ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 9:19 am

ต่อไปนี้เป็นประเด็นหลักที่จะให้ท่านผู้อ่านได้เทียบเคียงเหตุการณ์ระหว่างประเทศเวียดนามกับประเทศไทยในปัจจุบันว่ามีความคล้ายคลึง หรือแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด

๑. การปิดบังข่าวสารที่เกิดขึ้นจริง จากสื่อมวลชนหลายแขนงพร้อมๆกัน
๒. การจัดรายการโจมตีองค์กรปกครองคณะสงฆ์ ทางโทรทัศน์ วิทยุ
๓. มีการสนับสนุนขบวนการทำลายองค์กรปกครองคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนา
๔. มีการจัดตั้ง หรือยกย่องเชิดชูพระภิกษุในพระพุทธศาสนาที่เป็นพรรคพวกของตนออกมาต่อต้าน และสร้างภาพต่อสังคมว่าพวกตนกระทำถูกต้อง
๕. มีการสนับสนุนปกป้อง ทั้งทางกฎหมาย และนอกกฎหมายแก่ผู้บ่อนทำลายพระพุทธศาสนาและองค์กรปกครองคณะสงฆ์
๖. รัฐบาลอยู่ภายใต้นโยบายของสหรัฐอเมริกา
๗. ผู้ทรงอิทธิพลในคณะรัฐบาล และ/หรือต่อรัฐบาล เป็นคริสเตียน
๘. ผู้ร่วมโจมตีพระพุทธศาสนา อดีตได้เป็นผู้ร่วมทำลายพระพุทธศาสนา โดยได้รับการอบรมอุดมการณ์อันเป็นอันตรายต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
๙. มีการใส่ความพระสงฆ์ เหยียดหยาม จาบจ้วง ทำลายพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา
๑๐. ใช้อำนาจ อิทธิพล ละเมิดตัวบทกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ทำลายพุทธศาสนา
๑๑. ใช้อำนาจ อิทธิพลเจ้าหน้าที่ของรัฐ สั่งเก็บเอกสารที่เปิดเผยขบวนการทำลายพุทธศาสนา และแผนการบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ

(ทั้ง ๑๑ ประการที่ยกมานี้เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านได้ใช้วิจารณญาณตรวจสอบด้วยตัวของท่านเองว่าเป็นจริงมากน้อยเพียงใด และจะช่วยกันหาทางป้องกันแก้ไขอย่างไรต่อไป

เนื่องจากจุดจบของประเทศเวียดนาม คือ ไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเทศแตกแยกเป็นสองฝ่าย ฆ่ากันเองตามแผนการอันเป็นเป้าประสงค์ของมหาอำนาจ และสถาบันพระพุทธศาสนาถูกทำลายในที่สุด

แล้วอนาคตของประเทศไทยจะเป็นเช่นไร คงต้องฝากความหวังไว้กับชาวไทยผู้รักประเทศชาติบ้านเมืองทุกท่าน ที่จะช่วยกันป้องกันมิให้เหตุการณ์ที่เกิดอยู่ในขณะนี้ ลุกลามใหญ่โตเป็นประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกต่อไป

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 9:28 am

คำนำ

ชนชาติไทย มีพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติมาแต่โบราณกาล เป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมประเพณี และความสามัคคีของชนในชาติ เป็นหลัก แห่งการปกครองของพระมหากษัตริย์ไทย ยังความร่มเย็นเป็นสุขแก่อาณาประชาราษฎร์มีความอุดมสมบูรณ์ มีความเป็นเสรีภาพมาเป็นพันๆ ปี ก่อนที่ฝรั่งต่างชาติซึ่งมนุษย์ไทยบางกลุ่มบางเหล่า พากันยกย่องว่าเจริญนั้น ยังไม่รู้จัก นุ่งผ้าเสียด้วยซ้ำดังปรากฏเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ไพร่ฟ้าหน้าใส ใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า...” นี่คือสิ่งที่เราชาวไทย ควรภาคภูมิใจในความยิ่งใหญ่ ความเจริญทางด้านวัฒนธรรม และแนวความคิด อันมีพระพุทธศาสนาเป็นหลักชัยของพระมหากษัตริย์ไทย และประชาชน

ด้วยความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร และทรัพยากรธรรมชาติของไทยนี้เอง จึงเป็นที่หมายปองของประเทศมหาอำนาจนักล่าอาณานิคม ซึ่งใช้คริสต์ศาสนาเป็นข้ออ้างในการยึดครองอย่างถาวรกับทุกประเทศในโลก ได้ขยายอิทธิพลสู่เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งประเทศไทยก็รวมอยู่ในแถบนี้ด้วย การรุกเพื่อยึดครองโดยอาศัยคริสต์ศาสนาปรากฏขึ้นอย่างชัดในประวัติศาสตร์ไทย ยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งนำโดยคอนสแตนตินฟอลคอน หรือเจ้าพระยาวิชชาเยน ซึ่งเป็นตัวแทนของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ซึ่งต้องการประเทศไทยเป็นเมืองขึ้น โดย อ้างว่า ให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเปลี่ยนศาสนาจากพุทธศาสนาเป็นคริสต์ ศาสนา ทั้งนี้เนื่องจากหลักคำสอนของคริสเตียนถือว่า “ผู้ที่ไม่นับถือคริสต์ศาสนา คือศัตรูของพระผู้เป็นเจ้า เป็นพวกที่ต้องถูกทำลายล้างให้หมดสิ้นไป” แต่ด้วยพระปรีชาของพระมหากษัตริย์ไทยตลอดมาทุกพระองค์ ดำเนินกุศโลบายต่างประเทศอย่างเฉียบคม โดยมีพระสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลักชัย จึงทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจมาได้โดยตลอด ในขณะที่ทุกประเทศแถบเอเซียใต้ล้วนตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งต่างชาติทั้งสิ้น นี่คือพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ และสังฆานุภาพ อันเป็นศูนย์รวมแห่งความสามัคคี ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมของสังคมไทย ดังนั้นการจะยึดครองประเทศไทยให้ได้จึงต้องบ่อนทำลายหลักธรรม และองค์กรพระพุทธศาสนาเท่านั้น

ความพ่ายแพ้จากสงครามเวียตนามใต้ของประเทศมหาอำนาจนั้น ส่งผลให้ประเทศมหาอำนาจนั้นสูญเสียศักยภาพทางเศรษฐกิจ และการทหารในภูมิภาคนี้เป็นอย่างยิ่ง บทเรียนของการพ่ายแพ้ครั้งนี้มีบทสรุปว่า “การยึดครองที่ถาวรนั้น มิอาจได้มาด้วยอาวุธ การยึดครองอย่างเบ็ดเสร็จถาวร โดยผู้ถูกยึดครองจะสยบยอมพร้อมอยู่ใต้อำนาจ และสนองความต้องการผู้ยึดครองได้เสมือนดั่งทาส คือการยึดครองพื้นที่ทางสมองเท่านั้น” จึงมีการค้นคว้าและวิจัยในโครงการหนึ่งเรียกว่า “Change Human Mankind Project” ซึ่งเป็นต้นแบบของแผน “ONE WORLD ORDER” ที่ประเทศมหาอำนาจใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งคนไทยเรียกว่า “โลกาภิวัฒน์” อันหมายถึงประเทศทุกประเทศในโลกจะถูกปกครองโดยประเทศมหาอำนาจประเทศนี้เท่านั้น


ในช่วงของปี ๒๕๒๕ ได้มีการนำโครงการ Change Human Mankind Project มาประสานรวมกับคำสั่งประมุขศาสนาคริสต์ซึ่งเรียกว่า VATICAN COUNCIL 2 ซึ่งเป็นแผนงานที่มีจุดประสงค์ ในการกลืนพระพุทธศาสนา ให้เป็นคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค ทั้ง ๒ แผนนี้ได้ใช้ปฏิบัติการในประเทศไทย มีหลักฐานยืนยันปฏิบัติการนั้น ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายในการแบ่งผลประโยชน์ อันจะได้รับจากการยึดครองเศรษฐกิจ ของประชาชน และประเทศชาติ ทั้งนี้ได้จัดกลุ่มองค์กร บุคลากรเข้าแทรกซึมเข้าสู่พระพุทธศาสนา เพื่อทำให้คลาดเคลื่อนจากพระธรรม คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นลักษณะคล้ายกับเชื้อโรคร้ายแรง ที่แทรกระบาดทำลายพระพุทธศาสนา หากจะเรียกก็คงไม่ผิดไปจากคำว่า “ไวรัสศาสนา” อันเป็นมหันตภัยอย่างร้ายแรง สำหรับสถาบันศาสนาอันเป็นหลักแห่งความมั่นคงของชาติ ซึ่งกลุ่ม “ไวรัสศาสนา” ได้แพร่เชื้อขยายพันธ์ เข้าทำลายองค์กรปกครองคณะสงฆ์ โดยมีเป้าประสงค์ ในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย อันพระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานแผ่นดินให้ทั้งประเทศเป็นดินแดนพระพุทธศาสนา จึงเรียกว่าสังฆมลฑล มีกฎหมายรับรองอำนาจไว้ชัด มีองค์สมเด็จพระสังฆราชปกครองและบัญชาการ แต่ขบวนการล้มพุทธ โดยกลุ่มไวรัสศาสนา ได้ใช้อิทธิพลทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้อำนาจครอบงำบังคับพระภิกษุในพุทธศาสนา ป้อนยาพิษทางสมองให้กับประชาชน และเยาวชนไทย โดยยึดครองกระทรวงศึกษาธิการอันหมายถึงมหันตภัยของชาติในอนาคต การดำเนินการตามแผนประสานดังกล่าวนั้น จะเห็นได้โดยปกติในปัจจุบัน(พ.ศ.๒๕๔๒) ว่าประเทศไทยของเรานี้อยู่ในสภาพเช่นไร

ดังนั้น ข้อมูลที่แท้จริงซึ่งได้นำเสนอต่อท่านผู้อ่านนี้ ก็เพื่อให้เราซึ่งเป็นประชาชนคนไทยได้รับรู้ และเป็นพยานทางประวัติศาสตร์ว่าด้วยเหตุและปัจจัย ข้อแท้จริงใด ซึ่งทำให้เกิดมหันตภัยขึ้นในประเทศอันเป็นที่รักของเรา และใคร อะไร ? คือต้นเหตุที่ทำให้เกิดขึ้นนั้น ฉะนั้น สิ่งที่ท่านจะได้รับรู้รับทราบต่อไปนี้ คือความจริงที่มีอยู่จริง และเป็นจริง ไม่ต้องหาสมการใดพิสูจน์อีกต่อไป จึงมิใช่การหมิ่นประมาท หรือทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือองค์กรใด แต่เป็นข้อมูล หรือคู่มือย้ำเตือนพุทธศาสนิกชนไทย ให้หาทางป้องกัน “ไวรัสศาสนา” อันเป็นมหันตภัยของชาวพุทธโดยเร็วที่สุด

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 9:32 am

สถาบันชาติ พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์
คือความมั่นคงของชาติ

พุทธศาสนาคู่ไทยนับแต่สมัยพุทธกาล

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันสามารถขุดค้นและพิสูจน์ได้นั้น สามารถยืนยันได้ว่าชน “ชาติไทย” มีความเจริญก้าวหน้า มากกว่าชนชาติใด มาตั้งแต่ยุคหินเก่าเป็นต้นมา (หลักฐาน บ้านคูบัว จ.ราชบุรี) และสืบสานการปกครอง เป็นระบอบกษัตริย์ สืบเนื่องยาวนาน มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษาพูดภาษาเขียน วิทยาการเป็นของไทย อย่างเป็นเอกเทศตลอดมา เกินกว่า ๖๗,๐๐๐ปี หรือเก่าแก่เกินกว่านั้น (รายละเอียดในหนังสือ แผ่นดินข้า ชื่อว่าไทย...โดยผู้เขียน) จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทำให้เราสามารถทราบได้ถึงความเกี่ยวข้อง ทางด้านลัทธิความเชื่อ และศาสนา ของชนชาติไทยว่า มีวิวัฒนาการมาอย่างไร ในส่วนของพระพุทธศาสนา กับชนชาติไทยนั้น มีปรากฏในสมัยพุทธกาล รวมไปถึงในพระไตรปิฎกบาลีเถรวาท อันใช้เป็นหลักในการสั่งสอนพระภิกษุสงฆ์ไทย ในปัจจุบันเสียด้วย ซึ่งได้กล่าวถึงพระอรหันต์เถรเจ้า ซึ่งได้ อุปสมบทแบบ “เอหิภิกขุ อุปสัมปทา” เป็นคนไทยเมืองปราณบุรี ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า สุนาปรันตกา (อำเภอปราณบุรี จ.ประจวบ ในปัจจุบัน) พระอรหันต์ท่านนั้นมีนามว่า “พระปุณณมหาเถร” ปรากฏในพระไตรปิฎก “จณฺฑา โข ปุณฺณ สุนาปรนฺตกา” ซึ่งปราณบุรี มีระยะทางห่างจากชมพูทวีป ประมาณ ๔๘๐๐ กิโลเมตร (๓๐๐ โยชน์ หรือ ๑๒๐,๐๐๐เส้น) ตามประวัติมีดังนี้

“ได้ยินว่า สุนารันตรัฐ ณ บ้านพ่อค้าพาณิชยคามแห่งหนึ่ง มีพี่น้องชาย ๒ คน นำเกวียน ๕๐๐ ไปค้าขาย ครั้งได้นำสินค้าไปขายถึงกรุงสาวัตถี ได้พักขบวนเกวียนสินค้าไม่ไกลจากเชตวันวิหาร อันเป็นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับ ณ ที่นั้น ก็ สมัยนั้น ชาวเมืองสาวัตถี บริโภคอาหารเช้าแล้ว อธิษฐานองค์อุโบสถศีล มีผ้าห่มขาว มีมือถือของหอม และดอกไม้เป็นต้น เพื่อไปกราบนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเขาเห็นคนเหล่านั้น จึงถามและได้ทราบว่า บัดนี้ได้มีพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า บังเกิดขึ้นในโลกแล้ว จึงติดตามไปเฝ้าพระพุทธองค์ พี่ชายเมื่อได้ฟังธรรมก็มีศรัทธา ประสงค์จะบวชในพระพุทธศาสนา จึงมอบสมบัติทั้งสิ้นให้น้องชาย และบรรพชา โดยมี พระอุบาลีมหาเถร เป็นผู้ให้สรณะ พระอานนท์ เป็นอุปฌายะ โดยกล่าวคำว่า “เอหิภิกขุ อุปสัมปทา” หลังจากได้ปฏิบัติจนได้บรรลุอรหันต์แล้ว จึงเดินทางกลับมายังสุนารันตรัฐ (ปราณบุรี) ได้เทศนาสั่งสอน ให้ผู้คนอุปสมบทและบรรลุอรหันต์ถึง ๕๐๐ รูป และท่านปุณณะได้อาศัยอยู่ ณ ถ้ำราชบุรี (ปรากฏเป็นหลักฐานในปัจจุบันเรียกว่าถ้ำเขางู) ท่านปุณณะได้เทศนาไว้หลายแห่ง ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกเกี่ยวกับเทศนาของท่านชื่อว่า นิธิกัณฑสูตร

ในพุทธพัสสา ๒๒ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมายังสุนาปรันตทม พริบพรี(เพชรบุรี) เพื่อเยี่ยมพระปุณณมหาเถระ และพุทธสาวก ณ ที่นี้ และศาสนาพุทธเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของพระมหากษัตริย์ สืบมานับแต่นั้น

ในปี พ.ศ.๒๓๘ พระอรหันต์ ๕ องค์ คือ พระโสณะ พระฌานียะ พระอุตตระ พระมูนียะ จากชมพูทวีปในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ได้เดินทางมายังราชบุรี เพราะพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรือง ณ แดนนี้แล้ว ซึ่งขณะนั้นเป็นสมัยของขุนโลกลว้า (ไททวา) ซึ่งเป็นพุทธมามกะ ได้พระราชทานที่ดินเป็นวิสุงคามสีมา ให้เป็นที่สร้างพระปฐมเจดีย์ปัจจุบัน ปรากฏเป็นหลักฐานในศิลาจารึกว่า

“โลกกนลว้า ก้านตาเทวี ทั้งสองสู้ส้าง วัดสีมหาธาตุแดนลว้า คนไททวา เมืองไทให้อรหัน องโสภณ ฌานีย ภูริย อุตร มูนิย ปี ๒๓๘ เดือน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เป็นพุทธบูชาเทญ”

ความเป็นพุทธมามกะของพระมหากษัตริย์ไทย สืบเนื่องต่อกันมาจนเป็นพระราชประเพณี ขนบธรรมเนียม ต่อชาวไทยจวบจนสมัยของ ขุนนาวนำถม เป็นกษัตริย์ปกครองเมืองราชบุรี (ตามศิลาจารึกสุโขทัยเรียกว่า เมืองราด) จึ่งพากองทัพสหายเจ้าเมืองท่าสองยาง (อยู่ในเมืองเพชรบุรี ตามศิลาจารึกสุโขทัยเรียกว่า เมืองบางยาง) คือขุนบางกลางท่าว เดินทัพบนสันเขาตะนาวศรี นำทัพไทยตีขอมที่สุโขทัย แล้วสร้างเมืองสวรรคโลก ขุนทั้งสองได้ร่วมกันปลูกไม้บริสุทธิ์ศิริมาลา (จำปาขาว) ไว้เป็นที่หมายมิตรนิรันดร์ แต่นั้น ขุนบางกลางท่าว ตั้งวงศ์สยามนับแต่นั้น ขุนนาวนำถมนำทัพกลับเมืองราชบุรี เขตสองนครติดชิดกันนับแต่นั้น จากจารึกทางประวัติศาสตร์ทำให้เราได้ประจักษ์ว่า พระพุทธศาสนากับชนชาติไทยได้สืบสาน ต่อเนื่องยาวนานนับแต่ครั้งพุทธกาล ผู้พันต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด ทั้งแนวการปกครอง ของพระมหากษัตริย์ที่ใช้เมตตาอันเป็นหลักธรรมในพระพุทธศาสนา มาใช้กับประชาชน จึงเรียกว่า “พ่อขุน” ซึ่งเป็นระบบที่ไม่ได้นำมาจากการปกครองของขอม ที่ใช้ระบบเทวาหรือสมมุติเทพตามลัทธิพราหมณ์ ในยุคสมัยเดียวกัน จึงทำให้ประชาชนไทย และสยามในยุคนั้นมีความรักและผูกพันต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเนื่องมาจากการใช้หลักธรรมในพุทธศาสนาเป็นตัวประสาน ประชาชนในชาติล้วนสามัคคีเนื่องมาแต่ประเพณี ซึ่งมีพระสงฆ์เป็นผู้นำทางสั่งสอนแนวศีลธรรม แก่กุลบุตรธิดา ทั้งสิ้น จึงจะเห็นได้จากโบราณวัตถุของยุคนี้ อ่อนช้อยนิ่มนวล บ่งบอกถึงความสุข สงบ สุขสมบูรณ์ ของคนในชาติอันมีพระพุทธศาสนาเป็นหลักชัยได้เป็นอย่างดี

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 9:42 am

การทำลายพระพุทธศาสนาคือการทำลายความเป็นชาติ


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ที่พุทธศาสนิกชนคนไทยควรพึงสังวรไว้ก็คือ เมื่อใดก็ตามที่พระพุทธศาสนาถูกทำลาย เมื่อนั้นความพินาศย่อยยับจักเกิดขึ้นในชาตินั้นๆ ประชาชนและคนในชาติจะไม่มีโอกาสได้อยู่อย่างเป็นปกติสุข ตัวอย่างมีให้เห็นอย่างง่ายๆ ก็คือ ประเทศอินเดียอันเป็นต้น กำเนิดของพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมของอารยธรรม ปรัชญา ความรู้สรรพวิชาทั้งปวง ยิ่งกว่าชาติใดในอดีต แต่เมื่อผู้นำประเทศอินเดีย ได้ทำลายพระพุทธศาสนาทุกวิถีทาง ให้สิ้นจากอินเดีย ผลที่ตามมาก็คือ อินเดียตกเป็นเมืองขึ้น ของอังกฤษถึง ๑๐๐ปี และตราบเท่าปัจจุบันนี้ (พ.ศ.๒๕๔๒) ประเทศอินเดียก็ยังหาความเจริญใดๆ เทียบเท่าแม้ในสมัยโบราณยังไม่ได้ สถาบันกษัตริย์สูญสิ้นไป อย่างไม่มีวันหวลกลับมาชั่วกาลปาวสาน สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ประเทศจะต้องถูกแบ่งออกเป็นชิ้นๆ จะไม่มีวันรวมกันเป็นชาติเดียวเหมือนเดิม นี่คือผลของการทำลายพระพุทธศาสนา ที่เห็นเป็นตัวอย่างได้ชัดแจ้ง เป็นประจักษ์พยานถึงความล่มสลายในปัจจุบัน

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือประเทศเกาหลี แต่เดิมก็มีพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติมาแต่โบราณ มีสถาบันกษัตริย์ปกครองประชาชน ให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความสงบและสันติ เป็นแผ่นดินชาติเดียว ไม่มีเหนือใต้ แต่เมื่อสถาบันพระพุทธศาสนาทำลายลง ทำให้ประเทศแบ่งเป็นสองส่วน คือ ส่วนเหนือและส่วนใต้ ความสงบสุขไม่มีเหมือนแต่ก่อน

