Thailand and U.S. Policy

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Thailand and U.S. Policy

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sun Jun 13, 2010 8:54 pm

Posted on Tuesday, May 18, 2010

Joshua Kurlantzick



Photo courtesy of Reuters/Adrees Latif

At this point, the crisis in Thailand has gotten so grave that it verges on civil war and threatens many things, including the democratic gains made over twenty years, the entire legacy of the reign of King Bhumibhol Adulyadej, and Thailand’s tourism-dominated economy. However, as both sides look for mediators to help resolve the crisis, there is an opportunity for the United States to play a constructive role.

Despite the gains made by China in Thailand over the past decade, the United States remains the most important, and respected, outside actor. In 2006, the U.S. decision to essentially not condemn the coup made it easier for the military to take power, and proved a major mistake, as the coup resolved nothing and only made matters worse.

Now, the Obama administration has taken a wise and more nuanced response. Assistant Secretary of State Kurt Campbell smartly decided, during a visit to Thailand, to meet not only with the government but also with some of the leaders of the red shirt protesters. Despite harsh criticism of this decision from the Thai government, it was the correct one. Though some of the red shirts have regrettably employed violent tactics, and though the government has the right to restore order and disperse protests, the broader social complaints represented by the red shirts – let’s remember, they turned out over 100,000 people in Bangkok not long ago – are not going to go away and need to be understood by the United States and other foreign powers. U.S. officials need to broaden their range of contacts in order to understand the dramatic political changes going on in Thailand, and to move beyond the coverage of the country in the English-language Thai media. (Foreign media tend to do a better job of getting a wider range of Thai voices, since they go outside Bangkok more and interview people in the provinces.) Seeking out a broader range of contacts will also show that the red shirt movement is not merely a tool of former prime minister Thaksin Shinawatra.

Continuing a policy of only interacting with Bangkok elites would not be in the United States’ interest and, in the long run, would create the possibility that some Chávez-like tribune of the poor would rise to power and be virulently anti-American.

Assistant Secretary of State Campbell will be returning to Asia in just a few days, with Thailand certainly high on his agenda. He should both endorse the Thai government’s need to restore order – after all, the White House could not let armed men roam around the streets of Washington, DC unchecked – and ignore the Thai government requests that he interact only with government ministers. He also should seek out moderate voices in the red shirt movement, as well as the most moderate and respected leaders who once clustered around Thaksin, like former MP Chaturon Chaiseng.

He should also deliver a firm message to the Thai government that, unlike in 2006, the United States will more aggressively condemn any intervention in electoral politics – a coup, a judicial decision, or the like – just as the Obama administration condemned the coup in Honduras and the potentially rigged election in Iran. (This condemnation could include threatening to cancel Cobra Gold joint exercises, real public condemnation, and a reassessment of other elements of the U.S.-Thai relationship.) Though Thailand may not want to be seen in the company of those two countries, holding a consistent standard about the need for free elections allows the US to better defend its own positions.

http://blogs.cfr.org/asia/2010/05/18/thailand-and-us-policy/

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Thailand and U.S. Policy

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sun Jun 13, 2010 9:00 pm

นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา กับประเทศไทย

โดย Joshua Kurlantzick
From CFR.org. Reprinted with permission.

ถึงขณะนี้ วิกฤตที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ดำเนินมาเกือบจะถึงขั้นสงครามกลางเมืองและคุกคามต่อหลายสิ่งหลายอย่างรวมถึง 1. ผลพวงในแง่บวกด้านประชาธิปไตยที่ได้ถูกสร้างขึ้นตลอด 20 ปีที่ผ่านมา 2. สถาบันพระมหากษัตริย์ในช่วงการครองราชย์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และ 3. เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายมองหาตัวกลางที่จะช่วยแก้วิกฤตการณ์นี้ ยังมีโอกาสที่สหรัฐอเมริกาจะเข้ามามีบทบาทอย่างสร้างสรรค์

