ใครมีสัตว์เลี้ยง...สังเกตอะไรบ้างหรือเปล่า

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ใครมีสัตว์เลี้ยง...สังเกตอะไรบ้างหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sun Jun 06, 2010 9:38 pm

ช่วง 3-4 วันมานี้ สังเกตหมา-แมวที่เลี้ยง รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง คาดการณ์เบื้องต้นไว้ว่า อาจเป็นสาเหตุที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของขั้วแม่เหล็กโลก แต่ก็ยังไม่แน่ใจ

หมา จะ alert มากกว่าปกติ (อันนี้ก็ไม่ชัดเจนเท่าไหร่)

แมวนี่สิ อ้อนเราผิดปกติ ซุกตัวผิดปกติ เวลานั่งหน้าคอม ก็จะมาเบียดตัว ซุกตัวอยู่ใกล้ๆ หรืออย่างน้อยก็ต้องอยู่ในรัศมีที่ใกล้ตีน ใกล้มือ(ขนาดชุดนอนเราเอง ยังมาขุดและพยายามที่จะมุดเข้า ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้น) ---นี่เวลาตื่นนะ

เวลาเข้านอนล่ะ ไม่ต้องพูดถึง รายล้อมและขนาบไปด้วยแมว(อันนี้ปกติ) แต่ที่น่าประหลาดคือช่วง 3-4 วันมานี้ เวลาตื่นขึ้นมาจะต้องมีแมวตัวใดตัวหนึ่งที่มานอนจ้องเราอยู่ข้างๆ ชนิดที่ว่าลืมตาขึ้นมาก็ต้องเจอหน้าแมว นอนลืมตาแป๋วแหววก่อนเลย

ประหลาดดี


แก้ไขล่าสุดโดย sunny เมื่อ Sun Jun 06, 2010 9:47 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ใครมีสัตว์เลี้ยง...สังเกตอะไรบ้างหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sun Jun 06, 2010 9:46 pm

ใครจะคิดอ่านอย่างไรก็ไม่รู้ แต่ส่วนตัวมีความเชื่อในสัญชาตญาณและการรับรู้ของสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะกระแสของการเปลี่ยนแปลงหรืออันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น

ไม่จำเพาะแค่สัตว์เลี้ยง ต้องกล่าวว่าสิ่งมีชีวิตหรือสภาพแวดล้อมก็ได้ หากเราเป็นคนช่างสังเกต บางคนไม่มีสัตว์เลี้ยง แต่รักและดูแลต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจ ในบางครั้ง การเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ที่ผิดปกติ ก็อาจสื่ออะไรกับผู้ที่ดูแลได้เช่นกัน

สำคัญคือ สิ่งที่เขาสื่อออกมา เราไม่เข้าใจนี่สิ เฮ้อ...

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ใครมีสัตว์เลี้ยง...สังเกตอะไรบ้างหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  sunny on Mon Jun 07, 2010 7:49 pm

วันนี้ลองสอบถามคนที่เขามีสัตว์เลี้ยง เขาก็บอกว่าสัตว์เลี้ยงเขาก็มีอาการคล้ายๆกัน

==========================

จำได้ว่าไม่เกินอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้อ่านข่าวผ่านตาว่ามีสัตว์ประหลาดที่พบเฉพาะแถบอเมริกาเหนือ ไปโผล่อยู่ที่น่านน้ำของประเทศจีน(ไม่แน่ใจแต่จำได้ว่าแถวๆนั้นแหละ)

ชักสงกะสัยแล้วสิ ว่ามันคืออะไร

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ใครมีสัตว์เลี้ยง...สังเกตอะไรบ้างหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  sunny on Mon Jun 07, 2010 7:57 pm


