ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

หน้า 1 จาก 2 1, 2  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed May 19, 2010 2:22 pm

ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 พฤษภาคม
2553

วิกฤตการณ์การเมืองทวีความตึงเครียดมาสู่จุดสูงสุดในวันนี้ เมื่อรัฐบาลปฏิเสธแผนการเจรจาปรองดอง
ที่วุฒิสภาเป็นตัวกลาง และสั่งกองกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมที่เวทีราชประสงค์ ทำให้เกิดเหตุ
บาดเจ็บล้มตายขึ้นอีกในวันนี้ โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตเบื้องต้นวันนี้ 17 ราย ในจำนวนนี้
เป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศ 3 ราย

ในเวลา13.20 นายจตุพร พรมหมพันธ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และแกนนำขึ้นปราศรัยบนเวทีว่า
จะเข้ามอบตัวที่สตช.เพื่อรักษาชีวิตผู้ชุมนุมไม่ให้สูญเสียไปมากกว่านี้"ไม่ใช่การยอมจำนน
การต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด แต่เพื่อรักษาชีวิตพี่น้อง ผมต้องขออภัยพี่น้อง ผมรู้ว่าพี่น้องเราพร้อมพลีชีพ
แต่แกนนำขอหยุดความตายให้พี่น้อง"

ขณะที่ผู้ชุมนุมโห่ร้องว่าพวกเขายอมพลีชีพ จำนวนมากที่ไม่เห็นด้วย ร้องไห้ และตะโกนขอให้สู้ต่อ
จนตัวตาย ซึ่งนายณัฐวุฒิได้กล่าวว่าเป็นความขมขื่นที่ต้องรอขอให้ยุติการชุมนุม และรักษาชีวิตไว้
ต่อสู้กันใหม่ ขอให้พี่น้องเดินทางกลับบ้าน ส่วนแกนนำจะเข้ามอบตัว

"นี่ไม่ใช่การสิ้นสุดการต่อสู้ หัวใจการต่อสู้ไม่เคยหมดไปจากหัวใจของพวกเรา ผมรู้ว่า
พี่น้องต้องรู้ว่าพวกเราทนเห็นภาพนี้ไม่ได้ จึงต้องขออภัย รู้ว่าเราเดือดยากมาหลายเดือน
แต่อยากบอกว่า มาหยุดความตาย เพราะฝ่ายชุมนุมเป็นฝ่ายตาย ผมไม่อยากให้เจอสภาพนี้
เพียงแต่เขามีเป้าหมายกับพวกผม อยากให้ทุกคนสบายใจ เราไม่เปลี่ยนความคิด"

หลังนายณัฐวุฒิปราศรัยจบ มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดต่อเนื่องในที่ชุมนุม
โดยไม่รู้เป็นการยิงจากฝ่ายใด

การต่อต้านได้ขยายวงกว้างออกไปนอกจากที่กรุงเทพฯ มีการเข้ายึดศาลากลางจังหวัดไว้หลายแห่ง
และยื่นข้อเรียกร้องให้หยุดเข่นฆ่าประชาชนที่ราชประสงค์และในกรุงเทพฯ ไม่เช่นนั้นอาจเผาทำลาย
สัญลักษณ์ของรัฐบาล โดยมีรายงานเบื้องต้นว่าได้มีการเผาศาลากลางจังหวัดขอนแก่น
และศาลากลางจังหวัดอุดรธานี

จัดชุมนุมสันติภาพที่สำนักงานUNราชดำเนิน

เมื่อเวลา12.30น.วันนี้ เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อสันติภาพ อันประกอบด้วยนักสิทธิมนุษยชน
ตัวแทนศาสนิกชน 3 ศาสนา และประชาชน ได้นัดชุมนุมสันติภาพขึ้นที่หน้าสำนักงาน
อาคารสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก เพื่อเรียกร้องความสมานฉันท์ และสันติภาพ
สำหรับประเทศไทย และได้ออกจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่ง มีรายละเอียดดังนี้

เรื่อง ขอให้หยุดการดำเนินการสลายการชุมนุมโดยทันที
และเดินหน้าสู่การเจรจาเพื่อสันติภาพ

กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ตามที่รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2553 ถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 42 วันแล้ว ประชาชนทั่วโลก
ประจักษ์แล้วว่าความรุนแรงที่เกิดจากการใช้กำลังเพื่อยุติการชุมนุม ได้สร้างความสูญเสีย
อย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติและประชาชน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1,169 ราย และเสียชีวิต 66 ราย โดยเฉพาะการใช้มาตรการทางทหาร “กระชับพื้นที่” ในช่วงวันที่ 14-17 พฤษภาคม
ทำให้มีประชาชนมือเปล่าเสียชีวิตไปแล้วไม่น้อยกว่า 36 คน นอกจากนี้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนทั่วไปด้วย

เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อสันติภาพ เป็นกลุ่มประชาชนที่รักสันติ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของ
องค์กรพัฒนาเอกชน นักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน นักพัฒนา ศาสนิกศาสนาต่างๆ
ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ปรากฏรายนามท้ายจดหมายนี้
รู้สึกห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง และต้องการเห็นความสงบสุขกลับมาในสังคมไทย
โดยไม่เสียเลือดเนื้ออีกครั้งหนึ่ง ขอเรียกร้องต่อ ฯพณฯ ดังต่อไปนี้

1.รัฐบาลต้องหยุดการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม ถอนกำลังทหาร
ถอน”พลซุ่มยิง”ออกจากพื้นที่โดยรอบถนนราชประสงค์ ทันที

2.แกนนำและผู้ชุมนุมขอให้ยุติการยั่วยุ ท้าทาย และกลับเข้าสู่พื้นที่การชุมนุมที่ถนนราชประสงค์ทันที
เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ชุมนุมเอง และความปลอดภัยของประชาชนในเขตพื้นที่เสี่ยงอันตราย
ขอให้แกนนำ นปช.ระลึกถึงสิ่งเดียว ที่สำคัญกว่าอื่นใดคือการพยายามรักษาชีวิตของประชาชน
ทุกคนไว้ โดยไม่เห็นแก่ข้อเรียกร้องหรือผลประโยชน์ทางการเมือง ตนเองและพวกพ้อง

3.ขอเรียกร้องให้ทั้งรัฐบาลและกลุ่ม นปช.หันหน้าเข้าสู่การเจรจาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อคลี่คลายความรุนแรง
และ แกนนำทุกคนและผู้เกี่ยวข้องในรัฐบาลที่สั่งการให้ใช้ความรุนแรงตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน
ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาคกัน จากนั้นให้กลุ่มนปช.ยุติการชุมนุมทันที


4.ขอให้รัฐบาลเร่งจัดตั้งคณะกรรมการในการค้นหาและสอบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ
์ความรุนแรงต่างๆ ทันที และเดินหน้าตามแผนปรองดอง 5 ประการตามที่ได้ประกาศต่อ
สาธารณชน เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชน

5.ขอให้รัฐบาลพิจารณายกเลิกการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ทุกพื้นที่และ คืนเสรีภาพให้แก่สื่อมวลชนให้สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี ตามหลักการ
ของประเทศในระบอบประชาธิปไตย และเพื่อเป็นการแสดงความจริงใจของรัฐ
ในการที่จะนำความปรองดองและความสงบสุขกลับมาสู่สังคมไทยโดยเร็ว

เรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการและหากจะกรุณาแจ้งผลของข้อเรียกร้องนี้ให้สาธารณชนทราบด้วย
จักขอบคุณยิ่ง

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

18 พฤษภาคม 2553

หมายเหตุ เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อสันติภาพ ได้ยื่นจดหมายข้อความเหมือนกัน
ให้แก่แกนนำกลุ่ม นปช.ด้วย ในวันเดียวกันนี้

ลงนาม

นายศราวุฒิ ประทุมราช
กลุ่มสิทธิมนุษยชนศึกษา

นายพิทักษ์ เกิดหอม
กลุ่มสิทธิมนุษยชนศึกษา

นายบารมี ชัยรัตน์

นางชลิดา ทาเจริญศักดิ์
มูลนิธิศักยภาพชุมชน

นางสาวพัชรี แซ่เอี้ยว
มูลนิธิศักยภาพชุมชน

จากนั้นในเวลา 13.00 กลุ่มดังกล่าวจะบทสวด ภาวนา 3 ศาสนาเพื่อสันติภาพ ประชาธิปไตย
และอุทิศส่วนกุศล ให้ผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงทุกฝ่าย และเวลาราว 14.00 น.
จะส่งตัวแทนเข้ายื่นสาส์นให้กับผู้แทนสหประชาชาติ รัฐบาลที่กองพลทหารราบที่ ๑๑
และ กลุ่ม นปช. ที่ราชประสงค์


อำมาตย์ทมิฬ-กองกำลังทหารที่ใช้สัญลักษณ์สีชมพูติดที่หมวกและรถถัง
ใช้รถถังบุกเข้าพังบังเกอร์ของผู้ชุมนุมราชประสงค์เพื่อปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธืปไตย(ภาพ:AP)


ปิดประตูสันติภาพเปิดสงคราม-กองกำลังทหารเคลื่อนกำลังรถถังประชิดบังเกอร์ผู้ชุมนุม
ที่ราชประสงค์ ภายหลังจากรัฐบาลปิดประตูสันติภาพไม่ยอมเจรจา และแสดงท่าทีแข็งกร้าว
ให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมเท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็จะใช้กองกำลังจัดการเด็ดขาด(ภาพ:AP)

เหยื่ออำมาตย์ทมิฬ-ชายคนหนึ่งถูกกองกำลังทหารยิงเสียชีวิต
ในการเข้าปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตยช่วงเช้านี้

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed May 19, 2010 2:45 pm


hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed May 19, 2010 2:50 pm


hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed May 19, 2010 2:52 pm


กระชับพื้นที่-โฆษกศอฉ.แถลงช่วงสายวันนี้ว่าปฏิบัติการของทหารเพื่อกระชับพื้นที่
ซึ่งประสบความสำเร็จในพื้นที่ลุมพินีในสายวันนี้

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed May 19, 2010 3:46 pm

http://www.thairath.co.th/content/pol/83961

ภาพเหตุการณ์เดือดวันที่ 19 พ.ค.โดยทีมข่าวส่วนกลาง นสพ.ไทยรัฐ


ภาพเหตุการณ์เดือดวันที่ 19 พ.ค.2553 โดยทีมข่าวส่วนกลาง หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ



























































ภาพเหตุการณ์เดือดวันที่ 19 พ.ค.2553 โดยทีมข่าวส่วนกลาง หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวส่วนกลาง
  • 19 พฤษภาคม 2553, 15:05 น.
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

  • 46 ข่าว
  • ไม่มีรูปภาพที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่มีข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้อง
tags:ภาพเหตุการณ์เดือด ไทยรัฐ










hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed May 19, 2010 4:03 pm

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=627&contentID=66833

เผาศาลากลางจังหวัดขอนแก่น

วันพุธ ที่ 19 พฤษภาคม 2553 เวลา 12:40 น



เสื้อแดงขอนแก่นป่วนบุกเผาศาลากลางจังหวัด จนท.รับมือไม่ไหว ร้องขอทหารเสริมกำลัง

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 19 พ.ค. กลุ่มคนเสื้อแดง จ.ขอนแก่น กว่า 10,000 คน
ได้บุกขึ้นไปยังอาคารศาลากลางหลังเก่า 4 ชั้น พร้อมทุบกระจบและทำลายกล้องวงจรปิด
โดยเจ้าหน้าที่อาสาสมัครจำนวน 40 นาย ไม่สามารถต้านทานไว้ได้ อย่างไรก็ตาม
นายพยัต ชาญประเสริฐ รอง ผวจ.ขอนแก่น ได้เข้าเจรจาก่อนที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะลงมารวมตัว
กันอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้าอาคาร ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของกำลังเจ้าหน้าที่
ต่อมากลุ่มคนเสื้อแดงได้บุกเข้าไปยังอาคารหลังใหม่ ก่อนจะจุดไฟเผา นอกจากนี้รถยนต์
ที่จอดอยู่บริเวณศาลากลางได้ถูกจุดไฟเผาด้วยเช่นเดียวกัน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ไม่สามารถ
เข้าไปฉีดน้ำดับเพลิงได้ เนื่องจากรถดับเพลิงที่เตรียมมาถูกปล่อยลมยาง อย่างไรก็ตาม
กำลังอาสาสมัครไม่สามารถรับมือได้ เบื้องต้นทางจังหวัดได้ประสานขอกำลังทหาร
เข้าควบคุมสถานการณ์แล้ว ความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป.

เผาศาลากลางอุบลฯวอด-เผาบ้านพักปลัดเชียงใหม่

วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 15:34

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

(เบื้องต้น) กลุ่มเสื้อแดงอุบลฯ บุกเผาศาลากลางจังหวัดวอดวายแล้ว
ขณะที่แดงเชียงใหม่บุกเผาบ้านพักปลัดจังหวัด


เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 19 พ.ค.2553 กลุ่มเสื้อแดงอุบลฯ บุกเผาศาลากลางจังหวัดวอดวายแล้ว
เมื่อเวลา 15.15 น. กลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ ขว้างระเบิดเพลิงใส่บ้านพักปลัดจังหวัดเชียงใหม่
อยู่ภายในจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ แต่รถดับเพลิงยังไม่สามารถเข้าไป ฉีดน้ำหยุดเพลิงได้
เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมสกัดกั้นไว้บริเวณเชิงสะพานนครพิงค์

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000069399

แดงอุดรไม่กลัวคุก!บุกเผาศาลากลางทั้งอาคารเก่า-ใหม่


19 พฤษภาคม 2553 15:44 น.





















ประเทศที่ไม่มีวันเหมือนเดิม
เตรียมรับการยกพลขึ้นบกของอเมริกา

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ประกาศเคอร์ฟิวส์ห้ามออกบ้านตั้งแต่2ทุ่ม ถึง6โมงเช้าพรุ่งนี้

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed May 19, 2010 4:26 pm

ประกาศเคอร์ฟิวส์ห้ามออกบ้านตั้งแต่2ทุ่ม ถึง6โมงเช้าพรุ่งนี้

วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 16:08

(เบื้องต้น) ศอฉ.ประกาศเคอร์ฟิวส์ห้ามประชาชนอกจากบ้าน
ตั้งแต่ 2 ทุ่มถึง 6 โมงเช้าวันพรุ่งนี้


หมดปัญญาแล้ว

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=627&contentID=66867

"เคอร์ฟิวส์" พื้นที่กรุงเทพ

วันพุธ ที่ 19 พฤษภาคม 2553 เวลา 16:26 น



ศอฉ.ประกาศ "เคอร์ฟิวส์" ห้าม ปชช.ออกนอกเคหะสถาน
ตั้งแต่ 20.00น. วันนี้ ถึงเวลา 06.00น. พรุ่งนี้

ี้
เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ออกประกาศ
กฎหมายว่าด้วยการจำกัดสิทธิส่วนบุคคล โดยนายกรัฐมนตรีได้ออกข้อกำหนดต่อไปนี้

1. ห้ามมิให้บุคคลใดในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ออกนอกเคหะสถานตั้งแต่เวลา 20.00 น.
วันที่ 19 พ.คง 2553 ถึงเวลา 06.00 น. วันที่ 20 พ.ค. 2553 2. ให้พนักงานและเจ้าหน้าที่
ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ปฏิบัติหน้าที่ในเขตพื้นที่ และระยะเวลาที่กำหนด และ 3.
ให้ประชาชนที่อยู่ในเขตพื้นที่กลับเข้าสู่เคหะสถานและไม่ออกมายังพื้นที่ที่กำหนด
เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่และได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการ ศอฉ.กำหนดพื้นที่
และรายละเอียดเพิ่มเติมตามสมควรแก่เหตุ.


Martial Law coming to Thailand!! U N vehicles on Thailand Soil !!
NWO Beast is Watching and Listening to You !

ประเทศไทย...ในวันหน้า


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Wed May 19, 2010 4:48 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed May 19, 2010 4:31 pm

ม็อบแดงบุกเผาสถานีNBTขอนแก่นแล้ว

วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 16:04

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

15.50 น.เสื้อแดงบุกถึง NBTพร้อมจุดไฟเผาแล้ว
สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ตั้งอยู่ถนนมิตรภาพ ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น
ล่าสุดมีกลุ่มเสื้อแดงประมาณ 100 คน บุกถึงหน้า เอ็นบีทีแล้ว และพยายามจะเข้าไปข้างใน
โดยมีเจ้าหน้าที่และพนักงานเอ็นบีทีเจรจา แต่ไม่เป็นผล คนเสื้อแดงได้บุกเข้าไปและ
จุดไฟเผาสถานีเอ็นบีทีด้านหน้า และ ไฟกำลังลุกไหม้แล้ว โดยสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีนั้น
เป็นที่ตั้งของสำนักประชาสัมพันธ์เขต 1 ขอนแก่นด้วย

ช่อง3 งดออกอากาศชั่วคราว พนง.หนีออกนอกอาคาร

วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 16:05

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

(เบื้องต้น) ม็อบเสื้อแดงบุกเข้าอาคารมาลีนนท์ เผาช่อง 3 พนักงาน-เจ้าหน้าที่
วิ่งหนีออกด้านหลังของอาคาร ล่าสุด งดออกอากาศแล้ว


เมื่อเวลา 15.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มนปช.ได้บุกเข้าไปในอาคารมาลีนนท์
ซึ่งเป็นที่ทำการของสถานีโทรทัศน์ทีวีสึช่อง 3 โดยมีชายมีผ้าปิดหน้าถือกระดาษหนังสือพิมพ
์ติดไฟเข้าไปตัวอาคารชั่น 1 ที่เป็นที่ทำการของธนาคารกรุงเทพ โดยกลุ่มควันเริ่มหนาแน่น
อีกทั้งรถที่จอดบริเวณหน้าอาคารก็ได้รับความเสียหายจากการเผาเป็นจำนวนกว่า 10 คัน
ทางด้านพนักงานและเจ้าหน้าที่ต่างวิ่งหนีออกทางด้านหลังของตัวอาคารล่าสุด
เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. สถานีโทรทัศน์ทีวีสึช่อง 3 ได้ตัดสินใจ
งดออกอากาศชั่วคราวแล้ว

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed May 19, 2010 5:04 pm

สาทิตย์ชี้เภาวะอาฟเตอร์ช็อคแกนนำแดงมอบตัว

วันพุธที่ 19 พฤษภาคม 2553

คมชัดลึก : “สาทิตย์” ประเมินสถานการณ์หลัง “แกนนำเสื้อแดง”มอบตัว เกิดภาวะ “อาฟเตอร์ช๊อก”
เตือนสื่อระมัดระวังตัว หากรู้ไม่ปลอดภัยต้องถอนตัวออกจากพื้นที่โดยด่วน ยันกำชับผู้ว่า-ผบช.ภ
–แม่ทัพภาค เฝ้าระวังพื้นที่ต่างจังหวัด

(19พ.ค.) เมื่อเวลา 15.20 น. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ
ให้สัมภาษณ์ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่กลุ่มคนเสื้อแดง
หลังจากแกนนำคนเสื้อแดงยุติการชุมนุม ว่า มีการเผาในอาคารห้างสรรพสินค้าหลายที่
หลายที่ไฟดับบ้าง และในอีกหลายที่มีความรุนแรงอยู่และมีแนวโน้มก่อความรุนแรงอยู่
ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ราชประสงค์ หยุดปฏิบัติการกำลังดูเหตุการณ์และดำเนินการต่อไปในการตรวจสอบ
อาวุธภายหลังกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางกลับ แต่ส่วนที่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มก่อความรุนแรงทั้งหลาย
เกิดขึ้นที่ช่อง 3 ซึ่งตอนนี้มีการบุกเข้าไปหลายร้อย ตำรวจที่ไปที่นั่นกำลังจะปะทะกันอยู่
ในส่วนอื่นๆทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็มีทาง ศอฉ.กำลังสั่งการให้ตำรวจเข้าไป
ระงับเหตุในพื้นที่สำหรับสถานที่ที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุขอให้พิจารณาให้ความระมัดระวังและมี
มาตรการรักษาความปลอดภัยเต็มที่ เมื่อถามว่า การให้การดูแลความปลอดภัยของสื่อมวลชนขณะนี้
จะทำอย่างไรเนื่องจากหลายจุดมีความไม่พอใจจากผู้ชุมนุมบางส่วน นายสาทิตย์กล่าวว่า
เป็นเรื่องที่ทาง ศอฉ.เป็นห่วงมาโดยตลอดเราเตือนว่าเป้าหมายผู้ก่อการร้ายส่วนหนึ่งอยู่ที่
สื่อมวลชน แต่เนื่องจากขณะนี้แกนนำประกาศมอบตัวไปแล้วนั้นแกนนำที่นิยมความรุนแรงยังมี
ความโกรธแค้นและได้กระทำกับสื่อมวลชน ซึ่งตนได้เตือนไปยังสำนักข่าวต่างๆ ขอให้ระมัดระวัง
อย่างเต็มที่การใดก็ตามที่อยู่ในความสุ่มเสี่ยงก็ขอให้ถอน ตัวออกจากเหตุการณ์นั้นก่อน
สามารถขอการคุ้มกันจากเจ้าหน้าที่ได้ หรืออยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย ส่วนสถานที่ทำงานของ
สถานีโทรทัศน์ทั้งหลาย ตนได้ประสานกับศอฉ.ในการจัดกำลังเข้าช่วยดูแล

เมื่อถามว่า มีการประเมินหรือไม่ว่าหลังจากที่แกนนำได้มอบตัวเหตุการณ์ในพื้นที่อื่นๆจะ
ร้ายแรงถึงขนาดนี้ทั้งเรื่องการเผาเข้าทำลายพื้นที่ต่างๆรวมไปถึงต่าง จังหวัด นายสาทิตย์ กล่าวว่า
ความจริงเห็นร่องรอยก่อนหน้าซึ่งแกนนำพยายามชี้นำหลายครั้ง ซึ่งศอฉ.พยายามเตือน
และให้ความเป็นห่วงหลังยุติการชุมนุมอาจจะมีการดำเนินการอย่างนี้ เจ้าหน้าที่ประเมินแล้ว
แต่การปฏิบัติการค่อนข้างยากลำบาก รวมทั้งในต่างจังหวัดซึ่งประเมินก่อนหน้าร่วมกับ
กอ.รมน.จังหวัด เมื่อถามถึงการดูแลพื้นที่ในต่างจังหวัดทั้งจ.อุดรธานี และจ. ขอนแก่น
นายสาทิตย์ กล่าวว่า ในส่วนนี้ศอฉ.ประชุมร่วมผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค
รวมถึงแม่ทัพภาค ในแต่ละทีเพื่อให้การป้องกันดูแลสถานการณ์ แต่เข้าใจว่าในหลายที่การจัด
กำลังดูแล มีการประกาศกับกลุ่มที่เข้าไปเผาศาลากลางจังหวัด ศอฉ. ติดตามอยู่

เมื่อถามว่า สถานการณ์ความวุ่นวายที่เคลื่อนไหวขณะนี้ดูเหมือนว่าจะไม่มีแกนนำที่ชัดเจน
รัฐบาลจะจัดการอย่างไรที่จะให้บ้านเมืองกลับไปอยู่ในความสงบ นายสาทิตย์ กล่าวว่า
คิดว่าหลายฝ่ายที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่จะเกิดการโกรธแค้นที่เรียกกันว่า อาฟเตอร์ช๊อก
หลังเหตุการณ์ ต้องให้การดูแล ร่วมกันกับทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ ซึ่งชุมชน อพร.ต่างๆ
ต้องสอดส่องดูแลกัน ขณะเดียวกันรัฐบาลยืนยันว่า จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มที่ไป
ก่อความรุนแรงและกำชับเจ้าหน้าที่ให้จับกุม หยุดยั้งการก่อเหตุภายใต้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่
เป็นสิ่งที่เราได้กำชับไว้

จะรอดูผลงาน

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed May 19, 2010 8:40 pm






แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Fri May 21, 2010 1:31 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed May 19, 2010 11:54 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1274262862&grpid=01&catid=



วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 16:52:47 น.
มติชนออนไลน์

ปิดตำนาน "โรงหนังสยาม" พื้นที่เคยสุดฮิตและไฮเทคของวัยรุ่นในถิ่นสยาม ถล่มในวันเสื้อแดงยุติการชุมนุม

