ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

หน้า 2 จาก 2 Previous  1, 2

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Fri May 21, 2010 11:10 pm

ซาก ...เมืองหลวง บนวิกฤติขัดแย้ง 19 พ.ค."เผา 36 จุด - ตาย 13 - เจ็บ 93"

วันที่ 21 พฤษภาคม 2553 07:02

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



จากเหตุการณ์กระชับวงล้อมขอคืนพื้นที่จากผู้ชุมนุม 19 พฤษภาคม 2553
ของรัฐบาล และกดดันจนแกนนำ นปช. ต้องประกาศยุติการชุมนุม


ส่งผลให้แนวร่วม นปช. ที่ไม่พอใจ ออกมาก่อเหตุเผาเมือง ทำให้โรงแรม ห้างสรรพสินค้า มินิมาร์ท
อาคารพาณิชย์ และธนาคารหลายสาขา ในกรุงเทพฯ ถูกเผาทำลายไปจำนวนมาก สำหรับ
ตึกอาคารพาณิชย์ และธนาคารหลายสาขาที่ถูกเผา รวมทั้งหมด 37 แห่งภายในกรุงเทพฯ

ประกอบด้วย
1.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
2.อาคารพาณิชย์ ชุมชนบ่อนไก่
3.ธนาคารกสิกรไทยซอยงามดูพลี
4.ห้างสยามพารากอน
5.อาคารเซ็นทรัลเวิลด์
6.อาคารมาลีนนท์
7.ธ.ออมสิน สามเหลี่ยมดินแดง
8.การไฟฟ้าคลองเตย
9.การประปาคลอง เตย
10.ตลาดหลักทรัพย์
11.ห้างโซโก้ ราชประสงค์
12.โรงภาพยนตร์ สยามและสกาล่า
13.ธ.กรุง เทพ สาขาอโศก
14.ธ.กรุงเทพ สาขาอนุสาวรีย์ชัยฯ
15.ธ. กรุงเทพ สาขาถนนจันทร์
16.เซ็นเตอร์วัน
17.สยามสแควร์
18.ธ.นครหลวงไทย (สยามสแควร์)
19.ธ.กรุงเทพ (สยามสแควร์)
20.ร้านค้า ซอย 5 และ 6 (สยามสแควร์)
21.ธ.กรุงเทพ สาขาพระราม 4
22.ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น สามเหลี่ยมดินแดง
23.ธ.กรุงไทย ข้างโรงเรียนมาแตร์เดอี
24.ธ.กรุงไทยสาขาอโศก
25.ธ.กรุงเทพ สาขาบางจาก
26.ธ.กสิกรไทย งามดูพลีพระราม 4
27.ร้านโลตัส เอ็กซ์เพรสสาขาพระราม 4
28.ธ. กรุงเทพ สาขาสาธุประดิษฐ์
29.ธ. กรุงเทพ สาขาถนนจันทร์
30.ธ.กรุงเทพ สาขาสะพานเหลือง
31.ธ.นครหลวงไทย สาขาสามเหลี่ยมดินแดง
32.ธ.นครหลวงไทย สาขาสุนทรโกศา คลองเตย
33.ร้านเซเว่นอีเลฟ เว่น บริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ
34.ธ.กรุงเทพ สาขาหัวลำโพง
35.ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาประชาชื่น
36.ห้างบิ๊กซี สาขาราชดำริ

สำหรับความเสียหายบริเวณแยกราชประสงค์ และโดยรอบพื้นที่การชุมนุมภายหลังจากที่
แกนนำ นปช.ประกาศยุติการชุมนุม บริเวณที่เสียหายมากที่สุด คือ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
โดยเฉพาะฝั่งห้างสรรพสินค้าเซน ที่นอกจากมีร่องรอยการถูกทุบทำลาย เพื่อเข้าไป
หยิบฉวยสิ่งของยังถูกไฟไหม้เสียหายอย่างย่อยยับ จนอาคารถล่มลงมาทั้งเจ็ดชั้นยังคง
เหลือเพียงอาคารสูงด้านข้างที่ด้านบนเป็น ส่วนของสำนักงานเท่านั้น ซึ่งหากมองมาจาก
ทางฝั่งถนนราชดำริ ก็จะเห็นส่วนที่ถล่มเข้าไป

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ก็ยังคงมีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมา และทุกครั้งที่มีการฉีดน้ำเพื่อควบคุมเพลิง
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มควันออกมาคล้ายเพลิงกำลังจะลามเข้าไปสู่ส่วนของห้างเซ็นทรัล เวิลด์
ขณะที่ทางฝั่งห้างอิเซตันนั้น ยังคงไม่ถูกเพลิงเผาผลาญแต่อย่างใด สำหรับห้างเกษร พลาซ่า
ซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของเวที แต่ไม่ถูกวางเพลิงแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ยังมีร่องรอย
ของการขว้างปาสิ่งของเข้าไปภายใน จนกระจกโดยรอบแตกกระจาย ขณะที่บริเวณห้างบิ๊กซี
ซึ่งถูกลอบวางเพลิงในช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถเข้ามาดับเพลิง
ในช่วงเช้าและควบคุมเพลิงได้ในช่วง 10.00 น. จากการตรวจสอบพบว่า ความเสียหายมีเพียง
ชั้นหนึ่งเท่านั้น สำหรับธนาคารกรุงเทพ สาขาประตูน้ำ ได้รับความเสียหายอย่างมาก โดยเฉพาะ
ด้านหน้าที่เป็นตู้เอทีเอ็ม และเครื่องฝากเงินอัตโนมัติจำนวนห้าเครื่องถูกทำลาย และงัดแงะ
อุปกรณ์ภายในจนได้รับความเสียหาย และกระจกด้านหน้าก็ถูกสิ่งของขว้างปาจนแตกกระจาย
ขณะที่ร้านดราก้อนซีฟู้ด ที่อยู่ปากซอยราชดำริ 1 ก็ถูกทุบทำลาย และถูกไฟไหม้เป็นบางส่วน

ขณะที่ความเสียหายด้านถนนพระราม 1 นั้น เสียหายหนัก โดยเริ่มตั้งแต่แยกเฉลิมเผ่าไปทาง
ด้านศูนย์การค้าสยามสแควร์ ธนาคารนครหลวงไทยที่ไฟไหม้หมดทั้งหลัง เหลือเพียงซากตู้นิรภัย
และซากตู้เอทีเอ็มจำนวน 2 ตู้ สภาพไหม้เกรียม สำหรับธนาคารกรุงเทพสาขาสยามสแควร์
พบเพียงไฟไหม้เฉพาะด้านหน้าอาคารและลามถึงฝ้าเพดานเพียงเล็กน้อยเท่านั้นและไม่มีร่องรอย
การงัดแงะเข้าไปภายในแต่อย่างใด ทั้งนี้ ส่วนที่เสียหายมากที่สุด คือ บริเวณโรงภาพยนตร์สยาม
ซึ่งภายในนั้น ได้แบ่งให้ร้านค้าเช่าทำธุรกิจ ปรากฏว่าไหม้เสียหายทั้งหมด ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายได้มี
ผู้ประกอบการเดินทางเข้ามาในพื้นที่ เพื่อสำรวจความเสียหายและเก็บทรัพย์สมบัติที่อาจจะ
หลงเหลืออยู่ ด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง ผู้ประกอบการบางคนบอกด้วยว่าที่ไม่ร้องไห้
เพราะน้ำตาตกในหมดแล้ว

นอกจากนี้ บางคนก็ได้พยายามเดินเข้าไปในกองเถ้าถ่าน เพื่อไปยังสถานที่ซึ่งเคยเป็น
ที่ตั้งของร้านเพื่อเก็บสิ่งของโดยไม่สนใจว่าร่างกายหรือเสื้อผ้าจะเปรอะเปื้อน

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Fri May 21, 2010 11:24 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1274448391&grpid=00&catid=

วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 20:25:09 น.
มติชนออนไลน์

วิเคราะห์"มะกัน"ไม่กล้าหนุน"แม้ว" หวั่นเป็น"ฮูโก้ ชาเวซ2"
ไทมส์ชี้เสื้อแดงมีโอกาสชนะเลือกตั้งปีหน้า


สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 21 พ.ค.ว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญภารกิจอันละเอียดอ่อน
ในขณะที่การเมืองไทยพยายามก้าวพ้นขอบเขตแห่งหายนะ โดยสหรัฐฯ พยายามที่จะกระตุ้นให้
การเมืองไทยเกิดการประนีประนอมสมานฉันท์ต่อพันธมิตร ที่ยาวนานประเทศนี้
เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องสูญเสียอิทธิพลต่อไทยชาติพันธมิตร

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สหรัฐจะต้องปฎิบัติต่อวิกฤตการเมืองไทยด้วยการหลีกเลี่ยงที่จะเลือกข้างและ
โดดเดี่ยวใครในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งกลุ่มทุนชั้นสูงและกลุ่มเสื้อแดง โดย "นายโจชัว เคอร์แลนตซ์ซิค"
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองไทยระบุว่า การมีนโยบายปฎิสัมพันธ์เฉพาะกับกลุ่มชนชั้นสูง
จะเพิ่มกระแสต่อต้านสหรัฐฯ ในกลุ่มชนเสื้อแดง คล้ายๆ กับความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ
กับ "ประธานาธิบดีฮูโก้ ชาเวซ ของเวเนซูเอล่า"
และว่า นโยบายของสหรัฐฯจะต้องใคร่ครวญ
มากกว่าปกติ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ดี
เพราะในระยะยาว สหรัฐก็ไม่รู้ว่าใครจะผงาดขึ้นมาเป็นบริหารประเทศไทย

ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ
อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ของสหรัฐฯ และสนับสนุนนโยบายต่อต้านการก่อการร้าย
ของเขา อาจกลายสภาพเป็น "ผู้นำหัวกร้าว"อย่างผู้นำเวเนซูเอล่า ผู้นำไม้เบื่อไม้เมาของสหรัฐฯ
ซึ่งนิยมแนวทางกลุ่มติดอาวุธ

นอกจากนี้ ความเป็นจริงอีกประการที่จะต้องวิตกมากก็คือ
หากความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับไทยลดถอยลง อาจทำให้จีนผงาดเข้ามา
เป็นพันธมิตรฯ หลักกับไทยเหนือสหรัฐฯ ได้


รายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้ ไทยได้เรียกตัวนายเคิร์ต แคมป์เบลล์ ทูตสหรัฐฯ มาพูดคุยภายหลัง
เขาได้พบปะกับกลุ่มเสื้แดงระยะสั้นๆ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไทยมองว่า สหรัฐฯ อาจให้การยอมรับ
ทางกฎหมายต่อกลุ่มเสื้อแดง แต่จริงๆ แล้ว ผู้สันทัดกรณีชี้ว่า สหรัฐฯ พยายามญาติดีกับทุกฝ่าย
โดยในช่วงที่ผ่านมา สหรัฐฯ ยังได้ต้อนรับการเยือนประเทศของ
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และมีการหารือในระดับกว้างขวางอีกด้วย


สื่อนอกชี้เสื้อแดงยังมีโอกาสชนะ รอเลือกตั้งปีหน้า

สำนักข่าวไทมส์ ออนไลน์
ได้วิเคราะห์สถานการณ์วิกฤตการเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดวิเคราะห์ด้วยหัวข้อว่า
"อะไรต่อไปสำหรับกลุ่มเสื้อแดง" โดยระบุว่า โดยรวมแล้ว ภายหลังรัฐบาลสามารถสลายการชุมนุม
ในเขตราชประสงค์ได้ และแกนนำได้ถูกจับตัวไปแล้ว ทว่าปฎิบัติการดังกล่าวไม่ได้ช่วย
แก้ไขวิกฤตใดๆ ต่อการเมืองไทย เว้นแต่ทำให้กลุ่มเสื้อแดงโกรธแค้นและไม่พอใจ

อย่างไรก็ตาม ไทมส์ ออนไลน์ ชี้ว่า ปัจจัยที่ต้องจับตาก็คือ การชุมนุมใหญ่ในอนาคตที่จะขึ้นใหม่
จะฉุดในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด ไม่ใช่ในกรุงเทพแล้ว โดยรายงานที่ผ่านมายืนยันว่า การล่มพังของ
การประท้วงในกรุงเทพได้กระตุ้นให้พื้นที่ต่างจังหวัดหลายสิบ จังหวัด เช่น เชียงใหม่,ขอนแก่น
และอุดรธานี ไทมส์ รายงานด้วยว่า อีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่อาจคาดคะเนได้ก็คือ
อิทธิพลของกลุ่มคนชุดดำซึ่งหากกลุ่มยังคงเข้มแข็ง
พวกเขาก็สามารถเปิดฉากสงครามก่อการร้ายด้วยอาวุธ ปืนและจรวดได้


อย่างไรก็ตาม กลุ่มเสื้อแดงยังมีทางออกที่ง่ายกว่านั้น คือ การเลือกตั้ง เพราะเมืองไทยจะต้องมี
การเลือกตั้งก่อนช่วงสิ้นปีหน้า ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เคยได้ชัยชนะ
ในการเลือกตั้งเลย และผู้สมัครเสื้อแดงน่าจะคว้าที่นั่งส่วนใหญ่ในสภาและนี่อาจเป็นยุทธศาสตร์
ที่ใช้เพียงบางสิ่งบางอย่าง คือ การรอคอย

โคตรมหามิตรของสยามประเทศ
แม่ง เอาแต่ผลประโยชน์อย่างเดียว

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Fri May 21, 2010 11:43 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1274437899&grpid=&catid=02

วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 19:00:00 น.
มติชนออนไลน์

"ในคืนวันอันมืดมิด"

โดย เกษียร เตชะพีระ

แถวรถเกราะขับเคลื่อนเกลื่อนถนน แถวทหารชุมพลเดินดาหน้า
กระบอกปืนยื่นยาวจ่อเข้ามา เสียงปืนแตกน้ำตาและความตาย
ตาคู่นี้ไหวหวั่นสั่นสะท้าน ตาคู่นั้นแดงฉานโฉดกระหาย
ตาคู่นี้ปวดร้าวและเสียดาย ตาคู่นั้นโหดร้ายและเลือดเย็น
ปากถูกปิดเอ่ยอ้อนเสียงวอนขอ ปากที่สั่งเมินต่อความทุกข์เข็ญ
ปากถูกปิดทวงถามตามประเด็น ปากที่สั่งกลับเห็นเป็นวุ่นวาย
มือหยาบกร้านอานทุกข์จึงลุกสู้ มือกุมปืนยื่นขู่ข้อกฎหมาย
มือหยาบกร้านแค้นข้นจนลืมตาย มือกุมปืนส่องส่ายจะเหนี่ยวไก.....

ไม่ว่าจะเรียกว่า "กบฏ" "สงครามประชาชน" หรือ "การลุกขึ้นสู้" ความเป็นจริงพื้นฐานของ
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ พวกเขายอมตาย แต่ไม่ยอมให้คุณปกครอง

ในภาวะเช่นนี้ คุณมีทางเลือกไม่มาก หากไม่ฆ่าพวกเขาให้ตายราบคาบไป
ก็ต้องปรับการปกครองให้รองรับความเรียกร้องต้องการของพวกเขาบ้าง
ตามแต่จะเจรจาต่อรองกันได้


รุ่นพี่ผู้ผ่านเหตุการณ์ทำนองนี้มาหลายครั้งเคยบอกว่าการเมืองไทย กล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว
ก็เป็นเรื่องแค่นี้ คือมีคนหมดความกลัว ลุกขึ้นและบอกว่ากูไม่ยอมให้มึงข่มเหงรังแกอีกต่อไป
เอาไงก็เอากันหากผู้ที่ลุกขึ้นมีจำนวนมากพอและเข้มแข็งพอจนงัดกันไม่ลงแล้ว ผู้มีอำนาจก็ค่อยๆ
เรียนรู้ที่จะปรับตัว

อดีตการฆ่าฟันที่ผ่านพ้น บรรจบผลเป็นการฆ่าฟันใหม่
แผ่นดินเคยฝังกลบศพปู่ใคร ลูกหลานยังคลั่งไคล้ใคร่ฆ่ากัน
คนเคยเชือดเลือดเขียนประวัติศาสตร์ พลิกหน้าใหม่ยังวาดด้วยเลือดนั่น
บทเรียนที่ใครใครรู้ไม่ทัน ก็คือชีวิตนั้นราคาแพง
จากต่อสู้สันติอหิงสา เมื่อแรงมาก็แรงไปไล่ยุทธแย่ง
จากเลือกตั้งยุบสภามาเปลี่ยนแปลง กลายเป็นความรุนแรงจลาจล
เลือดเข้าตาเร้ารุมจนคลุ้มคลั่ง สิ้นสติยับยั้งยึดเหตุผล
ผู้ปกครองท่องคำขวัญนำชน เกียรติแห่งการฆ่าคนก้องกำจาย.....

มีการเคลื่อนไหวก่อการร้ายต่อรัฐบาลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเริ่ม การชุมนุมของ นปช.รอบล่าสุด
กรณีระเบิดป่วนเมืองและการยิงเอ็ม 79 นับร้อยครั้งนับแต่เดือนกุมภาพันธ์ศกนี้เป็นต้นมา
จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายทรัพย์สินเสียหายมากมาย ทำให้มิอาจเข้าใจเป็นอื่นไปได้
โดยเฉพาะเมื่อการก่อการร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นควบขนานไปกับการชุมนุมของ นปช.
ก็ยิ่งทำให้แยกแยะกลุ่มก่อการร้ายออกจากการชุมนุมทางการเมืองโดยสงบยากขึ้น

การก่อการร้าย (Terrorism) หมายถึง [การใช้หรือข่มขู่ที่จะใช้ความรุนแรง
(violence or threats of violence)+ต่อเป้าหมายพลเรือน (civilian targets)+
ซึ่งก่อให้เกิดความหวาดกลัวสยองขวัญในหมู่สาธารณชนทั่วไป (fear)+
เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง (political ends)]

อาจสรุปย่อเพื่อความเข้าใจว่า [T = V+C+F+P]

การก่อการร้ายย่อมบ่อนทำลายหลักนิติธรรม (the rule of law) โดยตรง ไม่มีระบอบเสรีประชาธิปไตย
ใดดำเนินงานการเมืองภายใต้เงาคุกคามของการก่อการร้ายได้ นอกจากนี้ มันยังก่อปัญหามากว่า
เพื่อต่อสู้เอาชนะการก่อการร้าย รัฐจะสามารถผูกมัดจำกัดตัวเองอยู่ภายในกรอบของกฎหมายได้หรือไม่?

