ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

หน้า 2 จาก 3 Previous  1, 2, 3  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat Aug 07, 2010 1:16 pm

Inception ฝันเป็นจริงพลิกโลกพินาศ

โจรปล้นฝัน...การกลับมาของ แฮคเกอร์

วันที่ 6 สิงหาคม 2553 01:00

โดย : นันทขว้าง สิรสุนทร,นพนันท์ อริยะวงศ์มณี







Inception ที่ยังถล่มบอกซ์ออฟฟิศไม่หยุด นักจินตนาการบางคนคิดไปไกลว่า
"ความคิดฝัน" คือของชิ้นต่อไปที่ไม่ไกลเกินเอื้อมแฮคเกอร์


ก่อนหน้าที่หนัง Inception จะเข้าฉายนั้น ชื่อของผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน ไม่ได้เป็นชื่อป๊อปปูล่าร์
แบบ สตีเว่น สปิลเบิร์ก หรือ เจมส์ คาเมรอน มากนัก แต่หลังจากใครต่อใครได้ดูหนังเรื่องนั้น
เสียงชื่นชมเดินทางมาหาเขามากมาย โดยเฉพาะการที่หนังพูดถึงโลกแห่งอนาคตที่มนุษย์อาจจะเป็น
"แฮคเกอร์" ด้วยการขโมยทุกอย่าง แม้แต่ความคิดฝัน
...............................................

บทบาทของ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ในหนัง Inception ทำให้วงการไอที คิดต่อ แตกประเด็น ออกไปว่า
บางทีโลกในอนาคต อาจไม่มีสิ่งใดที่ไม่สามารถขโมยกันได้อีกต่อไป แง่มุมเหล่านี้ เชื่อมโยงกันกับ
ในเวลาเดียวกันที่นิตยสารสุดยอดแห่งไฮเทคอย่าง Wired ออกมาแสดงความเห็นว่า นี่คือการกลับมา
ในรูปแบบใหม่ของสิ่งที่เรียกว่า "แฮคเกอร์ คัลเจอร์" ตามความเข้าใจของคนทั่วไป

แฮคเกอร์คืออัจฉริยะที่สามารถเจาะเข้าไปในโลกไซเบอร์ เพื่อเอาข้อมูลบางอย่างออกมาด้วยตัวเอง
กระบวนต่างๆ นั้นเป็นเรื่องของแต่ละคน ทว่า เหล่าแฮคเกอร์จะมีกลวิธีในการผ่านด่านต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต
เพื่อเข้าถึงข้อมูลหรือเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อทำการค้นหาที่มาของคำว่าแฮคเกอร์แล้ว
ความหมายของมันจริงๆ คือ ผู้เชี่ยวชาญที่คอยค้นหาสิ่งใหม่ๆ แก้ไขปัญหาให้กับสังคม
หรือพบแง่มุมใหม่แล้วทำประโยชน์ให้กับเพื่อนมนุษย์ โดยไม่มีเรื่องของผลประโยชน์ใดๆ
แม้แต่ "ค่าจ้างนิดน้อย"

นี่หมายความว่า ครั้งหนึ่งในอดีต คนอย่าง บิลล์ เกตส์ ผู้ก่อตั้ง Microsoft หรือแม้แต่หนึ่งในผู้ก่อตั้ง
Facebook อย่าง มาร์ค ซัลเคอร์เบิร์ก ก็จัดเป็นแฮคเกอร์อย่าง เต็มตัวจากการอยู่หน้าจอ และสามารถ
สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับสังคมในเวลานั้น (ทั้งสองคนเคยทำงานหน้าจอและพบโปรแกรมและช่องทางใหม่ๆ
เกี่ยวกับระบบการใช้งานคอมพิวเตอร์ โดยไม่ได้มีข้อผูกพันเกี่ยวกับเงินทอง)

แต่ภายใต้สิ่งเหล่านี้ วงการไอทียุคใหม่มองว่า ยังมีอะไรที่น่าอัศจรรย์มาก เพราะแฮคเกอร์ที่แท้จริงนั้น
คำนึงถึง "ค่านิยม" ที่ได้กลายเป็นข้อบัญญัติของยุคสารสนเทศในปัจจุบันนี้ บางอย่างที่ดูเหมือนจะ
ไม่เป็นการยอมรับในยุคก่อนๆ นั้น ก็ได้กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของยุคนี้ไปเสียแล้ว เช่น
การสร้างศิลปะและความสวยงามในคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่การสร้างดีไซน์แปลกๆ ให้กับโลกไซเบอร์

Steward Brand ผู้ซึ่งได้การยอมรับให้เป็น Hacker Godfather ผู้ก่อตั้ง Whole Earth Catalog เคยกล่าวไว้ว่า
"ข้อมูลที่แฮคเกอร์หามาได้นั้น ไม่ควรมีการคิดค่าใช้จ่าย แต่มันควรมีประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม
แฮคเกอร์คือฮีโร่ของคนเล่นอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่คนที่เจาะขโมยข้อมูล"

คำพูดของ แบรนด์ นั้น สะท้อนไปยังการต่อสู้ระหว่าง "แฮคเกอร์รุ่นเก่า" ที่ไม่สนใจผลประโยชน์ กับ
"แฮคเกอร์รุ่นใหม่" แบบตัวละครใน Inception ที่เจาะข้อมูลเพื่อรับค่าจ้างแสนแพง สรายุทธ เล็กวิชัย
คอลัมนิสต์และโปรแกรมเมอร์ด้านไอที ให้สัมภาษณ์กับ "จุดประกาย" ว่าถ้ามองแฮคเกอร์ในมุมของ
คนไอทีนั้น เปรียบเหมือนกระจกที่สะท้อนภาพของระบบในแต่ละองค์กร ว่าสามารถป้องกันการบุกรุก
ได้ดีเพียงไรและเราสามารถอุดช่องทางการบุกรุกได้ดีแค่ไหน

"เพราะในแต่ละวันระบบที่ใช้งานนั้น ต้องสูญเสียไปกับการเฝ้าระวังการโจมตีมากมาย หรือหากจะดูจาก
ตัวอย่างอย่างง่ายของ แฮคเกอร์ และใกล้ตัวเรามากที่สุดก็จะเป็นจากพนักงานในองค์กรนั้นๆ เอง
เช่นทางบริษัทสั่งห้ามทำการเล่น MSN หรือระบบ Messaging ต่างๆ พนักงานก็ต่างหาข้อมูลหรือวิธีการต่างๆ
ที่ทำให้ สามารถเล่นได้ เมื่อเล่นได้แล้วบางทีสิ่งที่ใช้แก้ไขให้เราทำงานได้นั้นอาจจะเป็นช่องทางสำหรับ
แฮคเกอร์ที่จะเข้ามาทำลายระบบของบริษัท"

"ถ้าอย่างเบาสุดอาจจะใช้ mail ของบริษัททำการส่งไปสร้างความรำคาญให้แก่ผู้อื่นได้ หรือทำให้อินเทอร์เน็ต
ช้าลง ซึ่งทำให้บริษัทต้องสูญเสียเงินไปกับการเพิ่มสัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือแม้การจัดเก็บข้อมูลหาก
บริษัทหนึ่งต้องทำการสำรองในการจัดเก็บข้อมูล แต่ข้อมูลเหล่านั้นกลับกลายเป็นไฟล์เพลงหรือหนังซึ่ง
ทำให้เครื่องนั้นต้องทำงานหนักขึ้น หรือต้องลงทุนซื้อระบบสำรองข้อมูลที่เพิ่มขึ้น นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่าง
ของแฮคเกอร์ที่เป็นคนภายใน ไม่ใช่แฮคเกอร์ภายนอกที่สร้างความเสียหายให้แก่องค์กรต่างๆ"

สรายุทธ เล่าว่า เมื่อไม่นานนี้ก็มีแฮคเกอร์ทำการเจาะระบบฐานข้อมูลของโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกา
แล้วเรียกค่าไถ่หลายสิบล้านบาท "หรืออาจจะนำข้อมูลของบัตรเครดิตเราไปใช้ ก็นับว่าเป็นข้อเสียสำหรับ
แฮคเกอร์ที่เห็นชัดที่สุด และในประเทศไทยนั้นแม้ระบบอินเทอร์เน็ตจะเติบโตมหาศาล แต่ก็มีผู้คนจำนวนมาก
ที่ไม่กล้าจะซื้อของบนอินเทอร์เน็ตเพราะกลัวการถูก โจรกรรมข้อมูล ทำให้การเจริญเติบโตของ
อีคอมเมิร์ซในไทยไม่ไปไกลเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ"

Hack จิต คิดเพ้อฝัน?

คำว่า Hacker นั้น ความหมายในพจนานุกรมนั้นแปลว่า “ผู้ทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ (ทางคอมพิวเตอร์)”
แต่ในช่วงกลางยุค 80 คำคำนี้ได้ถูก "ปั่นโดยสื่อ" จนกลายเป็นคำที่เอาไว้พูดถึงเหล่าเด็กวัยรุ่นที่มี
คอมพิวเตอร์ส่วนตัวและใช้ความรู้ทางคอมพิวเตอร์เพื่อขโมยข้อมูลทำลายหรือกลั่นแกล้งผู้อื่น
ตอนนั้นเหล่าแฮคเกอร์ตัวจริง โมโหความหมายนี้ไปตามๆ กัน แต่หนังสือ Hacker นั้นพูดถึงเหล่าบุคคล
ที่ตรงกับความหมายที่แท้จริง ซึ่งก็คือผู้บุกเบิกและโหยหาความรู้ และเป็นผู้คิดค้นสิ่งใหม่ ซึ่งในเวลาต่อมา
แฮคเกอร์แบบเก่าถูกเรียกว่า Geek (นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมตอนนี้เหล่าคนดังไอที ที่เติบโตจากช่วงเวลาเหล่านั้น
จึงถูกเรียกว่า Geek Power ในตอนนี้)

ในเวลา 25 ปีที่ผ่านถึงแม้กระบวนการของเหล่า "แฮคเกอร์" ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่เหล่า
แฮคเกอร์ในยุคก่อนๆ ใช่ว่าจะได้ดีทุกคน มีเพียง บิล เกตส์ ที่รวย ดังและมีอำนาจ อย่างไรก็ตาม
แฮคเกอร์ยุคใหม่ได้ถูกแทรกซึมด้วยกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งได้เป็นจุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ครั้งหนึ่ง
เคยมีการ "แบ่งข้อมูลระหว่างกันและกัน" กลายมาเป็น "การกีดกัน" และการป้องกันทรัพย์สินทางปัญญา
ไปในที่สุด แน่นอนว่าก็มีแฮคเกอร์จำนวนไม่น้อยไม่พอใจที่การ Hacking ได้กลายเป็นการหาเงินมากกว่า
การเรียนรู้ แต่ปัจจุบันนี้แฮคเกอร์ยุคใหม่นั้นก็เห็นการ hacking และ ธุรกิจเป็นปัจจัยควบคู่กันไปแล้ว

“แฮคเกอร์ตัวจริงนั้น จะไม่มีการพักร้อน และตอนนี้คุณคงเรียกผมว่าแฮคเกอร์ ไม่ได้แล้ว” เจ้าของ Microsoft
เล่าอย่างหน้าตาเฉย เกตส์นั้นยอมรับว่า เขาไม่มีแรงขับดันเหมือนสมัยที่ยังเป็นวัยรุ่น

“ตอนช่วงที่ผมอายุ 20 กว่าๆ ตีสี่ผมยังนั่งทำงานอยู่เลย แต่ตอนนี้ช่วงเย็นผมก็กลับบ้านตรงเวลาเพื่อไปทานอาหาร
กับครอบครัว พอมีครอบครัวแล้ว คุณจำเป็นต้องลดความบ้าลงไปเยอะ” เขาหัวเราะ “ช่วงเวลาที่ผมเป็น แฮคเกอร์
เต็มตัวจริงๆ คงจะเป็นตอนอายุ 13 ถึง 16 ในตอนนั้นผมอยู่กับคอมพิวเตอร์ 24 ชั่วโมงจริงๆ” ช่วงวัย 20-30
เขาก็ใช้เวลาอยู่หน้าจอไม่ต่ำกว่า 17 ชั่วโมงต่อวัน และความพยายามอย่างไม่ลดละของเขาก็เป็นสิ่งที่ทำให้
Microsoft เป็นยักษ์ใหญ่ด้านคอมพิวเตอร์ และตัวเขาก็กลายเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกในเวลาต่อมา
ใครต่อใครมองแฮคเกอร์ในด้านร้ายไปหมด แต่ สรายุทธ เล็กวิชัย บอกว่า...

"แต่ในอีกมุมหนึ่งนั้นแฮคเกอร์ใช่ว่าจะเป็นด้านดำเสมอไป เพราะแฮคเกอร์บาง ทีมนั้นได้ทำการหาช่องโหว่ของ
ระบบต่างๆ แล้วทำให้เหล่าวิศวกรคอมพิวเตอร์ทั้งหลายทำการแก้ไขจนมีจุดอ่อนน้อยที่สุด ถ้าจะดูตัวอย่าง
ในเชิงสร้างสรรค์มากที่สุดก็จะเป็นเว็บ www.xda-developers.com ที่ทำการแก้ไขและเขียนโปรแกรมสำหรับ
มือถือสมาร์ทโฟนต่างๆ ที่ตกรุ่นในเครื่องรุ่นเก่า เพื่อให้สามารถใช้กับโปรแกรมใหม่ๆ ได้โดยที่ไม่ต้องเสียเงิน
สำหรับเครื่องรุ่นใหม่ จุดเริ่มต้นของแฮคเกอร์กับ โปรแกรมเมอร์นั้นมาจากต้นกำเนิดเดียวกันแต่ต่างกันตรง
การเจริญเติบโตไปในทิศทางใดเท่านั้น เพราะในทุกสาขาอาชีพนั้นก็มีทั้งคนดีและไม่ดีปะปนกันอยู่

ดังนั้นเราควรจะปกป้องข้อมูลของตัวเราและติดตามข่าวสารเพื่อที่คุณจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อแฮคเกอร์" บางคน
อาจจะคิดว่า ทำไม "แฮคเกอร์ คัลเจอร์" กลับมากระเพื่อมแรงอีกครั้ง เหตุผลหนึ่งก็เพราะคนหนุ่มคนสาว
ในวันนี้ที่มีบทบาทในวงการไอที ก็ล้วนมาจากการเป็นแฮคเกอร์ทั้งนั้น แฮคเกอร์ที่เป็นที่รู้จักอย่างดีของวงการ
อีกคนคือ Andy Hertzfeld ผู้ซึ่งเป็น "พนักงานรุ่นบุกเบิก" ของ Apple และเป็นผู้สร้างระบบปฏิบัติการของ
Macintosh และปัจจุบันเป็นผู้บริหารระดับสูงของ Google เขาเป็นผู้คิดค้นการหาข้อมูลในรูปแบบปัจจุบันของ
Google ที่คนทั้งโลกคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่การเป็นแฮคเกอร์ในวัย 50 กว่าๆ ของเขานั้น เขาบอกว่ายากกว่า
ในช่วงวัย 20 ต้นๆ อย่างแน่นอน “ตอนที่ผมทำงานให้ Macintosh นั้น เวลาทำงานช่างหมดไปอย่างรวดเร็ว
นั่งทำงานอยู่เงยหน้ามองนาฬิกาก็มักจะตกใจ คิดว่าเพิ่งผ่านไปชั่วโมงเดียว ที่ไหนได้ปาไปกว่า 4 ชั่วโมงแล้ว”
เขาเล่าถึงอดีตในวัยหนุ่ม "แต่เวลานี้มีการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของโปรแกรมเมอร์ ความสนุก
ในการค้นคว้านั้นแทบจะไม่มีเหลืออีกแล้ว” ถึงแม้ Google จะเป็นศูนย์รวมเหล่ายอดแฮคเกอร์
แต่การทำงานและพัฒนาโปรแกรมตามรูปแบบที่องค์การต้องการนั้น ไม่น่าตื่นเต้นอย่างที่ควร“มันเหมือนกับว่า
ผมไม่ได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ และไม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในแบบของตัวเองซักเท่าไหร่”
Andy เล่าต่อ แต่มันก็แลกกับการที่ได้สร้างสิ่งที่สำคัญและมีคุณค่าให้กับโลกนี้ “ผมว่า Google และ iPhone
ได้กลายเป็นเป็นที่รู้จักไปทั่ว และก็มีส่วนในการสร้างวัฒนธรรมใน "รูปแบบใหม่" ซึ่งผมว่ายิ่งใหญ่ไปกว่า
The Beatles ในยุค 60 ด้วยซ้ำ เพราะสิ่งเหล่านี้ก็ได้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงของการใช้ชีวิตของมนุษย์
ในยุคปัจจุบัน”

การเติบโตของวัฒนธรรมแฮคเกอร์นั้น นักธุรกิจซอฟต์แวร์ dvd หนังและดนตรีย่านอโศก ที่สนใจติดตาม
แฮคเกอร์หลายๆ คน อย่าง เชิดศักดิ์ พัฒนะคูหา บอกว่า "บางที อีกไม่กี่ปีนับจากนี้ วงการบันเทิงอาจเกิด
แฮคเกอร์แบบใหม่ขึ้นมา คือการเข้าไปขโมยข้อมูลด้านอุตสาหกรรมบันเทิง ซึ่งว่ากันว่า มันจะเป็นข้อมูล
ที่มีมูลค่ามากที่สุดตัวหนึ่งในตลาด และใครอย่าคิดว่าเนื้อหาของหนัง inception ที่เห็นนั้น จะเป็นจริงไม่ได้
เพราะถึงตอนนี้ เรื่องในหนังที่หลายคนบอกว่า เวอร์ๆ นั้น ได้กลายมาเป็นจริงแล้ว ตั้งแต่หุ่นยนต์ทำงานได้
มาจนถึงการทัวร์ดาวอังคาร ไปจนถึงนอกโลก"

ปล.โปรดใช้จินตนาการในการอ่าน

http://www.wired.com/underwire/2010/06/dream-share-manual/all/1



What is the mysterious Dream-Share manual?

It arrived mysteriously — weathered, beaten and stamped “classified.” But after thumbing
through its dirty and heavily redacted pages, it’s clear that the Dream-Share:
Tactical Employment Procedures manual is a puzzling mind-wipe. The clues arrive in seven
choppy chapters with graphic illustrations and loads of black ink: “Specialists/Operatives,”
“Environment Creation,” “The Dream/Waking World Relationship,” “The Hostile Subconscious,”
“Warfare in the Dream” and “Interrogation Techniques.” The technical manual connects concretely
to the real world in the clever cryptonym of its final chapter, “PASIV Device Instructions.”
That section’s rough illustration presents a well-dressed agent carrying a suspicious briefcase,
as well as an online address where readers can download a copy of the PASIV Device Technical Manual.

What a head trip. We need Wired.com detectives like you to help nail down its mysterious origin,
so we’ve uploaded the entire Dream-Share: Tactical Employment Procedures manual.
If you’ve sussed out this surreal mystery’s meaning, let us know in the comments section below.



The manual’s first chapter, “Specialists/Operatives,” seems a mostly straightforward affair.
Although thick black boxes blot out whatever textual direction existed before the Dream-Share’s
censors got hold of it, the illustrations present a diverse crew of possible agents: a soldier,
an architect and what looks like a very cautious chemist. Careful with that beaker, Eugene!





The second chapter, “Environment Creation,” is a bit more confusing, with its series of settings,
some crossed out in the manual’s nearly ubiquitous black. One is a natural outdoor labyrinth,
which looks like a less-snowy version of the one that led ax-wielding maniac Jack Torrance to his
icy death in Stanley Kubrick’s horror classic The Shining. Another is a crude rendering of
a metropolitan cityscape. But the illustration below, also featuring a city scene that looks much like
New York’s Times Square, is crossed out. Meanwhile, its companion image picturing a military
encampment is given no such treatment. A last image from the chapter, shown on the next page of
our gallery, is also crossed out. But why?





The third chapter, “The Dream/Waking World Relationship,” is a bit more direct, ironically enough,
in its conjoined imagery. A man is roughly slapped while asleep in one illustration, while what looks like
a different man tumbles across a crowded room in another. Some whitecoat dumps water on
a sleeping man’s head, while his victim imagines a tidal wave in a companion picture.
A different man is suffocated in his sleep, while his double suffers some kind of pain in a corresponding
image. If you’re having MK-ULTRA flashbacks, stop reading this and seek immediate medical attention.

ลือสนั่นทั่วภาคเหนือ "3 เบอร์มรณะ" ใครกดรับ"ตาย"





The next chapter, “The Hostile Subconscious,” seems to have crawled out of the minds of Sigmund Freud
and E.T.A. Hoffmann. A man peers at his watch, while another peers at him. A torch-and-pitchfork mob
amasses near a dark castle. A crowd breaks down a door to an office, as its inhabitant slips through another.
Everyone’s running late, and losing their noodles. With nightmares like this, who needs enemies?





The only thing confusing about the next chapter, “Warfare in the Dream,” is the fact that its conflict
and carnage look just like war in real life. Perhaps we’re missing something? It seems to all be there:
The phallic tank weaponry, the death-bringing explosions, impassive soldiers dealing out destruction.
What’s the hitch? We’re not sure, so we’re happy our Dream-Share scan mashed in the stale first image
from the next chapter, “Interrogation Techniques.” Sure, it looks like a boring job interview.
But one dreamer’s boring job interview is another dreamer’s brutal torture.





Like the previous chapter, “Interrogation Techniques” is a head-scratcher.
There are no illustrations of iron maidens, Gestapo tactics or Abu Ghraib pyramids.
Instead, some mark is pick-pocketed in a con game; a perpetrator picks a lock and perhaps prints up
some counterfeit cash. There are suits on phones, a confused crowd of witnesses and a codger rifling
through filing cabinets. Who’s interrogating who?






The briefcase shown in Chapter 7, “PASIV Device Instructions,” is reminiscent of similarly
ominous attaches found in films like Robert Aldrich’s Kiss Me Deadly, Alex Cox’s Repo Man
and Quentin Tarantino’s nakedly derivative Pulp Fiction.



After the final chapter, and its mention of the online address for the PASIV Device Technical Manual,
there’s nothing to see, folks — move along. The Dream-Share manual’s back cover is a mostly blank slate,
give or take a doodle or dirt stain. But we’re rigorists, so we included it for the deep-thinkers out there
who might want to nerd out on it. After you’ve gone through the manual, follow the trail to the similarly
intriguing PASIV Device Technical Manual on the internet. You’ll undoubtedly learn more about
what kind of device is inside that suggestive attache. Happy detecting, dream weavers —
be sure to brief us on your tumble down the rabbit hole in the comments section below.

Read More http://www.wired.com/underwire/2010/06/dream-share-manual/all/1#ixzz0vtpS8LQ1


hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun Aug 08, 2010 11:00 pm

http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t834-25.htm

Norway shows underground prep. for Planet X / Nibiru..

It's time we all face the fact that Planet X / Nibiru is going to visit us
between May 15, 2009 and 12/21/2012. Our government and other governments
are actively preparing - building deep underground bases, hardened bunkers, etc.,
designed to survive the cataclysms which are predicted to occur.
This video shows what Norway is doing to prepare.
It also shows Bill Gates "Seed Pod" as just one small piece
of those much more extensive preparations.

Would they go to all this underground tunneling trouble
without justifiable cause and rational reasons for doing so?











http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/5094450.stm

http://www.globalresearch.ca/index.php?context=va&aid=7529

"Doomsday Seed Vault" in the Arctic
Bill Gates, Rockefeller and the GMO giants know something we don’t

by F. William Engdahl

Global Research, December 4, 2007

One thing Microsoft founder Bill Gates can’t be accused of is sloth. He was already
programming at 14, founded Microsoft at age 20 while still a student at Harvard.
By 1995 he had been listed by Forbes as the world’s richest man from being the largest
shareholder in his Microsoft, a company which his relentless drive built into
a de facto monopoly in software systems for personal computers.


In 2006 when most people in such a situation might think of retiring to a quiet Pacific island,
Bill Gates decided to devote his energies to his Bill and Melinda Gates Foundation,
the world’s largest ‘transparent’ private foundation as it says, with a whopping $34.6 billion
endowment and a legal necessity to spend $1.5 billion a year on charitable projects
around the world to maintain its tax free charitable status. A gift from friend and
business associate, mega-investor Warren Buffett in 2006, of some $30 billion
worth of shares in Buffet’s Berkshire Hathaway put the Gates’ foundation into
the league where it spends almost the amount of the entire annual budget
of the United Nations’ World Health Organization.


So when Bill Gates decides through the Gates Foundation to invest some $30 million
of their hard earned money in a project, it is worth looking at.

No project is more interesting at the moment than a curious project in one of
the world’s most remote spots, Svalbard.
Bill Gates is investing millions in a seed bank on the Barents Sea
near the Arctic Ocean, some 1,100 kilometers from the North Pole.
Svalbard is a barren piece of rock claimed by Norway and ceded in 1925
by international treaty (see map).



On this God-forsaken island Bill Gates is investing tens of his millions along with
the Rockefeller Foundation, Monsanto Corporation, Syngenta Foundation and
the Government of Norway, among others, in what is called the ‘doomsday seed bank.’

Officially the project is named the Svalbard Global Seed Vault on the Norwegian island
of Spitsbergen, part of the Svalbard island group.



Doomsday Seed Vault

The seed bank is being built inside a mountain on Spitsbergen Island near the small village
of Longyearbyen. It’s almost ready for ‘business’ according to their releases.
The bank will have dual blast-proof doors with motion sensors, two airlocks,
and walls of steel-reinforced concrete one meter thick. It will contain up to
three million different varieties of seeds from the entire world, ‘so that crop diversity
can be conserved for the future,’ according to the Norwegian government.
Seeds will be specially wrapped to exclude moisture.
There will be no full-time staff, but the vault's relative inaccessibility
will facilitate monitoring any possible human activity.


Did we miss something here? Their press release stated, ‘so that crop diversity
can be conserved for the future.’ What future do the seed bank’s sponsors foresee,
that would threaten the global availability of current seeds, almost all of which are
already well protected in designated seed banks around the world?


Anytime Bill Gates, the Rockefeller Foundation, Monsanto and Syngenta
get together on a common project, it’s worth digging a bit deeper behind
the rocks on Spitsbergen. When we do we find some fascinating things.


The first notable point is who is sponsoring the doomsday seed vault.
Here joining the Norwegians are, as noted, the Bill & Melinda Gates Foundation;
the US agribusiness giant DuPont/Pioneer Hi-Bred, one of the world’s largest
owners of patented genetically-modified (GMO) plant seeds and related
agrichemicals; Syngenta, the Swiss-based major GMO seed and
agrichemicals company through its Syngenta Foundation;
the Rockefeller Foundation, the private group who created
the “gene revolution with over $100 million of seed money since the 1970’s;

CGIAR, the global network created by the Rockefeller Foundation to promote its
ideal of genetic purity through agriculture change.


CGIAR and ‘The Project’

As I detailled in the book, Seeds of Destruction, in 1960 the Rockefeller Foundation,
John D. Rockefeller III’s Agriculture Development Council and the Ford Foundation
joined forces to create the International Rice Research Institute (IRRI) in Los Baños,
the Philippines.1 By 1971, the Rockefeller Foundation’s IRRI, along with their
Mexico-based International Maize and Wheat Improvement Center and
two other Rockefeller and Ford Foundation-created international research centers
,
the IITA for tropical agriculture, Nigeria, and IRRI for rice, Philippines, combined to
form a global Consultative Group on International Agriculture Research (CGIAR).


CGIAR was shaped at a series of private conferences held at
the Rockefeller Foundation’s conference center in Bellagio, Italy.
Key participants at the Bellagio talks were the Rockefeller Foundation’s
George Harrar, Ford Foundation’s Forrest Hill, Robert McNamara of
the World Bank and Maurice Strong, the Rockefeller family’s
international environmental organizer, who, as a Rockefeller Foundation Trustee,
organized the UN Earth Summit in Stockholm in 1972.
It was part of the foundation’s
decades long focus to turn science to the service of eugenics, a hideous version
of racial purity, what has been called The Project.


To ensure maximum impact, CGIAR drew in the United Nations’ Food and
Agriculture Organization, the UN Development Program and the World Bank.
Thus, through a carefully-planned leverage of its initial funds, the Rockefeller Foundation
by the beginning of the 1970’s was in a position to shape global agriculture policy.
And shape it did.


Financed by generous Rockefeller and Ford Foundation study grants, CGIAR saw to it
that leading Third World agriculture scientists and agronomists were brought to
the US to ‘master’ the concepts of modern agribusiness production, in order to
carry it back to their homeland. In the process they created an invaluable network
of influence for US agribusiness promotion in those countries, most especially
promotion of the GMO ‘Gene Revolution’ in developing countries,
all in the name of science and efficient, free market agriculture.


Genetically engineering a master race?

Now the Svalbard Seed Bank begins to become interesting. But it gets better.
‘The Project’ I referred to is the project of the Rockefeller Foundation and
powerful financial interests since the 1920’s to use eugenics, later renamed
genetics, to justify creation of a genetically-engineered Master Race.
Hitler and the Nazis called it the Ayran Master Race.


The eugenics of Hitler were financed to a major extent by the same Rockefeller Foundation
which today is building a doomsday seed vault to preserve samples of every seed on
our planet. Now this is getting really intriguing. The same Rockefeller Foundation created
the pseudo-science discipline of molecular biology in their relentless pursuit of reducing
human life down to the ‘defining gene sequence’ which, they hoped, could then be
modified in order to change human
traits at will. Hitler’s eugenics scientists,
many of whom were quietly brought to the United States after the War to
continue their biological eugenics research, laid much of the groundwork
of genetic engineering of various life forms, much of it supported openly
until well into the Third Reich by Rockefeller Foundation generous grants.2


The same Rockefeller Foundation created the so-called Green Revolution, out of a trip
to Mexico in 1946 by Nelson Rockefeller and former New Deal Secretary of Agriculture
and founder of the Pioneer Hi-Bred Seed Company, Henry Wallace.


The Green Revolution purported to solve the world hunger problem to a major degree
in Mexico, India and other select countries where Rockefeller worked.
Rockefeller Foundation agronomist, Norman Borlaug, won a Nobel Peace Prize
for his work, hardly something to boast about with the likes of Henry Kissinger
sharing the same.


In reality, as it years later emerged, the Green Revolution was a brilliant Rockefeller family
scheme to develop a globalized agribusiness which they then could monopolize just as
they had done in the world oil industry beginning a half century before.
As Henry Kissinger declared in the 1970’s, ‘If you control the oil you control
the country; if you control food, you control the population.’


Agribusiness and the Rockefeller Green Revolution went hand-in-hand. They were part of
a grand strategy which included Rockefeller Foundation financing of research for
the development of genetic engineering of plants and animals a few years later.


John H. Davis had been Assistant Agriculture Secretary under President Dwight Eisenhower
in the early 1950’s. He left Washington in 1955 and went to the Harvard Graduate
School of Business, an unusual place for an agriculture expert in those days.
He had a clear strategy. In 1956, Davis wrote an article in the Harvard Business Review
in which he declared that “the only way to solve the so-called farm problem once
and for all, and avoid cumbersome government programs, is to progress from agriculture
to agribusiness.” He knew precisely what he had in mind, though few others had
a clue back then--- a revolution in agriculture production that would concentrate control
of the food chain in corporate multinational hands, away from the traditional family farmer.3


A crucial aspect driving the interest of the Rockefeller Foundation and US agribusiness
companies was the fact that the Green Revolution was based on proliferation of new hybrid
seeds in developing markets. One vital aspect of hybrid seeds was their lack of reproductive
capacity. Hybrids had a built in protection against multiplication. Unlike normal open
pollinated species whose seed gave yields similar to its parents, the yield of the seed borne
by hybrid plants was significantly lower than that of the first generation.


That declining yield characteristic of hybrids meant farmers must normally buy seed
every year in order to obtain high yields. Moreover, the lower yield of the second generation
eliminated the trade in seed that was often done by seed producers without the breeder’s
authorization. It prevented the redistribution of the commercial crop seed by middlemen.
If the large multinational seed


companies were able to control the parental seed lines in house, no competitor or farmer
would be able to produce the hybrid. The global concentration of hybrid seed patents
into a handful of giant seed companies, led by DuPont’s Pioneer Hi-Bred and
Monsanto’s Dekalb laid the ground for the later GMO seed revolution.4


In effect, the introduction of modern American agricultural technology, chemical fertilizers
and commercial hybrid seeds all made local farmers in developing countries, particularly
the larger more established ones, dependent on foreign, mostly US agribusiness and
petro-chemical company inputs. It was a first step in what was to be a decades-long,
carefully planned process.


Under the Green Revolution Agribusiness was making major inroads into markets
which were previously of limited access to US exporters. The trend was later dubbed
“market-oriented agriculture.” In reality it was agribusiness-controlled agriculture.


Through the Green Revolution, the Rockefeller Foundation
and later Ford Foundation worked hand-in-hand shaping and
supporting the foreign policy goals of the United States Agency
for International Development (USAID) and of the CIA.


One major effect of the Green Revolution was to depopulate the countryside of peasants
who were forced to flee into shantytown slums around the cities in desperate search for work.
That was no accident; it was part of the plan to create cheap labor pools for forthcoming
US multinational manufactures, the ‘globalization’ of recent years.


When the self-promotion around the Green Revolution died down, the results were quite
different from what had been promised. Problems had arisen from indiscriminate use of
the new chemical pesticides, often with serious health consequences. The mono-culture
cultivation of new hybrid seed varieties decreased soil fertility and yields over time.
The first results were impressive: double or even triple yields for some crops such as
wheat and later corn in Mexico. That soon faded.


