..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

ตั้งหัวข้อ  333Unit on Mon Oct 13, 2008 6:35 pm


การประชุมสมัชชาร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นการเติมเต็มกระบวนการสันติภาพ ซึ่งได้ทำให้พวกลัทธิเหมายอมออกมาจากเขตเคลื่อนไหวต่อสู้ด้วยอาวุธตามป่าเขาในปี 2006 และเข้าสู่การต่อสู้ทางการเมืองกระแสหลัก

กรุงกาฐมาณฑุอยู่ในภาวะตึงเครียดก่อนหน้าเหตุการณ์สำคัญคราวนี้ โดยที่มีการโจมตีด้วยลูกระเบิดขนาดเล็กหลายระลอกในระยะไม่กี่วันที่ผ่านมา ทางตำรวจแถลงว่า พวกเขาสงสัยว่าพวกนิยมกษัตริย์คือพวกที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีเหล่านี้

ผู้คนหลายร้อยคนพากันละเมิดคำสั่งห้ามการชุมนุม และไปรวมตัวกันที่บริเวณศูนย์การประชุม เพื่อกดดันให้สมัชชายุติรัชสมัยของกษัตริย์คยาเนนทรา ที่ดำเนินมา 7 ปี และเต็มไปด้วยความปั่นป่วนวุ่นวายนานา

ทางด้านสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์ อันเป็นองค์กรฝ่ายเยาวชนของกลุ่มลัทธิเหมา ซึ่งเป็นที่หวาดเกรงกันของประชาชน เพราะถูกกล่าวหาว่าทำร้าย และก่อกวนรังควาญพวกปรปักษ์อย่างดุร้าย ก็กำลังวางแผนจัดการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่อยู่เช่นกัน

"นี่เป็นวันสีทองสำหรับเนปาล และชาวเนปาล มันเป็นการสิ้นสุดของยุคหนึ่ง และการเริ่มต้นของยุคใหม่" เป็นคำพูดของซาการ์ หัวหน้าของสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์

กลุ่มลัทธิเหมาได้แจ้งต่อกษัตริย์คยาเนนทรา และมกุฏราชกุมาร เจ้าชายปารัส ผู้ทรงขึ้นชื่อเรื่องใช้ชีวิตส่วนพระองค์แบบเพลย์บอย ให้ทรงยอมออกจากอำนาจอย่างมีเกียรติ มิฉะนั้นก็จะพบกับ "การลงโทษอย่างรุนแรง"

โฆษกของกลุ่มลัทธิเหมา กฤษณะ บาฮาดูร์ มหารา แถลงว่า กษัตริย์ทรงมีเวลา 7 ถึง 15 วันที่จะต้องออกจากพระราชวังหลวงไป

กษัตริย์คยาเนนทราทรงขึ้นครองราชสมบัติ ภายหลังเกิดกรณีโศกนาฎกรรมในปี 2001 เมื่อกษัตริย์พิเรนทรา พระเชษฐาของพระองค์ ซึ่งเป็นพระราชาธิบดีที่ประชาชนเคารพรักยิ่ง ได้ทรงถูกสังหารในพระราชวังหลวง พร้อมกับสมาชิกพระราชวงศ์แทบทั้งหมด โดยที่องค์มกุฏราชกุมาร ซึ่งทรงถูกกล่าวโทษว่าทรงกระทำการคราวนี้ขณะทรงมึนเมาทั้งด้วยฤทธิ์น้ำจัณฑ์ และยาเสพติด ก็ได้ทรงปลงพระชนม์พระองค์เองไปด้วย อย่างไรก็ตาม ประชาชนจำนวนมากยังคงสงสัยไม่รู้หายว่ากษัตริย์พระองค์ใหม่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับโศกนาฎกรรมในวังหลวงคราวนั้น

333Unit

จำนวนข้อความ : 129
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 23, 2009 3:52 pm



‘กษัตริย์คเยนทรา’ ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ

โดย พงษ์พันธุ์ ชุ่มใจ: ประชาไท วันที่ : 27/12/2549


กษัตริย์คเยนทราแห่งเนปาล ผู้เป็นสมมติเทพ ‘พระวิษณุปางอวตาร’ บัดนี้กำลังตกที่นั่งลำบาก
(ที่มาของภาพ : Getty Image)


ท่านที่ติดตามประชาไทเป็นประจำ ย่อมเห็นพระนามของกษัตริย์คเยนทรา (Gyanendra) หรือ
คเยนทรา วีระ วิกรม ชาหะเทวะ (Gyanendra Vira Vikrama Sahadeva) ปรากฏเป็นข่าวในประชาไท
และกลายเป็นข่าวร้อนบ่อยครั้ง เนื่องจากไม่เพียงแต่มีผู้อ่านเข้ามาร่วมแสดงความเห็นเท่านั้น
แต่ด้วยเนปาลเองที่ยามนี้กำลังร้อน เพราะต้นปีมานี้ มีการชุมนุมประท้วงจนกระทั่งพระองค์ต้องสละ
พระราชอำนาจตาม ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เมื่อเดือนเมษายน และขณะนี้การเมืองเนปาล ‘สมานฉันท์’
เพราะกำลังจะมีการปฏิรูปการเมือง มี ‘สมัชชาแห่งชาติ’ เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ สำหรับเนปาลใหม่

อันที่จริงแล้วทั้งไทยและเนปาลมีความคล้ายคลึงกันตรงที่เป็นไม่กี่ประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์
มีความเชื่อดั้งเดิมว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพมาปราบยุคเข็ญ
ไทยเชื่อว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระโพธิสัตว์
เนปาลก็เชื่อตามคติฮินดูว่าแท้จริงแล้วกษัตริย์เนปาลคือปางอวตารของวิษณุเทพ
อันเป็นคติแต่โบราณของผู้คนในชมพูทวีป


เพียงแต่ท่ามกลางวิกฤตกาลทางการเมืองวิธีการคลี่คลายปัญหาของ 2 ประเทศนั้นก็ต่างกันเหมือนหน้ามือกับหลังมือ






The Nepalese royal family during the coming-of-age ceremony of Crown Prince Dipendra in 1990.
All the family members in this photo were killed.

From Left: Crown Prince Dipendra, King Birendra, Prince Nirajan,
Queen Aishwarya and Princess Shruti.
— REUTERS

คเยนทรา และ ความวุ่นวายทางการเมืองในเนปาล

สำหรับกษัตริย์คเยนทราประสูติเมื่อ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2490 ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนของชาวคริสต์
ในเมืองดาจีลิง (Darjeeling) ประเทศอินเดีย
พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2544
ต่อจากกษัตริย์พิเรนทรา (King Birendra Bir Bikram Shah Dev) ผู้เป็นพระเชษฐา ซึ่งครองราชย์ตั้งแต่ปี 2515
ก่อนจะสิ้นพระชนม์ในเหตุการณ์ ‘สังหารโหดในพระราชวัง’ (the Palace Massacre) ในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2544
ที่เจ้าชายดิเพนทราพระโอรสซึ่งเสวยน้ำจัณฑ์จนเมามายได้กราดยิงพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์รวม 10 พระองค์
จนสิ้นพระชนม์ก่อนที่เจ้าชายดิเพนทราจะปลงพระชนม์ตัวเองตาม


โดยพื้นฐานทางการเมืองของเนปาลเองปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นเวลายาวนาน
ก็เพิ่งจะมีประชาธิปไตยหลังจากขบวนการ ‘จัน อันโดลัน’ (Jan Andolan Movement) หรือแปลเป็นไทยว่า
ขบวนการประชาชน ได้บีบให้กษัตริย์พระองค์ก่อนคือพิเรนทรายอมปฏิรูปการเมือง

และพระราชทานรัฐธรรมนูญในเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ.2534 ทำให้เนปาลมีรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
โดยมีกิริยา ปราสาท กัวราลา (Girija Prasad Koirala) จากพรรคคองเกรสเนปาล (Nepali Congress Party)
ชนะการเลือกตั้งเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี

แต่การเมืองเนปาลก็เข้าสู่สภาพไร้เสถียรภาพเพราะเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพของรัฐบาล
กับพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) หรือกบฏลัทธิเหมานำโดยสหายประจันดา (Prachanda)
ที่จับอาวุธสู้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 จนฝ่ายกบฏมีฐานที่มั่นอยู่ใน 50 จังหวัดจาก 75 จังหวัดของเนปาล
และสงครามกลางเมืองก็ได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 12,500 ราย

การแทรกแซงของพระราชอำนาจแบบเนปาลๆ

ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ ‘สังหารโหดในพระราชวัง’ (the Palace Massacre) และกษัตริย์คเยนทราทรงขึ้นครองราชย์
ในปี พ.ศ.2544 การเมืองเนปาลก็ยิ่งไร้เสถียรภาพเข้าไปอีก เพราะพระองค์อ้างเหตุความไม่สงบในเนปาล
เข้าแทรกแซงการเมืองระบอบรัฐสภาอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขของ อาทิทำการปลดและแต่งตั้ง
นายกรัฐมนตรี ด้วยพระองค์เองรวม 5 ครั้งช่วงปี 2544
ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ก่อนที่พระองค์จะยึดอำนาจ
การปกครองของเนปาลมาอยู่ที่พระองค์เองในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 โดยพระองค์อ้างเหตุผลการยึดอำนาจว่า
เพราะนายกรัฐมนตรีคนก่อนบริหารราชการ แผ่นดินบกพร่องในเรื่องการเตรียมการเลือกตั้งและไม่สามารถ
สร้างความสงบเรียบร้อยขึ้นมาในบ้านเมืองได้
โดยพระองค์สัญญาว่าจะคืน “ความสงบเรียบร้อยและประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ” ภายในเวลา 3 ปี




http://blog.360.yahoo.com/blog-E1TGvMI8abDBD_GqfmCGpdoVwg--?cq=1&p=2
Dipendra Bir Bikram Shah Dev, King of Nepal (
June 27, 1971June 4, 2001) was King of Nepal from June 1 to June 4, 2001. He was accused of killing his family at a royal dinner on June 1, 2001.
Dipendra was also mortally wounded, by a handgun shot to the left side
of his skull; however he was right handed, according to the maid of the
queen's mother. With the murder of his father, he officially became
king for the three days he lingered in a coma.
http://en.wikipedia.org/wiki/Dipendra_of_Nepal



http://en.wikipedia.org/wiki/Devyani_Rana
Devyani Rana was the prospective fiancée of
Crown Prince Dipendra of Nepal.
She is the daughter of Pashupati Shumsher Jung Bahadur Rana, the
president of one of the democratic political parties of Nepal - The
Rastriya Prajatantra Party (RPP).
According
to published reports, the refusal of Dipendra's parents to consent to
his marriage with Devyani was the cause of the massacre of the royal
family in
Nepal. Devyani is a member of the C class Rana family via her father. Her mother is from an influential Indian royal family (the Scindias, see Madhavrao Scindia).
She has only one sibling, a sister. The Shah family of Nepalese kings
had a history of animosity towards the Rana family. The Rana clan had
served as hereditary prime ministers of Nepal until 1951, with the
title Maharaja.
Nonetheless
Shah kings and princes have married almost exclusively A Class Rana
family members. The Prince reportedly shot and murdered nine members of
his family before being mortally wounded himself (either by his own
hand or by the Palace Guard). He was proclaimed
King of Nepal whilst in a coma. He died two days later.Devyani Rana fled to India immediately after the royal massacre to escape media attention. Rana married businessman Aishwarya Singh, the grandson of Indian Human Resources Minister Arjun Singh, on February 22, 2007. The ceremony was witnessed by 5,000 guests included dignitaries from India and various parts of the world. Rana currently works for the United Nations Development Program.

http://news.bbc.co.uk/2/hi/south_asia/6389869.stm

http://www.dnaindia.com/report.asp?NewsID=1030364
http://phenomena86.spaces.live.com/Blog/cns!BED53ADCBA44CF13!119.entry

นอกจากนี้พระองค์ยังตัดสินพระทัยจำกัดเสรีภาพของประชาชนรวมไปถึงเสรีภาพในการนำเสนอของสื่อมวลชน
มีการจับกุมนักการเมือง นักเคลื่อนไหวที่เห็นต่างจากพระองค์ ทำให้องค์กรสิทธิมนุษยชนและองค์กรประชาธิปไตย
ในประเทศกังวลต่อสถานการณ์ในเนปาล โดยเฉพาะกับนักข่าวและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนของเนปาล
แต่กษัตริย์คเยนทราก็ทรงตอบโต้องค์กรต่างประเทศเหล่านั้นว่า “ประชาธิปไตยและเสรีภาพที่ก้าวหน้าทั้งหลาย
จำเป็นน้อยกว่าการฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ!”


พลังซุบซิบเรื่อง ‘เจ้า’ ในเนปาล

นอกจากความไม่พอใจในตัวกษัตริย์เนปาลจะเกิดเพราะการเข้ายึดอำนาจของกษัตริย์คเยนทราพแล้ว
สิ่งที่ช็อกความรู้สึกชาวเนปาลอีกประการหนึ่งคือการที่คณะลูกขุนของรัฐบาล ตัดสินว่าเจ้าชายดิเพนทรา (Prince Dipendra)
พระโอรสของกษัตริย์พิเรนทรา กษัตริย์พระองค์ก่อน ซึ่งยิงพระองค์เองเสียชีวิต ได้เป็นฆาตกรสังหารพระราชบิดา
และพระบรมวงศานุวงศ์ในเหตุการณ์สังหารโหดใน พระราชวังปี 2544 ครั้งนั้น แต่สำหรับเรื่องนี้เป็นการยาก
ที่จะให้ชาวเนปาลทำใจเชื่อได้ แถมกบฏลัทธิเหมายังกระพือข่าวว่ากษัตริย์คเยนทราผู้สืบราชสมบัติต่อนั่นแหละ
เป็นตัวการในการสังหารโหดครั้งนั้น




Prince Gyanendra, Prince Paras, Princess Prerana and Princess Komal.

กระแสข่าวทางลบในลักษณะนี้ต่อกษัตริย์คเยนทรา ยังคงแพร่กระจายไปทั่วเนปาล
ผู้คนต่างตั้งคำถามว่ากษัตริย์คเยนทราหนีออกจากพระราชวังได้อย่างไรในวันที่
เหตุฆาตกรรมหมู่เกิดขึ้น และบุตรชายคนเดียวของพระองค์เจ้าชายพาราช (Prince Paras)
หลบออกจากพระราชวังไปได้อย่างไรโดยที่ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่รอยขีดข่วน!?




Prince Paras

และยิ่งเจ้าชายพาราช ผู้สืบทอดราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา และสืบราชสมบัติแห่งราชวงศ์ชาห์
กลับมีนิสัยชอบขับรถซิ่งและความเจ้าสำราญที่ชาวเนปาลขนานนามพระองค์ว่า “The playboy”
ยิ่งทำให้ความนิยมของประชาชนต่อเจ้าชายพาราชผู้สืบทอดราชสมบัติของราชวงศ์ ชาห์
และทำให้กษัตริย์คเยนทราไม่เป็นที่นิยมชนิดร้าวลึก


att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 23, 2009 4:13 pm

พันธมิตรแห่งแนวต้านอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์

ท่ามกลางอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์ในประเทศ ต่อมาในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 พันธมิตร 7 พรรคการเมืองเนปาล
(Seven Party Alliance - SPA) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองในสภาร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์)
หรือกบฏลัทธิเหมาทำสัญญาเป็นพันธมิตรบันทึกข้อตกลง 12 ประการเพื่อสันติภาพและประชาธิปไตย
เพื่อต่อต้านการปกครองของกษัตริย์คเยนทรา ซึ่งทำให้เกิดฝ่ายต่อต้านการปกครองของกษัตริย์
ขยายตัวออกไปทั่วประเทศ


การต่อต้านพระราชอำนาจได้ถึงจุดปะทะเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2549 พันธมิตร 7 พรรคการเมือง
จัดการชุมนุมในกรุงกาฐมาณฑุ เรียกร้องประชาธิปไตยและคว่ำบาตรการเลือกตั้งท้องถิ่นที่กษัตริย์คเยนทรา
จะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากเห็นว่าการเลือกตั้งดังกล่าวเป็นเพียงมายาภาพที่แสดงให้เห็นว่า
นี่เป็นก้าวแรกสู่ประชาธิปไตยเพื่อสร้างความชอบธรรมในการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จของพระองค์ที่ดำเนินมากว่า 1 ปี

โดยรัฐบาลพยายามสกัดการชุมนุมของประชาชนด้วยการประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกจากบ้านในยามวิกาล
ในเขตเมืองหลวงและบางพื้นที่ของเนปาล ห้ามการชุมนุมสาธารณะ มีการตัดสัญญาณโทรศัพท์และคุกคาม
ผู้ออกมาต่อต้านการเลือกตั้งดังกล่าว ทำให้การชุมนุมเลื่อนจากวันที่ 20 มกราคม มาเป็นอีกวันหนึ่ง

โดยในวันที่ 21 มกราคม มีการเดินขบวนท้าทายอำนาจของกษัตริย์ครั้งใหญ่โดยประชาชนหลายพันคน
ทำให้รัฐบาลของกษัตริย์คเยนทราใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรง จนมีผู้นำพรรคการเมือง
นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ผู้นำแรงงาน นักศึกษา และนักหนังสือพิมพ์ถูกจับกุมหลายร้อยคน
ขณะที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ตอบโต้ด้วยการขว้างปาก้อนหิน ใส่ตำรวจและทหาร
พร้อมเผายางรถยนต์
เป็นเครื่องกีดขวาง ซึ่งการปราบปรามครั้งนั้นทำให้การชุมนุมต่อต้านกษัตริย์ปะทุไปทั่วประเทศ



การประท้วงใหญ่เดือนเมษายน และการสละพระราชอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์

ในเดือนเมษายน 2549 ภายใต้การนำของพันธมิตร 7 พรรคการเมืองเนปาล (Seven Party Alliance - SPA)
และกบฏลัทธิเหมาได้มีการต่อต้านครั้งใหญ่เพื่อทวงประชาธิปไตยคืนมาจาก กษัตริย์

ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน มีการนัดหยุดงานทั่วประเทศเป็นเวลา 4 วัน
ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน และจัดการชุมนุมใหญ่ในเมืองหลวงวันที่ 8 เมษายน

ตามด้วยการดื้อแพ่งด้วยการหยุดจ่ายภาษี เช่นเดียวกับการประท้วงหลายต่อหลายครั้ง รัฐบาลได้ประกาศเคอร์ฟิว
ห้ามไม่ให้ประชาชนออกมาชุมนุม แต่การชุมนุมประท้วงกลับขยายตัวไปตามเมืองใหญ่ๆ ตลอดทั้งเดือน
ทำให้รัฐบาลพยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดสลายการชุมนุมกระทั่งมีผู้บาดเจ็บ
และเสียชีวิตจำนวนมาก จำนวนผู้ออกมาประท้วงเฉพาะในเมืองหลวงพุ่งสูงกว่า 300,000 - 500,000 คน




(บน) ฝูงชนออกมาชุมนุมเผชิญหน้ากับรถถังตามท้องถนน เมื่อวันที่ 21 เมษายน
ระหว่างการประท้วงใหญ่เดือนเมษายน (ที่มาของภาพ : Der Spiegel)



(บน) ฝูงชนส่งเสียงเชียร์ระหว่างการเผาหุ่นกษัตริย์คเยนทรา (ที่มาของภาพ : Der Spiegel)



แม้กษัตริย์เนปาลจะยอมลงจากอำนาจ แต่การเมืองประชาชนของเนปาลก็ยังดำเนินต่อไป
จากภาพเป็นการชุมนุมของผู้คนจำนวนมหาศาลกลางกรุงกาฐมาณฑุของกบฏลัทธิเหมา เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา
(ที่มาของภาพ : Fonet)



และในวันที่ 21 เมษายนกษัตริย์คเยนทราได้มีพระราชดำรัสว่าจะทรงคืนอำนาจบริหารให้แก่ประชาชน
และจะจัดการเลือกตั้งใหม่ให้เร็วที่สุด รวมทั้งขอให้กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอชื่อชื่อบุคคลที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง
นายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มกบฏลัทธิเหมาปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว พร้อมกับนัดชุมนุมใหญ่
อีกครั้งในวันที่ 25 เมษายน

กระทั่งเที่ยงคืนของวันที่ 24 เมษายน กษัตริย์คเยนทราได้ยอมประกาศคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านสถานีโทรทัศน์ว่า
พระองค์จะฟื้นฟูสภาผู้แทนราษฎรที่ล้มเลิกไปและขอให้พรรคการเมืองทั้ง 7 พรรคกลับมาร่วมรับผิดชอบดูแลประเทศชาติ
เพื่อประชาธิปไตยและสันติภาพของชาวเนปาล ทำให้วันรุ่งขึ้นชาวเนปาลจำนวนมากออกมาชุมนุมแสดงความยินดี
ต่อชัยชนะของประชาชนตามท้องถนน

ตลอดการประท้วงใหญ่ 19 วัน มีการปราบปรามโดยกองกำลังรัฐบาลจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 คน
และผู้บาดเจ็บนับพันคน ด้วยเหตุนี้ระหว่างประท้วงจึงทำให้มวลชนตามท้องถนนเผาหุ่นของกษัตริย์
และ ประณามกษัตริย์คเยนทราว่าเป็น “ฆาตกร”


เมื่อประชาชนทวง ‘พระราชอำนาจ’ คืน

ภายหลังจากที่สภาถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ นายกิริยา ปราสาท กัวราลา อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคคองเกรสเนปาล
ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว โดยเขาสัญญาว่าจะจัดการเลือกตั้งคณะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ตามข้อเรียกร้องของประชาชน

ต่อมาอดีตรัฐมนตรี 5 คนที่ทำงานให้กษัตริย์คเยนทราก็ถูกจับกุมและสอบสวน
กรณีใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย
นอกจากนี้รัฐบาลชุดใหม่และสภาผู้แทนราษฎรยังได้ดำเนินการลดทอนพระราชอำนาจ
อย่างต่อเนื่องทำให้ฐานะของสถาบันกษัตริย์เนปาลกลายเป็นประมุขของประเทศแต่
ในทางพิธีกรรม (Ceremonial Monarchy) เท่านั้น เช่น ห้ามมิให้กษัตริย์มีอำนาจสั่งการกองทัพอีกต่อไป
ทั้งนี้กองทัพเคยมีบทบาท ในการช่วยกษัตริย์คเยนทรายึดอำนาจด้วยการกราบบังคมทูลเชิญ
กษัตริย์คเยนทราขึ้นสู่อำนาจการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

การจับนายกรัฐมนตรีและผู้นำพรรคการเมืองต่างๆ ในขณะนั้นมีการเปลี่ยนชื่อกองทัพจากกองทัพ
ในพระมหากษัตริย์เนปาล (Royal Nepalese Army) มาเป็นกองทัพแห่งชาติเนปาล (Nepalese Army)


แถมเพลงชาติเนปาลซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ขึ้นต้นในทำนองว่า
“ขอพระบารมีปกเกล้า, เป็นขวัญอธิปไตย เธอชาวเนปาลผู้กล้า มีมหาราชาธิราชเป็นกษัตริย์ของเรา...”
ก็กำลังจะถูกเปลี่ยนอีกด้วย

นอกจากนี้การจัดตั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติขึ้นใหม่โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ยุบคณะองคมนตรี
ให้สภาฯ มีอำนาจในการออก แก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายที่เกี่ยวกับการสืบราชสันตติวงศ์

