อย่าปล่อยให้คุณูปการจากการชุมนุมผ่านไป

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

อย่าปล่อยให้คุณูปการจากการชุมนุมผ่านไป

ตั้งหัวข้อ  sunny on Mon Apr 12, 2010 9:51 am

คมชัดลึก : รัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 63 บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุม โดยสงบ และปราศจากอาวุธ

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ ...ฯลฯ ..."

นัยความหมายของคำว่า “สงบ” ไม่มีคำอธิบายศัพท์ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการทำความเข้าใจความหมายของคำคำนี้ให้ได้โดยง่ายจึงจำเป็นต้องอาศัยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานที่ให้ความหมายไว้ว่า “ระงับ, หยุดนิ่ง, กลับเป็นปรกติ, ปราศจากสิ่งรบกวน, ไม่กำเริบ, ไม่วุ่นวาย”

พฤติกรรมของการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเวทีกล่าวปราศรัยโจมตีรัฐบาลบนถนนสาธารณะ ตลอดจนการเคลื่อนขบวนไปกดดันเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทหาร หรือย่านธุรกิจต่างๆ ดังที่ปรากฏ คงไม่สามารถอธิบายว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบตามนัยของรัฐธรรมนูญ และความหมายของคำว่าสงบดังที่กล่าวมาแล้วได้ ทั้งนี้โดยยังไม่ต้องคำนึงถึงคำว่า “ปราศจากอาวุธ” ตามองค์ประกอบอีกประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว ทั้งที่ปรากฏเหตุการณ์ที่เกิดควบคู่กับการชุมนุม คือเหตุระเบิดป่วนเมืองที่แกนนำของผู้ชุมนุมปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องมาโดยตลอด

จะเห็นได้ว่า การชุมนุมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาอยู่ในขณะนี้ น่าจะไม่เพียงแต่จะอ้างเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญไม่ได้แล้ว รัฐธรรมนูญมาตรา 63 วรรคสอง ยังมีข้อยกเว้นให้รัฐสามารถจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะได้ด้วย โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐนั้น คงมิได้หมายถึงการต้องไปบัญญัติกฎหมาย ที่จะใช้กับการชุมนุมสาธารณะโดยเฉพาะมาบังคับใช้ตามที่หลายฝ่ายเข้าใจกัน แต่คงหมายถึงกฎหมายที่มีอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน กฎอัยการศึก หรือแม้กระทั่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ร.บ.จราจร หรือ พ.ร.บ.เกี่ยวกับรักษาความสะอาดหรือการสาธารณสุข เป็นต้น

เมื่อการชุมนุมสาธารณะที่เกิดขึ้นมีพฤติการณ์อันไม่อาจอ้างเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญได้ ข้อเรียกร้องที่ตามมาภายหลังจากการชุมนุมผ่านไปหลายวันก็มีมากมายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการขอให้รัฐบาลยุบสภา ขอให้เจรจากับคนเสื้อแดงหรือการขอให้มีการบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด ตลอดจนขอให้มีการสลายการชุมนุม ซึ่งการตัดสินใจเลือกวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งคงต้องผ่านการพิจารณาถึงผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ การทำตามข้อเรียกร้องด้วยการยุบสภาก็อาจคงต้องคำนึงว่าจะก่อให้เกิดความสงบจริงหรือไม่ เพราะในช่วงระหว่างรัฐบาลรักษาการภายหลังการยุบสภา ด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ทั้งทางนิตินัย พฤตินัย และจิตวิทยา อาจทำให้อำนาจรัฐในขณะนั้นมีสภาพเป็นอัมพฤกษ์ ไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะดำรงรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศไว้ก็ได้ ส่วนการเจรจาจะเกิดผลสำเร็จได้จริงหรือไม่ ก็คงต้องคำนึงถึงเจตนาของการชุมนุมด้วยว่ามีความต้องการเพียงขอให้รัฐบาลยุบสภาเท่านั้นจริงหรือไม่