The Green Revolution was typically accompanied by large irrigation projects
which often included World Bank loans to construct huge new dams,
and flood previously settled areas and fertile farmland in the process.
Also, super-wheat produced greater yields by saturating the soil with huge
amounts of fertilizer per acre, the fertilizer being the product of nitrates and petroleum,
commodities controlled by the Rockefeller-dominated Seven Sisters major oil companies.


Huge quantities of herbicides and pesticides were also used, creating additional markets
for the oil and chemical giants. As one analyst put it, in effect, the Green Revolution
was merely a chemical revolution. At no point could developing nations pay for
the huge amounts of chemical fertilizers and pesticides. They would get the credit courtesy
of the World Bank and special loans by Chase Bank and other large New York banks,
backed by US Government guarantees.


Applied in a large number of developing countries, those loans went mostly to
the large landowners. For the smaller peasants the situation worked differently.
Small peasant farmers could not afford the chemical and other modern inputs
and had to borrow money.


Initially various government programs tried to provide some loans to farmers
so that they could purchase seeds and fertilizers. Farmers who could not participate
in this kind of program had to borrow from the private sector. Because of the exorbitant
interest rates for informal loans, many small farmers did not even get the benefits of
the initial higher yields. After harvest, they had to sell most if not all of their produce
to pay off loans and interest. They became dependent on money-lenders and traders
and often lost their land. Even with soft loans from government agencies,
growing subsistence crops gave way to the production of cash crops.5


Since decades the same interests including the Rockefeller Foundation which backed
the initial Green Revolution, have worked to promote a second ‘Gene Revolution’
as Rockefeller Foundation President Gordon Conway termed it several years ago,
the spread of industrial agriculture and commercial inputs including GMO patented seeds.


Gates, Rockefeller and a Green Revolution in Africa

With the true background of the 1950’s Rockefeller Foundation Green Revolution
clear in mind, it becomes especially curious that the same Rockefeller Foundation
along with the Gates Foundation which are now investing millions of dollars in
preserving every seed against a possible “doomsday” scenario are also investing
millions in a project called The Alliance for a Green Revolution in Africa.


AGRA, as it calls itself, is an alliance again with the same Rockefeller Foundation
which created the “Gene Revolution.” A look at the AGRA Board of Directors confirms this.

It includes none other than former UN Secretary General Kofi Annan as chairman.
In his acceptance speech in a World Economic Forum event in Cape Town South Africa
in June 2007, Kofi Annan stated, ‘I accept this challenge with gratitude to
the Rockefeller Foundation, the Bill & Melinda Gates Foundation, and all others
who support our African campaign.’


In addition the AGRA board numbers a South African, Strive Masiyiwa who is a Trustee of
the Rockefeller Foundation. It includes Sylvia M. Mathews of the Bill & Melinda Gates Foundation;
Mamphela Ramphele, former Managing Director of the World Bank (2000 – 2006); Rajiv J. Shah of
the Gates Foundation; Nadya K. Shmavonian of the Rockefeller Foundation; Roy Steiner of
the Gates Foundation. In addition, an Alliance for AGRA includes Gary Toenniessen
the Managing Director of the Rockefeller Foundation and Akinwumi Adesina,
Associate Director, Rockefeller Foundation.


To fill out the lineup, the Programmes for AGRA includes Peter Matlon, Managing Director,
Rockefeller Foundation; Joseph De Vries, Director of the Programme for Africa’s Seed Systems
and Associate Director, Rockefeller foundation; Akinwumi Adesina, Associate Director,
Rockefeller Foundation. Like the old failed Green Revolution in India and Mexico,
the new Africa Green Revolution is clearly a high priority of the Rockefeller Foundation.


While to date they are keeping a low profile, Monsanto and the major GMO
agribusiness giants are believed at the heart of using Kofi Annan’s AGRA to spread their
patented GMO seeds across Africa under the deceptive label, ‘bio-technology,’
the new euphemism for genetically engineered patented seeds. To date South Africa
is the only African country permitting legal planting of GMO crops. In 2003 Burkina Faso
authorized GMO trials. In 2005 Kofi Annan’s Ghana drafted bio-safety legislation
and key officials expressed their intentions to pursue research into GMO crops.


Africa is the next target in the US-government campaign to spread GMO worldwide.
Its rich soils make it an ideal candidate. Not surprisingly many African governments
suspect the worst from the GMO sponsors as a multitude of genetic engineering and
biosafety projects have been initiated in Africa, with the aim of introducing GMOs
into Africa’s agricultural systems. These include sponsorships offered by
the US government to train African scientists in genetic engineering in the US,
biosafety projects funded by the United States Agency for International Development
(USAID) and the World Bank; GMO research involving African indigenous food crops.


The Rockefeller Foundation has been working for years to promote, largely without success,
projects to introduce GMOs into the fields of Africa. They have backed research that
supports the applicability of GMO cotton in the Makhathini Flats in South Africa.


Monsanto, who has a strong foothold in South Africa’s seed industry, both GMO
and hybrid, has conceived of an ingenious smallholders’ programme known as
the ‘Seeds of Hope’ Campaign,
which is introducing a green revolution package
to small scale poor farmers, followed, of course, by Monsanto’s patented GMO seeds. 6


Syngenta AG of Switzerland, one of the ‘Four Horsemen of the GMO Apocalypse’ is
pouring millions of dollars into a new greenhouse facility in Nairobi,
to develop GMO insect resistant maize. Syngenta is a part of CGIAR as well.7


Move on to Svalbard

Now is it simply philosophical sloppiness?
What leads the Gates and Rockefeller foundations to at one and the same time
to back proliferation of patented and soon-to-be Terminator patented seeds
across Africa, a process which, as it has in every other place on earth, destroys
the plant seed varieties as monoculture industrialized agribusiness is introduced?

At the same time they invest tens of millions of dollars to preserve every seed variety
known in a bomb-proof doomsday vault near the remote Arctic Circle ‘so that crop diversity
can be conserved for the future’ to restate their official release?


It is no accident that the Rockefeller and Gates foundations are teaming up to push
a GMO-style Green Revolution in Africa at the same time they are quietly financing
the ‘doomsday seed vault’ on Svalbard. The GMO agribusiness giants are up to
their ears in the Svalbard project.


Indeed, the entire Svalbard enterprise and the people involved call up the worst
catastrophe images of the Michael Crichton bestseller, Andromeda Strain, a sci-fi thriller
where a deadly disease of extraterrestrial origin causes rapid, fatal clotting of the blood
threatening the entire human species. In Svalbard, the future world’s most secure seed
repository will be guarded by the policemen of the GMO Green Revolution--
the Rockefeller and Gates Foundations, Syngenta, DuPont and CGIAR.


The Svalbard project will be run by an organization called the Global Crop Diversity Trust
(GCDT). Who are they to hold such an awesome trust over the planet’s entire seed varieties?
The GCDT was founded by the United Nations Food and Agriculture Organisation (FAO)
and Bioversity International (formerly the International Plant Genetic Research Institute),
an offshoot of the CGIAR


The Global Crop Diversity Trust is based in Rome. Its Board is chaired by Margaret
Catley-Carlson a Canadian also on the advisory board of Group Suez Lyonnaise des Eaux,
one of the world’s largest private water companies. Catley-Carlson was also president
until 1998 of the New York-based Population Council, John D. Rockefeller’s
population reduction organization, set up in 1952 to advance the Rockefeller
family’s eugenics program under the cover of promoting “family planning,”
birth control devices, sterilization and “population control” in developing countries.


Other GCDT board members include former Bank of America executive presently
head of the Hollywood DreamWorks Animation, Lewis Coleman. Coleman is also
the lead Board Director of Northrup Grumman Corporation, one of America’s largest
military industry Pentagon contractors.


Jorio Dauster (Brazil) is also Board Chairman of Brasil Ecodiesel. He is a former
Ambassador of Brazil to the European Union, and Chief Negotiator of Brazil’s foreign debt
for the Ministry of Finance. Dauster has also served as President of the Brazilian Coffee
Institute and as Coordinator of the Project for the Modernization of Brazil’s Patent System,
which involves legalizing patents on seeds which are genetically modified, something
until recently forbidden by Brazil’s laws.

Cary Fowler is the Trust’s Executive Director. Fowler was Professor and Director of
Research in the Department for International Environment & Development Studies
at the Norwegian University of Life Sciences. He was also a Senior Advisor to
the Director General of Bioversity International. There he represented the Future
Harvest Centres of the Consultative Group on International Agricultural Research (CGIAR)
in negotiations on the International Treaty on Plant Genetic Resources. In the 1990s,
he headed the International Program on Plant Genetic Resources at the FAO.
He drafted and supervised negotiations of FAO’s Global Plan of Action for Plant Genetic
Resources, adopted by 150 countries in 1996. He is a past-member of the National Plant
Genetic Resources Board of the US and the Board of Trustees of the International Maize
and Wheat Improvement Center in Mexico, another Rockefeller Foundation and CGIAR project.

GCDT board member Dr. Mangala Rai of India is the Secretary of India’s Department of
Agricultural Research and Education (DARE), and Director General of the Indian Council
for Agricultural Research (ICAR). He is also a Board Member of
the Rockefeller Foundation’s International Rice Research Institute (IRRI)
,
which promoted the world’s first major GMO experiment, the much-hyped
‘Golden Rice’ which proved a failure.
Rai has served as Board Member for CIMMYT
(International Maize and Wheat Improvement Center), and a Member of
the Executive Council of the CGIAR.


Global Crop Diversity Trust Donors or financial angels include as well, in the words of
the Humphrey Bogart Casablanca classic, ‘all the usual suspects.’ As well as the Rockefeller
and Gates Foundations, the Donors include GMO giants DuPont-Pioneer Hi-Bred,
Syngenta of Basle Switzerland, CGIAR and the State Department’s energetically pro-GMO agency
for development aid, USAID. Indeed it seems we have the GMO and population reduction foxes
guarding the hen-house of mankind, the global seed diversity store in Svalbard. 8


Why now Svalbard?

We can legitimately ask why Bill Gates and the Rockefeller Foundation along with
the major genetic engineering agribusiness giants such as DuPont and Syngenta,
along with CGIAR are building the Doomsday Seed Vault in the Arctic.


Who uses such a seed bank in the first place? Plant breeders and researchers are
the major users of gene banks. Today’s largest plant breeders are Monsanto, DuPont,
Syngenta and Dow Chemical, the global plant-patenting GMO giants
. Since early in 2007
Monsanto holds world patent rights together with the United States Government for plant
so-called ‘Terminator’ or Genetic Use Restriction Technology (GURT). Terminator is
an ominous technology by which a patented commercial seed commits ‘suicide’
after one harvest. Control by private seed companies is total. Such control and
power over the food chain has never before in the history of mankind existed.


This clever genetically engineered terminator trait forces farmers to return every year
to Monsanto or other GMO seed suppliers to get new seeds for rice, soybeans, corn,
wheat whatever major crops they need to feed their population. If broadly introduced
around the world, it could within perhaps a decade or so make the world’s majority of
food producers new feudal serfs in bondage to three or four giant seed companies
such as Monsanto or DuPont or Dow Chemical.

เปิดโปง...ขบวนการ CIA ทำลายประเทศไทย
http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t280-160.htm


That, of course, could also open the door to have those private companies,
perhaps under orders from their host government, Washington, deny seeds
to one or another developing country whose politics happened to go against
Washington’s. Those who say ‘It can’t happen here’ should look more closely
at current global events. The mere existence of that concentration of power
in three or four private US-based agribusiness giants is grounds for legally
banning all GMO crops even were their harvest gains real, which they manifestly are not.


These private companies, Monsanto, DuPont, Dow Chemical hardly have an unsullied
record in terms of stewardship of human life. They developed and proliferated such
innovations as dioxin, PCBs, Agent Orange. They covered up for decades clear evidence
of carcinogenic and other severe human health consequences of use of the toxic chemicals.
They have buried serious scientific reports that the world’s most widespread herbicide,
glyphosate, the essential ingredient in Monsanto’s Roundup herbicide that is tied to
purchase of most Monsanto genetically engineered seeds, is toxic when it seeps
into drinking water.9 Denmark banned glyphosate in 2003 when it confirmed it has
contaminated the country’s groundwater.10


The diversity stored in seed gene banks is the raw material for plant breeding and
for a great deal of basic biological research. Several hundred thousand samples are
distributed annually for such purposes. The UN’s FAO lists some 1400 seed banks
around the world, the largest being held by the United States Government.
Other large banks are held by China, Russia, Japan, India, South Korea, Germany
and Canada in descending order of size. In addition, CGIAR operates a chain of
seed banks in select centers around the world.


CGIAR, set up in 1972 by the Rockefeller Foundation and Ford Foundation to spread
their Green Revolution agribusiness model, controls most of the private seed banks from
the Philippines to Syria to Kenya. In all these present seed banks hold more than six
and a half million seed varieties, almost two million of which are ‘distinct.
’ Svalbard’s Doomsday Vault will have a capacity to house four and a half million different seeds.


GMO as a weapon of biowarfare?

Now we come to the heart of the danger and the potential for misuse inherent in
the Svalbard project of Bill Gates and the Rockefeller foundation.
Can the development of patented seeds for most of the world’s major sustenance crops
such as rice, corn, wheat, and feed grains such as soybeans ultimately be used
in a horrible form of biological warfare?

The explicit aim of the eugenics lobby funded by wealthy elite families such as Rockefeller,
Carnegie, Harriman and others since the 1920’s, has embodied what they termed
‘negative eugenics,’ the systematic killing off of undesired bloodlines. Margaret Sanger,
a rapid eugenicist, the founder of Planned Parenthood International and an intimate
of the Rockefeller family, created something called The Negro Project in 1939,
based in Harlem, which as she confided in a letter to a friend, was all about the fact that,
as she put it, ‘we want to exterminate the Negro population.’ 11


A small California biotech company, Epicyte, in 2001 announced the development of
genetically engineered corn which contained a spermicide which made the semen of men
who ate it sterile. At the time Epicyte had a joint venture agreement to spread its technology
with DuPont and Syngenta, two of the sponsors of the Svalbard Doomsday Seed Vault.
Epicyte was since acquired by a North Carolina biotech company. Astonishing to learn
was that Epicyte had developed its spermicidal GMO corn with research funds from
the US Department of Agriculture, the same USDA which, despite worldwide opposition,
continued to finance the development of Terminator technology, now held by Monsanto.


In the 1990’s the UN’s World Health Organization launched a campaign to vaccinate
millions of women in Nicaragua, Mexico and the Philippines between the ages of 15 and 45,
allegedly against Tentanus, a sickness arising from such things as stepping on a rusty nail.
The vaccine was not given to men or boys, despite the fact they are presumably
equally liable to step on rusty nails as women.


Because of that curious anomaly, Comite Pro Vida de Mexico, a Roman Catholic
lay organization became suspicious and had vaccine samples tested.

The tests revealed that the Tetanus vaccine being spread by the WHO only to
women of child-bearing age contained human Chorionic Gonadotrophin or hCG,
a natural hormone which when combined with a tetanus toxoid carrier stimulated
antibodies rendering a woman incapable of maintaining a pregnancy.
None of the women vaccinated were told.


It later came out that the Rockefeller Foundation along with the Rockefeller’s
Population Council, the World Bank (home to CGIAR), and the United States’
National Institutes of Health had been involved in a 20-year-long project begun in 1972
to develop the concealed abortion vaccine with a tetanus carrier for WHO.
In addition, the Government of Norway, the host to the Svalbard Doomsday Seed Vault,
donated $41 million to develop the special abortive Tetanus vaccine. 12


Is it a coincidence that these same organizations, from Norway to the Rockefeller Foundation
to the World Bank are also involved in the Svalbard seed bank project?
According to Prof. Francis Boyle who drafted the Biological Weapons Anti-Terrorism Act of 1989
enacted by the US Congress, the Pentagon is ‘now gearing up to fight and win biological warfare’
as part of two Bush national strategy directives adopted, he notes, ‘without public knowledge
and review’ in 2002. Boyle adds that in 2001-2004 alone the US Federal Government spent
$14.5 billion for civilian bio-warfare-related work, a staggering sum.


Rutgers University biologist Richard Ebright estimates that over 300 scientific institutions
and some 12,000 individuals in the USA today have access to pathogens suitable for
biowarfare. Alone there are 497 US Government NIH grants for research into infectious
diseases with biowarfare potential. Of course this is being justified under the rubric
of defending against possible terror attack as so much is today.


Many of the US Government dollars spent on biowarfare research involve genetic engineering.
MIT biology professor Jonathan King says that the ‘growing bio-terror programs represent
a significant emerging danger to our own population.’ King adds, ‘while such programs
are always called defensive, with biological weapons, defensive and offensive
programs overlap almost completely.’ 13


Time will tell whether, God Forbid, the Svalbard Doomsday Seed Bank of Bill Gates
and the Rockefeller Foundation is part of another Final Solution, this involving
the extinction of the Late, Great Planet Earth.



hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun Aug 08, 2010 11:02 pm



March 29, 2008

Svalbard Global Seed Vault opened its doors on February 26, 2008 to the world.

This 'Doomsday Vault' is part of an effort to protect the planet's diminishing biodiversity.

The facility was dug deep into the frozen rock of an Arctic mountain on Spitsbergen,
one of 3 Arpichelago Islands in Norway. Any seeds stored here will be secure for centuries,
or longer.

As well as protecting against the loss of multicultural diversity, the vault is going to provide
the salvation for restarting agricultural production at the regional or global level in the wake of
a natural or man-made disaster.

Contingencies for climate change have been worked into the plan. Even in the worst-case
scenarios of global warming, the vault rooms will remain naturally frozen for up to 200 years.



แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Sun Aug 08, 2010 11:13 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun Aug 08, 2010 11:04 pm

NASA and The Vatican's Infrared Telescope Called (LUCIFER) For Looking At NIBIRU/NEMESIS PT 1



hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun Aug 08, 2010 11:06 pm

NASA And The Vatican's Infrared Telescope Called (LUCIFER) For Looking At NIBIRU/NEMESIS PT 2

April 13, 2010

A German built,NASA and The Vatican owned and funded.Infrared Telescope
called LUCIFER,for looking at NIBIRU/NEMESIS.

Part 2 5;35 min Where telescope is called LUCIFER



แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Sun Aug 08, 2010 11:16 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun Aug 08, 2010 11:08 pm

NASA and The Vatican's Infrared Telescope Called (LUCIFER) For Looking At NIBIRU/NEMESIS PT 3



http://www.nasa.gov/mission_pages/SOFIA/index.html

SOFIA Observatory Completes Open-Door Flight Tests




NASA's SOFIA observatory with a NASA F/A-18 trailing in chase soars over California City
in the desert north of Edwards Air Force Base, Calif., on its last envelope-expansion
test flight Aug. 4. The SOFIA's 2.5-meter infrared telescope and its associated telescope
cavity doors are rotated open to their maximum 58-degree position in this view.
(NASA photo / Carla Thomas)

NASA's Stratospheric Observatory for Infrared Astronomy has completed the second segment
of flight tests with its telescope door open to prepare the observatory for early science missions,
expected to begin late this year. The highly modified SOFIA 747SP aircraft now has a telescope
cavity door-open flight envelope fully cleared for astronomical science missions at up to
45,000 feet altitude and all observing elevations.

Why Can't We Spot Nibiru Using Conventional Telescope?

Brown Dwarfs are extremely common in our galaxy, the two officially closest ones to us
are only 19 light years away. However, their existence was only confirmed VERY recently.

"For many years, efforts to discover brown dwarfs were frustrating and searches to find them
seemed fruitless. In 1988, however, University of California, Los Angeles professors Eric Becklin
and Ben Zuckerman identified a faint companion to GD 165 in an infrared search of white dwarfs."

This is because Brown Dwarfs are only visible in the infrared spectrum:

Where can I purchase an infrared telescope for backyard use?

You can't. Most infrared light from celestial sources is absorbed by the Earth's atmosphere.
Only a narrow window of near-infrared radiation (at wavelengths less than about 4 microns)
reaches the Earth. Observations at these wavelengths requires that the infrared camera
be cooled to hundreds of degrees below zero using a cryogen (such as liquid helium)
and requires special solid-state infrared detectors (costing tens of thousands of dollars).
Hence, it is impractical to consider a true infrared telescope for personal use.

So if Nibiru existed and was a Brown Dwarf, it would be extremely difficult for anything
earth-based to detect it.

So, what about infrared telescopes in space?

Well, there were only 3 such telescopes ever built:

Which infrared observatories are currently operating in space?

There presently is no space-borne observatory capable of observing thermal infrared light
from celestial objects. The Hubble Space Telescope (HST) carries an infrared instrument
called NICMOS that can observe in certain near-infrared wavelengths, but not at mid-infrared
or far-infrared wavelengths. The first space-borne infrared telescope was the Infrared
Astronomical Satellite (IRAS), a collaborative effort of the US, UK, and the Netherlands.
IRAS orbited the Earth for 10 months in 1983, and the mission ended when its onboard
cryogen (refrigerant) was exhausted.

A second-generation astronomical observatory, with much greater capabilities,
was the Infrared Space Observatory (ISO). This European Space Agency satellite orbited
the Earth from late 1995 through early 1998.

The latest major infrared observatory launched into space will is the Spitzer Space Telescope,
a NASA mission which was launched in August 2003. SIRTF was launched into an Earth-trailing
solar orbit, and will operate for 5 years or more.

So if Nibiru existed, those missions would have seen it like a second sun in the night sky.

Only a complete cover-up of the images could hide something so colossal...

Now that you know all this, watch this video:

Where can I purchase an infrared telescope for backyard use?

You can't. Most infrared light from celestial sources is absorbed by the Earth's atmosphere.
Only a narrow window of near-infrared radiation (at wavelengths less than about 4 microns)
reaches the Earth. Observations at these wavelengths requires that the infrared camera be
cooled to hundreds of degrees below zero using a cryogen (such as liquid helium) and requires
special solid-state infrared detectors (costing tens of thousands of dollars).
Hence, it is impractical to consider a true infrared telescope for personal use.

Why can't I use commercially available infrared film to photograph astronomical objects
with an amateur telescope?

You can! But be aware that this film is responsive to near-infrared light that is just beyond
the red end of the visible-light spectrum (around 1 micron). At this wavelength, you would
essentially be photographing very long-wavelength visible light, and astronomical phenomena
would appear to differ only slightly from the more accustomed optical photos. To really measure
the thermal emission that characterizes most infrared radiation, you need to observe
at wavelengths of longer than about 5 microns -- and that is not easily practical from the ground.

Which astronomical observatories are capable of observing in the narrow sliver of
near-infrared light that is accessible from the ground?

In theory, any ground-based telescope located on a high mountain and in a very dry climate
can observe the cosmos at near-infrared wavelengths. Many of the large optical observatories
located around the world are also able to conduct some near-infrared measurements using
special refrigerated science instruments.

Is it true that infrared astronomy can be done from airplanes?

Yes. By getting above most of the Earth's obscuring atmosphere, it is possible to conduct
infrared astronomical observations from airborne telescopes. However, these airplanes
must fly at altitudes above 12-13 kilometers (40,000 feet), or somewhat higher than most
commercial flights. Early infrared observations were conducted with a small telescope aboard
a Learjet in the early 1970s. The Kuiper Airborne Observatory (KAO) was a dedicated
Lockheed C-141 airplane with a 1-meter diameter telescope, and was used for more than
20 years until it was retired in 1995. The next-generation airborne
infrared observatory, the Stratospheric Observatory For Infrared Astronomy (SOFIA),
will feature a 2.5-meter telescope mounted on a dedicated Boeing 747 airplane.
SOFIA is currently under development and will make its inaugural flight in 2004.




If infrared astronomy can be done from airplanes, why do we build
space-borne infrared satellites?

High-flying airborne observatories can get above 85 percent of the Earth's atmosphere
(and above 99 percent of its water vapor, which absorbs infrared light). But the best "seeing"
is still in the near-vacuum of space. Moreover, airborne observatories are suitable for
conducting observations of a particular target for limited periods of time. But to survey
the entire sky at infrared wavelengths, or to carry out any large observing program, requires
a space-borne satellite that can point most anywhere in the sky and observe 24 hours a day.

Which infrared observatories are currently operating in space?

There presently is no space-borne observatory capable of observing thermal infrared light
from celestial objects. The Hubble Space Telescope (HST) carries an infrared instrument
called NICMOS that can observe in certain near-infrared wavelengths, but not at mid-infrared
or far-infrared wavelengths. The first space-borne infrared telescope was the Infrared
Astronomical Satellite (IRAS), a collaborative effort of the US, UK, and the Netherlands.
IRAS orbited the Earth for 10 months in 1983, and the mission ended when its onboard
cryogen (refrigerant) was exhausted.

A second-generation astronomical observatory, with much greater capabilities,
was the Infrared Space Observatory (ISO). This European Space Agency satellite orbited
the Earth from late 1995 through early 1998.

The latest major infrared observatory launched into space will is the Spitzer Space Telescope,
a NASA mission which was launched in August 2003. SIRTF was launched into an Earth-trailing
solar orbit, and will operate for 5 years or more.

Have any other infrared telescopes been used in space?

Yes, two other small IR telescopes have recently flown in space (neither is operating anymore).
The InfraRed Telescope in Space (IRTS) was a small 15-centimeter infrared telescope developed
by the Institute for Space and Astronautical Science in Japan. It was launched into space in
early 1995 and operated for 3 weeks. IRTS was eventually retrieved by a subsequent
Space Shuttle flight and returned to earth.

The Mid-course Space Experiment (MSX) was a military satellite that included an infrared
science instrument called SPIRIT-III. It was launched into space in 1996 and operated for
about 10 months. While this telescope was routinely used for military surveillance purposes,
a substantial amount of observing time was devoted to astronomical observations,
primarily of the Galactic plane.

A small NASA mission, the Wide-field InfraRed Explorer (WIRE), was launched in early 1999.
It carried a 30-cm diameter cooled infrared telescope and was scheduled to observe distant
galaxies during its four-month mission. Unfortunately, the telescope cover prematurely ejected,
and bright sunlight entered the telescope. This caused the onboard refrigerant to vaporize
at an accelerated rate as it attempted to keep the telescope cold, and was exhausted
before any useful infrared observations could be obtained. One clever astronomer has been
able to use the star trackers on WIRE to conduct an ingenious experiment involving starquakes.
For details, see the CNN story at http://www.cnn.com/TECH/space/9908/04/space.salvage/.

Are electronic infrared detectors similar to the devices used in military applications?

Yes. In fact, much of the technological advances in mid-infrared detectors is the result of
military research, and modifications by university-based and NASA scientists of use in
astronomical applications. Like the night-vision goggles used in the military, astronomical
IR detectors also measure heat but from very distant sources! At short infrared wavelengths,
it is possible to build arrays of infrared detectors that can produce images much as
a CCD yields optical light pictures.

At longer infrared wavelengths, much of the detector advancements have had to be built by
researchers from scratch. Astronomers are only beginning to construct small arrays of
detectors at these long wavelengths, and the fabrication of these devices still requires
the skills and patience of a craftsman.

Where are the largest infrared telecopes?

The largest infrared telescopes are on Mauna Kea in Hawaii at an elevation of
about 14,000 feet. It is well above much of the water vapor that absorbs infrared making it
a great ground based infrared site.



แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Sun Aug 22, 2010 12:02 am, ทั้งหมด 3 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun Aug 08, 2010 11:11 pm

http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t834-75.htm

Satan in the Vatican

Malachi Martin was no ordinary catholic priest. He was an exorcist for 30 years
and the advisor to two popes. In this interview he says satan is now in the vatican.



EndGame HQ full length version

November 13, 2009

Get the DVD at: http://infowars-shop.stores.yahoo.net...

For the New World Order, a world government is just the beginning.
Once in place they can engage their plan to exterminate 80% of the world's population
,
while enabling the "elites" to live forever with the aid of advanced technology.
For the first time, crusading filmmaker ALEX JONES reveals their secret plan
for humanity's extermination: Operation ENDGAME.

Jones chronicles the history of the global elite's bloody rise to power and reveals
how they have funded dictators and financed the bloodiest wars—
creating order out of chaos to pave the way for the first true world empire.

* Watch as Jones and his team track the elusive Bilderberg Group to Ottawa
and Istanbul to document their secret summits, allowing you to witness global
kingpins setting the world's agenda and instigating World War III.

* Learn about the formation of the North America transportation control grid,
which will end U.S. sovereignty forever.

* Discover how the practitioners of the pseudo-science eugenics have taken
control of governments worldwide as a means to carry out depopulation.

* View the progress of the coming collapse of the United States and the formation
of the North American Union.


hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Tue Aug 10, 2010 4:00 pm

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=419&contentID=84097

ตามรวบ2เยอรมันแฮกเกอร์ ดูดเงินพ.อ.(หญิง)

วันอังคาร ที่ 10 สิงหาคม 2553 เวลา 7:47 น

วงจรปิดมัดตัวเปิดปากสารภาพ

กองปราบฯ โชว์ฝีมือ รวบ 2 หนุ่มเยอรมัน ลูกสมุน “แก๊งแฮกเกอร์” เจาะข้อมูลธุรกรรมการเงิน
ของ “พ.อ.หญิง”รร.นายร้อยจปร.
แต่ไม่รอดพ้นฝีมือโปลิศไทย แกะรอยตะครุบจากกล้องวงจรปิด
ที่ตู้เอทีเอ็มเมืองพัทยา จับภาพเอาไว้ได้ เปิดปากสารภาพ อ้างเป็นแค่ “ม้าเร็ว” คอยวิ่งกดเงิน
ซัดทอดหัวโจกใหญ่ ชื่อ “คิม” ชาวรัสเซีย รู้จักกันที่เมืองพัทยา ขณะที่ “ผบก.ป.”
แฉเร่งขยายผล หลังพบข้อมูลตั้งแต่ต้นปี แก๊งวายร้ายต่างชาติ อาละวาดสร้างความเสียหาย
สูงนับ 100 ล้านบาท ใช้แผนส่ง “ไวรัสโทรจัน” ข้ามทวีป มาทะลวงเจาะข้อมูลเหยื่อ
พอได้รหัสสำคัญแล้ว จะรีบโอนเข้าบัญชีของทีมงานในเมืองไทย เพื่อนำไปกดเงินออกทันที
ล่าสุดหน่วยงานสหรัฐให้ความสนใจ เตรียมประสานขอข้อมูล

ภายหลังจาก นสพ.เดลินิวส์ ตามเกาะติดนำเสนอข่าวคดีที่ พ.อ.(หญิง) ขัตติยาพร คำอาจ
อาจารย์ส่วนการศึกษา รร. นายร้อย จปร.เขาชะโงก จ.นครนายก และเจ้าของ รร.สอนกวดวิชาธนวรรณ
ตั้งอยู่ ใน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่า หลังจากใช้บริการบัวหลวง ไอ แบงก์กิ้ง
ของธนาคารกรุงเทพ ทำธุรกรรมการเงินผ่านทางอินเทอร์เน็ต
แล้วจู่ ๆ เงินในบัญชีเงินฝาก
ธนาคารกรุงเทพ สาขาหนองโพ อ.โพธาราม สูญหายไปร่วม 7 แสนบาท ล่าสุด ตร.ตรวจพบ
ปลายทางเงินไปโผล่ที่ บัญชีของนายสมเกียรติ ตาสา อยู่ที่ จ.ชลบุรี
ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว
จากนั้นมีคนมากดเงินวันเดียวถึง 20 ครั้งจึงสงสัยว่าอาจเป็นฝีมือแก๊งแฮกเกอร์

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 9 ส.ค. พ.อ.(หญิง) ขัตติยาพร พร้อมด้วย พ.อ.ป๋อง คำอาจ สามี
เดินทางเข้าพบ ร.ต.ท.ณัฐพงศ์ จิรพฤฒิศิริ ร้อยเวร สภ.เมืองนครนายก เจ้าของคดี เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม
โดยมี พ.ต.ท.ธวัชชัย สนิกวาที รอง ผกก. (สส.)ร่วมรับฟังด้วย ทั้งนี้ พ.อ.(หญิง) ขัตติยาพร กล่าวว่า
เสียความรู้สึกมากที่ตอนแรกทางธนาคารจะรีบปัดความรับผิดชอบ มักอ้างว่าโดนไวรัสบ้างสารพัด
ที่จะอ้างแต่ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลความจริงเพราะ เกรงว่าจะเสียลูกค้าและธนาคารจะได้รับความเสียหาย
กระทั่งสื่อนำเสนอข่าวออกมาติดต่อกันหลายวัน ทำให้มีประชาชนเป็นจำนวนมากให้ความสนใจ
ทำให้ทางธนาคารมีความกระตือรือร้นมากกว่าเดิม

“ตอนแรกที่ทางธนาคารต้นสังกัด สาขาหนองโพ จะอ้างว่าทางธนาคารดำเนินการเองไม่ได้ต้องทำ
ตามขั้นตอนก่อน แต่เมื่อมาติดต่อธนาคารกรุงเทพ สาขานครนายก รีบช่วยเหลือประสานงานกับ
ทางสำนักงานใหญ่ จนได้รับความกระจ่างชัดเจนหลายเรื่อง”

ต่อมาเวลา 15.00 น. ที่กองบังคับการปราบปราม พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รักษาราชการแทน ผบก.ป.
พร้อมด้วย พ.ต.อ.ศิริพงษ์ ติมุลา รอง ผบก.ปอท. (ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม
ทางเทคโนโลยี) พ.ต.อ.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผกก.1บก.ป. พ.ต.ท.อดินันท์ ชัยนันท์ รอง ผกก.1 บก.ป.
พ.ต.ต.จารุวัฒน์ พาหุมันโต สว.กก.1 บก.ป. และนายกิตติ โฆษะวิสุทธิ์ ผจก.ฝ่ายความปลอดภัย
ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ธนาคารกรุงเทพ ร่วมกันแถลงข่าวจับกุม นายโดมินิค ไอโคโน อายุ 22 ปี
และนายเดฟ แอคเคอร์แมนน์ อายุ 23 ปี ทั้งคู่สัญชาติเยอรมัน

โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ที่หน้าโรงแรมแกรนด์ทาวเวอร์อินน์ ซอยทองหล่อ 1 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา
พร้อมของกลาง บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ ของนางกนกวรรณ เบจาวี และ น.ส.บุญตา อนิกระทอน
พร้อมบัตรเอทีเอ็ม บีเฟิร์สสมาร์ท 2 ใบ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 2 เครื่อง เครื่องบันทึกข้อมูลทางธนาคาร
และบัตรเครดิต (USB) 1 อัน และโทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง

พ.ต.อ.สุพิศาล กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้ภายหลังจาก พ.อ.(หญิง)ขัตติยาพร ได้แจ้งความไว้ที่
สภ.เมืองนครนายก
ต่อมาชุดสืบสวน กก.1 บก.ป.จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงเทพ และทางตำรวจ
บก.ปอท. เร่งสืบสวนสอบสวนอย่างเงียบ ๆ อีกทางหนึ่ง กระทั่งพบเบาะแสคนร้ายแก๊งนี้ไปกดเงินของ
ผู้เสียหายจากตู้เอทีเอ็มในพื้นที่ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี โดยกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพไว้ได้ 2 ราย
จึงวางแผนสืบสวนแกะรอย ก่อนจะสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองไว้ได้ เบื้องต้นแจ้งข้อหา
ผู้ใดมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น โดยมิชอบในประการที่น่าจะก่อให้เกิด
ความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน จะส่งตัวให้บก.ปอท.รับไว้ดำเนินคดีและขยายผลต่อไป

รักษาราชการแทน ผบก.ป. กล่าว ต่อว่า ผู้ร่วมกระทำความผิดแก๊งนี้พบว่า
ยังมีชาวต่างชาติ เป็นแฮกเกอร์ ที่ปล่อยไวรัสโทรจัน (TROJAN) เข้าไป
ในระบบประมวลผลคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ ขณะกำลังทำธุรกรรมทางการเงิน

ผ่าน ระบบอินเทอร์เน็ตจนได้ข้อมูลล็อกอินและพาสเวิร์ดของ บัญชีธนาคาร
จากนั้นรีบดำเนินการโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารของคนไทยที่มีการเปิดไว้


ส่วนผู้ต้องหาทั้งสองเป็นเพียง “ม้า” หรือผู้ที่วิ่งไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม ในพื้นที่เมืองพัทยา
และพื้นที่ใกล้เคียง อ้างว่าได้ค่าจ้างเพียง 1 แสนบาท ส่วนคนว่าจ้างเป็นชาว รัสเซีย ชื่อ “คิม”
รู้จักกันที่พัทยา

สำหรับการรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ต้นปี 2553 พบว่าเกิดความเสียหายแล้วประมาณ 100 ล้านบาท
อย่างไรก็ดีทางเจ้าหน้าที่ได้เร่งสืบสวนขยายผลในกรณีนี้แล้ว แต่มีข้อมูลหลายส่วนที่ยังต้องใช้เวลา
ดำเนินการและถือเป็นอาชญากรข้ามชาติ รายสำคัญที่ใช้ประเทศไทยเป็นที่พำนักและก่ออาชญากรรม
ทำให้เกิดความเสียหาย กับลูกค้าของธนาคารเป็นจำนวนมาก นอกจากคนร้ายใช้วิธีการปล่อยไวรัส
โทรจันเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ แล้วยังพบว่ามีการซื้อข้อมูลบัตรมาสเตอร์การ์ด วีซ่าการ์ด
ทางอินเทอร์เน็ตนำมาใช้เข้ารหัสเพื่อซื้อสินค้ากับบริษัทที่มีการซื้อขาย สินค้าทางอินเทอร์เน็ตได้ด้วย
โดยข้อมูลเหล่านี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและขยายผลซึ่งทางสหรัฐอเมริกา
ก็ให้ความสนใจอย่างมากเพราะมีการเชื่อมโยงกับหัวหน้าขบวนการที่อยู่ต่างประเทศ


ด้าน พ.ต.อ.ศิริพงษ์ รอง ผบก.ปอท. เปิดเผยว่า แผนประทุษกรรมของแก๊งคนร้าย จะใช้วิธีปล่อย
“ไวรัสโทรจัน” (โปรแกรม ที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อแอบแฝง กระทำ การบางอย่าง) ประเภทที่เรียกว่า
“ไซเรน แบงเกอร์” หรือนายธนาคารเงียบ มีฟังก์ชั่นตรวจสอบผู้ที่ติดไวรัสตัวนี้ว่ามีธุรกรรมทางการเงิน
หรือไม่ ส่วนผู้ที่ทำ “แฮกเกอร์” เข้าไปเจาะบัญชีพบว่าอยู่ที่ประเทศรัสเซียจะคอยมอนิเตอร์กลุ่ม
ผู้ติดไวรัสโทรจัน เมื่อสามารถเจาะบัญชีเหยื่อได้แล้วจะรีบอัพเดท เปลี่ยนรหัสหมายเลขบัญชีเป็นของ
บัญชีอื่น หลังจากโอนเงินสำเร็จจะให้ “ม้า” หรือผู้วิ่งกดเงินรีบไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็มทันที
เพื่อไม่ให้เหยื่อสามารถอายัดการทำธุรกรรมได้ทัน

รอง ผบก.ปอท.เปิดเผยต่อว่า อยากฝากเตือนประชาชนว่าการทำธุรกรรมทาง การเงินผ่าน
ระบบอินเทอร์เน็ตไม่ว่าที่ใดก็ มีความเสี่ยง แต่เราไม่ควรนำบัญชีที่มีเงิน อยู่จำนวนมากในการทำ
ธุรกรรมน้อย ๆ ควรจะแบ่งหรือกระจายความเสี่ยงออกไป ส่วนเรื่อง การใช้คอมพิวเตอร์ก็ควร
จะติดตั้งโปรแกรมตรวจจับไวรัสและอัพเดทอยู่เสมอหรือ ไม่ก็ต้องหมั่นล้างข้อมูล เช่น ในต่างประเทศ
มีการล้างข้อมูลโดยเก็บข้อมูลสำคัญเอาไว้ และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องทำธุรกรรมการเงิน
ก็ไม่ควรไปดาวน์โหลดโปรแกรม ใช้ฟรี ต่าง ๆ โดยเฉพาะในเว็บไซต์ที่ล่อแหลม รวมทั้งการเปิดไฟล์
ที่แนบมากับอีเมลที่เราไม่รู้จัก อย่างไรก็ตามถ้าเห็นความผิดปกติแล้วหากเป็นไปได้ก็ควรหยุด
การดำเนินการ

“เมื่อทำธุรกรรมการเงินแล้วพบหมายเลขบัญชีแปลก ๆ โผล่ขึ้นมาระหว่างขั้นตอนการดำเนินการแล้ว
ก็ควรหยุดตรวจสอบหรือหากไม่มั่นใจ ก็ควรรีบชักปลั๊กไฟฟ้าออก อย่าลืมว่าคนร้ายได้รีโมตเข้ามาแล้ว
ผมได้คุยกับทางธนาคารแล้วก็ได้รับการยืนยันว่ามีการปรับปรุงและป้องกันปัญหา ดังกล่าว
เพื่อไม่ให้ทางแฮกเกอร์รู้ขั้นตอนหรือดักจับข้อมูลจากจุดอ่อนต่าง ๆ ของระบบธนาคารได้”
พ.ต.อ.ศิริพงษ์ กล่าว

ด้านนายกิตติ ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า กรณีที่เกิดขึ้นเป็นการยืนยันว่าระบบของธนาคารกรุงเทพ
ไม่ได้มีปัญหาเรามีการป้องกันการแฮกข้อมูลเป็นอย่างดี สำหรับรายของผู้เสียหายนั้นทางเจ้าหน้าที่
ได้ส่งข้อมูลให้ผู้ใช้งานทราบแล้ว ว่ามีการระบุหมายเลขบัญชีของบุคคลที่สาม ซึ่งจะมีการโอนเงิน
ออกไปจะมีการเพิ่มบัญชี เพื่อให้ผู้ใช้งานได้ตรวจสอบและยืนยันแสดงให้เห็นว่าเรามีระบบการป้องกัน
ความปลอดภัยแล้วเป็น มาตรฐานเดียวกับต่างประเทศ แต่ความผิดพลาดเกิดจากลูกค้า
และแฮกเกอร์ก็เข้ามาโจรกรรมข้อมูลในส่วนของลูกค้าไม่ใช่ของทางธนาคาร


ขณะที่ พ.อ.(หญิง) ขัตติยาพร กล่าวว่า เรื่องการป้องกันเกี่ยวกับการทำ ธุรกรรมทางการเงินนั้น
ปกติตนก็ดำเนินการตามที่ธนาคารแนะนำ คงไม่มีลูกค้าธนาคาร รายใดที่อยากสูญเสียเงินไป
ตนพยายามรอบคอบทุกอย่างแล้ว แต่หากมีความผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้นระหว่างการทำธุรกรรม
ก็ควรหยุดการดำเนินการต่อไปอีก ส่วนกรณีของตนทุกขั้นตอนตนไม่มั่นใจว่าเกิดความผิดปกติ
ในขั้นตอนใด หลังจากใช้บริการวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมาจึงเกิดปัญหา จนเงินหายไปจากบัญชี
และตรวจสอบพบจึงรีบระงับการใช้เงินจากบัญชี.

ควันพิษปกคลุม'มอสโคว์'ตาย700/วัน

วันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2553



คมชัดลึก :กรุงมอสโคว์ของรัสเซียยังถูกรมควันพิษเพราะคลื่นความร้อนเลวร้ายสุดในรอบ 1000 ปี
ขณะผู้เสียชีวิตรายวันเพิ่มเป็น 700/คนต่อวัน จนใกล้จะล้นห้องเก็บศพ

(10ส.ค.) นายอันเดรย์ เซลท์ซอฟสกี้ หัวหน้าหน่วยงานสาธารณสุขกรุงมอสโคว์ของรัสเซีย
ให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์วันจันทร์ตามเว ลาท้องถิ่น ยอมรับว่าอัตราผู้เสียชีวิตต่อวันในกรุงมอสโคว์
เมืองหลวงของรัสเซีย เพิ่มเป็นเท่าตัวจากประมาณ360-380 คนเป็น 700 คนแล้ว ทำให้เกือบ
จะล้นห้องเก็บศพต่างๆ ของเมืองแล้ว

เจ้าหน้าที่รัสเซียเผย ในวันเดียวกันว่า คลื่นความร้อนครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ 1,000 ปีของประเทศ
ทำให้เกิดไฟไหม้ป่าในพื้นที่ 100 ตารางกิโลเมตรนอกเมืองหลวง เกิดควันพิษจากถ่านหินเลน ( Peat )
และไฟป่ารมทั่วกรุงมอสโคว์มานานหลายวัน แทรกซึมเข้าไปในอพาร์ตเม้นต์ สำนักงาน และแม้แต่
ในรถไฟใต้ดิน มีคนมากเป็นประวัติการณ์คือกว่า 104,000 คนบินออกจากกรุงมอสโคว์เมื่อวันอาทิตย์
ซึ่งตัวเลขของสำนักงานการบินของรัฐระบุว่า เพิ่มขึ้นมากว่าตัวเลขในตัวเดียวกันของปีที่แล้ว
ซึ่งอยู่ที่ 70,000 คน ส่วนผู้ที่ยังอยู่ก็สวมหน้ากากกรองควันเพื่อปกป้องตัวเอง ขณะที่สื่อระดับชาติ
ตำหนิเจ้าหน้าที่ว่าปิดบังระดับความรุนแรงของหายนะภัย ต่อสภาพแวดล้อมและยอดผู้เสียชีวิต
ส่วนชาวมอสโคว์จำนวนมากตำหนิทางการว่าทำไม่มากพอที่จะปกป้องพวกเขาจากควันพิษ

หน่วยงานกำกับดูแลมลพิษของทางการรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า ระดับคาร์บอนมอนอกไซด์ของอากาศ
ในมอสโคว์สูงกว่าระดับยอมรับได้ 2.2 เท่า แต่ก็ยังดีกว่ามากจากเมื่อวันเสาร์ซึ่งอยู่ที่ 6.6 เท่า
และวันอาทิตย์ที่ 3.1 เท่า

หน่วยงานฉุกเฉินรายงานว่า ปัจจุบัน ยังมีไฟป่า 557 จุด ลุกไหม้ในพื้นที่ประมาณ 1 ล้านไร่ใน
ภาคกลางของรัสเซียและ ภูมิภาคมอสโคว์ และไฟยังลุกลามเข้าใกล้โรงงานด้านนิวเคลียร์มายัค
ที่เมืองโอเซิร์คสค์ ในแถบเทือกเขายูราลด้วย
ทำให้มีการประกาศภาวะฉุกเฉินในเมืองดังกล่าว
และพยายามดับไฟที่ลามเข้าใกล้ เมืองซเนซินสค์ อีกเมืองแถบเทือกเขายูราลซึ่งเป็นหนึ่ง
ในศูนย์กลางนิวเคลียร์
ของรัสเซียด้วย

นายกรัฐมนตรีวลาดิมีร์ ปูติน ประกาศว่าความแห้งแล้งเป็นประวัติการณ์จะทำให้ผลผลิตในฤดูเก็บเกี่ยว
ข้าวสาลีลดลง 10 ล้านตัน และสถานีโทรทัศน์รายงานว่าหมอกควันพิษได้ไปถึงนครเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก
และเมืองเยคาเตรินบรูก เมืองหลักในแถบเทือกเขายูราลแล้ว

รัสเซียย้ายคลังแสงใกล้มอสโคว์หนีไฟ

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม 2553



คมชัดลึก :กองทัพของรัสเซีย ตัดสินใจอพยพคลังแสงใกล้กรุงมอสโคว์ เพื่อหนีไฟป่าแล้ว

(6ส.ค.) ที่สำนักข่าวริอา โนโวสติของรัสเซียรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ไฟป่าที่ล้อมรอบกรุงมอสโคว์
ได้บีบบังคับให้กระทรวงกลาโหมรัสเซียต้องสั่งอพยพอาวุธยุทโธปกรณ์ออกจากคลังแสงของกองทัพ
ใกล้เมืองหลวง โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซียเปิด เผยว่า เพราะอันตรายจากไฟป่าในภูมิภาค
ทำให้มีการย้ายอาวุธ ปืนใหญ่ และขีปนาวุธออกจากคลังแสงที่เมืองอลาบิงสค์ ห่างจากกรุงมอสโคว์
ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 70 กิโลเมตร ไปไว้ในสถานที่ปลอดภัย ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับ
อาวุธในคลังแสง แต่กองทัพรัสเซียได้ ยอมรับก่อนหน้าที่แล้วว่า ฐานทัพด้านส่งกำลังบำรุงของ
กองทัพเรือแห่งหนึ่งได้ถูกไฟป่าเผาผลาญ และรายงานข่าวการอพยพนี้มีขึ้นหนึ่งวันหลังจากทำเนียบ
เครมลินสั่งคุมเข้มการ รักษาความปลอดภัยตามสถานที่สำคัญทางทหารและทางยุทธศาสตร์

ในขณะที่เกิดไฟป่ามาหลายวันแล้วในภาคกลางและภาคตะวันตกของรัสเซีย ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่
ประกาศเมื่อวันพุธว่า ได้ทำการขนย้ายออกจากโรงงานนิวเคลียร์ซารอฟ ห่างจาก
กรุงมอสโคว์ไปทางตะวันออก 500 กิโลเมตร ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบรวมอาวุธนิวเคลียร์


ไฟไหม้ป่าร้ายแรงสุด ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่เกิดจากคลื่นความร้อนครั้งเลวร้ายสุดในรอบ
หลายสิบปี ได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 50 คน ขณะที่เมื่อวันพฤหัสบดีไฟได้ลามไป
ภาคใต้ท่ามกลางความวิตกว่าไฟป่าจะยิ่ง ลุกลามมากยิ่งขึ้นอีก

http://rt.com/

http://atcloud.com/stories/30359

'Never mind the heat, climate change is hoax by gravy-train scientists'



hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Tue Aug 10, 2010 4:31 pm

เตือนติดต่อเอเลี่ยนอาจเป็นภัยต่อโลก

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=462398

"สตีเฟน ฮอว์กิ้ง"เตือนให้คนอพยพอยู่นอกโลก ก่อนสูญพันธุ์


10 สค. 2553 15:11 น.

ฮอว์กิ้ง นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ เตือนเมื่อวานนี้ผ่านทางเวบไซต์ บิ๊ก ธิงค์ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาส
ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆแสดงความคิดเห็นว่า มนุษย์ไม่ควรอยู่เฉพาะบนโลกใบเดียวใบนี้
และโอกาสรอดชีวิตในระยะยาว คือ การอพยพไปยังอวกาศ
เขาบอกว่า ขณะนี้เรากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่อันตรายมากขึ้น
จำนวนประชากรโลกและปริมาณการใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด
บนโลกเพิ่มมากขึ้น อย่างรวดเร็วทวีคูณ พร้อมกับยกตัวอย่าง
ความเสี่ยงต่างๆ เช่น เหตุการณ์ขัดแย้งระหว่างสหรัฐและสหภาพโซเวียต
ในยุคสงครามเย็นเกี่ยวกับการประจำการขีปนาวุธของโซเวียตในคิวบา
ใกล้กับชายฝั่งสหรัฐ ที่ทำให้โลกเกือบเข้าใกล้สู่สงครามนิวเคลียร์


ดังนั้นหากเราต้องการให้เผ่าพันธุ์มนุษย์มีชีวิตรอดในอีก 100 ปีข้างหน้า
เราต้องไปอยู่ในอวกาศ แต่ แคเธอรีน ฟรีส นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ของ
มหาวิทยาลัยมิชิแกน บอกกับ บิ๊ก ธิงค์ ด้วยว่า ดาวดวงที่อยู่ใกล้โลกที่สุด
คือ พร็อกซิม่า เซนทอรี่ ซึ่งอยู่ห่างออกไป 4.2 ปีแสง และหากใช้ยานอวกาศ
ในยุคปัจจุบัน เราอาจต้องใช้เวลาเดินทางถึงเกือบ 50,000 ปี

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Thu Aug 12, 2010 9:15 pm

"ปูติน"นั่งนักบินที่2ดับไฟป่าในรัสเซีย

วันพุธที่ 11 สิงหาคม 2553







คมชัดลึก :นายกรัฐมนตรีรัสเซียเป็นนักบินที่สองช่วยดับไฟป่าที่กำลังคุกคาม
ภาคตะวันออกและเมืองหลวง

(11ส.ค.) นายกรัฐมนตรีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้นำในความพยายามดับไฟป่า
จำนวนมากที่เกิดจากคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดในรอบ 1000 ปีของรัสเซีย ขึ้นนั่งในตำแหน่ง
นักบินผู้ช่วยของเครื่องบินดับเพลิงลำหนึ่งเมื่อวันอังคาร เขากดปุ่มทิ้งน้ำดับไฟป่า 2 จุด
จากทั้งหมด 550 จุดที่กำลังลุกลามในภาคตะวันออกของรัสเซีย กรุงมอสโคว์ถูกรมควันพิษ
ที่ทำให้หายใจไม่ออกมาหลายวัน ทำให้สหรัฐฯออกคำเตือนให้ชาวอเมริกันหลีกเลี่ยง
การเดินทางไปที่นั่นและพื้นที่โดยรอบ พร้อมอนุมัติให้เจ้าหน้าที่สถานฑูตและ
ครอบครัวที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นั่น ออกจากกรุงมอสโคว์


ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีปูตินเป็นผู้นำในความพยายามดับไฟป่าที่ลุกไหม้มาสองสัปดาห์
สร้างความเสียหายจำนวนมากซึ่งรัฐบาลยังไม่ได้เปิดเผยการประเมิน แต่สื่อรัสเซียคาดว่า
จะอยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 1 % ของจีดีพี ไฟยังคุกคามสถานที่ตั้งนิวเคลียร์
หลายแห่งของรัสเซีย และทำให้คนจำนวนมากไร้ที่อยู่อาศัย แต่ยอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ
ยังอยู่ที่ 54 คน นายกรัฐมนตรีปูตินได้เรียกร้องให้กองทัพเข้าช่วยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่มีไม่พอเพียง
และเขาเดินเท้าเข้าไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อปลอบขวัญผู้ประสบภัยพร้อมให้คำมั่นจะสร้างบ้านพัก
ใหม่ให้ภายในฤดูใบไม้ร่วง ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนที่มองว่ารัฐบาลยังช่วยเหลือล่าช้า
และไม่มากพอ ผลสำรวจ 3 ครั้งในเดือนกรกฎาคมของหนังสือพิมพ์"เวโดโมสติ" ระบุว่า
คะแนนนิยม นายกรัฐมนตรีตกลงร้อยละ 6 และประธานาธิบดีดมิทรีตกลงร้อยละ 10
นับจากต้นปี
พร้อมอ้างถ้อยแถลงของนักสังคมศาสตร์ชั้นนำที่ว่า ไฟป่าอาจยิ่งดึงคะแแนนนิยม
ให้ตกลงอีกและกระตุ้นให้เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาล
เพราะความไม่พอใจจะยิ่งเพิ่มสูง
ในขณะที่ประชาชนยังเดือดร้อนจากไฟป่าและความแห้งแล้งรุนแรง โทรทัศน์รัสเซียแพร่ภาพนี้
เช่นเดียวกับที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้แพร่ภาพพฤติกรรมโดดเด่นต่างๆของเขา รวมทั้งการเป็น
นักบินผู้ช่วยในเครื่องบินรบ การลงไปใต้ทะเลสาบไบคาลในเรือดำน้ำขนาดจิ๋ว และการขี่ฮาร์เลย์ เดวิดสัน
เข้าร่วมการชุมนุมสิงห์มอเตอร์ไซค์เมื่อเดือนที่แล้ว ฯลฯ รัสเซียจะจัดเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไป
ในปี 2555 ซึ่งเขาจะมีสิทธิ์ลงสมัครด้วย

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat Aug 14, 2010 3:19 pm

http://www.thairath.co.th/content/oversea/103482

เว็บไซต์วิกิลีกส์จ่อแฉ แฟ้มสงครามอัฟกาฯที่เหลือ



เพนตากอนสหรัฐฯ เผยการเปิดเผยข้อมูลของเว็บ "วิกิลีกส์"
อาจเป็นภัยคุกคามใหม่ต่อชาวอัฟกัน-ผู้บริสุทธิ์ ...


เมื่อวันที่ 12 ส.ค. กระทรวงกลาโหมหรือเพนตากอนสหรัฐฯ เผยว่า การเปิดเอกสารข้อมูลประวัติที่เหลือ
ของเว็บไซต์ล้วงความลับ "วิกิลีกส์" ต่อสาธารณะอาจเป็นภัยคุกคามใหม่ทั้งชีวิตชาวอัฟกันที่ให้ข้อมูล
และกองทัพสหรัฐฯ ที่ยังประจำการในอัฟกานิสถาน รวมถึงผู้บริสุทธิ์ พร้อมย้ำข้อเรียกร้อง
ให้ลบทิ้ง วัตถุข้อมูลทุกอย่างออกจากระบบอินเตอร์เน็ต แล้วส่งคืนทางการสหรัฐฯ


ขณะที่นายจูเลียน แอซแซง ผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นโฆษกเว็บไซต์ ตัดสินใจเตรียมเผยเอกสาร
เกี่ยวกับสงครามอัฟกานิสถานที่เหลืออีกราว 7,000 หน้า จากทั้งหมด 15,000 หน้า หลังแฉออกสื่อ
ทั่วโลกราว 7,000 หน้า เมื่อเดือน ก.ค.จนสร้างความเสื่อมเสียต่อกระทรวงกลาโหมและความมั่นคง
ของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยอธิบายถึงการรวบรวมทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีชาวอัฟกันได้รับผลกระทบ
กระนั้น นายแอซแซงก็ไม่ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจน รวมถึงว่าจะให้สื่ออย่างนิวยอร์ก ไทม์ส เดอะ การ์เดียน
และเดอร์ สปีเกล เหมือนครั้งก่อนหรือเผยแพร่ในเว็บไซต์ตัวเอง

ด้านโฆษกกองโจรตาลีบัน เตรียมจ้องใช้เป็นข้อมูลตามล่าคนที่เคยร่วมทำงาน ซึ่งกลุ่มตาลีบัน
จะมองเป็นผู้รุกรานต่างชาติ ทำให้กลุ่มเรียกร้องสิทธิมนุษยชน รวมถึงกลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน
ออกมากล่าวโทษว่าการตัดสินใจของวิกิลีกส์ถือว่าใจร้อน แสดงให้เห็นถึงการไร้ความรับผิดชอบ
จากเดิมที่ช่วยให้ข้อมูลเอื้อประโยชน์แฉเรื่องลิดรอนสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงของรัฐบาล
สมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ที่อ้างในนามสงครามก่อการร้าย แต่การเปิดเผยข้อมูล
รายชื่อบุคคลที่ให้ความร่วมมือแจ้งเบาะแสกับกองทัพพันธมิตรในอัฟกานิสถานถือว่าเสี่ยงมาก

Wikileaks leaked video of Civilians killed in Baghdad - coloured version {testing}

April 06, 2010

Wikileaks has obtained and decrypted this previously unreleased video footage from
a US Apache helicopter in 2007. It shows Reuters journalist Namir Noor-Eldeen,
driver Saeed Chmagh, and several others as the Apache shoots and kills them in
a public square in Eastern Baghdad. They are apparently assumed to be insurgents.
After the initial shooting, an unarmed group of adults and children in a minivan arrives
on the scene and attempts to transport the wounded. They are fired upon as well.
The official statement on this incident initially listed all adults as insurgents and claimed
the US military did not know how the deaths ocurred. Wikileaks released this video
with transcripts and a package of supporting documents on April 5th 2010 on
http://collateralmurder.com



WikiLeaks Iraq Shooting Video Analysis



War on whistleblower: CIA spies on WikiLeaks for 'Pentagon murder cover-up' exposure?

RussiaToday
|March 26, 2010

The Pentagon has been accused of spying on a whistleblower website that specialises in
leaking top secret documents. The US Army has already labeled the website as a security threat.

Now Wikileaks - which won Amnesty Internationals news media award last year -
has issued a statement claiming its editors are being investigated: WikiLeaks is currently
under an aggressive US and Icelandic surveillance operation, - the claim published on Tweeter said.



http://www.reuters.com/article/idUSTRE67B53T20100812

Pentagon cautions WikiLeaks over new document dump

By Sue Pleming
SAN DIEGO |
Thu Aug 12, 2010 5:12pm EDT

SAN DIEGO California (Reuters) - The Pentagon on Thursday told WikiLeaks it would be
the "height of irresponsibility" if it went through with a new threat to publish outstanding
documents it had on the Afghan war.

Amid news reports that WikiLeaks plans to soon release about 15,000 documents it had
held back last month, Pentagon spokesman Geoff Morrell repeated a U.S. demand for
the whistle-blower site to expunge all classified material from the Internet and return
the material it had to the U.S. government.
"It is hard to believe anything WikiLeaks says,
but our position on this matter should be well-known by now to everyone," said Morrell,
who was traveling with U.S. Defense Secretary Robert Gates on a trip to California.
WikiLeaks caused an uproar when it published more than 70,000 documents last month,
at a time when U.S. public and congressional support for the nine-year war in Afghanistan
is flagging.The defense department said the leak -- one of the largest in U.S. military history --
put U.S. troops and Afghan informers at risk."If they were to publish any additional documents
after hearing our concerns about the harm it will cause our forces, our allies and innocent
Afghan civilians it would be the height of irresponsibility. It would compound a mistake that has
already put far too many lives at risk," said Morrell.Earlier, Gates was asked about the impact of
the leak by a sailor aboard the USS Higgins which is docked in San Diego."There are very serious
operational consequences. There are the names of a lot of Afghans who have worked with us
and helped us in those documents,"Gates said.He said the documents released last month conveyed
a huge amount of information and U.S. tactics, techniques and procedures, including where
the United States was vulnerable."We know from intelligence that both the Taliban and al Qaeda
have given directions to comb those documents for information and so I think the consequences
are potentially very severe," Gates said."We don't have specific information of an Afghan being
killed yet because of them (the documents) -- but put the emphasis on the word 'yet'," he told
the sailors.(Editing by Mohammad Zargham)

http://wardiary.brain-force.ch/index.html


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Sat Aug 14, 2010 4:31 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat Aug 14, 2010 3:37 pm

Russia and China against the West?

RussiaToday
|March 27, 2010

Russia and China have agreed to help each other increase their clout in global affairs.
At a meeting in Moscow, Vladimir Putin and the Chinese Vice President Xi Jinping,
hailed the strength of ties between the two, and said economic and political relations
had never been better. Let's get an expert's assessment now, and talk to Martin Hennecke,
an associate director at the Hong Kong investment and financial advice firm Thaik.



China, Russia launch war games

RussiaToday
|July 23, 2009



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1284011762&grpid=03&catid=

วันที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 12:55:20 น. มติชนออนไลน์

ศาสนจารย์โบสถ์ฟลอริด้ายันเดินหน้าเผา"คัมภีร์อัล กุลอ่าน"ไม่เลิก ผู้นำโลกรุมท้วง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 9 ก.ย.ว่า ศาสนจารย์เทอร์รี่โจนส์ แห่งโบสถ์ประจำรัฐฟลอริด้า
ประกาศว่าเขาจะเดินหน้าแผนเผาคัมภีร์อัลกุลอ่าน จำนวน 200 เล่ม บริเวณสวนนอกโบสถ์ในช่วง
ก่อนครบรอบเหตุการณ์ก่อการร้ายมุสลิมก่อวินาศกรรมสหรัฐ เมื่อปี 2001ระบุว่า เขา และ
กลุ่มผู้สนับสนุนอีก 50 คน ได้ตัดสินไปแล้วและวันดังกล่าวจะถือว่าเป็นวันแห่งการเผา
คัมภีร์อัลกุลอ่านโลก"ด้วยนอกจากนี้ เขายังเปิดเผยว่า ที่ผ่านมา เขาได้รับคำขู่ฆ่ากว่า 100ครั้งต่อแผน
เผาคัมภีร์ อัลกุรอ่าน แต่เขาไม่กลัว

รายงานระบุว่าความเคลื่อนไหวนี้ได้ฉุดปะทุกระแสประท้วงของชาวมุสลิมไปทั่วโดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
ชาวอัฟกานิสถานต่างชุมนุมประท้วงในกรุงคาบูลเพื่อประนามต่อเหตุเผาคัมภีร์ของศาสนจารย์รายนี้
ขณะที่นางฮิลลารี คลินตันรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ นายโรเบิร์ต เกท รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐ
สำนักวาติกัน และนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติต่างออกโรงทักท้วงต่อการกระทำดังกล่าว
โดยเลขายูเอ็นระบุว่าการกระทำดังกล่าวขัดแย้งต่อความพยายามของสหรัฐ และสหประชาชาติและ
ผู้จำนวนมากทั่วโลก ที่สนับสนุนการใช้ขันติธรรมการเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม และการยอมรับร่วมกัน
ระหว่างวัฒนธรรมและศาสนา อย่างไรก็ตาม ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐบางรายพยายามชี้ว่า เหตุการณ์เผา
คัมภีร์ อัลกุลอ่าน เป็นเพียงการกระทำของคนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น

http://thelastcrusade.org/tag/pastor-terry-jones/


FLORIDA CHURCH SPONSORS “BURN THE KORAN” DAY

Posted on July 28th, 2010

EVENT SET FOR 9/11MASSIVE BONFIRE EXPECTED

thelastcrusade.org

The Dove World Outreach Center, a non-denominational church inGainesville, Florida,
will celebrate “Burn the Koran” day on September11.Terry Jones, pastor of the church,
says the burnings will be held onchurch grounds “in remembrance of the fallen victims
of 9/11 and tostand against the evil of Islam. Islam is of the devil!”On its website,
The Dove World Outreach Center sells “Islam is of the Devil” T-shirts.In response to
the announcement, The Council on American-IslamicRelations (CAIR) is calling upon
Muslims in the Gainesville area tohost a “Share the Koran” by distributing copies of
Islam’s holy text toneighbors, public officials, law enforcement officers and members of
the press.Pastor Terry Jones is calling upon Christians throughout the countryto mail
copies of the Koran to the church so that the congregation cancreate a massive bonfire.
As soon as the plans for “Burn the Koran” day were announced, one ofthe Church’s
signs proclaiming “Islam is of the Devil” was vandalized.“Free speech is not Sharia compliant,”
Pastor Jones says, “and theMoslem Mafia (CAIR) is openly opposed to our signs and message.
Butthis is America and we have the law on our side.”He adds: The police defend us and
our rights, the Fire Departmenthave no problem with our having a bonfire on 9/11,
and we will not besilenced.Pastor Jones and members of his congregation say they got
the ideafor “Burn the Koran” day from a Facebook page campaign called
“Everybody Draw Mohammed Day.”That campaign was initiated in reaction to threats against
cartoonists and artists drawing images of the prophet Mohammed, whichis forbidden in Islam.
The Florida church states its mission as follows: “To expose Islamfor what it is. It is a violent
and oppressive religion that is tryingto masquerade as a religion of peace, seeking to
deceive our society.”