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 9:44 am

การทำลายพุทธศาสนา คือการล้มล้าง
สถาบันพระมหากษัตริย์

พระมหากษัตริย์ไทยแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่ทรง พระปรีชา ตระหนักถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนา คือ ศูนย์รวมแห่งความสามัคคีของชนในชาติ วัดเป็นที่อบรมบ่มนิสัยให้กับประชาชน โดยมีพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา ถ่ายทอดศีลธรรมเป็นหลักประจำใจ แก่กุลบุตรกุลธิดา ให้เป็นประชาชนที่ดีของประเทศ ชายไทยที่ได้เข้ารับการศึกษา อบรมบ่มนิสัยด้วยการบวชเรียน ศึกษาพระธรรมวินัย ประพฤติปฏิบัติสมาธิจิต กลาย เป็นหัวหน้าครอบครัว ผู้นำและ นักรบผู้กล้าผู้รักษาแผ่นดินไทย ให้ยั่งยืนสถาพร มีเอกราช ทำให้ยากในการเข้ายึดครองของต่างชาติต่างศาสนาสืบมา ทั้งสามสถาบันจึงผูกพันแน่นเหนียวเป็นหนึ่งเดียวกัน และนี่แหละคือความสัมพันธ์อันเปรียบเสมือนจิตวิญญาณของชนชาติไทย สิ่งที่เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการเรียกเก็บ "ส่วยพระเจ้า ร้อยละสิบ" จะเป็นไปไม่ได้เลย หากไม่ทำลายพระพุทธศาสนา อันเป็นฐานรากของการปกครอง ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ของประเทศที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

ความสำคัญของพระพุทธศาสนานั้น มีความสำคัญต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตย์เป็นอย่างยิ่ง ประเทศที่ต้องสูญเสียสถาบันพระมหากษัตริย์ จากการทำลายพระพุทธศาสนาโดยการกระทำของคริสเตียนโรมันคาทอลิค เพื่อให้พุทธบริษัทและประชาชนไทยพึงระวัง ต้องขอเรียนต่อท่านผู้อ่านไว้ล่วงหน้าว่า นี่ไม่ใช่เป็นการสร้างกระแส ให้เกิดความเกลียดชังคริสต์ศาสนา แต่นี่คือประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง เป็นความจริง ที่ไม่อาจบิดเบือน สามารถอ้างอิงเทียบเคียงได้ทุกชาติ และที่เหนืออื่นใดประเทศไทยเรามีองค์พระมหากษัตริย์อันทรงพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะเนื่องจากพฤติกรรมลักษณะเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา มหาเถรสมาคม พระเถรานุเถระ และองค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทยในขณะนี้ (พ.ศ. ๒๕๔๑-๒๕๔๒) เป็นลักษณะเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเวียตนามเพื่อนบ้านของเราในอดีตเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งประเทศเวียตนาม เป็นประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่เมื่อพระพุทธศาสนาถูกถอดออกจากการเป็นศาสนาประจำชาติ อักษรภาษาเขียนของเวียตนามก็สูญหายไป สถาบันกษัตริย์ถูกโค่นล้ม ประเทศที่สวยงามสงบกลายเป็นสนามรบ บ้านแตกสาแหรกขาดกระสานซ่านเซ็น ประชาชนในชาติต้องฆ่าฟันกันเองล้มตายเป็นล้านๆ คน เพื่อผลประโยชน์ของใครกันแน่ ลองมาพิจารณาดูเป็นบทเรียน ว่าแท้จริงแล้วมีสาเหตุและความเป็นมาอย่างไร ?

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 9:53 am



Religious Colony "เมืองขึ้นทางศาสนา"


ประเทศเวียตนาม เป็นอาณาจักรโบราณที่สืบเนื่องมาจากอาณาจักร "จามปา" หรือ "เจนละ" ในยุคกรุงศรีอยุธยาทางประวัติศาสตร์เรียกชนเวียตนามนี้ว่า "ญวน" มีสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นประมุข และพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ ปรากฏพระพุทธรูป และโบราณพุทธศาสนสถานอายุพันปี เป็นหลักฐาน ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์ของเวียตนาม กับประเทศไทยที่เด่นชัดที่สุด จะอยู่ในช่วงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์ราชชวงศ์จักรี คือ เมื่อประมาณ ๒๐๐ กว่าปีมานี้เอง ประเทศเวียตนาม เกิดการกบฏ กษัตริย์ของเวียตนามชื่อ "องเชียงสือ" ได้ลี้ภัยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ซึ่งสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ได้ทรงพระราชทานกองทัพไทยพร้อมกับอาวุธ ให้กลับไปกู้ชาติเวียตนามและปราบกบฏไกเซิน จากการรบอันเข้มแข็ง และการบัญชาการของกองทัพทหารไทยทำให้กลุ่มกบฏไกเซิน พ่ายแพ้แตกหนีกระจัดกระจายไปอยู่ทางภาคใต้ของประเทศ องเชียงสือจึงประกาศพระองค์ เป็นจักรพรรดิกษัตริย์เวียตนาม พระนามว่า "จักรพรรดิยาลอง" อันเป็นต้นราชวงศ์ยาลอง ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่ "เมืองฮานอย" ซึ่งอยู่ตอนเหนือของประเทศ พร้อมกับขอพระราชทานข้าราชการไทยผู้มีความสามารถในการบริหารแผ่นดินจากกรุงรัตนโกสินทร์ ไปช่วยบริหารราชการแผ่นดินของประเทศเวียตนามอีกด้วย

ในประเทศเวียตนามขณะนั้น ได้มีคณะมิชชันนารีโรมันคาทอลิคชาวฝรั่งเศส ได้ไปเผยแพร่ศาสนา และทำการค้าจำนวนหนึ่ง อาศัยอยู่แถบชายฝั่ง เพื่อการสะดวกสำหรับค้าขายกับจีน พร้อมกันนั้นก็ทำการค้ากับทางภาคใต้ของเวียตนามคือเมืองเว้ อันเป็นที่พักสินค้าซึ่งส่งมาจากฝรั่งเศส ด้วยในช่วงกลางสมัยของจักรพรรดิยาลอง กลุ่มกบฏไกเซิน ที่ถูกปราบปรามและหนีลงสู่ภาคใต้นั้น ได้ยุยงเชื้อสายกษัตริย์ราชวงศ์ เกวี๋ยน ซึ่งอยู่ในเมืองเว้ ให้ก่อการกบฏ จักรพรรดิยาลองจึงส่งกองทัพจากกรุงฮานอย ซึ่งอยู่ด้านเหนือลงมาปราบปราม แต่เนื่องจากว่าหนทางจากฮานอยลงสู่ภาคใต้นั้นทุรกันดาร ต้องข้ามเขารกชัฏ และป่าดงดิบ ทหารส่วนใหญ่ก็เป็นไข้ป่าตายเสียมาก คณะมิชชันนารีโรมันคาทอลิคฝรั่งเศสซึ่งอยู่ในกรุงฮานอย จึงยื่นข้อเสนอว่าจะรับปราบกบฏให้ แต่จักรพรรดิยาลองจะต้องอนุญาตให้พวกมิชชันนารีฝรั่งเศสประกาศศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิคได้ทั่วประเทศเวียตนาม และมีสิทธิพิเศษที่จะสามารถลงโทษประหารชีวิตได้ ซึ่งจักรพรรดิยาลองก็ทรงอนุญาต มิชชันนารีฝรั่งเศสจึงทำหนังสือไปยังรัฐบาลฝรั่งเศสเพื่อขอกองทัพและอาวุธมาทำการปราบปรามกบฏในเมืองเว้ ซึ่งแน่นอนที่สุดเพราะฝรั่งเศสขณะนั้นจัดว่าเป็นประเทศมหาอำนาจและมีอาวุธที่ทันสมัย ในชั่วเวลาไม่ถึง ๓ เดือนกบฏไกเซิน ในเมืองเว้ก็ราบคาบ ตามบันทึกประวัติศาสตร์กล่าวว่ากบฏไกเซินล้วนเป็นผู้ที่นับถือพุทธศาสนาและใช้ผ้าเหลืองโพกศีรษะเป็นเครื่องหมาย ในเมืองเว้สมเด็จสังฆราชเวียตนามประทับอยู่ที่นี่ ดังนั้นจึงเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาในภาคใต้ของประเทศเวียตนามยุคนั้นด้วย นี่คือจุดเริ่มต้นของการเผยแพร่คริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค ในประเทศเวียตนามอย่างเป็นรูปธรรมในเมืองเว้และภาคใต้ของเวียตนาม สำหรับกองทัพฝรั่งเศสที่มาช่วยทำการปราบกบฏนั้นก็คงอาศัยพำนักอยู่ในเวียตนามอย่างถาวร และส่วนหนึ่งก็เข้ารับราชการในกองทัพของเวียตนามด้วย ทางฝ่ายมิชชันนารีได้รณรงค์เผยแพร่ศาสนาอย่างรวมเร็ว ส่วนกองทัพฝรั่งเศสที่อยู่ในส่วนราชการของเวียตนามก็ขยายเครือข่ายอิทธิพลครอบคลุมกองทัพ เวียตนามได้ส่วนหนึ่ง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าโดยธรรมชาติของการเผยแพร่ศาสนาของมิชชันนารีโรมันคาทอลิคนั้น เบื้องหลังก็คือการยึดครองประเทศที่ตนเองเข้าไปอาศัยอยู่นั้นเป็นเมืองขึ้น ซึ่งได้เคยเกิดขึ้นในประเทศสยามมา หลายครั้ง ทั้งนี้ก็มิได้พ้นสายตาของจักรพรรดิยาลอง และเหล่าทหารเวียตนาม ผู้รักชาติแต่อย่างใด

เมื่อสิ้นจักรพรรดิยาลอง กษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ มิชชันนารีโรมันคาทอลิคฝรั่งเศส ได้ก่อการกบฏขึ้นโดยมีชาวเวียตนามที่เข้ารีตเป็นคริสเตียนให้ความร่วมมือ พร้อมทหารฝรั่งเศสที่รับราชการอยู่ในกองทัพเวียตนาม ทำการพร้อมกันทั้งในกรุงฮานอยซึ่งอยู่ทางเหนือและเมืองเว้ภาคใต้ ทั้งนี้เพราะเชื่อจากประสพการณ์เดิมว่า กองทัพเวียตนาม คงไม่สามารถปราบปรามได้เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในครั้งก่อน ทหารที่นับถือคริสเตียนโรมันคาทอลิค ได้ทำการเผาวัด และฆ่าพระสงฆ์ในพุทธศาสนาเป็นจำนวนมากมาย ยังความเจ็บแค้น ให้กับพุทธบริษัทชาวเวียตนามเป็นอย่างยิ่ง จึงทำการต่อต้านอย่างสุดชีวิตทั่วประเทศทั้งเหนือใต้ ตั้งเป็นกองทัพชาวพุทธขึ้นโดยไม่รอกองทัพเวียตนามมาช่วย เนื่องจากกษัตริย์เวียตนามพระองค์นี้ ฉลาดและรู้เล่ห์กลของพวกสอนศาสนาโรมันคาทอลิคนี้ได้ พร้อมด้วยทหารเวียตนามที่นับถือพุทธ ได้เตรียมพร้อมรับเหตุการณ์นี้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น จึงสามารถปราบปรามได้ในเวลาไม่นาน กองทัพฝรั่งเศส และพวกมิชชันนารีรวมทั้งพวกเวียตนามที่เข้ารีตโรมันคาทอลิค พ่ายแพ้หลบหนีกระจัดกระจาย หนีตายเข้าสู่ประเทศไทย พร้อมบาทหลวงซังซาเวีย และด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทย ก็ทรงพระราชทานที่ดินให้เป็นที่อาศัยของคนเหล่านี้ (กลายเป็นหมู่บ้านญวนสามเสน) ซึ่งมิชชันนารีเหล่านี้ เองก็ได้ถือโอกาสความมีเสรีภาพและพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทย ยึดพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเป็นที่ประกาศศาสนา โดยมีเชียงใหม่เป็นฐานที่ตั้ง (ซึ่งผู้เข้ารีตกลุ่มนี้ ได้ทำการสร้างสถานการณ์ทำลาย ใส่ความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่บ้านเมือง และทางสงฆ์ให้ลงโทษพระสุปฏิปันโนของไทย คือครูบาศรีวิชัย ผู้สร้างพระธาตุดอยสุเทพ ทุกวิถีทางอันเป็นเหตุให้ท่านมรณะภาพ ในวัยอันไม่สมควร) และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวียตนาม จัดเป็นสงครามศาสนาครั้งแรกที่เกิดขึ้น ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และด้วยความสามัคคีของพุทธบริษัทเวียตนาม ทำให้เหล่านักล่าเมือง ขึ้นโรมันคาทอลิคเข็ดขยาดไป ประเทศเวียตนาม สถาบันพระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมด้วยประชาชนจึงอยู่เป็นสุขสืบมา



"ผู้ที่เชื่อและได้เปลี่ยนเป็นชาวคริสต์จะรอด ผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้า จะต้องถูกพิพากษาลงโทษ" นี่คือคำสั่งสอนอันปรากฏอยู่ใน มารโก บทที่ 16 ข้อ 15/16 ซึ่งชาวคริสต์โรมันคาทอลิค ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การกำจัด ผู้ที่ไม่นับถือในพระเจ้าของชาวคริสต์ให้สิ้นไป ถือว่า เป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นบุคคลพวกนี้จึงมิได้สำนึกว่าตนเองนั้นได้กระทำบาปกรรมมหาศาล ต่อประชาชนชาวเวียตนาม ความต้องการยึดครองดินแดนและประกาศศาสนา เพื่อให้ประเทศเวียตนามเป็นดินแดนคริสเตียนโรมันคาทอลิคมิได้จางหายไป แต่กลับเพิ่มพูนด้วยความอาฆาตที่มีต่อพุทธบริษัทชาวเวียตนาม เพียงแต่รอเวลาเพื่อล้างแค้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมว่าจะมาถึงเมื่อไรเท่านั้น และไม่นานเกินรอเพียง ๓๐ กว่าปี หลังจากนั้น กองทัพฝรั่งเศสนำด้วยบาทหลวงโรมันคาทอลิคก็สามารถยึดประเทศเวียตนามได้ทั้งหมด โดยความร่วมมือของชาวเวียตนามที่เข้ารีตนับถือคริสต์เตียนโรมันคาทอลิค ซึ่งมีความเชื่อว่า การขายชาติให้กับบาทหลวง คือคำสั่งของพระเจ้า ผู้ที่ไม่นับถือพระเจ้า คือพวกซาตานต้องกำจัดให้สิ้นไปจากแผ่นดิน ตามที่กล่าวเป็นคำสั่งสอนไว้ในคัมภีร์ไบเบิ้ล ระบบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นพระประมุขของเวียตนาม ถูกจัดให้เป็นบุคคลประเภทสอง โดยมีชาวฝรั่งเศสเป็นผู้บริหารประเทศ และระบบราชการถูกเปลี่ยนใหม่ มีไว้สำหรับชาวเวียตนามที่นับถือคริสเตียนโรมันคาทอลิคเท่านั้น โดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งจัดว่าเป็นส่วนสำคัญ และเป็นเมืองท่าของเวียตนาม กองทัพฝรั่งเศส โดยคำแนะนำของบาทหลวงโรมันคาทอลิค ได้บังคับให้จักรพรรดิออกพระราชกฤษฏีกา เรียกว่า "พระราชกฤษฏีกา ฉบับที่๑๐" ให้ยกศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิคเป็นศาสนาประจำชาติ และให้พุทธศาสนา เป็นสิ่งต้องห้าม เป็นศาสนาของชนกลุ่มน้อย หรือพวกกรรมกรชนชั้นต่ำ พร้อมกับกำหนดให้พระพุทธศาสนาทั้งศาสนา มีสภาพเป็นเพียงสมาคมเอกชนตามธรรมดา ซึ่งหากสมาคมเหล่านี้ จะจัดกิจกรรมใดๆ เช่นทอดกฐิน จัดเทศน์ ทำบุญออกพรรษา ต้องขออนุญาต จะจัดงานบุญถือศีล หรือนั่งกรรมฐานวิปัสสนา ถือว่ามีความผิดฐานร่วมกันชุมนุมต่อต้านรัฐบาล

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 9:56 am

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้จึงทำให้วัดวาอาราม พุทธสถานถูกรื้อและเผาทิ้งทำลายเสียมากต่อมาก ฝรั่งเศสเอาไฟสุมพระพุทธรูป เพื่อเอาทองคำไป ทำเป็นแท่งส่งไปให้บาทหลวงบ้าง เป็นสมบัติของตนเองบ้าง พระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา ถูกลอบฆ่าบ้าง ถูกจับสึกให้ไปเป็นกรรมกรท่าเรือบ้าง วัดพุทธศาสนาในภาคใต้ที่เป็นวัดใหญ่ ก็ถูกดัดแปลงเป็นโบสถ์คริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค พร้อมกันนั้นได้ออกกฎหมายบังคับ ส่วนภาคใต้ ห้ามประชาชนหรือบริษัทจ้างพุทธศาสนิกชนเป็นลูกจ้างที่มีค่าจ้างเด็ดขาด ยกเว้นจะจ่ายเป็นอาหารสองมื้อเท่านั้น แต่ส่วนในภาคเหนือนั้น ใกล้หูใกล้ตาพระมหากษัตริย์ที่ยังมีผู้จงรักภักดีอยู่ ก็คงยังผ่อนผันบ้าง แต่ก็มีการลอบฆ่าผู้นำพุทธศาสนาอยู่ตลอดเวลา การค้าขายทั้งสิ้น ห้ามชาวพุทธทำกิจการอย่างเด็ดขาด และไม่ให้บาทหลวงรับคนจนเข้ารีตเป็นคริสเตียน ด้วยประการทั้งปวง จึงทำให้ผู้ที่ต้องการมีตำแหน่งทางการเมือง รับราชการทุกหน่วยของเวียตนามในยุคนั้นต้องหันมานับถือคริสเตียนโรมันคาทอลิค ซึ่งจัดเป็นบุคคล ระดับสูงกว่าพระมหากษัตริย์ของเวียตนาม ที่เป็นพุทธมามกะ นี่คือการล้างแค้นอันแสนหฤโหดที่เกิดขึ้น ทำให้พระพุทธศาสนาเริ่มเสื่อมโทรมลง

ด้วยการเข้ายึดครองของโรมันคาทอลิคโดยอาศัยกองทัพฝรั่งเศสเข้าเข่นฆ่าชาวพุทธอย่างกระหายเลือดนี้เอง ทำให้ชาวพุทธในประเทศเวียตนามผู้รักชาติ รวมตัวกันกอบกู้เอกราช ให้กลับคืนมาสู่ประเทศเวียตนาม โดยจัดตั้งเป็นกองกำลัง มีนายพลทหารที่เป็นพุทธศาสนิกชนเป็นหัวหน้า แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มด้วยกันคือ ๑.กลุ่มก๋าวด่าย ๒.กลุ่มหว่าห่าว ทั้งสองกลุ่มนี้ ร่วมกันทำการรบโดยใช้กลยุทธ์ทุกรูปแบบตลอดมา แม้จะสูญเสียชีวิตไปมากมาย ก็มิได้ย่อท้อแต่อย่างใด เพียงเพื่อให้ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ได้กลับมาเป็นเอกราชเช่นเดิมการรบนั้นมีอย่างต่อเนื่องเกือบร้อยปี จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประเทศญี่ปุ่นเข้ายึดครองเอเซีย ประเทศฝรั่งเศสเสียเอกราชแก่เยอรมันทำให้ต้องปล่อยให้เวียตนามเป็นเอกราชในปี พ.ศ.๒๔๘๕ แต่มันก็เป็นอิสระภาพชั่วคราวเพียง ๓ ปีเท่านั้น เพราะในต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๘ ประเทศญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามถูกปลดอาวุธ บาทหลวงโรมันคาทอลิคชาวฝรั่งเศสที่ อยู่ในเมืองเว้รู้เรื่องจึงรีบส่งข่าวแจ้งไปยังรัฐบาลที่กรุงปารีส ให้รีบส่งกองทัพเข้ายึดครองประเทศเวียตนามเป็นการด่วน ทางประเทศฝรั่งเศสจึงส่งกองทัพนำ โดยนายพลแคล์ ผู้เคร่งในศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิค นำทหาร ๒ กองพล เข้ายึดครองประเทศเวียตนามในทันที และเริ่มปราบปรามพุทธศาสนิกชนเป็นงานหลักเช่นเดิม ทำให้ชาวพุทธในประเทศเวียตนามรวมตัวกันต่อต้านกองทัพฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์เวียตนาม และประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียว

นับตั้งแต่ฝรั่งเศสเข้าปกครองประเทศเวียตนามตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘๙ ถึงปี พ..ศ. ๒๔๙๔ นั้น ได้จัดระบบศาสนาใหม่ บังคับให้รัฐบาลเวียตนามออกกฎหมาย ไม่มีพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ (เหมือนประเทศไทย ที่ไม่ยอมบัญญัติพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ ลงในรัฐธรรมนูญ) ผู้ที่ต้องการรับราชการ ต้องเป็นคริสเตียนโรมันคาทอลิคเท่านั้น ไม่ยอมรับผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ เข้าทำงานในทุกตำแหน่งทางราชการ และจัดให้เป็นประชาชนที่นับถือพุทธ เป็นชั้นต่ำสุดของประเทศตลอดมา รวมทั้งเปลี่ยนกฎหมายการศึกษา ของประเทศเวียตนามใหม่ โดยให้ยกเลิกการสอน การใช้ภาษาเขียนของประเทศเวียตนาม (ทำให้ปัจจุบันประเทศเวียตนาม ต้องใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นอักษร ในการเขียนแต่ออกสำเนียงเป็นภาษาเวียตนาม ภาษาประจำชาติ เวียตนามจึงสาปสูญไปจากโลก) ชาวเวียตนามที่นับถือพุทธศาสนาส่วนใหญ่อยู่ทางด้านตอนเหนือของประเทศซึ่งติดอยู่กับจีน ก็ตั้งกองกำลังกู้ชาติ ให้หลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสอีกพวกหนึ่ง

ดังได้กล่าวไปแต่ต้นนั้นแล้วว่า แต่เดิมมาจักรพรรดิหรือสถาบัน กษัตริย์ และบุคคลชั้นสูง รวมทั้งข้าราชการ ประชาชนส่วนใหญ่ของเวียตนาม ล้วนนับถือพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติ ครั้นเมื่อเวียตนาม ได้สูญเสียเอกราชให้แก่ประเทศฝรั่งเศส เกือบร้อยปีนั้น ทำให้การขยายตัวของศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิคแพร่กระจายมากขึ้น ทั้งโดยการเผยแพร่และการจำกัดผู้นำพุทธรวมถึงการกีดกันทางสังคม ทำให้วัดในพุทธศาสนาค่อยๆ หายไป ทั้งนี้เพราะว่า การที่ฝรั่งเศสได้ออกกฎหมาย ว่าการจ้างผู้ใดเข้าทำงานหรือเป็นลูกจ้าง ต้องเอาแต่ผู้เข้ารีตเป็นคริสเตียนเท่านั้น โรงเรียนดีๆ ที่มีฝรั่งเศสสอนหนังสือก็เป็นโรงเรียนคาทอลิค และเลือกสอนเฉพาะลูกคนรวย หรือลูกข้าราชการที่เป็นคาทอลิค ลูกชาวพุทธไม่มีสิทธิ์ที่จะได้เข้าเรียน ดังนั้นผู้ที่ต้องการก้าวหน้าหรือเป็นข้าราชการก็ต้องนับถือคริสเตียน และเรียนในโรงเรียนคาทอลิค จึงทำให้ประเทศเวียตนามมีแต่ชาวคาทอลิคมากมายด้วยเหตุนี้ นี่คือการกลืนศาสนาอย่างหฤโหดที่สุด ในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติของชาวเอเซีย ตะวันออกเฉียงใต้ กับ คริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค

การต่อต้านเพื่อกอบกู้เอกราชเวียตนามจากการปกครองของฝรั่งเศส เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะทางด้านเหนือของประเทศ ซึ่งมีพุทธบริษัทชาวเวียตนามอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบกับพื้นที่ทางภาคเหนือ ล้วนแล้วแต่เป็นภูเขาและป่าดงดิบ ยากในการป้องกัน และการทำการรบ ซึ่งกองทัพฝรั่งเศส เสียเปรียบกองกำลังกู้อิสรภาพเวียตนามตลอดมา ทำให้กองทัพ ฝรั่งเศสจำต้องอพยพชาวเวียตนาม ที่เป็นคริสเตียนลงมาทางใต้ พร้อมกับนำเอากษัตริย์เวียตนามคือ "จักรพรรดิเบ๋าได๋" และพระราชวงศ์ทั้งหมดมายังภาคใต้เพื่อเป็นตัวประกัน โดยอ้างว่าเพื่อถวายความปลอดภัย คงเหลือกองทัพไว้บางส่วน ในพื้นที่ราบซึ่งเรียกว่า "เดียนเบียนฟู" อันเป็นแหล่งเกษตรกรรม ซึ่งปลูกข้าวที่สำคัญ และทำรายได้มหาศาล ให้กับฝรั่งเศสอย่างมาก จึงยังคงกองทัพ ไว้ป้องกันผลประโยชน์ในส่วนนี้ของตน และเพื่อง่ายในการปราบปรามกองกำลังกู้ชาติ ฝรั่งเศสจึงประกาศแบ่งประเทศเวียตนาม เป็น ๒ เขต คือ เขตเหนือและเขตใต้ เพื่อความสะดวกทางยุทธศาสตร์การรบ ท่านผู้อ่านควรทราบว่า ประเทศเวียตนามนั้น แต่เดิมไม่มี เวียตนามเหนือ เวียตนามใต้ แผ่นดินเป็นประเทศผืนเดียวกัน ประชาชนเวียตนามทั้งสิ้น ล้วนนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ต่อเมื่อฝรั่งเศสเข้ามา ปกครองได้ยกเลิกไม่ให้มีศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติ และให้ข้าราชการ รวมทั้งประชาชนชาวเวียตนามทุกคน จะทำงานได้จะต้องถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิค หากไม่ถือศาสนาคริสต์ต้องเป็นชาวนา หรือกรรมกรแบกหาม โดยถือเป็นประชากรชั้นต่ำสุดของประเทศเวียตนาม ตามกฎหมายพระสงฆ์ในพุทธศาสนาเวียตนาม ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ต้องถูกลงโทษหนักเหมือนโจร ถือว่าเป็นศัตรูสังคม เพราะสั่งสอนคนให้เป็นศัตรูของพระเจ้า และนี่คือที่มาของการปรามปราม เข่นฆ่าชาวพุทธอย่างขนานใหญ่ ทำให้ฝรั่งเศสแบ่งประเทศ ออกเป็นเวียตนามเหนือและเวียตนามใต้ ด้วยสาเหตุหลัก ก็เพื่อปราบปรามชาวเวียตนามที่นับถือพุทธศาสนา ให้สิ้นเสร็จเด็ดขาดนั่นเอง นี่เป็นสาเหตุให้ประเทศเวียตนามแบ่งออกเป็น ๒ ประเทศโดยเหตุผลทางยุทธศาสตร์และทางศาสนา แต่สำหรับประชาชนชาวเวียตนามเองนั้น ก็ยังคงไปมาหาสู่กันตามปกติ เหมือนเช่นเป็นประเทศเดียวกันอย่างเดิมไม่เปลี่ยนแปลง




จักรพรรดิเบ๋าได๋ กษัตริย์ของชาวเวียตนาม ทรงเป็นพุทธมามกะ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศยกเลิกการกีดกันชาวพุทธ และปฏิบัติพุทธศาสนพิธี ตามโบราณประเพณีของประเทศเวียตนาม ดังนั้นพระพุทธศาสนา และคณะสงฆ์จึงได้รับการยอมรับ และปกป้องจากทางราชการ ทำให้ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา สามารถกลับเข้ารับราชการได้ในทุกตำแหน่งอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกันนั้นจักรพรรดิเบ๋าได๋ ได้เชิญหัวหน้ากลุ่มขององค์กรพุทธศาสนาต่างๆ เข้ามารับตำแหน่งหน้าที่ราชการทั้งทางทหาร และการบริหาร ซึ่งผู้นับถือพุทธศาสนาเหล่านี้ ล้วนเป็นผู้รักชาติ และเป็นฐานมวลชนส่วนใหญ่ของประเทศทั้งหมด เมื่อเทียบกับจำนวนของโรมันคาทอลิคซึ่งทั้งประเทศเวียตนามในขณะนั้นมีเพียง ๑ แสนสี่หมื่นคน และส่วนใหญ่เป็นข้าราชการสมัยใหม่ ที่นิยมวัฒนธรรมตะวันตก คิดว่าเป็นพวกเจริญแล้ว ดูถูกภาษาและคนชาติเดียวกัน ไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศ พร้อมที่จะรับใช้ต่างชาติซึ่งเข้ายึดครองประเทศ การประกาศพระบรมราชโองการดังกล่าว ทำให้บาทหลวงโรมันคาทอลิคชาวฝรั่งเศส ไม่พอใจจักรพรรดิเบ๋าได๋เป็นอย่างยิ่ง จึงได้ส่งรายงานต่อสันตะปาปา ณ กรุงวาติกัน ถึงสถานการณ์อันแปรเปลี่ยนนี้ โดยด่วนทันที แต่ก็ไม่ทันต่อเหตุการณ์ที่พลิกผันในการรบระหว่างกองทัพกู้ชาติชาวเวียตนามกับกองทัพฝรั่งเศสที่ "เดียนเบียนฟู"

เป็นสัจธรรมตราบใดที่ผู้ยึดครองไม่สามารถเปลี่ยนอุดมการณ์ "ความรักชาติ" ออกไปจากสมอง จิต วิญญาณ ของชนในชาตินั้นให้ได้อย่างถาวรแล้วละก็ ไม่ว่าผู้ยึดครองนั้นจะใช้อาวุธอันทันสมัยทรงประสิทธิภาพอย่างไร ก็ไม่สามารถเอาชนะกองทัพที่ต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ได้ทั้งสิ้น นี่คือกฎสากลที่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาของยุทธศาสตร์ อันทำให้กองทัพฝรั่งเศสที่แข็งแกร่งต้องพ่ายแพ้แก่กองทัพชาวเวียตนามผู้รักชาติในยุทธการ "เดียนเบียนฟู" อันลือลั่นก้องโลก ซึ่งเป็นการรบระหว่างกองทัพตีนเปล่า ตัวเปล่ากับกองทัพมหาอำนาจที่ใส่เสื้อเกราะ ระหว่างปืนกับจอบเสียม ระหว่างปืนใหญ่กับดอกไม้ไฟ ระหว่างรถถังหุ้มเกราะกับรถจักรยาน สิ่งที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือจิตใจ ของนักรบแต่ละฝ่าย เปรียบได้ฟ้ากับดิน ในเมื่อชาวเวียตนามรบ เพื่ออิสรภาพของแผ่นดินมาตุภูมิ แต่กองทัพฝรั่งเศสรบ เพื่อผลประโยชน์ของชาติอื่น ที่พวกตนต้องการจะกอบโกย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า พลังรักชาติรักแผ่นดินที่รวมเป็นหนึ่งเดียวคือ เป้าประสงค์ของความต้องการเป็นอิสรภาพ จากการยึดครองของต่างชาติ ชัยชนะจึงเป็นเรื่องที่ไม่ต้องเอื้อม เพราะมันอยู่ภายในอุ้งมือของนักสู้ชาวเวียตนาม ผู้รักแผ่นดินเกิดเหล่านั้นอยู่แล้ว จึงเป็นสิ่งปกติที่กองทัพมหาอำนาจฝรั่งเศส พ่ายแพ้อย่างหมดรูป ไม่ต้องพูดถึงศักดิ์ศรีของฝรั่งเศส ผู้ยึดครอง เพราะไม่มีนับตั้งแต่การก้าวย่างเข้าสู่ดินแดนเวียตนาม ด้วยวัตถุประสงค์ที่ไม่บริสุทธิ์แล้ว และคงไม่ต้องกล่าวถึงอนาคต ของข้าราชการชาวเวียตนาม ผู้ขายชาติ ขายศาสนา ซึ่งให้การสนับสนุนกองทัพฝรั่งเศส ให้ยึดครองแผ่นดินเกิดของตนเองว่า จะมีสภาพอเน็จอนาจสักเท่าใด และนี่คือฉากสุดท้ายของมหาอำนาจฝรั่งเศส ในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แต่มันคือ การเริ่มต้นของการแผ่อิทธิพล ของประเทศมหาอำนาจชาติใหม่ ที่ต้องการผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้เช่นกัน

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 10:03 am

ยุทธการล้างพุทธศาสนา-ล้มสถาบันกษัตริย์ในเวียตนาม

ในช่วงการรบระหว่างฝรั่งเศสกับกองทัพกู้ชาติเวียตนามนั้น ได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์ดังกล่าวขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๓ โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Council (NSC) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมองเห็นว่า เป็นช่วงที่จะต้องรีบฉกฉวยโอกาส ที่ฝรั่งเศสเพลี่ยงพล้ำนี้ เข้ายึดครองเวียตนามเสียเอง จึงได้มีความเห็นร่วมกันว่า

"ประเทศสหรัฐอเมริกา จะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มที่ประเทศเวียตนามนี้ให้ได้โดยฉับพลัน และไม่ต้องคำนึงถึงรูปแบบวิธีการในการปฏิบัติการ แต่ให้บรรลุเป้าประสงค์คือการ ยึดครองให้ได้หมดทั้งภูมิภาค ทั้งนี้ให้ถือเป็นนโยบายถาวรของสหรัฐอเมริกา ซึ่งรัฐบาลทุกรัฐบาลจะต้องปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายตามนี้ (PANTAGON Confidential Report, Feb ๑๙๕๐) เป็นนโยบายถาวรมหาอำนาจ "ไม่สนับสนุนระบบกษัตริย์" ทุกกรณี ในลักษณะเดียวกันจึงให้การสนับสนุนในการโค่นล้มระบบกษัตริย์ของประเทศเวียตนาม โดยร่วมมือกับองค์กรคริสเตียนคาทอลิค ให้การสนับสนุน โง ดินห์ เดียม ให้โค่นล้มระบอบกษัตริย์ในประเทศเวียตนาม ในทันทีที่จังหวะและเวลาเอื้ออำนวย

จากการพ่ายแพ้ในยุทธการ "เดียนเบียนฟู" นั่นเอง ทำให้ประเทศฝรั่งเศสวางแผนการใหม่ ที่จะใช้อิทธิพลทางการเมือง เพื่อประโยชน์ทางการค้า ในทรัพยากรธรรมชาติของเวียตนามต่อไป จึงได้มีการเสนอให้มีการลงนาม ในสัญญาเจนีวา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศขึ้น (รวมเหนือใต้) โดยฝรั่งเศสจะใช้เงินลงทุนที่จะสนับสนุนคนของตน ให้ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี และครองเสียงข้างมากในรัฐบาลประเทศเวียตนาม

ก่อนที่เราจะดำเนินเรื่องต่อไป ขอพาผู้อ่านมารู้จักกับบุคคลซึ่งต่อไปจะมีบท บาทในการทำลายล้างพระพุทธศาสนา ตามคำสั่ง VATICAN COUNCIL 2 ดังนี้





๑. โง ดินห์ เดียม เกิด เมื่อวันที่ ๓ มกราคม ๒๔๔๔ ในครอบครัวคริสเตียนโรมันคาทอลิค ที่เคร่งศาสนามาก ที่เมือง ไดฮอน มลฑลวานบิน ซึ่งเป็นตอนกลางของประเทศเวียตนาม โง ดินห์ เดียม ลักษณะภายนอกจะเห็นเป็นคนที่เรียบร้อย สุขุม พูดจาเจ้าหลักการ เชือดเฉือนฝ่าย ตรงข้าม แต่ไม่หยาบคาย มองดูแล้วจะมีลักษณะอ่อนน้อมถ่อมตน แต่โดยนิสัยแท้จริงกลับตรงกันข้าม เป็นบุคคลที่มีความคดในข้องอในกระดูก พร้อมที่จะหักหลัง หรือเหยียบย่ำทันที่ที่บุคคลใดก็ตามไร้ประโยชน์ หรือจะทำให้เกิดโทษกับเขา ทำลายทุกคนที่เป็นอุปสรรคทางการเมือง ในทุกวิถีทาง นี่คือลักษณะที่ตรงกันข้ามในคนๆ เดียวกัน นับถือและเคร่งในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคที่สุด




๒. มาดาม โง ดินห์ นู ภรรยาของ โง ดินห์ นู เป็นผู้นับถือคริสต์โรมันคาทอลิค และมีความพอใจในการกระทำทุกอย่าง ที่จะก่อความสูญเสีย ให้เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา เพราะเธอเชื่อว่า "ผู้ไม่นับถือในพระเจ้าคือสาวกซาตานที่ต้องถูกกวาดล้างทำลาย" และมีความเห็นสำหรับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาว่า "คุณไม่คิดหรือว่าพวกที่เป็นพุทธน่ะ คือพวกอันธพาลนี่เอง แต่อาศัยห่มผ้าเหลืองเท่านั้น"

๓. โง ดินห์ ถึก เป็นพี่ชายของ โง ดินห์ เดียม ได้รับแต่งตั้งจากวาติกัน ให้มีตำแหน่งเป็น สังฆราชของคริสเตียนโรมันคาทอลิค จากผลงานการปราบปรามและฆ่าล้างศาสนาพุทธ โดยควบคุมกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และตำรวจลับที่เป็นชาวเวียตนามที่เข้ารีตคริสเตียนแล้ว ทั้งยังมีอิทธิพลต่อกองทัพเวียตนามด้วย

ช่วงปี ๒๔๙๔ ถึง ๒๔๙๖ โง ดินห์ เดียม ได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อรับการอบรมในหลักสูตรลับเฉพาะโดยการสนับสนุนจาก "วุฒิสมาชิก แมนฟิล (ซึ่งต่อมาได้ถูกย้ายมาเป็นเอกอัคราชทูตประจำประเทศญี่ปุ่น) และวุฒิสมาชิกจอนห์ เอฟ. เคเนดี้ (ต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐเอมริกา) และบุคคลผู้นำของสหรัฐอเมริกาอื่นๆ อันเป็นการปูทางวางตัวบุคคล ที่จะเป็นผู้นำในการโค่นล้มระบบกษัตริย์ของประเทศเวียตนาม

วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๔๙๗ เป็นช่วงก่อนสัญญาเจนีวาจะถูกลงนามโดยจักรพรรดิเบ๋าได๋ กษัตริย์เวียตนาม ได้มอบหมายให้ โง ดินห์ เดียม จัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นในวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๔๙๗ จึงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งรัฐบาล โง ดินห์ เดียม เป็นรัฐบาลตามกฎหมาย สหรัฐอเมริกาได้จัดส่ง นายพลรันเดล คริสเตียนโรมันคาทอลิคผู้เคร่งศาสนา หัวหน้าซี.ไอ.เอ มาเป็นที่ปรึกษาทางการทหารให้กับรัฐบาล โง ดินห์ เดียม ซึ่งวางแผนให้รัฐบาลใช้กลยุทธ์จิตวิทยาหลอกพุทธศาสนิกชนชาวเวียตนาม เพื่อสร้างกระแสความนิยมของประชาชน ให้ยอมรับมหาอำนาจคือ สหรัฐอเมริกา และ โง ดินห์ เดียม โดยประกาศว่า จะยกเลิกพระราชกฤษฏีกาที่กดขี่พุทธบริษัท ชาวเวียตนาม ซึ่งฝรั่งเศสประกาศมีผลใช้บังคับอยู่นั้นโดยเร็วที่สุด

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 10:05 am



ในปี พ.ศ.๒๔๙๘ ชาวพุทธในเวียตนามได้ก่อตั้งวัดซาลอย และพุทธสมาคมมหายานขึ้นที่ปลายถนนแวร์ดัง ห่างไปทางด้านทิศใต้ของทำเนียบรัฐบาล ๑ กม. พร้อมกับได้ร่วมกันก่อสร้างเจดีย์สูงสง่า ๙ ชั้นขึ้น นับว่าเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดจัดเป็นศูนย์กลาง และศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธในเวียตนาม เจดีย์นั้นภายในแบ่งเป็นห้องๆ หลายร้อยห้องใช้เป็นที่ปฏิบัติภาวนาของพระภิกษุสงษ์ และพุทธบริษัทโดยทั่วไป ซึ่งสามารถบรรจุคนได้เป็นจำนวนพัน นับว่าเป็นช่วงที่ศาสนาพุทธ กลับมารุ่งเรืองในประเทศเวียตนามอีกครั้งหนึ่ง โดยมีผู้สร้างวัดฝ่ายเถรวาทขึ้นอีกถึง ๔๐ กว่าวัดในปีเดียวกันนั้นเอง โดยชาวเวียตนามที่ศรัทธาในพุทธศาสนา และเข้ามาอุปสมบทในประเทศไทย กลับไปเป็นเจ้าอาวาสในวัดเหล่านี้แต่ใครจะรู้บ้างว่า นี่คือแสงสว่างของเทียนวูบสุดท้ายเมื่อใกล้ดับของ พระพุทธศาสนาในประเทศเวียตนาม การรวมตัวอย่างเข้มแข็งของชาวพุทธนี้เอง สร้างความไม่พอใจให้กับ นายพลรันเดล และบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิคเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพุทธศาสนา กำลังจะกลับมามีอิทธิพลในประเทศเวียตนามอีกครั้ง โดยการสนับสนุนของสถาบันพระมหากษัตริย์ และพุทธศาสนิกชนอันเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ อันจะทำให้ผลประโยชน์ ซึ่งคริสจักรจะได้รับจากคริสต์ชน ซึ่งผูกขาดธุรกิจในเวียตนามจะลดน้อยลงไปด้วย

