"วอลเตอร์ บาว"ยื่นฟ้องยึดทรัพย์สินของรัฐบาลไทย

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

"วอลเตอร์ บาว"ยื่นฟ้องยึดทรัพย์สินของรัฐบาลไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 19, 2010 1:41 pm

วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 09:25:09 น. มติชนออนไลน์

เก่งแต่ทะเลาะกัน"วอลเตอร์ บาว"จ่อยึดทรัพย์ไทย1,800 ล้านในต่างแดน

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบสถานการณ์ล่าสุด กรณีที่บริษัท วอลเตอร์ บาว จำกัด (Walter Bau) ผู้รับเหมาจากประเทศเยอรมนี ซึ่งเคยถือหุ้นบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ผู้รับสัมปทานโทลล์เวย์ สัดส่วน 9.87% ยื่นฟ้องรัฐบาลไทยกับศาลนิวยอร์ก และศาลนิวยอร์กพิพากษาให้รัฐบาลไทยชดเชยค่าเสียหายวงเงิน 29 ล้านเหรียญยูโร หรือประมาณ 1,500 ล้านบาท ตามคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เพื่อ ครม.จะได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

กรณีดังกล่าวเป็นการยื่นฟ้องโดยใช้สิทธิตามสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พ.ศ. 2545 โดยบริษัทวอลเตอร์ บาว ยื่นฟ้องในฐานะนักลงทุนเยอรมันที่มาลงทุนในประเทศไทย เรียกร้องค่าเสียหาย เป็นวงเงินรวม 6,000 ล้านบาท

แหล่งข่าวกล่าวว่า หลังศาลนิวยอร์กพิพากษาคดีนี้แล้ว บริษัทวอลเตอร์ บาว ได้ดำเนินการ 2 แนวทาง คือ 1.ทำหนังสือถึงรัฐบาลเยอรมันเพื่อขอความคุ้มครอง และทางรัฐบาลเยอรมันได้ทำหนังสือสอบถามมายังกระทรวงการต่างประเทศ เรื่องการชำระหนี้ เพราะก่อนหน้านี้คณะอนุญาโตตุลาการของไทยก็เคยมีคำชี้ขาดให้รัฐบาลไทยจ่ายค่าชดเชย แต่ถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้จ่าย 2.ทำเรื่องฟ้องต่อศาลนิวยอร์ก ให้ศาลออกคำสั่งบังคับให้รัฐบาลไทยดำเนินการตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และให้ออกคำสั่งไปทั่วโลก เพื่อให้สามารถยึดทรัพย์สินของรัฐบาลไทยมาชำระหนี้ หากไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

"ก่อนหน้านี้ ครม.มีมติไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อต่อสู้คดี ซึ่งที่ผ่านมาได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองชั้นต้นให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการแล้ว แต่ศาลไม่รับคำร้อง อยู่ระหว่างจะอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไป ทั้งต่อศาลไทยและศาลโลก หลังจากที่บริษัทวอลเตอร์ บาว ยื่นฟ้องต่อศาลนิวยอร์ก"

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า จากการหารือเรื่องนี้กับทางสำนักงานอัยการสูงสุด ยังสามารถโต้แย้งคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ โดยยึดตามข้อเท็จจริง เพราะบริษัทฟ้องเรียกค่าเสียหายด้วยเจตนาไม่สุจริต และคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ยุติธรรมด้วยเช่นกัน นอกจากนี้บริษัทไม่มีสิทธิจะฟ้องรัฐบาลไทย เพราะไม่ใช่คู่สัญญากับรัฐบาลโดยตรง เป็นเพียงแค่ผู้ถือหุ้นของโทลล์เวย์เท่านั้น

