ลิ้มหนีคดีหมิ่นซุก ฮ่องกง

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ลิ้มหนีคดีหมิ่นซุก ฮ่องกง

ตั้งหัวข้อ  dannyonline on Tue May 11, 2010 9:46 am

ลิ้มหนีคดีหมิ่นซุก
ฮ่องกง ส่งสมุนต้านเลือกตั้งเหตุไม่พร้อมสู้
จ่อหมายจับก่อการร้ายอีกกระทงเดือนนี้

หนีหัวซุก-พรรคประชาธิปัตย์
และพรรคเพื่อไทยระบุว่า
การที่พันธมิตรฯออกมาคัดค้านแผนโรดแม็ปของนายกรัฐมนตรี
ซึ่งจะนำไปสู่การจัดเลือกตั้งภายในวันที่ 14 พฤศจิกายนนั้น
น่าจะมาจากเหตุจูงใจจากการที่พรรคการเมืองของพันธมิตร คือพรรคการเมืองใหม่
ไม่พร้อมรับมือกับการเลือกตั้ง เนื่องจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล
หัวหน้าพรรคกำลังเผชิญกับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
โดยมีกระแสข่าวว่าเขากำลังหลบหนีอยู่ที่ฮ่องกงในระหว่างนี้
ภายหลังสำนักงานอัยการสูงสุดขีดเส้นตายให้มอบตัวตั้งแต่วันที่ 3
พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ได้หลบหนีคดีไป
นอกจากนั้นแกนนำพรรคก็กำลังเจอกับการดำเนินคดีก่อการร้ายยึดสนามบินอีกด้วย


โดย
ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 พฤษภาคม 2553

ประชาธิปัตย์แฉสนธิลิ้มหนีคดี
หมิ่นฯ

เวบไซต์ ไทยอินไซเดอร์ อ้างแหล่งข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์
เปิดเผยว่า
การที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่เห็นด้วยกับการกำหนดวันเลือก
ตั้ง 14 พ.ย. ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะโรดแมปดังกล่าว
มีการกำหนดวันยุบสภาภายใน 4 เดือน
ซึ่งอาจจะกระทบกับการเตรียมการเลือกตั้งของ “พรรคการเมืองใหม่” ที่นายสนธิ
ลิ้มทองกุล หัวหน้าพรรคยังหนีคดีอยู่ต่างประเทศ
ดังนั้นหากมีการเลือกตั้งขึ้นจริง
ก็มั่นใจว่าพรรคการเมืองใหม่จะไม่แย่งจำนวนส.ส.ของพรรคไปได้

เพราะ
แม้จะมีฐานเสียงเดียวกันกับพรรคประชาธิปัตย์
แต่ก็ไม่น่าจะมีความพร้อมเรื่องตัวผู้สมัคร และที่สำคัญ
การที่นายกฯได้โฟนอินเข้ารายการ “สภาท่าพระอาทิตย์” เมื่อเช้าวันที่ 6 พ.ค.
ก็ถือว่าสามารถทำความเข้าใจกับสมาชิกกลุ่มพันธมิตรฯ
ที่ส่วนใหญ่ล้วนติดตามข่าวสารทางเอเอสทีวี ไม่ได้ดูข่าวทางช่องทีวีธรรมดา
อาจทำให้ข่าวสารของรัฐ เข้าไม่ถึงกลุ่มคนพวกนี้ โดยหลังจากนายกฯ ได้ชี้แจง
ก็ได้รับเสียงตอบรับว่าเข้าใจในแผนโรดแมปมากขึ้น

เพื่อไทยระบุลิ้ม
ซุกอยู่โรงแรมเพนนินซูล่า ฮ่องกง

แหล่งข่าวพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า
การที่กลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคการเมืองใหม่คัดค้านการยุบสภาเลือกตั้งใหม่
เนื่องจากไม่พร้อมเลือกตั้ง เพราะนายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าพรรค
ตอนนี้ได้หลบคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปพำนักอยู่ที่โรงแรมเพนนินซูล่า
เกาะฮ่องกง และยังไม่สามารถเดินทางกลับมาเคลื่อนไหว
เนื่องจากยังมีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จึงเกรงว่าจะถูกดำเนินคดีเหมือน “ดา
ตอร์ปิโด” ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯยังรั้งรอที่จะออกมาเคลื่อนไหว

จับตา
"พธม." โดนหมายจับคดีก่อการร้ายยึดสนามบินภายในเดือนพ.ค.นี้ "ข้อหาหนัก"

ผู้
สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า
สำหรับคดีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกยึดสนามบินดอนเมืองและสนามบิน
สุวรรณภูมิ เมื่อปลายเดือนพ.ย.2551 นั้น มีกระแสข่าวว่า พล.ต.ท.สมยศ
พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน
จะมีการสรุปสำนวนเสนอพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผบ.ตร.
ให้พิจารณาขออนุมัติศาล เพื่อออกหมายจับบรรดาแกนนำและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวม
112 คน ภายในเดือนพ.ค.นี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เมื่อต้นเดือนมี.ค. 2553
พล.ต.ท.สมยศ เคยทำเรื่องเพื่อไปเสนอขออนุมัติหมายศาลต่อศาลอาญา
เพื่อจับกุมแกนนำพันธมิตรฯ แต่ถูกพล.ต.อ.ปทีป ติดเบรก แม้ว่าในเวลาต่อมา
พล.ต.อ.ปทีปจะออกมาปฏิเสธว่า ยังไม่มีการออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้
โดยอ้่า่งว่า พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการดำเนินการ

สำหรับข้อหาที่
ตั้งไว้สำหรับคดีนี้คือ ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ
หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ,
มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป, ใช้กำลังประทุษร้าย
ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด
ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ก่อการร้าย บุกรุก ทำให้เสียทรัพย์
ฝ่าฝืนข้อกำหนดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

นอกจากนี้
ยังมีความผิดบางประการเกี่ยวกับกฎหมายการเดินอากาศ ซึ่งเป็นข้อหาหนัก
มีอัตราโทษสูงสุด
เพราะเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายสำหรับผู้ที่ยึดสนามบิน
สุวรรณภูมิ

ลูกชายลิ้มบอกกลัวตายหลบเซฟเฮาส์ สาวกโหยหวน

นาย
จิตนาถ ลิ้มทองกุล ลูกชายนายสนธิ กล่าวว่า
ตอนนี้นายสนธิเก็บตัวอยู่ในที่ปลอดภัย
หลังมีผู้ใหญ่โทรมาเตือนว่ามีคนตามประกบอยู่
จึงจำเป็นที่ไม่ปรากฎตัวต่อสาธาณชน
ซึ่งหากประเมินสถานการณ์ตอนนี้ก็จำเป็นต้องทำเช่นนั้น
เพราะมีความพยายามดึงนายสนธิเข้ามาเกี่ยวข้อง
แล้วดึงมวลชนคนเสื้อแดงออกมาชุมนุม
เพื่อจะหาโอกาสออกมาปราบปรามพร้อมกับคนอีกสีหนึ่ง

ขณะที่นายชัชวาลย์
ชาติสุทธิชัย
คอลัมนิสต์ประจำเวบผู้จัดการเขียนบทความยกย่องเชิดชูนายสนธิในโอกาสถูกถล่ม
ด้วยอาวุธสงครามครบรอบปี
และมีแฟนประจำเข้ามาแสดงความเห็นต่อท้ายโหยหานายสนธิอย่างหนัก

หนี
คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลังเส้นตาย3พ.ค.53

สำหรับคดีหมิ่นพระบรมเด
ชานุภาพนั้น นายสนธิได้ประวิงเวลามาตลอด ล่าสุดเมื่อวันที่ 3
เมษายนที่ผ่านมา สำนักงานอัยการสูงสุด อัยการได้นัดหมายสนธิ ลิ้มทองกุล
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
และหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ผู้ต้องหาคดีดูหมิ่น หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์
พระราชินี หรือรัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีนำคำปราศรัยของ
น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ซึ่งถูกศาลพิพากษาจำคุก
18 ปี ในคดีหมิ่นเบื้องสูง มาเผยแพร่ซ้ำ รายงานตัวเพื่อฟังคำสั่งฟ้อง
แต่เมื่อถึงเวลานายสนธิไม่ได้เดินทางมา
โดยได้ส่งทนายความแจ้งขอเลื่อนนัดอัยการ
พร้อมแจ้งรายละเอียดการยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อนายจุลสิงห์
วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด

นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ
อธิบดีอัยการคดีอาญา กล่าวว่า ผู้ต้องหาได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม
โดยขอให้สอบถยานเพิ่มเติมอีก 1 ปากคือ นายเจิมศักดิ์
ปิ่นทองในประเด็นใหม่ที่ยังไม่อยู่ในสำนวน จึงมีคำสั่งให้เลื่อนนัดออกไปอีก
1 เดือน แต่หลังจากนี้ผู้ต้องหาจะขอให้สอบสวนพยานเพิ่มเติมอีก
คงต้องพิจารณาว่าประวิงเวลาหรือไม่
หากเห็นว่าจงใจไม่เข้าพบอัยการจะสั่งให้พนักงานสอบสวนขออนุมัติหมายจับเพื่อ
นำตัวมาส่งฟ้องศาลต่อไป

ทั้งนี้เมื่อครบกำหนดเส้นตาย 1
เดือนเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายสนธิยังไม่ยอมมาพบอัยการ
แต่ได้ให้นายคำนูณ สิทธิสมาน ลูกน้องไปพบแล้วให้นายคำนูณมาเคลื่อนไหวในนาม
40 สว.คัดค้านการยุบสภาและจัดเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 14 พ.ย.
Posted by
นักข่าวชาวรากหญ้า at 5/07/2010 12:21:00 หลังเที่ยง

dannyonline

จำนวนข้อความ : 33
Registration date : 28/04/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลิ้มหนีคดีหมิ่นซุก ฮ่องกง

ตั้งหัวข้อ  นางฟ้า on Fri May 14, 2010 10:15 pm



นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ กล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์เอเอสทีเมื่อเวลา 20.40 น.วันที่ 14 พ.ค.

ว่า ขอประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ เพื่อกลับไปเป็นคนเก่ารักษาสัจจะ วาจา ไม่อยากถูกกุญแจมือคล้องไว้ ติดขัดกับข้อระเบียบบังคับ ทำอะไรก็ไม่ได้ จึงอยากกลับมาทำหน้าที่สื่อมวลชนที่เลวน้อยที่สุด ขอเข้ามาสู่พันธมิตรประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติอย่างเต็มตัว

"การที่พูดเช่นนี้กำลังชี้ให้ชัดว่าผม สนับสนุนพรรคการเมืองใหม่ 100 % เพราะอย่างน้อยที่สุดน้ำวนในน้ำเน่ายังมีน้ำดี 1-2 ขัน ผมสามารถแสดงความเห็นอย่างเต็มที่ไม่ต้องกลัวว่าพูดเพื่อขอคะแนน เพราะพันธมิตรเป็นที่รวมของคนมีจิตใจสูงส่ง มีศีลธรรม คนที่คิดดีทำดีไม่ต้องมีบัตรสมาชิก คนที่ออกมาปกป้องสถาบันกษัตริย์ คือ พันธมิตร"

นางฟ้า

จำนวนข้อความ : 119
Registration date : 22/04/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลิ้มหนีคดีหมิ่นซุก ฮ่องกง

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat May 15, 2010 2:01 am

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9530000066866

ท่านผู้ชมครับ พ่อแม่พี่น้องที่เคารพรัก วันนั้นที่ผมพูดคือ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ.2550 นับมาถึงวันนี้แล้ว
ก็เป็นเวลา 3 ปี กับอีกเกือบๆ 30 วัน สัจธรรม ตัวนี้ยังอยู่ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง ชาติบ้านเมือง
เริ่มเปลี่ยนแปลงกันตอนไหน ถ้าถามผมว่ายุคไหนการปกครองของชาติบ้านเมืองดีที่สุด
ผมต้องบอกว่า ยุคที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี
แต่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ท่านไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่างๆ นำโดยหัวหอกคือ พรรคประชาธิปัตย์ เลือกท่านขึ้นมา
ทุกคนเลือกท่านขึ้นมา ท่านไม่มีพรรคไม่มีพวก ท่านมีแต่ชาติบ้านเมืองมีแต่ส่วนรวมเป็นตัวตั้ง
ท่านเอาความสงบสุขเป็นตัวตั้ง ท่านไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับการเงินการทอง แต่ท่านบริหารเศรษฐกิจ
ได้อย่างฉับไว เฉียบพลัน และเด็ดขาด