รวมทั้งจะเก็บรายได้และทรัพย์สินของกษัตริย์กับราชวงศ์อีกด้วย นอกจากนี้รัฐบาลยังประกาศให้เนปาล
เป็นรัฐฆราวาส (Secular state) แยกศาสนาออกจากอาณาจักร มิใช่รัฐฮินดูอีกต่อไป


ที่สำคัญหลังการประท้วงครั้งใหญ่ในเดือนเมษายนก็ทำให้กษัตริย์คเยนทราก็ไม่ค่อยปรากฏพระองค์ในสถานที่สาธารณะ
รถนำขบวนพระราชวงศ์ซึ่งการเสด็จครั้งหนึ่งต้องปิดถนนและทำให้รถติดในเมืองหลวงเป็นกินนานหลายชั่วโมง
รวมทั้งการเสด็จแปรพระราชฐานไปยังชนบทด้วยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งก็ถูกยกเลิก

เท่านั้นยังไม่พอยังมีการโดดเดี่ยวกษัตริย์คเยนทราในเดือนกรกฎาคม
ในงานเลี้ยงฉลองวันเฉลิมพระชนม์พรรษาครบ 59 ปี ซึ่งปีนี้
ไม่มีเด็กนักเรียนเป็นจำนวนมากมาร่วมงานเลี้ยงฉลองเหมือนอย่างเคย
แถมรัฐมนตรีในรัฐบาลก็ไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงดังกล่าว



หยุดยิง สงบศึก และกระบวนการสันติภาพในเนปาล

หลังการลงจากอำนาจการปกครองโดยตรงของกษัตริย์คเยนทรา รัฐบาลชั่วคราวประกาศหยุดยิงกับกบฏลัทธิเหมา
เป็นการชั่วคราวในวันที่ 3 พฤษภาคม ตามมาด้วยกระบวนการเจรจาสันติภาพ โดยมีการลงนามข้อตกลง
ในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 8 พฤศจิกายนระหว่างกบฏลัทธิเหมากับรัฐบาล ก่อนที่ในวันที่ 21 พฤศจิกายน
จะมีการลงนามสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการโดนนายกรัฐมนตรีกิริยา ปราสาท กัวราลา
ซึ่งภายใต้สัญญาฉบับนี้กบฏลัทธิเหมาจะมีที่นั่งในรัฐบาลเฉพาะกาลนี้ด้วย ขณะที่กำลังอาวุธของฝ่ายกบฏ
จะถูกควบคุมดูแลโดย
สหประชาชาติ

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 23, 2009 4:27 pm



The rebels have imposed a blockade of the capital

โดยสหายประจันดา อดีตครูประถมผู้ผันตัวไปเป็นผู้นำการปฏิวัติกล่าวว่า “สัญญาแห่งความทรงจำนี้
จะหยุดยั้งระบอบศักดินาเก่าที่ดำเนินมากว่า 238 ปี ยุติซึ่ง 11 ปีแห่งสงครามกลางเมือง

พรรคของเราจะทำงานภายใต้ภารกิจใหม่ ภายใต้ความกระตือรือร้นใหม่ เพื่อสร้างเนปาลใหม่”

ส่วนนายกรัฐมนตรี กัวราลากล่าวว่า “ข้อตกลงนี้ จะยุติซึ่งการเมืองแห่งการประหัตประหาร ยุติความรุนแรง
ยุติการก่อการร้าย และจะเริ่มต้นใหม่ซึ่งการเมืองแห่งการประสานประโยชน์ ผมอยากขอบคุณประจันดา
ซึ่งหาทางออกแห่งวิกฤตด้วยสันติวิธี
เนปาลจะเข้าสู่ยุคใหม่ที่มุ่งสู่สันติภาพ บัดนี้เราร่วมมือซึ่งกันและกัน
ตลอดจนทำความเข้าใจต่อกันเพื่อทำให้สัญญาสันติภาพนี้ได้รับการนำไปปฏิบัติ รูปธรรมอย่างเต็มที่”

สมัชชาเฉพาะกาลและการเลือกตั้งเพื่อร่างรัฐธรรมนูญ

ภายใต้สัญญาสันติภาพ สมัชชาเฉพาะกาลเนปาลจะมีที่นั่งทั้งสิ้น 330 ที่นั่ง แบ่งให้พรรคคองเกรสเนปาล
(the Nepali Congress party) พรรคการเมืองใหญ่ที่สุดในประเทศจะได้รับ 75 ที่นั่ง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งเนปาล
(มาร์กซิสต์-เลนินนิสต์) และพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) หรือกบฏลัทธิเหมา
จะได้รับ
โควตาพรรคละ 73 ที่นั่งเท่าๆ กัน ส่วนที่นั่งในสมัชชาเฉพาะกาลที่เหลือ ได้รับการจัดสรรให้ 5 พรรคการเมืองต่างๆ
ที่เป็นอดีตพรรครัฐบาลผสม

โดยการเมืองเนปาลหลังจากนี้ พันธมิตร 7 พรรคการเมืองและพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์)
ได้ร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา
โดยมีใจความสำคัญอยู่ที่การโอนพระราชอำนาจของกษัตริย์ทั้งหมดมาอยู่กับนายกรัฐมนตรี
และให้นายกรัฐมนตรีเป็นประมุขของรัฐ นับเป็นครั้งแรกของเนปาลที่ประมุขของรัฐเป็นสามัญชน

ซึ่งหลังจากนี้จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรในเดือนเมษายนปี 2550

ดูเหมือนว่ากษัตริย์คเยนทราจะเสื่อมความนิยม แต่นายคาปิล ชเรสฐา (Kapil Shrestha) ศาสตราจารย์ทางรัฐศาสตร์
ในมหาวิทยาลัยตรีภูวัน (Tribhuvan University) แห่งเนปาลกลับมองว่าเป็นเรื่องของการเสื่อมความนิยมในตัวบุคคล
คนเนปาลมีปัญหาในตัวกษัตริย์คเยนทรา แต่ไม่ได้มีปัญหาในแนวคิดเรื่องสถาบันกษัตริย์จะมีหรือไม่มีต่อไป
“ผู้คนรังเกียจสิ่งที่กษัตริย์ทำ แต่ไม่ได้รังเกียจสถาบันกษัตริย์ทั้งหมด” ชเรสฐากล่าว

นี่เป็นข้อสรุปของนักวิชาการเนปาล เพราะกระแสของผู้คนในเนปาลก็แตกเป็นหลายเสียง เช่น
มีนักศึกษาเตรียมจะไปประท้วงการแปรพระราชฐานของกษัตริย์คเยนทราไปยังชนบทที่ อากาศอบอุ่นกว่า
ในเมืองหลวงช่วงคริสต์มาส-ปีใหม่ ขณะที่มีคนเขียนจดหมายไปหาบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ในเนปาลบอกว่า
อยากเชิญกษัตริย์คเยนทราไปเสวยพระกระยาหารที่บ้าน เพราะตนชื่นชมในแนวทางการปกครองประเทศแบบนี้ เป็นต้น!
ซึ่งก็ต้องจับตากันต่อไปว่าหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของเนปาลในเดือนเมษายนปี 2550
รัฐธรรมนูญฉบับถาวรจะเปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมหรือไม่ และสถาบันกษัตริย์จะมีอนาคตเป็นอย่างไร


โดย : ประชาไท วันที่ : 27/12/2549

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=6419&SystemModuleKey=HilightNews&SystemLanguage=Thai

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

ตั้งหัวข้อ  พีพี on Wed Dec 23, 2009 4:30 pm

...พล็อตแบบนี้ นี่เค้าเล่นซ้ำ กันทั่วโลก เลยรึเนี่ย...ตกใจจิงๆ Shocked

ไทยมีพระสยามเทวาธิราช หรือ ฝ่ายความมั่นคงเราฉลาด กันแน่หว่า... Very Happy

พีพี

จำนวนข้อความ : 124
Registration date : 06/12/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 23, 2009 4:32 pm

พีพี พิมพ์ว่า:...พล็อตแบบนี้ นี่เค้าเล่นซ้ำ กันทั่วโลก เลยรึเนี่ย...ตกใจจิงๆ Shocked

ไทยมีพระสยามเทวาธิราช หรือ ฝ่ายความมั่นคงเราฉลาด กันแน่หว่า... Very Happy

ทั้งสองอย่างมั๊ง แต่ฝ่ายความมั่นคงนี่ มีไส้ศึกอยู่เยอะแฮะ

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 23, 2009 4:52 pm

Dipendra Bir Bikram Shah Dev, King of Nepal (June 27, 1971June 4, 2001) was
King of Nepal from June 1 to June 4, 2001. He was accused of killing his family at
a royal dinner on
June 1, 2001. Dipendra was also mortally wounded, by a handgun shot
to the left side of his skull; however he was right handed, according to the maid of the
queen's mother. With the murder of his father, he officially became king for the three days
he lingered in a coma.
http://en.wikipedia.org/wiki/Dipendra_of_Nepal

ผลที่แสดงให้เห็นในปัจจุบันจากเหตุการณ์นั้นก็คือ มีการแต่งตั้งบิชอปคนแรกของเนปาล
จากที่ไม่เคยมีมาก่อน (รวมทั้งกบฏลัทธิเหมาเพื่อกดดันราชวงศ์เนปาล คล้ายกับกลุ่มคอมมิวนิสต์เก่า
หรือพวกที่อ้างประชาธิปไตยในไทยตอนนี้)


Jesuit Priest Anthony Sharma Appointed First Bishop Of Nepal
Former Hindu kingdom gets its first bishop



New Delhi, Feb. 12, 2006 (CBCI News/zenit):

Pope Benedict XVI has elevated the Apostolic Prefecture of Nepal to the rank of apostolic vicariate
and has appointed Jesuit priest Anthony Sharma Nepal’s first Bishop.
The Vatican press office announced Saturday that the Pope appointed Father Anthony Sharma, 69,
as the first apostolic vicar of Nepal. He is currently the apostolic prefect of Nepal.


Nepal’s capital Katmandu will be the headquarters of the apostolic vicariate.
Anthony Sharma was born in Katmandu in 1937. He entered the Society of Jesus in 1956
and was ordained a priest in 1968. He spent years in India, teaching in the area of Darjeeling,
and he was rector of St. Joseph's College.

He was appointed ecclesiastical superior of Nepal in 1984. When Pope John Paul II elevated
the "sui iuris" mission of Nepal to the rank of apostolic prefecture, Father Sharma became
its first apostolic prefect. The Apostolic Vicariate of Nepal counts 6,600 Catholics
in a population of 23.7 million.
It has five parishes, two churches that are virtually parishes,
six mission stations and 22 substations, served by 11 diocesan priests and 40 religious priests.
There are five major seminarians and 112 women religious.
In addition, the Church has 44 educational and 16 charitable institutions.

http://onlypunjab.com/fullstory2k7-insight-Hindu+kingdom-status-8-newsID-14872.html

Publish Date : 3/1/2007 11:40:00 AM Source : Latest Asia News Onlypunjab.com

Twenty-one years ago Amulya Nath Sharma spent Easter in a Kathmandu police station for preaching
before a gathering that also included Hindu relatives of churchgoers.
Now, with the world's only Hindu kingdom becoming a secular state,
he will lead Nepal's growing Christian community as the country's first bishop.

Earlier this month, Pope Benedict XVI elevated Nepal from a prefecture to vicariate
and named Father Anthony Francis Sharma as the kingdom's first bishop.

Sharma, 69, embraced Christianity at the age of four when his mother, a widow,
converted in India's Assam state. He will be ordained at an official ceremony in Kathmandu
on May 5 when he will be sworn in by the Pope's representative,
Papal nuncio papal Pedro Lopez Quintana, in a ceremony to be also attended by
the archbishops of Patna and Bagdogra from India.

It is a moment of exultation for Nepal's Christian community who till
the 1990s faced prison or other punishment for proselytising.

Conversions were a punishable offence in Nepal till last April,
when a public revolt forced King Gyanendra to step down as
head of government and the newly restored parliament declared
the world's only Hindu kingdom a secular state.

Father Sharma remembers the earlier days when anyone found to own
even a copy of the Bible faced imprisonment or deportation.

He joined the Jesuits in 1956 and spent his childhood in Kurseong in eastern India.
Father Sharma was sent to the Philippines for higher education in counselling
and psychology and returned to India again for several teaching assignments.


The most prominent was as principal and rector of Darjeeling's famed North Point School,
where traditionally,
Nepal's royal family used to send its sons for education.
Prince Dhirendra, the present king's younger brother who died in
the palace massacre in 2001, was a student of father Sharma.


"I also admitted Crown Prince Paras to the school," the future bishop of Nepal told IANS.
Father Sharma returned to Nepal in 1984 when he was appointed superior of Nepal.
Now eight months away from his 70th birthday,
the priest thinks the appointment should have gone to a Nepali Jesuit from the ethnic communities.

"My days are numbered," he said. "In any case, I will have to retire after six years.
"I want to spend that time preparing someone from the ethnic communities."
Though the first Jesuit missionaries arrived in Nepal as early as the 18th century
at the invitation of the then Malla kings about 238 years ago,


when the present king Gyanendra's ancestor King Prithvi Narayan Shah
overran the smaller principalities and consolidated his kingdom,
they were expelled on the suspicion they were spying for the British government.

However, after a pro-democracy movement in 1950 ended the tyrannical regime of
the all-powerful Rana prime ministers, the Jesuit fathers were invited back,
though only to run schools and hospitals.



มงกุฏราชกุมารที่เป็นคนยิงทั้งราชวงศ์ (ตามข่าวที่ออกมานะ เบื้องหลังอาจจะไม่ใช่)
เป็นลูกศิษย์ของบิชอปที่ถูกแต่งตั้งคนนี้



http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t671.htm

http://thai-pbs.hi5.com/friend/profile/displayJournalDetail.do?ownerId=244896531&journalId=88190795

Later when a widowed Sonia Gandhi visited Kathmandu, the Queen made sure
that she was denied permission to enter Pashupathinath temple on the basis
that she was born a Catholic
.

The Queen thus gained happiness of standing up against India, whom she
hated because she thought India was behind the Spring Awakening of 1990
that led to democracy.


  • เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้เกิดความหมางใจกันอย่างแรง และมีมูลเหตุมาจาก เงื่อนไขของ
    ความขัดแย้งจาก การนับถือศาสนา กล่าวคือ โซเฟีย คานธีนั้นเป็นชาวอิตาลี
    นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาธอลิคมาก่อนที่จะเปลี่ยนมานับถือศาสนา
    ฮินดูหลังจากที่แต่งงานกับ นายราจีฟ คานธี

ดังนั้นการไปเยือนเนปาลครั้งนั้นของนางโซเฟีย ..ทำให้เกิดข้อห้ามที่มาจากพระราชเสาวนีย์ของ องค์รานีไอศวรรย์
ห้ามมิให้โซเนีย คานธี เข้าไปในเขตวัดปศุปตินาถ ซึ่งเป็นวัดของชาวฮินดู ถือว่าเป็นที่ประทับขององค์ศิวเทพ
ทั้งๆ
ที่ โซเฟีย นั้นถือว่า เป็น ภริยาของนายกฯประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาฮินดูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคืออินเดีย และโซเฟีย
ก็เป็นที่ยอมรับอย่างทั่วไปในอินเดีย แต่กลับกลายเป็น "บุคคลนอกศาสนา" ที่เนปาล ถึงจะว่าไป ก็เปรียบได้แต่เป็นประเทศ
ที่ยังต้องยืมจมูกอินเดีย และมหาอำนาจที่หนุนหลังอินเดียอยู่
แต่กลับ โดนสั่งห้าม เข้าวัดของฮินดูในเนปาล

http://www.navy.mi.th/navic/document/870701b.htmlhttp://www.oknation.net/blog/print.php?id=91430



พรรคคองเกรซ มี นางโซเนีย คานธี เป็นหัวหน้าพรรค เธอเป็นภริยาม่ายของ "ราจีฟ คานธี"
อดีตนายกฯอินเดียที่ถูกลอบสังหารโหดสยองด้วยระเบิดพลีชีพเมื่อปี 2534 หลังจากนั้น นางโซเนีย คานธี
ก็ได้รับการผลักดันให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำพรรคคองเกรซสืบต่อจากสามีของเธอ




ปัจจุบันนางโซเนีย คานธี อายุ 61 ปี เป็นคนอิตาเลี่ยน เธอเกิดที่เมืองออร์บัสซาโน ประเทศอิตาลี่
ก่อนจะมาพบรักกับราจีฟ คานธี ในระหว่างที่เดินทางไปเรียนที่ ม.เคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ

แล้วทั้งคู่ก็แต่งงานกัน ก่อนที่นางโซเนียจะเปลี่ยนสัญชาติมาเป็นชาวอินเดียเมื่อกว่า 30 ปีก่อน
อีกทั้ง เธอยังสามารถพูดจาภาษาฮินดีได้อย่างคล่องแคล่ว




ตัดกลับไปที่ผลการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2547 เมื่อปรากฏว่า..พรรคคองเกรซได้รับชัยชนะ
และได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งแน่นอนว่า..หัวหน้าพรรคเสียงข้างมาก คือ พรรคคองเกรซ
ก็จะได้ขึ้นสู่เก้าอี้ผู้นำประเทศ เป็นนายกรัฐมนตรี




แต่แล้ว นางโซเนีย คานธี ก็ก้าวขึ้นไปไม่ถึงจุดนั้น เมื่อเธอถูกฝ่ายต่อต้านคัดค้านโจมตี
อย่างสาดเสียเทเสียว่า..เธอไม่ได้เป็น ชาวอินเดียโดยกำเนิด กระทั่ง ในที่สุด นางโซเนีย
ก็ประกาศไม่รับตำแหน่งนายกฯ ทั้ง ๆ ที่เก้าอี้นี้ควรจะเป็นของเธอ แต่เธอก็รักษาเอาไว้ไม่ได้ !




นางโซเนีย จึงได้มอบหมายให้ลูกพรรคของเธอ คือ ดร.มานโม ฮันซิงห์ วัย 75 ปี อดีต รมต.คลัง
ในยุคที่พรรคคองเกรซเป็นรัฐบาลเมื่อ 10 ปีก่อนขึ้นมารับตำแหน่งนายกฯ คนที่ 13 ของอินเดียแทนเธอ




แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Wed Dec 23, 2009 5:47 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 23, 2009 5:42 pm

ขอบคุณค่ะท่านเซารอน..สำหรับข้อมูล ท่านมีอีกก็ขอมาแปะไว้อีกนะคะ เพราะทราบว่า
ท่านคือหนึ่งในผู้ที่ติดตามเรื่องราวการแทรกแซงทางการเมือง ของ วาติกัน
ดิฉัน เองก็พอจะมีข้อมูลอยู่บ้างเหมือนกัน
เพราะเคยช่วย "ชี้แนะ" การทำวิทยานิพนธ์ ที่รุ่นน้องคนหนึ่ง ขอความเห็น เกี่ยวกับ ที่มาของการล้มสลายของราชวงศ์ชาห์
ตั้งแต่ปี ๒๐๐๒ หลังจากที่องค์มกุฎราชกุมารทิพเพนทรา ทรงกระทำ พระปิตุฆาตร และ พระมาตุฆาตร

เพราะต้นสาย ปลายเหตุที่แท้จริงนั้น มิใช่อยู่ที่ กรณีพิพาท เรื่อง เทพยานี รานา เพียงเท่านั้น โศกนาฎกรรมนี้
เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๐๐๑
ช่วงที่ดิฉํนช่วยรุ่นน้องทำ วิทยานิพนธ์ เกี่ยวกับเรื่องนี้นั้น มูลเหตุและเหตุผล"แอบแฝง"นั้น
ยังไม่กระจ่างชัดเท่าสถานการณ์ความรุนแรงทุกวันนี้ ที่กำลังเกิดขึ้นในเนปาลเสียด้วยซ้ำ

แต่...วันนี้ ปี ๒๐๐๗ เรื่องราว ทางการเมืองและการล้มสลายของราชวงศ์ชาห์ ไม่อึมครึมอีกต่อไป
เพราะ ราชวงศ์ชาห์ล้มสลายแล้วอย่างแท้จริงๆ เพราะ ...การเมือง และศาสนา คือเรื่องเดียวกัน


อาทิตย์อับแสง

ท่านเซารอน พอจะทราบเรื่องมูลเหตุของ...ความไม่พอใจจากผู้นำชาวคริสต์นิกายโรมันคาธอลิค
เกี่ยวกับ กรณีพิพาทของ องค์รานีแห่งราชวงศ์ชาห์กับ โซเนีย คานธี กริยาของนายกรัฐมนตรีอินเดีย คือ
นายราจีฟ คานธี บ้างมั้ยคะ
เรื่องเล็กๆ ท่ก่อให้เกิดการคว่ำบาตรและการใช้มาตการปิดล้อมทางเศรษฐกิจ
จนมีผลทำให้ เนปาลขาดแคลนน้ำมันและเชื้อเพลิงอย่างหนัก
ปฐมเหตุแห่งความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นเมื่อปี ๑๙๙๐ และ
ยังคงสร้างความโกรธแค้นให้กับ ผู้นำ รัฐวาติกัน โดยใช้ทั้งแผนยุทธศาสตร์ทั้งทาง ศก และการเมือง
และการเข้าแทรกแซงในทุกสถาบันหลักของเนปาล จนเกิดเหตุร้ายที่สุดคือ ปี ๒๐๐๑

และความล้มสลายของราชวงศ์ชาห์ ที่สุดในวันนี้


อาทิตย์อับแสง

http://varnam.org/blog/2005/02/queen_aishwarya_and_sonia_gand/

Queen Aishwarya and Sonia Gandhi

Was Sonia Gandhi behind the economic blockade imposed by India against Nepal 1989 ?
According to Jonathan Gregson in his book
Massacre at the Palace: The Doomed Royal Dynasty of Nepal

,there was an issue between Sonia Gandhi and Queen Aishwarya during the SAARC meet over
who should take precedence. This incident strengthened Rajiv Gandhi's determination to teach and
an economic blockade was imposed over Nepal using the pretext that the trade treaty between
the two countries had expired.


Later when a widowed Sonia Gandhi visited Kathmandu, the Queen made sure that
she was denied permission to enter Pashupathinath temple on the basis that she was born
a Catholic.

The Queen thus gained happiness of standing up against India, whom she hated because
she thought India was behind the Spring Awakening of 1990 that led to democracy.


Devyani Rana was one of the women shortlisted for marrying Prince Dipendra and
she was related to the Scindias of India. Devyani's mother cosidered the Nepali Royal family below them.
This combined with the Queen's hatred for India, made the Queen oppose Dipendra's marriage to Devyani.
Later it was over this woman that Dipendra massacred the Royal family and killed himself.


http://www.scribd.com/doc/11281/Antonia-Maino-alias-Sonia-Gandhi-converts-DD-to-Christian-Conversion-Channel

Antonia Maino alias Sonia Gandhi converts DD to Christian Conversion Channel

Programs on DD and other channels during Christmas Date Fri, 23 Dec 2005

The programme lists on Doora Darsan a Government of India run channel is now taken over
by the christian mafia of India. The head of the christian mafia is the Italian barmaid and ISI agent
who was hoisted on Rajiv Gandhi by the Russian spy agency KGB. Following is the programme listing
that was shown on various Government channels recentsly.
There is christian conversion organization called My Hope India Foundation,
funded by Internation evangelical agencies. This is an onslaught on the constitution of India
by the christians. DD can show programme of Christmas and not movies for
the christian conversion propaganda on the Government channels.