ถึงแม้ว่าประเทศจีนได้มีส่วนเอื้อประโยชน์ต่างๆ ในประเทศไทยตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาก็ยังคงเป็นผู้มีบทบาทจากประเทศภายนอกที่เป็นที่นับถือและสำคัญที่สุด ในปี ค.ศ. 2006 การตัดสินใจของสหรัฐอเมริกาที่จะไม่ประณามการทำรัฐประหาร เป็นการทำให้กองกำลังทหารเข้ามามีอำนาจได้ง่ายขึ้น และได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นข้อผิดพลาดอันใหญ่หลวง เนื่องจากคณะรัฐประหารมิได้ทำการแก้ไขสิ่งใดทั้งสิ้นและได้แต่ทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม

ในตอนนี้ คณะรัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้เลือกใช้วิธีการแสดงท่าทีอย่างสุขุมและไม่แสดงความแตกต่างมากนัก นายเคิร์ท แคมป์เบลล์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตัดสินใจอย่างชาญฉลาดในระหว่างการเยี่ยมเยือนประเทศไทย ที่ไม่เพียงแต่จะพบฝ่ายรัฐบาล แต่ได้พบกับแกนนำบางคนของผู้ชุมนุมเสื้อแดง ถึงแม้ว่าการทำเช่นนี้จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากรัฐบาลไทย การตัดสินใจดังกล่าวเป็นการกระทำที่ถูกต้อง ถึงแม้ว่ากลุ่มเสื้อแดงบางกลุ่มได้เลือกใช้วิธีการที่รุนแรงและรัฐบาลก็มี สิทธิ์ที่จะนำความสงบกลับมาและสลายการชุมนุมประท้วง แต่ข้อเรียกร้องต่างๆ ทางสังคมซึ่งสะท้อนจากกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง (ต้องไม่ลืมว่า ผู้ชุมนุมกว่าหนึ่งแสนคนได้ออกมาเรียกร้องในกรุงเทพฯ เมื่อไม่นานมานี้) จะต้องไม่ถูกละเลย และยังจะต้องได้รับการทำความเข้าใจโดยสหรัฐอเมริกาและองค์กรหรือประเทศที่มีอิทธิพลจากประเทศอื่นๆ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จำต้องขยายขอบข่ายการติดต่อของตนให้กว้างขวางออกไปยิ่งขึ้น เพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงอันน่าตื่นตาตื่นใจที่กำลังดำเนินอยู่ในเมืองไทย และต้องออกไปนอกกรอบการรายงานของสื่อไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษ (สื่อมวลชนจากต่างประเทศมีแนวโน้มจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า ในการสะท้อนเสียงคนไทยในกรอบที่กว้างขวางมากขึ้น เนื่องจากพวกเขามักออกไปนอกกรุงเทพมากกว่า เพื่อทำการสัมภาษณ์คนต่างจังหวัด) การค้นหาจากขอบข่ายที่กว้างขวางขึ้นนี้จะแสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวกลุ่มเสื้อแดงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น

การคงนโยบายเพื่อปฏิสัมพันธ์เฉพาะชนชั้นนำในกรุงเทพฯ จะไม่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐอเมริกา และในระยะยาวการทำเช่นนี้อาจทำให้เกิดความเป็นไปได้ในการทำให้เกิดผู้นำที่พิทักษ์สิทธิคนยากจนดังเช่นกรณีนายชาเวซ ซึ่งจะก้าวเข้ามาสู่อำนาจและมีนโยบายต่อต้านอเมริกันที่อันตรายร้ายแรงได้

