อะไรคือสาเหตุหลักที่เป็นปัญหาในสังคมไทย

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

อะไรคือสาเหตุหลักที่เป็นปัญหาในสังคมไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 2:03 pm

สาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาในสังคมไทย และอาจทำให้คนไทยสูญสิ้นความเป็นชาติไทย

นั่นก็คือ กฎหมาย.....

กฎหมาย คือ กฎอันมีที่มาจากการตราขึ้นโดยสถาบันหรือผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐ หรือจากจารีตประเพณีอันเป็นที่ยอมรับนับถือ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการบริหารประเทศ ใช้บังคับบุคคลให้ปฏิบัติตาม หรือกำหนดระเบียบแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือระหว่างบุคคลกับรัฐ

ดูเป็นทางการไปว่ามั้ย อ่านแล้วทำความเข้าใจยาก แต่ใครจะเขียนความหมายไว้ว่าอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ ในความคิดของผู้เขียน ผู้เขียนให้ความหมายกับตัวเองให้เข้าใจง่ายๆว่า

กฎหมาย คือ กฎ ระเบียบที่วางไว้ให้คนในสังคมต้องยึดถือ และต้องปฏิบัติตาม เพราะเป็นสิ่งที่ตั้งหรือวางไว้ เพื่อให้คนในสังคม ในประเทศอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น เมื่อกระทำผิดก็ต้องได้รับโทษ(ก็ว่ากันไปตามกระบวนการ)

======================

ในสังคมของความเป็นมนุษย์ หรือ คน ย่อมมีทั้งคนดี และคนเลว ที่ต้องมี ดี-เลวคู่กัน เพื่อเป็นสิ่งที่เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่าง ว่าสิ่งไหนที่เรียกว่าดี และสิ่งไหนที่เรียกว่าเลว

คนแต่ละคนย่อมมีมาตรฐานทางความคิดในการกำหนด ดี-เลวที่แตกต่างกัน เมื่อคนหลายๆคนมารวมตัวอยู่ด้วยกันเป็นสังคม จึงต้องมี กฎหรือข้อตกลงในการอยู่ร่วมกัน

แต่ก่อนนี้จำนวนคนน้อย ทุกคนก็มีส่วนร่วมในการวางกฎ แต่เมื่อจำนวนคนมากขึ้น ก็จำต้องมีการตั้งหรือเลือกตัวแทนเพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในการวางกฎหรือออกกฎต่อสังคม

อย่างที่เราทราบกันดีว่าคนเรามีทั้งดีและเลว เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน คนเราก็แปรเปลี่ยนไปตามความคิดที่ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม

กฎคือข้อตกลงร่วมกันทางความคิดของกลุ่มคนที่ถูกเลือก กฎจะออกมาดีและเป็นธรรมต่อคนในสังคมหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความคิดและการตกลงของกลุ่มคนที่ถูกเลือก

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: อะไรคือสาเหตุหลักที่เป็นปัญหาในสังคมไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 2:30 pm

แน่นอนเมื่อมีกฎ ก็ย่อมต้องมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคม ขึ้นอยู่กับว่าใครจะได้รับผลกระทบมากหรือน้อย ก็ว่ากันไปตามวิถีในการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล

คนในสังคมจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ หากคนในสังคมนั้น ทุกคนเคารพกฎ และอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน เมื่อกระทำผิด ก็ต้องได้รับโทษภายใต้กฎหรือบทลงโทษอย่างเดียวกัน เมื่อใดก็ตามที่ผู้ใดผู้หนึ่งในสังคม ได้รับการยกเว้น หรืองดเว้นให้ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎ และการอยู่ร่วมกันของบุคคลผู้นั้น ทำให้คนในสังคมมีความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม สิ่งที่จะตามมาคือความวุ่นวายที่ไม่จบสิ้น

ในกรณีที่ทุกคนใช้ประโยชน์ภายใต้กฎที่ใช้ในการอยู่ร่วมกันในสังคม แต่เมื่อคนหนึ่งคนใดกระทำผิด แล้วไม่ได้รับการลงโทษตามกฎที่ได้วางไว้ ก็เป็นเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาในระยะยาวได้เช่นกัน

==================================

สังคมประกอบด้วยบุคคลหลากหลายอาชีพ แต่ละคนก็มีหน้าที่ในการใช้ บังคับกฎที่แตกต่างกันไป

ทั้งนี้ทั้งนั้น หากทุกคนรู้ซึ้งและสำนึกว่า "กฎคือสิ่งที่สร้างความเป็นธรรมในสังคม ทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ"
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ถือกฎ และบังคับใช้กฎ

