ความในใจ...จากใจนายทหารคนหนึ่ง

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ความในใจ...จากใจนายทหารคนหนึ่ง

ตั้งหัวข้อ  sunny on Mon Apr 12, 2010 8:35 pm

ขอบคุณ ที่ยังมีคนเข้าใจทหารอย่างพวกผมอยู่

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณพี่น้องคนไทยไม่ว่าจะมีอุดมการณ์อย่างไร ใส่สีไหน ฝ่ายไหน ชอบใครรักใคร แต่ก็ยังได้ออกมาโพสท์ข้อความให้กำลังใจทหารอย่างพวกผมอยู่บ้าง ผมเป็นคนที่ตั้งกระทู้ที่ชื่อว่า "แค่เพียงเพราะผมเป็นเป็นทหารเท่านั้นหรือ ผมจึงไม่มีค่าสำหรับฝ่ายไหนเลย" ลำดับกระทู้ที่ P9117481 เพียงเพื่อสะท้อนความนึกคิดคนทำงาน หรือพูดตรง ๆ ผู้ปฏิบัติ และก็อยากให้คนได้อ่านและมีสติยั้งคิดกันสักนิด ว่ามีพวกผมอีกมากมายที่ทำงานเพื่อให้ท่านได้อยู่สบาย ได้ชุมนุม ได้ทะเลาะกันใช้สีเป็นตัวแทนแบ่งพวกฆ่ากันเอง

บ้างก็บอกทหาร ตำรวจฆ่าประชาชน ตั้งแต่มีม๊อบมาผมไม่เห็นม๊อบไหนมีมือเปล่าหรอกคับ ขวดใน่น้ำมัน มีดไม้ ปืน ซึ่งแน่นนอนเจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ต้องมีปืน ถ้ามีคนพยายามทำร้ายคุณไม่ป้องกันหรือคับ นี่ผมบอกในแง่ของเหตุผล ผมให้ย้อนกลับไปดูม๊อบทุกม๊อบ พอมีคนตายกันก็โทษกันไปโทษกันมา ก็แสดงละครตั้งคณะกรรมการสอบกันตามระเบียบ แล้วก็ไม่มีใครผิด หาคนรับผิดชอบไม่ได้ ลองดูตั้งแต่ 14 ตุลา 16 ก็ได้ แต่คนที่สมประโยชน์คือการเมือง ประชาชนไม่ว่าก็ยุคก็ต่างตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองมาตลอด

ผมว่าบ้านเราตอนนี้ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยหรอกคับ เขาเรียกระบอบพรรคพวก ใครรวบรวมคนได้มาก จัดม๊อบใหญ่ๆ ได้ ก็อยู่เหนือกฎหมายบ้านเมืองพอใจยึด เผา ทำร้าย แย่งชิง อะไรจากใครก็ได้ หรือจะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้ถ้าจัดม๊อบใหญ่ ๆ ได้ มันเป็นอย่างนี้จิง ๆ ตอนนี้

ใครไม่พอใจอะไรก็รวบรวมคนก่อม๊อบกันขึ้นมา ได้ตามข้อเรียกร้องก็หยุดกลับที่ตั้ง นี่เรากำลังสร้างระบบอะไรกัน

บ้างก็บอกว่าทหารมีสิทธิ์เลือกที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ถ้ารักประชาชน รักความถูกต้องนั่นเป็นไปไม่ได้หรอกคับ เพราะทหารมีกฎหมายทหารอยู่ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษผู้รับคำสั่งได้ทันทีหากขัดขืน เรียกว่า "กฎหมายอาญาทหาร" และก็ยังมี "วินัยทหาร" อีก เช่น เอาบางข้อ "มันผู้ใดกระด้างกระเดื่องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งฯ หากปฏิบัติอยู่ต่อหน้าศัตรู หรือต่อหน้าหมู่ทหาร ให้เอามันไปประหาร" และก็มีวินัยทหารอีก ผู้บังคับบัญชามีสิทธิสั่งขัง จำขัง ทหารคนใดก็ได้ โดยไม่ต้องสอบสวนแค่สั่งว่า "เอามันไปขัง" แค่นี้ก็พอ การรวมกันแข็งข้อของทหาร ถ้าเกิดทหารรวมกันห้าคนขึ้นไปประกอบอาวุธไม่ตามตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา มีโทษประหารเช่นเดียวกัน

จะเห็นได้ว่ากฎหมายทหารนั้นไม่มีใครกล่าวถึง ไม่เคยได้รับการตวรวจชำระแก้ไข เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้เสียกับเรื่องนี้ บังคับใช้แต่กับทหารเท่านั้น กฎหมายใช้กันมาตั้งแต่สมัย ร.6 ก็ยังไม่แก้ไขก็มี ทุกข้อให้อำนาจผู้บังคับบัญชาจะทำอย่างไรก้ได้ แต่ไม่มีกฎหมายอำนาจใดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่จะคัดค้าน ตรวจสอบทำนาจนั้นได้ แม้แต่การร้องทุกข์ก้ตาม

ระบบศาลทหาร เป็นศาลที่ไม่แน่ใจว่าอิสระยุดติธรรมหรือป่าว เพราะคนที่เรียกว่า ตุลาการทหาร หรือตุลาการร่วมไม่ได้เรียนมาทางสายผู้พิพากษาโดยตรง หากแต่เป็นผู้บังคับบัญชาชันสูง เช่น นายพล (ผบ.พล.) คือยศใหญ่ ๆ แค่นั้น อัยการทหาร ก็ไม่ได้จบเนติฯ ศาลทหารแบ่งแยกตามชั้นยศแวลาพิจารณาคดี แล้วอย่างนี้จะให้สร้างความยุติธรรมได้อย่างไร

เอาง่าย ตำแหน่ง ผบ.ร้อย. มีอำนาจสั่งขังได้ไม่เกินเจ็ดวัน (ขังกองรักษาการณ์) แต่ไม่มีกฎระเบียบไหนเขียนว่าห้ามขังต่อเนื่องเกินกี่ครั้ง (ครั้งละ 7 วัน) มีอยู่กรณีนึง ทหารคนหนึ่งไม่อยากรับราชการต่อไป ขอลาออกก็ไม่ให้ออก ก็เลยขาดราชการเฉย ๆ เพื่อให้ตนเองยอมโดนปลดออก จากนั้นก็ให้เพื่อนในรุ่นเดียวกัน โทรไปหลอกว่าให้กลับมาทำเรือ่งเขียนใบลาออก พอกลับเข้ามาก็โดนสั่งให้เอาตัวไปขัง ขังครบวันที่7 พอเข้าวันที่เป็น ก็มีเจ้าหน้าที่เอาใบ กร. ไปสั่งให้ ผบ.กองรักษาการณ์ ขังต่ออีก 7 วัน (ครั้งที่ 2) ก็ต่อเนื่องกันเลย พี่แกโดนขังอยู่ใน กองการณ์ โดยไม่มีการสอบสวนเป็นเดือน ไม่เห็นมีใครให้ความยุติธรรมกับเขาเลย

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความในใจ...จากใจนายทหารคนหนึ่ง

ตั้งหัวข้อ  sunny on Mon Apr 12, 2010 8:36 pm

ที่ผมกล่าวมานี่ก็หวังว่าจะมีคนเข้าใจผู้ปฏิบัตินะคับ หากเป็นไปได้นักกฎหมาย คนใดได้เข้ามาอ่าน ก็ลองไปหาประมวลกฎหมายอาญาทหารมาอ่านดูนะคับ จะได้รู้ว่ามันเลวร้ายขนาดไหน ขนาดเบี้ยเลี้ยงของพวกที่ไปทำงานกรุงเทพฯ นายสิบ ถึงพลทหาร วันละ 500 บาท แต่จ่ายจิง 300 บาท อีก 200 หายไป บอกเพียงหักค่าประกอบเลี้ยง พวกผมทำงานที่ ภาคใต้ได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 180 บาท หักค่าประกอบเลี้ยง 60 บาท เหลือจ่าย 120 บาท ก็ได้แต่ก้มหน้ารับกรรมไป ดันเลือกมาเป็นอาชีพนี้เอง ถ้าโอนได้ผมโอนไปเป็นข้าราชการตำรวจดีกว่าคับ ยังพอทักท้วงร้องเรียนได้บ้าง

อย่างไรเราก็คนไทยด้วยกันคับ คิดแตกต่างได้ แต่อย่าแตกแยกกันเลยคับ ทหารตาย ประชาชนตาย ไม่ว่าใครตายมันก็ไม่ดีทั้งนั้น มันก็คือศพคนไทยด้วยกันเอง

....ทหารพันธ์ใหม่.....