ดังนั้นคุณูปการลำดับแรกที่ควรจะเกิดขึ้นต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ในหมู่ประชาชนชาวไทยก็คือการที่รัฐบาลอ้างว่ามาตามระบอบประชาธิปไตยจะสามารถใช้อำนาจรัฐในการบังคับใช้กฎหมายต่อการกระทำที่อาจถือว่าไม่ถูกกฎหมายให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในห้วงเวลาที่เหมาะสมพอดีต่อความอดทนอดกลั้นของผู้คนในสังคมได้หรือไม่ โดยไม่ทำให้ผู้คนในสังคมเข้าใจว่า การปกครองโดยรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยคือการต้องยอมทำตามการเรียกร้องทุกประการ แม้กระทั่งการเรียกร้องโดยพฤติการณ์ที่อาจถึงขั้นมีลักษณะของอนาธิปไตย อันอาจนำไปสู่ความผิดหวังของผู้คนในสังคมถึงขั้นที่จะปฏิเสธแนวทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตยไปในที่สุด ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ท่านประธานศาลปกครองสูงสุดก็ได้ช่วยออกความเห็นไว้ และศาลแพ่งก็วินิจฉัยเป็นแนวทางให้แล้ว หากรัฐบาลยังไม่อาศัยโอกาสนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยก็สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างถูกต้อง เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพได้แล้ว ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: อย่าปล่อยให้คุณูปการจากการชุมนุมผ่านไป

ตั้งหัวข้อ  sunny on Mon Apr 12, 2010 9:53 am

คุณูปการในลำดับต่อมา คือเรื่องที่จะทำให้สื่อสารมวลชนไทยพัฒนาก้าวข้ามไปสู่การเป็นสื่อที่สร้างสรรค์ สามารถคัดกรองข้อมูลที่จะถ่ายทอดสู่ผู้คนในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ให้ผู้ที่กล่าวข้อเท็จจริงที่เป็นเท็จใช้พื้นที่สื่อเป็นเครื่องมือถ่ายทอดความเท็จไปสู่สังคม เพียงเพื่อสนองประโยชน์ของตน ทำให้สังคมไทยในปัจจุบันมีสภาพที่อาจเรียกได้ว่า ไม่สามารถแยกแยะ “ถูกผิด ดีเลว เหมาะสม ไม่เหมาะสม” ได้ โดยจะเห็นได้จากแกนนำการชุมนุมบางคนที่สื่อมีข้อมูลเป็นที่รับรู้โดยชัดแจ้งแล้วว่า สิ่งที่เขากล่าวนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นเท็จ แต่สื่อก็ยังคงจ่อไมโครโฟนทุกครั้งที่เขาผู้นั้นตั้งโต๊ะแถลงข่าว พฤติการณ์เช่นนี้อาจกล่าวได้ว่า สื่อไทยมีส่วนในการทำร้ายสังคมในระดับที่กว้างขวางอยู่ไม่น้อย ต่างจากสื่อที่มีมาตรฐานในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นซีเอ็นเอ็น บีบีซี เอ็นเอชเค หรือแม้กระทั่งอัล-จาซีรา ที่ไม่ยอมให้บุคคลผู้ที่สื่อเหล่านั้นเชื่อว่าไม่พูดความจริงเมื่อเขาตั้งคำถามว่า คุณเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์จลาจลวุ่นวายในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วใช่หรือไม่ โดยบุคคลผู้นั้นกลับปฏิเสธ ทั้งที่ได้วิดีโอลิงก์เข้ามาปลุกระดมผู้ชุมนุมโดยตลอด “ทั้งการจะเข้ามานำมวลชนเมื่อเสียงปืนแตก” และ “อย่ากลับบ้านมือเปล่า” ใช้พื้นที่สื่อของเขาเป็นเครื่องมือถ่ายทอดข้อเท็จจริงที่ไม่มีความแน่นอนว่าเป็นความจริงสู่สังคมอีกต่อไป สื่อไทยโดยเฉพาะสื่อของรัฐและสื่อสาธารณะซึ่งตามทฤษฎีถือว่ามีศักยภาพมากกว่าสื่อภาคเอกชน ทั้งไม่ต้องคำนึงถึงผลทางเศรษฐกิจต่อผู้ชมรายการมากนัก ควรต้องอาศัยโอกาสที่ได้จากบทเรียนของการชุมนุมในครั้งนี้ ยกระดับพัฒนาการของสื่อสารมวลชนไทย โดยการสื่อสารด้วยปัญญา คือมีข้อมูลและความรู้ เจตนาที่บริสุทธิ์ เที่ยงตรงจริงใจ และมีความเป็นกลางบนพื้นฐานหลักธรรมที่ว่า มัชฌิมาปฏิปทา คืออยู่บนความถูกต้องแท้จริงดีงาม ตลอดจนมีความกล้าหาญในการนำเสนอสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อช่วยคนไทยไม่ให้เป็นกบเฒ่าและนำสังคมไทยไปสู่สังคมอุดมปัญญาอย่างแท้จริง หากสื่อไทยปล่อยให้คุณูปการดังกล่าวในครั้งนี้ผ่านไปโดยไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ก็เป็นที่น่าเสียใจ