โรงภาพยนตร์เครือเอเพ็กซ์ คือโรงภาพยนตร์ในย่านสยามสแควร์ ที่ประกอบด้วย
โรงภาพยนตร์สยาม โรงภาพยนตร์ลิโด้ และโรงภาพยนตร์สกาล่า โดยคุณพิสิฐ ตันสัจจา
ซึ่งคุณพิสิฐได้รับการติดต่อจาก กอบชัย ซอโสตถิกุล เจ้าของบริษัท เซาท์ อีสเอเซีย
ก่อสร้าง จำกัด โดยเป็นผู้ออกแบบ และก่อสร้างอาคารต่าง ๆ

วิกิพีเดีย ภาคภาษาไทย ระบุว่า โรงภาพยนตร์สยาม จำนวน800 ที่นั่ง เปิดฉายครั้งแรก
เมื่อ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2509 กับภาพยนตร์เรื่องแรกที่ฉายคือ รถถังประจัญบาน
แต่เดิมจะใช้ชื่อว่าโรงภาพยนตร์ "จุฬา" แต่ถูกคัดค้านเนื่องจาก
เป็นชื่อของ พระมหากษัตริย์ และเป็นชื่อของมหาวิทยาลัย

ส่วนโรงภาพยนตร์ลิโด (1,000 ที่นั่ง) เปิดฉายเมื่อ 27 มิถุนายน พ.ศ.
2511 กับภาพยนตร์เรื่อง ศึกเซบาสเตียน (GAMES FOR SAN SEBASTIAN)

และโรงภาพยนตร์ สกาลา (1,000 ที่นั่ง) เปิดเมื่อ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2512
กับภาพยนตร์เรื่อง สองสิงห์ตะลุยศึก ติดตั้ง ระบบเสียง "DOLBY DIGITAL"
SRD DTS SDDS รวมทั้ง SURROUND

อีกทั้ง ติดตั้ง "OZONE" ให้อากาศสดชื่นบริสุทธิ์ นอกจากนี้ โรงภาพยนตร์ทั้ง 3 แห่ง
ยังมีการทำร้านเล็ก ๆ ให้เช่าร้านเล็ก ๆ จากใต้ถุนโรงภาพยนตร์

ขณะนี้ ไม่มีโรงหนังสยามอีกแล้ว เนื่องจากได้ถูกเผาทำให้อาคารเกิดการทรุดตัว
ถล่มลงมาในวันที่ 19 พฤษภาคมแล้ว

เผาเชิงสัญลักษณ์ หมายถึง สยามประเทศ
สงสัยเขมรแอบมาเผา ฮุนเซน ถึงได้สนับสนุน
ไอ้มาร์ค ให้รีบๆ ปราบ โมเดลปี 35
ก็คงยากที่จะี่กลับมาเหมือนเดิม
ทำไมต้องภายในวันที่
19


http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t721-50.htm

http://www.naewna.com/news.asp?ID=68569

อภิสิทธิ์นำทีมประชาธิปัตย์ลุย ปฎิวัติประเทศ

ชู4วาระสำคัญเพื่อประชาชนฟื้นฟูประชาธิปไตย-พัฒนาคน-เศรษฐกิจ-ความสงบ ระดมทุนครั้งใหญ่
พร้อมสู้ศึกเลือกตั้งได้เงินกว่า400ล. "ไทยรักไทย-มัชฌิมา"ตามแขวะหัวหน้าปชป.ทันควัน
ตำรวจสั่งรับมือม็อบอาทิตย์นี้ห้ามบุกบ้านบุคคลสำคัญ
"อภิสิทธิ์"ลั่นจะปฏิวัติประเทศครั้งใหญ่

วันที่ 22/7/2007



นี่แหละ ปฏิวัติ ของพวกมึง



http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=620&forum=6&page=6&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

ภาพที่สะเทือนใจคนทั้งโลก และต่อมาได้รับรางวัลพูลิตเซอร์

ในฉากจริงๆ ของสงครามนั้นไม่มีอะไรสนุก ภาพจากคลังของทางการสหรัฐฯ
แสดงให้เห็นย่านหนึ่งของกรุงไซ่ง่อนในช่วงสงครามวัoตรุษเมื่อ 40 ปีก่อน
ควันดำปกคลุมไปทั่ว
ขณะที่รถดับเพลิงวิ่งขวักไขว่เพื่อดับไฟที่เกิดจากการโจมตีของฝ่ายเวียดกง
(ภาพ: AFP)

ภาพจากแฟ้มถ่ายวันที่ 26 ก.พ.2511 ทหารเวียดนามใต้ปั่นจักรยาน
ผ่านย่านตลาดเกียนฮวา (Kiem Hoa)
ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามวันตรุษ
ความเสียหายส่วนใหญ่เกิดจากการตีโต้กลับแบบเกินเลยของฝ่ายสหรัฐฯ
ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจแก่ชาวเวียดนามทั่วไป
ผู้เชี่ยวชาญกองทัพบกอเมริกันบันทึกเรื่องนี้ในรายงาน (ภาพ: AFP)

ภาพจากแฟ้มถ่ายวันที่ 14 มี.ค.2511
ทหารเวียดนามใต้ที่บาดเจ็บคนหนึ่งได้รับความช่วยเหลือจากสหายร่วมรบของเขา
ที่บริเวณสุสานแห่งหนึ่งในนครด่าหนัง (Danang)
อาณาบริเวณข้างหลังโน้นถูกทำลายราบจากสงครามในยุทธการวันตรุษที่
ดำเนินต่อ
เนื่อง ชาวเวียดนามเข่นฆ่ากันเอง (ภาพ: AFP)

ทุกคนอ้างทำเพื่อชาติ แต่สุดท้ายก็เพื่อตนเองกันทั้งนั้น
ตอนนี้มันยังเหลือความเป็นชาติอยู่อีกหรือ


http://www.prachatai.net/journal/2010/04/29058?utm_source=feedburner&utm_medium=feed&utm_campaign=Feed%3A+prachatai+%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com%29

Le Monde: ประเทศไทย, ความเป็นเอกภาพของราชอาณาจักรแตกเป็นเสี่ยง
Thu, 2010-04-22 02:48

Rémy Ourdan, ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Le Monde วันที่ 21 เมษายน 2010
แปลโดย ปิยบุตร แสงกนกกุล

แม้ชาวไทย, ผู้ดำรงชีวิตอยู่ในห้วงแห่งวิกฤติที่พาดผ่านราชอาณาจักรตั้งแต่ 2549, เสียหายไปเล็กน้อย...
การเผชิญหน้าหลักยังดำรงอยู่ระหว่าง “เสื้อเหลือง”, ราชานิยม ผู้ปกป้องชนชั้นนำอำมาตย์และชนชั้นนำ
ทางธุรกิจ แห่งกรุงเทพฯ กับ “เสื้อแดง”, ชาวชนบท ผู้ใช้แรงงาน คนที่หวลระลึกถึงทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี และรวมไปถึงคนรักประชาธิปไตยผู้ไม่ยอมรับความชอบธรรมทางการเมืองของเหล่า
ชนชั้นนำที่ครองอำนาจอยู่ แต่ยังต้องนับรวม “เสื้อชมพู”, สีเหลืองแปลงร่างตั้งแต่พวกเขาถูกตั้งข้อสังเกตว่า
มีเจตนารมณ์รุนแรงตกขอบเกินไป ต้องรวม “แตงโม”, “เขียวนอกแดงใน”, ทหารในเครื่องแบบที่ถูกสงสัยว่า
เป็น “สีแดง” ผู้ตะขิดตะขวงใจในการร่วมปราบปราม ต้องรวมข่าวลือเรื่อง “เสื้อดำ”, กลุ่มกองกำลังไม่ทราบฝ่าย
ผู้ลั่นไกในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน (เสียชีวิต 25 ราย) ต้องรวมการชุมนุมล่าสุดของ “เหลือง-ชมพู”
หรือที่บางคนเรียกกันว่า “หลากสี” หรือเรียกให้ดูเจ้าบทเจ้ากลอนกว่านั้นว่า “สีรุ้ง” เพื่อ “สันติภาพระหว่างสี”
สาวน้อยคนหนึ่งท่าทางอ่อนล้าตัดรำคาญด้วยการบอกเสียเลยว่า “ตาบอดสี” ถ้าสงครามแห่งสีเป็นบ่อเกิดของ
เสียงหัวเราะ มันก็นำพามาซึ่งวิกฤติซ้ำแล้วซ้ำเล่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเผยถึงความแตกแยกร้าวลึกในสังคม
เบื้องหลังความลึกลับของประชาชนเป็นหนึ่งเดียว เบื้องหลังขององค์อธิปัตย์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ภูมิพลอดุลยเดช ผู้น่าเคารพสักการะ, 82 พรรษา, ครองราชย์ 64 ปี เบื้องหลังการเมืองที่ขับเคลื่อนภายใต้
การควบคุมของเหล่าทหารเสือราชินีแห่ง รัฐประหาร ประเทศไทยได้แตกสลายเป็นเสี่ยง ฝ่าย “สีแดง” ซึ่ง
ชุมนุมในกรุงเทพฯตั้งแต่ 14 มีนาคม เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พ้นจากตำแหน่ง
และให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พวกเขากู่ร้องตะโกนด้วยความโกรธ บนเสื่อแห่งการคัดค้าน,
ซึ่งยึดครองพื้นที่เขตการค้าย่านราชประสงค์, ความทุกข์ยากลำเค็ญนอนแผ่เหยียดยาวอยู่ระหว่างห่อข้าว
กับภาพถ่ายของทักษิณ และความคุ้มคลั่งปวดร้าวฟาดเข้าไปยังชนชั้นนำและระบบการเมือง-การทหาร
ก็เป็นที่โต้เถียงกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน “เราต้องการประชาธิปไตย และมีชีวิตที่ดี” วิชา พวงแก้ว
จากหมู่บ้านแห่งแม่ฮ่องสอน ในภาคเหนือกล่าว เขาเป็นกรรมกรในอาคารแห่งหนึ่ง ได้เงิน 300 บาท
(7 ยูโร) ต่อเดือน เขาเสียดายรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ไม่เพียงเพราะว่ารัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้ง
แต่เพราะ “แม้ทักษิณจะคอรร์รัปชั่น แต่เราก็มีชีวิตที่ดี” อดีตนายกรัฐมนตรี มหาเศรษฐีพันล้านมากอำนาจ
ได้ริเริ่มนโยบายสังคมอย่างที่ประเทศนี้ ไม่เคยรู้จักมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ธนาคาร
อย่างสะดวก นโยบายสุขภาพที่ให้คนไทย แต่ละคนได้รับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยเงิน 30 บาท
หลังการจากไปของทักษิณผู้ลี้ภัยอยู่ต่างแดนนับแต่ รัฐประหาร 2549 นโยบายเหล่านี้ไม่ได้หยุดไป
แต่รัฐบาลถูกโจมตีเรื่องขาดความชอบธรรม ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจ ช่องว่างระหว่างเมืองหลวงและชนบท
ยิ่งถ่างออกกว้างขึ้น ความหยิ่งผยองของชนชั้นนำถูกป่าวร้องไปทั่ว การกระจายความมั่งคั่งไม่ปรากฏ
พระพงศ์ปรา ขันธะวีโร จากเลย จังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมกับ “สีแดง” ด้วยความเมตตา
ต่อประชาชน “ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นปัญหาเรื่องการขาดความยุติธรรม” พระพงศ์ปรารำพึงรำพัน “สีแดงคือ
ไพร่ของสังคมไทย” ชายในผ้าเหลืองผู้นี้หวังเช่นเดียวกับสีแดงทุกคน คือ ความยุติธรรม และความเสมอภาค
อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่ “เหลือง” “ชมพู” และ “หลากสี” รวมตัวกันอยู่ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลและกองทัพ
จัดการคนเสื้อแดง บรรยากาศแบบคนเมืองอย่างยิ่ง ผ่อนคลาย แต่กลับมีถ้อยคำที่โจมตีอย่างหนักหน่วง
“คนเสื้อแดงทำลายชาติ” โอพิศ ผ่องภู่ นักกฎหมาย กล่าว “พวกเขายากจน ไร้การศึกษา ถูกใช้
ไม่มีความคิดอะไรเลยกับสิ่งซึ่งเป็นประชาธิปไตย พวกเขามาจาก ชนชั้นล่าง” จักกฤษณ์ นักศึกษา กล่าวข่ม
“คนเสื้อแดงจุดประเด็นท้าทายอย่างแท้จริงให้แก่สังคมนี้” ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ อาจารย์รัฐศาสตร์
ผู้ร่วมลงชื่อจดหมายเปิดผนึกของนักวิชาการอิสระกลุ่มสนับสนุนเสื้อแดง
เพื่อเรียกร้องให้มี
การเลือกตั้งใหม่ “ต้องไม่ประเมินคนเสื้อแดงต่ำเกินไป ในคนเสื้อแดง ไม่ได้มีแต่คนยากคนจนจาก
ชนบทภาคเหนือ แต่มีคนกรุงเทพฯและชนชั้นกลางจำนวนมากร่วมด้วย ทักษิณได้เปิดพื้นที่การเมือง
ให้แก่ชนชั้นนำใหม่ กลุ่มทุนใหม่ เขาได้เริ่มต้นปฏิวัติระบบ...” แม้อาจเปลี่ยนแปลงมากไปบ้างและ
ผิดพลาดบ้าง ทักษิณได้มีส่วนเปิดม่านที่ปกคลุมรอยร้าวของประเทศไทยซึ่งกังวลถึงความอยู่ดีมีสุข
ของคนไทย กังวลถึงบทบาททางจารีตประเพณีที่ตกทอดมายาวนานของกษัตริย์อันใช้ได้น้อยลง “สีเหลือง”
ได้มีส่วนช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่การก่อตั้งของอำนาจซึ่งไม่ชอบธรรม และสีแดงมีส่วน,
วันนี้, เปิดม่านด้วยการไม่ยอมทนอีกต่อไปของพวกเขา แม้เสี่ยงอันตราย วิชาจะอยู่กรุงเทพฯกับ
มิตรสหายเสื้อแดงต่อไปจนกว่ารัฐบาลจะออกไป เอาเข้าจริง หากกล่าวอย่างอนุโลม เขาเดินทางไปกลับ 3 ครั้ง
แล้วเพื่อ “ดูว่าเมียของผมยังอยู่ที่บ้าน” เขาสารภาพพร้อมรอยยิ้มแหยๆ ประเทศไทยค้นพบว่าตนเองไม่ได้
สมัครสมานสามัคคี และบางทีอาจกลับมาสมานฉันท์กันไม่ได้อีกนาน และการปลดปล่อยเรื่องการพูด,
ซึ่งโจมตีกระทบต่อรัฐบาล กองทัพ และบางครั้งรวมถึงวังด้วย, ไม่อาจย้อนกลับมาแก้ไขได้อีกแล้ว เสรีภาพนี้
ความลุ่มหลงนี้ นำมาทั้งความยินดีและความน่ากลัว และความไม่แน่นอนอย่างแท้จริงในอนาคต

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:

En Thaïlande, l'unité du royaume a volé en éclats

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu May 20, 2010 1:14 am

23.00 คุณปลื้ม "เกมโอเวอร์สำหรับทักษิณ เพราะทั้งเขาและคนเสื้อแดง
ล้วนไม่มีความชอบธรรมเชิงกฏหมายแล้ว ในขณะที่ศัตรูของเซ็นทรัล
ธ.กรุงเทพฯ และบีอีซี ได้ประโยชน์ ลองพิจารณาดูสักแป๊บแล้วจะ
ตระหนักถึงจิ๊กซอว์ตัวนี้
"

23.00 คุณปลื้มแสดงความเห็น "Places burnt down are symbolic of regime/system
and representation of success. However the perpetrators are sparing many
business locations"

http://www.startpage.in.th/view/92244

สื่อนอกรายงานแดงคลั่งก่อจลาจล-เผาช่อง3อพยพพนักงานด้วยเฮลิคอปเตอร์

19.05.2010 17:44 จำนวนผู้เยี่ยมชม: 951



นิวยอร์กไทม์ส/เอเอฟพี - สื่อนอกรายงานคนเสื้อแดงเดือดหลังแกนนำยอมจำนน
ก่อนจลาจลเผาแหลกอาคารพาณิชย์ ธนาคารและโรงหนัง รวมไปถึงสถานีโทรทัศน์ช่อง 3
ที่ต้องอพยพพนักงานออกมาด้วยเฮลิคอปเตอร์ สำนักข่าวนิวยอร์กไทม์ส
รายงานว่าแกนนำผู้ชุมนุมฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในไทยเข้ามอบตัวแล้วบ่ายวันนี้ (19)
และอ้อนวอนผู้สนับสนุนที่อยู่ในอารมณ์โกรธกริ้วยุติการชุมนุมหลังจากทหาร
ปฏิบัติการกระชับพื้นที่เข้าไปยังค่ายของพวกเขาใจกลางกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม
นิวยอร์กไทม์สระบุว่าคำวิงวอนดังกล่าวได้ผลเพียงเล็กน้อย เนื่องจากมีผู้ประท้วงที่ขุ่นเคือง
จุดไฟเผา ปิดกั้นแยกและทำลายอาคารต่างๆในย่านธุรกิจสำคัญของเมือง สื่อมวลชนแห่งนี้
ระบุสำนักข่าวต่างๆรายงานว่าสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ธนาคารหลายแห่ง โรงภาพยนตร์และ
ตลาดหลักทรัพย์ถูกกลุ่มโจมตีโดยกลุ่มผู้ชุมนุม ขณะที่บางกอกโพสต์ต้องอพยพเจ้าหน้าที่
ออกจากสำนักพิมพ์ บนถนนสุขุมวิท นิวยอร์กไทม์สระบุว่าพบเห็นชายชุดดำหลายคนราดน้ำมัน
จุดไฟเผายางสุมไฟและปิดกั้นแยกสำคัญๆ ขณะที่ตำรวจล้มเหลวในความพยายามโน้มน้าว
ให้พวกเขาหยุดพฤติกรรมดังกล่าว นอกจากนี้แล้วยังมีกลุ่มควันห้อมล้อมโรงแรมเชอราตัน
บนถนนสุขุมวิท หลังผู้ชุมนุมจุดไฟบริเวณด้านนอกของตัวอาคาร ปฏิบัติการปราบปรามในกรุงเทพฯ
ยังก่อความโกรธเคืองของกลุ่มผู้ประท้วงในหลายจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
โดยสื่อมวลชนไทยรายงานว่ามีผู้ชุมนุมหลายพันคนบุกจู่โจมศาลากลางใน 2 จังหวัด

ด้านสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่ากลุ่มผู้ประท้วงฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจุดไฟเผา อาคารสำนักงาน
ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ทำให้เจ้าหน้าที่ราว 100 คนติดอยู่ภายใน และล่าสุดถูกอพยพออกมา
โดยเฮลิคอปเตอร์ของทหาร กองทัพเปิดเผยกับเอเอฟพีว่าพวกเขาได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ไปช่วยเหลือ
เจ้าหน้าที่ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 หลังอาคารสำนักงานดังกล่าวมีจุดลงจอดของเฮลิคอปเตอร์

"อาคารถูกโจมตีด้วยผู้ชุมนุมและเราส่งรถดับเพลิงเข้าไป ทว่ากลับถูกเล่นงานด้วยเช่นกัน
เวลานี้พวกเขาถอยกลับมาแล้ว ดังนั้นเราจึงส่งรถดับเพลิงเข้าไปอีกครั้ง"
โฆษกหน่วยดับเพลิงกรุงเทพฯบอกกับเอเอฟพี ผู้อำนวยการของช่อง 3 บอกว่าไฟลุกไหม้
บริเวณชั้น 6 และพนักงานที่อยู่บนชั้นต่างๆที่สูงกว่านั้นได้ติดอยู่ภายใน "ตอนนี้เราอยู่ใน
สถานการณ์ที่วิกฤต เจ้าหน้าที่ราว 100 คนติดอยู่ภายใน ไฟปะทุขึ้นที่ชั้น 6"

ขอบคุณแหล่งที่มาจาก : http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrview.aspx?NewsID=9530000069488

http://www.startpage.in.th/view/83599

สื่อนอกแฉ นปช.มุ่งทำศก.ไทยเจ๊ง เล่นงานกลุ่มธุรกิจที่'ทักษิณ'ถือเป็นศัตรู

25.04.2010 21:40 จำนวนผู้เยี่ยมชม: 927



เอเชียไทมส์ออนไลน์ - แฉกลุ่ม“เสื้อแดง”ซึ่งภักดีต่อ “ทักษิณ” ที่ยึดพื้นที่ย่านสี่แยกราชประสงค์เอาไว้
มีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศชาติ เพื่อช่วงชิงฐานะทางการเมือง
ให้อยู่เหนือกว่าคณะรัฐบาลผสมของนายกฯอภิสิทธิ์ ขณะเดียวกันการชุมนุมประท้วงของพวกเขายังเป็น
ความเคลื่อนไหวเพื่อเล่นงานแก้แค้นกลุ่ม ธุรกิจต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็นปรปักษ์ต่อ “ทักษิณ” ดังเช่น
ธนาคารกรุงเทพฯ, กลุ่มซีพี, รวมทั้งน่าสงสัยว่าจะรวมถึงสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ด้วย

เว็บไซต์ข่าว “เอเชียไทมส์ออนไลน์” เสนอบทความของนายฌอน ดับเบิลยู คริสพิน บรรณาธิการ
ด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชื่อ “Fortress Bangkok targets business” ซึ่งชี้ว่า ในระหว่าง
กว่า 5 สัปดาห์ที่มายึดย่านสี่แยกราชประสงค์อันเป็นย่านโรงแรมและช็อปปิ้งอันเลิศหรูของกรุงเทพฯ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มประท้วงสวมเสื้อแดง ได้ใช้ยุทธวิธี
ข่มขวัญสร้างความตื่นตระหนกต่างๆ ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับ
ความเสียหายเพื่อช่วงชิงฐานะทางการเมืองให้อยู่เหนือกว่าคณะรัฐบาลผสมของนายกรัฐมนตรี
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในจังหวะเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวขึ้นมาอย่างมั่นคง โดยที่คาดหมายว่า
อัตราเติบโตของจีดีพีจะอยู่ในระดับ 5% หลังจากที่อยู่ในภาวะติดลบในปีที่แล้ว บทความของนายคริสพิน
บอกว่าเป็นที่คาดหมายกันว่าคณะรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ จะอาศัยการกระเตื้องดีขึ้นของภาวะเศรษฐกิจ
มาเก็บเกี่ยวคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ในขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้นำเชิงสัญลักษณ์
และผู้อุปถัมภ์หลักของ นปช. ได้บอกกับพวกผู้สนับสนุนเขาเรื่อยมาว่า นโยบายของเขาเท่านั้นที่จะ
สามารถทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ อย่างไรก็ตาม บทความในเอเชียไทมส์ออนไลน์ของนายคริสพินชี้ว่า

เนื่องจากการฟื้นตัวในปัจจุบันของไทยอาศัยแรงขับดันจากภายนอกเป็นสำคัญ
ดังนั้นผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการชุมนุมของ นปช.เท่าที่ผ่านมาจึงอยู่ในลักษณะเป็นเพียง
สัญลักษณ์มากกว่าสร้างผลกระทบที่จริงจัง พร้อมกับยกตัวอย่างว่า รายได้จากการท่องเที่ยวที่
บอกว่าเสียหายไป 20,000 ล้านบาทแล้วนั้น เอาเข้าจริงก็เท่ากับไม่ถึง 0.2% ของจีดีพีไทย
อีกทั้งนักวิเคราะห์บางคนก็เห็นว่า ถ้าการประท้วงจบลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
จำนวนนักท่องเที่ยวยังน่าจะกลับเพิ่มขึ้นได้ใหม่ เหมือนกับที่เคยเป็นเช่นนั้นเมื่อครั้งที่ไทย
ประสบวิกฤตความเชื่อมั่นคราวก่อนๆ

นายคริสพินอ้างนักวิเคราะห์ด้านการเงินที่ตั้งฐานอยู่ในกรุงเทพฯรายหนึ่ง บอกว่า ผลกระทบต่อ
เศรษฐกิจไทยโดยรวมในเวลานี้ยังคงถือได้ว่ากระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อย ถ้าหากสถานการณ์
จะพลิกกลับมีเสถียรภาพขึ้นมา ก่อนที่พวกบรรษัทนานาชาติซึ่งเป็นผู้ส่งออกสำคัญและเป็นตัวขับดัน
การฟื้นฟูในเวลานี้ จะตัดสินใจอพยพโยกย้ายฝ่ายบริหารระดับกลางที่เป็นชาวต่างชาติให้ออกไป
อยู่ประเทศอื่น สืบเนื่องจากวิตกเรื่องการประท้วงจะทำให้ไม่ปลอดภัย โดยนักวิเคราะห์รายนี้กล่าวว่า

