ข้อความที่ระบาดในสังคม Hi5

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ข้อความที่ระบาดในสังคม Hi5

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Apr 29, 2010 1:05 pm

ฝาก นี่ด้วยนะ v v v ในหลวงทรงร้องไห้ ท่านทรงท้อและตรัสเสมอว่า ระบบราชาธิปไตยคงจบลงที่ รัชกาลที่ 9

ของพระองค์เอง ปกครองไทยมา600ปี แต่น่าใจหายที่จะสิ้นลงที่รัชกาลของพระองค์ เพราะคนไทยลืมหน้าที่ของตัว เอง...

ลืมหน้าที่ที่ต้องทำในฐานะประชาชนคนไทย... ปล่อยให้อำนาจ เงิน และข่าวที่ผิดๆมาชักจูง... โดยอาศัยความเชื่อส่วนตนเป็นตัวตัดสิน หาก คุณเป็นคนหนึ่งที่รักพระเจ้าอยู่หัว และอยากให้ประเทศไทยกลับมาสงบสุข เหมือนเดิม

กรุณาส่งต่อ ด้วยนะ เรารักพระเจ้าแผ่นดิน

คุณลองคิดให้ดีดีนะ

นี่คือข้อความที่ได้ระบาดในสังคม Hi5 ของเด็กๆ ตั้งแต่ชั้นประถมปลายเป็นต้นไป

อ่านแบบผิวเผิน ตอนแรกก็ไม่เท่าไหร่

แต่พอได้อ่านรอบที่สอง ก็มาสะดุดตรงคำว่า 'ระบอบราชาธิปไตย'

ก็เลยรู้สึกไม่ค่อยแน่ใจว่าจุดประสงค์ของคนเขียน ต้องการอะไรกันแน่

โดยเฉพาะปิดท้ายด้วยคำว่า "คุณลองคิดให้ดีดีนะ"

ใครช่วยวิเคราะห์ แล้วอธิบายด้วยละกัน

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ข้อความที่ระบาดในสังคม Hi5

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu Apr 29, 2010 1:27 pm



การทำลายสถาบันที่ดีที่สุด
คือ การออกมาปกป้องอย่างไม่ลืมหูลืมตา
เหมือนกับการใช้ม้าไม้ ทำลายเมืองทรอย




เมื่อชาวทรอยเห็นกองทัพกรีกถอนทัพไปจนหมดสิ้นแล้ว จึงพากันออกมาดูไม้ยักษ์ที่ตั้งตระหง่าน
โดยซินอนได้หลอกชาวทรอยว่า เขานั้นถูกกองทัพกรีกทิ้งเอาไว้ให้หลงทางอยู่เพียงคนเดียว
ส่วนม้าไม้นี้เป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะและเป็นการขอบคุณเทพีอาเธนาที่คอยช่วยเหลือ
ซึ่งม้าไม้ตัวนี้จะนำพาโชคลาภให้กับเมืองทรอยในกาลต่อไป


ชาวทรอยนั้นต่างหลงเชื่อในคำพูดของซินอน และได้ลากม้าไม้ยักษ์นี้เข้าไปภายในเมือง
พร้อมกับเฉลิมฉลองในชัยชนะกันอย่างยิ่งใหญ่ จนในคืนพระจันทร์เต็มดวงคืนนั้นเอง
เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนชาวทรอยทั่วทั้งเมืองต่างเมาสุราและหมดสติกันแทบทั้งเมือง
ซินอนที่รอคอยเวลานี้จึงได้ไปเปิดให้บรรดาทหารของกรีกออกมาจากม้าไม้
ก่อนจะไปเปิดประตูเมือง ให้กองทัพกรีกที่ยกทัพกลับมาเมืองทรอย พากันกรีธาทัพเข้ามา

กองทัพกรีกจุดไฟเผาเมืองและสังหารชาวทรอยโดย เฉพาะผู้ชายไปเป็นจำนวนมาก
และเมื่อสงครามจบลง กรีกได้แบ่งบรรดาผู้หญิงชาวทรอยให้กับทหารและพันธมิตรต่างๆ
นำไปเป็นทาส และนั่นก็คือวาระสุดท้ายของเมืองทรอยที่เคยยิ่งใหญ่


http://www.oknation.net/blog/print.php?id=233766
http://www.computers.co.th/blog/?p=36
Trojan Horse ม้าไม้เมืองทรอย
อีกหนึ่งตัวร้ายที่เราจำเป็นต้องรู้








http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sunnews&month=02-2009&date=21&group=2&gblog=60

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า นอกจากแรงกระเพื่อมที่ทำท่าว่าจะบานปลายดังกล่าวแล้ว
"ผู้ใหญ่"ยังมีความกังวลกับข่าวการดำเนินคดีกับบรรดาผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีเนื้อหา
หมิ่นต่อสถาบันระดับสูงในห้วง ๒-๓ เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่"ดา ตอปิโด"ไล่มาจนถึง "ใจ อึ๊งภากรณ์"
ลูกชายของ"ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์"และลามเลยไปถึงสื่อมวลชนต่างประเทศในประเทศไทย โดยเฉพาะ
การดำเนินคดีกับ"นายนิโครลายส์"นักเขียนชายออสเตรเลีย ที่ถูกจับกุมและต้องโทษหมิ่นสถาบัน
ที่ทำให้เกิดกระแสโจมตีกระบวนการยุติธรรมของไทยไปทั่วในต่างประเทศโดยเฉพาะในออสเตรเลีย
และบรรดาประเทศต่างๆรวมถึงส่งผลกระทบต่อทัศนคติของสื่อต่าง ประเทศต่อสถาบันในประเทศ..
โดยเฉพาะยิ่งมีการเคลื่อนไหวทั้งในและนอกประเทศไทยต่อกฎหมายหมิ่นสถาบันในรัฐธรรมนูญ
ผ่าน"ใจ อึ๊งภากรณ์" ซึ่งความกังวลาดังกล่าวนำมาสู่ความเคลื่อนไหวของ"ผู้ใหญ่"สอดรับกันล่าสุด
กับข่าวการได้รับพระราช ทานอภัยโทษของ"นิโครลายส์"(๑๙ก.พ.)

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1272987287&grpid=&catid=06

วันที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 23:59:59 น.
มติชนออนไลน์

เว็บล็อกวิชาการต่างชาติเผยประสบการณ์นศ.ถูกศอฉ.สอบ
ชี้หน่วยสืบราชการลับด้อยประสิทธิภาพ


เว็บล็อกนิว แมนดาลา (นวมณฑล) ได้เผยแพร่คำบอกเล่าของ 1 ใน 3 นักศึกษา
ที่ถูกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เรียกตัวไปสอบสวน
ที่กรมทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม
โดยนักศึกษารายนี้ได้เปิดเผยถึง
ลำดับขั้นตอนในการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ว่า

ทหารได้เริ่มต้นอธิบายให้ผู้ถูกเรียกตัวเข้าไปสอบสวนทั้งหมดได้รับทราบว่า การสอบสวนครั้งนี้
ไม่มีอะไรน่าหวาดกลัว พวกเขาเพียงแค่ต้องการขอความร่วมมือ และพวกเราก็ควรจะบอกเล่าข้อมูล
ที่เป็นประโยชน์ ซึ่งสามารถช่วยเหลือประเทศให้กลับไปสงบสุขดังเดิม ให้เขาได้รับทราบ
เจ้าหน้าที่ทหารยังกล่าวยืนยันด้วยว่าการเข้าไปข้องเกี่ยวหรือสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ว่าในทางใด
ล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและขบวนการเสื้อแดงควรจะถูกหยุดยั้งลงได้แล้วในเร็ววันนี้
ก่อนที่ทุกอย่างจะดำเนินไปนอกเหนือการควบคุม

การสอบสวนดำเนินไปใน 3 ขั้นตอน

ขั้นตอนแรก จะมีการสอบถามประวัติส่วนตัวทั่วไปของผู้ที่ถูกเรียกตัวเข้าไปสอบสวนโดย
เจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดิพิเศษ(ดีเอสไอ)การสอบถามจะดำเนินไปแบบหนึ่งต่อหนึ่ง
จากนั้นผู้ถูกสอบสวนจะถูกสอบถามเพิ่มเติม หากเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการเสื้อแดงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
คำถามที่เราต้องเจอจะมีอาทิเช่น คุณคิดว่าใครคือกลุ่มนักฆ่าชุดดำในคืนวันที่ 10 เมษายน

หรือ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงออกมาชุมนุมประท้วง เป็นต้น

ในขั้นตอนที่สอง จะเป็นการทดสอบด้วยปฏิบัติการจิตวิทยาพลเรือน (Civil Psychological Operation)
โดยเจ้าหน้าที่จะสอบถามว่าเรารู้สึกอย่างไรกับการทดสอบ เรารู้สึกตกใจหรือหวาดกลัวหรือไม่
นักศึกษารายนี้ระบุว่า ขณะทำการทดสอบ เขารู้สึกเหมือนมีป้าแก่ ๆ มาสั่งสอนตนเอง
ไม่ให้ติดยาเสพติดมากกว่า


ขั้นตอนสุดท้าย
นักศึกษาทั้ง 3 คน ได้กลับเข้ามาในห้องเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง และต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ 2 ราย
เจ้าหน้าที่จะตั้งคำถามบางอย่างเกี่ยวกับกลุ่มคนเสื้อแดง เช่น แกนนำเสื้อแดงคนใดซึ่ง
นักศึกษาคิดว่ามีแนวโน้มที่จะโค่นล้มอำนาจสูงสุดของประเทศ หรือ
ถ้านักศึกษามีความคุ้นเคยกับ "นายสุรชัย แซ่ด่าน"
แล้วคุณมีหน้าที่อะไรในสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
เป็นต้น

นอกจากนี้ตรงท้ายรายชื่อของนักศึกษาแต่ละคนในบัญชีรายชื่อของเจ้าหน้าที่ ยังมีการระบุข้อมูลสั้น ๆ
ของพวกเขา ในกรณีของนักศึกษาผู้เปิดเผยข้อมูลรายนี้ ข้อมูลสั้น ๆ ในมือเจ้าหน้าที่
ระบุว่าเขาทำงานให้กับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและมีส่วนร่วมใน
กิจกรรมของกลุ่มแดงสยาม ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองดังกล่าวเลย


นักศึกษารายนี้สรุปปิดท้ายว่า เขารู้สึกเบื่อหน่ายและเสียเวลามากกว่าจะรู้สึกว่า
ตนเองถูกข่มขู่ในกรมทหารราบที่ 11 นอกจากนั้น เขายังเห็นว่าเจ้าหน้าที่
หน่วยสืบราชการลับของทางราชการปฏิบัติงานได้อย่างด้อยประสิทธิภาพอีกด้วย


กลุ่มคนเสื้อแดง...ตัวตนที่แท้จริงหรือถูกใส่ร้ายป้ายสี



23 ก.พ. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความของนางดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล
หรือ ดา ตอร์ปิโด สมาชิกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) จำเลยคดีหมิ่นประมาท
ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย โดยนายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
อายุ 54 ปี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เป็นนายประกัน
ใช้ตำแหน่งข้าราชการ ระดับ 8 อัตราเงินเดือน 25,000 บาท ซึ่งมูลค่าประกัน 10 เท่า เป็นเงิน 250,000 บาท
เป็นหลักทรัพย์ยื่นขอประกันตัว

โดยระบุเหตุตามคำร้องว่า จำเลยมีอาการป่วยอย่างรุนแรง เป็นโรคข้อขากรรไกรอักเสบเรื้อรัง
และปัจจุบันมีอาการกำเริบขนาดหนักทำให้ขากรรไกรของจำเลยติดกันจนไม่สามารถ อ้าปากได้
และไม่สามารถใช้ปากได้อย่างปกติ และจากการตรวจของแพทย์ในเรือนจำโดยวิธีเอกซเรย์
พบว่าจำเลยมีอาการดังกล่าว จึงมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษา อีกทั้งอาการเจ็บป่วยดังกล่าว
ทำให้จำเลยได้รับความลำบากในการดำรงชีวิตประจำวัน ปรากฏตามใบความเห็นแพทย์
ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ลงวันที่ 8 ม.ค.52 จึงเห็นได้ชัดว่า อาการเจ็บป่วยของจำเลย
ทำให้ไม่สามารถไปกระทำความผิดซ้ำได้อีก และปรากฏว่า คดีนี้โจทก์ก็ไม่ได้คัดค้าน
การขอปล่อยตัวชั่วคราวของจำเลยแต่อย่างใด ประกอบกับคดีนี้ ฝ่ายโจทก์มีพยานบุคคล
และพยานหลักฐานจำนวนมาก และใช้ระยะเวลานานพอสมควร จึงขอให้ศาลได้ปล่อยตัวจำเลย
เพื่อไปรักษาอาการเจ็บป่วย และให้โอกาสจำเลยได้ต่อสู้คดีอย่างยุติธรรม ซึ่งศาลพิจารณาแล้ว
ไม่อนุญาตเห็นว่ากรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมของศาล

สำหรับคดีนี้ “ดา ตอร์ปิโด” เคยยื่นคำร้องขอประกันตัวถึง 2 ครั้ง โดยยื่นประกันครั้งแรก
เมื่อวันที่ 23 ก.ค.51 ซึ่ง นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ใช้ตำแหน่งยื่นประกันตัวเช่นกัน แต่ศาลอาญา พิจารณาแล้วไม่อนุญาต เนื่องจากเห็นว่าพฤติการณ์
แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง และพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว จึงเกรงว่าหากปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว
จะหลบหนี จึงสั่งยกคำร้อง ซึ่งต่อมานายสุธาชัยได้ยื่นอุทธรณ์การประกันตัวอีกครั้ง โดยวันที่ 31 ก.ค.51
ศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งยกคำร้อง เนื่องจากพิเคราะห์แล้วเห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูง เป็นความผิดร้ายแรง
และกระทบกระเทือนจิตใจของประชาชน หากปล่อยตัวไปเกรงว่าจะไปกระทำผิดซ้ำอีก
ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องตามที่ศาลอาญาไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว



เวป นปช.USA มีการถ่ายทอดสด การจัดรายการของนายชูพงษ์ ถี่ถ้วน
และกลุ่มแดงสยาม นายใจอึ้งภากรณ์ ผ่านเวป นปช.USA

IO …ตัวรบสำคัญสุดในสงครามกลางกรุง


เรือรบ เมืองมั่น
คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "มองมุมใหม่"

วันที่ 6 พฤษภาคม 2553 01:00

หากจะวิเคราะห์ตัวละครเด่นในสมรภูมิความขัดแย้งระหว่างฝ่ายรัฐบาล
กับคนเสื้อแดงที่กรีธาทัพออกมายึดจุดศูนย์ดุล (Centers of Gravity) แล้ว

บางคนอาจยกให้กับบุคคล ที่มีบทบาทสูงทั้งสองฝ่าย อาทิเช่น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สุเทพ เทือกสุบรรณ
จตุพร พรหมพันธุ์ หรือณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรืออาจยกให้เงื้อมมือเบื้องหลังบุคคลหน้าฉากเหล่านี้เป็นตัวเด่น
บางคนอาจยกให้ระเบิด M-79 ที่สร้างความน่าสะพรึงกลัวในสังคมได้หลากหลายวาระ รวมตั้งทำให้
บูรพาพยัคฆ์ต้องถึงจุดผกผัน (Culmination) ในคืนวันที่ 10 เมษายน อย่างไม่คาดคิด เหตุการณ์
การสลายฝูงชนในคืนนั้น ก็เป็นหนึ่งในฉากเด่นของศึกความขัดแย้ง แต่เมื่อวิเคราะห์ถึงสิ่งที่สำคัญที่สุด
ในการต่อสู้กันครั้งนี้ ขอยกให้ ปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operation-IO) เป็นตัวประกอบที่ถึง
จะโดดเด่นเป็นรอง แต่มีความสำคัญที่สุดของสงครามกลางกรุงครั้งนี้

ทั้งนี้ เนื่องจากคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายระดมใช้ IO ในการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นกำลังรบที่ขาดไม่ได้
ต้องใช้จริงโดยไม่หยุดหย่อน การใช้ปฏิบัติการอื่นนั้นยังมีวันพัก จนทำให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในสภาวะ
ตรึงเสียมาก แต่การมุ่งทำการเพื่อชนะใจมวลชน สร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายตนเอง และก่อภาพลบ
ให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นปรากฏการณ์ที่ชะงักชะลอไม่ได้ การต่อสู้ชนิดนี้เป็นเรื่องจำเป็นในสงครามอสมมาตร
(Asymmetric warfare) เสียยิ่งกว่าการเอาชนะกันด้วยกำลัง ซึ่งถึงจบศึกในยุทธบริเวณก็อาจเป็นรอง
ในเฟสของการยุทธถัดไปอยู่ดี หากโดนตราหน้าว่าเป็นฝ่ายผิด

ข่าวสารถือเป็นพลังอำนาจชนิดหนึ่ง ใครครองน่านอากาศตรงนี้ได้ก็ได้เปรียบในการยุทธ
เพราะข่าวสารเหมือนกระสุนที่พุ่งออกจากปืนของสื่อ เข้าไปทะลวงจิตใจของผู้รับสาร เข้าไปมี
ผลกระทบต่อระบบความคิดอ่านและกระบวนการตัดสินใจของผู้รับสารอย่างรุนแรง เมื่อจิตใจของ
ผู้รับสื่อมีอาการเป๋ จากข่าวสารที่จงใจจัดตั้งจากการปฏิบัติการข่าวสารแล้ว ก็จะส่งผ่านการดำเนินการ
จากจิตใจมายังกายภาพต่อไป ตอนนี้ทั้งรัฐและเสื้อแดงจึงระดมสรรพกำลังด้านนี้ถล่มเข้าใส่กัน
เพื่อหวังให้อาการกายภาพของผู้รับเอนเอียงมาเป็นคุณต่อตน โดยวัตถุประสงค์หลักที่มุ่งกระทำ
ต่อเป้าหมายฝ่ายตรงข้าม ก็คือ รัฐบาลอยากให้เสื้อแดงใจฝ่อเลิกชุมนุม ส่วนฝ่ายเสื้อแดงก็อยากให้
รัฐบาลถอดใจยกธงขาว แต่ขณะเดียวกัน ก็มุ่งทำ I0 ต่อมวลชนฝ่ายเดียวกัน และต่อประชาคมโลก
ไปพร้อมกันด้วย

เท่าที่เห็น ทั้งรัฐบาลและแกนนำเสื้อแดงได้ใช้การปฏิบัติครบทุกองค์ประกอบ (Component)
ซึ่งก็พยายามทำให้เนียน จนผู้รับสารอาจนึกไม่ถึงว่าตัวเองกำลังโดนกล่อมด้วย IO อยู่

อาทิเช่น การที่รัฐบาลย้ำอยู่ตลอดเวลาว่าทหารเป็นผู้สูญเสีย ฝ่ายตรงข้ามมีโจรเข้าทำร้ายทหาร
และประชาชนเมื่อคืนวันที่ 10 มีการใช้สื่อสารมวลชนในมือโหมตีทั้งการแถลง การวิเคราะห์
ภาพข่าว ฯลฯ นั้น เป็นปฏิบัติการจิตวิทยา (Psychological Operation-Psyop) ที่หวังให้
คนขวัญอ่อน ตื่นกลัวไม่กล้าร่วมชุมนุม สุจริตชนต่อต้านการใช้ความรุนแรง
โดยเชื่อว่าอีกฝ่าย คือ ผู้ละเมิดความสงบของบ้านเมือง และนานาชาติสนับสนุน
การป้องกันเหตุการณ์ ภายภาคหน้าของรัฐที่อาจต้องใช้ความรุนแรงบ้าง


ในด้านการลวงทางทหาร (Military deception-MILDEC) มีตัวอย่างจากการที่ฝ่ายเสื้อแดงกระจายข่าวว่า
จะไปปิดถนนสีลม เป็นการลวงให้กำลังของฝ่ายรัฐออกมาปิดสีลมเสียก่อน ผลคือสีลมตกอยู่ในสภาพที่
ฝ่ายเสื้อแดงต้องการโดยมิพักต้องให้กำลังฝ่ายเสื้อแดงไปปิด ในด้านการรักษาความปลอดภัย
ในการปฏิบัติการ (Operations security-Opsec) ก็มีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ การเคลื่อนกำลังของ
ฝ่ายเสื้อแดงไปปิดย่านราชประสงค์โดยไม่แลบข่าวออกมาก่อน การที่รัฐเตรียมตัวไม่ทัน ส่งผลให้
ส่งกำลังไปขัดขวางไม่ทัน เมื่อเสื้อแดงเข้ามั่นในที่ตั้งแล้ว ก็เป็นการยากที่รัฐจะเข้าไปเอาเสื้อแดงออกมา

ในด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare-EW) เป็นการรบกันโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
รัฐบาลสั่งบล็อกความถี่วิทยุโทรทัศน์ของฝ่ายเสื้อแดงได้อย่างประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง
การที่ดาวเทียมและเคเบิลทีวียังส่งผ่านรายการพีเพิลชาแนลเป็นวงกว้างไม่ได้ ย่อมกระทบต่อ
การสื่อสารระหว่างผู้ชุมนุมพอสมควร แต่รัฐบาลกลับไม่เหนือกว่าในปฏิบัติการ
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network Operation-CNO) เพราะต่อให้
ไล่ปิดเว็บโน้นเว็บนี้ แต่ก็ตัดการเผยแพร่ข่าวสารของฝ่ายเสื้อแดงผ่านทาง
ช่องทางที่เปิดใหม่ทุกวันไม่ได้ โดยเฉพาะในต่างประเทศที่เนื้อหา
ไปถึงไหนถึงไหนกันแล้ว


ยังมีองค์ประกอบสนับสนุน IO อีก 5 ประการ คือ การประกันข่าวสาร (Information Insurance)
การต่อต้านข่าวกรอง (Counterintelligence) การรักษาความปลอดภัยวัตถุ (Physical Security)
การโจมตีทางวัตถุ (Physical Attack) และภาพถ่ายการรบ (Combat Camera)
ตลอดจนมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอีก 3 ประการ คือ การประชาสัมพันธ์ (Public Affairs)
การปฏิบัติการระหว่างพลเรือนกับทหาร (Civil-Military Operations) และการสนับสนุนทางทหาร
ต่อการทูตสาธารณะ (Defense Support To Public Diplomacy) เชื่อว่าเมื่อท่านผู้อ่านรู้ชื่อของ
แขนงขีดความสามารถเหล่านี้แล้ว ก็คงพอนึกออกว่าการปฏิบัติใดบ้างของรัฐบาลและเสื้อแดง
ที่เป็นปฏิบัติการ IO แม้ว่าคนใช้จะปฏิเสธอย่างแข็งขันว่าเขาไม่ได้ทำ IO นะ

การยอมลงให้กันไม่ได้ ทำให้คู่ขัดแย้งเร่งทำ IO หนักขึ้น ความชอบธรรมที่ได้จะเป็นเพียง
ความชอบธรรมจำลอง (Relative Legitimacy) ที่ได้ใจเฉพาะมวลชนฝ่ายตนเอง ขณะที่บรรยากาศ
โดยรวมของสังคมเต็มไปด้วยความเกลียดชังกัน หากเป็นเช่นนี้ต่อไปคงเดาฉากไคลแมกซ์
ต่อไปได้ไม่ยาก

แฉ ขบวนการล้มล้างประเทศไทย++!!!
กระบวนการแบ่งแยกและทำลายประเทศไทย
"จิ๋ว-สมชาย" ขอเฝ้าในหลวงหยุดปัญหาขัดแย้ง

เปิดโปง...ขบวนการ CIA ทำลายประเทศไทย
- พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้มีความมุ่งมั่นที่จะเป็น
นายกรัฐมนตรีเช่นกัน นอกเหนือจากจะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ
CIA ของสหรัฐฯ

แล้วที่ปรึกษาคนสำคัญของ พล.อ.ชวลิต ฯ คือ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เลขาธิการสภา
ความมั่นคงแห่งชาติ ในห้วงปี ๒๕๒๓ - ๒๕๓๑ ในสมัยรัฐบาลของ
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
มีรายงานว่า น.ต.ประสงค์ ฯ เป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่ง
ใน
ทีม B (ต่อต้านสหภาพโซเวียต) ของ CIA
ซึ่งอีกส่วนหนึ่งของทีมนี้คือ
หน่วยงาน Freedom House ในนิวยอร์ค

http://watch.pair.com/FreedomHouse.html
FREEDOM HOUSE A CFR FRONT





- สุลักษณ์ ศิวะรักษ์ ผู้หลบหนีออกนอกประเทศเมื่อ ต.ค.๒๕๓๔
หลังจากถูกกล่าวหาว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพในตอนต้นเดือน พ.ค. สุลักษณ์ ฯ
ซึ่งเป็นผู้ร่วมขบวนการต่อต้านในประเทศไทยได้รับเชิญเป็นกรรมการผู้หนึ่งของ

Foreign Intelligence Advisory Board
http://en.wikipedia.org/wiki/President%27s_Foreign_Intelligence_Advisory_Board

สุลักษณ์ ฯ ยังได้รับการรับรองและดูแลขณะที่อยู่ในสหรัฐฯ

โดยหน่วยงาน Asians for
Democracy ซึ่งดำเนินงานโดย Elsie Bush
ผู้เป็นญาติของ George Bush สุลักษณ์ ฯ เป็นบุคลากรหลัก
สำหรับการปฏิบัติงานขององค์การ Non-Government Organizations (NGOS)
ทั้งมวลในประเทศไทยโครงสร้างการบังคับบัญชาการเคลื่อนไหวเพื่อ
ประชาธิปไตยที่เกี่ยวพันกับผู้นำเหล่านี้ มีการจัดทำ สั่งการและปฏิบัติการ
จากภายนอกประเทศหน่วยควบคุมสูงสุดของแผนการณ์คื

AFL – CIO
International Department , มูลนิธิฟอร์ด, มูลนิธิเอเซีย ที่อ้างอยู่ที่วอชิงตัน
(เป็นหน่วยงานด้านเอกสารของ CIA) และ Carnegia Endowment for Peace
(ศูนย์รับบริจาคเพื่อสันติภาพคาร์เนกี)
ซึ่งทำงานโดยใกล้ชิดกับ Langley
ผู้รับผิดชอบการปฏิบัติในประเทศไทย คือ
Catherine Dalpino ผู้ตั้งเป็น
ศูนย์ปฏิบัติการเอเชียแปซิฟิกของมูลนิธิเอเชีย
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์รับบริจาคคาร์เนกี


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Sun May 16, 2010 3:39 pm, ทั้งหมด 5 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ข้อความที่ระบาดในสังคม Hi5