จากคุณ : watchira
เขียนเมื่อ : 12 เม.ย. 53 19:04

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P9119827/P9119827.html

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

บันทึกแพทย์สนาม

ตั้งหัวข้อ  satan_baby on Sun Apr 18, 2010 5:10 pm

บันทึกแพทย์ทหารสนามที่บอกเล่าถึงเหตุการณ์สิบเมษาเลือด ของ นพ.วีระวงษ์ แสงโพธิสุข...สิบเมษาห้าสามที่แยกคอกวัว(ความจริงมันลบออกจากจิตใจของคนเราไม่ได้หรอกนะ>>>รู้ไว้ด้วย) ความว่า

15 เม.ย. 53

ผมในฐานะแพทย์ทหารคนหนึ่งที่ปฎิบัติงานในเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. 53 อยากจะเขียนบันทึกความทรงจำเหตุการณ์ในวันนั้น เพื่อเก็บไว้เป็นบทเรียน เป็นอุทาหรณ์ หรือเป็นสิ่งเตือนใจให้แก่ตนเอง และประชาชนชาวไทย ไม่ให้ลืมเลือนบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ไปกับกาลเวลา

ผมได้รับภารกิจในฐานะ ผบ.มว.สร.พัน.ร. (ผู้บังคับหมวดเสนารักษ์ กองพันทหารราบ) หรือก็คือแพทย์ทหารประจำกองพัน หน้าที่ของผมคือติดตามดูแลกำลังพลเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย การป้องกันโรค การส่งกำลังบำรุงทางสายแพทย์ รวมถึงงานอื่นๆ ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ผมมาภารกิจในครั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. 53 ย้ายสถานที่พักไปตามภารกิจต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการตั้งด่านตรวจ

และเฝ้าระวังเหตุร้ายตามสถานที่สำคัญ เช่น ที่ ร.1 พัน.1 รอ., ร.11 รอ., สนามบินสุวรรณภูมิ, ลาดหลุมแก้ว และที่สุดท้าย คือ สี่แยกคอกวัวบริเวณถนนตะนาวศรี (ข้างวัดบวรนิเวศฯ ย่านบางลำภู) ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ในวันที่ 10 เม.ย. 53
หน่วยของเราได้รับภารกิจในการขอพื้นที่คืนจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณสี่แยกคอกวัว ออกจากที่ตั้งปกติโดยรู้ก่อนล่วงหน้าไม่ถึง 1 ชม. หลังจากเข้าที่รวมพลซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสี่แยกคอกวัวไม่นาน ก็ต้องเคลื่อนย้ายราวสักบ่ายโมง

ผมขึ้นบนหลังคารถฮัมวี่คันแรกสุด (หากใครเห็นในรูปถ่าย ก็คงจะเห็นทหารคนหนึ่งบนหลังคารถฮัมวี่ที่ติดปลอกแขนกาชาด ถือโล่บังตัวเอง นั่นก็ผมล่ะครับ)

จนกระทั่งถึงบริเวณถนนตะนาว กำลังพลรวมทั้งผู้พันก็ลงจากรถ ไปตั้งแนวโล่หน้ากลุ่มผู้ชุมนุม ผู้พันผมบอกให้ผมรออยู่ในรถก่อน เนื่องจากกลัวว่า ผมอาจโดนสิ่งของขว้างปามาจะเกิดอันตราย ซึ่งอีกไม่นานก็เกิดขึ้นจริงๆ

ทหารของเราตั้งแนวโล่ มีเพียงชุดเกราะป้องกัน (ผมเรียกว่า ชุดโรโบคอป) หมวกกันน๊อค โล่ และกระบองป้องกันตัว เราถูกกลุ่มผู้ชุมนุมปาของทุกอย่างที่คิดว่าจะปาได้ ทั้งขวดเบียร์ ขวดกระทิงแดง ไม้ อิฐบล๊อค กระถางต้นไม้ บันได ขวดน้ำ ฯลฯ อีกสารพัด รถบางคนกระจกถูกปาแตก แต่อาจเป็นเพราะรถฮัมวี่ของผมคงจะแข็งมากมั้งครับ กระจกเลยไม่เป็นไร

หลังจากนั้นไม่นาน ผมเริ่มเห็นมีคนเจ็บจากของที่ถูกขว้างปา เลยตัดสินใจบอกพลขับว่า ผมจะลงจากรถไปดูคนเจ็บ ฝากตอบ ว. (วิทยุ) ให้ด้วยนะครับ หลังจากนั้นก็ลงไปดูคนเจ็บและสถานการณ์อยู่หลังแนวโล่ ซึ่งในระหว่างนั้นก็ต้องคอยหลบซ้าย หลบขวา ก้มหัว หลบบรรดาสิ่งของที่ขว้างมา แต่ผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่า ผมโชคดีมาก เพราะหลังจากผมตัดสินใจลงจะรถไม่นาน กลุ่มผู้ชุมนุมก็รุกไล่แนวโล่มาจนถึงรถฮัมวี่ที่ผมเคยนั่งอยู่ก่อนไม่ถึง 5 นาที ทุบรถ ทุบกระจก แล้วขึ้นไปบนช่องของพลสังเกตการณ์ (บนเพดานรถจะมีช่องไว้สำหรับให้ทหารนั่งคอยสังเกตการณ์ หรือติดปืนกล

แต่นี่เป็นรถธุรการของผู้บังคับบัญชา ไม่ใช่ฮัมวี่รบ เลยไม่ได้ติดอาวุธ) พลขับของผมถูกผู้ชุมนุมใช้เท้ายันศีรษะกับพวงมาลัยรถ ลากลงมารุมกระทืบ แล้วจ้วงแทงด้วยมีด แต่เขาก็ยังโชคดีมากที่ใส่เกราะ มีดเลยไม่เข้า ไม่อย่างนั้นก็คงไส้ทะลักแน่ๆ

ผมทำหน้าที่ช่วยกันกับทหารและนายสิบพยาบาลลำเลียงผู้ป่วยจากด้านหน้าแนวมาไว้ที่รวบรวมผู้ป่วยเจ็บด้านหลัง ซึ่งผมกำหนดไว้ที่ริมกำแพงข้างวัดบวรนิเวศฯ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นการปะทะกันของแนวโล่กับกลุ่มผู้ชุมนุม ผู้ป่วยเจ็บส่วนใหญ่จึงมักเกิดจากการขว้างของแข็งเข้าใส่ มีบาดแผลแตกหรือบาดแผลที่ศีรษะ

รวมทั้งผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะตื่นตระหนกทำให้เกิดอาการหายใจเร็วเกินไป (ผมขอเรียกตามศัพท์ทางแพทย์ว่า Hyperventilation syndrome) ในส่วนของผมมีผู้ป่วยอยู่ในเวลานั้นประมาณ 20-30 คน การทำงานชุลมุนมาก เพราะเรามีคนน้อยแค่ผมกับนายสิบพยาบาลรวมกันไม่ถึง 6-7 คน แต่ต้องขอขอบคุณพี่ๆน้องๆกู้ภัย เจ้าหน้าที่ EMS ของวชิรพยาบาล รวมทั้งพ่อแม่พี่น้องประชาชนละแวกนั้นที่ให้ความช่วยเหลือ คอยติดต่อเอารถกู้ภัยมารับคนป่วยไป รพ.ศิริราช และ รพ.วชิรพยาบาล