I request all Indians to protest against this communal use of DD by the christians.

http://myhopeindia.org Programme details are given below.
Those who has seen will understand the vicious attack on other religions and
the misuse of DD by the christians of India.


http://www.humanrights.de/doc_en/archiv/n/nepal/politics/080601_royal_massacre.htm

The new "Kot massacre" should not be accepted

Why then, were King Birendra and his entire family murdered at this moment?
What then, was his main "crime" in the eyes of imperialists and expansionists?
Whatever ideology they may embrace, all patriotic and honest Nepalis must surely accept
that in the eyes of imperialists and expansionists King Birendra's greatest "weakness"
or "crime" was that, although a product of the feudal class he had a relatively patriotic spirit
and liberal political character. The expansionists did not like one bit the commitment he showed
during the unilateral Indian economic blockade of 2046 (1989 CE) and at the time of
the subsequent People's Movement of 1990 to bow before his own people rather than before
the expansionists. In the most recent stage, particularly after the start of the historic People's War
under the leadership of the CPN (Maoist), when he hesitated to mobilise the army,
which is traditionally loyal to him, against the People's War, that was considered
by the imperialists and expansionists to be his greatest "crime".


Although even some "priests" of Marxism have, on that basis, called us "royalists",
we can now unhesitatingly say that on some national questions we and King Birendra had similar
thoughts and that had been making an undeclared working unity between king Birendra and
ours on some matters. It was entirely natural to be terrified the expansionists and
their agents from this. It was all the more natural that, in the context of increasing
contradictions between America and China

and increasing cosyness between America and India,
King Birendra who appeared "soft" toward China

and us Maoists became dirt in the eyes of the American imperialists
and especially the Indian expansionists.


The old Indian expansionist dream of making Nepal into a "Sikkim" has now changed into a new grand design:
instead of making a "Sikkim" all at once, to first make a "Bhutan" and then a "Sikkim".
With the agreement of the CIA (via the FBI branch opened in Delhi), 'RAW'
(9)

planned this strategy. Like the deceitful jackal of folktale, raising a hue and cry that
"an eagle has come" in order to steal a chicken, creating the spectre of the ISI
(10),
'RAW' extended its reach even inside the palace and chose the new 'Jigme Singhe'
(11) in order to carry out the "Butanisation" (12) of Nepal.
Via that 'Jigme Singhe' this "Kot Massacre" was staged from within the palace itself.
No one should now doubt that 'RAW', which already had its 'Lendup Dorje'
(13)
in the form of Girija (14), has now implemented its grand strategy:
after bringing about "Bhutanisation" through the new coalition of "Jigme Singhe" and "Lendup Dorje",
to ultimately achieve the "Sikkimisation" (
15) of Nepal.


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Wed Dec 23, 2009 9:34 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 23, 2009 5:51 pm

http://newsblaze.com/story/20060424222625nnnn.nb/topstory.html

Published: document.write(months[4] + " 24,2006");April 24,2006

Nepal's strategic balance

By M.R. Josse

For many, Nepal is synonymous with the Himalayas. While that probably constitutes the best enticement
for the foreign visitor, her uncomfortable location between India and China is no less striking.
So, too, is that Nepal has not suffered the yoke or indignity of colonialism.

Today, it is commonplace to refer to Nepal's "strategy for survival."(1*) That phrase refers to her delicate
balancing act between India and China. Mostly, it is used without an understanding either of its historical
background or of the myriad variables that have shaped it in contemporary times.

This essay attempts to trace its roots and explain its successes and shortcomings. It will endeavour to
cover internal security linkages, shed light on relevant aspects of Nepal's foreign relations as well as its cost.

Historical Roots

To begin at the beginning, one starts Prithivi Narayan Shah's emergence. He is best remembered as
the great unifier who forged a modern nation out of a plethora of small and usually warring hill principalities
during the heyday of British imperialism. Shortly after enthronement as King of Gorkha in 1743, he undertook
a series of measures to stem the threat he perceived from British might. He went to Benaras to obtain
"first hand information on the Indian sub-continent." (2*) There, "after closely observing the political situation
of India, the King visualised the danger from the rapidly growing power of the foreign imperialist and he felt
the urgent need of a strong and unified Nepal, to meet the challenges of the imperial conquest." (3*)

"From Benaras he brought some Matlock rifles and had also engaged the services of some skilled mechanics,
who could make rifles at home. A small foundry was set up in Gorkha and small arms were manufactured there.
Having made these preparations, he set out on a marathon conquest." (4*)

After being crowned King of Nepal on September 25, 1768, he continued to expand and fortify the kingdom.
Assuming that Christian missionaries were "secret agents of the British rulers, whose aim was to preach
the Christian religion and break Nepal into pieces"
(5*), he ordered their expulsion.

He sought to divert India's trade with Tibet through Nepal. His prescient conviction was
"if foreign traders are allowed in, they are sure to impoverish the people" (6*) -
a doctrine that had enormous significance in an age where the flag followed trade, and oftentimes,
the Bible.


Yam Between Two Stones

In his Divyaopadesh (Divine Counsel), an invaluable set of guidelines on statecraft that
he issued for posterity, it is stated: "The Kingdom is a yam between two stones. Maintain friendly relations
with the Emperor of China. Great friendship should also be maintained with the Emperor beyond
the Southern Seas (i.e. the British)
, but he is clever. He has kept India suppressed, and is entrenching himself
on the plains. One day the army will come. Do not engage in offensive acts. Fighting should be conducted
on a defensive basis." (7*) For over a century and a half this sagacious advice served Nepal's rulers admirably.
Subsequently, Nepal continued to adopt a judicious "policy of physical isolation and exclusion of foreigners,
coupled with balance of power politics." (8*)

Notably, "Nepal's physical distance from central China and the succession of weak governments
there for centuries before 1949 inclined Nepal in the past to think that India's interference and
intervention in Nepal's affairs was a greater probability than China's." (9*)

Off and on, Nepal engaged in wars with both Tibet as well as British India. Inevitably,
Gorkha expansion in the east, west and south beginning from 1768 triggered the Anglo-Gurkha War
of 1814-1816 leading to the Treaty of Sagauli under whose terms Nepal had to cede territories
it had earlier conquered.

Even before it concluded agreement had been reached for recruitment of Gurkhas into
the East India Company's forces. The first Gurkha Corps was raised on April 24, 1815. (10*)

Jang Bahadur Corollary

The rise of Jang Bahadur Rana as de facto ruler in 1846 paved the way for an increasingly
pro-British foreign/security policy particularly after his landmark visit to England in 1850
and meetings with Queen Victoria and other British notables. The Jang Bahadur "corollary" to
Prithivi Narayan's doctrine of balanced relations between the "two stones" was a strategy to
denude incentive for British intervention in Nepal's affairs.

Even more important than recruitment of Gurkhas was Nepal's assistance to the British during
the Indian Mutiny of 1857. Not only did Nepal come to the aid of the beleaguered British;
Jang Bahadur and his brothers personally led troops, helped turn the tide and brought for
the tottering British Raj a precious 90-year lease of life.

Jang Bahadur provided the finest rationale of his policy as evident
from excerpts from a speech delivered in Kathmandu prior to his mission:

"I have three motives for acting as I am now acting. First, to show that the Gorkhas profess fidelity
and will pour out their blood in defence of those who treat them with honour and repose confidence in them.

"Secondly, that I knew the power of the British Government and were I to take part against,
although I might have temporary success for a time, my country would afterwards have been ruined
and the Gorkha dynasty annihilated.

"Thirdly, that I knew that on the success of British arms and re-establishment of British power in India,
his Government would be stronger than ever, and that I and my brothers and my country would all then
benefit with our alliance with you as your remembrance of our past sacrifices will render our present
friendship lasting and will prevent you from ever molesting us." (11*)

One direct upshot of the Jang Bahadur-inspired foreign policy was that on December 21,1923
Nepal initiated a formal treaty relationship with Great Britain that acknowledged Nepal's status
as a fully sovereign nation. No doubt this helped Nepal escape the fate of 536 princely states
that were absorbed by India after independence. They were integrated as a result of what J.N. Dixit terms
a "foreign policy and national security exercise" by India's Sardar Vallabhai Patel. (12*)

Nepal's quest for security linked with her geo-strategic location was somewhat altered following
China's decline in power and prestige in the wake of the Opium War (1840-1842) and
the Taiping Rebellion (1850-1856).Yet, Jang Bahadur himself "turned strongly towards China
whenever it (Nepal) had any difficulty or difference with the British government." (13*)

"Even Chandra Shumshere, who later as Prime Minister (1901-1929) became the greatest ally
and friend of the British, was reported to have said openly to the British envoy as late as 1890
that since Nepal was subordinate to China, it would in no way be subordinate to
the British Government of India." (14*)

Post-1947, Post-1949.

No assessment of Nepal's security strategy can be complete without considering the departure of
the British from India in August 1947 and the creation of Pakistan on Nepal's doorsteps.
"Official Indian policy after independence came to assert India's interest in the integrity and
territorial inviolability of India's smaller neighbours as a variant of the policy of integration
with India."(15*)

More noteworthy is Indian Prime Minister Jawarharlal Nehru's statement in parliament on December 6, 1950:
"From time immemorial, the Himalayas have provided us with magnificent frontiers...We cannot allow
that barrier to be penetrated because it is also the principal barrier to India. Therefore much as we appreciate
the independence of Nepal, we cannot allow anything to go wrong in Nepal or permit that
barrier to be crossed or weakened, because that would be a risk to our own security."(16*)

On March 17, 1950, Nehru had declared: "It is not necessary for us to have a military alliance with Nepal...
But the fact remains that we cannot tolerate any foreign invasion from any foreign country in any part
of the subcontinent. A possible invasion of Nepal would inevitably involve the safety of India."(17*)

Singh claims that Nehru's activism vis-à-vis Nepal finds reflection in the Nepal-India Treaty of
July 31, 1950 formalised via the signatures of the Indian ambassador and the Nepalese prime minister,
against the backdrop of a growing movement against Rana rule by the Nepali Congress.

Clearly, the end of Rana rule was accelerated by China's re-establishment of control and authority in Tibet.
Thereafter, Nepal's quest for security gained a new vitality, gaining momentum after the 1962 Sino-Indian conflict.
That came after India granted asylum and encouragement to Nepali political dissidents angered at
King Mahendra's Takeover of December 1960.

Other significant measures were the signing of a Treaty of Peace and Friendship
with China in April 1960 and the opening of the Chinese Embassy in Kathmandu
in August the same year.


Yet another was the 1961agreement for China to construct a highway connecting Kodari,
on the Nepal-Tibet border, to Kathmandu. It was clearly meant to increase Nepal's strategic options,
especially since her capital was then road-linked solely with India.

No Chinese tanks or divisions have rolled or marched down that highway, as was repeatedly predicted
by Indian commentators after the highway's inauguration in 1967. The national consensus, however,
is that national security was thereby significantly enhanced.

Beyond Her Neighbourhood

Having noted in passing the nexus between Nepal's inexorable search for security and her foreign policy goals
and achievements, here now is an update and elaboration. On April 21, 1947, before the British withdrew
from India, Nepal had secured recognition as an independent nation from the United States.
This was followed "on April 25, 1947 by an agreement on friendship and commerce providing, inter alia,
for the establishment of diplomatic and consular relations." (18*) Then, "in May 1949, Nepal
established diplomatic relations with France at ambassadorial level."(19*)

Thus, even before Nehru made the ominous statements on Nepal, she had entered into diplomatic relations
with the UK, the US and France. That made it impossible for India to contemplate action against Nepal,
a la the Indian princely states.

Even during the twilight years of the Rana regime Nepal wisely chose to expand her ties to the outside world
to enhance her standing and international visibility.

A key milestone was her initial move to secure membership of the United Nations in 1947.
Because of Cold War politics it did not fructify until December 15, 1955 when she,
along with 15 other nations, was admitted. (20*) Her contesting elections for non-permanent membership
to the UN Security Council, twice successfully, can also be attributed to her dogged pursuit of the Holy Grail
of national security. (21*)

In 1955, Nepal participated at the Afro-Asian Conference in Bandung having attended her first international
conference in March 1947: the Asian Relations Conference in New Delhi. In 1961, King Mahendra led the Nepalese
delegation to the first-ever summit of the Non-Aligned Movement (NAM) in Belgrade.

Like many NAM members, Nepal possibly found solace, and security, in numbers. Till the end of the Cold War,
NAM membership provided her a useful forum to maximize her foreign policy goals,
including the preservation of political independence.

That national security was a key priority is reflected in King Mahendra's pronouncement at the Belgrade summit:
"Nepal has made clear in the United Nations and outside that she is opposed to all domination over any country
by any other." (22*)

Creation of Bangladesh, Annexation of Sikkim

That geo-strategic considerations constituted a vital ingredient in Nepal's foreign policy design is
further substantiated by her establishing diplomatic relations with Pakistan in 1960 and an embassy there
in 1964. (23*) In a joint communique issued after President Agha Mohammad Yahya Khan's state visit to
Nepal in September 1970, against the backdrop of the crisis in East Pakistan, it is stated:
"They (the two heads of state) agreed that one of the greatest dangers to world peace was the direct
or indirect interference in the internal affairs of a country by outsiders and that in no circumstances
whatsoever should any country interfere in the internal affairs of another." (24*)

Bangladesh's creation via the break-up of Pakistan, through India's active intervention and
generous assistance from the Soviet Union, is too well documented to merit further discussion.
To be noted is that its after shocks were widely experienced far and wide, including in Nepal.

If she had to accept the fait accompli, Nepal was reluctant, unlike Bhutan, to rush in with her recognition.
She timed it only after Myanmar, which shares a border with the new nation, did so.

Although King Mahendra passed away soon thereafter, the sense of national insecurity
it engendered was strengthened after King Birendra's accession. It climaxed less than two years later
when a carefully orchestrated anti-Chogyal (ruler) movement in 1973-1974 in Sikkim
led to her annexation by India in 1975.

Apart from "the role played by the Government of India in manoeuvering the political parties of Sikkim
and sustaining the anti-ruler movement", significantly Sikkim's merger took place "under the shield of a heavy
Indian presence" that "gave the impression, within and outside Sikkim, that India's was the hidden hand." (25*)

Aside from officially protesting against "outside interference" by Foreign Minister Gyanendra Bahadur Karki,
the Nepalese media charged India of "imperialistic" designs, while students staged huge anti-Indian
demonstrations in Kathmandu. (26*)

Though unable to change facts, Sikkim's annexation - on the heels of Bangladesh's emergence out of Pakistan -
triggered a serious re-think of Nepal's national security options. It took the shape, ultimately, of a demarche
by King Birendra in the form of a proposal to have Nepal internationally accepted as a Zone of Peace (ZOP).

ZOP was to dominate Nepali politics right until April 1990 when King Birendra was rendered a reigning monarch
from an active one. That cataclysmic transformation in the national polity was the end-result of a six-week agitation
by then banned political parties openly backed by Indian politicians - according to some discreetly by
the Indian government, as well - supported to the hilt by the Indian media.

Three months after anti-Chogyal protests began in Sikkim, King Birendra first gave _expression to his deep sense
of anxiety. In a passionate speech before the Nepal Council of World Affairs on July 26, 1973, he referred to
"the drama of world politics" and pronounced that it "makes a dispassionate observer feel pity
at the fate of some small states which striving for liberation or freedom have only succumbed to subjugation
and drudgery." (27*)

Meaningfully, it concluded: "While we pledge friendship with all nations, we shall take special pains to
cultivate friendship with our neighbours hoping earnestly that peace, cooperation and an understanding
based on a sober appreciation of each other's problems and aspirations shall prevail.

"Notwithstanding these fervent pleas, notwithstanding this sincere _expression of goodwill, notwithstanding
these endeavours, should ill fortune ever overtake us, I hope and pray that the people of Nepal will not lag
behind to brace themselves with the last resource they have - courage: courage to prove to the world
that force or contrivances are but feeble instruments to subdue the fierce spirit of a people whose lifeblood,
through the ages, has been independence or nothing." (28*)

By April 1990, although 116 nations - including China, the US, the UK and France - had endorsed ZOP,
India adamantly refused. Two American scholars, as many others, think India viewed ZOP as
"an attempt by Nepal to opt out from India's security perimeter and to abrogate the special relationship
with India under the 1950 Treaty." (29*)

Dampening India's enthusiasm was that Pakistan and China were among ZOP's first supporters.
What must not have gone unnoted, too, was that a joint Sino-Pakistan communique issued in Beijing
after Premier Z. A. Bhutto's official visit to China in May 1976, expressed the two governments' "firm support"
for ZOP. (30*)

The 1950 Treaty signed by India with an autocratic regime on its last legs came with secret letters
that were also exchanged that, inter alia, committed Nepal to seek India's permission to import arms
through its territory.

"In 1989, with Nepal's secret acquisition of arms from China, India exerted its force by economic muscle.
Facing renewal of the trade and transit treaties, India sought a renegotiated single treaty, and to pressure
a recalcitrant Nepal, it imposed a blockade of all but two transit routes between the two countries." (31*)

Significantly, if "the Treaty and the EOLs (Exchange of Letters) have never been published officially or
made public, they have unofficially appeared in a number of texts in both India and Nepal."(32*)

Although, after 1990, there has been a chorus of demands for its revision or replacement,
and despite official bilateral talks in that context, the Treaty, which India regards as a sheet anchor of
her relationship with Nepal, remains intact. By way of comparison, there has not been any similar demand
vis-à-vis the 1960 Nepal-China Treaty.

Notably, after King Mahendra's Takeover, sharply criticised by India, "Nepali politicians organised
a movement for the restoration of democracy from their base of exile in Nepal" (33*) that led, even,
to a bid on King Mahendra's life.

India stopped such activities only after the outbreak of the Sino-Indian conflict in October 1962.
Earlier, in Beijing on October 5, 1962, Chinese Vice Premier and Foreign Minister Chen Yi had declared:

"In case any foreign army makes a foolhardy attempt to attack Nepal...
China will side with the Nepalese people."
(34*)

Thus, rather than King Mahendra's use of the China card, it was India that first allowed the activities of
the Nepali dissidents and then backed off when China stepped into the picture. The "balancing act"
factor is thus influenced by the "two stones" as much as by the "yam".

Nepal has not, to date, banned the recruitment of her nationals into the Indian Army,
an antiquated legacy of Nepal's ties with the erstwhile British Raj - despite the demand from many nationalistic
groups and the deep embarrassment to her relations with China and Pakistan that have chosen not to make
an issue out of it. In this important instance, Nepal has not followed the dictum of strategic balance
between India and China.

Post-April 1990

Significantly, the drafters of the 1990 Constitution threw out the ZOP baby along with the panchayat bath water.
While pleasing to India, that rash move was undertaken without a national debate or any thought to
the grave security implications for small states of momentous events that had already occurred,
such as Iraq's annexation of Kuwait, the Soviet occupation of Afghanistan and Vietnam's rapacious
thrust into Cambodia. Subsequently, one notes a willful neglect of all matters pertaining to national security -
at least, until the Maoist problem became too serious to ignore and invited American,
and then international, attention after 9/11.


In that shortlist must be included the misunderstanding and mishandling of the Bhutanese refugee issue
which is still hanging fire13 years. A glaring example is Prime Minister Girija Prasad Koirala's egregious statement
in New Delhi in December 1991 that the forcible expulsion of southern Bhutanese by Thimphu was wholly within
Bhutan's domestic jurisdiction. (35*)

Nepal's handling of the refugee issue has been incompetent, unfocused and totally lacking in
an understanding of its larger strategic politico-demographic underpinnings. The disturbing implications of India
allowing (some would say assisting) Bhutanese refugees to traverse through at least 100 kms. of Indian territory
before entering Nepal but preventing them from returning, seem to have been glossed over.

Another area reflecting the sad state of national security consciousness, post-1990, is manifested in
the inability or unwillingness of governments in checking the unfettered flow of foreign nationals
across the porous Nepal-India border.

Internal Security

Even more glaring has been their incapacity to tackle the Maoist insurgency which first burst
in the open in February 1996 in the form of a "People's War" against the state by the underground
Communist Party of Nepal, Maoist or CPN (M). Initially dismissed as a law and order problem,
it escalated progressively until a cease-fire was instituted in 2001. Three rounds of peace talks
were held from August to November 2001 between the Maoists and the Sher Bahadur Deuba government.
Matters came to a head when Maoists broke off talks and attacked Royal Nepal Army barracks
in Dang district leading, subsequently, to the declaration of Emergency by King Gyanendra,
on Prime Minister Deuba's recommendation, as also to the Army's mobilisation against the rebels.

Following the King's October 4, 2002 intervention and appointment, a week later, of Lokendra Bahadur Chand
as prime minister, new initiatives produced another cease-fire and two rounds of official talks.
Following Chand's resignation, Surya Bahadur Thapa was nominated as prime minister on June 5, 2003.

Continuing on the groundwork laid earlier, a third round of parleys was held with the new governmental team.
The talks broke down on August 27 after the Maoist leader Dr. Baburam Bhattarai unilaterally called it off
rejecting the government's concept paper. As of this writing, the conflict rages on raining death
and destruction all around.

According to figures released by the Informal Sector Education Centre more than 8,000 lives have been lost
in the past eight years, with over 1,200 deaths since the collapse of the latest cease-fire.

Infrastructure worth over US $ 300 million has been destroyed, including basic facilities such as those catering
to providing drinking water and telephone services, suspension bridges, school buildings and health posts. (36*)
As per the Maoist Victim Rehabilitation Centre there were about 200,000 displaced persons, although that
figure is thought by some to be as high as 400,000.

Kathmandu's Spotlight newsmagazine has quoted the Country Assistance Strategy Progress Report
prepared by the World Bank as estimating thatduring 2001 more than 3,500 lives were lost. It also disclosed that,
as per the Child Workers Initiative Nepal, 146 children were directly affected by the conflict in 2001.
Of them, 64 were killed, 49 injured and 15 kidnapped.

The cost of the Maoist insurgency, as per a report quoting expert sources,
placed it in the range of Rs 55-84 billion.
(One US $ is equivalent to roughly Rs 75 Nepali.).
Therein, it is claimed: GDP loss during the last seven years may be in range of Rs 55-84 billion;
some Rs 18 billion worth of physical structure destroyed;
tourism sector lost Rs 6 billion in 2001 and 2002
; and development budget in education, health,
rural drinking water and local development registered negative in 2001/2002. Combined police
and military expenditure for 1997/1998 was Rs 5.16 billion. It jumped 300 percent in 2002/2003
to Rs.15.09 billion. (37*)

Dr Shankar Sharma, Vice Chairman, National Planning Commission, was quoted as stating that
"shrinking social sector spending in a country with one of the lowest social indicators would have
serious implications for long-term growth and productivity of the economy."
(38*)

The Army's strength is 69,000; efforts are reportedly underway currently to increase it by 8,000. (39*)

External Angle

Nepal's grave internal security situation has impacted on her foreign relations, principally with India,
the United States, the UK and China.
The Maoists' alleged Indian nexus has been the most controversial
though a portion of their original 40-point charter of demands opposed Indian hegemony.