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu Apr 29, 2010 9:25 pm

http://www.google.co.th/search?q=%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B9%89+%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2+%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2&ie=utf-8&oe=utf-8&aq=t&rls=org.mozilla:en-US:official&client=firefox-a

http://www.fwdder.com/topic/230489

ในหลวงทรงร้องไห้ (ไม่ส่งต่อก็อย่ามาเป็นคนไทย)

---------- จดหมายที่ถูกส่งต่อ ----------

จาก: Kanokkan Ratanaphol

วันที่: 18 มีนาคม 2553, 9:36

หัวเรื่อง: Fwd: Fw: ในหลวงทรงร้องไห้ (ไม่ส่งต่อก็อย่ามาเป็นคนไทย)

ถึง: ปัณ <>, พี่ตั้ม <>, พี่พงษ์ <>, หนุ่ย <>,
เชี้ยง <>, Kanokwan Ammasut <>, Bunchonrata Aummasut
<>

สำเนา:
---
นาง กนกกาญจน์ รัตนผล
เจ้าหน้าที่อาวุโสการบัญชี
---------- จดหมายที่ถูกส่งต่อ ----------
---
นาง เจติยา ปราโมทย์กุล
เจ้าหน้าที่อาวุโสการเงิน
---------- จดหมายที่ถูกส่งต่อ ----------
---
นาย สมปอง ศรีทองเพิง
หัวหน้าส่วนบริหารงานกฎหมายและเร่งรัดหนี้
---
นาง วัชราภรณ์ ภู่ทอง
เจ้าหน้าที่อาวุโสบริหารงานกฎหมายและเร่งรัดหนี้
---------- จดหมายที่ถูกส่งต่อ ----------

Date: Tue, 16 Mar 2010 02:48:00 -0700

To: ,
Cc: , , , , ,

Received: Tuesday, 16 March, 2010, 6:02 AM

เรืองนี้ ตอนแรกๆๆ ก็คิดว่าเป็นเหมือนๆๆเมลล์แกล้ง พูดถึงพระราขดำรัสต่างๆ ของในหลวง
ของปวงชนชาวไทยแต่พอทราบมา ว่า จริง ตามที่เมลล์แจ้งมา ตอนที่ ในหลวงทรงประชวน << ชวร
ที่ รพ.ศีริราช ในหลวงเรียกพระที่ในหลวงนับถือและเลื่อมใส เข้าไปพบและตรัสกับพระองค์นั้น
ว่าทุกวันนี้ ท่านทรงท้อ ท่านตรัสว่า ทุกวันนี้ท่านพูดอะไร ตรัสอะไร ไม่มีใครฟังท่านเลย
ในหลวงร้องให้และท้อใจกับเหตุการณ์ทุกวันนี้

และวันนี้ มีโอกาส ใด้รับเมลล์ โดยการ ฟอเวิด จาก... จำชื่อไม่ได้นะ แต่รู้ว่าเป็นกรมตำรวจ
ระดับสูงเลยอะนะ ในเมลล์กล่าวว่า ในหลวงทรงท้อ และ ทรงตรัสเสมอ ว่า ระบบราชาธิปไตย
คงจบลงที่รัชการที่ 9 คือรัชการของพระองค์เอง ระบบราชาธิปไตย ปกครองชาติไทยมาแล้ว 600 ปี
แต่น่าใจหายที่จะสิ้นลงที่ รัชกาลของพระองค์ เพราะคนไทย ลืมหน้าที่ของตัวเอง ลืมหน้าที่ที่ต้องทำ
ในฐานะของประชาชนคนไทย ปล่อยให้อำนาจเงิน และ ข่าวที่ผิดๆ มาชักจูง
โดยอาศัยความเชื่อส่วนตนเป็นตัวตัดสิน

ต่อมาคุยเรื่อง อดีตนายกบ้าง ที่ไปด่าชาติบ้านเกิด ด่าในหลวง ลบหลู่ระบอบพระมหากษัตริย์
ว่าถ่วงความเจริญของบ้านเมือง ผ่านทาง CNN แม้ถ้อยคำที่พูดจะไม่ได้สื่อออกมาตรงตรง
แต่ก็หมายความถึงเช่นนั้น วันนึงข้างหน้า ชาติไทย จะไม่แค่รับศึกนอกบ้าน อย่างพม่า
ที่มีคนหนุนหลังแบบทักษิณ ที่พลาดท่าเสียทีฮุนเซ็นเข้าแล้ว ถ้าวันนึงชาติไทยต้องทำสงคราม
หรือกระทบกับพม่า สหประชาชาติต้องออกมาแสดงบทบาท แล้วถ้าฮุนเซ็นบอกกับสหประชาชาติ
เกี่ยวกับข้อมูลหรือแผนการที่ไทยทำ ว่าคนที่ให้ข้อมูล คือทักษิณอดีตนายกของเราเอง
คนที่ปกครองบริหารประเทศ คิดว่าสหประชาชาติจะเชื่อใคร เมื่อพม่ามีอดีตนายกเป็นคน
ให้ข้อมูลและสามารถเอาข้อมูลจากบ้านเราไปให้เขาได้อย่างง่ายดาย เพราะมีเครือข่ายมากมาย
ในประเทศเรา ต่อมายังต้องเจอกับการแบ่งชนชั้นแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายที่จะ รุนแรงขึ้น เรื่อยๆ
จากผู้เสียผลประโยชน์ทั้งหลายที่ผลักดันให้เกิดความวุ่นวายขึ้นมา แผนการของประชาธิปัตย์ คือ
ดึงเกมส์ให้นานที่สุดด้วยความคิดที่ว่าวันนึงเมื่อเงินหมดทรัยพ์สินหมดเขาจะ หยุดและหมดทางเอง

ที่มา บทความของสุทธิชัย หยุ่น จากเดอะเนชั่น

http://www.oknation.net/blog/19/2009/04/28/entry-1
ผมได้รับมาจากพันธมิตรKorat

สวัสดีค่ะพี่ที่รัก

ขอบคุณที่พี่ ส่งเมลล์มาให้ subject said that เขาบอกใครไม่ส่งต่อไม่ใช่คนไทย น้องเลยส่งใหญ่เลย
น้องขอบอกว่า เหตุการณ์บ้านเมืองที่เป็น แบบนี้ ไม่เคยมีมาก่อนในรอบก่อน 7 ปีที่ผ่านมา

Concerned to the subject:

ในหลวงท่านแปรพระราชฐานไปทางใต้บ่อยมาก ท่านทรงใช้เวลากว่า 10 ปีที่ทรงเหน็ดเหนื่อย
พระวรกายประสานให้เกิดความรักสามัคคี จนมีพระที่นั่งทักษิณราชณิเวศน์ สมัยนั้น
พี่น้องไทยพุทธมุสลิมอยู่ร่วมกันไม่มีแบ่งแยก แล้วใครล่ะที่ตัดเรื่อง อบต ออกไป จำเรื่องกรือเซะ
ตากใบได้ไหม เด็กหนุ่มลูกหลานมุสลิมที่ตายในรถตู้ขากรรไกรหัก กระดูกซี่โครงหัก กระโหลกศรีษะยุบ
เพราะถูกทุบด้วยของแข็ง แขน ขา หัก คอหมุนกลับรอบได้ แต่รัฐบาลว่าพวกเขาขาดอากาศหายใจตาย
เพราะอัดกันมาในรถตู้ ร่างกายอ่อนเพลียช่วง เดือนถือศีลอด แล้วเรื่องการยิงเข้าไปฆ่าหมู่ในมัสยิด
เรื่องการฆ่าตัดตอน

รู้ไหม ใครที่เปลี่ยนคำว่า "ข้าราชการ" เป็น "เจ้าหน้าที่รัฐ" ใครที่ทำผิดแล้วไม่เคยรับผิด ใครที่เอาคำว่า

"ประชาชนของข้าพเจ้า"

จากที่พระองค์ทรงเคยตรัสว่า

"ที่ๆข้าพเจ้าอยู่แล้วมีความสุข คือการได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของข้าพเจ้า"

มาเลียนเป็น "ประชาชนของผม" มันช่างสามหาวนัก !

คุณ พลากร สุวรรณรัฐ เคยเป็นตำแหน่งใหญ่ๆในเชียงใหม่สมัยหนึ่ง ทักษิณไปขอให้เขาทำเรื่องไม่ธรรมดา
โกงชาติ จึงถูกปฏิเสธไป ทักษิณแค้นมาก พอสมัยต่อมา คุณพลากรย้ายไปดูแล อบต ทางใต้
จดหมายร้องเรียนจากคุณพลากร ถึงนายกทักษิณไม่เคยได้รับงบประมาณหรือการพิจารณาดูดำดูแดง
แม้แต่น้อย จนมีการยกเลิกระบบ อบต ทิ้งไป และให้ผู้ว่ารายงานตรงต่อ นายก และเขี่ยคุณพลากรออกไป

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งคุณพลากรขึ้นเป็น องคมนตรีในวันรุ่งขึ้น ทันที

ประเพณีแต่โบราณมา

พระพุทธรูป มีแต่แบบ สุโขทัย อยุธยา หรือ รัตนโกสินทร์

แต่บางคนกล้าปั้นพระพุทธรูปหน้า 4เหลี่ยม และ ตั้งชื่อว่า พระชินวัตรมุณี (พี่กราบลงไหม ถามหน่อย)

ประเทศของเราได้รับการดูแลจากพ่อหลวง ท่านเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระองค์เองทุกพื้นที่
คนที่เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ เรื่องระบบชลประทานดีที่สุดในประเทศ คือพระองค์ท่าน

ท่านสอนให้เกษตรกร ทำนา ปลูกข้าว ทำการเกษตรแบบยั่งยืน

ไม่ใช่การสร้างภาพ ทำทัวร์นกขมิ้น แล้วเอาเงินภาษีประชาชน ไปแจกเป็นแบงก์ 1000 และทำเป็นเงินของตัว
ทำได้แบบจูบแผ่นดิน สนามบินสุวรรณภมิ ที่มันสูบโกงไปมากมาย ทั้งๆที่ ที่ตรงนี้ ในหลวงท่านทัดทาน
เรื่องการก่อสร้างตั้งแต 15 ปีที่แล้ว เพราะเป็นที่ลุ่มน้ำ

มันผู้ใดที่สร้างความแตกแยกในหมู่คนไทยพี่น้องไทยด้วยกันที่เคยรักกันเป็นหนึ่งเดียว
ให้มี
สีเหลือง สีแดง สีขาว

ทำไมเราทะเลาะกันเพียงเพราะมีความเห็นต่าง หรือถูกยุ หรือรับเงินมาแล้วไป

ตีเขาจนเลือดอาบ

อีกสีต่างพวกกันทั้งๆที่อีกฝ่ายไม่มีอาวุธ เกิดอะไรขึ้น ที่อุดร จำได้ไหม แล้วทำไมตำรวจจับใครไม่ได้
ทั้งหมดเป็นคนไทยด้วยกัน

ทำไมที่ศรีษะเกษปลดรูปในหลวงออก ??? !!!

ทำไมไทยเสียดินแดน

ทำไมจักรภพพูดจา จาบจ้วงแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น

ทำไมมีระเบิดกลางกรุง มีคนตาย แล้วตำรวจจับใครไม่ได้

ทำไมรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศแล้วไม่มีที่นั่งทำงาน (ลองไปนึกดูลึกๆนะ)

ทำไมพันธมิตร ออกชุมนุมกันตั้งนาน ประท้วงอดทนจริงๆ

ดูอะไร ต้องดูให้ถ่องแท้

มองปัญหา ต้องมองให้ถึงต้นตอ

พี่คิดดูเมื่อก่อนประเทศไทยเราเคยเป็นแบบนี้หรือพี่ สมัยเราเด็กๆเมืองไทยร่มเย็นออก อย่ามาว่ากันว่าวันนี้
ทำอะไรกันอยู่ ทำไมวุ่นวายจัง รถติด หุ้นตก นี่มันปลายเหตู มองย้อนไปหน่อยเถิด ว่าระบบ ระบอบ อะไรกัน
ทำให้บ้านเมืองเป็นแบบนี้

ทุกคนชอบเงิน อันนี้เรื่องจริง แต่ต้องอยู่ในศีลธรรม ด้วย

อย่ามาว่ากันที่ปลายเหตู ไม่ใช่ปลายเหตุ

มีเรื่องอีกมากมายที่อีกหลายๆคน ยังไม่รู้ หรือ ไม่พยายามรู้ ดาวเองรู้น้อย แต่พอแยกออก
ว่าอะไรดี อะไร ชั่ว บาปกรรม คืออะไร

จริง คนไม่รู้ความจริงเพราะสื่อถูกปิดกั้น ระเบิดลง คนตายแต่ตำรวจบนดาษฟ้า บชน ยืนกอดอกยิ้ม
เพราะมันซื้อไปหมดทุกอย่าง มันซื้อคน ซื้อสื่อต่างๆ ถ้าสื่อไหนไม่ ไปตามแนวโน้มด้านมัน มันสั่ง
เปรี้ยะเดียว ห้ามบริษัทในเครือของมันทั้งหมดกว่า 200 บริษัท ลงโฆษณา แค่นี้ก็อยู่ไม่ได้แล้ว
มันซื้อทุกตำแหน่งในกระทรวง ทะบวง กรมต่าง ให้อยู่ภายใต้คำสั่งมัน ผู้ว่าราชการจังหวัด ถูกเปลี่ยนเป็น
คนของมันเสร็จแล้ว 38 จังหวัด มันซื้อ ฑูต รายนามการแต่งตั้งฑูตแต่ละประเทศ มันจัดการโยกย้ายเอง
ฑูตท่านไหนที่ไม่ต้อนรับมัน มันแก้แค้น เปลี่ยนหมด เช่น ทูตไทยในอังกฤษ และ ญี่ปุ่น มันซื้อ ข้าราชการ
ในข้าพระบาท ที่ดูแลในวังไปแล้วกว่าครึ่ง มันโอนเงินให้ทุกเดือนๆละ 500 000 บาท อย่างลูกคุณ
ขวัญ... วัชโร... ที่คอยยกหูโทรศัพท์ รายงานความเคลื่อนไหวในวัง ให้มันรู้อยู่ทุกเช้า


ใครที่ว่าราชสำนักใช้เงินเยอะน่ะ ขอโทษ ไม่ได้โกงใครมาเหมือนบางคน ราชสกุล มหิดลนั้น ค้าขาย
ประหยัด อดออม มาแต่รัชกาลก่อนๆ และมีที่ประชาน้อมเกล้าน้อมถวายด้วยรัก และศรัทธานะคะ
ไม่เหมือนบางคนที่สร้างระบบทุนสามานย์ ให้หลายๆคนที่ได้ประโยชน์ตอนขาขึ้นหลงคิดว่าดีจริงๆ

เมื่อวานมันไปให้ข่าวอะไรกับ Arabian news ?!!!
มันอ้างถึงพระองค์ได้อย่างไร บังอาจนัก ทำไมมันไม่พูดถึงความผิดของมัน
แล้วใครใช้ให้มันเดินทางหนีออกนอกประเทศ มันไปของมันเอง อีทีพอจะกลับ
ดันทะลึ่งไปละลาบละล้วง ส่วนเรื่องมันว่าศาล กระบวนการยุติธรรมอีก
ว่าเป็นยุติความเป็นธรรม


ระบอบการปกครอง มี อำนาจ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการใช่ไหม ถ้าบริหารก็ต้องทำให้ดี
อยู่ในขอบของกฎหมาย นิติบัญญัติ ทีนี้ถ้ามีปัญหาก็จะมี อำนาจท้ายสุด คือ ตุลาการมาตรวจสอบ
ผ่านทางศาล แต่คนบางคนก็กลับว่าศาล และไม่เคยรับผิด ไม่เคยมี หิริโอตัปปะ

ดาวพิมพ์ภาษาไทยด้วยความยากลำบากและช้ามาก แต่กระทู้นี้ ที่พี่ ส่งต่อมาว่า ในหลวงทรงร้องไห้
ใครไม่ส่งต่อคงไม่ใช่คนไทย ดาว ในฐานะประชาชน ที่มีจิตสำนึกรักชาติยิ่งชีพ มั่นใจว่าอยู่ใน
ศีลธรรมอันดี และ เถิดทูนระบบกษัตริย์ไว้เหนือเกล้า อยากให้พี่ๆ เพื่อนๆของพี่ใน เมลล์ฉบับนี้
ได้โปรดเข้าใจสักนิดเถิดค่ะคุณพี่ ว่า ใครกันที่ ทำลาย ทุกอย่างลง ทุกอย่างที่พ่อของพวกเรา
ใช้เวลา 60 ปี สร้างขึ้นมา ระบบ ระบอบ อะไร ทำไมท่านร้องไห้

มันทำลาย แม้กระทั่ง ศีธรรม จรรยา และ มันกำลังจะฆ่าเด็กที่ยังไม่มีแม้แต่โอกาสจะลืมตาดูโลก
และแม้ว่าเด็กจะเป็นเลือดเนื้อ เชื้อ ไข ของมันเอง ก็ตาม

พี่ๆ โปรดช่วยกันดูแลพ่อหลวงของเราด้วย ถ้าพี่ๆ ทราบว่าท่านทรงกรรแสง
เพราะอะไร และเราแบ่งแยกกันเพราะต้นเหตุจากใคร

จริง วันนี้เราทำอะไรกันอยู่ ? ? ?

Repeated:

ดูอะไร ต้องดูให้ถ่องแท้

มองปัญหา ต้องมองให้ถึงต้นตอ

หากผิดพลาดประการใด ก็ขอโทษด้วย แต่ดาวมั่นใจว่าได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ด้วยสำนึกรัก ใน
ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แบบที่พ่อแม่ สอนฉันมาตั้งแต่จำความได้

I wrote this mail with a good intention and I also love all my friends
but if anyone feel annoyed about my message, I will not say any sorry laka.

LOVE

ดาว จังคศิริ

ในหลวงทรงร้องไห้

เมื่อวันที่ 8 มีนา ที่ผ่านมาผมได้ไปงานที่โรงเรียน

เหมือนเช่นทุกปีตอนกลับเดินมาตามตึกยาวเพื่อจะกลับมาทางประตูด้านเพาะช่าง
ยังไม่ถึงบริเวณเศาลหลวงพ่อปู่ พบอาจาร์ยท่านหนึ่งนั่งอยู่

จำได้ว่าเป็นอาจารย์สุธี ท่านเกษียณไปแล้ว ไม่รู้คุณรู้จักรึเปล่า กราบอาจารย์ท่านแล้ว สังเกตุเห็นว่า
อาจารย์ร้องไห้อยู่ ท่านบอก เพิ่งได้พบกับรุ่นพี่ที่มาในงาน รุ่นที่เท่าไหรก้อไม่ได้ถาม
เป็นนายทหารราชองครักษ์ชั้นผู้ใหญ่ เค้าเล่าให้อาจารย์ฟังว่า

**** ในหลวงทรงร้องให้เห็นบ่อย ****

'ทรงเสียใจที่เมืองไทยจะสิ้นในรัชกาลของท่าน แล้วกระนั้นหรือ'

ผมอยากจะตอบอาจารย์ไปว่า คงไม่หรอก ถ้าคนไทย รู้จำคำว่าว่า'หน้าที่'มากกว่า'สิทธิ' เราเคยชิน
กับการเป็น..ผู้รับ....จากคนคนหนึ่งที่เกิดมาเป็น..ผู้ให้...ให้มา ตลอด เคยชินจนลืมไปว่าวันนี้ถึงเวลา
แล้วรึยังที่ เราควรจะผู้ให้แก่พระองค์ท่านบ้าง... ผมลาอาจารย์เรียบร้อยร้อย กลับไปตามตึกยาว
ไปไหว้ พระผู้ให้กำเนิดโรงเรียน อธิฐาษขอให้พระองค์ท่านช่วยคุ้มครองให้หลานท่านทรงมี
แต่ความสุข..ทรงมีพระ พลานามัยที่แข็งแรง...เพียงแค่ไม่อยากได้ยินว่า

..ในหลวงทรงร้องไห้

ความสุขของพระมหากษัตริย์

หนึ่งปีที่ผ่านมา

เราใส่เสื้อเหลืองเราใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง

คนนับแสนไปนั่งรอเป็นชั่วโมงๆ หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อจะได้เห็นพระพักตร์ของพระบาท
พระเจ้าอยู่หัว เพียงไม่กี่นาทีวันนั้น ในขณะที่ทั้งโลกเริ่มเสื่อมศรัทธาในระบบการปกครองโดยมี
พระมหากษัตริย์เป็นประมุขเราได้ แสดงให้โลกได้เห็นว่ามีประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งที่คนทั้งชาติ
ยังซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อราชวงศ์ จักรี และ พระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทย

.....สิบสองปีที่ผ่านมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักด้วยโรคหัวใจเพราะทรงงานหนัก เกินไปในขณะเดียวกัน
สมเด็จพระราชชนนีก็ทรงพระประชวรหนักอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราชเช่นกัน เรายังจำรูปในหนังสือพิมพ์
ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงเยี่ยมพระราชชนนี ไม่กี่วันหลังจาก
การผ่าตัดใหญ่ถวาย พระหัตถ์ข้างหนึ่งกุมอยู่ที่พระอุระ และในพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทรงถือ ม้วนแผนที่
กรุงเทพฯเพราะน้ำกำลังท่วมกรุงอยู่ ยังจำกันได้ไหม?

...... 34 ปีที่ผ่านมา

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516

เป็นครั้งแรกในรัชกาลที่เกิดวิกฤติด้านการเมืองรุนแรงที่สุด

วันนั้น นิสิตนักศึกษาและประชาชนนับหมื่นนับแสนเดินขบวนประท้วงรัฐบาล เหตุการณ์ร้ายแรงยิ่งขึ้น
ตำรวจทหารยิงประชาชน ในขณะที่นิสิตนักศึกษาก็เผาสถานที่ราชการ เกิดกลียุคทุกหย่อมหญ้า

' คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกันเอง '

คืนนั้น สถานีโทรทัศน์ทุกช่องถ่ายทอดสดจากพระราชวังสวนจิตรลดา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสกันคนไทยทุกคนว่า 'คนไทยจะฆ่าคนไทยด้วยกัน
ไม่ได้ ทุกอย่างต้องสงบโดยฉับพลัน' และทุกอย่างก็สงบโดยฉับพลัน หลังจากนั้นไม่นาน มีฝรั่งคนหนึ่ง
มาถามผมว่า 'เป็นไปได้อย่างไร ที่คนๆ เดียวจะมีอำนาจเหนือคนทั้งประเทศได้อย่างนั้น?'
ผมไม่ได้ตอบ แต่ตอนนั้นใจผมคิดถึงประโยคที่ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมชฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับ
สถานีโทรทัศน์ BBC ว่า พระองค์ทรงเป็น 'SOUL OF THE NATION' หรือ'จิตวิญญาณของ
คนไทยทั้งชาติ' ยังจำกันได้ไหม?

แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่

เราสร้างค่านิยมผิดๆ ว่าคนที่ประสบความสำเร็จ
คือคนที่มีเงินมากที่สุด


เราโกงทุกครั้งที่มีโอกาส

เราเรียกร้องประชาธิปไตยโดยคิดถึงแต่ 'สิทธิ

' แต่ลืมคำว่า 'หน้าที่'

เรากำลังฆ่ากันเองทุกวันในภาคใต้

เราสร้าง 'กฎหมู่' ให้เหนือ 'กฎหมาย'

เราเดินขบวนประท้วงในทุกอย่างที่เราไม่เห็นด้วย


เราก้าวร้าวต่อกัน เราแตกแยกกัน

และทั้งโลกกำลังจับตามองเราอยู่

เราเคยหยุดคิดกันบ้างไหมว่า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา

จะทรงเสียพระทัยเพียงใด?

แล้วสิ่งที่เราทำไปในวันเฉลิมพระชนมพรรษาคืออะไร การที่เราใส่เสื้อเหลือง สายรัดข้อมือ
ที่ว่า Long life The King เราทำเพื่ออะไร
มันเป็นแค่ผักชีโรยหน้าที่จะแสดงให้โลกเห็นว่า
คุณรักพระมหากษัตริย์เพียงใดเท่านั้นนะเหรอ

80 ชันษาของพระองค์ท่าน หากเปรียบกับคนธรรมดาก็สมควรที่จะได้พักเต็มที่ได้รับการดูแลและ
ระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่สมควรที่จะตรากตรำทำงานหนัก แต่กลับเป็นว่า ในปีที่ครบ 80 ชันษาของ
พระองค์ท่านยังต้องทรงงานอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ทรงต้องอยู่ภายใต้การถวายการดูแลของคณะแพทย์

พระองค์ต้องรับทุกข์ของคนไทยทั้งชาติ

ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้

ไม่ใช่จะประทับอยู่ในพระราชวังใหญ่โตสวยงาม แห่ล้อม

ด้วยข้าราชบริพาร

หากแต่ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้คือ

เมื่อประชาชนของพระองค์ท่านรักสามัคคีกัน

รู้จักความ พอเพียง และมีสติ-เพียงเท่านี้เอง

แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่?

หรือนี่คือการแสดงความกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ของเรา

ถ้ารักในหลวงรักประเทศของเราก็ส่งต่อไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ถึงเวลาที่ต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน ตอบแทนพระคุณพ่อแล้ว<<<<<<<

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ข้อความที่ระบาดในสังคม Hi5

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu Apr 29, 2010 9:30 pm

http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t620-50.htm?sid=aaac9dfa76b2a62dac3f878021509780

Unknown พิมพ์ว่า:ยื่นคำร้องศาลห้ามวิจารณ์คดียึดทรัพย์
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 12:57
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


นายพานทองแท้ ชินวัตร และน.ส.พินทองทา ชินวัตร เดินทางไปศาลฎีกา
เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลคำสั่งห้ามไม่ให้คณะบุคคล วิพากษ์วิจารณ์ในคดียึดทรัพย์


ใคร มี ประวัติ ลูกสาวทักษิณ บ้าง น้อง พิณ หรือ แพร หวา

ดีลชินคอร์ป-เทมาเส็ก โมฆะ !?!

“สุวรรณ วลัยเสถียร”จากมือกฎหมายสู่ถนนการเมือง

หากจะถามว่าเมื่อครั้งที่ “ สุวรรณ วลัยเสถียร ” มีบทบาทโดดเด่น สะดุดตามากเท่ากับบทบาท
ในฐานะ “โฆษกประจำตระกูลชินวัตร ”หรือไม่ คงต้องบอกว่าต่างกันลิบลับ..!

