ใครเผา..CTW ?

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ใครเผา..CTW ?

ตั้งหัวข้อ  ฅนไท on Sun May 30, 2010 12:46 pm

ชายชุดดำคนนี้ไม่น่าจะใช้คนเสื้อแดง
ดูจากที่เขา เอาผ้าสีแดง ผูกไว้ที่เอว ดูเหมือนสื่อให้พวกเดียวกันรู้ว่า นี้ไม่ใช้คนเสื้อแดง
เพราะคนเสื้อแดง จะไม่มีวันเอาสีแดงมาผูกไว้อย่างเฉพาะเจาะจงอย่างนี้
ทุกคนหนีตาย ถอดเครื่องหมาสีแดงกันหมดแล้ว

คนเสื้อแดงจะใส่เครื่องหมายคนเสื้อแดงที่มีขาย ในบริเวณที่ชุมนุม
ไม่ว่าจะเป็นผ้าสีแดง หรืออื่นๆ
แต่ชายคนนี้ มีผ้าคาดไว้ที่เอวเป็นผ้าสีแดงที่ไม่มีในกลุ่มคนเสื้อแดง
http://www.youtube.com/watch?v=29yTzrj_bdA



พวกเสื้อแดงจะแต่งตัวมีสัญญาลักษณะ โดยเฉพาะ มีผ้าเสื้อแดงที่ขายอยู่ในบริเวณนั้น ซื้อมาผูกคอ
ใครจะบ้าเอามาผูกคาดไว้ ที่เอว เป็นแฟชั่น แบบนี้
และการ์ดเสื้อแดงเขาก็จะมีชุดเฉพาะ ที่เป็นอันรู้กัน และทางแกนนำจะมีชุดแจกจำนวนจำกัด เท่ากับจำนวนการ์ดที่อาษามา



วันที่19/05/2553
พอแกนนำประกาศ ยุติการชุมนุม
พวกทหารนอกเครื่องแบบ ก็ เอา ผ้า สีแดง มาผูกไว้ที่ต้นแขน
อันนี้เห็นมากับตาของตัวเอง

Sun, 05/30/2010 - 12:10 | by qgee
http://www.prachataiboard.info/board/id/47373

ฅนไท

จำนวนข้อความ : 193
Registration date : 04/11/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ใครเผา..CTW ?

ตั้งหัวข้อ  ฅนไท on Sun May 30, 2010 12:59 pm

พอเผาเสร็จ ก็วิ่งมายัง คน ที่ยืนดูอยู่ ที่คอผูกผ้าที่ไม่ใช้สีแดง

ฅนไท

จำนวนข้อความ : 193
Registration date : 04/11/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ใครเผา..CTW ?

ตั้งหัวข้อ  ฅนไท on Sun May 30, 2010 2:05 pm

Comment by Vahn Citis | Sun, 05/30/2010 - 13:30

ผมเขียนความเห็น "ทฤษฎีเผาเมืองแล้วโยนบาปให้แดง" ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น คือ ๒๐ พฤษภาคม ตามกระทู้นี้ทุกอย่างชัดเจนขึ้น ในฐานะวิศวกร ได้ไปดูความเสียหาย CTW มา พบว่า ส่วนเสียหายหนัก คืออาคารเก่าที่ Zen อยู่ เพราะใช้พื้นอัดแรง Post-tensioned Slabs ที่เป็น Unbonded แบบเดิม เหล็กหมดสภาพ พื้นจึงยุบ แสดงว่า มีการเตรียมเผาแน่นอน เพราะลำพังการเผายางอย่างเดียวไม่เพียงพอ โดยเฉพาะถ้าสปริงเกอร์ทำงาน แสดงว่าอาจเป็นจริงที่มีการเผารอบสอง หลังจากสปริงเกอร์ไม่ทำงานแล้ว

ผมไปหาข้อมูลเรื่องประกันภัยจากสมาคมประกันวินาศภัย ปกติ การประกันภัยสำหรับอาคารสาธารณะ จะมีสองระดับ
ประกันอัคคีภัย และประกันที่เรียกว่า IAR (Industrial All Risks) ทั้งคู่นี้ไม่รวม ภัยธรรมชาติ ภัยจราจล ภัยก่อการร้าย ส่วนใหญ่สรรพสินค้าประกันสองอย่างแรก หลัง 9/11 ที่เมกา บริษัทประกันภัยถูกบังคับให้ยอมรับภัยก่อการร้าย จราจล หรือแม้แต่ภัยธรรมชาติเฉพาะอย่าง ใครจะทำก็ต้องทำเพิ่มเป็นพิเศษ

เครือเซ็นทรัลทั้งหมด เพิ่งทำคุ้มครองภัยก่อการร้ายและจราจล เมื่อเดือนมกราคม ปีนี้เอง ถือว่าโชคดี เขาประกันคุ้มครองไว้ ๓๐๐ ล้าน USD ทั้งหมด กับบริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย โดยส่วนใหญ่ (>95%) ส่งต่อ Re-insurance ต่างประเทศ เป็นส่วนคุ้มครองเฉพาะ CTW ๑๐๐ ล้าน USD ส่วนที่เสียหาย เป็นอาคารเดิมที่เป็นร้าน Zen อาคารที่สร้างใหม่และตึกสูง รวมทั้งเซ็นทารา ไม่มีปัญหา ค่าเสียหายคุ้มครองอยู่ โดยปัญหาคือ บ.Reinsurance ต่างประเทศ เขาต้องส่ง Surveyor มาตรวจสอบเพื่อทำ Loss Adjust ดังนั้น การที่ CTW ถูกไฟไหม้ครั้งนี้ ดูเหมือนเขาจะทำใจได้ง่ายกว่าเจ้าอื่นๆ แต่ให้ระวังเถิด Reinsure ต่างประเทศเขาไม่ได้หมูอย่างที่คิด

==================
สร้างสถานการณ์เผาโยนบาปเสื้อแดง
==================
20 พฤษภาคม 2553

หลังแกนนำยอมแพ้ ช่วงประมาณครึ่งชั่วโมงนั้น ผมเองรู้สึกมีอะไรแปร่งๆ เพราะฝ่ายรัฐบาลต้องรู้อยู่แล้วว่า ผู้ชุมนุมอาจคลุ้มคลั่งจนเผาทำลายอาคารต่างๆ ดังที่ฝ่ายแกนนำขู่ไว้ (จะบอกว่า ศอฉ.ไม่รู้ไม่ได้ เพราะยังเตรียมอัดคลิปขู่ของแกนนำ มาออกรายการในภายหลัง)

ถามว่า เมื่อรู้อยู่แล้ว และโดยที่รัฐบาลเองมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครอง ทำไมไม่มีการเตรียมแผนป้องกันการเผาอาคาร ขนานไปกับแผนการสลายมวลชน ในช่วงนั้น ที่แน่ๆ คือ ดูเหมือนฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะแกล้งวางเฉย เหมือนจงใจปล่อยให้เผา ที่ผมเริ่มสงสัย เพราะทวีตของฝ่ายทหาร ออกมาคุยอวดว่า มีไส้ศึกทหารมากมายในกลุ่มผู้ชุมนุม ผมเชื่อว่า เป็นการง่ายมากที่ไส้ศึกเหล่านี้ จะเป็นคนจุดชนวนและชักชวนกลุ่มแดงที่กำลังเจ็บแค้นให้มาร่วมด้วย