ถ้าถึงขั้นมีการโยกย้ายพวกผู้จัดการชาวต่างชาติแล้ว ก็เป็นเรื่องลำบากที่จะแต่งตั้งให้กลับมาไทยอีก
เนื่องจากเหตุผลทั้งทางกฎหมายและทางโลจิสติกส์ กระนั้น บทความนี้ก็ชี้ด้วยว่า แม้จะยังไม่ต้องพูดถึง
การถอนตัวของธุรกิจต่างชาติ แต่จากถ้อยคำโวหารและยุทธวิธีที่ นปช.นำมาใช้ ก็เพิ่มความเสี่ยงและ
ต้นทุนในการทำธุรกิจในประเทศไทยแล้ว ดังเช่นที่บริษัทเครดิตเรตติ้ง “ฟิตซ์” ได้ลดอันดับ
ความน่าเชื่อถือในตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาทไปแล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนั้น
พวกนักวิเคราะห์ความเสี่ยงคนอื่นๆ ก็กำลังเฝ้าติดตามว่า ผู้ประท้วงกลุ่มนี้มีการพูดต่อต้านต่างชาติ
อย่างอื่นๆ หรือไม่ นอกเหนือจากการวิพากษ์วิจารณ์การทำข่าวของสื่อมวลชนต่างประเทศเกี่ยวกับ
การประท้วงของพวกเขาในช่วงหนึ่งของบทความ นายคริสพินยังชี้ว่า ความเคลื่อนไหวของ นปช.
คราวนี้มีลักษณะเป็นการแก้แค้นเอากับพวกบริษัทที่ถูก พ.ต.ท.ทักษิณมองว่าเป็นปรปักษ์ต่อเขา
เป็นต้นว่า ธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่ที่สุดของไทย และเวลานี้เป็นสถาบันการเงินที่มี
ต่างชาติถือหุ้นส่วนข้างมาก โดยธนาคารแห่งนี้ได้ถูกกล่าวหาว่าบริจาคเงินให้แก่กลุ่มพันธมิตร
ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมทั้งมีความเกี่ยวพันกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี
บทความของนายคริสพินพูดถึงการที่หลายสาขาของธนาคารกรุงเทพฯตกเป็นเป้าหมายโจมตี
ด้วยระเบิดอย่างลึกลับในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ โดยที่พวกผู้นำ นปช.อ้างว่าพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย
นอกจากนั้นบทความยังบอกว่า มีนักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่า การที่ก่อนหน้านี้ นปช.เคยขู่จะไปประท้วง
ที่ถนนสีลมนั้น ส่วนหนึ่งก็ด้วยมุ่งหมายที่จะทำให้สำนักงานใหญ่ตลอดจนการดำเนินงานของธนาคาร กรุงเทพ
กลายเป็นอัมพาตนั่นเอง นายคริสพินตั้งข้อสังเกตด้วยว่า นอกจากธนาคารกรุงเทพฯ แล้ว จากเวทีประท้วง
ของพวกเขา ผู้นำเสื้อแดงหลายๆ คนยังมีการกล่าวปราศรัยโจมตีกลุ่มซีพี ที่เป็นปรปักษ์มายาวนานกับ
กลุ่มชินคอร์ป ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณเคยเป็นเจ้าของ ที่ก็มีสำนักงานอยู่ในย่านสีลมเช่นกัน ขณะเดียวกัน
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.ยังได้พูดข่มขู่เมื่อเร็วๆ นี้ว่าจะบุกเข้าไปในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์
ที่เพิ่งปรับปรุงเสร็จใหม่ๆ บทความของนายคริสพินชี้ว่า ทั้งเซ็นทรัลเวิลด์ และที่ตั้งเวทีชุมนุมประท้วงของ
นปช.ที่สี่แยกราชประสงค์ ที่สำคัญแล้วอยู่บนที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ทั้งนี้ยังไม่ทราบชัดเจนว่าพื้นที่ซึ่งพวก นปช.ยึดครองอยู่ในปัจจุบัน มีจำนวนเท่าใดที่เป็นของ
สำนักงานทรัพย์สินฯ หรือให้เช่าโดยสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่ง นปช.มิได้ระบุเปิดเผยต่อสาธารณชนว่า
อยู่ในหมู่กิจการธุรกิจที่เป็นศัตรูของ พวกเขา นายคริสตินได้อ้างคำพูดของรัฐมนตรีคลัง
นายกรณ์ จาติกวณิช ซึ่งชี้ว่า “พวกบริษัทของภาคเอกชนเกือบทั้งหมดที่ตกเป็นเป้าหมายของ นปช.
ต่างเป็นพวกที่เคยปฏิเสธไม่ยอมคุกเข่าต่อรัฐบาลทักษิณ ตอนที่รัฐบาลนั้นเรืองอำนาจ”

ขอบคุณแหล่งที่มาจาก : http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrview.aspx?NewsID=9530000056849

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1274350923&grpid=01&catid=


วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 17:25:54 น.
มติชนออนไลน์

เผาห้าง"ราชประสงค์"ไฉนเสื้อแดง 2 มาตรฐาน โดนเต็มๆทุนประชาธิปัตย์

ภายหลังการสลายตัวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)
ที่บริเวณแยกราชประสงค์ พร้อมๆกับการเดินทางเข้ามอบตัวของแกนนำ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายขวัญชัย ไพรพนา นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา ไม่มีใครคาดคิดว่าจะนำมาซึ่งความเสียหาย
ทางเศรษฐกิจมหาศาล

เมื่อกลุ่มมวลชนจำนวนหนึ่งก่อเหตุเผาทำลายโรงแรม ห้างสรรพสินค้า
ธนาคาร ร้านสะดวกซื้อ หลายสิบแห่ง

ไม่เพียงสัญลักษณ์ทางอำนาจรัฐ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.)
การไฟฟ้านครหลวง สาขาคลองเตย ธนาคารกรุงไทย 2 อย่างน้อย 2 แห่ง , ธนาคารนครหลวงไทย 2
แห่ง ธนาคารออมสิน อย่างน้อย 1 แห่ง ศาลากลางในต่างจังหวัดอย่างน้อย 4 แห่งจะถูกเผาทำลายเท่านั้น
แต่สัญลักษณ์ทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่เป็นฐานทุนให้รัฐบาลย่อยยับ

ธนาคารกรุงเทพฯถูกเผาทั้งในกรุงเทพและต่างจัวหวัดอย่างน้อย 21 แห่ง

ธนาคารกสิกรไทย อย่างน้อย 2 แห่ง

ร้านสะดวกซื้อ 7-11 นับสิบ

ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิล์ด

นอกจากนี้ยังมีโรงภาพยนตร์สยาม ,อาคารในสยามซอย 4-5 อาคารสูง 8 ชั้น, โรงแรมเซนทราแกรนด์ ,
อาคารมาลีนนท์ ,ห้างสรรพสินค้าเซ็นเตอร์วัน ,อาคารมหาทุนพลาซ่า ,อาคารไม่มีชื่อข้างสำนักงาน ป.ป.ส ,
ร้านขายทอง บริเวณถนนพหลโยธิน ซอย 1, ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือพระนคร ,อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ,
โรงแรมแกรนด์ไดมอน พันทิพย์ และ บิ๊กซี ราชดำริ

ล้วนได้รับผลกระทบทั้งทางตรง ทางอ้อมจากอาฟเตอร์ช็อกทั้งสิ้น

กลุ่ม ซี.พี.ของตระกูลเจียรวนนท์ เจ้าของ 7-11 ผู้บริจาคอันดับหนึ่งของประชาธิปัตย์ ถูกถล่มยับ
บนเวทีม็อบแดงที่สะพานผ่านฟ้าแทบทุกคืน อาคารสำนักงานใหญ่ย่านสีลมยังถูกปิดล้อม
เมื่อวันที่ 6 เมษายน อีกต่างหาก

เจ้าสัว ซี.พี.มีความผูกพันส่วนตัวและทางธุรกิจกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ มานาน อาณาจักรฟาร์มกุ้ง
นับพันไร่ของ "สุเทพ"ที่จ.สุราษฎร์ธานี แม้ไม่มีคน ซี.พี.ถือหุ้นโดยตรง แต่อาหารกุ้ง
ที่ต้องใช้จำนวนมากล้วนสั่งซื้อจากบริษัทของเจ้าสัว ซี.พี.แทบทั้งนั้น

ว่ากันว่าการเข้ามานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯของนายสุชัย วีระเมธีกุล อดีตเขยซี.พี.
ในรัฐบาลประชาธิปัตย์ เชื่อกันว่ามาจากคอนเนกชั่นลึกของนายสุเทพอีกด้วย

ถัดมาแบงก์กรุงเทพของคนตระกูลโสภณพนิช ผู้บริจาคเงินรายใหญ่รองลงมา มีตำแหน่งรัฐมนตรี 1 คน
คือคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ

ตระกูลโสภณพนิชถูกจับโยงว่าอยู่ใน "คณะ 11" ใกล้ชิด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ในช่วงที่ผ่านมาถูกถล่มเละกรณีสนามกอล์ฟเขาสอยดาว จ.จันทบุรี กรณีลอบปาระเบิดหน้า
ธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่ และ สำนักงานสาขาใน จ.พะเยา กระทั่งสาขาของธนาคารหลายแห่ง
ถูกเผาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ถือว่าบาดเจ็บ ชนิดต้องจดจำไปอีกนาน

ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ พลาซ่า ของกลุ่มจิราธิวัฒน์ แม้ไม่ใช่ผู้บริจาครายใหญ่ ตามข้อมูลเงินบริจาค
ที่แจ้งต่อ กกต. แต่บริษัท เตียงจิราธิวัฒน์ จำกัด ก็มีชื่อบริจาคด้วยรายหนึ่ง นับจากพื้นที่ราชประสงค์
ถูกปิดล้อมพื้นที่ใหม่ ๆ ห้างของเจ้าสัวจิราธิวัฒน์ (ผู้ถือหุ้นในบริษัทโพสต์พับลิชชิ่ง) สูญเสียรายได้
ไปจำนวนมาก แม้นบริษัทโพสต์พับลิชชิ่งได้รับสัญญาจากกรมประชาสัมพันธ์ในการเข้าไปรับทำข่าว
ให้สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที (ช่อง11) เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมาก็ตาม แต่การสูญเสีย
"เซ็นทรัลเวิล์ด" ไปต่อหน้าต่อตาถือว่ามหาศาล

กลุ่มล่ำซำของตระกูลล่ำซำ มีความเกี่ยวพัวกับประชาธิปัตย์ผ่านสายนายโพธิพงษ์ ล่ำซำ
แม้ธนาคารกสิกรไทยได้รับความเสียหายเพียง 2 แห่ง แต่บริษัทล็อกเลย์ซึ่งเกี่ยวดองกับล่ำซำ
ในย่านคลองเตยก็หวิดวอดในกองเพลิง ด้วยเหมือนกัน

ไม่นับรวมกลุ่มศรีวิกรม์เจ้าของห้างเกษรพลาซ่า ของนายเฉลิมพันธ์ คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์
นายทุนประชาธิปัตย์ , กลุ่มดุสิตธานีของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย เจ้าของโรงแรมดุสิตธานี,
นางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค (ลูกสาวท่านผู้หญิงชนัตถ์) ภรรยานายพีระพันธ์ เจ้าของศูนย์การค้าเพนนินซูล่า
และผู้ได้รับผลกระทบโดยอ้อมอย่างกลุ่มเดอะมอลล์ในนามบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป
เจ้าของบริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด บริษัท สยามพารากอน รีเทล จำกัด


ล้วนเป็นกลุ่มทุนสายประชาธิปัตย์ทั้งสิ้น

เบ็ดเสร็จกลุ่มทุนสายอำนาจรัฐเหล่านี้ได้รับความเสียหายทั้งทางตรงทางอ้อมประเมินขั้นต่ำพันล้านบาท

วันนี้ถ้าหาก เซ็นทรัลเวิลด์ยังเป็นสมบัติของนายอุเทน เตชะไพบูลย์ พ่อนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์
ส.ส.พรรคเพื่อไทย อดีตรมช.พาณิชย์ ยุครัฐบาลสมัคร สุนทรเวช คนใกล้ชิด พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

หรือมีคนตระกูลชินวัตร เป็นเจ้าของ

บางทีห้างยักษ์แห่งนี้อาจไม่จมไปกับทะเลเพลิง ?


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Thu May 20, 2010 11:36 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu May 20, 2010 1:23 am

ซิดนีย์มอร์นิงเฮอรัลด์: เสื้อแดงกลัวซ้ำรอย “จัตุรัสเทียนอันเหมิน”

วันอังคาร 18 พฤษภาคม 2010

Red Shirts fear ‘our Tiananmen Square’
BEN DOHERTY
May 18, 2010
ที่มา – The Sydney Morning Herald



กรุงเทพ: เมืองหลวงของประเทศไทยเผชิญกับความรุนแรงที่เพิ่มทวีมากขึ้น โดยรัฐบาลสัญญาว่า
จะไม่มีการเจรจากับผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล โดยส่งทหารดาหน้าเตรียมลุยที่ตั้งมั่นของผู้ชุมนุม
เส้นตายของรัฐบาลที่ให้ย้ายผู้หญิง และเด็กออกไปจากพื้นที่ประท้วงกลางกรุงเทพได้ผ่านไปแล้ว
เมื่อบ่ายวานนี้ โดยปราศจากการอพยพมวลชนใดๆ ความหวังที่จะเกิดการเจรจาในนาทีสุดท้าย
ระหว่างทั้งสองฝ่ายที่กำลังต่อสู้กัน กลับพังครืนอย่างน่าขมขื่น
ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวว่าความรุนแรง
ที่จะทวีขึ้นเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ แกนนำหลักเสื้อแดงกล่าวว่าการประท้วงจะจบลงอย่าง
“จัตุรัสเทียนอันเหมิน” โดยมีโอกาสที่จะตายนับร้อยๆศพ

รัฐบาลกล่าวว่า จะไม่มีการเจรจากับแกนนำเสื้อแดงอีกแล้วหากผู้ประท้วงยังคงปักหลักอยู่บนท้องถนน
ในขณะที่เวลาค่อยๆคืบคลานเข้าสู่เส้นตายเมื่อวานนี้ เครื่องบินได้บินระดับต่ำเหนือพื้นที่การประท้วง
ออกประกาศให้ผู้ชุมนุมรับทราบว่านี่เป็นโอกาสสุดท้ายของพวกเขาที่จะออกจากพื้นที่อย่างสันติแล้ว
รัฐบาลกล่าวว่าผู้ประท้วงคนใดซึ่งออกจากพื้นที่ก่อนการขีดเส้นตายจะไม่ถูกดำเนินคดีใดๆ
และสำหรับผู้ซึ่งยังคงปักหลักชุมนุมอยู่นั้นจะถูกดำเนินคดีอาญา
เวลาผ่านไปถึง ๑๕.๐๐ น.
ไม่มีร่องรอยของกองทหารเคลื่อนทัพเข้าไปในพื้นที่การประท้วง เมื่อเวลานั้นมาถึง บนเวทีเสื้อแดง
เร่งเปิดดนตรีเสียงดังสนั่น มีการเต้นรำ บนเวทีแกนนำสัญญาว่าจะยังคงยืนหยัดต่อสู้
มีผู้ถูกฆ่าตาย ๓๕ คน
จากการต่อสู้ระหว่างทหาร และเสื้อแดงเป็นเวลา ๕ วัน นับตั้งแต่การประท้วงเริ่มต้นในเดือนมีนาคม
มียอดผู้เสียชีวิตจำนวน ๖๕ ศพ
ในขณะที่การต่อสู้ด้วยอาวุธปืนกำลังกระหน่ำทั่วทั้งเมืองหลวงเมื่อวานนี้

ความตึงเครียดยิ่งทวีมากขึ้นเมื่อมีการประกาศว่า พลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล แกนนำทหารคนสำคัญ
ของเสื้อแดง ซึ่งถูกกองทัพสั่งพักราชการในปีนี้สาเหตุเพราะสนับสนุนผู้ประท้วง ได้เสียชีวิตหลังจาก
ถูกยิงโดยพลซุ่มยิง (Sniper) เมื่อตอนบ่ายวันพฤหัส จุดประกายให้เกิดความรุนแรงยกใหม่ล่าสุด

ผู้นิยมในตัว พลตรี ขัตติยะจำนวนหลายพันคนได้เข้าร่วมพิธีศพของเขา ซึ่งเริ่มต้นเมื่อคืนที่แล้วที่
วัดโสมนัสวรวิหาร เขตเมืองเก่าของกรุงเทพ
คาดกันว่าจะเกิดการประท้วงถึงขั้นบานปลาย
แต่เหตุการณ์ยังคงมีแต่ความสงบ ในขณะที่เสื้อแดงเดินตามร่างของพลตรี ขัตติยะเข้าไปในวัด
ต่างเปล่งเสียงพร้อมกันว่า “เสธ แดง วีรบุรุษของเรา” จะมีการจัดงานศพตามพิธีทางพุทธเป็นเวลาสามวัน

ผู้อาศัยในกรุงเทพต่างตุนอาหาร น้ำ และเชื้อเพลิง ซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งเมืองขายอาหารหมดเกลี้ยง
และปิดบริการเมื่อวานนี้ พร้อมทั้งปั๊มน้ำมันหลายแห่งได้ปิดบริการเช่นกัน
โรงแรมดุสิตธานี
ซึ่งเป็นที่พักของชาวต่างชาติมากกว่า ๑๐๐ คน ตกเป็นเป้าโจมตีด้วยระเบิดเมื่อคืนวันอาทิตย์
เชื่อว่าออกมาจากภายในพื้นที่เสื้อแดง แขกในโรงแรมหนีไปยังชั้นใต้ดินก่อนที่จะถูกเคลื่อนย้าย
ตอนเช้าเมื่อวานนี้
เส้นทางหลักในการลำเลียงรถหุ้มเกราะของกองทัพเข้าประชิดพื้นที่ประท้วง
ได้อย่างรวดเร็ว เช่น ถนนสุขุมวิทซึ่งเป็นถนนที่นิยมของต่างชาติ ค่อยๆปิดตายอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่บ่ายเมื่อวานนี้
ฌอน บุญประคอง แกนนำเสื้อแดงคนหนึ่งกล่าวว่า: “ประชาชนกำลังต่อต้าน
พวกเขาไม่เชื่อรัฐบาล พวกเขาไม่ต้องการความรุนแรง แต่พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะสู้ด้วยสองมือเปล่า”

“รัฐบาลไม่ต้องการเจรจา ผมคิดว่าจะต้องมีคนตายอีกเป็นจำนวนมาก แบบนี้จะจบลงอย่าง
จัตุรัสเทียนอันเหมิน”
จำนวนประชาชนถึง ๘,๐๐๐ คนรวมทั้งเด็กยังคงยืนหยัดอยู่ในพื้นที่การประท้วง
ผู้ชายจะปกป้องที่ด่าน ในขณะที่ผู้หญิงซึ่งเป็นผู้ประท้วงส่วนใหญ่จะอยู่ด้านหน้าเวทีใจกลางพื้นที่

แกนนำเสื้อแดงยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลกลับมาเจรจาใหม่ โดยไม่ออกจากพื้นที่การประท้วง
พวกเขายังเรียกร้องให้มีการถอนกำลังทหารออกจากท้องถนน และให้ยูเอ็นเข้ามาเป็นตัวกลาง
ในการเจรจา
รัฐบาลปฏิเสธทั้งข้อเสนอ และข้อเรียกร้อง ฌอน บุญประคองกล่าวว่า
“เราไม่ต้องการให้เห็นว่าเป็นฝ่ายไม่ยอมประนีประนอม” “เรายื่นข้อเสนอให้กลับมาเจรจากันใหม่
แต่รัฐบาลกลับนิ่งเฉย พวกเขาได้ปฏิเสธข้อเสนอของเรา ไหนล่ะ ข้อเสนอของรัฐบาล
รัฐบาลไม่ต้องการที่จะยุคิสถานการณ์นี้อย่างสันติวิธี”

เมื่อวานนี้ ความพยายามของรัฐบาลที่จะเคลื่อนย้ายผู้หญิง และเด็กออกจากพื้นที่ประท้วง
พบอุปสรรคด้วยกฎเกณฑ์ทางราชการ และการขาดความไว้วางใจกัน
ประชาชนหลายร้อยคนที่จุดนัดพบภายในวัดพื้นที่อภัยทาน
และพบว่ารถรับส่งเพื่อนำพวกเขาไปยังที่ปลอดภัยนั้น
ไม่มาตามนัด
รัฐบาลสัญญาที่จะอนุญาตให้กาชาดเข้าไป
ในพื้นที่เพื่อขนย้ายประชาชนภายในส่วนของถนนที่กองทัพ
ตรึงพื้นที่อยู่ แต่กาชาดกล่าวว่า ไม่มีคำสั่งอนุญาตแต่อย่างใด
ที่ออกมาจากเจ้าหน้าที่รัฐ
ผู้ประท้วงบางคนที่อยู่ในวัดกล่าวว่า
พวกเขาอยากออกไป แต่ปฏิเสธที่จะขึ้นรถรับส่ง
ที่รัฐบาลจัดไว้ให้ เนื่องจากพวกเขากลัวว่าจะถูกจับ หรือไม่ก็ถูกฆ่าตาย

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu May 20, 2010 3:26 pm

09.00 ภาพบริเวณวัดปทุมฯขณะนี้




08.00 Guardian
- การใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมทำให้เพิ่มความแตกแยก
รบ.สูญเสียโอกาสในการทำให้การลงเอยของเหตุการณ์แบบเป็นระเบียบ




10.40 ภาพศพในวัดปทุมวนาราม

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu May 20, 2010 4:50 pm

ยุทธการผึ้งแตกรัง

วันที่ 20 พฤษภาคม 2553 04:24
โดย : ประชุม ประทีป













กรุงเทพฯเป็นทะเลเพลิงอย่าง"อริสมันต์"ว่า และ"วิสา"เคยแพลมนี่คือ
"ยุทธการผึ้งแตกรัง" อย่าคิดว่าจะจบง่าย ๆ ชนะด้วยกำลัง ยังไม่ชนะทางการเมือง


ภาพการเผากรุงเทพฯ เป็นทะเลเพลิงตรงกับคำพูดของ “กี้ร์ – อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง” ขึ้นมาจริงๆ
และเกินคำบรรยายจริงๆ (ดูภาพแล้วรู้สึกเอาเองก็แล้วกัน) ยังเป็นจริงตามที่แกนนำหลายคน
ประกาศบนเวทีหลายวาระ (ศอฉ.ไปหามาลำดับเรียบเรียงเสนอก็ได้) ถ้าเวทีชุมนุมกรุงเทพฯ
ถูกปราบ ถูกสลายการชุมนุม แรกๆ ก็บอกให้เวทีต่างจังหวัดจัดชุมนุมยึดศาลากลาง สถานที่ราชการ
หลัง ๆ นี่พูดชัดมาก ยึดแล้วอยากปฏิบัติการอะไรก็เชิญตามสะดวก ดังนั้น จึงเห็นศาลากลาง
จังหวัดอุดรธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ มหาสารคาม โดนเผาหวอด อย่างซึ่ง ๆ หน้า
ผู้ว่าราชการ ทหาร ตำรวจ ที่รักษาการณ์ เมิน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เหมือนกระดาษเช็ดก้นเลย
จะบอกว่า จิตวิทยาม็อบหมู่มากลากอารมณ์พาไปก็ใช่อยู่....แต่งานนี้ต้องฟันธงมีคนกลุ่ม
ไม่น้อยถูกจัดตั้ง จัดเตรียม เสี้ยมสอนมาแล้ว พาคนหมู่มากพาลเฮโลเผาด้วยอย่างแน่นอน
คนที่แพลม เผลอปูดบนเวทีราชประสงค์ เมื่อหลังจากวันปะทะ 10 เมษายน ถ้าเกิดสถานการณ์
ดังที่กล่าวมาข้างต้น ขมวดได้ชัดที่สุดว่าเป็น “ยุทธการผึ้งแตกรัง” ก็คือ วิสา คัญทัพ นั่นเอง
น่าคิด น่าเชื่อว่า บรรดาแกนนำและผู้วางแผน ผู้บงการ ได้วางหมากมาถึงตานี้ไว้แล้ว!
จากข้อมูลที่รับรู้มา และจากพฤติการณ์ของแกนนำ จากการตระเตรียมกำลังคน ยานพาหนะ
อุปกรณ์เสริม ทั้งแบบหนักและแบบเบา ทั้งเปิดเผย และเร้นลับ แล้วล่อตูม ๆ เสมอมา
จึงพอสรุปได้เลย เป็นการจัดตั้ง จัดเตรียม เพื่อการชุมนุมยาวกว่าปรกติ เพื่อกดดันให้นานขึ้น
เพิ่มมาตรการให้หนักขึ้นๆ ตามลำดับ เพราะแนวโน้ม “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะไม่ยอมง่ายดายแน่ๆ
และนายทหารสำคัญบางคนก็ไม่ยอมง่าย ๆ เช่นกัน เรียกว่าจัดม็อบแก้มือ พลาดท่า
เมื่อสงกรานต์ปีกลายก็พูดได้! แก้มือยังไง ก็คือปิดช่องโหว่เมื่อเมษายนปีที่แล้ว