Tags: Barack Hussein Obama, Burn the Koran, CAIR, Creeping Sharia, Dove World Outreach Center,
Homegrown Jihad, Islamic Conquest, Pastor Terry Jones, Post-America
Posted in Islam in America

http://www.nowpublic.com/world/terry-jones-dove-world-outreach-center-what-it-2660875.html
'Burn the Quran Day' protest: Terry Jones effigy set on fire in Afghanistan



แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Thu Sep 09, 2010 1:34 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Mon Aug 16, 2010 10:39 pm

"โอบาม่า"หนุนสร้างมัสยิดประเด็นร้อนการเมือง



วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม 2553

คมชัดลึก :การที่ผู้นำสหรัฐฯสนับสนุนการสร้างมัสยิดใกล้กราวนด์ซีโร่จุดประเด็นร้อนทางการเมือง

(16ส.ค.) รีพับลิกันซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านรุมโจมตีการที่ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่าออกมาสนับสนุน
สิทธิของชาวมุสลิมที่จะสร้างศูนย์อิสลามที่เป็นอาคารโลหะและกระจกสูง 13 ชั้นมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์
(ราว 3300 ล้านบาท ) ที่มีมัสยิดรวมอยู่ด้วย ห่างเพียงสองช่วงตึกจากกราวนด์ ซีโร่ของเหตุวินาศกรรม
11 กันยายน ปี 2544 โดยระบุว่า

เขาเข้าไม่ถึงจิตใจของชาวอเมริกัน ความขัดแย้งในเรื่องนี้กำลังทวีความรุนแรงในขณะที่
อีกเพียงสามเดือนจะมีการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งสำคัญและชาวรีพับลิกันกับเดโมแครตเตรียม
ถกเถียงกันในประเด็นที่ว่าเหมาะสมหรือไม่ ที่โอบาม่าเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งเรื่องนี้
ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐนิวยอร์คได้อนุมัติการก่อสร้างไปแล้ว โพลล์ที่จัดทำโดย CNN/โอพีเนี่ยน รีเสิร์จ
ในเดือนนี้ ระบุว่า ร้อยละ 68 ของชาวอเมริกันคัดค้านการสร้างมัสยิดที่นั่น มีสนับสนุนเพียงร้อยละ 29
แม้ว่าเสียงส่วนใหญ่จะเห็นว่าชาวมุสลิมมีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนั้น ทำเนียบขาวเคยปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น
เรื่องนี้มานานหลายสัปดาห์ โดยระบุว่าเป็นความขัดแย้งระดับท้องถิ่น แต่ประธานาธิบดีโอบาม่ากล่าว
ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ในระหว่างงานเลี้ยง อาหารค่ำเนื่องในเทศกาลรอมฏอน หรือเทศกาลถือศีลอด
ของชาวมุสลิมว่า ชาวมุสลิมมีสิทธิที่จะปฏิบัติกิจทางศาสนาของตนเช่นเดียวกับคนอื่นในสหรัฐฯ
ซึ่งถูกตีความว่ารวมทั้งการสร้างมัสยิดในแถบโลเวอร์ แมนฮัตตัน

ต่อมาเมื่อวันเสาร์ ผู้นำสหรัฐฯดูเหมือนจะลดการสนับสนุนลงเล็กน้อย โดยอธิบายว่าคำพูดของเขา
หมายถึงสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ และย้ำว่าเขาไม่ได้พูดว่าฉลาดหรือไม่ที่จะสร้างมัสยิดที่นั่น
ซึ่งเป็นสถานที่ๆเขาเองก็ยอมรับว่าได้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว ทำให้รีพับลิกันหลายคน
ออกมาโจมตีในรายการทอล์คโชว์ทางการเมืองเมื่อวันอาทิตย์

วุฒิสมาชิกรัฐเท็กซัส จอห์น คอร์นิน พูดใน"ฟอกซ์ นิวส์"เมื่อวันเสาร์ว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเสรีภาพ
ในการนับถือศาสนา เขาคิดว่าไม่ใช่เรื่องฉลาด ที่จะสร้างมัสยิดในสถานที่ซึ่ง
ชาวอเมริกัน 3000 คน เสียชีวิตจากการก่อการร้าย
สิ่งนี้ตอกย้ำว่าทั้งรัฐบาล ทำเนียบขาว
คณะรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเอง แปลกแยกจากกระแสหลักของคนอเมริกัน ขณะที่กำลังจะ
ครบรอบ 9 ปีของโศกนาฏกรรมนี้ในเดือนหน้า และเขาเชื่อว่าผู้ออกไปใช้สิทธิ์จะสะท้อนความจริง
ในข้อนี้ นายไมเคิล บรูมเบิร์ก นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์คผู้เป็นพวกอิสระ สนับสนุนการสร้าง
ศูนย์อิสลามที่นั่น แต่มีเดโมแครตน้อยคนที่กระตือรือล้นเรื่องนี้ รวมทั้งวุฒิสมาชิกแจ๊ค รีด ของเดโมแครต
ผู้บอกว่าสนับสนุนเป้าประสงค์ของการสร้าง แต่เห็นว่ามัสยิดไม่สมควรจะตั้งอยู่ที่นั่นและไม่สมควร
ได้รับอนุญาตให้ตั้งอยู่ที่นั่น ซึ่งเป็นการโจมตีสหรัฐฯโดยพวกมุสลิมผู้คลั่งไคล้ โพลล์ระบุด้วยว่า

ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยยังข้องใจในตัวโอบาม่าผู้เป็น คริสเตียน ผู้อุทิศตนแต่ผลสำรวจ
ออนไลน์ของแฮริส โพลล์เมื่อมีนาคม บ่งชี้ว่ายังมีชาวอเมริกันร้อยละ 32 ซึ่งรวมทั้ง
ร้อยละ 57 ของ รีพับลิกัน ที่เชื่อว่าโอบาม่าเป็นมุสลิม
ขณะที่ญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต
ในเหตุ 11 กันยายน แตกแยกกัน ในประเด็นนี้ มีทั้งที่คัดค้านและสนับสนุน

ชัยชนะของโอบาม่า...ฝันร้าย---ของ THAILAND
หมายเหตุ

ในระยะช่วงปี 2009-2011 จะเป็นช่วงที่ต้องใช้ปฏิบัติการทางทหาร ในการเข้ายึด หรือ
สังหาร กวาดล้าง ประเทศใด ๆ ที่ไม่เข้าสู่ระบบ New World Order โดยไม่คำนึงถึงคำว่า
" มนุษยธรรม
" หรือ " ความถูกต้อง "

...ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ บุคลากรของวาติกัน ไม่อาจรับหน้าที่ได้ เพราะจะส่งผลเสียในระยะยาวต่อ
" คริสตศาสนจักรโรมันคาทอลิค " ดังนั้น นายโอบามา ซึ่งเป็น " อิสลาม " จึงถูกคัดสรรให้ทำหน้าที่นี้
ซึ่งนอกจากจะเป็นการทำลายภาพพจน์ของ " อิสลาม " แล้ว ยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า
การกระทำของ " อิสลาม " ขาดความเป็นมนุษย์ เป็นพวกโหดร้าย กระหายเลือด

......... ดังนั้น ภายหลังงานบรรลุเป้าหมาย นายโอบามา ก็ต้องถูกสังหาร และประชาคมโลกก็จะรุม
กวาดล้าง " อิสลาม" พร้อมกันไป " วาติกัน " ก็จะกลายเป็นพระเอก ที่เข้าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก
ประสพภัย จากการกระทำของอิสลาม และได้รับความนิยม ยกย่องจากสังคมโลกอย่างแนบแน่น


....นี่คือ เหตุผลว่า เพราะเหตุใด และทำไม.. โอบามา จึงได้รับเลือกเป็น ประธานาธิบดีของ
สหรัฐอเมริกา ทั้ง ๆ ที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์!!!






http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t721-50.htm

Wikileaks leaked video of Civilians killed in Baghdad - Full video

sunshinepress
|April 03, 2010

Please note: This is a full uncut version of the video primarily intended for research purposes.
See http://www.youtube.com/watch?v=5rXPrf... for a short and concise version with added context.
----
Wikileaks has obtained and decrypted this previously unreleased video footage from
a US Apache helicopter in 2007. It shows Reuters journalist Namir Noor-Eldeen, driver Saeed Chmagh,
and several others as the Apache shoots and kills them in a public square in Eastern Baghdad.
They are apparently assumed to be insurgents. After the initial shooting, an unarmed group of
adults and children in a minivan arrives on the scene and attempts to transport the wounded.
They are fired upon as well. The official statement on this incident initially listed all adults
as insurgents and claimed the US military did not know how the deaths ocurred.
Wikileaks released this video with transcripts and a package of supporting documents
on April 5th 2010 on http://collateralmurder.com





http://inteldaily.com/2010/09/is-obama-a-cia-asset/?utm_source=feedburner&utm_medium=feed&utm_campaign=Feed%3A+inteldaily%2Ffeeds+(Inteldaily.com)



Obama And His Family Tied To CIA For Years,
Investigative Reporter Says


September 3, 2010
in Analysis,Intelligence
By Sherwood Ross

President Obama—as well as his mother, father, step-father and grandmother—
all were connected to the Central Intelligence Agency—possibly explaining
why the President praises the “Agency”and declines to prosecute its officials
for their crimes, an investigative reporter says.

According to a published report in the September “Rock Creek Free Press” of Washington, D.C.,
investigative reporter Wayne Madsen says Obama’s mother Ann Dunham worked
“on behalf of a number of CIA front operations, including the East-West Center at
the University of Hawaii, the U.S. Agency for International Development(USAID),
and the Ford Foundation.”
The East-West Center had long been affiliated with CIA
activities in the Asia-Pacific region, Madsen says.

What’s more, Obama’s father, Barack Obama Sr., arrived in Hawaii from Kenya as part of
a CIA program to identify and train Africans who would be useful to the Agency in its
Cold War operations against the Soviets, Madsen says. Obama Sr. divorced Ms. Dunham
in 1964.

Ms. Dunham married Lolo Soetoro the following year, a man Madsen says assisted in
the violent CIA coup against Indonesian President Sukarno that claimed a million lives.
Obama’s mother taught English for USAID, “which was a major cover for CIA activities
in Indonesia and throughout Southeast Asia,” Madsen reports. That USAID was a cover
for CIA covert operations in Laos
was admitted by its administrator Dr. John Hannah
on Metromedia News. Madsen says the organization was also a cover for the CIA
in Indonesia.

Ms. Dunham worked in Indonesia at a time when Midwest Universities Consortium for
International Activities(MUCIA)—a group that included the University of Illinois,
Wisconsin, Michigan State, Minnesota and Indiana— was accused of being a front for
CIA activities in Indonesia and elsewhere. Ms. Dunham traveled to Ghana, Nepal,
Bangladesh, India and Thailand “working on micro-financing projects” for the CIA,
Madsen reports.

And Ms. Dunham’s mother, Madelyn Dunham—who raised Obama while his mother
was on assignment in Indonesia—acted as vice president of the Bank of Hawaii in Honolulu,
which Madsen says was used by various CIA front entities. She handled escrow accounts
used to make CIA payments “to U.S.-supported Asian dictators” including Philippine
President Ferdinand Marcos, South Vietnamese President Nguyen van Thieu, and
President Suharto in Indonesia
, Madsen says.

“In effect, the bank was engaged in money laundering for the CIA to prop up covertly its
favored leaders in the Asia-Pacific region,” Madsen writes. “It is clear that Dunham Soetoro
and her Indonesian husband, President Obama’s step-father, were closely involved in
the CIA’s operations to steer Indonesia away from the Sino-Soviet orbit after the overthrow
of Sukarno.” “President Obama’s own work in 1983 for Business International Corporation,
a CIA front that conducted seminars with the world’s most powerful leaders and used
journalists as agents abroad, dovetails with CIA espionage activities conducted by his mother,”
Madsen says. “There are volumes of written material on the CIA backgrounds
of George H.W. Bush and CIA-related activities by his father and children,
including former President George W. Bush. Barack Obama, on the other hand,
cleverly masked his own CIA connections as well as those of his mother, father,
step-father, and grandmother,”
Madsen points out.

A review of the influence on the Oval Office by the CIA, particularly since the presidency of
Bush Sr., a former director of the Agency, it becomes apparent the Agency has played
a major role in the shaping of U.S. foreign policy—a role that has been largely kept secret
from the American public and one which most Americans would not have approved.

The CIA’s overthrow of the democratic government of Iran in 1953 is an example.
The overthrow occurred after the Iranian government nationalized the oil industry following
alleged cheating on payments by contractor British Petroleum, then known as Anglo-Iranian Oil Co.
For another, the CIA’s widespread use of illegal rendition and torture of suspects is repugnant
to Americans who still believe in their Constitution.

Investigative journalist Madsen, who has a long string of “scoops” to his credit, is a member
of the Society of Professional Jouralists, a commentator for RBN’s Saturday radio show,
and is a member of the National Press Club. A subscription to the Rock Creek Free Press is $25.
Contact editor@RockCreekFreePress.com

Sherwood Ross formerly worked for the Chicago Daily News and
wire services and currently operates a public relations firm for good causes.
Reach him at
sherwoodross10@gmail.com



Derka Derka
September 3, 2010 at 11:22 am

First he was a bad guy because he was a sleeper agent working for some unnamed
foreign government, planted from birth, in a nefarious plot to become President
and destroy America.
And now we learn that he’s actually a bad guy because he and his family
have been working for the CIA since 1964?


I’m getting more and more confused by the second.

Mark Weiner

September 3, 2010 at 3:25 pm

Actually it makes sense. The Birth Certificate, the Social Security Number
from Connecticut. Obama associating with radicals, but having contacts high up
in Washington, to move him into the right position, and he would have loyalties
to them, to keep up their drug trade funding agenda in Afghanistan

http://911caper.com/tag/cia/

The fortunes that Russell & Company invested in US railroads and other infrastructure
were the spoils from The Opium Wars, among the most inhumane and socially
devastating events in human history. These wars, which occurred between 1839
and 1858, were brought upon the Chinese people by the British government acting on
behalf of merchants like Russell & Company, who intended to defy the Chinese government’s
ban on opium trading. It was Russell & Company’s business partner, William Jardine
of Jardine Matheson, who successfully persuaded the British Foreign Minister,
Lord Palmerston, to wage war on China.
[21]

As a result of these devastating attacks, the British merchants were able to force
Turkish opium upon China, thereby making enormous fortunes paid in silver.
By 1906, after several generations of this forced drug trade, opium victims in China
were estimated to number 100 million.[22]

China ceded Hong Kong to the British in 1842 as part of an early defeat.
Jardine Matheson was one of the opium trading companies that survived for
much longer in Hong Kong, being taken over by Chinese tycoon Li Ka-shing in 1980.
Li Ka-shing later invested in firms owned by Winston Partners, and has also employed
Winston Partners cofounder Marvin Bush’s brother, Neil Bush, as a consultant.
[23]

As opium traders before, during and after the Opium Wars, Russell & Company were
agents of merchant banks like Baring Brothers and N.M. Rothschild.
[24],[25]

Initially, the merchant banks funded the purchase of the opium, and Russell & Company
sailed to make thepurchase and subsequently smuggled the drugs into China, making
tremendous fees for their work as operatives in the drug trade. The company’s biggest client,
Baring Brothers, was agent for the US government between 1843 and 1871, and actually
sold the Louisiana Purchase to the US. Baring Brothers was later agent for the British government
and had a close relationship with the British monarchy from 1891 to 1995.

http://starkravingviking.blogspot.com/2010/07/international-banking-cartels.html

Corporate structure

In the twentieth century, the London banking house continued under the management
of Lionel Nathan de Rothschild (1882–1942) and his brother Anthony Gustav de Rothschild
(1887–1961) and then to Sir Evelyn de Rothschild (b.1931). In 1970, the firm converted from
a partnership to a limited liability company.[1]

In 2003, following Sir Evelyn's retirement as head of N M Rothschild & Sons of London,
the English and French financial firms merged under the leadership of
Baron David de Rothschild. All Rothschild offices around the world therefore
now operate as one firm.

The Rothschild group went through a major restructuring the early
twenty-first century.

N M Rothschild & Sons is now the operating company in the UK.
It is indirectly controlled

by the main Rothschild holding company, Rothschild Continuation Holdings AG,
registered in Zug, Switzerland. 72.5% of Rothschild Continuation Holdings is[5]
controlled by the Dutch-registered Concordia BV. Concordia is wholly controlled
by the English and French Rothschilds.[1] Until 2008, the only non-family interest
was Jardine Matheson, a hong which holds the other 20% of Rothschild Continuation Holdings.
The stake was acquired in 2005 from Royal & Sun Alliance through the Jardine Strategic subsidiary,

which specializes in leveraging stakes to protect family owners. Jardines acted as

Rothschilds' China agent from 1838 onwards.[6] However, on 19 November 2008,
Rabobank announced it intended to acquire 7.5% of Rothschild Continuation Holdings,
ostensibly to cement an alliance in food and agricultural finance.[7] FT Alphaville
claimed that the move was intended to help Rothschild gain access to a wider capital pool,
and enlarge its presence in East Asian markets.[8]

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2006q1/2006march10p6.htm

เก็บตกประเด็น 'หุ้นชินคอร์ป' ตอนที่ 4

ทัศนะวิจารณ์ : นักข่าวนอกกรอบทักษิณ
กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2549

ชื่อของ Matheson Trust Company ได้ค่อยๆ ถูกเผยโฉมออกมาสู่การรับรู้ของคนไทยมากขึ้น
ล่าสุดได้รับการยืนยันจาก ก.ล.ต.ในฐานะเป็น Registered Agent ซึ่งได้รับมอบหมาย
ให้ดำเนินการใดๆ ในนามของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เกี่ยวข้องกับการถือหุ้น
และจัดการสถานภาพการลงทุน ในหุ้นชินคอร์ป โดยทำสัญญามาตั้งแต่
วันที่ 12 มีนาคม 2532 ตรงกับช่วงเวลาเดียวกันกับการจัดตั้ง
บริษัทแอมเพิล ริช ที่เกาะบริติช เวอร์จิ
น โดยแอมเพิล ริช รับโอนหุ้นชินคอร์ปมาถือแทนจาก
พ.ต.ท.ทักษิณ จำนวน 32.9 ล้านหุ้น (ต่อมาแตกพาร์เหลือหุ้นละ 1 บาท จึงมีจำนวนหุ้นเป็น 329 ล้านหุ้น)

http://www.bviibc.com/findir.html


Matheson Trust Company (BVI) Limited เป็นชื่อเต็มที่จดทะเบียนทำธุรกิจในเกาะบริติช เวอร์จิน
แต่ต่อมาได้ขายกิจการไปให้กับ Insinger de Beaufort ในเดือนตุลาคม 2543 และได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น
'เชลเบอร์น ทรัสต์ คอมปะนี' ซึ่งเอกยุทธ อัญชันบุตร เปิดเผยว่า ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Equity Trust

แต่มีข้อน่าสังเกตว่า Matheson Trust Company เป็นบริษัทที่มีตัวตน และเข้ามา
มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การดูแลหุ้นชินคอร์ป ที่อยู่ในต่างประเทศ กลับไม่ได้รับการเปิดเผย
รายละเอียดใดๆ จาก ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร โฆษกของครอบครัวชินวัตรแต่อย่างใด
นอกจากบอกกล่าวเพียงว่า UBS ต่างหากมาทำหน้าที่เป็นคัสโตเดียน คือ
ดูแลการรับฝากหุ้นชินคอร์ปที่อยู่ในต่างประเทศเท่านั้น


อย่างไรก็ตาม ทาง ก.ล.ต.ก็ไม่ได้ใส่ใจหรือให้ความสำคัญกับตัวตนและเรื่องราวของ
Matheson Trust Company ในอดีตเลย ทั้งที่บริษัท Matheson Trust Company และ
มีบทบาทสำคัญ ไม่น้อยไปกว่า 'แอมเพิล ริช' อีกทั้งยังเป็นกุญแจดอกสำคัญดอกหนึ่ง
ที่ไขสู่ความลี้ลับของ หุ้นชินคอร์ปส่วนที่อยู่ในต่างประเทศ


ทุกอย่างอาจจะดูมืดมนและเป็นข้อจำกัดของ ก.ล.ต.ในการติดตามหาข้อมูลของหุ้นชินคอร์ป
ในส่วนที่พัวพันกับสถาบันการเงิน และการลงทุน รวมถึงบริษัทกฎหมาย ซึ่งล้วนแต่เป็นกิจการ
ที่ทำธุรกิจอยู่ในสิงคโปร์เป็นหลักด้วย และโดยไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญอีกหรือไม่ที่ 'เทมาเส็ก'
กองทุนของรัฐบาลสิงคโปร์กลายมาเป็นผู้ซื้อหุ้นชินคอร์ป รวมเบ็ดเสร็จไปมากกว่า 96%
โดยใช้เงินลงทุนมากกว่า 1.2 แสนล้านบาทเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ในจำนวนนี้เป็นการรับซื้อ
จากครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์กว่า 7.3 หมื่นล้านบาท

ก่อนปิด 'ดีลหุ้นชินคอร์ป' นั้น กลุ่มผู้บริหารได้พากันขายหุ้นเทนเดอร์ออฟเฟอร์จำนวน 24.42 ล้านหุ้น
รับเงินรวมกว่า 1.18 พันล้านบาท เฉพาะ 'บุญคลี ปลั่งศิริ' ซีอีโอของชินคอร์ป ขายหุ้นจำนวน 18.76 ล้านหุ้น
ได้เงินมากที่สุดถึง 923 ล้านบาท

เรื่องราวการปิด 'ดีลหุ้นชินคอร์ป' กำลังใกล้จบลงหลังจากการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ แต่จะด้วยความบังเอิญ
หรือจะเป็นความตั้งใจที่ทำให้ดีลดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งบุคคลในหลายระดับและธุรกิจหลายกิจการ
ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด และสามารถเจรจาผลประโยชน์ที่ต่างฝ่ายจะได้รับอย่างลงตัวพอดี ระหว่าง
ฝ่ายไทยกับฝ่ายสิงคโปร์
ทำให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง 'Conspiracy Theory' หรือแปลเป็นไทยว่า 'ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด'
มีพล็อตหนังอยู่ที่ 'เจอร์รี่' คนขับรถแท็กซี่ในนิวยอร์ก ที่ผจญกับเรื่องราวซึ่งเหมือนแทงหวยถูก
โดยอ้างอิงทฤษฎีหนึ่งในทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดที่มีอยู่หลายทฤษฎี และ 'เจอร์รี่' ถูกพิพากษา
เพราะทฤษฎีนี้ แต่โชคไม่ดีที่เรื่องนี้ห่างไกลความจริง แทนที่จะไปตามอารมณ์และความรู้สึก
ภาพยนตร์กลับมีเนื้อหายุ่งเหยิงพัลวันพัลเก เกี่ยวกับการติดต่อคบคิดกันอย่างลับๆ ไปเกี่ยวข้อง
กับการทำงานของ 'ซีไอเอ' มักทำงานในลักษณะ 'สองหน้า' โดยทำให้การเดินเรื่องราวพยายาม
ที่จะหาทั้งเหตุผลในหนังเชิง 'แอ็คชั่น' เพื่อให้ 'เจอร์รี่' ที่เป็นตัวเอกของเรื่องกลับมามอง
เรื่องราวและพยายามตีแผ่เรื่องราวให้เชื่อมโยงเข้ากับการสมคบคิดที่เป็นผลประโยชน์ 'สองหน้า'
ของซีไอเอในที่สุด

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่อง 'Conspiracy Theory' นี้โดดเด่นขึ้นมา ทั้งที่หนังเรื่องนี้
ได้ฉายมาแล้ว 7-8 ปี แต่ผุดขึ้นมาในความทรงจำ เป็นเพราะตัวนำ พระเอกกับนางเอกของเรื่อง
คือ 'เมล กิ๊บสัน' กับ 'จูเลีย โรเบิร์ต' ความสัมพันธ์ระหว่างพระนางคู่นี้สวมบทบาททั้งวิ่งหนีและ
ตลบหลังการไล่ล่าของซีไอเอ แม้หนังจะไม่ใช่ภาพยนตร์โรแมนติก แต่ด้วยการเดินเรื่อง
ความสัมพันธ์ของดารานำทั้งคู่ที่ทำให้คนดูหนังเข้าใจได้ถึงพฤติกรรมตีสองหน้าตาม
'ทฤษฎีสมคบคิด' ของซีไอเอ
แล้ว จึงเป็นสิ่งเดียวที่มีแง่มุมของหนังที่น่าสนใจ
ซึ่งไม่น้อยไปกว่าแง่มุมที่เราจะติดตาม เรื่องราวในตอนต่อๆ ไปของดีลซื้อขายหุ้นชินคอร์ป
ระหว่างครอบครัวชินวัตรกับเทมาเส็ก
.

http://www.rajdumnern.net/showthread.php?tid=2393&pid=22173

กุหลาบแก้วคืออะไร ใครคือกุหลาบแก้ว?

กุหลาบแก้ว มีพงษ์ สารสิน พี่ชาย คุณอาสา สารสิน ราชเลขาธิการในสำนักฯ เป็นผู้ก่อตั้ง
โดยผ่าน นายศุภเดช พูนพิพัฒน์ คนนี้กู้เิงนจาก ไทยพาณิชย์ ตัวแทนคือบริษัท ไซเพรส โฮลดิ้งส์
พงศ์ สารสิน ซื้อหุ้น นายสมยศ สุธีรพรชัย ทนายความของบริษัท ไซเพรสฯ โอเค ตรงนี้
ซัซ้อนนิดนึงค่อยๆทำความเข้าใจนะครับ ต่อมา นายสุรินทร์ อุปพัทธกุล หรือดะโต๊ะสุรินทร์
(คนก่อตั้งกุหลาบแก้วคนนึง) ผมขอขยายตรงนี้นิดนึง :

พบว่าเป็นเงินโอน BAHTNET TRN, LP BKHQ 48764 จากธนาคารฮ่องกงและ
เซี่ยงไฮ้ แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัดตามคำสั่งของนายสุรินทร์ ต่อมา
เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2549 โดยธนาคารได้รับคำสั่งโอนเงินดังกล่าวเมื่อ
วันที่ 10 มี.ค.2549 จากชื่อบัญชี Fairmont Investments Group Inc.
(บริษัท แฟร์มอนท์ อินเวสเมันท์ส กรุ๊ป จดทะเบียน ตู้ ปณ. 905 โร้ด ทาวน์,
ทอร์โทลา หมู่เกาะบริติช เวอร์จิน ไอส์แลนด์ โดยมี บริษัท กรีนแลนด์ จำกัด
แต่ผู้เดียวมีอำนาจกระทำการแทนบริษัท และได้มอบอำนาจ ให้นายสุรินทร์
เป็นผู้ดำเนินการกองทุนของบริษัท) โดยธนาคาร Credit Suisse, Singapore
จำนวน 70 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (เท่ากับ 2,730 ล้านบาท)
เพื่อเข้าบัญชีเลขที่ 001-446277-200 ของนายสุรินทร์ และในวันเดียวกับ
นายสุรินทร์ ได้สั่งโอนเงิน จำนวน 2,720,000,100 บาท ผ่าน BAHTNET เข้าบัญชี
บริษัท กุหลาบแก้ว เลขที่ 111-2-74644-1ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสำนักรัชโยธิน


จากการตรวจสอบเส้นทางเงินดังกล่าว สรุปได้ว่า แหล่งที่มาของเงินที่เข้ามา
ในบัญชีของบริษัท ไซเพรสฯ และบริษัท ไซเพรสฯ โอนไปเข้าบัญชีของ
บริษัท กุหลาบแก้ว และเงินที่บริษัท ไซเพรสฯใช้ค้ำประกันเงินกู้ของนายศุภเดช
รวมทั้งเงินที่บริษัท ไซเพรสฯ จ่ายชำระค่าหุ้นในบริษัท ซีดาร์ฯ เป็นเงินโอนมาจาก
แหล่งเดียวกันคือ FULLERTON PRIVATE LIMITED ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม TEMASEK
(เทมาเส็ก) ประเทศสิงคโปร์

การเข้าซื้อหุ้น "ชิน" ไม่ธรรมดาแล้วครับ หากดูจากที่มาที่ไป "เงินลงทุนของผมที่โอนเข้ามา
จากต่างประเทศ" นี่คือคำกล่าวของ ดาโต๊ะสุรินทร์ อะไรทำให้เกิดและเกิดเพื่ออะไร?

อย่าลืมนะครับ ชินคอร์ป ไม่ใช่แค่ ais มันมีดาวเทียมด้วย และใช่ว่าเพียง
ไทยคมเท่านั้น ยังพ่วง ไอพีสตาร์เข้าไปอีก
..โอะ..มันส์พะยะค่ะ

ผลสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีข้อสรุปแล้วโดยชี้ชัดว่า
บริษัท กุหลาบแก้ว นั้นไม่ใช่สัญชาติไทย

อ้าว..ทีนี้ใครขายสมบัติชาติ? สนธิ ลิ้มทองกุล คุณไม่รู้หรือ?