คุณยายบางคนไม่รู้จะช่วยยังไงก็ควักยาดมให้ พี่ๆหลายคนก็วิ่งไปหาน้ำเย็น น้ำแข็ง ผ้าเย็น แอมโมเนีย ให้คนไข้ หรือแม้แต่น้องผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึงที่ผมจำได้ดี น้องเค้าวิ่งหาท๊อฟฟี่คอยแจกพี่ๆทหาร และคนที่มาช่วย พนักงานเดอะพิซซ่าก็คอยเอากระดาษลังมาพัดให้ผู้ป่วย

แต่มีนายสิบกับพลทหารอีกคนหนึ่งของหน่วยผมที่ถูกยิงด้วยอาวุธปืนที่บริเวณต้นขา ถามเขาบอกว่าเขาอยู่บริเวณแถวหน้าสุดของแนวโล่ มีการ์ด นปช. คนนึงถูกยิงด้วยกระสุนยางที่ไหล่ เขาโมโห เขาพูดว่า “มึงยิงกูเหรอ” หลังจากนั้นก็ชักปืนพก 11 มม. ยิงใส่ทหาร ถูกนายสิบคนหนึ่งมีบาดแผลรูกระสุนที่ต้นขาซ้าย และถูกพลทหารอีกคนที่บริเวณขา ผมได้ทำการห้ามเลือดด้วยผ้าแต่งแผลและสายรัดห้ามเลือด (Tourniquet) แล้วส่งรถกู้ภัยต่อ

หลังจากเหตุปะทะช่วงแรกสักราวๆ ½ - 1 ชม. ทั้ง 2 ฝ่ายก็เจรจากัน ผู้ชุมนุมขอให้ทหารถอยออกไป ส่วนทหารขอให้ผู้ชุมนุมถอยเพื่อลากเอารถที่เสียหายออกมา ก็ตกลงกันได้ ต่างฝ่ายจึงถอยออกห่างจากกันประมาณ 20 เมตร ซึ่งช่วงนั้นผมและเจ้าหน้าที่ได้ทำการลำเลียงผู้ป่วยเจ็บออกไปได้หมดแล้ว ทั้งผู้ชุมนุมและทหารก็ต่างนั่งพักตรึงกำลังอยู่ในพื้นที่ของตน

ในระหว่างนั้นก็มีประชาชนเอาน้ำ เอาของกิน เอาผ้าเย็นมาให้ทั้งฝ่ายทหารและผู้ชุมนุม เวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงราวๆหกโมงเย็น (หลังเคารพธงชาติ) ทางทหารจึงได้รับคำสั่งให้ทำการขอคืนพื้นที่ชุมนุมอีกครั้ง โดยตั้งขบวนแถวแรกจำนวน 1 กองร้อย ด้วยแนวโล่และกระบอง และมีกำลังด้านหลังมีปืน M16 เพื่อทำการยิงขู่ขึ้นฟ้าในกรณีที่จำเป็น กำลังของทหารสามารถผลักดันผู้ชุมนุมให้ถอยร่นจากบริเวณปากทางเข้าถนนข้าวสารจนเกือบจะถึงถนนราชดำเนินนอก ซึ่งตอนนั้นผมอยู่หลังกองร้อยที่อยู่ด้านหน้า (ชุดโรโบคอป โล่ กระบอง)

โดยมีผู้บังคับกองพันและผู้บังคับการกรมคอยสั่งการอยู่ด้านหน้าของผม (หลังแถวกองร้อย) ลักษณะการจัดแนวจะเป็นแถวหน้ากระดานประมาณ 4-6 แถว ขณะนั้นผมอยู่ที่ริมฟุตบาทถนนข้าวสาร

ในระหว่างนั้นผู้ชุมนุมเริ่มมีการใช้อาวุธที่ร้ายแรงมากขึ้น เช่น ขว้างแก๊สน้ำตาใส่ ขว้างระเบิดเพลิง (โมโรตอฟ) จนกระทั่งมีการเปิดถังแก๊สใส่ทหาร (โชคดีที่ไม่มีใครจุดไฟ มิเช่นนั้นทหารรวมทั้งผมคงถูกไฟคลอกตายแน่) จนกระทั่งเหตุการณ์สำคัญที่สุดก็เกิดขึ้น ...

ผมจำได้ติดตาเลยว่า ตอนนั้นมีระเบิดควันลูกหนึ่งโยนมาตกที่บริเวณแถวทหารหน้าสุด ซึ่งตอนแรกทุกคนคิดว่าเป็นแก๊สน้ำตา จึงรีบนำผ้าพันคอปิดจมูก และเตรียมถอยกลับออก แต่ตอนนั้นทั้งทหารและผมก็โดนแก๊สน้ำตา 3-4 ครั้งแล้ว จึงรู้โดยทันทีว่านั่นไม่ใช่แก๊สน้ำตา เป็นระเบิดควันเฉยๆ

ผมได้ยินเสียงผู้พันสั่งว่า "ไม่ใช่แก๊ส ไม่ต้องถอย ตั้งแนวต่อไป" แถวทหารก็เริ่มตั้งแนวและผลักดันต่อ ผมเองก็ค่อยๆเดินตามหลังแถวทหารไป หลังจากนั้นไม่ถึง 1 นาที ก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นบริเวณหน้าแถวทหาร (ห่างจากเท้าของทหารแถวแรกไม่กี่เมตร) ผมยอมรับตามตรงว่าทั้งชีวิตไม่เคยเห็นระเบิด M79 มาก่อน

แต่สิ่งที่เห็นคล้ายกับประทัดยักษ์ระเบิดที่พื้นถนน แต่ปกติประทัดยักษ์ควรจะมีแต่เสียงดังกับควัน แต่สิ่งที่เห็นกลับมีประกายไฟกระจายออกมาด้วย ผมก็คิดอยู่ว่า “ทำไมประทัดมันมีประกายไฟด้วย” จุดที่ระเบิดตกห่างจากผมไปราวๆ 10 เมตร

หลังจากนั้นก็มีอีกลูกหนึ่งตกหลังผมไปทางหน้าแนวทหารที่ 2 ผมได้ยินเสียงผู้การสั่งว่า “มันเล่นของจริง ทุกคนถอย” หลังจากนั้นแถวของเราก็แตกถอยมาด้านหลัง นายสิบพยาบาลของผมคนหนึ่งดึงผมให้หลบออกมาทางฟุตบาทให้หลบ ผมหันหลังกลับมาทางถนน เห็นคนเจ็บนอนเลือดอาบอยู่ราวๆ 10-20 คน ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นทหารเป็นลูกน้องในกองพันของผม บางคนเมื่อวานเพิ่งมาขอยา บางคนยังเคยกินข้าวด้วยกันไม่นานนี้เอง

ตอนนั้นผมยอมรับจริงๆว่าเบลอไปหมดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำไปทำด้วยสัญชาตญาณ ภาพที่เห็นคือทหารนอนเลือดอาบ ตาลอย ตามร่างกายมีสะเก็ดระเบิด และบางคนมีรูกระสุนปืนด้วย เพื่อนทหารต่างพากันช่วยลากออกมาจากจุดที่ระเบิด ร้องเรียก “หมอ ช่วยด้วย” “หมอ ดูเพื่อนผมด้วย”

“หมอ หมอ ช่วยเพื่อนผมด้วย” บรรยากาศตอนนั้นหลายท่านคงเห็นจากในคลิปวีดีโอหรือในสื่อต่างๆ แต่ ณ สถานที่เกิดเหตุจริงมันยิ่งกว่านั้น มันไม่รู้จะอธิบายยังไง ทั้งตกใจ ทั้งหดหู่ ทั้งเศร้าใจ