แน่นอนว่าในทางปฏิบัติ มันเป็นเรื่องยากและมักก่อให้เกิดปฏิกิริยาจาก
ฝ่ายรัฐผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคงในทำนอง "บ้ามาก็บ้าไป" อย่างเช่น
การอุ้มหาย, ทรมานและยิงทิ้งผู้ต้องสงสัย ก่อการร้ายจังหวัดชายแดนภาคใต้
ในสมัยรัฐบาล ทักษิณ หรือการที่รัฐบาลบุชผู้ลูกเปิดไฟเขียวให้ ซีไอเอ
และกองทัพอเมริกันใช้วิธี ลักพาตัว, ทรมานและลอบสังหารผู้ต้องสงสัย
ก่อการร้ายในประเทศต่างๆ เป็นต้น


ทว่าในทางกลับกัน หากรัฐปกป้องหลักนิติธรรมจากการก่อการร้ายด้วยวิธีการที่ละเมิดกฎหมาย
เสียเองเช่นนี้ มันจะมิเป็นการบ่อนทำลายหลักนิติธรรมอันเป็นเป้าประสงค์แต่แรกของตนเอง
ลงไปล่ะหรือ?

รัฐจะปกป้องหลักนิติธรรมด้วยการบ่อนทำลายหลักนิติธรรมได้อย่างไร?

หากรัฐต่อสู้ปราบปรามการก่อการร้ายโดยกลุ่ม (group terrorism) ด้วยการที่เจ้าหน้าที่ฝ่าย
ความมั่นคงของรัฐ [ใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรง (violence or threats of violence)
ต่อพลเรือน (civilian targets) อันก่อให้เกิดความหวาดกลัวทั่วไปในหมู่มวลชน (fear) เพื่อบรรลุ
เป้าหมายการเมืองไม่ว่าจะเป็นการสลายการชุมนุมหรือ "ขอพื้นที่คืน" หรือ "กระชับพื้นที่"
(political ends)]

ซึ่งก็คือ [V+C+F+P] แล้ว

มันจะมิกลายเป็นการก่อการร้ายโดยรัฐ (state terrorism) ไปหรือ?

และถ้ากระนั้น รัฐต่างอะไรในทางศีลธรรมจากกลุ่มก่อการร้ายเถื่อนเหล่านั้นเล่า?

การลอบสังหารเสธ.แดงและการที่ผู้บาดเจ็บล้มตายแทบทั้งหมดในปฏิบัติ การกระชับพื้นที่
ชุมนุมราชประสงค์ของ ศอฉ. หลายวันที่ผ่านมาล้วนเป็นพลเรือน ทำให้จำเป็นต้อง
ตั้งคำถามเหล่านี้

อย่าลืมว่าข้อสรุปของการต่อสู้กับการก่อการร้ายในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเอง
ในอดีตก็คือไม่สามารถเอาชนะการก่อการร้ายโดย มาตรการความมั่นคงอย่างเดียวได้
หากต้องใช้มาตรการทางการเมืองเป็นหลักและประกอบด้วยมาตรการความมั่นคงเป็นรอง
โดยขจัดเงื่อนไขทางการเมืองของการก่อการร้ายให้หมดสิ้นไป จนมวลชนที่เป็นฐานรองรับ
สนับสนุนการก่อการร้ายไม่เห็นประโยชน์หรือความจำเป็นของการก่อการร้ายอีก
แล้วหันมาเดินหนทางต่อสู้ทางการเมืองแบบสันติวิธีแทน จากนี้จึงจะสามารถแยกปลา
(กลุ่มก่อการร้าย) ออกจากน้ำ (มวลชน) และจัดการกับปลา (ยุติกลุ่มก่อการร้าย) ได้

ผมเห็นว่าปฏิบัติการกระชับพื้นที่/ขอพื้นที่คืนที่ราชประสงค์นับแต่
13 พฤษภาคมศกนี้เป็นต้นมาส่งผลตรงกันข้ามกับข้างต้น
การส่งทหารติดอาวุธสงครามเบาประจำกายและรถเกราะไปตั้งด่านประจันหน้ากับผู้
ชุมนุมเรือนร้อยเรือนพันที่ส่วนใหญ่อย่างมากก็มีแค่ก้อนหิน หนังสติ๊ก
น็อตเหล็ก ลูกแก้ว ไม้ ยางรถยนต์ ระเบิดเพลิง บั้งไฟ ประทัดยักษ์
รถมอเตอร์ไซค์ รถแท็กซี่นั้น

ยิ่งแปลกแยกผู้ชุมนุมจากฝ่ายเจ้าหน้าที่และรัฐบาลมากขึ้น

ยิ่งเพิ่มความเกลียดกลัวหวาดระแวงไม่ไว้ใจกันระหว่างสองฝ่ายมากขึ้น

และในทางกลับกันก็ยิ่งผลักพวกเขาไปแสวงหาความคุ้มกันใต้ร่มกำลังไฟของปืน
และระเบิดเอ็ม 79 ในมือกลุ่มก่อการร้ายมากขึ้น

ยิ่งทำให้ผู้ชุมนุมหันไปพึ่งพายกย่องกลุ่มก่อการร้ายเป็นอัศวินฮีโร่ ผู้ปกป้องคุ้มครองพวกเขา
จากเจ้าหน้าที่รัฐผู้ดูจะมุ่งร้ายหมายเอาชีวิตเขาเหนียวแน่นขึ้นอีก

นี่หรือที่รัฐบาลและ ศอฉ.ต้องการ?

กัมปนาทเสียงปืนจึงครื้นครั่น คละคลุ้งควันฝุ่นตลบและศพหาม
ธารเลือดเฉกเชื้อไฟโชนไหม้ลาม เปลวสงครามแรงลุกทุกแผ่นดิน
คนที่ขูดขูดไปใจครึกครื้น คนที่แค้นจับปืนจำโหดหิน
คนต่อคนเข่นฆ่าเป็นอาจินต์ ความเป็นคนค่อยสิ้นจากหัวใจ
หยาดน้ำตา ทุกหยดถ้วนประมวลมาคงบ่าไหล
บนแผ่นดินดาลเดือดด้วยเลือดไฟ ย่อมใจใครใจใครไม่คงทน
เกลียดมึงเกลียดมันเกลียดกันเกลื่อน กระหายเลือดเชือดเฉือนกันปี้ป่น
กลัวศัตรูกลัวตายและกลัวตน สัตว์หรือคนคนหรือสัตว์อัศจรรย์.....
แล้วใครที่สวดอ้อนวอนพระเจ้า ถึงญาติมิตรของเขาด้วยเสียขวัญ
ใครท้องกิ่วหิวอดหดหู่ครัน ใครนอนกลัวตัวสั่นสุดข่มตา
ใครเฝ้าครุ่นคำนึงถึงลูกผัว ใครร้องไห้เมื่อเสียหัวทหารกล้า
ประชาชนประชาชนธรรมดา ผู้ไหล่บ่าแบกหาบบาปสงคราม.....

ในหลายปีที่ผ่านมา คนไทยฆ่ากันมากมายเกินไปแล้ว

หยุดฆ่าเถอะครับ ก่อนจะไม่มีประเทศไทยเหลือให้ลูกหลานเราได้อยู่กันต่อไป


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1274448506&grpid=&catid=02

วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 21:26:39 น.
มติชนออนไลน์

นาทีชีวิต!!!

โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

เหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างวันที่ 14-19 พฤษภาคม สร้างผลกระทบต่อสังไทยอย่างกว้างขวาง
จิตใจผู้คนเต็มไปด้วยความสลดหดหู่ มิพักต้องพูดถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิต
ของประชาชนจำนวนมากที่ ต้องสูญเสียญาติพี่น้อง ทรัพย์สินจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว

หลายคนทั้งผู้ชุมนุม ตำรวจ ทหาร และประชาชนทั่วไป ผ่านประสบการณ์นาทีวิกฤต
ชีวิตต้องแขวนอยู่บนเส้นดาย

ผู้สื่อข่าว ช่างภาพ เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ต้องเสี่ยงภัยผ่านาทีชีวิตมาอย่างหวุดหวิดเพราะมีหน้าที่
ต้องนำข้อมูลข่าวสารในพื้นที่ความไม่สงบมารายงานต่อสาธารณะ จึงต้องพยายามเข้าใกล้พื้นที่
ที่มีการปะทะมากที่สุด จนหลายคนได้รับบาดเจ็บ แต่หลายคนเอาชีวิตมาทิ้งในสงครามของผู้อื่น

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นกับนักข่าว ช่างภาพในสนามเท่านั้น
แต่มีผลกระทบอย่างรุนแรงขององค์สื่อมวลชนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เมื่อความโกรธแค้น ชิงชังและความคั่งแค้นเกิดขึ้น(ไม่ขอพูดถึงสาเหตุซึ่งมีความซับซ้อน
และยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ รวมถึงการโยนให้เป็นความผิดของแต่ละฝ่าย)ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุม
นอกจากบุกเข้าเผาทำลายทรัพย์สินของหน่วยงานของรัฐและเอกชนหลายแห่งแล้ว
ยังพุ่งเป้าเข้าใส่องค์กรสื่อสารมวลชนหลายแห่ง

ที่โดนหนักคือสถานีวิทยุและโทรทัศน์สีช่อง 3 ที่โดนกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากปิดล้อม บุกเข้าไป
ในอาคารสำนักงาน ทุบทำลายทรัพย์สิน และใช้ล้อยางรถยนต์เผาทำลายบริเวณลานจอดรถ
ชั้นล่างของอาคารสำนักงาน และยังยิงปืนเข้าใส่ชั้น 6 ของอาคารซึ่งเป็นที่ตั้งกองบรรณาธิการ
มีร่องรอยกระสุนปืนอยู่บนกระจกหน้าต่างหลายนัดโดยเฉพาะตรงกับที่นั่งของ พิธีกรดัง
อย่างกิตติ สิงหาปัด

การปิดล้อมสถานีโทรทัศน์สีช่อง 3 กินเวลานานไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง
โดยปราศจากการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่รัฐ แม้ว่าผู้บริหาสถานี
พยายามติดต่อกับผู้ใหญ่ในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)
และมีการสั่งการไปแล้วก็ตาม


เจ้าหน้าที่และนักข่าวในกองบรรณาธิการบนชั้น 6 กว่า 100 ชีวิตไม่สามารถหลบหนีออกไปได้
เพราะถ้าวิ่งออกมานอกตัวอาคารก็อาจถูกกลุ่มผู้ชุมนุมทำร้ายหรือยิง ทางหนีเดียวคือ
ชั้นใต้ดินที่เชื่อมต่อกับอาคารใหญ่ที่เฮลิคอปเตอร์สามารถลงมาช่วยเหลือได้
แต่ก็ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมวางเพลิงไม่สามารถใช้เป็นทางหลบหนีได้

ท่ามกลางชั่วโมงวิกฤตที่ควันไฟลอยจากเพลิงไหม้ชั้นล่างลอยขึ้นมาบนชั้น 6 ผู้คนกว่า 100 ชีวิต
ตื่นตระหนก บางคนหาทางป้องกันตัวเองด้วยการนำน้ำมาราดตัวให้เปียก บางคนสวดมนต์ขอให้
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือ บางคนร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวฯลฯ


สำราญ ฉัตรโท รองผู้จัดการฝ่ายข่าวเล่าว่า ช่วงเวลาดังกล่าว ได้ออกไปทำธุระนอกสำนักงานพอดี
พอกลับมามีการปิดล้อมอาคาร ไม่สามารถเข้าไปได้ ช่วงที่กำลังหาทางช่วยเหลือเพื่อนๆ
ในกองบรรณาธิการอยู่ เห็นตำรวจกว่า 30 นายเดินแถวมาพอดี

"ผมรีบเข้าไปกราบตำรวจเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ปรากฏว่า ตำรวจมีปืนแค่ 4 กระบอก
ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ ต้องถอยออกไป"
สำราญเล่าอย่างอ่อนใจ

อย่างไรก็ตามด้วยความพยายามของทุกฝ่ายในที่สุด ตำรวจชุดปราบจลาจลจำนวนหนึ่งก็มาถึง
ยิงปืนเข้าใสกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้ผู้ที่กำลังคั่งแค้นอยู่หลบหนีไปหมด ทำให้กว่า 100 ชีวิตรอด
มาได้อย่างหวุดหวิด

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่ผู้คนในสังคมถูกปลุกปั่น
ยุยงให้เกิดความเกลียดชังซึ่งกันอย่างรุนแรงตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาผ่านสื่อที่ถูกใช้
เป็นเครื่องมือ โดยกลุ่มนักการเมือง กลุ่มที่อ้างตัวว่า เป็นผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
หรือผู้ที่แอบอ้างตัวว่าประกอบวิชาชีพสื่อ

หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทั้งหลายต้องหันามาทบทวน
ตรวจาสอบการทำงานของตัวเอง ร่วมมือกันในการปฏิรูปทั้งโครงสร้างและการทำงาน
นำเสนอข่าวอย่างรอบด้านและเป็นธรรม และด้วยความระมัดระวัง

เพื่อให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชนอย่างแท้จริง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat May 22, 2010 4:11 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1274509903&grpid=00&catid=

วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 13:29:04 น.
มติชนออนไลน์

"ปณิธาน"เผยเตรีมรับมือคาร์บอมบ์สมบูรณ์ที่สุด
"สาทิตย์"ปัดจัดฉากจับอาวุธ ค้นวัดปทุมฯพบซุกอีกเพียบ


"ปณิธาน"เผยเตรีมรับมือคาร์บอมบ์ที่สมบูรณ์ที่สุด

นายปณิธาน วัฒนายากร ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมว่า
นายกรัฐมนตรีกำชับเรื่องการควบคุมตัวแกนนำให้รัดกุม นอกจากนี้ยังรับทราบว่า
มีการเตรียมการทำคาร์บอมบ์ที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุด
นอกจากนี้ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)เตรียมยกเลิกข้อบังคับควบคุมเส้นทางพื้นที่
แยกราชประสงค์และพื้นที่โดยรอบ คาดว่าวันพรุ่งนี้จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ พร้อมจับตาพื้นที่ 5 จังหวัด
เป็นพิเศษที่อาจจะมีการก่อเหตุ เช่น ฉะเชิงเทรา กาญจนบุรี พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และอุตรดิตถ์


ค้นวัดปทุมฯอีกรอบเจออาวุธเพียบ ลากรถซุกเครื่องเพชรเข้าสน.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าค้นหาอาวุธภายในพื้นที่วัดปทุมวนาราม
อีกครั้ง ปรากฎว่าพบอาวุธปืนอาร์ก้า 47 พับฐาน จำนวน1 กระบอก พร้อมกระสุนปืน 30 นัด
แม็คกระซีนบรรจุกระสุนปืนเอ็ม 16 ค้างอยู่ 1 นัด ระเบิดควันถอดสลักแล้ว 1 ลูก
ระเบิดแสวงเครื่อง 1 ลูก มีดดาบ 3 เล่ม และขวาน 1 ด้าม


นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ ตำรวจได้ลำเลียงรถยนต์จำนวน 14 คัน ที่จอดอยู่ภายในวัดเพื่อนำไปตรวจสอบว่า
มีอาวุธหรือไม่ และตรวจสอบหาเจ้าของรถแต่ละคัน รวมถึงรถยนต์เบนซ์สีดำ ของนายขวัญชัย ไพรพนา
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ด้วย


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่ม เติมว่า เจ้าหน้าที่ได้นำรถกระบะนิสสันบิ๊กเอ็มเแวน และรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าซิวิค
สีน้ำเงินสามประตู ไปดำเนินคดีที่สน.ปทุมวัน เนื่องจากเจอเครื่องเพชรภายในรถ


"สาทิตย์" แจงเปล่าจัดฉากจับอาวุธ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การที่เจ้าหน้าที่ทหาร
และตำรวจได้เข้าเคลียร์พื้นที่ราชประสงค์และวัดปทุมวนารามวรวิหาร สามารถตรวจค้นเจออาวุธ
ของกลุ่มผุ้ชุมนุมทิ้งไว้จำนวนมากเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม โดยจะนำมาแถลงข่าวที่ศูนย์อำนวยการ
แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในช่วงบ่ายวันนี้ ไม่ได้เป็นการตัดฉากของเจ้าหน้าที่รัฐ
อาวุธทุกชิ้นเจ้าหน้าที่ได้เขียนแผนผังรายละเอียดว่ายึดตรวจค้นได้ที่ใดสามรถตรวจสอบได้



http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t1057-125.htm?sid=b96a0785890a89397da80f114e554fef

http://bsltaocnke.tripod.com/

This article was posted in late December 2005 antitled:
"
Bush Appointee Conspired with Pedophiles and Traffickers in Children -
US Should Recall New Ambassador to Thailand, Ralph Boyce -
Thai Government Should Protest Appointment of former Charge d'Affaires


Bush Appointee Conspired with
Pedophiles and Traffickers in Children


US should recall ambassador to Thailand, Ralph Leo ("Skip") Boyce
Thai government should have protested appointment of former Charge d'Affaires
The Bush Administration's nominee for ambassador to Thailand conspired with
pedophiles and traffickers in children while charge d'affaires at the American Embassy
in Thailand in the mid-1990's.

Ralph Leo ("Skip") Boyce, Jr., a career civil servant from Virginia who was recently
American ambassador to Indonesia
, and two American consular officials in Bangkok,
Christopher Richard and Thomas Patrick Furey, conspired with pedophiles and traffickers
in women and children to traffic prostitutes and children to Europe and the United States
and aided pedophiles and procurers in eluding the Thai police and escaping
the country a decade ago.

In one glaring example of official misconduct, in August 1995, Richard,
who was chief of the American Citizen Services section of the American Embassy
in Bangkok, conspired with pedophiles in Belgium, Thailand and United States to
defraud the Thai government and traffic a young Thai child to pedophiles in Belgium.
Richard bribed and coerced Thai welfare, police and immigration officials to withdraw
an official order to keep the child in Thailand. Thai officials had issued and enforced
the order at the request of the child's American godfather. The child's mother,
a Lao woman who worked as a bar maid, was part of a criminal gang of pedophiles,
pimps and prostitutes operating in the notorious Thai resort town of Pattaya and
in Antwerp, Belgium.