Although India declared Maoists terrorists before Nepal did in November 2001,
"it was common knowledge in Nepal that Baburam Bhattarai and other top leaders were being
provided safe haven in India while Maoist cadres who were injured were being given sanctuary and,
often, medical care." (40*)

Indeed, Communist Party of Nepal, Unified Marxist Leninist (UML) general secretary,
Madhav Kumar Nepal, has made a "secret" visit to Lucknow to meet Maoist leaders,
including Prachanda, (41*) thereby underscoring their undeterred presence on Indian soil.


Yet India has, periodically, been extraditing Maoist cadres, offering military assistance
and hardware to Nepal.
Recently, Indian police seized 7 tonnes of suplhur at an Indian border village
destined for the Maoists.
(42*)

Indian Ambassador Shyam Saran admitted that cadres from Indian terrorist groups,
the Maoist Co-ordination Committee and the People's War Group, were coming from India
"to training camps in western and mid-western Nepal."
(43*)

On a Nepal Television programme, Saran declared that the Maoist insurgency is a problem for India, too.
He denied India was supporting the Maoists. (44*)

However, in an interview, Mohan Bikram Singh a militant Left leader, termed Maoists as an
"Indian weapon" to destabilise Nepal. (45*)

American interest began to focus on Nepal and the Maoists only after 9/11,
although the problem had been around since 1996. Secretary of State Colin Powell visited
in January 2002, followed by a mission to Washington in May 2002 by Prime Minister Deuba
when President Bush committed modest military assistance
and increased development assistance to Nepal.


Stung by Maoists' murder of two Nepali embassy security guards, the US has placed CPN (M)
in the State Department's "Other Terrorist Groups" listing
(46*). Following the Maoists' vow
to target America, the US declared it a threat and ordered the freezing of all assets in the US
and banned most transactions and dealings with the organisation.(47*)

US concern was thus graphically summed up by Ambassador Michael E. Malinowski:
"We don't want to see areas of Nepal become chaotic so as to create a vacuum for mischief makers
to come in. You know, the nest of al-Qaeda was broken in Afghanistan, but the birds are still flying about.
We don't want that bunch to land in Nepal, for the region's sake, for Nepal's sake and for our own. '' (48*)

A Kathmandu-based diplomat explained: The 'neo-cons' in Washington see "the very real possibility
in Nepal of a conjunction of their worst nightmares, communism and terrorism."

He, however, saw a "silver lining" in America's current interest saying that a major positive change
was registered in Nepal's Army gradually replacing "Indian SLRs by American M-16s" adding:
"Indians don't like it, but they can't do anything about it." (49*)

While, by and large, the British government shares the American concern on the internal security situation
and has provided valuable non-lethal military assistance, some analysts note tactical differences with Britain,
and the Europeans, placing greater hope on a negotiated settlement. One, in fact, claims that
"Maoists have not inflicted any physical harm on personnel, projects belonging to either India or Britain." (50*)

Beijing's policy has been clear and consistent.
Declaring that the use of the term "Maoist" is an insult
to China's great leader Mao Zedong,
China labels CPN (M) as an "anti-government outfit."


There have not been any reports of contacts between Nepalese Maoists and Chinese officialdom.
Neither has one ever heard of Maoists either being assisted in any way or being offered sanctuary
or safe haven. However, reports have lately come in of clandestine arms smuggled in from Khasa
on the border, for the Maoists. Four Maoists were arrested by Chinese police very recently in
the first instance of its kind. (51*)

Significantly, Chinese Ambassador Sun Heping scoffed
at a Maoist claim that the US wished to establish a military base
in Nepal to target India and China. In his words:
"We can't comment on it before we get evidence." (52*)


With the security situation extremely fluid, external forces' interest and activities opaque, or dubious,
it is impossible to say what's next. The political gridlock gripping the nation since King Gyanendra's
intervention of October 4, 2002 has further complicated matters. Some argue it has hindered the search
for a peaceful outlet to Nepal's serious political-cum-security problems; others are equally convinced it will help.

Only the future will tell if Nepal will survive as
an independent nation state.


(Published in South Asian Journal.)

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 23, 2009 9:50 pm

Was Sonia Gandhi behind the economic blockade imposed by India against Nepal 1989 ?
According to Jonathan Gregson in his book


Massacre at the Palace: The Doomed Royal Dynasty of Nepal
,there was an issue between Sonia Gandhi and Queen Aishwarya during the SAARC
meet over who should take precedence. This incident strengthened Rajiv Gandhi's determination
to teach and an economic blockade was imposed over Nepal using the pretext that the trade treaty
between the two countries had expired.


  • เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๘๙ ปัญหานี้ดิฉันยังถือว่าไม่แรงเท่าไหร่
    เพราะตามธรรมเนียมการฑูตนั้น ถึงเราจะมีนักการฑูตที่เชียวชาญเพียงใด
    แต่เราก็ยังได้ยิน ความผิดพลาด เท่านี้เกิดขึ้นอย่างเสมอๆในปัจจุบัน

ทำอย่างไรได้ เราหมดยุคอัศวินโต๊ะกลมมานานเสียแล้ว ...เรื่องมีอยู่ว่า ระหว่างองค์รานีไอศวรรย์กับ โวเนีย คานธีนั้น
ใครควรจะได้ความยกย่องให้ความสำคัญมากกว่ากัน ถึงแม้นว่าอินเดียอาจจะถือว่าเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในประเทศภูมิภาค
ที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนั้น แต่องค์ไอศวรรย์ก็ทรงถือว่า พระองค์ทรงเป็นองค์รานี ขององค์พระประมุขประเทศเนปาล
ย่อมจะต้องอยู่เหนือว่า โซเฟีย คานธี ซึ่งเป็นเพียงแค่ภริยาของผู้นำประเทศที่ใหญ่ที่สุดในการประชุมครั้งนั้น

เรื่องนี้ เป็นเรื่องเล็กๆทางการฑูตที่ไม่เล็ก ....ทำให้การเจรจาในทุกระดับของทั้งสองประเทศเกิดชะงักขึ้นมาทันที
และนำมาสู่มาตรการการปิดล้อมทาง ศก.ครั้งใหญ่ที่เนปาลได้รับ

การเมืองระดับชาติระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในครั้งนี้ ทำให้เกิดจราจลภายในประเทศเนปาลครั้งใหญ่
และยังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งทำให้องค์พิเนรทราต้องทรงสละพระราชอำนาจ มาเป็นกษัตริย์ภายใต้
กฏหมายรัฐธรรมนูญ
การเมืองภายในประเทศที่มี ..ประเทศมหาอำนาจหนุนหลังอยู่นี้นั้น เปรียบเทียบกับ เหตุการณ์ของไทย
ในรัชสมัย รัชกาลที่ ๗ ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฏร

เพียงแต่.."สาเหตุ" ต่างกัน แต่ที่เหมือนกัน คือ..ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์บานปลายในบ้านเมืองของตนนั้น
มีชนวนเหตุลึกๆ ที่อยู่เหนือเหตุการณ์ที่ชาวโลกได้รับรู้ เป็นเงื่อนงำอยู่เสมอ


อาทิตย์อับแสง

Later when a widowed Sonia Gandhi visited Kathmandu, the Queen made sure that
she was denied permission to enter Pashupathinath temple on the basis that
she was born a Catholic. The Queen thus gained happiness of standing up against India,
whom she hated because she thought India was behind the Spring Awakening of 1990
that led to democracy.


  • เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้เกิดความหมางใจกันอย่างแรง และมีมูลเหตุมาจาก เงื่อนไขของ
    ความขัดแย้งจาก การนับถือศาสนา กล่าวคือ โซเฟีย คานธีนั้นเป็นชาวอิตาลี
    นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาธอลิคมาก่อนที่จะเปลี่ยนมานับถือศาสนา
    ฮินดูหลังจากที่แต่งงานกับ นายราจีฟ คานธี

ดังนั้นการไปเยือนเนปาลครั้งนั้นของนางโซเฟีย ..ทำให้เกิดข้อห้ามที่มาจากพระราชเสาวนีย์ของ องค์รานีไอศวรรย์
ห้ามมิให้โซเนีย คานธี เข้าไปในเขตวัดปศุปตินาถ ซึ่งเป็นวัดของชาวฮินดู ถือว่าเป็นที่ประทับขององค์ศิวเทพ

ทั้งๆ ที่ โซเฟีย นั้นถือว่า เป็นภริยาของนายกฯประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาฮินดูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ
อินเดีย และโซเฟียก็เป็นที่ยอมรับอย่างทั่วไปในอินเดีย แต่กลับกลายเป็น "บุคคลนอกศาสนา" ที่เนปาล ถึงจะว่าไป
ก็เปรียบได้แต่เป็นประเทศที่ยังต้องยืมจมูกอินเดีย และมหาอำนาจที่หนุนหลังอินเดียอยู่

แต่กลับ โดนสั่งห้าม เข้าวัดของฮินดูในเนปาล
จะอธิบายอย่างไรดี ในวันที่ปวดหลังร้าวไปหมด
ปวดจนดึงไปทั้งระบบประสาททั้งหมดของร่างกาย ถึงเรื่องที่เข้าใจยากๆแบบนี้ให้เข้าใจได้ง่ายๆ


อินเดีย -----> นับถือศาสนาฮินดู
แต่อยู่ภายใต้กงเล็บของ...ประเทศมหาอำนาจจากซีกโลกตะวันตก และยุโรป
ตลอดจนที่มาของ โซเฟีย คานธีเองก็ตาม การแต่งงานของผู้นำประเทศนี้
มาจากเรื่องการเมือง ไม่ใช่ ความรัก แต่อย่างไร


เนปาล------> นับถือ ศาสนาฮินดู ยังคงเป็นเอกราช
แต่ยังคงเป็นเพียงประเทศเล็กๆทียังต้องยืมจมูกอินเดียหายใจอยู่
และดันมีองค์รานี ที่ ไม่ทรงประสาเหตุบ้านการเมืองที่สำคัญ
มีแต่ละสร้างความร้าวลึกให้เกิดขึ้น ครั้งแล้วครั้งเล่า


ปล.ยังอธิบายได้ไม่ดี เอาไว้เอาใหม่ ปวดหัวจัดมากค่ะ
•••แก้ไขล่าสุด : เมื่อ 6 เม.ย. 2550 เวลา 03:09 น. โดย คุณน้ำอบ

อาทิตย์อับแสง

Devyani Rana was one of the women shortlisted for marrying Prince Dipendra and
she was related to the Scindias of India. Devyani's mother cosidered the Nepali Royal family below them.
This combined with the Queen's hatred for India, made the Queen oppose Dipendra's marriage to Devyani.
Later it was over this woman that Dipendra massacred the Royal family and killed himself.


  • เรื่องราวของ เทพยานี รานา กลายเป็น "ปมชนวนความรักต้องห้าม" ที่ก่อให้เกิด
    โศกนาฏกรรม ว่า...องค์มกุฎราชกุมารทิพเพนทรา ทรงกระทำพระปิตุฆาตร
    และพระมาตุฆาตร ตลอดจน สังหารหมู่พระบรมวงศานุวงศ์อีกหลายพระองค์พร้อมๆกัน

นั้นคือ การแถลงการณ์การจาก...สภาองคมนตรี และรัฐสภาของเนปาลแถลงการณ์ต่อประชาคมโลก
แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่แท้จริงในวันนั้น ผู้ที่ รอดชีวิตที่เหลืออยู่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้พูดความจริงที่เกิดขึ้น
เป็นอันว่า ราชบัลลังค์ได้ตกเป็นของ องค์คเยนทรา จนถึงปัจจุบันนี้

แต่...ปัญหามันมีอยู่ว่า... หลังจากที่มี การแถลงการณ์ออกมาว่า เจ้าชายทิพเพนทรา ทรงสังหารหมู่พระราชบิดา
และพระราชมารดาตลอดจนพระขนิษฐาแล้วนั้น ก็เกิดเหตุการจราจล สงครามกลางเมือง จากวันนั้นปี ๒๐๐๑
จนมาถึงวันนี้ ปี ๒๐๐๗ และทำท่าว่า K องค์ปัจจุบันก็จะไม่สามารถรั้งราชบัลลังค์ไว้ได้
ในวิทยานิพนธ์ของรุ่นน้องดิฉันนั้น
ไม่ได้ให้น้ำหนักไปที่..องค์รัชทายาทที่สิ้นพระชมน์หลังจากได้สถาปนาเป็น K อีก ๒ วันก็เสด็จฯสวรรคตตามพระพระชนก
และ พระชนนีไป
น้ำหนักอยู่ที่ "ลัทธิเหมา" และ CIA ที่แฝงมากับ กลุ่มอำนาจฟากข้าง "อินเดีย" ท่านเซารอน
ท่านทราบถึงอิทธิฤทธิ์ของ ลัทธิเหมาดีนี่น่า เพราะไมได้สร้างความแตกแยกเฉพาะที่ ประเทศ จีนเพียงเท่านั้น
ยังแผ่ขยายอิทธิพลลงมาทางภูมิภาคส่วนนี้ด้วยเช่นกัน
และความเกี่ยวโยงของลัทธินี้กับ CIA ดิฉํนคิดว่าท่านทราบดี

เมื่อก่อนที่เราจะพูดถึง KGB หรือ CIA นั้น ดูจะเป็นเรื่องที่ไกลตัว ไม่น่าที่จะศึกษาและเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง
แต่...จากความล้มสลายของ KGB จะทำให้ ผู้ที่อยู่แวดวงวิชาการด้านการบริหารการปกครอง ต้องหันมาทำความเข้าใจ
กับ ไอ้เจ้าตัวย่ออักษรภาษาอังกฤษ ๓ ตัวนี้อย่างลึกซึ้งถึงแก่นยิ่งขึ้น
วันนี้เลยจบโดยที่ยังไมได้เล่าเรื่อง
เทพยานีในเหตุการณ์ ประวัติศาสร์ที่โลกต้องจารึก และหาคำตอบ แต่สถานการณ์ล่าสุดนั้น เธอเพิ่งจะแต่งงานไป
ไม่กี่เดือนนี้เองค่ะ



อาทิตย์อับแสง

ดูเหมือนว่ากษัตริย์คเยนทราจะเสื่อมความนิยม แต่นายคาปิล ชเรสฐา (Kapil Shrestha)
ศาสตราจารย์ทางรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยตรีภูวัน (Tribhuvan University) แห่งเนปาลกลับมองว่า
เป็นเรื่องของการเสื่อมความนิยมในตัวบุคคลคนเนปาลมีปัญหาในตัวกษัตริย์คเยนทรา
แต่ไม่ได้มีปัญหาในแนวคิดเรื่องสถาบันกษัตริย์จะมีหรือไม่มีต่อไป
“ผู้คนรังเกียจสิ่งที่กษัตริย์ทำ แต่ไม่ได้รังเกียจสถาบันกษัตริย์ทั้งหมด” ชเรสฐากล่าว


  • อันนี้เห็นด้วยค่ะ เพราะในส่วนลึกของคนเนปาลแล้ว
    ยังรักและเคารพสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ไม่เปลี่ยนแปลง เขารักและเคารพองค์
    พิเรนทรา ที่สวรรคตพร้อมๆกับองค์มหารานี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

แต่ความไม่ชัดเจนถึงสาเหตุการสังหารหมู่ในครั้งนั้น และการไม่ชันสูตรพระบรมศพ และสาเหตุการสังหารหมู่
แต่เหมารวมไปที่องค์ องค์ทิพเพนทรา ว่าเป็นผู้กระทำการแต่เพียงพระองค์เดียว และทรงใช้ลูกซองยาวจ่อยิงขมับพระองค์เอง


ในขณะเกิดเหตุ มีองครักษ์คนหนึ่งได้ออกมาเปิดเผยว่า องค์ภาราสประทับอยู่กับองค์ทิพเพนทราด้วย
และยังไงก็ไม่ทราบข่าวออกมาสู่สื่อในเนปาลว่า องค์ภาราสเป็นผู้ห้ามองค์ทิพเพนทรา
เรื่องราวโศกนาฎกรรมนี้
ยังอยู่ในความสนใจของคนเนปาล ไม่ลืมและเขาก็ไม่เชื่อในสิ่งที่ถูกกำหนดมาว่าให้เชื่อ มันเลยกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญ
ที่ผู้คนไม่พอใจ
และเมื่อองค์คเยนทราขึ้นรองราชย์ พระองค์ก็มีแต่ความอ่อนแอ จะว่าไม่เป็นงานหรือแกล้งไม่เป็นงานก็ไม่รู้ค่ะ
แต่ประเทศกำลังจะพังเพราะพระองค์ ก็ไม่เห็นพระองค์จะเดือดร้อน
แต่ไม่แปลกใจ เพราะการทำลายจะต้องเริมจาก
ขั้นตอนที่ ๑ แล้วมีขั้นตอนที่ ๒ และขั้นตอนต่อไป แต่จะต้องจบด้วยความล้มสลายของราชวงศ์ชาห์


อาทิตย์อับแสง

http://www.bangkokbiznews.com/2008/04/07/WW03_0301_news.php?newsid=246198

เนปาลอาจล้มระบอบกษัตริย์หลังเลือกตั้ง
7 เมษายน พ.ศ. 2551 11:26:00

กาฐมาณฑุ- เนปาลส่อแววล้มระบอบกษัตริย์ อายุหลายร้อยปี หลังเสร็จสิ้นกระบวนการเลือกตั้งครั้งสำคัญ
ถือเป็นการปิดฉากราชวงศ์ฮินดูที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวในโลก
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : การเลือกตั้งในวันที่ 10 เมษายนนี้
สะท้อนให้เห็นถึงการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างกลุ่มฝักใฝ่ลัทธิเหมากับ พรรคการเมืองในเนปาล
หลังกลุ่มฝักใฝ่ลัทธิเหมาหยิบจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับทางการเนปาลมานานถึง 10 ปี
เพื่อเรียกร้องให้ล้มระบอบกษัตริย์และเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นแบบสาธารณรัฐ

กลุ่มฝักใฝ่ลัทธิเหมา และพรรคการเมืองในเนปาล ตกลงว่าจะให้กษัตริย์คยาเนนทราสละราชบัลลังก์
และเนปาลจะเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง
ซึ่งจะคัดเลือกคณะบุคคลขึ้นมาปรับแก้รัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดีแต่ถึงกระนั้น กลุ่มที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์
เตือนให้ระวังจะเกิดเหตุรุนแรงตามมา ถ้ากลุ่มลัทธิเหมาถือโอกาสก้าวขึ้นมากุมอำนาจปกครองประเทศเอง


ขณะผลสำรวจล่าสุด ยังพบว่า มีชาวเนปาลเกือบครึ่งที่ยังยึดมั่นในสถาบันกษัตริย์

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=26777&catid=6

คิงเนปาลโวยยุบสถาบันกษัตริย์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

กษัตริย์คเยนทราวิงวอนประชาชนร่วมสนับสนุนการเลือกตั้ง แต่วิจารณ์การยุบสถาบันกษัตริย์
เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชน ด้านเกจิชี้กลุ่มสนับสนุนราชวงศ์
ยังลุ้นกลับมา หลังประชามติเปลี่ยนปท.เป็นสาธารณรัฐ หากระชาชนไม่สนับสนุน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 9 เม.ย.วา กษัตริย์คเยนทรา ได้ทรงตรัสก่อนช่วงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น
ในวันพฤหัสบดีนี้ ระบุว่าพระองค์ต้องการให้ชาวเนปาลใช้สิทธิทางประชาธิปไตยอย่างบริสุทธิ์และยุติธรรม พร้อมทั้งชี้ว่า
ประเทศชาติจะต้องมีเอกราชและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศภายใต้ภาวะการณ์ที่เป็นปกติ นับเป็นการแสดงทัศนะ
ของกษัตริย์เนปาลเป็นครั้งแรก ก่อนช่วงการเลือกตั้งที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะมีการยุบสถาบันกษัตริย์เนปาลในที่สุด โดยก่อนหน้านี้
รัฐบาลเฉพาะกาลเนปาลได้ประกาศเมื่อเดือนธ.ค.ว่า ราชวงศ์เนปาลจะต้องถูกยุบในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร์นัดแรก
ด้าน นายบาสเกอร์ เกาตัม นักวิเคราะห์การเมืองเนปาล มองว่า ทัศนะของกษัตริย์คเยนทราถือเป็นสารที่พระองค์พยายาม
จะชี้ให้เห็นว่าพระองค์ชื่นชมประชาธิปไตย โดยพระองค์กำลังพยายามจะคงและขยายอำนาจทางการเมือง
โดยการแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงติดดิน
เมื่อวันจันทร์ หนังสือพิมพ์'ไมนิชิ ชิมบุน'การตัดสินใจยุบสถาบันกษัติย์เนปาล
ไม่ได้มาจากความต้องการที่แท้จริงของประชาชน โดยชาวเนปาลควรจะมีสิทธิที่จะตัดสินใจว่าเนปาลควรจะมีราชวงศ์กษัตริย์
อยู่ต่อไปหรือไม่ โดยการตัดสินใจดังกล่าวไม่ใช่ประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม กลุ่มลัทธิเหมาที่ร่วมลงเลือกตั้งได้กล่าวโจมตี
กษัตริย์คเยนทราว่าพยายามฝืนกระแสประชาชนที่ต้องยุบสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเขาจะถูกต้องลงโทษและกำจัด
หากพยายามทำเช่นนั้น แทนที่จะเลือกเป็นประชาชนคนธรรมดา และทำธุรกิจของพระองค์ไปแทน
ก่อนหน้านี้
กลุ่มสนับสนุนนสถาบันกษัตริย์เนปาลได้เรียกร้องให้มีการจัดประชามติเกี่ยว กับอนาคตของสถาบันกษัตริย์เนปาล
ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ว่า การยุบสถาบันกษัตริย์อาจนำมาซึ่งการเผชิญหน้าและความรุนแรง โดยเฉพาะหากการจัดประชามติ
ให้เนปาลเป็นประเทศสาธารณรัฐได้รับการสนับสนุนไม่มากจากประชาชน กลุ่มสนับสนุนราชวงศ์ก็ยังหวังที่จะกลับมา

ทั้งนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นเมื่อเดือนก.พ.ระบุว่าชาวเนปาลกว่าครึ่งยังคงสนับสนุนให้เนปาลคงสถาบันกษัติรย์ไว้
แต่น้อยคนที่สนับสนุนกษัตริย์คเยนทราและพระโอรสของพระองค์


http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=11/Apr/2551&news_id=157011&cat_id=800
ต่างประเทศ
เนปาลเลือกตั้งนับหนึ่งล้มกษัตริย์

11 เมษายน 2551
กองบรรณาธิการ

การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของเนปาลผ่านพ้นอย่างค่อนข้างราบรื่น ยูเอ็นชมเชย
"ความกระตือรือร้นอย่างล้นหลาม" ในการใช้สิทธิเลือกตั้งของชาวเนปาลเพื่อชี้ชะตาอนาคต
ทางการเมืองของประเทศ