ท่านผู้ชมและพี่น้องที่โตไม่ทันยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ช่วงนั้นประเทศไทยกำลังประสบภาวะ
วิกฤตทางเศรษฐกิจ เราต้องลดค่าเงินบาท พล.อ.เปรม ท่านเรียกคุณสมหมาย ฮุนตระกูล
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้ามาพบ พล.อ.เปรม ท่านถามบอกว่า มีความจำเป็นที่จะต้อง
ลดค่าเงินบาทหรือไม่ คุณสมหมายบอกจำเป็น จำเป็นมาก ลดค่าเงินบาทอาจจะทำให้ประเทศชาติ
ลำบากชั่วระยะหนึ่ง แต่หลังจากนั้นแล้วจะดีขึ้น ท่านผู้ชมครับ ผมยังจำได้ ตอนนั้นผมทำหนังสือพิมพ์
นิตยสารผู้จัดการรายเดือนอยู่ คุณสมหมาย ฮุนตระกูล ประกาศลดค่าเงินบาท ไม่มีใครรู้เลย
แม้แต่คนเดียว มีแค่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และคุณสมหมาย ฮุนตระกูล เท่านั้นที่รู้ ตกใจกันทั้งวงการ
ไม่เหมือนสมัย คุณชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลดค่าเงินบาท คุณทักษิณ ก็รู้ ทนง พิทยะ ก็รู้ โภคิน พลกุล
ก็รู้ รู้กันไปหมด นักธุรกิจใหญ่ๆ ก็รู้ แค่นี้ก็มองเห็นถึงคุณภาพของผู้นำ เผอิญตอนที่ลดค่าเงินบาทนั้น
คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ บริษัทปุ๋ยแห่งหนึ่ง ซึ่งถ้าผมจำชื่อไม่ผิด เจ้าของคือ คุณสว่าง เลาหทัย
คุณสว่าง เลาหทัยนั้น เป็นนักธุรกิจที่ผูกพันกับธนาคารกรุงเทพอย่างมหาศาล เรียกว่ามีอิทธิพลต่อการ
กู้ยืมเงินธนาคารกรุงเทพ หนี้สินคุณสว่าง เลาหทัย ก็เลยเพิ่ม จากดอลลาร์นึงประมาณ 20 บาท กลายเป็น
ดอลลาร์ 25 บาท 26 บาท เพิ่มอีกประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ คุณสว่างโกรธ เผอิญคุณสว่างสนิทสนมอย่างมากๆ
กับ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบก ก็ไปฟ้อง พล.อ.อาทิตย์ พล.อ.อาทิตย์ ลืมในหน้าที่ตัวเอง
ว่าตัวเองนั้นคือ ผู้บัญชาการทหารบก ดูแลความมั่นคงของชาติบ้านเมือง พล.อ.อาทิตย์ เลยให้สัมภาษณ์
ในทำนองที่ไม่พอใจ ระบายความรู้สึกของตัวเองออกไป ท่านผู้ชมครับ พล.อ.เปรม ท่านไม่ว่าอะไรสักคำเลย
ท่านเงียบสนิทท่านไม่พูด ผมจำได้ว่าท่านบินลงไปทางใต้ไปตรวจราชการ
จังหวะที่ท่านเหยียบสงขลาปั๊บ มีพระบรมราชโองการ ปลด พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก
จากผู้บัญชาการทหารบกทันที


ทำไม พล.อ.เปรม ทำได้แล้วทำไมคนอื่นทำไม่ได้ ที่ พล.อ.เปรม ท่านทำได้เพราะท่านเอาส่วนรวม
เป็นตัวตั้ง ท่านไม่ได้เอาส่วนตัว ถ้ารัฐบาลทั้งหมดที่อยู่ในสภาตอนนั้นไม่พอใจ พล.อ.เปรม ไปปลด
พล.อ.อาทิตย์ หรือว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของทุน ของคุณสว่าง เลาหทัย ธนาคารกรุงเทพฯ ก็สามารถ
จะยกมือ แล้วก็ปลดเปลี่ยน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ทันที แต่ พล.อ.เปรม ท่านไม่สนใจ ไปก็ไป
ท่านไม่ยึดติด เพราะว่าการบริหารชาติบ้านเมืองนั้น การเอาส่วนรวมเป็นตัวตั้ง คือการเอาธรรมนำหน้า
ต่อจากนั้นก็มี กระบวนการล่ารายชื่อนักวิชาการเพื่อกดดัน พล.อ.เปรม กลายเป็นว่า นักรัฐศาสตร์ก็บอกว่า
พล.อ.เปรม ไม่ได้รับการเลือกตั้งแต่มาถูกเลือกขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น มันไม่ใช่ประชาธิปไตย
มันประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งประเดี๋ยวผมจะพูดให้พี่น้องฟัง ว่าพวกเราเนี่ยหลงผิดในอวิชชา ในมิจฉาทิฐิ
มานานแล้ว ในเรื่องคำว่า ประชาธิปไตย เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง

พล.อ.เปรม ท่านก็เลยเบื่อ เขาก็เลยเลือก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
จากจุดที่ พล.อ.เปรม ลงแล้ว พล.อ.ชาติชาย ขึ้น นั่นคือจุดเริ่มต้นของความเสื่อมของประเทศ
และเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมของกองทัพไทย ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น ถ้าเราเข้าใจคำว่าชาติ
เหมือนอย่างที่ผมพูดไปเมื่อกี้นี้ ชาตินั้นประกอบด้วยศาสนา และพระมหากษัตริย์ ศาสนาเจริญรุ่งเรือง
พระสงฆ์องค์เจ้าอยู่ในศีล อยู่ในธรรม พระป่าเน้นในเรื่องของการปฏิบัติ พระในเมืองเน้นในเรื่องของ
ปริยัติ แต่ทั้งหมดนั้นยึดถือเอาพระไตรปิฎกเป็นที่ตั้ง เอาพระธรรมวินัยเป็นที่ตั้ง สอนพุทธศาสนา
สอนให้คนทำคุณงามความดี สอนให้คนละอัตตา สอนให้คนเข้าใจหลักไตรลักษณ์ สอนให้รู้ว่า
การทำบุญนั้นอยู่ที่จิตเจตนา คนที่เจตนาบริสุทธิ์ มีเงินอยู่ 1 สลึง แล้วก็ทำบุญทั้งสลึง หรือว่าพ่อแก่แม่แก่
ที่มีแค่กล้วยน้ำว้า 1 หวี สำหรับกิน ยอมยกให้พระทั้งหวี แล้วตัวเองกินข้าวเหนียวเปล่าๆ กับเศรษฐี
ที่เอาหูฉลามไปถวาย หรือไปสร้างอุโบสถ แต่ไปสร้างเพื่อหวังมีชื่อเสียง มีชื่อติดในอุโบสถแล้ว
คนที่ถวายเงิน 1 สลึง กับคนที่ถวายกล้วย 1 หวี กลับจะได้บุญมากกว่าคนซึ่งไปสร้างอุโบสถ
แต่วันนี้ศาสนาเราเสื่อม เพราะมีลัทธิจานบิน มาบอกเราบอกว่า ยิ่งทำบุญมากเท่าไร ยิ่งขึ้นสวรรค์
ได้เร็วเท่านั้น เห็นหรือยังพี่น้อง

จาก 2520 มา 2553 สามสิบสามปี สามสิบสามปี ศาสนาตกต่ำลงมามาก มาจนวันนี้ จะให้ดูศาสนา
เอาภาพที่ 1 ของพระมาให้ดูซิ รูปที่พ่อแม่พี่น้องดู ที่เขียนว่าสมถะนั้น คือท่านพุทธทาส สมถะ
นั่นคือพระที่อยู่ในวงเสื้อแดง คือสมถ่อย รูปที่ 2 คงจะนั่งสวดโอวาทปาติโมกข์กัน รูปบน เขาเรียกว่
าแสงแห่งธรรม ข้างล่าง สวดสาปแช่ง ไฟแห่งกรรม รูปต่อไป รูปบนคือที่อยู่ของสงฆ์ที่ควรอยู่
รูปล่างก็คือที่สงฆ์ไม่ควรอยู่ รูปต่อไป รูปบนคือพระโปรดทหารที่ออกไปสู้รบ รูปล่างคือพระปราบทหาร
รูปต่อไป แผ่เมตตาจิต นี่คือพระห่มจีวรแดง เอาเลือดไปสาดที่อนุสาวรีย์แห่งหนึ่งที่เชียงใหม่ สาปแช่ง
รูปต่อไป ละแล้วซึ่งกิเลส นั่งสมาธิ อยู่ในกุฎีเล็กๆ อีกอันคือล้อมด้วยกิเลส รูปต่อไป ปลีกวิเวก เดินจงกลม
อีกรูปหนึ่งคือไปวิวาท รูปต่อไป นักธรรมน้อย นักเลงใหญ่ พระเป็นนักเลง

ความลับ...ที่เสือกรั่ว
ไวรัสพระพุทธศาสนาหรือไม่?


http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-25.htm?sid=b86be4efcd9ec277490c56ddb3db8931

สนธิรู้ตัว จะถูกอำมาตย์ยิง



สัจจะ แปลว่า ความจริง
ไม่มีความจริงในหมู่โจร

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลิ้มหนีคดีหมิ่นซุก ฮ่องกง

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Tue Jun 22, 2010 9:42 pm



http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9530000084402

คำต่อคำ : "สนธิ" เปรียบ 2 ยอดสาวงามจีน "จางจื่ออี๋-
ก่งลี่"
ยกประเด็นหนังจีน Hero สะท้อนภาพการเมือง


18 มิถุนายน 2553 23:53 น.




ก่งลี่ (ซ้าย) จางจื่ออี๋ (ขวา)

สนธิ - คนเดียวๆ แล้วเขากลับมา แล้วเขามุ่งมั่นกับประเทศ เขากลับมาพัฒนาประเทศ
เขาออกแบบโลโก้ของประเทศใหม่ ดูในรูป 100 กว่าปีที่แล้วเขาสวยไหม ไม่ศัลยกรรม
ไม่ทำหน้าเกาหลีเหมือนคนไทยที่บ้าเกาหลีทุกวันนี้ ไม่มีครับ เขาธรรมชาติมากเลย
แล้วความรู้สูง เผอิญเรื่องของ หลินฮุยหยิน คนเลยจะมาทำเป็นหนัง เขาจะเอา จางจื่ออี๋
จางจื่ออี๋ ซึ่งคนไทยเรียก จางซิยี่ มาแสดงเป็นหลินฮุยหยิน

จินดารัตน์ - จางซิยี่

สนธิ - อ่านภาษาจีน จางจื่ออี๋ อย่าอ่านผิดตัวอักษร เอาจางจื่ออี๋เล่น ทำให้ผมนึกถึงเรื่อง
จางจื่ออี๋ และก่งลี่ ผมก็เลยอยากจะมาเล่าให้ฟัง

จินดารัตน์ - แล้วเกี่ยวอะไรกับก่งลี่

สนธิ - เกี่ยวๆ เกี่ยวตรงที่ว่า ตอนนี้ในประเทศจีนถ้าพูดถึงดาราที่ดังที่สุดก็จะมี ในระดับโลก
จะมี 2 คน คนนึงก็คือ ก่งลี่ คนนึงก็คือ จางจื่ออี๋ ทั้ง 2 คนเป็นลูกศิษย์ของ จางอี้โหมว
จางอี้โหมวคือ ผู้กำกับมือทองของจีน ซึ่งเป็นคนสร้างก่งลี่ขึ้นมา แล้วเป็นคนสร้าง จางจื่ออี๋ ขึ้นมา
ก่งลี่ แต่ในสายตาคนจีน คนจีนมองว่า ตัวแทนสาวจีนที่แท้จริงต้องก่งลี่ไม่ใช่จางจื่ออี๋
เพราะก่งลี่เขามีลักษณะคลาสสิกมากหน้าตา ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า เขาเป็นนักแสดงที่คนจีนชื่นชม
เพราะว่าเขาไม่หลงใหลทางตะวันตก จางจื่ออี๋พลาด จางจื่ออี๋โด่งดังครั้งแรกจากที่ไหน
ภาพยนตร์ The Road Home คือเป็นเรื่องท้องถิ่น เขาเล่าเรื่องพ่อเขา แม่เขากับพ่อเขารักกันยังไง
พ่อเขาเป็นครูสอนหนังสือ เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องของคนบ้านนอก


"ก่งลี่" กับยอดผู้กำกับชาวจีน "จางอี้โหมว"

จินดารัตน์ - ซึ่งก่งลี่ไม่เคยมีภาพแบบนี้

สนธิ - ไม่เคย เพราะทำไม คนจีนมองอย่างนี้ คนจีนมองว่า นี่คือสมบัติเขา เหมือนก่งลี่คือสมบัติเขา
เหมือนผม ลึกๆ แล้วผมคือสมบัติของพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ผมจะไปทำตัวซี้ซั้วได้ยังไง ผมทำอะไรผมต้องระวัง ถ้ามีคนถามว่า คุณสนธิไปเที่ยวมาเก๊า
เดี๋ยวนี้มีที่กินเยอะ มีโน้นมีนี่ ผมบอก ผมไม่เหยียบ แค่คิดยังคิดผิด คิดไม่ได้ เพราะทำไมรู้ไหม
แค่ผมแตะเท้าลงที่มาเก๊า ถึงผมจะไปเที่ยวจริง ถ้าคนเห็นถ่ายรูปมา บอกคุณสนธิไปมาเก๊า ไปเล่นไพ่
แล้วชาวบ้านที่เขาเสียสละบริจาคเงินให้ ASTV จะคิดยังไง อ๋อกูให้เงินมึงแล้วไปเล่นการพนันที่มาเก๊า
เพราะฉะนั้นมีบางอย่างที่เราควรทำบางอย่างเราไม่ควรทำเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็น ยังไงก็ตาม เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นจางจื่ออี๋ คนจีนถือว่าคุณเป็นสมบัติของเรา แล้วจางจื่ออี๋ไปเล่นภาพยนตร์เรื่อง เกอิชา