ถามว่า การเผาบ้านเผาเมือง ใครได้ใครเสีย ตอบง่ายมากว่า รัฐบาลได้ไปเต็มๆ เพื่อให้สมคำอ้างว่า พวกชุมสุมนี้เป็นผู้ก่อการร้าย มีการเตรียมพร้อมวางแผนล่วงหน้าเพื่อก่อให้เกิดการจราจล จึงสมควรแล้ว ที่ทหารจะใช้อาวุธสงคราม

แปลว่า แกนนำใช้เรื่อง "การเผาบ้านเผาเมือง" เป็นคำขู่ แต่ ศอฉ. กลับสรวมรอยตามน้ำไปเลย เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้อาวุธสงครามในการปราบประชาชน

ถึงตอนนี้ทุกคนอาจร้อง อ๋อ ว่าทำไมสื่อทุกช่องมาเล่นเรื่องความเสียหายจากการเผาตึก แทนที่จะพูดถึงผู้เสียชีวิตที่ตายอย่างโหด...มด้วยอาวุธสงครามของทหาร

แล้วท่านสงสัยมั้ยว่า ถ้าการเผาเกิดจากแดงแค้นจริง ทำไมไม่เลือก เกษร พารากอน คิงพาวเวอร์ เอราวัณ แต่กลับไปเลือกเผา CTW ที่เอื้ออารีให้ใช้ห้องน้ำและชั้นใต้ดินเพื่อพักผ่อน แม้อาคารอื่นที่ถูกเผา ส่วนใหญ่เป็นอาคารเก่า เช่น โรงหนังสยามที่กำลังจะหมดสัญญา เซนเตอร์วัน แม้กระทั่ง จวนผู้ว่า แทนที่ฝ่ายบ้านเมืองจะพยายามปกป้อง กลับปล่อยให้เผาโดยค่อนข้างอิสระ บางแห่งขอให้เผา "จวนหลังเก่า" ที่จะต้องรื้ออยู่แล้ว

จากเหตุผลเบื้องต้น "ทฤษฏีสร้างสถานการณ์เพื่อโยนบาปให้เสื้อแดง" น่าจะมีมูล ขณะนี้บริษัทประกันภัยต่อ (Re-insurance) ต่างประเทศ ที่รับประกันต่อจากบริษัทประกันภ้ยในไทย เริ่มสงสัยประเด็นนี้แล้ว ว่าเป็นภ้ยจากการจราจล หรือ ภัยการก่อการร้ายจริงหรือไม่ หรือเป็นการสร้างสถานการณ์กันแน่

ฅนไท

จำนวนข้อความ : 193
Registration date : 04/11/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ใครเผา..CTW ?

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Tue Jun 08, 2010 4:05 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1275894529&grpid=&catid=04

วันที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 20:07:58 น.
มติชนออนไลน์

"พระเทพฯ"รับสั่งช่วย"รร.มหิดลวิทยาฯ"เต็มที่
นักวิชาการชี้เด็กไม่ได้โรคจิต แต่ระบบการศึกษาไทยวิกฤต


ส่งม.5มือเผา ห้องสมุด ร.ร.มหิดลวิทยาฯให้จิตแพทย์ตรวจ คาดรรู้ผล 1 สัปดาห์
ตำรวจเผยพ่อยอมรับลูกป่วยทางจิต แต่ไม่กล้าแจ้งให้ทราบเกรงโดนปฎิเสธรับเข้าเรียน
"ผู้ว่าฯนครปฐม"เผยเด็กบอกเลียนแบบผู้ใหญ่ที่เผาเมืองแล้วไม่ผิด

ส่งมือเผาห้องสมุดให้จิตแพทย์ดูแล

น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมหารือกับ
นางยุวดี นาคะผดุงรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ตัวแทนศิษย์เก่า และผู้แทน
สมาคมผู้ปกครอง เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 มิถุนายนที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ถึงกรณีนายวี
(นามสมมุติ) อายุ 16 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 (ม.5) ก่อเหตุลอบวางวางเผาห้องสมุดตั้งอยู่ที่
อาคารมหิดลวิทยานุสรณ์ 2 โรงเรียนมหิดลอนุสรณ์ ต.ศาลยา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม
เมื่อช่วงดึกวันที่ 6 มิถุนายน เพื่อหาทางแก้ปัญหาสถานที่เรียน ประเมินความเสียหายและ
ดูแลสภาพจิตใจของผู้ก่อเหตุ

ต่อมานางยุวดีแถลงผลหารือว่า เบื้องต้นประเมินความเสียหายไว้ ประมาณ100-130 ล้านบาท ส่วนใหญ่
จะอยู่ที่อาคารศูนย์วิทยบริการ ซึ่งเป็นห้องสมุด ที่รวมหนังสือกว่า 7 หมื่นเล่มเครื่องคอมพิวเตอร์
เพื่อการแสวงหาความรู้ ห้องประชุมฉายภาพยนตร์เสมือนจริงด้านดาราศาสตร์ 3 มิติ ห้องประชุมต่างๆ
ที่อยู่ตั้งแต่ชั้น 1-3 และห้องปฏิบัติการในสาขาคณิตศาสตร์

"นักเรียนที่ก่อเหตุถูกนำตัวไปอยู่ ที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิตจากการสอบ
ประวัติเด็กย้อนหลังจากครูประจำชั้นพบว่าตอนเด็กอยู่ชั้นม.4 เป็นเด็กเรียบร้อย พฤติกรรมเป็นปกติ
เหมือนเด็กอื่นๆ แต่พอขึ้นม.5 พ่อแม่ของเด็กได้ฝากให้ครูประจำชั้นช่วยดูแลเด็กเป็นพิเศษ
ซึ่งไม่ได้แจ้งข้อมูลอะไรมาก แต่เมื่อเปิดเทอมได้ 2 สัปดาห์ เด็กก็แสดงพฤติกรรมเครียด
อย่างเห็นได้ชัดทางโรงเรียนพยายามตามประกบเฝ้าดูเด็กอยู่ แต่ก็พลาดจนได้เนื่องจาก
เด็กใช้โอกาสวันหยุดสุดสัปดาห์ที่เด็กส่วนใหญ่ไปทำกิจกรรมปฏิบัติธรรมนอกโรงเรียนและ
บางส่วนกลับบ้าน แต่เด็กซ่อนตัวเพื่อก่อเหตุ"นางยุวดีกล่าวและว่าขณะนี้โรงเรียนได้ประกาศ
หยุดเรียนหนึ่งสัปดาห์จะเปิดเรียนในวันที่ 14 มิถุนายน