แม้ว่าผมจะเป็นแพทย์ แต่สิ่งที่ทำได้ผมก็ทำได้เพียงเข้าไปช่วยลากคนเจ็บ เข้าไปช่วยกันห้ามเลือดด้วยผ้าพันคอ เพราะตอนนั้นทั้งตัวไม่มีอุปกรณ์อะไรติดตัวเลย มีแต่ stethtoscope (หูฟัง) ไม่มีสายรัดห้ามเลือด ไม่มีผ้าพันแผล สมัยเป็น นพท.ปี 6 ผมเคยเรียนวิชาเวชปฎิบัติการยุทธ (ปฎิบัติการเพชราวุธ)

ผมรู้ว่าสถานการณ์แบบนี้คือ Care under fire แต่ผมเพิ่งจะเข้าใจจริงๆว่า หัวใจของ care under fire คือ เอาชีวิตตัวเองให้รอด แล้วเอาคนเจ็บออกจากบริเวณสังหาร (Killing zone) ให้เร็วที่สุด ลืมเรื่องการปฐมพยาบาล ลืมเรื่อง primary survey หรือ ABCD ที่เคยเรียนไปได้เลย เพราะขณะช่วยเอาคนไข้ออก ก็มีทั้งระเบิด M79 ระเบิดขว้างลูกเกลี้ยง M26 เสียงปืน (ตอนหลังเพื่อนผู้หมวดบอกว่าเขามีทั้ง M16, AK47 และปืนพก)

ขณะนั้นรถกู้ภัย รถพยาบาล จอดอยู่บริเวณหัวถนนตะนาว ใกล้กับวงเวียนบางลำพู รถไม่กล้าขับเข้ามาเพราะยังมีระเบิดตกอยู่เรื่อยๆและมีเสียงปืนดังอยู่ตลอดจากฝั่งผู้ชุมนุม ผมวิ่งไปเรียกตรงกลางทางให้รถพยาบาลเข้ามา (แต่ตอนนั้นก็รู้อยู่แล้วว่า ถ้าเป็นตัวเองก็คงไม่กล้าขับรถเข้ามาหรอก) ขอบคุณพี่ๆกู้ภัยหลายคนช่วงนั้นที่เสี่ยงตายวิ่งเข้ามาช่วยพวกเราลากผู้ป่วย

satan_baby

จำนวนข้อความ : 192
Registration date : 08/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

บันทึกแพทย์สนาม(2)

ตั้งหัวข้อ  satan_baby on Sun Apr 18, 2010 5:11 pm

ตอนนั้นผู้ป่วยทั้งหมดถูกลำเลียงออกมารวมกันบริเวณเกาะกลางถนนตรงแยกบางลำพู ผมช่วยกันลำเลียงผู้ป่วยออกมาได้ 2-3 คน ใส่รถกู้ภัย หลังจากนั้นพอจะกลับเข้าไปช่วย สิ่งที่เห็นก็คือฝ่ายตรงข้ามก็ยิงระเบิดไล่หลังมาเรื่อยๆ จนเกือบถึงหัวถนนตะนาวตรงหัวมุมวัดบวรนิเวศฯ ทหารฝ่ายเราต้องเริ่มคว้าปืนมายิงคุ้มกันให้พวกที่ลำเลียงผู้ป่วยออกมาตรงฟุตบาท 2 ข้างของถนนตะนาว

ผมไม่สามารถเข้าไปในบริเวณถนนตะนาวได้อีกแล้ว เพราะบริเวณนั้นกลายเป็น killing zone ผมจึงต้องหลบอยู่หลังรถกู้ภัยตรงวงเวียนบางลำพู (พร้อมๆกับบอกให้พี่ๆกู้ภัยก้มหัวหมอบ ต้องเอาชีวิตตัวเองรอดก่อนไปช่วยคนอื่น)

จุดนั้นมีการปะทะอยู่นานประมาณ 15-20 นาที ฝ่ายอำนวยการของผมแจ้งให้ทราบในภายหลังว่านับระเบิด M79 ได้เกือบ 15 ลูก ระเบิดขว้าง M26 อีก 2 ลูก รวมทั้งมีพลทหารคนหนึ่งซึ่งผมไปรับหลังจากกลับจาก รพ. บอกผมว่า เขาเห็นแสง laser pointer สีเขียวคอยส่องอยู่แถวศีรษะของทหารแถวหน้า คาดว่าน่าจะมีคนซุ่มยิงมาจากบริเวณอาคารสูงบริเวณแยกคอกวัว

แต่คงไม่พบเป้าหมายซึ่งคาดว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชา เพราะแต่ละคนต่างกระจาย ไม่รวมกัน และมี รปภ. คุ้มกันไม่มากนัก หลังจากนั้นเราได้ลำเลียงผู้ป่วยทั้งหมดขึ้นรถพยาบาลได้หมด ฝ่ายนั้นเริ่มยิงตอบโต้มากขึ้น ผมเห็นไม่ปลอดภัยจึงขอให้รถกู้ภัย รวมทั้งรถจี๊ปพยาบาลไปหลบอยู่ในซอยบางลำภู

ฝ่ายนั้นก็ยังคงพยายามยิงระเบิดใส่ท้ายขบวนรถของเราที่จอดอยู่ถนนริมวัดบวรนิเวศฯ ซึ่งคาดว่าหากไม่มีทหารของเราที่คอยยิงคุ้มกันตอนลำเลียงผู้ป่วยและถอยกลับ รถหลายคันคงถูกยิงระเบิด ทหารและประชาชนแถวนั้นคงตายอีกเป็นจำนวนมาก

ต่อมาผู้บังคับหน่วยของเราจึงขอหน่วยเหนือในการถอนกำลัง ซึ่งกว่าจะเคลื่อนย้ายออกไปได้หมด ก็ต้องใช้เวลานานเพราะรถมีจำนวนมาก และการจราจรแถวนั้นก็ถูกปิดกั้นบางส่วน แถมตอนเราถอนตัวฝ่ายตรงข้ามก็ยังพยายามยิงระเบิดใส่พวกเราอีกด้วย
ในช่วงก่อนถอนตัวผมจำได้ว่ามีเด็กวัยรุ่นใส่เสื้อแดง 2 คน ขี่มอเตอร์ไซด์มาจอดข้างๆรถจี๊ปพยาบาล แล้วพูดด้วยน้ำเสียงยั่วโมโหว่า “หน่วยพยาบาลคงไม่โดนอะไรหรอกมั้ง มีคนตายด้วย พวกพี่ยิงคนเหรอ”

ผมยอมรับว่าแม้ว่าปกติผมจะไม่ใช่คนอารมณ์ร้อน แต่จากเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาที่ประสบ ผมเลือดขึ้นหน้า อารมณ์ตอนนั้นคุกรุ่นเต็มที่ ผมพูดจริงๆ ผมอยากลงไปต่อยเด็กคนนั้น

แต่ผมก็อดทนแล้วตอบกลับไปว่า “แล้วทีพวกน้องยิงระเบิดใส่พวกพี่ล่ะ น้องยิงทั้งระเบิด น้องขว้างทั้งระเบิด แถมเอาอาวุธสงครามยิงใส่ทหาร ทหารแถวหน้าเค้ามีแต่โล่กับกระบอง ป้องกันตัวเองอะไรไม่ได้เลย เค้าก็มีครอบครัว มีลูกมีเมีย แล้วนี่ที่ทหารยิงก็เพื่อคุ้มกันคนเจ็บกับตอนถอนตัว แล้วน้องจะให้ทหารเอาโล่กับกระบองไปไล่ตีไอ้พวกที่ยิงระเบิดใส่หรือไง น้องไสหัวไปเลย ไสหัวไปหลบระวังลูกหลงจากระเบิดที่พวกน้องยิงมาด้วยแล้วกัน”