จินดารัตน์ - อ๋อที่เป็นญี่ปุ่น

สนธิ - ปรากฏว่า คนจีนเขาเกลียดญี่ปุ่นอยู่แล้ว ทะลึ่งรับบทเป็นเกอิชา คนญี่ปุ่น เป็นผู้หญิงโสเภณี
คนจีนยิ่งโกรธใหญ่ ทีนี้ประวัติของจางจื่ออี๋กับก่งลี่ เป็นประวัติมาจากที่เดียวกัน จางจื่ออี๋เป็นคนปักกิ่ง
พ่อเป็นข้าราชการ แม่เป็นครูสอนโรงเรียนอนุบาล เด็กๆ เข้าโรงเรียนเต้นรำจนอายุ 11 ปี แล้วค่อยเข้าสู่
โรงเรียนนาฏศิลป์ของจีน เป็นมหาวิทยาลัย จีนจะมีมหาวิทยาลัยหลายอย่าง มหาวิทยาลัยนาฏศิลป์
สอนเต้นรำอย่างเดียว แล้วเรียนสายสามัญไปด้วย แต่ขณะเดียวกันเหมือนกับวิทยาลัยนาฏศิลป์ของเรา
แต่เขาเข้มกว่าเยอะ เพราะเขาสอนหลักสูตรปริญญาตรี แล้วเขาเลือกเด็กทั่วประเทศสิบๆ ล้านคน
สมัครมาแล้วคัดมาแค่ 50 คน 100 คน ออกค่ากินอยู่ฟรี ค่าเล่าเรียนฟรี สอนเต้นบัลเล่ย์ สอนเต้นรำ
ชนกลุ่มน้อย สอนเต้นชะชะช่า สอนเต้น ทุกอย่าง สอนทุกอย่างสอนเต้นแจ๊ส แล้วเขามีอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง
เรียกว่า มหาวิทยาลัยการแสดง จางจื่ออี๋ก็อยู่โรงเรียนเต้นรำเข้ามหาวิทยาลัยการแสดง แล้วจางจื่ออี๋ก็ไป
ถ่ายแฟชั่นโชว์ ถ่ายโฆษณา จางอี้โหมวก็เห็น เพราะจางอี้โหมวตอนนั้นเลิกกับก่งลี่แล้ว

ส่วนก่งลี่เป็นคนเสิ่นหยัง มณฑลเหลียวหนิง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขาเรียกภาคอีสานของจีน
คนเสิ่นหยังจะเป็นคนซึ่งชอบกินเหล้า ผู้หญิง ผู้ชายจะเป็นนักเลง คือ คิดยังไงก็พูดอย่างนั้นไม่อ้อมค้อม
ส่วนจางจื่ออี๋จะเป็นพวกผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดิน เพราะคนปักกิ่ง คนปักกิ่งจะมีลักษณะยะโสโอหัง
พอสมควร เพราะคิดว่าตัวเองมีวัฒนธรรมสูง หัวสูง คล้ายๆ แมวเปอร์เซีย แมวเปอร์เซียสวยๆ
มันเดินไม่สนใจ เชิดๆ แต่แมวไทยวิ่งเข้าไปคลอเคลียจางจื่ออี๋จะเป็นแบบนี้ ก่งลี่จะเป็นอีกแบบ
ก่งลี่ประเภทกันเปย

สโรชา - ลุยๆ

สนธิ - กินข้าวกัน ชนแก้วกัน กันเปยก็กันเปย เหล้าเกาหลีสีขาวซดกัน ก่งลี่เป็นคนอย่างนั้นจริงๆ
ก่งลี่มาเป็นแฟนกับจางอี้โหมว เป็นแฟนอยู่ตั้ง 8 ปี จนในที่สุดจางอี้โหมวยังอยู่กับภรรยา ยังไม่เลิก
เลยทำให้ก่งลี่ตัดสินใจเลิกกับจางอี้โหมว เพราะก่งลี่อยากมีครอบครัวเป็นตัวตน สามีเป็นตัวตน
สามีไม่จำเป็นต้องอยู่กับเขา หรือไม่จำเป็นต้องไปงานกับเขา แต่ขอให้ได้ชื่อว่าแต่งงานแล้วมีสามี
เพราะเมืองจีน ภาษาจีน "โหย่วเจีย" มีครอบครัวแล้ว สำคัญมากนะ เพราะผู้หญิงอายุขนาดนี้แล้ว
ยังไม่มีครอบครัวต้องมีอะไรผิดปกติ ทีนี้ก่งลี่

1.บทที่เขาเล่นสุดยอดเล่นภาพยนตร์ท้องถิ่นตรงวัฒนธรรมจีนต้องการ
2.ความประพฤติส่วนตัว ถ้าจะมีเสียเฉพาะคบกับจางอี้โหมว แต่โทษก่งลี่ไม่ได้ เพราะจางอี้โหมว
เป็นคนบอกเองว่าจะมาอยู่กับก่งลี่แต่มาอยู่ไม่ได้ ในที่สุดแล้วเลยต้องแยกออกมา

เพราะฉะนั้นแล้วเมื่อผมเห็นเรื่องของจางจื่ออี๋ที่จะมาแสดงหนังเป็น ผู้หญิงคนนี้ที่เป็นผู้หญิง
ที่สวยที่สุดในจีน ผมเลยอดไม่ได้ที่จะนึกถึงก่งลี่ ผมเลยต้องเอาเรื่องก่งลี่กับจางจื่ออี๋มาเล่า
ให้คุณแอน คุณแอ้ม แล้วให้ท่านผู้ชมฟัง แล้วผมอยากจะให้ จะเห็นชัด


ก่งลี่ (ซ้าย) จางจื่ออี๋ (ขวา)

สโรชา - หน้าคล้ายกันนะ

สนธิ - คล้าย

จินดารัตน์ - หน้าสไตล์เดียวกันเลย

สนธิ - ทางซ้ายบนจอ คือ ก่งลี่ ทางขวาคือ จางจื่ออี๋ จะเห็นได้ชัดว่า ก่งลี่ สวยแบบจีนคลาสสิกมาก
เห็นชัดเจนไม่ต้องดู 2 ภาพฟ้องทันทีเลยว่า ก่งลี่ สวยแบบคลาสสิก ก่งลี่ สวยแบบจีนคลาสสิคมาก
เห็นชัดเจนเลยนะ ไม่ต้องดู 2 ภาพนี่ฟ้องทันทีเลยว่า ก่งลี่ สวยแบบคลาสสิค ก่งลี่ 45 แล้วนะปี
จาง ซิ ยี่ 30 ก่งลี่แต่งงานกับชาวสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตัวแทนค้ายาสูบ แล้วตอนนี้ดอนสัญชาติเป็นสิงคโปร์แล้ว

จินดารัตน์ - ซึ่งคนจีนก็เสียใจนิดหน่อย

สนธิ - คนจีนไม่ชอบ คนนี้ก็ไม่ชอบ เขามีความรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของก่งลี่ เหมือนจางอี้โหมว
เป็นของเขา เเล้วจางอี้โหมว เป็นคนซึ่งชอบทำภาพยนตร์ที่ท้าทายรัฐ เพราะว่าคนที่มีครีเอทีฟ
ทางศิลปะ เขาจะแสดงออกทางศิลปะในบางครั้ง ในสภาพสังคมซึ่งค่อนข้างเผด็จการซึ่งเขาไม่ยอมรับ
ฉะนั้นภาพยนตร์ของจางอี้โหมว จีนจะกีดกัน แต่จะไม่ปิดกั้น มีอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นเอง ในชีวิตจางอี้โหมว
จุดเริ่มต้นที่รัฐบาลจีนยอมใช้ศาลามหาประชาคมเพื่อที่จะเปิดตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้
ชื่อ "อิง สง - ฮีโร่" หรือวีรบุรุษนะครับ เดี๋ยวผมจะให้ดูว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้มีนัยที่ลึกซึ้งมาก
อยากให้ทุกคนไปดู



ผมตัดคลิปบางตอนออกมาให้ดู เชิญดูนะครับ ผู้ชายคนนี้ คือ "ฉานเจี้ยน" หมายความว่า
กระบี่รันทด แสดงโดยเหลียงเฉาเหว่ย นี่คือเจ็ท ลี ชื่อจีนเขาชื่อ หลี่เหลียนเจี๋ย คนนี้เป็น "นักฆ่านิรนาม"
ในบทอันนี้ เหลียงเฉาเหว่ย เป็นปรมาจารย์ทางยุทธและทางกวี เคยพยายามฆ่าจิ๋นซี ฮ่องเต้มาแล้ว
ตอนนี้เจ็ทลีกำลังจะไปฆ่าจิ๋นซีฮ่องเต้ เพราะว่าเจ็ทลี มีฉายาว่า ใครก็ตามถ้าอยู่ภายใน 10 ก้าวของเขา
ไม่มีทางรอดชีวิตได้เลย เพราะฝีมือกระบี่ของเขาเด็ดขาด

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ จางจื่ออี๋ เล่นเป็นทาสของเหลียงเฉาเหว่ย เป็นลูกศิษย์ที่เหลียงเฉาเหว่ย รับเข้ามา
เขาใช้ชื่อของเขาว่า "หรูเยี่ยว์" คือว่า "เฉกจันทร์" ที่เห็นภาพตอนนี้คือว่า เหลียงเฉาเหว่ย เขาถาม
เจ็ทลีว่า คุณจำเป็นต้องไปฆ่าจิ๋นซีฯ หรือ เขาบอกว่า จำเป็น ขอได้ไหม ห้ามได้ไหม ไม่ได้ เขาบอกว่า
ถ้าอย่างนั้นให้อ่านคำพูดที่เขาเขียน เขาเอากระบี่เขาเขียนคำพูด คำพูดที่เขาเขียนว่า "เทียนเซี่ย (天下)"
ใต้ฟ้าดิน แปลว่า อะไร แปลว่า ประชาชน คือพูดง่ายๆ ว่า เหลียงเฉาเหว่ย เขากำลังพูดบอกว่า
จะทำอะไรก็ตาม ให้ระลึกถึงผลที่มีต่อไปคือประชาชนจะทรมาน ขมขื่น หรือเปล่า เหลียงเฉาเหว่ย
ก็บอก เจ็ทลี ว่าผมเขียนให้คุณดูแล้วนะ จากนี้ไป ผมไม่ยุ่งแล้ว กระบี่ผมจากพรากจากมันแล้ว
ผมไม่แตะ ผู้คนผมก็ไม่ยุ่ง

เดี๋ยวดูฉากต่อไป ที่เจ็ทลี เข้าไปเพื่อจะลอบสังหาร นี่ไงจิ๋นซีฮ่องเต้ เล่นโดย เฉิน เต้า หมิง 2 คนนี่
สนทนาอย่างไร 2 คนนี่สนทนาน่าสนใจมาก เจ็ทลีไปเล่าให้ฟังว่า "ฉานเจี้ยน" ก็คือ เหลียงเฉาเหว่ย
เขาเขียนคำพูดมาว่า จิ๋นซีฯ ก็ถามว่า อักษร 2 ตัวที่ "ฉานเจี้ยน" เขียนให้เจ้าคืออะไร เจ็ทลีตอบว่า
เขียนว่า "เทียนเซี่ย" แปลว่า ผู้คนทั้งแผ่นดิน จิ๋นซีฯ พูดว่า "เทียนเซี่ย" จอมยุทธนิรนามก็คือ เจ็ทลี
บอกว่า ฉานเจี้ยน บอกว่า หลายปีมานี้ 7 รัฐสู้รบกันไม่หยุดหย่อน ประชาชนได้รับความยากลำบาก
มีเพียงท่านอ๋อง คือ จิ๋นซีฮ่องเต้ สามารถจะหยุดยั้งสงครามครั้งนี้ได้ เพื่อรวบรวมใต้หล้าให้เป็นหนึ่ง
คือ ทำสงครามเพื่อยุติสงคราม เขายึดไปหมดแล้ว เขาเหลือประมาณอีกแคว้นหนึ่งก็ยึดได้

ระดับมืออาชีพออกโรง คนดูก็ได้แต่ฮา

eye in the sky พิมพ์ว่า:http://sanpaworn.vissaventure.com/log/227/sondhi-limthongkul-in-the-nation

Sondhi Limthongkul in The Nation | 29.11.05

The last article “Speedy demise for Sondhi’s empire” would be more appropriate
as a debut rather than the finale of the series.
At his financial peak, Thai media magnate Sondhi Limthongkul had
all the accoutrements of a successful Asian tycoon.

Sitting atop his carefully diversified global conglomerate,
Sondhi was often seen escorting Chinese screen goddess Gong Li.
Was often seen? By whom? I suspect not the reporter who wrote this. And how often is “often”?
Probably not as often as the use of what I call the perfidious passive in The Nation
and the Bangkok Post. Can we at least know the time frame then? 1996, perhaps,
right after the launch of Asia Times? Well, Gong Li married Singaporean Ooi Hoe Soeng
February that year, not long after breaking up with Zhang Yimou in 1995. According to Google,
the only report of any relationship between Gong Li and any guy named Sondhi
is this very Nation article.
....

Nonetheless, while creditors in many countries laid claim on Sondhi’s money,
some of his lesser-known overseas assets appeared untouched by
the collapse of his empire.


A former manager of Lijiang’s Grand Hotel in Yunnan Province said Sondhi
retained his stake in the property at least through 1999.

Other Hong Kong-registered companies in which Sondhi is a director remain active,
including Kingstrike Limited, M China International Limited and Four S Corporation Limited.

Now Sondhi’s only international profile is the mysterious website of his former
regional newspaper, Asia Times. The paper ceased publication long ago,
but the publication’s website is still regularly updated.