ชาวประมงในเมืองจีนสุดตะลึง เจอสัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายลูกผสมระหว่างไดโนเสาร์กับเต่า สอบสวนทวนความได้ว่าเป็นสัตว์ประจำถิ่นในทวีปอเมริกาเหนือ
ซุนหยงเช็ง จับเจ้าสัตว์รูปร่างหน้าตาชอบกลนี้ได้ที่ทะเลสาบเว่ยชาน มณฑลอันฮุย แต่ต่อมาจึงได้รู้ว่ามันเป็นเต่าชนิดหนึ่ง
กรมประมงของทางการท้องถิ่นบอกว่า มันเป็นสัตว์ที่พบได้เฉพาะในอเมริกาเหนือเท่านั้น คงมีคนเอามาเลี้ยงไว้ แล้วต่อมาได้ปล่อยทิ้งลงทะเลสาบ
ทางการเตือนว่าสัตว์ชนิดนี้ไม่ใช่สัตว์พื้นถิ่นในจีน ฉะนั้น หากมีการแพร่พันธุ์ก็จะเป็นอันตรายต่อสมดุลของระบบนิเวศได้
ซุ่นเล่าว่า ตัวเองประหลาดใจมากเมื่อทอดแหได้เจ้าเต่าตัวนี้ ซึ่งมีความยาว 76 ซม. กว้าง 30 ซม. หนัก 7 กก.
"ผมมองเห็นตัวอะไรดำๆ มาติดแห ผมตกใจแทบแย่ มันดิ้นใหญ่เลย พอผมดึงแหขึ้นมา มันก็กัดแห"
โฆษกของสำนักงานประมงในท้องถิ่นบอกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เจอเต่าชนิดนี้ในแหล่งน้ำแถบนั้น "คงมีใครเลี้ยงไว้แล้วเอามาปล่อย แบบนี้ระบบนิเวศอาจเสียหายได้" .

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ใครมีสัตว์เลี้ยง...สังเกตอะไรบ้างหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Tue Jun 08, 2010 11:37 am

เป็นเหมือนกันจ้า

http://atcloud.com/stories/25684



บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด

เมื่อเร็วๆ มานี้ องค์การ NASA ได้เคยทำให้สาธารณะชนเกิดความหวาดหวั่นด้วยการออกมา
เปิดเผยว่าการพลิกกลับของขั้วแม่เหล็กโลกจะทำให้ความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กโลกอ่อนลง
และไร้ความมั่นคงแต่ไม่ถึงกับลดลงถึงระดับศูนย์ แต่จากการศึกษาร่วมกันของนักวิทยาศาสตร์
ด้านคอมพิวเตอร์จำนวนหนึ่งกับกลุ่มนักธรณีฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์ฟิสิกส์พบว่า
ทั้งโลกและดวงอาทิตย์จะสิ้นสุดระยะเวลาที่ใช้ในกระบวนการพลิกกลับของขั้วแม่เหล็ก
(Magnetic Pole Reversal) ในปี ค.ศ. 2012 โดยครั้งล่าสุดกระบวนการนี้ได้เกิดขึ้นเมื่อหลายล้านปี
ที่ผ่านมาจนทำให้ สัตว์จำพวกไดโนเสาร์สูญพันธุ์จนหมดสิ้น จากการค้นคว้าวิจัยและการวิเคราะห์
ร่วมกันใน Hyderabad ได้คาดการณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงครั้งใหม่นี้จะเกิดขึ้น ในปี ค.ศ. 2012

คำถาม......? โลกจะเป็นอย่างไรเมื่อขั้วแม่เหล็กโลกกำลังพลิกด้าน

การพลิกกลับของขั้วแม่เหล็กโลก คือ กระบวนการที่ขั้วแม่เหล็กเหนือและขั้วแม่เหล็กใต้สลับ
ตำแหน่งกัน เมื่อการพลิกกลับของขั้วแม่เหล็กนี้เกิดขึ้น ณ ขณะเวลาใดเวลาหนึ่ง (ซึ่งไม่สามารถ
ทำนายได้ว่าจะกินเวลานานเท่าใด อาจกินเวลาแค่ 1 ช.ม. หรืออาจเป็นเดือนก็ได้) มันหมายถึงว่า
ค่าการเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็กโลกจะลดลงจนมีค่าเป็นศูนย์ หน่วยกาซ และโลก ณ ขณะเวลานั้น
จะสูญเสียอำนาจแห่งสนามแม่เหล็กโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถาม.......? จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไม่มีสนามแม่เหล็กโลก