เด็กคนนั้นอึ้งไปแล้วก็ขี่รถมอเตอร์ไซด์ออกไป เราถอนตัวออกจากจุดตรงแยกคอกวัวเป็นหน่วยสุดท้ายกลับที่ร่วมพลเดิม ซึ่งก็หลงทางไปทางวังสวนจิตรลดา เนื่องจากเราไม่ใช่ทหารกรุงเทพจึงไม่รู้เส้นทาง

คืนนั้นพอผมกลับมาได้ พบกับผู้พัน พบกับผู้กองและเพื่อนผู้หมวด จึงได้รู้ว่าในขณะที่หน่วยของผมถอนตัวออกมาทางถนนตะนาว มีอีกกองร้อยที่ต้องถอยร่นออกมาทางถนนข้าวสาร โดยมีผู้บังคับกองพันอีก 2 คน และรองผู้บังคับกองพันอีกคน

ผู้พันคนหนึ่งถูกยิงจากฝั่งตรงข้ามเข้าที่สีข้าง เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามกราดยิงปืนซึ่งคาดว่าเป็น M16 เพื่อนผมบังผู้พันของเขาอยู่แต่กระสุนเฉี่ยวข้างตัวไปถูกผู้พัน แต่ที่น่าเศร้าคือมีนายสิบของต่างหน่วยอีกคนถูกยิงทะลุหมวกเหล็ก เสียชีวิตคาที่ นายสิบที่เป็น รปภ. หลายคนก็ถูกยิงเข้าที่ขา โชคดีมากๆและต้องขอขอบคุณเจ้าของผับแห่งหนึ่งที่ถนนข้าวสาร ที่เปิดร้านนำคนเจ็บเข้ามา ให้เด็กในร้านช่วยปฐมพยาบาล ทำแผล ห้ามเลือด ปิดประตูหน้าร้าน และติดต่อตำรวจและรถกู้ภัยให้มารับที่หลังร้านซึ่งทะลุออกทางถนนอีกเส้นหนึ่ง

มีทหารประมาณ 1 กองร้อยที่ไม่สามารถออกมาขึ้นรถได้เพราะหลงเข้าไปในถนนข้าวสารและถูกปิดทางด้านถนนตะนาวไว้ ก็ต้องวิ่งออกมาทางถนนสามเสนไปยังที่รวมพลซึ่งอยู่ห่างเกือบ 5 กม.

แต่อย่างไรก็ตามทุกคนปลอดภัยดี (ขณะนี้ผมได้ไปเยี่ยมทหารทุกคนที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า ทุกคนปลอดภัยดี และออกจาก ICU ได้หมดแล้ว) ในขณะที่เกิดเหตุการณ์โทรศัพท์มือถือของผมแบตหมด พอกลับมาชาร์ทแบต ก็พบว่ามีหลายคนโทรเข้ามา หนึ่งในนั้นเป็นเพื่อนของผมที่ วพม. ผมโทรกลับไปจึงทราบว่ามีนายทหารหลายคนถูกระเบิด หนึ่งในนั้น arrest (เสียชีวิต) ก่อนมา รพ. ต่อมา CPR (ปั๊มหัวใจ) ขึ้น และต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองด่วน ซึ่งนายทหารคนนั้นเป็นเพื่อนกับอาจารย์ที่พระมงกุฎของผม
แต่อาจารย์จำผิดคนคิดว่าเป็นผู้บังคับกองพันของผมจึงรีบโทรหาผม แต่มือถือผมแบตหมด จึงให้เพื่อนติดต่อ ในภายหลังจึงทราบว่าคือ พี่เปา (พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม) ซึ่งอยู่รุ่นเดียวกับผู้พันของผม

คืนนั้นผมกินข้าวไม่ลง กว่าจะนอนตาหลับได้ก็เกือบตี 3 ซึ่งภายหลังอาจารย์ก็โทรมาบอกว่า พี่เปาเสียแล้ว ให้บอกผู้พันผมด้วย ผมหลับไปกลางพื้นโรงเก็บรถที่ที่รวมพล ตื่นขึ้นมาตอน 6 โมง ผมไม่ฝันร้าย แต่ผมอยากให้เรื่องที่ผมจำได้มันเป็นแค่ความฝัน
วันรุ่งขึ้นผมได้ไป รพ.พระมงกุฎ เพื่อติดตามผู้ป่วยและประสานงานกับอาจารย์ที่ รพ.พระมงกุฎ วันนั้นเองผมได้ทราบว่ามีทหารของผมเกือบ 10 คนที่บาดเจ็บตอนปะทะช่วงแรกและที่ถูกสะเก็ดระเบิด บาดเจ็บเล็กน้อย ที่ส่งไป รพ.วชิรพยาบาล จ่าคนหนึ่งติดต่อมาว่าเขาติดอยู่ที่วชิรพยาบาล แต่มีเสื้อแดงมาปิดล้อม ทหารบางคนที่บาดเจ็บไม่มาก ทาง ER ให้คัดแยกอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน
พอผู้ชุมนุมเสื้อแดงมาส่งคนป่วยของเขาที่เจ็บ ก็มาไล่กระทืบทหารของผมที่นอนอยู่ ทหารต้องหนีตาย บางคนต้องปีนดาดฟ้าหนี แต่ขอขอบคุณพี่ๆน้องๆหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ รพ.วชิรพยาบาล ที่ช่วยกันพาทหารไปหลบที่บริเวณที่ปลอดภัยหลัง รพ. หาชุดไปรเวทให้ใส่ และให้พักอยู่ในบริเวณที่ปลอดภัยไปก่อน

ทหารบางคนเล็ดลอดออกมาได้ด้วยความช่วยเหลือจากหน่วยกู้ภัยที่เอาเสื้อเครื่องแบบใส่ทับให้ขึ้นรถกู้ภัย เอาวิทยุกับอุปกรณ์ออกมาใส่กระเป๋า EMS แล้วมาส่งให้ที่รวมพล ผมเห็นทหารหลายๆคนเจ็บ เห็นทหารที่เป็นลูกน้องเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเจ็บ

ผมอาจจะโชคดีที่ไม่บาดเจ็บอะไร (แต่ตอนหลังมาคิดก็ยังคิดอยู่เลยว่า รอดมาได้ยังไงเนี่ย ^_^) แต่บาดแผลในจิตใจก็มีอยู่ในหัวใจทหารทุกๆคน

ผมน้ำตาซึมทุกวันที่ไปเยี่ยมลูกน้องที่เจ็บ ผมเห็นผู้การ รองผู้การ ผู้พันของผมพยายามกลั้นน้ำตาทุกครั้งที่เห็นลูกน้องตัวเองเจ็บ) เฉพาะหน่วยของผม มีคนเจ็บที่ต้องนอน รพ. เกือบ 80 คน บาดเจ็บเล็กน้อยที่ไม่ได้นอน รพ. อีก 60 กว่าคน ผมขอเถอะครับ ...