คุณูปการอีกประการหนึ่งที่ไม่ควรให้ผ่านไป คือการที่มีผู้ชุมนุมซึ่งเดินทางมาจากต่างจังหวัดเข้าร่วมชุมนุมที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์อันเป็นย่านธุรกิจของผู้คนที่มีโอกาสในสังคมมากกว่าผู้เข้าร่วมชุมนุมดังกล่าวอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสถานะทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง แต่การออกแถลงการณ์ของสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์และสมาคมศูนย์การค้าไทย (กกร.) ที่มีข้อเรียกร้องว่า 1.ให้มีการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับผู้ชุมนุมและหาข้อยุติโดยเร็วที่สุด 2.ขอให้ผู้ชุมนุมพิจารณาทบทวนการจัดชุมนุมในพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ โดยให้กลับไปชุมนุมที่บริเวณถนนราชดำเนินตามเดิม ซึ่งมีลักษณะเป็นการเรียกร้องให้แก้ปัญหาเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่เพียงกลุ่มของตนเท่านั้น ช่องว่างทางโอกาสที่ปรากฏระหว่างบุคคลสองกลุ่มที่มีความแตกต่างกันมากมายอย่างเห็นได้ชัดในขณะนี้ น่าจะเป็นบทเรียนที่เป็นคุณูปการแก่สังคมไทยที่จะหันมาสนใจแก้ปัญหาช่องว่างระหว่างชนชั้น (นายทุนกับคนยากจน ไม่ใช่อำมาตย์กับไพร่) อย่างจริงจังเสียที อย่างน้อยก็ไม่ควรปล่อยให้ประชาชนฝากความหวังไว้แก่ภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ควรต้องช่วยกันปลุกกระแสให้ภาคเอกชนโดยเฉพาะพ่อค้านักธุรกิจต่างๆ ว่าควรต้องปรับทัศนคติในวิถีของตนให้สอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเรื่องทาน ศีล ภาวนา ความไม่เห็นแก่ตัวตามที่ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ หรือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ปล่อยให้ลักษณะนิสัยพื้นฐานของพ่อค้านักธุรกิจยังคงเป็นไปตามแนวคิดของเพลโตที่เคยกล่าวไว้เมื่อประมาณ 2,500 กว่าปีที่แล้ว ว่าอย่าเลือกพ่อค้ามาเป็นผู้ปกครองเด็ดขาด และให้ปรับแนวทางการประกอบธุรกิจโดยไม่เพียงคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์จากการประกอบการ หรือผลกำไรของตนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องมีแนวทางการคืนกำไรสู่สังคม ตลอดจนการคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เพื่อลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำของผู้คนในสังคมให้ได้ผล และนำไปสู่ความสงบสุขของสังคมไทยอย่างแท้จริงเสียที

อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล
เลขาธิการศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