โดยปกติสนามแม่เหล็กโลก จะเป็นเสมือนโล่กำบังที่ช่วยปกป้องโลกไว้อีกชั้นหนึ่งโดยเฉพาะ
การช่วยกำบังโลกจากพายุสุริยะที่เกิดจากดวงอาทิตย์ แต่เมื่อไม่มีสนามแม่เหล็กโลกในเวลา
ที่ว่านั้น สิ่งมีชีวิตบนโลกจะต้องเจอกับหายนะ นั่นก็คือ พายุสุริยะ(บางคนเรียกลมสุริยะ
มันเหมือนกันนะเดี๋ยวจะสับสน) พายุสุริยะ คือ พลังงานที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดจาก
ธาตุไฮโดรเจนบนพื้นผิวดวง อาทิตย์ ซึ่งจะถูกปล่อยออกมาสู่อวกาศด้วยแรงระเบิดมหาศาล
ซึ่งพายุสุริยะนั้นประกอบด้วย รังสีคอสมิก(และอีกมากมาย) และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอันมหาศาล

คำถาม........? เราจะเป็นอย่างไรเมื่อต้องเผชินกับพายุสุริยะ

'ฮารัลด์ เลสช์' (Harald Lesch) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย 'มิวนิค' ได้สร้างแบบจำลอง
สนามแม่เหล็กโลกขึ้นมาศึกษาในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ เพื่อหาคำตอบว่าโลกเราจะเป็นอย่างไร
หากไม่มีสนามแม่เหล็ก แบบจำลองที่ 'ฮารัลด์ เลสช์' สร้างขึ้นพบว่า ถ้าโลกเราถูกพายุสุริยะกระหน่ำ
ผลที่ได้สร้างความประหลาดใจอย่างยิ่ง จากภาพจำลองที่คอมพิวเตอร์สร้างขึ้นแสดงให้เห็นว่า
เมื่อ มวลอนุภาคคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากพายุสุริยะมาถึงโลก จะทำปฏิกิริยากับชั้นบรรยากาศ
เกิดเป็นสนามแม่เหล็กชุดใหม่มาแทนที่และทรงพลัง พอที่จะทานแรงปะทะของรังสีคอสมิก
ทำให้รังสีคอสมิกที่เป็นอันตรายจากดวงอาทิตย์เบนออกสู่อวกาศแต่ทะว่าโลกเรา นั้นสามารถ
รอดพ้นจากอันตรายจากรังสีคอสมิกไปได้ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากกระบวนการนี้ไม่ได้เป็นผลดี
ต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกเลย ตามหลักแล้วกระแสไฟฟ้าจะไหลไปสู่ที่ๆมีความต่างศักย์ที่น้อยกว่าและ
สนามแม่เหล็กชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นไม่ได้เสถียรเหมือนแม่เหล็กโลกเดิม
ฉะนั้นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทำปฏิกิริยากับบรรยากาศโลกย่อมไม่ได้หยุดอยู่ เพียงแค่นั้น
สิ่งที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะกระทำต่อไปนั้นก็คือ การปลดปล่อยพลังงานไฟฟ้าอันมหาศาลสู่ที่ๆ
มีความต่างศักย์ที่น้อยกว่า นั่นก็คือพื้นผิวโลก เหตุการณ์ที่ว่านี้คือ พายุฟ้าผ่านั้นเอง
พายุฟ้าผ่านี้ อาจกินเนื้อที่ทั้งทวีปหรือทั่วโลก สายฟ้าที่กระหน่ำลงมาจากก้อนเมฆอิเล็กตรอนนั้น
จะกระหน่ำผ่าลงมาทุกๆที่โดยไม่หยุดจนกว่าพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากพายุสุริยะจะหมดลง
และจะเกิดขึ้นอีกถ้าพายุสุริยะลูกต่อไปมาถึง หรือจนกว่าการกลับขั้วของแม่เหล็กโลกจะเสร็จสมบูรณ์
จนทำให้กระบวนการสร้าง สนามแม่เหล็กโลกจะทำงานได้อีก สิ่งมีชีวิตบนโลกมากมายจะต้องตาย
และเทคโนโลยีต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้นจะถูกทำลายลงในครั้งนี้ แต่ถ้ารังสีคอสมิกสามารถหลุดรอดมาก
จากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้ สิ่งมีชีวิตที่รอดจากการถูกฟ้าผ่า ก็อาจจะต้องตายจากโรคมะเล็งและความร้อน

คำถาม........? เมื่อสนามแม่เหล็กโลกเกิดการพลิกตัวอย่างสมบูรณ์จะเกิดอะไรขึ้นกับโลก

สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้อาจะเหลือเชื่อแต่ตามหลักการแล้วย่อมเป็นไปได้การพลิกด้านของ
ขั้วแม่เหล็กโลกนี้ไม่ได้ทำให้เกิดความหายนะจากพายุสุริยะแค่ เพียงอย่างเดียว
แต่อาจเกิดหายนะจากการหมุนกลับทางของโลกที่จะเกิดตามมาอีก ยกตัวอย่าง เช่น
การหมุนของมอเตอร์ มอเตอร์แบบธรรมดามี 2 ขั้ว โดยให้สัญลักษณ์ A และ B ก่อนที่
ขั้วแม่เหล็กโลกจะพลิกตัว ให้เปรียบโดยการใช้ ไฟฟ้าขั้ว + ต่อเข้ากับ A และไฟฟ้าขั้ว -
ต่อเข้ากับ B มอเตอร์จะหมุนไปทางใดทางหนึ่ง แต่เมื่อเราต่อขั้วไฟฟ้ากลับด้านกัน
ย่อมทำให้มอเตอร์เกิดการหมุนทิศทางตรงกันข้ามกับครั้งแรก และนี่ก็เปรียบกับ
การพลิกด้านของขั้วแม่เหล็กโลกนั่นเอง

คำถาม........? แล้วสิ่งมีชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไป

เมื่อโลกหมุนกลับทาง สิ่งมีชีวิตที่เหลืออาจจะต้องเจอกับภัยธรรมชาติมากมาย โลกหมุนกลับทาง
ย่อมทำให้ทุกสิ่งเปลี่ยน ทั้งกระแสน้ำทะเล กระแสลม รวมถึงแผ่นดิน จากนี้จะเกิดอะไรขึ้นย่อม
ไม่มีใครรู้ได้ มนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่มีชีวิตรอด จะปรับตัวอย่างไรเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก
มนุษย์ที่เหลือจะทำอย่างไรเมื่อวันนั้นมาถึง...........................

ในแง่ความคิดของผู้มีญาณในไทย ผู้มีฌาณทั้งหลายได้บรรยายภาพที่ได้เห็นมาว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ในอนาคตบ้าง เช่นประเทศไทยในอนาคตจะเหลือแค่ภาคเหนือและภาคอีสานเท่านั้น
ที่เป็นพื้นที่ แผ่นดินผืนใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรอดพ้นภัย
อย่างเช่นที่เชียงใหม่ จะเกิดการยุบตัวและ การเลื่อนของผิวดิน ภูเขาจะถล่มลงมา... ประมาณนี้ครับ

แต่จะเริ่มเห็นลางภัยพิบัติในครั้งนี้ชัดเจนขึ้นในอีกประมาณ 5 ปีนับจากนี้ และจะเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ
เช่นมีภัยพิบัติมากกว่าเดิมในหลายๆที่ ไปจนถึงเวลาที่แกนโลกพลิกตัวจริงๆ ในอีก 10-15ปี

http://www.psc.edu/science/glatzmaier.html





Magnetic Flip-Flops

Considering that ships, planes and Boy Scouts steer by it, Earth's magnetic field is less
reliable than you'd think. Rocks in an ancient lava flow in Oregon suggest that for
a brief erratic span about 16 million years ago magnetic north shifted as much as
6 degrees per day. After little more than a week, a compass needle would have
pointed toward Mexico City.

The lava catches Earth's magnetic field in the act of reversing itself. Magnetic north
heads south, and -- over about 1,000 years -- the field does a complete flip-flop.
While the Oregon data is controversial, Earth scientists agree that the geological evidence
as a whole -- the "paleomagnetic" record -- proves such reversals happened many times
over the past billion years. "Some reversals occurred within a few 10,000 years of each other,"
says Los Alamos scientist Gary Glatzmaier, "and there are other periods where no reversals
occurred for tens of millions of years." How do these flip-flops happen, and why at such
irregular intervals?

The geological data, invaluable to show what happened, registers only a mute shrug when it
comes to the deeper questions. For that matter, why is it that instead of quietly fading away,
as magnetic fields do when left to their own devices, Earth's magnetic field is still going strong
after billions of years? Einstein is said to have considered it one of the most important
unsolved problems inphysics. With a year of computing on Pittsburgh's CRAY C90,
2,000 hours of processing, Glatzmaier and collaborator Paul Roberts of UCLA took a big step
toward some answers. Their numerical model of the electromagnetic, fluid dynamical processes
of Earth's interior reproduced key features of the magnetic field over more than 40,000 years of
simulated time. To top it off, the computer-generated field reversed itself.