มีประชาชนบางคนถามผมว่าผมโกรธเสื้อแดงมั้ย ผมแค้นเค้ามั้ย ผมตอบไปว่า แม้ผมจะรู้สึกโกรธ แต่ผมแยกแยะได้ ผมเคยเจอผู้ชุมนุมทั้งที่ราบ 11 ที่ลาดหลุมแก้ว คนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่จะมาชักปืนยิงใส่หรือโยนระเบิดใส่ เกือบทั้งหมดเป็นคนธรรมดาที่เค้ามาเรียกร้องในสิ่งที่เค้าต้องการ

แต่เราอย่าตกเป็นเครื่องมือของคนบางคน (จะเป็นใครผมก็ไม่ทราบ แต่น่าจะคิดกันได้นะครับ) อย่าให้ใครบางคนใช้ทั้งคนเสื้อแดง ใช้ทหารเป็นเพียงหมากบนกระดาน ให้เราต่างฝ่ายต่างเจ็บต่างล้มตายเพื่อผลประโยชน์ของคนบางคน

ประเทศเราจะล่มสลายอยู่แล้วนะครับ เห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่ประเทศชาติ อย่าให้ใครแค่ไม่กี่คนมาทำลายประเทศไทยของเราเลย
แต่อย่างไรก็ตาม แม้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตก็ยังมีเรื่องดีๆ ขอบคุณพี่ๆน้องๆเพื่อนๆร่วมชาติทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือคนเจ็บโดยไม่แบ่งสีไม่แบ่งความคิด ผมซาบซึ้งในน้ำใจของทุกๆท่านมาก

หากไม่มีพวกท่าน ผมคงไม่สามารถพาคนเจ็บออกมาได้ขนาดนี้ ดีไม่ดีผมอาจจะโดนไปด้วยก็ได้

เหนือสิ่งอื่นใด ตลอดระยะเวลาที่เรียนในวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ผมรับรู้รับทราบมาโดยตลอดถึงภารกิจของแพทย์ทหาร ถึงตอนนี้อารมณ์ของผมจะตกอยู่ในความเศร้า ตกอยู่ในความหดหู่ แต่ผมก็ภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ของแพทย์ทหาร ที่ได้ทำหน้าที่เป็นวีรบุรุษในแนวหน้า (Heroes in the front line) อย่างที่ทหารขนานนามเหล่าแพทย์ของเรา

ถึงแม้ว่า “การเป็นแพทย์ทหารนั้นมันเหนื่อย” แต่มันก็ภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่เป็นแพทย์ทหารของชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ได้เป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ภาพที่ได้ประสบมา ผมคงจดจำไปจนวันตาย (เพราะตอนนี้มันติดตาแล้วครับ ลืมไม่ลง)

ขอให้พระบารมีของพระองค์ท่านคุ้มครองเพื่อนทหารและประชาชนทุกคนให้ปลอดภัย และคุ้มครองให้ประเทศชาติของเราผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้

ท้ายที่สุด ... ขอคารวะหัวใจของพี่น้องผองเพื่อนทหารจากใจจริง
แพทย์ทหาร

satan_baby

จำนวนข้อความ : 192
Registration date : 08/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

เสียงสะท้อนผ่านเฟซ บุ๊ค:พล.ต.วลิต

ตั้งหัวข้อ  satan_baby on Sun Apr 18, 2010 6:15 pm

"ไม่แน่ใจว่า เรายังต้องเป็นผู้รับผิดในการตายของพวกเขาอีกหรือเปล่า

“ผมไม่โกรธ ไม่คับแค้นใจหรอกครับ เพราะมันเป็นหน้าที่ของเรา ผมอยากให้พวกเขาคุยกันมากกว่า...ถ้าผมยิงสวนไปก็อาจถูกพลเรือน ที่มาร่วมชุมนุมธรรมดา ผมไม่ยิงคนไทยด้วยกันเองครับ”

Adam Fox ขอนำเรื่องราวของเหล่าทหารหาญ ที่ได้เสียสละเมื่อ 10 เม.ย. 53 มาฝากเพื่อนๆ ช่วยส่งต่อนะครับ
--------------------------------------------
(ขอประมวลถ้อยคำเหล่านี้ ที่ได้มีโอกาสได้ยินจากปากของนายทหารและพลทหารที่นอนรักษาตัวอยู่ในโรง พยาบาล อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ปะทะ กันกับผู้ชุมนุมเสื้อแดง ในคืนวันที่ 10 เมษายน 2553)

ในเช้าวันที่ 11 เมษายน 2553....ได้มีโอกาสติดตามคุณน้า พี่เขยและพี่สาว ซึ่งเป็นทหาร เข้าไปเยี่ยมนายทหารและพลทหาร ที่ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากเป็นหน่วยเดิมของพี่เขย

ห้องแรกที่ได้เข้าไปเยี่ยมคือนายทหารระดับพลตรี(พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผบ.พล.ร.2 รอ.)ท่านนอนอยู่บนเตียง ที่ขามีเหล็กเสียบเพื่อดามขา ที่หักสองท่อน ร่องรอยสะเก็ดระเบิดตามร่างกายของท่าน เราเห็นรถของกลุ่มคนเสื้อแดงโบกธงแดงขับอยู่บนทางด่วนแถวช่วงถนนพระรามหก คนที่มาเยี่ยมก่อนหน้าเราชี้ ไปนอกหน้าต่างและเปรยออกมาว่า ”พวกนี้มันเหิมเกริมได้ขนาดนี้...มัน ทำได้ยังไง”

ท่านนายพลซึ่งนอนอยู่บนเตียงก ลับเป็นผู้บอกว่า “เราอย่าไปโมโหพวกเขา พวกเขาแค่โดนหลอกมาด้วยความไม่รู้เท่านั้น”

ใช่... เป็นคำพูดของนายพลคนเดียวกันกับ ที่โดนระเบิด M79 จากการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในคืนที่ผ่านมาและนอนอยู่บนเตียงของโรงพยาบาล สายตาที่ทอดยาวตามรถของคนเสื้อ แดง ทอดถอนใจ

“ผมเองยังไม่แน่ใจว่าเป็นถึงขนาดนี้แล้ว เรายังคงต้องเป็นผู้รับผิดในการตายของพวกเขาอีกหรือเปล่า”

“ผมส่งข้าวแล้วก ลับออกมาได้สามนาที เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ลูกน้องผมโทรมาบอกว่า โดนไล่ยิงเข้าไปในโรงแรม พี่ช่วยผมด้วย ผมก็พยายามขับฝ่าเข้าไปมันก็ ฝ่าไม่ได้ ลูกน้องผมได้รับความช่วยเหลือ จากพนักงานโรงแรมให้ใส่ชุด พลเรือนหนีออกทาง ข้างหลัง ตั้งแต่เมื่อคืน พวกผมก็ยังไม่ได้นอน ขนทุกคนมาไว้ที่นี่” ผู้พันอีกท่านเล่าห้องที่สอง สาม สี่ ห้า หก.....ไล่เรียงลำดับยศกันลงมา....

“เราถูกยิงมาจากบนตึก..พวกเขา เริ่มระดม ยิงและปาระเบิดใส่เราจากบนตึก” ทหารหาญเหล่านี้ยังพยายามหาคำ ตอบว่าฝ่ายไหนที่ลอบทำร้าย พวกเข า“ผมยังไม่มี โอกาสไปเยี่ยมพี่ๆน้องๆที่โดนระเบิดด้วยกันเลย.... เราร่วมทุกข์ร่วมสุข...สะเก็ด ระเบิดเราก็แบ่งกันรับ”

สีหน้าท่านเศร้าเมื่อกล่าวถึง พี่เปา หรือผู้พันร่มเกล้า.... “ไม่น่าเป็นเขา ไม่น่าเป็นใครเลย”

ในห้องผู้ป่วยทุกห้องเปิดดูข่าว ภาพครอบครัวผู้ชุมนุมร่ำไห้จาก การสูญเสีย ภาพนักข่าวเรียกร้องหาผู้รับผิดชอบ เสียงใครคนนึงถามออกไปยังผู้พันที่นั่งอยู่บนเตียง... “รู้สึกคับแค้นใจบ้างไหมที่เห็น แบบนี้”

คำตอบที่ได้จากชายชาติทหารที่ อยู่ในชุดผู้ป่วยโรงพยาบาล กลับตอบว่า “ผมไม่คับแค้นใจหรอกครับ เพราะมันเป็นหน้าที่ของเรา ผมอยากให้พวกเขาได้คุยกันมากกว่า... หากผมยิงออกไปก็โดนพลเรือน ผมไม่ยิงคนไทยด้วยกัน” ใบหน้าที่หมองคล้ำจากแสงแดดของ ทหารที่อยู่ประจำการยิ้มบาง ๆ พร้อมคำพูดที่คุยกันเองระหว่าง นายทหารด้วยกัน.....เหมือนคำ สัญญาว่าพวกเขา ไม่มีวันทำร้ายพลเรือน

“พวกผมประจำการอยู่หลายวัน ลูกน้องเราก็ล้า” เสียงของท่านผู้พันท่านหนึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนที่ผ่านมา “หลังจากที่เราโดนโจมตี เราเอาทหารที่บาดเจ็บขึ้นรถ โบกมือแล้วว่า เราขอเอาทหารบาด เจ็บออกไป พวกเขาไม่ยอม เราจะเลี้ยวออกทางใต้สะพานพระราม 8 พวกเขาก็ไม่ให้ จะไปข้างหน้าเราก็ไปไม่ได้ ทหารบาดเจ็บเต็มรถ เสียงร้องระงมทั้งรถ เขาลากลูกน้องผมที่บาดเจ็บลง จากรถไปซ้อม ไปกระทืบซ้ำ...... เจ้าไก่ (ผู้พันไก่) ก็โดน...ผมทำอะไรไม่ได้ เพราะขาผมเจ็บสะเก็ดระเบิดมัน ฝังอยู่...”