ดังนั้น เพื่อผลประโยชน์ร่วมของคริสต์จักรโรมันคาทอลิคและประเทศมหาอำนาจ จึงมีความเห็นร่วมกัน ที่จะต้องโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ลงไปให้ได้ แต่ทั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก เพราะสถาบันกษัตริย์ยังมีกองทัพ ที่จงรักภักดีต่อราชบัลลังค์อยู่ การวางแผนจึงต้องแนบเนียนและได้ผล จึงเป็นหน้าที่ของบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิคจะต้องดำเนินการ โดย CIA จะให้เงินทุนสนับสนุนในการปฏิบัติการดังกล่าวนี้ ในเวียตนามขณะนั้น กองทัพที่สนับสนุนสถาบันกษัตริย์จักรพรรดิเบ๋าได๋ มีอยู่ ๓ กองทัพด้วยกันคือ

๑. กองทัพปิ่นเชวียง ซึ่งนำโดยนายพลเวียน จัดว่ามีกำลังมากที่สุด และดูแลกรมตำรวจด้วย

๒. กองทัพก๋าวด่าย มีกำลังพลพอประมาณ

๓. กองทัพหว่าหาว นำโดยนายพลบากัด มีกำลังน้อยที่สุด

ทั้งสามกองทัพนี้ล้วนมีทหารที่นับถือพุทธศาสนาทั้งสิ้น จัดเป็นศัตรูตัวสำคัญของการขยายตัว และผลประโยชน์ของคริสต์ศาสนาอย่างยิ ่งการวางแผนดังกล่าวนั้น ได้กำหนดเอาตัวบุคคลคือ โง ดินห์ เดียม ซึ่งเป็นผู้ใต้อาณัติของอเมริกันและเป็นคริสเตียนโรมันคาทอลิค ขึ้นปกครองประเทศแทน การดำเนินงานต้องทำอย่างรวดเร็วฉับพลัน โดยอาศัยจังหวะเวลาที่ จักรพรรดิเบ๋าได๋เสด็จเยือนยุโรป เพื่อกระชับสัมพันธไมตรี และประกาศให้ชาวโลกรู้ว่า ประเทศเวียตนามจะมีการเลือกตั้ง ตามที่พระองค์ได้ทรงลงนามไว้ ในสัญญาเจนีวากับฝรั่งเศส เพื่อให้ประเทศเวียตนามมีสันติสุขเสียที หลังจากที่รบทัพขับสู้กันมาเป็นร้อยปี ดังนั้นการปฏิบัติการสลายกองทัพทั้งสาม และสถาบันกษัตริย์จึงเกิดขึ้น โดย

ทหารเวียตนามคริสเตียน ภายใต้การวางแผนของ CIA ส่วนหนึ่งทำหน้าที่เผาทำลายหมู่บ้านที่นับถือพุทธศาสนา แล้วประกาศว่าเป็นคำสั่งของราชวงศ์เบ๋าได๋ให้มากวาดล้างชาวพุทธ และในการปฏิบัติภารกิจทุกครั้ง จะประสานกับชาวเวียตนาม ที่เข้ารีตเป็นคริสเตียน จะกระจายข่าวให้กับผู้นับถือพุทธว่า วันไหนทหารของพวกราชวงศ์เบ๋าได๋ จะเผาวัดพุทธศาสนาที่ใดหมู่บ้านไหนบ้าง ซึ่งก็เกิดขึ้นตามนั้นเพราะเป็นการวางแผนโดย CIA เพื่อทำลายความจงรักภักดีของประชาชน และสร้างความเกลียดชังต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ทหารอีกส่วนหนึ่งได้ส่งคนปลอมใส่เครื่องแบบกองทัพปิ่นเชวียงหลายสิบคน ทำเป็นเมาแล้วไปทำร้าย และฆ่าทหารของกองทัพก๋าวด่ายตายหลายคน จากนั้นใช้สาย CIA ชาวเวียตนามที่อยู่ภายในกองทัพก๋าวด่าย ปลุกกระแสให้ล้างแค้นกองทัพปิ่นเชวียง ซึ่งก็ได้ผลกองทัพก๋าวด่ายส่งทหารออกไปล้อมกรมตำรวจ ทหารทั้งสองกองทัพสู้รบกันอยู่ ๓ วัน ในที่สุดฝ่ายก๋าวด่าย ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆ จาก CIA ได้รับชัยชนะ เป็นอันว่า กองกำลังที่รักษาราชบัลลังค์กษัตริย์สลายไปหนึ่งกอง ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นทำให้จักรพรรดิเบ๋าได๋ ไม่สามารถเสด็จกลับประเทศเวียตนามได้ จึงยังคงพำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศสต่อไป กระแสของประชาชนเวียตนามเริ่มสับสนต่อสถาบันกษัตริย์




ในด้านของ CIA หากยังไม่สามารถทำลายกองทัพที่จงรักภักดีต่อราชบัลลังค์ได้หมดแล้ว ก็นับว่าอุปสรรคของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค และประเทศมหาอำนาจที่ต้องการยึดครองเวียตนามยังไม่หมดไป ฉะนั้นการกวาดล้างกองทัพของกษัตริย์ที่เหลือ จึงถูกดำเนินการอย่างเร่งด่วนก่อนที่จะมีผู้ไหว ตัวรู้เท่าทันในแผนการ ไม่มีอะไรใหม่คงใช้แผนเดิม คือใช้พรรคพวกปลอมเป็นทหารของกองทัพหว่าหาว ไปฆ่าทหารของกองทัพก๋าวด่าย ก็เกิดสู้รบกันขึ้น และช่วงนี้เอง CIA ได้มีคำสั่ง ให้ โง ดินห์ เดียม แสดงผลงาน โดยสั่งให้กองทัพออกช่วยกองทัพก๋าวด่าย อันที่จริงคือการทดสอบการใช้อำนาจสั่งการว่าทหารจะเชื่อฟัง โง ดินห์ เดียม หรือไม่ เพราะตามกฎหมายแล้ว โง ดินห์ เดียม ไม่ใช่ผู้สำเร็จราชการและไม่มีอำนาจสั่งการทหารเลย แต่เนื่องจากว่า กองกำลังของอเมริกันขณะนั้นมีอยู่ในเวียตนามบ้างแล้ว และ โง ดินห์ เดียม ได้ถูกสร้างภาพว่า เป็นผู้สามารถเรียกใช้กองทัพต่างชาติได้ ซึ่งเป็นการวางแผนปูทางให้กับ โง ดินห์ เดียม ไว้ตั้งแต่ต้น ดังนั้นจึงเป็นที่ยอมรับกลายๆ ของกองทัพเวียตนามไปด้วย ในการสั่งการต่อกระทรวงกลาโหม แน่นอนที่สุด โง ดินห์ เดียม ย่อมได้รับชัยชนะ เพราะกองทัพหว่าหาว เป็นกองทัพที่เล็กที่สุด และปราศจากอาวุธอันทันสมัย จึงถูกตีแตกไปเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้ โง ดินห์ เดียม สามารถกลายเป็นผู้นำของกองทัพไปโดยปริยาย เพราะไม่มีกองทัพใดเหลืออยู่พอที่จะแข็งข้อได้อีกต่อไป นับเป็นแผนการชั้นประถมแต่ใช้ได้ผลนั่นเพราะมีบุคคลที่ขายชาติร่วมด้วยนั่นเอง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 10:16 am

ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นจักรพรรดิเบ๋าได๋ ยังไม่สามารถกลับสู่ประเทศเวียตนามได้ เพราะมีการสร้างสถานการณ์ว่า มีการสู้รบอยู่แทบทุกพื้นที่ ในขณะเดียวกัน CIA และบาทหลวงคริสเตียนก็ร่วมกันปล่อยข่าวว่า "จักรพรรดิเบ๋าได๋ ผู้ทำลายพุทธ เป็นผู้ละทิ้งแผ่นดินและประชาชน ไม่สมควรเป็นกษัตริย์ปกครองชาวเวียตนามต่อไป" สื่อมวลชนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ CIA ออกข่าวต่อเนื่องซึ่งไม่ตรงต่อความจริง เพราะโดยความเป็นจริงแล้วจักรพรรดิ ไม่เคยทอดทิ้งราษฏรของพระองค์เลย ทรงดูแลไพร่ฟ้าประชาชน อย่างเต็มพระสติกำลัง ข้าราชการของพระองค์คนใด ที่กดขี่ข่มเหงประชาชน ก็จะเสด็จไปสอบสวนลงโทษ ด้วยพระองค์เอง (ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ ข้าราชการที่เข้ารีตเป็นคริสเตียนโรมันคาทอลิค) การเสด็จตรวจราชการ ก็ไม่มีพิธีรีตรองไม่มีกำหนดการ จึงสามารถจับทุจริตข้าราชการ ที่ร่วมมือกับต่างชาติได้เสมอ ทำให้พลเมืองทั้งประเทศเวียตนามทั้งสิ้น รวมทั้งกองทัพทั้งสามนั้น ถวายความจงรักภักดีต่อพระองค์เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนย่อมเคารพเทิดทูนท่านอย่างที่สุด แต่กลับกลายเป็นศัตรูที่สำคัญ ของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะคริสต์จักรโรมันคาทอลิค จะมีอุดมการณ์ว่า "พระเจ้าย่อมมีความสำคัญสุด ส่วนกษัตริย์ไร้ความหมาย" จึงจะเห็นได้ในทุกประเทศ ที่เป็นคริสเตียนนั้นจึงทำลายสถาบันกษัตริย์ จนเกือบหมดสิ้น เพราะเชื่อว่าสันตะปาปาย่อมอยู่เหนือกษัตริย์ในโลกนี้ ดังนั้นการสร้างกระแสรุนแรงทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ในเวียตนามจึงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง อันเป็นไปตามแผนที่มหาอำนาจ และคริสต์จักรโรมันคาทอลิคได้วางไว้ ทำให้พระราชวงศ์ซึ่งล้วนนับถือพระพุทธศาสนา ต้องพากันอพยพเดินทางออกจากประเทศ เวียตนาม เพื่อความปลอดภัย ส่วนจักรพรรดิเบ๋าได๋ก็ไม่สามารถเสด็จ นิวัติกลับสู่ประเทศเวียตนามได้




และในเดือน กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๙ โง ดินห์ เดียม ประกาศไม่ยอมรับการลงนามสัญญาเจนีวา และไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศ ตามสัญญาเจนีวา โดยอ้างเหตุผลว่า "รัฐบาลเวียตนามไม่ได้เป็นผู้ลงนามในสัญญาที่เจนีวา ผู้ลงนามไม่ได้เป็นตัวแทนรัฐบาล (จักรพรรดิเบ๋าได๋ เป็นผู้ลงนาม) ดังนั้นข้อตกลงในสัญญาที่ให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศนั้น จึงไม่มีสิทธิ์มาผูกมัดรัฐบาล (โง ดินห์ เดียม) ได้" และนี่คือคำพูดที่ทำให้ประเทศเวียตนามแบ่งออกเป็น ๒ ประเทศ โดยเขตเส้นขนานที่ ๑๘ เหนือเมืองเว้ ๘๐ กม. ตามแผนที่ยุทธศาสตร์ฝรั่งเศสได้ทำไว้ เป็นการเริ่มต้นของสงครามเวียตนาม นับแต่นั้นเป็นต้นมา โง ดินห์ เดียม จึงกลายเป็นประธานาธิบดี โดยการโค่นล้มสถาบันกษัตริย์จากการสนับสนุนของ CIA และคริสต์จักรโรมันคาทอลิคซึ่ง เป็นผู้วางแผนการขึ้นนั่นเอง สถาบันกษัตริย์ของเวียตนามที่สืบเนื่องนับเป็นพันปี ก็หายไปจากประวัติศาสตร์เวียตนามชั่วนิรันดรนับแต่นั้นมา

จากการแบ่งประเทศเวียตนามโดย โง ดินห์ เดียม นี้เอง ทำให้พุทธศาสนิกชน และประชาชนผู้รักชาติ พากันอพยพขึ้นสู่ภาคเหนือ (เวียตนามเหนือ) นับล้านคน เป็นชาวเขาซึ่งติดตามจักรพรรดิเบ๋าได๋ประมาณ ๒ แสนคน และเขาเหล่านี้เอง ที่ได้กลายเป็นผู้ที่ถูกประเทศมหาอำนาจ ตั้งให้เป็น "ผู้ร้าย" ไปในที่สุด สำหรับรัฐบาล โง ดินห์ เดียม เข้าปกครองประเทศภายใต้การบริหารของอเมริกา และสภาคริสต์จักรโรมันคาทอลิค จึงเป็นเพียงรัฐบาลหุ่นเชิดเท่านั้น

การปราบปรามผู้ต่อต้านนี้เองจึงเป็นโอกาสให้คริสเตียนโรมันคาทอลิค อันมี โง ดินห์ ถึก อธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งเป็นพี่ชายของประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม ทำการทำลายล้างพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาทุกท้องที่ ตำรวจลับทั้งหมด ล้วนเป็นชาวเวียตนามที่เข้ารีตเป็นคริสเตียน มีหน้าที่กำจัดพระสงฆ์ และชาวพุทธเท่านั้น และมีรางวัลในการฆ่า หรือกวาดล้างชาวพุทธโดยการให้เงินหรือเลื่อนขั้น ทำให้พุทธบริษัทเวียตนามอยู่อย่างหวาดผวา แม้กระทั่งพระภิกษุสงฆ์ทำการสวดมนต์ หากตำรวจลับได้ยิน จะฆ่าทิ้งในข้อหาสวดมนต์สาปแช่งรัฐบาล จากผลงานในการกวาดล้างพุทธศาสนิกชนอย่างหฤโหดนี้เอง ทำให้วาติกันพอใจและแต่งตั้งให้ โง ดินห์ ถึก เป็นสังฆราชของคริสเตียนโรมันคาทอลิคเวียตนาม พร้อมกับแต่งตั้งให้ โง ดินห์ ถึก ควบคุมกระทรวงศึกษาธิการอีกตำแหน่งหนึ่ง โดยเป็นผู้มีอำนาจ กำหนดตำราเรียนแก่เยาวชนในประเทศเพียงผู้เดียว ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมบทเรียนที่สนับสนุนพระพุทธศาสนา และคุมสมองเยาวชนของชาติให้ยอมรับ เฉพาะคริสต์ศาสนาเท่านั้น ในส่วนหนังสือที่เป็นหลักสูตรพุทธศาสนานั้น ก็แก้ไขแทรกคำสอนคริสเตียนเข้าไปโดยบาทหลวงโรมันคาทอลิคเป็นผู้จัดทำขึ้น

กลุ่มคริสเตียนโรมันคาทอลิคยังได้ตัดโค่นป่าไม้ตามโครงการเกษตรของ โง ดินห์ เดียม และเงินทั้งหมดที่ขายไม้ได้ ถูกนำไปให้กับองค์กรคาทอลิคทั้งหมด โดยคำสั่ง โง ดินห์ เดียม

การทำลายขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณีที่สืบทอดต่อกันมานับแต่บรรพบุรุษ ระดมผ่านเข้ามาโดยนักธุรกิจอเมริกัน ทั้งยาเสพย์ติด และซ่องโสเภณี เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย โดยข้าราชการที่เป็นคริสเตียนให้การสนับสนุน แม้กระทั่งใช้วัด เพื่อจัดงานสังสรรค์ พร้อมหญิงโสเภณี และบังคับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา ทำหน้าที่เสริฟอาหารบริการข้าราชการเหล่านี้

บาทหลวงหรือผู้เข้ารีตนับถือคริสเตียนโรมันคาทอลิคจะได้รับประโยชน์พิเศษหลายประการ เช่นสามารถทำอะไรก็ได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องขออนุญาต โดยเฉพาะ ของกินของใช้ในตลาดเมืองเว้ ซึ่งติดป้ายไว้ว่า "ห้ามขายหรือแลกเปลี่ยน - ของสำหรับแจกคนยากจนเท่านั้น" ก็ปรากฏว่าบาทหลวงคาทอลิคก็นำออกขายเก็บรายได้เป็นของตนเป็นปกติ ในขณะที่พระสงฆ์ใน พุทธศาสนาไม่สามารถจะหาซื้อสินค้าได้ในตลาด เพราะจะถูกตำรวจลับของ โง ดินห์ ถึก จับในข้อหาสะสมเสบียงไว้ต่อต้านรัฐบาล

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 10:18 am

ยุทธการล้มพุทธ และแพร่เชื้อไวรัสศาสนาในเวียตนาม

พระพุทธศาสนา กับสถาบันพระมหากษัตริย์เปรียบประดุจดั่งลมหายใจกับชีวิต ยังความร่มเย็นเป็นสุขให้กับปวงประชาในประเทศอยู่รวมกันอย่างสันติสุข แต่เมื่อสิ้นสถาบันหนึ่งสถาบันใดเสียแล้ว ก็เปรียบประดุจสังขารที่ไร้ลมหายใจ รอวันสิ้นชาติว่าจะมาถึงเมื่อใดเท่านั้น

การกดขี่ทารุณและกวาดล้างพุทธศาสนิกชนในเวียตนามเป็นไปทุกรูปแบบ ตามอารมณ์ของเจ้าพนักงาน และสนองตัณหาของรัฐบาลคริสเตียนโรมันคาทอลิคอันมี โง ดินห์ เดียม เป็นหัวหน้ารัฐบาล พระราชกฤษฏีกฉบับที่๑๐ อันมีเนี้อหาที่กดขี่ชาวพุทธซึ่งฝรั่งเศสออกไว้นั้นก็มิได้ยกเลิกตามสัญญา ซ้ำยังปราบปรามชาวพุทธหนักขึ้นกว่าเดิม ความแตกต่างระหว่างผู้เข้ารีตนับถือคริสเตียนโรมันคาทอลิค กับผู้นับถือพระพุทธศาสนาปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนไม่มีการปิดบัง ชาวพุทธจะออกหนังสือพิมพ์ทางพุทธศาสนาก็ไม่ได้รับอนุญาต จะขอพูดทางรายการวิทยุกระจายเสียงก็ไม่ได้ เมื่อมีงานใหญ่ๆ เช่นงานวิสาขบูชาก็ได้พูดบ้าง แต่ก็จะอนุญาตให้ใช้คลื่นที่ประชาชนรับฟังไม่ได้เพราะมีสัญญาณแทรก หรือหลังเที่ยงคืนคนหลับหมดแล้ว ซึ่งเท่ากับไม่ได้ผลอะไรเลยและต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก ส่วนรายการคริสต์ศาสนาออกอากาศฟรีได้ทุกเวลา

สำหรับพุทธศาสนิกชนเวียตนามในชนบท ทางการจะเอารูปพระเจ้ามาวางไว้ให้ โดยบาทหลวงกับข้าราชการเป็นผู้เอามาตั้งให้เอง และชาวบ้านหรือพระภิกษุจะต้องดูแลด้วย ถ้าปล่อยให้สูญหายทำลายไปจะต้องรับผิดชอบโดยการถูกลงโทษอย่างร้ายแรง วัดทุกวัดในเวียตนามเมื่อถึงวันพระ จะต้องขออนุญาตจึงจะมีการประกอบศาสนพิธีได้ และจะต้องบอกด้วยว่าจะใช้เวลานาน กี่ชั่วโมง ส่วนการขออนุญาตนั้นก็จำกัดจำนวนคนที่จะไปร่วมทำกุศลด้วย" ข้าราชการที่เป็นชาวพุทธไม่ค่อยกล้าไปวัด เพราะกลัวตำรวจลับจะจดชื่อเอาไป" (เหมือนเหตุการณ์ในประเทศไทยปี พ.ศ.๒๕๔๒ ข้าราชการไม่กล้าไปวัด เพราะกลัวมีความผิดในการปฏิบัติศาสนกุศล เช่นงานวิสาขบูชา ข้าราชการจะถูกตั้งกรรมการตรวจสอบความประพฤติและงดขั้นเงินเดือน...???) ส่วนข้าราชการทั้งพลเรือนและทหารที่เป็นคริสเตียน จะได้รับการอุปถัมภ์บำรุงเป็นอย่างดี

การซื้อที่ดิน การบริจาคที่ดินสร้างวัด การรับทรัพย์สินจากญาติโยม การเรี่ยราย ทั้งหมดถูกควบคุมหมด ไม่ให้พระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาสามารถสร้างศาสนสมบัติใดๆ แม้กระทั่งห้ามสร้างพระพุทธรูป ไว้สักการะบูชา หากสูญหายหรือพังไปแล้ว ให้เอารูปพระเจ้า (พระเยซู) มาตั้งแทน และหากไม่ปฏิบัติตาม ก็จะต้องมีความผิดร้ายแรง ถึงขั้นถูกประหารขึ้นอยู่กับความพอใจของตำรวจที่เป็นคริสเตียน (ไม่ผิดกับเมืองไทยปี พ.ศ.๒๕๔๒) ผู้ที่เป็นคริสต์แล้วจะสร้างโบสถ์คริสต์ โรงพยาบาล โรงเรียน เพื่อศาสนาคริสต์ได้ตามใจชอบ จะสร้างภายในกรมทหารก็ได้ เวลาเรี่ยไรก่อสร้างสถานที่สำคัญของคริสต์ก็เรี่ยไรชาวพุทธด้วย แต่หากเป็นฝ่ายพุทธศาสนา จะเป็นพลเรือน ข้าราชการ หรือทหารขอสร้างไม่ได้ทั้งสิ้น มีกองอนุศาสนาจารย์ในกองทัพ และมีบาทหลวงดูแลอยู่ทั้งนั้น