พระเทพฯทรงรับสั่งช่วยเต็มที่

นางยุวดีกล่าวว่า ต้องเร่งหาห้องเรียนทดแทน ให้เด็กได้เรียนอีกประมาณ 15 ห้องซึ่งทาง
มหาวิทยาลัยมหิดลยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยการอนุญาตให้เด็กนักเรียนของโรงเรียนไปใช้และ
ยืมหนังสือของห้องสมุดมหาวิทยาลัยมหิดลได้อย่างไรก็ตามการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน
ไม่ได้ละเลยระบบการเสริมสร้าง วุฒิภาวะ ทางอารมณ์แก่เด็กนักเรียน และมีระบบคัดกรองด้านจิตวิทยา
เด็กทุกคนก่อนรับเข้าเรียน แต่ละปีมีเด็กหัวกะทิจากทั่วปะเทศสอบแข่งขันเข้าเรียนโรงเรียน
ราว 20,000 คน สอบคัดเลือกด้านวิชาการรอบแรก 500 คน จากนั้นสอบคัดความถนัดทางการเรียน
ของเด็กและคัดกรองด้านจิตวิทยา

ด้าน น.ส.นริศรากล่าวว่า ผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน ศธ.ไม่มีนโยบายที่จะเป็นโจทย์ฟ้องร้องดำเนินคดีกับเด็ก
คงปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและต้องคำนึงถึงความละเอียดอ่อนรอบด้าน
ต้องศึกษาวิเคราะห์มูลเหตุจูงใจ ปัญหาส่วนตัว และข้อมูลครอบครัวเชิงลึก เพื่อบำบัดพฤติกรรมเด็ก
ให้ถูกทาง สัปดาห์นี้จะให้องค์กรบริหารหลักของ ศธ.พิจารณาสนับสนุนงบประมาณฉุกเฉินราว 10 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายที่หารือกันในวันนี้วิเคราะห์ว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาเฉพาะบุคคลไม่น่าจะ
เกี่ยวกับระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนที่มีความพยายามจะวิเคราะห์กันว่าสร้างความกดดัน
ให้เด็กมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน

น.ส.นริศรากล่าวด้วยว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงทราบเรื่องนี้แล้ว
และทรงรับสั่งว่าหากมีอะไรให้ทูลขอความช่วยเหลือได้ทันที

ที่ปรึกษาคุย90%เด็กเกรดเฉลี่ย3.5

นายกฤษณพงษ์ กีรติกร ที่ปรึกษาโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า สถิติของเด็กที่จบม.6
โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ในปีการศึกษา 2552 ที่ผ่านมาพบว่าเด็ก 90 % มีผลการเรียนเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5
สำหรับเด็กที่ก่อเหตุเกรดเฉลี่ย 3.1

นพ.ดุสิต ลิขนะพิชิตกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยุวประสารทไวทโยปถัมภ์ กล่าวว่า เป็นปัญหา
สภาพจิตรายบุคคล การดูแลปัญหาจึงค่อนข้างยาก เท่าที่วิเคราะห์ตรวสอบ ระบบกลไกการจัดการ
ของโรงเรียนมหิดลฯ เกี่ยวกับการดูแลวุฒิภาวะทางอารมณ์ของเด็กให้สมดุลนั้น ก็พบว่าโรงเรียน
มีการวางระบบไว้ดีอยู่แล้ว มีการเสริมกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความดีในตัวเด็ก และการทำกิจกรรม
ทางสังคมอย่างไม่ละเลย

ผู้ว่าฯชี้เด็กเลียนแบบผู้ใหญ่เผาเมือง

เมื่อเวลา 08.45 น. ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อม
ให้สัมภาษณ์ถึงสภาพอาคารที่ถูกเผาว่า ทางกายภาพตัวอาคารไม่ถึงกับต้องทุบทิ้ง จะมีบางส่วน
ที่ต้องซ่อมแซมใหญ่ซึ่งต้องรอให้โยธาธิการ ผังเมือง วิศวกร มหาวิทยาลัยมหิดลและผู้ชำนาญการ
เข้าตรวจสอบอีกครั้ง อย่างไรก็ตามเรื่องจิตใจเด็กสำคัญกว่า เราต้องหาวิธีการช่วยกันฟื้นฟู
สภาพจิตใจเด็ก สังคมวันนี้ไปมุ่งเน้นกับการสร้างค่านิยม เลียนแบบสังคมทุนนิยม ลืมเรื่องคุณธรรม
จริยธรรม ทำอย่างจะสร้างหลักคิดใหม่ เสริมด้านอีคิวให้แก่เด็กมากขึ้น

"จากการพูดคุยกับเด็กแล้วเขาเป็นคนน่ารักมาก ไม่ก้าวร้าว อ่อนน้อมและบอกว่าผู้ใหญ่พยายามบีบ
ให้เดินตามที่ต้องการและเมื่อทำไม่ได้ปัญหาก็เกิดกับจิตใจจริงแล้วเด็กอยากเรียนที่โรงเรียนอุดรพิทยาคม
จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนเดิม"ม.ล.ปนัดดา กล่าวและว่า
เด็กบอกว่าทีผู้ใหญ่เผาบ้านเผาเมืองกันไม่เห็นเป็นอะไร
เลยลอกเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ไม่ได้ตั้งใจ เมื่อเกิดไฟรุกขึ้นยังโทรศัพท์ไปแจ้ง
ที่ 191 หลายครั้ง และหากย้อนกลับไปได้จะไม่ทำเด็ดขาด

เผยพ่อยอมรับลูกป่วยทางจิต

ด้านพ.ต.อ.สุรพจน์ พิสุทธิ์วงศ์ ผกก.สภ.พุทธมณฑล กล่าวถึงความคืบหน้าคดีว่าทาง
พ.ต.อ.ถาวร ขาวสะอาด รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด(รองผบก.ภ.จว.)นครปฐม
เป็นหัวหน้าชุดควบคุมการสอบสวนทั้งหมดอย่างละเอียด ส่วนผู้ก่อเหตุถูกส่งตัวไปตรวจสภาพจิต
ที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เพื่อนำผลการตรวจของแพทย์มาสรุปสำนวนหากแพทย์ระบุว่า
ป่วยทางจิตต้องส่งเข้ารักษาให้ร่างกายและจิตใจดีขึ้น ก่อนที่จะส่งตัวกลับมาดำเนินคดี
อย่างไรก็ตามได้สอบสวนพ่อผู้ก่อเหตุ ก็ยอมรับว่าลูกชายป่วยทางจิตแต่ไม่กล้าแจ้ง
ให้ทางโรงเรียนทราบเพราะเกรงลูกจะไม่ได้เข้าเรียน

นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ ผู้อำนวยสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กล่าวว่า ได้รับตัวนายวีไว้เพื่อให้
จิตแพทย์ประเมินสภาพจิตใจของเด็กว่า เด็กมีปัญหาอะไร และมีแรงจูงใจอะไรที่ทำให้ก่อเหตุ
ซึ่งจากการที่จิตแพทย์เข้าไปพูดคุยในเบื้องต้นเด็กให้ความร่วมมือดีและพ่อแม่ของเด็กเดินทาง
มาเยี่ยมลูกพร้อมกับให้ข้อมูลเกี่ยวกับนิสัยและพฤติกรรมของเด็ก เพื่อจะเป็นประโยชน์ในการ
ดูแลสภาพจิตใจของเด็กได้ดีขึ้น แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเด็กมีอาการทางจิตหรือไม่
ต้องรอผลการประเมินทั้งหมดอีกครั้งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามยอมรับว่า
หลังเกิดเหตุสภาพจิตใจของเด็กยังไม่ปกติ เด็กมีอาการซึมและนิ่งเงียบเป็นบางครั้ง

นักวิชาการชี้เหตุจากระบบศึกษาเหลว

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเหตุการณ์นี้อาจนำไปสู่การปรับปรุง
การเรียน การสอนเพื่อฝึกอีคิวหรือวุฒิภาวะทางอารมณ์ ให้เด็กนักเรียนควบคู่ไปกับการพัฒนาไอคิว
หรือสมรรถนะทางปัญญา และเพื่อไม่ให้เป็นการแก้ปัญหาอย่างฉาบฉวยก็ได้มอบให้ทั้งศธ.
และโรงเรียนมหิดลฯ ทำวิจัยกรณีนี้เพื่อนำผลมาใช้ในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก

ด้านนายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะกรรมการ
นโยบายปฏิรูปการศึกษาใน ทศวรรษที่สอง(กนป.) กล่าวว่า ที่เด็กเผาห้องสมุด ไม่ใช่เป็นโรคจิต
แต่สะท้อนถึงการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนมหิดลวิทยาฯตลอดจนระบบการศึกษา
ไทยที่มีปัญหาอยู่ขั้นวิกฤติ ที่สมควรต้องหันกลับมาทบทวนและแก้ไขโดยเร่งด่วน
แทนที่จะโทษเด็กว่าทำลายชื่อเสียงของโรงเรียน

แนะต้องปฎิรูปหลักสูตร

"การวางเพลิงครั้งนี้จุดประเด็นให้สังคมเห็นว่าการเรียนการสอนในโรงเรียน มหิดลฯ
เป็นระบบการแข่งขันที่เอาเป็นเอาตาย เด็กเก่งแล้งน้ำใจ ล้อเลียนเด็กเรียนอ่อนกว่า

มีการแบ่งแยกชนชั้นระหว่างเด็กในเมือง
และเด็กต่างจังหวัดชัดเจน
คนที่เรียนอ่อนกว่า
กลายเป็นผู้แพ้และเป็นฐานให้คนเก่ง

ที่สำคัญสะท้อนว่าโรงเรียนมหิดลฯ ขาดระบบแนะแนวและการให้คำปรึกษาที่ดี
เพราะเด็กคนนี้เคยพยายามเผาโซฟามาแล้วครั้งหนึ่งถ้ามีคนให้คำปรึกษาที่ดีเชื่อแน่ว่า
เด็กจะไม่เผาเป็นครั้งที่สอง"นายสมพงษ์กล่าวและว่าโรงเรียนควรหันกลับมาทบทวนว่า
จะช่วยเหลือเด็กที่มีผลการต่ำกว่าเกรด 3 ซึ่งมีอยู่ประมาณ 30% ได้อย่างไร ซึ่งคำตอบคือ
การปฏิรูปหลักสูตร ลดเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนลง 30 % เพื่อให้เด็กไปทำกิจกรรมให้มากขึ้น
ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการศธ. ซึ่งควรต้องเริ่มต้นตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1/2553 นี้

"เรื่องนี้เป็นบทเรียนให้ผู้ใหญ่หันกลับมาทบทวนพฤติกรรมของตัวเองทั้งการใช้คำพูดหยาบคาย
อภิปรายในสภาฯ รวมถึงการเผาบ้านเผาเมืองเพราะสะท้อนว่าเด็กซึมซับพฤติกรรมของผู้ใหญ่และ
เลียนแบบตาม"นายสมพงษ์กล่าว

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ใครเผา..CTW ?

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu Jun 10, 2010 9:38 am

http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:V-7JzKgxrkwJ:hello-siam.blogspot.com/2007/09/blog-post_4605.html+%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87&cd=1&hl=th&ct=clnk&gl=th&client=firefox-a

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2550

ระวังไฟ
ไหม้วัง !!!

ผู้ใหญ่ในเมืองไทยมักจะห้ามเด็กๆ เล่นไม้ขีดไฟ ด้วยคำขู่ว่า “อย่าเล่นฟืนเล่นไฟ
ไฟจะไหม้บ้าน”
ในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่งที่แม้จะไม่ได้อยู่ในเมืองไทย แต่ก็ยังเป็นห่วง
เมืองไทยตลอดเวลา ก็อยากจะเตือน คุณสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ว่า อย่าก่อไฟในวัง
เพราะพลาดพลั้งขึ้นมาวันใด ไฟ ไหม้วัง จะวอดวายกันหมด ที่ต้องเตือนกันแรงๆ
และตรงๆ แบบนี้ ก็เพราะคุณสุรเกียรติ์ กำลังกระทำการในสิ่งที่ผมเรียกว่าก่อไฟในวัง นั่นเอง

ไฟที่ผมว่าก็คือ ไฟการเมือง ไฟแห่งความขัดแย้งของประชาชนสองฝ่าย หรือ บางทีอาจจะเป็น
สามฝ่าย อันมีที่มาจากความขัดแย้งทางการเมือง และแก่งแย่งอำนาจปกครองแผ่นดิน
ช่วงชิงผลประโยชน์กันนับแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบกษัตริย์
หรือ สมบูรณญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นลักษณะ เฉพาะประชาธิปไตยแบบไทยๆ

สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง และเป็นกลางทางการเมืองมาโดยตลอด
ทรงไม่ยุ่งเกี่ยวและไม่ชี้นำการเมือง ทรงให้อิสระประชาชน เป็นผู้ตัดสินใจเลือกผู้บริหารประเทศ
ตามแนวทางประชาธิปไตย ที่เป็นสากล เมื่อประชาชนเลือกผู้ใดเป็นผู้บริหารประเทศ ก็จะทรงยอมรับ
การตัดสินใจของประชาชนเสมอ ซึ่งเป็นจารีตประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ
ที่ส่งผลให้ประชาชนทุกคนเคารพสักการะ เทิดทูน จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เสมอมา
ไม่ว่าความขัดแย้งทางการเมืองจะรุนแรงเพียงใด แม้กระทั่งเกิดการจลาจล เกิดสงครามกลางเมือง
เกิดการนองเลือด ฆ่าฟันกันตาย แต่เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส
ประชาชนทุกคนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะ
ขัดแย้งกันรุนแรงเพียงใด ก็จะน้อมเกล้ารับ
พระราชดำรัส และนำไปปฏิบัติ เป็นการยุติปัญหาความขัดแย้งทั้งปวงในทันที
ดังที่เราได้เห็นในเหตุการณ์ พฤษภาคม 2535 เหตุที่ประชาชนคนไทยทุกคน
จงรักภักดี เคารพเทิดทูนพระมหากษัตริย์ ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม
และเชื่อฟังพระราชดำรัสอย่างเคร่งครัด ก็เพราะพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
พระมหากษัตริย์ของคนไทยทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
ไม่ก้าวก่าย ไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่ชี้นำการเมืองและทรงวางพระราชฐานะ
เป็นกลางทางการเมือง อย่างมั่นคง