The child was procured to a pedophile and child trafficking gang in Belgium
shortly afterward. His fate is unknown. Traffickers in children, operating with Belgian
and Thai officials of local government and "non-governmental organizations"
("NGO's") and international agencies, including the Red Cross and UNICEF,
have obstructed the family's efforts to trace the child.

Boyce ignored complaints about Richard's misconduct and warnings that the child
was in peril. He ignored advice to alert the Thai government to the matter and
urge it to recover the child. Boyce passed the buck to Furey, who offered the run-around,
gave misleading information and, eventually, boasted of his complicity with the Belgian
pedophile ring in his official correspondence.

Furey, a career civil servant from Oregon, is presently "Minister-Counselor for
Consular Affairs" at the American Embassy in London.
Richard later conspired
with top Thai police officials to block an investigation of the matter.

The source of several subsequent failed assassination attempts of the child's American
godfather by the Thai police appears to have been the American Embassy in Bangkok.
Embassy personnel also planted a front-page article in one of Bangkok's two
English-language dailies to encourage the child's traffickers and assassins in the police.

The documentary evidence against Boyce, Furey and Richard is irrefutable.
Their conduct was indefensible. The State and Justice Departments have been sitting
on the evidence for nearly a decade, refusing to acknowledge its significance or
implications.
It is inconceivable that anyone but the most corrupt and perverse American
or Thai official would accept Boyce as American ambassador to Thailand.

Yet, Boyce arrived in Bangkok in early January to take up the post.
The American government has limited the diplomatic immunity of its officials abroad.
It should cancel Boyce's appointment. It should prosecute Boyce, Furey and Richard
for their immoral and reprehensible behavior.
The Thai government should declare Boyce,
Richard and Furey persona non grata and protest the nomination of Boyce as ambassador.

Lawrence Blackstone, Thailand
email: blackstonl@yahoo.com


What happened to Boyce?

January 24, 2008

Bush's nomination of Boyce as American ambassador to Thailand was confirmed by
the U. S. senate and Boyce began his three-year tour in Thailand on January 1, 2005.


Boyce's will be remembered for the acrimony that he caused, essentially by
1) refusing, as chairman, to hold FTA talks with Thailand in the open;

2) lobbying the Thai government with American alcohol and tobacco company lobbyists
to reduce the ban on advertising of alcohol and tobacco products;


3) opposing the local unlicensed reproduction of urgently needed AIDs-drugs;

4) blaming the junta for the advertising ban and unlicensed local manufacture of pharmaceuticals; and

5) refusing to express opposition to the unpopular Burmese junta.

Boyce's three-year tour ended in late December 2007.

Following his tour as ambassador, Boyce left the foreign service, early, before his scheuled retirement,
amid rumors that he was a figure in the international traffic in women and children and that he planned
to resume lobbying in Thailand for American alcohol, tobacco and pharmaceutical interests.


Boyce is reportedly living now in Singapore where he has a post as senior research
fellow at the Lee Kuan Yew Institute.


The child-trafficking case mentioned above was brougth to Boyce's attention in 1995 during
a period when Thailand was without an American ambassador. Rather than alert the Thai goverment,
h
e chose to ignore the matter and deferred to Furey and Richard in the consular section.
Boyce's secretary reported that Boyce maintained that it was a consular matter and
did not concern him.


Between Boyce's time as Chief of Mission and ambassador, there were three American ambassadors
to Thailand. Each was asked to alert the Thai government to the matter and urge the child's recovery.
They repeatedly refused. Their aides and secretaries explained that they refused to become involved,
maintained that it was a consular matter and sent the requests to the consular section.


Only one ambassador, William H. Itoh, responded, acknowledging the request, with an official letter,
in 1996. But he refused to take any action.


The next two ambassadors, Richard E. Hecklinger and Darryl N. Johnson, defered to the consuls,
Richard, who replaced Furey, and then Alice Moore and Leslie Rowe. Moore and Rowe insisted
that they could do nothing.


Hecklinger conspired with the pedophile ring and complicit American and
Thai officials in the intimidation of witnesses.


An official cover-up of the conduct of Richard and Furey was attempted by office co-workers
and State Department officials in Washington, D. C., while Itoh and Hecklinger were ambassadors.



Ralph Boyce

About Ralph Leo Boyce, Christopher Richard,
Thomas Patrick Furey and their Accomplices:


The following information is taken from various websites posted by
the Public Affairs Section, U. S. Department of State


Profile: Ralph L. "Skip" Boyce Ambassador of the U. S. to the Kingdom of Thailand

A career member of the Senior Foreign Service, Ralph Boyce was confirmed by
the U.S. Senate on June 25, 2004 and sworn in as the United States Ambassador
to Thailand on December 15, 2004.
Before this assignment, Mr. Boyce served as
Ambassador to Indonesia from October 2001 to October 2004
. Prior to that,
he was Deputy Assistant Secretary for East Asia and Pacific Affairs from August 1998
to July 2001. His area of responsibility included Southeast Asia, Australia, New Zealand,
and the Pacific Islands.
Mr. Boyce entered the Foreign Service in 1976 and was assigned
to Tehran as Staff Assistant to the Ambassador in September 1977. In September 1979
he was posted as Commercial Attache in Tunis. In September 1981, he was assigned to
Islamabad as Financial Economist.
From July 1984 to August 1988, Mr. Boyce served in
the State Department, first as Special Assistant and then as Advisor to the Deputy Secretary
of State, responsible for the foreign affairs budget. In August 1988, he was assigned to
Bangkok, Thailand, as Political Counselor, where he served until August 1992,
when he was transferred to Singapore as Deputy Chief of Mission. From June 1993
until September 1994, Mr. Boyce was Charge d'Affaires, a.i., in Singapore during
the absence of an Ambassador. In October 1994, he returned to Bangkok as
Deputy Chief of Mission, where he served until August 1998.

Mr. Boyce was born February 1, 1952, in Washington, D.C. He obtained a B.A.
from George Washington University in 1974 and an M.P.A. from Princeton University
in 1976. He speaks Persian, French, and Thai.
He is married to the former Kathryn Sligh.
They have two children.


See also: http://www.nndb.com/people/939/000127558/ ;
or http://bsltaocnke.tripod.com/ralphboycebio/


Ralph Leo ("Skip') Boyce, jr., Charge d'Affaires,
American Embassy, Bangkok, Thailand, 1995


Boyce treated Thailand like a Banana Republic
A Comment from Frank Rolf, Thailandf, January 15, 2008:

At last, after three long, unpleasant years, Thailand is free of a big nuisance.
Ralph Leo ("Skip") Boyce Junior's tour as American Ambassador to Thailand
ended with the old year.


Before he was ambassador, Boyce, as Chief of Mission in Bangkok in
the mid-1990s, conspired with
Central Intelligence Agency
operatives at
the embassy in an international pedophile and prostitution ring.


Later,
Boyce, as ambassador, pressured the Thai government to remove or
reduce bans on advertising of alcohol and tobacco products.

Boyce tried also to get the Thai government to stop the local production of
desperately needed American AIDs drugs without license.

When Boyce failed, he blamed the Thai junta and lack of democracy in the country.

While Washington, D. C., condemned the oppressive Burmese military dictatorship,
Boyce, alone among foreign envoys in Thailand, refused to criticize the Burmese generals;
instead he ducked questions, gave meaningless answers and deferred lamely to
the Thai government, which backed the Burmese dictatorship, as if he were in the pay of
the Burmese generals or expected his next posting to be Burma.

(Now, he is planting more meaningless remarks about Burma in U.S.-funded
overseas press orgs, as if he thought he could fool anyone.)

Thailand should declare Boyce persona non grata. Otherwise, he will return
as a lobbyist for Phillip Morris or Abbott Labs.

At least, now that Boyce is gone, we won't have his cornball jazz band concerts,
which, by the way, were paid for with State Department funds.

------------------------------------

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t721-25.htm
eye in the sky พิมพ์ว่า:http://www.thairath.co.th/column/life/people/71395

เกี่ยวกับ "ทักษิณ" สั่งการทางโทรศัพท์จากนอกประเทศ ให้ ก่อวินาศกรรมในประเทศไทย
จากการ ดักฟังโทรศัพท์ "ทักษิณ" ของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ แนะม็อบเสื้อแดง
ได้เดินทางไปกดดัน สถานทูตอเมริกา ที่ถนนวิทยุ ให้แถลงชี้แจงนั้น............

มิเชล เทอร์เนอร์ โฆษกประจำสถานทูตสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธ
แต่ไม่มีข้อความใดกล่าวถึงกรณีกลุ่มแกนนำคนเสื้อแดง เรียกร้อง เรียกว่า
ไม่รับ และไม่ปฏิเสธ กรณีแทปโทรศัพท์ "ทักษิณ"
สั่งก่อวินาศกรรม ว่างั้นเถอะ............


เรื่องนี้ มีข้อสังเกตจาก นักการทูต การไม่ปฏิเสธ
ถือเป็นน้ำหนัก "พยักหน้า" ไม่ใช่ "ส่ายหน้า"............

ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับ
หน่วยแทปโทรศัพท์ของสหรัฐฯ โซนเอเชีย ซึ่งมีศูนย์ใหญ่อยู่ที่ ฟิลิปปินส์
ยืนยันมีการแทปโทรศัพท์ "ทักษิณ" และพบว่า มีการสั่งการให้
ก่อวินาศกรรมในประเทศไทยและหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ
ได้แจ้งรัฐบาลไทย พร้อมแจ้ง ฝ่ายทหารด้วย............


หน่วยดักฟังหรือหน่วยควบคุมการสื่อสารทั่วโลกของสหรัฐฯ มีชื่อว่า MSA
ซึ่งมีกระจายไปทั่วโลก นอกจากนี้ หน่วยข่าวกรอง ของ เยอรมนี ก็มีการเปิดเผยว่า
ติดตามความเคลื่อนไหว "ทักษิณ" อยู่เช่นกัน ลักษณะร่วมกับสหรัฐฯ โดยเยอรมนี
สันทันในย่านยุโรปตะวันออก ซึ่งมอนเตเนโกร ที่ "ทักษิณ" ไปอยู่นั้นเป็นรัฐเล็กๆ
ที่แยกออกมาจาก ยูโกสลาเวีย ยุโรปตะวันออกนั่นเอง............

ยิ่งกว่านั้น ในบทความของ นิวยอร์กไทม์ ยังมีใจความทำนองว่า
สหรัฐฯ กำลังพิจารณา ขึ้นบัญชีดำ "ทักษิณ" เพิ่มเข้าไปในฐานะ
ผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ
ซึ่งมีอยู่เป็นร้อยในบัญชีปัจจุบัน รวมทั้ง บินลาเดน ด้วย
ข่าวนี้จริงหรือไม่จริงกาลเวลาจะให้คำตอบ............



ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย กระสุนทอง
  • 19 มีนาคม 2553, 05:00 น.

The Truth About Bali Bombings Part 1



Added: December 07, 2007
Part One + Two: Que Bono. Who Benefited? The Bali Bombings were a direct
US-Israeli response to the growing Peace marches and Anti War Movement
in Australia that was ballooning at an alarming rate after 9-11 and
after Bush announced he was waging illegal invasions. It also very
quickly secured Indonesia's and Australia's subservience to the US and
cemented involvement in the US led War on Terror, and subsequent
illegal invasions of Iraq and Afghanistan. It made it much easier and
possible for ex Prime Minister John Winston Howard to introduce new
Anti-Terror laws being pushed by his Zionist handlers within Australia.









Exposing the Australian government's lies about the East Timor massacres,
the coverup of the Bali bombings and finally the subsequent
anti-terror laws forced through parliament.

Fool Me Twice 1/20 - Official Release (2002 Bali Bombings/East Timor massacres)



December 15, 2007


Exposing the Australian government's lies about the East Timor massacres, the
cover-up of the Bali bombings (including '93 WTC attack) and subsequent
anti-terror legislation forced through parliament.

ที่บาหลีมาจากการสร้างสถานการณ์ของกองทัพอินโดฯ ร่วมกับ
มหาอำนาจตะวันตก เพื่อเพิ่มงบประมาณการต่อต้านการก่อการร้าย

ที่ติมอร์ตะวันออก อเมริกาสนับสนุนด้านอาวุธให้กองทัพอินโดฯ
สมัยนายพล วิรันโต กุมอำนาจ เอาไปใช้สังหารหมู่ชาวติมอร์

หรือว่ากองทัพไทยอยากเลียนแบบบ้าง


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Sun May 23, 2010 1:48 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat May 22, 2010 10:41 pm

เสียดาย นาย อภิสิทธิ์

บุคลากรทางการเมืองของประเทศนี้ขาดอยู่แล้วดูเหมือนว่าจะขาดแคลนหนักต่อไป
การที่มีผู้เสียชีวิตจากการสลายชุมนุม พร้อมกับการที่มีผู้ก่อการร้ายวางเพลิง
ในจุดต่างๆ ยิ่งพิสูจน์ว่ารัฐบาลของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ต้องปรับการทำงานครั้งใหญ่เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคนี้ไปให้ได้
ถ้าไม่ได้ก็น่าเสียดายคุณสมบัติอันเพรียบพร้อมของ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

Conten by VoiceTV
22 พฤษภาคม 2553 เวลา 09:40 น.

23.00 คุณปลื้ม "เกมโอเวอร์สำหรับทักษิณ เพราะทั้งเขาและคนเสื้อแดง
ล้วนไม่มีความชอบธรรมเชิงกฏหมายแล้ว ในขณะที่ศัตรูของเซ็นทรัล
ธ.กรุงเทพฯ และบีอีซี ได้ประโยชน์ ลองพิจารณาดูสักแป๊บแล้วจะ
ตระหนักถึงจิ๊กซอว์ตัวนี้
"

23.00 คุณปลื้มแสดงความเห็น "Places burnt down are symbolic of regime/system
and representation of success. However the perpetrators are sparing many
business locations"

http://www.startpage.in.th/view/92244

สื่อนอกรายงานแดงคลั่งก่อจลาจล-เผาช่อง3อพยพพนักงานด้วยเฮลิคอปเตอร์

19.05.2010 17:44 จำนวนผู้เยี่ยมชม: 951



นิวยอร์กไทม์ส/เอเอฟพี - สื่อนอกรายงานคนเสื้อแดงเดือดหลังแกนนำยอมจำนน
ก่อนจลาจลเผาแหลกอาคารพาณิชย์ ธนาคารและโรงหนัง รวมไปถึงสถานีโทรทัศน์ช่อง 3
ที่ต้องอพยพพนักงานออกมาด้วยเฮลิคอปเตอร์ สำนักข่าวนิวยอร์กไทม์ส
รายงานว่าแกนนำผู้ชุมนุมฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในไทยเข้ามอบตัวแล้วบ่ายวันนี้ (19)
และอ้อนวอนผู้สนับสนุนที่อยู่ในอารมณ์โกรธกริ้วยุติการชุมนุมหลังจากทหาร
ปฏิบัติการกระชับพื้นที่เข้าไปยังค่ายของพวกเขาใจกลางกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม
นิวยอร์กไทม์สระบุว่าคำวิงวอนดังกล่าวได้ผลเพียงเล็กน้อย เนื่องจากมีผู้ประท้วงที่ขุ่นเคือง
จุดไฟเผา ปิดกั้นแยกและทำลายอาคารต่างๆในย่านธุรกิจสำคัญของเมือง สื่อมวลชนแห่งนี้
ระบุสำนักข่าวต่างๆรายงานว่าสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ธนาคารหลายแห่ง โรงภาพยนตร์และ
ตลาดหลักทรัพย์ถูกกลุ่มโจมตีโดยกลุ่มผู้ชุมนุม ขณะที่บางกอกโพสต์ต้องอพยพเจ้าหน้าที่
ออกจากสำนักพิมพ์ บนถนนสุขุมวิท นิวยอร์กไทม์สระบุว่าพบเห็นชายชุดดำหลายคนราดน้ำมัน
จุดไฟเผายางสุมไฟและปิดกั้นแยกสำคัญๆ ขณะที่ตำรวจล้มเหลวในความพยายามโน้มน้าว
ให้พวกเขาหยุดพฤติกรรมดังกล่าว นอกจากนี้แล้วยังมีกลุ่มควันห้อมล้อมโรงแรมเชอราตัน
บนถนนสุขุมวิท หลังผู้ชุมนุมจุดไฟบริเวณด้านนอกของตัวอาคาร ปฏิบัติการปราบปรามในกรุงเทพฯ
ยังก่อความโกรธเคืองของกลุ่มผู้ประท้วงในหลายจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
โดยสื่อมวลชนไทยรายงานว่ามีผู้ชุมนุมหลายพันคนบุกจู่โจมศาลากลางใน 2 จังหวัด

ด้านสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่ากลุ่มผู้ประท้วงฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจุดไฟเผา อาคารสำนักงาน
ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ทำให้เจ้าหน้าที่ราว 100 คนติดอยู่ภายใน และล่าสุดถูกอพยพออกมา
โดยเฮลิคอปเตอร์ของทหาร กองทัพเปิดเผยกับเอเอฟพีว่าพวกเขาได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ไปช่วยเหลือ
เจ้าหน้าที่ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 หลังอาคารสำนักงานดังกล่าวมีจุดลงจอดของเฮลิคอปเตอร์

"อาคารถูกโจมตีด้วยผู้ชุมนุมและเราส่งรถดับเพลิงเข้าไป ทว่ากลับถูกเล่นงานด้วยเช่นกัน
เวลานี้พวกเขาถอยกลับมาแล้ว ดังนั้นเราจึงส่งรถดับเพลิงเข้าไปอีกครั้ง"
โฆษกหน่วยดับเพลิงกรุงเทพฯบอกกับเอเอฟพี ผู้อำนวยการของช่อง 3 บอกว่าไฟลุกไหม้
บริเวณชั้น 6 และพนักงานที่อยู่บนชั้นต่างๆที่สูงกว่านั้นได้ติดอยู่ภายใน "ตอนนี้เราอยู่ใน
สถานการณ์ที่วิกฤต เจ้าหน้าที่ราว 100 คนติดอยู่ภายใน ไฟปะทุขึ้นที่ชั้น 6"