ก่อนล้มเลิกระบอบกษัตริย์ เปลี่ยนไปใช้ระบอบสาธารณรัฐแทน บรรยากาศการเลือกตั้ง
ตามระบอบประชาธิปไตยครั้งแรกในรอบ 9 ปีของเนปาลเมื่อวันที่ 10 เม.ย. เต็มไปด้วยความคึกคัก
ประชาชนชาวเนปาลออกมาใช้สิทธิ์กันค่อนข้างมากเพื่อเลือกสมาชิกสมัชชาแห่งชาติจำนวน 601 ที่นั่ง
ซึ่งจะมีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีเป้าหมายเพื่อล้มล้างระบอบกษัตริย์แบบฮินดูราชวงศ์สุดท้าย
ที่มีอายุยืนนานกว่า 240 ปี ระหว่างการทำหน้าที่สภานิติบัญญัติเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปีข้างหน้า
การเลือกตั้งในวันพฤหัสบดีนี้เป็นหัวใจสำคัญของข้อตกลงสันติภาพปี 2549 ที่รัฐบาลทำกับ
กบฏนิยมลัทธิเหมาเพื่อยุติสงครามกลางเมืองที่ยาวนาน 1 ทศวรรษ และเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ
ที่ชักจูงบรรดาอีกกบฏก้าวสู่เส้นทางทางการเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
รอยเตอร์รายงานว่า ชาวเนปาลเกือบทุกคนที่มาใช้สิทธิ์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามาลงคะแนน
เพื่อสันติภาพ "สิ่งสำคัญคือประชาชนไม่ควรถูกฆ่าตายอีกแล้ว" ชินี ภูยาล สตรีวัย 50 ที่เดินเท้า
ขึ้นเขาสูงชันนานกว่า 3 ชั่วโมงเพื่อมาใช้สิทธิ์กล่าว

มีประชาชนถูกสังหาร 1 รายในวันเลือกตั้งจากการปะทะกันระหว่างสมาชิกพรรคคู่อริกันที่หน่วยเลือกตั้ง
ในพื้นที่ราบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเนปาล แต่ผู้สังเกตการณ์และเจ้าหน้าที่กล่าวกันว่า
การเลือกตั้งซึ่งใช้ตำรวจดูแลความสงบเรียบร้อยถึง 135,000 นายผ่านพ้นไปอย่างค่อนข้างสงบ
ก่อนหน้าถึงการเลือกตั้งนั้นเต็มไปด้วยเหตุการณ์รุนแรงและการข่มขู่โดยเฉพาะจาก กบฏนิยมลัทธิเหมา
มีคนเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 12 ราย รวมถึงผู้สมัคร 2 คน แต่ก็ไม่ทำให้ชาวเนปาลหวั่นเกรงการออกมาใช้สิทธิ์
โดยบางรายนั้นต้องใช้เวลาเดินเท้านาน 7 วันเพื่อไปยังหน่วยลงคะแนน
การปะทะกันหรือการข่มขู่ผู้ใช้สิทธิ์
และเจ้าหน้าที่ ทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งได้สั่งการให้เลือกตั้งกันใหม่ในอย่างน้อย 6 หน่วย
จากมากกว่า 20,000 หน่วยทั่วประเทศ แต่โฆษกกระทรวงมหาดไทยบอกว่า การเลือกตั้ง
"ราบรื่นอย่างคาดไม่ถึง" และคึกคักอย่างมาก

การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของเนปาลหนนี้มีผู้เข้ามาสังเกตการณ์มากถึง 100,000 ราย
โดยหนึ่งในนั้นคืออดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ของสหรัฐ
ด้านคณะผู้แทนสังเกตการณ์ขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวภายหลังปิดหีบเมื่อเวลา 17.00 น.
ตามเวลาท้องถิ่นว่า การเลือกตั้งวันนี้เป็นไปอย่างคึกคักอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนแห่กันออกมาใช้สิทธิ์
แม้จะมีรายงานเกิดเหตุการณ์วุ่นวายบ้างในบางหน่วยเลือกตั้งจากทั่วประเทศ แต่ถือว่าค่อนข้างน้อย
ก่อนหน้าวันเลือกตั้งนั้น นายกฯ กิริยา ปราสาท โคอิราลา วัย 83 ปี กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้
จะเปิดศักราชใหม่ของเนปาล อย่างไรก็ดี การนับคะแนนเลือกตั้งน่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 10 วัน
กว่าจะทราบผล แต่ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ผู้ที่พ่ายแพ้ย่อยยับที่สุดยังคงเป็นกษัตริย์กิยาเนนทรา
ซึ่งไม่ทรงเป็นที่ชื่นชอบของพสกนิกรชาวเนปาลนักหลังจากพระองค์ทรงยึดอำนาจเบ็ดเสร็จไว้เอง
เมื่อปี 2548 แต่ถูกประชาชนชุมนุมประท้วงนานหลายสัปดาห์ กระทั่งต้องทรงคืนอำนาจให้ประชาชน
บรรดาพรรคการเมืองใหญ่ๆ ต่างปฏิญาณว่าสมัชชาชุดใหม่จะเริ่มต้นล้มล้างระบอบกษัตริย์อย่างแน่นอน
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 17.6 ล้านคนของเนปาล มีพรรคการเมืองให้เลือกมากถึง 54 พรรค
แต่ละพรรคมีสัญลักษณ์แตกต่างกันไป เช่น พระอาทิตย์, ต้นไม้, ควาย, ลูกฟุตบอล, วิทยุ, เด็ก
และที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ ค้อนเคียว ของพรรคนิยมลัทธิเหมา.
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=27235&catid=6

อนาคตราชวงศ์เนปาลใกล้อวสาน พรรคคอมฯจ่อชนะเลือกตั้ง!

ตะลึงเลือกตั้งเนปาล อดีตกลุ่มกบฎลัทธิเหมามีคะแนนนำเหนือคู่แข่งด้านหัวหน้าพรรคปลื้ม
พร้อมเตือนกษัตริย์คเยนทราอย่าฝืนกระแสฉันทามติปชช. ควรก้าวลงจากอำนาจดีกว่า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 15 เม.ย.ว่า การเลือกตั้งประวัติศาสตร์ของเนปาล
เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา จากการนับคะแนนล่าสุดที่ผ่านไป 1 ใน 3 พบว่า พรรคลัทธิเหมาได้ที่นั่งในสภา 104 ที่นั่ง
จากทั้งหมด 601นำพรรคการเมืองอื่น ๆ ซึ่งได้ราว 34 ที่นั่ง โดยนายแชนดรา ปรากาศ กาจุเรล สมาชิกระดับอาวุโส
ของพรรคกล่าวแสดงความยินดีต่อผลเลือกตั้งที่ออกมา ระบุว่ากลุ่มรู้สึกประหลาดใจมากที่พรรคได้รับการสนับสนุน
จากประชาชนพร้อมทั้งประกาศว่า หากพรรคชนะเลือกตั้ง เนปาลจะต้องเดินหน้าสู่ระบบใหม่ พร้อมทั้งเตือนให้กษัตริย์คเยนทรา
และกลุ่มพันธมิตรเตรียมก้าวลงจากอำนาจด้วย


รายงานระบุว่า ผลเลือกตั้งที่ออกมาชี้ว่า พรรคลัทธิเหมาอาจตั้งตัวเป็นแกนนำของรัฐบาลผสมแม้ว่าก่อนหน้านี้
จะประกาศว่าพร้อมจะร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสมเพื่อร่วมทำงานกับพรรคอื่น ๆ ก็ตามโดยก่อนหน้านี้ พรรคได้ประกาศปฎิญาน
แผนที่จะปฎิรูปที่ดิน ยุบสถาบันกษัตริย์เนปาลลงและเปลี่ยนพระราชวังกษัตริย์ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ด้วย


ทั้งนี้ สำหรับบรรยากาศในกรุงกาฐมาณฑุเมืองหลวง ได้มีประชาชนหลายคนที่สนับสนุนพรรคลัทธิเหมา
พากันฉลองชัยชนะของพรรคด้วย


http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=15/Apr/2551&news_id=157156&cat_id=800
ต่างประเทศ
อดีตกบฏเหมาอิสต์นำโด่ง จ่อคุมสภาล้มระบอบกษัตริย์
15 เมษายน 2551
กองบรรณาธิการ

อดีตพลพรรคนิยมแนวทางเหมาเจ๋อตงกวาดที่นั่งอื้อในการเลือกตั้งสมาชิกสภาชุดใหม่ของเนปาล
เตรียมเปลี่ยนระบอบปกครองเป็นสาธารณรัฐ
ผลการนับคะแนนการเลือกตั้งที่มีขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อจัดตั้งสภาพิเศษ
ขึ้นยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยกเลิกระบอบกษัตริย์ที่ดำเนินมา 240 ปี ปรากฏว่า
พรรคการเมืองของอดีตกลุ่มกบฏเหมาอิสต์ได้ 83 ที่นั่งในจำนวนที่นั่งที่ได้ประกาศผลแล้ว 160 ที่นั่ง
และยังได้รับชัยชนะในสัดส่วนเดียวกันในการเลือกตั้งระดับต่างๆ
ระหว่างหาเสียง
พรรคนิยมเหมาได้ละทิ้งนโยบายแนวซ้ายหลายเรื่อง เช่น การโอนกิจการเอกชนเป็นของรัฐ
เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติและการร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชน


อย่างไรก็ดี คาดกันว่าชัยชนะของกลุ่มเหมาอิสต์จะเป็นการท้าทายสหรัฐ ซึ่งยังคงถือว่า
กลุ่มนี้เป็นผู้ก่อการร้าย และไม่ยอมเจรจาด้วย ขณะที่อินเดียก็ไม่ยอมรับ และกำลังต่อสู้
กับพวกเหมาอิสต์ในประเทศของตนเช่นกัน

แม้ผลการนับคะแนนที่เสร็จไปแล้วราว 1 ใน 3 บ่งชี้ว่า พรรคเหมาอิสต์ทำท่าจะมาแรง
แต่ระบบการเลือกตั้งที่ซับซ้อนทำให้พรรคนี้ยากจะได้ครองเสียงข้างมากแบบเด็ดขาดในสภาชุดใหม่
ซึ่งจะรับหน้าที่บริหารประเทศเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปีด้วย
เดิมนักวิเคราะห์คาดว่า พรรคนิยมเหมาจะมาเป็นอันดับสาม โดยคาดกันว่าพรรคคอมมิวนิสต์
หรือพรรคมาร์กซ์-เลนิน กับพรรคเนปาลคองเกรส จะได้คะแนนนำ แต่ปรากฏว่าพรรคทั้งสองได้แค่
พรรคละ 20 ที่นั่งจากผลการนับคะแนนล่าสุด
โรเดอริก ชาล์มเมอร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเนปาล ของหน่วยงานคลังสมองในกรุงบรัสเซลส์
International Crisis Group บอกว่า เป็นเรื่องน่าทึ่งที่พรรคมาร์กซ์-เลนินกับพรรคเนปาลคองเกรส
ได้ปราชัยอย่างย่อยยับ "ผมคิดว่าประชาชนได้โหวตเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นการเปลี่ยนแปลง
วิธีทำงานการเมือง และเปลี่ยนแปลงวิธีทำหน้าที่ของรัฐ"
กลุ่มนิยมเหมาได้ลงนามสันติภาพเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 เพื่อยุติสงครามกลางเมือง
ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13,000 คน กลุ่มนี้รณรงค์ในเรื่อง "เนปาลใหม่" และการปฏิรูปที่ดิน
เพื่อเกษตรกรรายย่อย ซึ่งที่ผ่านมาการเมืองในเนปาลมีแต่การคอรัปชั่นและการทะเลาะเบาะแว้ง.


พระราชวังนิรมาล นิวาส

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=33145&catid=6

รัฐบาลเนปาลขีดเส้นตายพรุ่งนี้ กษัตริย์คยาเนนทราต้องออกจากวัง!

รัฐบาลเนปาลเตือนให้กษัตริย์คยาเนนทราต้องออกจากวังพรุ่งนี้ หลังสมัชชาแห่งชาติ
เปิดประชุมครั้งแรก พร้อมคำประกาศเลิกสถาบันกษัตริย์ ด้านกลุ่มลัทธิเหมา
เตรียมระดมสมาชิก 5 หมื่นคนประท้วงไล่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม รัฐบาลเนปาล แถลงเตือนว่า
สมเด็จพระราชาธิบดี คยาเนนทรา แห่งเนปาล พร้อมข้าราชสำนักทั้งหมดจะต้องโยกย้ายออกจากพระราชวังนารายันฮีติ
ในทันทีหลังจากสมัชชาแห่งชาติเปิดประชุมเป็นครั้งแรกในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้และมีกำหนดจะประกาศยกเลิก
สถาบันกษัตริย์ของเนปาลอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการสิ้นสุดทั้งราชวงศ์ชาห์แห่งเนปาลที่ปกครองประเทศมายาวนาน
ถึง 239 ปี และระบอบกษัตริย์ในประเทศนี้ไปพร้อมๆกัน

นาย ราม จันทรา พูเดล รัฐมนตรีเพื่อสันติและการบูรณาการ กล่าวว่า กษัตริย์คยาเนนทราจะต้องเสด็จออกจาก
พระราชวังเพื่อไปประทับ ณ พระตำหนักนิรมาล นิวาส พระตำหนักส่วนพระองค์ในทันที เพื่อให้พระราชวังนารายันฮีติว่างลง
และจะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของทางการต่อไป ถ้าหากพระองค์ไม่ยอมเสด็จแปรพระราชฐาน รัฐบาลก็อาจจำเป็น
ต้องใช้กำลังเพื่อการนี้ ซึ่งจะไม่เป็นการดีต่อพระองค์แม้แต่น้อย จนถึงขณะนี้ยังไม่มีปฏิกิริยาอย่างเป็นทางการจากราชสำนัก
แต่ชาวเนปาลส่วนใหญ่เชื่อว่า กษัตริย์องค์สุดท้ายของเนปาลน่าจะเสด็จออกจากพระราชวังอย่างเงียบๆหลังจากที่สมัชชาเนปาล
มีมติดังกล่าวแล้ว

ใน
ขณะที่แม้ว่ารัฐบาลจะมีประกาศห้ามการชุมนุมทั่วพื้นที่โดยรอบพระราชวัง, รัฐสภา และบริเวณตำหนักต่างๆ
ในใจกลางกรุงกาฏมัณฑุ แต่พรรคการเมืองหลายพรรค รวมทั้งพรรคเหมาอิสต์ประกาศชัดแล้วว่าจะมีการเฉลิมฉลองวาระ
การสิ้นสุดระบอบกษัตริย์กันในวันที่ 28 พฤษภาคมนี้กันขนานใหญ่ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดมากกว่าปกติ
หลังเกิดเหตุระเบิด 2 ครั้งซ้อนก่อนหน้านี้ในบริเวณใกล้อาคารรัฐสภาซึ่งเชื่อว่าเป็นฝีมือของกองกำลังติดอาวุธฮินดู

รายงานกล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ พรรคเหมาอิสต์ ได้ประกาศจะระดมสมาชิกกลุ่มยุวชนจำนวน 5 หมื่นคน
กดดันให้กษัตริย์คเยนทราลาออก โดยกลุ่มอ้างว่าการระดมสมาชิกดังกล่าวมีขึ้นเพื่อฉลองการย้ายออกจาก
พระราชวังเนปาลของกษัตริย์คเยนทรา และเพื่อประกาศเอกราชของประเทศ




กษัตริย์คยาเนนทรา

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 23, 2009 10:38 pm



http://www.bangkokbiznews.com/2008/05/29/news_261891.php

เนปาลเปิดศักราชใหม่สู่ระบอบสาธารณรัฐ


การปกครองระบอบกษัตริย์ในเนปาลสิ้นสุดลงแล้ว หลังสภาร่างรัฐธรรมนูญลงมติ
เปลี่ยนประเทศสู่ระบอบสาธารณรัฐ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :

เนปาลเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ที่ดำเนินมานาน 240 ปีสู่ระบอบสาธารณรัฐแล้วตามมติของ
สภาร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบด้วย คะแนนเสียงท่วมท้น 560 ต่อ 4 เสียงเมื่อวานนี้
โดยเนปาลจะแต่งตั้งประธานาธิบดีขึ้นเป็นประมุขแทนที่กษัตริย์ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจในการบริหาร

ส่วน กษัตริย์คเยนทราซึ่งมีพระชนมายุ 61 พรรษา จะทรงกลายเป็นสามัญชน โดยมีเวลา 15 วัน
ที่จะเสด็จย้ายออกจากพระราชวัง ด้านนายกรัฐมนตรีกิริยา ปราสาท คอยราลา กล่าวว่า เนปาลกำลังเข้าสู่ศักราชใหม่
และการเปลี่ยนแปลงประเทศสู่ระบอบสาธารณรัฐเป็นความฝันของคนทั้งประเทศ


ส่วนชาวเนปาลเฉลิมฉลองกันตามท้องถนนในกรุงกาฎมาณฑุตั้งแต่ก่อนสภาร่างรัฐธรรมนูญ
จะเริ่มการประชุมเพื่อลงมติครั้งประวัติศาสตร์ในการยกเลิกระบอบกษัตริย์ ชาวเนปาลยินดีกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
หลังจากความศรัทธาต่อราชวงศ์เนปาลเสื่อมถอยลง นับตั้งแต่เหตุการณ์


มกุฎราชกุมารทิเพนทรา ปลงพระชนม์กษัตริย์พิเรนทราและพระบรมวงศานุวงศ์เมื่อปี 2544 และกษัตริย์คเยนทรา
ที่ทรงขึ้นครองราชย์แทนทรงรวบอำนาจปกครองทั้งหมดจากรัฐบาลในปี 2548 จนเป็นชนวนที่สร้างความโกรธแค้น
จนเกิดการประท้วงนองเลือด หลังจากนั้นพระองค์


ยอมฟื้นคืนประชาธิปไตยในอีกหนึ่งปีถัดมา และรัฐบาลชั่วคราวที่ตั้งขึ้นได้ดำเนินการลดทอนอำนาจของพระองค์
อย่างต่อเนื่อง

ส่วนการลงมติของสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวานนี้ล่าช้ากว่ากำหนดถึง 12 ชั่วโมงเนื่องจากพรรคมีความเห็นขัดแย้งกัน
เกี่ยวกับการแบ่งสรรอำนาจระหว่าง ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดใหม่นี้คาดว่า
จะนำโดยพรรคการเมืองของอดีตกบฏลัทธิเหมาที่เข้าสู่การเมืองเมื่อปี 2549 และกวาดที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้ง
สภารัฐธรรมนูญเมื่อเดือนเมษายน


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=33490&catid=6

'กษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งเนปาล'ปลงพระทัย เตรียมออกจากวังแล้ววันศุกร์นี้
หลังสมัชชาประกาศปท.เป็นสาธารณรัฐ-ยกเลิกสถาบันกษัตริย์


เผย'คยาเนนทรา'เก็บสัมภาระเตรียมออกจากพระราชวังแล้ว หลังสมัชชาเนปาลขีดเส้นตาย
ให้ออกจากวังหลังประกาศให้ประเทศเป็นสาธารณรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ว่า หนังสือพิมพ์จานา แอสทร้า
รายงานอ้างแหล่งข่าวระบุว่า กษัตริย์คยาเนนทราได้ทรงเก็บสัมภาระ เพื่อเตรียมออกจากพระราชวังในกรุงกาฐมาณฑุแล้ว
โดยคาดว่าพระองค์จะเสด็จออก ในวันศุกร์ และอาจไปพำนักที่เมืองนาการ์จัน ซึ่งเป็นสถานที่ล่าสัตว์ของราชวงศ์เนปาล
ย่านนอกกรุงกาฐมาณฑุ หรืออาจเสด็จไปยังที่พำนักส่วนพระองค์ในกรุงกาฐมาณฑุ

รายงาน ระบุว่า การตัดสินพระทัยเสด็จออกจากพระราชวังมีขึ้น หลังเมื่อวันพฤหัสบดี สมัชชาเนปาล
ได้ลงมติประกาศให้ประเทศเป็นสาธารณรัฐ ส่งผลให้ราชวงศ์เนปาลจะถูกยุบสถาบันกษัติรย์โดยปริยาย
พร้อมทั้งประกาศขีดเส้นตายให้พระองค์ออกจากพระราชวังภายใน 7-15 วัน ขณะที่พระองค์ยังไม่ได้แสดงทัศนะใด ๆ ในเรื่องนี้


ขณะเดียวกัน เนปาลได้ก้าวเป็นประเทศสาธารณรัฐเป็นครั้งแรก หลังจากสมัชชารัฐธรรมนูญได้มีมติประกาศให้
ประเทศเป็นสาธารณรัฐ ส่งผลให้สถาบันกษัติรย์จะต้องถูกยุบราชวงศ์โดยปริยาย โดยเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี ธงราชวงศ์ชาห์
ในพระราชวังใหญ่ในกรุงกาฐมาณฑุ ได้ถูกปลดลง และถูกแทนที่ด้วยธงชาติ


ขณะเดียวกัน ทางการเนปาลยังประกาศให้วันพฤหัสบดีและวันศุกร์เป็นวันหยุดแห่งชาติ
เพื่อเฉลิมฉลองการเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณรัฐด้วย
ด้านกองทัพเนปาล ซึ่งที่ผ่านมาถูกมองว่า
เป็นฐานสนับสนุนราชวงศ์ ได้ประกาศยอมรับมติประวัติศาสตร์ของสมัชชาเนปาลที่ประกาศเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณรัฐด้วย
แต่กลุ่มฮินดูใหญ่ของประเทศขู่จะประท้วงการเปลี่ยนแปลงให้ประเทศเป็น สาธารณรัฐที่จะทำลายประเทศ


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=33926&catid=6

'กษัตรย์คยาเนนทรา' พร้อมออกจากวังแล้ว หวั่นพระมารดา-อัยยิกาไร้ที่อยู่

เผยกษัตริย์คยาเนนทราพร้อมออกจากพระราชวังแล้วอย่างเงียบๆ เพื่อเป็นสามัญชน
แต่ยังหวั่นพระมารดา-พระอัยยิกา ไร้สถานที่ประทับ ขณะที่โหรแนะให้พระองค์ยื้อประทับในวัง
จนถึงต้นเดือนกรกฎาคม เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงดวงตก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 2 พ.ค.ว่า กษัตริย์คยาเนนทรา เตรียมพร้อมที่จะออกจาก
พระราชวังนิรมาล นิวาส อย่างเงียบๆ แล้ว เพื่อเริ่มต้นใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชน ภายหลังจากที่พระองค์ได้รับหนังสือ
จากรัฐสภาเนปาลเรียกร้องให้พระองค์ออกจาก พระราชวังหลวง ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์

เลขาฯ พระราชวัง เปิดเผยต่อรัฐมนตรีมหาดไทยเนปาลว่า พระองค์และครอบครัวจะทรงเสด็จออกจากพระราชวัง
โดยพระองค์เต็มใจยอมรับมติของรัฐสภาเนปาลที่จะให้พระองค์ออกจากพระราชวังในเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตาม กษัตริย์คยาเนนทรายังคงวิตกว่าพระมารดาและพระอัยยิกาว่าจะทรงประทับยังสถานที่ใด

ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์นายา ปาทริกา ระบุว่า กษัตริย์คยาเนทรา ไม่ทรงต้องการที่จะออกพระราชวัง
จนกว่าจะถึงช่วงต้นเดือนก.ค. เพื่อรอให้ช่วงดวงพระชะตาดีขึ้นเสียก่อน

ถึงขณะนี้ ยังมีทหารอารักขา 1,500 นาย ประจำอยู่หน้าพระราชวังนิรมาล นิวาส แต่ทหารเหล่านี้พร้อม
จะปฎิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลให้เลิกปฎิบัตภารกิจอารักขา หลังจากพระราชวังแห่งนี้จะถูกเปลี่ยนแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=35143&catid=6

คิงเนปาลเมินคืนมงกุฎให้รัฐบาล-ไม่ร่วมมือให้ตรวจทรัพย์สิน


รัฐบาลเนปาลเผยกษัตริย์คยาเนนทราปฎิเสธที่ร่วมมือกับกรรมการจัดทำ
บัญชีทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ระบุไม่ยอมเปิดวังให้เข้าตรวจ แถมยังไม่ได้คืนมงกุฎกษัตริย์
ให้แก่รัฐบาลด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.อ้างแหล่งข่าวทางการรัฐบาลเนปาลระบุว่า
กษัตริย์คยาเนนทราได้ปฎิเสธที่จะให้ความร่วมมือแก่คณะกรรมการจัดทำบัญชีทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
โดยพระองค์ไม่ยอมให้คณะกรรมการดังกล่าวเข้าไปพระราชวังนิรมาล นิวาศ ในกรุงกาฐมาณฑุ แต่อย่างใด
นอกจากนี้ พระองค์ยังไม่ได้คืนทรัพย์สินสำคัญ ๆ ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งรวมทั้งเครื่องเพชรและมงกุฎกษัตริย์
ให้แก่ทางการด้วย

แหล่งข่าวดังกล่าวระบุว่า ทางการได้รับแจ้งว่าอย่างไม่เป็นทางการว่า ทรัพย์สินต่าง ๆ ของพระมหากษัตริย์
ยังคงอยู่ในพระราชวัง แต่ทุกคนปฎิเสธที่จะระบุว่าอยู่ที่ใด และว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่พระราชวังกำลังทำเหมือนปฎิเธ
กฎเกณฑ์ต่าง ๆ แม้ว่าอภิสิทธิของกษัติรย์เนปาลจะถูกยกเลิกไปแล้วตั้งแต่เมื่อเดือนก่อน
ด้านสมาชิกคณะกรรมการจัดทำบัญชีทรัพย์สินพระมหากษัตริย์บอกว่า เป็นเรื่องพอเข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใด
กษัตริย์คยาเนนทราจึงไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เมื่อคำนึงถึงว่า
สถาบันกษัติรย์เนปาลที่เคยตั้งมากว่า 240 ปี จะต้องถูกยุบลง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 23, 2009 11:17 pm

http://india.indymedia.org/en/2002/09/2190.shtml

POSSIBLE CIA HAND IN THE MURDER OF THE NEPAL ROYAL FAMILY

By repost 25/09/2002 At 14:36
(This is a reposting of a Madison IMC article)

CIA involvement is claimed in June 2001 massacre of Nepal's royal family.
It paved way for international intervention into the six-year old insurgency in the country
and further US and Indian Geopolitical objectives in region.