1.คราวนี้เห็นศพจะจะเยอะด้วย
2.ท่อน้ำเลี้ยงมาเป็นระยะ
3.ให้กำเนิดกองกำลังติดอาวุธ ยิงสนับสนุนอยู่ซอกหลืบเป็นระยะ ๆ
4.แยกสายแกนนำแต่ละประเภท
5.จัดสื่อสุดขั้วไว้โฆษณาชวนเชื่อมาหลายปีอย่างต่อเนื่อง
6.เดินสายสร้างอุดมการณ์เสื้อแดงอย่างฝังใจ
7.โอบล้อมโจมตีด้วยสื่อต่างประเทศ
8.เตรียมการเพื่อผลักดันเหตุปราบจลาจลไปสู่เวทีโลก
9.เตรียมพร้อมนักกฎหมายมือฉมังต่างชาติพร้อมล็อบบี้ยิสต์และการทำพีอาร์ประชาสัมพันธ์
ดิสเครดิต ติดเบรกรัฐบาล

ขณะเดียวกัน ก็บีบคอ จะยอมหรือยัง ยอมเจรจาตามยื่นข้อเสนอหรือยัง ยุบสภาเลือกตั้งใหม
่โดยเร็วซะ ไม่ยุบใช่ใหม่เอาไปอีกหลายตูม ตายเยอะๆ ถ้าไม่เจรจา ฆ่าหรือจับแกนนำ ม็อบก็ลุกฮือ
ฆ่าอีกปราบอีก อำนาจก็เสื่อมถอย ในที่สุด ก็อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีลำบาก สุดท้าย เอาสิ
รัฐบาลแห่งชาติ ถ้าในหลวงทรงออกมาระงับปัดเป่าให้ยุติยิ่งดี จากนั้นก็เสนอนอมินีในหลายส่วน
หลายองค์กรที่ดูดี ถูกเลือกเข้ามานั่งในรัฐบาลแห่งชาติ ส.ส. ส.ว.ในสภาก็ช่วยผลักดันสิ
ตราพระราชกำหนดนิรโทษกรรมซะดี ๆ นักธุรกิจ นายทุน เรอะ สันดานทุนย่อมไม่อยาก
ให้ย่อยยับยิ่งกว่านี้อยู่แล้ว ก็ต้องถูกบีบคอ ใครกล้าแหยม...ระวังยับยโสธร

นักสันติวิธี(บางคน) เสนอให้แกนนำบางคนออกมาพูดปลอบใจ ขาโต๋ ฮาร์ดคอร์ให้หยุดเผา
ออกจะหน่อมแหน่ม ถ้า ศอฉ.ให้พวกนี้ออกอากาศพูดไฮปาร์กอีก ก็ตกหลุม
มันก็แค่เล่นละครอีกฉากหนึ่งเท่านั้น อย่าคิดว่า แกนนำส่วนหนึ่งมอบตัวแล้วจะจบง่าย ๆ
ชนะด้วยกำลัง ไม่ชนะใจชาวบ้านเสื้อแดง ก็ไม่ชนะทางการเมือง เรื่องนี้ต้องใช้ศาสตร์และศิลป์
เข้าให้ถึงปัญหาแล้วแก้ที่ปมนั้น ตรงที่ประชาชนส่วนใหญ่เขามาไกลเกินกว่าจะรับรัฐบาลนี้
ให้บริหารต่อไปอย่างราบรื่นอีกแล้ว ยังไม่อยากนับศพ ยังไม่อยากนับคนบาดเจ็บ
เพราะศึกนี้คงยังไม่จบง่าย ๆ มันน่าสลดหดหู่เกินไป เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ศอฉ.
จะไปพิจารณาต่อก็แล้วกัน.

ใครที่ยอมปล่อยให้ขนอาวุธเข้ามาตั้งแต่แรก
แสดงว่า ฝ่ายข่าวของ ศอฉ. ห่วยแตก
หรือไม่ก็รู้กันหรือเปล่าหว่า!!!

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu May 20, 2010 9:18 pm

ช่างภาพออสเตรเลียเล่านาทีหลบภัยในวัดปทุมฯ



ภาพผู้เสียชีวิตในชุดกาชาดในเขตวัดปทุมวนาราม

โดย Lanai Vasek
ที่มา Australian reporter hides out in Bangkok temple: The Australian
แปลไทยโดย ชมรมฟ้าใหม่
May 20, 2010

สตีฟทิคเนอร์ ช่างภาพชาวออสเตรเลีย ได้หลบภัยเข้าไปอยู่ในวัดที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางการปะทะ
กลางใจกลางเมืองระหว่างผู้ชุมนุมกับทหารไปประมาณ 100 เมตร

ทิคเนอร์ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ดิ ออสเตรเลียน เมื่อคืน (19 พ.ค.)
ท่ามกลางเสียงปืนและเสียงระเบิด

เขามาจาก นิวคาสเซิล ที่อยู่ค่อนไปทางเหนือของรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยเดินทางจากติมอร์ตะวันออก
มาที่กรุงเทพฯ เมื่อวันอาทิตย์เพื่อทำข่าวการชุมนุม

เขากล่าวว่า "คลื่นคนตายและผู้บาดเจ็บ" พยายามหาทางเข้าสู่วัด เขาหลบภัยร่วมกับ
ผู้ประท้วงเสื้อแดงกว่าสองพันคน และนักข่าวชาวอังกฤษสามคน

ทิคเนอร์ยังบอกอีกว่า ส่วนมากที่เข้าหลบภัยเป็นผู้หญิง และยังมีนักข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนาม
อีกคนถูกสะเก็ดระเบิดที่บริเวณบั้นท้าย

เขาระบุว่า "เสื้อแดงที่มาที่นี่โดยส่วนมากไม่ใช่สายฮาร์ดคอร์"

เขาบอกว่าเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมาเขาเห็นผู้ชายคนหนึ่งโดนยิงจากทหารแค่ไม่กี่เมตรจากวัด

"ผมเห็นกระสุนพุ่งทะลุร่างคนนั้นออกมาจากหน้าอกและคนนั้นก็ล้มลง"
ทิคเนอร์กล่าวและว่า เมื่อเขาและพระพยายามจะเข้าไปช่วย พวกเขาก็ถูกยิงใส่

"พวกนั้นรู้ว่าผมเป็นนักข่าวต่างประเทศ จากกล้องของผม" เขากล่าว

"พวกเราเป็นห่วงว่าคนที่ถูกยิงที่นอนอยู่บนฟุตบาทจะตายจากการเสียเลือด เราจะทิ้งเขาไว้เฉยๆ ไม่ได้"

ทิคเนอร์กล่าวต่อไปว่า เขากับพระได้ช่วยผู้ชายคนนั้นเข้าไปในวัด แต่สุดท้ายก็ช่วยชีวิตไว้ไม่ได้

"อย่างน้อยมีคนตายแล้ว 6 คนในวัด" เขากล่าว

"คนถูกยิงเรื่อยๆ และเสียงระเบิดก็ดังไม่หยุด"

ทิคเนอร์ยังกล่าวว่า ความรู้สึกคนในวันนั้นเศร้ามาก ทุกคน "กระวนกระวาย กลัว และประสาทเสีย"

เขาเองก็กลัวว่าจะโดนยิงทันทีถ้าเขาออกไปพ้นบริเวณวัด

"มีทั้งรถถัง และพลซุ่มยิงอยู่ที่นั้น ทุกอย่างสับสนและบ้าคลั่งไปหมด"

กองทัพไทยได้ประกาศเมื่อคืนว่า สถานการณ์สามารถควบคุมไว้ได้แล้ว และปฏิบัติการทางทหารได้ยุติลง

แต่ทิคเนอร์บอกว่า เขาไม่แน่ใจว่าวันนี้จะหยุดยิง เขาบอกว่า ถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น
ประชาชนหลายกลุ่มจะไม่มี น้ำ และไฟฟ้าใช้ รวมถึงจะไม่มีอาหารกินด้วย

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1274345519&grpid=&catid=01

วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 15:51:47 น.
มติชนออนไลน์

"เรืองไกร"ห่วงแดงไม่หยุดหวั่นเหมือนภาคใต้ เผยมีกองกำลังคล้ายทหารพูดไทยไม่ได้

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา กล่าวเมื่อวันที่ 20 พ.ค. ถึงสถานการณ์การจลาจล
ภายหลังรัฐบาลสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์จนแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตย
ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เข้ามอบตัว ว่า หลังการยุติการชุมนุมที่ราชประสงค์
คิดว่าความรู้สึกของมวลชนบางส่วนยังไม่ยอมรับ เพราะมวลชนทั้งหมดไม่ได้ฟังแกนนำนปช.
ไม่มีใครพูดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และเท่าที่ได้ฟังมาหลายคนไม่ยอมหยุด
และยืนยันว่าจะต่อสู้จนกว่าจะตาย ดังนั้นเมื่อจัดการให้ผู้ชุมนุมกลับบ้าน เคลียร์พื้นที่ซากปรักหักพังแล้ว
จะรอดูว่ารัฐบาล และรัฐสภาจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะผู้ชุมนุมที่ยังมีความคิดเช่นนี้
รัฐบาลจะต้องเร่งทำความเข้าใจเพราะตนไม่อยากให้เกิดปัญหาเหมือนสถานการณ
์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ อปพร.หลายคนได้เล่าให้ฟังว่า รู้สึกแปลกใจที่พบเห็น
ชายแต่งกายชุดทหารถืออาวุธในหลายจุดแต่พูดไทยไม่ได้ ซึ่งก็อาจสอดคล้องกับ
ที่ ศอฉ.แถลงว่ากองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่ซุ่มอยู่ตามตึกสูงคอยยิงใส่ประชาชน




เสียงจากคนเสื้อแดงที่น้อยใจเพราะต้องก้มหน้ารับชะตากรรมถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีก
และสุดท้ายก็ต้องแบกรับความผิดหวังสูญเสียกลับบ้าน


คลิปเสียงสัมภาษณ์ชาวบ้านหลังแกนนำคนเสื้อแดงประกาศยุติการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์
เมื่อ19พ.ค. ทำให้ผู้ชุมนุมบางส่วนต้องรีบออกจากพื้นที่การชุมนุม ขณะที่กำลังเจ้าหน้าที่
ทหารตำรวจได้รุกคืบเข้ามาทุกขณะ

แม้เสียงส่วนใหญ่จะโห่ดังลั่นเพื่อประกาศว่าจะไม่ถอยแต่เสียงปืนระเบิดที่ดังอย่างต่อเนื่อง
ทำให้ประชาชนต้องเดินเท้าออกจากพื้นที่การชุมนุมมือเปล่า แต่ต้องแบกรับกับความสูญเสีย
ความผิดหวัง ทั้งจากแกนนำที่ยอมถอย และรัฐบาลที่มองไม่เห็นกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นคน

หลายคนประกาศว่าแค่"หยุด"ไม่ใช่"ยอม"พร้อมรวมตัวทุกเมื่อหากมีการรวมตัวกันอีก
และไม่ใช่ครั้งแรกที่คนเสื้อแดงถูกกระทำเช่นนี้ ยืนยันจะกลับมาเรียกร้องความยุติธรรมคืนมา

หลังจากที่ผู้ชุมนุมได้หนีกระสุนระเบิดและไฟไหม้หนีตายออกจากแยกราชประสงค์บ้างก็ชูมือ
บางก็วางมือบนศีรษะเดินผ่านด่านตรวจของตำรวจทหารมีการตรวจค้นสัมภาระ 2 จุด และลงชื่อ
ก่อนนำตัวขึ้นรถเมล์ที่จอดรอบริเวณหน้าสนามศุภชลาศัยไปส่งที่สถานีขนส่งหมอชิต
และสถานีรถไฟบางซื่อ

ระหว่างทางที่เดินทางยังมีกลุ่มประชาชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงออกมายืนริมถนนบ้างก็โบกมือ
อำลาและอวยพรให้โชคดี แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ขับไล่และชูนิ้วแสดงความรังเกียจ
พร้อมกับขว้างปาสิ่งของเข้าใส่รถ
ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เตือนให้นำกระจกข้างลงก่อนแล้ว
เพื่อป้องกันเสียงและสิ่งของที่จะเข้ามากระแทกหัวและกระทบจิตใจ หลังจากที่หนีจากพื้นที่ชุมนุม
ที่ไม่ได้ต่างสมรภูมิรบในฉากของภาพยนตร์สงคราม

แต่อย่างไรก็ตามอย่างน้อยยังเห็นน้ำใจของคนในสังคมไทย
ถึงจะไม่รักไม่ชอบแต่ก็ไม่รังเกียจ เห็นอกเห็นใจกันในยามตกยาก
มากกว่ามานั่งซ้ำเติมให้เจ็บช้ำน้ำใจ


ผู้ชุมนุมกล่าวถึงการต่อสู้ในครั้งนี้แม้จะกลับบ้านมือเปล่า แต่พวกเขาได้นำ
เอาการสูญเสีย ญาติ พี่น้อง ที่ร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ที่ต้องมาสังเวยชีวิต
ในเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นจำนวนมากและศพของวีรชนคนเสื้อแดงคงตราตรึง
ในจิตใจของกลุ่มผู้ชุมนุมตราบนานเท่านาน


สื่อต่างชาติยังวิเคราะห์ตรงกันว่า สถานการณ์จลาจลและความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย
ยังไม่มีแนวโน้มที่จะยุติลงอย่างง่ายดาย มิหนำซ้ำ กลับมีแนวโน้มที่เหตุการณ์จะกระจายตัว
ออกไปสู่เขตภูมิภาค

ราเชล ฮาร์วีย์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำกรุงเทพฯ ระบุว่า แม้การชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดง
ที่ใจกลางกทม.จะจบลง แต่เหตุการณ์นองเลือดจะไม่ถูกลืมเลือน และความเคียดแค้นกับ
ความโกรธ จะยังดำรงอยู่ในใจของคนเสื้อแดง นอกจากนี้ ฮาร์วีย์ยังเห็นว่า
ความแตกแยกร้าวลึกในสังคมไทย ได้ถูกเปิดเผยออกมา
ผ่านความโหดเหี้ยมดุร้ายราวสัตว์ป่า


ขณะที่ ลาร์รี่ เจแกน นักวิเคราะห์ทางด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งพำนักอยู่ที่กรุงเทพฯ
ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอัลจาซีร่าว่า ความรุนแรงที่กระจายตัวไปทั่วประเทศไทย
ถือเป็นผลอันเกิดขึ้นจากการปราบปรามผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงของรัฐบาล

"ความเข้มข้นลึกซึ้งของความไม่เชื่อใจและความเกลียดชัง (ระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับรัฐบาล)
ได้ถูกยกระดับขึ้นโดยปฏิกิริยาโต้กลับของกองทัพเมื่อวาน ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะ
มีความปรองดองสมานฉันท์ใด ๆ เกิดขึ้น"เจแกนกล่าวและว่า "ผมคิดว่าเรากำลังจะได้เห็น
ความรุนแรงที่ถูกยกระดับขึ้น ไม่ใช่ในกรุงเทพฯ แต่ทั่วทั้งภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ
ทั้งนี้ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงได้เคยเตือนมาก่อนแล้วว่า ถ้าพวกเขาถูกสลายการชุมนุมโดยใช้
กำลังทหาร เขาก็จะนำประเทศเข้าสู่สภาวะสงครามกลางเมือง"

นักวิเคราะห์ชาวต่างชาติผู้นี้เห็นว่า แม้คำว่า "สงครามกลางเมือง"
อาจจะฟังดูรุนแรงเกินไป แต่เขาคิดว่าทุกคนกำลังจะได้เห็นความรุนแรง
ชนิดดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นมาจากความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจและความแตกแยก

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu May 20, 2010 10:02 pm

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=627&contentID=66933

ยุทธการแพ้แล้วเผาเมืองฝีมือแดงตัวพ่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤษภาคม 2553 เวลา 7:51 น



คนไทยคงตาสว่างขึ้นเยอะเมื่อปรากฏเหตุวุ่นวาย เผาบ้านเผาเมืองไปทั่วกรุงเทพฯ
หลังจากแกนนำกลุ่มเสื้อแดงคนสำคัญ เช่น นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
เข้ามอบตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติและประกาศให้มวลชนสลายการชุมนุม เพื่อไม่ให้
ถูกล้อมปราบจนเกิดการล้มตายเป็นจำนวนมาก

แต่มวลชนไม่ได้เชื่อฟัง ในทางตรงกันข้าม เหมือนกับเอาน้ำมันไปราดลงในกองไฟ
มวลชนที่บ้าคลั่งบุกเผาสถานที่สำคัญ เช่น ห้างสรรพสินค้าในแยกราชประสงค์เรื่อย
จนไปถึงย่านสยามสแควร์ ขณะเดียวกันกลุ่มหัวรุนแรงที่อยู่วงรอบนอก ตระเวนเผาธนาคาร
สถานีโทรทัศน์และอาคารต่าง ๆ กลายสภาพเกิดเป็นจลาจลไปทั่ว

อันที่จริง 3 เกลอหัวขวด ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
และนายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นผู้ปลุกม็อบมาตั้งแต่ต้น พอคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
(คปค.) เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549
และตั้งรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เข้ามาบริหารประเทศชั่วคราว

ทั้ง 3 คนได้เปิดตัวออกมาในรูปของสื่อโทรทัศน์ พีเพิล แชนแนล จากนั้นก็จัดเวทีปราศรัย
ที่สนามหลวง สร้างฐานมวลชนไปพร้อม ๆ กับการจัดตั้งกลุ่ม นปช. เป็นคู่ขนานเพื่อเคลื่อนไหว
ต่อต้าน คปค. ซึ่งกลายสภาพมาเป็นคณะมนตรีความมั่นคง (คมช.) จนกระทั่งมีการเลือกตั้ง
ปรากฏว่าหลังการเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน ที่กลายสภาพมาจากพรรคไทยรักไทยสามารถ
จับมือกับพรรคการเมืองขนาดกลางจัดตั้ง รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช ได้สำเร็จ
กลุ่มเหล่านี้ก็สลายตัวไป

นายสมัคร ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องมีรายได้จากบริษัทเอกชนในการเป็นพิธีกร
รายการทำอาหารทางโทรทัศน์ จึงตั้งรัฐบาลของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นมาแทน
แต่ไม่นานก็ต้องพ้นจากอำนาจเพราะถูกศาลตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน

เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเป็นเช่นนั้น พรรคขนาดกลางพลิกขั้วหันมาจับมือกับ
พรรคประชาธิปัตย์โหวตในสภาตั้งรัฐบาลชุด ใหม่ โดยสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เป็นนายกรัฐมนตรี

ในระหว่างนั้นกลุ่ม นปช. ได้รวมตัวกับ พีเพิลแชนแนล แต่งตั้งให้นายวีระ เป็นประธาน
และนายณัฐวุฒิ เป็นเลขาธิการ เดินสายปลุกมวลชนกลุ่มเสื้อแดงให้ลุกขึ้นต่อต้าน
รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่า ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย
และอยู่ภายใต้การครอบงำของกลุ่มอำมาตย์

ตามขั้นตอนการปลุกม็อบนั้น ผู้นำจะต้องคิดสร้าง เงื่อนไข เพื่อนำมาใช้ชักจูงมวลชนให้เข้าร่วม
เงื่อนไขถูกใจมากเท่าไหร่ก็จะมีมวลชนเข้าร่วมมากเท่านั้น แต่เงื่อนไขที่ นปช. ตั้งขึ้นมาด้วย
ข้อกล่าวหาว่า นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้มาตามระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นข้อกล่าวหาที่ขัดต่อ
ความเป็นจริง ส่วนเรื่องการถูกกลุ่มอำมาตย์ครอบงำก็เป็นเพียงข้อกล่าวหาที่เป็นนามธรรม
เข้าใจได้ยาก ในบางครั้งผู้ที่มาชุมนุมยังคิดว่า “อำมาตย์” คือชายคนหนึ่งที่นิสัยไม่ดี
รังแกประชาชน

จึงเชื่อว่า กลุ่มเสื้อแดงที่มาชุมนุมนั้นไม่ได้มาโดยเงื่อนไข แต่มาโดยแรงจูงใจอื่น
บ้างก็เชื่อว่ามาโดยการว่าจ้าง บ้างก็เชื่อว่ามา เพราะจงรักภักดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
โดยเห็นจากการจัดชุมนุมใหม่ ๆ ต้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินหรือออกวิดีโอลิงก์
อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ฐานมวลชนที่เข้าร่วมก็ล้วนมาจากพื้นที่ฐานเสียงเดิมของ
พรรคไทยรักไทย โดยเฉพาะทางภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลางบางจังหวัด

ต่อมาเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกโจมตีว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังกลุ่มเสื้อแดงโดยเฉพาะ
เป็นผู้ต่อท่อน้ำเลี้ยงหรือคอยออกค่าใช้จ่ายในการชุมนุม พ.ต.ท.ทักษิณ จึงค่อย ๆ
หลบหน้าหายไป พร้อมกับปฏิเสธว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมดเป็นเรื่องของ 3 เกลอหัวขวด
ทั้งนี้เพื่อให้ภาพการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงในสายตาประชาชนและชาวโลกดู
เหมือนเกิดจากจิตบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง

แต่มีข้อสังเกตว่า ทุกครั้งที่ถึงจุดวิกฤติ ไม่ว่ากลุ่มเสื้อแดงจะได้รับชัยชนะหรือเพลี่ยงพล้ำ
พ.ต.ท.ทักษิณ มักจะทวีตข้อความชี้นำเสมอ ๆ

ความพ่ายแพ้ของกลุ่มเสื้อแดงในเหตุสงกรานต์เลือดเมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2552
ที่ออกเผาบ้านเผาเมืองแล้วถูกทหารสลายม็อบ ได้ทำให้แกนนำ 3 เกลอหัวขวดหลบไปปรับ
กระบวนครั้งใหญ่ก่อนจะเริ่มจัดชุมนุมใหม่ที่บริเวณสะพาน ผ่านฟ้าลีลาศ เมื่อ วันที่ 12 มี.ค. 2553
และขยายเวทีมายังแยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2553

ทางรัฐบาลได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน และเข้าสลายม็อบที่บริเวณผ่านฟ้าฯ
ในวันที่ 10 เม.ย. 2553 ปรากฏ ว่า ทหารสูญเสียอย่างหนักเพราะถูกถล่มด้วยเอ็ม 79
และพลซุ่มยิง

จากเหตุการณ์นี้ทำให้รู้ว่าโครงสร้างของกลุ่มเสื้อแดงนั้นมีด้วยกัน 4 ส่วนคือ

1.ส่วนนำซึ่งเป็นแกนปิด ซึ่งเป็นผู้คอยบงการและคอย จ่ายเงิน

2.แกนเปิด หมายถึง 3 เกลอหัวขวด คอยปราศรัยและระดมมวลชน

3.กลุ่มหัวรุนแรงซึ่งมี พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เป็นแกนนำ

4.กองกำลังติดอาวุธ ซึ่งมีหน้าที่คอยก่อกวนไม่ให้ทหารเข้าสลายการชุมนุมได้ง่าย

หลายครั้งที่ พล.ต.ขัตติยะ ไม่ลงรอยกับ 3 เกลอหัวขวด เพราะแนวทางไม่สอดคล้องกัน
ปรากฏว่าต่างฝ่ายต่างพยายามอ้างว่า ได้รับคำสั่งโดยตรงจาก พ.ต.ท.ทักษิณ

จนกระทั่ง พล.ต.ขัตติยะ ถูกยิงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา กลุ่มหัวรุนแรงและกองกำลังติดอาวุธ
ก็เกิดอาการระส่ำระสายพักใหญ่ก่อนจะรวม ตัวกันติดและออกปฏิบัติการก่อกวนทหารที่วาง
กำลังปิดล้อมพื้นที่แยกราช ประสงค์เพื่อบีบให้ม็อบเสื้อแดงสลายการชุมนุมเพราะขาดแคลนอาหาร
และสาธารณูปโภค

ดูเหมือนว่าแกนนำกลุ่มเสื้อแดงรู้ว่าใกล้ถึงจุดจบจึงประสานงานทางลับฝ่าย ส.ว.สายของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ไปกล่อมนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล
เพื่อตั้งโต๊ะเจรจาใหม่ อันที่จริงนายประสพสุขน่าจะเฉลียวใจเพราะก่อนหน้านี้เคยล้มเหลว
โดยแกนนำเสื้อแดงปฏิเสธ ไม่รับข้อเสนอมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ในครั้งนี้กลับยอมรับข้อเสนอหยุดยิง
หยุดใช้ความรุนแรง