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลิ้มหนีคดีหมิ่นซุก ฮ่องกง

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed Jun 23, 2010 10:55 pm

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-25.htm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1253352343&grpid=01&catid=



วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 22:22:40 น.
มติชนออนไลน์

โชว์มวยไทยให้เขมรดู พันธมิตรฯปะทะเดือดชาวภูมิซรอล

ประมวลภาพ ปะทะเดือดระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯบุกทวงพระวิหารกับชาวบ้านภูมิซรอล
ทั้งแม่ไม้มวยไทย ปาสิ่งของ ยิงหนังสติ๊ก รวมถึงใช้ไม้รุมตี

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20090919/77870/%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.html


วันที่ 19 กันยายน 2552 18:52

ไทยตีไทย
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

กลุ่มพันธมิตรที่เดินทางไปชุมนุมขับไล่เขรมให้พ้นพื้นที่ทับซ้อน
บริเวณเขาพระวิหาร ตะลุมบอนกับชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วย
โดยตำรวจต้องเข้าระงับเหตุ


http://hi5.com/friend/244896531--%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%2599%25C3%25A0%25C2%25B9%25C2%2589%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%25B3%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%25AD%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%259A--Profile-html

ยามใหญ่คะ
แอนน์ ขอคำอธิบายดีๆสักข้อ เพราะแอนน์ประสานขอไปทาง"ยามใหญ่"
ที่ทราบว่าตอนนั้น(วันพุธ) ยังอยู่ต่างประเทศ แต่--ไม่มีคำตอบใดๆกลับมาให้เลย
"หลุมพราง" นี้ ใครดักล่อไว้คะ
ทำไมการดุแลความปลอดภัยของพี่น้องถึงหละหลวมกว่า ครั้งที่พวกเราเดินทางไปอุดรธานี
ต่างกันราวฟ้ากับเหว พวกเราไม่มีอาวุธกันเลย ห้ามนำติดตัวขึ้นไปเด็ดขาด
ยามใหญ่โปรดอย่าปฎิเสธ ว่าไม่รับทราบ หรือไม่ได้ยินเสียงที่แอนน์ถามไป
เพราะคนที่แอนน์ฝากให้ประสานกับท่าน เสียงมีพลังมากท่านต้องได้ยินทุกเสียงที่ คนผู้นี้ ถามไป
จะรอฟังค่ะ อย่าทำให้หัวใจของผู้หญิงโง่ๆคนหนึ่งต้องเหมือนกับ โง่ดักดาน โง่แล้วโง่อีก

http://hi5.com/friend/244896531--%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%2599%25C3%25A0%25C2%25B9%25C2%2589%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%25B3%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%25AD%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%259A--Profile-html

ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่ -- อาจจะอารมณ์คนละแบกับคนอื่นๆ ที่ช่วงนี้
ด่าคนไทยหัวใจเขมร..ขอโทษที อารมณ์ยังไปไม่ถึง เพราะนั้นถือว่า ศึกนอก
..ซึ่งถ้าร่วมมือร่วมใจกันจริงๆ มีความจริงใจกันมากกว่านี้ในระดับบนๆ
เหตุการณ์แบบเมื่อวานจะไม่เป็นแบบนั้น

ลองใช้สมอง และสติคิดดูนะคะว่า..การไปเขาพระวิหาร ถือเป็น สมรภูมิรบ ทางทหาร
นั้นคือ killing zone เป็นแดนสังหาร

ทำล้อเล่นได้หรือ เอาชีวิตคนจำนวนเป็นหมื่นไปเสี่ยงโดยที่รู้อยู่เต็มอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น
แต่ ใจดำกันเหลือเกิน ที่ นิ่งเฉยจะไม่ให้รู้สึกว่า -เลือดเย็น ได้อย่างไร

คุณวีระ ก็มีกลุ่มทุนอีกกลุ่มสนับสนุน
และกลุ่มทุนนี้ก็ไม่ได้นำเงินเข้า "ส่วนกลาง"
นี่คืออีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ ส่วนกลางนิ่งเฉย..
อยากเก่งไปเลยไปคนเดียว


และอย่างที่เขียนไปในโพสต์คอมเม้นต์ที่แล้ว เล่นเกมส์กัน โดยมี
ความปลอดภัยของมวลชนเป็นเดิมพัน..เราพยายามที่จะเตือนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ที่เขาพระวิหาร เพราะเราบอกแล้วว่า ทหารเขาขอมาว่า เขาไม่เปิดทางนะ
เราก็อยากรู้ว่าคุณวีระจะเอายังไง วันอังคารหรือวันพุธนี่แหละ
..เราอยู่ที่บ้านพระอาทิตย์ในตอนดึกจนถึงตีสอง


มองออกตั้งแต่ต้นว่า ถ้าคุณวีระไปคนเดียว ไม่มีศักยภาพในการนำมวลชน และ
เดินเกมส์ ที่จะมีพลังมากพอที่จะ ยื้อและดัน เข้าไปให้ได้จนถึงผามออีแดง

เพื่อนๆ เรารู้ ยังพูดกันว่า วัดใจกันรอบสุดท้าย พอแล้ว พอกันที
และเขาก็รู้ว่าอันตราย แต่จำเป็นต้องไป ก่อนจะออกเดินทาง
ยังประวิงเวลาเพื่อที่จะลูกๆไปกินข้าวของโปรดลูกเสียก่อน เพราะเพื่อนเรา
เปรยว่า อยากทำให้ลูก เพราะกลัวจะไม่ได้กลับมา

และไอ้พวกที่มันนั่งเล่นเกมส์กัน .. บนสีหน้าที่ดูเหมือนเสียใจ
และต้องรีบใช้สถานการณ์นี้ให้เป็นข้อได้เปรียบเพื่อโจมตี คนไทยหัวใจเขมร
แต่เบื้องหลังสีหน้าที่แสดงความเสียใจ คงจะแอบหัวเราะร่วนกันเชียว

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1277292880&grpid=00&catid=
วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 18:23:36 น.
มติชนออนไลน์



วิวาทะ"สนธิ ลิ้มทองกุล-วีระ สมความคิด"สาวไส้กันเละ
หลังแตกคอ พธม.เรื่องเงินบริจาค


หมายเหตุ- เป็นจดหมายที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)
ชี้แจงแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สหรัฐอเมริกาผ่านทางจดหมายอิเล็คทรอนิกส์(อีเมล์)
กรณีของนายวีระ สมความคิดไปพูดที่สหรับอเมริกาให้กลุ่ม พธม.ที่สหรัฐฟังในประเด็นต่างๆ เช่น
เกิดความแตกแยกระหว่างแกนนำ พธม. กับนายวีระ สมความคิด ทำให้นายวีระฯไม่ได้ออกรายการใดๆ
ที่ ASTV อีกต่อไป , ปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับการบริหารจัดการเรื่องเงินบริจาคของนายวีระกับ พธม.,
วิธีการดำเนินการในเรื่องการประท้วงเขาพระวิหารฯลฯ

อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นนายวีระ ได้ให้สัมภาษณ์โต้ตอบจดหมายชี้แจงของนายสนธิโดยปฏิเสธว่า
ไม่ได้โกงที่เงินที่ประชาชนบริจาคเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่นเป็นประโยชน์ส่วนตัว

ทั้งนี้เนื้อหาการชี้แจงและโต้ตอบกันของบุคคลทั้งสองไปโพสต์อยู่ในเว็บไซต์ต่างๆ เช่น โอคเนชั่น
เฟซบุ๊คของนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาของ พ.ต.ท.ทักาณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
-------------------------

วันเสาร์ ที่ 19 มิถุนายน 2553

ลับ...."สนธิ" ชี้แจง "วีระ" กรณีปราศรัยที่อเมริกา
Posted by weera , ผู้อ่าน : 3084 , 11:40:36 น.
หมวด : นักข่าวอาสา Share Share พิมพ์หน้านี้
-----------------------------------------------------------------------------

19 มิถุนายน 2553

เรื่อง การปราศัยของคุณวีระ สมความคิด

เรียน ท่านแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สหรัฐอเมริกาทุกท่าน

ตามที่มี พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สหรัฐอเมริกา หลายท่านได้สอบถามมาเรื่องเกี่ยวกับ
กรณีของคุณวีระ สมความคิด ที่ได้ไปพูดพาดพิงถึงแกนนำพันธมิตร และ ASTV โดยไม่มีความจริง
ทุกประการนั้น

แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ประเทศไทย) ได้มอบหมายให้ผมเป็นผู้ออกแถลงการณ์
ชี้แจงความจริง เพื่อให้แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สหรัฐอเมริกา ได้รับทราบ ดังนี้

1.แกนนำพันธมิตรฯ จะไม่ออกมาตอบโต้ คุณวีระในทางสาธารณะ เพราะไม่ต้องการให้สังคมเห็นว่า
ได้มีการแตกแยกกัน ซึ่งอาจจะเป็นเหตุให้ฝ่ายตรงข้าม ตลอดจนสื่อฝ่ายตรงข้าม เข้ามาฉวยโอกาสโจมตี
จึงได้มอบหมายให้ผมเป็นตัวแทนในการชี้แจงกับแกนนำพันธมิตรฯ สหรัฐอเมริกา โดยตรงและการชี้แจงนี้
เพื่อให้เกิดการเข้าใจ และหวังว่าแกนนำพันธมิตรฯ สหรัฐอเมริกา จะสามารถอธิบายเรื่องราวต่างๆ
ให้กับพันธมิตรฯ ในสหรัฐอเมริกาได้

2. แถลงการณ์ฉบับนี้เป็นแถลงการณ์ ที่ส่งให้เฉพาะแกนนำพันธมิตรฯ สหรัฐอเมริกาเท่านั้น
ใคร่ขอความกรุณาอย่านำไปเผยแพร่ ทั้งนี้ เพื่อที่จะรักษาความสามัคคีในหมู่เหล่าเอาไว้

3.คุณวีระ สมความคิด ได้พูดออกมาหลายประเด็น ที่ไม่ตรงต่อข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้

3.1 ประเด็นที่ 1 ได้เกิดความแตกแยกระหว่างแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
กับคุณวีระ สมความคิด จนเป็นผลมาสู่ การที่คุณวีระฯ ไม่ได้ออกรายการใดๆ ที่ ASTV อีกต่อไป

3.2 ประเด็นที่ 2 ได้เกิดปัญหาความขัดแย้ง เกี่ยวกับการบริหารจัดการเรื่องเงินบริจาค

3.3 ประเด็นที่ 3 วิธีการดำเนินการในเรื่องเขาพระวิหาร

3.4 ประเด็นที่ 4 การเชิญชวนให้คุณวีระฯ ออกจากองค์กรของตนเอง เพื่อเข้าร่วมกับพันธมิตรฯ อย่างเต็มตัว

3.5 ประเด็นที่ 5 การที่ อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ไม่สามารถมาจัดรายการที่ ASTV ได้อีก
เป็นเพราะผมไปกดดัน อ.สมเกียรติฯ ไม่ให้ อ.สมเกียรติ ฯ ออกมาจัด

ผมใคร่ขอตอบบประเด็นความขัดแย้งตั้งแต่ ประเด็นที่ 3.1 ถึง 3.5 ในทีเดียวกัน เพราะว่า
แต่ละประเด็นนั้นมีความเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน

คำชี้แจง

คุณวีระ สมความคิด เป็นหนึ่งในหน่วยงานภาคเอกชนที่ต้องดูแลต่อสู้เรื่องเกี่ยวกับการต่อต้าน
การคอร์รัปชั่น ในชื่อ เครือข่ายประชาชนต่อต้านการคอร์รัปชัน (คปต.)

การเข้ามาร่วมของคุณวีระ สมความคิด กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น เป็นการเข้ามาร่วม
ในลักษณะเป็นแนวร่วม แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่เคยสร้างความกดดันให้
คุณวีระ สมความคิด ในเรื่องที่ให้ออกจากองค์กรของตัวเอง เพื่อเข้ามาร่วมกับพันธมิตรฯ ทั้งนี้เพราะ
ยังมีคนลักษณะแบบคุณวีระ สมความคิด ที่เป็นแนวร่วมอีกมาก ที่พอใจจะทำกิจกรรมทางการเมือง
โดยที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ร่มเงาของพันธมิตรฯ

ในช่วงระยะเวลา 193 วันนั้น แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่เคยกีดกันคุณวีระ สมความคิด
ในเรื่องขึ้นเวที หรือการแสดงออกใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่ให้การสนับสนุน เพราะแกนนำพันธมิตรฯ ยึดถือว่า
คุณวีระ สมความคิด เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เป็นสหายร่วมรบ ไม่เคยมองคุณวีระฯ เป็นศัตรูเลย
แม้แต่นิดเดียว แม้กระทั่งทุกวันนี้ ก็ยังมองอยู่เช่นเดิม

ในเรื่องเกี่ยวกับเงินบริจาคนั้น เมื่อประชาชนบริจาคมาให้พันธมิตรฯ โดยหลายครั้ง
จะมีการระบุผู้รับอย่างชัดเจน เช่น

- บริจาคให้กองทุนสู้คดี (โดยคุณสุวัตร อภัยภักดิ์ เป็นผู้ดูแล)

- กองทุนรักษาผู้บาดเจ็บ (โดยคุณพิภพ ธงไชย เป็นผู้ดูแล)

- มูลนิธิจำลอง ศรีเมือง (โดยพล ตรี จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ดูแล)

- ASTV (โดยผู้บริหาร ASTV เป็นผู้ดูแล)

- ฯลฯ

เมื่อผู้บริจาคระบุว่า ต้องการให้คุณวีระ สมความคิด แกนนำพันธมิตรฯ ก็รวบรวมเงินส่วนของคุณวีระฯ
และส่งมอบให้คุณวีระฯ ทุกๆครั้ง บางครั้งก็จะมาบริจาคที่บ้านพระอาทิตย์ เลขาของผม
(คุณธิดาลักษณ์ วรรณวัฒนากิจ) ก็จะเป็นคนรวบรวมเงิน และมอบให้คุณวีระฯ เมื่อคุณวีระฯ
เดินทางมาที่บ้านพระอาทิตย์

เครือข่ายประชาชนต่อต้านการคอร์รัปชัน (คปต.) ได้เคยติดต่อมาทางแกนนำพันธมิตรฯ และบอกว่า
เงินที่คุณวีระฯ ได้รับนั้น คุณวีระฯ ไม่เคยเอามาเข้าบัญชีที่คุณวีระฯ เป็นผู้บริหารคนหนึ่ง