ขอบคุณแหล่งที่มาจาก : http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrview.aspx?NewsID=9530000069488

http://www.startpage.in.th/view/83599

สื่อนอกแฉ นปช.มุ่งทำศก.ไทยเจ๊ง เล่นงานกลุ่มธุรกิจที่'ทักษิณ'ถือเป็นศัตรู

ทำไมช่อง 3 จึงถูกเผาทั้งๆ ที่อยู่ฝ่ายทักษิณ
หรือว่า ตามใบสั่งใครหว่า


hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun May 23, 2010 10:27 am

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=627&contentID=67452

ศอฉ.แฉมีฝรั่งโผล่ ยุเผา"ห้าง-แบงก์"

วันเสาร์ ที่ 22 พฤษภาคม 2553 เวลา 23:15 น



วันนี้ ( 22 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ศอฉ. นายปณิธาน รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ปฎิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงผลการประชุมในรอบเย็นว่า นายกฯได้ย้ำ
หน่วยงานต่าง ๆ เร่งฟื้นฟูปรับสภาพพื้นที่และซ่อมแซมกล้องวงจรปิด ซึ่งเมื่อทุกอย่าง
เรียบร้อยคืนพื้นที่บริเวณแล้วคาดว่าในสัปดาห์ทางสถานทูต ต่าง ๆทั้ง 21 แห่งที่อยู่บริเวณ
ดังกล่าวคงจะเปิดทำการได้


นอกจากนี้ในที่ประชุมยังได้มีการรายงานว่า มีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องกับการชุมนุมด้วย
โดยได้เปิดคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาว่ามีชาวตะวันตกผิวขาวพูดจาชักจูงไปก่อเหตุเผาห้าง
เซ็นทรัลเวิลด์และชาวเอเชีย ที่ชัดเจนว่าไม่ใช่คนไทยชักชวนไปเผาธนาคาร

อย่างไรก็ตามที่ประชุมยังได้หารือเกี่ยวกับควบคุมตัวแกนนำซึ่งทางตำรวจได้
รายงานว่ามีการแยกพื้นที่ควบคุม โดยยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามพรก.ฉุกเฉิน
ในขณะที่ดีเอสไอได้แจ้งต่อที่ประชุมว่าได้มีการตั้งข้อหาก่อการร้ายกับแกนนำแล้ว



เอ้า...ว่ากันไปหนายยยย เลยนั่น
ฝาหรั่ง ชื่อเขมรหรือเปล่า


http://www.oknation.net/blog/panakom/2009/04/23/entry-1
วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน 2552

กลุ่มเสื้อสีน้ำเงินได้เข้ามาสอดแทรกกลุ่มเสื้อแดงเสื้อเหลืองได้อย่างเหมาะเจาะ
ท่านผู้มีเกียรติที่ติดตามข่าวสารทางสื่อต่าง ๆ มองไปทางเดียวกันว่า นี่คือกลุ่มของ"เนวิน"
เมื่อคืนที่ผ่านมาการอภิปรายของเป็ดเหลิม เขาเล่าประวัติศาสตร์ของการขัดแย้งในสังคม
การเมืองอย่างเมาไวน์
ตอนหนึ่ง..เขาพูดถึง "เสื้อสีน้ำเงิน"ไว้ว่า
กรณีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนบวกสาม บวกหก ที่พัทยามีตำรวจ 700 นาย
จากอีสานใต้ ได้แก่
จากนครราชสีมา 1 กองร้อย นำโดย พ.ต.อ.ชัยยุทธ รัตนอุบล
รอง ผกก.ภ.จว.นครราชสีมา
จากบุรีรัมย์ 3 กองร้อย นำโดย พ.ต.อ.นิคม อินเฉิดฉาย
รอง ผกก.ภ.จว.บุรีรัมย์
จากสุรินทร์ 1 กองร้อย นำโดยรอง ผกก.สุรินทร์ สลับสับเปลี่ยน
ใส่เสื้อน้ำเงิน โดยมีบุรุษนิรนามสั่ง
มีการไปเกเรยิงหนังสติ๊กใส่จนเกิดเหตุปะทะกับ
กลุ่มเสื้อแดง
ไม่ใช่อย่างที่รองนายกฯด้านความมั่นคงบอกว่า เป็นประชาชนธรรมดาที่พัทยา
อาสามาช่วยรักษาความปลอดภัย
นอกจากนี้ การยิงมัสยิดที่ถนนเพชรบุรี หรือจอดรถก๊าซ
ที่หน้าชุมชนดินแดง หรือเผารถเมล์
เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อสร้างความชอบธรรม
ในการใช้กำลังทั้งนั้น
ซึ่งนายกรัฐมนตรีคนนี้สร้างความแตกแยกให้บ้านเมืองมากที่สุด
ไม่ยึดหลักนิติรัฐ

ผู้รับฟังการอภิปรายรับฟังแล้วจะทราบเพียงที่มาของกองกำลังเสื้อสีน้ำเงิน แต่ผมกลับสนใจคำอภิปราย
ชี้แจงของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย
ท่านบอกว่า ส่วนที่พูดถึงคนเสื้อน้ำเงิน
กระทรวงมหาดไทย ได้จัดทำโครงการปกป้องสถาบัน
ทำทุกจังหวัดเพื่อความสมานฉันท์
ทั้งที่พัทยาหรือที่สมุทรปราการเพื่อปกป้องสนามบิน
ส่วนที่บอกว่า มีกำลังตำรวจจาก
อีสานใต้ ก็ถูกต้องที่มีตำรวจมาช่วยดูแล มีการขอมาถูกต้อง และไม่มีอาวุธ
แต่มาดูแลสุวรรณภูมิ ไม่ได้เคลื่อนไปไหน
ส่วนเสื้อน้ำเงินที่พัทยา คนชลบุรีสนับสนุน
ให้การประชุมอาเซียนเดินไปได้ ฝ่ายจังหวัดและคนที่นั่นก็ประชุมกันตลอด ออกมา
คัดค้านการชุมนุมของเสื้อแดง อาจมีไม้หรือหนังสติ๊กบ้าง แต่ก็ปกติที่จะมีเพื่อป้องกันตัว

มีการปะทะกัน แล้วบาดเจ็บ 13 คนเป็นคนเสื้อน้ำเงิน ไม่ใช่เสื้อแดง ตนมีซีดีเป็น
หลักฐานจะส่งให้ประธานสภา



ส่วนเรื่องที่อ้างถึงนายเนวิน ชิดชอบ นั้น นายบุญจง กล่าวว่า
นายเนวิน เป็นคนไทยอยากเห็นความสงบ
ที่นายเนวิน ไปที่พัทยา เพราะรู้จัก
แกนนำของเสื้อแดง ก็จะได้หารือกันได้
ถ้าไปโดยไม่บริสุทธิ์ใจ คงไม่ออกมา
ให้เห็นหรือแถลง
ทั้งนี้ความวุ่นวายที่จะหยุดได้มีทางเดียวคือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
หยุดเคลื่อนไหว
จากนั้นทุกฝ่ายจะได้มาหารือเพื่อให้บ้านเมืองเดินห
น้าไปได้

จากคำชี้แจงของนายบุญจง สรุปความได้ว่า กระทรวงมหาดไทยมีโครงการปกป้องสถาบัน
พระมหากษัตริย์
โดยนำกำนันผู้ใหญ่บ้าน กรรมการชุมชน ประชาชน มาร่วมโครงการและ
ให้ใส่เสื้อสีน้ำเงิน
ซึ่งโครงการนี้เริ่มมาแล้วหลายจังหวัดในประเทศไทย



การระดมมวลชนในลักษณะเช่นนี้กระทำได้ไม่ยากนักครับ เมื่อกระทรวงมหาดไทยมีนโยบายออกมา
จะสั่งการให้ทุก ๆ จังหวัดจัดทำโครงการ
ให้กำหนดวัน เวลา และสถานที่ รวมถึงประชาชนที่มาร่วม
โครงการ
โดยจะกำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 20,000 คน ต่อครั้งและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
จะเดินทางไปเปิดโครงการ
ผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องทำให้ได้ เช่นการจัดหางบประมาณในการจัดทำ
เสื้อสีน้ำเงินแจก
จังหวัดสั่งนายอำเภอให้จัดหาคน นายอำเภอก็สั่งการไปยังกำนันผู้ใหญ่บ้าน
ให้จัดคนมารวมตัวกัน



คนไม่พอ ก็ไปเกณฑ์เด็กนักเรียนใส่เสื้อพละศึกษาสีน้ำเงิน ถือธง ถือป้ายมารวมกันให้มาก ๆ พิธีเปิด
ประธานพิธีไปเปิด ตัดลูกโป่ง ตีฆ้อง ตีกลอง แล้วแต่จังหวัดจะจัดให
มวลชนร้องเพลงสดุดีมหาราชา
หรือเพลงอื่น ๆ เพลงสองเพลง
เป็นอันเสร็จสิ้นโครงการ เป็นงานที่กระทำได้ง่าย ๆ มวลชนที่มารวมตัว
ก็เป็นกลุ่มเดิม ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการ ลูกจ้างของรัฐ
แต่ผู้ที่ขับเคลื่อนโครงการอย่างต่อเนื่อง
คือข้าราชการฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ
กลุ่มเสื้อเหลืองพันธมิตร คือกลุ่มคนที่ใส่เสื้อเหลือง
และมีกิจกรรม..ขับไล่ทักษิณ กลุ่มเสื้อแดง คือกลุ่มสมาชิกพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน
พรรคเพื่อไทย
และมีกิจกรรม...เอาทักษิณคืนมา กลุ่มเสื้อน้ำเงิน คือกลุ่มประชาชนจัดตั้งตาม
โครงการของกระทรวงมหาดไทย
และมีกิจกรรม...ตามนายสั่ง เมื่อแยกออกมาเช่นนี้แล้ว ท่านจะเห็นว่า
เสื้อเหลือง ก็คือคนไทย เสื้อแดง ก็คือคนไทย เสื้อน้ำเงิน ก็คือคนไทย บุคคลเหล่านี้
สามารถรักกันสมานฉันท์กันไม่ยากหรอกครับ
เพราะเป็นประชาชนกลุ่มเดียวกัน แต่ที่ยากจะสมานฉันท์
คือแกนนำหรือหัวหน้ากลุ่ม
เช่นไม่มีทางอีกแล้ว ที่จะให้พลตรีจำลอง นายสนธิ ไปจับมือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ
เพราะมีเรื่องราวแตกแยกมากมาย ผมเขียนเรื่องนี้ เพราะไม่ต้องการสรุปและแยกคนไทย
ไปตามที่แกนนำจับประชาชนไปใส่เสื้อสี

คนไทยอีกเป็นจำนวนมากของประเทศในวันนี้
เขาพับเก็บเสื้อสีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน ไว้ในตู้เสื้อผ้าและใส่เสื้อผ้าสีอื่น ๆ
ในการดำรงชีวิตประจำวัน
เช่นในครอบครัวของผม...เป็นต้น


http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pol01010552&sectionid=0133&day=2009-05-01

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11374 มติชนรายวัน

เปิดแผน"เสื้อน้ำเงิน" ระดม3แสนร่วม"ฉัตรมงคล"

ต้องยอมรับว่า การชุมนุมของ "คนเสื้อน้ำเงิน" ในวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ท้องสนามหลวง
เพื่อแสดงความจงรักภักดี เนื่องในพระราชพิธีฉัตรมงคล เป็น "วาระ" ที่กระทรวงมหาดไทย
เตรียมจัดวางไว้ก่อนที่จะเกิดวิกฤตสงกรานต์วิปโยค ในเดือนเมษายน

เป็นการจัดวางที่สอดรับกับคอนเซ็ปท์พรรคภูมิใจไทย ที่มี "ชวรัตน์ ชาญวีรกูล" ที่นั่งเป็น
ทั้งหัวหน้าพรรค และ รมว.มหาดไทย

สังคมรู้ดีว่า พรรคภูมิใจไทย พยายามหา "จุดต่าง" ทางการเมืองในเรื่องของ "สี"
เพื่อสร้างความได้เปรียบ และเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง ท่ามกลางความขัดแย้ง
ของ "เสื้อแดง-เสื้อเหลือง"


จะเห็นได้จากทุกอย่างในพรรค ไม่ว่าจะเป็นโลโก้, เสื้อ, สีประจำพรรค ล้วนถูกถ่ายทอดออกมา
เป็น "สีน้ำเงิน" ทั้งสิ้น

แต่ในที่สุด ภาพสีน้ำเงิน ก็ไม่ใช่ภาพแห่งความสมานฉันท์อีกต่อไป เมื่อพบว่า "สีน้ำเงิน" ถูกระดมพล
ไปรวมตัวกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อป้องกัน เพราะกลัวว่ากลุ่มคนเสื้อแดง บุกยึดสนามบิน

เมื่อพบว่า "คนเสื้อสีน้ำเงิน" กลายเป็น "กองกำลังนอกระบบ" ที่ถูกนำมาต่อกรกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะ
บุกเข้าไปป่วนการประชุมผู้นำอาเซียน ที่พัทยา จ.ชลบุรี

ทำให้คอนเซ็ปท์ "สมานฉันท์" ของ "กลุ่มเสื้อน้ำเงิน" ถูกมองบิดเบี้ยว ผิดเพี้ยนไป

แต่เบื้องหลังการสั่งระดมคนผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด และองค์การบริหารส่วนจังหวัด และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
ของกระทรวงมหาดไทย กว่า 3 แสนคน ไม่ได้ถูกยกเลิก เพียงแต่ปรับเปลี่ยน "คอนเซ็ปท์"

แทนที่จะใส่ "สีน้ำเงิน" มาเต็มท้องสนามหลวง

จึงเปลี่ยนให้ "สีน้ำเงิน" กลายเป็น "สีหนึ่ง" ในการร่วมแสดงความจงรักภักดีกับอีก "หลากหลายสี"

เพราะถูก "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ออกอาการติติงถึงความเหมาะสม..?

คงต้องยอมรับว่า "เสื้อสีน้ำเงิน" เป็นแนวคิดที่หวังผลทางการเมือง

เพราะหากย้อนกลับไปที่คำพูดของ "ชวรัตน์" ที่ระบุถึงเจตนารมณ์ท่ามกลางวิกฤตชัดๆ ว่า
"สีน้ำเงินเป็นสีของพระมหากษัตริย์ ถ้าคุณเอาสีน้ำเงิน
ออกจากธงชาติไทย ธงนั้นก็จะกลายเป็นธงชาติอินโดนีเซียทันที
แม้จะมีปัญหาก็จะไม่มีการเปลี่ยนสี แล้วทำไมต้องรังเกียจสีน้ำเงินด้วย"


บวกกับสถานการณ์ร้อนที่พลพรรคเสื้อแดง และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ออกโรงโจมตีบรรดา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
และองคมนตรีอีกหลายคน

จึงถือเป็นโอกาสที่พรรคภูมิใจไทย จะแสดงเจตนารมณ์ปกป้อง ปกปักสถาบันหลักของชาติ

ก่อนที่ "เนวิน ชิดชอบ" ผู้อยู่เบื้องหลังคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย จะออกมา
"ตัดญาติขาดมิตร" กับ พ.ต.ท.ทักษิณ "อดีตนายที่เคยรัก" แบบไม่เหลือเยื่อใย

แนวคิดการจัดงานวันที่ 5 พฤษภาคม จึงถูกมองได้สองมุม

มุมหนึ่ง เป็นการแสดงความจงรักภักดี เพื่อสร้างความสามัคคีให้กับคนในชาติ หลังต้องเผชิญ
วิกฤตทางการเมืองมาตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่า

มุมหนึ่ง เพื่อต้องการหวังผลทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย ที่ต่อมาต้องใส่คอนเซ็ปท์
การ "แสดงพลัง" เพื่อต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดงที่ประกาศจะชุมนุมในวันที่ 5 พฤษภาคม เข้าไปด้วย

การจัดงานดังกล่าวเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ จะมีการปิดถนนราชดำเนินช่วงเย็น ตั้งแต่ลานพระบรมรูปทรงม้า
จนถึงท้องสนามหลวง เพื่อให้มีการจัดเวทีคอนเสิร์ต 9 เวที

เดิมงานนี้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี แสดงความไม่เห็นด้วย เพราะเท่ากับจะเป็น
การ "สุมไฟ" ให้ปัญหาไม่จบสิ้น

แต่ปรากฏว่า กระทรวงมหาดไทยไม่ยอม

จึงต้องส่ง "ทูตผิวดำ" อย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ไปเจรจา

แต่แทนที่งานจะล้มเลิก กลับกลายเป็นว่า มีการสั่งระดมคนเพิ่มจากเดิม
ที่กำหนดให้ผู้ว่าฯ 75 จังหวัด ระดมคนไว้จังหวัดละ 2,000 คน ก็ราว 2 แสนคน

ยอดคนเพิ่มขึ้นมาเป็น 3 แสนคน เพียงแต่ให้คนมาร่วมงานใส่เสื้อหลากหลายสีเท่านั้น


หน้า 11


http://www.thaioctober.com/forum/index.php?topic=336.210

วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ » กล่องความทรงจำ » อนุสรณ์สถานประชาชน-อีสานใต้

รศ.วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ
เผยแพร่ในสารประชาสัมพันธ์ สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์ ฉบับที่ 8 26 กรกฏาคม -1 สิงหาคม 2543



“อนุสรณ์สถานประชาชน-อีสานใต้ เกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่ระลึกถึงคุณงามความดีของมิตรสหาย
ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นประจักษ์พยานว่า ครั้งหนึ่ง เขาหล่านั้นมี
อุดมการณ์ร่วมกันในการต่อสู้เพื่อให้อำนาจการปกครองคืนมาสู่ประชาชน”

หากท่านขับรถมาจากอำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ ไปทางอำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา
ตามทางหลวงหมายเลข 2119 ขับไปประมาณ 20 กิโลเมตร ทางซ้ายมือจะเป็นวัดโคกเขา
มองไปจะเห็นยอดอาคารสีขาวสูงเด่นเป็นสง่าเหนือทิวไม้ ถ้าแวะเข้าไปก็จะรู้้ว่า สิ่งที่เห็นแต่ไกลนั้น
คืออนุสรณ์สถานประชาชน-อีสานใต
อนุสรณ์สถานประชาชน-อีสานใต้ สร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิของ
ประชาชนที่เสียชีวิตจากการต่อสู้ในเขตป่าเขา เพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ ในช่วงปี พ.ศ. 2519-2523