เราก็คงไม่ได้เห็นภาพความวุ่นวายในสังคมเฉกเช่นทุกวันนี้

พึงระลึกไว้เสมอว่า กฎหมายย่อมควบคู่กับความเป็นธรรม

เมื่อใดที่กฎหมาย และ ความเป็นธรรม เกิดความขัดแย้งกัน สิ่งที่จะตามมาคือปัญหาที่ไม่รู้จักจบสิ้น

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: อะไรคือสาเหตุหลักที่เป็นปัญหาในสังคมไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 01, 2010 3:01 pm

หากเราอยากรู้ว่าสังคมไหนที่มีคนดี หรือคนเลวมากกว่ากัน ให้ดูที่การบังคับใช้กฎ

ที่ใดที่มีการใช้บังคับกฎอย่างเคร่งครัด จำกัดสิทธิ์จนเกินความพอดี ให้รู้ไว้ได้เลยว่า สังคมนั้นประกอบด้วยคนเลวมากกว่าคนดี แต่สังคมนั้นจะเป็นสังคมดี หรือสังคมเลว ขึ้นอยู่กับผู้ปกครอง และ/หรือผู้บังคับใช้กฎ ว่าเป็นคนดีหรือคนเลว

สังคมที่ประกอบด้วยคนดี หรือคนเลวน้อยมากๆ กฎ ระเบียบจะไม่มีความเคร่งครัด หรือจำกัดสิทธิ์มาก(ไมเกี่ยวกับบทลงโทษ) เพราะคนดีจะมีสำนึกและรู้จักกฎของการเป็นมนุษย์และการอยู่ร่วมกันในสังคม จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น เมื่อใดก็ตามที่คนเลวเข้าไปอยู่ในสังคมคนดี ก็จะเป็นที่สังเกตได้โดยง่าย

สำคัญที่สุดคืออย่าให้คนเลว ขึ้นไปเป็นผู้ออกกฎ คุมกฎ หรือบังคับใช้กฎ เพราะสิ่งที่จะตามมาคือคนดีในสังคมได้รับความเดือดร้อน และคนดีในสังคมนั้นก็จะอาจกลายเป็นคนเลวได้ เพียงเพื่อเพราะต้องการการอยู่รอดในสังคม

==========================

คนดี ต่อให้ดีขนาดไหน ก็จะมีขีดจำกัดของความดี โดยเฉพาะขีดจำกัดที่จะมีต่อคนเลว

อย่างที่กล่าวไว้ว่า คนดีอาจกลายเป็นคนเลวได้ เพื่อความอยู่รอด

แล้วคำว่า ดี-เลว ใครตัดสิน.....

เรา เขา หรือว่าสังคม....

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: อะไรคือสาเหตุหลักที่เป็นปัญหาในสังคมไทย

ตั้งหัวข้อ  คนใจดี on Wed Jun 02, 2010 12:59 am

รวมทั้ง ความเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ ของกลุ่มคนร่ำรวยที่มีอำนาจ มือสกปรกไง ก็ทำให้มีโอกาศสูญเสียประเทศได้นะ(ต่อให้มีกฎหมายเหมือนกับประเทศมหาอานาจ ก็เอามันไม่อยู่อ่ะ)
ในที่สุดเหตุนี้เองจะทำให้พวกมันเองจะไม่มีประเทศฃุกหัวนอน ถ้าหากคนเหล่านี้ซึ่งเค้าเองก็รู้ตัวดีกว่าตัวเองคือปัญหาแต่ดันทุรังนั้น กลับใจ เท่าานั้นเอง ชาวไทจะเป็นสุข และประเทศจะรุ่งเรืองแข็งแรงกว่านี้อ่ะ
หยุดได้แล้ว กลับใจทำดีเถอะ

คนใจดี

จำนวนข้อความ : 28
Registration date : 28/05/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: อะไรคือสาเหตุหลักที่เป็นปัญหาในสังคมไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Jun 19, 2010 10:35 pm

วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7142 ข่าวสดรายวัน

จรัญ ภักดีธนากุล นักกฎหมายต้อง"7รู้"

คอลัมน์ รายงานพิเศษ





เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "นิติศาสตร์ในกระแสธรรม" เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครบรอบ 38 ปี ไว้ดังนี้

นักกฎหมายจะต้องตั้งสติเพื่อทำงานช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือประเทศชาติ และผู้คนจำนวนมาก เดินตามรอยพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ท่านมุ่งมั่นจะทำให้เกิดประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