แต่การตั้งกลุ่มเพื่อแผ่นดิน เพื่อที่จะขยายตัวเป็นพรรคเพื่อแผ่นดิน ของคุณสุรเกียรติ์
โดยมีการแถลงข่าวเปิดตัวอย่างใหญ่โต เมื่อเร็วๆ นี้ ด้วยการกวาดต้อนนักการเมืองทั้งเก่า
และใหม่ ทั้งผู้มีภาพลักษณ์เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของประชาชนว่าเป็นผู้มีเจตนาต่อแผ่นดิน
ต่อบ้านเมืองจริงหรือไม่ ผู้ที่มีคดีคอรัปชั่น กินสินบาท คาดสินบนติดตัว คดีความยังอยู่ในศาล
เข้ามารวมกลุ่ม โดยมีเป้าหมายที่จะทำงานการเมือง เพื่อแย่งชิงอำนาจรัฐ และตำแหน่ง
นายกรัฐมนตรี มาให้จงได้ นี้เอง ที่จะเป็นการทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์สูญเสีย
พระราชฐานะในหัวใจของประชาชน และจะทำให้สถาบันพระมหา กษัตริย์ไม่อาจจะ
ดำรงความเป็นกลางทางการเมือง ไว้ได้อีกต่อไป

เนื่องจาก มีการนำเสนอข่าวกันเป็นที่รับรู้ทั่วไปทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ
ผ่านเวปไซต์ต่างๆ ว่า คุณสุรเกียรติ์ ซึ่งเป็นผู้จัดการรวบรวมนักการเมืองมาร่วมงานกัน
ทำงานการเมืองในนามพรรคเพื่อแผ่นดิน ตามคำพูดของคุณเสนาะ เทียนทอง ได้ไปหารือ
กับท่านผู้หญิงบุษบา สธนพงศ์ (กิติยากร) น้องสาวของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
ซึ่งเป็นแม่ภรรยา หรือ แม่ยาย
ว่าจะตั้งพรรคการเมือง การหารือกันในวันนั้นมีผลลงเอย
กันอย่างไร ไม่มีใครทราบได้ แต่ข่าวที่ออกมาถึงผู้คนทั่วไป รวมทั้งนักการเมืองจำนวนหนึ่ง
ที่ถูกเกี้ยวหรือถูกจีบให้ไปรวมตัวกันสร้าง พรรคเพื่อแผ่นดิน มีอยู่ว่า...
ท่านผู้หญิงบุษบา น้องสาวของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถสนับสนุน
ให้คุณสุรเกียรติ์ มาตั้งพรรคการเมืองและให้เงินสนับสนุนก้อนแรกมาด้วย
จำนวน 500,000 บาท ซึ่งเรื่องนี้ท่านผู้หญิงบุษบา ได้กราบบังคมทูลให้
สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงทราบแล้ว และสมเด็จฯ ทรงสนับสนุน
ด้วยเรื่องเล่าแบบปากต่อปาก
เช่นนี้เองที่ทำให้นักการเมืองในเมืองไทย ต่างพากันหยุดชะงัก
และตรวจสอบกันว่าจริงเท็จอย่างไร ซึ่งเกือบทั้งหมด ตรวจกันตรวจกันมาก็รับทราบเรื่องเล่า
ทำนองนี้คล้ายๆ กัน แตกต่างกันไปตามลีลาของผู้เล่าต่อว่าจะใส่สีตีไข่ให้น่าสนุกสนาน
น่าเชื่อถือ มากยิ่งๆ ขึ้นไปอีกก่อนที่ คุณสุรเกียรติ์ และผู้ร่วมงานการเมือง จะแถลงข่าว
ตั้งพรรคการเมือง ไม่กี่วัน มีหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยอย่างน้อยหนึ่งฉบับ รายงานข่าวหน้าหนึ่ง
ด้วยหัวข่าวว่า “สุรเกียรติ์ นายกฯ” ซึ่งหมายความว่านายกรัฐมนตรีของประเทศไทย คนต่อไป
ชื่อ คุณสุรเกียรติ์ เสถียรไทยหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น รายงานข่าวอย่างหวือหวา ตามสไตล์
หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ ว่า คุณสุรเกียรติ์ ได้รับไฟเขียวมาจากแม่ยาย ซึ่งเป็นน้องสาวของ
พระราชินีแห่งประเทศไทย และ ในวัง ก็เห็นด้วยกับการตั้งพรรคการเมืองของคุณสุรเกียรติ์

เป็นครั้งแรกที่สื่อมวลชนในประเทศไทยเสนอข่าว พระราชินี ซึ่งเป็นบุคคลที่สำคัญเป็น
ลำดับที่สองของสถาบันพระมหากษัตริย์ เห็นด้วยกับการตั้งพรรคการเมือง ของคุณสุรเกียรติ์
อย่างเปิดเผยและเป็นทางการ ซึ่งข่าวนี้ถูกทำให้เข้าใจว่าสถาบันพระมหากษัตริย์
โดยพระราชินีแห่งประเทศไทย
อยู่เบื้องหลังการจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อจะลงสมัครแข่งขัน
ในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในปลายปีนี้ เว็บไซต์บางเว็บไซต์ เรียกคุณสุรเกียรติ์ ว่า “หลานเขย”
หมายถึงหลานเขยของพระราชินี นั่นเอง เพราะ คุณสุรเกียรติ์ แต่งงานกับ คุณสุธาวัลย์
ผู้เป็นหลานสาวของพระราชินี ดังนั้นคุณสุรเกียรติ์ จึงมีสถานะเป็นหลานเขย ของพระราชินี
การผูกโยงระหว่าง คุณสุรเกียรติ์ กับ ท่านผู้หญิงบุษบา และพระราชินีแห่งประเทศไทย