แล้วน้ำตาท่านก็ไหลออกมาลงไป ชั้นห้อง ICU พบภรรยาพี่ไก่ (ผู้พันไก่-พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ) พอเห็นหน้าเธอก็ร้องไห้ เธอบอกว่า พี่ไก่พยายามลืมตา “หนูรู้ หนูต้องเข้มแข็ง เพราะพี่เค้ายังเข้มแข็งอยู่ ยังพยายามอยู่” พี่ไก่ หรือ ผู้พันไก่ ถูกยิงกระสุนฝังในสมอง ตอนที่ช่วยออกมายังโดนลากลงไปกระทืบและทำร้ายซ้ำโดยกลุ่มคนเสื้อแดง ในคืนวันที่ 10 เมษานั้น พี่ไก่ได้รับการผ่าตัดเรียบร้อย แล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่ฟื้นและหมอเอง ก็บอกว่า ถึงฟื้นก็อาจพิการ ตลอดชีวิต

ณ ตรงนี้ ขออ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่ วสากลโลกปกปักรักษาพี่ไก่และ ครอบครัวนี้อย่า ให้สูญเสียผู้นำครอบครัวไปเลยค่ะทหารระดับพลทหารอีกหลายท่านที่ได้รับบาด เจ็บต่างก็ดีใจที่มีคนไปเยี่ยม หลายคนติดต่อทางบ้านไม่ได้เนื่ องจากไม่มีโทรศัพท์ ครอบครัวเราได้ช่วยใช้โทรศัพท์มือถือโทรไปให้พวกเขาได้คุย เสียงหัวเราะ น้ำตาที่เกิดจากกำลังใจ อย่าทอดทิ้งพวกเขาเพียงเพราะ เห็นว่าพวกเขาแค่มาทำหน้าที่ ตามอาชีพของพวกเขา เลยค่ะ

การเอาเงินใส่ซองไปมอบให้ แม้เพียงเล็กน้อย มันหมายถึงกำลังใจมหาศาล พลทหารบางท่านยากจน ที่บ้านไม่มีโทรศัพท์ ครอบครัวเราก็ใช้วิธีหาคนรู้ จักให้ขับรถไปหาไปบอก

ช่วยให้กำลังใจพวกเขาด้วยนะคะ ช่วยกันคนละนิดละหน่อย ภายใต้หมวกเหล็ก ภายใต้เครื่องแบบทหาร นั่นคือคนไทยค่ะ

ตอนที่เดินอยู่ในตึกโรงพยาบาล ความคิดอื้ออึงไปด้วยความรู้ สึกสะเทือนใจและเสียใจ ดิฉันนึกถึงถ้อยคำที่ใครหลายคนใช้เรียกทหาร บ้างก็กล่าวว่า ทหารมีสองฝ่าย ทหารแตงโม ผ่าสีเขียวออกมาเป็นสีแดง ทหารสับประรด ผ่าสีเขียวมาเจอสีเหลือง

หากแต่วันนี้ ผ่าสีเขียวออกมา เราเจอร่างคนไทยค่ะ คนไทยมีเลือดเนื้อ มีหน้าที่ ความรับผิดชอบ มีครอบครัว มีลูก มีเมีย มีพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดูเหมือน เราทุกคน

ผ่าเสื้อแดงออกมาเราก็เจอร่าง คนไทย ผ่าเสื้อเหลืองออกมาเราก็เจอร่าง คนไทย

จากที่ดิฉันได้เจอ อยากบอกทุกท่านที่อ่านว่าทหารไทยกองพลที่ได้รับบาดเจ็บนี้ไม่ใช่ผลไม้ค่ะ ผ่าเครื่องแบบสีเขียวออกมาสิ่ง ที่คุณจะเจอคือ สุภาพบุรุษชาติทหาร นักรบที่ไม่เคยกล่าวโทษรัฐบาล หรือกลุ่มผู้ชุมนุม นักรบที่ไม่เคยอยากยิงปืนใส่ คนไทยด้วยกัน ทหารกองพลนี้คือคนค่ะ พวกเขาคือคนไทยที่ร้องเพลงชาติเดียวกันกับเรา มีพ่อหลวงองค์เดียวกันกับเรา มีหน้าที่ปกป้องดูแลประเทศชา ติของเราที่จังหวัดชายแดน เขามีหน้าที่ดูแลแผ่นดินของเรา

วันนี้พวกเขาหลายคนอยู่ในชุด ผู้ป่วยสีฟ้าของโรงพยาบาล พวกเขาบางคนอยู่บนรถเข็น พวกเขาบางคนอยู่ในกล่องที่โอบ ล้อมด้วยธงชาติไทย ชาติไทยที่พวกเขามีใจมุ่งมั่นที่จะปกป้องและรักษา

ไม่เคยคิดอยากเข้าข้างใคร ค่ะ ไม่มีใครขอร้องให้ออกมานั่งเขียนอะไรอย่างนี้ และดิฉันเองไม่ใช่ผู้สื่อข่าว ที่เข้าไปพูดคุยแล้วทุกคนจะ ต้องมานั่งปรุงแต่ง คำพูด เพียงแต่ขอติดตามไปเพื่อให้กำลังใจเท่านั้น

หากแต่คำพูดง่ายๆ ของการพูดคุยกันระหว่างทหารด้วย กัน ห้องแล้วห้องเล่า ในเช้าถัดจากกลางคืนที่ยาวนานของพวกเขา มันยืนยันได้หนักแน่นมากกว่าแถลงการณ์จากฝ่ายไหนว่าทหารไทยกองพลนี้เป็นนายทหารของประเทศไทยจริงๆ ไม่มีวัตถุประสงค์ปลุกปั่นให้ ทุกคนต่อสู้ แต่อยากขอโอกาสอธิบายจากมุมของพวกเขาบ้าง

ทหารทุกท่านที่ดิฉันได้มีโอกาส เข้าเยี่ยมไม่มีคนไหนแสดงอา การอาฆาตมาดร้าย กับกลุ่มใดในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีสรรพนามอื่นใดใช้เรียกผู้ชุมนุมเสื้อแดง นอกจากคำว่า “พวกเขา”

ทหารไทยที่เสียน้อง เพื่อน พี่ ที่อยู่ในหน่วยบังคับบัญชาเดีย วกัน พวกเขากลับบอกว่า อยากให้เราคนไทยพูดคุยกัน อยากให้เรารักษาความสงบของบ้าน เมือง แล้วพวกเขาจะได้ทำหน้าที่ระวัง ภัยจากนอกประเทศอย่างที่พวก เขาควรทำวันนี้

เราทุกคนช่วยกันได้ค่ะ วันนี้เรารวมน้ำใจกันเป็นหนึ่งเดียวได้ ประชาธิปไตย คำคำนี้เป็นคำที่ทุกคนพอใจที่ จะปกป้องถูกไหมคะ เป็นคำที่มาจากคำว่า “ประชา (ประชาชน) + อธิปไตย (อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ)” ตอนนี้เราต้องทำความเข้าใจกับ คำๆนี้ให้ถ่องแท้