หรืออาจจะไกลไปกว่านั้น คือ เดินตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ต้องการเผยแผ่ธรรมวินัยเพื่อเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ รวมไปถึงเทวดาบางองค์ที่ยังมีสติปัญญาที่จะเข้าถึงพระธรรมวินัยอันบริสุทธิ์นั้นได้

การทำงานของนักกฎหมายเช่นนี้เป็นโอกาสที่หาไม่ได้ง่ายๆ เรียกว่า เป็นพุทธมงคล 1 ใน 38 ประการ ที่อาจจะไม่ปรากฏในศาสนาอื่นชัดเจนเหมือนดังพุทธศาสนา

พุทธศาสนาไม่ได้เป็นอะไรที่ต่างไปจากหลักนิติ ศาสตร์ เพราะนิติศาสตร์ต้องตั้งอยู่บนรากฐานมาตรฐานศีลธรรมจรรยา หรือสำนึกในศีลธรรมอันดี เพื่อประโยชน์และความสุขของประชาชน จึงจะเป็นประโยชน์อย่างมากหากนักกฎหมายได้รู้ถึงแก่นแท้ของนิติศาสตร์อย่างแท้จริง

ชาวนิติศาสตร์แนวพุทธ มีหลักอยู่ 3 ประการ คือ 1.ต้องหาอุดมการณ์ให้ได้ จะได้ใช้เป็นแสงส่องทาง ไม่หลง ไม่ออกนอกทางที่เต็มไปด้วยสิ่งเย้ายวนชวนให้เพลิดเพลิน แต่ไม่ใช่ภารกิจของชาวนิติศาสตร์

2.หลักการ จะใช้หลักการอะไรที่ใช้ได้ผล ไม่ตกไปในหุบเหวข้างทางระหว่างที่เดินทางไปที่อุดมการณ์

3.วิธีปฏิบัติการจริงจะใช้กระบวนวิธีใดมาใช้ในงานภาคสนาม ในเหตุการณ์ที่ต้องตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งในแต่ละภารกิจและเหตุการณ์ของชีวิต ที่ไม่ใช่เรื่องง่าย

ที่ผ่านมาได้เคยผิดพลาดมาแล้วทั้งสิ้น เพราะไม่มี 3 หลักที่กล่าวมา เพราะไม่มีอุดมการณ์ตั้งแต่แรก เมื่อมาถึงหลักการ วิธีการ จึงไม่พอดีกับภารกิจที่ทำ แต่เป็นเรื่องปกติ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เกิดจากการถูกห้อมล้อมด้วยกิเลสตัณหา

จึงต้องมาพิจารณาว่าทั้ง 3 หลัก แต่ละคนควรมีแนวทางอะไร

สำหรับผมในเรื่องของอุดมการณ์ ใช้วิธีการค่อยๆ ไล่ลงมาตั้งแต่สูงที่สุดลงมาเรื่อยๆ

สูงที่สุด คือ อุดมการณ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สั่งให้พระอริยสาวกที่บรรลุเป็นพระอรหันต์รุ่นแรก 60 รูป แยกย้ายกันไปคนละทิศ อย่าไปเป็นคู่

เพื่อเผยแผ่พระธรรมวินัยที่บรรลุแล้วให้ประชาชนจำนวนมากมีโอกาสรับฟัง เพื่อว่ามีมนุษย์และเทวดาที่มีกิเลสน้อยพอจะได้เข้าใจ ได้รับฟังแล้วจะได้รับประโยชน์จากพระธรรมวินัยนี้

ขอให้แยกย้ายไปแล้วไปเผยแผ่พระธรรมวินัยเพื่อประโยชน์ของมหาชนจำนวนมาก เพื่อความสุขของมหาชนจำนวนมาก และเพื่ออนุเคราะห์โลก

ประโยคนี้ยิ่งใหญ่ที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่าให้ไปเผยแผ่พระธรรมวินัยเพื่อความยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า ของพุทธอาณาจักร เพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ แต่เพื่อประโยชน์และความสุขของผู้คน

ถัดมาคือระดับประเทศ ในประเทศไทยอุดมการณ์แบบนี้ถูกใช้เป็นแนวทางในการปกครองโดยพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์

เราทุกคนคุ้นเคยกับพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งขึ้นครองราชย์ว่า พระองค์ท่านจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประ โยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม นี่คืออุดมการณ์ของพระมหากษัตริย์ไทย