เช่นนี้เอง ทำให้นักการเมืองและประชาชนจำนวนไม่น้อย เชื่อว่าพรรคแผ่นดินไทย
ของคุณสุรเกียรติ์ เป็นพรรคการเมืองที่สถาบันพระมหากษัตริย์ รู้เห็นเป็นใจให้จัดตั้งขึ้น
และจะช่วยระดมทุนสนับสนุนในการแข่งขันการเลือกตั้ง โดยคาดว่ากลุ่มทุนที่จะถูกเรียกมา
ให้จ่ายเงินเป็นนายทุนในการแข่งขันเลือกตั้งของพรรคเพื่อแผ่นดินไทย ก็คือ กลุ่มของ
นายเจริญ สิริวัฒนภักดี ผู้ผลิตและจำหน่ายเหล้ารายใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งถวายเงินให้
พระราชินี ปีละหลายร้อยล้านบาท
กลุ่มบริษัท ซีพี ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ของประเทศไทย
และ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ของตระกูลโสภณพานิช ที่มีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี
เป็นประธานธนาคารการผูกโยงเรื่องราวการเมืองเข้ากับพระราชินี โดยผ่านท่านผู้หญิงบุษบา
ผู้เป็นน้องสาวของพระราชินี ทำให้นักการเมืองจำนวนหนึ่งถูกดูดด้วยข่าวชิ้นนี้ เข้าสู่พรรคเพื่อแผ่นดิน
และช่วยกันกระจายข่าวออกไปยังกลุ่มธุรกิจต่างๆ เพื่อให้ระดมทุนมาช่วยพรรคเพื่อแผ่นดิน
โดยอ้างว่า เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี และพรรคการเมืองที่มีพระราชินี
อยู่เบื้องหลังพรรคนี้ จะ
ได้เป็นรัฐบาล อย่างแน่นอน และเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะมี
การกระจายข่าวชิ้นนี้ไปยังประชาชนในต่างจังหวัด เพื่อให้ประชาชนช่วยกัน
ลงคะแนนให้แก่พรรคการเมืองพรรคนี้ เพราะในประเทศไทยประชาชนในชนบท
ยังคงมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ สูงมาก ถึงแม้ว่าจะไม่นิยม
พระราชินี มากเท่าในหลวง ก็ตามมีเหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้นักการเมืองหลายคนเชื่อว่า
พระราชินีสนับสนุนพรรคการ เมืองของคุณสุรเกียรติ์ นอกเหนือสถานภาพหลานเขย ก็คือ

ก่อนที่จะ
มีการรัฐประหาร มีข่าวออกมาว่า ท่านผู้หญิงบุษบา ได้ มอบกระเป๋าใบหนึ่ง
พร้อมทั้งใส่เงินจำนวนหนึ่งไว้ภายใน และผ้าพันคอสีฟ้า ให้กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล

หัวหน้าม็อบขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร และนายสนธิ ได้แถลงข่าวว่าได้รับของดังกล่าว
มาจากท่านผู้หญิงท่านหนึ่งซึ่งมีความสนิทสนมกับสถาบันพระมหากษัตริย์
โดยกระเป๋าที่ได้รับมานั้น สลักหมายเลข 902 ซึ่งเป็นรหัสวิทยุของพระราชินี
ซึ่งนายสนธิ แถลงว่าการได้รับมอบงิน และผ้าพันคอสีฟ้า อันเป็นสีประจำพระองค์พระราชินี
แสดงว่าพระราชินี สนับสนุนการขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร หลังการรัฐประหารผ่านพ้นไปไม่กี่วัน
ก็มีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในประเทศไทย และต่างประเทศ ว่า พระราชินีคือผู้สั่งการให้
ทหารทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจปกครองประเทศ และขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร
ออกจากประเทศไทย ข่าวที่ออกมาสู่การรับรู้ของประชาชนทั้งประเทศ ว่า พระราชินี สนับสนุน
การขับไล่นายกฯทักษิณ พระราชินีสั่งให้ทหารรัฐประหาร ในขณะที่ในหลวงต้องการให้มี
การเลือกตั้ง ไม่ได้ถูกปฏิเสธ และไม่มีการชี้แจงใดๆ เลย ทุกฝ่ายปล่อยให้ข่าวแพร่กระจายออกไป
ทุกวันๆ จากการรับรู้ก็กลายเป็นความเชื่อ เพราะในประเทศ จะถือกันว่า หากข่าวใดไม่เป็นจริง

ผู้ที่ถูกกล่าวถึงในข่าวต้องปฏิเสธ การไม่ปฏิเสธ คือ การยอมรับ ทำให้ประชาชนในประเทศไทย
จำนวนไม่น้อยเสื่อมศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และไม่นิยมพระราชินี มากขึ้นไปอีก
ในฐานะที่เข้ามาเจ้ากี้เจ้าการ ชี้นำบงการการเมือง
ทรงไม่วางตัวเป็นกลางทางการเมือง
ดังนั้นเมื่อมีการกระจายข่าวว่าพระราชินี อยู่เบื้องหลังการตั้งพรรคการเมืองของคุณสุรเกียรติ์
จึงมีคนเชื่อมากกว่าไม่เชื่อ และมีคนเห็นว่าไม่เหมาะสมมากกว่าเหมาะสม ประชาชนผู้จงรักภักดี
ในประเทศไทย จำนวนมาก กำลังเป็นห่วงว่าข่าวพระราชินีอยู่เบื้องหลังการตั้งพรรคการเมือง
จะ
ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกนำมาเป็นเงื่อนไขทางการเมืองอย่างเปิดเผย และจะได้รับ
การบอบช้ำจาการแข่งขันในการเลือกตั้ง จะเสื่อมเสียเมื่อเข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมือง
และการแบ่งผลประโยชน์ของพรรคการเมืองหลังการเลือกตั้ง ที่สำคัญคือ
หากพรรคการเมืองของคุณสุรเกียรติ์ ไม่ชนะเลือกตั้ง ไม่ได้รับเสียงข้างมากไม่ได้เป็นรัฐบาล
ก็จะถูกตีความว่าพรรคการเมืองของพระราชินี และพระราชินี ไม่เป็นที่นิยมของประชาชน
ผลการเลือกตั้งของพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ปรากฏออกมาเป็นจำนวนคะแนน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย
อย่างไรก็ตาม จะทำให้ความเชื่อและคำพูดที่ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจ
ของคนไทยทั้งชาติ เป็นเรื่องโกหกไปในทันที
เพราะตัวเลขคะแนนเลือกตั้ง จะบอกแทนว่า
มีประชาชนจำนวนเท่าไรกันแน่ที่ลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองที่พระราชินี สนับ สนุน
แต่ความห่วงใยของประชาชนผู้จงรักภักดี คงไม่มีโอกาสที่จะต่อต้านความต้องการที่จะใช้
ข่าวพระราชินีสนับสนุนพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นเครื่องมือทางการเมืองของนักการเมือง
ที่ไปรวมกันในพรรคเพื่อแผ่นดินได้

หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ และ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ระดับชาติในประเทศไทย
นำเสนอบทความไม่เห็นด้วยกับการตั้งพรรคการเมืองของคุณสุรเกียรติ์
โดยอ้างข่าวพระราชินี สนับสนุน เป็นเงื่อนไขที่จะ
นำ ความสำเร็จมาสู่
พรรคการเมือง อย่างอ้อมๆ ด้วยการยกตัวอย่าง สมเด็จนโรดมสีหนุ
กษัตริย์กัมพูชา สนับสนุนสมเด็จรณฤทธิ์ จัดตั้งพรรคการเมือง ลงแข่งขัน
ในการเลือกตั้ง จนเป็นต้นเหตุให้ประชาชนกัมพูชาแตกแยกเป็นสามฝ่าย
และสถาบันพระมหากษัตริย์อ่อนแอลงในที่สุด
ไม่ว่าข่าวที่คุณสุรเกียรติ์ และทีมงาน
ตั้งใจเผยแพร่ออกมาเพื่อสร้างความน่าสนใจในพรรคการเมืองตัวเองสร้างขึ้น จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม
ข่าวชิ้นนี้ และพรรคการเมืองของคุณสุรเกียรติ์ จะเป็นสิ่งที่น่ากลัวและเป็นอันตรายที่สุดของ
สถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศไทย เพราะยิ่งข่าวนี้กระจายออกไปมากเท่าใด ก็จะทำให้
สถาบันพระมหา กษัตริย์ สูญเสียความเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ไปเท่านั้น