"We weren't expecting it," says Roberts, "and were delighted. This gives us confidence
we've built a credible bridge between theory and the paleomagnetic data." Their surprising results,
reported as a cover story in Nature (Sept. 21, 1995), provide an inner-Earth view of geomagnetic
phenomena that have not been observed or anticipated by theory. Furthermore, the Glatzmaier-
Roberts model offers, for the first time, a coherent explanation of magnetic field reversal.

Journey to the Center of the Earth

Roughly speaking, Earth is like a chocolate-covered cherry -- layered, with liquid beneath
the surface and a solid inner core. Beneath the planet's relatively thin crust is a thick,
solid layer called the mantle. Between the mantle and the inner core is a fluid layer,
the outer core. According to generally accepted theory -- the dynamo theory -- interactions
between the churning, twisting flow of molten material in the outer core and the magnetic field
generate electrical current that, in turn, creates new magnetic energy that sustains the field.
"The typical lifetime of a magnetic field like Earth's," says Glatzmaier, "is several tens of
thousands of years. The fact that it's existed for billions of years means something must be
regenerating it all the time."

How do we know if the dynamo theory is right? To the consternation of our desire to understand
what's happening inside the planet we live on, Jules Verne's Journey to the Center of the Earth is
still fiction. There's no way to penetrate 4,000 miles to Earth's center, nor to monitor fluid motions
or magnetism in the outer core. The Glatzmaier-Roberts computational model may be the next best thing
to a guided tour of inner Earth. While other models have given good clues that theory is on track,
they have been limited by a two-dimensional approach that required simplifying assumptions.
Roberts and Glatzmaier set out to implement a fully three-dimensional model, based on
a computer program Glatzmaier developed over many years, that would allow the complex feedbacks
between fluid motion and the magnetic field to evolve on their own -- in other words, to be solved
"self consistently."



Simulated three-dimensional structure of Earth's magnetic field, with inward (blue)
and outward (yellow) directed field lines. Field lines extend two Earth radii from the core.
The location of the core-mantle boundary is evident where the structure becomes complex.

Their objectives, in retrospect, were modest. "Mainly," says Roberts, "we wanted to get
a geomagnetic field that would maintain itself longer than the decay time. No one's ever done
that in a self-consistent manner." After nearly a year running almost daily, as allocated
computing time was about to expire, the model produced its Eureka moment.

By itself, the reversal is strong confirmation of the model, and other details -- magnitude
and structure of the field -- also agree well with surface features of Earth's field.
The simulation also offers precious insight into the dynamics that sustain the magnetic field
and generate reversals. Contrary to what anyone guessed till now, the model shows that
in the inner core the magnetic field has an opposite polarity from the outer core, and this
stabilizes the field against a tendency to reverse more frequently. "No one even dreamed about this,"
says Glatzmaier. "That's the nice thing about a supercomputer. You can just let it do its thing,
solve these equations over and over -- a large set of variables affecting each other with
nonlinear feedback, very hard to figure out. It's a beautiful problem for a supercomputer,
and it's really exciting to see this structure and dynamics that no one imagined."






Reversal of Earth's Magnetic Field


Earth's magnetic field evolving for about 9,000 years
before, during and after the simulated reversal. The outer circle
indicates the fluid outer core boundary; the inner circle, the solid
inner core. The left hemisphere shows magnetic field contours directed
clockwise (green) and counterclockwise (yellow). The right hemisphere
shows contours directed westward (blue) and eastward (red), out of and
into the plane of the paper.
The left hemisphere shows that the field penetrating
the inner core is opposed in polarity to the outer core, a feature
completely unanticipated by theory. "The outer core polarity," explains
Glatzmaier, "is continually trying to invade the inner core. Only when
the whole field almost decays away, however [middle], does it finally
have a chance to diffuse in. Once it does, the opposite polarity gets
established. The inner core polarity is the stabilizing force, like an
anchor, the slowest thing that can change."