เมื่อมีการอบรมข้าราชการก็ต้องให้บาทหลวงมาเป็นผู้อบรม แม้กระทั่งบังคับพระสงฆ์ในพุทธศาสนามานั่งให้บาทหลวงเทศน์ให้ฟัง (เหมือนเมืองไทยปี พ.ศ.๒๕๔๒ ที่มีบาทหลวง และนักสอนศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิค มาปาถกฐาสอนพระภิกษุสงฆ์ในในเรื่องจิตวิทยา) ทางคริสต์สามารถจัดตั้งสมาคมแพทย์ สมาคมครู สมาคมนิสิตนักศึกษา สมาคมอาจารย์ได้ทั้งสิ้นตามต้องการและมีรายได้ก็ไม่ต้องแสดงบัญชีต่อรัฐบาล แต่ทางพระพุทธศาสนา จะตั้งสมาคมขึ้นใหม่ก็ไม่ได้ บัญชีรายได้ทุกอย่างต้องแสดงให้เจ้าหน้ารัฐบาลดู ผิดพลาดเล็กน้อยก็ปิดสมาคมพุทธนั้นทันที และเจ้าอาวาสก็ต้องถูกลงโทษติดคุกหรือประหาร

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 10:30 am





เนื่องจากผู้นับถือพุทธศาสนาของชาวเวียตนามมีถึง ๙๙.๗๔% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ดังนั้นการล้มล้างพุทธศาสนา นอกจากจะปราบปรามชาวพุทธแล้ว ยังใช้การทำให้คลาดเคลื่อน จากสร้างคำสอนพุทธศาสนาขึ้นมาใหม่ "สัทธรรมปฏิรูป" ในด้านของการศึกษาฝ่ายปริยัติ และบังคับให้พระภิกษุสงฆ์สามเณร นางชี นักศึกษา โดยเป็นคำสั่งของ โง ดินห์ ถึก ซึ่งคุมกระทรวงศึกษาธิการด้วย และได้ตั้งพระสงฆ์ขึ้นมาเป็นหุ่น ๕ รูป เพื่อเป็น กระบอกเสียงโจมตีพระสงฆ์ หรือผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับหลักธรรมวินัย พระไตรปิฎกคำสอน ที่ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ และตั้ง สมาคมสงฆ์แห่งชาติ (National Sangka Association) ซึ่งความจริงเป็นวัดเล็กๆ นอกเมือง แต่พระสงฆ์ที่บวชในวัดนี้ล้วนเป็นคริสเตียนโรมันคาทอลิค ที่ใช้ภาพพระสงฆ์ในพุทธศาสนาเพื่อสร้างภาพให้กับรัฐบาล โง ดินห์ เดียม ในทุกครั้งที่มีการปราบปรามชาวพุทธ

พระในสมาคมนี้จะเป็นผู้ออกมาแถลงแก้ให้รัฐบาลในฐานะตัวแทนชาวพุทธ และจะประสานกับคณะกรรมการสหพันธ์ เพื่อพระพุทธศาสนาอันบริสุทธิ์ ที่จัดตั้งโดยรัฐบาล โดยจะจัดรายการทางวิทยุ จัดประชุมในมหาวิทยาลัย และสถานศึกษาต่างๆ เพื่อให้ประชาชนหลงผิดไปกับข้อมูลเท็จ (เหมือนกรรมาธิการศาสนาฯ ในปี พ.ศ.๒๕๔๒ อันมี นายอำนวย สุวรรณคีรี เป็นประธานที่ปรึกษา และพรรคพวก ซึ่งรับรองพระสัทธรรมปฏิรูปของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ดำเนินการไม่มีผิด) รัฐบาลอนุญาตให้ มีรายการวิทยุโจมตีพระภิกษุสงฆ์ และคณะสงฆ์ที่ไม่เห็นด้วย ให้ผู้คนเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนา ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่ห้ามพระภิกษุสงฆ์หรือองค์กรพุทธศาสนา จัดรายการ (เหมือนกับประเทศไทย พ.ศ.๒๕๔๒ ปรากฏเป็นหลักฐานพาดหัวข่าวว่า "......หญิงแอ๋ว ขยับเล่นงานพระดีเจวิทยุ" มีเนื้อหาของข่าวดังนี้




"ทำเนียบรัฐบาล" คุณหญิงสุพัตรา มาศดิศถ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลด้านสื่อมวลชนของรัฐ กล่าว ถึงกรณีมี "พระภิกษุ" หลายรูปจัดรายการตามสถานีวิทยุ ออกเรี่ยไรและให้คำปรึกษาแม้กระทั่งปัญหาที่ไม่เหมาะสม จนมีการร้อง เรียนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง..... การที่มีพระหลายรูปออกมาขอบริจาคผ่านรายการวิทยุเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ซึ่งจะให้ "คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กกข.) ตรวจสอบ เพื่อหาข้อสรุปในการกำหนดมาตรา การไม่ให้ เกิดการหมิ่นเหม่ ในขณะที่ผู้ดำเนินรายการวิทยุหรือดีเจนั้นควรจะมีมาตรฐานมากกว่านี้..."

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 10:32 am

พุทธบริษัทเวียตนาม - สละชีพเพื่อรักษาพระธรรมวินัย

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าเมืองเว้ เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชประมุขสงฆ์ในพุทธศาสนา เมืองเว้นี้อยู่ห่างจากไซ่ง่อนไปทางเหนือ ๔๐๐ ไมล์ ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๖ เป็นเวลาที่ โง ดินห์ ถึก สังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิคเวียตนาม ซึ่งเดินทางไปประชุมสังคายนาวาติกัน ๒ (VATICAN COUNCIL 2) ณ กรุงวาติกัน ประเทศอิตาลี ได้แถลงต่อที่ประชุมวาติกันว่า "ประเทศเวียตนามเป็นประชากรของพระเจ้า ประชาชนเวียตนามล้วนนับถือในพระเจ้า และซื่อสัตย์ต่อสันตะปาปา" พร้อมกันนั้นได้โทรเลขด่วน สั่งให้บาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิคใต้บังคับบัญชาของตน ในเมืองเว้ สั่งให้ประชาชนทุกบ้านชักธงรูปไม้กางเขน อันเป็นธงทางศาสนาของคริสเตียนโรมันคาทอลิคขึ้น เพื่อเป็นข่าวทางสื่อมวลชนยืนยันให้สันตะปาปา เชื่อถือ และมอบตำแหน่งคาร์ดินัล ให้กับโง ดินห์ ถึก ซึ่งการชักธงทางศาสนาดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายว่าด้วยการชักธงของเวียตนามใต้ (ความจริงแล้วออกมาใช้ สำหรับบังคับพุทธศาสนาเท่านั้น เนื่องจาก โง ดินห์ ถึก สังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิคเวียตนาม ได้เดินทางไป ประชุมสังคายนาวาติกันครั้งที่ ๒ ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ต้องการเอาใจสันตะปาปา ซึ่งตลอดมาชาวพุทธในเวียตนาม สามารถชักธงทางศาสนาได้ ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าวนั้นออกบังคับ เมื่อ เดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๕ ระบุว่า หากจะชักธงต้องได้รับอนุญาต จากเจ้าหน้าที่รัฐบาลก่อน) ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐก็มิได้ดำเนินการแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ในวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๖ (สองวันต่อมา) ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา พุทธศาสนิกชนในเมืองเว้ จึงได้ชักธงทางพุทธศาสนาขึ้นบ้าง แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ดำเนินการนำธงลงจากเสาแล้วนำไปเผาทิ้ง พร้อมทั้งประกาศห้ามประชาชนในเมืองเว้ชักธงทางพุทธศาสนา และห้ามชุมนุมประกอบพิธีวิสาขบูชาเด็ดขาด (เหมือนในเมืองไทยปี พ.ศ.๒๕๔๒ มีการอ้างเรื่องธงประจำวัด เพื่อใช้สร้างกระแสทำลายพุทธแบบเดียวกัน และกรรมาธิการศาสนา โดยนายอำนวย สุวรรณคีรี ออกหนังสือห้ามพระภิกษุสงฆ์ทั่วประเทศ มาปฏิบัติศาสนกิจกับวัด ?) และห้ามชุมนุมประกอบพิธีวิสาขบูชาเด็ดขาด หากผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษโดยเด็ดขาด ฐานกบฏ พุทธศาสนิกชนที่ได้เดินทางเพื่อจะมาร่วมศาสนพิธีวันวิสาขบูชาในเมืองเว้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน แทนที่จะได้ปฏิบัติกุศลกิจ กลับถูกห้ามปรามเช่นนั้นจึงได้เดินขบวนประท้วงรัฐบาล ในจำนวนนั้นมีพระสงฆ์ สามเณรและนางชี ถึง ๒,๐๐๐ รูป เดินเป็นแถวหน้า เมื่อบาทหลวงโรมันคาทอลิครู้เรื่องจึงโทรเลขด่วนไปยัง โง ดินห์ ถึก ที่วาติกัน กรุงโรม ว่าควรดำเนินการอย่างไรต่อไป โง ดินห์ ถึก จึงโทรเลขสั่งให้ปราบปรามแบบ "มิชชั่น" กับพุทธศาสนิกชน ในฐานะศัตรูพระเจ้า โดยปฏิบัติตาม VATICAN COUNCIL 2 ข้อที่ 7:7 ซึ่งมีความว่า

"บรรดาปิตาจารย์ จงใช้ความพยายามอย่างสุดกำลัง สุดความสามารถ ทุกวิถีทาง ทั้งโดยการพูด การเขียน ในอันที่จะกำจัดศาสนาอื่นๆ อันมิใช่คริสต์ศาสนา ให้หมดสิ้นไป อีกทั้งต้องใช้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้าร่วมทำการกับตนด้วย"

นั่นหมายถึงให้ปราบปรามอย่างรุนแรงเด็ดขาด ไม่ต้องคำนึงถึงรูปแบบและวิธีการ จุดประสงค์คือการกำจัดศาสนาพุทธตามคำสั่ง VATICAN COUNCIL 2 นั้น (บาทหลวงคริสเตียนเวียตนาม จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าตำรวจลับในท้องถิ่น และมีอำนาจสั่งการเจ้าหน้าที่ของรัฐได้อีกด้วย) เจ้าหน้าที่ตำรวจคริสเตียนได้ขับรถบรรทุกชนฝ่าเข้าไปกลางขบวน อันมีพระภิกษุสงฆ์และนางชี ซึ่งเดินเป็นแถวหน้าถูกรถทับตายในทันที ๗๐ รูป พุทธศาสนิกชนตาย ๓๐ คน และบาดเจ็บจำนวนพันกว่าคน จากการถูกกระบองของเจ้าหน้าที่ตำรวจตีด้วยกระบอง เพื่อสลายการเดินขบวน ที่เหลือถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมคุมขังไปทั้งหมด บาทหลวงคริสเตียนผู้ทำหน้าที่สั่งการตำรวจนั้นได้แถลงแทนรัฐบาลว่า "ผู้เดินขบวนเป็นคอมมิวนิสต์ พระสงฆ์และนางชี เป็นแนวร่วมคอมมิวนิสต์ ที่ต้องการทำลายศาสนา และเป็นผู้ขว้างระเบิดทำลายโบสถ์คริสต์??" ได้มีการจับกุมพุทธศาสนิกชน ผู้เกี่ยวข้องในการเดินขบวนนี้ ซึ่งมีทั้งพระภิกษุ สามเณร นางชี และพุทธศาสนิกชนอีกหลายพันคน ข่าวการปราบปรามชาวพุทธนี้ ได้ถูกสั่งห้ามมิให้มีการเสนอข่าวต่อสื่อมวลชน และ CIA ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ตรวจสอบข่าวสารทางการทูตที่จะส่งออกไปนอกประเทศเวียตนามโดยเข้มงวด เพราะไม่ต้องการให้กระเทือนสถานภาพของรัฐบาล โง ดินห์ เดียม ซึ่งสหรัฐอเมริกามีผลประโยชน์ร่วมอยู่ด้วย

จากสาเหตุการณ์ปราบปรามดังกล่าวแม้ทางการจะปิดข่าวโดยวิธีการใดๆ ก็ตาม ข่าวนี้ก็ได้กระจายออกไปสู่เมืองต่างๆ ในเดือนมิถุนายน และเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกันนั้นได้มีการเดินขบวนประท้วงรัฐบาลและโง ดินห์ ถึก เกิดขึ้นไปทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องพอสรุปเหตุการณ์สำคัญได้ ดังนี้

วันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๖ ได้มีการเดินขบวนหน้ารัฐสภา โดยมีป้ายแสดงข้อความว่าเรียกร้องรัฐบาลทำข้อตกลง หยุดทำร้ายเข่นฆ่าพุทธบริษัทในทันที หากไม่ทำสัญญา ชาวพุทธจะเผาตัวเองเป็นการป้องกันพุทธศาสนา

วันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๖ รัฐบาลไม่ทำสัญญาใดๆ วัดพุทธแถบนอกเมืองเว้ ถูกตำรวจเข้าเผาทำลาย ชาวพุทธเริ่มอดอาหารประท้วง มีพระภิกษุ ๒ รูปเสนอความจำนงค์จะปลงชีพตนเองปกป้องพระพุทธศาสนา




วันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๖ พระภิกษุในพุทธศาสนานาม ทิจ กวาง ดึ๊ก อายุ ๗๓ ปี ทนเห็นความทารุณโหดร้าย ในการใช้อำนาจรัฐปราบปรามเข่นฆ่าชาวพุทธต่อไปไม่ได้ จึงได้ประกาศอุทิศชีวิต เพื่อป้องกันพระพุทธศาสนา โดยได้เขียนข้อ

เรียกร้องต่อ รัฐบาล โง ดินห์ เดียม ว่า"

๑. เพื่อป้องกันพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาดั้งเดิมของประเทศชาติ

๒. ขอเตือนการกระทำที่บีบคั้น และฆ่าพระภิกษุ นางชี และคนทั่วไปในประเทศ

๓. ขอร้องให้ท่านมอบ อิสรภาพ ให้แก่ผู้นำชาวพุทธ ทั้งหลาย ในคณะกรรมการป้องกันพระพุทธศาสนา พระภิกษุ นางชี และพุทธศาสนิกชนที่ถูกจับขังอยู่ในขณะน

๔. ให้ยุติสถานการณ์เลวร้าย และเลิกจับพระภิกษุ นางชี และพุทธศาสนิกชนอีก

๕. ให้เลิกองค์การคณะสงฆ์รวมทั้งบุคคลที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาหลอกลวง ปิดบังความจริงเป็นเหตุให้ประชาชนโง่เขลา

๖ คณะกรรมการสหพันธ์เพื่อพระพุทธศาสนาที่บริสุทธิ์ ที่รัฐบาล โง ดินห์ เดียม และพี่ชายตั้งขึ้นมาเพื่อหลอกลวงประชาชน (เหมือนเหตุการณ์ในประเทศไทย ปี พ.ศ.๒๕๔๒)"

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 10:33 am



หลังจากได้เขียนข้อเรียกร้องเสร็จ ท่านก็ได้เข้าสู่ขบวนพุทธศาสนิกชนประมาณ ๑,๐๐๐ คนด้วยความสงบ เพื่อไปสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้พระภิกษุ สามเณร แม่ชี และพุทธศาสนิกชนที่ถูกเจ้าหน้าที่ขับรถพุ่งชนเสียชีวิตในวันที่ ๘ พ.ค.๒๕๐๖ ที่ผ่านมา จากนั้นขบวนชาวพุทธศาสนิกชนก็เดินต่อไปอย่างสงบ โดยมีรถนำพระภิกษุ ทิจ กวาง ดึ๊ก ไปยังกลางเมืองหลวง พระภิกษุผู้เสียสละ วัย ๗๓ ปีได้ก้าวลงจากรถไปนั่งขัดสมาธิกลางวงเวียนซึ่งมีพุทธบริษัทแวดล้อมเป็นวงใหญ่ พุทธบริษัท ได้หยิบถังน้ำมันเบนซิน ๕ แกลลอนออกมาจากรถคันนั้น แล้วเอาน้ำมันราดบนพระภิกษุ ทิจ กวาง ดึ๊ก จนหมด ต่อจากนั้นก็เอาไฟจุดร่างนั้น ไฟลุกโชติช่วง ท่วมร่างของพระภิกษุผู้เสียสละ ขณะที่ไฟลุกท่วมร่างอยู่ปรากฏว่า พระภิกษุวัย ๗๓ คงนั่งนิ่งด้วยสมาธิจิตอันแน่วแน่ไม่ไหวติง ไม่แสดงอาการทุกข์เวทนาในสังขารแต่อย่างใดเลย เปลวไฟอันร้อนระอุได้เผาจีวรและผิวหนังไหม้เกรียมอยู่ประมาณ ๑๐ นาที ร่างของท่านที่นั่งขัดสมาธิอยู่นั้นก็หงายหลังอย่างเงียบสงบ นี่คือพระภิกษุในพระพุทธศาสนาที่ได้เสียสละชีวิตเพื่อพิทักษ์พุทธศาสนา จากการบีบคันและปราบปรามของ สังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค โง ดินห์ ถึก โดยคำสั่ง VATICAN COUNCIL 2 นับเป็นรูปแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ การพลีชีพของท่านนั้น นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามคำประกาศในนามพุทธศาสนิกชน ที่จะสละชีวิตรักษาพระพุทธศาสนา ให้พ้นจากการกลั่นแกล้งบีบคั้น และปราบปรามจากรัฐบาล โง ดินห์ เดียม แล้วยังแสดงถึงความเด็ดเดี่ยว มั่นคงของพุทธศาสนิกชนด้วย สรีระของท่านถูกหุ้มห่อด้วยธงธรรมจักร พุทธบริษัทจำนวน ๑,๐๐๐ คน พากันอัญเชิญสรีระของท่านไปไว้ ณ เจดีย์วัดซาลอย ในเมืองเว้




หลังจากนั้นได้มีพุทธบริษัทสละชีพเพื่อพระพุทธศาสนาอีก คือ สามเณรวัย ๑๗ และพระภิกษุวัย ๗๑ ที่เมืองเว้ แม่ชีที่เมืองนาตรัง พระภิกษุ เล้ อายุ ๒๐ อุทิศร่างเผาตนในเจดีย์ ซึ่งมี พระภิกษุอีก ๒ รูปที่อดอาหารประท้วงมากว่า ๑๐ วัน ที่เมืองพานเทียต ห่างจากไซ่ง่อน ๑๐๐ ไมล์ แม่ชีเยียง เหียน อุทิศร่างเผาตนประท้วงการกดขี่เข่นฆ่าชาวพุทธของสังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค โง ดินห์ ถึก และที่ เจดีย์หูดาม ซึ่งเป็นเจดีย์ใหญ่ที่สุดใน เมืองเว้ พระภิกษุวัย ๗๑ ปี ได้พลีชีพอุทิศร่างพิทักษ์พระพุทธศาสนาอีกเช่นกัน




วันอาทิตย์ ที่หน้าโบสถ์คริสต์โรมันคาทอลิคในไซ่ง่อน พระภิกษุ ทิจ เทียน มี หรือ ฮวางเมียว ได้นั่งขัดสมาธิ รดร่างชุ่มโชกด้วยน้ำมันก๊าด แล้วจุดไฟเผาสรีระของท่านด้วยตนเอง เมื่อเวลา ๑๐.๐๐ น. ขณะที่ชาวเวียตนามเข้ารีตคริสต์อยู่ในโบสถ์นั้นประมาณ ๑๐๐๐ คน ท่านได้เขียนจดหมายถึงสังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค โง ดินห์ ถึก และประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม เพื่อขอความเป็นธรรมให้เลิกฆ่าและปราบปรามพุทธศาสนิกชน

อุบาสิกา มาย เกี๊ยต อุทิศชีวิตพิทักษ์พุทธศาสนา ในไซ่ง่อน ด้วย การเอาขวานสับข้อมือตัวเอง แล้วเอามือที่ขาดนั้นผูกกับหนังสือประท้วง การปราบปรามของคริสเตียนโรมันคาทอลิคส่งให้รัฐบาล? และจากการอุทิศชีวิตโดยการเผาตัวเองเพื่อป้องกันพระพุทธศาสนานี้เอง ทำให้มีพุทธบริษัทเผาตัวเองอีกมากมาย

รัฐบาล โง ดินห์ เดียม ได้ประกาศว่าจะทำตามข้อเรียกร้องในจดหมายของ พระ ทิจ กวาง ดึ๊ก ที่อุทิศชีวิตเผาตัวเองนั้น แต่นั่นเป็นเพียงคำพูดที่กลับกลอกหาความจริงใดๆ ไม่ได้กลับกลายเป็นสัญญาณไฟเขียวให้สังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค โง ดินห์ ถึก เร่งใช้อำนาจผ่านตำรวจในสังกัดทำการฆ่าและทำร้ายพระภิกษุ และพุทธบริษัทรุนแรงขึ้นไปอีก และกลับกลายเป็นว่าพุทธศาสนิกชนเหล่านี้ คือผู้ที่ร่วมมือฝ่ายตรงข้ามต้องการล้มล้างรัฐบาล ตำรวจคริสเตียนของ โง ดินห์ ถึก ได้ทำการเผาวัด ฆ่าพระภิกษุสงฆ์ระดับผู้ใหญ่ นางชี และพุทธศาสนิกชนหนักยิ่งกว่าเดิมขึ้นไปอีก วัดกลายเป็นที่ต้องห้ามของการทำศาสนพิธี โดยมีลวดหนามและสิ่งกีดขวาง ไปปิดกั้นตามถนนในเมืองใหญ่ๆ เช่น เว้ และไซ่ง่อน พระภิกษุหรือผู้ใส่ชุดขาวหรือชุดอุบาสกอุบาสิกา คือผู้สวมเครื่องแบบของผู้ทำลายความมั่นคงของรัฐบาล พระภิกษุสงฆ์โกนศีรษะโล้นห่มผ้ากาสาวพัสตร์ คือเป้าหมายของตำรวจเวียตนามที่เข้ารีตเป็นคริสเตียนโรมันคาทอลิค ภาพของพระสงฆ์ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไล่ยิง จนกระทั่งมรณะภาพบนบาทวิถี กลายเป็นภาพที่ประชาชนเห็นเป็นปกติ ศพของพุทธศาสนิกชนที่ทับถมตามฐานเจดีย์คือสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน

ไซ่ง่อน ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๖ รัฐบาลคริสเตียนโรมันคาทอลิค โง ดินห์ เดียม ปฏิเสธอย่างเป็นทางการ ที่จะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ว่า จะเลิกปราบปรามและเข่นฆ่าชาวพุทธจึงมีความคาดหมายกันว่า อาจมีการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน "เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา (สังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค โง ดินห์ ถึก ควบคุม) ได้บังคับให้องค์กรปกครองคณะสงฆ์เวียตนาม พระภิกษุสงฆ์เจ้าอาวาสวัดในพุทธศาสนา องค์กรพุทธศาสนา ลงนามเซ็นชื่อรับรองว่า จะซื่อสัตย์ต่อรัฐบาล โง ดินห์ เดียม และจะเชื่อฟัง โง ดินห์ ถึก ซึ่งเป็นสังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค รวมทั้งอยู่ใต้คำสั่งของสมาคมสงฆ์แห่งชาติ (ที่รัฐบาลตั้งขึ้นเท่านั้น) และจะไม่จัดการเคลื่อนไหวประท้วงใดๆ" (สำนักข่าว ยู.พี.ไอ.)