ท่านไม่ได้ตรัสว่าจะครองแผ่นดินนี้เพื่อความยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่าน เพื่อให้ท่านเป็นมหาราชาที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรไปทั่วโลก หรือเพื่อความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์จักรี แต่เพื่อความสุขของประชาชนไทยเท่านั้น

เป็นความยิ่งใหญ่ เป็นอารยธรรมของชนเผ่าไทยที่โยงใยความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนา ไม่เหมือนกับพระมหากษัตริย์หลายประเทศอย่างสิ้นเชิง

อุดมการณ์ของพระองค์ท่านจึงแผ่ลงมาใกล้ชิดกับอุดมการณ์ของนิติศาสตร์ไทยอย่างกลมกลืน เพราะอุดมการณ์เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามนั้น พระองค์จะทรงครองแผ่นดินนี้โดยธรรม เช่นเดียวกับหลักนิติศาสตร์ของไทย

จึงน้อมนำมาที่อุดมการณ์ของนักกฎหมายในกระแสธรรมไว้ว่าจะต้องใช้กฎหมายด้วยหัวใจบริสุทธิ์เพื่อประโยชน์แห่งมวลมนุษย์ ให้ได้รับความเป็นธรรม เพราะงานนี้เป็นงานที่ไปค้ำยัน สนองพระราชนโยบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เป็นการใช้วิชาการกฎหมาย ทำโดยจิตวิญญาณที่มั่นคงบริสุทธิ์ อุดมการณ์อย่างนี้ไม่ใช่ของใหม่มีการสอนกันมาตลอดแต่ไม่ได้มีการสอนกันตรงๆ แต่ไม่ได้มาพูดกันตรงๆ แบบนี้

แต่ถ้าไม่มีการมาพูดกันแบบนี้ชาวนิติศาสตร์จะถูกห้อมล้อม จำกัดไปด้วยสิทธิประโยชน์รอบตัว ใกล้ๆ แคบๆ ว่าต้องวัดกันที่ตัวเลขของรายได้ ยศ ตำแหน่ง สิ่งเหล่านั้นไม่ต้องปรารถนา เรื่องเหล่านี้เป็นผลพลอยได้ แต่ผลผลิตที่จะต้องทำคือต้องทำที่เป็นมหากุศลแก่มวลมนุษยชาติ

นี่คืออุดมการณ์ ถ้าหากมีอุดมการณ์แล้วเราจะไม่หลงทาง เหมือนมีเข็มทิศ อาจจะมีการหลงไปบ้างแต่สุดท้ายก็จะกลับมาเพราะคำว่าอุดมการณ์

พอมาถึงขั้นหลักการ มีหลักการหลายประการทั้งตะวันตก ตะวันออก ในอดีตและปัจจุบัน แต่มีอยู่หลักการหนึ่งที่ชาวตะวันออกนิยมนำมาใช้คือตำราพิชัยสงครามของซุนวู ที่เป็นตำราที่มีหลักการ

ถ้าอ่านตำราของซุนวูหลายรอบจะได้หลักการที่ว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง แพ้ไม่ได้ ถ้าแพ้ต้องไม่ทำ เป็นเรื่องที่ถูกต้อง

แต่ผมได้มาพบหลักการเหล่านี้ในหลักพุทธศาสตร์ที่ไม่ค่อยถูกนำมาอ้างอิงเท่าไหร่

ที่เรียกว่ารู้เขารู้เราของซุนวู ยังไม่เท่า 7 รู้ในพุทธธรรม พระพุทธเจ้าให้แนวทางว่าต้องรู้ถึง 7 มิติ รู้ถึง 7 ด้าน ถึงจะทำภารกิจการงานจึงจะบรรลุผล คือ รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาล รู้บริษัท รู้บุคคล

ทั้ง 7 รู้ สรุปรวมแล้วได้ 1 หลักการ คือจะทำการใด จะดำเนินชีวิตประการใด ตัดสินใจอย่างไรจะต้องมีสติ ปัญญา ไม่ใช่การคาดคะเน แต่เป็นสติปัญญา

รู้เหตุ หมายความว่าต้องรู้ปัจจัยทุกประการ ที่จะหยั่งผลให้เกิดขึ้นได้ ในส่วนของนักกฎหมายในกระแสธรรม รู้เหตุคือ จะรู้ปัจจัย รู้เงื่อนไข และรู้องค์ประกอบ

รู้ผล คือต้องรู้ทั้งผลที่ผิดและถูก ต้องรู้ผลที่เป็นประโยชน์และเป็นโทษ ต้องรู้ชัด การทำธุรกิจจึงจะใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ต้องการ