แม้คนอย่างสุวรรณ วลัยเสถียร จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย
เมื่อ 8 ปีก่อนก็ตาม
แต่แวดวงการเมือง กลับไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัดหรือทำได้ดีที่สุด
หากเทียบกับความรู้ ความช่ำชองในเรื่อง “หลบเลี่ยงภาษี”จนสามารถสร้างความร่ำรวย
ให้เศรษฐีจากชั้นกลางก้าวขึ้นสู่ระดับ “มหาเศรษฐี”นั้น มีมากกว่าหลายเท่าตัวนัก
จนบรรดานักธุรกิจในประเทศไทยต่างให้การยอมรับอย่างแพร่หลาย

อย่างไรก็ตาม ดร.สุวรรณ เคยได้รับโอกาสทองจากนายกฯทักษิณ ให้เข้ามานั่งบริหารงาน
ในครม. ในช่วง เดือนก.พ. 2544 ฐานะ รมช.พาณิชย์ ว่ากันว่าเก้าอี้สำคัญด้านเศรษฐกิจครั้งนั้น
เสมือน “รางวัล” การปูนบำเหน็จหลังจากที่ดร.สุวรรณ ปฏิบัติภารกิจใหญ่สำเร็จ นั่นคือ
การช่วยนายกฯทักษิณ และครอบครัวชินวัตรจากคดี “ซุกหุ้นรอบแรก”
โดยซุกซ่อนทรัพย์สินและหุ้นฝากไว้ในมือ คนรับใช้ คนสวน คนในบ้าน
อย่างแนบเนียน
ซึ่งการเข้ารับตำแหน่งที่กระทรวงพาณิชย์ของดร.สุวรรณ
ในช่วง “ทักษิณ1”นั้นต้องบอกว่ามีผลงานที่โดดเด่นไม่เสียชื่อเซียนการเงิน

...

ชื่อเสียงของดร.สุวรรณยังไปปรากฏตามข่าวหน้าสังคมทั้งในฐานะกิจกรรมส่วนตัว
และต่อมาได้เปิดตัว “ชมรมคนออมเงิน”ครั้งแรกในวันที่ 14 ธ.ค.2547 เพื่อมุ่งหวังส่งเสริมสมาชิกออมเงิน
ให้ครอบครัวมีเงินออมที่พอเพียง ผ่านการเผยแพร่ความรู้ในเชิงทรัพย์สินทางปัญญาและ IT
กิจกรรมดังกล่าวค่อนข้างได้รับการขานรับเป็นอย่างดี จากสังคม เนื่องจากประธานชมรมฯ
อย่างดร.สุวรรณ สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เป็นอย่างดีในการนำ “เงินต่อเงิน”จนได้ผลกำไรงอกงาม

ขณะที่เวลาอีกส่วนหนึ่งได้ใช้ไปกับการเขียนหนังสือ คู่มือสร้างความร่ำรวย
หลายต่อหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น “พ่อรวยสอนลูก”, “พ่อสอนลูกให้รวย”
หรือเล่มล่าสุด “สอนเมียให้รวย” ที่ล้วนแล้วแต่เปิดเผยกลยุทธ์การออม
อย่างชาญฉลาดและเทคนิคการเสียภาษีให้น้อย....คุณได้อ่านกันบ้างรึยัง ?!


http://www.cabinet.thaigov.go.th/pol44_1127.htm

มติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๔
เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติโอนที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

ในท้องที่แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร

ให้แก่นายกวี อังศวานนท์ ผู้จัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์ พ.ศ. ....
คณะ รัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติโอนที่ดิน
ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน


ในท้องที่แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ให้แก่นายกวี อังศวานนท์

ผู้จัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์ พ.ศ. ....(โอนที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
ในท้องที่แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ ๘๔ ตารางวา
ให้แก่นายกวี อังศวานนท์ ผู้จัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์ เพื่อดำเนินโครงการพระราชดำริ

ตามทฤษฎีใหม่ในการปลูกผักปลอดสารพิษ) ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว

ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอและให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎาพิจารณา
แล้วนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ภัยของรัฐประเทศวาติกัน ต่อสถาบันพระพุทธศาสนา
ตามกฎหมายไทย ผู้ถือครองอสังหาริมทรัพย์บนผืนแผ่นดินไทย
ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยเท่านั้น
ปรากฎว่า ประเทศวาติกันเอาพวกที่เข้าไป
เป็นคาทอลิกจะถูกแปลงสัญชาติอัตโนมัติไปเป็นวาติกัน เสียสัญชาติไทยไปแล้ว
ตามกฏหมาย แต่วาติกันได้อาศัยบุคคลเหล่านี้มาถือครองกรรมสิทธิที่ดิน
บนผืนแผ่นดินไทย ซึ่งผิดกฏหมายแพ่งพานิชย์ว่าด้วยนิติกรรม
เป็นการใช้กลอุบายเพื่อเอาที่ดินนั้นไปเป็นสมบัติของวาติกัน
โดยนำที่ดินนั้นเข้าบัญชีกระทรวงทรัพย์สินเกี่ยวกับศาสนจักรตะวันออก
ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเก็บส่วยอาณานิคมวาติกันในแถบเอเซียโดยเฉพาะ
วาติกันได้ตั้งสำนักงานในประเทศไทยชื่อ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระองค์
รวบรวมทำบัญชีทรัพย์สินของผู้ที่เป็นคาทอลิกในประเทศไทยทั้งหมดขึ้นเป็น
สมบัติของสันตะปาปา เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ประเทศไทยมีในหลวง
พระองค์เดียวและมีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หนึ่งเดียว
หากไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพื่อล้มล้างพระมหากษัตริย์องค์พระประมุขของไทย
จะมีเหตุผลอื่นอ้างหรือไม่ ขอให้พิจารณาจากหลักฐานนี้




สุวรรณ วลัยเสถียร เป็นนักกฎหมาย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพานิชย์ ... ศ. 2488
อายุ 61 ปี สมรสกับคุณดวงใจ มีบุตรชาย 2 คน นับถือศาสนาคริสต์คาทอลิก


http://keytorich.tripod.com/page3.htm
http://keytorich.tripod.com/download/kingword1.pdf

พระราชดำรัสในหลวง

30 ข้อคิดของการดำเนินชีวิต น่าสนใจและยังทันสมัยมากๆ
หลายคนสงสารเยาวชน คนรุ่นใหม่ที่ไปฟังคนดัง
ผู้สังสอนในทางศาสนาและพวกลัทธิเทียมเท็จที่ไร้ยางอาย
เอาคำพูดของพระองค์ท่านมาอ้างเป็นคำพูดตัวเอง


หัวข้อ : พระราชดำรัสในหลวง "ข้อคิดในการดำเนินชีวิต"
ข้อความ : > >Subject: พระราชดำรัสในหลวง "ข้อคิดในการดำเนินชีวิต

1. อย่าทำลายความหวังของใครเพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้
2. เมื่อมีคนเล่าว่าตัวเขามีส่วนในเหตุการณ์สำคัญอะไรก็ตาม เราไม่ต้องไปคุยทับปล่อย เขาฟุ้งไปตามสบาย
3. รู้จักฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่ว ๆเท่านั้น
4. หยุดอ่านคำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ตามริมทางเสียบ้าง
5. จะคิดการใดจงคิดการให้ใหญ่ ๆ เข้าไว้ แต่เติมความสุขสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย
6. หัดทำสิ่งดีให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัยโดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้
7. จำไว้ว่าข่าวทุกชนิดล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น
8. เวลาเล่นเกมกับเด็ก ๆ ก็ปล่อยให้แกชนะไปเถิด
9. ใครจะวิจารณ์เรายังไงก็ช่าง ไม่ต้องไปเสียเวลาตอบโต้
10. ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ "สอง"แต่อย่าให้ถึง"สาม"
11. อย่าวิจารณ์นายจ้างถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุขก็ลาออกซะ
12. ทำตัวให้สบาย อย่าคิดมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้วอะไร มันก็ไม่ได้สำคัญอย่างที่คิดไว้ทีแรกหรอก
13. ใช้เวลาน้อย ๆ ในการคิดว่า "ใคร" เป็นคนถูก แต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า "อะไร" คือ สิ่งที่ถูก
14. เราไม่ได้ต่อสู้กับ "คนโหดร้าย" แต่เราต่อสู้กับ "ความโหดร้าย" ในตัวคน
15. คิดให้รอบคอบก่อนจะให้เพื่อนต้องมีภาระในการรักษาความลับ
16. เมื่อมีใครสวมกอดคุณ ให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยก่อน
17. เป็นคนถ่อมตนคนเขาทำอะไรต่ออะไรสำเร็จกันมามากมายแล้วตั้งแต่เรายังไม่เกิด
18. ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายเพียงใด...สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้
19. อย่าไปหวังเลยว่าชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม
20. อย่าให้ปัญหาของเราทำให้คนอื่นเขาเบื่อหน่าย ถ้ามีใครมาถามเราว่า "เป็นยังไงบ้างตอนนี้"
ก็บอกเขาไปเลยว่า "สบายมาก"
21. อย่าพูดว่ามีเวลาไม่พอเพราะเวลาที่คุณมีมันก็วันละยี่สิบสี่ชั่วโมง เท่าๆกับที่ หลุยส์ ปาสเตอร์ ,
ไมเคิลแอนเจลโล , แม่ชีเทเรซา, ลีโอนาร์โด ดา วินชี, ทอมัส เจฟเฟอร์สัน
หรืออัลเบิร์ต ไอสไตน์ เขามีนั่นเอง
22. เป็นคนใจกล้าและเด็ดเดี่ยว เมื่อเหลียวกลับไปดูอดีตเราจะเสียใจ ในสิ่งที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำ
มากกว่าเสียใจใน สิ่งที่ทำไปแล้ว
23. ประเมินตนเองด้วยมาตรฐานของตัวเอง ไม่ใช่ด้วยมาตรฐานของคนอื่น
24. จริงจังและเคี่ยวเข็ญต่อตนเอง แต่อ่อนโยนและผ่อนปรนต่อผู้อื่น
25. อย่าระดมสมอง เพราะไอเดียดี ๆ ใหม่ ๆ และยิ่งใหญ่จนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้
ล้วนมาจากบุคคลที่คิดค้นอยู่แต่เพียงผู้เดียวทั้ง สิ้น
26. คงไว้ซึ่งความเป็นคนเปิดเผย อ่อนโยน และอยากรู้อยากเห็น
27. ให้ความนับถือแก่ทุกคนที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ว่างานที่เขาทำนั้นจะกระจอกงอกง่อยสักปานใด
28. คำนึงถึงการมีชีวิตให้ "กว้างขวาง" มากกว่าการมีชีวิตให้ "ยืนยาว"
29. มีมารยาทและอดทนกับคนที่สูงวัยกว่าเสมอ
30. คุณกำลังทำอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า?

http://www.ee43.com/board/topic/1180.html

http://board.palungjit.com/f13/36-%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87-6815.html

36 แผนที่ชีวิตของพ่อ( พระบรมราโชวาทจากในหลวง)


1. ขอบคุณข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยด อาหารทุกจานอย่างจริงใจ
http://www.newmana.com/yabb/index.php?action=printpage;topic=1698.0

2. อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใด นอกจาก ปัญญา และความกล้าหาญ
3. เพื่อนใหม่ คือของขวัญที่ให้กับตัวเอง ส่วนเพื่อนเก่า หรือ มิตร คืออัญมณีที่นับวันจะเพิ่มคุณค่า
4. อ่านหนังสือธรรมะปีละเล่ม
5. ปฏิบัติต่อคนอื่น เช่นเดียวกับที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา
6. พูดคำว่า ขอบคุณให้มากๆ
7. รักษา ความลับ ให้เป็น
8. ประเมินคุณค่าของการให้ อภัย ให้สูง
9. ฟังให้มาก แล้วจะได้คู่สนทนาที่ดี
10. ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง หากมีใครตำหนิ และรู้แก่ใจว่า เป็นจริง
11.หากล้มลง จงอย่ากลัวกับการลุกขึ้นใหม่
12. เมื่อเผชิญหน้ากับงานหนัก คิดเสมอว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะล้มเหลว
13. อย่าถกเถียงธุรกิจภายในลิฟต์
14. ใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก อย่าใช้เพื่อก่อหนี้สิน
15. อย่าหยิ่งหากจะกล่าวว่า ขอโทษ
16. อย่าอายหากจะบอกใครว่า ไม่รู้
17 ระยะทางนับพันกิดลเมตร แน่นอนมันไม่ราบรื่นตลอดทาง
18. เมื่อไม่มีใครเกิดมาแล้ววิ่งได้ จึงควรทำสิ่งต่างๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป
19 การประหยัดเป็นบ่อเกิดแห่งความร่ำรวย เป็นต้นทางแห่งความไม่ประมาท
20. คนไม่รักเงิน คือคนไม่รักชีวิต ไม่รักอนาคต
21. ยามทะเลาะกัน ผู้ที่เงียบก่อน คือผู้ที่มีการอบรมสั่งสอนที่ดี
22. ชีวิตนี้ฉันไม่เคยได้ทำงานเลยสักวัน ทุกวันเป็นวันสนุกหมด
23. จงใช้จุดแข็ง อย่าเอาชนะจุดอ่อน
24. เป็นหน้าที่ของเราที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจ ไม่ใช่หน้าที่ของคนอื่นที่จะทำความเข้าใจสิ่งที่เราพูด
25. เหรีญเดียวมีสองหน้า ความสำเร็จกับล้มเหลว
26. อย่าตามใจตัวเอง เรื่องยุ่งๆเกิดขึ้นล้วนตามใจตัวเองทั้งสิ้น
27. ฟันร่วงเพราะมันแข็ง ส่วนลิ้นยังอยู่เพราะมันอ่อน
28. อย่าดึงต้นกล้าให้โตไวๆ ( อย่าใจร้อน)
29. ระลึกถึงความตายวันละ 3 ครั้ง ชีวิตจะมีสุข มีอภัย มีให้
30. ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดต่อๆไปก็ผิดหมด
31. ทุกชิ้นงานจะต้องกำหนดวันเวลาแล้วเสร็จ
32. จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตลอด
33. ดาวและเดือนที่อยู่สูง อยากได้ต้องปีน บันไดสูง
34. มนุษย์ทุกคนมีชิ้นงานมากมายในชีวิต จงทำชิ้นงานที่สำคัญที่สุดก่อนเสมอ
35. หนังสือเป็นศูนย์รวมปัญญาของโลก จงอ่านหนังสือเดือนละเล่ม
36. ระเบียบวินัย คือคุณสมบัติ ที่สำคัญในการดำเนินชีวิต
ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน


ของปลอมครับ ข้อความ แปลมาจากบทความจากหนังสือต่างประเทศ
ชื่อ Life's Little Instructions ของ H. Jackson Brown Jr.
ซึ่งเขียนเป็นคำแนะนำเป็นข้อๆ
ให้แก่ลูกชายชื่อ "อดัม" เมื่อคราวจากบ้านไปเริ่มต้นชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย


อ้างอิง:
http://www.ee43.com/board/topic/1180.html

ความคิดเห็นที่ 2
100 | อ่าน คิด พิจารณา เคยเข้าพันทิป.คอมกันไหมครับ ผมว่าในฐานะคนเล่นเน็ต
คงไม่ต้องอธิบายว่าเว็บนี้ยิ่งใหญ่และเป็นแรงเคลื่อนให้กับสังคมไทยในยุคข้อมูลข่าวสารได้ขนาดไหน
ถ้าใครไม่เคยเข้าไปคุยในคาเฟ่ ไม่ว่าจะเฉลิมไทย จตุจักร ราชดำเ้นิน ฯลฯ ว่างๆ ก็ลองแวะเข้าไปอ่านสิครับ
แล้วจะรู้ว่าอินเทอร์เน็ตไม่ได้มีแค่ MSN

ส่วนคนที่เข้าไปอ่านบ่อยๆ ก็คงเข้าใจความหมายของย่อหน้าแรกดีแล้ว ดังนั้นผมจะไม่อธิบายละกันว่า
ที่นั่นมันเจ๋งยังไง มันน่าสนใจเพียงใด แต่วันนี้ ในฐานะสื่อเล็กๆแห่งนี้ ผมขอทำหน้าที่สื่อที่ดีสักครั้งครับ
ด้วยการช่วยกระจายข่าวเล็กๆ ที่คุณจะไม่มีวันได้เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือทีวี
(เพราะเขาอาจคิดว่าไม่สำคัญ แต่สำหรับไม้บรรทัดของผมบอกว่า ..เรื่องนี้สำคัญมากๆ)

นั่นคือ เรื่องกระแสพระราชดำรัสปลอม ที่ถูกส่งต่อกันทางอีเมลครับ
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนยิ่ง พอๆ กับกรณีพระราชอำนาจเลยทีเดียว

เพียงแต่ว่ามันไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง ไม่มีใครได้เสียผลประโยชน์
แต่กลับมีผลกระทบยิ่งใหญ่แบบที่คุณเองก็ไม่มีทางรู้ตัว
เหมือนเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวแหละครับ

ดังนั้น ย้ำอีกทีว่าในฐานะที่บล็อกนี้ก็เป็นสื่อก็จะขอเผยแพร่ความจริงให้คุณที่นั่งอยู่หน้าคอม
ให้ช่วยเอาไปบอกต่อๆ กันด้วย

ข้อความข้างล่างนี้ผมแทรกลิงค์อ้างอิงไว้เยอะแยะ เพื่ออรรถรสในการทำความเข้่าใจ
เวลาเอ่ยถึงข้อมูลตรงไหนก็ให้คลิกลิงค์เข้าไปดูกันเอง

ผมอาจใช้เวลาเขียนไม่มาก จึงมิได้ขัดเกลาความสุภาพของภาษา
หากผิดพลาดประการใดช่วยชี้แจงไว้ด้วยนะครับ



เรื่องมันมีอยู่ว่า ช่วงก่อนหน้านี้ ได้มีการเผยแพร่ Forward Email ที่จ่าหน้าซองอ้างว่าเป็น
พระราชดำรัสของในหลวง ข้อคิดในการดำเนินชีวิต ๓๗ ประการ ผมก็ได้รับจดหมายฉบับนั้นครับ
อ่านครั้งแรกก็บอกตามตรงว่า.. แปลก (ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า) ผมแปลกใจตรงที่ว่า
รูปแบบของสำนวนหลายๆ ข้อในนั้น
ทำไมช่างขัดกับพระราชดำรัสของพระองค์

และแนวคิดต่างๆ ในการดำเนินชีวิต ที่ทรงพระราชทานมาให้คนไทยรู้จักกินอยู่อย่างพอเพียงเหลือเกิน
เพราะบางข้อ ผมว่าแปลกเกินไป และสำนวนเหมือนแปลมาจากหนังสือขายตรงจริงๆ
อย่างข้อ ๑๑ ที่ว่า “อย่าวิจารณ์นายจ้าง
ถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุข ก็ลาออกซะ”
นี่… นี่มันสำนวนฝรั่งชวนไปขายแอมเวย์นี่นา!


ผมเคยอ่านพ่อรวยสอนลูกจนจบ ก็สรุปได้ว่า ผมโคตรไม่ชอบแนวคิดแบบในหนังสือเลยครับ
ในนั้น ผู้เขียนเหยียดแนวคิดการอยู่อย่างสมถะ ย้ำซ้ำๆ หลายครั้ง (เหมือนสะกดจิตคนอ่าน)
แล้วบอกให้นำเงินไปลงทุน! เอาไปเสี่ยงกับการเล่นหุ้นสิ! แล้วคุณจะพบความรวย-รวย-รวย

ไอ้หนังสือแบบนี้แม่งขายดีได้ไงวะ :08:

ต่อมา ผมก็ยังคงได้รับอีเมลที่แนบเนื้อหาเดียวกันส่งมาอีกเรื่อยๆ เพียงแต่มาในรูปแบบที่ต่างๆ กัน
กล่าวคือ บางฉบับมีแนบพระบรมฉายาลักษณ์มาด้วย บางฉบับดูรู้เลยว่าสแกนมาจากโปสเตอร์
ที่เขาคงเอาไปพิมพ์แปะผนังบ้านเป็นมงคลชีวิต อันนั้นไม่แปลกหรอกครับ .. ที่แปลกก็คือ
ทำไมจำนวนข้อของพระราชดำรัสจึงลดลงเรื่อยๆ
แต่เดิมผมว่า ผมอ่านเวอร์ชั่น ๓๗ ข้อ ทำไมต่อมา
ก็ลดลงเหลือ ๓๐ ข้อบ้าง ๒๐ กว่าข้อบ้าง


จนในที่สุด มีบริษัทเอกชนบริษัทนึงครับ ชื่อ King Power
ได้จัดทำสายรัดข้อมือขึ้นมา แน่นอนครับว่าเพื่อการกุศล
(ใครบังอาจหากินกับเรื่องนี้ก็ไม่รู้จะได้ขึ้นมาจากนรกเมื่อไหร่)
แล้วในนั้นก็มีแผ่นพับที่บอกว่าเป็นพระราชดำรัส ๑๙ ข้อ
ของในหลวง แนบมาด้วย


อ้าว.. ไหงเหลือ ๑๙ ข้อล่ะ?

แผ่นพับที่แนบไปกับสายรัดข้อมือจำนวน ๑ ล้านเส้นนี้ถูกผลิตและเผยแพร่ไปทั่วประเทศไทย
เพียงชั่วข้ามคืน.. ข้อความดังกล่าวก็เหมือนกับถูกประทับตรารับรองมาตรฐานว่า เป็นของแท้
แน่นอน.. ทุกคนคิดเหมือนกันว่า งานระดับนี้
ใครจะไปกล้าทำอะไรชุ่ยๆ จริงไหมครับ..แต่ King Power ทำ!!


การนี้เองจึงเกิดเป็นคดีป่วนหนึ่งคดี ที่มีนายคนนึง (ใช้หลายชื่อล็อกอินมาก) เข้ามาโต้แย้งกับใครๆ
ว่าตนได้โทรไปถามทาง King Power แล้วและได้รับการยืนยันว่านั่นเป็นของจริง
ก็เลยพยายามจะบอกกับทุกคนทั้งด้วยเหตุผลและด้วยโทสะ ว่าเฮ้ย มันเป็นของจริงนะ
ก็เถียงกันไปเถียงกันมาแบบข้างๆ คูๆ กับชาวพันทิปที่เหลือทั้งหมดแหละครับ

แล้วความจริงก็ปรากฎ คือมีคนพยายามบอกว่า
มันเป็นคำแปลมาจากแผ่นพับให้ข้อคิดของฝรั่งนี่นา
ประมาณว่าเป็นคำคมแบบโฆษณาเหล้า
ยี่ห้อจอห์นนี่เดินเล่นนั่นแหละ


ถึงแม้หลักฐานในกระทู้ที่ว่า จะโคตรชัดเลย แต่นายคนนี้ก็ยังไม่ยอมรับว่าตัวเองเข้าใจผิด
(จริงๆ แล้วเข้ามาขอโทษซะก็จบ) ยังมีการเปลี่ยนชื่อ เข้ามางุ้งงิ้งในคาเฟ่ต่างๆ จนคุณ PANTIP.COM
ต้องเข้ามาปิดคดีด้วยตนเอง (คลิกอ่านความเห็นที่ ๓๖) จนกระทู้ปิดคดีนี้ ก็กลายเป็นกระทู้ในตำนาน
ของพันทิปไปอีกครา (คิดดู เล่นเน็ตมากี่ปี เพิ่งเคยเห็นผู้ใช้ล็อกอินชื่อ PANTIP.COM เข้ามาโพสต์ .. โอ้ววว)

ผมอ่านติดตามดูแล้วก็ไม่เห็นว่านายคนนี้จะมีความผิดร้ายกาจอะไรนักหนา ก็แค่คนนึงที่ยึดมั่น
กับข้อมูลที่ตนได้รับมา และพยายามปกป้องความคิดอันนั้น เราทุกคนรักในหลวงครับ
ผมว่าผมไม่ต้องเขียนประโยคนี้ เราก็รู้กันอยู่แล้ว แต่ก็อย่างที่แนบรูปประกอบไปว่ารักได้
แต่ต้องแสดงออกให้เป็น สิ่งนี้สำคัญพอที่จะทำให้ตาคนนั้นหมดอนาคตทางสังคมอินเทอร์เน็ตไปเลย

เรื่องของเรื่องมันก็เป็นอย่างที่เล่ามานี่แหละครับ ผมอยากให้ช่วยกันเผยแพร่ บอกต่อกันเยอะๆ
นิสัยคนเราเรียนกันแต่ผูก ไม่ค่อยมีใครเรียนแก้กันครับ เพราะมันเหนื่อย สายรัดข้อมือ ๑ ล้้านเส้น
ที่มีข้อความดังกล่าว (ซึ่งผิด) ถูกกระจายไปแล้วทั่วประเทศ อย่างน้อยๆ ก็พวกเรานี่แหละครับ
ที่จะช่วยเป็นแรงเบรคให้ แม้สักนิดก็ยังดี
ที่ผมเขียนมานี่ (ด้วยเรื่องที่เสี่ยงขนาดนี้)
ก็ถือเป็นการทำอะไรสักอย่างเพื่อพระองค์ท่าน
หวังว่าคงดีกว่า การไปประกาศปาวๆ ว่ารักในหลวง
แต่ก็ยังนั่งหน้าด้านหน้ามันอยู่บนเก้าอี้
โกงบ้านกินเมืองไปวันๆ ใช่ไหมครับ


นับวัน เราก็ได้เห็นกรณีศึกษาเรื่องผลเสียของการอ่านแล้วไม่คิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งในวงการอินเทอร์เน็ต ซึ่งกลุ่มผู้ใช้ในบ้านเรามาขยายวงกว้างเอาในวัยที่ยังคิดไม่สุก
จึงทำให้บรรดา fwd mail ลูกโซ่แบบแนบเนียนๆ หลอกลวงที่มาพร้อมโวหารน่าเชื่อถือ
และจุดชนวนให้คนไทยเกลียดมาเลย์บ้าง เกลียดขั้วตรงข้ามทางการเมืองบ้าง ฯลฯ
เราในฐานะผู้ใช้ จึงควรมีวัคซีนป้องกันกันหน่อย ซึ่งวิธีรับมือง่ายๆ ก็แค่คำสั้นๆ


อ่าน
คิด
พิจารณา

.