แกนนำพันธมิตรฯ ก็เลยนำเรื่องนี้ มาเล่าให้คุณวีระฯ ฟัง โดยทำหน้าที่เป็นผู้สื่อสาร มิได้ไปสร้าง
ความกดดันใดๆ ทั้งสิ้น เพราะคุณวีระฯ มักจะพูดเสมอว่า เงินที่ประชาชนบริจาคให้คุณวีระฯ นั้น
เป็นเงินบริสุทธิ์ และบริจาคให้คุณวีระฯ โดยตรง เพราะฉะนั้นคุณวีระฯ จะเอาไปใช้อะไรก็ได้

ในบางครั้ง ในการจัดคอนเสิร์ตการเมืองที่ต่างจังหวัดเพื่อระดมทุนช่วย ASTV
ก็จะมีคนของคุณวีระฯ เดินถือกล่องบริจาคให้คุณวีระฯ เดินตามหมู่ประชาชน
เพื่อขอรับบริจาคให้คุณวีระฯ โดยตรง


เนื่องจากว่า คุณวีระฯ นั้น ถึงแม้จะทำงานโดยอิสระ แต่อีกด้านหนึ่ง ก็มาพึ่งพิงพันธมิตรประชาชน
เพื่อประชาธิปไตยในการใช้มวลชน ตลอดจน การรับบริจาคเงินทองจากมวลชนพันธมิตรฯ

แกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน เกรงว่าจะมีข้อครหา นินทาทีหลัง ในเรื่องของความโปร่งใสประกอบกับ
ในรายการค้นคนโกง ที่คุณวีระฯ ได้ใช้ ASTV เป็นเวทีเผยแพร่กิจกรรมของตัวเองออกไปนั้น
ก็ได้มีตัววิ่งบนจอโทรทัศน์เชิญชวนให้ประชาชนบริจาคเงิน เข้าบัญชีส่วนตัวของคุณวีระฯ


แกนนำทั้งหมด จึงมอบหมายให้ผม เป็นตัวแทนในการอธิบายกับคุณวีระฯ ว่า เรื่องเงินบริจาคนั้น
อยากให้ทำด้วยความโปร่งใส โดยทำภายใต้มูลนิธิ ยามเฝ้าแผ่นดิน ที่คนบริจาค สามารถบริจาค
ผ่านมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน โดยระบุว่า เป็นกองทุนคุณวีระฯ เพื่อต่อสู้เรื่องเขาพระวิหาร
หรือเพื่อต่อสู้เรื่องการคอร์รัปชัน ฯลฯ


โดยเงินกองทุนที่อยู่ภายใต้มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ก็จะมีหลักฐานการโอนเงิน มีที่มาว่า
เงินได้เข้ามาจริง ส่วนกองทุนนี้ก็จะเป็นกองทุนที่บริหารจัดการ โดยคุณวีระฯ แต่ผู้เดียว
มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเป็นอันขาด

เงินกองทุนลักษณะนี้ก็มีอยู่ภายใต้มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินอยู่ 2 กองทุน

กองทุนแรกคือ กองทุนรักษาพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งคุณพิภพ ธงไชย เป็นผู้ดูแลกองทุนนี้
แต่ผู้เดียว การตัดสินใจอยู่ที่คุณพิภพฯ เท่านั้น

อีกกองทุนที่อยู่ภายใต้มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินก็คือ กองทุนสู้คดี ซึ่งคุณสุวัตร อภัยภักดิ์ เป็นผู้ดูแล
และมีอำนาจตัดสินใจแต่ผู้เดียวเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ แกนนำพันธมิตรฯ เพื่อเน้นประเด็นความโปร่งใสในเรื่องเงินทอง มิได้ไปกดดัน
คุณวีระฯ แม้แต่นิดเดียว

คุณวีระ สมความคิด ปฎิเสธความหวังดีอันนี้ และก็ยังดำเนินรายการที่ ASTV ต่อ หากแต่ว่า
ทาง ASTV ปฎิเสธที่จะให้มีตัววิ่งที่ระบุว่า ให้บริจาคโดยตรงกับคุณวีระฯ ทั้งนี้เพราะ ASTV เกรงว่า
หากวันข้างหน้า มีคำถามเรื่องความโปร่งใสในเงินบริจาคของคุณวีระฯ แล้ว ASTV จะกลายเป็น
ผู้สมรู้ร่วมคิด ในการระดมเงินประชาชนมาให้คุณวีระฯ


ทั้งหมดนี้ก็ก่อให้เกิดความไม่พอใจกับคุณวีระ สมความคิด ถึงกับเอาไปพูดออกรายการค้นคนโกง
ในบางเวลา และในที่สุด คุณวีระฯ ก็ทำหนังสือแจ้งความจำนงมาว่า ขอถอนตัวออกจากการจัดรายการ
ที่ ASTV


หลังจากนั้น พลตรี จำลอง ศรีเมือง ก็มาแจ้งให้ผมทราบว่า คุณวีระฯ ได้ไปติดต่อกับ สมณโพธิรักษ์
แห่งสันติอโศก เพื่อขอจัดรายการที่ FMTV ของสันติอโศก โดยให้เหตุผลว่า ASTV คิดเงินค่าเวลา
คุณวีระฯ แพง

ผมก็เลยชี้แจงข้อเท็จจริงให้ พลตรี จำลอง ศรีเมือง ทราบว่า ASTV นอกจากจะไม่เคยคิดราคาค่าเวลา
คุณวีระฯ แล้ว ยังจัดพิธีกรมาช่วยคุณวีระฯ อีกแรงหนึ่งด้วย พลตรี จำลองฯ จึงกลับไปแจ้งให้
สมณโพธิรักษ์ ทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว

ต่อกรณีวิธีดำเนินการในเรื่องเขาพระวิหาร แกนนำพันธมิตรฯ
ไม่เคยได้รับทราบหรือรับคำปรึกษาจากคุณวีระฯ เลยว่า คุณวีระฯ
จะนำประชาชน (ซึ่งก็เป็น พธม. จากจังหวัดต่างๆ) เข้าไปประท้วง
กรณีเขาพระวิหาร ทั้งๆ ที่ไม่ได้รับทราบ ไม่ได้รับคำปรึกษาหรือ
ฟังความเห็นของแกนนำพันธมิตรฯ ASTV และเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็น
TV วิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือเว็ปไซด์ ผู้จัดการออนไลน์
ก็ช่วยคุณวีระฯ รายงานข่าวตลอด


สิ่งที่พันธมิตรฯ หวั่นเกรงก็คือว่า แนวความคิดของการต่อสู้ของคุณวีระกับแกนนำพันธมิตรฯ นั้น
ค่อนข้างจะแตกต่างกัน โดยพันธมิตรฯ มองว่า การจะประท้วงอะไรก็ตาม พันธมิตรฯ จะคำนึงถึง
ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนที่เข้ามาร่วมเป็นอันดับหนึ่ง เพราะการสูญเสียชีวิตและ
มีคนพิการบาดเจ็บกรณี 7 ตุลาคม ตลอดจนการถูก ลอบทำร้าย ด้วยระเบิด M 79 ในช่วง 193 วันนั้น
เป็นปัญหาสำคัญ และประเด็นที่ยิ่งใหญ่มาก ในการพิจารณาการประท้วง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่คุณวีระฯ จะนำประชาชน (ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็น พธม. ตามจังหวัดต่างๆ)
ไปประท้วงในพื้นที่ศัตรู ในต่างจังหวัด เช่น ศรีสะเกษ เป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงอันตรายต่อ
ผู้ที่เข้ามาร่วมและหากมีการบาดเจ็บ หรือถึงแก่ชีวิตนั้น คนที่ต้องรับผิดชอบก็ต้องเป็น
แกนนำพันธมิตรฯ ไม่ใช่คุณวีระ สมความคิด

การบาดเจ็บของพันธมิตรฯ ที่ไปประท้วงที่เขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษนั้น
ในครั้งนั้น ที่ถูกกองกำลังจัดตั้งของฝ่ายตรงข้าม ด้วยความร่วมมือของ
เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ก็เป็นบทพิสูจน์ต่อความกังวลของแกนนำพันธมิตรฯ


ด้วยเหตุนี้ หากคุณวีระ สมความคิด เรียกชุมนุมโดยที่แกนนำพันธมิตรฯ ไม่ทราบ
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็มีความจำเป็นที่จะต้องชี้แจงว่า การชุมนุมที่คุณวีระฯ นำ นั้น
ไม่ได้เป็นมติของแกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งก็เป็นการประกาศอย่างชอบธรรมและถูกต้องที่สุด

ความขัดแย้งในวิธีการดำเนินการเกี่ยวกับมวลชน ระหว่างแกนนำพันธมิตรกับคุณวีระฯ ก็เลยมี
ข้อแตกต่างในแนวความคิดและในวิธีการ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่มวลชน ซึ่งมีความสนิทสนมกับ
คุณวีระฯ ได้ต่อว่าแกนนำพันธมิตรฯ และ ASTV ว่าไม่ช่วยคุณวีระฯ

ในขณะที่ คุณวีระฯ ก็ยังเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของแกนนำพันธมิตรฯ อยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ว่า
วิธีการของพันธมิตรฯ กับวิธีการของคุณวีระฯ ต่างกันในรูปแบบและสาระโดยสิ้นเชิง เพราะพันธมิตรฯ นั้น
เน้นอยู่ที่การตัดสินใจเป็นหมู่คณะเพื่อให้มีฉันทามติร่วมกัน

แต่ของคุณวีระฯ เน้นอยู่ที่ปัจเจกบุคคล คือตัวคุณวีระฯ เท่านั้น แต่เผอิญมวลชนนั้นเป็นมวลชน
ของพันธมิตรฯ ด้วยเหตุนี้ แกนนำพันธมิตรฯ จึงกังวล และเป็นห่วงต่อการตัดสินใจของคุณวีระฯ

อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์นั้น เส้นเลือดในสมองตีบ และอยู่ในขั้นของการฟื้นฟูสภาพร่างกาย
ซึ่งขณะนี้ได้พ้นขีดอันตรายแล้ว และฟื้นฟูร่างกายกลับมาได้ 70% ทางแพทย์ ยังกำหนดให้
อ.สมเกียรติฯ ต้องพักฟื้นต่อ โดยไม่ทำอะไร ที่จะทำให้เกิดความเครียดได้ ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ อ.สมเกียรติฯ จึงไม่สามารถจะออกมาจัดรายการที่ ASTV ได้ หาใช่เพราะมีการกดดัน
อ.สมเกียรติฯ ตามที่คุณวีระฯ ได้เคยพูดออกมา

แกนนำพันธมิตรฯ ทราบดีว่า การสร้างศรัทธา และความเชื่อ ให้กับมวลชนนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน
ค่อนข้างยากเย็น ทั้งนี้เพราะบุคลิค อุปนิสัย และพฤติกรรม ของ มวลชนนั้น มีความหลากหลาย
บางคนก็ใจร้อน ดุเดือดเลือดพล่าน บางคนก็สุภาพนุ่มนวล ไม่อยากให้มีการเผชิญหน้าฯลฯ

ด้วยเหตุดังกล่าว การตัดสินใจของแกนนำพันธมิตรฯ จึงเป็นการตัดสินใจ ที่ใช้องค์ประกอบ
รอบด้านเข้ามาเป็นส่วนในการนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และสิ่งที่แกนนำเป็นห่วง
มากที่สุดคือ ชีวิต ความปลอดภัยของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ในขณะเดียวกัน แกนนำพันธมิตรฯ ก็ยังต้องการ ความสามัคคี เพียงแต่หวังว่าคุณวีระฯ และผู้ที่เชื่อ
ในคุณวีระฯ จะเข้าใจในคำชี้แจงครั้งนี้ การส่งแถลงการณ์ให้กับแกนนำพันธมิตรสหรัฐอเมริกานั้น
จึงเป็นการชี้แจงกันเป็นการภายใน ส่วนตัวแกนนำนั้น จะไม่ออกไปพูดในทางสาธารณะ หากแต่ว่า
ผู้อื่นซี่งรู้เรื่องดี แต่ไม่ใช่แกนนำ ก็สามารถใช้สิทธิที่จะชี้แจงได้

ทั้งนี้เพราะเรื่องต่างๆที่เล่าให้ฟังนั้น นอกจากแกนนำพันธมิตรฯ และคุณสุริยะใส กตะศิลา ในฐานะ
ผู้ประสานงานแล้ว ยังมีผู้รับรู้และรู้เห็นอยู่หลายท่าน เช่น ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ สุรวิชช์ วีรวรรณ
ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย อัญชลี ไพรีรักษ์ และอีกหลายๆคน จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ลงชื่อ (สนธิ ลิ้มทองกุล)

ตัวแทนแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

พล.ตรีจำลอง ศรีเมือง , นายพิภพ ธงไชย , นายสมเกียรติ์ พงษ์ไพบูลย์ , นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
***************************************


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Wed Jun 23, 2010 11:15 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ลิ้มหนีคดีหมิ่นซุก ฮ่องกง

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed Jun 23, 2010 11:02 pm

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-25.htm

ที่มา/อีเมล์วีระ
--------------------------------

คำชี้แจงจาก วีระ สมความคิด

วันอาทิตย์ ที่ 20 มิถุนายน 2553

"วีระ สมความคิด"...ชี้แจงจากอเมริกา

Posted by weera , ผู้อ่าน : 368 , 23:47:02 น.