เรามีค่ะ ประชาธิปไตยก็อยู่ในมือเรา ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อของคนไทยด้วยกันเลยค่ะ เรามีเวทีทางการเมืองให้แสดงออกอย่างสันติ

เรามีการเลือกตั้ง เรามีระบบการปกครองที่ประกอบ ไปด้วยฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ เรามีพ่อหลวงเป็นศูนย์รวมจิตใจ เรายืนอยู่บนแผ่นดินเดียวกัน เราเป็นประเทศที่พิเศษ เป็นประเทศที่เราทุกคนเรียกกัน และกันเสมือนเป็นคนในครอบ ครัว เป็นพี่ ป้า น้า อา กันทั่วประเทศ เหมือนที่ใครหลายคนกล่าวว่าประเทศไทยน่าอยู่เพราะคนไทยค่ะ

อย่าให้คนบางคนมาปลุกปั่นให้ เราทะเลาะกันเพื่อผลประโยชน์ ของพวกพ้องเขา เท่านั้นเลยนะคะ ประชาธิปไตยที่ดี น่าจะเป็นการที่เราทุกคนต้อง เคารพในสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง ที่ดีด้วยเช่นกันค่ะ

มาช่วยกันทำให้ประเทศนี้น่าอยู่ กันทุกวัน ทำดีให้กันและกันทุกวันนะคะ คนละนิดคนละหน่อย ทำกันวันละหนึ่งความดีก็ได้ค่ะ ขอให้ทุกคนเป็นคนดีให้สมกับที่มีใครหลายคนเสียสละเวลาและชีวิตเพื่อปกป้อง ทั้งที่ชายแดนออก ตก เหนือ ใต้ และที่โดนเรียกมารักษาความสงบ ในกรุงเทพมหานครในเหตุการณ์ นี้ด้วยค่ะ

สุดท้าย นี้ ขอขอบพระคุณทหารหาญทุกท่านที่ได้ร่วมปฏิบัติการโดยสันติวิธีและได้รับบาด เจ็บและเสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติ หน้าที่จากการปะทะกับกลุ่ม ผู้ชุมนุมเสื้อ แดงในคืนวันที่ 10 เมษายน 2553

ขอขอบพระคุณครอบครัวของท่านที่มอบสุภาพบุรุษชาติทหารให้กับประเทศไทยและขอ ร่วมไว้อาลัยและแสดงความเสีย ใจอย่างสุดซึ้งกับการสูญเสีย ของทุกครอบครัวมา ณ ที่นี้

( ดู http://www.facebook.com/topic.php?uid=104530219588509&topic=19)


ข่าวจากมติชนออนไลน์

satan_baby

จำนวนข้อความ : 192
Registration date : 08/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความในใจ...จากใจนายทหารคนหนึ่ง

ตั้งหัวข้อ  lately on Sun Apr 18, 2010 10:55 pm

มึคำถามค่ะ

1. ทำไมไม่สลายม็อบตอนกลางวัน คิดกันไม่ได้เหรอว่า จะต้องมีมือที่ 3 เพราะตอนนี้ต่างก็รู้อยู่ว่า มีการสร้างสถานการณ์มากมายเพียงใด

2. แล้วใครเป็นคนยิง มือที่ 3 ที่เป็นฝ่ายแดง ถ้าเช่นนั้นทำไมต้องยิงแดงด้วยกัน

lately

จำนวนข้อความ : 8
Registration date : 17/04/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความในใจ...จากใจนายทหารคนหนึ่ง

ตั้งหัวข้อ  lately on Sun Apr 18, 2010 11:10 pm

ยังไม่ผ่าน ดูเหมือนคุณสามารถพูดได้แค่ฝ่ายที่คุณอยู่ (อาจจะรู้ไม่หมด หรือรู้แล้วไม่กล้าพูด) แล้ว ปชช. ที่หายสาบสูญไปล่ะ คุณลองไปถามเพื่อนคุณดูสิ เค้าหายไปได้อย่างไร

lately

จำนวนข้อความ : 8
Registration date : 17/04/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความในใจ...จากใจนายทหารคนหนึ่ง

ตั้งหัวข้อ  sunny on Mon Apr 19, 2010 6:55 am

lately พิมพ์ว่า:1. ทำไมไม่สลายม็อบตอนกลางวัน คิดกันไม่ได้เหรอว่า จะต้องมีมือที่ 3 เพราะตอนนี้ต่างก็รู้อยู่ว่า มีการสร้างสถานการณ์มากมายเพียงใด

คุณต้องทำความเข้าใจนะ ว่าทหารที่เข้าไปปฏิบัติการมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งเท่านั้น

ส่วเรื่องการสลายการชุมนุมในเวลากลางคืน และการใช้กำลังทหารเข้าสลายชุมนุม เป็นการสลายการชุมนุมที่ผิดหลักกฎหมายสากล ซึ่งจุดนี้ได้เคยตั้งกระทู้ไปแล้วในหัวข้อ สิ่งที่ควร กลับไม่ทำ..สิ่งที่ทำ กลับไม่ควร

lately พิมพ์ว่า:2. แล้วใครเป็นคนยิง มือที่ 3 ที่เป็นฝ่ายแดง ถ้าเช่นนั้นทำไมต้องยิงแดงด้วยกัน

การเคลื่อนไหวของกลุ่มใดๆภายในประเทศ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คุณเห็นเท่านั้น แท้จริงแล้วเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดเงื่อนไขบางอย่าง เงื่อนไขที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบที่เขาต้องการ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความในใจ...จากใจนายทหารคนหนึ่ง

ตั้งหัวข้อ  sunny on Mon Apr 19, 2010 7:04 am

lately พิมพ์ว่า:ยังไม่ผ่าน ดูเหมือนคุณสามารถพูดได้แค่ฝ่ายที่คุณอยู่ (อาจจะรู้ไม่หมด หรือรู้แล้วไม่กล้าพูด) แล้ว ปชช. ที่หายสาบสูญไปล่ะ คุณลองไปถามเพื่อนคุณดูสิ เค้าหายไปได้อย่างไร

มีคำกล่าวว่า "พึงรู้ทุกอย่างที่พูด และไม่จำเป็นที่ต้องพูดทุกอย่างที่รู้"

อาจเป็นไปอย่างที่คุณกล่าว ว่าเราอาจจะรู้ไม่หมด เพราะเราไม่เคยคิดว่าตนเองเป็นผู้รอบรู้

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความในใจ...จากใจนายทหารคนหนึ่ง

ตั้งหัวข้อ  lately on Mon Apr 19, 2010 8:45 pm

ไม่พูดแล้วคนอื่นจะรู้ได้ยังไง ถือซะว่าเป็นการแบ่งปันความรู้กัน เชื่อไม่เชื่อก็อีกเรื่อง

lately

จำนวนข้อความ : 8
Registration date : 17/04/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ความในใจ...จากใจนายทหารคนหนึ่ง

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Apr 20, 2010 7:09 am

lately พิมพ์ว่า:ไม่พูดแล้วคนอื่นจะรู้ได้ยังไง ถือซะว่าเป็นการแบ่งปันความรู้กัน เชื่อไม่เชื่อก็อีกเรื่อง

การพูดหรือการบอกกล่าว หากเป็นการกระทำที่แสดงออกไปเพียงเพื่อมีความต้องการแสดงให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเองเป็นผู้รู้ หรือแสดงออกไปโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดผลเสียตามมาทีหลัง ผู้พูดควรจะทำตัวนิ่งเฉยเสียและกระทำตัวเป็นผู้รับฟังจะดีกว่า ที่สำคัญคืออย่าพูดหรืออวดตนในส่ิงที่ไม่รู้จริง

การพูดหรือการบอกกล่าวเพียงเพื่อให้คนเชื่อในสิ่งที่พูด ไม่ใช่เป้าประสงค์ของที่นี่ค่ะ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