อาการสะท้านของแกนนำกลุ่มเสื้อแดงที่สะท้อนผ่านท่าทีการเจรจากับกลุ่ม ส.ว. ที่มีความหวังดี
จึงทำให้ทหารประเมินว่า ในสถานการณ์เช่นนี้สามารถกุมสภาพได้ทั้งหมด กองกำลังติดอาวุธ
ไม่สามารถตีตลบหลังเพราะถูกตรึงไว้ที่แยกดินแดงและบ่อนไก่ ตลอดจนแกนนำกลุ่มเสื้อแดง
ไม่มีจิตใจจะสู้รบ จึงตัดสินใจใช้รถหุ้มเกราะทะลวงบังเกอร์แยกศาลาแดงเพื่อกวาดล้างการ์ด นปช.
ที่ติดอาวุธสามารถสังหารได้ 1 ศพ และจับกุมได้อีกจำนวนมาก ผลจากการทะลวงผ่านบังเกอร์
แยกศาลาแดงไปได้ทำให้กำลังทหารพุ่งเข้าสู่แยกราชประสงค์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหมายถึง
การสลายการชุมนุมและบุกจับแกนนำ

การประเมินสถานการณ์ของทหารถูกต้อง แค่ทะลวงผ่านแยกศาลาแดงได้ไม่ถึง 1 ชั่วโมง
ทางแกนนำกลุ่มเสื้อแดงต่างยอม เข้ามอบตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
แต่การยอมมอบตัวดังกล่าว ไม่ได้หมายถึงกลุ่มเสื้อแดงจะพ่ายแพ้
เพราะโครงสร้างกลุ่มเสื้อแดงยังเหลืออีก 3 ส่วนนั่นคือ
ส่วนนำ หรือแกนปิด ซึ่งไม่เปิดเผยตัวมาตั้งแต่ต้น ได้สั่งให้กองกำลัง
ติดอาวุธและกลุ่มหัวรุนแรง ออกอาละวาดเผาสถานที่สำคัญต่างๆ
เพื่อ

1.สะท้อนนิสัยถาวรของจอมบงการตัวใหญ่ที่เคยพูดไว้ว่า “ถ้าผมอยู่ไม่ได้ ใครก็อยู่ไม่ได้”
จึงสั่งกองกำลังติดอาวุธและกลุ่มหัวรุนแรงออกเผาบ้านเผาเมืองให้เกิดความสะใจ และจะได้
โยนความผิดให้กับรัฐบาลด้วยข้อกล่าวหาที่ว่า ตัดสินใจสลายม็อบผิดพลาด
จึงทำให้เหตุการณ์บานปลาย

2.การก่อจลาจลสร้างความวุ่นวายเพื่อพรางการหลบหนีของแกนนำที่ยังเหลือ

3.กลุ่มหัวรุนแรงถือโอกาสปล้นสะดม ถือโอกาสฉกชิงทรัพย์สิน

4.กลุ่มหัวรุนแรงไม่พอใจแกนนำที่ยอมแพ้จึงระบายอารมณ์แค้น

การมอบตัวของแกนนำเสื้อแดง เช่น นายณัฐวุฒิ และนายจตุพร จึงยังไม่ทำให้เกิดสันติภาพ
เพราะไม่ใช่แกนนำตัวจริงที่ สามารถสั่งม็อบซ้ายหันขวาหันได้เบ็ดเสร็จ

สถานการณ์ความวุ่นวายจึงยังไม่สะเด็ดน้ำ ต้องรอให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์
ใช้เวลาเก็บกวาดทำความสะอาดอีกพักใหญ่

ส่วนจะมีคนตายอีกเท่าไหร่นั้นแดงตัวพ่อคงไม่เดือดร้อนอะไร เพราะเคยบอกแล้ว
“ถ้าผมอยู่ไม่ได้ ใครก็อยู่ไม่ได้” ยังไม่เข้าใจกันอีกหรือ..??.

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu May 20, 2010 10:58 pm

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=627&contentID=66859

สงครามกลางเมือง...

วันพุธ ที่ 19 พฤษภาคม 2553 เวลา 15:41 น

ประมวลภาพสงครามกลางเมืองกรุงเทพฯ เสียชีวิต บาดเจ็บเพียบ
ผู้ก่อการร้ายลอบเผาอาคารหลายจุดทั่วกรุง

























hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu May 20, 2010 11:10 pm

ศอฉ.แถลงพบอาวุธปืนระเบิดพื้นที่ม็อบแดง

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม 2553













คมชัดลึก :คุณหญิงพรทิพย์ - ตร.แถลงระบุพบอาวุธสงคราม พร้อมเครื่องกระสุนเพียบทั้ง
ระเบิดเอ็ม 79 ปืน ในพื้นที่สวนลุม-นนท์-สมุทรปราการ พร้อมกับจำนวนแนวร่วมเสื้อแดง
ที่ถูกจับกุมข้อหาปล้นทรัพย์ พบปืนเอ็ม 16 ภายในวัดปทุมวนาราม

ที่ศอฉ. เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 20 พ.ค. พ.ต.อ.ทรงพล วัฒนชัย รองผู้บังคับการ
อำนวยการกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) และรองโฆษก บชน.
แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์
กระทรวงยุติธรรมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพ.ต.อ.วิสูตร ฉัตรชัยเดช รอง ผบก.อก.ภ.1
ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติงานของตำรวจภายหลังเข้าปฏิบัติการขอพื้นที่คืนบริเวณสวนลุมพินี
ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงช่วงบ่ายวันนี้ว่า หลังจากกลุ่มผู้ชุมุมและผู้ก่อความไม่สงบได้ล่าถอยไป
ตำรวจจึงเข้าเคลียร์พื้นที่-ตรวจค้นก็พบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนประกอบด้วยหัวกระสุน
ที่ยังไม่ได้ยิงจำนวน 18 ลูก M79 18 นัด เครื่องกระสุนปืน M 16 250 นัด เครื่องกระสุนปืน
ที่ใช้ยิง HK47 2 นัด ซึ่งทั้งหมดนำส่งสน.ลุมพินีเพื่อดำเนินการต่อไป

อีกส่วนในท้องที่สน.ปทุมวัน จับกุมผู้ต้องหาร่วมกันปล้นทรัพย์ และฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉินฯ
ที่ประกาศไว้จำนวน 9 คน พร้อมของกลางจำนวนมาก ประกอบด้วยโทรศัพท์มือถือ
เครื่องวิดีโอ สุรา วิทยุ และอุปกรณ์หลายอย่าง นอกจากนี้ยังได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา
ที่ร่วมกันลักทรัพย์ในสถานที่เกิดเหตุอีกหลายรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำการลักทรัพย์
เพชร-พลอยที่มีมีมูลค่าเท่าไรนั้นไม่สามารถระบุได้ นอกจากนี้ยังมีการจับกุมผู้ที่ฝ่าฝืน
ก่อเหตุความวุ่นวายบริเวณโดยรอบได้อีก 24 ราย นำส่งสน.ปทุมวัน จึงขอให้เจ้าของทรัพย์สิน
กรุณามาดูของกลางว่าเป็นทรัพย์สินของท่านหรือไม่ ที่สน.ปทุมวัน ด้านพ.ต.อ.วิสูตร ฉัตรชัยเดช
รองผบก.อก.ภ.1 กล่าวว่า ในเขตของภูธรภาค 1 หลังจากการชุมนุมในกทม.ได้ยุติลง
พล.ต.ท.กฤษฎา พันธ์คงชื่น ผบช.ภ.1 ได้กำชับและสั่งการตำรวจในพื้นที่ทั้ง 9 จังหวัด
โดยเฉพาะในเขตปริมณฑลให้เพิ่มความเข้มในการตั้งจุดตรวจสกัด และออกไปตรวจตรา
ดูแลประชาชนในพื้นที่ เพราะมีความห่วงใยว่าเหตุสงบแล้วจะมีเหตุเกิดขึ้นในปริมณฑลที่มี
พื้นที่ต่อเนื่องจากกทม. การปฏิบัติหน้าที่รอบวันที่ผ่านมามีผลการปฏิบัติหลายคดี อาทิ ที่สภ.บางใหญ่
จ.นนทบุรี เวลาประมาณ 01.00 น. เจ้าหน้าที่ตั้งจุดตรวจสกัดที่ถนนรัตนาธิเบศน์ฝั่งขาเข้า
ช่วงตำบลเสาธงหิน ซึ่งผู้ต้องหา3 คนโดยสารรถแท็กซี่เข้ามาที่ด่านมีพิรุธจึงได้ตรวจค้นพบวัตถุ
ที่เป็นของกลางมีทั้งระเบิดรวม 19 ลูก ผ้าพันคอสีแดง ผ้าโพกศีรษะสีแดงข้อความ
“รัฐบาลโจรอภิสิทธิ์ออกไป” ผ้าพันคอสีดำข้อความ “นักรบ PUCHIDO การ์ดนปช.53 ”
หน้าไม้ ลูกดอก มีดพับ กล้องส่องทางไกลและอื่นๆรวม 17 รายการ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในถุงผ้า
ที่ซุกซ่อนอยู่ด้านหลังของรถฯ ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสามคนได้สอบสวนขยายผลและแจ้งข้อหา
ให้ทราบทั้งหมด 3 ข้อหา คือ
1.ฝ่าฝืนการออกนอกเคหะสถานตามประกาศเคอร์ฟืว
2.การใช้ยานพาหนะก่อให้เกิดความไม่สงบ
3.ทำ ซื้อหรือมี สั่งให้นำเข้าหรือค้าจำหน่ายซึ่งวัตถุระเบิด

โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพในส่วนของการออกนอกเคหะสถานเท่านั้น ส่วนอีก 2 ข้อหา
ยังให้การปฏิเสธ ซึ่งภุธรภาค1อยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผลต่อไปว่าจะนำไปก่อเหตุที่ใด
พ.ต.อ.วิสูตร กล่าวอีกว่า ส่วนอีกคดีเวลาประมาณ 01.00 น. สภ.สำโรงเหนือ จ.สมุทรปรากร
จัดตำรวจนอกเครื่องแบบออกตรวจนอกพื้นที่ เมื่อผ่านที่ด้านหน้าธนาคารกรุงเทพสาขาสำโรงเหนือ
พบกลุ่มวัยรุ่นใช้ จักรยานยนต์ 4 คันปิดบังป้ายทะเบียน พร้อมใช้หน้ากากปิดหน้าปิดตาขับมา
ด้านหน้าธนาคารแล้วใช้ระเบิดเพลิงขว้างเข้าไปที่ธนาคาร จึงสกัดจับได้ 1 ราย
และให้การรับสารภาพและพาไปการตรวจค้นพร้อมยึดถังน้ำมัน เศษผ้า ขวดบรรจุน้ำมันต่างๆ
จากการสอบสวนทราบว่าถ้าไม่สามารถจับกุมจะไปก่อเหตุอีกหลายจุด ส่วนคนหนีไปได้ภูธรจังหวัดฯ
จะเดินการสืบสวนหาผู่ที่กระทำความผิดต่อไป “ตำรวจมีความห่วงใยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ช่วงนี้พยายามออกตรวจตั้งด่านเพื่อป้องกันเหตุอย่างสุดกำลังความสามารถของเรา”

พบปืนเอ็ม16ภายในวัดปทุมวนาราม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงบ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบวัตถุระเบิดที่ภายในวัดปทุมวนาราม
ซึ่งได้ตรวจพบอาวุธปืนเอ็ม 16 หนึ่งกระบอก หนังสติ๊ก พร้อมหัวน็อตเหล็ก และลูกแก้วเป็นจำนวนมาก
รวมถึงพลุ ตะไล ด้วย ขณะที่พระสงฆ์ เณรและแม่ชีภายในวัดได้ร่วมกันทำความสะอาดภายในวัด
ที่มีขยะกองอยู่จำนวนมากรวมทั้งชำระล้างคราบเลือดของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตด้วยแอลกอฮอล์
และน้ำ ขณะที่ทหารยังไม่ถอนกำลังออกจากวัดโดยตรึงกำลังให้ตำรวจสามารถเข้ไปตรวจสอบภายใน
ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน

ชาวบ้านธรรมดาคงไม่มีปัญญาขนมาเองมั๊ง
ถ้าไม่ใช่ ทหาร หรือ ตำรวจ ด้วยกันเอง

หรือว่าจะเป็นกลุ่มก่อการร้ายในเครื่องแบบ

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Fri May 21, 2010 9:41 am

อนาธิปไตยซ้ำซาก

วันที่ 21 พฤษภาคม 2553 01:00

ประชา บูรพาวิถี

ก่อนที่รถสายพานลำเลียงหุ้มเกราะจะทลายกำแพงศาลาแดง"มิตรสหาย
ปีกฟื้นฟูลัทธิมาร์กซ์"ได้ พยายามสื่อสารถึง "เหวง-ธิดา-จรัล"ผ่านเว็บบอร์ดซ้ายเก่า

"ท่ามกลางกลิ่นควันปืนและซากศพของประชาชน ขบวนเสื้อแดงต้องเรียนรู้ยุทธวิธีการถอย เลนิน
กล่าวว่า one step back two steps foward ถอยหนึ่งก้าว เพื่อเดินหน้าสองก้าว
การต่อสู้นี้ยังอีกยาวนาน ควรถนอมกำลังไว้แล้วค่อยสู้ใหม่ในคราวหน้า" ดูเหมือนการถอย
ของสามสหาย จะช้าเกินไป ทั้งที่ก่อนหน้านี้ "อดิศร-วิสา" ได้ตัดสินใจ "ถอย" เพราะพวกเขารู้ว่า
ความรุนแรงจะต้องเกิดขึ้นแน่นอนและก่อนหน้าโน้น มีหลายคนเรียกร้องให้แกนนำ นปช. ถอย
เพื่อรักษามวลชน แต่ไม่มีใครสนใจ แถมพวกแดงไร้เดียงสา ยังออกอาการเชียร์ให้สู้จนวินาทีสุดท้าย
มิตรสหายปีกฟื้นฟูฯ วิเคราะห์ว่า ความขัดแย้งหลักของสังคม คือ ความขัดแย้งระหว่าง
"ทุนนิยมผูกขาดสมัยใหม่" กับ "ทุนนิยมศักดินา" ฉะนั้นการต่อสู้ของขบวนการเสื้อแดง
จะต้องใช้เวลาสะสมกำลัง และรอคอยโอกาส ไม่ใช่ใจเร็วด่วนได้ "การเคลื่อนไหวของชาวเสื้อแดง
ได้พัฒนาสู่อนาธิปไตยเช่นเดิม เหมือนสงกรานต์ปีก่อน เพียงแต่คราวนี้รุนแรงกว่าและสุดโต่งกว่า
แกนนำชาวเสื้อแดงดำเนินนโยบายฉวยโอกาสเอียงซ้ายเช่นเดิม" เป็นคำพยากรณ์ของปีกซ้าย
ที่แม่นยำ เพราะคนเสื้อแดงติดหล่ม "อนาธิปไตย" อีกครั้ง "ทางถอยร่นของชาวเสื้อแดงจึงเหลือ
หนทางเดียว คือ ยอมจำนน และพ่ายแพ้ไปอีกครั้งหนึ่ง" แม่นเหมือนตาเห็น เพราะสหายปีกฟื้นฟูฯ
เคยวิจารณ์แกนนำเสื้อแดง ที่เป็น "อดีตสหาย" มาแล้ว โดยเฉพาะการนำพาคนเสื้อแดงไปเคลื่อนไหว
ภายใต้ร่มธงของชนชั้นนายทุน ปีที่แล้ว คำขวัญ "โค่นล้มอำมาตยาธิปไตย" ก็สุดโต่ง มีกลิ่นอาย
ความคิดฉวยโอกาสเอียงซ้าย ประกอบกับการปิดถนนต่างๆ จึงนำขบวนทั้งขบวนเข้าสู่ภาวะอนาธิปไตย

ปีนี้การปิดแยกราชประสงค์ ก็นำขบวนทั้งขบวนเข้าสู่ภาวะอนาธิปไตย และการปรากฏตัวของ
"กองกำลังไม่ทราบฝ่าย" ก็ยิ่งทำให้นำพาขบวนทั้งขบวนยากสลัดภาพความรุนแรง
นี่เป็นการยอมรับความเป็นจริงของ "ซ้ายเก่า" ซึ่งตรงกันข้ามกับนักประชาธิปไตย "แอ๊บแดง"
หรือ "กระแดะแดง" ที่ปิดตาข้างเดียวประเมินสถานการณ์ คนพวกนี้มองไม่เห็นอนาธิปไตย
มองไม่เห็นกองกำลังติดอาวุธชุดดำ มองไม่เห็น "เสธ.แดง" และ "แก๊งนายพล"
ที่นั่งบัญชาการอยู่บนตึกสูงย่านประตูน้ำ
หากแกนนำ นปช. ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตมนุษย์
ย่อมนึกถึงคำสอนของเลนินที่ว่า "ถอยหนึ่ง เพื่อเดินหน้าสองก้าว" มิตรสหายปีกฟื้นฟูฯ
ยังหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในอนาคต แต่นั่นหมายถึง การต่อสู้ของมหาประชาชน
ภายใต้ร่มธงของชนชั้นกรรมาชีพ ขบวนการประชาชน จะต้องมีแก้ว 3 ประการ คือ
พรรค กองทัพ และแนวร่วม พรรคการเมืองนั้น จะต้องไม่ใช่พรรค "เพื่อทักษิณ" กองทัพนั้น
จะต้องไม่ใช่กองทัพประชาชนของ "เสธ.แดง" และจะต้องไม่ใช่แนวร่วมแบบ "ดารณี ไฮโซ"

ที่สำคัญ ต้องไม่ยึดเอา "ลัทธิอนาธิปไตย" มาเป็นคัมภีร์ในการต่อสู้อย่างเด็ดขาด!

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Fri May 21, 2010 10:10 am

กองทัพไทย ปัจจุับัน เป็นแค่ กองกำลังติดอาวุธ
เพราะ ถูกแบ่งเป็นหลายก๊ก รวมตัวกันอย่างหลวมๆ
ใครรวบรวมพรรคพวกได้มากกว่า ก็ขึ้นมากุมอำนาจ
รอก๊กอื่นรวบรวมคน ขึ้นมาแย่งอำนาจกันใหม่

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Fri May 21, 2010 12:16 pm



http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t721-50.htm

http://www.oknation.net/blog/99169916/2010/03/17/entry-1

วันพุธ ที่ 17 มีนาคม 2553

อริสมันต์ขู่จะทำให้ศิริราช และสถานที่สำคัญ หายไปจากประเทศไทย

Posted by น้องแก้มจ๊ะ

http://www.youtube.com/watch?v=yy3a73Y6fBg



ข้อสงสัยต่อแกนนำนปช.กับแผนจลาจล : ทำไมไม่มีใครคุมยุติม็อบ

วันที่ 20 พฤษภาคม 2553 15:42

โดย : ทศพร โชคชัยผล



การยุติชุมนุมของแกนนำเสื้อแดง กำลังกลายเป็นประเด็นสงสัยว่ามีเจตนา
ให้เกิดจลาจลเป็นแผนที่วางไว้ล่วงหน้า นี่คือบทเรียนสำหรับหญ้าแพรก


ไม่น่าเชื่อว่าการชุมนุมของกลุ่มร่วมร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)หรือ
กลุ่มคนเสื้อแดงที่ปักหลักอยู่แยกราชประสงค์มานับเดือน จะกลายเป็นการจลาจลไปทั่วเมือง


จากนี้ไป คงมีบรรดาผู้รู้ออกมาวิเคราะห์กันมากมาย รวมทั้งบรรดา"นักแห่กระแส" ทั้งฝ่ายสนับสนุน
เสื้อแดงและฝ่ายตรงข้าม ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นพวกนักการเมือง"เหลือเดน" ที่ทำให้สถานการณ์บานปลาย
มากกว่าช่วยกันรักษาระบอบประชาธิปไตย แต่ที่น่าสนใจ ที่อยากให้ผู้อ่าน"สนใจเป็นพิเศษ"
ก่อนที่ประเด็นอื่นที่มากลบให้เลือนหายไป นั่นคือ การยุติการชุมนุมของแกนนำเสื้อแดง(ที่เหลือ)
ขึ้นประกาศขอยุติการชุมนุมแบบลุกลี้ลุกลน ก่อนมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ เขาประกาศกัน
ด้วยความ"หวาดกลัว"คือ กลัวตาย ทั้งๆที่ประกาศก้องราชประสงค์ว่าขอตายบนเวทีกับพี่น้อง
ที่มาร่วมชุมนุม แต่คนที่เผ่นก่อน ก็คือ อริสมันต์-สุพร-เหวง ส่วนที่เหลือ หากใครได้ติดตาม
การถ่ายทอดสดจะเห็นว่าเกิดความตระหนกอย่างยิ่ง
และยิ่งมีเสียงดังคล้ายปืนในระหว่างที่ประกาศอยู่นั้น

ทำเอาบรรดาแกนนำเหล่านี้หน้า"ถอดสี" ก่อนรีบลงจากเวทีเข้าไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ไม่มีใครเลยอยู่บนเวที เพื่อคอยควบคุมสถานการณ์การยุติชุมนุม ระหว่างที่มวลชนเหล่านี้อยู่บนท้องถนน
ท่ามกลางกระแสข่าวทหาร"กำลังเข้าสลาย" ทั้งๆ ที่ "เหวง-จตุพร" ต่างก็เคยผ่านการปลุกม็อบมา
นับครั้งไม่ถ้วน แต่ในครั้งนี้เหตุใดจึงลืมไปว่าต้องทำอย่างไร ซึ่งต่อมาฝูงชนผู้เรียกร้อง
ประชาธิปไตยและความยุติธรรมก็กลายเป็นฝูงชน"บ้าคลั่ง" มีคนสงสัยว่า

1. มีแผนไว้แล้วว่าจะเผาเพราะฉะนั้นจึงรีบพาตัวเองไปอยู่ในที่ปลอดภัยซึ่งก่อนหน้า
นั้นแกนนำก็ประกาศแทบทุกคน จนมีป้ายจากผู้ชุมนุมชูกันว่อนว่า "รอตกใจ"

2. แกนนำกลัว"ผู้กำกับ"ที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเรายังไม่รู้ว่าเป็นใคร ผู้กำกับกลุ่มนี้
เป็นผู้มีอำนาจในการคุมม็อบตัวจริง

3. แกนนำรู้ว่าอารมณ์ม็อบตอนนี้เป็นอย่างไร ก็รีบเข้าไปในที่ปลอดภัยก็เพราะกลัวอารมณ์
ม็อบที่ตัวเองปลุกขึ้นมาด้วยอารมณ์แห่งความเกลียดชังตลอดระยะเวลาหลายเดือน

หากเปรียบเทียบกับการยุติการชุมนุมในเม.ย.ปีก่อนต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในครั้งนั้นนายวีระ มุสิกพงษ์
ประกาศยุติการชุมนุมด้วยข้ออ้างเดียวกัน คือ ไม้ต้องการความสูญเสีย แต่นายวีระยังอยู่คุม
การสลายการชุมนุมตั้งแต่ต้นจนจบเมื่อผู้ชุมนุมคนสุดท้ายขึ้นรถกลับบ้าน

แต่ครั้งนี้ แกนนำรีบเผ่นทันที เบื้องหลัง"จลาจล"ครั้งนี้เป็นอย่างไร ต่อจากนี้จะมีคำอธิบายอีกมาก
และจะมีการอธิบายถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง ยิ่งกว่านวนิยายอาชญากรรม แต่หากใครเชื่อว่า
ไม่มีความจำเป็นต้องขุดคุ้ยเบื้องหน้าเบื้องหลังมาก แต่ดูจาก"ผล"ที่เกิดขึ้น ก็แสดงถึง"เจตนา"
ก็ไม่น่าประเมินยาก การพูดพร้อมกับคำขู่ถึงการจลาจลและสงครามประชาชน
มานานหลายเดือน พร้อมขู่เผาหากถูกสลายการชุมนุม บัดนี้มันเกิดขึ้นจริงแล้ว

ท่านผู้อ่านคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ทำไมจึงมี"การพูด"ก่อนเกิดเหตุการณ์จริง?