ไซ่ง่อน ๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๖ เกิดการเล่นสกปรกขึ้น ซึ่งมีรัฐบาลประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม ผู้ถือคริสต์ศาสนา กำลังบีบคั้นพุทธศาสนิกชนที่อยู่ในเหตุการณ์นี้ก็คือมีมือมืดได้ "ลอบวางยา" พระภิกษุสงฆ์ชั้นสูงในพระพุทธศาสนาหลายรูป (เหมือนประเทศไทย ปี พ.ศ.๒๕๔๒ หลวงปู่โง่น ได้ถูกวางยาพิษหลังจากกลับจากยุโรป แพทย์ไม่ยอมให้ผ่าตัดพิสูจน์ ศพ และเกิดกับพระสายปฏิบัติกรรมฐาน สมาธิจิต แถบภาคอิสานของไทย จำนวน ๒๐ รูป) จนกระทั่งอาพาธหนักต้องเข้าโรงพยาบาลจำนวนถึง ๒๐ รูป โฆษกชาวพุทธได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติของรัฐบาล โง ดินห์ เดียม ที่ปราบปรามชาวพุทธนั้นได้ทวีความรุนแรงขึ้น และเตือนให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายพึงระวังตัว (สำนักข่าว ยู.พี.ไอ)

ไซ่ง่อน ๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๖ มีผู้ฆ่าตัวตายเพื่อประท้วงรัฐบาล ที่ปราบปราม เข่นฆ่าชาวพุทธ ผู้ฆ่าตัวตายผู้นี้ เป็นนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล เป็นผู้นับถือพุทธศาสนา ชื่อ เหงียน เทือง ทัม ได้กินยาพิษและไปเสียชีวิต ที่โรงพยาบาล ทั้งนี้เนื่องจากเขาได้ถูกกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจของสังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค โง ดินห์ ถึก ว่าทำลายความมั่นคงของชาติ โดยกระทำตัวเข้าข้างชาวพุทธ และวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล นายเหงียน เทือง ทัม ได้เขียนจดหมาย ขอให้รัฐบาลหยุดการเข่นฆ่าพระสงฆ์ชาวพุทธไว้ก่อนตาย (สำนักข่าวรอยเตอร์)

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 10:36 am


ไซ่ง่อน ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๖ ตำรวจคริสเตียนของ โง ดินห์ ถึก ได้ใช้อำนาจเข่นฆ่าชาวพุทธอย่างโหดเหี้ยมทารุณ บางพวกได้เข้าบุกตีกระหน่ำกลุ่มชาวพุทธที่มาชุมนุมเรียกร้อง บางคนก็ล็อคคอผู้หญิงลากขึ้นรถบรรทุกไป เข้าค่ายกักกันเป็นจำนวนหลายร้อย ทั้งพระภิกษุ แม่ชี ฆราวาสทั้งหญิงชาย ตลอดจนกระทั่งเด็ก ประธานาธิบดีโง ดินห์ เดียม ผู้นับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิค ได้ตัดสินใจ "ขยี้" ประชาชนชาวพุทธที่มีเป็นส่วนใหญ่ ๙๐% ในเวียตนามใต้แล้ว โดยไม่รับฟังและไม่ยินยอมตามคำเรียกร้องใดๆ การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดของ โง ดินห์ เดียม ครั้งนี้ทำให้เขากลายเป็น "ผู้เผด็จการทางศาสนา" ในเวียตนามไปแล้ว

วันเดียวกันที่เมืองพูลัม มีการชุมนุมของชาวพุทธ ส่วนมากเป็นพระภิกษุ แม่ชี ผู้หญิงและเด็ก ตำรวจซึ่งเป็นคนของคริสเตียน ได้บุกเข้าไปตีหัวชาวพุทธเลือดไหลอาบหน้า และต้อนพระภิกษุ และแม่ชี รวมทั้งผู้หญิงและเด็ก ที่ถูกตำรวจลากตัวอย่างไม่ปราณีขึ้นรถบรรทุก ส่งไปยังค่ายกักกัน ประมาณ ๑๕๐๐ คน บาตรพระ ลูกประคำ รองเท้า หมวก และสิ่งของหล่นเกลื่อนกลาด

ที่เจดีย์เกี๊ยกมินท์ มีการชุมนุมของชาวพุทธอย่างสงบโดยการนั่งสมาธิ แต่ตำรวจคริสเตียนก็ไม่ละเว้น ตั้งข้อหาว่า "นั่งสมาธิเพื่อสาปแช่งรัฐบาล" ระดมกำลังเข้าไปทุบตีที่หัวและร่างกาย ลากขึ้นรถไปทั้งหมด ที่หน้าตลาดใหญ่กลางกรุงไซ่ง่อน แม่ชี ๑๐๐ คน สวดมนต์อยู่ แต่ตำรวจของ โง ดินห์ ถึก ก็ระดมตีและจับไปกักขังทั้งหมด (สำนักข่าว ยู.พี.ไอ)

ไซ่ง่อน ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๖ เจดีย์ใหญ่ซึ่งเป็นที่ปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชนอย่างน้อย ๓ แห่งถูกตำรวจปิดล้อมตลอดวัน เว้นแต่ในตอนเช้าจะเปิดให้เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น แต่ก็ไม่มีพุทธบริษัทคนใดออกจากเจดีย์ ทั้ง ๓ แห่ง อาหารที่พระภิกษุได้บิณฑบาตไว้ ได้ถูกนำออกมาเลี้ยงพุทธศาสนิกชน และขณะนี้อาหารได้ร่อยหรอลงไปทุกทีแล้ว และบางเจดีย์พระภิกษุและแม่ชี พุทธศาสนิกชนต้องกินข้าวกับเกลือ แต่ก็ยังต่อสู้ต่อไป (สำนักข่าว ยู.พี.ไอ.)

ไซ่ง่อน ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๖ ได้มีการแจกจ่ายใบปลิวไปตามเจดีย์ต่างๆ ในกรุงไซ่ง่อน ใบปลิวนั้นอ้างว่าเป็นของชาวพุทธ แต่ข้อความกลับกลายเป็นว่าการประท้วงของชาวพุทธนี้ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายค้าน และผู้ที่ต้องการล้มล้างรัฐบาล ต้องการโค่นล้มรัฐบาลโง ดินห์ เดียม และทำลายความมั่นคงของชาติ (เหมือนเหตุการณ์ในประเทศไทยปี พ.ศ.๒๕๔๒ แต่เมืองไทยแจ๋วกว่า เพราะลงหนังสือพิมพ์ตั้งข้อหาเลย) ซึ่งทำให้ชาวพุทธที่ได้รับใบปลิว พากันขับไล่ผู้แจกใบปลิวนั้นอย่างโกรธแค้น (สำนักข่าว ยู.พี.ไอ)

เมืองเว้ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๖ ตำรวจคริสเตียนของ โง ดินห์ ถึก สังฆราชโรมันคาทอลิค ได้ใช้กำลังบุกตะลุยเข้าสู่เจดีย์ ขณะที่มีการสวดมนต์ของพระและพุทธศาสนิกชน ยังผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ๒๐ รูป และอาการปางตาย ๕ รูปพระภิกษุสงฆ์บางรูป ถูกตีซ้ำแล้วซ้ำอีกจนสลบคาที่ (สำนักข่าว เอ.พี)




เมืองเว้ ๑๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๖ ภายใต้กฎอัยการศึก ตำรวจคริสเตียนจำนวน ๑๒๐๐๐คน กระจายกำลังเตรียมพร้อมเพื่อทำการกวาดล้าง เข่นฆ่าชาวพุทธอย่างเต็มที่ หลังจากที่มีการเผาตัวตายของพระภิกษุ ทิจ เตียว เดียว ในเจดีย์ตูดาม ข่าวแจ้งว่าขณะนี้รอบเจดีย์ตูดาม อันเป็นเจดีย์สำคัญของเมืองเว้ มีตำรวจล้อมรอบ และมีลวด หนามล้อมไว้กันคนภายในหนีออกมา และตำรวจได้ตั้งด่านตรวจผู้คนอย่างเข้มงวดที่สุด ภายในเจดีย์มีพระภิกษุและแม่ชี สวดมนต์ผ่านเครื่องขยายได้ยินถึงภายนอก ซึ่งมีพุทธศาสนิกชนที่นั่งอยู่ตามข้างถนน นอกลวดหนามที่ปิดกั้น พนมมือและสวดมนต์ตามไปด้วย สถานการณ์ตึงเครียดพร้อมระเบิดทุกเมื่อ (สำนักข่าว เอ.พี)

นี่เป็นส่วนหนึ่งในการเข่นฆ่าพุทธศาสนิกชน ที่กระทำโดยรัฐบาลที่นับถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิค พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐ เหตุการณ์อันสุดหฤโหดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ของการเข่นฆ่าพระภิกษุพุทธศาสนา และพุทธศาสนิกชน ซึ่งมีแต่เสียงสวดมนต์และปราศจากอาวุธนั้น ไม่มีครั้งใดจะยิ่งใหญ่อำมหิตยิ่งกว่าเหตุการณ์ในเจดีย์ซาลอย กลางกรุงไซ่ง่อนอีกแล้ว

ขอนำภาพและบรรยากาศที่น่าสลดใจของพุทธบริษัทที่ เกิดขึ้น ณ เจดีย์ซาลอย กลางกรุงไซ่ง่อน เวลา ๐๐.๓๐ น. ของวันพุธที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ มาให้ท่านผู้อ่านได้สัมผัส ใกล้ชิดต่อความเป็นจริง ขณะนั้น ซึ่งเป็นการรายงานของ นักข่าวสถานีโทรทัศน์ NBC (ช่อง๔) ของสหรัฐอเมริกา.......

" ....ท่ามกลางความมืดและหนาวเย็น ถนนในเมืองไซ่ง่อนเงียบสงัด หน้าเจดีย์พุทธศาสนาหลายแห่งยังมีแสงไฟวอมแวมอยู่

ภายในเจดีย์วัดซาลอย มีพุทธบริษัทหลายร้อยคนกำลังนอนหลับอยู่ เพราะเมื่อในวันอาทิตย์ที่แล้วเพิ่งมีพิธีใหญ่ ชาวพุทธจำนวนหมื่นได้มาร่วมกันชุมนุมอดอาหาร เพื่อประท้วงรัฐบาลที่บีบคั้นเข่นฆ่าพุทธศาสนิกชน นับแต่มีการพลีชีพของพระภิกษุ ทิจ กวาง ดึ๊ก และได้นำสรีระของท่านทำพิธีที่เจดีย์ซาลอยในไซ่ง่อนจึงกลายเป็นเป็นที่ชุมนุมใหญ่ของพุทธศาสนิกชนนับตั้งแต่นั้นมา




ในความเงียบนั้น รถบรรทุกของตำรวจหลายคันวิ่งเข้ามาจอดหน้าเจดีย์ซาลอย ตำรวจในเครื่องแบบ สนามสวมหมวกเหล็ก พร้อม ด้วยออาวุธปืน ลูกระเบิดมือ ก็กระโดดลงจากรถอย่างรวด เร็ว ตำรวจหน่วยหนึ่งได้ตรงไปที่ประตูของเจดีย์ซึ่งเป็นเหล็ก ใช้เครื่องมือทำลายประตูจนพังแล้ววิ่งกรูเข้าสู่เจดีย์พร้อมอาวุธปืนและแก๊สน้ำตา ที่เหลือนอกนั้นกระจายตัวกันล้อมเจดีย์และบริเวณวัด

ชั่วอึดใจเดียวก็มีเสียงระเบิด และเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว ระคนไปด้วยเสียงระฆัง กลอง เสียงตะโกนให้ช่วย และเสียงพระสวดมนต์พระปริต ดังออกมาจากข้างในเจดีย์

ที่บ้านของผู้สื่อข่าว ยู.พี.ไอ. ในไซ่ง่อนได้มีพุทธศาสนิกชนจากวัดซาลอยได้โทรศัพท์เข้าไปด้วยความตกใจว่า "มิสเตอร์บราวน์ ตำรวจมา เขากำลังใช้ปืนยิงพระสงฆ์และแม่ชี ช่วยบอกสถานทูตอเมริกันด้วย" อีกบ้านหนึ่งได้รับโทรศัพท์ว่า "ที่นี่ซาลอย ตำรวจหน่วยปราบกำลังบุกเจดีย์" ลองนึกซิว่าสภาพขณะนั้นภายในเจดีย์จะเป็นอย่างไร ???

พระภิกษุ สามเณรและแม่ชี รวมทั้งพุทธศาสนิกชนภายในเจดีย์ ซาลอย พากันตกใจตื่นจากเสียงปืน และเสียงระเบิดที่ดังกึกก้อง

เมื่อตำรวจวิ่งขึ้นไปยังชั้นต่างๆ ถึงตัวก็ตีด้วยพานท้ายปืนล้มลง บางองค์ถูกยิง หลายคนถูกระเบิดแก๊สน้ำตาน้ำตา ไหลพรากหาทางไปไม่ได้โดนยิง ด้วยปืนเข้าที่กลางหลัง พระบางรูปวิ่งขึ้นไปบนยอดเจดีย์ตีกลองและระฆัง เพราะไม่สามารถจะทำอะไรได้กว่านั้น เพราะไม่มีอาวุธนอกจากไม้สำหรับเคาะบักฮื้อ (ปลาสีแดงเล็กๆ ใช้เคาะพร้อมสวดมนต์) ซึ่งใหญ่กว่าก้านธูปนิดเดียวเท่านั้น ตำรวจคนหนึ่งวิ่งตามขึ้นไปทันและจับตัวโยนลงมาจากชั้น ๔ ศีรษะกระทบพื้นหินข้างล่างดังสนั่น เลือดกระจาย พระเณรที่เหลืออยู่ในชั้นสูงขึ้นไป เอาเครื่องกีดขวางประตูและปิดหน้าต่างด้วยลูกกรงเหล็ก




รถบรรทุกตำรวจหลายสิบคันที่จอดอยู่ในบริเวณวัด ล้วนถูกอัดแน่นไปด้วย พระภิกษุ แม่ชี และพุทธบริษัทหลายร้อยคน ภายในเจดีย์ยังคงมีเสียงปืน และเสียงระเบิดดังออกมาอย่างไม่ขาดระยะ และหน้าต่างด้านหลังเจดีย์ได้ค่อยๆ เปิดออก พระภิกษุ ๒ รูปก็ปีนหน้าต่างกระโดดออกมาแล้วปีนข้ามเข้าไปในที่จอดรถ เขตบ้านชาวอเมริกันซึ่งรั้วติดกับวัด ตำรวจใช้ปืนกลยิงกระหน่ำ พระองค์หนึ่งร่วงลงพื้นไป อีกองค์หนึ่งสามารถหลบรอดไปได้

เวลาประมาณ ๐๒.๐๐น. ยังมีเสียงกระจกแตก เสียงทุบทำลายเครื่องโต๊ะหมู่บูชาในเจดีย์ แสดงว่าตำรวจกำลังรื้อค้นสิ่งของ และทำลายพุทธศาสนสมบัติอย่างเมามัน พระภิกษุสามเณรเฉพาะของวัดซาลอยมีประมาณ ๗๐๐ รูป ถูกจับขนขึ้นรถบรรทุกทั้งหมด วิ่งฝ่าความ มืดหายไป

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ประชาชนในไซ่ง่อนก็แลเห็นตำรวจเต็มท้องถนน และตามสี่แยกต่างๆ รอบๆ เจดีย์ซาลอย และเจดีย์ของวัดพุทธศาสนาอื่นๆ ในไซ่ง่อนซึ่งได้ถูกทหารเข้ายึดในคืนเดียวกันกับ ที่วัดซาลอย ข่าวได้รับทราบทั่วไปว่า พระภิกษุสามเณรและแม่ชีที่ถูกจับ จากวัดต่างๆ ในคืนนั้นมีจำนวนกว่า ๑๐,๐๐๐ คน และสังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค โง ดินห์ ถึก ได้ประกาศกฎอัยการศึกในไซ่ง่อน โดยห้ามประชาชนที่เป็นพุทธศาสนิกชนออกจากบ้านเวลา ๒๑.๐๐ น. ถึง ๐๕.๐๐ น. ยกเว้นผู้ที่เป็นคริสเตียนซึ่งได้รับอนุญาตพิเศษ ตำรวจได้รับคำสั่งให้ยิงทุกคนได้โดยเสรี รวมทั้งเครื่องบินก็ห้ามขึ้นลงในท่าอากาศยานด้วย....... ที่โบสถ์ คาทอลิคมีการกระจายเสียงว่า "รัฐบาล โง ดินห์ เดียม. ประกาศเผาเมือง และยอมทิ้งเมืองไซ่ง่อน หากมีการรัฐประหารและแพ้.."