งั้นมาต่อกันดีกว่า..แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นละ? เทมาเสกเข้ามาแล้ว แอบๆมาทาง กุหลาบแก้ว

ความแปลกประหลาดในธุระกิจที่ทำ มันมีอยู่ว่า..หากการเข้าถือครอง ชินคอร์ป เป็บบริษัทิข้ามชาติแล้ว..
สิทธิพิเศษมันจะหายไป หากต่างชาติถือหุ้น เกิน 51%!!! เอาเว้ยยย ยุ่งแล้วว คำตอบก็คือเอากุหลาบแก้ว
เข้ามาไงครับ เทมาเสก ดูอยู่ห่างๆ อะไรหายไปบ้าง ดูนี่ :

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทันทีถ้า ชินคอร์ป ถูกตีความว่าไม่ใช่นิติบุคคลสัญชาติไทย
หรือไม่มีบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นเกิน 51 % คือ

หนึ่ง สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับการบีโอไอในดาวเทียวไทยคม 3 และ
,ไอพีสตาร์ จะหายวับไปทันที รวมทั้ง ไทยคม 5 ที่ บมจ. ชินแซทเทิลไล์ท หรือ
ชินแซท กำลังยื่น ขอส่งเสริมการลงทุนจาก บีโอไอ เพราะเงื่อนไข บีโอไอระบุว่า
" บุคคลสัญชาติไทยต้องถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 51 % "

ทั้งนี้ ดาวเทียมไทยคม 3 ได้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลส่วนที่ไปรายรับ
ต่างประเทศนาน 8 ปีตั้งแต่ปี 2539 ส่วนไอพีสตาร์ ได้รับสิทธิดังกล่าวเช่นกัน
ตั้งแต่ปี 2546

ซึ่งประมาณว่าเฉพาะดวงหลัง บมจ. ชินแซท เทิลไล์ท ประหยัดเงินภาษี
ไป 16,543 ล้านบาท


สอง บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ตัวทำเงินของชินคอร์ป
ซึ่งได้สัมปทานดำเนินธุรกิจโทรศัพท์มือถือคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz จาก
บมจ.ทีโอที (องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเดิม)มาตั้งแต่ปี 2533 ย่อมอยู่ใน
สภาวะอึดอึดตามไปด้วย เพราะ พรบ. ประกอบธุรกิจโทรคมนาคม ระบุชัดว่า
ห้ามต่างชาติถือหุ้น เกิน 49 %

ชำแหละผลวิจัย สกว. มองสำนักงานทรัพย์สินฯ ผ่านบทบาทการลงทุนธุรกิจ
มติชนรายวัน วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10329

*หมายเหตุ* : บทวิจัยเรื่อง "สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับ
บทบาทการลงทุนทางธุรกิจ" โดย รศ.ดร.พอพันธ์ อุยยานนท์ สาขาเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร เรื่องโครงสร้าง
และ พลวัตทุนไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจ โดยมีรายละเอียดบางส่วนที่น่าสนใจ ดังนี้

**บทบาท และพลังเหนือรัฐของ"สำนักงานทรัพย์สินฯ"

การปรับบทบาทของสำนักงานทรัพย์สินฯโดยจำกัดอยู่การลงทุนระยะยาว โดยการเป็น
ผู้ถือหุ้น รายใหญ่อยู่ในธุรกิจหลัก ประกอบด้วย เครือซีเมนต์ไทย ธนาคารไทยพาณิชย์
และเทเวศประกันภัย รวมทั้งการนำที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์อื่นๆเพื่อแสวงหาผลประโยชน์
เชิงพาณิชย์เป็นนโยบายและการบริหารงานที่ถูกทิศทาง

นอกจากนี้ การโอนสินทรัพย์ของสำนักงานทรัพย์ฯ ไปให้บริษัททุนลดาวัลย์จัดการดูแล
ในการบริหารการลงทุน ในการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และไม่ผ่านตลาดหลักทรัพย์
รวมทั้งให้บริษัทวังสินทรัพย์บริหารที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ สามารถสร้างรายได้แก่
สำนักงานทรัพย์สินฯเป็นจำนวนมาก


พลังของ "สำนักงานทรัพย์สินฯ" ในฐานะองค์กรที่เหนือรัฐได้แสดงออกมาภายหลังวิกฤตการณ์
ปี 2540 กล่าวคือ ในช่วงปี 2540-2545 ธนาคารไทยพาณิชย์และสถาบันการเงินทุกแห่งประสบกับ
ความเสียหายอย่างหนัก ส่งผลให้สำนักงานทรัพย์สินฯต้องเพิ่มทุนเพื่อรักษาสถานภาพ การเป็น
ผู้ถือหุ้น รายใหญ่ และกอบกู้สถานการณ์วิกฤตของธนาคารไทยพาณิชย์ ตาม "โครงการ 14 สิงหา"
ความพยายามที่จะเพิ่มทุนของสำนักงานฯในเบื้องต้นประสบความล้มเหลวและมีทุนน้อย
ประมาณ 7 พันล้านบาทเท่านั้น

โดยการเพิ่มทุนตามโครงการ 14 สิงหานั้น ต้องการทั้งสิ้นเท่ากับ 32,500 ล้านบาท มีผลให้ สำนักงาน
ถูกลดสัดส่วนในการถือหุ้นเท่ากับร้อยละ 11.8 ในช่วงปี 2547-2546 โดยที่ กระทรวงการคลังได้เป็น
ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (ร้อยละ 38.Cool

สำนักงานทรัพย์สินฯโดย ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ได้นำที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯ
ย่านทุ่งพญาไท หรือบริเวณถนนราชวิถีตั้งแต่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (ยกเว้น มูลนิธิคนตาบอด)
ซึ่งเป็นที่ดินในหน่วยงานราชการเช่า จำนวน 484.5 ไร่ มูลค่าประมาณ 16,500 ล้านบาท
แลกกับหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์ที่กระทรวงการคลังถืออยู่ ภายหลังจากเกิดวิกฤตการณ์
ปี 2540 และในที่สุด สำนักงานทรัพย์สินฯก็กลับมาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อีกครั้ง คือมีสัดส่วน
การถือหุ้นในธนาคารไทยพาณิชย์เท่ากับร้อยละ 25 ในปี 2544

การกระทำดังกล่าวสะท้อนภาพของการมีอำนาจของสำนักงานทรัพย์สินฯเหนือ
กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ เพราะ "การแลกเปลี่ยนที่ดินกับหุ้นนั้น
เป็นการกระทำที่กฎหมาย ไม่อนุญาตให้กระทรวงการคลังกระทำได้ด้วย


โดยที่กฎหมายระบุชัดเจนว่า การแลกเปลี่ยน ที่ดินต้องเป็นการแลกเปลี่ยนที่ดินของ
ฝ่ายหนึ่ง กับอีกฝ่ายหนึ่งในราคาที่ต้องเท่าเทียมกันด้วย"

ประเด็นนี้ ก่อให้เกิดความสงสัยว่าทั้งๆ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นสถาบันการเงินที่
ดำเนินการ โดยภาคเอกชนเป็นสำคัญ และไม่ใช่เป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งรัฐเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่
มากกว่า ร้อยละ 50 ทำไมกระทรวงการคลังถึงอนุญาตทำได้ และหากกรณีนี้เกิดขึ้นกับ
สถาบันการเงินอื่นๆ เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย กระทรวงการคลังจะอนุญาต
ให้ทำได้หรือไม่ และใช้มาตรฐานอะไร


นอกจากนี้ เงินทุนที่กระทรวงการคลังนำมาเพิ่มทุนในธนาคารพาณิชย์ในปี 2542 ก็มาจาก
การระดมทุนจากประชาชน ด้วยการออกพันธบัตรต้องมีภาระจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา
ร้อยละ 4.25 ต่อปี


จนถึงปี 2552 (จ่ายค่าดอกเบี้ยทุก 6 เดือน) และหากที่ดินที่ได้จากสำนักงานทรัพย์สินฯไม่สามารถ
นำไปหาผลประโยชน์ได้ กระทรวงการคลังจะนำเงินจากแหล่งใด มาไถ่ถอนพันธบัตรดังกล่าว
ในที่สุดก็คงต้องมาจากภาษีของประชาชนนั่นเอง

**นโยบายค่าเช่าและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

สำนักงานทรัพย์สินฯได้ปรับนโยบายค่าเช่ารวมทั้งการนำที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นๆ มาแสวงหา
รายได้ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น ในอดีตก่อนปี 2546 รายได้จากผลประโยชน์จากที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์
อยู่ในระดับต่ำ และขยายตัวอย่างเชื่องช้า มาตรการหลายอย่างที่มีผลต่อ การเพิ่มพูนผลประโยชน์
จากที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ เช่น การเพิ่มค่าเช่าที่ดิน ในย่านที่มี การประกอบธุรกิจขนาดใหญ่
ให้ใกล้เคียงกับราคาตลาดมากขึ้น

นอกจากนี้ สำนักงานทรัพย์สินฯมีแผนงานและโครงการที่จะนำที่ดินมาเพิ่มผลประโยชน์
ในเชิงพาณิชย์ โดยมีโครงการที่สำคัญคือ

1.ที่ดินบริเวณโรงเรียนเตรียมทหารเดิม จำนวน 120 ไร่ (ขณะนี้ให้เช่าชั่วคราว
เป็นสวนลุมไนท์บาซาร์) มาพัฒนาเป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ ขณะนี้กำลังเปิด
รับประมูลจากผู้ประกอบการ

2.โครงการพัฒนาบริเวณถนนราชดำเนินกลาง เพื่อพัฒนาเป็นกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว
เชิงวัฒนธรรม เป็นต้น โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะนำมาซึ่งรายได้เป็นจำนวนมากแก่
สำนักงานทรัพย์สินฯในอนาคต

**กลุ่ม"ทุน"พันธมิตรของสำนักงานทรัพย์สินฯ

นอกจากความสัมพันธ์กับกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี เช่น ตระกูลเอื้อชูเกียรติ และกลุ่มพลังงานอื่นๆ
เช่น ปตท.และบริษัทในเครือแล้ว สำนักงานทรัพย์สินฯมีความสัมพันธ์กับ
กลุ่มทุนชั้นนำ ในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งก็คือ
กลุ่มทุนเทมาเส็ก ซึ่งรัฐบาลสิงคโปร์ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่นั่นเอง


นายชุมพล ณ ลำเลียง อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่เครือซีเมนต์ไทย ได้ดำรงตำแหน่งเป็น
ประธานกรรมการบริษัท สิงคโปร์เทเลคอมมูนิเคชั่น จำกัด หรือที่เรียกว่า Singtel
(ตั้งแต่ปี 2547) ซึ่งถือเป็นบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ของภูมิภาคนี้

นอกจากนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ในฐานะบริษัทในเครือของ
สำนักงานทรัพย์สินฯ ได้ปล่อยเงินกู้ ร่วมกับธนาคารกรุงเทพ
รวมทั้งสิ้น 3 หมื่นล้านบาท (โดยแบ่งกัน ในสัดส่วนร้อยละ 50)
เพื่อปล่อยเงินกู้ให้กับซีดาร์ โฮลดิ้งส์ ที่มีธนาคารจากสิงคโปร์
ค้ำประกันอยู่
<<<<ตรงนี้ขึ้นไปอ่านข้างบนจะเห้นได้ว่า ซีดาร์ฯคือ กุหลาบแก้วครับ

ทั้งนี้ เพื่อซื้อหุ้นของชินคอร์ป ซึ่งมีผลให้กลุ่มทุนเทมาเส็กถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด
ของชินคอร์ปในต้นปี 2549

นอกจากนี้ ในคณะกรรมการของธนาคารไทยพาณิชย์ก็มีตัวแทนจากกลุ่มเทมาเส็ก
อยู่ด้วย คือ ปีเตอร์ เซียะ ลิมฮวด (ซึ่งในปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่ง Temasek Advisory Paned
Capital Land Limited, และ Government of Singapore Investment Corporation และ
เคยดำรงตำแหน่ง Singapore Technology etc

ซึ่งบริษัทเหล่านี้ เป็นบริษัทในเครือของกลุ่มเทมาเส็กทั้งหมด (รายงานประจำปี
ธนาคารไทยพาณิชย์ 2548)

http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t721.htm



แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Wed Sep 08, 2010 3:42 pm, ทั้งหมด 8 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Tue Aug 17, 2010 9:08 pm

http://www.thairath.co.th/today/view/103690

คำซัดทอด'ไอ้พล'คนขับ!ดีเอสไอมัดคดีก่อการร้าย'น้องเดียร์'ขู่ฟ้องผู้ให้ข่าว

ดี เอสไอกัดไม่ปล่อย เตรียมออกหมายจับ "นาง ก." อ้างคนขับรถ เสธ.แดงให้การซัดทอดเป็นตัวเชื่อม
รับเงินจาก "ทักษิณ" มาให้ "เสธ. แดง" หวังใช้เป็นหลักฐานมัดคดีก่อการร้ายในชั้นศาล ด้าน โฆษก ปชป.
ท้า พท.โชว์หลักฐานข้ออ้างสีเขียวจับมือสีกากี ร่วมป่วนหวังสร้างสถานการณ์ ขณะที่ "สุรชัย" ประกาศตัว
อาสานำเสื้อแดงสู่การปรองดอง เริ่มจากให้คนเสื้อแดงสมานฉันท์ กันเองก่อน แนะการปรองดองต้องทำ
ทั้ง 2 ฝ่าย และเกิดขึ้นได้เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนผู้นำ

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เดินหน้าขยายผลการจับกุมลูกน้อง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง
อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 14 ส.ค. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน
คดีก่อการ ร้าย กล่าวถึงกรณีตำรวจสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) จับกุมตัวนายจักรชลัช หรือ
พล คงสุวรรณ อายุ 37 ปี คนขับรถ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ว่า นายจักรชลัชถูกควบคุมตัว
ตามหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้เจ้าพนักงานมีอำนาจในการควบคุมตัวเบื้องต้นได้ 30 วัน
เพื่อสอบถามข้อมูลจากผู้ต้องหาไม่ต้องจัดให้มี ทนายความหรือญาติเข้าร่วมรับฟังการสอบปากคำ
ทั้งนี้ยอมรับว่านายจักรชลัชถูกนำตัวไปควบคุมอยู่ที่ค่ายทหาร แห่งหนึ่ง ระหว่างนี้ นายจักรชลัชจะไม่ถูกนำตัว
ส่งให้ดีเอสไอดำเนินการในคดีก่อการร้าย เนื่องจากขณะนี้ต้องคุมตัวเพื่อสอบถามข้อมูลจากผู้ต้องหา
จนกว่าการสอบปากคำ จะเสร็จสิ้นครบถ้วน หรือครบกำหนดอำนาจการควบคุมตัว 30 วัน ตนได้มอบหมาย
ให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอ เดินทางไปยังค่ายทหารสถานที่ควบคุมตัวนาย จักรชลัช เพื่อร่วมสอบปากคำ
และดูแลผู้ต้องหารายนี้อย่าง ใกล้ชิดแล้ว

ขณะเดียว กัน มีรายงานว่าวันจันทร์ที่ 16 ส.ค.นี้ พนักงานสอบสวนคดีก่อการร้าย กรมสอบสวนคดีพิเศษ
(ดีเอสไอ) จะเดินทางไปสอบปากคำนายจักรชลัช คงสุวรรณ อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
คนขับรถส่วนตัวและเป็นลูกน้องสนิทที่สุดของ เสธ.แดง อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่ถูกจับกุมได้ใน
หมู่บ้านหนองแทรก อ.กันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ก่อนถูกนำ ตัวไปสอบสวนในค่ายทหารแห่งหนึ่ง
ในจังหวัดปราจีนบุรี หลังจากนายจักรชลัชให้การว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง รับเงินสนับสนุน
ค่าใช้จ่ายจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านผู้หญิงคนหนึ่งชื่อย่อ นาง ก. พร้อมระบุสถานที่
จุดรับเงินของ เสธ.แดง และนาง ก.

จากนั้นดีเอสไอจะรวบรวมพยานหลักฐานพิจารณาออกหมายจับนาง ก.ในคดีก่อการร้าย เพื่อนำตัวมาสอบสวน
ขยายผลถึงเส้นทางการเงินที่สนับสนุน เสธ.แดง นอกจากนี้ ดีเอสไอจะสอบสวนนายจักรชลัช ที่ให้การรับสารภาพ
ถึง รายละเอียดการใช้ปืนยิงใส่ทหารและประชาชนระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อ แดง ซึ่งสอดคล้องกับ
ข้อมูลจากแนว ทางการสืบสวนของดีเอสไอที่พบว่า กลุ่มลูกน้อง เสธ.แดงเป็นผู้ก่อเหตุวินาศกรรมในช่วง
การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง เพื่อนำไปประกอบในสำนวนคดีก่อการร้ายที่อัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหาแกนนำ
นปช. 25 คน ให้มีน้ำหนักแน่นหนาในการนำสืบพยานในชั้นศาล โดยเฉพาะประเด็นที่นายจักรชลัชให้การว่า
พ.ต.ท.ทักษิณให้เงินสนับสนุน เสธ. แดง ถือว่าเป็นข้อมูลใหม่ที่ดีเอสไอจะนำไปเป็นหลักฐานประกอบ
ในสำนวนคดีก่อการ ร้ายต่อไป

ต่อมานายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ ผอ.ศอฉ. ให้สัมภาษณ์กรณีญาติผู้บาดเจ็บแล
เสีย ชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงเตรียมยื่น เรื่องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ให้เร่งรัดตรวจสอบ กรณีเจ้าหน้าที่รัฐสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากว่า ถ้ามีการร้องขอ
ความเป็นธรรมมาก็พร้อม ตรวจสอบให้ อะไรที่ทำให้เกิดความเป็นธรรมได้ เราทำทั้งนั้น แต่เหตุที่คดีไม่คืบหน้า
เพราะไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่ กรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐถูกระเบิด ถูกยิงเสียชีวิต คดีก็ยังไม่คืบ หน้า ส่วนกรณีที่
เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนายจักรชลัช คงสุวรรณ คนขับรถ "เสธ.แดง" พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ
กองทัพบก ในข้อหาก่อการร้ายนั้น ตนยัง ไม่ได้รับรายงาน

นอกจากนี้ วันเดียวกัน นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เครือข่ายของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คือพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช. พยายามออกมาระบุว่า
การก่อวินาศกรรมในช่วงนี้เป็นการจับมือกันระหว่างสีเขียว และสีกากีเพื่อสร้างสถานการณ์
ตนจึงอยากท้าว่าหากมีหลักฐานขอให้เร่งนำมาเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้ เพราะขณะนี้มีการจับกุม
เครือข่ายของผู้ที่เคลื่อนไหว ปรากฏว่าเป็นมือขวาของแกนนำคนสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย
และการติดอาวุธ และกองกำลัง นอกจากนี้ มีการขยายผลถึงเส้นทางการเงินว่ามาจากในหรือนอกประเทศ
ตามที่เคยมีการระบุมา แล้ว ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่าการดำเนินการในส่วนของรัฐบาลจะสามารถใช้
กระบวนการยุติธรรมตามปกติเพื่อดำเนินการขยายผลและจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้อง และไม่กระทบต่อแนวทาง
นโยบายของรัฐบาลที่จะมีการพิจารณาข้อมูลในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การทยอยประกาศยกเลิก
พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ต่างๆ

ด้าน นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน
พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. พาดพิงถึงนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด ว่าเป็นญาติกับ
ม.ล.ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา ซึ่งเป็นเครือข่ายอำมาตย์ โดยอ้างไปถึงกรณีรัฐประหาร 19 ก.ย.2549
มาจนถึงการสั่งคดีต่างๆของกลุ่ม นปช.ว่า อยากบอกนายจตุพรว่าความจริงไม่

ต้อง เหนื่อยจัดการสาวลำดับญาติของบุคคลทั้ง 2 เพราะถือเป็นญาติที่ห่างกันมาก เป็นเพียงสายปู่และ
น้องของปู่ หากนับรุ่นหลังๆก็ไม่รู้จะโยงใยกันได้หรือไม่ เข้าใจว่า การสั่งคดีของอัยการสูงสุดต้องเป็นไป
ตามหลักฐานพยานที่พนักงานสอบสวนส่งถึง อัยการ ไม่ได้สั่งคดีตามจินตนาการของนายจตุพร
จะขอเทียบเคียงให้เห็นว่าแม้เป็นญาติที่ใกล้เคียงกันก็ไม่จำเป็นต้องมีความ เห็นเหมือนกัน เช่นกรณีพี่ชาย
นายจตุพรเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ มีสมณศักดิ์เป็นพระเทพดิลก พระราชาคณะชั้นเทพ วัดบวรนิเวศวิหาร
ขณะที่นายจตุพรเป็นผู้ต้องหาก่อการร้าย พี่สอนให้คนเป็นคนดี แต่น้องชายกลับปลุกระดมให้คน
เผาบ้านเผาเมืองจนตกเป็นผู้ต้องหา

ส่วน ความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงอีกกลุ่มหนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น. วันเดียวกัน
ที่สำนักงานกลุ่มแดงสยาม ถนนกรุงเทพฯ-นนท์ 4 นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ประธานกลุ่มแดงสยาม
ได้แถลง

ข่าวเรียก ร้องให้คนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ กลับมาปรองดอง สมานสามัคคีกัน เพื่อช่วยเหลือแกนนำและ
สมาชิกแนวร่วม ที่ถูกจับกุมคุมขัง และหลบหนีคดีไปเคลื่อนไหวใต้ดินให้กลับมาต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย
อย่าง เปิดเผยและเสรีได้เหมือนเคย โดยเบื้องต้นกลุ่มแดงสยามจะอาสาเป็นแกนนำให้ระหว่างที่แกนนำ
กลุ่ม นปช. ถูกจับกุมคุมขัง

ทั้งนี้ นายสุรชัยกล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์การเมืองมาหลายเดือน ตนมีความเห็นว่า
ก่อนจะมีการพูดถึงการปรองดองกับรัฐบาลได้นั้น คนเสื้อแดงต้องหันกลับมาปรองดองกันก่อน
ไม่ใช่พอตนนำกลุ่มแดงสยามออกมาเคลื่อนไหวก็ร้องยี้ มาหาว่าแดงสยามเป็นพวกล้มเจ้า ชอบปฏิวัติ
ใช้ความรุนแรง ทั้งที่เห็นกันอยู่ว่าที่พาคนไปบาดเจ็บล้มตายเป็นฝ่ายสามเกลอทั้งนั้น ไม่ใช่แดงสยาม
อีกทั้งตนก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็นคนเสื้อแดง เป็น นปก.มาตั้งแต่ก่อตั้ง

นายสุรชัยกล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันอยากเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่าการปรองดองของคนในชาติจะเกิดขึ้นได้
ต่อเมื่อรัฐบาลเปลี่ยนผู้นำ จึงจะมีความเป็นไปได้ ซึ่งการปรองดองไม่ใช่การปรองดองเพียงฝ่ายเดียว
แต่ต้องเป็นการปรองดองกับคู่กรณี และคู่ขัดแย้งหลักของสังคม ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
และเปิดการเจรจาปรองดองกับคนเสื้อแดงอย่างแท้จริง ความขัดแย้งของประเทศควรจะจบลงด้วยการเป็น
รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ ที่ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง และออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับทุกฝ่าย
เพื่อเป็นไปด้วยความสงบสุข

ช่วงเย็นวันเดียวกัน น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล หรือ น้องเดียร์ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์ทางไกล
จากประเทศอินโดนีเซีย เกี่ยวกับเรื่องที่นายจักรชลัช หรือพล คงสุวรรณ ลูกน้องคนสนิทของ
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงจับตัวได้ เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา
โดยเจ้าหน้าที่ได้ออกมา เปิดเผยว่านายจักรชลัช ยอมรับว่าได้ใช้อาวุธยิงใส่กลุ่มทหารและประชาชน
และรู้ว่าใครบ้างที่เป็นผู้สนับสนุนการเงินให้กับ เสธ.แดง ใช้จ่ายในการก่อวินาศกรรมช่วงการชุมนุมของ
กลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อครั้งที่ผ่าน มาว่า ยอมรับว่าตนรู้จักนายจักรชลัชจริง เพราะเป็นคนขับรถคนสนิทของพ่อ

แต่เรื่องที่จะเป็นคนควบคุมบัญชีเรื่องการเงินให้พ่อ จนสามารถล่วงรู้ว่าใครบ้างเป็นคนสนับสนุนเรื่องเงิน
ให้กับพ่อเพื่อก่อ วินาศกรรมกับคนไทยด้วยกันเองนั้น ตนไม่เชื่อ อยากให้ฟังจากปากของนายจักรชลัชเอง
ไม่ใช่ฟังจากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ ซึ่งถ้านายจักรชลัชให้การว่าไม่ได้พูดเช่นนั้น คือไม่ได้พูดว่าพ่อรับเงิน
จากคนอื่นมาก่อการร้าย ตนคงจะต้องออกมาฟ้องร้องต่อเจ้าหน้าที่ที่ให้ข่าวจนชื่อเสียงของพ่อได้รับ
ความเสียหาย จะได้จบเรื่องกันไปเสียที

เมื่อถามถึงเรื่องพรรคขัตติ ยะธรรม น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า เรื่องทางพรรคตอนนี้ถือว่าไปได้ดี และเมื่อกลับจาก
ประเทศอินโดนีเซียแล้ว ในวันที่ 21 ส.ค. จะเดินทางไปที่ จ.ชลบุรี เพื่อพบสมาชิกพรรค และหารือถึง
แนวทางการทำงานของพรรค จากนั้นในวันที่ 22 ส.ค. ตนและญาติๆ จะจัดงานทำบุญ 100 วันให้กับพ่อ
ที่วัดใน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

* โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
* 15 สิงหาคม 2553, 02:12 น.

http://www.thairath.co.th/column/oversea/worldsky/104209

จะส่งผู้นำไทยไปขึ้นศาลระหว่างประเทศ?
18 สิงหาคม 2553, 05:00 น.

ไปบรรยายที่ไหน คำถามของท่านผู้ฟังส่วนใหญ่แตกต่างจากคำถามเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมามาก
คำถามเดี๋ยวนี้มีแต่ความดุดัน แดกดัน ต้องการฟาดฟันพวกของสีตรงข้ามอย่างขาดสติ
นั่งนึกถึงความเป็นไปของผู้คนชนในชาติแล้วก็ให้เสียดายมาก แทนที่จะเป็นชาติพุ่งกระฉูด
ส่งตูดจัมโบ้เหมือนในอดีต เรากลับเป็นชาติที่มีสองบุคลิกภาพ บุคลิกภาพแรก ผู้คนส่วนใหญ่
ในประเทศหงอยเหงาเศร้าใจ ไม่รู้อนาคตของตนและครอบครัวว่าจะเป็นเช่นใด บุคลิกภาพที่สอง
คือความก้าวร้าวรุนแรง ขาดสติ

คำถามที่นิติภูมิได้ รับจากการออกไปบรรยายซึ่งถามถี่มากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ
ในอนาคตจะเอาผู้นำที่ฆ่าประชาชนคนบริสุทธิ์มารับโทษได้อย่างไร? ผมให้ความเห็นว่า
ขณะที่ผู้กระทำมีอำนาจบาตรใหญ่ ท่านทำอะไรไม่ได้มาก อย่าดิ้นรนไปให้เสียเวลา
การดิ้นรนจะยิ่งนำทำความแตกแยกภายในชาติของเราให้มีมากขึ้น รุนแรงขึ้น

หาก ต้องการทวงถามตามความยุติธรรมให้ผู้ตายวายชนม์ กรุณาอย่าไปตะโกนปาวๆ หรือทำบ้าบอ
คอแตกอะไร วิธีที่ดีที่สุดก็คือ รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆไว้ให้ได้มากเท่าที่จะมากได้ เมื่อคณะผู้นำ
ชุดนี้ไม่มีอำนาจแล้ว ท่านถึงค่อยไปใช้วิธีเดียวกับที่มีการจัดการกับอดีตประธานาธิบดี สลอบอดัน มีโลเซวิช

ต่อไปภายหน้า รัฐบาลใหม่อาจจะนำหลักฐานไปฟ้องร้องอดีตผู้นำของไทยต่อศาลอาชญากรรม
ระหว่างประเทศ ในความผิดฐานก่ออาชญากรรมต่อประชาชนในดินแดนของราชอาณาจักรไทย
แทนที่ท่านจะไปตะโกนเย้วๆ ปาวๆ ผมว่า ท่านน่าจะสงบ และตั้งกลุ่มศึกษาความเป็นไปได้ในการฟ้องร้อง
ของคดีสังหารหมู่ คดีการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ คดีทำร้ายพลเรือน ฯลฯ อะไรพวกนี้จะดีกว่า

ท่าน ควรจะตั้งทีมศึกษากรณีที่นายแพทย์ ราโดแวน คาราดซิค อดีตประธานาธิบดีของสาธารณรัฐเซอร์เบีย
โดนศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศฟ้องเมื่อ 24 กรกฎาคม 2538 ในฐานะผู้นำที่ต้องมีความรับผิดชอบ
ต่อการฆ่าคนมุสลิมจำนวนมากในบอสเนีย

ใน วันเวลานาทีเดียวกันกับที่ฟ้องนายแพทย์คาราดซิค ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศก็ฟ้อง
นายแรทโค มลาดิค อดีตผู้บัญชาการกองกำลังบอสเนีย-เซิร์บ ผู้ต้องมีความรับผิดชอบต่อการฆ่าประชาชน
ที่เมืองซรีเบร็นนิกาด้วย

หน้าที่ ที่จะชี้ว่า ผู้นำประเทศคนใดคนหนึ่ง หรือคณะผู้นำประเทศคณะใดคณะหนึ่ง มีความผิดฐานก่ออาชญากรรม
ต่อประชาชนในดินแดนของตนเองนั้นหรือไม่ เป็นเรื่องของศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ ที่เรียกกันว่า
International Criminal Court หรือ ICC โดยศาลจะเป็นฝ่ายพิจารณาในเบื้องต้นว่า อ้า กรณีนี้เป็น
Crime against humanity หรือเป็นการก่ออาชญากรรมต่อความเป็นมนุษย์หรือเปล่า

ศาลอาชญากรรม ระหว่างประเทศอาจจะพิจารณาว่า การฆ่ากันที่ผ่านมาเป็นเรื่องภายในของ
ราชอาณาจักรไทย ที่สาธารณประเทศไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวดองหนองยุ่งด้วยได้ และศาลก็อาจจะถือว่า
การสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำใน ประเทศต่างๆทั่วโลก
ก็อาจจะเป็นไปได้

ย้อนกลับไปในกรณีของนายสลอบ อดัน มีโลเซวิช เมื่อหมดบารมี หมดอำนาจแล้ว
แกก็ถูกรัฐบาลเซอร์เบียสั่งให้คุมตัวและเอาไปขังไว้เมื่อ 1 เมษายน 2544 เพื่อรอการดำเนินคดี
ภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน ก็มีการส่งตัวแกไปขังไว้ในห้องขนาด 3 คูณ 5 เมตร ที่ศาลอาชญากรรม
สงครามระหว่างประเทศ แกโดนส่งไปขึ้นศาลในครั้งนี้ด้วยข้อหาที่ว่า กองทัพเซอร์เบียฆ่าคนตายในระหว่าง
ความขัดแย้งที่เมืองโคโซโว ในขณะที่แกเป็นประธานาธิบดี และบั้นปลายท้ายต่อมา ก็มีคดีที่ฟ้องร้องแก
เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถึง 66 คดี โดยแต่ละคดีมีโทษจำคุกตลอดชีวิตทั้งนั้น

ยังไม่ทันมีการพิจารณาคดี มีโลเซวิชก็ตายกลายเป็นผีอยู่ในคุกด้วยอาการหัวใจล้มเหลว
วันที่เอาศพของมีโลเซวิชไปฝังในแผ่นดินเซอร์เบีย ไม่มีเงาของเมียและลูก เพราะขืนโผล่มาเมื่อไร
รัฐบาลใหม่ของเซอร์เบียจะจับทันที

ยังมีผู้นำอีกมากมายหลายคนที่ก่อกรรมทำเข็ญไว้ในระหว่างมีอำนาจ เมื่อหมดอำนาจแล้ว
ก็ไม่สามารถเดินลงไปใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาสามัญได้

อย่าง นายกรัฐมนตรีผู้ที่ดำรงตำแหน่งผู้นำในห้วงช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้ง รุนแรง
หมดอำนาจลงเมื่อใด ท่านคงจะไปเดินดินกินข้าวแกงข้างทางอย่างเมื่อก่อนนั้นคงลำบาก

บาง คนโมโหโกรธาประกาศว่า ไม่อยากอยู่ร่วมประเทศกับพวกสองมาตรฐานอีก ผมขอเรียนถามท่านว่า
ถ้าไม่อยู่ด้วยกันแล้ว ท่านจะทำยังไง? แบ่งแผ่นดินออกไปตั้งเป็นประเทศใหม่หรือ? ผู้คนส่วนใหญ่
ในประเทศนี้คงไม่ยอมแน่

ผมต้องตอบคำถามเรื่องแยก ประเทศนี่บ่อยๆ โดยผมตอบว่าเป็นไปไม่ได้เลย ประเทศเล็ก
ชาติน้อยนั้น ขาดอำนาจในการต่อรองในเวทีระหว่างประเทศ สู้อยู่กันเป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้น
เป็นชาติขนาดใหญ่อย่างนี้ดีกว่า

ส่วนปัญหาที่เกิด ก็ต้องช่วยกันแก้

แก้ไขให้ความยุติธรรมอุบัติขึ้นในแผ่นดินไทยให้จงได้.

นิติภูมิ นวรัตน์

http://www.thairath.co.th/content/region/104481











แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Fri Aug 20, 2010 10:32 am, ทั้งหมด 6 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Tue Aug 17, 2010 9:11 pm


Photobucket


Photobucket


Photobucket


Photobucket


Photobucket


Photobucket


Photobucket


Photobucket


Photobucket


Photobucket


Photobucket


Photobucket


Photobucket


Photobucket


Photobucket


Photobucket


Photobucket




http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1282127017&grpid=&catid=06
วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 17:22:33 น. มติชนออนไลน์

สหรัฐสุดทน หนุนยูเอ็นตั้งกรรมการไต่สวนพม่าข้อหาเป็นอาชญากรรมสงคราม

"นิวยอร์ก โพสต์"รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีบารัก โอบามา
ได้ตัดสินใจที่จะสนับสนุนให้สหประชาชาติจัดตั้งคณะกรรมการไต่สวนรัฐบาลพม่า ในข้อหาเป็น
อาชญากรรมสงคราม โดยเฉพาะกรณีเหตุการณ์ปราบปรามเลือดนองต่อชนกลุ่มน้อยและผู้มีความคิดเห็น
ตรงข้ามกับรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะมุ่งต่อเหล่าผู้นำพม่า โดยเฉพาะพลเอกตาน ฉ่วย โดยคณะกรรมการ
ดังกล่าว คาดว่าจะถูกตั้งขึ้นโดยตรงจากนายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ หรือจากคณะมนตรี
ความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แม้ว่าจีน ซึ่งเป็นชาติพันธมิตรพม่า น่าจะใช้สิทธิวีโต้คัดค้านก็ตาม

รายงานระบุว่า ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากรัฐบาลสหรัฐไม่ประสบความสำเร็จกับแนวทางเกี่ยวข้อง
เชิงสร้างสรรค์กับพม่า แม้จะเคยส่งทูตระดับสูงไปหารือกับรัฐบาลพม่า แต่ถูกรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า
ปฎิเสธกลับมา นอกจากนี้ รัฐบาลพม่ายังคงกฎเกณฑ์จำกัดเข้มงวดต่อการหาเสียงในการเลือกตั้ง
ที่จะมีขึ้น ด้วย

http://www.sarakadee.com/feature/2000/04/100y_pridi2.htm

นายปรีดีหลบหนีไปอยู่กับทหารเรือ ในฐานทัพเรือสัตหีบ และด้วยความช่วยเหลือ
ของทูตอังกฤษ และทูตอเมริกา จึงหนีไปยังสิงคโปร์ได้ ในเวลานั้นนายปรีดีไม่มีเงินติดตัว
แม้แต่บาทเดียว ต้องยืมเงินจากกัปตันเรือน้ำมันที่โดยสาร และเดินทางต่อไปยังประเทศจีน
ซึ่งเป็นช่วงที่ประธานาธิบดีเจียงไคเช็ค ปกครองประเทศอยู่ แต่แรกนายปรีดีตั้งใจจะลี้ภัย
ไปยังเม็กซิโก โดยเดินทางผ่านสหรัฐอเมริกา แต่ขณะที่นายปรีดีกำลังจะยื่นหนังสือเดินทาง
ให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของจีน เจ้าหน้าที่ซีไอเอได้ตรงเข้ามากระชากหนังสือเดินทาง
และขีดฆ่าวีซ่าอเมริกา ที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำกรุงลอนดอนเป็นผู้ออกให้
อันเป็นการพิสูจน์ว่า มหามิตรอเมริกาซึ่งเคยมอบเหรียญอิสริยาภรณ์สดุดี นายปรีดี
ได้กระโจนเข้าอยู่ฝ่ายรัฐประหารทันที เพื่อผลประโยชน์ของตน
เหตุการณ์นั้น
ทำให้นายปรีดีไม่คิดจะลี้ภัยทางการเมือง ไปยังสหรัฐฯ อีกเลย

http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t721-50.htm





http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index.php?option=com_content&task=view&id=509&Itemid=3



http://belsec.skynetblogs.be/archive/2010/07/06/rtbf-is-hacked-by-iranian-hackers.html
http://www.purgatory.net.tf/

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Fri Aug 20, 2010 12:44 pm

Arrow เรื่องไม่ลับ ...กรณีอัยการสั่งไม่ฟ้อง=ปล่อย ผู้ค้าอาวุธสงคราม ??