ป.ล.
วันนี้ เพียงส่ง SMS เว้นวรรค ตามด้วยห่าเหว แล้วส่งไปที่รายการข่าวทางทีวีที่มีอยู่ทุกช่อง
ทั้งวันและทุกวัน ก็ทำให้ใครๆ ก็เป็นสื่อมวลชนได้ … แต่! จะเป็นสื่อที่ดีหรือเปล่า ตรงนี้สิน่าห่วงครับ
ความเสรีในการแสดงออกทางความคิดเห็นนั้นมันวิ่งล้ำหน้าเส้นวิจารณญาณไปแล้ว
ดังนั้นทีวีในวันนี้ก็ไม่ต่างจากเว็บบอร์ด ที่ใครก็พ่นอะไรก็ได้ แล้วก็ปัดตูดหนีไปซะ
ดังนั้นดูแลกันดีๆ หน่อยนะครับทั่นๆ

ป.อ.
ขอบคุณสโลแกน “อ่าน คิด พิจารณา” ของพี่โอ้เอ้ครับ ดูเป็นแคนโต้ที่ต้องหยุดคิดดี
ผมเลยขอยืมคำนี้มาใช้เป็นหัวข้อบล็อกหน่อยนะ (วันไหนพี่เข้ามาอ่านจะได้สะดุ้งไง)

ป.ฮ.
- ประกาศเตือนจากฮอตเมว ว่าบริษัทจะปิดให้บริการแอคเคาท์ของคุณ
วิธีแก้ก็คือจะต้องทดสอบว่าจดหมายฉบับนี้จะถูกส่งต่อได้ไหม
ทางเล็กนิ่ม (Micr๐s๐ft) จึงขอให้คุณส่งต่อไปอีก ๑๘ ฉบับ บลา บลา บลา
- เล่าเรื่องผีมาจนจบ แล้วบอกให้ส่งต่ออีกหลายๆ ฉบับ ไม่งั้นตาย
- มีของดีให้ดู แต่ต้องส่งจดหมายนี้ต่อไปอีก พอส่งแล้วให้กด Alt+8 แล้วจะโอ้เย
- ช่วยกันแบนสินค้าของประเทศนั้นประเทศนี้ และช่วยกันส่งต่อๆ หน่อยนะ
- ส่งต่อจดหมายฉบับนี้อีก ๒๐ ฉบับ แล้วรอรับจดหมายตอบกลับ เอาไปแลกเงินได้
- ฯลฯ
เคยเห็นกันไหมครับข้อความลักษณะเดียวกันนี้ ..ใครเชื่อและทำตาม ถือว่าควายครับ
รู้ไว้ด้วยว่าคนที่เขาได้รับน่ะ (โดยเฉพาะผม) แม่งโคตรรำคาญเลย


ที่มา :
http://www.iannnnn.com/?p=102

ความคิดเห็นที่ 13
ความคิดเห็นที่ 12

คุณแอ๊ดปากเกร็ดครับ ผมทำงานอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี ได้เช็คข้อความข้างต้นกับ
สำนักพระราชวังแล้ว ขอยืนยันว่าไม่มีพระราชดำรัสแบบนี้ครับ

ที่มาของข้อความทั้งหมดนี้ เริ่มต้นจากกลุ่มขายตรงเมื่อสัก 2 ปีที่แล้ว
โดยคัดลอกแปลบทความ จากที่ต่างๆ มาเป็น forward mail
และอ้างเป็นพระราชดำรัส แม้จะไม่ประกาศจุดประสงค์อย่างชัดแจ้ง
แต่ประเมินได้ว่าพยายามโยงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
เข้ามาสนับสนุนข้อความ ซึ่งเป็นแนวทางการขายของกลุ่มขายตรงเหล่านี้

ขอยืนยันไว้ที่นี้ว่าเป็นของปลอมครับ

หากคุณแอ๊ดต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ก็จิ้มอมยิ้มเมล์มานะครับ

จากคุณ : หมู4X - [ 21 มิ.ย. 47 11:54:46 ]

ที่มา
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/K2875994/K2875994.html#12


จริงครับน้องคิว ทาง pantip เองก็เคยมีเรื่องมีราวกัน ถึงขนาดว่าโทรไปถามที่สำนักพระราชวังเลย
ว่าจริงมั้ย ปรากฏว่าไม่เคยมีพระราชดำรัสนี้ครับ ความจริงค่อยปรากฏออกมา

ส่วนใหญ่แล้วคนที่เคยเผยแพร่ พอได้รู้ความจริง อย่างมากก็แค่ลบเว็บเพจ หรือ email
ที่เผยแพร่ออกไป แต่ไม่ยักมีใครกลับไปแก้ข่าว โดยการบอกความจริงกับคนที่เราเคยส่ง
ข้อมูลให้ผิดๆ ทำให้เรื่องนี้ยังมีอยู่ทุกวันนี้ หรืออาจเป็นเพราะพวกเห็นแก่ตัวอย่างที่สุดกลุ่มนึง
ยังคงต้องการให้เผยแพร่อยู่ก็เป็นไปได้ อาจจะนะ

http://topicstock.pantip.com/library.../K2875994.html
]http://garun.exteen.com/20051024/entry




http://topicstock.pantip.com/rajdumnern/topicstock/P3829093/P3829093.htmlhttp://www.nangdee.com/title/?movie_id=603

แล้วความจริงก็ปรากฎ คิงเพาเวอร์ รับผิด จัดทำใบรับรองริสต์แบนด์

โพสต์ทูเดย์ — คิงเพาเวอร์ รับผิด จัดทำใบรับรองริสต์แบนด์ เรารักพระเจ้าอยู่หัว บกพร่อง
นักท่องเว็บแฉเป็นข้อเขียนฝรั่ง ไม่ใช่พระราชดำรัส จี้ให้แจ้งสังคม หวั่นอ้างผิดต่อไม่รู้จบ

นักท่องเว็บนับร้อยคนได้เข้าไปโพสต์ ข้อความในเว็บไซต์พันทิปดอทคอม แสดงความกังขาว่า
ข้อความซึ่งมูลนิธิคิงเพาเวอร์ได้นำมาตีพิมพ์ในใบรับรองสายรัดข้อมือ หรือริสต์แบนด์เฉลิมพระเกียรติ
เรารักพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทางมูลนิธิฯ ได้ผลิตออกมาจำนวน 1 ล้านเส้น เพื่อตอบแทนผู้บริจาครายละ 100 บาท
นำรายได้ 100 ล้านบาทขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย โดยไม่หักค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาส
ที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในปี พ.ศ.2549 นั้นไม่ใช่พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผู้ ตั้งกระทู้ซักถามหลายคนได้ระบุว่า ข้อคิดการใช้ชีวิต 19 ประการที่อ้างมา เช่น อย่าทำลายความหวังของใคร
เพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้
, ใช้เวลาน้อยในการคิดว่า “ใคร” เป็นคนถูก แต่ใช้เวลาให้มากกว่าในการคิดว่า
“อะไร” คือสิ่งที่ถูก ฯลฯ นั้น แท้จริงแล้วเป็นข้อเขียนจากหนังสือเรื่อง Life’s Little ซึ่งเขียนโดย

เอช.แจ็คสัน บราวน์ ซึ่งเคยเป็นหนังสือขายดี ตีพิมพ์มาแล้ว 35 ภาษา รวมทั้งภาษาไทย

บางคนได้ให้ข้อมูลโดย นำตัวอย่างข้อความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมาเปรียบกัน
ซึ่งก็พบว่ามีหลายข้อความที่ตรงกัน บางข้อความที่เป็นภาษาไทยก็ตรวจสอบไม่ได้ว่ามีที่มาจากแหล่งใด

ผู้ โพสต์ข้อความจำนวนมากหลายคนได้ระบุว่า ยินดีที่จะสนับสนุนกิจกรรมนี้ต่อไป เพราะมีเจตนาดี
แต่ก็ได้ตำหนิมูลนิธิคิงพาวเวอร์ว่า ก่อนจะดำเนินการเรื่องนี้น่าจะตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อน
พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทางมูลนิธิฯ รับผิดชอบ โดยชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ เพราะทางมูลนิธิฯ
ได้จัดทำคู่มือนี้ออกไปถึง 1 ล้านเล่ม เกรงว่าจะมีการอ้างอิงกันผิดๆ ต่อไปอีก บางคนระบุว่า
ข้อคิด 19 ประการนั้นบริษัทขายตรงบางแห่งได้นำมาเผยแพร่และอ้างกันต่อๆ มาว่าเป็นพระราชดำรัส

ด้านแหล่งข่าวจากมูลนิธิคิงเพาเวอร์ เปิดเผยว่า ได้นำข้อความเหล่านั้นมาจาก “ในหลวงกับ คึกฤทธิ์”
ของนายสละ ลิขิตกุล ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2546 และยอมรับว่า ไม่ได้มีการขอพระบรมราชานุญาต
จัดทำข้อความเหล่านั้นอย่างเป็นทางการ หากแต่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ในบริษัทได้ดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม ได้มีการตรวจทาน ข้อความต่างๆ ในใบแทรกหลายครั้ง แต่ทุกอย่างที่มูลนิธิฯ
ทำขึ้นนั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด

ที่มา http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=news&id=57504&PHPSESSID=3e1b5a1223e95b9ddf1dd6c8901ec648

จากคุณ : cheese - [ 24 ต.ค. 48 11:46:30 A:58.10.171.66 X: TicketID:067100 ]

ตัวอย่างหนึ่งของการใช้ม้าไม้โทรจัน

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-25.htm

สำหรับการวิเคราะห์เรื่องการถูกพลเอกเปรม ติณนสูลานนท์ แทรกแวงการตัดสินใจนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย
เพราะเป็นเรื่องปรกติของผู้เป็นเจ้านายลูกน้อง ลูกน้องที่ไหนจะกล้าหักกับเจ้านายตนเอง แม้ว่าโดยสถานะเราจะพูดว่า
พลเอกเปรมเป็นอดีตเจ้านายในฐานะของประธานองคมนตรีกับองคมนตรีระดับลูกน้องใน ที่ประชุมสภาองคมนตรี
ทั้ง 18 ท่าน และด้วยฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัยของพลเอกเปรม ก็ไม่แปลกหากนายกมือใหม่อย่าง
พลเอกสุรยุทธ์ จะเชื่อว่า คำแนะนำต่างๆของพลเอกเปรมนั้นมีน้ำหนักน่าเชื่อที่สุดและต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
และมันเป็นเรื่องที่มีน้ำหนักเพียงพอหากพลเอกสุรยุทธ์ทำอะไรที่ขัดแย้งแม้ แต่กับมวลชนที่เคยสนับสนุนอย่างรุนแรง
แต่ก็จะสามารถถูกสยบความเคลื่อนไหวได้ด้วยความน่าเชื่อของพลเอกเปรม ในฐานะผู้ที่ตามรัฐธรรมนูญ
ฉบับ 2540 มาตรา 20 – 24 จะทำหน้าที่เป็นผู้แทนพระองค์พระมหากษัตริย์ยามที่แผ่นดินว่างเว้นจาก
พระมหากษัตริย์

นั่นจึงเท่ากับว่า พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ กำลังอยู่ในตำแหน่งที่มั่นคงที่สุดที่จะปกป้องพลเอกเปรม จากทุกปัญหา
และพลเอกเปรม จะปกป้องพลเอกสุรยุทธ์จากทุกแรงกดดัน ด้วยคำพูดเรียบๆว่า “ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน”


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Thu Apr 29, 2010 11:33 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ข้อความที่ระบาดในสังคม Hi5

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Fri Apr 30, 2010 1:48 pm

http://www.google.co.th/search?q=%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2+%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD+%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87+%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B8%A1+%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2+%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B8%A1+&ie=utf-8&oe=utf-8&aq=t&rls=org.mozilla:en-US:official&client=firefox-a

http://www.oknation.net/blog/BARACUDA/2008/12/17/entry-2
ผมไม่ลืมพี่น้องชาวเหนือ ที่ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนหลายต่อหลายครั้ง
ทั้งยามที่ท่านมีความสุข ยามที่ท่านมีความทุกข์ เช่น
ช่วงที่ท่านประสบกับภัยพิบัติ หรือภัยธรรมชาติ และผมยังจำได้ว่า
ในการหาเสียงครั้งที่ผ่านมา ในภาคเหนือ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
วิ่งตามรถแห่หาเสียงและตะโกนกับผม ว่า อยากฝากบ้านเมืองไว้กับผม

http://abhisit.org/smf/index.php?topic=41139.0

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-25.htm

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=372974

จากชวน ถึง..เขยพอกะเทิน.. อภิสิทธิ์


7)..ผมไม่ลืมพี่น้องชาวเหนือ ..ในการหาเสียงครั้งที่ผ่านมา ในภาคเหนือมีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
วิ่งตามรถแห่หาเสียงและตะโกนกับผม ว่าอยากฝากบ้านเมืองไว้กับผม

..ประโยคข้างต้นไม่สมควรนำเสนอ ทำให้ไปพ้องกับเหตุการณ์เบื้องสูง..
เหตุการณ์ที่ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์
เพื่อทรงศึกษาวิชาการเพิ่มเติม เมื่อกลางเดือนสิงหาคม พ.ศ.2489
ระหว่างประทับรถพระที่นั่งไปสู่ สนามบินดอนเมือง พระองค์ทรงได้ยิน
ราษฎรคนหนึ่ง ตะโกนลั่นว่า"ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน"
พระองค์ทรงนึกตอบบุคคลผู้นั้นในพระราชหฤทัยว่า "ถ้าประชาชน
ไม่ทิ้งข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนได้อย่างไร"


http://irrigation.rid.go.th/rid15/ppn/Datebook/5%20December/King_birthday.html


เหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในวันเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์
เพื่อทรงศึกษาวิชาการเพิ่มเติม เมื่อกลางเดือนสิงหาคม พ.ศ.2489
ระหว่างประทับรถพระที่นั่งไปสู่สนามบินดอนเมือง พระองค์ทรงได้ยินราษฎรคนหนึ่ง
ตะโกนลั่นว่า
"ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน" พระองค์ทรงนึกตอบบุคคลผู้นั้น
ในพระราชหฤทัยว่า
"ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้า
จะทิ้งประชาชนได้อย่างไร"


หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไปประมาณ 20 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงพบชายผู้ตะโกนทูลพระองค์ในครั้งนั้น เมื่อคราวเสด็จเยี่ยมราษฎร
ในต่างจังหวัด ชายผู้นั้นกราบบังคมทูลว่า ที่เขาร้องเช่นนั้น เพราะรู้สึกว่าเหว่
และใจหายที่พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จไปจากเมืองไทย เขาเห็นพระพักตร์เศร้ามาก
จึงร้องไปเหมือนคนบ้า พระเจ้าอยู่หัวทรงตอบว่า

"นั้นแหละ ทำให้เรานึกถึงหน้าที่ จึงต้องกลับมา"

http://www.google.co.th/search?q=lese+majeste+in+thailand&ie=utf-8&oe=utf-8&aq=t&rls=org.mozilla:en-US:official&client=firefox-a
http://www.reuters.com/article/idUSBKK9474820080903

BANGKOK
Wed Sep 3, 2008 5:00am EDT

Australian arrested in Thailand for lese-majeste

(Reuters) - An Australian writer has been arrested in Thailand and faces a lese-majeste
charge for publishing a novel deemed defamatory to the country's royal family,
police and the Australian embassy said on Wednesday.

Arts | LifestyleAn embassy official identified the man as a 41-year-old from Melbourne and
police named him as Harry Nicolaides, who was unaware there was an arrest warrant out for him
when he tried to fly out from Bangkok to Australia on Sunday."An arrest warrant was issued
in March for a book he wrote in 2005 deemed defamatory to the crown prince,"

Police Lieutenant-Colonel Boonlert Kalayanamit told Reuters.He has been charged with lese-majeste,
a crime that can carry a 15-year jail sentence in Thailand, and was being held at a remand prison
pending further interviews, Boonlert said.Nicolaides, a regular visitor to Thailand and briefly a resident,
when he taught English and wrote for Australian newspapers, had not been granted bail, police said.
Police identified the novel in question as "Verisimilitude", described in publicity dated June 2005
on the phuket-info.com website as a "trenchant commentary on the political and social life of
contemporary Thailand".
(Reporting by Nopporn Wong-Anan; Editing by Alan Raybould)

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1273566233&grpid=&catid=06

วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 15:23:20 น.
มติชนออนไลน์

นักร้องสาวโปแลนด์ จ่อติดคุก 2 ปี ฐานหมิ่นประมาทศาสนา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ว่า โดโรต้า แรบซิวสก้า หรือ"โดด้า"
นักร้องป๊อปชาวโปแลนด์ มีสิทธิที่จะถูกดำเนินคดีจำคุกเป็นเวลา 2 ปี ในข้อหาหมิ่นศาสนา
ภายหลังให้สัมภาษณ์ทางรายการโทรทัศน์ในช่วงที่ผ่านมาว่า
เธอคิดว่าการเชื่อในเรื่องไดโนเสาร์ยังเชื่อง่ายกว่าเรื่องพระคัมภีร์ไบเบิลเยอะ
ซึ่งทัศนะดังกล่าวปรากฎว่า สร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวโปแลนด์ที่นับถือ
นิกายคาธอลิก
โดยกฎหมายหมิ่นศาสนาของโปแลนด์
ถือว่าค่อนข้างรุนแรง
โดยอาจเผชิญโทษปรับหรือจำคุกได้ เป็นเวลา 2 ปี

http://www.interceleb.com/dorota-rabczewska-doda-elektroda-polish-singer.htm



แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Wed May 12, 2010 2:39 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ข้อความที่ระบาดในสังคม Hi5

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat May 01, 2010 2:17 am

http://www.arayachon.org/rethink/20100429/1721
วิเคราะห์สถานการณ์
ในวันคืนสุดท้ายก่อนการนองเลือดใหญ่


เขียนโดย admin เมื่อ 29 เมษายน, 2010 - 01:55

คำชี้แจง : ข้อเขียนข้างล่างนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการพูดคุยแลกเปลี่ยน ทั้งในแง่ข้อมูลและความคิด
กับคนที่ติดตามสถานการณ์ที่ผมรู้จัก 2-3 คน แต่การเรียบเรียงออกมา ทั้งที่เป็นข้อมูลและ
การวิเคราะห์ที่เห็นข้างล่างทั้งหมด ย่อมเป็นความรับผิดชอบของผมคนเดียว
ผมพยายามเขียนอย่างสั้น รวบยอดที่สุด ไม่มีการอภิปรายรายละเอียดในแต่ละประเด็น
ซึ่งความจริงสามารถอภิปรายขยายความได้อีกมาก

(1) ขณะนี้การใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ของรัฐบาลและการตัดสินใจที่จะ "ชน"
กับการสลายการชุมนุม ของทักษิณและแกนนำ นปช. (รวมทั้งความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะใช้
ยุทธวิธี "คนชุดดำ" ที่เป็น "อาวุธลับ" ของพวกเขา) แทบจะกล่าวได้เลยว่า
ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้แน่นอนแล้ว

(2) ซีกรัฐบาลที่ผลักดันให้สลายการชุมนุมด้วยกำลัง (ไม่ประนีประนอมเด็ดขาด) ที่สำคัญคือ
y และบรรดาคนแวดล้อมใกล้ชิด, เปรมและเครือข่าย และบรรดาฮาร์ดไลน์ ใน ปชป.
เช่น ชวน บัญญัติ กรณ์


ส่วนอภิสิทธิ์-สุเทพ แม้เริ่มแรกของความขัดแย้งนี้ ระดับ "ฮาร์ดไลน์" จะน้อยกว่าพวกนี้เล็กน้อย
แต่เพิ่มมากขึ้น ๆ ถึงระดับที่เอาด้วยกับวิธีแก้ปัญหาด้วยการสลายชุมนุมแล้ว

(3) ที่เป็น "ตลกร้าย" (irony) คือ ในซีกรัฐบาล ตัวสำคัญที่มีลักษณะ "ฮาร์ดไลน์" น้อยสุด
กลับเป็นอนุพงษ์ ที่นอกจากเสนอให้รัฐบาลพิจารณายุบสภา (ซึ่งเป็นการเสนอที่นับว่าใหญ่มาก
แม้อนุพงษ์จะไม่กล้าถึงขนาดออกมาแตกหัก ออกทีวี เสนอให้ยุบ เหมือนสมัยรัฐบาลสมชาย)
และเสนอให้แก้ปัญหาการเมืองด้วยการเมือง

แต่อนุพงษ์เองก็คงไม่สามารถ "เตะถ่วง" การเตรียมสลายการชุมนุมได้ และคงเดินหน้า
เตรียมการไปด้วย แม้จะอย่างช้าๆ กว่าที่พวกฮาร์ดไลน์ หรืออภิสิทธิ์-สุเทพ จะชอบใจ

กรณีเอกสาร "เครือข่ายล้มเจ้า" และการพูดที่แวดล้อมในเรื่องนี้ ส่วนหนึ่ง นอกจากเพื่อสร้าง
ข้ออ้างแบบ "ละครแขวนคอ" สำหรับการใช้กำลังปราบแล้ว มีผลในแง่การบีบคนอย่างอนุพงษ์ด้วยว่า
ปล่อยให้ "ขบวนการล้มเจ้า" ดำรงอยู่โดยไม่ปราบได้อย่างไร

เหตุที่ขุนทหารอย่างอนุพงษ์ กลายเป็นตัว "เตะถ่วง" การใช้กำลังอาวุธสลายชุมนุม ไม่เกี่ยวกับ
เรื่องความเป็นคนดีอะไร แต่มาจากโครงสร้างทางการเมืองและอำนาจของสังคมไทยโดยรวม
คือ ขณะนี้ เป็นไปไม่ได้ ที่ทหารจะขึ้นกุมอำนาจแท้จริง เป็นหัวหน้ารัฐบาล
(ไม่เหมือนสมัยก่อน 14 ตุลา หรือแม้แต่ไม่เหมือนกรณีสุจินดา)

ดังนั้น ทหารจึงอยู่ในฐานะเป็นได้เพียง "เบ๊" ของรัฐบาล และกำลังที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาล
ต่อให้ทำได้สำเร็จ (สลายชุมนุมด้วยอาวุธ) ก็ไม่ได้อะไร คือ ไม่ได้เป็นตัวกุมอำนาจเอง
(ไม่เหมือนสมัยก่อน ที่ถ้าทำสำเร็จ ก็ประกาศรัฐประหารเป็นรัฐบาลเองได้) แต่ถ้าล้มเหลว
ก็ถูกด่าประณามไป นี่คือ "เหตุผลเชิงโครงสร้าง" ที่ทำให้เห็นเรื่อง irony ที่ อนุพงษ์ กลายเป็น
ฮาร์ดไลน์ น้อยที่สุด (แม้แต่ในกรณี 7 ตุลา ที่ y และบรรดาคนใกล้ชิด รวมทั้งพวกพันธมิตร
ออกมาโวยวายให้อนุพงษ์ยึดอำนาจ แต่อนุพงษ์ไม่กล้าทำ ก็มาจาก
"เหตุผลเชิงโครงสร้าง" แบบเดียวกัน)


(4) ซีกทักษิณและแกนนำฮาร์ดไลน์ นปช. (โดยเฉพาะ จตุพร) ตัดสินใจ "ชน" เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว
การ "ชน" อย่างมาก ก็ "เสมอตัว" ไม่เสียมากกว่าที่เป็นอยู่
(พวกเขาไม่ได้เอาเรื่องชีวิตคนที่อาจจะเสียเพิ่มขึ้น
มาเป็นประเด็นสำคัญในการคำนวณอยู่แล้ว)


ตัวทักษิณเอง หลังความล้มเหลวเรื่องฎีกา และหลังการถูกยึดทรัพย์แล้ว ก็ไม่มีแรงจูงใจอะไร
ให้ "ยั้ง" อีก (ก่อนหน้านี้ ยังหวังว่า 2 เรื่องนี้ อาจจะมีสัญญาณประนีประนอมจากอีกฝ่าย)

(5) กำลัง "คนชุดดำ" เป็นของซีกทักษิณ-แกนนำฮาร์ดไลน์ นปช.
ค่อนข้างแน่นอน ไม่เพียงดูจากการที่คนเหล่านี้ โจมตีเฉพาะทหารรัฐบาล
แต่จะเห็นว่า ขณะที่มีการจับ "แดงปลอม" ในหมู่ผู้ชุมนุม
ได้ตลอดเวลา กลับไม่สามารถ จับ "คนชุดดำ" ได้สักคนเดียว

และการปฏิบัติงานใหญ่โตระดับนี้ (แฝงตัวในหมู่ผู้ชุมนุม โจมตีทหารสำคัญของรัฐบาลด้วยอาวุธ)
เป็นไปไม่ได้ที่ระดับทักษิณ และ แกนนำจะไม่รู้เห็นด้วย (ความจริง ผมได้ยินการบอกเล่า
ในเชิง "ข่าวกรอง" และ "ข้อมูลเชิงลึก" ในทิศทางนี้ด้วย แต่ไม่จำเป็นต้องยึดถือ
"ข่าวกรอง" เหล่านั้น ผมก็ยังเห็นเช่นนี้อยู่เอง)

การโยนระเบิดสถานที่ต่างๆ คงเป็นฝีมือของคนกลุ่มนี้
เพื่อทำให้สถานการณ์เสียเสถียรภาพมากขึ้น


การยิงผุ้ชุมนุมสีลม ก็น่าจะเป็นฝีมือคนกลุ่มนี้ ไม่น่าจะใช่ฝีมือซีกรัฐบาล ไม่ใช่เพราะ
รัฐบาลสร้างสถานการณ์ไม่เป็น แต่ถ้ารัฐบาลจะสร้างสถานการณ์ด้วยกรณีอย่างสีลม
ควรจะต้องมีมาตรการ "ต่อเนื่อง" ซึ่งเห็นได้ว่า ไม่มี


(6) การตัดสินใจ "ชน" ของทักษิณและแกนนำ นปช.ครั้งนี้ เป็นการตัดสินใจอย่างรู้ตัวว่า
กำลังชนกับอะไร เพราะในแง่ทักษิณเอง ดังที่กล่าวข้างต้นว่า "แรงจูงใจ" ที่จะ "ยั้ง" ไม่เหลืออีกแล้ว
(ไม่นับความโกรธกรณียึดทรัพย์อีก) ในแง่แกนนำ นปช.หลายคน ก็เช่นกัน การ "ชน" นั้น
อย่างแย่สุดสำหรับพวกเขาก็ "เสมอตัว" ไม่แย่ไปกว่าที่เป็นอยู่ หรือไม่แย่กว่าการ "ยอมลง"
เพราะถ้ายอมลง ก็โดนคดีต่างๆ เล่นงานหนักแน่

ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมใหม่ๆ (ก่อนกรณี 10 เมษา หลายวัน) มี "บทวิเคราะห์" ใน ไทยอีนิวส์ เสนอว่า
การรณรงค์ครั้งนี้ ทักษิณรู้ตัวว่า ในที่สุดแล้วจะแพ้ จะถูกปราบ แต่มีเป้าหมายลึกกว่านั้น
คือ เพื่อ "ฉีกหน้ากาก" คนที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาล ดึงให้คนเหล่านั้น
"ออกมาเล่นเอง" เพื่อทำให้มวลชนที่สนับสนุน เกิดอาการ "ตาสว่าง"

โดยเฉพาะ "ตาสว่าง" ยิ่งกว่าเดือนตุลาคม 2551 เพราะหวังว่า จะทำให้ x ออกมาเอง

ผมเห็นว่า บทวิเคราะห์นั้น มีลักษณะ overstated คือ พูดเกินไปอยู่ แต่ไม่ถึงกับ ไม่จริงเสียทีเดียว
ผมคิดว่า ส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ "ชน" ในขณะนี้ อาจจะไม่ถึงกับเป็นข้อสรุปที่แน่นอน
ตั้งแต่เริ่มต้นการชุมนุมวันแรกๆ (อย่างที่บทความนั้นเสนอ) แต่อย่างน้อย ต้องเป็นไอเดียประเภท
"คาดการณ์" อยู่บ้างแน่นอน แต่หลังการชุมนุมพัฒนาไป และเห็นได้ชัดว่า อีกฝ่ายไม่มีทีท่า
จะยอมประนีประนอม ฝ่ายทักษิณและแกนนำ นปช. ก็ตัดสินใจในทางนี้ แน่นอนแล้ว และ
ไม่ยอม "ลง" เด็ดขาด ไม่ว่าจะมีความเสี่ยงของการเสียชีวิตคนจำนวนมาก
(ดังที่กล่าวว่า การเสียชีวิตคน ไม่อยู่ในการคำนวนสำคัญของพวกเขา)

เห็นได้ชัดเช่นกันว่า การตัดสินใจ "ชน" ของทักษิณและแกนนำ นปช. เป็นการตัดสินใจที่รู้ว่า
จะ "ชน" กับใคร การพูดถึง "จ.จ." ของจตุพร และการที่วิสา ถึงกับออกมาพูดบนเวที เมื่อวันก่อนว่า
"ข่าววงในการประชุมของรัฐบาลว่า....นายอภิสิทธิ์แจ้งที่ประชุมว่า นายปีย์ มาลากุล
ได้แจ้งมาว่า ผู้ใหญ่สูงสุดไม่ให้ยุบสภาโดยเด็ดขาด"
(ข่าวมติชนออนไลน์ 26 เมษายน เวลา 21.45 น.)