An article supposedly blocked by the US security apparatus but republished
in this September's Monthly Review Magazine to accompany a communication from Baburam Bhattarai,
the Convenor of the United Revolutionary People's Council, Nepal, reignites the position that the June 1, 2001,
royal massacre in Nepal, which had gripped the mainstream press a year and a half ago,

was the work of not the crown prince but a special squad trained by the CIA.
Not the blind anger of love, but US and Indian geopolitical strategy in the region
are given as the real reasons behind the massacre.


The official story is that the Nepal crown prince Dipendra went on a drunken and drug-induced killing spree
because the queen would not allow him to marry his fiancé, Devyani Rana.

(Here the author mistakenly says that the queen was against the marriage because Devyani was a commoner,
when the actual reason was that she was not from the queen's own sub-lineage. For the last 150 years,
members of the queen's Rana family have preserved their aristocratic standing and access to power
through reciprocal marriages with the royal Shah family. Sublineages within the Ranas have jealously
and sometimes bloodily asserted themselves within this political alliance system, providing a semblance of credibility
to the story of a love-stricken crown prince massacring his family due to the queen's truculence.)

The official story immediately came under suspicion in Kathmandu, where most people still believe
the real story has not been told. Suspicious circumstances put the king's younger brother Prince Gyanendra
out of town and left his own already notorious and hated son, Prince Paras, alive within the palace
while all those before them in the succession were murdered; confused initial announcements by the new king
such that the deaths were due to an accidental firing of an automatic weapon; the efficient and
accurate commando-style shooting juxtaposed against the total incapacity of the crown prince
due to drugs and alcohol immediately prior to the killing;
the position of the body of the queen
on the stairs leading up to her son's room as if she was running up to find him; the hurried cremation
of the bodies of the royal family, supposedly according to strict Hindu religious customs that require
quick disposal of the bodies, said the international press, although the previous king and even the more
recently killed General Secretary of Communist Party (UML) had been kept on ice many days prior to
their cremations, allowing proper, if still suppressed (in the latter case), autopsies.

Even now, potential eye-witnesses among the palace staff are said to have never returned home and
they continue to remain unaccounted for, including a cook who called home to report that there were
"many Dipendras walking about the palace" just before the killing started. Other eye witnesses,
such as one of the medical doctors who is reported by a reliable source to have seen bullet holes in
Crown Prince Dipendra's back in addition to the single shot to the head by which he supposedly
committed suicide, don't speak up for fear of their lives.

Wayne Madsen, a CounterPunch columnist and a former naval officer who used to work for the NSA,
argues in his article "Comparisons Between Recent U.S.-Backed Coups: Caracas and Kathmandu"
that the massacre has all the markings of a CIA operation such as that in Caracas this last year
,
except that the CIA succeeded in Kathmandu where it failed in Caracas . He says that a CIA office
had been operating next to the present king's palace for some months prior to the killing,
in which CIA operatives,
contractors and high military personnel were observed going in and out of the office.

He says that a
Nepal army commando unit trained by US special operations forces did the actual killing.

The US special operations forces were accompanied by a US psychological division which he says along with
the Indian Research and Analysis Wing (RAW) intelligence agency prepared the official story for the deaths.

The real reason for the murders, argues Madsen, is that the dead king was a strong nationalist
who refused to allow Royal Nepal Army involvement or outside intervention in the civil war
which has been spreading across Nepal starting in 1996.
The king was working hard on trying to develop
a negotiated solution to the conflict with the insurgents, who above all else are nationalists fighting
to maintain Nepal's independence and prevent it from becoming another Indian state like Sikkim.

With his death and the installation of the present king, who has large export-oriented business ventures
and strong ties with India, along with the pro-India, pro-globalization Congress Party prime minister,
the way was opened for outside intervention into the insurgency and the consolidation of US
and Indian control over the region.


Madsen says that the
US sees Nepal as one more step in its encirclement of China
with pro-US governments and military basis.
India is interested in extending the British colonial legacy
of regional geopolitical and commercial power and asserting its control over the large hydro resources
available in the Nepal Himalaya. This year President-select Bush relatively quietly pushed a bill
through Congress to fund 20 million dollars of military supplies to the Nepal government,
doubling the $20 million economic aid previously given to Nepal (most of that going to extending
US corporate values and supporting the development of a special US-friendly urban ruling class).

Britain, of course, and India, and more recently the European community, and surprisingly,
even China, have or are in the process of promising military support to the regime in Nepal
in the country's civil war.


The pro-India, pro-globalization and pro-privatization Prime Minister in Nepal had declared
a national emergency following the Royal massacre
which suppressed civic rights and a free press
and set about mobilizing the army against the insurgents. With 9/11, following the lead of President-select
Bush, the insurgents were unapologetically termed "terrorists," opening the way for unrestrained war
not just on the insurgents but on the rural population as a whole, along with all dissidents.

Amnesty International, and other human rights
organizations have been documenting atrocity after atrocity -- rapes, extra-legal killings, abductions, disappearances,
burning of villages -- by the military far dwarfing those reputed to the insurgents.

In his communication to Monthly Review, Baburam argues that, given the broad popular support of the insurgency,
which was initiated nearly seven years ago and now extends throughout the country,
this is not terrorism but a civil war, and that the international intervention is illegal by any standard.
Indeed, the war straddles a divide between a relatively small, urban-educated, western-oriented elite,
created by a half-century of development and international aid, which is opposed to a large rural population,
in a new twist in the old story of urban colonial enclaves such as were the product of French,
British, and
American rule in Southeast Asia.


Foreign aid and development over the last half century have led to the penetration of colonial-type
bureaucratic structures into villages, not so much destroying the old feudal-type institutions as building atop
and distorting them for their own purposes, greatly expanding inequality and undermining any vestiges of legitimacy.
Supposed modernization of the country has dismantled community institutions that had once allowed villagers
to assert some autonomy against the ruling classes, allowing the robbery of local communities of their forests,
water and land. It has set up two school systems, one qualifying privileged elite young people for joining
the international administrative and professional classes, and the other, using a poor semblance of education
that removes children from the land but offers little in return and a nationwide examination system, disqualifying
the mass majority of young people for any role in their country, forcing them to search for jobs abroad and
forcing over two percent of the country's women into sex bondage, with the direct involvement of many
ruling politicians.

Baburam points out that it was the creation of two nations,
one of a relatively small number of elites
and the other the large majority of villagers and urban laborers, that has created the divide across
which rages the civil war.


Comparisons Between Recent U.S.-Backed Coups: Caracas and Kathmandu by Wayne Madsen

Monthly Review September 2002
http://www.monthlyreview.org/0902madsen.htm
Originally published on the now blocked website:
http://www.spiescafe.com/wm/wmuscoups.htm

A Communication from the Revolutionaries in Nepal on the Current (September 2002)
Situation in the Civil War MONTHLY REVIEW September 2002
http://www.monthlyreview.org/0902bhattarai.htm

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

URL:: http://madison.indymedia.org/front.php3?article_id=7390&group=webcast

http://www.monthlyreview.org/0902madsen.htm

Comparisons Between Recent U.S.-Backed Coups: Caracas and Kathmandu
by Wayne Madsen

One thing about the CIA is that their playbook rarely changes. Take for example,
the agency's involvement in the recent abortive military coup against Venezuela's democratically-elected
President Hugo Chavez. The April 13 Washington Post reported that during the period leading up to
the coup against Chavez, “members of the country's diverse opposition had been visiting the U.S. Embassy
... hoping to enlist U.S. help in toppling Chavez. The visitors included active and retired members of the military,
media leaders and opposition politicians.”


The CIA, which had a special covert team in Venezuela since last June, had groomed these potential
coup leaders, which now appears to have also included members of the proto-fascist Roman Catholic cult,
the Opus Dei ….
But the most interesting aspect of the visits of Venezuelans to the U.S. Embassy
before the coup there is the similarity to events that took place in Kathmandu during the months prior
to the massacre of Nepal's Royal Family last June.


On June 1st, 2001, King Birendra, his wife and all his children, were assassinated. His younger brother,
Gyanendra, was conveniently absent from the from the palace at the time of the massacre of all those
who were ahead of him in succession to the throne. At first, Gyanendra and Prime Minister Girija Koirala
announced that the worst royal massacre since the assassination of the Romanovs of Russia in 1917
had been caused by an automatic weapon that had gone off by itself. Soon, the explanation for
the massacre was changed to a story befitting any Hollywood script. It was then announced that
the King's oldest son, Crown Prince Dipendra, had murdered his entire family and then shot himself
because his mother had forbidden him to marry a commoner. The new King Gyanendra's only son, Paras,
an unpopular brute, was at the palace during the slaughter but managed to survive without so much as a scratch.
Gyanendra himself has long been a CIA and U.S. corporate stooge. For example, he has a relationship
with
Henry Kissinger that goes back to the 1970s and the Ford administration.
On the other hand,
King Birendra wanted to open peace negotiations with the rebels and was also known to be a stauch
anti-Indian Nepali nationalist.


Today, the news media is reporting that Nepali “Maoists” brutally murdered 160 policemen,
beheading some in the process. Likewith Chavez in Venezuela, one must peer beyond this CIA-inspired
corporate media disinformation.
The fact remains that Chavez and his supporters are Venezuelan nationalists
opposed to American bullyism.Similarly, the so-called Maoists of Nepal, while mostly leftists,
are first and foremost, Nepali nationalists who are attempting to prevent Gyanendra from turning Nepal
into another state of India, much like what happened to neighboring Sikkim in 1975.
Gyanendra, being part of the Bush Family's New World Order
, is part and parcel of the U.S. plan to throw a cordon sanitaire of pro-U.S. states around China.

In the months leading up to the Nepali coup, the CIA established an office in
the Maharajgunj District of Kathmandu
, next door to the residence of Prince Gyanendra.
Witnesses reoprtedly saw streams of Nepali police and military officials streaming into the offices.
Other U.S. “civilians,” said to be with private military contractor CIA fronts like MPRI,
were also seen arriving at the offices.

In the spring, a U.S. Special Operations Forces personnel arrived in Kathmandu on a secret exercise
code-named
Bailey Nightingale I.
The cover for the exercise was said to be earthquake disaster training.
But it now appears it had another disaster in mind.
The military team was composed of
U.S. psychological operations (PSYOPs) personnel adept at coming up with tales like the one about
the Crown Prince murdering his family.
Much is written in the western media about
the Maoist leader Prachanda and Baburam Bhattarai, the leader of the Nepal Communist Party (Maoist),
being terrorists.
Yet they are no more terrorists than Yassir Arafat is in trying to ensure an independent
Palestinian state and David Ben Gurion was in his fight to ensure an independent Jewish state.

The use of the pejorative Cold War term “Maoist” and “Communist”
against enemies of the United States is not new. in 1996
,


when Tupac Amaru guerrillas stormed the Japanese embassy in Lima, Peru, they were called Maoists
by the Peruvian oligarchy and its U.S. allies.The CIA provided a Schweizer RG-8A surveillance plane
to help crush the rebels, who were all subsequently killed by the Peruvian military.
Yet Tupac Amaru, while leftist, was also naionalist. The group's name was borrowed from the pre-Spanish
Incan language. Tupac Amaru's main beef was that Peru's President, Alberto Fujimori, was not legitimate
because he was not an actual Peruvian citizen. They claimed he was ineligible to serve because
he was born in Japan, not Peru. Now, Tupac Amaru's claim has been authenticated.
The ousted Fujimori now resides in Tokyo as a guest of the Japanese government, and he said he plans
to run for a seat in the Japanese Diet, something, incidentally, only Japanese citizens, not Peruvians, can do.


The CIA's disinformation machinery was proven wrong in Lima, in Kathmandu, and now, in Caracas.
The CIA and George Tenet, its director, have once again been shown to be nothing more than scam artists
with a knack for lying through their teeth.


According to unblemished sources in Kathmandu, the king and his family were quickly
dispatched by a Nepali army commando unit trained at the time by U.S. Special Operations forces
sent by U.S. Pacific Commander in Chief Adm. Dennis Blair
(he's the same guy who propped up
Gen. Wiranto with special training while the good general was committing genocide in East Timor).

What was to become the Pentagon's Office of Strategic Influence (PSYOPs division) prepared a story,
with the assistance of India's Research and Analysis Wing (RAW) intelligence agency,

that the King and his family were murdered as a result of the Crown Prince going nuts
with automatic weapons after being forlorn over his mother's refusal to allow him to marry a commoner.

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 23, 2009 11:49 pm

Nepali army commando unit trained at the time by U.S. Special Operations forces
sent by U.S. Pacific Commander in Chief Adm. Dennis Blair

http://www.huffingtonpost.com/2008/12/18/dennis-blair-director-of_n_152170.html


Dennis Blair: Director Of National Intelligence?

The Huffington Post

First Posted: 12-18-08 03:23 PM | Updated: 01-18-09 05:12 AM


Citing "officials familiar with the selection process," the LA Times has reported that
President-elect Barack Obama has chosen Dennis Blair to be his national intelligence director:

<blockquote>

If confirmed, Blair would be Obama's point person on an array of
highly charged intelligence issues the incoming administration will
inherit from President Bush.


Among them are the allocation of resources amid two wars, the operation
of secret CIA prisons overseas, and the ongoing wiretapping of e-mails
and calls that pass through the United States.</blockquote>The Washington Post also features a profile of Blaire today, anticipating his selection.

Reuters reports on Adm. Dennis Blair:

<blockquote>President-elect Barack Obama has chosen retired Navy Adm.
Dennis Blair as the top U.S. intelligence official and could make an
announcement as early as Friday, a source familiar with the nomination
said on Thursday.

"We expect the announcement tomorrow," said the source, who spoke on condition of anonymity.

Blair would oversee the entire U.S. intelligence apparatus and be
responsible for delivering Obama's daily intelligence briefing.</blockquote>The AP reported Wednesday that Blair's nomination was held up by disagreement over the office:

<blockquote>Blair met with the transition team on Tuesday and there was
no hint of trouble at that point, a Democratic Party official familiar
with the meeting said.

But the officials said the transition team and Blair appear to
be split over who would choose his deputy. They also are said to
disagree over the scope and purpose of the national intelligence
director's office. The Obama transition is said to be discussing plans
to downsize the office.</blockquote>
The American Prospect's Tim Fernholz notes that while Blair is "an interesting character who is considered smart
about the possibility of engagement, not conflict, with countries like China, and he has made the right noises
on terrorism reduction" he isn't perfect. "It seems that Blair, while serving as head of Pacific Command
in 2000, had some unpleasant dealings with Indonesian leaders and displayed some remarkably
poor judgment on intelligence about violence in East Timor."


http://www.dni.gov/
http://www.cfr.org/publication/18189/dennis_c_blair_director_of_national_intelligence.html

Dennis C. Blair, Director of National Intelligence

Author:
Joanna Klonsky, Associate Editor

Updated: February 9, 2009

Retired four-star Admiral Dennis C. Blair is President Obama's director of national intelligence (DNI)--
confirmed by the U.S. Senate on January 28, 2009. Blair, a thirty-four-year Navy veteran,
is the former commander-in-chief of U.S. Pacific Command. He also served as associate
director of central intelligence for military support, coordinating intelligence and military operations
under the Clinton administration. He was director of the Joint Staff at the Pentagon, and commanded
the Kitty Hawk Strike Group aircraft carrier and the destroyer Cochrane.
From 2003 to 2007, Blair was president of the Institute for Defense Analyses, a nonprofit corporation
that manages federally funded national security research and development centers. He stepped down
in the face of concerns that his positions on the boards of major defense contractors presented
a conflict of interest. A former Rhodes Scholar, Blair speaks Russian and is an expert on U.S. policy toward Asia.
He co-chaired the Council on Foreign Relations independent task force that published a 2007 report recommending
that the U.S. government work to integrate China into the global community.
In November 2007 testimony to the U.S. Senate Committee on Commerce, Science, and Transportation,
Blair decried what he called the "clumsy model" of U.S. energy security and its impact on military operations.
"American forces have been engaged in the Middle East since the tanker wars of 1987,
and events have seemed to demand increasing our military force, not reducing it.
But driving this engagement is America's ever growing dependence on overseas petroleum," he said
"This dependence has influenced successive administrations to strengthen military engagement
rather than to search for other means--perhaps politically more difficult but in the long run more cost-effective
means--for boosting energy security."
Blair has not been implicated in controversial intelligence initiatives under the Bush administration,
such as coercive interrogation of terror suspects under the National Security Agency's
warrantless surveillance program. As DNI, Blair would oversee the U.S. intelligence community
and deliver Obama's daily intelligence briefings.

http://blog.beliefnet.com/cityofbrass/2009/01/obamas-intelligence-director-d.html

Obama's Intelligence Director Dennis Blair and East Timor genocide

Thursday January 29, 2009

Gary Farber sounded the alarm last month about President Obama's nominee for
National Intelligence Director, Denis Blair, who was complicit in genocide in East Timor
during the Clinton Administration.

Unfortunately, no questions were asked about East Timor during Blair's confirmation hearing.
Blair also refused to categorically state what the attorney general already said explicitly,
that waterboarding constituted torture.

This is not good. Blair's nomination needs to be opposed on basic moral principle.
Recall President Obama's own words during the Inauguration speech:

And so, to all other peoples and governments who are watching today,
from the grandest capitals to the small village where my father was born:
know that America is a friend of each nation and every man, woman and child
who seeks a future of peace
and dignity, and we are ready to lead once more.

http://www.atimes.com/atimes/Southeast_Asia/KL22Ae01.html

Dec 22, 2009

Weapons seizure hits North Korea hard
By Brian McCartan

BANGKOK - The detention in Thailand of a cargo plane transporting weapons and the arrest of its crew
remain shrouded in mystery. The destination of the weapons and identity of their buyers is uncertain.
American officials and analysts believe, however, that the intervention dealt a blow to North Korea's arms sales.

The Air West flight's outbound journey was normal enough. After leaving Ukraine, the aircraft stopped
to refuel in Azerbaijan, Dubai in the United Arab Emirates (UAE), and Bangkok before landing in Pyongyang.
After picking up the cargo in North Korea, the crew told authorities, the flight was scheduled to stop in Bangkok,
Sri Lanka, the UAE and finally Ukraine. What they haven't told

investigators is where they planned to offload the weapons.

Thai authorities are baffled about why the plane stopped in Bangkok on the return trip
since Thailand is known for close ties to the United States.

A more direct route would have been over China, stopping in Lashio or Mandalay in Myanmar to refuel.
Another flight from North Korea in November 2008 took this route in an attempt to take cargo to Iran
that American authorities feared could be related to weapons of mass destruction.
That flight was blocked when India refused to allow the plane to fly through its airspace.
The Air West flight's scheduled stop in Colombo, Sri Lanka, was likely an attempt to avoid a repeat.

A search of the plane's cargo after a tip-off from US intelligence sources found 35 tonnes of crated weapons
inside the fuselage, according to Thai authorities. The haul included large numbers of rocket propelled grenades
(RPGs), man-portable surface-to-air missiles, and two mobile multiple-rocket launchers, either M-1985 or M-1991's,
capable of firing 240mm rockets. The weapons were removed by the Thai military to Takhili Air Force base
in central Nakhon Sawan, north of Bangkok. Thai authorities estimated the value of the cargo at
around US$18 million. The crew, who are likely to be telling the truth, said they believed they were
carrying heavy equipment for oil operations.

The next step is for the weapons to be inventoried and reported to the UN's North Korea Sanctions Committee,
which is mandated to investigate violations of the sanctions. Under UN resolutions, the weapons should then
be destroyed, although there is some debate in Thailand about whether the weapons will be kept for its armed forces.

The crew, four from Kazakhstan and one from Belarus, are all men in their 50s and former members of
the Soviet air force. Mikhail Petukhov, the Belarusian pilot, served in the Soviet air force for almost 20 years.
Kazakh Communications Ministry Civil Aviation Committee chairman, Radilbek Adimolda,
said the Kazakh pilots were on leave from East Wind, a Kazakh private airline.

International trafficking networks make extensive use of former Soviet pilots and planes, researchers say.
The planes are notorious for being under-serviced and in violation of safety standards. The pilots,
often without work for months, are willing to fly unsafe aircraft to obscure destinations and to look
the other way on the cargo. The people behind the networks are rarely identified.

Thai authorities are holding the men in Klong Prem prison on charges of falsifying information on their cargo
declaration and transporting weapons. If convicted the men could face up to 10 years in Thai prison.
Requests for bail were rejected.

All the men were working on contract to Air West, a company registered in the Republic of Georgia
and holding the registration for the Ilyushin IL-76 freighter seized in Bangkok. The IL-76 was designed
to carry heavy machinery to remote areas of Russia. Its ability to land on rough airstrips in remote regions
makes it an ideal aircraft for transporting illicit cargoes.

The aircraft allegedly has a long involvement in transporting shady cargos. According to sources in
the airfreight business, planes frequently change hands and registration numbers. The IL-76 detained
in Bangkok was previously owned by a private Kazakh company, East Wing, then bought by Kazakh airline Beibers,
which in turn sold it on to Air West, Georgia, in October, according to the Kazakh Transportation and
Communications Ministry. Air West was registered in Batumi, Georgia in 2008 and its office is in the Ukraine.