หมวด : นักข่าวอาสา Share Share พิมพ์หน้านี้

"วีระ สมความคิด"...ชี้แจง

ถอดเทปการตอบคำถามของคุณวีระ สมความคิดในงาน “สานใจรวมพลังไทยเพื่อชาติ”
June 6, 2010 Los Angeles, CA โดย ดร. จอย ,คุณอรรคเดช ศรีพิพัฒน์
:

1. เกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างคุณวีระกับพันธมิตรและ ASTV

2. ทำไมคุณถึงไม่ออกรายการค้นคนโกงอีก

3. ปัญหาเรื่องเขาพระวิหารไปถึงไหนแล้ว และจะดำเนินต่อไปอย่างไร

4. ได้ข่าวว่าคุณสนธิ คุณวีระแยกทางกันหรือเปล่า

คุณวีระ สมความคิด :
ผมไม่ได้แต่งงานกับคุณสนธิ ก็เลยไม่ได้แยกทางกัน... ไม่ได้แยกทางกัน เพียงแต่ว่า
คุณสนธิอาจจะเข้าใจผิดและก็ไม่ได้ให้โอกาสผมนะครับ และก็แกอาจจะรักผมมากไปมั้ง
อยากจะให้ผมอยู่กับแก แต่ผมไม่สามารถอยู่กับแก แกอยากให้ผมเนี่ยลาออกจาก
เครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชั่น มาอยู่กับมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน

ที่ผมทำไม่ได้ นะครับ เพราะว่าผมทำองค์กรของผมเนี่ยด้วยจุดยืนที่อยากจะแก้ปัญหา
ทุจริตคอรัปชั่นในสังคมไทย และก็ความมุ่งมั่นที่จะรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน
ผมไม่ต้องการที่จะไปอยู่ภายใต้... นะครับ การดูแล หรือครอบงำจากใคร
ผมต้องการอิสระ (ปรบมือ)

ถึงแม้จะเป็นความหวังดี ก็ตามแต่ นะครับ แต่ถ้าเป็นความหวังดีแล้วเนี่ย ทำให้ผมต้องเสียจุดยืน
แล้วก็ มันทำให้เกิดปัญหาในการทำงานเนี่ย นะครับ ผมก็มิอาจที่จะรับความหวังดีของท่านได้
ผมคงขอทำงานอย่างมีอิสระ นะครับ ที่จะไม่ให้ใครกล่าวหาผมได้ว่าเป็นคนของ ASTV
แต่ผมอยากเป็นคนของประชาชนครับ (ปรบมือ)

ผมก็ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับคุณสนธิ ทุกวันนี้ก็ไม่ได้โกรธคุณสนธิ เพียงแต่คุณสนธิเนี่ย
แกอาจจะหวังดีกับผมมาก และก็อยากที่จะช่วยแก้ข้อกล่าวหา เพราะว่า มีคนที่ไปกล่าวหาผม
โดยที่เขาเนี่ยเคยที่จะมาใกล้ชิดผม แต่ไม่ใช่คนที่เป็นลูกน้องผมนะ


ผมไม่ได้จ้างเค้า คือเค้าเป็นภรรยาของคนขับรถผม และเค้ามีโอกาสได้เข้ามาใกล้ชิดผม
อยู่พักหนึ่งและในช่วงที่ผมไปทำธุรกิจที่เขาพระวิหารเนี่ย เขาก็เป็นคน
ที่ไปรับการบริจาคจากคนที่ช่วยสนับสนุนทั้งเงินและสิ่งของและ
ก็มีคนยืนยันว่า เค้าแอบยักยอกเงินที่ประชาชนสนับสนุนผม


พอผมจับได้ ผมก็ให้เขาห่างออกไป แต่ผมไม่ได้ว่าอะไรนะ ก็คือให้ห่างออกไป นะครับ
เขาก็โกรธและก็ไปบิดเบือนข้อมูลกับคุณสนธิ โดยไปฟ้องคุณสนธิบอกว่าผมเนี่ยนะครับ
ร่ำรวยแล้ว มีเงินมีทองมากมาย ผมแอบไปปลูกบ้านที่ภาคเหนือ 20 ล้านบ้างล่

ผมเนี่ยไปซื้อบ้านอยู่ในหมู่บ้านนวธานี ที่เป็นหมู่บ้านเศรษฐี บ้านผมมีรถตั้ง 5 คัน แต่ไม่เคย
ที่จะมาให้โอกาสผม ในการที่กล่าวหาผมแล้วนี่ ไม่ได้มีหลักฐานชัดเจน

คุณสนธิก็เรียกผมไปพบเรื่องนี้ แล้วก็บอกว่า มีคนเขากล่าวหาอย่างเนี้ย และก็เป็นคนของคุณ
ผมก็บอกว่า ”พี่ธิเรียกมาพบเลยครับ เขาพูดอะไรบ้าง”

แกก็ไม่พูดรายละเอียดให้ผมฟัง แต่แกไปพูดให้กับคนใกล้ชิดแกนนำคนอื่นและแกนนำคนอื่น
ก็เอาไปพูดบอกกันเต็มไปหมดนะครับ ผมก็ไม่มีโอกาสที่จะได้พูดกับคนทั้งประเทศ
เพราะผมพูดมันผ่านสื่อ มันก็เหมือนกับการไปสาวไส้ คนที่เสียประโยชน์คือพวกเรา
คนที่เสียหายก็พวกเรา คนได้ประโยชน์คือศัตรูของเรา


ผมก็ต้องอดทนมาโดยตลอด นะครับ ผมไม่มีหรอกครับบ้าน 20 ล้าน บ้านนั้นไม่ใช่บ้านของผม
ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผมเลยนะครับ คนที่พูดเนี่ยเขาเคยติดตามผมไป เมื่อครั้งที่พันธมิตร
จังหวัดลำปางจัดงานและผมก็พาพวกการ์ดพวกเขานี่ที่ดูแลผมไปพักที่บ้านหลังนี้ เหมือนกับผม
มาพักบ้านพี่ประสารนี่แหละครับ ถ้าอย่างนั้นเนี่ย เดี๋ยวมันก็ไปพูดอีกว่าผมเนี่ยมีบ้านที่ L.A.
หลังละตั้ง 1 ล้าน 7 แสนดอลลาร์ คือถ้าผมไปพักบ้านใครแล้วบ้านนั้นจะเป็นบ้านผมทันที นะครับ

อย่างนี้เป็นธรรมกับผมไหมครับ โดยที่ไม่มีการพิสูจน์เลย และบ้านผมที่นวธานีก็บอกนะครับว่า
เป็นบ้านมรดก นะครับ คุณพ่อผมก็ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต สร้างตัวมาก็สามารถที่จะซื้อบ้าน
ในนวธานีได้ นะครับ คุณพ่อผมก็ทำงานด้วยความขยันขันแข็ง พ่อผมไม่ได้ไปโกงใครนะครับ
พ่อผมทำธุรกิจ ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่ข้าราชการ ได้แต่สอนลูกว่าอย่าไปเอาเปรียบใครนะครับ
ผมก็ไม่เคยไปคดโกงใคร บ้านนั้นน่ะอยู่มาตั้งแต่ 2519 ครับ ทุกวันนี้จะพังเต็มแก่แล้ว
ท่อน้ำก็ตันหมดแล้ว ไฟฟ้าสายไฟก็เก่าจนชอบช็อตเป็นประจำ

ก็กำลังคุยกันในระหว่างพี่น้องว่าจะเอาอย่างไรดี จะรื้อบ้าน หรือจะต้องซ่อมบ้านใหญ่กันสักทีดีไหม
เพราะเราอยู่กันมานานตั้ง 30 กว่าปี รถ 5 คัน ผมมีพี่น้อง 5 คน มีรถคนละคันไม่ได้หรือครับ
มันผิดอะไรนักหนาหรือครับ ทำไมถึงมากล่าวหาผมอย่างนี้

แล้วบอกว่า ผมรับเงินบริจาคไม่โปร่งใสเนี่ย ผมก็อยากจะย้อนถามครับว่าผมเคยไปเอ่ยปาก
ขอเงินใคร เคยได้ยินผมขอบริจาคสักครั้งหนึ่งไหมครับ
ผมเคยไหมครับ ที่บอกว่าพ่อแม่พี่น้อง
ช่วยมาบริจาคเงินให้ผมหน่อย ผมเคยพูดไหมครับ ผมไม่เคยเอ่ยปากขอเงินใครนะครับ
คนที่เขาศรัทธางานผม เขาเห็นผมทำงานอย่างมุ่งมั่น และเขาเห็นว่าผมเนี่ยต้องเสียสละ
ความก้าวหน้าในชีวิตทั้งหมด

ผมตั้งกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของผมตั้งแต่ปี 2531 กับกลุ่มเพื่อนข้าราชการ และเราก็ทำงานมาเนี่ย
ผมใช้ทุนของผมเป็นส่วนใหญ่ เขาจึงมอบความไว้วางใจและความรับผิดชอบให้ผมเป็นประธานกลุ่ม
มาตั้งแต่ปี 2531 ผมทำงานไปด้วยและก็เอาเงินที่ผมทำงานเนี่ย ที่ทำธุรกิจร่วมกับครอบครัวเนี่ย
เอามาจุนเจือกลุ่มในการทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ ไม่เคยไปขอเงินใครแม้แต่บาทเดียว (ปรบมือ)

เดี๋ยวครับ อีกนิดหนึ่งครับ ยังไม่จบ ถ้าไม่พูด เดี๋ยวจะไม่เข้าใจ นะครับ ผมขอพูด ผมไม่มีโอกาสพูด
ผมอยากพูดให้หมด ไม่ต้องให้คาใจ ผมเนี่ยเอาเงินของผมที่ได้จากการทำงานมาทำประโยชน์
ให้ส่วนรวม โดยไม่ใช่แบบ NGO... NGO เนี่ยต้องมีเงินทุนก่อน
ถึงจะทำเป็นโครงการเป็นโปรเจ็ค


แต่ผมเป็นประชาชนที่มีความสำนึกอยากจะตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน และก็ไม่ใช่ผมคนเดียว
ผมร่วมกับกลุ่มของผม ตอนแรกมีประมาณ 7 คน เราก็ทำงานกันมา โดยที่ผมเนี่ยเป็นคนที่
ลงทุนลงแรงมากที่สุด เพราะผมเป็นคนเดียวของกลุ่มที่ไม่ใช่ข้าราชการ และก็ทำมาโดยตลอด
นะครับ จนถึงปี 2543 ที่ต้องมีคดีความกับพลตรีสนั่น นะครับ ปรากฏว่า ครอบครัว และธุรกิจ
ที่ผมทำร่วมกับพี่สาว ถูกบีบจากอำนาจการเมือง พี่สาวผมก็ยื่นคำขาดว่าจะเอาอย่างไง
ถ้าผมยังทำงานนี้ต่อไป จะกระทบกับธุรกิจ ผมต้องวางมือเลยครับ หยุดทำงาน มาทำงาน
ให้กับสังคมอย่างเดียว มีเงินที่ผมสะสมไว้เนี่ยประมาณล้านบาท

ผมต้องใช้เงินของผมโดยที่ไม่ต้องไปขอใครเนี่ยนะครับ ตั้งแต่ปี 2543 มา แล้วก็สู้คดีกับพลตรีสนั่น
ที่เขาฟ้องผม หมิ่นประมาท เขาเรียกค่าเสียหาย 150 ล้าน ผมสู้ อยู่ 11 ปี ด้วยเงินของผมเนี่ยละครับ
ไม่เคยไปขอเงินใครเลย (ปรบมือ) นะครับ ผมทำประโยชน์ให้ส่วนรวม แต่เวลาที่ผมถูกไอ้พวก
นักการเมืองฟ้องผมเนี่ย ผมต้องใช้เงินของตัวเองและก็บางครั้งไม่พอก็ต้องขอพี่สาวผม ขอแม่ผม
จนเงินผมหมด

ภรรยาผมเนี่ยต้องขอหย่าจากผมในปี 2546 เขาทนไม่ได้ ที่ผมไม่ทำงานแล้วมาทุ่มเทให้กับ
การทำประโยชน์ โดยไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนอะไรเลย


เขาแต่งงานกับผมตั้งแต่ปี 2535 ปี 2546 ปลายปีเขาบอกว่า เขาทนไม่ได้แล้ว ผมต้องเลือกแล้ว
ระหว่างเขากับงาน ผมบอกว่าผมรักทั้งคู่ ผมรักเขาและงาน ผมไม่ต้องการเลือก ผมอยากให้
ทั้งคู่อยู่กับผม แต่เขาบอกไม่ได้ ในที่สุดเขาก็ต้องตัดสินใจหย่ากับผม ผมก็ต้องเสียภรรยา
ที่ผมรักไป นะครับ


ผมถึงอยากจะบอกไงครับว่าผมมุ่งมั่นขนาดนี้ แล้วมากล่าวหาว่าผมคดโกงเงินที่เขาบริจาคให้ผม
ผมทำงานถ้าผมจะโกงเนี่ย ผมจะมาโกงเงินที่ท่านบริจาคทำไม มันไม่ได้มากมายหรอกครับ
ทำแบบคนอื่นสิครับ คนที่ขายอุดมการณ์

ที่ผ่านมามีคนติดต่อผมตลอดนะครับ ด้วยเงินระดับ 100 ล้านขึ้นทั้งหมด แทบจะทุกคดี
ผมเอาเงิน 100 ล้านไม่ดีหรือครับ ถ้าผมจะเอา โอกาส นะครับ หรือเครดิตที่สังคมให้ผมเนี่ย
ซึ่งก็เป็นสิทธิของผมด้วยใครจะมาตรวจสอบผม เพราะผมไม่ใช่ข้าราชการ
กฏหมายทำอะไรผมไม่ได้เลยนะครับ

เพราะไอ้คนให้เงินผมมันเป็นคนโกง ทำอะไรผมไม่ได้เลย ถ้าผมจะรับเงินพวกนี้ก็เป็นสิทธิของผม
แม้แต่คิดผมยังไม่คิดเลย ทุกคนที่มาเสนอให้ผมนี่นะครับ (ปรบมือ) ผมก็จะบอกกับเขาทุกคนว่า
ไม่ต้องเอาเงินมาให้ผม และก็ไม่ต้องฆ่าผม ผมขอแค่ 2 อย่าง แล้วคุณมาทางไหน
คุณก็กลับไปทางนั้น นะครับ