รู้ตน คือการรู้ฐานะ รู้สารรูป และพลังใจของแต่ละคน อย่าเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง ถ้าทำไม่ได้อย่าไปทำ เมื่อถึงเวลาที่ทำได้ทำทันทีอย่ารีรอ

รู้ประมาณ รู้กาล รู้บริษัท ที่ตรงกับหลักกฎหมาย คือเป็นข้อเท็จจริง จะต้องรู้ข้อเท็จจริงตรงกับความจริง

รู้บุคคล ไม่ใช่รู้แค่เราแค่เขา ต้องรู้หลากหลาย คนชั่วร้ายต้องบดข่ม คนดีต้องชื่นชม ยกย่องบัณฑิต พิชิตพาล จะต้องไม่ยกย่องคนพาล ไม่ใช่การระราน แต่ต้องแยกให้ถูกว่าคนไหนพาล คนไหนบัณฑิต เพื่อทำมงคลให้เกิดขึ้นได้ ถ้าแยกคนพาล-บัณฑิตไม่ได้เราไม่สามารถทำให้เกิดมงคลได้

สุดท้ายคือ วิธีการ เป็นโจทย์จะต้องทำอย่างไร ให้อยู่ในหลักการที่วางไว้ และตรงตามอุดมการณ์ ช้าได้แต่อย่าผิดที่ผิดทาง วิธีการให้ใช้ปรัชญาพอเพียง ของในหลวง และถ้าสำรวจดูพระวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจะพบว่า พอเพียงจะแทรกอยู่ในเกือบทุกบทของพระธรรมเช่นกัน

วิธีการจะต้องไม่รุนแรงและไม่อ่อนแอ มีรายละเอียดที่สามารถปรับเอาไปใช้ในการทำงานได้ คือ

1.ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ฟุ่มเฟือย 2.ไม่ผลีผลาม ขาดปัญญา 3.ไม่ล้างผลาญ ไม่โกงกิน 4.ไม่มุทะลุ มุร้าย ทำร้ายชาติ 5.ไม่เกียจคร้านเห็นแก่ได้ และต้องแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด ที่ในหลวงทรงพระราชทานเป็นบทเพลงให้คนไทย

นักกฎหมายในกระแสธรรมต้องเดินทางตามวิธีการที่ว่า ต้องแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด ไม่ใช่แก้ตัว เป็นผู้สร้าง ผู้พัฒนา

หน้า 3

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: อะไรคือสาเหตุหลักที่เป็นปัญหาในสังคมไทย

ตั้งหัวข้อ  ฅนไท on Thu Jul 01, 2010 4:25 pm

ตีความกฏหมายโดยไร้สำนึกของวิญญูชน เอาแต่พวกพ้องของตนเป็นบรรทัดฐาน


ใช้กฏหมายฟุ่มเฟือยเป็นสันดาน ล้างผลาญคู่ต่อสู้ไม่รู้จักพอ...และ ............

ฯลฯ



- พอฝ่ายตนกระทำผิด..ก็บอกว่าไม่มีเจตนา แต่หากเป็นฝ่ายตรงข้าม บอกว่าเข้าองค์ประกอบทางกฏหมายครบ....

- หากเป็นฝ่ายตนบอก ความผิดครั้งแรกสมควรรอลงอาญา แต่หากเป็นฝ่ายตรงข้าม บอกต้องลงโทษไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง....

- หากเป็นฝ่ายตน บอกว่าหลักฐานอ่อนให้ไปสอบสวนเพิ่มเติม แต่ฝ่ายตรงข้ามพยานหลักฐานแน่นหนาสุด ๆ.. และ....

ฯลฯ...


อย่ามาถกเถียงกันแบบข้าง ๆ คู ๆ


แต่จงดูว่าบ้านเมืองนี้มันคือ ระบอบอะไรกันแน่...จะดีกว่า....


ไม่งั้น..หาข้อยุติไม่ได้.....


ทุกอย่างเป็นปัญหาโลกแตกอย่างแน่นอน......


อำนาจจากปากกระบอกปืนเป็นใหญ่ การเข่นฆ่าคนทิ้งกลางกรุง เสมือนเป็นผักปลายังมีขึ้นได้อย่างง่ายดาย....ทำไม อะไร อย่างไง..??????


นักกฏหมายต่าง ๆ ..จึงได้กลายเป็นแค่นักกฏหมา........ย


ดังนั้น ป่วยการที่จะไปพูดถึงประเด็นอื่น ๆ...ประเทศไทย.........!!!!!!!!!!!!

ฅนไท

จำนวนข้อความ : 193
Registration date : 04/11/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