การเดินเกมการเมืองของคุณสุรเกียรติ์ ในครั้งนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับการก่อกองไฟขึ้นกลางวัง
หากคุมไฟไม่ดี เกิดเหตุไม่คาดฝัน ไฟอาจจะไหม้วังก็เป็นได้ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าไฟการเมืองนั้น
มีความรุนแรงเพียงใด สถาบันพระมหากษัตริย์ ในต่างประเทศ ต้องล่มสลาย ก็เพราะ
ไฟการเมือง ทั้งสิ้น ทั้งใน ฝรั่งเศส รัสเซีย อิหร่าน
ทางที่ดี คุณสุรเกียรติ์ ควรจะดับไฟ
ที่ตัวเองก่อขึ้นมากลางวังเสีย ด้วยการยุติบทบาทของตนเองในพรรคเพื่อแผ่นดิน คุณสุรเกียรติ์
ต้องยอมเสียสละประโยชน์ส่วนตัว เพื่อธำรงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ไว้เพราะจนถึงวันนี้
ไม่ว่าจะปฏิเสธอย่างไร ก็หาคนเชื่อยากแล้วว่าคุณสุรเกียรติ์ ไม่ได้เป็นท่อต่อระหว่างท่านผู้หญิงบุษบา
น้องสาวของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ กับกลุ่มผู้แสวงหาอำนาจการเมืองบางกลุ่ม

สำหรับคนไทยทั่วไปนั้น อย่าว่าแต่เสียประโยชน์ส่วนตนเลย แม้แต่เสียชีวิตเพื่อปกป้อง
พระมหากษัตริย์ ก็ยังทำได้ ดังนั้นคุณสุรเกียรติ์ ควรจะต้องเสียสละ ตัดตัวเองออกจากการ
ถูกมองว่าเป็นท่อต่อ ระหว่างอำนาจในพระราชวังกับกลุ่มนักการเมืองที่กำลังแก่งแย่งช่วงชิง
อำนาจการเมือง เพื่อป้องกันข้อครหานินทาให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่วางตัวเป็นกลาง
ทางการเมือง หากคุณสุรเกียรติ์ ยังคงดึงดันที่จะเดินหน้าทำพรรคเพื่อแผ่นดิน ต่อไป ก็แสดงว่า
คุณสุรเกียรติ์ กำลังแสวงหาอำนาจทางการเมือง อย่างคนหูหนวก ตาบอด ไม่ยอมฟังเสียง
ทักท้วงใดๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งเสียงทักท้วงว่าคุณสุรเกียรติ์ กำลังใช้สถาบันพระมหากษัตริย์
เป็นเครื่องมือทางการเมืองของตัวเอง โดยไม่ห่วงใยความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์
ที่เป็นศูนย์รวมดวงใจคนไทยทั้งชาติ มานานกว่า 800 ปี แล้วอย่างนี้ คุณสุรเกียรติ์ จะแอบอ้างว่า
ตัวเองเป็นผู้มีอุดมการณ์ เพื่อสร้างชาติ ธำรงศาสน์ เทิดราชบัลลังก์ ได้อย่างไร
เพราะ คุณกำลังก่อไฟกลางวัง และ กำลังจะนำวังเข้าสู่กองไฟการเมือง

ไฟการเมืองได้เผาทำลาย

สถาบันพระมหากษัตริย์ในต่างประเทศ

ให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้วหลายประเทศ...

คุณกำลังคิดอะไรอยู่หรือ คุณสุรเกียรติ์ เสถียรไทย

ปล. บทความชิ้นนี้ เปนเมลล์ที่ได้รับ เกี่ยวกับสุรเกียรติ เสถียรไทย เมื่อ 16 กันยายน 2550

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ใครเผา..CTW ?

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu Jun 10, 2010 10:33 am

วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2553

ความจริงเรื่อง “ล้มเจ้า” : จักรภพ เพ็ญแข





ณะนี้การประโคมข่าว “ล้มเจ้า” ดังจนผิดปกติ เครือข่ายอำมาตย์ในขั้วตรงข้ามกับ
ประชาธิปไตยนั้นไม่ต้องห่วง รัวเสียราวกับวงโยธวาทิต แถมยังมีเสียงแว่วมาจาก
“เวทีประชาธิปไตย” ร่วมสนุกกล่าวหาตามแห่ไปกับเขาด้วยว่ากลุ่มนั้นกลุ่มนี้คิด “ล้มเจ้า”
เหมือนมุ่งจะเอาใจใครบางคน

เวลาเหมือนจะหมุนกลับไปไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี

เสมือนเราทุกคนยังอยู่ในยุคปลุกผีคอมมิวนิสต์ เพียงคราวนี้ใช้มาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ ที่ว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาแทนที่
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ในยุคสฤษดิ์ ธนะรัชต์
ซึ่งเป็นกฎหมายเผด็จการโบราณที่ทำลายชีวิตและอนาคตของคนบริสุทธิ์ไปมากมายเหลือคณานับ


แถมใช้อย่างถี่ยิบไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม เพราะไปหลงเชื่อคนที่คอยเสี้ยมให้เล่นงาน
คนนั้นคนนี้ และให้ข้อมูลผิดๆ ว่ามีอยู่ไม่กี่คน ฟันลงไปเถิด

ในที่สุดก็เกิดเป็นกระแส

ความจริงการ “ล้มเจ้า” อย่างจริงจังในประวัติศาสตร์ไทยเคยเกิดขึ้นเพียง ๒ ครั้ง นั่นคือ
เมื่อคราว “กบฏ ร.ศ.๑๓๐” ซึ่งล้มเหลวเพราะถูกหักหลัง และการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ หรือ “การอภิวัฒน์” ที่เริ่มต้นด้วยท่าทีเด็ดขาด แต่แล้วค่อยๆ
ผ่อนท่าทีลงจนกลายเป็นการหารือร่างรัฐธรรมนูญระหว่างกัน หลังจากนั้นก็เกิดกระบวนการ
ฟื้นฟูอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์มาเรื่อย โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารของ
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนกระทั่งทุกวันนี้

รัฐธรรมนูญถาวรกลายเป็นของพระราชทาน แทนที่จะเป็นคณะราษฎร์เสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้มา