ผมไม่จำเป็นเลยนะครับที่จะต้องมาทุจริตเงินที่พี่น้องประชาชนมาบริจาคให้ กับผม
เพราะคนที่บริจาคเงินมาให้ผมเขาเอาเงินที่บริสุทธิ์ เขาไม่ได้โกงใคร ผมไม่ได้รับเงินคนโกงครับ
(ปรบมือ) และผมก็บริสุทธิ์ใจ ในการทำงานผมไม่เคยสร้างภาพหลอกใคร

ผมไม่เคยไปเสแสร้ง สิ่งที่ผมทำผมเล่าให้ท่านฟังในเบรคแรก ผมทำด้วยความตั้งใจผมทำ
อย่างดีที่สุด อย่างมีคุณภาพ ไม่ได้ทำเพื่อต้องการอะไร นะครับ ดังนั้นผมไม่จำเป็นเลยครับ
ในเมื่อท่านบริสุทธิ์ใจให้ผม และก็ไม่เคยมีใครนะที่ให้เงินผม และก็มีข้อต่อรองกับผมว่า
คุณวีระ คุณเอาเงินไปคุณต้องไปทำอย่างนี้นะ ต้องอย่างนี้ อย่างนี้นะ คุณต้องมารายงานฉันนะ
ไม่มีเลยสักรายหนึ่ง และถ้ามีอย่างนั้น ผมก็ไม่รับ ผมก็จะบอก พี่เอาเงินคืนไปเถิดครับ
เพราะผมไม่รับจ้างทำงานครับ ผมทำเพราะผมอยากทำ (ปรบมือ) นะครับ

อันนี้ก็คือสิ่งที่ผมอยากบอกให้ทุกท่านเข้าใจ นะครับ ว่าผมไม่จำเป็นต้องมาโกงตัวผมเองหรอกครับ
ถ้าอยากจะโกง ผมก็ควรจะรับเงินจากไอ้คนโกง ซึ่งมันจะได้เป็นร้อยล้าน แล้วกฏหมาย
ทำอะไรผมไม่ได้ด้วย นะครับ

อันนี้ก็อยากจะบอกให้ทุกท่านเข้าใจว่า คนอย่างผมไม่เลวหรอกครับ นะครับ ผมไม่เลวอย่างนั้น
หรอกครับ ถ้าผมเลว ผมไม่อยู่มาถึง 20 กว่าปีหรอกครับ โดยที่คนที่ผมตรวจสอบนี่ ที่ควรจะแฉผมเนี่ย
ไม่เคยมีแม้แต่คนเดียวมาแฉผมได้เลย นะครับ (ปรบมือ)


แล้วก็เรื่องเขาพระวิหารเนี่ย ต้องบอกกับทุกท่านเลยครับว่า ยูเนสโกเนี่ยแอบไปขึ้นทะเบียน
ตัวปราสาทเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 2551 แล้วครับ เราไม่เคยรู้เลยครับ หลักฐานนี้ผมเพิ่งรู้มา
เมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมาก่อนมานี่ เพิ่งรู้มาเมื่อสองอาทิตย์นี้เองครับ ตัวปราสาทนี่ยูเนสโก
ขึ้นทะเบียนไปเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่พื้นที่โดยรอบที่เรากำลังต่อสู้กันอยู่ แล้วยูเนสโก
ก็ทำผิดระเบียบของตัวเอง เพราะว่าการไปขึ้นทะเบียน แอบไปขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารนี่
มันก็ผิดกับกฏบัตรของตัวเองที่บอกว่า ถ้ามรดกโลกชิ้นใดนั้นมันอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง
ต้องได้รับการยินยอมจากประเทศนั้นก่อน

ผมก็ไม่รู้ว่าใครไปยินยอมให้กัมพูชา ถามรัฐบาล ๆ บอกไม่ได้ยินยอม ถามกระทรวงการต่างประเทศ ๆ
บอกไม่รู้เรื่อง แล้วใครมันไปยินยอมยกให้ ผมถามหน่อยเถอะ แล้วการที่จะไปยินยอมนี่มันต้องผ่าน
รัฐสภา เห็นไหมครับ ยูเนสโกก็เป็นองค์กรที่หาประโยชน์ แล้วก็เอาเปรียบประเทศเล็กๆ นี่ก็คือ
สิ่งที่ผมต้องต่อสู้ต่อไป นะครับ ไม่ได้หยุดครับ หลังจากที่ผมพยายามเปิดโปงมาโดยตลอดเนี่ย
ผมกลับประเทศไทยไป ผมต้องรีบกลับไปทำวีซ่า เพื่อที่จะเดินทางไปประเทศฝรั่งเศส เพราะเขาจะ
ประชุมครั้งสุดท้ายวันที่ 25-4 มิถุนา นะครับ ที่ประเทศบราซิล แต่เราจะไม่ไปประเทศบราซิล
เราจะไปที่สำนักงานใหญ่ของยูเนสโกที่ประเทศฝรั่งเศส

ทำทุกอย่างครับ และการไปนี่ ผมก็ไม่ได้ไปขอเงินใครด้วย ผมก็เอาเงินที่พ่อแม่พี่น้องบริจาคให้ผม
ไว้แล้วเนี่ย เอาเป็นทุนในการทำงานครับ แล้วทุกครั้งก็เป็นเงินของพ่อแม่พี่น้องทั้งสิ้นนี่แหละครับ
(ปรบมือ) แล้วถ้าใครบอกว่าผมนี่ร่ำรวยอะไรเนี่ย ผมจะบอกหน่อยเถอะนะ
เวลาจัดขบวนรักษาผลประโยชน์ของชาติ ไปทำเรื่องเขาพระวิหารนี่
ผมต้องหมดเงินไปเจ็ดแสนบ้าง สามแสนบ้าง เพราะผมต้องรับผิดชอบ


อย่าไปคิดว่าทุกคนไปแล้วนี่นะ ต่างคนต่างดูแลตัวเอง อันนั้นส่วนหนึ่ง แต่เรื่องเครื่องเสียงละครับ
เรื่องความปลอดภัยที่ผมต้องจ้างการ์ด การ์ดที่ต้องเป็นพวกมืออาชีพ ไม่ใช่พวกท่านนะครับ
ที่จะไปสู้กับไอ้พวกทหารเขมรหรือพวกตำรวจที่ท่านต้องฝ่าด่าน หรืออันธพาลที่เขาจัดมา
ทำลายเรา เราต้องใช้มืออาชีพ แล้วพวกนี้เราต้องตอบแทนเขา ไหนจะค่าน้ำมันรถ
ไหนจะค่าอาหารส่วนกลาง ที่พักส่วนกลาง

เราก็ต้องสนับสนุนให้กับสีสรรค์อโศกที่เราไปใช้สถานที่พัก ผมต้องใช้เงินทั้งนั้นครับ
แต่ก็เป็นเงินที่พ่อแม่พี่น้องบริจาคมาให้นะครับ ผมก็ไม่เคยที่จะได้เงินมาแล้วก็เก็บมา
หาความสุขใส่ตัวเพราะผมไม่มีโอกาส

อยู่เมืองไทยผมไม่มีโอกาสไปหาความสุขส่วนตัวที่ไหนครับ ออกจากบ้านไปทำงาน
ไปยังจุดต่างๆ แล้วกลับบ้าน ผมไม่มีโอกาสไปเดินถนน ไม่มีโอกาสไปไหนหรอกครับ
เพราะว่าผมอันตรายครับอยู่เมืองไทย ผมมีโอกาสเดินไปไหนมาไหนอย่างสบายใจ
ก็เฉพาะที่นี่แหละครับ (ปรบมือ)

แต่ที่ประเทศไทย ผมหมดโอกาสแล้ว ดังนั้นผมจะไปเสพสุขที่ไหนเนี่ย มันไม่มีที่ให้ผมไป
เสพสุขหรือแอบไปหาความสุขอะไรเลยครับ ไม่มีหรอกครับ นะฮะ

เอาเรื่องรายการค้นคนโกง ก่อน คือคุณสนธิเนี่ยเรียกผมไปคุยก่อน เรื่องที่มีคนกล่าวหาผม
แล้วแกก็หาทางออกให้โดยที่บอกว่าผมนี่ควรจะออกจากองค์กรของผม แล้วมาอยู่กับ
มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2552 นะครับ ผมก็บอกว่า “พี่ธิ ผมตัดสินใจเดี๋ยวนี้ไม่ได้หรอก ผมต้องกลับไป
คุยกับกลุ่มของผมก่อน ว่าเขาจะมีความเห็นอย่างไร นะ แล้วผมค่อยให้คำตอบ เพราะเรื่องนี้
ผมเหมือนคนที่ร่วมกันทำมาตั้ง 20 กว่าปี เสร็จแล้วผมจะออกจากองค์กรของผม เพียงแค่
ผมหวั่นไหวกับคำกล่าวหาที่เลื่อนลอย แล้วมาอยู่ภายใต้ร่มมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินนี่ ผมว่ามัน
มันต้องคิด คิดให้ดี”

แต่ผมยังไม่ทันกลับมาพูดคุยเลย คุณสนธิ ก็สั่งให้ผู้อำนวยการสถานี ASTV บอกโปรดิวเซอร์รายการ
ค้นคนโกงว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในรายการค้นคนโกง ห้ามประกาศเบอร์บัญชีรายการค้นคนโกง
ผมก็รู้สึกว่าเอ๊ะผมถูกบีบแล้วเหร
อ ทั้งๆ ที่มันเป็นเงื่อนไขในการทำรายการ

ผมได้เวลาจาก ASTV นี่ โดยคุณสนธิไม่คิดค่าเวลา นะครับ แต่มีเงื่อนไขว่าผมต้องผลิตให้ นะครับ
และผมก็ต้องรับผิดชอบค่าผลิตเองทั้งหมด จะแลกเปลี่ยนให้โดยทางสถานีจะประกาศเบอร์บัญชี
สนับสนุนรายการเพียงครั้ง เดียวตอนจบ โดยให้กาญจน์ จอมอินทา เป็นคนพูด

ผมได้เงินจากการผลิตรายการก็จากคนที่บริจาค เพราะอยากเห็นรายการนี้อยู่ต่อไป นะครับ
นี่คือเงื่อนไขที่ตกลงกัน แต่ปรากฏว่าผมถูกคุณสนธิบอกให้หยุดประกาศ มันก็เหมือนกับ
การตัดแขนขาผม ผมก็ทนทำมาตั้งแต่เดือนตุลา แล้วผมมาหยุดโดยทุกอย่างหมด หมดทั้งเงิน
ที่รับบริจาคมาไม่เพียงพอ และผู้ที่ร่วมงานในการผลิตรายการค้นคนโกง เขาก็ถอนตัวหมด
เพราะเขาไม่พอใจที่ผมถูกทำอย่างนี้

ผมทนทำมาอีกตั้งหลายเดือนจนถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ นะครับ ที่ไปออกรายการเป็นครั้งสุดท้าย
ไม่มีใครถอดรายการ แต่มันต้องหยุด หยุดโดยความจำเป็น นะครับ เพราะมันไม่สามารถทำต่อไปได้
ท่ามกลางการที่ผมถูกกดดัน จากทางสถานีและจากกลุ่มที่ร่วมทำงานกับผม ผมถูกกดดันทั้งสองด้าน
นะครับ และรายการอื่นๆ เนี่ย ไม่มีใครเชิญผมออกครับ จะมาบอกว่า ผมเนี่ยประท้วงหรือผมไม่มาออก
ไม่ใช่

เมื่อก่อนเขาเชิญผมทั้งวันทั้งคืน ผมไม่เคยขัดเลย และผมไม่เคยได้ค่าตัวจากการออกรายการ ASTV
แม้แต่รายการเดียว บาทหนึ่งไม่เคยได้เลย ค่าน้ำมันรถทุกอย่างผมก็ต้องอุทิศให้หมด ไม่เคยเรียกร้องด้วย

แต่ที่ผมไม่ได้ออกก็เพราะเขาไม่เชิญให้ออก แล้วผมจะมาออกได้อย่างไร การที่ผมไม่ได้มาออก
ASTV เนี่ย ท่านก็เข้าใจด้วยครับว่า เขาไม่เชิญผมออก

และการที่ผมต้องหยุดรายการค้นคนโกงก็ไม่ได้ถูกถอด มันออกโดยสภาพที่ผมเรียนให้ท่านทราบนะครับ
นะครับว่าผมก็ไม่สามารถที่จะทำรายการไปท่ามกลางที่ไม่มีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้กับรายการ
และก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเงินไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือเพื่อนร่วมงานผมไม่ยอมทำกับผมแล้ ครับ

ผมก็ต้องเปลี่ยนไปอยู่ช่องอื่น นะครับ ก็ไปทำอยู่ช่อง 13 สยามไท แล้วทางสันติอโศกเขาก็ให้ผม
ไปทำรายการเพิ่มอีกหลายรายการ แต่การไปทำรายการให้กับสันติอโศกมันเป็นรายการธรรมะ
เอ๊ยไม่ใช่ มันเป็นช่องธรรมะที่พ่อท่านโพธิรักษ์เนี่ยห้ามเรี่ยไร ห้ามบอกอะไรทั้งสิ้น ทุกคนที่มาท
ำต้องทำแบบ อะไรล่ะ ทำแบบเหมือนทำบุญน่ะ นะ มาทำฟรีหมด นะครับ แต่เขามีเวลาให้
ซึ่งตอนนี้ทั้งหมดนี่ผมมีรายการใหม่เพิ่มขึ้นอีก 3 รายการ