For this flight, the plane was leased out to SP Transport Limited, a Ukrainian company.
New Zealand authorities are also investigating a company with the same name.
Both companies have a Lu Zhang listed as their director. The New Zealand company's shares
are held by VICAM (Auckland) Ltd, which in turn is owned by Vanuatu-based GT Group.

Security analysts and freight operators say this type of paper trail is par for the course.
Companies are shut down after being identified as trafficking in weapons or other illicit items or
violation of air safety regulations, then open under different names. Aircraft similarly change registration,
or are sold on or leased to other freight companies to disguise their business.

The detention of plane and crew in Bangkok may scare off would-be customers for North Korean arms.
It is the second time a large weapons shipment has been interdicted since the imposition of UN Resolution 1874,
passed in response to Pyongyang's refusal to stop its uranium enrichment program and ballistic missile tests
held earlier this year. The resolution bans the transfer of heavy weapons as well as missiles and spare parts
from North Korea and calls on countries to "inspect and destroy" those weapons.

Resolution 1874 is non-binding and relies on the resolve of member countries to enforce.
However, in contrast to the rare seizure of North Korean weapons in years prior to the resolution,
several actions have taken place since June to interdict stop North Korean arms shipments.
A North Korea-registered vessel believed to be carrying weapons for Myanmar was forced to turn back in July
after that country declared it would not allow the ship to dock. United Arab Emirates authorities in August seized
a Bahamian-flagged ship, the ANL-Australia, which was found to be carrying North Korean military equipment
destined for Iran and listed in the ship's manifest as oil-related. India has stopped at least two more North Korean
vessels in its waters waters, although neither was found to be carrying weapons.

A halt in weapons sales would be a heavy blow to cash-starved North Korea, especially combined with
the cutting-off of South Korean handouts that have kept the country's economy going.
Arms are one of North Korea's biggest earners of foreign currency earners. Analysts say the regime
earns more than $1 billion a year through arms sales, often to other rogue regimes or to rebel groups,
many connected to gross human rights abuses. Its biggest sales are ballistic missiles to Iran and
other Middle Eastern countries and possibly to Myanmar. Some security analysts claim the Bangkok seizure
could even force the reclusive regime back into nuclear disarmament talks in order to win much-needed aid.

US envoy Stephen Bosworth was in Pyongyang days before the plane was detained,
on a mission to persuade North Korea to rejoin six-nation disarmament talks.
North Korean pulled out of the talks a year ago before concluding a deal with China, Japan, Russia, South Korea
and the US that would have ended its nuclear program, and its pariah status, in exchange for international aid.
Pyongyang in April proclaimed the talks "dead" in April after international criticism of its nuclear and missile tests.

North Korea and the US had reached a "common understanding" Bosworth said after the talks,
giving hope that talks could begin again sometime next year. He said he emphasized the benefits North Korea
would receive as a part of the present US administration's policy of engagement.

The envoy's visit marked the first high-level contact between the Barack Obama administration
and the regime. Obama wrote a personal letter to North Korean leader Kim Jong-il in conjunction with
the effort to bring the country back to the table. Although its contents have not been revealed,
the letter was reportedly delivered in early December.

The US praised Thailand for its help in interdiction the weapons shipment.
Secretary of State Hillary Clinton told reporters in Washington two days after the arrest,
"We are very pleased to see strong action taken by the Thais and it would not have been possible
without strong action of the United Nations." The US Embassy has refused to confirm or deny
an American role in the incident, although Thai officials have repeatedly cited American intelligence
tipping them off to the shipment.

This is the second time in two years that Thai authorities have supported American efforts
against international arms trafficking. In March 2008, US intelligence and law enforcement
agencies carried out a sting in Bangkok that resulted in the arrest of international arms
merchants Viktor Bout.
Bout is accused of arranging shipments of millions of dollars worth of weapons to rebel
and terrorist groups and governments around the world and has been indicted in New York
on four charges related to terrorism. He maintains the charges against him are false.
An attempt by the US to have him extradited was blocked by the Thai courts in August.

Although Bout is not believed to have had a role in the shipment of arms detained in Bangkok,
there are some curious links to his trafficking network. The weapons plane had been registered
to three companies previously identified by the US Treasury Department's Office of Foreign Assets Control
as owned by Bout. Beibers, the Kazakh company which sold the plane to Air West has been linked
to alleged Serbian arms trafficker Tomislav Damnjanovic.

The facilitators and buyers of this shipment so far remain a mystery. The winding paper trail and
fly-by-night companies involved make shipments such as these difficult to trace. Initial speculation was that
the shipment was destined for Sri Lanka, Pakistan or the Middle East. In a commentary published
in the Washington Post on Friday, Dennis Blair, the US director for national intelligence,
gave a better indication of where the weapons had been destined to go.
"Teamwork among different agencies in the United States and partners abroad just last week
led to the interdiction of a Middle East-bound cargo of North Korean weapons," he wrote.

Whatever the intended destination for the weapons, the seizure of the plane and crew reiterates
American resolve to isolate North Korea and force it back to the negotiating table. It also shows its ability
to call in favors from friends to achieve this aim. For international arms merchants and their customers it
may be time to look for a different source of product.

Brian McCartan is a Bangkok-based freelance journalist.

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 24, 2009 2:07 pm

http://www.ekantipur.com/2009/12/11/most-emailed/Prachanda-accuses-govt-of-concocting-plans-to-murder-Maoist-leaders/304301/

Prachanda accuses govt of concocting plans to murder Maoist leaders

KATHMANDU, DEC 11 - Unified CPN (Maoist) Chairman Pushpa Kamal Dahal Friday charged that
the government is bent on killing some Maoist leaders.

The former Prime Minister, who stepped down from the government following differences with
the president earlier this year, warned to make the plight of the leaders in the incumbent government
even more severe than that of deposed King Gyanendra Shah if they continue to hatch conspiracies.

Inaugurating a photo exhibition entitled “From people’s war to the peace accord” in the capital today,
former prime minister Dahal said,” Those who are in the government are weaving plots,” adding,”
There are conspiracies to slay few Maoist leaders.”

The Maoist chairman has again presented himself in an aggressive manner at a time
when the political parties are exercising to forge political consensus following the blow of Dudejhari
incident in Kailali district last week.

“Conspiracies are being made to push the nation towards war again,”
said Dahal,” Incidents that occurred during 1991/92 are again being repeated.”

The rebel-turned politician further added,” But, we won’t spare anybody
this time around,” adding,” We will chase out the conspirators.”

Mentioning that his party had launched the people’s war when they even
did not have a single gun, he said that the situation of the Maoists at present is different.

“Now we have hundreds of thousands of people, thousands of cadres,
hundreds of commanders and weapons,” said Dahal, “If anybody plot against us,
his plight will be more miserable than that of Gyanendra.”

http://www.ekantipur.com/2009/12/11/headlines/PM-challenges-Prachanda-to-give-up-Maoist-top-post/304304/


A file photo of Prime Minister Madhav Kumar Nepal. (Photo eKantipur)

PM challenges Prachanda to give up Maoist top post

KAVRE, DEC 11 - Prime Minister Madhav Kumar Nepal Friday challenged UCPN (Maoist)
Chairman Pushpa Kamal Dahal ‘Prachanda’ to relinquish the post of party chairman saying
that he is not able to keep his cadres under control.

PM Nepal made such challenge while inaugurating the seventh district convention of UML,
Kavre, at Paanchkhaal today.

Accusing the Maoists of continuing with its anarchic activities as during the period of insurgency,
the prime minister said that Prachanda has not been able to keep his party activists under control.

He charged that the violent and anarchic activities of the Maoist cadres had jeopardised
the constitution drafting and peace process.

“Who else can carryout out such inhumane activity of cutting hands, legs and
seizing belongings of journalist Tika Bista,” said Nepal.

He further said,” As the Maoist cadres threaten and give mental torture
to the journalists for writing news reports against them,” adding,”
This recent attack against Bista is orchestrated by the Maoist cadres.”

He said that the recent incidents of attacks against Bista and the UML cadres in Salyan exemplified
that the Maoist cadres are beyond Prachanda’s control.

http://democracyandclasstruggle.blogspot.com/2009/08/dahal-hopeful-for-maoist-led-national.html

Thursday, August 20, 2009



Prachanda hopeful for a 'Maoist-led national govt' soon

Maoist chairman (Prachanda) Pushpa Kamal Dahal on Thursday again
reiterated his earlier claim that a 'national unity government' will
soon be formed under the leadership of the Maoists.

Stating that
a national government "having representation from all political
parties" is necessary to prepare new constitution and take the peace
process to a logical conclusion, Dahal said that the Maoists, by virtue
of being the largest party in the Constituent Assembly, should lead
such a coalition government.

Dahal has, however, already said in previous occasions that he is not interested in heading the Maoist-led government.

Speaking
to the journalists at Biratnagar Airport before flying to Dharan with
other senior party leaders to participate in the regular program the
party organizes for its cadres, he claimed that Foreign Minister Sujata
Koirala's decision to skip the prime minister's India visit has shown
that Nepali Congress is not satisfied with the present government.

"This
and failure of the government to renew the trade treaty with India has
made it evident that the present UML-led government has been a
failure," Dahal said, adding that he has intensified discussion with
other political parties for the formation of the Maoist-led coalition
government and that the talks so far have been 'positive'.

Dahal
including senior leaders Mohan Baidya, Dr Baburam Bhattarai, Ram
Bahadur Thapa and Narayan Kaji Shrestha headed to Dharan today to train
activists of Kochila, Kirat and Limbuwan state councils

http://www.countercurrents.org/prachanda100206.htm

http://www.thaindian.com/newsportal/world-news/india-concerned-over-maoist-doublespeak-in-nepal_100191068.html

http://monkeysmashesheaven.wordpress.com/2008/04/14/prachanda-wins-marxism-leninism-maoism-is-dead/

Prachanda wins. Marxism-Leninism-Maoism is dead. Maoism-Third Worldism lives!


Prachanda wins. Marxism-Leninism-Maoism is dead, Maoism-Third Worldism lives

by Prairie Fire
(source: monkeysmashesheaven.wordpress.com)

The big winner of the elections in Nepal is an organization calling itself the Communist Party of Nepal (Maoist)
led by Prachanda. With roughly three quarters of the results in, Prachanda’s Party has won a simple majority of 56%
of the seats in the constituent assembly elections so far.

(1) For the first time since China, there is a political party upholding Mao as its main icon that has captured
some degree of state power. Prachanda’s party will join the Communist Party of China under Hu Jintao
as another Mao-inspired party with some degree of state power.
These election results are sending yet more shock waves throughout the various trends that identify with
the Chinese Cultural Revolution. This latest storm within the Marxist-Leninist-Maoist orthodoxy comes at
a time when big changes are already underway due to the collapse of the imperialist Fourth International,
RIM. In addition, Bob Avakian’s cult, which headed the First Worldist RIM, appears to be falling apart after
the cult made a series of doomsday predictions that failed to materialize. It is not uncommon,
even after big defections of the membership, for doomsday cults to survive by resetting the time table
for the end of the world. Currently, Avakian holds onto as much of his organization as he can by ramping up
the ridiculous cult around himself. Avakian will go back to the drawing board, to reemerge at a later date with
a new Chicken Little routine. Although, this may have been Avakian’s last big push for glory.

After all, Avakian is in his 60s; he may be forced to retire soon. Chaos is good. Without chaos, no change.
These factors contribute to a situation where we could see the emergence of a visible,
global ideological pole of real Maoism, Maoism-Third Worldism, to revitalize the proletarian movement.
Many ideologically moribund organizations of the orthodoxy sit stupidly in silence, sucking their thumbs,
as these events unfold. These opportunistic, brain dead groups will hope to wait out the brewing storms
within the MLM orthodoxy. They will jump on board with whatever consensus forms amongst First Worldist,
“left” parties. They will play it safe, then they will go which ever direction the wind blows.
For the First Worldist “left,” the wind will blow in favor of Prachanda. Other organizations and individuals
will beat their chests; they will blindly follow Prachanda over the abyss.

(2) Maoist-Third Worldists are not afraid to hold the red flag high, even if we come under criticism
in the short term from the First Worldists. Marxism-Leninism-Maoism is dead.
Either Prachanda has found a new way to socialism or he hasn’t. If Prachanda’s fans had any courage,
or brains, they would openly admit that Prachanda’s course contradicts what has heretofore been
regarded as core, universal lessons of the 20th Century revolutionary experience. Rather than obfuscating
in eclectics, the fans should admit that Lenin’s teachings on the state are not universal.

They should admit to Prachanda’s novel contribution of extending
the label “New Democracy” to cover everything under the sun.

They should admit that they have abandoned the legacy of the Cultural Revolution in all but its “spirit.”
They should admit that they have abandoned people’s war as the principal means to ascend to power.
And, in practice, to abandon people’s war as a principal means is to abandon it as a means at all.
Such is the logic of mobilization, of a war footing. People’s war must be carried through to the end,
or it isn’t carried through at all. If Prachanda’s way is a path to socialism,
then Marxism-Leninism-Maoism is dead. It is dead because there is nothing left of 20th century
socialism in Prachanda’s “21st century socialism.” Rather than being left with any concrete universal,
core theory, socialism becomes anything and everything. If Prachanda, then why not Chavez?
Why not Kim? Why not Castro? Why not Hu Jintao? Why not Obama?

“21st century socialists” are nothing more than fans of various leaders.
If Prachanda’s way is really a trojan horse for an imperialist reorganization of Nepalese society
under leftist rhetoric, then Marxism-Leninism-Maoism will be rendered worthless as
an oppositional force for other reasons.
Imperialist finance capital’s reorganization
of the economy and political system of Nepal under a social reformist program and rhetoric may,
in the short term, genuinely translate into concrete gains for the masses in Nepal.

Political power in the form of a corrupt, traditionalist system run by a God King is hardly
the best option in terms of creating a stable, modern political climate to best expedite
the transfer of value from Nepal to the imperialists. An older comprador state is being replaced
by a more modern one under a trojan horse, MLM.


Massive reorganization of Third World societies to remove fetters on the extraction of super-profits
is one of the main aims of U.S. policy makers. It is not an accident that the neo-conservatives
who dominate policy can trace their intellectual lineage back to Trotskyism. Both the neo-conservatives
and the parties of the RIM put forward the idea that imperialism is not necessarily reactionary
because imperialism can bring much needed social reorganization to the most backward,
recalcitrant societies in the world. According to RIM, imperialism can bring a much-needed
reorganization to the productive forces and much needed social relief to populations.
The RIM showed its true nature in the Iran debacle, where a nominally Maoist organization
was making itself useful, begging to be a leftist, comprador face of a new Iran reorganized by
an imperialist occupation. In our times, two anti-imperialist, oppositional ideological lineages could project
onto the world stage as, rightly or wrongly, world historic: radical Islam, broadly speaking,
and Mao-inspired people’s war. Prachanda’s victory undermines Maoist people’s wars worldwide.
The people’s wars waged under Mao’s banner are often inadequate. Their leadership is often First Worldist.
Even so, despite their First Worldism, these movements land blows against imperialism.
The aftermath of Prachanda’s victory will be a strengthening of anti-people’s war forces everywhere.
It will also boost, embolden anti-people’s war minority factions in Third World movements currently
waging people’s wars. This could lead to splits or defections. Prachanda’s victory undermines
the perception of people’s war as a viable tactic in the modern world. The Indian people’s war groups
saw this immediately, as Prachanda teamed up with the social-fascist parliamentarians to undermine
people’s war in India. Spokesperson of the Central Committee of the Communist Party of India (Maoist)
Azad sharply criticized Prachanda on this score.

(3) Ganapathy, from the Communist Party of India (Maoist), correctly recognized the importance
of opposing imperialist RIM’s line on the Islamic upsurge.

(4) The imperialist RIM has sought to destroy the two main oppositional forces in the world:
Islamic resistance and Mao-inspired people’s wars. Long Live the victory of People’s War!
RIM is so discredited that the imperialists seem to be letting it wither away.
RIM popularized the term “Marxism-Leninism-Maoism,”
now RIM has killed Marxism-Leninism-Maoism.
In the process, RIM left a trail of destruction and betrayal,
from Peru to Nepal. RIM’s MLM

orthodoxy borrowed heavily from Trotsky’s Theory of Permanent Revolution, First World orientation
and idealism. Rather than doing any real analysis, RIM criticized Stalin on liberal, opportunist grounds.
They supported White chauvinism against the oppressed nations of North America. RIM upheld a disguised
version of the Theory of Productive Forces. RIM lacked any serious analysis of the Cultural Revolution.
RIM rejected the actual Cultural Revolution. They merely projected their own utopianism and liberalism
onto the Cultural Revolution years. This imperialist RIM project was established in direct opposition to the survival
of “Lin Biaoism,” which was the RIM’s term for Maoism-Third Worldism. After the fall of the last remaining top leftist
faction in China 1976 and the rise of Deng, there was a missed opportunity to recover the core of real Maoism,
up to that point, articulated best in Long Live Victory of People’s War! by Lin Biao.
With the fall of the last leftists in China, rebels should have freed themselves from factional obligations to
particular leaders and dogmatic historical narratives. Instead, the imperialists were able to use the cult of
the “Gang of Five,” to prevent the recovery of Long Live Victory of People’s War!, a step toward solid
global class analysis. MIM was in an untenable position of upholding historical dogma that undermined
its own line on global class and people’s war.

Maoism-Third Worldism rises. With the death of MLM, what’s next? People’s movements need to dispense
with the fan club approach. Humpty Dumpty can’t be put back together again anyway. People’s movements
need to place Long Live the Victory of People’s War! at the heart of their revolutionary movements.
From there, they need to get concrete. First Worldism is a tool of the imperialists. The masses can’t afford
to learn this lesson again. The masses can’t afford 30 more years of darkness. Maoism-Third Worldism
has a chance; it is an ascending revolutionary ideology. The sun rises in the East and sets in the West!

Notes.
1. http://www.nepalnews.com/archive/2008/apr/apr14/news02.php
2.http://bowlingclubstaff.com/index.php/16974/message-of-communist-party-of-greece-marxist-leninist-to-cpn-maoist-on-the-ca-polls-results
3.http://peoplesmarch.wordpress.com/2006/08/06/exclusive-interview-with-cpimaoistspokesperson-on-nepal-developments/
4. http://monkeysmashesheaven.wordpress.com/2007/06/26/excerpt-interview-with-ganapathy-general-secretary-cpimaoist/

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 24, 2009 2:47 pm

http://www.freerepublic.com/focus/f-news/1851127/posts

Jimmy Carter Meets Nepal's Maoists (Commies!)

http://www.newspostindia.com/report-3637 ^


Posted on Saturday, June 16, 2007 8:50:23 AM by Srirangan

Nepal Maoists' chief Prachanda Friday asked former US president Jimmy Carter to intercede
with Washington to take his party off the US list of terrorist organisations.

Carter met the top leaders of the Communist Party of Nepal (Maoist), which is outlawed in the US,
marking the first public interaction between the rebels and an American citizen of his stature.


'I told Carter we would like to establish amicable diplomatic relations with the US,' Prachanda
said after the nearly hour-long meeting. 'We are ready to hold talks with Washington at any level.'

The Maoist chief also said Carter wanted to know if the crucial election, postponed once,
would be held in November.

'I told him we had fought our 10-year people's war just for the election,' Prachanda said.
'We want to have the election at the earliest since we will derive benefits from it.'

The Nobel peace prize laureate also asked Prachanda about the activities of the Young Communist League,
the militant youth wing of the rebels, which had acquired a reputation for taking the law in its own hands.

However, after the meeting, Prachanda, who attended a public programme in Kirtipur town,
expressed misgivings that it could be impossible to hold the election even in November
in view of the deteriorating security situation.

In less than a week, four rebels have been killed in the Terai plains.

A local Maoist leader, Dasahrath Thakur, was killed Tuesday in Saptari district by
a band of former Maoists, who have now begun waging a war on their former comrades.

On Wednesday, even as the guerrillas called a closure in Saptari in protest, two members of its militant youth wing,
the Young Communist League, were killed in clashes in Rupandehi, allegedly by the Madhesi Janadhikar
Forum, whose leaders also met Carter Wednesday.

The killings continued Thursday when Jokhan Mansoor was gunned down in Bara district by
the same band of renegade Maoists, the Janatantrik Terai Mukrti Morcha led by former Maoist Jwala Singh.

The Maoists' central committee leaders held an emergency meeting in the capital to
discuss the fresh developments.

Chandra Prakash Gajurel, in charge of the party's foreign division, told the media after the meeting
that his party would start a new agitation to combat the continuous attack on Maoist cadres.
A committee has also been formed to chalk out the plan of action.

'We have discussed what our moves would be in the government
and in parliament,' Gajurel said, without elaborating.

http://www.savetibet.org/media-center/ict-news-reports/an-uncertain-welcome-how-chinas-influence-impacts-tibetans-nepal

http://www.lrb.co.uk/v27/n12/pankaj-mishra/the-peoples-war

The ‘People’s War’

Pankaj Mishra reports from Nepal

In Chitwan, one of the more densely populated districts in the Tarai, I met Mukti Raj Dahal,
the father of the underground Maoist leader, Prachanda. Dahal was one of the millions of Nepalese
to migrate to the Tarai in the 1950s. His son was then eight years old.
He had travelled on to India, doing menial jobs in many cities, before returning to Chitwan,
which American advisers and the Nepalese government were then developing as a ‘model district’
with education and health facilities.
In Chitwan, Dalal bought some land and managed to give
his eight children an education of sorts. Though he is tormented by stomach and spinal ailments,
he exuded calm as he sat on the verandah of his two-roomed brick house, wearing a blue T-shirt
and shorts under a black cap, a Brahminical caste mark on his forehead.He had the serenity of a man
at the end of his life. And, given the circumstances, he had not done too badly.
I had spent much of that day on the road from Kathmandu to the Tarai, shuffling past long queues of
Tata trucks from India, through a fog of dust and thick diesel smoke, ragged settlements occasionally
appearing beside the road: shops made of wooden planks, selling food fried in peanut oil and tea in sticky
clouded glasses, mud houses with thatched roofs – a pre-industrial bareness in which only the gleaming
automatic guns of young soldiers and the tangle of barbed wire behind which they sat spoke of the world
beyond Nepal.The jittery soldiers who approached the car with fingers on their triggers were very young,
hard to associate with stories I had heard in Kathmandu – stories no newspaper would touch –
of the army marching men out of overcrowded prisons and executing them. My companion, a Nepalese journalist,
was nervous. He knew that the soldiers in the countryside attacked anyone they suspected of being a Maoist,
and journalists were no exception. Many of the soldiers barely knew what a journalist was.

There are few places in Nepal untouched by violence – murder, torture, arbitrary arrest –
and most people live perpetually in fear of both the army and the Maoists, without expectation of justice
or recompense. Dahal, however, appeared to have made a private peace with his surroundings.
He told me that he spent much of his day at the local temple, listening to recitals of the Ramayana.
He said that he still believed the king had good intentions. He appeared both bemused by,
and admiring of, his famous son, whom he had last seen at the funeral of his wife in 1996.
The ideas of equality and justice, he thought, had always appealed to Prachanda,
who was a sensitive man, someone who shared his food with poor people in the village.
He couldn’t tell me how his son had got interested in Mao or Marx in such a place as Chitwan,
which had no bookshop or library. But he did know that Prachanda had got involved with Communists

when he couldn’t find a good job with the government and had to teach at a primary school
in his native hills of Pokhara.In his speeches, which claim inspiration from Mao and
seek to mobilise the peasants in the countryside against the urban elite, Prachanda comes across
as an ideologue of another era: he’s an embarrassment to the Chinese regime,

which is engaged in the un-Maoist task of enriching Chinese coastal cities at the expense of the hinterland,
and feels compelled to accuse Nepalese Maoists of besmirching the Chairman’s good name.