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1282278759&grpid=02


ส่งกลับมะกัน วิกเตอร์ บูท ผู้ต้องหาค้าอาวุธสงครามชาวรัสเซียถูกนำตัวมายังศาลอาญา
รับฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่อัยการฝ่ายคดีต่างประเทศยื่นคำร้องขอนำตัว
กลับไปดำเนินคดีที่สหรัฐ วันที่ 20 ส.ค.โดยศาลอุทธรณ์ตัดสินให้ส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่สหรัฐ

วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 11:32:21 น. มติชนออนไลน์

ศาลอุทธรณ์กลับคำตัดสินส่ง"วิกเตอร์ บูท"กลับไปดำเนินคดีที่สหรัฐ

เมื่อวันที่ 09.30น. วันที่ 20 สิงหาคม ที่ศาลอาญารัชดา นายวิกเตอร์ บูท สัญชาติรัสเซีย อดีตเคจีบี
ผู้ต้องหาค้าอาวุธสงครามระดับโลก เดินทางมาตามนัดของศาลอาญา เพื่อรับฟังการอ่านคำพิพากษา
ศาลอุทธรณ์ ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศ เป็นโจทก์ยื่นคำร้องขอส่งตัวนายวิคเตอร์
กลับไปดำเนินคดีที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

โดยจำเลยมีพฤติกรรมขายอาวุธสงคราม เครื่องบินรบ จรวดขีปนาวุธ จรวดมิสไซล์ ปืนไรเฟิล
รายใหญ่ที่สุดของโลก และนำไปจำหน่ายให้กับ ขบวนการฟาร์ก ที่ผลิตยาเสพติดโคเคน
และนำเงินจากการจำหน่ายยาเสพติดไปซื้ออาวุธจากจำเลย เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลโคลอมเบีย
และโจมตีพลเมืองและทรัพย์สินของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทางการสหรัฐฯ ได้รวบรวม
หลักฐานและยื่นฟ้องต่อศาลเซาท์เทิร์น ดิสตริก นครนิวยอร์ก แล้ว

สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง เนื่องจากศาลเห็นว่าข้อกล่าวหาของโจทก์ที่อ้างว่า
จำเลยร่วมมือกับขบวนการ ฟาร์กโจมตีเจ้าหน้าที่พลเรือนและทรัพย์สินของสหรัฐอเมริกานั้น
เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ อีกทั้งพยานโจทก์ไม่ได้เบิกความยืนยันว่า การที่จำเลยค้าอาวุธจำนวนมาก
ซึ่งปกติเพียงคนเดียวไม่น่าจะทำได้ หากไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจากทางการรัสเซีย

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง แต่นายวิคเตอร์ ยังถูกขังไว้ระหว่างอุทธรณ์

ล่าสุด ศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษากลับคำพิพากษา ให้ส่งตัว นายวิกเตอร์ บูท ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน
กลับไปดำเนินคดีที่สหรัฐ ภายใน 3 เดือน

http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t671-50.htm

หลักฐานชี้ อาวุธโสมแดงที่ถูกไทยยึดเตรียมขนส่งให้อิหร่าน


21 ธันวาคม 2552 12:28 น.

แผนภาพแสดงเส้นทางการบินของเครื่องบินอิลยุชิน-76 ที่ถูกจับได้ว่า
ลักลอบขนอาวุธสงครามมาจากเกาหลีเหนือ



Bout, whose U.S. assets were frozen by the Treasury Department,
continues to provide various contractor services in Iraq and is considered
by Condoleezza Rice to be out-of-bounds for U.S. law enforcement authorities.
When she was National Security Adviser, Rice pre-empted an attempt by Sharjah,
United Arab Emirates authorities to arrest Bout. To U.S. law enforcement and
intelligence agencies,


Rice was very clear when it comes to Bout:
"Look, but don't touch" was her direct order to the CIA and FBI.


ทำไมต้องมาจับที่เมืองไทย
บูท ก็ทำงานให้ CIA

สงครามกำลังจะมาในไม่ช้่า

เลือกข้างผิดถึงขั้นสิ้นชาติ
โชคดี มีชีวิตรอดทุกคน

ประวัติศาสตร์จะบันทึกไว้ว่า
ผู้ใหญ่รุ่นนี้ ทำให้สิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน


"ปณิธาน"มึนไม่รู้สหรัฐถอนฟ้องคดี“วิกเตอร์ บูท”

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม 2553

คมชัดลึก :ทนาย" วิคเตอร์"ปฏิเสธไม่รู้กำหนดวันส่งตัวให้มะกัน กองปราบจัดคอมมานโดดูแล
ความปลอดภัยเครื่องบินมะกันที่มารับวิคเตอร์กลับ “อธิบดีอัยการต่างประเทศ” ปัดบอกวันส่งตัว
บอกเป็นความลับเพื่อความปลอดภัย ขณะที่สหรัฐ เดินหน้าประสานรับตัวกลับดำเนินคดี
"ชวนนท์"เชื่อไม่กระทบสัมพันธ์ "สหรัฐฯ-รัสเซีย"

(24ส.ค.) ความคืบหน้ากรณีศาลพิพากษาให้ส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท ชาวรัสเซีย เจ้าของฉายา
พ่อค้าแห่งความตาย เป็นผู้ร้ายข้ามแดนคดีค้าอาวุธสงครามระดับโลกไปดำเนินคดีที่ประเทศสหรัฐ
อเมริกา นายลักษณ์ นิติวัฒนวิจารณ์ ทนายความของนายวิคเตอร์กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ตนยังไม่ทราบ
กำหนดที่จะมีการส่งตัวนายวิคเตอร์ เช่นเดียวกับคำร้องที่จะถอนฟ้องข้อหาที่ยื่นมาใหม่
ที่ยังไม่ทราบว่ามีการยื่นต่อศาลแล้วหรือไม่ ขณะที่ตนในฐานะทนายความของนายวิคเตอร์
พยายามที่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

จัดคอมมานโดรปภ.เครื่องบินมะกันรับตัววิคเตอร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของกองปราบปรามได้รับคำสั่งให้จัดกำลังหน่วยคอมมานโดกองปราบปราม
อาวุธ ครบมือไปรักษาความปลอดภัยบริเวณจุดจอดเครื่องบินเจ็ท ขนาด 75 ที่นั่งภายในลานจอดเครื่องบิน
กองบิน 6 กองทัพอากาศ ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐจำนวนหนึ่งได้เดินทางมาพร้อมกับเครื่องบินลำดังกล่าว
เพื่อรับตัวนายวิเตอร์กลับไป โดยมีรายงานว่าจะมีการนำตัวนายวิเตอร์ออกจากเรือนจำไปขึ้นเครื่องบิน
ในช่วง เช้าวันที่ 25 ส.ค.นี้

สื่อเทศตีข่าวส่งตัววิคเตอร์พรุ่งนี้เร่งหาทนายแก้ต่าง

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานอ้างการเปิดเผยของ พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รักษาราชการแทนผู้บังคับการ
กองปราบปรามว่า ไทยจะส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท ไปดำเนินคดีข้อหาก่อการร้ายที่สหรัฐฯในวันพุธ
แม้เผชิญเสียงทัดทานอย่างแข็งกร้าวจากรัฐบาลรัสเซีย พ.ต.อ.สุพิศาล กล่าวว่า จะจัดหน่วยคอมมานโด
50 นาย คุ้มกันนายบูท จากเรือนจำบางขวางไปยังเครื่องบินส่วนตัวของสหรัฐฯที่จอดรออยู่ที่ท่าอากาศยาน
ดอนเมือง แต่ไม่อาจเปิดเผยเวลาและเส้นทางได้เพราะเป็นความลับสุดยอด

ด้านสื่อรัสเซีย เวบไซต์ เดอะมอสโคว์นิวส์ รายงานว่า ข่าวนี้กำลังสร้างความสับสนอย่างยิ่ง
เพราะจากคดีและประเด็นทางกฎหมายที่ซับซ้อนหลายอย่างได้บ่งชี้ไปในทางที่ว่า บูทไม่น่าจะถูกส่งตัว
ออกจากประเทศไทยได้ในเร็ววัน โดยเฉพาะการที่บูทจะต้องเผชิญกับการสอบสวนในข้อหายักยอกและ
ฟอกเงินที่สหรัฐฯ ได้ยื่นฟ้องบูทไว้เพิ่มเติม และศาลอาญาของไทยก็ได้กำหนดวันพิจารณาคดีไว้แล้วคือ
4 ตุลาคม ดังนั้น ก็น่าจะเป็นเรื่องยากที่การส่งตัวบูทจะเกิดขึ้นได้ภายใน 90 วันตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วาง
กรอบเวลาไว้ อย่างไรก็ตาม มีรายงานก่อนหน้านี้ว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ
ซึ่งกังวลว่าบูทจะได้รับการปล่อยตัว เป็นอิสระหลังพ้นกรอบเวลา 90 วัน
ได้ขอให้ศาลไทยยกฟ้องข้อหาใหม่ดังกล่าว
เพื่อเร่งกระบวนการส่งตัวให้เร็วขึ้น


อย่างไรก็ตาม ล่าสุด สำนักข่าวอินเตอร์แฟกส์ รายงานอ้างแหล่งข่าวการทูตระดับสูงว่า การส่งตัวนายบูท
จะมีขึ้นในวันพุธ เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก และได้อ้างการเปิดเผยของทนายคนหนึ่งของบูทว่า
กำลังเร่งหาตัวทนายสหรัฐฯมาแก้ต่างให้กับลูกความ ทันทีที่มีการส่งมอบตัวเกิดขึ้น

รัฐบาลรัสเซียแถลงภายหลังทราบคำตัดสินของศาลอุทธรณ์เมื่อวันศุกร์ว่า จะทำทุกวิถีทางเพื่อนำตัว
นายบูทกลับรัสเซีย และวิจารณ์ว่าคำตัดสินคดีนี้ มีแรงจูงใจทางการเมือง

ทั้งนี้ บูท อดีตนักบินกองทัพอากาศรัสเซียวัย 43 ปี จะเผชิญกับโทษจำคุกตลอดชีวิตหากถูกตัดสิน
กระทำความผิดในหลายข้อหาในการ ดำเนินคดีที่สหรัฐฯ รวมทั้งข้อหาคบคิดสังหารชาวอเมริกัน
และจัดหาอาวุธให้องค์กรก่อการร้ายต่างชาติ

"ปณิธาน"มึนไม่รู้สหรัฐถอนฟ้องคดี“วิกเตอร์ บูท”

เมื่อเวลา 19.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการส่งตัวนายวิกเตอร์ว่า เข้าใจว่ากรมราชทัณฑ์
ยังควบคุมตัวนายวิกเตอร์อยู่ เพราะยังไม่ได้ถอนคำร้องคดีที่ 2 คือ คดีฟอกเงิน ละทางอัยการสูงสุด
ก็ยังไม่ได้รับคำร้องที่จะรับคดีดังกล่าว ดังนั้นกรมราชทัณฑ์ก็ยังมีหน้าที่ควบคุมตัวอยู่ แต่หากมีการ
ถอนคำร้องในคดีที่ 2 ออกมาเมื่อไร ก็จะต้องมีการดำเนินการทางเอกสาร ซึ่งคงต้องใช้เวลาบ้าง
และขึ้นอยู่กับสนธิสัญญาระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐฯ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คดีนี้ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการของศาล เมื่อมีการถอนคำร้อง
ก็สามารถยุติกระบวนการได้ ซึ่งส่วนตัวคิดว่า 1-2 วันน่าจะมีการยื่นเรื่องเพื่อถอนคำร้องดังกล่าว
และถ้ามีการยื่นถอนคำร้องก็ต้องมีขั้นตอนของเอกสาร ซึ่งจะมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ
อัยการสูงสุด ฝ่ายคดีการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กรมราชทัณฑ์ และตำรวจ
แต่ขณะนี้ทั้งหมดยังไม่มีขั้นตอนดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข่าวว่าทางสหรัฐฯส่งเครื่องบินมารอรับนายวิกเตอร์ ที่สนามบินดอนเมือง ข้อเท็จจริง
เป็นอย่างไร และทางการข่าวมีรายงานเข้ามาหรือไม่ นายปณิธาน กล่าวว่า ยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ
และเครื่องบินที่เข้ามายังสนามบินดอนเมือง ขึ้นลงแบบเช่าเหมาลำ ดังนั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
แต่หากเป็นเรื่องของการเตรียมการก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ

"อธิบดีอัยการต่างประเทศ”ปัดบอกวันส่งตัว"วิคเตอร์"

นายศิริศักดิ์ ติยะพรรณ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ กล่าวถึงกระบวนการส่ง นายวิคเตอร์ว่า
ภายหลังศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งขังนายวิคเตอร์ เพื่อรอการส่งตัว อัยการสำนักงานต่างประเทศ ได้ทำหน้าที่
เป็นตัวกลาง แจ้งผลคำสั่งไปยังกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมราชทัณฑ์
และกระทรวงมหาดไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ขณะที่ทางการสหรัฐฯ ได้พยายามดำเนินการ
ในการนำตัวนายวิคเตอร์ กลับไปดำเนินคดีตามคำสั่งเช่นกัน

“ส่วนที่ประเทศสหรัฐจะรับตัวนายวิคเตอร์ กลับไปอย่างไร เมื่อใดนั้น เป็นความลับ ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้
เนื่องจากเป็นเรื่องของความปลอดภัย อัยการมีหน้าที่เป็นเพียงตัวกลางที่เป็นฝ่ายประสานให้แก่ทางการสหรัฐฯ
และกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น โดยมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นหน้าด่านที่ดำเนินการ และยืนยันว่า
เรื่องจะรับกลับไปเมื่อใดนั้น ผมไม่ทราบจริงๆ ” นายศิริศักดิ์ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ กล่าว

นอกจากนี้ นายศิริศักดิ์ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ ยังคงปฏิเสธที่จะตอบคำถามการยื่นคำร้อง
ถอนฟ้องนายวิคเตอร์เพิ่มอีก 6 ข้อหา

"ชวนนท์"เชื่อ ไม่กระทบสัมพันธ์ "สหรัฐฯ-รัสเซีย"


นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า
ยังรอจดหมายผลการตัดสินจากอัยการ ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ส่งหนังสือไปยังอัยการของสหรัฐฯ
เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากันแล้ว แต่ยังรอดูท่าทีมหาอำนาจทั้งสองประเทศต่อไป

"ไทยโชคร้ายที่เข้ามาพัวพันในความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศ ทางออกที่ดีที่สุดคือรัฐบาลไทย
ต้องยึดถือหลักกฏหมาย และยืนยันว่าอำนาจตุลาการและอำนาจบริหารไม่เกี่ยวข้องกัน
ด้านเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงมอสโค ชี้แจ้งกับกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียแล้ว
แม้ทางการรัสเซียยังแสดงความไม่สบายใจ แต่เชื่อว่าหากเราปฏิบัติตามหลัก
กฏหมายอย่างเคร่งครัด รัสเซียย่อมเข้าใจและไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ
"
นายชวนนท์ กล่าว

http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-100.htm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1237510824&grpid=03&catid=06
วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552 เวลา 07:59:36 น. มติชนออนไลน์

รัสเซียประณามสื่อไทย-เทศ โทษ"วิคเตอร์ บูท"อาชญากร
สำนักข่าวต่างประเทศ

รายงานโดยอ้างคำแถลงของนายอังเดร เนสเตเรนโก โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย
เมื่อวันที่ 19 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่น โดยประณามสื่อต่างๆ ที่พากันนำเสนอข่าวนายวิคเตอร์
อนาโตลเจวิช บูท อดีตเคจีบี ผู้ต้องหาค้าอาวุธสงครามระดับโลก ชาวรัสเซีย ซึ่งถูกจับกุม
และดำเนินคดีในประเทศไทย

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวว่า นายบูทซึ่งยังถูกวินิจฉัยไปล่วงหน้าแล้วว่า
เป็นอาชญากร จากบทความต่างๆ ตามหน้าสื่อของไทย และสื่อต่างชาติ ทั้งที่ศาลยังไม่ได้ตัดสิน
เขากล่าวด้วยว่า การรายงานข่าวลักษณะนี้เป็นการยั่วยุอย่างเห็นได้ชัด, และนำไปสู่เป้าหมายของ
การย้ายคดีของนายบูทจากขอบเขตของกฎหมายไปเป็นเรื่อง การเมือง,
เข้ามามีอิทธิพลต่อ กระบวนการของศาล และก่อให้เกิดความตึงเครียดใหม่ๆ
ในความสัมพันธ์รัสเซีย-ไทย และรัสเซีย-สหรัฐ


แหกเนตรดูชาวบ้านเขาบ้าง
อย่าเลียก้นอเมริกาให้มากนัก
พูดเองเออเอง เวรกรรมประเทศไทย


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1257939413&grpid=03&catid=
วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 18:36:15 น.
มติชนออนไลน์

"จตุพร"เทียบเขมรไม่ส่งตัว"แม้ว"คืนเหมือนไทยไม่ส่งผู้ก่อการร้ายให้สหรัฐ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดงกล่าวเมื่อวันที่ 11 พ.ย. ว่า
ตนได้รับเอกสารจากกรมอเมริกาและแปซิฟิคใต้ ถึงกรณีที่รัฐบาลไทย
ปฏิเสธการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้สหรัฐอเมริกา โดยทางการสหรัฐ ได้ทำหนังสือขอตัว นายวิคเตอร์ บูธ
ผู้ต้องหาคดีจัดหาอาวุธ ให้ผู้ก่อการร้ายชาวโคลัมเบีย สัญชาติรัสเชีย ซึ่งมีชื่ออยู่ในแบล็คลิสต์ของสหรัฐฯ
แต่ทางการไทยไม่ส่งตัวให้ เนื่องจากศาลอาญาของไทยพิพากษาในปี 2552 นี้ ว่า เป็นคดีการเมือง
จึงไม่จำเป็นต้องส่งให้ตามข้อ 3 ของสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ให้การยกเว้นคดีการเมืองเอาไว้
โดยเหตุนี้ทำให้ทางการสหรัฐอเมริกาไม่พอใจมาก แต่เมื่อนำมาเทียบเคียงกับกรณีการขอพ.ต.ท.ทักษิณ
จากทางการกัมพูชาก็จะเห็นได้ว่ากัมพูชามีสิทธิ์ที่จะเห็นว่า เป็นคดีการเมืองและที่สำคัญ คือ
แม้จะไทยไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนคดีผู้ก่อการร้ายให้ทางการสหรัฐฯ ก็ไม่จำเป็นถึงขนาดจะต้องเรียก
เอกอัครราชฑูตสหรัฐกลับประเทศเหมือนที่รัฐบาล ไทยดำเนินการกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ กับกัมพูชา

Arrow ผู้ก่อการร้าย ที่ชื่อทักษิณ...

http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t721-25.htm

http://www.thaipost.net/news/160310/19408

อเมริกาดักฟังแม้วสั่งป่วน

16 มีนาคม 2553 - 00:00

สะพัด! สหรัฐแจ้งเตือนไทย หลังดักฟัง น.ช.ทักษิณสั่งเตรียมก่อวินาศกรรมกรุงเทพฯ
ขณะเดินทางไปมอนเตเนโกร เล็งขึ้นแบล็กลิสต์เป็นบุคคลไม่พึงประสงค์
ชี้ถือเป็นพฤติกรรมก่อการร้ายแล้ว

แหล่งข่าวด้านความมั่นคง เปิดเผยว่า ทางการประเทศสหรัฐอเมริกา
มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการก่อการร้ายให้แก่ประเทศสมาชิกที่เป็นภาคีแลกเปลี่ยน
ข่าวกรององค์การสหประชาชาติ
จำนวน 190 ประเทศ พบว่า
มีการดักฟังโทรศัพท์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะเดินทางไปยัง ประเทศมอนเตเนโกร ว่า
มีการสั่งการเตรียมวางแผนการก่อวินาศกรรมในกรุงเทพฯ ตามการอ้างอิงของเครือข่าย
ภาคีข่าวกรององค์การสหประชาชาติ แต่ในกรณีนี้อาจจะเป็นเพียงการแจ้งเตือนมายังไทย
และขึ้นแบล็กลิสต์เป็นบุคคลไม่พึงประสงค์สำหรับประเทศเขา

แหล่งข่าวระบุว่า ตามหลักแล้วไทยมีความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้าย มีกฎหมายที่เรียกว่า
แพทริออต แอคต์ (The USA Patriot Act) หรือ กฎหมายโฮมแลนด์ (Homeland Security)
ซึ่งระบุชัดเจนว่า พฤติกรรมใดที่เข้าข่ายการก่อการร้ายตามความเห็นชอบของสภาสูงสหรัฐอเมริกา
ภายหลังเกิดเหตุการณ์ 911 หรือเหตุการณ์วินาศกรรมวันที่ 11 กันยายน ซึ่งมีเหตุการณ์
คล้ายกับที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้

"การเข้าข่ายการก่อการร้ายนั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ให้ถือว่าการวางแผนเตรียมการ
หรือโทรศัพท์พูดคุย ส่งอีเมล ก็ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายการก่อการร้ายแล้ว
ซึ่งในกฎหมายดังกล่าวมีการระบุคำจำกัดความ"

แหล่งข่าวเผยอีกว่า ทางสหรัฐอเมริกามีหน่วยงานด้านข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ
ในการดักฟังวิเคราะห์ข่าวกรองต่างๆ และแบ่งปันให้มิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดี
และครั้งนี้ ถือเป็นการแจ้งเตือนเหตุซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ด้านการข่าวเป็นการ
ต่างตอบแทน อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ยืนยันได้ยากว่า มีภาวการณ์ดังนั้นหรือไม่
แต่ถือเป็นมารยาทของประเทศที่ได้รับข้อมูลด้านการข่าวที่ต้องรับฟังไว้

"ในทางปฏิบัติหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริง การที่เขาแจ้งเตือนมานั้นก็เป็นการให้เราระวังตัว
ถ้าเราไม่รับฟังเขาก็จะไม่มีการแจ้งเตือนมาอีกและถ้าเกิดเหตุขึ้นจริงก็จะทำให้สถานการณ์อยู่ใน
ภาวะควบคุมได้ยาก ทั้งนี้ เป็นไปในลักษณะปฏิเสธ หรือยืนยัน (ดีไนน์ ออร์ คอนเฟิร์ม)"
แหล่งข่าวชี้แจงลักษณะการพึ่งพิงด้านข่าวกรองระดับนานาชาติ.

http://www.thairath.co.th/column/life/people/71395

เกี่ยวกับ "ทักษิณ" สั่งการทางโทรศัพท์จากนอกประเทศ ให้ ก่อวินาศกรรมในประเทศไทย
จากการ ดักฟังโทรศัพท์ "ทักษิณ" ของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ แนะม็อบเสื้อแดง
ได้เดินทางไปกดดัน สถานทูตอเมริกา ที่ถนนวิทยุ ให้แถลงชี้แจงนั้น............

มิเชล เทอร์เนอร์ โฆษกประจำสถานทูตสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธ
แต่ไม่มีข้อความใด กล่าวถึงกรณีกลุ่มแกนนำคนเสื้อแดง เรียกร้อง เรียกว่า ไม่รับ
และไม่ปฏิเสธ กรณีแทปโทรศัพท์ "ทักษิณ" สั่งก่อวินาศกรรม ว่างั้นเถอะ............


เรื่องนี้ มีข้อสังเกตจาก นักการทูต การไม่ปฏิเสธ
ถือเป็นน้ำหนัก "พยักหน้า" ไม่ใช่ "ส่ายหน้า"............


ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับ หน่วยแทปโทรศัพท์ของสหรัฐฯ
โซนเอเชีย ซึ่งมีศูนย์ใหญ่อยู่ที่ ฟิลิปปินส์ ยืนยันมีการแทปโทรศัพท์ "ทักษิณ" และพบว่า
มีการสั่งการให้ก่อวินาศกรรมในประเทศไทยและหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ได้แจ้งรัฐบาลไทย
พร้อมแจ้ง ฝ่ายทหารด้วย............

หน่วยดักฟังหรือหน่วยควบคุมการสื่อสารทั่วโลกของสหรัฐฯ มีชื่อว่า MSA (ที่ถูกควรจะเป็น NSA)
ซึ่งมีกระจายไปทั่วโลก นอกจากนี้ หน่วยข่าวกรอง ของ เยอรมนี ก็มีการเปิดเผยว่า
ติดตามความเคลื่อนไหว "ทักษิณ" อยู่เช่นกัน ลักษณะร่วมกับสหรัฐฯ โดยเยอรมนี
สันทันในย่านยุโรปตะวันออก ซึ่งมอนเตเนโกร ที่ "ทักษิณ" ไปอยู่นั้นเป็นรัฐเล็กๆ
ที่แยกออกมาจาก ยูโกสลาเวีย ยุโรปตะวันออกนั่นเอง............

ยิ่งกว่านั้น ในบทความของ นิวยอร์กไทม์ ยังมีใจความทำนองว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณา
ขึ้นบัญชีดำ "ทักษิณ" เพิ่มเข้าไปในฐานะ ผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ ซึ่งมีอยู่เป็นร้อย
ในบัญชีปัจจุบัน รวมทั้ง บินลาเดน ด้วย ข่าวนี้จริงหรือไม่จริงกาลเวลาจะให้คำตอบ............


ไทยรัฐออนไลน์

* โดย กระสุนทอง
* 19 มีนาคม 2553, 05:00 น.

เมียวิคเตอร์แถลงเผยสามีไม่มีเทบลับศิริโชค
วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม 2553


คมชัดลึก :จน ท.รัสเซียเขียนบทความเตือนคดีวิคเตอร์ บูทอาจกระทบสัมพันธ์รัสเซีย-สหรัฐ
นายกฯรอดูเหตุผล“วิคเตอร์ บูท”ขอช่วยค้านส่งตัวให้สหรัฐฯ ชี้ควรให้กระบวนการศาลจบก่อน
สั่ง กต.กล่อมรัสเซียต่อเนื่อง

(27ส.ค.) นางแอลล่า บูท ภรรยาของวิคเตอร์ บูท ที่ถูกตัดสินมีความผิดฐานะค้าอาวุธและให้ส่งตัว
ให้สหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ในนามของสามีว่า เขาต้องการให้เธอเปิดแถลงข่าวและเธอจะอ่าน
แถลงการณ์ บางทีอาจตอบคำถามบางคำถาม โดยเขาเป็นคนพูดให้เธอเขียนตามคำสั่ง ดังนั้น
นี่คือสิ่งที่เขากำลังพูด

บูทบอกว่า คดีที่เขากำลังเผชิญ เป็นปฏิบัติการของรัฐบาลสหรัฐ และหน่วยงานข่าวกรองสหรัฐ
คดีนี้ถูกกุขึ้น เขาไม่เคยค้าอาวุธ เขาไม่รู้ความลับทางราชการของรัสเซีย หรือความลับใด ๆ
ของผู้นำรัสเซีย สื่อมากมายบอกว่า เขาเป็นนักค้าอาวุธรายใหญ่ ข้อมูลที่โจมตีเขาเป็นข้อมูล
มาจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวกรองสหรัฐที่ไม่เปิด เผยชื่อ


บูทบอกว่า คดีนี้ ถูกกุขึ้น เขาไม่เคยค้าอาวุธ ธุรกิจการขนส่งทางอากาศ ได้หยุดไปตั้งแต่ปี 2001
หลังจากนั้นก็อยู่มอสโคว์มาตลอด เขาไม่เคยรับราชการในโมแซมบิค ส่วนการรายงานข่าว
เรื่องการมาพบของศิริโชค ไม่มีเทปหรือมีการบันทึกใด ๆ อยู่ในความครอบครองของภรรยาของเขา

บูท บอกว่า เขาไม่รู้เรื่องเทปใด ๆ ทั้งสิ้น เขาพบนายศิริโชค โสภาที่กรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 15 เมษายน
เขาแนะนำตัวเองว่าเป็น ส.ส. และเป็นผู้ช่วยนายกฯ เขาแสดงเอกสารของสื่อต่างประเทศ ที่เกี่ยวกับ
การลักลอบค้าอาวุธ และนายศิริโชค ได้ถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ
ได้ซื้ออาวุธเหล่านั้นให้พวกเสื้อแดงหรือไม่


บูทตอบเขาว่า ไม่อยากจะจินตนาการหรือคาดเดา และนายศิริโชคได้ขอคำแนะนำจากเขาว่าจะทำอย่างไร
ถึงจะจับกุมเครื่องบินของพ.ต.ท.ทักษิณได้ เขาตอบว่า มันเป็นเครื่องบินเจ็ตของสหรัฐ ควรไปถามสหรัฐเอาเอง
นายศิริโชคยังถามด้วยว่า มี KGB ในกรุงเทพฯกี่คน และพวกเขาทำอะไร ซึ่งเขาตอบว่า
ไม่รู้ เพราะ KGB หยุดปฏิบัติการไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ KGB เลย


เตือนคดีวิคเตออาจกระทบสัมพันธ์รัสเซีย-สหรัฐ

นายวลาดิเมียร์ โคซิน รองอธิบดีกรมสารนิเทศและสื่อมวลชน กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย
ได้เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ มอสโก ไทมส์ ฉบับวันที่ 26 ส.ค. โดยระบุว่า การส่งตัว
นายวิคเตอร์ บูท ไปดำเนินคดีในสหรัฐ อาจทำลายความสัมพันธ์ที่อบอุ่นระหว่างรัสเซียและสหรัฐ
เพราะความพยายามของสหรัฐที่จะดำเนินคดีกับนายบูทเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมและ ไม่เป็นมิตร

นอกจากนี้เขาระบุว่า บูทเป็นนักธุรกิจชาวรัสเซียที่รัฐบาลมอสโกให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
และการโฆษณาชวนเชื่อของสหรัฐในคดีของบูทอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ของสอง ประเทศ
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และส่งผลเสียต่อความพยายามของสหรัฐที่จะเริ่มต้นฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดี
กับ รัสเซียใหม่ พร้อมกันนี้เขายังเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนายบูท

แต่กระทรวงต่างประเทศรัสเซีย บอกว่า บทความของนายโคซินเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว
ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เปิดเผยเมื่อวานว่า ทางการรัสเซียได้พูดคุยเรื่อง
คดีนายทูทกับทางการสหรัฐเมื่อเร็วๆนี้ แต่เมื่อถูกถามว่าทางการรัสเซียพอใจกับการหารือหรือไม่
เขาบอกว่าขอให้รัฐบาลรัสเซียเป็นฝ่ายตอบเรื่องนี้ แต่เขาหวังว่าคดีนี้จะไม่กระทบต่อ
ความสัมพันธ์ของสองประเทศ

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ศาลอุทธรณ์ไทยได้ตัดสินให้ส่งตัวนายบูทในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนให้กับสหรัฐ
ที่ ต้องตัวเขาไปดำเนินคดีในข้อหาลักลอบค้าอาวุธ และรัสเซียมองว่าคำตัดสินครั้งนี้มีแรงกดดัน
จากทางสหรัฐ และประกาศจะหาทางนำตัวบูทกลับรัสเซีย

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1282912249&grpid=00&catid=
วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 23:24:16 น. มติชนออนไลน์

"ภรรยาบูท"แจงไม่มีบันทึกเทป ตอน"ศิริโชค"เข้าพบ สามีออกถ้อยแถลงยันเจอ15เม.ย.
ถามเรื่อง"แม้ว"โยงแดง

เมื่อเวลาประมาณ 16.45 น. วันที่ 27 สิงหาคม นางอัลลา บูท ภรรยานายวิคเตอร์ บูท
ผู้ต้องหาคดีค้าอาวุธให้กับองค์กรก่อการร้ายระหว่างประเทศ ของสหรัฐอเมริกา ได้ เดินทาง
มายัง สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (เอฟซีซีที) เพื่อเปิดแถลงข่าว ซึ่งล่าช้า
กว่าที่กำหนดไว้เล็กน้อย ทั้งนี้ นางบูท เริ่มการแถลงด้วยการอ่านถ้อยแถลงของ นายวิคเตอร์ บูท
ผู้เป็นสามีที่เขียนด้วยภาษารัสเซียพร้อมลายเซ็นของนายบูทกำกับ เพื่อให้ล่ามถ่ายทอดให้กับ
ผู้สื่อข่าวเป็นภาษาอังกฤษอีกต่อหนึ่ง โดยระบุว่า นายบูท ต้องการให้มีการแถลงข่าวครั้งนี้
เพราะสื่อให้ความสนใจกับคดีของตนสูงมาก ในขณะเดียวกัน ก็มีหลายๆอย่างที่เป็นเรื่องเท็จ
มากมายกระจายออกไป ถ้อยแถลงครั้งนี้เป็นการเขียนขึ้นตามคำบอกเล่าของบูท จึงถือได้ว่า
เป็นคำพูดของนายบูทเอง

ทั้งนี้ หลังการอ่านถ้อยแถลงดังกล่าวเสร็จสิ้นลง ผู้สื่อข่าวพยายามขอถ้อยแถลงเพื่อทำสำเนา
แต่นางบูทปฏิเสธ ใน ถ้อยแถลงดังกล่าว นายบูทกล่าวว่า คดีที่ตนตกเป็นผู้ต้องหานั้นเกิดจาก
การใส่ร้ายป้ายสีของทางการสหรัฐอเมริกา เป็นปฏิบัติการของรัฐบาลสหรัฐ และหน่วยงานข่าวกรองสหรัฐ
เป็นคดีที่ถูกกุขึ้นเนื่องจากตนไม่เคยค้าอาวุธ


ในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับ นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลาพรรคประชาธิปัตย์นั้น ถ้อยแถลงดังกล่าวระบุว่า
นาย ศิริโชค เดินทางมาพบตนที่กรมราชทัณฑ์เมื่อวันที่ 15 เมษายน ราว 5 วันหลังเกิดเหตุการณ์
นองเลือดที่บริเวณสี่แยกคอกวัว โดยแนะนำตัวเองว่าเป็นผู้ช่วยนายกรัฐมนตรี
และนำเอาซองเอกสารที่สื่อมวลชนต่างประเทศ รายงานเกี่ยวกับกรณีการลักลอบค้าอาวุธ
และที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาให้ดู และสอบถามว่า
ตนทราบหรือไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้จัดซื้ออาวุธให้กับกลุ่มเสื้อแดงหรือไม่


ถ้อยแถลงของนายบูทระบุต่อไปด้วยว่า ได้ตอบนายศิริโชคไปว่า ไม่อยากจะคาดเดาเอาเองว่า
ทักษิณขนอาวุธให้เสื้อแดงหรือไม่ตามที่นายศิริโชคถาม นายศิริโชค สอบถามต่อเป็นเชิงขอคำแนะนำว่า
จะสกัดจับเครื่องบินส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณได้อย่างไร ซึ่งนายบูทให้ความเห็นไปว่า
เครื่องบินดังกล่าวถือสัญชาติอเมริกัน ดังนั้น นายศิริโชคควรไปสอบถามทางฝ่ายอเมริกันเอาเอง


ในถ้อยแถลง นายบูทระบุว่า ภรรยาของตน ไม่ได้มีเทปบันทึกเสียงใดๆอยู่ในครอบครอง และไม่เคยรู้ว่า
มีการบันทึกเทปการสนทนาระหว่างตนกับนายศิริโชคไว้หรือไม่ ข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง
เพราะระหว่างการพูดคุย เป็นการพูดกันสองต่อสอง ไม่มีผู้อื่นอยู่ด้วย ถ้าหากจะมีการอัดเทป
ก็คงเป็นนายศิริโชค ซึ่งตนเองก็ไม่รู้และไม่เชื่อด้วยว่านายศิริโชคจะนำเทปดังกล่าวมามอบให้กับ
ภรรยาของตน



นางเอลลา บูท ภรรยานายวิคเตอร์ บูท ผู้ต้องหาคดีค้าอาวุธสงคราม อ่านแถลงการณ์
ที่สามีเขียนขึ้นให้สื่อมวลชนฟัง กรณีพบกับนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์
ว่าไม่มีการบันทึกเทปการสนทนาไว้แต่อย่างใด ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย
(เอฟซีซีที) เมื่อ 27 สิงหาคม


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Sat Aug 28, 2010 10:01 am, ทั้งหมด 9 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sun Aug 22, 2010 11:00 am

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=464935

25 สค. 2553 13:52 น.
ร.ต.อ.นิติภูมิ เนาวรัตน์ หัวหน้าพรรคสุวรณภูมิ และคอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "เปิดฟ้าส่องโลก"
ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่ได้เขียนบทความระบุถึงมีคนในรัฐบาลเข้าพอนายวิคเตอร์ บูท
ผู้ต้องหาคดีค้าอาวุธในคอลัมน์ดังกล่าว ฉบับวันที่ 24 ส.ค. โดยยืนยันว่ามีคนของรัฐบาล
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เข้าพบนายวิคเตอ์ บูทจริง แต่ในบทความของตนไม่ได้ระบุว่า
เป็นนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ คนใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์ตามที่นายจตุพร พรหมพันธุ์
ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยอภิปรายในรัฐสภา เมื่อวานนี้(24 ส.ค.) ทั้งนี้ตนอยู่ระหว่างเดินทาง
ไปต่างประเทศเพื่อพักผ่อนส่วนตัว จึงยังไม่ทราบข้อเท็จจริงของข่าว อย่างไรก็ตาม ตนจะโทรศัพท์
สอบถามไปยังนายจตุพรอีกครั้งหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่าข้อความที่ระบุว่าไปพบวิคเตอร์ เพื่อคุยเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพ.ต.ท.ทักษิณ
จริงหรือไม่ ร.ต.อ.นิติภูมิ อ้ำอึ้งไปพักหนึ่ง ก่อนตอบว่า “ผมต้องไปต่างประเทศหลายวัน ยังไม่ได้เห็นข่าว
หากกลับมาจากการพักผ่อนแล้ว จะติดตามและให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอีกครั้ง” จากนั้นได้ตัดการสนทนาทันที

http://www.thairath.co.th/column/oversea/worldsky/105603

วิคเตอร์ บูท (1)
* โดย นิติภูมิ นวรัตน์
* 24 สิงหาคม 2553, 05:00 น.