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Fri May 21, 2010 1:23 pm

ในสถานการณ์ : หนีตายในประเทศไทย



โดย แอนดริว บันคอมบ์
นักข่าว นสพ.ดิ อินดีเพ็นเด้นท์ ส่งรายงานนี้จากพื้นที่การปะทะในกรุงเทพ
ที่มา The Independent แปลโดย ประชาไท
20 พฤษภาคม 2553

พอกระสุนลิ่วเข้ามา พวกเราก็ต้องหาที่ซุกตัวหลบซ่อน ผู้คนแถวนั้นล้มตัวลงกับพื้นด้วยอาการหวาดหวั่น
บางคนหลบหลังรถยนต์ พยายามบีบกายให้เล็กพอดีกับขนาดฝาครอบล้อรถ คนอื่นๆ กระโจนหลบ
กันจ้าละหวั่น เข้าไปอยู่หลังรถยนต์บ้าง รถกระบะบ้าง หลบหลังต้นไม้หรือแม้แต่กระถางต้นไม้ก็ยังมี

ผมกำลังอยู่ตรงทางเข้าวัดแห่งหนึ่ง วัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิมีไว้สำหรับสวดมนต์ จึงควรจะใช้เป็นที่
หลบภัยได้ แต่พอได้ยินเสียงลั่นไกปืนประกอบเสียงปังๆ ของลูกปืน ลิ่วเข้ามาแถวร้านขายของ
ที่ระลึกของวัด พวกเราต่างก็ตระหนักว่า แม้แต่วัดแห่งนี้เองก็ไม่ปลอดภัย

ผู้บาดเจ็บถูกหามบ้างลากบ้างเข้าไปในวัด พวกเขาเลือดไหลอาบตัวส่งเสียงกรีดร้อง นอนบนเสื่อบ้าง
ผ้าห่มบ้าง อะไรก็ได้ที่วางอยู่แถวนั้น อาสาสมัครเสื้อแดงผู้กล้าหาญพยายามช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ
เท่าที่ทำได้ ใช้ผ้าเช็ดตัว ผ้าพันแผล พลาสเตอร์ ห้ามเลือดจากรอยแผลกระสุนระหว่างที่ผู้บาดเจ็บ
รอคนนำตัวไปส่งโรงพยาบาล พวกอาสาสมัครช่วยเหลือไม่มีเครื่องมือปฐมพยาบาลเบื้องต้น
ให้ใช้ไปมากกว่านี้

วัดแห่งนี้ติดป้ายข้างหน้าว่าเป็น “เขตอภัยทาน” หมายความว่าเป็นพื้นที่ปลอดการฆ่าล้าง

ช่วงบ่ายวานนี้ ในขณะที่ตึกใหญ่หลายแห่งในกรุงเทพฯ กำลังลุกเป็นไฟ ทำให้ควันดำปกคลุม
ไปทั่วท้องถนน รอบข้างวัดเก่าแก่อายุ 150 ปีแห่งนี้ได้กลายสภาพเป็นสมรภูมิรบอันน่าสยดสยอง
ไปด้วย ผู้คนติดอยู่ในวัดออกมาไม่ได้

หลายคนที่เสียชีวิตเมื่อวานนี้นอนตายอยู่นอกรั้ววัดนั่นเอง และยังมีผู้บาดเจ็บอีกนับไม่ถ้วน
พวกที่เข้ามาหลบอยู่ในวัดก็ใช่ว่าจะปลอดภัย ภายในวัดมีศพเจ็ดร่างวางเรียงกันอยู่

เช้าวานนี้ คนเสื้อแดงหลายพันได้หลบหนีจากแยกราชประสงค์ อันเป็นบริเวณที่พวกเขาไปปักหลัก
ประท้วงอยู่นานกว่าสองเดือน หลังจากที่ทหารบุกทะลายแนวรั้วกั้นเข้าไปได้ และหลังจากที่แกนนำ
ประกาศให้ยุติการชุมนุม พวกเขาก็วิ่งหนีเข้าไปหลบในวัดปทุมวนาราม บรรยากาศภายในวัดทั้งตึงเครียด
ทั้งหวาดหวั่น แต่ผู้คนในนั้นเชื่อว่า ทหารจะไม่ทำให้ภายในบริเวณวัดกลายเป็น สมรภูมิฆ่าพวกเขา
สวดมนต์แสดงความเชื่อความหวังอย่างนั้น

“พอแกนนำบอกให้พวกเรากลับบ้าน ก็เลยมานี่ แกนนำบอกว่า จบแล้ว” หญิงเสื้อแดงคนหนึ่งที่หลบอยู่
ในวัดเล่าให้ฟัง อีกคนหนึ่งคุณมาลี หงวนสง่า [Malee NguanSanga] พูดขึ้นมาว่า
“ในชีวิตไม่เคยเห็นรัฐบาลชุดไหนชั่วเท่าชุดนี้”

บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างกระทันหัน พวกเราได้ยินเสียงปืนดังลั่นเข้ามาทางทิศตะวันตก ผู้สื่อข่าวบางคน
ที่เพิ่งเข้ามาในวัดบอกว่า มีเสื้อแดงกลุ่มเล็กๆ กำลังตอบโต้ด้วยหนังสติ๊ก ปืนพก และระเบิดเพลิง
ตากล้องผู้หนึ่งบอกว่า เห็นชายคนหนึ่งโดนยิงขณะวิ่งหนีแนวทหาร โดนกระสุนสองลูกเข้าทางหลัง
ดูเหมือนว่าลูกหนึ่งจะทะลุออกทางหน้าอก ภาพถ่ายที่ตากล้องผู้นี้ให้ผมดูนั้นน่ากลัวทีเดียว

จู่ๆ เสียงกระหน่ำยิงก็ดังขึ้น และดูเหมือนจะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสียงปังๆ ถี่ขึ้น เสียงปืนแก๊ปฟังแล้ว
ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถเด็ดชีวิตผู้คนได้

ชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในวัด เขาไม่ใส่เสื้อ จึงมองเห็นว่า แผ่นหลังด้านล่างของเขามีรอยแผล
เป็นรูใหญ่ ไม่รู้ว่าโดนยิงขณะกำลังวิ่งอยู่ในบริเวณวัดหรือบาดเจ็บมาก่อนหน้านั้นแล้ว บรรยากาศ
โกลาหลเกินกว่าจะถามเช็คกับใครได้ พอเจ้าหน้าที่ปฐมพยาบาลทีมหนึ่งเห็นรอยแผลของเขาก็วิ่ง
เข้าไปช่วยเหลือทันที

พวกเขาลากชายผู้นี้เข้าไปอยู่ในมุมที่ดูน่าจะปลอดภัย จับร่างของเขาพลิกหงาย แล้วใช้ผ้าเช็ดตัว
กับผ้าพันแผลกดซับเลือด ในทีมปฐมพยาบาลนั้นมีหญิงคนหนึ่งซึ่งทำหน้าที่ราวกับว่าไม่รู้จักความกลัว

หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีผู้หามคนบาดเจ็บอีกคนหนึ่งเข้ามาในวัด ดูเป็นชายมีอายุ ท่าทางไม่ค่อยแข็งแรง
เข้าใจว่าโดนยิงตรงหัวไหล่ ทีมอาสาสมัครปฐมพยาบาลรีบเข้าไปช่วยเหลือเขาทันที
ชายผู้นี้ส่งเสียงครวญครางแผ่วเบาประสานเสียงปังๆ ของปืน

ตอนนั้นผมเป็นนักข่าวเพียงไม่กี่คนที่หลงเหลืออยู่ภายในวัด และช่วงนั้นเองผมได้รับบาดเจ็บ
ตรงขาด้านนอกตอนแรกนึกว่าโดนสะเก็ดระเบิดสองสามชิ้น แต่ภายหลังเห็นว่า เป็นชิ้นส่วนกระสุน
ที่ฝังตัวลงลึกในเนื้อโคนขา ลึกถึงสามนิ้วได้ เดาไม่ออกว่ากระสุนนี้ยิงมาจากทิศไหน ไม่แน่ใจว่า
ทหารจงใจยิงนักข่าวแล้วหรืออย่างไร หรือว่าไม่สนใจแล้วว่าใครเป็นใคร เจ้าหน้าที่ปฐมพยาบาลรีบวิ่ง

มาช่วยทันที ราดน้ำเย็นใส่แผลซึ่งกำลังไหม้แล้วกดทับด้วยผ้าพันแผล กระสุนเข้าเนื้อเฉยๆ
จึงอาการไม่ร้ายแรงนัก แต่ก็ปวดแสบปวดร้อนเอาการ รอบข้างผมนั้นเต็มไปด้วยผู้บาดเจ็บ
บรรดาอาสาสมัครที่เปิดคลินิกฉุกเฉินและแจกยากันตรงนั้น ไม่สามารถช่วยเหลือพวกเขา
ได้มากกว่าที่ทำอยู่

ระบุไม่ได้จริงๆ ว่ากระสุนที่โดนขาผมนั้นยิงมาจากตรงไหน และไม่สามารถตอบได้ว่า
ทหารยิงกราดไปทั่วอย่างไร้บันยะบันยังด้วยเหตุผลอันใด ลูกปืนที่กราดเข้ามานั้นยิงจากสไนเปอร์
หรือพลทหารธรรมดา? ที่ค่อนข้างแน่ใจทีเดียวก็คือว่า กระสุนมาจากฝั่งทหารคงไม่สามารถ
ตอบได้ว่าใครเป็นคนสั่งให้ทหารยิงไม่เลือกหน้า ทั้งๆ ที่อยู่ในระยะใกล้ผู้คนจำนวนมาก ผู้คนซึ่ง
เกือบทั้งหมดไม่พกอาวุธ ไม่ได้ทำตัวเป็นอันตราย และได้ออกจากพื้นที่ชุมนุมตามคำขอ
ของทางการแล้ว หากพวกเขามีโอกาสที่จะออกจากตรงนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ก็ทำอย่างนั้นไปแล้ว
ทุกคนทราบดีว่า นี่เป็นจุดจบของการต่อสู้ อย่างน้อยก็เป็นจุดจบของขั้นตอนนี้ของการต่อสู้
บรรดาผู้นำระดับสูงสุด ต้องตอบคำถามสำคัญเร่งด่วนหลายประการทีเดียวในกรณีนี้

วัดปทุมวนารามสร้างขึ้นช่วงรัชกาลที่ 4 ในยุคที่บริเวณรอบข้างยังคงเป็นคูคลองอยู่ ไม่เหมือนปัจจุบัน
ที่ละแวกนี้เต็มไปด้วยตึกสูงกับห้างสรรพสินค้า บริเวณวัดได้กลายเป็นค่ายอพยพกึ่งโรงพยาบาลไปแล้ว
พระกำลังสวดมนต์ ผู้คนปูเสื่อหาที่ซุกหัวนอน บางคนพยายามหาของกิน คนส่วนใหญ่ที่หลบอยู่ในนั้น
แทบจะไม่มีอะไรติดตัวมาเลย หลายคนมีเสื้อผ้าชุดเดียวก็ต้องซักตากกันตรงนั้น บรรยากาศเต็มไปด้วย
ความหวาดหวั่น ไม่มีใครตอบได้ว่า จะต้องอยู่ในนั้นกันอีกนานเท่าไหร่

ที่ตลกร้ายก็คือว่า โรงพยาบาลตำรวจตั้งอยู่ใกล้ประตูทางเข้าวัดเพียงนิดเดียวเท่านั้นเป็นโรงพยาบาล
ที่ว่ากันว่า เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการยามเกิดเหตุเช่นนี้มานานเป็นเดือนแล้ว
ไม่มีใครกล้าหามผู้บาดเจ็บข้ามถนนไปส่งโรงพยาบาลเพราะถนนได้กลายเป็นสนามยิงปืนไปแล้ว

มันน่าประหลาดใจจริงๆ ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลได้ คนเสื้อแดงบางคนบอกว่า
ยังมีกลุ่มพกอาวุธยิงตอบโต้ทหารอยู่ จึงหวั่นเกรงว่าทหารจะใช้อาวุธหนักยิงสวนเข้ามาอย่างที่ทำ
มาทั้งวันแล้ว ผู้คนกลัวมากจึงไม่ยอมลุกไปไหน พอผ่านเคอร์ฟิวสองทุ่มไป พวกเราจึงไม่มีทางเลือกอื่น
ต้องนอนรอกันไป บนเก้าอี้พับบ้าง เปลหามบ้าง หรือบนเสื่อ บางคนนั่งนิ่งๆ บางคนร้องครวญคราง
ต่างคนต่างตระหนักดีว่า หมดหนทางที่จะช่วยตัวเองแล้ว

ในที่สุดก็ดูเหมือนว่า แถวนั้นตกลงหยุดยิงกันได้ หลังจากที่สำนักนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
บุคคลที่ผู้ชุมนุมพยายามขับไล่ให้พ้นตำแหน่งอย่างสุดกำลัง ได้เข้าไปติดต่อประสานงานไม่ทราบเหมือนกันว่า
หากไม่มีผู้บาดเจ็บเป็นนักข่าวต่างประเทศรวมอยู่ด้วยแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักข่าวคนหนึ่งที่มีเพื่อนร่วมงาน
ชาวแคนาดากับล่ามวิ่งเต้นอย่างเต็มที่ให้นำตัวเขาออกมาให้ได้ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า หากไม่มีเขาแล้ว
หน่วยงานระดับสูงของประเทศจะเข้ามาช่วยเหลืออย่างนี้หรือเปล่า?อาจจะไม่ก็ได้

อย่างไรก็ดีในที่สุดกาชาดก็สามารถส่งขบวนรถพยาบาลเข้ามาในวัด เพื่อนำตัวผู้บาดเจ็บสาหัส
ส่งโรงพยาบาลไปก่อน แล้วจะกลับมารับหญิงที่บาดเจ็บกับพวกเด็กๆ

พนักงานกู้ภัยนำตัวผู้ที่บาดเจ็บมากที่สุดออกไปก่อน

คนแรกที่หามออกไปคือชายหนุ่มที่โดนยิงตรงหลัง คนที่สองเป็นชายอีกคนหนึ่งถูกยิงตรงขา
เขาร้องครวญครางตลอดเวลาที่เจ้าหน้าที่หามเขาลงเปลไปขึ้นรถ และพนมมือราวกับกำลังสวดมนต์
ให้ตัวเองและประเทศชาติ

ตัวผมกับชายอีกคนหนึ่งที่โดนยิงตรงน่องออกไปด่้วยกันในรถพยาบาลคันสุดท้าย เขาชื่อ
ณรงค์ศักดิ์ สิงห์แม่ [Narongsak Singmae] เป็นคนอิสานอายุ 49ปี ขณะนอนรอ
เขาพูดกับผมว่า “ไม่อยากจะเชื่อว่าพวกมันยิงคนในวัด”


นักข่าว กับ ทหาร ตายเคียงกัน เขาคือผู้เสียสละ นี่คือหลักฐานในการสร้างความชอบดำ
เรื่องกองกำัลงติดอาวุธ ทหารอารักขาผู้สื่อข่าวเสมอ
เขาดี เขาไม่ควรถูกกล่าวหา

ธนกร ศรีดี
ขอแชร์นะ เพราะฉันไม่ได้เข้าไปข้างในกับคุณ จึงขอรูปนี้เป็นความทรงจำ นายทหารจาก ม.พัน3 เกียกกายผู้นำรถสายพานลำเลียงมาเคลียระเบิดให้พวกเรา เขายังไม่ตาย เขาเข้มแข็ง อยู่ไอซียู จุฬา ขอให้ความดีงามจงคุ้มครองเขาด้วย

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Fri May 21, 2010 5:39 pm

http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9530000069948

สื่อจีนรายงาน “กรุงเทพฯกลายเป็นทะเลเพลิง” ครึกโครม
20 พฤษภาคม 2553 19:29 น.


ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ขณะถูกไฟเผาไหม้ในคืนวันที่ 19 พ.ค.

กลุ่มสื่อจีนรายใหญ่รายงานข่าวความวุ่นวายในประเทศไทยกันคึกคัก
เป็นข่าวใหญ่อันดับแถวหน้า โดยเฉพาะในวันที่ความขัดแย้งระเบิด
จนกรุงเทพฯกลายเป็นทะเลเพลิง


ค่ายสื่อจีน พากษ์ภาษาจีน

“ซินหัว” ชี้ปมขัดแย้งอยู่ที่ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย

ซินหัวเน็ต สื่อรัฐอันดับหนึ่งของจีน ภาคภาษาจีน พาดหัวข่าว "รัฐบาลนำกำลังสลายการชุมนุม
“กองทัพเสื้อแดง” และควบคุมสถานการณ์ทั่วไปในกรุงเทพฯได้"


ซินหัวได้รายงานสถานการณ์ในกรุงเทพฯวันที่ 19 พ.ค. กองทัพนำรถถังปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่
บริเวณสวนลุมพินีและช่วงบ่ายแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งสื่อจีนเรียกว่า “กองทัพเสื้อแดง”
ประกาศสลายการชุมนุม และแกนนำ 7 คน ได้เข้ามอบตัวกับตำรวจ แต่กลุ่มคนเสื้อแดงส่วนหนึ่ง
ต่อต้านบุกเผาสถานที่ต่างๆในกรุงเทพฯ จากใจกลางเมืองสยามสแควร์ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์
ตรงแยกราชประสงค์ ห้างเซ็นเตอร์วันย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อาคารมาลีนนท์ที่ทำการสถานีโทรทัศน์
ช่อง 3 และจุดอื่นๆ จนกรุงเทพฯกลายเป็นทะเลเพลิง กระทั่งรัฐบาลได้ประกาศเคอร์ฟิวเป็นเวลา 3 วัน
และกลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งได้ขึ้นรถประจำทางที่รัฐบาลจัดให้เดินทางกลับบ้าน

ในท้ายรายงานข่าว ซินหัวอ้างนักวิเคราะห์ท่านหนึ่ง ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่าง “กองทัพเสื้อแดง”
และรัฐบาล อาจยุติเพียงชั่วคราว แต่ความขัดแย้งระหว่างสังคมและรัฐบาลในประเทศไทย
ยังอยู่ในระดับล่อแหลมอันตรายยิ่ง
หลังจากที่ดำเนินมาตรการฟื้นฟูสังคม รักษาความความสงบแล้ว
รัฐบาลไทยจะต้องผลักดันแผนการปรองดองทางการเมืองโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งปฏิรูป
ขจัดความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นในสังคม

นอกจากนี้ ซินหัวได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์นักข่าวจีนประจำกรุงเทพฯ นายเหริน เชียน เกี่ยวกับ
สถานการณ์วุ่นวายวันที่ 19 พ.ค. โดยพาดหัวข่าวรายงานบทสัมภาษณ์นี้ คือ
รัฐบาลไทยสลายการชุมนุม “กองทัพแดง” โหมกระพือการก่อกวน
สถานการณ์ความปลอดภัยในกรุงเทพฯน่าวิตก”


นายเหริน เชียน ได้เล่าลำดับเหตุการณ์ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จากปฏิบัติยึดคืนพื้นที่ แกนนำประกาศ
สลายการชุมนุมและส่วนหนึ่งมอบตัว กระทั่งกลุ่มประท้วงราว 200 คน จุดไฟเผาห้างสรรพสินค้าใหญ่
ใจกลางเมือง การบุกเผาสถานีโทรทัศน์ช่อง3 และที่อื่นๆ 20 กว่าจุด ถึงการประกาศเคอร์ฟิว
และระบุยอดผู้เสียชีวิตระหว่างการสลายการชุมนุมของรัฐบาลจากวันที่ 13 พ.ค.- 19 พ.ค.
เท่ากับ 43 คน บาดเจ็บเพิ่มเป็น 365 คน

ในวันที่ 19 พ.ค. ซินหัวยังได้เสนอรายงานข่าวปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย พาดหัว
“เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐชี้ กลุ่มคน 2 เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทย ครองผลประโยชน์
ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี คือรากเหง้าวิกฤตทางการเมืองไทย”
ระบุความเหลื่อมล้ำ
ระหว่างชนชั้นนำทางเศรษฐกิจในกรุงเทพฯและคนยากจนในชนบท นับวันยิ่งขยายกว้าง

เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐที่ไม่เผยนามยังชี้ว่า ประเด็นอดีตนายกฯทักษิณ เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น
แต่ปมความขัดแย้งที่ลึกซึ้งกว่า คือ ทำไมคนเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ ครอบครองผลประโยชน์
ถึง 80 เปอร์เซนต์ของจีดีพี?”


ภาพกราฟฟิกของสื่อฮ่องกง “หมิงเป้า” แสดงสถานที่ในกรุงเทพฯที่
ถูก “กลุ่มรากหญ้าของกองทัพเสื้อแดง” เผาเมื่อวันที่ 19 พ.ค.

ฟีนิกซ์ หรือเฟิ่งหวง (ifeng.com) ยักษ์ใหญ่สื่อฮ่องกง
นำเสนอข่าวสถานการณ์ในประเทศไทยเมื่อวันที่ 19 พ.ค.เป็นข่าวพาดหัวอันดับหนึ่ง พร้อมเปิด
หน้าเว็บพิเศษใหญ่รายงานสถานการณ์เผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลและกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างรอบด้านถี่ยิบ
โดยแบ่งคอลัมน์หลัก ได้แก่ ความคืบหน้าสถานการณ์, ทัศนะของแต่ละฝ่าย, ปฏิกิริยาต่างชาติ,
บทวิเคราะห์ของค่ายสื่อระหว่างประเทศ, ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อสีต่างๆ,
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของนักวิเคราะห์ค่ายสื่อเฟิ่งหวง เป็นต้น

หมิงเป้า สื่อยักษ์ใหญ่ของฮ่องกงอีกราย
อุทิศพื้นที่ข่าวต่างประเทศให้แก่สถานการณ์ปะทะในประเทศไทย โดยรายงานข่าววันที่ 19 พ.ค.
พาดหัว “กรุงเทพฯกลายเป็นทะเลเพลิง ห้างสรรพสินค้ายอดฮิตของชาวฮ่องกงถูกเผาวอด”
โดยรายงานตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ไชน่า ไทมส์ สื่อรายใหญ่ของไต้หวัน
มิได้เสนอจลาจลในประเทศไทยเป็นข่าวพาดหัวในหน้าแรก โดยนำเสนอข่าวพาดหัว
อันดับสองในคอลัมน์ข่าวต่างประเทศ

ค่ายสื่อจีน พากษ์ภาษาอังกฤษ

ด้านเซาท์ไชน่า มอร์นิงโพสต์ (SCMP)

พาดหัวการยอมมอบตัวของแกนนำเสื้อแดงและรายงานว่า ผู้ประท้วงได้เผาอาคาร 17 แห่ง
รวมถึง ตลาดหลักทรัพย์ ห้างเซ็นทรัลเวิร์ล ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่เป็นอันดับสอง
ในอาเซี่ยน จนพังถล่ม

scmp รายงานโดยอ้างคำพูดขอศ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการประวัติศาสตร์
ที่กล่าวว่า ความรุนแรงแผ่เป็นวงกว้าง และไม่สามารถควบคุมได้นี้ เป็นความรุนแรงทางเมือง
ที่ใหญ่กว่าครั้งใดๆ พร้อมับถ่ายทอดคำพูดของทักษิณ ชินวัตร ที่กล่าวว่าการสลายการชุมนุม
ของทหารจะทำให้ผู้ประท้วงโกรธแค้น จะเกิดจลาจลและการสู้รบแบบกองโจร

ขณะที่หนังสือพิมพ์โกลเบิล ไทมส์
ก็ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ในประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ได้รายงานการมอบตัวของ
แกนนำ ว่าทางการไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงความสูญเสีย ในการยุติการชุมนุมกลางเมืองนาน 69 วัน
โกลเบิลไทมส์ รายงานว่า กำลังทหารกว่า 1,000 นาย รถหุ้มเกราะและเฮลิคอปเตอร์ ได้ถูกนำมา
ใช้ในการบุกกระชับพื้นที่ จนสำเร็จภายใน 2 ชั่วโมง และแจ้งประกาศทางเครื่องขยายเสียงให้ผู้ชุมนุม
ออกจากพื้นที่ จนกระทั่งเวลา 13.30 น. ของวันพุธ แกนนำก็ยอมมอบตัวกับตำรวจ

โกลเบิลไทมส์ รายงานอ้างคำพูดของชาวจีนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพ ผู้ขอสงวนชื่อว่า "ลิ่ว" เขากล่าวว่า
รู้สึกหมดศรัทธากับรัฐบาลไทย นอกจากนั้นยังรายงานความคิดเห็นที่อยู่ในเว็บไซต์ของ ซีเอ็นเอ็น ว่า
รัฐบาลกระทำป่าเถื่อนกับประชาชนของตนเอง และการสังหารผู้ที่ไม่มีอาวุธเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

เจี่ย ชิงกั๋ว รองอธิการบดีของสถาบันศึกษากิจการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง
กล่าวกับโกลเบิล ไทมส์ ว่า โครงสร้างทางสังคมในประเทศไทยมีความซับซ้อน
และรากความขัดแย้งทางสังคมมีต้นตอมาจากความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นนำกับชนชั้นล่าง