Animation

http://www.psc.edu/research/graphics/gallery/CORRECTno_earth.mpg





1.62 MB

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ใครมีสัตว์เลี้ยง...สังเกตอะไรบ้างหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Jun 08, 2010 12:25 pm

hacksecret พิมพ์ว่า:ได้คาดการณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงครั้งใหม่นี้จะเกิดขึ้น ในปี ค.ศ. 2012

จริงๆรู้เรื่องนี้ตั้งนานแล้ว เพราะสนใจตั้งแต่อยู่ ม.ต้น แต่จำได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของขั้วแม่เหล็กโลกจะสมบูรณ์คือปี 2011 นี่นา ทุกๆปีขั้วแม่เหล็กโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว แต่เปลี่ยนอย่างช้าๆ ในขณะที่ขั้วแม่เหล็กโลกเปลี่ยน แกนโลกก็มีการเปลี่ยนแปลงขององศาการทำมุมเช่นกัน

การเปลี่ยนแปลงทั้งขั้วแม่เหล็กโลกและแกนโลก ทำให้สภาวะของโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งเกิดจากสภาวะภายในโลก ยังต้องเจอกับผลจากแสงของดวงอาทิตย์ที่หลุดเข้ามาทำลายพื้นผิวโลก ทำให้เกิดเป็นรูกลวง(คล้ายกับการถูกยิงด้วยแสงเลเซอร์)

สงสัยเป็นความรู้เก่า เพราะไม่ค่อยตรงกับที่เขาบอกมาเลยแฮะ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ใครมีสัตว์เลี้ยง...สังเกตอะไรบ้างหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  แฟนคลับ on Fri Jun 11, 2010 9:28 am

hacksecret พิมพ์ว่า:คำถาม......? โลกจะเป็นอย่างไรเมื่อขั้วแม่เหล็กโลกกำลังพลิกด้าน

การพลิกกลับของขั้วแม่เหล็กโลก คือ กระบวนการที่ขั้วแม่เหล็กเหนือและขั้วแม่เหล็กใต้สลับ
ตำแหน่งกัน เมื่อการพลิกกลับของขั้วแม่เหล็กนี้เกิดขึ้น ณ ขณะเวลาใดเวลาหนึ่ง (ซึ่งไม่สามารถ
ทำนายได้ว่าจะกินเวลานานเท่าใด อาจกินเวลาแค่ 1 ช.ม. หรืออาจเป็นเดือนก็ได้) มันหมายถึงว่า
ค่าการเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็กโลกจะลดลงจนมีค่าเป็นศูนย์ หน่วยกาซ และโลก ณ ขณะเวลานั้น
จะสูญเสียอำนาจแห่งสนามแม่เหล็กโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถาม.......? จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไม่มีสนามแม่เหล็กโลก

โดยปกติสนามแม่เหล็กโลก จะเป็นเสมือนโล่กำบังที่ช่วยปกป้องโลกไว้อีกชั้นหนึ่งโดยเฉพาะ
การช่วยกำบังโลกจากพายุสุริยะที่เกิดจากดวงอาทิตย์ แต่เมื่อไม่มีสนามแม่เหล็กโลกในเวลา
ที่ว่านั้น สิ่งมีชีวิตบนโลกจะต้องเจอกับหายนะ นั่นก็คือ พายุสุริยะ(บางคนเรียกลมสุริยะ
มันเหมือนกันนะเดี๋ยวจะสับสน) พายุสุริยะ คือ พลังงานที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดจาก
ธาตุไฮโดรเจนบนพื้นผิวดวง อาทิตย์ ซึ่งจะถูกปล่อยออกมาสู่อวกาศด้วยแรงระเบิดมหาศาล
ซึ่งพายุสุริยะนั้นประกอบด้วย รังสีคอสมิก(และอีกมากมาย) และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอันมหาศาล

คำถาม........? เราจะเป็นอย่างไรเมื่อต้องเผชินกับพายุสุริยะ

'ฮารัลด์ เลสช์' (Harald Lesch) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย 'มิวนิค' ได้สร้างแบบจำลอง
สนามแม่เหล็กโลกขึ้นมาศึกษาในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ เพื่อหาคำตอบว่าโลกเราจะเป็นอย่างไร
หากไม่มีสนามแม่เหล็ก แบบจำลองที่ 'ฮารัลด์ เลสช์' สร้างขึ้นพบว่า ถ้าโลกเราถูกพายุสุริยะกระหน่ำ
ผลที่ได้สร้างความประหลาดใจอย่างยิ่ง จากภาพจำลองที่คอมพิวเตอร์สร้างขึ้นแสดงให้เห็นว่า
เมื่อ มวลอนุภาคคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากพายุสุริยะมาถึงโลก จะทำปฏิกิริยากับชั้นบรรยากาศ
เกิดเป็นสนามแม่เหล็กชุดใหม่มาแทนที่และทรงพลัง พอที่จะทานแรงปะทะของรังสีคอสมิก
ทำให้รังสีคอสมิกที่เป็นอันตรายจากดวงอาทิตย์เบนออกสู่อวกาศแต่ทะว่าโลกเรา นั้นสามารถ
รอดพ้นจากอันตรายจากรังสีคอสมิกไปได้ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากกระบวนการนี้ไม่ได้เป็นผลดี
ต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกเลย ตามหลักแล้วกระแสไฟฟ้าจะไหลไปสู่ที่ๆมีความต่างศักย์ที่น้อยกว่าและ
สนามแม่เหล็กชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นไม่ได้เสถียรเหมือนแม่เหล็กโลกเดิม
ฉะนั้นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทำปฏิกิริยากับบรรยากาศโลกย่อมไม่ได้หยุดอยู่ เพียงแค่นั้น
สิ่งที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะกระทำต่อไปนั้นก็คือ การปลดปล่อยพลังงานไฟฟ้าอันมหาศาลสู่ที่ๆ
มีความต่างศักย์ที่น้อยกว่า นั่นก็คือพื้นผิวโลก เหตุการณ์ที่ว่านี้คือ พายุฟ้าผ่านั้นเอง
พายุฟ้าผ่านี้ อาจกินเนื้อที่ทั้งทวีปหรือทั่วโลก สายฟ้าที่กระหน่ำลงมาจากก้อนเมฆอิเล็กตรอนนั้น
จะกระหน่ำผ่าลงมาทุกๆที่โดยไม่หยุดจนกว่าพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากพายุสุริยะจะหมดลง
และจะเกิดขึ้นอีกถ้าพายุสุริยะลูกต่อไปมาถึง หรือจนกว่าการกลับขั้วของแม่เหล็กโลกจะเสร็จสมบูรณ์
จนทำให้กระบวนการสร้าง สนามแม่เหล็กโลกจะทำงานได้อีก สิ่งมีชีวิตบนโลกมากมายจะต้องตาย
และเทคโนโลยีต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้นจะถูกทำลายลงในครั้งนี้ แต่ถ้ารังสีคอสมิกสามารถหลุดรอดมาก
จากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้ สิ่งมีชีวิตที่รอดจากการถูกฟ้าผ่า ก็อาจจะต้องตายจากโรคมะเล็งและความร้อน

คำถาม........? เมื่อสนามแม่เหล็กโลกเกิดการพลิกตัวอย่างสมบูรณ์จะเกิดอะไรขึ้นกับโลก

สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้อาจะเหลือเชื่อแต่ตามหลักการแล้วย่อมเป็นไปได้การพลิกด้านของ
ขั้วแม่เหล็กโลกนี้ไม่ได้ทำให้เกิดความหายนะจากพายุสุริยะแค่ เพียงอย่างเดียว
แต่อาจเกิดหายนะจากการหมุนกลับทางของโลกที่จะเกิดตามมาอีก ยกตัวอย่าง เช่น
การหมุนของมอเตอร์ มอเตอร์แบบธรรมดามี 2 ขั้ว โดยให้สัญลักษณ์ A และ B ก่อนที่
ขั้วแม่เหล็กโลกจะพลิกตัว ให้เปรียบโดยการใช้ ไฟฟ้าขั้ว + ต่อเข้ากับ A และไฟฟ้าขั้ว -
ต่อเข้ากับ B มอเตอร์จะหมุนไปทางใดทางหนึ่ง แต่เมื่อเราต่อขั้วไฟฟ้ากลับด้านกัน
ย่อมทำให้มอเตอร์เกิดการหมุนทิศทางตรงกันข้ามกับครั้งแรก และนี่ก็เปรียบกับ
การพลิกด้านของขั้วแม่เหล็กโลกนั่นเอง

เรื่องการสลับขั้วแม่เหล็กของโลกนั้น ไม่ใช่เป็นการพลิกกลับของโลก หรือเปลี่ยนขั้วโลก แต่เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีต แต่ละครั้งใช้เวลาเป็นพันถึงแสนปี จะมีผลแค่เพียงสนามแม่เหล็กของโลกจะอ่อนลงบ้างเท่านั้น

แฟนคลับ

จำนวนข้อความ : 96
Registration date : 10/05/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