แสดงว่า ต้องมีการพูดคุยกันแล้วในเรื่องนี้ในหมู่แกนนำ พูดง่ายๆ คือรู้ดีว่า ข้อเรียกร้องยุบสภา
ไม่มีทางสำเร็จ
ไม่ว่าจะถึงขั้นปะทะ แต่ก็ยังยืนยันจะปล่อยให้มีการปะทะ โดยถือว่า
นี่เป็นการปะทะ หรือ "ชน" กับใครบางคน

"กิจกรรม" ของ จิ๋ว-สมชาย เมื่อหลายวันก่อน เป็นสิ่งที่ต้องมาจากทักษิณแน่นอน เพราะในขณะที่
จิ๋ว อาจจะมี ความเป็นตัวเองอยู่บ้าง สมชาย ไม่มีทางทำอะไรสำคัญๆ โดยไม่ปรึกษาทักษิณแน่
กิจกรรมดังกล่าว คิดว่า เป็นทั้งการที่ทักษิณ "กดดัน" และเป็นทั้งการ "เปิดทางลงให้" ใน "นาทีสุดท้าย"

(โดยเฉพาะคงหวังให้ x จะ "บายพาส" y และเครือข่าย) แต่ในเมื่อไม่มีสัญญาณตอบรับอะไร
การตัดสินใจ "ชน" ก็เป็นสิ่งที่ทักษิณ-แกนนำ นปช. เดินหน้าต่อไป

ในบรรดา แกนนำ นปช. คนอย่าง จรัล คงพยายาม ดึงให้ไปสู่ทิศทาง "หาทางลง" การให้สัมภาษณ์
รอยเตอร์ หลัง 10 เมษาไม่กี่วัน และก่อนที่จะมี "ข้อเสนอใหม่ 30 วัน" คงมาจากความพยายามนี้
อันที่จริง เชื่อว่าข้อเสนอ "30 วัน" ส่วนหนึ่ง นอกจากเพื่อเปิดเกมรุกรัฐบาลแล้ว คงเป็นผลมาจากการ
"ประนีประนอม" หรือ การที่ฝ่าย ฮาร์ดไลน์ ในแกนนำ ยอม "อ่อน" ให้กับคนอย่างจรัล ในการถกเถียง
ภายในบ้าง แต่จริงๆ แล้ว เป็นการ "อ่อน" ในลักษณะที่ไม่จริงจังอะไร เพราะข้อเสนอเพิ่มวันเพียง 15 วัน
ไม่มีทางนำไปสู่ผลในทางปฏิบัติอะไร โดยเฉพาะถ้าท่าทีทั่วไป เรื่องการยึดราชประสงค์ ยังคงเดิม

(7) ณ วินาทีนี้ สิ่งที่เป็น irony ที่สุด (นอกจากกรณีอนุพงษ์ ที่กล่าวถึงข้างต้น) คือ อาจจะมีเพียง
"ปาฏิหาริย์" เท่านั้น ที่สามารถ "หยุด" การนองเลือด ในวินาทีสุดท้ายได้
เพราะไม่มี factor อื่นอีก ที่มี "กำลังภายใน" ในระดับที่สามารถบีบให้ ฮาร์ดไลน์ ทั้ง 2 ซีก ยอม "ถอย" ได้

ผมเชื่อมาสักระยะหนึ่งและเห็นว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมาในระยะไม่กี่วัน (หรือย้อนหลังไปถึงปลายปีก่อน)
ยืนยันความเชื่อนี้ว่า ขณะนี้ "ปาฏิหาริย์" "ไม่ฟังชั่น" (หมดสภาพทำงาน) แล้ว มีลักษณะ
เป็นเพียง automation (กลไกที่ทำงานโดยอัตโนมัติ) ไม่สามารถมี initiative เองแล้ว .....

อันที่จริง การที่ "ปาฏิหาริย์" อยู่ข้างเดียวกับซีกรัฐบาล ไม่เป็นที่ต้องสงสัย แต่
หาก "ปาฏิหาริย์" ยัง "ฟังชั่น" เหมือนก่อน ก็อาจจะมีความเป็นไปได้เล็กๆ ของ
การ "ลง" ของ ฮาร์ดไลน์ ทั้งสองฝ่ายได้


(Cool ผมเสียใจอย่างไม่สามารถบรรยายเป็นตัวหนังสือได้ ถึงการเสียชีวิตของคนเสื้อแดงธรรมดาๆ
เมื่อ 10 เมษา และความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะมีการเสียชีวิตอีกหลายคน

ตั้งแต่การล่มสลายของขบวนการฝ่ายซ้าย ในกลางทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา ที่ "หัว" ของ
"พลังประชาธิปไตย" ที่ "หัว" ของความต้องการสิทธิความเป็นคน สิทธิในการกำหนดชะตากรรม
ตัวเองของมวลมหาประชาชน ยืนอยู่ด้วยคนที่คุณสมบัติ (credentials)
ทางประชาธิปไตย มีอยู่น้อยนิด


นี่เป็นความจริง ตั้งแต่กรณี 17 พฤษภาคม มาจนถึงสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ....

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ที่มา ประชาไท

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1272630109&grpid=&catid=02



วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553 เวลา 21:19:25 น.
มติชนออนไลน์

หลอก(สั่ง)คนไปตาย

โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

ถึงวันนี้ ถ้าคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายมีมโนธรรมอยู่ในหัวใจ ชีวิตมนุษย์และเลือดเนื้อของประชาชน
(รวมทั้งเจ้าหน้าที่)ต้องมีความสำคัญอันดับหนึ่ง

แต่ดูเหมือนว่าทั้งผู้นำรัฐบาลและแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)
ต่างมีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต จึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อต่อสู้ให้ฝ่ายตนได้รับชัยชนะโดยงัดเอา
วิธีการทุกอย่างสาดซัดฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ยั้งมือ

เป้าหมายมีเพียงประการเดียวคือ เก็บเกี่ยวผลประโยชน์และเสวยสุขบนกองซากศพของประชาชน?

เพียงเมษายนเดือนเดียวมีการปะทะและเกิดความรุนแรงถึง 3 ครั้ง(10,22 และ 28 เมษายน)
จนมีผู้เสียชีวิต 27 คน บาดเจ็บเกือบ 1,000 คน ในจำนวนนี้บาดเจ็บสาหัสหลายร้อยคน

แต่ไม่มีผู้ใดออกมาแสดงความรับผิดชอบต่างโยนบาปใส่กันและกัน รวมถึงอ้างว่า
เป็นฝีมือของผู้ก่อการร้าย แต่จนบัดนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ให้สาธารณชนเห็นหรือยอมรับ
ในหลักฐานที่นำมา กล่าวอ้างได้โดยไม่ตั้งข้อสงสัย

ขณะที่สถานการณ์ต่างๆยังคงเปราะบาง พร้อมที่จะเกิดความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตและเลือดเนื้อ
ได้ทุกเมื่อ เช่นเดียวกับกระแสความเกลีดยงชังระหว่าง 2 ฝ่ายได้แผ่ขยายออกอย่างรวดเร็ว
ด้วยผลของการโฆษณาชวนเชื่อ บิดเบือนข้อเท็จจริง การใส่ร้ายป้ายสี และพฤติกรรม
ที่แต่ละฝ่ายก่อขึ้น

สำหรับฝ่ายเสื้อแดงนั้น การชุมนุมยิ่งยืดเยื้อนานวัน กระแสความเกลีดยชังของคนกรุงเทพ
(ส่วนใหญ่)ที่มีต่อกลุ่มเสื้อแดงขยายตัวขึ้นอย่างมาก

กระแสความเกลียดชังดังกล่าว นอกจากแสดงผ่านเครือข่ายสังคมบนอินเตอร์เน็ตแล้ว
ยังแสดงผ่านการการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อหลากสีที่มีผู้เข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้ว่า แกนนำในการชุมนุมจะมาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือกลุ่มเสื้อเหลือง
แต่ผู้เข้าร่วมจำนวนมากเป็นบุคคลหน้าใหม่ๆที่มิได้สังกัดสีใดสีหนึ่งหรือ เข้าร่วมการชุมนุม
ทางการเมืองมาก่อน

แค่การยึดสี่แยกราชประสงค์และพื้นที่บริเวณโดยรอบก็สร้างความเดือดร้อนแสนสาหัส
ให้แก่ประชาชนจำนวนมากทั้งการทำมาหากินและเศรษฐกิจโดยรวมมากอยู่แล้ว

บวกด้วยพฤติกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่คนทั่วไปรู้สึกว่า มีลักษณะ"อันธพาล"เที่ยวระราน
ชาวบ้านชาวช่องทำให้ทรัพย์สินเสียหายถึงขั้นได้รับอันตรายต่อร่างกายอย่างต่อเนื่องจน
ผู้คนทั่วไปรู้สึกไม่ปลอดภัยในการดำรงชีวิต เช่น การรุมทำร้ายผู้คนที่แสดงความไม่เห็นด้วย
การกระทืบรถยนต์ที่บีบแตรขอทาง การปิดกั้นถนนเพื่อตรวจค้นรถยนต์ การปิดล้อมรถพยาบาล
ที่กำลังนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาล ฯลฯ

และล่าสุดมีพฤติกรรมไร้สตินำกำลังนับร้อยบุกเข้าตรวจค้นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์โดยอ้างว่า
เพื่อค้นหาทหารที่ซุกซ่อนอยู่ในอาคารเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
จนมีเสียงก่นประณามจากทุกสารทิศ


ขณะเดียวกันความล้มเหลวของรัฐบาลในการบังคับใช้กฎหมาย(ทั้งต่อผู้ชุมนุมและผู้ก่อการร้าย?)
และการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายนจนมีผู้เสียชีวิตถึง 25 ราย และบาดเจ็บกว่า 800 ราย
ทำให้ผู้คนจำนวนมากและนักวิชาการบางกลุ่มมองว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหมดสิทธิ
อันชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป

ด้วยความต้องการเอาชนะและทำลายความชอบธรรมของกลุ่ม นปช.
"แผนผังเครือข่ายล้มสถาบันเบื้องสูง"
จึง ถูกงัดเอามาใช้ เปรียบเสมือไม้ตายที่รัฐบาลคิดว่า
สามารถใช้เผด็จศึกกลุ่มเสื้อแดง(แม้ว่า ในแผนผังจะมีบางคนมีแนวคิดดังกล่าวจริง
หลายคนกำลังถูกดำเนินคดีหมิ่นสถาบันฯ แต่หลายคนก็ถูกกล่าวหาอย่างเลื่อนลอย?)

แต่กลับมีปฏิกิริยาตอบโต้จากฝ่ายต่างๆอย่างรุนแรงและมองว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์กำลัง
สร้างสภาพแวดล้อมในลักษณะเดียวกับก่อนเกิดเหตุการณ์นองเลือดในวันที่ 6 ตุลาคม 2519
โดยสร้างกระแสความเกลียดชังกลุ่มคนเสื้อแดง ก่อนที่จะมีการล้อมปราบครั้งใหญ่


การต่อสู้ของในลักษณะดังกล่าว ผู้นำรัฐบาลและแกนนำ นปช.ทราบดีว่า
อาจทำให้มีผู้คนล้มตายอีกเป็นจำนวนมาก

แทนที่ฝ่าย นปช.จะใช้วิธีการชุมนุมโดยสงบ สันติ และปราศจากอาวุธอย่างแท้จริง
และยอมให้การมีการจับกุมโดยไม่ขัดขืน(การถูกจับกุมเพราะการชุมนุมโดยสงบอย่างแท้จริง
มิใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นการชนะในทางการเมืองอย่างใสสะอาด)

แต่กลับสั่งให้ผู้ชุมนุมตั้งป้อมค่ายระดมอาวุธนานาชนิดเตรียมรับมือซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่รัฐ
อ้างเป็นเงื่อนไขใช้ อาวุธในการสลายม็อบได้อย่างชอบธรรมมากยิ่งขึ้น


การกระทำของแกนนำ นปช.เท่ากับเป็นการ"หลอกคนไปตาย" ขณะที่ตัวเองหดหัวหลุบหาง
และพร้อมหลบหนีเมื่อเกิดความรุนแรงขึ้น

เช่นเดียวกับการสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมที่เต็มไปด้วยอาวุธเท่ากับ
การ"สั่งคนไปตาย" ขณะที่ตัวเองอยู่รอดปลอดภัยเพื่อครองอำนาจต่อไป

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ข้อความที่ระบาดในสังคม Hi5

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed May 12, 2010 11:14 pm

ทีเด็ด..เสื้อหลากสี

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1273224775&grpid=&catid=



วันที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 16:31:29 น.
มติชนออนไลน์

ตุลาการภิวัตน์ ในแบบ "ตี๋เหรินเจี๋ย" ผู้ค้ำจุนบัลลังก์

"ตี๋เหรินเจี๋ย" อาจเป็นชื่อที่คนไทยไม่คุ้นเคย หรือแทบไม่รู้จัก เว้นแต่ผุ้สนใจ
ประวัติศาสตร์ชาติจีน ในสมัยของพระนางบู๊เช็กเทียน

ตี๋เหรินเจี๋ย เป็นขุนนางคนสำคัญในสมัยราชวงศ์ถัง หรือมหาเสนาบดี ที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ
ในการสืบสวนคดี ถือเป็นต้นแบบของ "ตุลาการ" ในสมัยต่อมา การดำเนินชีวิตและการทำงานของเขา
ทำให้เกิดตำนานของนิยายแนวสืบสวนสอบสวน ถ้าเป็นคำพูดแบบจีน ก็ต้องเรียกว่า เป็นรหัสคดีของจีน
ซึ่งเก่าแก่กว่ายุคสมัยเปาบุ้นจิ้น และซ่งฉืด ในราชวงศ์ซ่ง ถึง 500 ปี

เรื่องราวของ ตี๋เหรินเจี๋ย ต้องเรียกว่า ดึงดูดยิ่งนักกับความเป็นไป โดยเฉพาะความขัดแย้งในราชสำนัก
ไปสู่การแย่งชิงบัลลังก์ การทำศึกกับชนเผ่าเล็กเผ่นน้อยทางเหนือของประเทศ ถูกเรียบเรียงเป็น
คดีประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นเต้นจากเนื้อหาซับซ้อนให้ติดตาม

สำคัญไปกว่านั้น ยังแทรกด้วยคติและแนวคิดแบบจีน ที่ให้ความรู้ประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์ถัง
จากภารกิจของชาติบ้านเมือง ตี๋เหรินเจี๋ย มีหน้าที่สะสางคดีในราชสำนัก นำไปสู่การกอบกู้วิกฤตบ้านเมือง
ชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหา ด้วยไหวพริบ ปฏิฎาณ

ความเป็น ตี๋เหรินเจี๋ย นี้เอง ในฐานะเป็นแบบอย่างของขุนนางที่ดี ทุ่มเททำงานเพื่อบ้านเมือง
ประชาชน รับใช้ผู้คน ที่รู้ได้จากคำกล่าวของเขาที่ว่า "ที่จริงชาวบ้านมีข้อเรียกร้องไม่สูง
ขอแต่ให้มีที่ดินทำกิน มีข้าวกินอิ่มท้อง หากเรื่องแค่นี้พวกเราชาวชุนนางยังทำไม่ได้
ก็ควรจะถอดหมวกประจำตำแหน่งออก"


หรือ "การเป็นขุนนางแค่เงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายคน เท่านี้ก็พอแล้ว
ไยต้องกังวลอะไรมากมาย"
จึงไม่แปลกหากมีขุนนางดีๆ ที่ผลักดันให้พระนางบูเช็กเทียน
ได้ริเริ่มทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ดีๆ จนได้รับการไว้วางพระทัย

ผู้แต่ง : เฉียนเยี่ยนชิว ส่วนผู้แปล : เรืองชัย รักศรีอักษร เจ้าของผลงานที่เคยแปลเนื้อหา
คดีสืบสวนสอบสวนอย่าง "ยอดตุลาการราชวงศ์ซ่ง" ได้รับการตอบรับอย่างดีมาแล้ว
จะมาสร้างความตื่นเต้นของการสืบสวนในที่เกิดเหตุ ฉากต่อสู้ และความซับซ้อนของคดี
แทรกด้วยหลักคุณธรรมของการเป็นนักปกครองที่ดี ขุนนางที่ซื่อสัตย์ เดิมเป็นซีรีย์ออกอากาศ
ทางโทรทัศน์เรื่องดังที่ได้รับความนิยมในประเทศจีน ตั้งแต่ปี 2004-2010
(ภาคหนึ่ง 2004 ภาคสอง 2006 ภาคสาม 2008 ภาคสี่ 2010)

ชุดนี้ประกอบด้วยคดีใหญ่ 8 คดี เล่มแรกนี้มี 3 คดี คือ คดีสังหารคณะทูตทูเจี๋ย, คดีลายแทงอำมหิต,
และคดีรอยเลือดรูปพญาอินทรี ซึ่งทั้งหมดสามารถโยงไปสู่การลอบก่อกบฎต่อต้าน
พระนางหวู่เจ๋อเทียนได้ ทั้งยังแฝงวิธีคิดอย่างเป็นตรรกะ ทำให้มีความเป็นเหตุเป็นผล
และชวนติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ

ตุลาการภิวัตน์ทั้งหลายในบ้านเมืองของไทย สมควรอย่างยิ่ง ที่ต้องใช้สายตา
ไล่เรียงตัวอักษรจาก หนังสือเล่มนี้ เพื่อย้ำถึงภารกิจ หน้าที่อันถูกต้อง เที่ยงธรรม
เพื่อเป็นที่พึ่งของคนในชาติ และประเทศให้ดำรงอยู่ได้

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1271933487&catid=02

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553 เวลา 13:33:33 น.
มติชนออนไลน์

“ตี๋เหรินเจี๋ย” ขุนนางโดดเด่นที่เป็นพวก “ตงฉิน” ผู้เน้นคุณธรรมและความซื่อสัตย์

โดย หนอนอ้วน

ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของจีนนับแต่สมัยที่ “กษัตริย์” หรือ จักรพรรดิ หรือ “ฮ่องเต้”
หรือ โอรสแห่งสวรรค์ยิ่งใหญ่และสูงส่งเพียงหนึ่งเดียวนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราว และเรื่องเล่ามากมาย
ทั้งในด้านดีและด้านร้ายของผู้ครอบครองความยิ่งใหญ่ไว้ ในกำมือเพียงผู้เดียวซึ่งถูกบันทึก
อยู่ในหน้ากระดาษแห่งประวัติศาสตร์

ยุคสมัยที่ได้รับการหยิบยกมาเล่าเรื่องมากที่สุดยุคหนึ่งก็คือ ยุคที่จีนถูกปกครองโดยจักรพรรดิ
ทีเป็นผู้หญิง ที่รู้จักกันทั่วโลกในนาม พระนางหวู่เจ๋อเทียน หรือ บู๊เช็กเทียน ที่ถูกนำมาสร้างเป็น
นิยายอิงประวัติศาสตร์ในหลากรูปแบบทั้ง ในแบบหนังสือ และภาพยตร์จอเงิน จอแก้ว

ในแต่ละยุคสมัยของจีนก็จะมีขุนนางโดดเด่นที่เป็นพวก “ตงฉิน” คือเน้นคุณธรรม ความซื่อสัตย์
บางท่านก็เด่นในทางบู๊ คือพวกนักรบ บางท่านก็เด่นเชิงบุ๋น คือพวกนักคิดนักวางแผน

สมัยของพระนางบู๊เช็คเทียน มีขุนนางสำคัญท่านหนึ่งซึ่งเป็นถึงมหาเสนาบดีคู่บัลลังก์
ซึ่งมีความเชี่ยวชาญพิเศษในด้านการสืบสวนสอบสวนคดี ซึ่งถือเป็นต้นแบบตุลาการจีน
เลยก็ว่าได้ ซึ่งมีนามว่า “ตี๋เหรินเจี๋ย” หลายคนอาจไม่คุ้นชื่อเสียงนามเพราะเป็นยุคที่เก่ากว่า
ยุคเปาบุ้นจิ้นและยุคซ่งฉือถึงห้าร้อยปี

ที่สุด ตี๋เหรินเจี๋ย ก็เป็นที่รู้จักอย่าแพร่หลายเมื่อ เฉียนเยี่ยวชิว นักเขียนจีนได้หยิบเรื่องราวของเขา
มาถ่ายทอดเป็นนิยายสืบสวน หรือรหัสคดีอิงประวัติศาสตร์ที่อ่านสนุก ตื่นเต้นและซับซ้อน
ชวนค้นหาตลอดทั้งเรื่องในชื่อ ตี้เหรินเจี๋ย นักสืบคู่บัลลังก์

สำนักพิมพ์มติชน ได้เลือกหยิบรหัสนิยายเรื่องนี้มานำสู่สายตานักอ่านชาวไทยให้ไได้สัมผัสต้น
แบบของการสืบสวนสอบสวนที่สนุกเข้มข้นจนวางไม่ลงผ่านสำนวนการแปลของ เรืองชัย รักศรีอักษร
ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 4 เล่ม ตอนนี้วางแผงก่อนหนึ่งเล่มในชื่อตอน “สกัดแผนโค่นอำนาจบู๊เช็คเทียน”
ซึ่งจะเป็นการสืบสวนคดีใหญ่ 3 คดี ที่มีเงื่อนงำซับซ้อนและผลิกผันอย่างไม่น่าเชื่อ

คดีแรก เป็นคดีสังหารคณะทูตทูเจี๋ย ที่กระทบถึงความสำพันธ์ระดับชาติ ระหว่างราชสำนักจีน
กับ แคว้นทูเจี๋ย ซึ่งมีความซับซ้อนยิ่ง แต่ตี๋เหรินเจี๋ยก็ค่อยๆ แก้ปมปลดรหัสคดีได้ทีละเปราะๆ
ทำให้เราได้เห็นถึงความรอบคอบ ช่างสังเกต และไม่ด่วนสรุปหากปราศจากหลักฐานและเหตุผลรองรับ
ทำให้คดีคลี่คลายลงได้ และได้มาซึ่งขุนพลคู่ใจ หลี่หยวนฟาง ซึ่งเป็นตัวละครหลักที่ช่วยไข
คดีปริศนามากมายต่อมาด้วย

อีกสองคดีที่อยู่ในตอนนี้คือ คดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่อำเภอหูโจว และ คดีรอยเลือดรูปพญาอินทรี
ซึ่งเข้มข้นไม่แพ้กัน ซึ่งทุกคดีล้วนโยงไปสู่การลอบก่อกบฎต่อต้านพระนางหวู่เจ๋อเทียนทั้งสิ้น

แฝงด้วยตรรก ชวนให้ติดตามสอดรับในเรื่อง “เหตุ” และ “ผล” ได้อย่างชัดเจน

http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2010/03/K8972512/K8972512.html


http://roch.clubdara.com/topic.php?topic=795

พระนางเจ้า อู่เจ๋อเทียน (บู่เซ็กเทียง) ฮ่องเต้ สตรี

องค์แรก, องค์เดียว ใน ปวศ. จีน

ประวัติราชวงศ์ ถัน (ทั้ง) พ.ศ. 1161 - พ.ศ. 1650

ภายหลังพระเจ้า สุยหยานตี้ (ซุยเอี่ยงตี่) พ.ศ. 1147 - พ.ศ. 1160 ภายในพระราชสำนักเกิดความวุ่นวาย
แต่ภายนอกประเทศยังเกิดกรณีย์พิพาทกันคนต่างชาติ สร้างความลำบากยุ่งยาก ยากจนสิ้นเนื้อประดาตัว
แก่บรรดาเหล่าราษฎร ด้วยการรีดนาทาเร้นภาษีอากรของรัฐบาล ในขณะเดียวกัน ก็เกิดเภทภัยธรรมชาติ
อุทกภัยและความแห้งแล้งไปทั่วทุกหัวระแหง การดำรงชีพความเป็นอยู่ของเหล่าประชาชนสุดแค้นแสนลำบาก
จึ่งเกิดบรรดาเหล่าผู้กล้าของแต่ละท้องที่ พากันลุกฮือขึ้นมา ขณะนั้น เจ้าเมือง ไท่หยวน (ไท้ง้วง)
หลี่ย่าน (หลี่เอี่ยง) ก็เป็นหนึ่งในผู้กล้าเหล่านั้น พ.ศ. 1160 เขาได้เริ่มก่อการขึ้นที่เมือง จิ้นหยาน (จิ่งเอี้ยง)
ปัจจุบันคือเมือง ไท่หยวน ในมณฑล ซานซี ยกทัพข้ามแม่น้ำเหลืองมาโจมตี นคร ฉานอาน (เชี่ยงอัง) หรือ
เมือง ต้าซิ่น (ไต่เฮง..ชื่อในสมัยนั้น) ปีต่อมา ข่าวการเสด็จสวรรคตของพระเจ้า สุยหยานตี้ ได้แพร่กระจาย
หลี่ย่าน จึ่งได้ทรงตั้งตนเป็น ฮ่องเต้ สถาปนาราชวงศ์ ถัน ซึ่งก็คือพระเจ้า ถันเกาจู่ (ทั้งเกาโจ้ว)
พ.ศ. 1161 - พ.ศ. 1169