ประชาชนที่เสียชีวิตเหล่านี้ มีทั้งขาวนา ชาวไร่ นิสิตนักศึกษา ที่หลบหนีภัย
เข้าป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์
แห่งประเทศไทย (พคท) ในการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ
ในเขตอีสานใต้
กองทัพปลดแอกประชาชน (ทปท) และกองกำลังของ พคท

ได้ต่อสู้กับทหารฝ่ายรัฐบาลเป็นเวลายาวนานและทั้งสองฝ่ายได้สูญเสียทรัพย์สินและชีวิตผู้คน
ซึ่งเป็นคนไทยด้วยกันไปเป็นจำนวนมาก จนถึงปี พ.ศ. 2523 อำนาจการปกครองประเทศ
ได้ถูกถ่ายโอนจากรัฐบาลเผด็จการมาสู้รัฐบาลประชาธิปไตย ทำให้การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธยุติลง
อย่างสิ้นเชิง ขนวนการผู้รักชาติรักประชาธิปไตย นักเรียนนักศึกษา ประชาชน ชาวไร่ ชาวนา
ได้พากันออกจากป่าและแยกย้ายกันไปประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อ เมื่อตั้งหลักปักฐานได้
พวกเขาได้ตั้งคณะทำงานเพื่อขุดหาศพของผู้เสียชีวิตจากการต่อสู้ซึ่งได้ฝังไว้ในเขต ป่า

ในปี พ.ศ. 2538 ญาติมิตรของผู้เสียชีวิตและคณะทำงานขุดค้นหาศพ ได้ร่วมกันนำอัฐิที่ขุดหามาได้
ทำพิธีฌาปณกิจ และได้ร่วมกับประชาชนทั่วไปบริจากทรัพย์สร้างเป็นสถูป หรืออนุสรณ์สถาน
เสร็จสมบูรณ์เมื่อ ปี พ.ศ. 2539
อนุสรณ์สถานประชาชน-อีสานใต้ ตั้งอยู่ในบริเวณวัดโคกเขา
ตำบลโคกมะม่วง อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมตัดมุมเป็นแปดเหลี่ยม
ก่อด้วยอิฐถือปูน ตั้งอยู่บนฐานแปดเหลี่ยมที่ทำเป็นบันไดทางขึ้น ตังอาคารทำเป็นห้องมีประตูทางเข้า
ภายในเก็บรักษาอัฐิที่แยกไว้ในโถเคลือบ และจารึกนาม ผนังด้านนอกจารึกนามผู้เสียชีวิต
ส่วนยอดทำเป็นทรงสี่เหลี่ยมย่อมุมสอบขี้นไปคล้ายคอขวด ยอดสุดทำเป็นรูปโดมทรงปราสาท
มีความสูงประมาณ 18 เมตร บริเวณโดยรอบเป็น ลานกว้าง พื้นปูด้วยหินทราย ขอบลานด้านหนึ่ง
สร้างเป็นอัฒจันทร์สำหรับนั่งพักผ่อนหรือชมกิจกรรม ส่วนด้านอื่นปลูกไม้ดอกไม้ประดับ
อนุสรณ์สถานประชาชน-อีสานใต้ เกิดขึ้นจากกลุ่มบุคคลที่ระลึกถึงคุณงามความดีของมิตรสหาย
ที่ได้ร่วมแรงร่วม ใจกันต่อสู้เพืื่อประชาธิปไตย เป็นประจักษ์พยานว่า ครั้งหนึ่งเขาเหล่านั้นมี
อุดมการณ์ร่วมกันในการต่อสู้เพื่อให้อำนาจการปกครอง คืนมาสู่ประชาชน ขอคารวะอย่างจริงใจ
แด่ดวงวิญญาณของผู้กล้าที่สละชีพเพื่อชาติและประชาชน
ที่ที่ มีเพื่อน มีญาติมิตร มีเลือดเนื้อ ชีวิต
ยิ่งใหญ่
เก็บฝัง อดีตไว้ ในดวงใจ หว่านฝัน เราไป ให้งอกงาม

กองทุนอนุสรณ์สถานประชาชน-อีสานใต้
หนังสืออ้างอิง
จังหวัดบุรีรัมย์ 223 ปี บุรีรัมย์. ต่อเขตการพิมพ์.2543.
Brochure กองทุนอนุสรณ์สถาน-อีสานใต้ http://www.club19.info/picture/19/index.html

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t1057-125.htm




เรียกว่า trojan horse

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun May 23, 2010 12:26 pm

http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-25.htm?sid=942cac4a989eeef10e4b4f75c18b5d28

เนวินปัดข่าวหลุดคดีกล้ายาง วอนฟังตัดสินพรุ่งนี้
วันที่ 20 กันยายน 2552 21:34
"เนวิน"ปฏิเสธ ไม่เคยพูดหลุด"คดีกล้ายาง" ยันไม่จัดงานฉลอง
วันประชุมพรรค 22ก.ย. วอนคนปล่อยข่าว หยุดโจมตี ให้รอฟังคำตัดสินพรุ่งนี้

เนวินสาบาน! ไม่ได้เข้าพบ ป๋าเปรม

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน 2552

Posted by
ศรีลำดวน

http://video.google.com/videoplay?docid=7237021767380110529&hl=en#

[googlevideo] [/googlevideo]

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sunnews&month=10-2008&date=09&group=4&gblog=35

แล้ว..หญ้าแพรกก็แหลกราน...

ที่สุดแล้ว สิ่งที่"ดอกไม้หลายสี""เคยเตือนไว้ว่ามันจะเกิดขึ้น..ก็เกิดขึ้น..จนได้..
กับความย่อยยับอับปราของประเทศไทยที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของ"คนไทย"ด้วยกัน...


เป็น"คนไทย" ในยุคสมัยที่ถูกปลุกปั่นให้เกิดความ "ขัดแย้ง" จากร่องรอยเพียงแค่ความแตกต่าง
ทางความคิด ไปจนถึงระดับความแปลกแยก จนแทบจะไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้บน "ผืนแผ่นดินไทย"...

โดยเป็นที่ยอมรับกันอย่างมิอาจปฏิเสธทั้งจากฟากฝ่าย "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" (พธม.)
และฟากฝ่าย "ตรงข้ามพันธมิตร" และฝ่ายที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใด..ว่า..
สังคมไทย ณ พ.ศ.ปัจจุบัน นับตั้งแต่ปรากฎการณ์
การแย่งชิง "อำนาจ" ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเหล่า
บรรดาผู้คนชนชั้นสูง..ที่ปกครองประเทศไทยมา ยาวนาน
ผ่านเครือข่ายที่เข้มแข็ง หยั่งรากลึกของพวกเขาทั้ง
"ในระบบ" และ "แฝงนอกระบบ"..


"สงครามประชาชน" ที่ใคร..จากฝ่ายใด ก็ตามประกาศ
เป็น "วาทกรรรม" ..และกำหนดเป็น "ยุทธการ" การรบ
อย่างที่ "อดีตเสธทหาร" จะขบคิดได้จากประสบการณ์..
พยายามกระทั่ง กลายเป็น"สงครามกลางเมือง" ...
ในวาระแห่งการ "สัปยุทธ์" ช่วงชิง "อำนาจรัฐ" จากอีกขั้วข้าง..


บัดนี้จาก "ปรากฎการณ์" ตุลาทมิฬ(๗ต.ค.๕๑)ที่ปรากฎการเจ็บ-ตายจากปรากฎการณ์ "แทรกซ้อน "
มากมายทั้ง "มือที่สาม""มือที่สี่" (มือระเบิด,มือปืนลึกลับที่ขว้างระเบิดบางชนิดและสาดกระสุนเข้าใส่
ฝูงชนและตำรวจ)ระหว่างการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจจนเป็นผลให้มีผู้ชาดเจ็บ กว่า๔ร้อยคน
(บางส่วนบาดเจ็บจากความอำมหิตของผู้กระทำในระดับ
ขาขาด-แขนขาด ที่มีทั้งฝ่ายพันธมิตร-และจ้าหน้าที่ตำรวจ)

มีผู้เสียชีวิตหลายราย(ที่ส่วนใหญ่เป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์) สำหรับผู้วาง "แผนการรบ" ..
อาจถือได้ว่า.. "บรรลุ" ในระดับหนึ่ง..

เฉพาะยิ่งการไหลเข้าสู่ "กับดักเดิม" ของรัฐบาล "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" เช่นเดียวกับ รัฐบาลชุดก่อน
(สมัคร สุนทรเวช)..กับ "เงื่อนไข" ..การบาดเจ็บ-ล้มตายของประชาชน..จากเหตุการณ์ระหว่าง
การสลายการชุมนุม...ที่ติดตามมาด้วยการ "ยั่วยุ" และนำไปสู่การเคลื่อนตัวของม็อบต้านพันธมิตร
นปช.จากสนามหลวงมาปะทะกับ "พันธมิตรฯ"
..(ที่เป็นอีกครั้งที่นานาอารยประเทศและสังคมลูกหลานไทยได้เห็น
"คนไทย" ฆ่า "คนไทย" ด้วยกันเอง..หลังจากภาพการปะทะที่อุดร-ศรีษะเกษ
ยังไม่ทันจางหายไป จากความทรงจำของพวกเขา...)


หันกลับไปมองที่เวทีพันธมิตร..

อดไม่ได้ที่จะรู้สึก "หดหู่"..เพราะยังไม่ทันที่เลือด
และบาดแผลของฝูงชน(หญ้าแพรก)ที่หลั่งชะโลมนองเนือง
บนถนนอู่ทองในจะแห้งปิดสนิท..หลายท่านบนเวที
ตั้งแต่ค่ำวันก่อน(๗ต.ค.)จนถึงวันวาน(๘ต.ค.) และวันนี้
กลับยังคงมีความพยายามที่จะเปิดบาดแผล..ราวกับว่า "เหล็ก"
(สถานการณ์)กำลัง "ร้อน" (สุกงอม)ต้องตีกันต่อไป
จนกว่าจะขึ้นรูป(ความคั่งแค้น)ได้สำเร็จ...


ขณะที่หันกลับไปยังฝ่ายบ้านเมือง.. "รัฐบาลสมชาย" ..กองทัพ..ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับยังไม่สามารถ
"จัดการ" อะไรได้มากไปกว่าการชี้แจงเฉพาะหน้า หรือ "การนิ่งเพื่อ" รอคอย "จังหวะ"ของ
สถานการณ์...มากกว่าที่จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายอย่างไร

ทีนี้หากจะลองชะล้างคราบเลือด-น้ำตา คราบไคลแห่ง โทสะ-โมหะ-ทิษฐิ-อัตตา ที่กลายเป็น
ม่านหมอกบดบังสายตาและหัวใจ ของทุกผู้คนจากทุกฝ่ายที่กำลัง "โรมรัน" ..โดยหากทุกฝ่าย
จะลอง"หยุด"เพื่อคิดตริตรอง..ที่มาที่ไปอย่างไร้อคติ..

หลังการ "หยุด" ล้างหน้าล้างตา..เราอาจจะพบว่าบางครั้ง "คำถาม" ในหนทางออกของปัญหา
ความจริงแล้วมันมี"คำตอบ"..

ต้องไม่ลืมว่า..ณ จุดเริ่มต้นของเรื่องราวเหล่านี้อยู่ที่ "เหตุผลใด" ..อันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ
การถูกยึดอำนาจของ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯ..ที่ต่อเชื่อมมาสู่การเข้าสู่ "อำนาจ"
สิ้นสภาพจาก "อำนาจรัฐ" ของ "สมัคร สุนทรเวช" อดีตนายกฯ..

ต้องไม่ลืมว่า ณ จุดเริ่มต้น ของ "พันธมิตรฯ" นั้นเกิดขึ้น..เพื่อจัดการกับ "ระบอบทักษิณ" ..
กระทั่ง "ทหาร" โดย "พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน" เข้ามายึดอำนาจ(รัฐประหาร ๑๙ก.ย.๔๙)..
และมีรัฐบาล "พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์" ..มีการกำเนิดขึ้นของ "รัฐธรรมนูญ๔๙และ๕๐" ..
กระทั่งมีการเข้าสู่กระบวนการ "เลือกตั้งผู้แทน" ที่ได้มาซึ่งรัฐบาลผสม ภายใต้การนำ
ของพรรคพลังประชาชน(พรรคไทยรักไทยเดิม)..โดยมี "สมัคร" เป็นนายกฯ

ต้องไม่ลืมว่า สิ่งที่คั่งค้างคาใจของเหล่าบรรดาผู้คนที่แตะมือกันโค่นล้ม "ทักษิณ"
(ที่บางส่วนหมดภาระบทบาทหน้าที่แห่งอำนาจ(เกษียณอายุ-พ้นสภาพรัฐบาล)ไปแล้ว)

นั่นคือ..ความ "กังวล" ต่อการกลับมาสู่อำนาจและ "ชำระแค้นเอาคืนกับพวกเขา"ของ "ทักษิณ" ..
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เด่นชัดจาก "โครงสร้างอำนาจ" ต่างๆที่ถูกวางไว้ในกองทัพ-รัฐบาล-ฝ่ายข้าราชการ
และรวมถึง ฝ่ายการเมือง โดย ฝ่ายทหาร และ ผู้คนที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น

ยิ่งเมื่อ "ทักษิณ" ทำท่าว่าจะกลับมาอยู่ถาวรในประเทศไทย และมี "บทบาท" อย่างเด่นชัด
ในสถานะ "เจ้าของตัวจริง" ที่มี "นายกฯนอมินี" ที่ชื่อ "สมัคร" ดูแล..ก็ยิ่งทำให้ผู้คนหลายส่วน
ข้างต้น "ไม่สบายใจ" ..

ดังนั้นไม่แปลกที่เมื่อทุกอย่างบรรจบกันภายใต้ "ความไม่สบายใจ" และ "ความกลัว" จะทำให้
ทุกคนเริ่มขยับเคลื่อนผ่าน "พันธมิตรฯ" อีกครั้ง...ซึ่งในระยะแรกก็ดูเหมือนว่าจะ "ไม่ได้ผล"
แต่ต่อมาด้วยภาพของ "สมัคร" ที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่ง "ความขัดแย้ง"
ไม่ฟังใคร..ทำให้สถานการณ์ไหลไปสู่.. "กับดัก" ที่ว่าไว้ข้างต้น...

ที่เป็นที่มาของการเคลื่อนตัวครั้งใหญ่ของพันธมิตร
ผ่านปฏิบัติการบุกNBT และบุกกระทรวงหลายแห่ง ที่เป็นที่มา
แห่ง "หมายจับ๙แกนนำ พธม." ในข้อหาเป็นกบฎ
ในราชอาณาจักร ในที่สุด

และที่สุด"สมัคร"ก็ต้องหลุดพ้นจากเก้าอี้นายกฯไปตามคาด

กระทั่งมาสู่ยุค "สมชาย" สถานการณ์เฉพาะหน้าของการเริ่มต้นดูเหมือนจะ "ดี"
แต่ด้วยเพราะรัฐบาลไร้ทำเนียบฯของสมชายในท่ามกลางแรง "กดดัน"
จากหลายฝ่าย ทำให้ทำงานได้ยาก..


กระนั้นด้วย "คุณลักษณะพิเศษ" ของ "สมชาย"ที่เป็น "คนใต้" เกิดแต่เมืองนครศรีธรรมราชพูดใต้ได้ชัดเจน..
มีภริยาเป็นคนเหนือที่ทำให้ "อู้คำเมือง" ได้เช่นกัน...ได้ทำให้หลายฝ่าย(ตรงข้าม)หนักใจเช่นกัน..
โดยเฉพาะการ แสดงออกว่าพร้อมจะ "ประนีประนอม" กับฝ่ายที่ต่อต้านอำนาจรัฐบาล..

ที่มิอาจปฏิเสธได้ว่า "ฝ่ายพันธมิตร" เวลานั้น รู้สึกกังวลกับสภาพ "ความชอบธรรม" ในการดำรงอยู่
แห่งการเคลื่อนไหวขับไล่ "รัฐบาลสมชาย" ยิ่งเมื่อรัฐบาล "จัดองค์ประกอบ" ในการเริ่มต้นของ "อำนาจรัฐ"
ด้วยการให้ความสำคัญกับปัญหา "ความขัดแย้ง" ของคนในชาติเป็นตัวตั้ง..
โดยมี "พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ์" มาเป็น "ตัวเชื่อม" ในการพูดคุยกับระดับแกนนำทั้ง ๒ ฝ่าย
ซึ่งทำให้ภาพบางอย่างชัดเจน ก็ยิ่งต้องทำให้ พธม.ต้องหา "ทางออก" หรือ "ทางลง" ให้ได้

ดังนั้นจึงไม่แปลก ว่า ปะทุแห่งสถานการณ์ที่ดูมีทั้งลีลาและ "สัญลักษณ์" ของ "ความรุนแรง"
ซ่อนซ้อนอยู่ภายใน..จึงเริ่มต้นเด่นชัดจากประเด็นการจับกุม
"พล.ต.จำลอง ศรีเมือง" ๑ใน ๙ แกนนำพันธมิตรฯ ตามหมายจับ
(ข้อหากบฎ) ที่ทำให้ "พันธมิตรฯ" เคลื่อนไหวแนวรุกอีกครั้ง


หลังจากนั้นการชุมนุมได้ยืดเยื้อมาถึงคืนวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นวันที่แกนนำกลุ่มพันธมิตร
ได้ประกาศกลางเวทีปราศรัยอย่างชัดเจนว่า “พวกเขาเป็นกบฏ” โดยยืนยันในเป้าหมายของ
การชุมนุมประท้วง คือต้องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองประเทศภายใต้ชื่อว่า “การเมืองใหม่”

มิอาจปฏิเสธได้ว่า ในค่ำคืนของวันที่ ๖ ตุลาคม แกนนำกลุ่มพันธมิตรรุ่นที่สอง ได้นำมวลชน
ปิดพื้นที่บริเวณโดยรอบอาคารรัฐสภา โดยใช้ล้อยางและลวดหนาม เป็นอุปกรณ์ในการปิดกั้น
เส้นทางการจราจรทั้งหมด
โดยมีเป้าหมายเพื่อหยุดการเข้าสู่ "อำนาจรัฐ" อย่างถูกต้อง
(ผ่านการแถลงนโยบาย ภายใน ๙ต.ค.)ของ "รัฐบาลสมชาย" ..ถือเป็น "จุดเริ่มต้น" ของการ
นำไปสู่.. "กับดัก" รัฐบาลสมชาย..ที่ในที่สุดก็ "บานปลาย"

เป็น "ความบานปลาย" ในท่ามกลางสถานการณ์ "ข่าวลือ"
มากมาย..ในห้วงคืนวันที่ ๗ ต.ค. ที่ต้องการนำไปสู่การเผด็จศึก
"รัฐบาลสมชาย" ในระยะเวลาอันสั้น..ภายใต้ "ข้อหาฉกรรจ์" ที่ถูก
พธม.ตั้งไว้ให้ "สมชาย" อาทิ รัฐบาลอาชญากร มือเปื้อนเลือด...ฆาตรกร ฯลฯ
...