ประเด็นสำคัญก่อนหน้านี้รัฐบาลได้เยียวยาจากที่โทลล์เวย์เรียกค่าชดเชยไปแล้ว เช่น ขยายสัมปทานออกไปอีกถึงปี 2577 ให้ปรับค่าผ่านทางได้ตามสัญญาเดิม และล่าสุดวันที่ 22 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา ก็ให้ปรับค่าผ่านทางขึ้นรถยนต์ 4 ล้อ จาก 55 บาทเป็น 85 บาท ส่วนค่าชดเชยรายได้จากการให้ลดค่าผ่านทางเหลือ 20 บาทตลอดสาย กรมทางหลวงจ่ายชดเชยไปแล้ว 30 ล้านบาท เป็นต้น

"เท่าที่หารือกับอัยการสูงสุดในฐานะเป็นผู้ต่อสู้คดี อาจจะต้องใช้วิธีพิเศษว่าจ้างสำนักงานกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญด้านคดีระหว่างประเทศเป็นผู้ดำเนินการให้ ยังไม่รู้ว่าผลจะออกมายังไง แต่ต้องเร่งให้คดีจบโดยเร็ว เพราะมูลค่าเสียหายจากวันที่ชี้ขาดอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท ปัจจุบันผ่านมาเกือบปีรวมดอกเบี้ยแล้ว เพิ่มเป็น 1,800 ล้านบาท หากยืดเยื้อวงเงินก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ"

นายวีระ เรืองสุขศรีวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่าได้รับแจ้งเรื่องดังกล่าวและได้รายงานให้กระทรวงคมนาคมทราบแล้ว เพื่อเสนอ ครม.รับทราบ และหาแนวทางสู้คดี

ขณะที่นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า จะเดินหน้าอุทธรณ์คดีในชั้นศาลต่อไป เพราะมีคณะทำงานอยู่แล้วจากที่ ครม.มีมติแต่งตั้งช่วงก่อนหน้านี้ ทั้งจากอัยการสูงสุด กระทรวงการต่างประเทศ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เป็นต้น

แหล่งข่าวจากสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวกระทรวงต่างประเทศ ได้แจ้งให้นายกฯอภิสิทธิ์ ทราบเมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่เหลือเวลาต่อสู้ก่อนกระบวนการบังคับคดีจะเริ่มต้นไม่ถึง 2 เดือน โดยความล่าช้าทั้งหมดมาจากอัยการสูงสุดที่เก็บเรื่องไว้ จนอาจสร้างความเสียหาย ยิ่งเวลาเหลือน้อยโอกาสที่จะต่อคดียิ่งยากเข้าไปทุกที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้บริษัทยื่นฟ้องรัฐบาลไทยช่วงปี 2549 สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย โดยอ้างว่าได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลไทยผิดสัญญา อาทิ ขอให้ลดค่าผ่านทางเหลือ 20 บาทตลอดสาย และมีมาตรการไม่ให้บริษัทปรับค่าผ่านทาง นอกจากนี้ยังมีการสร้างทางแข่งขัน เช่น โครงการโฮปเวลล์ การก่อสร้างทางเบี่ยงบนถนนวิภาวดีรังสิต การก่อสร้างสะพานลอยที่แยกสุทธิสารบนถนนวิภาวดีรังสิต การย้ายสนามบินดอนเมืองไปสนามบินสุวรรณภูมิ ฯลฯ

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า บริษัทวอลเตอร์ บาว ของเยอรมนี เข้ามาถือหุ้นในบริษัท ดอนเมือง โทลล์เวย์ จำกัด ที่ได้รับสัมปทานในการก่อสร้างโทลล์เวย์ในประเทศไทย (ปัจจุบันวอลเตอร์ บาวล้มละลาย) ได้ยื่นฟ้องร้องรัฐบาลไทยผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ภายใต้ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทย-เยอรมนี ปี พ.ศ. 2545 โดยคณะอนุญาโตตุลาการมีที่ตั้งอยู่ ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ แต่กระบวนการไต่สวนดำเนินการในฮ่องกง ซึ่งฝ่ายไทยได้ดำเนินการซักค้านเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม และ 1 สิงหาคม 2550

อนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดในวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 ระบุว่าประเทศไทยผิดพันธกรณีภายใต้ความตกลง และต้องชำระค่าชดเชยจำนวน 29.21 ล้านยูโร พร้อมดอกเบี้ย คำนวณตามอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารในกลุ่มยูโร (6 month successive Euribor) ในอัตรา 2% ต่อปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2549 จนกว่าถึงวันชำระเงิน พร้อมทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีของฝ่ายวอลเตอร์ บาว จำนวน 1,806,560 ยูโร รวมทั้งดอกเบี้ยตามอัตราเดียวกับค่าชดเชยความเสียหาย

ในปี 2553 คณะทำงานดำเนินการเสนอคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่อศาลปกครองกลาง เพื่อเพิกถอนคำชี้ขาด ซึ่งต่อมาภายหลังศาลปกครองมีคำวินิจฉัยว่า คดีดังกล่าวไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง

ต่อมาผู้จัดการทรัพย์ของบริษัทวอลเตอร์ บาว ได้ยื่นคำร้องต่อศาลสหรัฐอเมริกา (Southern District of New York) เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2553 เพื่อบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ โดยใช้สิทธิตามอนุสัญญานิวยอร์กว่าด้วยการยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ทำในต่างประเทศ ซึ่งไทยและสหรัฐเป็นภาคี
กรณีนี้ศาลสหรัฐได้ออกคำสั่งรับรองคำชี้ขาดและออกคำตัดสินว่าประเทศไทยต้องรับผิดชอบการจ่ายเงินตามที่คำชี้ขาดกำหนด ในกรณีที่ไทยไม่ชำระตามคำตัดสิน ผู้ร้องอาจขอให้ศาลบังคับเอากับทรัพย์สินของรัฐบาลไทยที่อยู่ในเขตอำนาจได้

ทั้งนี้ ทรัพย์สินของไทยที่ได้รับความคุ้มครองพิเศษจากการถูกยึด ได้แก่ ทรัพย์สินของสถานทูตและตึกที่เกี่ยวข้องตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ทรัพย์สินของธนาคารกลางหรือหน่วยงานทางการเงิน โดยทรัพย์สินนั้นจะต้องเก็บไว้เพื่อบัญชีตัวเอง และไม่ใช้เพื่อการทำธุรกิจ และต้องไม่สละสิทธิการคุ้มครองโดยธนาคารหรือรัฐนั้นเอง และทรัพย์สินทางทหาร ที่ใช้เพื่อและเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางทหาร และอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานทหาร

สำหรับทรัพย์สินที่เสี่ยงต่อการถูกยึด แบ่งเป็นทรัพย์สินของรัฐ โดยสามารถกระทำได้กับทรัพย์สินใด ๆ ที่ใช้ในกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ถึงแม้จะไม่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องเดิม ทรัพย์สินอีกส่วนที่เสี่ยงต่อการถูกยึด คือ ทรัพย์สินขององค์กรที่รัฐเป็นเจ้าของ

คดีวอลเตอร์ บาว เป็นคดีแรกของไทยในการระงับข้อพิพาทภายใต้ความตกลงด้านการลงทุน ซึ่งการละเลยที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีของความตกลง และคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อไทย และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งในกรณีนี้ คือ ไทยและเยอรมนี รวมทั้งท่าทีดังกล่าวอาจทำให้การเจรจาความตกลงด้านการค้าการลงทุนต่าง ๆ หรือการส่งเสริมการลงทุนมีอุปสรรคมากขึ้น เพราะคู่เจรจาจะถามถึงการเคารพการปฏิบัติตามพันธกรณีที่ไทยได้ผูกพันไว้

นอกจากนี้ การที่วอลเตอร์ บาว อยู่ในฐานะล้มละลาย ผู้ร้องในคดีนี้จึงมีหน้าที่ต้องหาทรัพย์สินที่เหลืออยู่ของบริษัท เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการล้มละลาย ซึ่งประเด็นนี้อาจเป็นปัจจัยที่ฝ่ายไทยควรพิจารณาเพื่อกำหนดท่าทีถึงความเป็นไปได้ในการประนีประนอมยอมความ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