ราชวงศ์ ถัน พ.ศ. 1161 - พ.ศ. 1450 ดำรงราชวงศ์มาได้ 289 ปี มีฮ่องเต้ ครองราชย์ 20 องค์ คือ

1 . พระเจ้า ถันเกาจู่ (ทั่งเกาโจ้ว) หลี่ย่าน (หลี่เอี่ยง) ครองราชย์ พ.ศ. 1161 - พ.ศ. 1169 อยู่ในพระราชสมบัติ 8 ปี

2 . พระเจ้า ถันไท่จง (ทั่งไท้จง) หลี่ซื่อหมิน (หลี่ซี้มิ้ง) ครองราชย์ พ.ศ. 1169 - พ.ศ. 1192 อยู่ในพระราชสมบัติ 23 ปี

3 . พระเจ้า ถันเกาจง (ทั่งเกาจง) หลี่ชิ่ (หลี่ตี่) ครองราชย์ พ.ศ. 1192 - พ.ศ. 1226 อยู่ในพระราชสมบัติ 34 ปี

4 ( 1 ) . พระเจ้า ถันจงจง (ทั่งตงจง) หลี่เซี่ยน (หลี่เ+++่ยง) ครองราขย์ พ.ศ. 1226 - พ.ศ. 1227 อยู่ในพระราชสมบัติ 1 ปี

5 ( 1 ) . พระเจ้า ถันยวิ่ (ทั่งหยวย) หลี่ตั้น (หลี่ตั่ง) ครองราชย์ พ.ศ. 1227 - พ.ศ. 1233 อยู่ในพระราชสมบัติ 6 ปี

4 ( 2 ) . พระเจ้า ถันจงจง หลี่เซี่ยน ครองราชย์ พ.ศ. 1248 - พ.ศ. 1253 อยู่ในพระราชสมบัติ 5 ปี

5 ( 2 ) . พระเจ้า ถันยวิ่ หลี่ตั้น ครองราชย์ พ.ศ. 1253 - พ.ศ. 1255 อยู่ในพระราชสมบัติ 2 ปี

6 . พระเจ้า ถันเสี้ยนจง (ทั่งเ+++่ยงจง) หลี่หลงจี (หลี่ล่งกี) ครองราชย์ พ.ศ. 1255 - พ.ศ. 1299 อยู่ในพระราชสมบัติ 44 ปี

7 . พระเจ้า ถันซู่จง (ทั่งซกจง) หลี่เฮง (หลี่เฮง) ครองราชย์ พ.ศ. 1299 - พ.ศ. 1305 อยู่ในพระราชสมบัติ 6 ปี

8 . พระเจ้า ถันไต้จง (ทั่งต่อจง) หลี่ยู่ (หลี่อื๋อ) ครองราชย์ พ.ศ. 1305 - พ.ศ. 1322 อยู่ในพระราชสมบัติ 17 ปี

9 . พระเจ้า ถันเต๋อจง (ทั่งเต็กจง) หลี่ซี่ (หลี่เส็ก) ครองราชย์ พ.ศ. 1322 - พ.ศ. 1348 อยู่ในพระราชสมบัติ 26 ปี

10 . พระเจ้า ถันซุ่นจง (ทั่งสุ่งจง) หลี่ซ่ง (หลี่สง) ครองราชย์ พ.ศ. 1348 อยู่ในพระราชสมบัติไม่กี่เดือน

11 . พระเจ้า ถันเสียนจง (ทั่งเอี่ยงจง) หลี่ซุ่น (หลี่สุง) ครองราชย์ พ.ศ. 1348 - พ.ศ. 1363 อยู่ในพระราชสมบัติ 15 ปี

12 . พระเจ้า ถันมู่จง (ทั่งมกจง (หลี่เฮง หลี่เฮง) ครองราชย์ พ.ศ. 1363 - พ.ศ. 1367 อยู่ในพระราชสมบัติ 4 ปี

13 . พระเจ้า ถันจิ่นจง (ทั่งเก่งจง) หลี่ทาน (หลี่ตำ) ครองราชย์ พ.ศ. 1637 - พ.ศ. 1369 อยู่ในพระราชสมบัติ 2 ปี

14 . พระเจ้า ถันเหวินจง (ทั่งบุงจง) หลี่อาน (หลี่อั่ง) ครองราชย์ พ.ศ. 1369 - พ.ศ. 1383 อยู่ในพระราชสมบัติ 14 ปี

15 . พระเจ้า ถันอู่จง (ทั่งบู่จง) หลี่ย่าน (หลี่เอี๋ยม) ครองราชย์ พ.ศ. 1383 - พ.ศ. 1389 อยู่ในพระราชสมบัติ 6 ปี

16 . พระเจ้า ถันซวนจง (ทั่งซวงจง) หลี่ซิ่น (หลี่ซิ่ม) ครองราชย์ พ.ศ. 1389 - พ.ศ. 1402 อยู่ในพระราชสมบัติ 13 ปี

17 . พระเจ้า ถันยิจง (ทั่งอี่จง) หลี่ซุย (หลี่สุย) ครองราชย์ พ.ศ. 1402 - พ.ศ. 1416 อยู่ในพระราชสมบัติ 14 ปี

18 . พระเจ้า ถันซีจง (ทั่งฮีจง) หลี่ฮวาน (หลี่ฮ้วง) ครองราชย์ พ.ศ. 1416 - พ.ศ. 1431 อยู่ในพระราชสมบัติ 15 ปี

19 . พระเจ้า ถันเจ้าจง (ทั่งเจียวจง) หลี่หัว (หลี่ฮั้ว) ครองราชย์ พ.ศ. 1431 - พ.ศ. 1447 อยู่ในพระราชสมบัติ 16 ปี

20 . พระเจ้า ถันไอตี้ (ทั่งไอตี่) หลี่จู๋ (หลี่จก) ครองราชย์ พ.ศ. 1447 - พ.ศ. 1450 อยู่ในพระราชสมบัติ 3 ปี

ยามเมื่อ หลี่ย่าน บุกยึดนคร ฉานอาน นั้น ทรงแก้ไขกฎหมายกดขี่ของราชวงศ์ สุย เช่น ทุกคน
แม้กระทั่งสามีภรรยา ต้องจ่ายค่าเช่านาให้แก่รัฐบาลเป็นข้าวเปลือกคนละ 3 สือ (เจี๊ยะ)
แก้ให้เป็นเสียคนละ 2 สือ สามีภรรยามิต้องเสีย ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร
ขณะเดียวกันก็แก้ไขบทลงโทษทางอาญาต่อแผ่นดิน 12 ข้อ ยกเว้นการฆ่าคน, ปล้นสะดม, หนีทหาร,
เป็นกบฏ, ต้องโทษประหาร เป็นการซื้อใจประชาชนยังประโยชน์แก่สังคม ขณะเดียวกัน เหล่าผู้กล้า
ที่ลุกฮือขึ้นต่อต้านราชวงศ์ สุย พร้อมกับเขามีอีกจำนวนมิน้อย แต่ทว่า ดินแดนที่ หลี่ย่าน ยึดครอบครอง
ได้นั้นส่วนใหญ่อยู่ทาง กวนจง (กวงตง) เป็นพื้นที่ที่มิสำคัญแก่ทางการเมือง มิเหมาะแก่การส้องสุมกำลังทหาร
อีกทั้งเป็นทำเลมิเหมาะแก่การบุกหรือเฝ้ารักษา อีกทั้งโอรสองค์รองของ หลี่ย่าน เจ้าชาย หลี่ซื่อหมิน
เป็นนักรบระดับกุนซือหัวสมอง ทรงช่วยพระองค์ก่อการสำเร็จอย่างใหญ่หลวง พวกเขาได้วางแผนบุกยึด
ดินแดนแม่น้ำเหลือง และบุกตะลุยยึดถึงลุ่มใต้แม่น้ำ ฉานเจียน (เชี่ยงกัง) จนถึงปี พ.ศ. 1167
แต่ละพื้นที่ที่ถูกเก่งแย่งยึดอำนาจ ก็ถูกปราบปรามรวบรวมไว้ในพระราชอำนาจ เป็นการริเริ่มการรวบรวม
ประเทศจีนได้อีกครั้งหนึ่ง

พ.ศ. 1169 เมื่อผ่านกรณีย์ เสียนอู่เหมิน (เ+++่ยงบู่ มึ้ง) คือภายหลังการครองราชย์ ของพระเจ้า ถันเกาจู่
ทรงแต่งตั้งโอรสองค์โตเจ้าชาย หลี่เจี้ยนเฉิน (หลี่เกี่ยงเซ้ง) เป็นองค์รัชทายาท โอรสองค์รองเจ้าชาย
หลี่ซื่อหมิน เป็นเจ้า ฉินหวาง (ชิ่งอ๊วง) โอรสพี่น้องทั้งสองมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง

ฉะนั้น เมื่อเดือนที่ 6 เจ้า หลี่ซื่อหมิน ทรงซุ่มวางกองกำลัง ณ ประตูวัง เสียนอู่เหมิน ทรงยิงเกาทัณฑ์
ปลงพระชนม์องค์รัชทายาท สิ้นพระชนม์ พระเจ้า ถันเกาจู่ ทรงยกพระราชบัลลังก์แก่โอรสองค์รอง
เจ้าชาย หลี่ซื่อหมิน เมื่อเดือนที่ 8 ทรงเปลี่ยนชื่อปีเป็นศักราช เจินกวน (เจ็งกวง) นั่นก็คือพระเจ้า ถันไท่จง
อันมีชื่อเสียงทางประวัติศาสตร์จีน ภายใต้การนำการปกครองของพระองค์ ใต้หล้าสุขสงบร่มเย็น
ประชาราษฎร์มั่งมีมั่งคั่ง การศึกษาและการทหารเจริญรุ่งเรือง นักประวัติศาสตร์ขนานนามประวัติศาสตร์
ช่วงนี้ว่า “ระบบการปกครอง เจินกวน” เป็นยุคเริ่มสู่ความเจริญของราชวงศ์ ถัน เหตุเพราะว่า
พระเจ้า ถันไท่จง ทรงมีพระสติปัญญาเฉลียวฉลาดทันคน และรอบรู้ และเพราะว่าพระองค์ทรง
ตั้งพระทัยเป็น ฮ่องเต้ นักปกครอง พระเจ้า ถันไท่จง ทรงตรัสถามขุนนางของพระองค์ว่า

“การตั้งตนเป็นเจ้า กับการรักษาความเป็นเจ้า อย่างไหนลำบากยิ่งกว่า”

ขุนนาง ฝานเสี้ยนหลิน (ปั่งเ+++่ยงเล้ง) ทูลตอบ

“รากหญ้าเพิ่งแตกราก พระองค์ทรงเก่งแย่งกับเหล่าผู้กล้า ภายหลังพระองค์ทรงร่วมแรงร่วมใจ
กับเหล่าขุนนางการตั้งตนเป็นเจ้าลำบากยิ่งพ่ะย่ะค่ะ”

ขุนนาง เว่ยเจิ้น (งุ่ยเจ็ง) กราบทูลว่า

“แต่สมัยโบราณมา เจ้าทั้งหลายตั้งตัวเองลำบาก แต่หากปราศจาก
ความร่มเย็นเป็นสุข การรักษาความเป็นเจ้ายิ่งลำบากกว่าพ่ะย่ะค่ะ”


ถันไท่จง ทรงตรัสว่า

“เสี้ยนหลิน ร่วมกับข้าปราบปรามใต้หล้า ออกรบร้อยตาย กลับมาหนึ่งเป็น จึ่งรู้ว่าการตั้งตนเป็นเจ้า
แสนลำบาก เจิ้น ร่วมมือกับข้าปกครองใต้หล้าสุขสงบ หวังความสุขร่ำรวยนั้นอยู่ยั้งมั่นคง แต่ยังคงเกรงว่า
อุบัติเพสภัยจักเกิดกะทันหันเมื่อหนึ่งเมื่อใด จึ่งรู้ว่าการรักษาความเป็นเจ้าลำบากยากยิ่ง ในทางกลับกัน
การตั้งตนเป็นเจ้านั้นลำบาก แต่การรักษาความเป็นเจ้ายิ่งลำบาก ดั่งนั้น จึ่งต้องขอความร่วมมือร่วมใจ
ของเหล่าท่านทั้งหลายแล้ว”

จักเห็นได้ว่า สติปัญญาการชิงไหวชิงพริบ พระเจ้า ถันไท่จง ย่อมเหนือกว่าบุคคลธรรมดา

ในปลายยุคสมัยราชวงศ์ สุย การปกครองล้มเหลว ประชาชนลุกฮือขึ้นมาต่อต้านกันทั่วประเทศ
เป็นบทเรียนที่มิทรงลืมเลือนแก่พระเจ้า ถันไท่จง พระองค์ทรงตรัสว่า

“น้ำสามารถพยุงเรือลอย ทำนองเดียวกันก็สามารถทำให้เรือจม เหล่าประชาชน
จึ่งเปรียบเสมือนน้ำ ชนชั้นปกครองเปรียบเสมือนลำเรือ ดั่งนั้น การปกครอง
จึ่งต้องอาศัยความเป็นธรรม รักความยุติธรรม สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ให้แก่ประชาชน เกิดความสุขสงบในสังคม”


พระองค์ทรงเลือกแฟ้นเหล่าขุนนางเป็นข้าหลวงปกครองท้องถิ่นด้วยทรงระมัดระวัง ทรงให้บันทึกชื่อ
ขุนนางที่มีความดีความชอบ หรือมีโทษเป็นที่เสื่อมศรัทธา พระองค์จักทรงพิจารณาด้วยพระองค์เอง
เป็นระบบการปกครองที่โปร่งใส สร้างความสุขสงบอันร่มเย็นแก่เหล่าประชาราษฎร์

พระเจ้า ถันไท่จง นอกจากทรงมีพระสติปัญญาเหนือผู้คนแล้ว พระองค์ยังทรงเป็นนักดูคน ทรงรู้จัก
การใช้ผู้คนอันชาญฉลาด นับว่าเป็น ฮ่องเต้ นักปกครองที่หาได้ยากยิ่งในประวัติศาสตร์
การคัดเลือกขุนนางไปเป็นข้าหลวงปกครองท้องถิ่นนั้น พระองค์ทรงพิถีพิถันทรงใช้เวลาไตร่ตรอง
ด้วยความรอบคอบ นับเป็นความสำเร็จของพระองค์ในการบริหารประเทศ ต่อเมื่อพระองค์ทรงขึ้นครองราชย์
พระองค์ทรงมิโปรดวงศ์ษาคณาญาติของพระองค์ผู้ใดเป็นใหญ่โดยส่วนพระองค์ พระองค์ทรงใช้แต่
ผู้ที่พระองค์ทรงเห็นว่ามีสติปัญญาความสามารถ ดั่งเช่น ฝานเสี้ยนหลิน, ตู้หรูฮุ่ย (โต่วยู่ห่วย), และ เว่ยเจิ้น ฯ ล ฯ

เมื่อยุคสมัย เจินกวน มีขุนนางผู้กล้ามีสติปัญญาจำนวนมาก มีเพียง ฉานซุนอู๋จี้ (เชี่ยงซุงบ่อกี๋) เท่านั้น
ที่เป็นพระประยูรญาติ ฝานเสี้ยนหลิน, และ ตู้หรูฮุ่ย เป็นขุนนางส่วนพระองค์เมื่อครั้งทรงดำรงตำแหน่ง
เป็นเจ้า ฉินหวาง ส่วนคนอื่นดั่งเช่น เว่ยเจิน, เดิมเป็นบริวารขององค์รัชทายาท หลี่เจี้ยนเฉิน เว่ยฉีจิ่นเต๋อ
(วุยชี่เก่งเต็ก), หลี่จิ้น (หลี่เจ๋ง), เป็นขุนนางที่เข้ามาสวามิภัคดิ์ ขุนนางเหล่านี้ ต่างให้ความคิดเห็นตรงไปตรงมา
บางครั้งก็สร้างความขุ่นเคืองให้กับพระองค์ นั่นก็คือขุนนาง เว่ยเจิน ได้ให้คำแนะนำที่ขัดแย้งเป็นที่
พิโรธแก่พระองค์

มีคนแอบทูลกระซิบพระองค์ว่า ขุนนาง เว่ยเจิน ช่างหลงใหลตนเอง กราบทูลพระองค์ก็เพื่อหวัง
ผลประโยชน์ส่วนตัว พระเจ้า ไท่จง ทรงใช้ขุนนาง อุนยานฟู่ (อุงง่างพัก) ไปสอบถามขุนนาง เว่ยเจิน
มิกี่วันต่อมา เว่ยเจิน เข้าเฝ้ากราบทูลว่า

“ข้าพระองค์ขอกราบทูลว่า ความซื่อสัตย์ของข้าพระองค์ ก็ดั่งขุนนางทั่วๆ ไป หากทั่ว ๆ ไป
มิเชื่อใจข้า ก็ดั่งขุนนางทั่ว ๆ ไป ซึ่งข้าพระองค์มิอาจกราบบังคมทูลพ่ะย่ะค่ะ”

ไท่จง จึ่งทรงเข้าพระทัย ทรงตรัสว่า

“ข้ารู้แล้วละ”

เจิน กราบทูลอีกว่า

“ข้าพระองค์ยินดียิ่งที่รับใช้ฝ่าบาท ข้าพระองค์รับใช้ฝ่าบาทด้วยใจ หาใช่ความสัตย์ไม่”

พระเจ้า ถันไท่จง ทรงตรัส

“ขุนนางประเสริฐ และขุนนางซื่อสัตย์ มิใช่เช่นเดียวกันหรอกหรือ”

เว่ยเจิน ทูลตอบ

“ที่ทาง, โฉนด, เนินน้ำ, อยู่ในควบคุมของขุนนางประเสริฐ หลงฟง (เล่งฮง), ปีกาน (ปี่กัง)
สละชีพเพื่อชาติ เป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์พ่ะย่ะค่ะ”

นี่คือความสามารถของผู้ที่โดดเด่นในประวัติศาสตร์ เขาเหล่านั้น ได้ร่วมเชิดชูราชวงศ์ด้วยความตั้งใจ
และสมัครใจ เป็นการใช้คนของพระเจ้า ถันไท่จง อย่างมีประสิทธิภาพ

พระเจ้า ถันไท่จง ทรงเห็นการตรวจสอบของขุนนางราชวงศ์ สุย อย่างมิมีประสิทธิภาพ เป็นเหตุให้
ราชวงศ์ สุย ล่มจมอย่างรวดเร็ว พระองค์จึ่งทรงตรวจสอบขุนนางอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มแรก
พระองค์ทรงพิโรธคำกราบทูลของขุนนาง เว่ยเจิน ทรงดำริคิดประหาร แต่ด้วยคำทูลอันหนักแน่น
ของขุนนาง เว่ยเจิน พระองค์ทรงจดจำเป็นบทเรียน ต่อเมืองขุนนาง เว่ยเจิน เจ็บป่วยถึงแก่อาสัญกรรม
พระองค์ทรงจัดงานศพด้วยน้ำพระเนตรร่วง ทรงตรัสว่า

“กระจกทองเหลือง เปรียบเสมือนหมวกเสื้อผ้าของคน กระจกโบราณ
เปรียบเสมือนรู้แจ้งความดีชั่ว กระจกของผู้คน สามารถสอดส่องอุปนิสัยของคน
ข้าสูญเสีย เว่ยเจิน เปรียบเสมือนกระจกของข้าสูญสิ้น”


การตรวจสอบขุนนางนั้นแม้นเป็นเรื่องยาก
แต่การตรวจสอบอุปนิสัยของขุนนางนั้นยิ่งยากกว่า

พระเจ้า ถันไท่จง ทรงนับได้ว่าเป็นผู้นำที่สามารถตรวจสอบจิตใจของขุนนางในประวัติศาสตร์

พระเจ้า ถันไท่จง ทรงสนับสนุนการศึกษาวิยาการ เมื่อพระองค์ยังทรงเป็นเจ้า ฉินหวาง
พระองค์ทรงตั้งสถานบันการศึกษา ทรงรวบรวมเหล่าบัณฑิตมาเผยแพร่

ความรู้ เมื่อพระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ ขุนนางบัณฑิต หงเหวินเตี้ยน (ฮ่งบุงเต่ย) ได้รวบรวม
หนังสือวิชาการถึง 20 หมื่นบท

การรับบัณฑิตผู้มีความรู้มารับราชการ จำต้องเปิดโรงเรียนเผยแพร่ความรู้ จากจำนวนคนเป็นหมื่น
คัดเลือกคนมารับราชการมิกี่คน ด้วยพระราชดำริของพระเจ้า ถันไท่จง นี้ จึ่งมีเหล่าบัณฑิตเข้าเมืองหลวง
มาศึกษาทุกทิศทาง มีเหล่าบัณฑิตจากประเทศ เกาหลี, ไป่จี้ (เปะจี่), ซินลอ (ซิงล้อ..เกาหลี), ถู่ฟาน
(โถ่วฮวง..ธิเบต) มาร่วมชุมนุม ดังนั้น การศึกษาของยุคนี้ นับว่าเจริญยิ่ง

http://www.thaisamkok.com/forum/index.php?showtopic=14207


http://topicstock.pantip.com/chalermthai/topicstock/2009/01/A7456400/A7456400.html


hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

จริงไหม? อ่านพบจาก www.manager.co.th

ตั้งหัวข้อ  Rosy on Thu May 13, 2010 6:47 am

ถึง เพื่อนชาวไทย ที่รักในหลวง

ได้ โปรดอย่าได้ FORWARD จดหมายเวียน ที่ลบหลู่ให้ร้ายในหลวง (FORTUNE magazine ลำดับกษัตริย์ ที่รวยที่สุดในโลก ) ต่อไปอีก เพราะนอกจากจะเข้าข่ายร่วมกระทำการหมิ่น และให้ร้ายต่อในหลวงของเรา แล้วยังร่วมกล่าวหาอย่างเป็นเท็จกับพระองค์ท่านอีกด้วย โดยพระองค์ท่านเองไม่สามารถออกมาชี้แจง หรือโต้ตอบอย่างใดได้เลย

ท่านทราบไหมว่า วังที่ในหลวงพระทับที่สวนจิตรนั้น เป็นบ้านที่เล็กกว่าบ้านของเศรษฐีไทยหลายพันคน และเล็กกว่าแม้กระทั่งบ้านของอดีต รมต. หลายร้อยคน วังสวนจิตรลดาถึงแม้จะมีบริเวณใหญ่ แต่ส่วนที่เป็นที่ประทับที่มีบริเวณเล็กมาก ที่ดินส่วนใหญ่เป็น โรงเรียน โรงงานทดลองทำปุ๋ย โรงเลี้ยงวัว แปลงทดลองปลูกข้าว

บุคคลทั่วไปก็เข้าไป รร.จิตรลดาได้โดยขอแลกบัตรได้ทุกคน จากบริเวณโรงเรียนก็มองเห็นอาคารที่ประทับได้ห่างออกไปไม่ถึง 100 เมตร
ใครอยากจะเห็นด้วยตาตนเองก็เข้าไปดูได้สะดวก ง่ายๆ ผมเห็นว่าพระองค์ท่านกิน อยู่ แบบคนไทยชั้นกลางทั่วไป ไม่ใช่แบบเศรษฐีไทย อย่างแน่นอน

คนซ่อมรองพระบาทของพระองค์ท่าน ได้เล่าให้พวกเราได้รับทราบว่า ท่านจะส่งรองพระบาทเก่าท่านมาซ่อมตลอดจนซ่อมไม่ไหว รองพระบาทเก่าคู่นั้นช่างยังเก็บไว้ให้เราไปดูได้

สมาคมทันตแพทย์ไทยไปเข้าขอพระราชทานหลอดยาสีฟันเก่าที่ทรงใช้ยาสีฟันได้จนหยดสุดท้าย โดยรีดจนหลอดแบนเป็นกระดาษ ไปขอดูที่สมาคมได้

เกี่ยวกับทรัพย์สินมูลค่ามากของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตรย์ ที่ฝรั่งไปเอามูลค่าของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เช่น บริษัทปูนซีเมนต์ไทย ธนาคารไทยพานิชย์ มารวมว่าเป็นทรัพย์สินของในหลวงด้วยนั้น ไม่ใช่ครับ

ที่เป็นของพระองค์ท่านส่วนพระองค์ มีครับแต่ไม่มาก เรียกว่า ทรัพย์สินส่วนพระองค์ จะต้องเสียภาษีอากรภายใต้กฏหมาย เหมือนประชาชนทั่วไป
ทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์เดิม ส่วนที่ถูกยึดมาเป็นของรัฐหลังปฎิวัติ พ.ศ.2475 นั้น ตกเป็นของรัฐทั้งหมด เห็นได้ว่าทรัพย์สินส่วนนี้จึงไม่ต้อง เสียภาษี เหมือนส่วนที่เรียกว่าทรัพย์สินส่วนพระองค์


สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475 ให้ รมต.คลังของรัฐบาลเป็นประธานควบคุมดูแล ที่จริงก็คือ ทรัพย์สมบัติของราชวงค์จักรีเดิม ถูกยึดมาเป็นของกลาง เป็นของรัฐฯหมดแล้ว หลังจากได้ยึดอำนาจจากระบบปกครองโดยกษัตริย์ มาเป็นโดยรัฐบาลใดๆ ที่ชนะการเลือกตั้งก็จะได้สมบัติที่ยึดมาทั้งหมดนี้ไปดูแล ที่ดินของราชวงค์จำนวนมากก็ถูกยึดมาเรียกว่า ที่ดินราชพัสดุ กระทรวงการคลังดูแล

ธนาคาร ออมสิน ธนาคารที่ ร. 6 ตั้งด้วยเงินส่วนพระองค์เริ่มต้นเอง ปัจจุบันมีเงินเพิ่มพูนเป็นแสนล้าน ก็กลายเป็นธนาคารของรัฐ 100 เปอร์เซ็นต์ ใช้ระเบียบที่ ร. 6 ท่านวางไว้เดิมให้ เสนาบดีพระคลัง เป็นคนดูแล ปัจจุบัน รมต.คลังเป็นคนดูแลเอง ตั้งกรรมการได้เองทั้งคณะ รัฐบาลจึงเอาเงินไปใช้ได้สะดวกมาก พระราชวงค์ไม่มีสิทธิ์ใดๆในธนาคารเลย

ผมเป็นคนไทยธรรมดา มิได้เกี่ยวข้องเป็นราชนิกูลแต่อย่างใด มีเชื้อสายบรรพบุรุษ เป็นมอญ ลาว จีน มีเชื้อสายไทยแค่ 1 ใน 4 เท่านั้น แต่ก็ได้เกิดมาในประเทศไทยที่มีความสุขและมีกษัตริย์ที่ดี ผมจึงรักในหลวงมาก การใส่ร้ายพระองค์ท่านต่างๆในขณะนี้ ไม่ให้ความเป็นธรรมกับพระองค์ท่านเลย และเริ่มมีคนหลงไหล และเชื่อคำให้ร้ายต่างๆเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
จึงต้องออกมา ชี้แจง ข้อเท็จจริงมีอยู่ พิสูจน์ได้

ใคร ยังไม่เห็นจริงก็ออกมาโต้ได้ อย่าเชื่อโดยไม่พิสูจน์ ก่อน

ขอ แสดงความนับถือ

รอง ศาสตราจารย์ ดร.ต่อตระกูล ยมนาค


ที่มา: เป็นความคิดเห็นหนึ่งในกระทู้ของ
http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9530000051144

###########################################################

เรื่องนี้จริงไหมคะ? ผู้จัดอันดับสังกัดนี้ back up เป็นกลุ่มเดิมๆ หรือไม่? Shocked

Rosy

จำนวนข้อความ : 49
Registration date : 19/04/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ข้อความที่ระบาดในสังคม Hi5

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu May 13, 2010 4:21 pm

Rosy พิมพ์ว่า:ถึง เพื่อนชาวไทย ที่รักในหลวง

ได้ โปรดอย่าได้ FORWARD จดหมายเวียน ที่ลบหลู่ให้ร้ายในหลวง (FORTUNE magazine ลำดับกษัตริย์ ที่รวยที่สุดในโลก ) ต่อไปอีก เพราะนอกจากจะเข้าข่ายร่วมกระทำการหมิ่น และให้ร้ายต่อในหลวงของเรา แล้วยังร่วมกล่าวหาอย่างเป็นเท็จกับพระองค์ท่านอีกด้วย โดยพระองค์ท่านเองไม่สามารถออกมาชี้แจง หรือโต้ตอบอย่างใดได้เลย

###########################################################

เรื่องนี้จริงไหมคะ? ผู้จัดอันดับสังกัดนี้ back up เป็นกลุ่มเดิมๆ หรือไม่? Shocked

การจัดอันดับมหาเศรษฐี มาจาก นิตยสาร Forbes
ไม่ใช่ FORTUNE magazine


http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000099614



กต.โต้"ฟอร์บส์"จัดลำดับพระมหากษัตริย์ร่ำรวยคลาดเคลื่อน
22 สิงหาคม 2551 23:02 น.