นิติภูมิเขียนหนังสือในราตรีด้วยความมึนนิดหน่อย เพราะวันนี้เป็นวันที่ผมถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง
The Island of the unwanted ได้ 70% ราตรีนี้ที่สวนนงนุชพัทยาจึงมีงานเลี้ยงที่เป็นชาวรัสเซีย
ยูเครน และชาวไทยมากกว่า 150 คน มาร่วมฉลองแสดงความยินดี ท่านผู้อ่านก็คงจะนึกออกนะครับ
ว่าในฐานะผู้บริหารสูงสุดของบริษัท บาลานซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล คอนเน็คชั่นส์ จำกัด นั้น
ผมต้องชนแก้วมากมายนับร้อยแก้ว ทุกแก้วเป็นว้อดก้าทั้งนั้น

วัน ศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2553 สื่อมวลชนไทยหลายฉบับรายงานข่าวเกี่ยวกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
เรื่องพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน ว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับ
สหรัฐอเมริกา ควบคุมหรือขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ท่านทั้งหลายคงทราบว่า จำเลยในคดีนี้คือ
นายวิคเตอร์ บูท หรือบอริส หรือวิคเตอร์ บัท หรือวิคเตอร์ บูคาลิน หรือวาดิม มาโควิช อมินอฟ

หลังจากศาลแห่งราชอาณาจักรไทยได้ประกาศคำพิพากษาอย่างเป็นทางการ ส่วนมากสถานีโทรทัศน์ไทย
จะแสดงภาพนายวิคเตอร์ บูท ที่มีสภาพจ๋อยอยู่ในคุกไทย บางช่องเปิดเผยข้อมูลว่า เขาน้ำหนักลด
จาก 120 กิโลกรัม เหลือเพียง 70 กิโลกรัม ผอมกว่านิติภูมิในขณะนี้เสียอีก บางสถานีโทรทัศน์ของรัสเซีย
เผยภาพนายวิคเตอร์ บูท จูบลาเมีย คือนางอัลลา บูท ก่อนนายบูทจะเดินไปขึ้นรถเรือนจำเพื่อกลับไป
ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯเป็น ครั้งสุดท้าย

ภาพนี้ ประชาชนคนรัสเซีย 148 ล้านคน และประชาชนคนอีกเกือบถึงหนึ่งพันล้านคนทั่วโลกเห็นแล้ว
ก็ร้องไห้ สถานีโทรทัศน์หลายแห่งของรัสเซีย แปลข่าวจากผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์ไทยหลายช่อง
เช่น โฆษกช่อง 5 บอกว่า "รู้สึกพอใจเป็นอย่างมากที่ผู้ก่อการร้ายนานาชาติ อดีตสายลับเคจีบี พ่อค้าอาวุธ
ที่ใหญ่ที่สุดในโลก นายวิคเตอร์ บูท ถูกส่งกลับไปยังศาลในสหรัฐอเมริกา" สถานีโทรทัศน์ของไทย
หลายช่องเอาภาพเครื่องบิน ILYUSHIN-76 ทะเบียนของสาธารณรัฐจอร์เจีย ซึ่งมีนักบินเป็นชาวคาซัคสถาน
ที่ถูกจับในสนามบินดอนเมือง ในระหว่างการขนอาวุธจากเกาหลีเหนือมาแวะพักที่ประเทศไทย เพื่อจะให้ผู้ชม
ได้เข้าใจว่า เครื่องบินดังกล่าวเกี่ยวดองหนองยุ่งกับนายวิคเตอร์ บูท คนรัสเซียทั้งประเทศ 148 ล้านคน
ติดตามข่าวนี้อย่างละเอียดและก็เริ่มสงสัยว่า ทำไมสถานีโทรทัศน์ 4 ช่องของประเทศไทย จึงเริ่มทำการ
โจมตีนายวิคเตอร์ บูท และสหพันธรัฐรัสเซียเหมือนกัน ใช้คำพูดเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน คนรัสเซียและ
รัฐบาลรัสเซียคิดตรงกันว่า นี่เป็นเรื่องมือที่มองไม่เห็น ที่ฝากข่าวนี้ไปให้สถานีโทรทัศน์ของราชอาณาจักรไทย
แต่มือก็เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ไอ้คนสั่งนั้นลืมใช้สมอง เพราะคิดว่าผู้ชมชาวไทยนั้นโง่ โดยไม่รู้ว่า
นายวิคเตอร์ บูท ติดคุกในประเทศไทยมานาน 2 ปีครึ่งแล้ว และจะไปจัดการกับเครื่องบินขนอาวุธ
จากเกาหลีเหนือได้อย่างไร การติดคุกที่แดน 8 ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไม่มีทางเลยที่ผู้ติดคุก
จะบงการเพื่อให้เครื่องบินจากเกาหลีเหนือขนอาวุธมา ยังประเทศไทย

ผมได้ทราบคำยืนยันจากปากของนายวิคเตอร์ บูท ว่า ในห้วงช่วงสงกรานต์ มีผู้มาพบนายวิคเตอร์ บูท
ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และบอกว่าถ้ายูจะรอดปลอดภัย ยูจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ expert ไปให้การ
ในศาลว่า พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ทำ operation ดำเนินการทั้งหมดทั้งปวงในการขนอาวุธ
จากเกาหลี เหนือมายังประเทศไทย และอาวุธดังกล่าวจะมาใช้กับพวกเสื้อแดง

นายวิคเตอร์ บูท แกก็งงว่าอะไรคือเสื้อแดง แกก็ปฏิเสธ เพราะแกไม่ต้องการมาเกี่ยวดองหนองยุ่ง
กับการเมืองในประเทศอื่น

การ รายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ของประเทศไทยถูกนำไปรายงานซ้ำอีกทีในสถานี โทรทัศน์ของ
รัสเซีย ทุกคนหัวเราะเยาะ พวกผู้ประกาศโง่ทั้งหลายที่บอกว่า นายวิคเตอร์ บูท เป็นสายลับเคจีบี
ผู้ประกาศข่าว บางคนทะลึ่งประกาศว่า นายวิคเตอร์ บูท เป็นจำเลยของคดีการค้าอาวุธ ทั้งๆที่ตาม
ความเป็นจริง นายวิคเตอร์ บูท ไม่เคยได้รับการตัดสินลงโทษในศาลใดๆ ในโลกนี้ และแม้แต่
ตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกาเองก็ยังถือว่า นายวิคเตอร์ บูท เป็นแค่ผู้ต้องหา มิใช่นักโทษ

นายดักลัส ฟาราห์ ไอ้คนแรกในโลกนี้ที่หากินกับการเขียนหนังสือนิยายเรื่อง Merchant of Death
มันยังเขียนในหนังสือของมันเลยว่า นายวิคเตอร์ บูท นั้นเป็นแค่ล่ามแปลภาษาของทหาร
มียศกระจอก งอกง่อยเพียงแค่ร้อยโท ก่อนจะลาออกจากทหารมาทำธุรกิจการขนส่งทางอากาศ

นิติภูมิผู้อ่าน หนังสือเรื่อง Merchant of Death ขอเรียนกับผู้อ่านท่านที่เคารพว่า อันนี้เป็นเพียง
ความเป็นจริง สิ่งเดียวในหนังสือดังกล่าว นอกนั้นมันแต่งขึ้นมาทั้งหมด แต่งเป็นนิยายให้ดูตื่นเต้น
ให้มันขายได้ แต่หนังสือบ้านี่บั้นปลายท้ายต่อมา ดันทะลึ่งขายดี ก็เลยสร้างภาพพจน์ให้
นายวิคเตอร์ บูท เป็นผู้ร้ายระดับโลก


ผู้อ่านท่านผู้เจริญ พรุ่งนี้มาว่ากันต่อครับ วันนี้นิทราราตรีสวัสดิ์ ลาไปก่อนครับ ลาไปแล้วนะครับ.

นิติภูมิ นวรัตน์

อเมริกาต้องการตัว บูท เพื่อปิดปาก
เรื่องส่งอาวุธให้ตาลีบันเท่านั้น แถมได้ฉีกหน้า รัสเซีย
ว่าไม่มีปัญญาปกป้องพลเมืองของตนเอง


http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t721-25.htm

Victor Bout (left)

The key figure in the entire operation interfacing Al Qaeda, Sierra Leone’s RUF and
Taylor’s Liberia, is retired Israeli army Lt. Colonel, Yair Klein. According to a report in
the Israeli newspaper, Yedioth Aharonoth, in 1996, Klein began a contract to provide
weapons and training in Taylor’s Liberia, and to the RUF in Sierra Leone which controls
the wealthy diamond district. Klein, though ostensibly a retired and so-called rogue
intelligence free agent, enjoys the highest-level of protection from Israeli authorities.
In the early 90s, he trained the forces of the Colombian drug cartels in assassination,
bombings and other covert operations.[45]

Involved in the Liberian diamond trade was Victor Bout, a notorious Russian arms dealer
originally from Tajikistan. Bout supplied maintenance for Ariana Airways, Afghanistan’s
national airline, which was essentially taken over by al Qaeda, and began transportation
for their illegal trade network. Passenger flights became few and erratic, and instead
the airline began flying drugs, weapons, gold and personnel mostly between Afghanistan,
the United Arab Emirates (UAE) and Pakistan. Finally, Ariana’s international flights
were banned in 1999 by order of the UN.

The charter service, which operated with UN authorization from November 2000 through
January 2001, was provided by the Flying Dolphin Airline, owned by Sheikh Abdullah bin
Zayed bin Saqr al Nayhan, a member of the ruling family in Abu Dhabi, who used to be
the UAE ambassador to the United States. Flying Dolphin was registered in Liberia,
but had its operations in Dubai. A UN report called Zayed a “close business associate of Bout.”[46]


In 2002, the Belgian government, through Interpol, issued a warrant for Bout, on charges
of illegal weapons trafficking. Though Interpol was told by the Russian government,
“we can say for sure Bout is not in Russia,” Bout was in the middle of taping a two-hour
interview for a Moscow radio station. Obstacles in arresting him persisted, until the US
suddenly backed off the case. Intelligence officials said
Bout flew US clandestine operatives into Afghanistan,
as well as badly needed ammunition and other supplies
to the Northern Alliance.

In exchange, they said, his past activities would be ignored.[47]

http://milfuegos.blogspot.com/2005/12/additional-ties-between-southern.html
It appears that Bout has gone from arms smuggler for Al Qaeda and the Taliban
to arms runner for the Bush administration. Bout's British Gulf International Airline,

registered in Sao Tome and Principe and Kyrgyzstan and based in Sharjah,
is a regular visitor to Baghdad International and airports in the north of Iraq.
Bout also made a financial windfall from contracts let to his airline companies
by the former Iraqi Coalition Provisional Authority led by L.Paul "Jerry" Bremer.
Bout also benefited from contracts let to his Dubai-based Falcon Express Cargo
by Kellogg, Brown & Root, a subsidiary of Halliburton.

http://www.thairath.co.th/column/oversea/worldsky/105835

วิคเตอร์ บูท (2)
* โดย นิติภูมิ นวรัตน์
* 25 สิงหาคม 2553, 05:00 น.

ใครที่คิดว่าอเมริกาจะช่วยตนและพวกให้พ้นข้อหาอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยการเอา
คดีความบางเรื่องเข้าแลก ก็อย่าหวังว่าอเมริกาจะจริงใจนะครับ ชีวิตมนุษย์จำนวน 91 คน
ที่ต้องตายวายชีวันจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ในอนาคตอาจนำความยุ่งยาก
มาสู่ผู้คนบางกลุ่มด้วยการจะต้องถูกฟ้องร้องของคดี สังหารหมู่ คดีการก่ออาชญากรรม
ต่อมนุษยชาติ คดีทำร้ายพลเรือน ฯลฯ

เรื่อง การรับโทษทัณฑ์เป็นเรื่องในอนาคต ยังไม่มีอะไรจริงแท้แน่นอน แต่ข่าวที่จะเป็นของแท้
แน่ชัดก็คือ บริษัทไทยที่เกี่ยวดองหนองยุ่งกับเรื่องท่องเที่ยวเตรียมรับความหายนะได้ วันที่ผมเขียน
ต้นฉบับอยู่นี้ มีข่าวจากกรุงมอสโก ความว่า ส.ส.ซิรินอฟสกี รองประธานสภาดูมาของรัสเซีย
ซึ่งเป็นมหาบัณฑิตจากสถาบันเอเชียและแอฟริกาศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยมอสโก ประกาศว่า
จะบอยคอตการท่องเที่ยวไทย คนไทยครอบครัวไหนเคยมีอาหารอิ่มท้องเพราะนักท่องเที่ยวรัสเซีย
มาใช้บริการ ก็เตรียมทำใจไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ พร้อมทั้งต้องลองออกไปหาอาชีพเสริมทำ

ผู้ อ่านท่านผู้เจริญ ศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อ 11 สิงหาคม 2552 ปฏิเสธคำร้องของ
สหรัฐอเมริกาในการส่งนายวิคเตอร์ บูท เป็นผู้ร้ายข้ามแดน โดยให้เหตุผลว่า ลักษณะนี้
เป็นคดีการเมือง และเป็นคดีที่ศาลไทยพิจารณาไม่ได้ เพราะข้อกล่าวหาของสหรัฐอเมริกา
ไม่ตรงกับมาตราใดๆ ของศาลไทยเลย


แต่เขาอ้างกฏบัตร ยูเอ็น ไง

วัน เดียวกันนั้น พนักงานอัยการอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาศาลอาญา ศาลอุทธรณ์รับไว้
เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2552 และศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ขังนายวิคเตอร์ บูท
ไว้เพื่อส่งตัวข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ เมื่อ 24 พฤษภาคม 2553


แต่สังคมภายนอกรู้คำพิพากษาพร้อมกันทั่วโลกเมื่อ 20 สิงหาคม 2553 แสดงว่าคำพิพากษา
มีก่อนหน้าที่ประกาศจริงถึง 2 เดือน 27 วัน

ใน ห้วงช่วง 3 เดือนที่ว่านี้ นายกษิต ภิรมย์ เดินทางไปกรุงมอสโก เพื่อคุยกับกระทรวงการต่างประเทศ
รัสเซียหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องของนายบูทด้วย แถมนายกษิตเองก็พบกับนายเซรเกย์ ลาฟรอฟ
รมว.ต่างประเทศของรัสเซียที่กรุงฮานอยเมืองหลวงของเวียดนาม เมื่อออกมาจากห้องสนทนา
นายลาฟรอฟ บอกกับคนที่นั่งคอยอยู่หน้าห้องว่า "รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยเริ่มพูดถึง
กรณีของนายบูทก่อน..."

เรื่อง ที่นายกษิตพูดกับรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียนั้น เป็นความลับ ไม่มีใครทราบ
แต่ผมก็ไม่คิดนะครับว่านายกษิตจะแย่ขนาดเอาเรื่องอิสรภาพนายวิคเตอร์ บูท ไปแลกกับ
การขอให้รัสเซียส่งพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาให้รัฐบาลไทยลงโทษ

พันตำรวจโท ดร.ทักษิณเป็นบุคคลที่ผู้ใหญ่ทางฝ่ายรัสเซียรักมาก คบกันเป็นเพื่อนตาย นิติภูมิรู้จัก
คนรัสเซียดี ผมจึงมั่นใจว่าคนรัสเซียไม่ขายเพื่อน

ยิ่ง ถ้าหากนายกษิต ภิรมย์ รู้ผลคำพิพากษาล่วงหน้า ว่าศาลอุทธรณ์ พิพากษาแล้วว่าให้ส่งตัว
นายวิคเตอร์ บูท ไปให้สหรัฐอเมริกา ทว่าในระหว่างนั้น นายกษิตยังกล้าไปเจรจาเรื่องแลกตัว
นายวิคเตอร์ บูท กับพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ผมว่าอันนี้ก็เหมือนรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย
ไปหลอกลวงรัฐบาลรัสเซีย

คนบ้านนอกคอกนา ตระกูลแม่ค้าขายขนมในตลาดสดและทำไร่ไถนาหาปลาในทะเลอย่างนิติภูมิ
ก็ไม่เชื่อหรอกครับ ว่าผู้ดีอย่างนายกษิตจะทำ

แต่ถ้าทำ ก็ต้องถือว่านายกษิตเป็นคนแย่มาก

และก็สมควรที่คณะรัฐบาล และสมาชิกรัฐสภาแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และประชาชนคนรัสเซีย
จะโกรธมาก

รัส เซียทำทุกอย่างเพื่อให้นายบูทมีอิสรภาพ และช่วยหาหลักฐานมามอบให้ฝ่ายสงสัยหลายครั้ง
เพื่อยืนยันว่านายบูทเลิกธุรกิจระหว่างประเทศทั้งหมด รวมทั้งธุรกิจการบินด้วยตั้งแต่ พ.ศ.2544
มีหลักฐานจาก ตม.รัสเซียว่า ระหว่าง พ.ศ.2544-2551 นายวิคเตอร์ บูท เคยเดินทางไปจีน 1 ครั้ง
มอนเตเนโกร 1 ครั้ง อาร์เมเนีย 1 ครั้ง และมาเมืองไทย 1 ครั้ง โดยเหยียบแผ่นดินไทยได้เพียง
3 ชั่วโมงก็ถูกจับ


ถ้าบูทเป็นพ่อค้า อาวุธตัวจริงก็น่าจะรวยนะครับ สมบัติพัสถานของคนค้าอาวุธบ้าอะไร ทำไมมีน้อยจัง?
มีบ้าน 2 ชั้น 3 ห้องนอน ขนาดไม่กี่ตารางวาที่อยู่ห่างจากรุงมอสโกไปตั้งเกือบครึ่งร้อยกิโลเมตร
สมบัติอีกอย่างก็เป็นคอนโดมิเนียมขนาดเล็ก 2 ห้องนอน และมีหุ้นเล็กน้อยในบริษัทผลิตวัสดุก่อสร้าง
สำหรับตลาดรัสเซีย

ตั้งแต่หัวหน้าครอบครัวติดคุกไทย ครอบครัวของบูทต้องวิ่งหาสตางค์มาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี
จนขณะนี้มีแต่หนี้รุงรัง

นาง อัลลา ภรรยาของนายบุช ไม่เคยออกนอกประเทศไทยเลยมามากกว่า 2 ปีแล้ว เธอเช่าห้องเล็กๆ
ขนาด 40 ตารางเมตรแถวเรือนจำ เพื่อซุกหัวนอน และเพื่อสามารถเดินทางไปเยี่ยมและนำอาหาร
ไปให้สามีได้ทุกวัน วันละ 15 นาที

ลูกสาววัย 16 ปีของวิคเตอร์ บูท และนางอัลลา ต้องย้ายไปขออาศัยอยู่บ้านตากับยาย
ในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

พ่อค้าอาวุธบ้าอภิพญามหาเศรษฐีอะไรกันครับ ต้องยืมเงินคนไทยเพื่อนำไปใช้จ่ายประคองชีวิต
ให้ดำรงคงอยู่ได้ ยืมทีละไม่กี่หมื่นบาทซะด้วย

พวกเอ็งจะบ้านิยายที่ไอ้ดักลาส ฟาราห์ โม้กันไปถึงไหน?

นิติภูมิ นวรัตน์

http://www.thairath.co.th/column/oversea/worldsky/106373

วิคเตอร์มาไทยด้วย TG เดียวกับผม
* โดย นิติภูมิ นวรัตน์
* 27 สิงหาคม 2553, 05:00 น.

นายริชาร์ด ชิชัคลี (Richard Chichakli) อดีตนายทหารข่าวกรองของสหรัฐฯ ผู้เคยกรำศึกสงคราม
ต่อต้านซัดดัม ฮุสเซน พูดถึง ร้อยโทวิคเตอร์ บูท ว่า

"สหรัฐอเมริกาเอาปลาตัวเล็กๆ มาเป่าขึ้นเป็นปลาวาฬ"

สหรัฐฯ เป่าปลาซิวให้เป็นปลาวาฬ เพื่อต้องการจะหยุดกระแสอะไรหรือเปล่า? เพราะหลังจากที่
นายบูทถูกจับเมื่อ 6 มีนาคม 2551 แทบจะไม่มีนายทหารไทยคนไหนกล้ารับเชิญไปดูงาน
ที่โรงงานผลิตอาวุธของรัสเซีย อีกเลย!

อดีตผู้ตรวจการณ์สหประชาชาติคนหนึ่งให้สัมภาษณ์สถานี โทรทัศน์ช่อง RT ของรัสเซีย เมื่อวันก่อนว่า
"เราเรียกวิคเตอร์ บูท ว่าเป็น Merchant of Death ไม่ได้ แต่เราสามารถกล่าวได้ว่า วิคเตอร์ บูท
อาจจะมีส่วนประมาณ 5% หรือ น้อยกว่านั้นของการค้าความตาย เพราะ 95% ของการทำงาน
ของสายการบินของเขาเป็นการขนวัตถุพลเรือน รวมทั้งสิ่งของช่วยเหลือของสหประชาชาติ
สำหรับ การขนอาวุธ เขาก็ได้ปฏิบัติตามสัญญาว่าจ้างของรัฐบาลประเทศต่างๆทั้งนั้น"

ร้อย โทวิคเตอร์ บูท ลาออกจากราชการ และตั้งบริษัทขนส่งทางอากาศ เมื่อ พ.ศ.2536
หลังจากที่ทะเลาะกับเจ้าหน้าที่สหประชาชาติบางคน ในรายงานของยูเอ็น ก็มีข้อความว่า
"มีข้อสงสัยว่านายวิคเตอร์ บูท จะละเมิดการแซงก์ชั่นของสหประชาชาติเกี่ยวกับการนำเข้า
อาวุธในสาธารณรัฐ ไลบีเรีย"

ข้อความในรายงานของยูเอ็น ทำให้ลูกค้าของบูทไม่ใช้บริการของแกต่อไปอีก เมื่อทนขาดทุนไม่ไหว
บูทจึงปิดกิจการสายการบินขนส่งเมื่อ พ.ศ.2543 ตั้งแต่นั้นมา บูทก็ไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนเก่า
และเก็บตัวเงียบๆในรัสเซีย

ผู้อ่าน ท่านครับ 24 กุมภาพันธ์ 2551 นิติภูมิไปรัสเซียโดยสายการบินไทยเที่ยวบินที่ TG 974
เลขที่นั่ง C15 และผมเดินทางกลับเมืองไทยวันศุกร์ที่ 5 มีนาคม 2551 ในบันทึกประจำวันซึ่ง
ผมบันทึกไว้ในเว็บไซต์ www.nitipoom.com เมนู diary มีบางตอนดังนี้ "เวลา 18.24 น.
ข้าพเจ้าและคณะกลุ่มบริษัทบาลานซ์ อีก 3 คน เดินทางกลับไทยโดยสายการบินไทย TG 975
ข้าพเจ้าได้ที่นั่งเลขที่ 11 A ซึ่งเป็นที่นั่งแรกของเครื่องบินลำนี้ ตอนบินจากกรุงเทพฯสู่กรุงมอสโก
ใช้เวลา 9.35 ชั่วโมง แต่บินจากกรุงมอสโกกลับกรุงเทพฯ กัปตันประกาศว่าจะใช้เวลา 8.01 ชั่วโมง

ระหว่างอยู่บนเครื่องบิน พลอากาศโทอภิสิทธิ์ จุลโมกข์ กรุณาเข้ามาทัก และสนทนาเรื่องเทคโนโลยีรัสเซีย
จำได้ว่าเมื่อ 7 ปีที่แล้ว คือวันที่ 23 กรกฎาคม 2544 ข้าพเจ้าและพลอากาศโทท่านนี้ (สมัยนั้นยศประมาณ
นาวาอากาศเอก ทำงานด้านข่าวกรอง) ไปกรุงย่างกุ้ง เมืองหลวงของสหภาพพม่าด้วยกัน โดยใช้
เครื่องบินทหารรุ่น ซี 130 เพื่อติดตามพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ไปพบคณะผู้นำพม่า

พลอากาศโทอภิสิทธิ์เป็นอดีตนักเรียนทุนไปศึกษาหลัก สูตรนักเรียนนายเรืออากาศที่เยอรมนี
สำหรับการเดินทางมาเยือนสหพันธรัฐรัสเซียของท่านในครั้งนี้ ประสงค์ก็คือ
ดูเทคโนโลยีรัสเซียเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับหน่วยงานทหารของไทย หลังจากสนทนากับ
พลอากาศโทอภิสิทธิ์แล้ว ข้าพเจ้านอนหลับตลอดการเดินทาง"

บันทึก ประจำวันของนิติภูมิวันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม 2551 มีดังนี้ "เวลา 06.25 น. ข้าพเจ้าเดินทาง
ถึงท่าอากาศยานแห่งชาติสุวรรณภูมิ โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 975 ขณะกำลังรอรับ
กระเป๋าเดินทาง พลอากาศโทอภิสิทธิ์ จุลโมกข์ รองเสนาธิการทหารอากาศ ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจาก
กรุงมอสโก ในเที่ยวบินเดียวกัน กรุณาเข้ามาสนทนาด้วยอีกครั้งหนึ่ง เรื่องสถานการณ์การก่อการร้าย

เวลา 09.00 น. ข้าพเจ้าและพนักงานบริษัทบาลานซ์ฯ ดูภาพยนตร์ที่ถ่ายทำมาจากรัสเซีย ที่ห้องประชุม 1
บ้านแด่แผ่นดิน พนักงานผู้เดินทางมาตรวจรับภาพยนตร์ได้แก่ 1. นายธรรมรศ เทพแสง ครีเอทีฟ
2. นายณวราห์ แจ้งน้ำใจ โปรดิวเซอร์ และ 3. นางสาววิลาวัลย์ ศรีวงยาง ช่างตัดต่อ

เวลา 10.00 น. ข้าพเจ้าและคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบาลานซ์ ประชุมกับคณะผู้สร้างภาพยนตร์จาก
สหพันธรัฐรัสเซีย ที่บ้านแด่ แผ่นดิน เรื่องการเดินทางมาถ่ายทำภาพยนตร์โทรทัศน์ที่ประเทศไทย
คณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบาลานซ์ ได้แก่ 1. ร้อยตำรวจเอกนิติภูมิ นวรัตน์ 2. นายแกรี โฮมส์
ที่ปรึกษากลุ่มบริษัทบาลานซ์ และ 3. นางสาววริศรา เกษมศรี ผู้จัดการบริษัทบาลานซ์ โนว์เล็จ ดีไซน์ จำกัด

คณะผู้ สร้างภาพยนตร์ชาวรัสเซีย ได้แก่ 1. นายเซรเก วลาดิมิโรวิช บากีรอฟ ผู้อำนวยการสร้างของ
บริษัทนิวสตาร์มีเดียทีวี 2. นายยูริ โกลดิน โปรดิวเซอร์ของบริษัทนิวสตาร์มีเดียทีวี 3. นายอังเดร โนวิคอฟ
กรรมการผู้จัดการบริษัทเตซตูร์ไทยแลนด์ จำกัด และ 4. นายคอนสแตนติน โพโกดิน กรรมการ
ผู้จัดการบริษัทสบายเวิลด์ จำกัด"

ผมเพิ่งอ่านเจอ ในบันทึกประจำวันในเว็บไซต์ของผมในราตรีนี้ พบว่า วิคเตอร์ บูท ก็เดินทางมาถึงเมืองไทย
ในวันเดียวกับผม เที่ยวบินเดียวกับผม และถูกจับหลังจากลงสนามบินสุวรรณภูมิภายในเวลา 3 ชั่วโมง
ที่โรงแรม โซฟิเทล สีลม

รัฐบาลอเมริกันยื่นฟ้องร้อยโทวิคเตอร์ บูท ที่ศาลเซาเทิร์น ดิสตริกต์

แห่งนิวยอร์ก และศาลแห่งนี้ก็เพิ่งออกหมายจับเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2551 นี่เอง

บูทถูกเจ้าหน้าที่ยูเอ็นรายงานมานานเกือบ 10 ปี ทำไมไม่จับ ทำไมต้องมาจับในห้วง
ช่วงที่กระแสอาวุธรัสเซียกำลังแรงในประเทศไทย

และประเทศอื่นในโลกบานเบอะเยอะแยะ ทำไมไม่จับ ทำไมต้องมาจับในดินแดนของประเทศไทย
ผมสงสัยแค่นี้แหละ?

โชคดี วิคเตอร์ บูท

โชคดี ประเทศไทย.