เป็น "ความบานปลาย" ที่จะยังคงก่อเกิดสถานการณ์ครุกกรุ่นแห่งการปะทะกันทางกำลัง
ระหว่าง "พธม." กับ "รัฐบาล" ไปตลอดไปทุกเมื่อเชื่อวัน จนกว่า "สมชาย" จะยอมลาออก
หรือยุบสภาฯ

เป็น"ความบานปลาย" ที่จะยังคงบานปลายต่อไป..ภายใต้สถานการณ์ที่มี "มวลชน"
ที่ถือเป็น "หญ้าแพรก" ระหว่าง "ช้างสาร" ๒ฝ่าย เป็น "ตัวประกัน" ที่พร้อมจะ
ถูกหยียบย่ำแหลกราน บาดเจ็บล้มตายไปในทุกบรรทัดของสถานการณ์
การสัปยุทธ์ระหว่างผู้มีอำนาจ ๒ ขั้วข้าง..ทั้งๆที่ บางท่านที่ตกตายไป
หรือได้รับบาดเจ็บสูญเสียอวัยวะ..แทบจะไม่ทราบด้วยซ้ำว่า" สาเหตุ"ของสถานกรณ์
ที่ลึกไปกว่า ปรากฎการณ์ความวุ่นวายของบ้านเมืองตรงหน้านั้น เอาเข้าจริงแล้ว
คืออะไรกันแน่...และใครคือ "ต้นเหตุ" จุดประทุที่ทำให้สถานการณ์ไหลมาถึง
ขนาดนี้กันแน่ ?

หรือว่า..น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ "น้องโบว์" ที่เสียชีวิตระหว่างร่วมชุมนุมกับพันธมิตร
(๗ต.ค.๕๑)พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือสารวัตรจ๊าบ น้องเขยของนายการุณ ใสงาม อดีตส.ว.บุรีรัมย์
ฝ่ายพันธมิตรฯที่เสียชีวิต(๗ก.ค.๕๑)จากแรงระเบิดจากรถบริเวณหน้าพรรคชาติไทย ระหว่าง
การชุมนุมพธม...นายณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง ที่เสียชีวิตขณะร่วมชุมนุมกับนปช.จากการถูก
ม็อบพันธมิตรทำร้าย(๒ก.ย.๕๑)และ รวมถึง"ลุง ไพวัลย์ นวมทอง"ที่พลีชีพเพื่อสู้เผด็จการ..
ในระหว่างบรรทัดสถานการณ์การแย่งชิงอำนาจ ผลประโยชน์
แห่งประเทศนี้ ของบรรดาช้างสารห้วง ๒-๓ปีที่ผ่านมาจะไม่ใช
่ศพสุดท้าย..ของหญ้าแพรกที่แหลกราน...


****************
ดอกหญ้า : "ศรัทธา"หมายถึงอะไรเหรอคะ ?
มะลิ : "ศรัทธา "คือ ความเชื่อด้วยปัญญา เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ..เชื่อด้วยเหตุผล...
แต่ถ้าเชื่อโดยปราศจากปัญญา..ภาษาพระท่านว่า อธิโมกข์ คือน้อมใจเชื่อ หรือ
เชื่อตามเขา..

****************
Create Date : 09 ตุลาคม 2551
Last Update : 9 ตุลาคม 2551 15:59:15 น.

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun May 23, 2010 1:38 pm

hacksecret พิมพ์ว่า:

"สงครามประชาชน" ที่ใคร..จากฝ่ายใด ก็ตามประกาศ
เป็น "วาทกรรรม" ..และกำหนดเป็น "ยุทธการ" การรบ
อย่างที่ "อดีตเสธทหาร" จะขบคิดได้จากประสบการณ์..
พยายามกระทั่ง กลายเป็น"สงครามกลางเมือง" ...
ในวาระแห่งการ "สัปยุทธ์" ช่วงชิง "อำนาจรัฐ" จากอีกขั้วข้าง..


mms://tv.manager.co.th/videoclip/11News1/Footage/Sondhi_310109.wma

http://boybdream.com/manager-news-content2.php?newid=11035
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย [01/02/09]

“สนธิ” ชี้ สงครามประชาชนเริ่มแล้ว ระหว่างฝ่ายที่ปกป้องสถาบันกษัตริย์
กับอีกฝ่ายที่ต้องการล้มล้าง และทำ เพื่อคนๆ เดียว แฉแผน “แม้ว”
หวังกลับสู่อำนาจด้วยรัฐประหาร-แก้ รธน.แต่โดนพันธมิตรฯ ขวาง แถมโดน
“อนุพงษ์” หักหลัง เดินเกมสลับขั้วดันลูกพี่ “ประวิตร” นั่ง รมว.กลาโหม
หวังชักใย “อภิสิทธิ์” ภายหลัง แต่คิดผิด เพราะนายกฯ มีคุณธรรม จวก
ผบ.ทบ.เฉยเมยต่อพวกหมิ่นเบื้องสูง ย้ำไม่มียุคไหนทหารอ่อนแอเท่ายุคนี้

เวลา 21.30 น.ของวันที่ 31 ม.ค.นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชน
เพื่อประชาธิปไตยได้กล่าวปราศรัยบนเวทีคอนเสิร์ตการเมืองครั้งที่ 2 ซึ่งจัดโดยพันธมิตรฯ
ณ สนามกีฬาจังหวัดสระบุรี ว่า
วันนี้สงครามประชาชนได้เริ่มขึ้นแล้ว
โดยแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่ง คือ พวกเราที่ปกป้องชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ กับฝ่ายที่ต้องการที่ จะโค่นล้มสถาบัน
พระมหากษัตริย์ที่มี นายทักษิณ ชินวัตร อยู่เบื้องหลัง


http://www.ryt9.com/s/bmnd/883790

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- จันทร์ที่ 19 เมษายน 2553 09:02:48 น.

สงครามประชาชน! เต็มรูปแบบจะเกิด 'จำลอง'ลั่นชนะแน่ ศอฉ.เข้มสกัดแดง 20เม.ย.
แดงลุยอีก เข้าสู่สงครามประชาชนเต็มรูปแบบ พันธมิตรฯ ขีดเส้นให้รัฐ 7 วัน หากยัง
ปราบคนเสื้อแดงไม่ได้พร้อมลุยเอง "จำลอง" ลั่นชนะแน่ "ศอฉ." เข้ม เพิ่มมาตรการ
ตั้งด่านสกัด "เสื้อแดง" เข้าพื้นที่ราชประสงค์หลังสงกรานต์ ลั่นหากฝ่าฝืนทำร้ายเจ้าหน้าที่
พร้อมใช้อาวุธตอบโต้กลับ พร้อมส่ง"ทหาร-ตำรวจ" ประจำตึกสูงย่านชุมนุมราชประสงค์
หวั่นก่อการร้ายก่อเหตุสร้างสถานการณ์โยนรัฐ ย้ำห้ามแดงบุกสีลมเด็ดขาด เสื้อแดงยังห้าวไม่หยุด
สั่งการ์ดแดงประกบทหาร ตัวต่อตัวบนตึกสูง เตรียมเคลื่อนพลใหญ่20 เม.ย. "เพ้ง" คอตก
เข้าพบ ศอฉ. ปัดส่งเงิน "ทักษิณ"แจกแดง ยอดผู้เสียชีวิตตามเพิ่มอีกศพ เผยการชุมนุม
ทำลายเศรษฐกิจไปแล้ว กว่าหมื่นล้าน

บอกแล้วว่าพวกเดียวกัน แต่แยกกันโตร่วมกันตี
เป้าหมาย คือ ทหาร, ศาสนาพุทธ และ กษัตริย์
คือ ดึงสถาบันทั้งหมดลงมาเล่น ให้คนเสื่อมศรัทธา
แล้วเสนอ แนวทางใหม่ ที่ เรียกว่า การเมืองใหม่
หรือ new order เพื่อยึดครองทุกด้านของไทย

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu Jun 03, 2010 11:06 am

http://www.thairath.co.th/content/life/86712

เปิดความลับใครเผา 'เซ็นทรัลเวิลด์'




ขณะที่ฝ่ายค้านเปิดคลิปวิดีโอเพื่อหวังจะ “ขึงพืด” ประกอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสภา
ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ซึ่งประเด็นที่ทำให้สังคมไทยต้องกลับมาถกเถียงเรื่องคลิปที่ว่าด้วยความกังขา
อย่างหนักก็คือ 2 เรื่องหลัก 1.ใครยิง 6 ศพ ในวัดปทุมฯ กับ 2.ใครเผาเซ็นทรัลเวิลด์

ทีมข่าวไทยรัฐ ออนไลน์
เปิดปฏิบัติการวีรบุรุษสีกากีกลุ่มหนึ่ง อย่าเรียกว่าปิดทองหลังพระ แต่เป็นการทำด้วยจิตวิญญาณ
ของความเป็นตำรวจไทยน้ำดีผู้พิทักษ์สินติราษฎร์ของแท้ ไม่ใช่ของเทียมอย่างที่เห็นชอบโชว์
เอาหน้าออกโทรทัศน์ กันอยู่เป็นประจำ ช่วงมีเหตุการณ์รุนแรงก็กบดาน พอสถานการณ์สงบ
ก็ออกทีวีลอยหน้าลอยตา



มีมืด ก็มีสว่าง มีรวย ก็มีจน มีตำรวจเลว ก็มีตำรวจดี เมื่อพูดถึงตำรวจ เหตุการณ์ความวุ่นวาย
ทางการเมืองทำให้ตำรวจถูกหาว่าเกียร์ว่าง บางคนก็ว่าไม่ใช่เกียร์ว่าง แต่เข้าเกียร์ถอยหลังต่างหาก
แถมเป็นตำรวจมะเขือเทศ แต่อย่างที่ว่า เมื่อมีมืด ก็ย่อมต้องมีสว่าง มีตำรวจเลวก็ต้องมีตำรวจดี

นี่คือเหตุการณ์จริงๆ ก่อนและหลังห้างเซ็นทรัลเวิลด์ถูกเผาที่ “นักการเมือง” ไม่กล้าเล่าในสภา…!


ภารกิจลับที่ 1 ความจริงวันนี้... เปิดโฉมหน้าคนเผา ช่วยตัวประกันเซ็นทรัลเวิลด์


ก่อนศึกการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลจะเริ่มขึ้นไม่กี่วันเรามีโอกาสได้พูดคุยกับ
พ.ต.อ.ฤชากร จรเจวุฒิ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 เจ้าของพื้นที่ สน.ปทุมวัน
และ พล.ต.ต.วิทยา รัตนวิชช์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6
เล่าเบื้องหลังการลุยไปช่วยตัว
ห้างเซ็นทรัลเวิลด์เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 53 ให้ฟังว่า

ภารกิจลับนี้เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 14.00 น.หลังจากที่ได้รับแจ้งจากที่พนักงานของห้างเซ็นทรัลเวิลด์
ตกอยู่ในอันตราย โทรมาขอความช่วยเหลือ เพราะพวกเขาไม่สามารถหลบหนีลงมาที่ด้านนอกห้างได้
เนื่องจากมีผู้ที่ไม่หวังดีบางกลุ่มที่อยู่บริเวณชั้นหนึ่ง ซึ่งมีท่าว่าจะเข้ามาปล้น เผาห้าง ยิง-โยนระเบิด
สกัดไม่ให้หลบหนี ซึ่งแรงระเบิดทำให้ทีม รปภ.ที่เข้าไปขัดขวางทำให้บาดเจ็บหลายคน



หลังจากได้รับแจ้งแล้ว พ.ต.อ.ฤชากร จรเจวุฒิ ซึ่งทำหน้าที่คุ้มกันอยู่ที่วังสระปทุม ร่วมกับ
พ.ต.ท.สุรกาญจณ์ นาคสิงห์ รอง ผกก (จร.) สน.ยานนาวาจึงได้ตัดสินใจกับ
พ.ต.ท.ธนันท์ธร รัตนสิทธิภาคย์ รอง ผกก.ปป.สน.พลับพลาไชย 1 แบ่งกำลังหนึ่งหมวด (ราว 40 นาย)
รุดไปที่เกิดเหตุเพื่อช่วยเหลือทันที พอเขาเห็นพวกเรา ปรากฏว่าเขาใช้ระเบิดปิงปองและประทัดยักษ์สู้
เราก็ใช้ระยะเวลารุก ทั้งหมอบคลานเพื่อยิงปืนรุกเรื่อยๆ ชุลมุนอยู่นาน หลังจากที่รุกหนักจนเขาถอยร่น
ที่สุดแล้วก็สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุร้ายที่เตรียมจะเผาห้าง ซึ่งหลบอยู่ตามชั้นในห้างเวิลด์เทรดมาได้
ถึง 9 คน กับของกลางเช่นสายกระสุนปืนกล เครื่องประดับที่โจรกรรมภายในห้างมาอย่างมากมาย

เมื่อภารกิจบุก เข้าไปเสร็จสิ้น พ.ต.อ.ฤชากร จรเจวุฒิ ได้คุ้มกันพนักงานของห้างที่หลบอยู่ที่ลานจอดรถ
ชั้น 3 รวมแล้วมากถึง 471 คน ซึ่งของที่อยู่ในห้างนั้นก็โดนรื้อ-ทุบกระจุยกระจายตำรวจก็ยิงเปิดทางนำ
พนักงานที่ติดอยู่ในนั้นกลับออกมาจากเซ็นทรัลเวิลด์ หนีออกมาทางด้านหลังโรงแรมแล้วก็มาทะลุ
หลังพารากอนมาเรื่อยๆ จนออกมาสู่ ถนนพระราม 1 ท่ามกลางห่ากระสุนและความร้อนจากไฟที่กำลัง
โหมไหม้ห้างบริเวณราชประสงค์ ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีรถดับเพลิงเข้ามาวิ่งวนอยู่รอบๆ ตัวด้วยความปลอดภัย

ภารกิจลับบทที่ 2 : ฝ่าห่ากระสุน ลุยดับไฟเพลิง...!



หลังจากคืนอิสรภาพและความปลอดภัยให้กับพนักงานเซ็นทรัลเวิลด์ ภารกิจของ
พ.ต.อ.ฤชากร จรเจวุฒิ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6
ผู้มีส่วนสำคัญในการปฏิบัติฝ่าห่ากระสุน
ที่บริเวณราชประสงค์เพื่อกรุยทางนำ รถดับเพลิงเข้าไปดับไฟที่โหมแรงที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และ บิ๊กซี
ก็ต้องเริ่มต้นต่อ

“ขณะเรานำกำลังกลับไปประจำการที่เดิม ตอนนั้นเราเริ่มได้ข่าวว่ามีการเผาเซ็นทรัลเวิลด์ที่ด้านล่าง
โรงหนังสยามและที่ใกล้ๆ ละแวกนั้นหลายแห่ง แต่รถดับเพลิงที่เข้าไปดับเพลิงบริเวณนั้นไม่สามารถ
เข้าไปได้ เนื่องจากพอเข้าไปก็โดนยิงสวนจากคนที่อยู่บริเวณนั้นกลับมาทันที อีกทั้งยังมีกลุ่มฮาร์ดคอร์
ที่อยู่ในวัดปทุมฯ มากมาย ตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้มาก คือนำกำลังออกไปแต่ต้องล่าถอยกลับ
เนื่องจากผู้ดูแลพื้นที่คือทหารยังไม่เคลียร์ ฉะนั้นเราไม่รู้ว่าจะมีผู้ก่อเหตุซุ่มยิงอยู่หรือไม่ การประสานงาน
ณ ขณะไฟไหม้นั้นก็สับสน ทำให้ไม่มีหน่วยงานไหนเป็นเจ้าภาพ”



พ.ต.อ.ฤชากร เล่าต่อว่า เหตุการณ์ตอนนั้นมันมั่วมากๆ (เน้นเสียง) รถดับเพลิงก็เข้าไปดับไฟไม่ได้
เพราะว่า พนักงานดับเพลิงที่เข้าไปบริเวณนั้นโดนกลุ่มผู้ชุมนุมเอาปืนจ่อหัวไม่ให้เข้าไป จึงตัดสินใจ
เข้าไปในพื้นที่ แต่ทหารบอกว่ายังเคลียร์พื้นที่ไม่ได้ แต่ก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นไฟไหม้ต่อหน้าเช่นกัน
ที่สุดแล้วก็ต่อโทรศัพท์นานมากจนได้คุยโทรศัพท์กับท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ท่านถามว่า
ต้องการอะไร ก็บอกว่ารถดับเพลิงและกำลังทหาร จากนั้น 1 ชั่วโมงรถดับเพลิงก็มา

“ผมก็เดินหน้านำกองร้อยนำรถดับเพลิงไปเลย ทั้งๆ ที่มืดแบบนั้น ถามว่ากลัวไหมบอกได้เลย
แบบไม่อายว่ากลัวเหมือนกันรอบๆ ตัวผมได้ยินเสียงปืน มีควันไฟเต็มไปหมด เดินทะลุประตูน้ำ
เข้าแยกราชดำริ แต่ละย่างก้าวที่พวกเราจะเดินไปมันลำบากมากๆ (เสียงสั่น) นี่เล่าแล้วยังสั่นอยู่
ซึ่งความรู้สึกว่าระยะทางข้างหน้าใกล้ๆ เท่านั้นแต่เรารู้สึกว่าไกลมากๆ (เน้นเสียง) มือหนึ่งถือปืน
อีกมือถือไฟฉายส่องนำทาง แต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อที่ผ่านมา ตำรวจไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร ดังนั้นไม่น่า
จะมีใครมาดักทำร้ายเรา ที่สำคัญมีกำลัง 150 คนถ้าโดนยิงก็ไม่น่าจะตายฟรีแน่ ที่สำคัญบ้านเมือง
และทรัพย์สินของประชาชนรออยู่ข้างหน้า และทนไม่ได้จริงๆที่สถานที่ต่างๆจะไหม้ไปต่อหน้าต่อตา
และประชาชนเดือดร้อน”



ที่สุดแล้วแม้ภารกิจจะผ่านพ้นไปโดยไม่มีใครเสียชีวิต แต่สิ่งที่ พ.ต.อ. ฤชากร จรเจวุฒิ เสียใจก็คือ
ช่วยห้างบิ๊กซีไม่ทัน เนื่องจากนักผจญเพลิงบอกว่าอาคารบิ๊กซีเหมือนเป็นเตาอบไม่รู้ว่าจะฉีดน้ำ
ไปด้านไหนก็เลยต้องถอย ตนอยู่ตรงนั้นจนถึงตี 4 ถึงจะสกัดแนวไฟได้แล้วถึงกลับมานอนเพราะว่า
8 โมงเช้าหลังจากนั้นประชุมเพื่อคลี่คลายปัญหาต่อ...!?!