กระทรวงการต่างประเทศ แถลงโต้ นิตยสาร Forbes นำเสนอบทความ
"พระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด" ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ระบุทรัพย์สินที่นำมาประเมิน
มิใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์แต่เป็นของแผ่นดิน พร้อมย้ำพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงไม่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ 19 ก.ย.49

เมื่อเวลา 21:09 น. วันนี้(22 ส.ค.) เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ ได้เผยแพร่คำแถลงของกระทรวงฯ
ต่อกรณีที่ นิตยสารฟอร์บส์ (Forbes) เสนอบทความพิเศษเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ดังนี้

"ตามที่ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2551 นิตยสาร Forbes ได้เผยแพร่บทความพิเศษเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์
ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ประจำปี พ.ศ. 2551 และได้จัดให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่ในลำดับแรก
ของพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด นั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ชี้แจงว่า
บทความดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เนื่องจากว่า ทรัพย์สินที่บทความนำมาประเมินนั้น
ในความเป็นจริง มิใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ แต่เป็นของแผ่นดิน ซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกันกับ
พระมหากษัตริย์ในประเทศอื่น ที่บทความเดียวกันนี้ไม่ได้จัดอันดับฐานะความร่ำรวย
เพราะทรัพย์สินต่างๆ ไม่ใช่ของกษัตริย์ หากแต่เป็นของคนทั้งชาติ

สำนักงานทรัพย์สินฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ที่ดิน” ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สิน
ส่วนพระมหากษัตริย์ ส่วนใหญ่หน่วยงานราชการ องค์กรสาธารณะกุศลเป็นผู้ใช้ประโยชน์
และจัดให้ประชาชน ที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย รวมทั้งชุมชนอีกกว่าหนึ่งร้อยแห่ง เช่าในอัตราที่ต่ำ
มีเพียงส่วนน้อยประมาณร้อยละ 7 ของที่ดิน ที่จัดให้เอกชนเช่าและจัดเก็บในอัตราเชิงพาณิชย์


กระทรวงการต่างประเทศขอเรียนเพิ่มเติมว่า บทความพิเศษดังกล่าวยังได้พาดพิงถึง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าทรงเกี่ยว ข้องกับการปฏิวัติ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ซึ่งไม่ถูกต้อง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงไม่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติดังกล่าวแต่อย่างใด
การที่ทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นเพียงหน้าที่ขององค์พระมหากษัตริย์ ในฐานะที่ทรงเป็น
พระประมุขของประเทศ ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงไปยังนิตยสาร Forbes ด้วยแล้ว"
คำแถลงของกระทรวงการต่างประเทศ กรณีบทความพิเศษของนิตยสาร Forbes เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด

http://nonlaw.7forum.net/forum-f2/topic-t291.htm

แต่ทั้งสองค่ายก็จัดอยู่ในกลุ่ม CFR เหมือนกัน




http://www.cuttingedge.org/news/n1191.cfm


MASS MEDIA
Dennis O'BrienAmerican Journal RadioHodding Carter IIIAmerican Journalism Rev
Henry CattoAmerican Journalism RevR. Emmett Tyrell Jr.Amer/Spectator Edit/Chief
Midge DecterAmerican/Spectator Board Jeane KirkpatrickAmer/Spectator Board
Harry Brandt AyersAnniston Star, Editor/PubClaude ErbsenAssociated Press
Mortimer ZuckermanAtlantic Monthly Pres/ChaiThomas PowersAtlantic Monthly Con/Ed
Theodore CrossBusiness/Society ReviewStephen ShephardBusiness Week Ed/Chief
PhillipMerrillThe Capital PublisherBruce NussbaumBusiness Week, Ed/Page
Thomas MurphyABC, Inc. Chairman CEORobert P. BaumenABC, Inc. Director
Nicholas F. BradyABC, Inc. DirectorRoone ArledgeABC, Inc. President
David BrinkleyABC, Inc. This Week HostDiane SawyerABC, Inc. Anchor
Barbara WaltersABC, Inc. Anchor 20/20 Lisa AndersonChicago Tribune NY Chief
Robert John HughesChristian Science MonitorNorman PodhoretzEditor-At-Large
James C. LehrerNewsHour Ex/Prod Corp. for Public BroadcastingSusan MillsNewsHour Program Dir Corp. for Public Broadcast
David MosettigNewsHour Sr/ProdCharlayne Hunter-GaultNewsHour Corres Corp. for Public Broadcasting
William F. Buckley Firing Line Host Corp. for Public BroadcastingMorton KondrackeMcLaughlin Group Panel Corp. for Public Broadcast
Thomas L. FriedmanWashington In Review Georgia Anne GeyerWashington In Review
Jack NelsonWashington In ReviewJune Victoria CrossFrontline Stn WGBH-TV
David Van BurenChildren's Television Workshop ChairmanJames LandersDallas Morning News Int'l Affairs Correspondent
Karen Elliott HousePres Dow Jones Int'l GroupPaul E. SteigerWall Street Journal Ed.
Peter R. KahnWall Street Journal CEORobert BartleyWall Street Journal Ed.
John BusseyWall Street Journal For Ed.Robert GreenbergerWall Street Journal Report
Daniel HenningerWall Street Journal Dep/EdLee LescazeWall Street Journal Ed.
George MalloanWall Street Journal Dep/EdCarla RobbinsWall Street Journal Dep/Ed
Gerald SoibWall Street Journal Coord.Amity ShlaesWall Street Journal Ed/Brd
Mark HelprinWall Street Journal Con/EdFrederick S. KempeWall Street Journal Europe
Edward L. MorseGlobal Oil Stocks & Balance Petroleum WeeklyCaspar WeinbergerForbes Magazine - Former Sec/Defense - Pres. Reagan
James F. Hope Jr.Foreign Affairs EditorDavid KelloggForeign Affairs Pub/Dir
Charles W. MaynesForeign Policy EditorThomas OmsteadForeign Policy Ass/Editor
Adrian KaratnyokyFreedom Review PublisherAndrew F. BrimmerGannett Co, Brd/Member
Wendy M. KochGannett News Service RepNancy NicholsHarvard Business Review
Sonja HilgrenFarm Journal Wash EditorHoward KaminskyHearst Book Group
Lewis LaphamHarper's MagazineDavid ReiffHarper's Magazine
Alfredo EstradaHispanic MagazinePaula DobrinaskyNational Empowerment TV Freedom's Challenge
Richard OsborneIndustry Week Cont/EditorGilbert KaplanInstitutional Investor Chair.
Katrina vanden HauvalThe Nation EditorEdward SaidThe Nation Music Editor
Irving KristolThe National Interest PubWilliam SchneiderNational Journal Con/Ed
Bruce StokesNational Journal Con/EdWilliam F. BuckleyNational Review Ed/Large
Rhomas L. RhodesNational Review PresidentPeter W. RodmanNational Review Sr/Editor
Eliot AbramsNational Review Con/EdEliot CohenNational Review Con/Ed
Vin WeberNational Review Con/EdWalter Seff IsaacsonNew Media Time Ed
Tom BrokawNBC-TV Anchor Man/EdIrving R. LevineNBC-TV Chief Econ/Corr
Michael LindThe New Republic Sr/EdEliot CohenThe New Republic Con/Ed
Jacob HeilbrunnThe New Republic Con/EdCharles KrauthammerThe New Republic Con/Ed
Ronald SteelThe New Republic Con/EdLeon WieseltierThe New Republic Lit/Ed
James M. KlurfeldNewsday Ed/Page EditorMortimer ZuckermanNew York Daily News Chairman and Co-Pub
Robert B. SilversNew York Review of Books EditorJoan DidionNew York Review of Books Con/Ed
Richard L. GelbNY Times Co Board George B. MunroeNY Times Co Board
Donald M. StewartNY Times Co BoardCyrus R. VanceNY Times Co Board & Former Sec/State - Carter
Joseph LelyveldNY Times Execut. EditorWarren HopeNY Times Ass/Man Ed
Jack RosenthalNT Times Ass/Man EditorDavid Unger NY Times Editorial Board
Karl E. MeyerNY Times Ed/BoardMichael WeinsteinNY Times Ed/Board
Steven R. WeismanNY Times Ed/BoardJames L. GreenfieldNY Times Ed/Board
Robert B. Sample Jr.NY Times Ass/Ed PageThomas L. FriedmanNY Times Op/Ed Page Col
Anthony LewisNY Times ColumnistFlora LewisNY Times Columnist
A.M. RosenthalNY Times ColumnistBarbara CrossetteNY Times UN Bureau Chi
Clifford KraussNY Times Police BureauH.D.S. GreenwayNY Times -- Boston Globe
Rupert Murdock News America Pub/ChairEric BreindalNY Post Ed/page Editor
Katherine Graham Newsweek Chair Ex./ComRichard SmithNewsweek Ed/Chief
Maynard ParkerNewsweek EditorMark WhitakerNewsweek Man/Editor
Joe KleinNewsweek Sr Nat/EditorMarc LevinsonNewsweek Sr Bus Writer
Tara SonenshineNewsweek Con/EditorEvan Thomas Newsweek Ass/Man Ed
Ponchita Pierce Parade Mag. Con/EdCarl Sagan (the Late)Parade Mag Con/Editor
Captain James Barber Proceedings PublisherDaniel SchorrThe Progressive -- Board
Roger WilkinsThe Progressive -- BoardMichael PosnerReuters America Corres.
Nathan GlazerPublic Interest EditorIrving KristolPublic Interest Editor
Morton Kondracke Roll Call - Ex. EditorNorman OrnsteinRoll Call Columnist
Gerald Lee WarrenSan Diego Union TribuneLawrence ChickeringSan Francisco Chronicle
Robert McKinnerySante Fe New Mexican Paul SteigerSmart Money - Ed/Director
H. Peter StrausStraus Communications PublisherR. Peter StrausStraus Communications Chairman Radio Stns
Kenneth AdelmanSyndicated ColumnistEric BreindelSyndicated Columnist
Zbignew BrzezinskiSyndicated Columnist - Former National Security Advisor, President CarterJimmy CarterSyndicated Columnist -- Former President of the United States
William F. Buckley JrSyndicated ColumnistGeorgie Anne GeyerSyndicated Columnist
Richard GranierSyndicated ColumnistJessie JacksonSyndicated Columnist
Jane J. KirkpatrickSyndicated Columnist - Former UN Sec/ReaganHenry KissingerSyndicated Columnist - Former National Security Advisor - Ford and Nixon
Charles KrauthammerSyndicated ColumnistAnthony LewisSyndicated Columnist
Jessica Matthews Syndicated ColumnistHugh B. PriceSyndicated Columnist
Jane Bryant QuinnSyndicated ColumnistA.M. RosenthalSyndicated Columnist
William SchneiderSyndicated ColumnistTony SnowSyndicated Columnist & Substitute Host for Rush Limbaugh Talk Show
Colonel Harry SummersSyndicated ColumnistBen J. WattenburgSyndicated Columnist
Richard D. ParsonsTime Warner PresidentCarla HillsTime Warner Board
David KearnsTime Warner BoardGerald M. LevinTime Warner Pres/Ceo Entertainment Co.
Norman PearlstineTime Magazine Ed/ChiefHenry MullerTime Magazine Ed/Dir
John F. StacksTime Magazine Ex/EditorJames R. GainesTime Magazine Cor/Ed
Nancy R. GibbsTime Magazine Sr/EdWalter IsaacsonTime Magazine Man/Ed
Michael KramerTime Magazine Chief Pol/CorrespondentCharles KrauthammerTime Magazine Con/Editor
Jet McAllisterTime Magazine Corres.Barbara RudolphTime Magazine Staff Writ.
Norman PearlstineEntertainment Weekly Instyle Mag Ed/ChiefHenry MullerEntertainment Weekly Instyle Mag Ed/Dir
Norman PearlstineLife/People/Sports Illus.Henry MullerLife/People/Sports Illus.
Marshall LoebLife/People/Sports Illus.Norman PearlstineMoney Mag. Ed/Chief
Henry MullerMoney Mag. Ed/DirectorLouis KraarMoney Mag. Editor
Marshal LoebMoney Mag. Ed/LargeNorman PearlstineFortune Mag Ed/Chief
Henry MullerFortune Mag. Ed/DirectorLouis KraarFortune Mag. Ed/Large
Gerald M. LevinTurner Broad/CNN BoardThomas JohnsonCNN President
Pamela HillCNN Sr.V.P.Geraldine FerraroCNN Crossfire Host
Ellen HumeCNN Reliable Sources PanelistJesse JacksonCNN Both Sides Moderator
Bernald KalbCNN Reliable Sources HostFrank Sesno CNN V.P. Washington Bureau/Chief
Late Edition Host
William SchneiderCNN Analyst
Robert ErburoTimes Mirror Co ChairmanCurtis HesslerTimes Mirror Ex/V.P.
C. Michael ArmstrongTimes Mirror Co BoardJohn E. BrysonTimes Mirror Co Board
David LeventholTimes Mirror Co BoardHarold M. WilliamsTimes Mirror Co Board
C. Shelby Coffey IIITimes Mirror L.A. TimesRobin WrightTimes Mirror Nat/Security
Nancy YoshiharaTimes Mirror Ed/WriterAnthony DayTimes Mirror Writer
Norman Jay OrnsteinTimes Mirror Center For The People and Press Dir.Mortimer B. ZuckermanUS News & World Report Chairman & Ed/Chief
James FallowsUS News & World Report EditorDavid R. GergenUS News & World Report Editor-At-Large
Louise LiefUS News & World Report Senior EditorFouad AjamiUS News & World Report Contributing Editor
Harold EvansUS News & World Report Contributing editorEmily MacFarquharUS News & World Report Contributing Editor
Elsie O'ShaughnessyVanity Fair Ex/EditorFrederick Salterno Viacom Board Member
Katherine GrahamWashington Post ChairmanRichard SmithWashington Post V.P.
Leonard Downie Jr.Washington Post Ex/EditorRobert KaiserWashington Post Man/Ed
Jackson KiehlWashington Post Ass/Man EditorMeg GreenfieldWashington Post Editorial Page Editor
Jim HoaglandWashington Post Chief Correspondent
Laurence TischCBS-TV ChairmanHenry KissingerCBS-TV Board
Henry SchachtCBS-TV BoardEdson SpencerCBS-TV Board
Franklin ThomasCBS-TV BoardJames WolfensohnCBS-TV Board
Joseph Payronnin IIICBS-TV News V.P.Dan RatherCBS-TV News Anchor
Barbara CochrinCBS-TV 48 Hours Ex ProdMary Sue HollandCBS-TV 49 Hours Prod
Marquita PoolCBS-TV Sunday MorningEdward R. BradleyCBS-TV Correspondent
Bernard Krishner Wired Mag. Ed/LargeJames ChaceWorld Policy Journal Ed.
In addition, the following companies are equally controlled and managed by people
who have been trained by the CFR. You will doubtless recognize many companies
whom you thought were fine, upstanding organizations. Now, you will understand,
somewhat, the control over this country that people trained by the CFR are exercising
every single day, gradually moving us into the New World Order.

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ข้อความที่ระบาดในสังคม Hi5

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu May 13, 2010 4:31 pm

Unknown พิมพ์ว่า:http://www.thaipost.net/news/100210/17718

วังวนการเมือง"ดูดชาติล่ม"จมในการเมือง

เปลว สีเงิน

10 กุมภาพันธ์ 2553 - 00:00

ดูรายชื่อ ๔๗ กุนซือเศรษฐกิจของรองนายกฯ "นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี" แล้วน่าจะขาดไป ๒ คน
ที่ลืมตั้ง คือ พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล และนายชาลี นพวงศ์ ที่เป็นเหมือนมือซ้าย-มือขวานายไตรรงค์
และเคยรับใช้ประชาธิปัตย์อย่างเข้มข้นมาก่อน ถ้าจะว่าไปแล้ว ประชาธิปัตย์นี่ก็คล้ายสำนักเส้าหลิน
เพราะนักบู๊ที่โลดแล่นอยู่ในยุทธภพตอนนี้ ส่วนใหญ่ล้วนผ่านการเป็นศิษย์สำนักนี้มาก่อนเกือบทั้งนั้น

แต่น่าแปลก นักบู๊ที่ออกไปจากสำนักประชาธิปัตย์ แทนที่เขาจะประกาศนามว่าเป็นศิษย์สำนักนี้
ในการท่องยุทธจักร แต่การณ์กลับตรงกันข้าม เมื่อออกไปต่างไปเข้าสำนักเพื่อไทย
โขกศีรษะคารวะเรียกทักษิณเป็น "ซือแป๋" และฝากตัวเป็นศิษย์อยู่ในสำนักที่เป็นปฏิปักษ์กัน!?

สำนักเพื่อไทยก็เป็นที่รู้กันทั้งยุทธจักรว่าเป็นสำนักคู่แข่งประชาธิปัตย์ เคล็ดลับวิชาและ
แนวทางการสอน-การฝึก มีทั้งเหมือน ทั้งต่าง ที่สำคัญคือ ทั้งเจ้าสำนักและศิษย์ต่างมีปณิธานแน่วแน่

ประชาธิปัตย์-อยู่ เพื่อไทยก็ไม่ขออยู่

ถ้าเพื่อไทย-อยู่ ประชาธิปัตย์ก็ต้องไม่มีอยู่!

หมายความว่า สำนักทั้ง ๒ นี้จะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ ต้องอยู่ข้าง ล้มหายตายจากไปข้าง อะไรประมาณนั้น

สำนักประชาธิปัตย์ เขาวางตำแหน่งพรรคตัวเองเป็น...พรรคฝ่ายธรรมะ

ส่วนสำนักเพื่อไทย ซึ่งเปลี่ยนป้ายยี่ห้อมาแล้วถึง ๓ ครั้ง คือจากไทยรักไทย ถูกยุบไปเป็น "พลังประชาชน"
ถูกยุบอีก เปลี่ยนไปเป็นเพื่อไทยในปัจจุบัน ถูกวางตำแหน่งพรรคเป็น...พรรคกึ่งธรรมะ-กึ่งอธรรม!

แต่จริงๆ แล้ว มันต่างกันแค่ลีลา ส่วนพฤติกรรมทั้ง ๒ พรรคนี้ พอเข้ามาบริหารประเทศชาติ
ไม่มีคำว่าธรรมะ หรือคำว่ากึ่งธรรมะ-กึ่งอธรรม เพราะมัน "อะยำ" ล้วนๆ เหมือนกันเด๊ะ!?

นอกจาก เสธ.แดงที่เคยเป็น "เด็กในบ้าน" ประชาธิปัตย์มาก่อนแล้ว บรรดานักบู๊-นักบุ๋นระดับ
"อัศวินดาวแดง" ของทักษิณ ก็นี่เลย...นพดล ปัทมะ ก็ศิษย์ประชาธิปัตย์ ใหญ่ขนาดเคยเป็นเลขาฯ
ข้างกายอดีตนายกฯ ชวนนั่นแหละ

ขุนพลอัตคัดเกศา "นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล" นั่นก็หัวหมู่ทะลวงฟันมาจากแถวหน้าสำนักประชาธิปัตย์

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ผู้ครบเครื่องทั้งบู๊-ทั้งบุ๋น จนได้รับทั้งฉายา "ยุทธ ตู้เย็น" และฉายา
"ท่านประธานสภาที่เคารพ" นี่จัดอยู่ในแถวยอดขุนพลประชาธิปัตย์ ด้วยฝีมือถูกวางตัวอยู่ในระดับ
"จับโป้ย ล้อฮั่นติ่ง"

มีใครอีกล่ะ มือดีจากประชาธิปัตย์ที่ "แปรพักตร์และแปรพรรค" ไปอยู่กับเพื่อไทย แล้วกลับมาใช้วิชา
โค่นล้มสำนักเดิมเป็นการสร้างความดี-ความชอบให้ซือแป๋ ทักษิณประทับใจ

อ้อ...แหม...เกือบลืม แต่ลืมไม่ได้เด็ดขาดคือ "นายวีระ มุสิกพงศ์" ประมุขแห่ง ๓ เกลอหัวขวด!

คนนี้ตอนที่จะออกจากสำนักต้องถือว่ามีตำแหน่งสูงเทียบชั้นเจ้าสำนักเลยทีเดียว เพราะนายวีระ
มีตำแหน่งเป็น "เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์" เหมือนอย่างที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นอยู่เวลานี้
เป็นอยู่เกือบปี แล้วต้นมกรา ๓๐ นายวีระกับสหายร่วมแนวทางส่วนหนึ่งก็ทนอยู่ร่วมสำนัก
ประชาธิปัตย์ไม่ได้ นับจากบัดนั้น จนบัดนี้

หมดหรือยังล่ะ ศิษย์เก่าประชาธิปัตย์ที่ออกไปในสไตล์ "แค้นนี้ต้องชำระ" เดี๋ยว...นึกดูก่อน
ไม่พูดถึงท่านอดีตนายกฯ สมัครผู้จากไปแล้ว ชะอุ๊ย...คนสำคัญอีกคน เพื่อนเลิฟผมเอง
"ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง" ท่านเกิดจากประชาธิปัตย์ "เกิดแรง-เกิดเร็ว" เหมือนผีพุ่งไต้
ไปปราศรัย-ไฮด์ปาร์กกับพรรคกลางสนามหลวงเที่ยวเดียว ได้ฉายามาจนทุกวันนี้เลยว่า

"เหลิม ดาวเทียม"!

เอ้า...ลองเอามาทบทวนดูซิว่าผมพูดถึง "ศิษย์เก่า" ประชาธิปัตย์คนไหนที่ไปเป็น
"ศิษย์เอกทักษิณ" บ้างแล้ว มี ๑.นายนพดล ปัทมะ ๒.นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
๓.นายยงยุทธ ติยะไพรัช ๔.พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล ๕.นายวีระ มุสิกพงศ์ ๖.ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง
เอาเท่าที่ออกมาแสดงบทบาททหารเอกอาสาทักษิณเท่านั้นนะครับ ใครจำใครได้มากกว่านี้
บอกมาอีกทีก็ได้ ผมจะได้ขึ้นทำเนียบให้

ที่นำมาเอ่ยทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่าอยู่ประชาธิปัตย์แล้วเป็นคนดี แต่พอไปอยู่ค่ายสำนักอื่น
แล้วเป็นคนไม่ดี ผมยกมาเป็นข้อสังเกตให้ท่านได้ใคร่ครวญ-วินิจฉัยเท่านั้นเองว่า

-ทำไม คนเหล่านั้นจึงอยู่ประชาธิปัตย์ไม่ได้?

-ทำไม เมื่อออกไปแล้วจึงหมดเยื่อใยทั้งไมตรีและใบบุญจากพรรคเดิมได้?

ปัญหาที่ต้องขบคิดเพื่อใคร่ครวญหาคำตอบก็วนอยู่ในประเด็น เพราะอะไร ประชาธิปัตย์จึงเลี้ยงใจคนไม่อยู่
และประชาธิปัตย์ไปทำอะไร เขาเหล่านั้นจึงออกไปด้วยความแค้นที่จะต้องล้างแค้น?

-กลไกบริหารภายในประชาธิปัตย์มีปัญหา หรือว่าคนที่ออกไปมีปัญหา?

และเมื่อพูดถึงตำแหน่ง "เลขาธิการพรรค" ประชาธิปัตย์ ระยะสี่ซ้าห้าวันมานี้ จะด้วยมีคนปล่อยข่าว
หรือว่าเป็นกลิ่นคาวมาจากของจริงก็ไม่ทราบทำนองว่า จะมีการเปลี่ยนตัวเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
พูดกันชัดๆ คือ

จะปลดนายสุเทพ แล้วเอาคนอื่นมาเป็นแทน!?