ในขณะเดียวกันที่เมืองเว้ อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชทินเกี๊ยต ประมุขสงฆ์แห่งพระพุทธศาสนา สมเด็จสังฆราชองค์นี้ได้ถูกจับไปขัง ถูกซ้อม และบังคับให้ออกแถลงการณ์ มอบอำนาจการบริหารคณะสงฆ์ ให้กับพระภิกษุสงฆ์ซึ่งเป็นบาทหลวงคริสต์โรมันคาทอลิคโดยเข้าไปบวชเป็นพระสงฆ์พุทธชื่อ ทิจ เทียน หัว ซึ่ง โง ดินห์ ถึก ได้เป็นผู้แต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการ "คณะกรรมการป้องกันพระพุทธศาสนาแห่งชาติ??" (เหมือนในประเทศไทย ปี พ.ศ.๒๕๔๒ นายสมพรฯ ผู้ก่อชนวนฟ้องร้องให้ ถอดพระมหาเถระ กรรมการองค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย ออกจากตำแหน่ง เพราะไม่ทำตามคำสั่งของนักการเมือง และได้ตั้งองค์กรอุปถัมภ์และคุ้มครอง พระพุทธศาสนาขึ้นเมื่อ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งมีนายอำนวย สุวรรณคีรี สส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐบาล ให้การสนับสนุน) ดูแลกิจกรรมศาสนพิธีของชาวพุทธในประเทศเวียตนาม (พุทธศาสนิกชนไม่ เลื่อมใส การเข่นฆ่าที่รุนแรงโดยตำรวจคริสเตียนโรมันคาทอลิค ภายใต้การบัญชาการของ โง ดินห์ ถึก การบัญชาการนั้นข้ามประเทศมาจากกรุงวาติกัน ประเทศอิตาลี ซึ่งนาย โง ดินห์ ถึก ได้เดินทางไปประชุม VATICAN COUNCIL 2 และการปราบปรามนี้เรียกว่า "มิชชั่น" หรือ "การรุกแบบตรงตัว" นั่นเอง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 10:37 am

"ทำลายพุทธศาสนา" กรรมหนักที่ไม่ต้องรอชาติหน้า


จากการกวาดล้างพุทธบริษัทเวียตนาม ยังความไม่พอใจให้กับผู้นำทหาร ที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ได้มีความพยายามที่จะหยุดการ กระทำอันป่าเถื่อนของรัฐบาล โง ดินห์ เดียม มาโดยตลอดคือ

ครั้งแรกในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๓ พันเอก เหงียน จัน ที พุทธศาสนิกชนและคณะนายทหารยศนายพัน ซึ่งนับถือพุทธศาสนา จะได้นำกองทหารพลร่ม ๔ กองพัน เข้าจับกุมประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม ซึ่งนายทหารเวียตนามกลุ่มนี้ มีความนิยมและไว้วางใจชาวอเมริกันมาก และนายพล ลี โน แอล แมคคาร์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ CIA ได้รับรองว่าจะให้การสนับสนุนการปฏิวัติ แต่ความเป็นจริงแล้ว นายพลอเมริกันผู้นี้คือสายลับ ที่ถูกส่งให้มาสืบความเคลื่อนไหว เพื่อรายงานข่าวและกำจัดผู้ที่ต่อต้านรัฐบาล โง ดินห์ เดียม ฉะนั้นนายทหารเวียตนามชุดดังกล่าว จึงถูกหักหลังโดย CIA ซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมกัน กับคริสต์จักรโรมันคาทอลิคเวียตนามของ โง ดินห์ ถึก และรัฐบาล ทำให้ทหารคริสเตียนของรัฐบาล ตั้งกองทหารซุ่มไว้รอฆ่าเรียบร้อย โดยทาง CIA ก็ได้สั่งให้กองทหารสื่อสารอเมริกัน ใช้เครื่องมือก่อกวนคลื่นสัญญาณวิทยุสื่อสารทหารของกลุ่มปฏิวัติ จนไม่สามารถติดต่อสั่งการได้ ต้องใช้รถจักรยานยนต์แทน ทำให้ถูกปราบได้ภายใน ๒ วันมีทหารเสียชีวิต ๑๐๐ คน และนายทหารที่มีรายชื่อ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องอีกมากมาย ได้ถูกสังหารโดย CIA และนี่คือบทพิสูจน์อุดมการณ์อมตะของเหล่าทุจริตชนที่ว่า "ผลประโยชน์ ย่อมอยู่เหนือความถูกต้อง"




ครั้งที่ ๒ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๕ ได้มีการฆ่าพระภิกษุสงฆ์ เผาทำลายวัดมากมาย ทำให้นายทหารอากาศ ที่นับถือพุทธศาสนาทนไม่ได้ ได้ขับเครื่องบินไปทิ้งระเบิดทำเนียบรัฐบาล ขณะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อหยุดพฤติกรรมอันชั่วร้าย ที่กระทำต่อพุทธบริษัทของรัฐบาล แต่กลุ่ม โง ดินห์ เดียม ก็รอดไปได้ การแสดงออกของกองทัพและทหารนี้แทนที่รัฐบาล โง ดินห์ เดียม จะเปลี่ยนนโยบายทำลายพุทธ กลับเร่งการเข่นฆ่าพระและนางชี รวมทั้งผู้นับถือพุทธศาสนามากขึ้น เนื่องจากเป็นคำสั่งโดยตรงจากวาติกัน ซึ่ง โง ดินห์ ถึก อันเป็นสังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค ได้ไปร่วมประชุมสังคายนาวาติกัน ๒ ที่กรุงวาติกัน (เริ่มประชุมปี พ.ศ. ๒๕๐๕) ซึ่งนับว่าเป็นการใช้แผนปราบปรามชาวพุทธครั้งแรกของ VATICAN COUNCIL 2 ทีเดียว




นายทหารระดับผู้นำทัพผู้นำเหล่าจึงถูกขึ้นบัญชีดำ และติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด ในฐานะอาจเป็นบุคคลที่ก่อกบฎ มีนายทหารที่นับถือพุทธศาสนาหลายคนถูกตำรวจลับซึ่งเป็นคริสเตียนยิงทิ้ง โดยอ้างสาเหตุว่ามีพฤติกรรมเป็นกบฏ การกลั่นแกล้งในวงการทหารโดยการใส่ความเพื่อมิให้เลื่อนยศเกิดขึ้นมากมาย แม้ว่านายทหารที่นับถือพุทธเหล่านี้จะถูกสะกดรอย โดยตำรวจลับของ โง ดินห์ ถึก สังฆราชคริสเตียนและอธิบดีกรมตำรวจ ทุกฝีก้าวแต่วิญญาณของนักรบ ความตายเป็นเรื่องเล็ก ความชำนาญในการรบ ที่แตกต่างจากประสพการณ์อันอ่อนด้อย ของพวกตำรวจสอพลอ จึงเทียบกันไม่ได้ ทำให้ผู้นำทหารเหล่านี้ สามารถจัดประชุมลับกัน จนได้ซึ่งมี นายพลทราน วัน ดง หัวหน้ากองเสนาธิการ, นายพลเดือง วัน มินทร์, นายพลวัน คิม และ นายพลทราน เทียน เคียม สำหรับนายพลเดือง วัน มินทร์ ได้เสียสละถึง ๕ ปี เพื่อเข้าแทรกซึมอยู่ในหน่วยของ CIA เพื่อหาข่าวข้อมูล

การทำลายล้างพุทธบริษัท ไม่เว้นแม้กระทั่งพระภิกษุสงฆ์ การเผาทำลายวัดพุทธสถาน การเข่นฆ่าพระภิกษุ ขณะสวดมนต์ทำสมาธิ หรือแม้กระทั่งผู้ที่ถือศิลประกอบศาสนกิจ ก็ถูกตำรวจยิงกราดตายมากมาย เอารถยนต์วิ่งชนดื้อๆ นี่ไม่ใช่วิสัยของมนุษย์ มันเป็นวิสัยของพวกภูติผีปีศาจ เสียงของพุทธศาสนิกชนที่เรียกร้องหาความชอบธรรม ความยุติธรรมถูกตอบกลับด้วยเสียงปืน พระสงฆ์องค์เจ้าถูกโยนลงจากเจดีย์ ร่างแหลกเละตายกับพื้น หลายรูปต้องเผาตัวเองตาย เพื่อประท้วงการกระทำ อันผิดมนุษย์ ของเหล่าคริสเตียนโรมันคาทอลิคโดยคำสั่ง VATICAN COUNCIL 2

ฉะนั้นเพื่อชีวิตของประชาชนเวียตนาม จึงจำเป็นต้องหยุดยั้งการกระทำอันบ้าคลั่งของกลุ่มโรมันคาทอลิคในทันที นายพลทั้ง ๔ จะรอช้าต่อไปไม่ได้เพราะทุกวินาทีหมายถึงชีวิตของชาวพุทธเวียตนามที่จะสิ้นไป ที่ประชุมพร้อมใจกันดำเนินการรัฐประหาร




บ่าย ๑.๓๐ น.ของวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๖ กลุ่มรัฐประหารได้ติดต่อกับ CIA หลายครั้งเพื่อให้อเมริกาวางตัวเฉยในเหตุการณ์นี้ ทางไวท์เฮ้าท์ได้ส่งคำแนะนำมายัง ทูต ลอดจ์ ประจำไซ่ง่อน ลงวันที่ ๕ ตุลาคม มีใจความว่า "ไม่สนับสนุนการรัฐประหาร แต่อเมริกาไม่อยากถูกมองว่าเป็นตัวอุปสรรคในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล" (ที่มา..PANTAGON Top Secret Report Nov, ๑๙๖๓) กลุ่มรัฐประหารได้ใช้ชื่อนายพลดง เรียกประชุมผู้บัญชาการและเสนาธิการทหารหน่วยต่างๆ ให้มาพร้อมกันที่กรมเสนาธิการทหารเวลา ๑๑ โมงเช้าตรง และได้จับกุมพวกนายพลและนายทหารยศสูงๆ ซึ่งเห็นด้วยกับรัฐบาล โง ดินห์ เดียม (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกคริสเตียนสอพลอ) ที่นี่ โดยให้นายพลมินท์เป็นผู้อ่านแถลงการณ์




ภายนอก เวลาบ่ายโมงตรง หน่วยนาวิกโยธิน หน่วยพลร่ม และทหารจากกองพลที่ห้า อยู่บริเวณตอนเหนือของเวียตนามใต้ หน่วยละสองพัน ได้นำรถถังจำนวน ๓๖ คัน เข้าสู่กรุงไซ่ง่อน การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ระหว่างทหารคริสเตียน ที่รักษาทำเนียบประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม พี่น้องโง ดินห์ เดียม และ โง ดินห์ ถึก ได้หนีลงทางลับใต้ดินภายในทำเนียบ ออกสู่ชายฝั่งแม่น้ำโขง และซ่อนตัวอยู่ในเมืองโซลอง ซึ่งเป็นย่านคนจีน ที่นับถือคริสเตียน แต่ในที่สุดก็ถูกจับได้ภายในโบสถ์คริสต์โรมันคาทอลิค ในระหว่างทางที่นำตัว โง ดินห์ เดียม,โง เดียน คาน,โง ดินห์ ถึก (สังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค พี่ชายผู้สร้างกรรมไว้กับชาวพุทธ) ก็ถูกพลขับยิงทิ้งเสียทั้งสามคน และเอาเชือกผูกศพ ลากกลับไปยังทำเนียบประธานาธิบดี สำหรับตำรวจลับและข้าราชการ ที่ได้ใช้อำนาจเข่นฆ่าทำลายพุทธบริษัท และวัดในพุทธศาสนา ก็ถูกพิพากษาลงโทษประหารทั้งหมด เรียกว่า "ล้างบาง" ส่วนประธานาธิบดี จอนห์ เอฟ เคเนดี้ ของสหรัฐอเมริกาผู้สนับสนุน โง ดินห์ เดียม ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกลอบสังหาร รวมทั้งวงศาคณาญาติอื่นๆ นับตั้งแต่ เคเนดี้ เป็นวุฒิสมาชิก ก็ถูกลอบสังหารที่มลรัฐเท็กซัส พี่น้องตระกูลเคเนดี้ทั้งหมด ล้วนถูกลอบสังหาร และกระทั่งลูกชายของประธานาธิบดีจอนห์ เอฟ เคเนดี้ ก็เครื่องบินประสบอุบัติเหตุตกตายในปี พ.ศ.๒๕๔๒ เช่นกัน ผลกรรมที่ได้กระทำต่อชาวพุทธ ได้สนองต่อบุคคล ผู้มีส่วนในการทำลายล้างพระพุทธศาสนาอย่างถ้วนหน้า นี่คือหลักฐานข้อพิสูจน์การปฏิบัติการ และความร่วมมือระหว่างประเทศมหาอำนาจ กับคริสต์จักรโรมันคาทอลิครวมถึงการใช้คำสั่ง VATICAN COUNCIL 2 ในภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ทำลายพระพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม

หากจะนับระยะเวลาที่ โง ดินห์ เดียม ล้มสถาบันกษัตริย์ แล้วขึ้นครองอำนาจเป็นประธานาธิบดี ร่วมกับพรรคพวกก่อกรรมทำเข็ญ แก่พุทธบริษัทเวียตนาม ถือว่าสั้นมาก เพียง ๙ ปีเท่านั้น ผลกรรมดังกล่าวตามทัน สมจริงดังพุทธพจน์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า "กมฺมุนา วตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" (ที่มาของข้อมูลจาก คำสัมภาษณ์ของผู้เขียน กับ นายเตรือง นู อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เวียตนาม และ พลเอก เหงียน เกา กี อดีต ประธานาธิบดีเวียตนาม ที่มลรัฐ California USA. ๑๙๘๕)

จากความล้มเหลวในการใช้แผนแบบ "มิชชั่น" ในประเทศเวียตนาม อันทำให้เกิดภาพพจน์เสียหายแก่วาติกัน ซึ่งสนับสนุนการกระทำของพวกบาทหลวงและรัฐบาล โง ดินห์ เดียม นั่นเอง ทำให้มีการปรับกลยุทธ์ทำลายพระพุทธศาสนาใหม่ โดยเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นประเทศไทยแทน เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางคริสต์จักรโรมันคาทอลิคในภาคพื้นเอเซีย

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 10:38 am

การแพร่เชื้อไวรัสศาสนาโดยกลุ่มปัญญาชน


อำนาจแห่งความสามัคคีของชนในชาติ ที่เกิดจากการอบรมบ่มนิสัย โดยพระภิกษุสงฆ์ที่ได้ถ่ายทอดหลักศีลธรรม ให้แก่กุลบุตรกุลธิดาของประชาชนไทย ทำให้เป็นการยากในการเข้ายึดครอง ของต่างชาติต่างศาสนามาโดยตลอด แม้กระนั้นความพยายาม ที่จะทำลายพระพุทธศาสนา ก็มีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรุนแรงมากยิ่งขึ้น การทำลายได้ มีการปรับเปลี่ยนวิธีการ ในการทำลายล้างกันอย่างเปิดเผย "VATICAN COUNCIL 2 การประชุมใหญ่สำนักวาติกันที่ ๒ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ ๑๑ ต.ค.๒๕๐๕ ถึง ๒๕๐๘ (๓ ปี) เป็นการจัดประชุมบิชอฟของคาทอลิคทั่วโลก อันถูกคัดสรรว่าเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพสูง ๔,๐๐๐ คน ซึ่งผลของการประชุม ได้มีมติออกมาเป็นคำประกาศ ซึ่งเรียกว่า "Declaration on relations of the church with non - christian religions คำแถลงของสภาประชุม เรื่อง ความสัมพันธ์แห่งศาสนจักรกับศาสนาที่มิใช่คริสต์ศาสนา" ซึ่งมองเป้าหมายทางด้าน เอเซียซึ่งมีฐานทางด้านการเกษตร อันสามารถอำนวยผลประโยชน์ให้กับองค์กร คริสตจักรของวาติกันได้เป็นอย่างดี แต่มีด่านสำคัญคือ พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งอยู่ในตำแหน่งใกล้เส้นศูนย์สูตร และเส้นแบ่งกึ่งกลางของการสื่อสาร และการคมนาคมของโลก เพราะฉะนั้นประเทศไทย จึงเป็นจุดสำคัญที่จะต้องกลืนให้ได้โดยดุษณีและไร้การต่อต้าน โดยการทำลายพระพุทธศาสนา นั่นหมายถึงจำนวนประชากรชาวพุทธ ซึ่งมีจำนวนถึง ๙๕% ของ ประเทศที่จะต้องสยบยอมในที่สุด จึงมีมติเห็นชอบร่วมกันโดยเป็นคำสั่ง ๒ ประการ ปรากฏเป็นหลักฐาน คือ

(10:24) "ให้วาติกันสนับสนุนหาผู้เชี่ยวชาญ ไปจัดการเปลี่ยนแปลงพระไตรปิฎก คัมภีร์ในพระพุทธศาสนา ให้มาเป็น คริสต์ศาสนา"

(9:12:15) "ให้แยกและแทรกศาสนธรรมที่แท้จริง อันทรงคุณค่าในพระพุทธศาสนาให้ได้ โดยอาศัยพระวจนะเผยของพระเจ้า ในคริสต์ศาสนาเป็นเครื่องส่องทาง ให้ดำเนินการพิจารณาหาหนทางจัดทำให้เห็นได้ว่า ศาสนธรรมอันทรงคุณค่าในพระพุทธศาสนานี้ จะสมบูรณ์ได้ด้วยการอาศัยคำของคริสต์ศาสนา"

ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ของสำนักวาติกันขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๐๙ คือ

๑. The Secret Congregation of Propaganda กระทรวงโฆษณาเผยแพร่ศาสนา รับผิดชอบวิธีการเผยแพร่แบบมิชชั่น (การรุกแบบตรงตัวแตกหัก)

๒. Secretariat for non-Christians สำนักงานเลขาธิการเพื่อผู้ไม่นับถือคริสต์ศาสนา รับผิดชอบงานแบบไดอาล็อค เมื่องานของ (๑) ไม่สามารถทำได้แบบเฉียบพลัน ให้ใช้หน่วยงานนี้ เข้าทำงานในระบบกลืนศาสนา และวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นไปเลย

หน่วยงานทั้งสองนี้เองได้ออกเอกสารลับเฉพาะซึ่งใช้สำหรับการสั่งการระหว่างสำนักงานเลขาธิการฯ กับบาทหลวงชั้นผู้ใหญ่ ตั้งแต่บิชอฟขึ้นไป ซึ่งมีการปฏิบัติภารกิจอยู่ทั่วโลก เรียกว่า Bulletin Confidential Publication เรียกสั้นๆ ว่า Bulletin หรือวารสารแถลงกิจ ซึ่งเป็นคำสั่งที่สำคัญ ทั้งนี้ทั้งนั้น จะต้องยึดหลักการ ๓ ข้อของมติที่ประชุมแห่งวาติกันคือ

(7:15) "ภารกิจของงานเผยแพร่แบบมิชชั่น ไม่จำกัดอยู่ที่การเปลี่ยนใจ บุคคลทีละคนให้มานับถือคริสต์ศาสนาต่อไปแล้ว แต่ภารกิจในบัดนี้คือ การเปลี่ยนตัวศาสนาทั้งศาสนาให้มาเป็นคริสต์ศาสนา"

(10:7) "ท่านจงไปทำให้ประชาชาติทั้งหมดให้เป็นสาวกของพระเยซู ถ้อยคำนี้ควรต้องจารึกด้วยตัวทองลงหน้าแท่นบูชา ของวาติกัน ที่ 2"





(10:25:27) "ในประเทศพระพุทธศาสนา คริสต์ศาสนจักรจะต้อง นำเอาองค์ประกอบต่างๆ ของพุทธมาใช้ และเปลี่ยนรูปเสียใหม่ ด้วยการให้ความหมายทางคริสต์ศาสนาลงไป เพื่อที่จะดัดแปลงให้เข้ากันกับคริสต์ให้ได้"

ต่อมาได้มีการจัดระบบในการดำเนินการเหล่านี้ จากข้อมูลหลักฐานชี้ชัดว่า การเริ่มอย่างเป็นรูปธรรม ในการทำลายพระพุทธศาสนาในประเทศไทย คือ

ในเดือน มกราคม พ.ศ.๒๕๑๐ ได้มีการออกหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "คริสตธรรม- พุทธธรรม" ปาฐกถาซินแคลร์ ทอมสันอนุสรณ์ ชุดที่ ๕ หนังสือดังกล่าวได้แอบอ้างว่า เป็นถ้อยคำของพระพุทธทาสแห่งสวนโมกข์ฯ ตีพิมพ์เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ เพราะขณะนั้นพระพุทธทาสกำลังโด่งดังเป็นที่รู้จัก โดยอาศัยแจกจ่ายในพื้นที่ภาคเหนือเป็นหลัก แต่ถูกจับได้เพราะข้อความในหนังสือนั้น อ้างคัมภีร์ไบเบิลอย่างละเอียด แม้กระทั่งเลขหน้าคัมภีร์ ทุกๆ คำพูด จึงไม่เกิดผลกับชาวพุทธเท่าใดนัก (การปลอมปนแอบอ้างพระพุทธทาส ยังปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด ถึงขนาดปลอมลายมือพระพุทธทาสเสียด้วยซ้ำในหนังสือชื่อ "พุทธ-คริสต์ ในทัศนะท่านพุทธทาส" ซึ่งเป็นการเทศนาเรื่องคริสเตียนล้วนๆ




หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร กลับได้รับการต่อต้านจากชาวพุทธ ไม่สามารถสร้างความศรัทธาในตัวศาสนาโดยคำสอนได้ ด้วยวิธีการแทรกข้อความหรือปลอมปน เนื่องจากยังไม่มีความกระจ่าง ในคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนา และยังไม่มีประสบการณ์

ในปี พ.ศ.๒๕๑๔ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ และนายประเวศ วะสี กับพวก ได้ร่วมกันจดทะเบียน มูลนิธิโกมลคีมทอง จากการ เปิดเผยของนาย ส.ศิวรักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธินี้ว่า "มูลนิธิโกมลคีมทอง ได้เงินสนับสนุนจากองค์กรคริสเตียน และองค์กรต่างชาติ โดยร่วมกับ สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย และจัดตั้งกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) ซึ่งเป็นตัวทำงานของคริสต์ในกลุ่มพุทธ ซึ่งกลุ่ม กศส.นี้ จัดเป็นแกนหลักในการปฏิบัติภารกิจสำคัญภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมทั้งให้ทุนจัดตั้งมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ๕ มูลนิธิอีกด้วย"

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 10:39 am

การกลืนพระพุทธศาสนาในไทย "แผนตัดยอด แล้วขุดตอ"