ซู่ จิ่งเสียง รองผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาโลกาภิวัตน์ จากสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าวว่า
การลุกฮือขึ้นของประชาชนก็เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบศักดินา
และความไม่เท่าเทียมอันเป็นสิ่งที่พบเห็นทั่วไปใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ โกลเบิล ปิดท้ายว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย ได้ยื่นข้อเสนอปรองดองกับ
กลุ่มผู้ชุมนุมว่าจะปฏิรูปการเมือง เพื่อสร้างเสถียรภาพสังคมและลดความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นปัญหา
ที่ฝังรากในสังคมไทยมานานแล้ว

ส่วนไชน่าเดลี่ พาดหัวว่ากรุงเทพตกอยู่ในกองเพลิง หลังกองทหารยึดพื้นที่คืน
ว่าเป็นความรุนแรงทางการเมืองมากที่สุดในรอบ 20 ปี ของไทย

ไชน่าเดลี่ เสนอข่าวโดยอ้างรายงานคำพูดของ ธิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ นักรัฐศาสตร์
จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าตอนนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงอาจจะเพียงเผาอาคาร แต่ต่อไป
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาจับอาวุธสู้กับรัฐบาล กองกำลังรักษาความมั่นคงทั่วประเทศซึ่งนี่เป็น
เพียงการเริ่มต้น การสลายการชุมนุมไม่ได้ทำให้เขาจำนน และสถานการณ์ยังคงเลวร้ายขึ้น


ไชน่าเดลี่รายงานว่า ขณะที่ทหารเข้าทำการยึดพื้นที่ มีกระสุนและระเบิดหลายลูก ถูกยิงและขว้าง
เข้าใส่ทหาร จนต้องถอยร่นก่อนจะ ตั้งแนวรุกคืบต่อ และการโจมตีนั้น ทำให้ช่างภาพข่าวชาวอิตาลี
เสียชีวิต นักข่าวแคนาดาบาดเจ็บจากสะเก็ดกระสุนหัวระเบิด และนักข่าวชาวอังกฤษจากหนังสือพิมพ์
เดอะ อินดิเพนเด้นท์ ถูกยิงที่ขา โดยก่อนหน้านั้น ก็มีนักข่าวสองคนได้รับบาดเจ็บไปก่อนแล้ว
เป็นนักข่าวเนเธอร์แลนด์และนักทำภาพยนตร์สารคดีชาวอเมริกัน

ไชน่าเดลี่ยังรายงานการแถลงในตอนเข้ามอบตัวของแกนนำเสื้อแดง และคำกล่าวของ
สมยศ พฤกษาเกษมสุข หนึ่งในแกนนำฯ ว่า นี่ไม่ใช่จุดจบ และการเคลื่อนไหวมวลชน
ทั้งในกรุงเทพและจังหวัดอื่นๆ จะเริ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นการกระทำที่เป็นอิสระ ไม่ได้มีใครนำ
มวลชนจะกลับมาอีกครั้งในไม่ช้า

http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=38736

ความย่อยยับจากน้ำมืออำมาตย์

จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้

ปีที่ 11 ฉบับที่ 2802 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม 2010

วิกฤตการเมืองของเรายังไม่จบหากเผด็จการอำมาตย์ยังคงอยู่และยังครอบงำบ้านเมืองอยู่อย่างนี้
ประชาชนก็จะลุกขึ้นมาต่อต้าน และก็จะยิ่งรุนแรงกว่าครั้งนี้เป็นเท่าทวีคูณ ทางที่ดีที่สุดคือ
ต้องคืนเสรีภาพและความยุติธรรมให้กับประชาชน
เมื่อนั้นบ้านเมืองจะสงบสุข นี่คือความคิดเห็น
ของ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ซึ่งรายละเอียดมีดังนี้วิกฤตการณ์ทางการเมืองแม้เผด็จการอำมาตย์และรัฐบาลหุ่นเชิดของ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะกดดันจนแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน
เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดินต้องเข้ามอบตัวและประกาศยุติการชุมนุม

แต่วิกฤตการเมืองก็ยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะตราบใดที่มีความอยุติธรรม ความไม่เป็นธรรม และการกดขี่
ข่มเหง มีการใช้กระบวนการตุลาการ 2 หรือ 3 มาตรฐานเล่นงานศัตรูทางการเมืองฝั่งตรงข้ามฝ่ายเดียว
รวมทั้งการใช้กำลังอาวุธฝ่ายเดียวอย่างนี้ สุดท้ายความขัดแย้งและความโกรธจะปะทุกลับมาอีก
และขอเตือนว่าการปะทุในแต่ละครั้งจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงครั้งหน้า
จะยิ่งรุนแรงกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้อีก ถ้ารากฐานของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขคือ

ระบอบเผด็จการอำมาตย์ที่ครอบงำการเมืองไทย ไม่ยอมให้มีประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ยอมให้มี
รัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง ไม่ยอมให้กระบวนการยุติธรรมเดินไปตามครรลองของมัน และไม่ยอมให้
ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ต่อให้กำจัดคนเสื้อแดงในครั้งนี้ได้ ตายเจ็บจำนวนมาก เอาแกนนำไปใส่คุก
เรื่องก็ไม่จบ เพราะมวลชนที่โกรธแค้นมีถึง 10 ล้านคน พร้อมที่จะออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้อีก
ไม่เป็นเดือนก็เป็นปี และจะใหญ่กว่าเดิมทุกครั้งอย่างแน่นอน ปัญหาจะขยายวงกว้างถ้าเหตุการณ์
ยังเป็นอย่างนี้ โดยเผด็จการอำมาตย์ที่ชักใยรัฐบาลประชาธิปัตย์และชักใย
หุ่นเชิดนายกฯอภิสิทธิ์ ยังคงดำเนินการปราบปรามกดขี่ ใช้ทั้งกระบวนการตุลาการ
หรือนอกตุลาการ และใช้กำลังทหาร ปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงอย่างนี้ต่อไป
สิ่งที่จะได้รับกลับมาคือการต่อสู้ที่รุนแรงของประชาชน

ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ เพราะถ้าเกิดความรุนแรงขึ้นมาฝ่ายเสียหายก็คือประชาชน คนตายคนเจ็บ
ส่วนใหญ่ก็คือประชาชนธรรมดาที่ออกมาต่อสู้ทั้งสิ้น แต่พวกเขาก็ไม่กลัว แม้จะมีการใช้อาวุธสงคราม
เต็มรูปแบบเขายังไม่กลัวและไม่ถอยรัฐบาลและทหารมีแต่จะใช้ความรุนแรงมากขึ้นๆ และคนก็ตายและ
บาดเจ็บเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าถึงจุดๆหนึ่งแล้วฝ่ายประชาชนอาจจะเหนื่อยและอาจยอมพักตัวออกมา
และแม้คุณจะชนะในรอบนี้แต่สุดท้ายคนเสื้อแดงก็จะกลับมาอีก แกนนำชุดเก่าติดคุกไปมันก็มีแกนนำใหม่
ขึ้นมาทดแทนได้ เพราะตราบใดที่ความไม่พอใจ ความโกรธแค้น อาฆาตแค้น และความรู้สึกที่
ความอยุติธรรมยังอยู่ มันก็ต้องกลับมาอีก ให้ลองดูประวัติศาสตร์ทั่วโลก มันมีหรือไม่ที่จบง่ายๆ ไม่มี

แม้แต่พม่าก็ยังระเบิดขึ้นมาเป็นพักๆ และประเทศไทยก็ไม่ใช่พม่าคุณจะทำแบบนั้นไม่มีทางปัญหา
ความขัดแย้งและความรุนแรงจะแผ่ขยายแผ่ซ่านออกไปทั่วประเทศ และจะออกมาในรูปแบบ
ที่แตกต่างจากปัจจุบัน เมื่อคนเสื้อแดงออกมาเรียกร้องอย่างถูกต้อง สันติ ปราศจากอาวุธ สงบ
เรียกร้องดีๆบนท้องถนน แต่รัฐบาลเอาอาวุธสงครามมายิงเขาตายบาดเจ็บจำนวนมาก
คราวหน้ากลุ่มผู้ชุมนุมก็จะไม่ทำแบบเดิม จะหันไปใช้วิธีอื่น เพราะคิดว่าวิธีการนี้ทำแล้วไม่ได้ผล
และจะมาโทษเขาก็ไม่ได้ เผด็จการอำมาตย์และรัฐบาลหุ่นเชิดนายกฯอภิสิทธิ์จะต้องรับผิดชอบ

เมื่อความขัดแย้งมันแผ่ซ่านจนไม่สามารถควบคุมได้ทำให้ประเทศชาติไม่มีความสงบสุขผมขอฟันธงว่า
ในที่สุดแล้วการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงจะกลับมาไม่ช้าก็เร็ว และวิกฤตทางการเมืองครั้งนี้
คงกินระยะเวลาเป็นปีจนกว่าเผด็จการอำมาตย์จะถอยไป จนกว่าจะได้ประชาธิปไตยแท้จริง
และจนกว่าจะได้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กลับคืนมา โดยจะคืนมาด้วยการเอารัฐธรรมนูญ
ฉบับปี 2550 มาแก้หรือยกเลิกปี 2550 แล้วนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาใช้ทั้งฉบับแล้วแก้
บางมาตราขึ้นอยู่กับอนาคตและกระบวนการตุลาการที่ดำเนินไปตั้งเยอะแยะที่เป็นการเมืองทั้งหลาย
ก็ต้องมารื้อฟื้นกันใหม่ตรงนี้ต้องใช้ระยะเวลาและต้องมาชำระล้างองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่
เผด็จการอำมาตย์ไปแทรกแซง ไปครอบงำไว้ ต้องชำระล้างสื่อมวลชนกระแสหลักซึ่งที่ผ่านมา
รับใช้เผด็จการอย่างเต็มตัวและการนองเลือดบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก สื่อมวลชนกระแสหลัก
ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ พวกนี้ปากกาและไมโครโฟนเปื้อนเลือด
ทุกคนจะต้องรับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม นอกจากนี้อาจารย์ในมหาวิทยาลัย นักวิชาการ
บุคลากรในองค์กรตุลาการที่มีส่วนขบวนการหลายๆสิ่ง ผู้นำเอ็นจีโอที่ผันตัวเป็น ส.ว. ทุกคน
ต้องร่วมรับผิดชอบด้วยไม่เว้นราษฎรอาวุโสทุกคนที่มีส่วนร่วมตรงนี้เพราะมือเปื้อนเลือด
จะต้องชดใช้ทุกคน ซึ่งถึงเวลานั้นจะต้องมีการชำระสะสาง อาจจะเรียกว่าต้องล้างประเทศกัน
ผมมั่นใจว่าเหตุการณ์ตรงนี้จะต้องเกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งมันลึก หลายคนอาจจะเริ่มพูดสิ่งที่เรียกว่า
การปฏิวัติของประชาชน เพราะจากเหตุการณ์วันนี้ความเป็นไปได้มีสูง ยิ่งการที่รัฐบาลปราบปราม
คนเสื้อแดงในรอบนี้มีการนองเลือดอยู่ และดำเนินการจับคุมขังดำเนินคดีต่างๆโดยไม่ได้
ดำเนินการกับความไม่ยุติธรรมในหลายปีที่ผ่านมา ผมกลัวว่ามันอาจจะเกิดเป็นการปฏิวัติของประชาชน
โดยที่ไม่มีใครต้องการและจะเสียหายมากรูปแบบปฏิวัติประชาชนอาจจะเป็นการก่อเหตุการณ์
ความไม่สงบซึ่งการต่อต้านรัฐบาลจะกระจัดกระจายทั้งบนดินและใต้ดินไปทั่วประเทศ ส่วนจะรุนแรง
มากกว่าปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ยังประเมินไม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง
ในอนาคต แต่ถ้าหากเคลื่อนไหวออกมาแล้วรัฐบาลยังใช้กำลังปราบปรามเหมือนทุกวันนี้มันก็จะตอบโต้แรง
เพราะเป็นกฎทางกายภาพ คุณไปแรงเขาก็แรงตอบ คุณใช้ปืนเขาก็ใช้ปืน ในเมื่อคุณไม่ตอบสนอง
การเรียกร้องเรื่องความยุติธรรมให้เขาแถม ยังใช้วิธีการที่รุนแรงและไม่รุนแรงกระทำการต่อเขาฝ่ายเดียว
ใครจะนั่งให้ทำข้างเดียว อันนี้ไม่มีใครต้องการผมอยากฝากเตือนไปยังรัฐบาลหุ่นเชิดพรรคประชาธิปัตย์

นายกฯหุ่นเชิดอภิสิทธิ์ และบุคคลทั้งหลายที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ว่า ถ้าคุณยังดันทุรังดำเนินการ
อย่างนี้ต่อไปอีก มันก็ไม่มีอะไรอื่นไกลนอกจากความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ แม้รัฐบาลหุ่นเชิด
จะปราบปรามคนเสื้อแดงสำเร็จรอบนี้ไปได้ ผมคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน

การยอมรับของประชาชนจำนวนมากทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ทั้งคนที่เป็นเสื้อแดงและไม่ใช่เสื้อแดง
ต่างเห็นอกเห็นใจคนเสื้อแดงและรักความเป็นธรรม เห็นความสูญเสียครั้งนี้จะไม่ยอมรับรัฐบาลชุดนี้
แน่นอนแม้ขณะนี้นายกฯอภิสิทธิ์และรัฐบาลชุดนี้อาจจะอยู่ในตำแหน่งและอำนาจต่อไปสักระยะหนึ่ง
จะกี่เดือนก็แล้วแต่ แต่จะปกครองไม่ได้ บริหารประเทศไม่ได้ ไม่ได้ความชอบธรรม ไม่ได้รับการยอมรับ
อาจจะเรียกว่า “รัฐบาลขี้เรื้อน” ที่มีแต่คนรังเกียจ มีแต่คนเกลียดเคียดแค้นชิงชังและรอวันที่จะเอาคืน

ในแง่นี้ผมคิดว่ารัฐบาลหุ่นเชิดและนายกฯอภิสิทธิ์คงต้องพ้นสภาพไปในเวลาอันไม่นาน ถ้าไม่พ้นไป
จากการเคลื่อนไหวหรือการตอบโต้กลับของคนเสื้อแดงในรอบต่อไปก็จะต้องถูกเขี่ยทิ้งโดยเผด็จการอำมาตย์
เองเมื่อหุ้นเชิดนายกฯอภิสิทธิ์และรัฐบาลชุดนี้หมดประโยชน์ บริหารปกครองควบคุมสถานการณ์ต่อไป
ไม่ได้ก็ต้องถูกเขี่ยทิ้งในที่สุด เช่น อาจจะยุบพรรคประชาธิปัตย์และทำให้นายกฯอภิสิทธิ์พ้นสภาพไป
จะมีนายกฯคนใหม่ในสภา อาจจะเป็นคุณชวน หลีกภัย หรือเป็นใครก็ไม่รู้ หรืออาจจะมีการใช้วิธีการพิเศษ
แก้รัฐธรรมนูญให้คนนอกมาเป็นรัฐบาลได้ อาจเกิดขบวนการพิเศษ เกิดรัฐบาลแห่งชาติที่เป็นนายกรัฐมนตรี
จากคนนอกที่แต่งตั้งโดยเผด็จการอำมาตย์จากอำนาจที่อยู่เบื้องหลังอภิสิทธิ์ก็ตั้งเข้ามาก็ได้เผด็จการอำมาตย์
เอาแน่ใช่ ผมคิดว่าเผด็จการอำมาตย์เขาก็เปิดช่องเอาไว้หลายทางเหมือนกัน เพราะเขาก็มีที่ปรึกษาทางกฎหมาย
ของเขาว่าจะใช้ช่องทางไหนบ้าง จะยุบพรรคหรือใช้สภาที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ เอาคนขึ้นมาเป็นหุ่นเชิด
ยังใช้กรอบของรัฐธรรมนูญ ใช้กรอบของรัฐสภาให้ดูว่ายังพอไปได้และดูไม่ให้น่าเกลียดในสายตาของต่างชาติ
หรือเอาคนนอกเข้ามาโดยแก้รัฐธรรมนูญบางมาตราให้เป็นรัฐบาลชุดพิเศษ จนกระทั่งท้ายสุดก็อาจจะเกิด
การปฏิวัติรัฐประหารได้อีก แล้วใช้กระบวนการอย่างรุนแรง ประกาศกฎอัยการศึกเพื่อกวาดล้างทำความสะอาด
ประเทศในสายตาของเขาถ้าเป็นอย่างนั้นจะยิ่งไปกันใหญ่ สุดท้ายจะเป็นสงครามกลางเมืองและ
สงครามปฏิวัติของประชาชน โดยที่มันเกิดขึ้นจากการกระทำของเผด็จการอำมาตย์เองไม่ได้เกิดจาก
ฝ่ายเสื้อแดง ในฐานะที่เป็นนักวิชาการก็ไม่อยากให้เรื่องมาถึงตรงนี้ ไม่อยากให้มีคนเจ็บคนตาย

แต่คนที่ทำให้เหตุการณ์มาถึงทุกวันนี้ได้ มีคนตายคนเจ็บจำนวนมากคือระบอบเผด็จการอำมาตย์
รัฐบาลหุ่นเชิดพรรคประชาธิปัตย์ นายกฯอภิสิทธิ์ รองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ คนพวกนี้จะต้อง
รับผิดชอบทั้งหมด โดยเฉพาะนายกฯอภิสิทธิ์สุดท้ายคงอยู่ประเทศไทยไม่ได้เมื่อคุณอภิสิทธิ์พ้นจาก
ตำแหน่งนายกฯแล้ว เขาจะเป็นอดีตนายกฯที่คนรังเกียจและแย่ยิ่งกว่าอดีตนายกฯหลายคน เช่น
จอมพลถนอม กิตติขจร ที่เกี่ยวพันกับเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2519 หรือ พล.อ.สุจินดา คราประยูร
ที่เกี่ยวพันกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 นำมาซึ่งวิกฤตการเมืองและมีคนตายจำนวนมาก
แม้ว่าอดีตนายกฯทั้ง 2 คนนี้ไม่ได้รับความนิยมมากมาย แต่ก็เป็นอดีตนายทหารใหญ่

เขายังมีคนเคารพนับถือและมีบารมีในกองทัพ ดังนั้น บุคลากรในกองทัพยังให้ความเคารพนับถือจำนวนมาก
แต่คนอย่างคุณอภิสิทธิ์เมื่อเป็นอดีตนายกฯแล้วมีใครหรือไม่ที่จะให้ความเคารพนับถือเขา ผมถามหน่อย
เชื่อว่าทหารก็ไม่มีเพราะเขาไม่ใช่นายทหาร คนในพรรคประชาธิปัตย์ก็เขี่ยเขาทิ้งแน่นอน
เพราะเห็นว่าเขาเป็นตัวการที่ทำให้พรรคล่มสลายและเกิดความเสื่อมเสียจนกระทั่งเกิดยุบพรรค

ถ้าเกิดขึ้น ขณะที่ประชาชนทั่วไปก็ไม่ได้ให้ความนับถือเขา เพราะเห็นว่าเขาเป็นตัวการและปัจจัยอันหนึ่ง
ที่นำมาสู่การนองเลือดครั้งนี้ เมื่อคุณอภิสิทธิ์ถึงวันที่เป็นอดีตนายกฯแล้ว เขาจะไม่ได้รับความนับถือ
จากใครเลย จะเป็นอดีตนายกฯที่ไม่มีเกียรติภูมิ ไม่มีบารมี มีแต่คนรังเกียจ ณ เวลานั้นถ้าคุณอภิสิทธิ์
ยังอยู่เมืองไทยแล้วมีความสุขก็ตามสบาย ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเขาก็เป็นคนไทย มีสิทธิที่จะอยู่เมืองไทย
แต่เขาจะอยู่อย่างมีความสุขได้หรือไม่เป็นเรื่องของเขา แต่วิกฤตครั้งนี้ที่จะเกิดขึ้นเขาจะโทษใครไม่ได้
ต้องโทษตัวเขาเอง เพราะเขาเลือกมาอย่างนี้ และว่าตามจริงแล้วถ้าพูดถึงตัวเอง ในฐานะที่เป็นนายกฯอภิสิทธิ์
เขาได้รับตำแหน่งมาด้วยต้นทุนราคาที่แพงมาก เพราะต้องฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540 เริ่มต้นแต่ต้องบอยคอต
เลือกตั้ง 2 เม.ย. 2549 ให้กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ติดคุก เกิดความวุ่นวายบนท้องถนนที่สำคัญ
เกิดรัฐประหารปี 2549 เกิดรัฐธรรมนูญปี 2550 ต้องล้มล้างนายกฯที่มาจากการเลือกตั้งไปถึง 2 คน
คือนายกฯสมัคร สุนทรเวช และนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องมีการยึดทำเนียบรัฐบาลหลายเดือน
มีการยึดสนามบินหลายแห่ง จึงทำให้คุณอภิสิทธิ์ได้เก้าอี้นายกฯในราคาที่แพงมาก และยังเกิดการนองเลือด
ในวิกฤตการเมืองปัจจุบันอีก อภิสิทธิ์จึงเป็นนายกฯที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แพงกว่า
นายกฯถนอม และแพงกว่านายกฯสุจินดาด้วยซ้ำจะข้ามวิกฤตได้อย่างไรทางออกที่จะก้าวผ่าน
วิกฤตการเมืองครั้งนี้มีทางเดียวคือ กลุ่มอำนาจที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านี้ทั้งหมดที่เรียกว่า
เผด็จการอำมาตย์จะต้องยอมรับความจริงว่า โลกเปลี่ยนไปแล้ว ประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้ว และคนไทย
เสียงข้างมากก็เปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่เขาไม่ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองที่ตัวเองเป็นไพร่
อยู่ภายใต้ความอุปถัมภ์ การสั่งสอน การครอบงำไม่ให้โงหัว เป็นไพร่หรือผู้ถูกปกครองที่ว่านอนสอนง่าย
ผู้ปกครองว่าจะไปทางไหน ซ้ายหันขวาหัน จะให้กินอยู่อย่างไรก็ได้ ไม่ใช่อย่างนั้นแล้วขณะนี้คนไทยโตแล้ว
ต้องการความทันสมัย มีเศรษฐกิจดี ต้องการประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองเทียบเท่ากับอารยประเทศ ก้าวหน้าไป
เหมือนกับประเทศต่างๆ คนไทยต้องการตรงนี้ ที่สำคัญคนไทยต้องการปกครองตนเอง ใช้ความคิด
การตัดสินใจของตัวเองว่าจะเอารัฐบาลแบบไหน จะเอานายกฯเป็นใคร และถ้าเขาตัดสินใจผิดพลาด
เลือกนายกฯผิด เลือกนักการเมืองผิด เขาสามารถรับผิดชอบได้เองและแก้ไขความผิดพลาดด้วยตัวเขาเอง
ภายใต้การเมืองแบบเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบคนไทยไม่ต้องการให้มีใครมาสั่งสอนเขาแล้ว
มาบอกเขาว่าการเมืองจะต้องเป็นแบบนี้ จะต้องมีนายกฯคนนี้ บ้านเมืองจะต้องไปแค่นี้ จะต้องเจริญ
ไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว ประเทศไทยต้องเป็นแบบไทยๆ อย่าไปเป็นแบบเมืองนอก จะต้องไม่ร่ำรวยเหมือนคนอื่น
จะต้องไม่อย่างนั้นอย่างนี้ เขาไม่ต้องการอย่างนั้น เขาต้องการปกครองตนเองและตัดสินใจด้วยตัวเอง
มีกินมีใช้ด้วยตัวเอง ดำเนินด้วยการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมตามที่เขาต้องการ ขอย้ำว่าถ้าเกิดความผิดพลาด
เขารับผิดชอบ เขาแก้ไขของเขาเองถ้าหากเผด็จการอำมาตย์ยอมรับตรงนี้ได้และถอยไป ยอมให้มีประชาธิปไตย
ยุติการแทรกแซงทางการเมืองทั้งหมด ให้กระบวนการทางการเมืองดำเนินไปด้วยตัวของมันเอง
ให้มีการเลือกตั้ง ให้มีสภาชุดใหม่มา ซึ่งสภาชุดใหม่จะเอารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กลับมา หรือเอารัฐธรรมนูญ
ปี 2550 ไปแก้แล้วเอาคดีความทางการเมืองทั้งหลายทั้งปวงมาทบทวนกันใหม่ทั้งหมด ดำเนินการ
ตามกระบวนการยุติธรรมอย่างไม่เข้าข้างฝ่ายใด ใครผิดก็ว่าผิด ใครถูกก็ว่าถูก เรื่องก็จะสงบ