ก็ได้ยินเสียงปฏิเสธกันให้รึ่มไปหมด ทั้งตัวนายสุเทพ และตัวนายกฯ อภิสิทธิ์ เหตุผลประกอบข่าวลือ
เพื่อการเชื่อถือ ก็พูดทำนองว่า นายสุเทพ-ตัวประชาธิปัตย์ แต่ใจ-ภูมิใจไทย คือภาพเป็นฝ่ายเทพ
แต่การกระทำเป็นฝ่ายมาร ยอมรับกันไม่ได้ อะไรประมาณนั้น

ไอ้เรื่องนี้ ถึงผมเป็นคนนอก แต่ฟันหัวขาดได้เลยว่า ความคิดนั้น-อาจมี แต่การทำตามคิดนั้น-ไม่กล้า!?

เพราะบ้าน่ะซี...อุตส่าห์ทนแดด-ทนฝน จนสีด้านแล้วด้านอีกกว่าจะตั้งรัฐบาลขึ้นมาได้ จู่ๆ
จะยอมให้ถูกเขี่ยทิ้งไปจากตำแหน่ง "ผู้จัดการรัฐบาล" นั่นมันไม่ใช่ "เทพ-เทือก" แล้ว เป็น
"เทพ โพธิ์งาม" มากกว่า ฮ่ะๆๆๆๆ!

ผมมีอะไรจะเล่าให้ฟังสนุกๆ เรื่องหนึ่ง เท็จ-จริงอยู่ที่คนเล่า ผมไม่เกี่ยว คือมีอยู่วัน ผมร่วมนั่งกินข้าว
กับนักข่าวและที่ไม่ใช่นักข่าวหลายคน ก็มีชายคนหนึ่งเอาเป็นว่า "คนรุ่นใหม่" ไฟแรงของพรรคว่างั้นเถอะ
มานั่งร่วมโต๊ะด้วย ผมก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่ทราบภายหลังว่าเขาเป็นมือขวาที่พรรคส่งมาประกบ
ผู้ใหญ่ที่นั่งหัวโต๊ะนั้น

ก็ไม่รู้ใครโม้อะไรกันไปสัพเพเหระเรื่อง ตามประสาคนกินข้าว ก็กินกันไป-คุยกันไป ใครเอ่ยถึง
พรรคประชาธิปัตย์อันว่าด้วยเรื่องการได้มาเป็นรัฐบาลก็ไม่ทราบ พ่อไฟแรงคนนั้นเขาพูดเสียงดังขึ้นมาทันที
ดังประมาณว่าเป็นการ "ระเบิดอารมณ์" คนทั้งโต๊ะต้องปากอมโต๊ะไปชั่วขณะ

อารมณ์ที่ระเบิดนั้น ผมจำแต่ละคำไม่ได้หรอก แต่จำความได้ คือเขาพูดถึงว่าในช่วงที่ประชาธิปัตย์
อดอยากปากแห้งร่วม ๘ ปี ที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล ภาระภายในพรรคเหมือน "ผี" ญาติมี แต่ต่างหนีหน้า
ไม่ว่าจะค่าน้ำ ค่าไฟ ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรของพรรค ใครล่ะจ่าย?

แล้วค่านมเลี้ยง ส.ส.ทารกรายเดือนของพรรค คนละตั้งเท่าไหร่ล่ะ ขี้หมู-ขี้หมาก็ครึ่งแสนนั่นแน่ะ
๕-๖ ปีที่ผ่านมา ใครล่ะรับหน้าที่หามาป้อน?

สุเทพ only one ล้วนๆ!?

เรียกว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์คือบ้านหลังหนึ่ง ในช่วงที่คนทั้งบ้าน "ตกงาน" กันทั้งหมด ๖-๗ ปี
ก็มีแต่ท่านเลขาฯ สุเทพคนเดียวนี้แหละเหมือน "ตัวเดียว-ร้อยเต้า" ให้ลูกร้อยตัวดูด!

ประมาณว่า "กลั่นเลือดสุเทพ" เป็นน้ำนมมาเลี้ยงดู ส.ส.ภายในพรรคประชาธิปัตย์กัน
จนถึงวันเนวินร้องไห้ "ทรยศนาย-เพื่อชาติ" นั่นแหละ จึงได้พลิกขั้วมาเป็นรัฐบาล จากที่ซี่โครงบาน
มาเป็นอิ่มหมีพีมันอ้วนท้วนหน้าบาน ทั้งสุเทพ-ทั้งเนวิน ดังที่เห็นทุกวันนี้

Thank you Navin

Thank you King Power!


ถ้าไม่มีเนวินวันนี้ ก็ไม่มีคิงเพาเวอร์ ถ้าไม่มีคิงเพาเวอร์วันนี้ ก็ไม่มีทั้งเนวินและสุเทพ
และถ้าไม่มีทั้งสุเทพ ทั้งเนวิน ทั้งคิงเพาเวอร์ ก็ไม่มีรัฐบาลประชาธิปัตย์วันนี้


ว้า...นัวเนียปวดหัวจังวุ้ย!

บ้านเมืองยุคนี้ ก็เหมือนนิทานอีสปเรื่อง "เหลือบฝูงใหม่" ไล่ฝูงเก่าไป ที่มาใหม่นึกว่าจะเป็น
ผึ้งหลวง-ผึ้งโพรงให้น้ำหวาน ที่ไหนได้ มันก็ไอ้เหลือบหิวเลือด สูบจากประเทศชาติกันต่อไป
แถมจะซ้ำร้ายหนักขึ้นเพราะฝูงที่แล้วยังเห็นชัดว่าเหลือบ แต่ฝูงใหม่ มันมาแบบผึ้งแปลงเป็น
"จำแลงเหลือบ"

แบ่งกันเขมือบหน้าด้านๆ จากโครงการ ลามไปถึงตำแหน่งแห่งที่ราชการทุกงานหลวง!

ตามกรม ตามกระทรวง เดี๋ยวนี้มันเอากันถึงขนาด ส่งคนไปตั้งโต๊ะ "บัญชาข้าราชการ"
โกงงบในระบบให้มันถึงขนาดนั้นแล้ว!!

ขุนคลังกรณ์น่ะ เด็กสร้างสุเทพเขา รู้ไว้ด้วย ฉะนั้น ที่ปล่อยข่าวว่า "จะเอากรณ์มาเป็นเลขาฯ แทน" นั้น
ป่านนี้สุเทพหัวเราะฟันหักไปแล้ว ในเมื่อเลขาฯ สุเทพต้องทำหน้าที่ "หนึ่งตัว-ร้อยเต้า เลี้ยงร้อยตัว"
ก็ต้องเห็นใจกัน ถ้าใครอยากเป็นเลขาฯ ก็ต้องแจ้งคุณสมบัติมาให้ชัดด้วยว่า สามารถทำหน้าที่
ร้อยเต้ากลั่นนมเลี้ยงลูกร้อยตัวได้อย่างเขา

การเมืองอาชีพมันเป็นอย่างนี้แหละพี่น้องเอ๋ย มันเป็นเรื่อง "หลอกแดกประชาชน" ชัดๆ!

แค่เปลี่ยนพรรค-เปลี่ยนขั้วรัฐบาล มันไม่สามารถพาชาติขึ้นจากหล่มได้หรอก คนไทยสบายมานาน
สบายจนคิดอะไรไม่เป็น ไม่กล้าเจ็บปวดร่วมกัน ไม่กล้าต่อสู้เพื่อ "อนาคตใหม่" ของชาติร่วมกัน
ไม่เคยอดทน-อดกลั้น "เพื่อเป้าหมาย" ที่คนทั้งโลกไม่สามารถอดทน-อดกลั้นได้ แต่เราต้องทน
คนไทยมีแต่ขอสบาย โดยยอมให้นักการเมืองปั่นหัวชนกัน เพื่อพวกมัน "ไม่กี่คน" เสวยสุข

แถมมีเกียรติประดับกาย เพราะ "เงินซื้อได้" และพวกมันซื้อให้เห็นแล้วด้วย!?

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-20.htm?sid=c40c2d2111fb99f38a700b2b4a94ad42

http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=51936
ผู้จัดการรายวัน12 กันยายน 2549
เอื้อคิงเพาเวอร์โกย2หมื่นล.
***ให้สิทธิ์2แบงก์ตอบแทนคุณ**

http://www.suanboard.net/view.php?p=view&kid=56868
หนุ่มเสกเปิดใจเรื่องป๋า โต้ไม่เคยมีอะไรกับป๋า มากสุดป๋าแค่หอมแก้ม


เมื่อพูดคุยกันจบแล้ว
"หนุ่มเสก" ได้ เดินไปส่ง "เจเจ" จุลจิตต์ บุณยเกตุ ในฐานะที่ดำรงตำแหน่ง
คณะกรรมการบริหารสถานทีโทรทัศน์กองทัพบกและรองประธานบริหารกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์


ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
http://www.oknation.net/blog/black/2009/05/30/entry-1
http://www.stock2morrow.com/forums/showthread.php?t=4580

6 ปีไม่ได้พบ ป๋า ทรมานใจ รักเหมือนพ่อ

"ถ้ากล้าถามก็กล้าตอบและยืนยันว่าไม่มีแน่นอนเอ้า...พูดกันตรงๆ เลยว่า แค่หอมแก้ม
เพราะมีเคารพรักท่าน ท่านก็เหมือนพ่อผมรักท่านเหมือนพ่อ ท่านเป็นผู้มีพระคุณ" ความในใจของ
"หนุ่มเสก" หรือ "เสกสรร ชัยเจริญ" อดีตนักร้องชื่อดังคนแรกของคีตา เรดคอร์ดส ซึ่งเข้าได้เปิดเผย
ให้ "เรา" ทราบถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ "ป๋า" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
เป็นครั้งแรกที่เขาได้ระบายความในใจต่อสาธารณะชน หลังหลายปีที่ผ่านมา "หนุ่มเสก" กลายเป็น
ตัวละครสำคัญ ที่ถูกหยิบใช้เป็นเครื่องมือโจมตีและทำลายความน่าเชื่อถือของ "ป๋า" โดยเฉพาะห้วงเวลา
ของความขัดแย้งทางสังคม-การเมือง หลังรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ พล.อ.เปรม ถูกระบุว่า
อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ความเคารพรักเหมือนพ่อ-ลูก
ที่ "หนุ่มเสก" มีให้กับ "ป๋า" ได้ถูกกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม แปลงนิยามคำว่า "เคารพรักเหมือนพ่อ" ใหม่
เป็นความรักระหว่าง "ฉันและเธอ" หรือ "เด็กป๋า" อันเป็น "ศาสตราวุธ" ทรงแสนยานุภาพ ของกลุ่มที่
ผลิต-คิดค้นขึ้นบนฐานของความเกลียดชัง และไม่สนใจข้อเท็จจริงเป็นเช่นใด หวังเพียงแค่
"ล้มป๋า-ทำลายป๋า" เพราะพวกเขาเชื่อว่าเป็น สัญลักษณ์ของ "อำมาตย์" เรามีโอกาสได้ยืนคุย
อย่างเป็นกันเองกับ "หนุ่มเสก" ในฐานะเป็นผู้อำนวยการโรงละครอักษรา ระหว่างที่เขานำคณะ
หุ่นละครเล็กอักษรา ภายใต้การดูแลของบริษัทคิงเพาเวอร์ ไปแสดงในพิธีเปิดโครงการกู้วิกฤติเศรษฐกิจ
ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
แม้มีโอกาสคุยกันไม่กี่สิบนาที แต่ทุกประโยคทมุกคำพูดที่ "หนุ่มเสก" เปิดใจให้เราฟังนั้น
น่าจะทำให้เกิดความกระจ่างชัด ต่อข้อกล่าวหาความสัมพันธ์ลึกซึ้งแบบ "ฉันรักเธอ" หรือแบบ "เด็กป๋า"
ระหว่างเขากับ พล.อ.เปรม ในรอบปลายปีที่ผ่านมา ซึ่ง "หนุ่มเสก" บอกว่า "ยินดีให้เราเผยแพร่
ความรู้สึกของเขาต่อสาธารณะได้" หนุ่มเสกเล่าว่า "ในช่วงที่มีการชุมนุมและมีการโจมตีป๋าอย่างรุนแรง
รุมสงสารท่าน ในขณะนั้น รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมกับท่าน อยากจะออกมาตอบโต้หรือขึ้นเวทีปกป้องอ
เพราะสิ่งที่พูดนั้น ไม่เป็นความจริงท่านเป็นปูชนียบุคคลที่ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองมาตลอด
แต่ไปพูดถึงท่าน เสียๆ หายๆแถมไปก้าวล่วงถึงเรื่องส่วนตัว ทั้งที่ไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย"
"แถมยังมีพาดพิงถึงผมด้วย ว่าทำนองว่าไปมีอะไรกับท่านเป็นเรื่องที่ไม่จริงและน่าเกลียดที่สุด
แต่ว่าผู้ใหญ่ที่ผมนับถือห้ามไว้ เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อป๋าหากออกไปก็จะยิ่งทำให้กลุ่มที่ชุมนุม
นำไปเป็นประเด็นโฟกัส โจมตีถึงท่านอีก ซึ่งมันไม่แฟร์" เราถามไปว่า ไม่ได้มีอะไรอย่างที่กล่าวหาหรือ
"หนุ่มเสก" ตอบตรงไปตรงมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ถ้ากล้าถาม ก็กล้าตอบ และยืนยันว่า
ไม่มีแน่นอน เอ้า...พูดกันตรงๆ เลยว่า แค่หอมแก้ม เพราะผมเคารพรักท่าน ท่านก็เหมือนพ่อ
ผมรักท่านเหมือนพ่อ ท่านเป็นผู้มีพระคุณ ส่วนท่านก็คิดว่าผมเป็นลูก ท่านน่ารักมาก ท่านรักผม
เหมือนลูกนี่ผมพูดได้เลยนะ ผมไม่เคยพูดที่ไหน เพราะผมอยากให้เลิกพูดกันเสียๆ หายๆ สักที"
"ผมดูได้เต็มปากเลยว่าผมเองก้เป็น "ลูกป๋า" คนหนึ่ง เพราะทำงานใกล้ชิดรับใช้ท่าน
ท่านมีความเมตตาสูงให้โอกาสทุกอย่าง เคยกราบเท้าท่านคือผู้มีพระคุณ เปรียบเหมือนพ่อ"
"ผมยืนยัน ไม่เคยขอเงินท่านแต่ท่านเคยให้ เพราะเมตตา แต่เมื่อสิ่งที่ท่านให้โอกาสและเรา
ไม่สามารถทำมันให้ประสบความสำเร็จได้ เราก็รู้สึกละอาย แต่ก็จำคำที่ท่านสั่งสอนตลอดว่า
คนเราเมื่อล้มแล้วต้องลุกขึ้นให้ได้ ทุกวันนี้ผมยืนอยู่ได้เพราะกำลังใจและคำสอนของท่าน
จึงยืนอยู่ด้วยขาตัวเอง" อย่างไรก็ตาม กว่า 6 ปีแล้วที่ "หนุ่มเสก" ไม่เคยได้เข้าพบกับ
พล.อ.เปรม โดยเจ้าตัวเข้าใจว่ามีบางคนกีดกันไม่ให้เข้าพบเพียงแต่ไม่ได้บอกว่าคนที่กีดกันคือใคร?
"เป็นเวลา 6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบ พล.อ.เปรม บุคคลที่มีบุญคุณและเคารพรักที่สุดในชีวิต
เพราะถูกคนใกล้ชิดของ พล.อ.เปรมกีดกันโดยไม่ทราบสาเหตุ การพบกันครั้งสุดท้ายก็เมื่อตอนที่
ผมดำรงสมณเพศเป็นพระบวชอยู่ที่วัดทุ่งเศรษฐี ย่านบางนา ซึ่งพล.อ.เปรมได้แจ้งให้ไปรับบาตร
ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งผมก็ถ่ายภาพในควงามทรงจำครั้งนั้นเก็บไว้ จากนั้นผมก็ไม่ได้รับอนุญาต
ให้เข้าพบท่านอีกเลย" "ณ วันนี้ยังคิดถึงตลอดเวลา และรักท่านเสมอ ก็รู้สึกทรมานใจ
แต่ไม่มีโอกาสไปพบท่าน เพราะถูกกีดกัน แม้ทุกวันนี้จะไม่ได้พบ แต่ก็ระลึกถึงท่านเสมอ
และถ้าชีวิตนี้ยังไม่สิ้น ต้องกลับไปหาท่านให้ได้ กลับไปให้ป๋าได้ภูมิใจ ไม่ได้คิดจะไปรบกวน
ท่านเลย ทุกวันนี้เป็นตนและมาถึงขนาดนี้ได้เพราะกำลังใจจากป๋า"

ปัจจุบัน เขามีความสุขและทุ่มเทกับงานในฐานะเป็นผู้อำนวยการโรงละครอักษรา
"จะดูแลคณะหุ่นละครเล็ก ที่สืบทอดศิลปะจากครูสาคร ยังเขียวสด โดย คณะลูกศิษย์
ให้ประสบความสำเร็จให้ได้ถ้ายังล้มเหลว ผมก็คงไม่กล้าไปหาท่าน แต่ถ้าเมื่อวันนั้นมาถึง
ผมจะไปหาท่านและกราบเท้าท่านอย่างเต็มภาคภูมิ" ส่วนข่าวลือที่ระบุว่ากำลังมีชื่อเสียงโด่งดัง
ในฐานะผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงสถานบันเทิงกลางคืนนั้น เขาบอกว่า "เป็นธรรมดาของคน
ที่เคยประกอบธูรกิจด้านนี้ เขาต้องพบปะคนมากและประสานงานในการนำเสนอการแสดง
อย่าไปมอง่าเป็นมาเฟียหรือผู้ทรงอิทธิพล" เมื่อพูดคุยกันจบแล้ว "หนุ่มเสก" ได้ เดินไปส่ง
"เจเจ" จุลจิตต์ บุณยเกตุ ในฐานะที่ดำรงตำแหน่ง คณะกรรมการบริหารสถานที
โทรทัศน์กองทัพบกและรองประธานบริหารกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ ที่เขาบอกว่า
"เป็นนายที่มีพระคุณ"

นี่อาจจะเป็นเพราะอัธยาศัย มนุษยสัมพันธ์ที่ดี ช่างพูด ประกอบกับใบหน้าที่ยิ้มแย้มสดใส
ของ "หนุ่มเสก" แม้จะอายุเลยวัย "ทีนเอจ" มาแล้ว แต่ด้วยเอกลักษณ์เก่าผสมลุคส์ใหม่
จนกลายเป็น "หนุ่มเสก สกินเฮด" ล้วนแต่เป็นลักษณะที่ทำให้ "ผู้ใหญ่" ไม่ว่าอาชีพใด วัยใด
ต่างก็เอ็นดูเป็นธรรมดา

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


การร่วมมือกันของ ๒ กลุ่มคน ในการล้มล้างสถาบัน

สายสัมพันธ์สนธิญาณ+จิรายุ ผอ.สำนักงานทรัพย์สินฯ+บุญชัยอดีตเจ้าของDTAC

นักข่าว100ล้าน-ต้อยกับครอบครัวในคฤหาสถ์เนื้อที่เกือบ1ไร่ติดทะเลสาบ

ต้อยสนธิญาณเล่าให้นิตยสารwho? magazine ฟังถึงชีวิตเขาจากกุ๊ยมาเป็นนักข่าว
รวยระดับ100 ล้านในวันนี้ ก็เพราะได้ไปมีความสัมพันธ์กับดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา
ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และบุญชัย เบญจรงคกุล
อดีตนายใหญ่ยูคอม เจ้าของDTAC คู่แข่งคู่กัดมือถือของทักษิณ ชินวัตร ดังความข้างล่างนี้


สมัยเป็นนักศึกษารั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ชื่อว่าเป็นนักกิจกรรมตัวยง ซึ่งทำให้ ชีวิตเขา
เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีและการเป็นนักกิจกรรมนี้เองทำให้เขามีโอกาสร่วมงานกับ
ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และกลายเป็น
จุดหักเหที่ทำให้เขาได้มีโอกาส กระโดดเข้าสู่งานชิ้นสำคัญทางด้านสื่อโทรทัศน์และวิทยุ

เส้นทางการก้าวเข้าสู่ชีวิต"นักข่าว"ของสนธิญาณ เริ่มต้นจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 สมัยที่
ประชา มาลีนนท์ ลูกชายคนรองของ วิชัย มาลีนนท์ เป็นผู้ควบคุมดูแลงานทางด้านข่าวของสถานี
จากนั้นโลดแล่น อยู่บนถนนน้ำหมึก ร่วมกับ ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ทำหนังสืออาทิตย์วิเคราะห์
ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่เขาก้าวสู่เส้น ทางธุรกิจวิทยุ จัดตั้งสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น (INN) บุกเบิกการนำเสนอ
ข่าว 24 ชั่วโมง สร้างความฮือฮาให้กับ วงการสื่อด้านวิทยุอย่างมาก ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา

จวบจนเมื่อครั้งสำนักงานทรัพย์สินฯ ก้าวเข้าสู่กิจการทางด้าน “สื่อ” ในนามของสยามทีวี
แอนด์ เทเลคอมมิวนิเคชั่น เขาได้รับมอบหมายจาก ดร.จิรายุให้เข้ามารับงานชิ้นนี้
ซึ่งมีส่วนร่วมกับทีมของ จุลจิตต์ บุณยเกตุ
ในการทำข้อเสนอในการยื่นประมูล จนกระทั่ง
สามารถคว้างานประมูลมาได้ ทำให้ก้าวกระโดด สู่สยามทีวีและเป็นสื่อประเภทเดียวที่ยังไม่มีโอกาส
ทำสำเร็จ เพราะมีปัญหาของผู้ถือหุ้นเสียก่อน ทั้งนี้ ในช่วงที่ไอเอ็นเอ็น ไปมีสายสัมพันธ์กับมีเดียพลัส
ก็เคยมีการตกลงจะผลิตข่าวป้อนให้ไทยสกายทีวีมาแล้ว แต่ความฝันต้องสลายเป็นครั้งที่ 2

ไม่นานสนธิญาณจึงกลับไปปักหลักใหม่กับไอเอ็นเอ็นอีกครั้ง แม้ว่าคลื่นข่าวของไอเอ็นเอ็นยัง
สามารถจับกลุ่มผู้ฟังได้เหมือนเดิม แต่ปัญหาครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนครั้งก่อน เมื่อต้องมาเจอกับ
เรื่องเงินลงทุน เพราะสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็บอบช้ำ เพราะขาดทุนกับธุรกิจทางด้านสื่อและ
โทรคมนาคมมาไม่น้อย จึงลดการ ลงทุนในธุรกิจสื่อลงทั้งหมด เขาจึงต้องหาพันธมิตรรายใหม่
มาร่วมลงทุนในไอเอ็นเอ็นแทน

และเป็นเวลาเดียวกันที่กลุ่มยูคอมกำลังขยายธุรกิจทางด้านบรอดคาสติง ยูคอมจึงกลายมาเป็น
ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในไอเอ็นเอ็น ไม่นานปัญหาก็เกิดขึ้นมากมาย ทำให้เขาตัดสินใจออกมาก่อตั้ง
สถานีวิทยุ BUSINESS RADIO FM 96.5 จากนั้นมาตั้งสำนักข่าว ทีไอเอ็น เรดิโอ ใช้สถานีวิทยุ
คลื่นหญิงพลังหญิง และคลื่นหญิงพิทักษ์เมือง จนกระทั่งมาเปิดบริษัทของตัวเองในนาม
สำนักข่าว T-NEWs, บริษัท กรีน โพรเท็คท์ จำกัด และเป็นผู้บริหารคลื่นวิทยุ
FM101 MHz, 102.5 MHz, 103.5 MHz, 104.5 MHz

http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=1456

http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=2119

http://www.thaipr.net/nc/readnews.aspx?newsid=968C7ACDD9C5E1D62C050EE13283F867

ภาพข่าว: เลี้ยงรุ่นศิษย์เก่า วปรอ. 355

วันที่ 20 สิงหาคม 2552 10:38 น.


คุณจุลจิตต์ บุณยเกตุ รองประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ (ที่ 4 จากขวา)
ให้เกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงพบปะสังสรรค์ “เลี้ยงรุ่นศิษย์เก่า วปรอ. 355”
โดยมี พลเอก ชำนาญ พาสุนันท์ (ที่ 3 จากขวา) เลขารุ่นฯ ประสานการจัดงาน ณ ห้องอินฟินิตี้
โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ โดยมีเพื่อนร่วมรุ่น อาทิ คุณพรเทพ พรประภา,
พลเอกจตุฤทธิ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร, คุณสมใจนึก เองตระกูล, คุณสมชาย กรุสวนสมบัติ
และ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวาณิช เข้าร่วมงาน เมื่อเร็วๆ นี้

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ โทร 0-2680-9999

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-40.htm?sid=c40c2d2111fb99f38a700b2b4a94ad42

หากไม่เพราะพลเอกเปรม คือ ประธานที่ปรึกษาของ
บริษัทคิงพาวเวอร์ หนุ่มเสกหรือจะได้นั่งในตำแหน่ง รองประธาน
บริ
ษัทคิงพาวเวอร์ และ จงใจใช้ชื่อ บริษัทปานประหนึ่งว่า
เป็นบริษัทของ พระเจ้าอยู่หัว !!!

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ข้อความที่ระบาดในสังคม Hi5

ตั้งหัวข้อ  Rosy on Thu May 13, 2010 5:38 pm

ขอบคุณค่ะ สำหรับข้อมูลเรื่องความผิดพลาดในการจัดอันดับความร่ำรวยที่ท่าน hacksecret กรุณานำมาเพิ่มเติมให้เกิดความกระจ่าง

ตอนแรกที่อ่านจาก link http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9530000051144 ยังสงสัยอยู่เหมือนกันค่ะว่า Forbes หรือ Fortune กันแน่ เจ้าของความเห็นเขาเขียนไว้ว่าอย่างที่เอามาแปะนั่นแหละค่ะ แต่ไม่ว่าจะเป็นใครจัด ก็ถือว่าจัดผิดแน่ๆ อีกอย่างตอนนี้ความเห็นนั้นใน link ที่ยกมาอ้างอิง ก็หายไปแล้ว แฮ่ะๆ WM เขาคงเห็นมันเป็นความเห็นต่างประเภทกัน เพราะ link นั้น จริงๆ มันเป็นข่าว The Star Razz

ที่เรียนถามเรื่องนี้มาเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่พวกโจมตีชอบใช้ชูเป็นประเด็นหลักน่ะค่ะ โดยเฉพาะเรื่องไม่ต้องเสียภาษี

ต้องขอบคุณอีกครั้งค่ะ สำหรับความจริงที่กรุณาหามาให้อ่าน

เดี๋ยวจะระดมส่งให้เพื่อนๆ ช่วยกันกระจายข่าวต่อไป

Rosy

จำนวนข้อความ : 49
Registration date : 19/04/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