They should admit to Prachanda’s novel contribution of extending
the label “New Democracy” to cover everything under the sun.

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-40.htm



Carlyle Group Subsidiary Named “MATRICS” is Brimming with NSA and CIA Operatives
and pushing a Swastika-Shaped Tracker Chip. When you look closer at the website,
you will notice they talk about using RFID for Homeland Security and it’s clear that
they’re selling the RFID as part of Big Brother’s infrastructure. - From Infowars

AP | Jan 26, 2008
By TODD LEWAN
http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&forum=6&No=619&PHPSESSID=b97017d37e2dd463d5937e7d27065ebb&page=110#1650

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=449891

โลโก้พรรคการเมืองใหม่คล้ายเครื่องหมายสวัสติกะของนาซีเยอรมันในยุคจอมเผด็จการฮิตเลอร์รายงาน
พิเศษของ "ASTV ผู้จัดการรายวัน" เช้าวันเดียวกันนี้ที่หน้า 16สัมภาษณ์จิราวุฒิ นิลกำแหง ซีเนียร์กราฟิกดีไซอน์เนอร์
ของ ASTV อธิบายว่า"สวัสติกะเป็นสัญลักษณ์ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เป็นสัญลักษณ์ที่ดีงาม สันติภาพ ภราดรภาพ
พบสัญลักษณ์เช่นนี้ได้ทั่วไปในวัดวาอารามและองค์พระพุทธรูปของประเทศต่าง ๆ เช่นจีน, อินเดีย อย่างที่วัดอ้อน้อย
จ. นครปฐม ของหลวงปู่พุทธอิสระ...และแม้แต่ศาสนาคริสต์ก็มีใช้กัน..."คุณจิรา วุฒิบอกต่อว่า "จริง ๆ แล้ว
สวัสติกะก็มีทั้งเวียนซ้ายและเวียนขวาและไม่ได้มีความหมายในเชิงลบแต่อย่างใด แต่เนื่องจากอดอล์ฟ ฮิตเลอร์
ผูเนเยอรมันได้นำสัญลักษณ์สวัสติกะมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของพรรคนาซีเยอรมัน...ต่อมาฮิตเลอร์เหลิงอำนาจ
สังหารผู้คนด้วยความโหดเหี้ยม...สัญลักษณ์นี้จึงถูกมองว่าเป็นเผด็จการและความชั่วร้ายตามมาด้วย...
"สวัสติกะที่ฮิตเลอร์ใช้นั้นเวียนซ้ายที่เรียกว่าสวัสติกะอุตราวรรต ส่วนโลโก้ของพรรคการเมืองใหม่เวียนขวาที่เรียกว่า
"สวัสติกะทักษิณาวรรต" สาเหตุที่ออกแบบให้มือทั้งสี่เกาะเกี่ยวกันและมีลักษณะโค้งก็เพราะต้องการลดทอน
ความแข็งกร้าวจากโลโก้พันธมิตรฯ...ส่วนที่โค้งในลักษณะคล้ายสวัสติกะก็เพื่อสื่อถึงสันติภาพ ภราดรภาพ...
สวัสติกะเวียนขวาหมายถึงการเคารพธรรมชาติ แต่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา สื่อถึงการเคลื่อนไปข้างหน้า
การพัฒนาเติบโตทางการเมืองของพรรคคุณอ่านคำอธิบายแล้วยังอยาก "หยิก" ใครแรง ๆ หรือไม่?
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000119461

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000156604

การเมืองใหม่ “หลักไมล์”ของแผ่นดิน
โดย สันติ ตั้งรพีพากร
22 ธันวาคม 2552 14:07 น.

โลกกำลังเคลื่อน ประเทศไทยก็กำลังเคลื่อน ตัวขับเคลื่อนของโลกมีอะไรบ้าง?
ที่เห็นกันอย่างชัดเจนก็คือการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยที่ถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นฐาน
การบริหารอำนาจเป็นไปอย่างโปร่งใส คณะผู้บริหารประเทศรับผิดชอบต่อหน้าที่ เอาจริงเอาจังและเอาการเอางาน
ถือเอาการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน ยกระดับคุณภาพประชากรทั้งประเทศเป็นเป้าหมายสูงสุด

จึงปรากฏว่า ประเทศใดมีปัจจัยสองประการนี้ทำหน้าที่อยู่อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
ประเทศนั้นก็เจริญก้าวหน้า โดดเด่นกว่าประเทศอื่น

ประเทศไทยจะอาศัยอะไรมาขับเคลื่อน? การเมืองเก่าไม่มีสิทธิ ไม่อยู่ในฐานะที่จะแบกรับหน้าที่นี้ได้
จำเป็นจะต้องใช้ “การเมืองใหม่” เป็นตัวขับเคลื่อน นั่นคือ
ประเทศไทยจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคใหม่ได้ด้วยการเมืองใหม่

ที่มีองค์ประกอบสำคัญอยู่ที่ การเมืองที่เป็นประชาธิปไตยของมวลมหาชน และ คณะผู้บริหาร “ทุ่มเท”
และ “อุทิศตัว” ทำหน้าที่เพื่อส่วนรวมอย่างเอาจริงเอาจัง เอาการเอางาน
(ถ้าใช้มาตรฐานพันธมิตรฯ และพรรคการเมืองใหม่เป็นตัววัด ก็คือ “ซื่อสัตย์ เสียสละ กล้าหาญ ทำงานเป็น”)

ทั้งนี้ การเมืองใหม่ในความหมายกว้างเป็นการเมืองในฝันของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ
ไม่มีใครผูกขาดการเมืองใหม่ ทุกฝ่ายที่พร้อมสามารถดำเนินการสร้างการเมืองใหม่ได้ด้วยมือตน

แต่เมื่อพิจารณาในทางประวัติศาสตร์ เริ่มต้นจากความเป็นจริง การเมืองใหม่ที่ทุกฝ่ายถวิลหา ริเริ่มขึ้นมาและ
ดำเนินการสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย หัวขบวนของขบวนการ
การเมืองภาคประชาชน ซึ่งปัจจุบันนี้ได้พัฒนาขึ้นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน ทั้งทางด้านแนวคิดทฤษฎี ด้านการจัดตั้ง
และด้านนโยบาย แสดงบทบาทเป็น “ตัวแปรหลัก” เปลี่ยนแปลงประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่
อนาคตที่ทุกฝ่ายวาดหวัง อันหมายถึงสังคมอุดมธรรมที่ปวงชนชาวไทยมีอิสระเสรีภาพในการพัฒนาคุณภาพชีวิต
อยู่ดีมีสุข ประเทศชาติมีประชากรทรงคุณภาพ ที่ไม่ด้อยไปกว่าประชากรประเทศใด ทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา

ในบริบทของประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่สังคมโลกเชื่อมโยงเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน สัมพันธ์กัน ขับเคลื่อนไปด้วยกัน
เรามองเห็นได้ไม่ยากว่า การเมืองใหม่ ถูกนำเสนอขึ้นมาในห้วงที่สังคมโลกกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคประชาธิปไตย
มวลมหาชน
ซึ่งการใช้อำนาจบริหารประเทศของพรรคการเมือง ทั้งของชนชั้นนายทุนและชนชั้นกรรมาชีพ
มีแนวโน้มถือเอาผลประโยชน์ของมวลมหาชนเป็นที่ตั้ง คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของคนเป็นอันดับแรก

ปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มดังกล่าว คือ

1.ประชาชนในโลกทุนนิยม มีส่วนร่วมมากขึ้นในการบริหารประเทศ ตามระบบเสรีประชาธิปไตย (ประชาธิปไตยชนชั้นนายทุน)

2.ประชาชนในประเทศสังคมนิยม สามารถเรียกร้องให้รัฐปกป้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ในด้านต่างๆ
อย่างเปิดเผยมากขึ้น ตามระบบประชาธิปไตยประชาชน (เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ)


ในบริบทหรือเงื่อนไขระดับโลกดังกล่าว การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยด้วย “การเมืองใหม่”
จึงสอดคล้องกับขั้นพัฒนาการของประวัติศาสตร์โลก เหมาะสมกับสภาพเป็นจริงของประเทศไทย
และเป็นไปตามความเรียกร้องต้องการของปวงชนชาวไทยทุกระดับชั้น


สภาพเป็นจริงของประเทศไทย ที่คนไทยทั่วไปรับรู้กันแล้วก็คือ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
พัฒนาการทางการเมืองของประเทศไทย ดำเนินมาอย่างลุ่มๆ ดอนๆ ไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ
ไม่สามารถตอบสนองความเรียกร้องต้องการของมวลมหาชนได้อย่างแท้จริง

ความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทย จึงมีอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว

ดังนั้น เมื่อกลุ่มทุนนิยมสามานย์ในระบอบทักษิณ “หลับหูหลับตา”ใช้อำนาจในทางมิชอบไปทั่วทุกด้าน
จึงนำไปสู่การรวมตัวกันเข้าของขบวนการการเมืองภาคประชาชน เคลื่อนไหวต่อต้านการใช้อำนาจ
ในระบอบทักษิณ พร้อมกันนั้นได้เสนอ “การเมืองใหม่” เป็นทางออกอย่างยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย


การเมืองใหม่ โดยการนำเสนอของขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
มุ่งสถาปนาระบบประชาธิปไตยมวลมหาชน ที่อำนาจประชาชน(อำนาจกำหนดใหม่) เข้าแทนที่อำนาจกลุ่มทุน
(อำนาจกำหนดเก่า)

หัวใจของระบบประชาธิปไตยมวลมหาชน อยู่ที่มวลมหาชนเบื้องล่าง
เป็นผู้กำหนดการใช้อำนาจของผู้ใช้อำนาจเบื้องบน

อำนวยประโยชน์สูงสุดให้แก่มวลมหาชนส่วนใหญ่ของประเทศ สร้างเสริมความเข้มแข็งให้แก่มวลมหาชนเบื้องล่าง
เพื่อให้เป็นอำนาจตั้งต้นที่แข็งแกร่งและยั่งยืน ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตอันรุ่งเรือง

โดยนัยดังกล่าว ระบบประชาธิปไตยมวลมหาชน จึงเป็นการ “ต่อยอด” พัฒนาการทางประชาธิปไตยของโลก
การสร้างการเมืองใหม่ จึงเป็นการประสานการขับเคลื่อนของประเทศไทย ซึ่งเป็นกระแสหนึ่ง
เข้ากับกระแสใหญ่ของพัฒนาการสังคมโลกอย่าง “รู้จริง” และ “รู้ทัน”


หมายถึงว่า เราไม่ได้เชื่อมตัวเองเข้าตรง “ปลาย” ของกระแสโลก แต่มุ่งประสานตนเอง
เข้าตรงที่ “ต้น” หรือ “หัว” ของกระแสโลก

ดังที่ผู้เขียนได้นำเสนอมาแล้วว่า ระบบประชาธิปไตยมวลมหาชนของการเมืองใหม่ เป็นประชาธิปไตยกงล้อ
หมุนเวียนด้วยพลังอำนาจมวลมหาชนจากเบื้องล่าง สร้างประโยชน์ให้แก่คนส่วนใหญ่ในสังคมอย่างแท้จริง
มีความเป็นประชาธิปไตยสูงสุด ก้าวหน้าที่สุดของมวลมนุษยชาติ

การเมืองใหม่เช่นนี้ “มีสิทธิ” เกิดขึ้นในประเทศไทย ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ การเมืองใหม่เป็น
การเมืองของประชาชน ประชาชนชาวไทยร่วมกันเป็น “เจ้าภาพ”เป็นผู้ลงมือทำเอง


ในทางปฏิบัติ (ซึ่งได้ทำมาแล้ว และกำลังทำอยู่) ก็คือ ขบวนการการเมืองภาคประชาชนที่นำโดย
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนไหวต่อต้านโค่นล้มรัฐบาลหุ่นเชิดในระบอบทักษิณลงไปได้
และจะสามารถต่อสู้เอาชนะกลุ่มอำนาจการเมืองเก่าอื่นๆ ต่อไปอีก ด้วยการจุดเทียนปัญญามวลมหาชนทุกระดับชั้น
จนเกิดการตื่นตัวกันทั่วไป สนับสนุนและเข้าร่วมขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรฯ
ร่วมสร้างอำนาจกำหนดใหม่ ต่อสู้เอาชนะอำนาจกำหนดเก่า
สถาปนาอำนาจมวลมหาชนขึ้นแทนที่อำนาจกลุ่มทุนสามานย์ในที่สุด


กระบวนการเช่นว่านี้ จะดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและอย่างยั่งยืน ไม่มีวันสะดุดหยุดลง
ด้วยเหตุผลที่เราๆ ท่านๆ สามารถอธิบายได้ด้วยตนเอง

แต่เหตุผลสำคัญที่ผู้เขียนใคร่ขอเน้นเป็นพิเศษก็คือ การเคลื่อนไหวของขบวนการการเมืองภาคประชาชน
นำโดยพันธมิตรฯ ได้ยึดหลัก “อิสระ เป็นตัวของตัวเอง ทั้งทางความคิดและการปฏิบัติ” มาตั้งแต่เริ่มต้น

เพราะมันคือหลักประกันเบื้องต้นแห่งชัยชนะของการเคลื่อนไหวต่อสู้ ล้างการเมืองเก่า สร้างการเมืองใหม่ ในทุกขั้นตอน

ผลของการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปลายปี 2548 จนถึงปัจจุบันนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงสัจธรรมข้อนี้เป็นอย่างดี
เป็นที่มาของการยอมรับ และความเชื่อมั่นศรัทธาในหมู่มหาชนชาวไทยทั้งในและต่างประเทศอย่างแท้จริง

ณ วันนี้ ในทางยุทธศาสตร์ ขบวนการการเมืองภาคประชาชนนำโดยพันธมิตรฯ ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของชาวพันธมิตรฯ
และสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ กำลังแสดงบทบาทเป็นแกนนำของประชาชนในทุกภาคส่วน โดยไม่มีการแบ่งแยกใดๆ ทั้งสิ้น
จากนี้ไปดำเนินการ “จุดเทียนปัญญา” นำเสนอความจริงให้ปรากฏสู่สังคมไทย ให้มวลมหาชนหูตาสว่าง “ตื่นตัว”
สนับสนุนและร่วมปฏิบัติภารกิจทางประวัติศาสตร์ ร่วมกันสร้างการเมืองใหม่ในทุกจุดที่เป็นไปได้
เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทย


ในการเคลื่อนไหว พันธมิตรฯ และพรรคการเมืองใหม่ ยึดมั่นในความชอบธรรม ยึดหลัก “เอาธรรมนำหน้า”
ยึดแนวทางการต่อสู้แบบ “สันติ อหิงสา” ตั้งแต่ต้นจนปลาย เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของการต่อสู้
ซึ่งก็คือ ความมีปัญญาของมวลมหาชน เมื่อประชาชนหูตาสว่าง รู้ว่าอะไรคือการเมืองเก่า อะไรคือการเมืองใหม่แล้ว
การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ก็จะอุบัติขึ้นในแผ่นดินไทย

จึงไม่ยากที่จะพูดว่า แนวคิดยุทธศาสตร์ของพันธมิตรฯ และพรรคการเมืองใหม่ ตั้งอยู่บนฐานของ “สัมมาทิฐิ”
ทุกอย่างดำเนินไปตามเหตุปัจจัย มีความเป็น “ทางสายกลาง” ตั้งแต่ต้นจนปลาย

ถึงที่สุดแล้ว จึงพูดได้ว่า การเมืองใหม่คือ “หลักไมล์” ของแผ่นดิน



att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 24, 2009 5:03 pm

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000051636

Republic of Thailand

โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช

2 พฤษภาคม 2551 16:48 น.

มีข่าวสองข่าวที่ผมและคนทั่วไปไม่สบายใจ ข่าวแรกคือข่าวของนายอะไรคนหนึ่งที่ไม่ยืนเคารพในหลวงในโรงหนัง
อีกข่าวหนึ่งคือข่าวที่มีชื่อทักษิณไปอยู่ในธงชาติถึง 2 วาระ คือในการต้อนรับครั้งหนึ่ง และในการเชียร์
ตอนฟุตบอลแข่งขันอีกครั้งหนึ่ง

ข่าวแรกนั้นไม่ใช่เรื่องของคนห่ามหรือคนบ้า แต่มีการทำเป็นขบวนการ และขบวนการนี้มีเป็นเครือข่าย
การไม่ยืนทำความเคารพในโรงหนังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของขบวนการนี้เท่านั้น

ขบวนการนี้คือขบวนการ Republic of Thailand ซึ่งมีอยู่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะแถบสแกนดิเนเวีย ที่ฟินแลนด์
มี website ของ Republic of Thailand ด้วย ส่วนในประเทศไทยมีอยู่หลายแห่งคือ ในมหาวิทยาลัยบางแห่ง
มีอาจารย์ที่มีความเห็นว่าประเทศไทยไม่จำเป็นจะต้องมี สถาบันพระมหากษัตริย์ และมีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่ง
ที่เป็นฝ่ายซ้ายเก่า ทำหนังสือและใบปลิว ตลอดจนพูดคุยกับชาวบ้านในทำนองหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
อีกส่วนหนึ่งของขบวนการนี้ก็คือ การเคลื่อนไหวโจมตีประธานองคมนตรี

ขบวนการ Republic of Thailand นี้ ประสานกับกลุ่มที่เปิด website ในเมืองไทยหลายแห่ง และมีการออกวารสารด้วย
เมื่อมีการจับกุมผู้ไม่ยืนแสดงความเคารพ ขบวนการนี้ก็ได้ออกกระทู้ใน web และมีการทำเสื้อยืดแจก

จะเป็นการบังเอิญหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่กลุ่มผู้สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐนี้ก็สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย
และกลุ่มที่ไปประท้วงหน้าบ้านสี่เสาฯ ก็ชัดเจนว่าเป็นกลุ่มสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ

นอกจากนั้นเมื่อมีเหตุการณ์ในเนปาล ก็มีการนำเสนอข่าวต่างประเทศอย่างละเอียด

โดยสรุปก็คือ ขณะนี้มีปรากฏการณ์ในสังคมไทยที่แตกต่างไปจากในอดีต ในอดีตนั้นแม้จะมีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
แต่ก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ในเวลานี้มีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบคือ

1. มีความคิด

2. มีการจัดตั้งองค์กร และเครือข่ายเพื่อเผยแพร่ความคิด

3. มีเงินทุนสนับสนุน

4. มีการใช้การสื่อสารผ่าน web และทางการจัดพิมพ์วารสารใบปลิว ตลอดจนหนังสือ

5. มีการส่งคนไปปลุกปั่นคนในชนบท และแท็กซี่ในกรุงเทพฯ


ผมไม่ทราบว่าหน่วยการข่าวของทางราชการจะติดตามดูขบวนการนี้มากน้อยเพียงใด
แต่เมื่อมีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบแล้ว ในอนาคตขบวนการ Republic of Thailand ก็อาจจะออกมาจัดตั้งเป็นกลุ่มการเมือง
และเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยมากขึ้นก็ได้

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การมีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปอยู่บนธงชาติไทย หากใครย้อนกลับไปดูทีวีสมัยที่ทักษิณยังมีอำนาจอยู่
ก็จะระลึกได้ว่ามีการนำธงชาติไปโบกต้อนรับทักษิณเช่นกัน จึงไม่น่าประหลาดใจที่ความคิดแบบนี้
จะทำให้มีการเอาชื่อทักษิณไปไว้บนธงชาติอีก การกระทำเช่นนี้ก็ไม่เคยมีปรากฏมาก่อน หากไม่ระมัดระวังให้ดี
ก็อาจมีฝรั่งทะลึ่งเปลี่ยนชื่อประเทศไทยเป็น Thaksinland ก็ได้ การนำชื่อไปไว้บนธงชาติก็เป็นสัญลักษณ์ว่า
ทักษิณกับชาติไทยนั้นเป็นของคู่กัน

การกระทำที่อุบาทว์นี้ จะอ้างว่าฝรั่งรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ไม่น่าจะฟังขึ้น อย่างน้อยสโมสรก็ต้องรู้เห็น และจะต้องมีการคิด
การเตรียมการกัน การแข่งฟุตบอลก็ต้องมีการถ่ายทอดมาเมืองไทย ดังนั้น การกระทำเช่นนี้จึงอุกอาจ และท้าทายยิ่งนัก

แม้ตำรวจอาจเอาผิดไม่ได้ แต่ผมไม่รู้ว่าทหารจะรู้สึกอย่างไร เพราะทหารคือผู้ปกป้องชาติ
เมื่อชาติกับทักษิณถูกนำเสนอให้เป็นสิ่งที่คู่กันแล้ว ความหมายนี้จะเป็นอย่างไร จะเกี่ยวข้องกับ
ขบวนการ Republic of Thailand หรือเปล่า

มีคนมากระซิบผมว่าอีก 20 ปี ประเทศไทยจะเป็นสาธารณรัฐแน่นอน

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

ตั้งหัวข้อ  พีพี on Thu Dec 24, 2009 5:24 pm

Que sera, sera

Whatever will be, will be

The future's not ours to see

Que sera, sera

What will be, will be.

พีพี

จำนวนข้อความ : 124
Registration date : 06/12/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

ตั้งหัวข้อ  eye in the sky on Mon Feb 22, 2010 4:12 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1266823868&grpid=&catid=06

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 14:30:51 น.
มติชนออนไลน์

เมืองหลวงเนปาลอ่วม พรรคหนุนระบอบกษัตริย์ฮือประท้วงจัดประชามติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 22 ก.พ.ว่า เกิดเหตุพรรคปราจาตันตรา(อาร์พีพี-เอ็น)
เรียกร้องฟื้นระบบกษัตริย์จำนวน 500 คน ฮือประท้วงในกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล
ส่งผลให้ถนนหนทางเป็นอัมพาต และร้านค้าต้องปิด โดยกลุ่มได้ถือธงพรรคและตะโกนคำขวัญว่า
"ฟื้นกฎฮินดู"และ"เราไม่ต้องการเป็นประเทศสาธารณรัฐ
ขณะที่หัวหน้ากลุ่มได้เรียกร้องให้รัฐบาลจัดการลงประชามติ เพื่อตัดสินว่าชาวเนปาล
ต้องการระบบกษัตริย์หรือไม่ แทนการยุบระบอบกษัตริย์เองเหมือนที่ผ่านมา

ด้านตำรวจระบุว่า การประท้วงเป็นไปอย่างสงบ แต่ผู้เห็นเหตุการณ์บางรายบอกว่า
มีการทำลายรถยนต์ และเผารถยนต์ด้วย ทั้งนี้ พรรคอาร์พีพีเอ็น ถือเป็นพรรคเล็กที่สุด
ในสภาเนปาล โดยมีสมาชิกพรรคเพียง 4 ที่นั่งในสภาที่มีจำนวนทั้งหมด 601 ที่นั่ง

eye in the sky

จำนวนข้อความ : 141
Registration date : 18/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