“ถามว่าเสี่ยงชีวิตไปแล้วได้อะไรกลับคืนมาบ้างนอกจากถูกตีตราว่าเป็นตำรวจมะเขือเทศ
จริงๆ ผมขอแค่ให้ประเทศชาติและประชาชนไม่เป็นอะไร และประเทศไทยสงบดังเดิมก็เพียงพอ”
นักปิดทองหลังพระผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กล่าวทิ้งท้าย

มาฟังความจริงอีกฝ่ายจากปากของผู้บริหารของเซ็นทรัลเวิลด์อยู่ในเหตุการณ์
เผยความรู้สึกว่าก่อนหน้าจะเกิดการเผาได้มีการเตรียมถังดับเพลิง และคนเฝ้าระวังประจำ
FIRE MAN ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ที่สุดแล้วก็ต้องแพ้พ่ายต่อความบ้าคลั่งของผู้ชุมนุมบางคน



“พอได้รับข่าวแกนนำมอบตัวก็ปรากฏว่ามีเอ็ม 79 ถึง 1 ลูกลงมาที่หน้าห้าง หลังจากนั้นผู้ชุมนุมก็กรูเข้ามา
ในห้างก็กรูเข้าไปทุบกระจกอย่างบ้าคลั่ง บางคนก็ถือถังแก๊สดับเพลิงและถังน้ำมันอยู่ เริ่มทำการจุดไฟ
เผาห้างต่อหน้าต่อตา รปภ. และพนักงานหลายคนจะวิ่งเข้าไปดับ แต่ปรากฏว่า โดนไล่ยิง จนต้องหนี
และติดอยู่ในห้าง คิดว่าต้องตาย จนกระทั่งตำรวจมาช่วยเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่จริงๆ”
ผู้บริหารเล่าเสียงสั่นเครือด้วยความกลัว

และนี่เป็นเรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลัง ภารกิจลับทั้งหมดของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
ในวันที่ 19 พ.ค. 53 หรือ “วันเผาเมือง” ที่นักการเมืองในสภาไม่เคยรู้ หรือถึงรู้
ก็อาจจะไม่กล้าเล่า... เพราะการหยิกเล็บก็เจ็บเนื้อตัวเอง...!


  • โดย ทีมข่าวออนไลน์
  • 2 มิถุนายน 2553, 06:00 น.

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun Jun 06, 2010 4:27 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1275809145&grpid=&catid=02



วันที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 14:18:10 น.
มติชนออนไลน์

"คนชุดดำ" บนเส้นทางสู่ความจริง

โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitara@gmail.com

ผมไม่ได้เป็นแฟน "เอเชียไทม์ส ออนไลน์"ชนิดขาดไม่ได้ แต่ต้องยอมรับว่า
"เอโอแอล"เลือกเรื่องมาบอกเล่าได้น่าสนใจในหลายๆ ครั้ง เพราะตรงกับความอยากรู้
ในห้วงจังหวะเวลาที่พอเหมาะพอเจาะ

อย่างเช่นเมื่อหลายคนอยากรู้ให้มากขึ้นเกี่ยวกับ"คนชุดดำ"เอโอแอลก็มีข้อเขียนของ
เคนเนธ ท็อดด์ รุยซ์ และ โอลิวิเยร์ ซาบิล สองผู้สื่อข่าวและช่างภาพอิสระ มาเขียนบอกเล่า
ถึง"เม็น อิน แบล็ค"เต็มๆ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา

รวมทั้งข้อเขียนชวนให้ขบคิดใคร่ครวญอย่างยิ่งของ แดนนี่ อังเกอร์ ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์จาก
มหาวิทยาลัย นอร์เธิร์น อิลลินอยส์ ในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา ก็พอเหมาะพอดี
กับสถานการณ์แวดล้อมของการเมืองไทยเป็นอย่างยิ่ง

เรื่องแรกนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หยิบยกไปพูดถึงไว้ในการตอบคำอภิปราย
ในญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนไม่ได้พูดถึงรายละเอียดมากมายนัก
เพราะคงคิดอย่างเดียวกับที่ผมคิดว่า เรื่องอย่างนี้"อ่านเอาเอง-คิดเอาเอง"จะดีกว่าเป็นไหนๆ

แต่ในด้านหนึ่ง คำบอกเล่าของ เอโอแอล เรื่องคนชุดดำ ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่เพิ่มเติมมากมาย
อาจเป็นเพราะ แม้จะได้รับการต้อนรับอย่างดี แต่ก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขง่ายๆ ประการหนึ่งก็คือ
พูดคุยด้วยได้ แต่ห้ามถ่ายภาพ-ถ้าถ่ายแม้แต่ช็อตเดียว"ผมจะฆ่าคุณ"

คำบอกเล่าของเอโอแอลเกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้จึงเป็นเพียงการแสดงให้เห็นว่า"คนชุดดำ"
ที่เรียกตัวเองว่า"แบล็ค แองเจิล"ผู้ทำหน้าที่"พิทักษ์"ผู้ชุมนุม-มีอยู่จริง มีอยู่ด้วยกัน
จำนวนทั้งสิ้น 27 คน
จัดตั้งแบบเดียวกับหน่วยทหารในยามศึก มีทั้งผู้รับผิดชอบด้านสื่อสาร
และผู้ที่รับผิดชอบด้านเสนารักษ์ ส่วนใหญ่เป็น"พลร่ม"

มีหนึ่งรายที่บอกว่ามาจาก"กองทัพเรือ"ทั้ง หมดมีอาวุธสงครามเป็นอาวุธประจำกาย ทั้ง
เอ็ม 16, ทาร์ 21 (ที่มักคุ้นกันมากกว่าในชื่อ ทาร์โว่) ผลิตในอิสราเอล ที่ยึดมาจากทหาร
ที่สี่แยกคอกวัว, เออาร์-15 ไรเฟิล เป็นอาทิ ผู้สื่อข่าวของ เอโอแอล ไม่เห็น เครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79
แต่เชื่อว่า มีอยู่ในครอบครอง พิเคราะห์จากการจัดการกับระเบิดพลาสติค และการจัดวางระเบิด
รอบพื้นที่ที่เป็นค่าย ทำให้รุยซ์และซาบิลสรุปว่า ทั้งหมดน่าจะผ่านการฝึกด้านวัตถุระเบิดมา
เช่นเดียวกับยุทธวิธีด้านการทหารอื่น

คนทั้งหมดอยู่ในวัยยี่สิบเศษ อ่อนเยาว์เกินกว่าที่จะเป็น"คอมมานโดจากยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์"
อย่างที่สื่อเคยพูดถึงกันไว้ ทุกคนมีพื้นเพมาจากดินแดนที่กลุ่มคนเสื้อแดงเรียกว่า"บ้าน"

รุยซ์ และ ซาบิล ยืนยันว่า ค่ายพักของคนชุดดำอยู่ในส่วนที่เป็น"หัวใจ"ของพื้นที่ชุมนุมนั่นเอง
ทั้งคู่ระบุด้วยว่า ได้เห็น"คนชุดดำ"ออกปฏิบัติการ 2 ครั้ง หนึ่งนั้นเป็นการจัดชุดเล็กออกไป
"ปฏิบัติการ"ในพื้นที่"ประตูน้ำ"เมื่อวัน ที่ 15 พฤษภาคม

อีกครั้งเป็นการปฏิบัติการ"เผา"ในวันที่ 19 พฤษภาคมนั่นเอง!
*****

ผมครุ่นคิดถึงข้อเขียนเรื่องคนชุดดำอย่างมาก เมื่อครั้งที่ได้ผ่านตาคำให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านการจัดการของทีมทนายความประจำตัว
ต่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่เป็นตัวแทนสื่อในหลายประเทศ ตั้งแต่สหรัฐอเมริกาไปจนถึงออสเตรเลีย

ตอนหนึ่งในการให้สัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวเอาไว้เป็นการให้ข้อมูลว่า ในฐานะเป็นตำรวจเก่า
การันตีได้เลยว่า คนเสื้อแดงไม่ได้เผากรุงเทพฯในวันนั้น หากแต่เป็นการ"จัดฉาก"ที่เกิดขึ้น
เพื่อใส่ใคล้ผู้ชุมนุม เหตุผลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คือ การเผาดังกล่าวเป็นไปอย่างมี"แบบแผน"
มากเกินไป ไม่ใช่เกิดขึ้นจากอารมณ์ หากแต่เป็นการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าเป็นอย่างดี


แม้ตรรกะของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะฟังดูแปร่ง-แปลกหู แต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่า ไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น
หากแต่อยู่ตรงที่ ข้อมูลที่ออกจากปากของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับข้อมูล
ที่ผู้สื่อข่าวเอโอแอลบอกเล่าออกมา

ยิ่งน่าสนใจมากขึ้นไปอีกก็คือ สิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณพูด คล้ายคลึงแทบจะเป็นข้อมูลเดียวกันกับที่
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยพูดเอาไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ชี้ให้เห็นว่า
การเผาครั้งนั้น ไม่ใช่เรื่อง"บังเอิญ"หรือ เพราะ
"อารมณ์ชั่ววูบ"หากแต่เป็นการเผาที่ผ่านการตระเตรียม
และวางแผนการมาเป็นอย่างดี

ข้อมูล 2 ชุด แทบจะเป็นอย่างเดียวกัน ต่างกันที่ข้อสรุปเท่านั้นเองว่า"มึงทำ-ไม่ใช่กู"

นี่คือข้อที่ชวนให้สังเกตอย่างยิ่ง เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิด"ข้อมูล"แบบเดียวกันนี้
แต่ถูก"ตีความ"แตกต่างออกไปเกิดขึ้นภายในปริมณฑลแห่งความขัดแย้งทางการเมือง
ยืดเยื้อของไทยหนนี้

เป็นข้อมูลที่ยากอย่างยิ่งที่คนธรรมดาสามัญอย่างเราๆ ท่านๆ ยากอย่างยิ่งที่จะหาข้อพิสูจน์ได้ว่า
อันไหนจริง อันไหนเท็จ อันไหนถูกและผิด

เมื่อไม่อาจพิสูจน์จริงเท็จด้วยตัวเอง และขาดความระมัดระวังใคร่ครวญเพียงพอ ใส่ใจอยู่แต่ว่า
"อะไร"เกิดขึ้น ไม่ได้ให้ความสำคัญมากพอว่า"ทำไม"มันถึงได้เกิดขึ้น เป็นธรรมดาอยู่เอง
ที่คนทั่วไปจะเลือกใช้วิธีการ"เชื่อ"จากตัวบุคคลที่พวกเขา "คิดเอาว่า"หรือ"ศรัทธา"ว่า เชื่อถือได้

จึงเกิดความ"เชื่อ"เพราะนี่คือสิ่งที่"ทักษิณ"พูด และความ"เชื่อ"เพราะนี่คือสิ่งที่"อภิสิทธิ์"พูด

ไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนจากกรณีนี้ว่า จำต้องมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
"เล่นกล"กับข้อเท็จจริง เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง

เพราะนั่นนไปสู่ปัญหาสำคัญที่ไม่อาจหาคำตอบได้ นั่นคือ ใครกันที่เล่นแร่แปรธาตุ
หยิบความจริงผสมความเทืจออกมาบอกเล่า!

มีใครบอกได้ไหมครับว่า ใครกันชอบใช้วิธีการเช่นนี้?

แดนนี่ อังเกอร์ พูดถึงเรื่อง"เส้นทางสู่ความเป็นจริง"ในเมืองไทย ไว้น่ารับฟังอย่างมาก
เขาเริ่มต้นจากการชี้ให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยของไทย เต็มไปด้วยการนิรโทษ
ให้อภัย และความอดทนอดกลั้น


ในทางหนึ่ง การกำหนดแนวทางเช่นนั้น ถือเป็นการให้ความสำคัญสูงสุดแก่คุณสมบัติความเป็น"คน"
แต่ในอีกทางหนึ่งการ กำหนดเช่นนั้นอาจนำมาซึ่งสภาวะ"พ้นจากความรับผิด
ตามกฎหมาย"และ กระตุ้นให้เกิดอาการ"ขาดความรับผิดชอบ"
ต่ออาชญากรรมและการใช้อำนาจอย่างบิดเบือน


พูดง่ายๆ ก็คือ การให้อภัยหรือนิรโทษฯครอบคลุมไปทั้งหมด"รีเซ็ต"สังคมไทยใหม่ได้หลาย
ต่อหลายครั้งก็จริง แต่ทุกครั้ง เป็นเหมือนการ"กวาดขยะ"เข้าไปซุกไว้ใต้พรม-ใช่หรือไม่!

อย่างไรก็ตาม อังเกอร์เชื่อว่า นั่นเป็นทางหนึ่งที่เป็นไปได้ในอันที่จะทำให้เมืองไทยของเราบรรลุ
ถึง"ความสงบสันติในสังคม"ซึ่งสังคมไทยกำลังต้องการมากเหลือเกินในเวลานี้

อีกทางหนึ่งที่เป็นไปได้ นั่นคือ การกำหนดให้ทั้งสังคม ยึดมั่นในพันธะแห่ง"นิติรัฐ"และ
สร้างกรอบขึ้นมาอันหนึ่งสำหรับใช้ในการ"แก้ปัญหาความขัดแย้ง"ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

นั่นหมายความว่า ใครจะทำอะไร ต้องแบกรับความรับผิดชอบตามกฎหมายเอาไว้ด้วย
ใครผิดต้องว่าไปตามผิด ไม่มีการยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดง เสื้อเหลือง
รัฐบาลหรือทหารก็ตามที


ถ้าถาม แดนนี่ อังเกอร์ ความเห็นของเขาที่ให้ไว้เป็นการส่วนตัวก็คือ เขาเชื่อว่าเมืองไทยเรากำลัง
ต้องการอย่างหลังมากกว่าอย่างแรก เหตุผลประการสำคัญเพราะเขาเกิดกังขาขึ้นมาแล้วว่า
วิกฤตการณ์ทางการเมืองหนนี้ได้ปั่นความขัดแย้งในสังคมไทยให้ทะยานขึ้นสู่ระดับที่
"การให้อภัย-นิรโทษฯ"
สามารถทำให้ทุกฝ่ายเลิกรา และหันหน้าเข้าหากันในฐานะ
คนไทยด้วยกันเพื่อสร้างสันติสุขขึ้นในสังคมอีกครั้งหนึ่งสำเร็จได้

แต่ แดนนี่ อังเกอร์ รู้เรื่องเมืองไทยดีพอที่จะซึมซับได้ว่า แม้เลือกใช้หนทางแรก
การสร้าง"ข้อเท็จจริง"ให้ปรากฏและเป็นที่ยอมรับของทุกคน ทุกกลุ่ม ก็ยากเย็นเหลือหลาย

เขาบอกไว้ตอนหนึ่งว่า ณ วันนี้ ดูเหมือนคนไทยจะยึดกุมเอาแนวความคิดรวบยอดทางการเมือง
อีกอย่างหนึ่งไว้อย่างเต็มที่แล้ว เขาอธิบายแนวความคิดรวบยอดที่ว่านี้เอาไว้ด้วยการอุปมาถึง
"ต้นกำเนิดแห่งความผิดบาป"เหมือนกับที่ระบุเอาไว้ใน พระคริสต์ธรรมคัมภีร์

"ต้นกำเนิดแห่งความผิดบาป"คือความคิดแบบเหมารวม โดยปราศจากการจำแนกแยกแยะ
ข้อเท็จจริงและสภาวะแวดล้อมจำเพาะที่แตกต่างออกไป ในทำนองเดียวกับทรรศนะที่
ชาวปาเลสไตน์มีต่อชาวอิสราเอลและผู้คนในอิสราเอลมีต่อปาเลสไตน์

ความขัดแย้งในปัจจุบัน เกิดขึ้นเพราะเราไม่อาจยอมรับซึ่งกันและกันได้ เพียงเพราะ
เหตุการณ์ในอดีต

เขาบอกว่า เพราะเช่นนี้ ไม่ว่าจะมีข้อเท็จจริงกี่ชุด แต่ละฝ่ายสามารถตีความข้อเท็จจริงเหล่านั้น
ให้แตกต่างและกลายเป็นความขัดแย้งใหม่ได้ทุกครั้ง ทุกที

เช่นเดียวกับการ"สรรหา"ผู้คนหรือกลุ่มคนอันหนึ่งอันใด ขึ้นมาทำหน้าที่รับผิดชอบ
ในการแสวงหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ก็อาจเป็นต้นตอแห่งความขัดแย้งใหม่ได้แทบจะในพริบตา

นั่นทำให้ แดนนี่ อังเกอร์ เสนอให้รัฐบาลใช้บริการของ
คณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากสหประชาชาติ


ทั้งๆ ที่เขารู้ดีว่า คนไทยเป็นจำนวนมากยากที่จะทำใจยอมรับได้ในเรื่องนี้

"คนเรามีสีติดตัวเมื่อไหร่กัน?"เพื่อนฝรั่งของผมถามขึ้นมาลอยๆ แบบไม่ต้องการคำตอบ

ดำ เหลือง แดง หรือเขียว ไม่ใช่สีที่ติดมากับตัวตั้งแต่เกิดอย่างแน่นอน บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำไป
ว่าตัวเองสีอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนมายัดเยียดให้ด้วยคำพูดในทำนองที่ว่า
"เฮ้ย พูดอย่างนี้ต้องเป็น-นี่หว่า"

การยัดเยียดของคนเพียงลำพังไม่ได้ทำให้คนมีสีสันติดตัว แต่ถ้าหลายคนและหลายครั้งเข้า
แม้เจ้าตัวจะไม่รู้สึก หรือไม่ยอมรับ ผู้คนก็มีสีเข้าจนได้ "ทำอย่างไร สีถึงหมดไปในเมืองไทย?"

ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป หรือจริงๆ ก็คือ ไม่มีใครรู้ว่าทำอย่างไร

ผมเองรู้แต่ว่า ถ้าไม่อยากมีสี ก็ต้องเลิกใช้สีไปป้ายให้ใครต่อใครเขา-ก็เท่านั้น!


ว่าแต่ "เอเชียไทม์ส ออนไลน์" นี่ เคยเป็นของ สนธิ ลิ้ม
หรือเปล่าหว่า! สีไหน ก็อเมริกาทั้งนั้น


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1277118469&grpid=01&catid=

วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 23:50:58 น.
มติชนออนไลน์

บันทึกพฤษภา′53 ความจริงจากข่าวสด "ความตาย 90 ศพ"

ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย รวมภาพ-เจาะเบื้องหลังการเสียชีวิต
ของเหยื่อ ′สลายม็อบ′ ผลงานกองบรรณาธิการ ข่าวสด




หนังสือ "บันทึกพฤษภา ′53 ความจริงจากข่าวสด ความตาย 90 ศพ" โดยกองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ "ข่าวสด" ได้รวบรวมเรียบเรียงเหตุการณ์นองเลือดตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2553
ระหว่างที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงรวมตัวกัน
เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา จนนำไปสู่การปราบล้อมขอพื้นที่คืนและกระชับพื้นที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 90 ราย
และบาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคน และการเผาห้าง อาคาร บ้านเรือน เสียหาย

ข่าวสดได้ประมวลเหตุการณ์ความรุนแรง ที่เกิดขึ้นตามลำดับเวลา
ย้อนกลับไปดูเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอีกมุมหนึ่งที่สังคมอาจยังไม่เคยรู้
รวมทั้งความข้องใจ ความสงสัย ในประเด็นที่ยังคงถกเถียงกันหาข้อยุติไม่ได้
เปิดมุมมองใหม่ของข่าวอีกด้านหนึ่งที่ไม่มีปรากฎในสื่อหลัก
และเสียงของชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์


เริ่มจากการไล่เรียง"ความขัดแย้งทางการเมืองของไทย" นับตั้งแต่คณะ คมช.
ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ซึ่งไปร่วมประชุมสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 สถานการณ์เขม็งเกลียวยิ่งขึ้นตามลำดับ
ภายหลังบ้านเมืองแบ่งแยกเป็น "สี" เสื้อเหลือง-เสื้อแดงอย่างชัดเจน


เมื่อเกิดคดียุบพรรคไทยรักไทย ประกอบกับพ.ต.ท.ทักษิณ-เครือข่ายพลิกข้าง
ไปอยู่ในสถานะ "ผู้ถูกไล่ล่า" อีกทั้ง "คะแนนเสียง" ของประชาชนผู้สนับสนุน
พรรคการเมืองในปีกพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้รับการสนใจจากผู้กุมอำนาจ
เค้าลางแห่งหายนะจึงเริ่มคืบคลานมาเยือนสังคมไทย


คู่ขัดแย้งแต่ละฝ่ายต่างจัดตั้ง "มวลชน" ของตนขึ้นมาเป็นพลังสร้างความชอบธรรม

ขณะที่ฝ่าย "เสื้อแดง" เดินหน้าตั้งคำถามถึงพฤติกรรม "2 มาตรฐาน" ซึ่งเกิดขึ้น
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทั่งนำไปสู่การระดมพลจัดชุมนุมใหญ่ทดสอบกระแสกัน
หลายต่อหลายครั้ง


รวมถึงจุดเริ่มต้นการชุมนุม "แดงทั้งแผ่นดิน" ในวันที่ 12 มี.ค.2553
ณ เวทีผ่านฟ้าลีลาศ ถ.ราชดำเนิน กทม. มีคนเสื้อแดงจากต่างจังหวัด
หลั่งไหลเข้าร่วมเรือนแสน


และจบลงอย่างเจ็บปวดในที่สุด เมื่อวันที่ 19 พฤษภาฯ

ยกตัวอย่างเหตุการณ์ "สลายม็อบ 19 พ.ค.53-แดงตายเกลื่อน จลาจลเผาเมือง" บันทึกไว้
ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 คือวันแห่งความสูญเสียครั้งสำคัญ
กับเหตุสลายม็อบที่มีผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บมากที่สุด เท่าที่เคยเกิดเหตุการชุมนุมทางการเมือง!

14 ตุลา 2516 ,6 ตุลา 2519 และพฤษภาทมิฬ 2535 ถูกลบสถิติราบเรียบ

กทม.กลายเป็นแดนมิคสัญญี การไล่ฆ่าฟันกันอย่างโหดร้ายการเผาทำลายทรัพย์สิน
ทั้งของเอกชนและราชการอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ควันจากเปลวไปหลายจุดทั่วกรุงสามารถมองเห็นในระยะไกล!

ปฏิบัติการสลายม็อบที่แยกราชประสงค์ มีการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
และเตรียมจัดการขั้นเด็ดขาดกับผู้ชุมนุมมาระยะหนึ่งแล้ว

หลังจากรัฐบาลแฃะศอฉ.พลาดท่าเสียทีในการสลายม็อบเมื่อวันที่ 10 เมษายน

โดยหลังเกิดเหตุ 10 เมษายน ซึ่งมีทหารเสียชีวิต 6 นาย รวมทั้ง พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม
รองเสธ.พล.ร2 รอ.ทั้งรัฐบาล ทหารและศอฉ.พูดเป็นนัยว่าจะให้ทหารติดอาวุธเต็มพิกัด
ในการปะทะกับม็อบครั้งต่อไป

รัฐบาลและศออ.ไม่เคยยอมรับว่าเกี่ยวข้องกับการลอบสังหาร "เสธ.แดง" พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล
ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ซึ่งถูกสไนเปอร์ส่องจากระยะไกลเสียชีวิต บริเวณแยกศาลาแดง
เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม

แต่ฝ่าย นปช. เชื่อว่า การเด็ดหัวเสธ.แดงเป็นผลต่อเนื่องมาจากการปะทะก่อนหน้านั้น

โดยเฉพาะเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน รัฐบาล ทหาร และศอฉ.ตั้งข้อสงสัยว่า "เสธ.แดง"
น่าจะเกี่ยวข้องกับการวางแผนรับมือกับทหาร จนทำให้ทหารแตกพ่ายในที่สุด

หลังการตายของเสธ.แดง เกิดการปะทะกันระหว่างทหารกับผู้ชุมนุมหลายจุด

ทหารเลิกใช้กระบองและโล่หันมาใช้ปืน เอ็ม 16 ทาโวร์ มีหน่วยซุ่มยิง
เป็นอาวุธหลักพร้อมกับการปั่นกระแสข่าว "ผู้ก่อการร้าย"
เพื่ออ้างความชอบธรรมในการใช้อาวุธหนักเข้าจัดการกับผู้ชุมนุม


ปฏิบัติการ"กระชับพื้นที่" ตามศัพท์ของศอฉ.เริ่มขึ้นตั้งแต่ 05.45 น. วันที่ 19 พฤษภาคม

หกโมงเช้าเศษๆ ทหารพร้อมรถหุ้มเกราะปิดล้อมกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.ย่านศาลาแดง
ซึ่งยึดบริเวณลานพระรูป ร.6 สวนลุมฯปัดหลักมานานนับเดือน

ปะทะกันแค่ประปราย ทหารก็เข้ายึดพื้นที่ได้ทั้งหมด ทั้งบนรางรถไฟฟ้า บีทีเอส
และพื้นราบพร้อมรุกคืบไปถึงแยกสารสิน

กำลังทหารแยกย้ายปิดถนนเส้นทางเข้าแยกราชประสงค์ทุกด้านและค่อยๆรุกคืบเข้าไป
โดยมีนปช.ตั้งด่านสกัดทุกทาง

ด้านม็อบอีกส่วนหนึ่งซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ ได้กระจายไปยึดถนนหลายจุด อาทิ บ่อนไก่
ถ.พระรามที่ 4 บริเวณสี่แยกดินแดง บริเวณถ.พระรามที่ 1 หน้าโรงหนังสยาม ประตูน้ำ
และสามย่าน และเริ่มจุดๆไฟเผายางรถยนต์ให้เกิดกลุ่มควันหนาทึบทุกๆพื้นที่
เพื่อบดบังสายตาของสไนเปอร์ซึ่งยิงผู้ชุมนุมและประชาชนตายไปหลายศพ

ผ่านไปราว 3 ชั่วโมงทหารเริ่มคุมสถานการณ์ได้ มีรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิต
ประมาณ 10.00 น.ตายแล้ว 37 ศพ เป็นผู้ชุมนุมและประชาชนล้วนๆ!


ความรุนแรงเริ่มลุกลามเมื่อเกิดการวางเพลิงเผาอาคารต่างๆใกล้สถานที่ชุมนุม อาทิ ธนาคาร
บ้านเรือนประชาชนและอาคารมาลีนนท์ ที่ตั้งช่อง 3 ซึ่งอยู่ใกล้ที่ชุมนุมจุดบ่อนไก่

ม็อบที่กระจายอยู่รอบๆเส่นทางมาแยกราชประสงค์ ถูกกดดันจนร่นถอยมาเรื่อยๆ
และยอดคนเจ็บ-คนตายก็เพิ่มมากขึ้น

ผู้ชุมนุมที่เป็นเด็กและผู้หญิงรวมทั้งสื่อมวลชน เริ่มเข้าไปภายในวัดปทุมวนาราม
ซึ่งประกาศเป็นเขตอภัยทาน จนมีจำนวนหลายพันคน

13.30 น. นายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำม็อบนปช.ขึ้นเวทีกล่าวขอโทษ
ผู้ชุมนุมทุกคน และประกาศจะเข้ามามอบตัวที่สตช.เพราะ
ไม่อยากเห็นคนตายมากกว่านี้อีกแล้ว


จากนั้นนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำอีกคนขึ้นเวทีประกาศยุติการชุมนุมเพียงเท่านี้
แกนนำบางส่วนเดินเข้ามามอบตัวใน สตช.


ทหารเริ่มเข้าพื้นที่ราชประสงค์ พร้อมกับเกิดเหตุเผาโรงหนังสยามและห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์
ตามด้วยเสียงระเบิดรอบๆ พื้นที่ชุมนุมเป็นระยะๆ

ขณะเดียวกันผู้ชุมนุมที่ยังรวมตัวตามจุดต่างๆแม้ทราบข่าวว่าแกนนำประกาศยุติการชุมนุม
แต่ยังปักหลักต่อสู้พร้อมกับเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับ
การจุดไฟเผายางรถยนต์ในหลายจุด

ในต่างจังหวัดเกิดเหตุเผาศาลากลางในพื้นที่ของกลุ่มคนเสื้อแดงและเผายางรถยนต์เหมือนกับในกทม.

ความวุ่นวายไม่ได้จบลงง้ายๆ แม้ทหารจะเข้ายึดพื้นที่ราชประสงค์ได้ตั้งแต่บ่าย
หลังแกนนำเข้ามอบตัว เพราะผู้ชุมนุมที่กระจัดกระจายอยู่ปฏิบัติการโดยไร้การควบคุม

อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถ.รัชดา ถูกคนร้ายบุกเผาเช่นเดียวกับอาคารอีกหลายแห่ง

เจ้าหน้าที่อ้างว่ามีคนร้ายลอบยิงรถดับเพลิงหลายจุด จนไม่สามารถเข้าไปดับไฟได้
ต้องปล่อยให้ลุกลามไปเรื่อยๆ

ราว 18.00 น. เริ่มมีการยิงใส่ผู้ชุมนุมและหน่วยกู้ภัยซึ่งอยู่ภายในวัดปทุมวนาราม
นับพันคน โดยมีคนเห็น "ทหารใส่เครื่องแบบ" อยู่บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัด


มือปืนรัวยิงใส่ทุกคนที่พยายามจะออกจากวัดและยิงถล่มเต็นท์พยาบาลภายในวัด

มีรายงานว่าเกิดการยิงแก๊สน้ำตาบริเวณด้านหลังวัด
เพื่อบีบให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนตัวออกมาด้านหน้าซึ่งเป็นที่โล่ง

ภายในวัดปทุมฯ มีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บจำนวนมากและเสียชีวิต 6 ราย รวมที้งพยาบาลอาสาและ
หน่วยกู้ภัยที่เข้ามาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บโดยไม่เกี่ยวกับการชุมนุม

ทุ่มเศษๆ ศอฉ.ประกาศผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจสั่งเคอร์ฟิวห้ามออกนอกเคหสถาน
ตั้งแต่ 2 ทุ่มถึง6 โมงเช้ารวม 23 จังหวัดทั้งในเขตกทม. ปริมณฑลภาคอีสานและเหนือ

นอกจากนี้ยังมีภาพประชาชนผู้บริสุทธิ์ถูกยิงเสียชีวิตบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก
ระหว่างวันที่ 14-15 พ.ค. 2553 รวมทั้งการเปิดใจผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ที่เป็นสื่อมวลชนและ
ผู้ชุมนุม ภาพนาทีชีวิตและการช่วยเหลือชีวิตผู้ที่ตกเป็นเหยื่อกระสุนที่คนเสื้อแดง
ต้องช่วยกันหามและแบกผู้ที่ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาล









ถามจริงเถอะปรองดองอะไร

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2553

คมชัดลึก : คล้อยหลังเหตุการณ์นองเลือดกลางกรุงมาได้หนึ่งเดือนความสงบยังคงปรากฏขึ้น
บนความรู้สึกไม่มั่นใจของผู้คนทุกฝ่ายว่าความอึมครึม ที่ยังมีอยู่นั้นจะปะทุเหมือนดังภูเขาไฟ
ใต้สมุทรอีกเมื่อใด ที่สำคัญคือความสงบเฉพาะกิจที่คนไทยกำลังเสวยสุขกันอยู่นี้ไม่ได้มาจาก
ความปรองดองที่หลายฝ่ายอ้างว่ากำลังแสวงหา

แต่เป็นความสงบภายใต้การจ้องใช้อำนาจกฎหมายของฝ่ายรัฐที่จะเล่นงานผู้แหลมออกมา
ความปรองดองเกิดขึ้นอย่างแท้จริงไม่ได้ด้วยสภาพอย่างนี้ สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำทั้งห้าข้อ
ไม่ว่าจะเป็นการเทิดทูนสถาบัน การปฏิรูปสังคม ขจัดความเหลื่อมล้ำ ปฏิรูปสื่อหรือปฏิรูปการเมืองนั้น
ไม่ใช่การปรองดอง แต่เป็นงานปกติที่ทุกรัฐต้องกระทำอยู่แล้ว ผลที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่การปรองดอง
ระหว่างรัฐบาลซึ่งตอนนี้เป็นคู่กรณีไปแล้วกับฝ่ายเสื้อแดง แต่เป็นความพยายามโน้มน้าวชักจูง
ให้ฝ่ายเสื้อแดงหันมายอมรับรัฐบาล ซึ่งรัฐกำลังใช้วิธีการอื่นๆ นอกเหนือจากแนวทางที่กล่าว
การบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด การพยายามตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงฝ่ายเสื้อแดงและการปฏิบัติการ
ข้อมูลข่าวสาร นั้นเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำหนักกว่าตามแผนการปรองดองซะอีก ในทางหลักการ

สิ่งที่รัฐบาลทำนั้นตรงตามหลักยุทธศาสตร์ เพราะทันทีที่ชนะทางยุทธการที่ราชประสงค์
สถาปนาความมั่นคงได้ เฟสต่อไปก็ต้องเดินเครื่องให้มวลชนฝ่ายตรงข้ามหันมารักตนให้ฝ่ายตรงข้าม
นอกยุทธบริเวณเลิกคิดต่อสู้ด้วยการสร้างความสมานฉันท์ ยิ่งตกเป็นรองทางยุทธศาสตร์ที่
อุดมการณ์แดงแพร่ไปทั้งแผ่นดินแล้วยิ่งต้องเร่งทำ แต่ก็ยังต้องติดอยู่ในกรอบของความหวาดระแวง
ฝ่ายตรงข้ามเพราะบาดแผลความขัดแย้งนั้นยังสดอยู่ การกระทำเพื่อความสมานฉันท์นั้น
จึงไม่ปรองดองจริง แต่เป็นการใช้ทั้งอ่อนและแข็งให้เสื้อแดงยอมสยบ แล้วเสื้อแดงจะยอมหรือ

คำประกาศว่าจะไม่ปรองดองกับผู้ก่อการร้ายของฝ่ายหนึ่ง กับคำท้าไม่ยอมก้มหัวให้ฆาตกรร้อยศพ
ของอีกฝ่าย เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการปรองดองกัน ไม่ได้ทางอุดมการณ์ ความหวาดระแวง
ทำให้รัฐบาลไม่สามารถสนองตอบเงื่อนไขที่เสื้อแดงต้องการ ตั้งแต่เรื่องที่เบาที่สุดคือการเลิกให้คน
มาด่าฝ่ายตรงข้ามออกทีวีรัฐ ขณะเดียวกันฝ่ายเสื้อแดงที่สูญเสียอย่างหนักก็หวาดระแวงขึ้งเคียด
ต่อรัฐบาล ไม่รู้วันเลิกเช่นกัน สภาพแบบนี้ส่งผลให้การปรองดองระดับ ชาตินั้นไม่มีอนาคต
แต่ยังมีแสงสว่างของความสงบถาวรได้หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะกันอย่างเด็ดขาดตามอุดมการณ์ของตน
ส่วนจะใช้กำลังสนับสนุนแนวคิดกันขนาดไหนก็เป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม
ไม่ต้องไปห่วงการปรองดองระดับประชาชน เพราะชาวบ้านเขาสมานฉันท์เป็นประจำคนที่มีอุดมการณ์ต่างกัน
ก็ไม่คุยกันเรื่องการเมือง แต่ทำงานร่วมกันอย่างอื่นได้ คนที่แจ็กพอตเจอสหบาทาหรือไล่ลง
จากรถรับจ้างเนื่องจากแสดงความกร่างดูถูก ความเชื่อของคนอื่นนั้นก็มีไม่มากนัก

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 2 จาก 2 Previous  1, 2

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