นอกจากรายการค้นคนโกง นะครับที่เราต้องยังทำอยู่ทุกวันนี้ แล้วเงินที่มา ก็มาจากพวกท่านนี่แหละครับ
ที่ยังบริจาคให้ผมอยู่ ผมมีแรงทำเท่าไหร่ มีแรงสนับสนุนให้การบริจาคเท่าไหร่ ผมก็ทำเท่าที่ผมทำได้
เต็มที่นะครับ นะครับ อันนี้ก็เป็นคำตอบที่อยากจะบอกให้ท่านทราบครับว่ารายการค้นคนโกง
ไม่ได้ถูกถอด แต่มันเป็นอย่างที่

********************************************************************************************
หมายเหตุ คุณอรรคเดช ศรีพิพัฒน์ / บก.นสพ.สยามมีเดีย ลอสแองเจอลิส สหรัฐอเมริกา
[/size]

http://www.thaioctober.com/forum/index.php?topic=1094.0

แกนนำคปต.ถูกลอบสังหาร


ภาพด.ต.ชิต ทองชิต จาก BK Anti-Corruption

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ด.ต.ชิต ทองชิต ได้ที่ http://www.oknation.net/blog/Anti-Corruption


ดาบชิต เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่ปี 2549


ดาบฯ ชิต ทองชิต (สวมหมวกคาวบอย) ยืนภาคภูมิใจอย่างหายเหนื่อย
หลังหอบหิ้วต้นกล้าข้าว 6 มัดใหญ่เข้าไปดำนาใน "ทำเนียบประชาชน"
แล้วเสร็จ จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการประกาศสู้ไม่ถอยของชาวพันธมิตรฯ
และเป็นจุดดึงดูดผู้ชุมนุมให้ไปเยี่ยมชมและถ่ายรูปกับแปลงนาเป็นที่ระลึก


http://www.innnews.co.th/crime.php?nid=153369

20 มกราคม 2552 12:52:18

แพทย์ชันสูตรศพดต.ชิตพบเศษตะกั่วในศีรษะ

แพทย์ชันสูตร พบ เศษตะกั่วในศีรษะ ด.ต.ชิต ทองชิต อดีตตำรวจทางหลวงจอมแฉ
คาดถูกยิงระยะไกล ขณะที่ญาติ ติดต่อขอรับศพกลับไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
ในช่วงบ่ายวันนี้


พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ เสาวคนธ์ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยผล
การชันสูตรศพ ด.ต.ชิต ทองชิต อดีตตำรวจทางหลวงที่ออกมาเปิดโปงเรื่องส่วยทางด่วน
จนถูกยิงเสียชีวิตเมื่อ วันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา ว่าผู้ตายถูกยิงจากระยะไกลกระสุน
ถูกบริเวณกะโหลกศีรษะด้านหลังทะลุด้านหน้า ซ้ายมีเศษตะกั่วติดอยู่ภายใน
บริเวณหน้าผากด้านในกะโหลกแตกรูกระสุนมีขนาดความกว้าง 0.5 เซนติเมตร

ตรวจสอบไม่พบรูกระสุน บริเวณกะโหลกจึงคาดว่าอาจจะถูกตัดไปก่อนหน้านี้แล้ว

ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากสมองบวมและสมองตายจนทำให้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม
ในช่วงบ่ายของวันนี้ญาติของผู้ตายได้เข้ามาติดต่อขอรับศพเพื่อนำไปบำเพ็ญกุศลแล้ว

http://talk.mthai.com/topic/44547

จ่อยิง ดาบชิต ตร.จอมแฉส่วย มือปืนซัดกลางไร่ เต็มหัว-ยังโคม่า!

มือ ปืนบุกจ่อยิงโหด "ดาบชิต" ตำรวจตงฉิน อดีตแฉส่วยทางหลวงจนโด่งดัง
เผยเป็น ลูกซองกระสุนโดนเข้าที่ศีรษะด้านซ้าย อาการโคม่า ก่อนเกิดเหตุ
นำคนงานลูกจ้าง 2 คน เข้าไปตัดไม้ไผ่ คนร้ายลอบเข้าไปยิงแล้วหลบหนี
เผยหลังลาออกจากราชการมาทำธุรกิจส่วนตัวแต่ยังช่วยเหลือเจ้าหน้าที่
ในการจับกุมปราบปรามพวกทุจริต


เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 15 ม.ค. พล.ต.ต.ชาญเทพ เสสะเวช ผบก.ภ.จว.ราชบุรี พร้อม
พ.ต.อ.ไพจิต รัตนดิกล ณ ภูเก็ต ผกก.สภ.ปากท่อ รับแจ้งเกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน
ใช้อาวุธปืนลูกซองเบอร์ 12 ยิง ด.ต.ชิต ทองชิต อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 13/1 หมู่ที่ 6 ต.คลองโคน
อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม อดีตตำรวจติดตาม พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อดีต ผบ.ตร.
และอดีตเคยแฉเรื่องส่วยทางหลวง

ที่เกิดเหตุบริเวณภายในไร่ปลูกไม้ไผ่รวก หมู่ที่ 7 บ้านห้วยยางโทน ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี
สภาพของ ด.ต.ชิต ถูกกระสุนเข้าที่ศีรษะด้านซ้ายฝังในกะโหลกแตก อาการสาหัสถูกนำส่ง
โรงพยาบาลราชบุรี แพทย์ให้การช่วยเหลือปั๊มหัวใจและดูดเลือดที่คั่งออก แต่อาการยังอยู่ในขั้นโคม่า

สอบสวนทราบว่าก่อนเกิดเหตุ ด.ต.ชิต พร้อมคนงานลูกจ้าง 2 คน เข้าไปตัดไม้ไผ่เพื่อนำไปขาย
กับผู้ประกอบกิจการเลี้ยงหอยแมลงภู่ที่จังหวัด สมุทรสงคราม ขณะรอขนไม้ไผ่ขึ้นรถกระบะยี่ห้อ อีซูซุ
ดีแมคซ์ ทะเบียน บท-2541 เพชรบุรี อยู่นั้น มีคนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองบุกมายิงในลักษณะเผาขน
โดยที่เกิดเหตุเป็นไร่ไผ่เป็นทางตันไม่มีถนนเข้า-ออก คน ร้ายใช้เดินเท้าเข้ามาก่อเหตุแล้วหลบหนี

นางวารี แก้วปากเปาะ คนงานตัดไม้ไผ่ให้การว่า ตนและสามีคือนายวิชัย แก้วปากเปาะ เป็นลูกจ้าง
ทำสวนในไร่ของ ด.ต.ชิต มา 3 ปีแล้ว ก่อนเกิดเหตุขณะเข้าไปตัดไม้ไผ่มัดละ 10 ลำ เตรียมแบก
มาส่งริมทางในไร่ โดย ด.ต.ชิต รอขนขึ้นรถกระบะ ขณะตัดไม้อยู่นั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด
จึงวิ่งมาดูพบว่า ด.ต.ชิต ถูกยิง จึงวิ่งไปตามสามีหาม ด.ต.ชิต ส่งโรงพยาบาลปากท่อ
ก่อนที่จะส่งตัวไปรักษาที่โรงพยา บาลราชบุรี

สำหรับประวัติของ ด.ต.ชิต ทองชิต อดีตเคยเป็นตำรวจทางหลวงเพชรบุรี และเป็นตำรวจติดตาม
พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อดีตผบ.ตร. ก่อนถูกย้ายไปเป็นหัวหน้าตู้ยามบ้านห้วยยางโทน อ.ปากท่อ
จากนั้นก็ขอลาออกจากข้าราชการตำรวจมาทำกิจการของตัวเองคือปลูกไม้ไผ่รวกและเลี้ยงปลาสลิด
อยู่ที่บ้านแพรกหนามแดง ต.คลองโคน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม แม้จะออกจากราชการแต่ยังมีวิญญาณ
ตำรวจตงฉิน เมื่อเห็นอะไรผิด ด.ต.ชิต มักจะแจ้งเจ้าหน้าที่จับกุม โดยเฉพาะเรื่องส่วยทางหลวง ด.ต.ชิต
จะแจ้งตำรวจจับรถบรรทุกเกินน้ำหนักโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

ล่าสุด ด.ต.ชิต สมัครเป็นสมาชิกเครือข่ายประชา ชนต้านคอร์รัปชั่น
ร่วมกับนายวีระ สมความคิด
ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการ และมีคดีที่โด่งดัง
อาทิ กรณีตำรวจเพชรบุรียัดยาบ้า ให้ผู้ต้องหา 2 เม็ด เป็นแกนนำในการร้องเรียนตำรวจและ
อัยการจนถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน อีกทั้งเป็นผู้เรียกร้องให้ประชาชนตรวจสอบเรื่อง
ที่ดินราชพัสดุ ที่เพชรบุรี จนมีการถวายฎีกาสำนักพระราชวัง ทำให้มีผู้เสียผลประโยชน์ในที่ดิน
อีกทั้งคดีค้างเก่าที่มีการฟ้องร้องแฉเรื่องส่วยสติ๊กเกอร์รถบรรทุกบนทางหลวง

สำหรับการถูกยิงครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้ว คาดว่าคนร้ายน่าจะรู้จักกับ ด.ต.ชิต
ส่วนสาเหตุก็มุ่งไปที่ความแค้นส่วนตัว โดยเฉพาะการแฉกลุ่มทุจริตคอร์รัปชั่น

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก ข่าวสด

http://www.boringdays.net/burial-dab-chid/

งานศพดาบชิต (ด.ต.ชิต ทองชิต)

23 January 2009 - 09:33

วานนี้ (๒๒ มกราคม) เครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น ป.ป.ช. ภาคประชาชน ชมรมร่วมใจไทยกู้ชาติ
และมิตรกลุ่มอื่นๆ ร่วมเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมงานบำเพ็ญกุศลศพ ด.ต. ชิต ทองชิต (ดาบชิต)
ที่วัดป้อมแก้ว ตัวเมืองสมุทรสงคราม งานศพจัดที่ศาลาฉัน เป็นตึกใหญ่สุดอยู่ตรงประตูใหญ่
(เลยประตูวัดไปหน่อยนึง)



ผมเดินทางไปพร้อมกับทีมงาน ป.ป.ช. ภาคประชาชน นำโดยพี่ประเทือง ป้าเพ็ญ และพี่ชัย
สมทบกับทีมงานที่เดินทางไปต่างหาก ช่วงเย็นพันธมิตรฯ จากชะอำสองคันรถตู้เดินทางกลับ
จากกรุงเทพแวะมาเคารพศพและเป็นกำลังใจญาติ ผมเก็บภาพบรรยากาศงานบางส่วนมาฝาก





ในงานมีพวงหรีดจากพันธมิตรฯ พื้นที่ต่างๆ สื่อหลายแขนงที่เคยมีส่วนร่วม
การเปิดโปงส่วยต่างๆ ตั้งแต่ครั้งปี ๔๒ คุณวีระ สมความคิด คุณประทิน สันติประภพ
คปต. ป.ป.ช. ภาคประชาชน ฯลฯ

ยกเว้น เอเอสทีวี-ผู้จัดการและพันธมิตรฯ ส่วนกลาง
ที่ไม่มีไม่เห็นไม่ปรากฏ!






ในศาลาฉันมีนิทรรศการเล็กๆ ประวัติผลงาน เกียรติประวัติการต่อสู้เปิดโปงต่างๆ พร้อมฉายวีดีทัศน์









ประมาณ ๖ โมงเย็น เครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น ป.ป.ช. ภาคประชาชน ร่วมกันแถลงข่าวเรียกร้อง
ให้มีการติดตามคดีหาตัวมือสังหารและผู้เกี่ยวข้อง บงการมาดำเนินคดี คุณวีระเปิดปมกระสุนสังหารว่า
เป็นฝีมือของมืออาชีพ ระบุชนิดกระสุนและการยิง ตั้งข้อสังเกตเชื่อมโยงผู้เสียประโยชน์บางกลุ่ม





พี่หน่อยและน้องนีม เดินทางมาร่วมงานด้วยเป็นการส่วนตัวในฐานะพันธมิตรฯ คนหนึ่ง
เพื่อเป็นเกียรติการต่อสู้ของดาบชิต ผู้มีบทบาทในฐานะ “ผู้ปิดทองหลังพระ” ในการชุมนุมตลอด ๑๙๓ วัน





ใกล้สองทุ่มเริ่มสวดอภิธรรม ญาติ พันธมิตร ร่วมงานเต็มศาลาหลังใหญ่













อย่างที่ผมเคยบอกไว้เมื่อคราวที่แล้วว่าดาบชิตมีบทบาทอย่างสำคัญหลายอย่าง โดยเฉพาะในส่วน
การรักษาความปลอดภัย บทบาทเด่นที่ไม่ค่อยมีใครทราบคือแปลงนาไทยคู่ฟ้า ที่เป็นผู้รับความคิด
ต่อจากพี่ประเทืองมาแปลงเป็นแปลงนา จัดหาต้นกล้า ทำรั้ว และเฝ้าดูแลตลอดการชุมนุมในทำเนียบ

งานบำเพ็ญกุศลศพจะมีถึงวันที่ ๒๘ มกราคม พันธมิตรฯ ท่านใดมีความประสงค์จะร่วมเป็นเจ้าภาพ
สามารถเดินทางไปได้โดยตรงที่วัดป้อมแก้ว ซึ่งอยู่ในตัวจังหวัดสมุทรสงคราม เดินทางสะดวก
ไปเส้นพระราม ๒ (ทางหลวง ๓๕) จนถึงทางแยกขวาเข้าสมุทรสงคราม จากทางแยกเข้าไป
ประมาณ ๕๐๐ เมตร ก็ถึงวัด หรือดูจากแผนที่ที่นี่

ท่านที่ไม่สะดวกเดินทางไปแต่ประสงค์จะร่วมทำบุญฯ ผมได้พูดคุยไว้กับพี่ชัย เพื่อหาช่องทาง
ที่เหมาะสมและสะดวก ซึ่งจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งภายหลัง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