ท่าทีสมานฉันท์ อย่างการตั้งรัฐบาลร่วมกันโดยเอาฝ่ายอำมาตย์แท้ๆ อย่างพระยามโนปกรณ์นิติธาดา
มาเป็นตัวประธานกรรมการราษฎร (นายกรัฐมนตรี) ก็กลายเป็นเปิดทางให้ฝ่ายอำนาจเก่า
เขามาเอาอำนาจคืนอย่างดิบๆ ถึงขั้นเนรเทศหัวหน้าคณะราษฎร์สายพลเรือนไปต่างประเทศ
ท่านที่เหลือต้องรวมกำลังกันยึดอำนาจซ้ำอีกครั้งเพื่อเอาประชาธิปไตยกลับคืนมา
แต่ก็ถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำอีกจนแทบไม่เหลือซาก

ความจริงเมื่อวันชาติยุคหลังๆ ถูกเปลี่ยนจาก ๒๔ มิถุนายนมาเป็นวันพระราชสมภพของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ชัดแล้วในเรื่องระบอบ


ทวนความจำเพื่อจะบอกว่า จากนั้นไม่มีความพยายามใดๆ อีกเลย ที่จะพรากสังคมนี้จาก
สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งนอกจากจะปลูกฝังกันอย่างเข้มข้นเกือบทุกวันทุกเวลาแล้ว
กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพยังตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นด้วย ปัจจัยใดๆ จากภายนอก
จะเข้ามาโยกหรือสั่นคลอนได้เล่า

เพียงดำรงพระสถานะเดิมและใช้พระราชอำนาจอย่างสมควรแก่เหตุ สถาบันนี้
จะอยู่คู่สังคมไทยโดยไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์ลับหลัง

ผมถึงได้สงสัยว่าคนที่เจตนาพูดคำว่า “ล้มเจ้า” นั้น เขากำลังคิดอะไรอยู่
กำลังดูแคลนศักยภาพของสถาบันจนหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเสียเองหรือไม่

หรือกำลังระดมฉายไฟเข้าไปยังสถาบัน ทำให้สถาบันกลายเป็นจุดสนใจโดยไม่จำเป็น?

ความจริงพฤติกรรมแกล้งโง่เหล่านี้ เราก็พอรู้อยู่หรอกครับ แต่ผู้ที่อยู่ในสถาบัน
ควรทราบว่า คนที่ชิงเล่นบทจงรักภักดีโดยไม่ทำอะไรที่เป็นคุณประโยชน์ให้
ได้แต่กล่าวประณามคนอื่นว่า จงรักภักดีไม่เท่าตน หรือสาดคดีหมิ่นฯ เข้าใส่
จนสุดท้ายสถาบันต้องเป็นผู้รับผิดชอบทางสังคมแทนนั้น สุดท้ายคือ
ผู้ที่ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์มากที่สุด


รวมทั้งคนที่อ้างตัวว่าเป็นประชาธิปไตย แล้วทำลายคนอื่นด้วยข้อหา “ล้มเจ้า” อย่างสามานย์นั่นด้วย

การรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเหมาะสมคือการ อนุวัตรไปตามโลก โดยรักษาแก่น
ไว้ให้มั่นคง ไม่ใช่ลืมตาตื่นขึ้นก็มองหาว่าใครจะเป็นเหยื่อในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้บ้าง


ความจริงก็คือ มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยในขณะนี้ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของสถาบัน
โดยไม่ได้มุ่งหมายจะโค่นล้มหรือทำอันตรายใดๆ เพราะสามปีที่ผ่านมานี้มีการกล่าวอ้างสถาบัน
เพื่อการเมืองจนสังคมสับสนหากเปิดโอกาสให้ถามและตอบอย่างวิญญูชน แทนที่จะอ้าง
กฎหมายหมิ่นฯ มาฟาดฟันกันอย่างที่เป็นอยู่ ว่าเราจะประคองสถาบันให้ผ่านช่วงเวลา
ที่ยากลำบากนี้อย่างไร ผมเชื่อว่าจะเป็นคุณกับประเทศชาติมากกว่า

สั่งให้หยุดพฤติกรรมผลักฝ่ายเดียวกันให้เป็นศัตรูเถิดครับ

มองให้เห็นว่าคนที่จะ “ล้มเจ้า” ตัวจริง ก็คือคนที่อวดอ้างความ “รักเจ้า” จนเกินกว่าเหตุ
และสร้างผลลัพธ์ในทางกลับกันเถิดครับ

เลิกสนุกสนานกับบทบาท “ผู้เล่น” กลับขึ้นไปเป็น “กรรมการผู้ทรงเกียรติ” ดังเดิมเถิดครับ

ใช้ตัวแทนวัฒนธรรมใหม่อย่างคุณทักษิณให้เป็น เพื่อบริหารบ้านเมืองในระยะเปลี่ยนผ่าน
ที่ต้องใช้ทั้งภูมิปัญญาเดิมและภูมิปัญญาใหม่ผสมผสานกัน อย่าคิดกำจัดเพียงเพราะ
คุมโมหะจริตไม่อยู่เลยครับ

ชมคนที่ควรชม ข่มคนที่ควรข่ม

และทำในสิ่งที่ควรทำ

ผมขอตราไว้ตรงนี้ว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ได้ช่วยอะไรสถาบันพระมหากษัตริย์ได้เลย
ความเข้าใจถูกหรือผิดต่อสถาบัน กระทำได้อย่างยั่งยืนไม่ใช่ด้วยลมปากของใคร
แต่ด้วยสิ่งที่คนไทยทั่วประเทศและทั่วโลกเขามองเห็นอยู่จริง

ถ้าตั้งมั่นอยู่ในธรรมแล้ว อย่าได้หวั่นกลัวสิ่งใด เว้นแต่เงาของตนเอง

เพราะในบ้านนี้เมืองนี้ ผลกระทบใดๆ ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ย่อมมาจาก
สถาบันพระมหากษัตริย์เองเท่านั้น.


จักรภพ เพ็ญแข

คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร”
Thai Red News ฉบับที่ 45

http://www.sudipan.net/phpBB2/viewtopic.php?p=37468

ชื่อหนังสือ ปรากฏการณ์สนธิ จากเสื้อสีเหลืองถึงผ้าพันคอสีฟ้า


โดย คำนูณ สิทธิสมาน

สำนักพิมพ์ บ้านพระอาทิตย์

พิมพ์รวมเล่ม ครั้งที่ 3 : พฤศจิกายน 2549, 328 หน้า

ราคา 320 บาท

ISBN 974-94609-7-9



หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่สมบูรณ์ในรูปแบบของเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เบื้องหลังของ
กระบวนการตัดสินใจในทุกขั้นตอน รวมไปถึงปรัชญาของเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
และปรัชญาของประเด็นการต่อสู้แต่ละเรื่อง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยมีผู้เขียนที่เป็นทั้งตัวละคร
และเป็นทั้งพยานในเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ และการตัดสินใจที่จะต่อสู้กับทักษิณ
และระบอบทักษิณนั้น ถือเป็น ประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยของกระบวนการต่อสู้กับ
ทักษิณและระบอบของเขา

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