นายแคมป์เบลล์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา จะเดินทางกลับไปเอเชียในอีกไม่กี่วันนี้ และแน่นอนว่าประเทศไทยจะเป็นหัวข้อสำคัญในการพิจารณาหารือ นายแคมป์เบลล์ควรจะรับรองความจำเป็นของรัฐบาลไทยในการนำความสงบกลับมาสู่บ้านเมือง (ทั้งนี้เช่นกัน รัฐบาลสหรัฐอเมริกาก็ไม่สามารถปล่อยให้กลุ่มคนติดอาวุธออกมาเดินอยู่ตามท้องถนนของวอชิงตัน ดี.ซี. โดยไม่ได้มีการตรวจสอบได้) และในขณะเดียวกันนายแคมเบลล์ก็ควรจะเพิกเฉยต่อคำเรียกร้องของรัฐบาลไทยที่จะ ให้นายแคมป์เบลล์ติดต่อกับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลไทยเท่านั้น นายแคมป์เบลล์ควรจะสืบหาและฟังความคิดเห็นที่เป็นกลางจากกลุ่มเสื้อแดง และจากกลุ่มผู้นำที่ค่อนข้างมีความเป็นกลางและเป็นที่นับถือ ซึ่งเป็นผู้ที่เคยใกล้ชิดกับนายทักษิณ อย่างเช่น อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายจาตุรนต์ ฉายแสง

นายแคมป์เบลล์ควรจะส่งสารถึงรัฐบาลไทยว่า สหรัฐอเมริกาจะดำเนินการต่างจากในปี ค.ศ. 2006 โดยที่สหรัฐอเมริกาจะประณามอย่างแข็งกร้าวมากขึ้นต่อการแทรกแซงทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น การทำรัฐประหาร การพิพากษาจากศาล หรือ การกระทำอื่นๆ ที่คล้ายกัน ดังเช่นที่รัฐบาลประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้ทำการประณามต่อรัฐประหารในประเทศฮอนดูรัส และการเลือกตั้งที่อาจจะถูกจัดขึ้นอย่างไม่โปร่งใสในประเทศอิหร่าน การประณามนี้อาจจะรวมไปถึงการขู่จะยกเลิกการฝึกรบร่วมคอบร้า โกลด์ การประณามอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชน และการทบทวนความร่วมมือด้านต่างๆ ระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทยเสียใหม่ ประเทศไทยย่อมไม่ต้องการที่จะถูกมองว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศทั้งสองที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้นการยึดหลักการสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรีเท่านั้น จึงจะเปิดโอกาสให้สหรัฐอเมริกาสามารถปกป้องสถานภาพของประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้น

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Thailand and U.S. Policy

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sun Jun 13, 2010 9:02 pm

หมายเหตุ:

Joshua Kurlantzick เป็นนักสื่อสารมวลชน และนักเขียนจากบัลติมอร์ แมรีแลนด์ เขาเป็นอาจารย์สอนที่ Carnegie Endowment for International Peace และเป็นผู้แต่งหนังสือ Charm Offensive: How China’s Soft Power Is Transforming the World หนังสือฉบับนี้ได้รับการเสนอให้ชิงรางวัล Arthur Ross Book Award จาก CFR ในปี 2008
CFR หรือ Council on Foreign Relations เป็นหน่วยงานคลังความคิด ซึ่งไม่แสวงหาผลกำไร และวางตัวเป็นกลางทางการเมือง องค์กรแห่งนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็น “คลังความคิดที่ทรงอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกามากที่สุด” นอกจากนี้ CFR ยังตีพิมพ์นิตยสารรายสองเดือน “Foreign Affairs” ซึ่งเน้นการวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

หมายเหตุ: SIU เห็นปฏิกิริยาจากสื่อต่างประเทศต่อปรากฎการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ที่น่าสนใจจากสื่อและผู้สังเกตุการณ์จากต่างประเทศ จึงนำมาเสนอตามมุมมองของแต่ละสำนัก ครั้งก่อนเป็นมุมมองค่อนไปทางซ้ายจากสื่อในประเทศเยอรมนี สำหรับครั้งนี้เป็นการนำเสนอบทความจากนักวิเคราะห์ด้านความสัมพันธ์ต่างประเทศ จากองค์กรคลังความคิดที่มีอิทธิพลกับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