หลังจากที่มีการตกลงร่วมมือที่จะใช้แผน Change Human Mankind Project ร่วมกับคำสั่ง VATICAN COUNCIL 2ทางวาติกันจึงอนุมัติเงินทุนจำนวนหนึ่งให้กับสภาคริสจักรแห่งประเทศไทยดำเนินการตามแผนงานในทันที โดยมีการประชุมตั้ง "ศูนย์ศาสนสัมพันธ์" (ดูภาคผนวก) เพื่อกลืนพระพุทธศาสนาแบบ "Dialogue" ตามมติสังคายนาวาติกัน ๒ การนำเอา VATICAN COUNCIL 2 มาเปิดเผยของ พระโสภณคณาภรณ์ (มหาระแบบ ฐิตญาโณ) "สายธรรมยุต" ด้วยจิตเจตนาอันบริสุทธิ์ของท่านนั้น ก็เพื่อพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา ตามหน้าที่ของพุทธบริษัท ซึ่งมีผลทำให้การเผยแพร่คริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิคชะงักงัน ดังนั้นจึงมีการวางแผนสังเคราะห์ "ไวรัสศาสนา" ขึ้นมาเพื่อใช้กำจัดผู้เปิดเผยนั้น โดยมุ่งประเด็นว่า จะต้องมีมันสมองเฉียบแหลม มีอุดมการณ์สังคมนิยม (ไม่มีสถาบันชาติ พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์) เป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนายิ่งดี แต่ต้องอยู่คนละนิกาย กับพระโสภณคณาภรณ์ (ซึ่งเป็นธรรมยุติ) ทั้งนี้เพื่อสามารถใช้ในการสร้างความแตกแยกระหว่างคณะสงฆ์ไทยได้ในอนาคต พร้อมทั้งหากพระโสภณคณาภรณ์ ซึ่งเป็นธรรมยุติ จะกล่าวสิ่งใดๆ ก็ตามสื่อในอาณัติขบวนการล้มพุทธ ก็จะสร้างกระแส ให้เป็นเรื่องระหว่างสงฆ์ต่างนิกายไปเลย แทนที่จะเป็นเรื่องของ การป้องกันพิทักษ์ศาสนา พร้อมกันนั้นก็จะเป็นการส่งเสริม "ไวรัสศาสนา" ให้ก้าวหน้าในทางสงฆ์ได้อย่างไม่มีผู้ใดขัดขวาง และใช้แนวร่วมทั้งหมด ประกอบกำลังหนุนให้เป็นที่ยอมรับ ของบุคคลระดับนักธุรกิจ และปัญญาชน ซึ่งเรียกว่า "ส่วนยอด" เป็นการยึดพื้นที่บุคคลระดับสูงทั้งหมด ที่จะมีความเชื่อตามพระโสภณคณาภรณ์ แล้วเกิดปฏิกริยาต่อต้าน คริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค เมื่อยึดพื้นที่สมองของบุคคลระดับสูงได้แล้ว จึงทำลายฐานรากซึ่งเรียกว่า "ส่วนตอ" ซึ่งฐานมวลชนของ พระโสภณคณาภรณ์ (มหาระแบบ) ได้แก่พระยันตระ อมโรภิกขุ ผู้สั่งสอนสมาธิจิต และเป็นที่นับถือของบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงในจังหวัดกาญจนบุรี การทำลายจุดนี้ได้ถูกเตรียมการ โดยส่งนางชีของคริสเตียนโรมันคาทอลิค แฝงตัวเข้าไปเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดเรียบร้อย และเมื่อตัดยอดและขุดตอเสียแล้ว จะมีใครมาต่อต้านอีก ซึ่งทั้งนี้ผู้ปฏิบัติการจะได้ประโยชน์ถึง ๕ ประการคือ


๑. ทำลายผู้ขัดขวางในการเผยแพร่คริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค

๒. ทำลายภาพพจน์ของพระพุทธศาสนาและแนวความเชื่อด้านสมาธิ

๓. ทำให้สองนิกายคือ ธรรมยุติ และ มหานิกาย บาดหมางกัน ซึ่งเป็นการกัดกร่อนองค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทยด้วย

๔. บุคลากรที่รับหน้าที่เป็น "ไวรัสศาสนา" ได้รับการยกย่องและเชื่อถือสามารถใช้เป็นเครื่องมือกลืนพุทธ

๕. ยึดพื้นที่ผลประโยชน์ชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงให้กับประเทศมหาอำนาจในการดำเนินการทางการเมือง




จึงจะเห็นได้ว่านับแต่ พ.ศ.๒๕๒๕ "ไวรัสศาสนา" ก็ถูกสังเคราะห์ขึ้น และพระโสภณคณาภรณ์ (มหาระแบบ) รวมไปถึงผู้ที่ร่วมต่อต้านการทำลายพระพุทธศาสนาของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค ได้สูญหายไปจากความทรงจำของคนในประเทศ พระยันตระถูก ตัดสินให้มีความผิดโดยสื่อสารมวลชน นี่คือผลงานของ "ขบวนการล้มพุทธ" เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ในการยึดพื้นที่ทาง สมองของประชาชนได้อย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมกับสร้างความเชื่อใหม่ในสมองพุทธศาสนิกชนให้กับ "ไวรัสศาสนา" ได้อย่างสมบูรณ์ แผนทำลายภาพพจน์ของทหาร แนวป้องกันด่านแรกของพระพุทธศาสนา

บทเรียนจากการพ่ายแพ้ในเวียตนามของทั้งประเทศมหาอำนาจ และคริสต์จักรโรมันคาทอลิค ล้วนมาจากสถาบันทหาร เป็นตัวแปรที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นฐานทางด้านวัฒนธรรมของประเทศเวียตนาม และประเทศไทย มีส่วนที่คล้ายคลึงกันมาก คือเรื่องศาสนา กำลังพลของกองทัพไทย นับถือพระพุทธศาสนาเกือบ ๑๐๐% ดังนั้นหากมีการกระทำใดๆ ซึ่งกระทบกับพุทธศาสนา ก็คงจะได้รับการต่อต้าน และบทสรุป ซึ่งเป็นบทเรียนราคาแพงในเวียตนามนั้น ต้องไม่ให้เกิดซ้ำซ้อนอีกได้ ฉะนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการยึดพื้นที่ทางสมองของประชาชน โดยการป้อนข้อมูลใหม่ และในส่วนของสถาบันทหาร ต้องสร้างให้เกิดความสับสน ในสถานะ และศักยภาพ จึงจะประสบความสำเร็จ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 10:39 am

การทำลายภาพพจน์ของทหาร ด่านแรกของความมั่นคง

ดังได้กล่าวมาแล้วว่า การที่คริสต์ศาสนาไม่สามารถที่จะเข้ายึดครองประเทศไทย ให้กลายเป็นคริสต์ศาสนาได้นั้น เนื่องจากความมั่นคงอันเกิดจากการป้องกันของทหารหาญของชาติ อันมีความผูกพันด้วยจิตวิญญาณกับพระพุทธศาสนา ส่วนใหญ่ผู้นำเหล่าทัพและหน่วยกำลังระดับสูง ล้วนเป็นผู้ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากพระภิกษุในพุทธศาสนาและมักเป็นศิษย์วัดมาทั้งสิ้น ดังนั้นการจะทำลายพระพุทธศาสนาให้สำเร็จได้ ต้องทำลายสถาบันทหารให้ได้ก่อน โดยแผนเบ็ดเสร็จสรุปรวมในการทำลายนี้ จะต้องสามารถนำผลไปใช้ในการจำกัดอำนาจและบทบาททางการเมืองของบุคลากรในกองทัพ เปิดโอกาสให้บุคลากรของกลุ่ม BOSTON สามารถใช้เป็นแนวทางเข้าควบคุมอำนาจบริหารและสั่งการทั้งหมดของกองทัพได้อย่างเบ็ดเสร็จ เป็นหน้าที่ของกลุ่ม BOSTON จะต้องสร้างภาพ ให้ผู้นำทางทหารอันมีความสัมพันธ์ส่วนตัวไว้วางใจ เพื่ออาศัยจังหวะและโอกาสฉกฉวยอำนาจยึดครอง



มีคำถามคาใจ สำหรับใครก็ได้ที่เกี่ยวข้องหรืออยู่ในเหตุการณ์ว่า เป็นแผนทำลายภาพพจน์สถาบันทหารอย่างเบ็ดเสร็จใช่หรือไม่? คำถามนั้นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปลายเดือนเมษายน ๒๕๓๕ โดยได้มีการอนุญาตให้ สถานีโทรทัศน CNN ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ที่เสนอข่าวสารผ่านดาวเทียมไป ทั่วโลกที่ใหญ่ที่สุด ได้เปิดเครือข่ายขึ้นในประเทศไทย และ CNN ติดตั้งเครื่องมือโทรทัศน์และบุคลากร ให้เรียบร้อยแล้วเสร็จสามารถพร้อมดำเนินการได้อย่างเร่งด่วนภายในคืนของวันที่ ๔ พ.ค.๒๕๓๕ (ซึ่งใช้เวลาเพียง ๑ สัปดาห์หลังอนุญาต) ในเช้าวันรุ่งขึ้น คือวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ ก็เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ สถานีโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดภาพเหตุการณ์ทุกซอก ทุกมุม ผ่านดาวเทียมออกไปทั่วโลกก็คือ CNN มันเป็นความบังเอิญหรือเปล่า? จากเหตุการณ์ และสาเหตุหลักที่ทำให้สถานการณ์พลิกผันนั้น ฝ่ายยุทธการของกองทัพย่อมทราบดีว่า "การสั่งการ และการรายงานสถานการณ์ที่ผิดพลาดอันเกิดจากเครื่องมือสื่อสาร รวมทั้งระบบสื่อสารที่ใช้ในการปฏิบัติภารกิจขัดข้อง มีปัญหา อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน" นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และเป็นความจริงโดยแท้ใช่หรือไม่ ?



_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 10:41 am

จึงอยากจะถามว่าสถานการณ์ดังกล่าวนั้น เป็น การจัดฉากสร้างภาพขึ้น อย่างเป็นขบวนการใช่หรือไม่ ? แต่อย่างไรก็ตามผลที่ออกมาก็คือ สถาบันทหารถูกขบวนการสร้างภาพ ให้ประชาชน เห็นว่า "ทหารคือศัตรูของระบอบประชาธิปไตย" ไปแล้วอย่างถาวร และบุคลากรที่ออกมาเคลื่อนไหว สร้างกระแสนั้นก็คือบุคคลในกลุ่มที่ ๒ นั่นเองจากสาเหตุนี้ทำให้ทั้ง ๒ กลุ่มสามารถดำเนินงานกลืนชาติและศาสนาได้อย่างไม่มีอุปสรรค เพราะสามารถทำลายด่านสำคัญ คือสถาบันทหารได้สำเร็จเป็นด่านแรก โดยใช้กระแสที่สร้าง โดยสื่อสารมวลชนเป็นเครื่องมือแทนอาวุธยึด พื้นที่ทางสมองของประชาชนไทย ในยุทธศาสตร์นี้ ที่สามารถทำให้ทุกหมู่เหล่าสยบยอม ไร้การต่อต้านใดๆ ใช่หรือไม่ ?

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย จากเวียดนามสู่ไทย ๒๕๕๓

ตั้งหัวข้อ  ฅนไท on Thu Aug 12, 2010 11:24 am

In the shadow of Vietnam: A close encounter with Karl Marlantes, US marine turned literary giant

As a soldier in Vietnam, Karl Marlantes exalted in slaughter. Yet he has spent 30 years writing a novel about the futility of war – and now it's a best-seller.
By Andy McSmith



The little observation plane was flying low over the jungle, towards a grid reference where a team of US marines had radioed for help. Seated behind the pilot, a 23-year- old lieutenant named Karl Marlantes was watching the ground and wishing the weather would clear. In this uneven war in Vietnam, clear skies gave the Americans the advantage. Fog favoured the indigenous troops.

Recalling the incident from the comfort of a Bloomsbury hotel 40 years later, Marlantes hesitates, unsure whether it is wise to go on with the story. "Do we want to go into this?" he asks.

Yes, I want to go into it, because the ex-lieutenant has recently achieved sudden fame as an articulate witness to a war that holds a unique place in Western culture. I am curious to know what the witness saw.

He continues in a detached tone, neither boastful nor self-justifying: "A reconnaissance team had got into trouble. A fairly good-sized unit were chasing them through the jungle, and they couldn't find a place to extract from.

"There were horrible clouds so we couldn't get any jet aircraft in. I had an M16 [automatic rifle] with me. The windows had been shot out from the aircraft long ago. The pilot put it into a sideways slip between the recon team, and I fired at them from out of the window. I remember hitting a couple of them."

In other words, with his rifle he killed a couple of teenage boys in Vietnamese uniforms doing what they had been told to do. From here, the story gets worse: "The marines got up on a hill, and the North Vietnamese were coming up the hill after them, when the weather cleared – just enough. I directed in a couple of jets who hit them with 500lb bombs, and napalm.

"It was unbelievable after that, to see those bodies charred, some of them still crawling around, and I knew it was just directly me. I was exultant because I had saved the recon team. I said to the pilot: 'We've got crispy critters all over this hill!'"

This same man who once derived such a high from bringing agonising death to teenage conscripts is now a thoughtful 65-year-old, who has written a sensationally successful novel. Matterhorn, a 600-page epic, is shaped like an adventure story except that it is an adventure without meaning. Every feat of physical endurance, every act of bravery, the comradeship, the horrible injuries and the violent deaths – they all have no point.

The general futility is shown up in the circular journey taken by Bravo Company, the central characters of the story. They begin on a hill near the North Vietnamese and Laos borders which the Americans have nicknamed "Matterhorn".

Although they are exhausted by their constant patrolling of the surrounding jungle, they are ordered to construct bunkers to defend the hill. On the day that task is done, orders change. They have to leave the hill, for the jungle. In their absence, the North Vietnamese move in, and Bravo Company ends up being slaughtered in an uphill assault against their own defence works.

For most of the narrative, however, they are in more danger from the climate, the leeches, mosquitoes and tigers, the stupidity of officers and their own murderous quarrels than from the Vietnamese. The adrenaline rush they experience from killing their teenage enemies is like a perk that makes soldiering worthwhile.

What makes this grim narrative so compelling is the wealth of meticulous detail, the sharply drawn characters, and the author's insight into how large organisations function. If the circumstances were not so extreme the relations between frontline troops, their officers, and the senior brass back at headquarters could be the story of management and employees anywhere. I was told that each time Marlantes steps into a television studio to publicise the book someone tells him: "It's exactly the same here!"

That he is able to move so confidently between generals and enlisted men is a by-product of the epic struggle he had finding a publisher.

He started writing what he hoped would be the definitive Vietnam novel round about the time that North Vietnamese tanks were finally rolling into Saigon, in 1975. When he started looking for a publisher two years later he found that "they didn't even read it, because there was no market for Vietnam. I would get comments like, 'It sounds pretty long. We don't do big books.'"

When it eventually reached a publisher many years later, it was – oddly – through a chain of women. This is odd because the book has no female characters, except in one brief scene in a military hospital. Yet the first professionals to recognise its merit were all women. The first person to read it professionally was a senior editor in a tiny, not-for-profit publishing firm called El Leon, in Berkeley, California. She persuaded her boss to produce a print run of 2,000 copies. The book was submitted for a prize sponsored by the Barnes & Noble book chain, where it was read by a woman volunteer, who enthused about it to the woman who ran the programme, who passed the recommendation on to her boss – Barnes & Noble's senior buyer of fiction. It was she who persuaded a mainstream New York publisher to take it up.

Meanwhile, frustrated in his ambition to be a published novelist, Marlantes had spent the intervening decades working as an energy sector consultant, and for a time as managing director of a Singapore-based firm producing batteries, periodically disappearing into the basement at home to continue work on the book.

Writing it was a kind of therapy, as he had left Vietnam suffering from what we now know as Post-Traumatic Stress Disorder. As well as visiting death upon others, he had come close to it himself several times. The first time was on about his third day in Vietnam, when he was one of a company of soldiers taken by helicopter to do patrol duty in the jungle.

"I didn't even have to hit the ground before I got shot at," he said. "The first thing I remember was sitting with my back against the bulk-head, and pht-pht-pht-pht-pht – holes started appearing in the skin of the chopper, and I went, 'Oh my God, they're shooting at me!' Of course, I didn't think 'us'. I took it personal."

About a week later, his company came upon a Vietnamese patrol guarding a jungle hospital. One of the young marines took a bullet that went through his breast pocket into his heart. It was the first time that Lt Marlantes had seen someone being killed.

In the dead youth's pocket he found a photograph of his girlfriend, her face obliterated by the bullet. "It just was stunning. If you wrote it in a novel you would say that's hokey to have the bullet go right through the girlfriend's face. It was so poignant to me, because it was a high-school photograph."

At this point in our conversation, the normally articulate writer stumbled over his sentences: "I can get into tears just thinking about...His name was..." He gave the dead teenager's name, but immediately pleaded, "Don't put that in, please. I remember him so well."

Another killing he was involved in made it into the novel almost as it happened. Several months into his time at war, he came face-to-face with a young Vietnamese soldier wielding a grenade. Marlantes had his rifle trained on the soldier, but instead of experiencing the kick he sometimes got from killing, he found himself wanting to spare the teenager's life. "I don't know what it was. I think it was because our eyes had contact. We called them 'gooks'; we didn't think of them as kids. But here was a kid looking me right in the eye and I didn't want to kill him, but he threw the grenade at me and I did."

Marlantes had joined the Marines reserve after leaving high school, but had not immediately been sent to Vietnam. As a reserve officer, he started at University College, Oxford in 1967, holding a Rhodes Scholarship a year ahead of Bill Clinton. But he was overcome by guilt that he was "hiding behind privilege" instead of fighting in the war in which five boys from his old high school, in a small town in Oregon, had already died.

He took out all his scholarship money and absconded to Morocco, before reporting early for active duty dressed in "a djellaba and yellow slipper shoes, smelling like a camel, and with hair down to my shoulders". He was sent to Vietnam, where he served for just over a year, assuming he would never see Oxford again.

On leave in the US he developed symptoms of a mental breakdown, including heavy reliance on alcohol and drugs. He was also badly affected by the reactions of contemporaries who had turned against the war, and who now saw the marines as killers of innocent Vietnamese.

On one occasion, he was trying to make an impression on a woman he fancied. Sitting on the steps of her apartment block, he confessed that he had been in Vietnam as a marine. "They were the worst!" she exclaimed, and turned to walk back into the building and out of his life.

It was during this personal crisis that deliverance came in the form of a letter from Sir Edgar Williams, the former British army officer who ran the Rhodes Scholarship scheme, telling him that a sum exactly the matching the amount that he had blown in Morocco awaited him in a branch of Barclay's Bank in Oxford High Street. "That's all he said. I just started crying. I knew it meant that I could come back to Oxford," he said.

But his symptoms would return with a vengeance some years later. Walking into a board meeting in Singapore, he saw corpses piled on the table, and realised he would have to quit his job and seek therapy.

Despite what he has been through, Marlantes has been accused of glossing over the worst of what we know about the Vietnam War to tell a story that vindicates the young men sent out to fight. He omitted some of what he himself saw, including the dreadful effects of napalm. Edward Wilson, another Vietnam veteran who has written a less acclaimed novel, has furiously denounced Marlantes's work as "cartoon war porn of the lowest sort". Marlantes's answer is that he has written a novel, not a political tract.

"Does [Wilson] call Wilfred Owen and Tolstoy pornographers because they reveal an actual reality that humans go through?" he demanded. "This is fiction. My characters are 19-year-olds and are not highly educated. They do not think about the politics, and this book is not about politics. My own view about the war is that we killed hundreds of thousands of Vietnamese and dropped Agent Orange all over the country, not to mention killing 60,000 of our side. Those are my politics. If that's what you set out to do, to write a political book, maybe you should stick to history.

"My characters would not think of that and, let's face it, most of the people who were doing the fighting in the war were like my characters. The ones who thought otherwise stayed home."

Another factor is that he spent his months in the jungle near the border, where there were no villages and no guerrillas. Atrocities like the massacre of villagers in My Lai took place many miles further south. Yet even in this novel, the fighting men with whom he identifies so strongly are depicted cutting off the ears of dead Vietnamese for souvenirs.

And there is an almost throwaway sentence in which the reader is told that the US soldiers are casually killing enemy soldiers who have their hands up. In battle, they are overcome by blood lust which makes them exult in death.

One of Marlantes's disturbing claims is that almost any teenager who is given a weapon and thrown into a situation such as this will get a high out of inflicting violence on his opponents.

"I call it the Mad Monkey. My guess is that anybody put into that situation, when it's a matter of saving their side, would exalt when it happens. Some people would claim that they'd say 'no'. They're just kidding themselves. Or maybe there are some people who are probably much more peaceful than I am. I did join the marines." If he is right, we can expect worse stories than his to come out when veterans start writing dispassionately truthful accounts from Iraq or Afghanistan – where the killing may be more impersonal if the killer is rarely close enough to make eye contact with his victim.

"I have always been happy that we didn't have the moral dilemmas that they're facing in Afghanistan or that the [US] army faced [in Vietnam] with villagers and Vietcong. With us, anything that moved was a North Vietnamese soldier in uniform, so there was none of this horrible moral dilemma which our kids are facing now. We call them soldiers or marines, when actually they're just kids. It is a shame to put 19-year-olds into that position," he said.

'Matterhorn' by Karl Marlantes (Corvus, £16.99). To order a copy for the special price of £15.29 (free P&P) call Independent Books Direct on 08430 600 030, or visit www.independentbooksdirect.co.uk

ฅนไท

จำนวนข้อความ : 193
Registration date : 04/11/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