ดังนั้น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ดีที่สุด รัฐบาลอภิสิทธิ์จะต้องยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ฝ่ายเผด็จการอำมาตย์
จะต้องถอยออกไป ผลการเลือกตั้งออกมาเป็นอย่างไร สภาที่มาจากการเลือกตั้งชุดใหม่จะตัดสินใจทำอะไร
ทุกฝ่ายต้องยอมรับ ถ้าไม่มีตรงนี้และขืนยังดำเนินต่อไป ให้มีรัฐบาลหุ่นเชิดๆคุณอภิสิทธิ์ต่อไป
หรือต่อไปอาจจะเขี่ยคุณอภิสิทธิ์ทิ้งแล้วเอาคนใหม่ขึ้นมาแทน ปัญหาวิกฤตการเมืองก็ไม่จบ
มันจะลุกลามต่อไปเป็นสงครามกลางเมือง เป็นสงครามการปฏิวัติของประชาชนในที่สุด
และเมื่อถึงวันนั้นผมขอเตือนว่าระบอบเผด็จการอำมาตย์จะไม่เหลืออะไรเลยวันนี้ดูจากกระแสโลกและดูจาก
ประวัติศาสตร์ทั้งหลายพบว่า ประชาธิปไตยฝ่ายก้าวหน้า ฝ่ายทันสมัยชนะเสมอไม่ช้าก็เร็ว อาจจะแพ้วันนี้
แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาอีก และ ณ วันนี้ผมมั่นใจว่าฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายทันสมัยเราไม่แพ้แน่นอน

เพราะขบวนการขยายออกไปทั่วประเทศ เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ประเทศไทย
มีขบวนการเคลื่อนไหวมวลชนที่เรียกร้องกันมากขนาดนี้และยาวนานมากและยิ่งยาวนานยึดเยื้อเท่าไร
ถ้าฝ่ายประชาชนชนะฝ่ายเผด็จการอำมาตย์จะยิ่งไม่เหลืออะไรเลยวิกฤตครั้งนี้ให้บทเรียนอะไร
บทเรียนที่สำคัญคือประชาชนต้องการสิทธิเสรีภาพ และประชาชนต้องการความยุติธรรม อันนี้เป็น
บทเรียนสำคัญ ระบอบการเมืองที่ดำรงคงอยู่มีความชอบธรรมและได้รับการยอมรับจากประชาชน
ต้องมี 2 ข้อนี้คือ ให้เสรีภาพและให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ระบอบเผด็จการอำมาตย์ในอดีตที่ผ่านมา
ก่อนรัฐประหารปี 2549 ยังดูเหมือนว่าอาจให้ 2 ข้อนี้ได้อยู่บ้าง คือให้เสรีภาพระดับหนึ่ง มีรัฐธรรมนูญ
มีการเลือกตั้งเป็นพักๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ให้เสรีภาพและความเป็นธรรมกับ
ประชาชนค่อนข้างมาก ประชาชนก็มีความสุข ก็อยู่กันได้อำมาตย์ก็อยู่ฝั่ง ประชาชนก็อยู่ฝั่ง พออยู่กันได้
ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่พอคุณยกเลิกตรงนี้ไป เอาเผด็จการอำมาตย์เข้ามา ไม่ว่าจะเป็น
รัฐธรรมนูญปี 2550 และรัฐบาลชุดปัจจุบันสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าไม่มีประชาธิปไตย ไม่มีเสรีภาพ
ไม่มีความเป็นธรรม ประชาชนก็ลุกขึ้นสู้ ดังนั้น ทุกอย่างจะสงบต้องให้ 2 ข้อนี้ นี่คือบทเรียนสำคัญ
ระบบการเมืองที่จะเข้ามาแทนระบอบรัฐธรรมนูญปี 2550 จะต้องให้เสรีภาพและความเป็นธรรม
ถ้าตราบใดที่ไม่มี 2 ข้อนี้บ้านเมืองก็จะไม่มีวันสงบ และจะเข้าสู่มิคสัญญีอย่างแท้จริง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Fri May 21, 2010 10:55 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1274449056&grpid=00&catid=



วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 22:30:49 น.
มติชนออนไลน์

แช่แข็งเงิน"แดง"หมื่นล้าน เหยียนปิน-ไพวงษ์-ประยุทธ-สุริยะ-scแอสเสท เกมการเมืองอำมหิตหรือจำนนหลักฐาน?

เป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์กันไม่น้อย กรณีศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
มีคำสั่งระงับการทำธุรกรรมทางการเงินของนักการเมืองและนักธุรกิจ 3 ครั้งกว่า 145 ราย
ในจำนวนนี้มีบริษัท เอสซีแอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของครอบครัว
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตลอดจนนักธุรกิจดังหลายคน อาทิ นายไพวงษ์ เตชะณรงค์
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เลขาธิการพรรคไทยรักไทย นายประยุทธ มหากิจศิริ
รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายชาญชัย รวยรุ่งเรือง หรือ เหยียน ปิน นักธุรกิจ 2 สัญชาติ ฯลฯ

ประเด็นสงสัยก็คือ คำสั่งแช่แข็งทางการเงินดังกล่าวมีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่?

เพราะมีเสียงร่ำลือถึงขนาดที่ว่า มีการทะเลาะกันในที่ประชุม ระหว่าง "บุคคลในรัฐบาล" กับ "ทหาร"
ก่อนมีคำสั่งระงับการทำธุรกรรมในครั้งที่ 3

ฉะนั้น ก่อนตอบข้อสังสัย ต้องมาดูบทบาท คอนเนกชัน ของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเสียก่อน

เริ่มจาก "เหยียน ปิน" หรือ นายชาญชัย เป็นเพื่อนรักของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับแต่งตั้งเป็น
ประธานสาขาพรรคไทยรักไทยในประเทศจีน และเป็นปรึกษานายกรัฐมนตรี
ในช่วง พ.ต.ท.ทักษิณ เรืองอำนาจ

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว "เหยียน ปิน" ถูกนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ออกมาเปิดโปง
ผ่านรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ครั้งที่ 9" เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 ว่า
มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหลายประการ และเกี่ยวพันการรับเหมาก่อสร้างโรงงานยาสูบใน จ.เชียงใหม่
มูลค่า 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าปกติ

และบอกอีกว่า "เหยียน ปิน" เป็นบุคคล 2 สัญชาติ เกิดที่มณฑลชานตุง เคยทำงานในคณะงิ้ว
ที่ตำบลเหอหนาน ปัจจุบัน อายุ 51 ปี (ขณะนั้น) เป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 30 มีทรัพย์สินรวม
ถึง 3,500 ล้านหยวน หรือ ประมาณ 17,500 ล้านบาท

ต่อมาพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ออกมายอมรับว่านายชาญชัยเป็นที่ปรึกษาจริงแต่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค
ขณะที่นายโภคิน พลกุล ออกมายอมรับด้วยว่าแต่งตั้งนายเหยียน ปิน เป็นที่ปรึกษา
ด้านต่างประเทศของประธานรัฐสภา

หลังจากนั้นเรื่องราวและความเคลื่อนไหวของ "เหยียน ปิน" ก็เงียบหายไป
แต่มีก็มีข้อมูลเชิงลึกว่าเดินทางเข้าออกประเทศไทยหลายครั้ง

ในทางธุรกิจนายชาญชัยทำธุรกิจในประเทศไทยถึง 22 บริษัท เปิดดำเนินการปัจจุบัน 9 บริษัท
แบ่งเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจให้คำปรึกษา ธุรกิจบริการท่องเที่ยวและตัวแทนขายเครื่องดื่ม
กระทิงแดง(ร่วมกับนายสราวุฒิ อยู่วิทยา อดีตนายทุนพรรคประชาธิปัตย์) รวมทุนจดทะเบียน
1,514 ล้านบาท

แม้ไม่มีกระแสข่าวว่านายชาญชัยสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงมาก่อน แต่ถ้าดูจากคอนเนกชั่นลึก
โดยเฉพาะให้ที่พักพิงในประเทศจีนแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว การถูกขึ้นบัญชีดำ
ก็ไม่เหนือความคาดหมาย

ถัดมา นายไพวงษ์ เตชะณรงค์ เจ้าของบริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน) และ โบนันซ่ารีสอร์ท
และสนามกอลฟ์ในเขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา มีบริษัทในเครือข่าย 20 บริษัท
สินทรัพย์หลายพันล้านบาท ในจำนวนนี้ทำธุรกิจร่วมกับนายคฤกพล ยงใจยุทธ บุตรชาย
บิ๊กจิ๋วมาตั้งแต่ปี 2529 ในชื่อ บริษัท เพื่อน จำกัด

นายไพวงษ์มีความใกล้ชิด พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (ซึ่งถูกศอฉ.สั่งระงับการทำธุรกรรมในรอบที่ 2 )
เคยเป็นรองเลขาธิการพรรคความหวังใหม่ นอกจากนักการเมืองหลายคนเป็นลูกค้าในโบนันซ่า
ยังเปิดไร่โบนันซ่าให้กลุ่มคนเสื้อแดงเข้าไปจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวได้อย่างเต็มที่ ขณะที่สื่อใน
เครือข่ายก็เปิดหน้าชกรัฐบาลประชาธิปัตย์อย่างเต็มเหนี่ยว โดยมีบริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน)
ซึ่งในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ได้งานรับเหมาติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ให้หน่วยงานรัฐมากกว่า
500 ล้านบาท เป็นถุงเงินหลัก

กับ "เจ๊แดง" นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ถ้าจำกันได้ในช่วงปี 2547 ที่มีปัญหา
ถูกฝ่ายค้านโจมตีกรณีถือครองหุ้นหมู่บ้านหรู "ชินณิชาวิลล์" ย่านถนนแจ้งวัฒนะ กลุ่มนายไพวงษ์
ได้เข้าไปรับซื้อไว้ ท่ามกลางข้อสงสัยเป็นดีลเป็นกลเกมการเมืองหรือไม่?

เมื่อ "แทงหวยผิด" ก็เลยเจ๊งไปตามระเบียบ

เสี่ยเป้า นายประยุทธ มหากิจศิริ เจ้าของธุรกิจผลิตทองแดงหมื่นล้าน มีความสัมพันธ์กับ
พ.ต.ท.ทักษิณทั้งการเมืองและธุรกิจ

นอกจากเป็นเพื่อนก๊วนกอล์ฟกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หนุ่มกึ้ง-เฉลิมชัย มหากิจศิริ บุตรชาย ทำธุรกิจ
ขายโทรศัพท์มือถือร่วมกับ โอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร และได้รับเก้าอี้รองโฆษกรัฐบาล
ในยุคนายสมัคร สุนทรเวช อีกด้วย

นายสุริยะ จึงรุงเรืองกิจ เจ้าของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์"ซัมมิทกรุ๊ป" หลังรัฐประหาร
เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ถูกคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน (คตส.) เช็กบิลหลายคดี
แต่ทว่ายังไม่มีคดีใดที่นายสุริยะตกเป็นจำเลยในชั้นศาล และในช่วงเคลื่อนไหวล้มของ นปช.
นายสุริยะไม่ได้ออกมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย ต่างจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
หลานชายที่ประกาศตัวเป็นนายทุนไพร่อย่างชัดเจน

ขณะที่ บมจ. เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น มีน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถือหุ้น 29.9 %
น.ส.พินทองทา ชินวัตร 28.9% นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ 4.9% คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ 2.8%
แม้ทางผู้บริหารแจ้งว่าไม่เคยนำเงินสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่การที่ ศอฉ.ทำหนังสือ
ยืนยันระงับการทำธุรกรรมทางการเงินต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แสดงให้เห็นว่า
เชื่อมั่นในข้อมูลอยู่เหมือนกัน

สำหรับบุคคลอื่นๆ มีนักการเมืองพรรคเพื่อไทยเคลื่อนไหวคู่ขนานไปกับม็อบแดงโดยเฉพาะ
ส.ส.ภาคอีสาน อาทิ การปรากฏตัวของ นายพงศกร อรรณนพพร อดีต ส.ส.ขอนแก่น
นางดวงพร อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น พร้อมๆกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง
ในการปิดถนนหลายครั้งใน จ.ขอนแก่น ทำให้เชื่อมโยงถึงกันได้

กระนั้น ไม่มีชื่อนักการเมืองตระกูลฉายแสงอย่างนายจาตุรนต์ และนางฐิติมา โดยเฉพาะรายหลัง
เคลื่อนไหวดุเดือดเดือด แม้กระทั่งบางคนใน จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย ทำให้เห็นถึงข้อสังเกต
ด้วยเหมือนกัน

ประกอบกับมีเสียงร้องเรียนว่า คำสั่ง "แช่แข็ง" เกิดขึ้นในห่วงก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขตกรุงเทพฯ
ซึ่งเป็นการต่อสู้ระหว่างประชาธิปัตย์ กับ พรรคเพื่อไทย โดยฝ่ายหลังมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
(ซึ่งถูกแบล็คลิสต์) เป็นแบ็คอัพ เป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงของฝ่ายตรงข้ามไปในตัว


ถ้าเป็นอย่างนั้นคงโดนเชือดกันค่อนพรรค

อย่างไรก็ตาม ถ้าดูจากผู้ลงนามคำสั่งระงับการทำธุรกรรม ซึ่งเซ็นโดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ในช่วงที่ผ่านมา
มีความระมัดระวังในการใช้กำลังจัดการกับกลุ่มเสื้อแดงจนถูก ฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่า
"หน่อมแน้ม" หรือ "ทหารแตงโม" เป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนเตรียมทหารกับ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกทั้ง
พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวอยู่ในรายชื่อถูกระงับการทำธุรกรรมชนิดยกโขยง

ย่อมแสดงให้เห็นว่า "บิ๊กป๊อก" ไม่อาจปฏิเสธข้อมูลจากการตรวจสอบของสำนักป้องกันและ
ปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ชงขึ้นไปได้

จึงเป็นที่มาของการตัดธุรกรรม น้ำเลี้ยงของกลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 145 ราย

ถึงที่สุดเป็นไปว่างานนี้คงได้แค่ "ปราม" ?

เกษรพลาซ่า ห้างดัง “ตัวประกัน” กลางม็อบ

15 พฤษภาคม 2553 เวลา 20:10 น.

"ได้ยินข่าวก็รู้สึกตกใจ เหมือนเราโดนทุบบ้าน แต่ก็ไม่เหนือความคาดหมาย
เพราะการอยู่ท่ามกลางการชุมนุมแบบนั้น ก็เตรียมรับมือตั้งแต่วันแรกๆ อย่างเข้มข้น"

โดย วราภรณ์ ผูกพันธ์

เสียงแตกเพล้ง! ของกระจกบริเวณชั้น 1 หน้าร้านปราดา ศูนย์การค้าเกษรพลาซ่า ดังแหวกอากาศ
เมื่อค่ำของวันที่ 13 พ.ค. แม้ไม่มีข้าวของสูญหายนอกจากกระจกที่แตก แต่สำหรับนักธุรกิจ
ด้านอสังหาริมทรัพย์ ตระกูล “ศรีวิกรม์” เจ้าของและผู้บริหารศูนย์การค้าเกษรพลาซ่า
ก็กระทบกระเทือนทางความรู้สึกอยู่ไม่น้อย


ศูนย์การค้าเกษรฯ เป็นห้างสรรพสินค้าที่อยู่ใกล้เวทีชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงย่านราชประสงค์มากที่สุด
ซึ่งระบบการรักษาความปลอดภัยได้ออกมาตรการดูแลอย่างเข้มงวดตั้งแต่ 1 เดือนที่ผ่านมา
แต่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์รุนแรง กระทั่งเมื่อ 2 วันก่อน ที่เกิดรุกประชิดของเจ้าหน้าที่ทหารบริเวณ
รอบนอกราชประสงค์ คงจะสร้างแรงกดดันให้กลุ่มผู้ชุมนุมมากพอสมควร จึงเกิดเหตุทุบกระจก
ร้านปราด้าสินค้าแบรนด์ดังบริเวณชั้นจี ด้านติดถนนพระรามที่ 1 ใกล้กับโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล
สาเหตุมาจากความเข้าใจผิด คิดว่ามีการยิงแก๊สน้ำตาลงมาจากชั้นบนของศูนย์การค้าเกษรฯ ทาง
ผู้ชุมนุมจึงต้องการที่จะเข้าไปด้านในศูนย์การค้าเพื่อทำการตรวจค้น แต่เข้าไปไม่ได้เพราะติดแผงกั้น

หลังจากนั้นมีการเจรจาจึงทราบว่า เป็นการเข้าใจผิด จึงไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงมากไปกว่านั้น
รวมทั้งข้าวของก็ไม่เกิดการสูญหายเพราะผู้ประกอบการที่เช่าพื้นที่ได้ค้น ย้ายสินค้าแบรนด์หรู
ออกไปนานแล้ว ใครจะมองว่า แค่กระจกแตกนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สำหรับเจ้าของสถานที่และ
ผู้บริหารระดับสูงของห้าง อย่าง สาธิมา ทานาเบ้ รองผู้จัดการทั่วไป บริษัท เกษร แลนด์ แอสเซท
แมนเนจเมนท์ บอกว่ารู้สึกตกใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิด เหมือนกับมีใครมาทุบบ้าน เป็นใครก็ต้องตกใจ
แต่ไม่ต้องห่วง เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องก็ได้มีมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มข้น
"ได้ยินข่าวก็รู้สึกตกใจ เหมือนเราโดนทุบบ้าน แต่ก็ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะการอยู่ท่ามกลาง
การชุมนุมแบบนั้น ก็เตรียมรับมือตั้งแต่วันแรกๆ อย่างเข้มข้น โดยให้บริษัท ซีเคียวริตี้ โปรเฟสชันนัล
ดูแลในเรื่องความปลอดภัยอย่างเข้มงวดสูงสุด มีการสอดส่องตามจุดอับ ในมุมมืดต่างๆ ช่วงกลางคืน
ทุกๆ 12 ชั่วโมง เก็บถังขยะออกทั้งหมด หากพนักงานจะเข้าอาคารต้องมีการเซ็นชื่อและแลกบัตร
เวลากลางคืนใช้สปอตไลต์ส่องตามมุมมืด เพิ่มจำนวนพนักงานรักษาความปลอดภัยและสัปดาห์ที่ผ่านมา
เราปิดอาคารแน่นหนาไม่มีการเข้าออกอาคารเลย ดังนั้นจึงเป็นการเข้าใจผิดที่มีคนเห็นแก๊สน้ำตา
ถูกยิงลงมาจากตึกเกษร ในส่วนผู้เช่าพื้นที่ภายในห้างก็เป็นกังวลค่ะ มีการโทรศัพท์มาสอบถามข้อเท็จจริง
เราก็อธิบายไป ผู้เช่าก็เข้าใจดี" สาธิมาเล่า


ศูนย์การค้า เกษรพลาซ่า

ศูนย์การค้า “เกษรพลาซ่า” นับเป็นศูนย์การค้าระดับไฮเอนด์ มีแต่สินค้าแบรนด์ดังระดับโลก
มาเปิดจำหน่ายที่นี่ ทั้งเคยได้ต้อนับคนดังๆ อย่าง วิคตอเรียและเดวิด แบคแฮม มาแล้ว บนเนื้อ
เกือบ 2 หมื่น ตร.ม. ภายในอาคาร 5 ชั้น ประกอบด้วย 100 กว่าร้านค้า ล้วนเป็นแบรนด์แฟชั่น
ระดับพรีเมี่ยมของโลก อาทิ หลุยส์ วิตตอง ปราด้า เอมิลิโอ ปุชชี่ กุชชี่ ดิออร์ แบลลีย์ ฮิวโก้
บอส โลเอเว่ แอเมเนจิลโด เซนญ่า เฟนดิ , ซัลวาทอเร เฟอร์รากาโม , คลาวด์ ไนน์ ,
คริสเตียน ลูบูแตง รีเพตโต้ , เซอร์จิโอ รอซซี่ , อเล็กซานเดอร์ แวง ,แอคเนอร์ , แมกซ์มาร่า
เบอร์แบร์รี่ ฯลฯ แต่เมื่อมีการชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ ทำให้ศูนย์ฯ ต้องปิดอย่างต่อเนื่อง
หากประเมินเป็นตัวเลขที่เสียหายโดยรวมทั้งย่านราชประสงค์ สูญเสียเงินรายได้ไปแล้วกว่า
5,200 ล้านบาท ทางศูนย์การค้าฯได้เตรียมมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้เช่าทั้งหมด 90 ราย
ทั้งแบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลก แบรนด์ดีไซเนอร์ไทย นาฬิกา และจิวเวลรี่ สปา ตลอดจนร้านอาหาร

โดยได้ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA) เข้าร่วมหารือกับ
รัฐบาลยื่นขอความช่วยเหลือ ทางรัฐบาลได้มีมติเห็นชอบกับมาตรการต่างๆ ทั้งมาตรการเร่งด่วน
ในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง มาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือพนักงานและลูกจ้างและมาตรการ
หาช่องทางระบายสินค้าเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการสูญเสียรายได้ของกิจการย่อยที่สำคัญ
ทางศูนย์ฯ ยังได้ปรับกลยุทธ์การขายและการตลาด ให้เข้ากับสถานการณ์การเมืองปัจจุบันออกมา
ในรูปแบบของ PopUp Retail Store โดยการหาพื้นที่ภายนอกศูนย์ฯที่มีภาพลักษณ์และ
กลุ่มทาร์เก็ตลูกค้าตรงกับแบรนด์ของผู้เช่า เพื่อช่วยเร่งระบายสินค้าออกไปโดยเร็วที่สุด
เนื่องจากเราไม่สามารถรอจนกว่าการชุมนุมจะสิ้นสุดลงได้ “การชุมนุมครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ทางการเมือง
ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะยาวนานและยืดเยื้อ จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศในภาพรวม
อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม นับเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราคิดหากลยุทธ์วิธีการตั้งรับแบบใหม่ๆ
ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการภายในเกษรได้ แต่ทั้งนี้เรายัง
คาดหวังว่าการชุมนุมจะเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด และสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เพื่อให้ประชาชน
กลับมาจับจ่ายใช้สอยและใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติ” สาธิมาบอกว่า ตลอดการทำงานด้านการตลาด
มานานกว่า 20 ปี ไม่เคยเจอแบบฝึกหัดที่ยากขนาดนี้ แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์สำคัญ ซึ่งหาก
การชุมนุมสิ้นสุดลง ทางศูนย์การค้าฯ คงต้องเร่งทำงานด้านโฆษณา จัดเคมเปญต่างๆ เพื่อดึง
นักท่องเที่ยวกลับมา เที่ยวเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง “เราทำแผน 3 เดือน ดึงนักท่องเที่ยวเพื่อนบ้าน
ใกล้เคียงมาท่องเที่ยวก่อน และอีก 6 เดือนหวังว่านักท่องเที่ยวฝั่งยุโรปและอเมริกาจะคืนกลับมา
เหมือนเดิม ฝั่งผู้เช่าพื้นที่บน ห้างสรรพสินค้าเกษรฯ ที่ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็น
ร้านสปา Than Native ที่เจ้าของคือ ฐิติพัฒน์ ศุภภัทรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธัญออริซ่า
บอกว่า ทั้งสปาและร้านจำหน่ายเครื่องสำอาง ทั้งหมด 7 ร้าน ตั้งอยู่ย่านราชประสงค์ทั้งหมด
ตอนนี้ต้องสูญเสียเงินรายได้ไปมากกว่า 2 ล้านบาทต่อเดือน อีกทั้งไม่มีที่ให้ลูกน้องทำงาน
ขณะเดียวกันต้องจ่ายเงินเดือนพนักงาน เขาจึงต้องแก้ไขปัญหาด้วยการจัดเทรนนิ่งต่างๆ
ทั้งด้านนวดและด้านภาษา “ตอนนี้ก็ยังมีเงินสดไว้หมุนจ่ายเงินเดือน ถ้าต้องจ่ายค่าเช่าด้วย
คงลำบากเหมือนกัน หวังว่าศูนย์ฯคงไม่เก็บค่าเช่าในช่วงปิดไป แต่ก็เห็นใจเขา เราก็เลย
ไม่อยากเรียกร้อง ผมคาดหวังจากผู้ชุมนุมว่า เราสังคมประชาธิปไตย การที่คนออกมาแสดง
ความคิดเห็น สามารถทำได้ หากไม่ทำให้สังคมและผู้อื่น สังคมและประเทศชาติเดือดร้อน
อยากให้การชุมนุมจบเร็ว ๆ และไม่มีการสูญเสียมากมายนัก

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 1 จาก 2 1, 2  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