นิติภูมิ นวรัตน์

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1282026306&grpid=&catid=06

วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 13:40:44 น. มติชนออนไลน์



นายกฯออสเตรเลีย วางแผนเปลี่ยนประเทศเป็น "สาธารณรัฐ" หลังสิ้นสุดรัชสมัย "ควีนเอลิซาเบธ"

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางจูเลีย กิลลาร์ด นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศออสเตรเลีย
กล่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ประเทศอาจยกเลิกพันธะที่มีต่อราชวงศ์อังกฤษ ในฐานะ "ผู้ปกครองรัฐ"
หลังจากรัชสมัยของสมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 2 สิ้นสุดลง และออสเตรเลีย
ควรอยู่ในฐานะประเทศ "สาธารณรัฐ" ได้เสียที

"สิ่งที่ฉันต้องการเห็นในฐานะนายกรัฐมนตรีก็คือ เราสามารถจัดการ เพื่อบรรลุข้อตกลงในเรื่อง
รูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ ฉันคิดว่าเวลาที่เหมาะต่อการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็น
สาธารณรัฐ ก็คือช่วงเวลาที่ราชวงศ์อังกฤษมีการเปลี่ยนแปลง และฉันก็หวังว่าสมเด็จพระราชินี
จะยังคงมีพระพลานามัยที่แข็งแรงและสมบูรณ์ อยู่เสมอ" นางกิลลาร์ดกล่าว

แต่ประเด็นนี้ก็ถือเป็นประเด็นที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงของประชาชนชาว ออสเตรเลียหลายกลุ่มเนื่องจาก
ชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่คือชาวอังกฤษหรือทายาท อพยพมาจากแผ่นดินแม่ ที่ยังคงมีความจงรักภักดี
ต่อประเทศอังกฤษ และสมเด็จพระราชินีฯ

โดยนายโทนี่ แอ็บบ็อต หัวหน้าพรรคเสรีนิยม ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้แย้งว่า รัฐธรรมนูญ
ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็สามารถจัดการปัญหาต่างๆในอดีตได้ดีอยู่แล้ว และไม่มีเหตุผลใด
ที่กล่าวว่ามันจะไม่สามารถนำไปใช้ในอนาคตได้

"และแม้ว่าต่อไปในอนาคต ระบบสาธารณรัฐจะเป็นระบบการปกครองที่สามารถใช้ได้ผลจริง
แต่ผมก็ไม่ค่อยมั่นใจนักว่า อย่างน้อยในช่วงชีวิตของเรา จะมีแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลง
อย่างใหญ่หลวงเช่นนี้หรือไม่"

ออสเตรเลีย ถือเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกในเครือจักรภพอังกฤษ ซึ่งเป็นอดีตประเทศอาณานิคม
ของอังกฤษ โดยประมุขแห่งรัฐของออสเตรเลียคือสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 โดยมี
"ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" เป็นผู้แทนพระองค์ในออสเตรเลียของพระองค์

http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t111.htm

..สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ล้มกษัตริย์ หันไปเป็นสาธารณรัฐ

เนปาลเลือกตั้งนับหนึ่งล้มกษัตริย์
11 เมษายน 2551

กองบรรณาธิการ

การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของเนปาลผ่านพ้นอย่างค่อนข้างราบรื่น
ยูเอ็นชมเชย "ความกระตือรือร้นอย่างล้นหลาม" ในการใช้สิทธิเลือกตั้ง
ของชาวเนปาล เพื่อชี้ชะตาอนาคตทางการเมืองของประเทศ

ก่อนล้มเลิกระบอบกษัตริย์ เปลี่ยนไปใช้ระบอบสาธารณรัฐแทน
บรรยากาศการเลือกตั้ง
ตามระบอบประชาธิปไตยครั้งแรกในรอบ 9 ปีของเนปาลเมื่อวันที่ 10 เม.ย. เต็มไปด้วยความคึกคัก
ประชาชนชาวเนปาลออกมาใช้สิทธิ์กันค่อนข้างมากเพื่อเลือกสมาชิกสมัชชาแห่งชาติจำนวน 601 ที่นั่ง
ซึ่งจะมีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีเป้าหมายเพื่อล้มล้างระบอบกษัตริย์
แบบฮินดูราชวงศ์สุดท้าย ที่มีอายุยืนนานกว่า 240 ปี
ระหว่างการทำหน้าที่สภานิติบัญญัติ
เป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปีข้างหน้า การเลือกตั้งในวันพฤหัสบดีนี้เป็นหัวใจสำคัญของข้อตกลงสันติภาพ
ปี 2549 ที่รัฐบาลทำกับ กบฏนิยมลัทธิเหมาเพื่อยุติสงครามกลางเมืองที่ยาวนาน 1 ทศวรรษ
และเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ที่ชักจูงบรรดาอีกกบฏก้าวสู่เส้นทางทางการเมืองอย่างถูกต้อง
ตามกฎหมาย รอยเตอร์รายงานว่า ชาวเนปาลเกือบทุกคนที่มาใช้สิทธิ์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
มาลงคะแนนเพื่อสันติภาพ "สิ่งสำคัญคือประชาชนไม่ควรถูกฆ่าตายอีกแล้ว" ชินี ภูยาล สตรีวัย 50
ที่เดินเท้า ขึ้นเขาสูงชันนานกว่า 3 ชั่วโมงเพื่อมาใช้สิทธิ์กล่าว

มีประชาชนถูกสังหาร 1 รายในวันเลือกตั้งจากการปะทะกันระหว่างสมาชิกพรรคคู่อริกันที่
หน่วยเลือกตั้ง ในพื้นที่ราบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเนปาล แต่ผู้สังเกตการณ์และเจ้าหน้าที่
กล่าวกันว่า การเลือกตั้งซึ่งใช้ตำรวจดูแลความสงบเรียบร้อยถึง 135,000 นายผ่านพ้นไปอย่าง
ค่อนข้างสงบ ก่อนหน้าถึงการเลือกตั้งนั้นเต็มไปด้วยเหตุการณ์รุนแรงและการข่มขู่โดยเฉพาะจาก
กบฏนิยมลัทธิเหมา มีคนเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 12 ราย รวมถึงผู้สมัคร 2 คน แต่ก็ไม่ทำให้ชาวเนปาล
หวั่นเกรงการออกมาใช้สิทธิ์ โดยบางรายนั้นต้องใช้เวลาเดินเท้านาน 7 วันเพื่อไปยังหน่วยลงคะแนน
การปะทะกันหรือการข่มขู่ผู้ใช้สิทธิ์ และเจ้าหน้าที่ ทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งได้สั่งการให้เลือกตั้ง
กันใหม่ในอย่างน้อย 6 หน่วย จากมากกว่า 20,000 หน่วยทั่วประเทศ แต่โฆษกกระทรวงมหาดไทย
บอกว่า การเลือกตั้ง "ราบรื่นอย่างคาดไม่ถึง" และคึกคักอย่างมาก

การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของเนปาลหนนี้มีผู้เข้ามาสังเกตการณ์มากถึง 100,000 ราย
โดยหนึ่งในนั้นคือ อดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ของสหรัฐ ด้านคณะผู้แทนสังเกตการณ์ของ
องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)
กล่าวภายหลังปิดหีบเมื่อเวลา 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นว่า
การเลือกตั้งวันนี้เป็นไปอย่างคึกคักอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนแห่กันออกมาใช้สิทธิ์ แม้จะมีรายงาน
เกิดเหตุการณ์วุ่นวายบ้างในบางหน่วยเลือกตั้งจากทั่วประเทศ แต่ถือว่าค่อนข้างน้อย ก่อนหน้า
วันเลือกตั้งนั้น นายกฯ กิริยา ปราสาท โคอิราลา วัย 83 ปี กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ จะเปิดศักราชใหม่
ของเนปาล อย่างไรก็ดี การนับคะแนนเลือกตั้งน่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 10 วัน กว่าจะทราบผล
แต่ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ผู้ที่พ่ายแพ้ย่อยยับที่สุดยังคงเป็นกษัตริย์กิยาเนนทรา ซึ่งไม่ทรงเป็น
ที่ชื่นชอบของพสกนิกรชาวเนปาลนักหลังจากพระองค์ทรงยึดอำนาจเบ็ดเสร็จไว้เอง

เมื่อปี 2548 แต่ถูกประชาชนชุมนุมประท้วงนานหลายสัปดาห์ กระทั่งต้องทรงคืนอำนาจให้ประชาชน
บรรดาพรรคการเมืองใหญ่ๆ ต่างปฏิญาณว่าสมัชชาชุดใหม่จะเริ่มต้นล้มล้างระบอบกษัตริย์อย่างแน่นอน
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 17.6 ล้านคนของเนปาล มีพรรคการเมืองให้เลือกมากถึง 54 พรรค
แต่ละพรรคมีสัญลักษณ์แตกต่างกันไป เช่น พระอาทิตย์, ต้นไม้, ควาย, ลูกฟุตบอล, วิทยุ, เด็ก
และที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ ค้อนเคียว ของพรรคนิยมลัทธิเหมา.

มีพรรคชื่อ หมาๆ ด้วยเปล่าหว่า

http://www.monthlyreview.org/0902madsen.htm

Comparisons Between Recent U.S.-Backed Coups: Caracas and Kathmandu

by Wayne Madsen

One thing about the CIA is that their playbook rarely changes. Take for example,
the agency's involvement in the recent abortive military coup against Venezuela's
democratically-elected President Hugo Chavez. The April 13 Washington Post reported
that during the period leading up to the coup against Chavez, “members of the country's
diverse opposition had been visiting the U.S. Embassy... hoping to enlist U.S. help in
toppling Chavez. The visitors included active and retired members of the military,
media leaders and opposition politicians.”

The CIA, which had a special covert team in Venezuela since last June, had groomed
these potential coup leaders, which now appears to have also included members of
the proto-fascist Roman Catholic cult, the Opus Dei
….But the most interesting aspect of the visits of Venezuelans to the U.S. Embassy
before the coup there is the similarity to events that took place in Kathmandu
during the months prior to the massacre of Nepal's Royal Family last June.

On June 1st, 2001, King Birendra, his wife and all his children, were assassinated.
His younger brother, Gyanendra, was conveniently absent from the from the palace
at the time of the massacre of all those who were ahead of him in succession to the throne.
At first, Gyanendra and Prime Minister Girija Koirala announced that the worst royal massacre
since the assassination of the Romanovs of Russia in 1917 had been caused by
an automatic weapon that had gone off by itself. Soon, the explanation for the massacre
was changed to a story befitting any Hollywood script.
It was then announced that
the King's oldest son, Crown Prince Dipendra, had murdered his entire family and then
shot himself because his mother had forbidden him to marry a commoner. The new King
Gyanendra's only son, Paras, an unpopular brute, was at the palace during the slaughter
but managed to survive without so much as a scratch.

Gyanendra himself has long been a CIA and U.S. corporate stooge.
For example,
he has a relationship with Henry Kissinger that goes back to the 1970s and
the Ford administration. On the other hand, King Birendra wanted to open peace negotiations
with the rebels and was also known to be a stauch anti-Indian Nepali nationalist.

Today, the news media is reporting that Nepali “Maoists” brutally
murdered 160 policemen, beheading some in the process. Likewith Chavez in Venezuela,
one must peer beyond this CIA-inspired corporate media disinformation.

The fact remains that Chavez and his supporters are Venezuelan nationalists opposed
to American bullyism. Similarly, the so-called Maoists of Nepal, while mostly leftists,
are first and foremost, Nepali nationalists who are attempting to prevent Gyanendra
from turning Nepal into another state of India, much like what happened to neighboring
Sikkim in 1975.

Gyanendra, being part of the Bush Family's New World Order
, is part and parcel of the U.S. plan to throw a cordon sanitaire of pro-U.S. states around China.

เป็นส่วนหนึ่งของ new world order
ก็ไม่รอดเหมือนกัน


http://www.pattayadailynews.com/en/2010/07/07/violence-against-women-in-thailand-campaign/

รวบเสี่ยอ้างจบจปร.ชักปืนยิงโชว์สาวหน้าผับ

คมชัดลึก :รวบ เสี่ยใหญ่ อ้างจบอดีตนายร้อยจปร.รุ่นที่32 เมาชักปืนยิงโชว์สาวหน้าผับดัง
เมืองพัทยา ซิ่งเก๋งแคมรี่หนี ไปไม่รอดถูกตำรวจสกัดจับคาสี่แยก

จากการสอบสวน นายวีระ ซึ่งอยู่ในอาการเมาสุรา อย่างหนักรับสารภาพไปเที่ยวที่ผับดังกล่าว
แล้วนำปืนออกมายิงปืนขึ้นฟ้าจริง ส่วนอาวุธปืนนั้นก็เป็นของตนเองมีทะเบียนครอบครองถูกต้อง
ตามกฎหมาย พร้อมบ่นว่าอยากติดคุกอยากเข้าไปนอนในคุก แถมยังอ้างว่า
ตัวเองเคยเป็นนักเรียนนายร้อย จปร.รุ่นที่32 เคยเป็นทหารสังกัดกองทัพบก แต่โดนไล่ออก
เพราะทำตัวเป็น คอมมิวนิสต์
ปัจจุบันจึงทำธุรกิจส่วนตัว ก่อนหน้านี้ก็เคยยิงปืน
ขึ้นมามาแล้ว 3 ครั้งและยังบอกด้วยอาการเมามาย อีกว่าให้ตำรวจจับกุมตัวไปดำเนินคดี
เพราะอยากติดคุก

แสดงละครเก่งดี
คุกคงไม่มีที่ว่าง มีกฏแค่ข้อเดียว


แต่ต้องแลกด้วยชีวิตของพวกคุณเอง

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat Aug 28, 2010 11:11 am

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=5&contentID=88217

บุตรสาวทูตสหรัฐประจำไทยตกตึกดับ

วันเสาร์ ที่ 28 สิงหาคม 2553 เวลา 4:05 น



วันนี้ (27ส.ค.) สำนักข่าวเอพีรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า นิโคล จอห์น
บุตรสาววัย 17 ปี ของนายเอริค จี จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
พลัดตกอพาร์ตเมนต์ที่พักในนิวยอร์กเสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเผยว่า นิโคลหล่นจาก
หน้าต่างห้องพัก บนถนนสายที่ 34 ของเขตแมนฮัตตัน เมื่อเวลาประมาณ 4.15 น. ของวันศุกร์
ตามเวลาท้องถิ่น สภาพศพแหลกเหลวของเธอ ถูกพบบนกันสาดชั้นที่ 3 ของอพาร์ตเมนต์
หลังดังกล่าว และจากการตรวจสอบเบื้องต้นเชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ

ฯพณฯ เอริค จี จอห์น ได้รับแต่งตั้งเป็นทูตประจำประเทศไทยตั้งแต่ปี 2550 โดยก่อนหน้านี้
ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ระหว่างปี 2548 – 2550 ชีวิตส่วนตัวสมรสกับนางโซเฟีย มีทายาท 2 คน โดยคนโตเป็นชายชื่ออดัม
เป็นนักร้องและนักแต่งเพลงมีชื่อเสียง และวงต้นสังกัดมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ในวงการเพลงฝั่งตะวันออก
ของสหรัฐ ส่วนคนเล็กบุตรสาว คือนิโกลที่เสียชีวิต ซึ่งเคยเรียนชั้นมัธยมปลายที่กรุงเทพ นายเอริค
กำหนดย้ายจากประเทศไทยในเดือน ธ.ค. 2553 โดยผู้ที่จะมาแทนคือนางคริสตี เคนเนย์
เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำฟิลิปปินส์

http://www.nydailynews.com/ny_local/2010/08/27/2010-08-27_nicole_john_daughter_of_us_ambassador_to_thailand_plunges_to_death_from_highrise.html

Nicole John, daughter of US ambassador to Thailand Eric John,
dies after falling at high-rise party


BY Alison Gendar, Joe Jackson AND Jonathan Lemire
DAILY NEWS STAFF WRITERS

Originally Published:Friday, August 27th 2010, 10:31 AM
Updated: Friday, August 27th 2010, 7:46 PM


Nicole John (middle), with her father, Eric John, the U.S. ambassador to Thailand.


Nicole John, far left, with friends. The teen died after falling 22 stories to her death
at an early-morning afterparty.

Published: 08/27/2010 19:36:34

Nicole John, the 17-year-old daughter of the U.S. Ambassador to Thailand,
accidentally fell to her death from a midtown high-rise early Friday morning
after partying at a posh Manhattan nightclub, police said.

John plunged from the 25th story window of the Herald Square Towers on W. 34th St.
about 4:15 a.m., landing on the building's third-floor overhang, police said.

The teen, whose father Eric John was appointed U.S. Ambassador to the Kingdom of Thailand
in 2007, had been carousing at Tenjune on Little West 12th St. before heading to
the apartment about 2:15 a.m. for a nightcap, police said.

"They'd been drinking," said Robert Pena, the building engineer at the Herald Square Towers,
who saw the pack of partygoers walking through the building's lobby just before 4 a.m.

"They'd invited some other people back from a club," Pena said.

About 10 people were inside when Nicole John took off her shoes,
climbed out of the window onto a ledge and plunged to her death,
Police Commissioner Raymond Kelly said.

A witness from an adjacent building saw John fall and called cops, Kelly said.

By the time officers arrived, the apartment had been completely cleaned up, he added.

Investigators found a small camera beside her body, leading them to believe that
she climbed outside to take a picture.

John, who recently graduated from the International School in Bangkok,
had a fake Brazilian ID, suggesting she was 23 or 24.

Sources said Ilan Nassimi, 25, who was hosting the late night party in his apartment,
was charged with unlawful dealing with a child for handing out to booze to someone
under the age of 21.

John had just recently graduated from the International School in Bangkok and
was set to begin classes at Parsons School of Design this fall, according to her blog.

Read more: http://www.nydailynews.com/ny_local/2010/08/27/2010-08-27_nicole_john_daughter_of_us_ambassador_to_thailand_plunges_to_death_from_highrise.html#ixzz0xs2cf8VI


Investigators found a small camera beside her John's body,
leading them to believe that she climbed outside to take a picture.


John fell 22 stories to her death at the The Herald Towers, Friday August 27, 2010.


Sources said Ilan Nassimi, 25, who was hosting the late night party in his apartment,
was charged with unlawful dealing with a child for handing out to booze to someone
under the age of 21.

http://politics-and-world-5678.blogspot.com/2010/08/nicole-john-ambassador-daughter-dies.html

Friday, August 27, 2010
Nicole John Ambassador Daughter Dies and Anna Chapman Does Sexy Russian Photo Shoot

Nicole John, daughter of the US Ambassador to Thailand died after falling out of
a 25th story window. Anna Chapman, one of the Russian spies who was released
during the controversial spy swap, did a sexy photo shoot for the Russian version of
Heat magazine.
http://www.cbsnews.com/8301-504083_162-20014878-504083.html


Nicole John’s death is presumed to be an accident. An eyewitness saw her open the window
and climb out on the ledge, and then fall. A camera was found nearby, leading police to
believe she stepped outside to take a picture, thinking there was a terrace under the window.

There are some reports which indicate alcohol could have played a factor.

Anna Chapman cannot make money telling her spy story to the world, according to her
deportation agreement with the US . However, it appears as if she’s using her sexy
appearance to make money. She was recently featured in a photo shoot at a glam
upscale hotel near the Kremlin.

http://www.vnnforum.com/showthread.php?p=1170378
Before her tragic death, Nicole John lived a life full of drinking, pills, partying: blog

Read more: http://www.nydailynews.com/ny_local/...#ixzz0xxN8saER

The one constant, her blog reveals, was liquor.

"Whaaaaaat a f----n' EPIC weekend. Intoxication for about 40 hours straight" she wrote two weeks ago.

"Vodka/redbulls + long island ice teas + ambiens + xanax = om nom nom (delicious)," she wrote in May.

So I was down in the slumps, in the pits. But now I popped two Xanax's
so I'm goooooood to go," she wrote three months ago. "Three cheers for
medication!"

Later in the month, she describes popping two Xanaxes and going for sushi with pals.

"For future reference: xanax and vodka do not mix," she wrote.

In one photo, John purses her lips - a glass of champagne in hand -
as she embraces a pretty pal in a New York nightclub.

Another picture shows her in a sleeveless blue dress, beaming from behind a table full of drinks.

One photo depicted a beautiful young woman flying on a swing over the
cityscape, and she wrote underneath it: "I want to do this."

In a tragic foreshadowing of her death, John referenced a Kurt Vonnegut quote.

"I want to stay as close to the edge as I can without going over," she
posted on her blog. "Out on the edge you see all kinds of things you
can't see from the center."

http://www.thaivisa.com/forum/topic/393863-nicole-john-daughter-of-us-ambassador-to-thailand-plunges-to-death-from-high-rise-party/page__st__25

Posted Today, 18:27

So sad and tragic...

I last saw Nicole in June when she stopped by the house (she roomed with my daughter
on the Koh Samui senior trip)... such a sweet and polite young lady....
and such a tremendous loss.... Ironically, my daughter had wanted to go to NY
to hang out with that group, but her university classes started two weeks ago...
But from what i've heard second-hand, the partying was not as extreme as
the press is portraying it.

Bangkok expat kids have the same challenges, stresses and temptations as kids in the US,
but the main difference being that partying and clubbing is more openly allowed by
the clubs/bars and their bouncers and the BIB.... usually the first place most kids
visit is Khaosan Rd to get a fake ID.
But I've seen as many, if not more,
problems at private homes than in the clubs. Successful parenting *anywhere*
requires honest open communication, fair boundaries and expectations,
mutual respect, and interested parental involvement.

Sincerest condolences to the John family
RIP, dear Nicole...


OVER THE EDGE: Nicole John, daughter of the US ambassador to Thailand,
had edged out on the ledge of this 25th-floor window at the Herald Towers with a camera --
perhaps for a shot of the Empire State Building -- when she fell and crashed onto
a third-story landing.

Read more: http://www.nypost.com/p/news/local/manhattan/diplo_teen_in_death_plummet_IAOJzCdJ2w2FCr1XvhSG7L?CMP=OTC-rss&FEEDNAME=&utm_source=twitterfeed&utm_medium=twitter#ixzz0y0jZZcW3

Diplomat's teen in death plummet


Falls from window at boozy Midtown bash

By JAMIE SCHRAM, LARRY CELONA and DOUG AUER
Last Updated:
12:34 PM, August 28, 2010
Posted:
1:53 AM, August 28, 2010

The hard-drinking teen daughter of the US ambassador to Thailand fell to her death
yesterday from a 25th-floor window after partying with an older man at a trendy
Meatpacking District nightclub, cops said. Nicole John, 17, was pronounced dead on
a third-floor landing of the luxury Herald Square Towers on West 34th Street at 4:14 a.m.,
shortly after taking off her shoes and climbing onto an 18-inch window ledge with a camera.
The teen -- who chillingly had written on her blog that she loved heights --
may have been trying to take a picture of the Empire State Building, police said.
A camera was found near her body. She also had a fake ID that bore a Brazilian name
and claimed she was 23.


PHOTOS: NICOLE JOHN
HER WHIRLWIND LIFE WAS ONE BIG BINGE

John arrived in the city a week ago for her freshman year at Parsons The New School for
Design in Greenwich Village. She was among several underage revelers partying with
at the Midtown apartment of Ilan Nassimi, 25. Earlier, Nassimi and John, who had met
at least once before, had been partying at downtown hotspot Tenjune, a source said.
Nassimi was arraigned on a misdemeanor charge of unlawfully dealing with a child last night
and released on his own recognizance. He was also charged with selling alcohol to a minor,
though it was not clear why. According to her online profiles, John was already well-schooled
on drinking and drugs before the fateful bash. "Let's make a stew -- vodka/redbulls +
long island ice teas + ambiens + xanax = om nom nom," she wrote in one of many posts
chronicling her partying ways, which date to her high-school days in Bangkok.


She had lived in Thailand for three years with her father, Eric John, 50, who was appointed
as ambassador to country in 2007, and her Korean-born mother, Sophia. John --
whose online postings indicate she had been out drinking every night since arriving in
the city -- set out on her ill-fated final hours at around midnight from her West 15th Street
dorm in stylish jeans and a white blouse. "She was talking to her friend about how she made
her dress and that it looked cute," said Ashley Wald, 18, who saw John in the elevators of
the Stuyvesant Park Residence hall. John's bogus ID didn't raise eyebrows at Tenjune --
a celeb-packed hotspot where the likes of Paris Hilton, Justin Timberlake and Britney Spears
have partied. John and pals were allowed in at around 12:20 a.m., according to the club.

After meeting Nassimi and his crew, the group swelled to about 15. A source said Nassimi
invited John and her friends back to his place and the crowd was seen arriving about
two hours later. "I told several people that I wanted to have an afterparty," Nassimi said,
according to court papers. "Over a dozen people packed into taxis and headed over to
my apartment. "During the party there was drinking and smoking." Nobody at the party
admitted to seeing John climb out the window. But a witness in an adjacent building spotted
the teen and called 911, police said. The partygoers eventually saw the antics as well,
and someone notified the building's superintendent, sources said. After her fall,
the super discovered John's body sprawled across a third-floor terrace.
Police Commissioner Ray Kelly said "the scene was cleaned up," hinting that Nassimi
and others may have tried to hide evidence of the party after tragedy struck.
A criminal complaint said an empty bottle of tequila was found on the windowsill John fell from,
and bottles of vodka and scotch were also found in the apartment. Several people at the party
were found to be under 21, the papers said. Cops planned to interview Tenjune's staff and
review the club's video surveillance, sources said. Tenjune insisted it "enforces a strict door policy."

After his arraignment, Nassimi declined to comment, but his lawyer, Matin Emouna, said,
"This is just a tragic accident and we should concentrate on the family, recovering
from this tragic incident. Nothing was intentional."

Read more: http://www.nypost.com/p/news/local/manhattan/diplo_teen_in_death_plummet_IAOJzCdJ2w2FCr1XvhSG7L?CMP=OTC-rss&FEEDNAME=&utm_source=twitterfeed&utm_medium=twitter#ixzz0y0k0zLaP

http://www.medhelp.org/posts/Anxiety/Xanax-causing-depression/show/4616

http://www.bibliotecapleyades.net/sociopolitica/esp_sociopol_mindcon28.htm

http://www.xs4all.nl/~sm4csi/nwo/MindControl/Microwave.Harassment.And.Mind-Control.Experimentation.htm

*
* *

Another individual (a clear target of retaliation) sought medical assistance to counter
sudden massive headaches and recurrent attacks of vomiting—effects which can be
produced by infrasound. The physician to whom she was referred (an alleged specialist
in Internal Medicine) placed her on a combination of Compazine and Xanax,
prescribing dosages which the Physicians’ Desk Reference warns against.

Compazine, in addition to being an anti-emetic, is used in the treatment of psychotic disorders.
It can also cause tardive dyskinesia, an irreversible syndrome involving loss of motor control.
Xanax is known to induce vomiting. Both drugs can lead to dependency and
a worsening of the patient’s condition.
The effects of all such drugs, in fact, can be mutated
in high-energy fields, thus increasing the likelihood of adverse reactions.

We have recently found that this prescribing “physician” is not licensed to practice medicine
in the State in which she has been practicing since at least 1989.

Our contact, being concerned about the long-term effects of Xanax and Compazine,
consulted another physician in that same office. This physician immediately prescribed
Prozac, failing to concurrently recommend that her patient discontinue the Xanax
and Compazine
prescriptions. When our contact refused to take any psychotropic drugs,
the doctor became upset and asked, “Don’t you want to get well?”

This second physician is a licensed practitioner in Internal Medicine, with no background in
Psychiatry. We have also found that she apparently refers her patients to yet a third physician
in the office who claims to be a psychiatrist. She, too, is licensed to practice Internal Medicine, only.
Her receptionist described this third physician as having a psychiatric “sub-specialty,” ...
“as an internist.” The receptionist also informed us that this internist “is treating a number of
psychiatric patients.”

On pursuing this further, we find that these physicians are in a small “medical group”
which is not listed by specialty in standard regional telephone directories.
The group bears the same name as one of the CIA’s most infamous recruited physicians
(perhaps best described as “the Mengele of MKULTRA”).


The doctor’s offices are located in a bank building, which, we have found, is a favored
hiding place for security-oriented businesses and government agencies. Two computer firms,
co-located with an attorney who represents “Island Resort Development, Ltd.,” are situated
immediately beneath the doctors’ offices. The prospect of our finding island resort
developments within 500 miles of this attorney’s office is limited.

Our contact, being apprised of these
findings, is seeking medical help elsewhere.

*
* *
Cnn Chimp Attack The Result Of Xanax


http://www.druglibrary.org/schaffer/lsd/marks.htm

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Mon Aug 30, 2010 11:09 am

http://www.oknation.net/blog/black/2010/08/28/entry-1

วันเสาร์ ที่ 28 สิงหาคม 2553

แสนเศร้า...บันทึกสุดท้ายของท่านทูต Eric John เกี่ยวกับลูกสาวอายุ 17
ก่อนเธอตกจากชั้น 25 เสียชีวิตที่นิวยอร์คเมื่อวาน


Posted by
สุทธิชัย หยุ่น
,ผู้อ่าน : 5229, 09:44:12 น.



คือตอนหนึ่งของข้อความใน blog ลงวันที่ 21 กรกฎาฯที่ผ่านมาของท่านเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ
ประจำประเทศไทย Eirc John ที่เขียนถึงลูกสาวอายุ 17 ชื่อ Nicole John ข่าวแสนเศร้าก็คือ
เมื่อวานนี้, ลูกสาวคนนี้ซึ่งกำลังจะเข้าเรียนโรงเรียนศิลป์ชื่อดังของนิวยอร์ค...Parsons...เสียชีวิต
เพราะตกจากชั้น 25 ของอพาตเม็นต์กลางกรุงนิวยอร์คใกล้ ๆ ตึก Empire State เหตุเกิดตอน
ประมาณตี 4 เวลาท้องถิ่น ตำรวจบอกว่าพบร่างไร้ชีวิตของเธอที่ขอบหน้าต่างชั้น 3 ...ไร้รองเท้า
และข้าง ๆ มีกล้องถ่ายรูปวางอยู่ตำรวจบอกว่าเจ้าของอพาตเมนท์ชั้น 25 ชื่อ Ilan Nassimi อายุ 25
ซึ่งเข้าใจว่าเป็นคนจัดงานปาร์ตี้และมีการกินเหล้ากันด้วยนาย Nassimi ถูกตำรวจตั้งข้อหาให้
แอลกอลฮอลกับเยาวชนอายุต่ำกว่า 21อพาตเมนต์หลังนี้ชื่อ Herald Square Towers อยู่
ถนน West 34thวิศวกร ประจำตึกชื่อ Robert Pena บอกตำรวจว่ามีการดื่มเหล้าระหว่างงานเลี้ยง
ในอพาตเมนท์แหงนี้ เข้าใจว่าคนกลุ่มนี้เพิ่งกลับมาจากคลับแห่งหนึ่งตำรวจสันนิษฐานเบื้องต้นว่า
"นิโคล" อาจจะโน้มตัวออกทางหน้าต่างอาจจะเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกหรือกำลังจะถ่ายรูป
จากมุมหน้าต่าง (ถอดรองเท้าเอาไว้, และมีกล้องถ่ายรูปใกล้ตัว) ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุตกลงมา
ถึงกับเสียชีวิตเพื่อน Nicole คนหนึ่งเขียนในบล็อกว่าเธอเพิ่งจบมัธยมจากกรุงเทพฯและได้รับเข้า
Parsons School of Arts ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางด้านศิลป์มีชื่อเสียงของนิวยอร์ค และกำลังจะ
เริ่มเรียนอยู่ทีเดียว แต่มาเกิดโศกนาฏกรรมเสียก่อนผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง
มายังท่านทูต Eric John และครอบครัวด้วยครับ

http://thestir.cafemom.com/big_kid/108705/nicole_john_blog_of_depressed?utm_medium=sm&utm_source=rss&utm_content=big_kid_rssfeed

Nicole John: Blog of Depressed, Partying, Now-Dead Teen Reads Like My Own Teen Diary

Posted by Sheri Reed
on August 29, 2010 at 1:37 PM

Strip away the Xanax, the posh Manhattan nightlife, and the international lifestyle,
and the blog entries from hard-partying 17-year old Nicole John could be my own.

Nicole John was the teen-aged daughter of Eric John, U.S. diplomat and ambassador
to Thailand. She just graduated from high school in Bangkok and was an incoming
freshman at Parsons The New School for Design.

On Friday night, after partying at a fancy Manhattan nightclub, Nicole fell 22 stories
to her death
from a house party in a midtown high-rise on W. 34th Street.

It is believed that the teen slipped from the ledge while intoxicated and trying to take
a photograph. This story is devastating to read. Horrifying. A beautiful young life
cut short too soon. The part that really gets me, though, is how much her blog entries
sound just like the diary entries of my youth. The entries on Nicole's blog would probably
go unnoticed or unremarked had her angsty party girl lifestyle not ended in such a tragic death.

Here are a few of her entries about the drinking as quoted in the NY Daily News:

  • "Whaaaaaat a f----n' EPIC weekend. Intoxication for about 40 hours straight" she wrote two weeks ago.
  • "Vodka/redbulls + long island ice teas + ambiens + xanax = om nom nom (delicious)," she wrote in May.
  • "Friday night went to a house party and played beer pong, etc., got shwasted/cross-faded . . ."
  • "Saturdayyy went clubbing which was awesome getting VIP treatment, up until the part where I'm trying to hail a cab at 3 am, really really drunk."
    She describes getting robbed by three people who stole her iPhone and
    spending the next two hours with cops trying to "figure out where the
    house was."
And then there was the angst:

  • "If I had the choice right now, I wouldn't take the next breath,"
    John wrote in May. "The people I care about most find it so easy to
    leave me . . . I'm hurt so deep that I no longer see the purpose."
And the Xanax:

  • "So I was down in the slumps, in the pits. But now I popped two
    Xanax's so I'm goooooood to go," she wrote three months ago. "Three
    cheers for medication!
    "
And sometimes there was a mix of it all:

  • "For future reference: xanax and vodka do not mix," she wrote.
The NY Daily News describes Nicole as a "deep thinker and talented writer."
Not just a brain dead party girl, she wrote about her love of art, reading, photography,
drawing, and film. She quoted poet Sylvia Plath and philosopher Thomas Hobbes.
In a frightening foreshadowing of her death, John quoted Kurt Vonnegut:

  • "I want to stay as close to the edge as I can without going over,"
    she posted on her blog. "Out on the edge you see all kinds of things
    you can't see from the center."
I read these entries and I let out a big sigh -- a big sigh for the twisted turns of my own life --
and then I hold my breath for my own children. The diaries of my late teens and early 20s
read much like Nicole's, chronicling the insane drinking, the intense angst, and hours
and hours of excruciatingly deep thinking, trying to figure out who I was,
why I did the things I did, what got me through. And I read Nicole's tragic story and
I wonder, what did get me through? How did I get so lucky? I may not have crawled out
on a ledge, but in between reading and writing, I overdosed on alcohol, drove intoxicated,
walked downtown at night barely able to function, and "drunk-walked" through many
risky scenarios. But I did not die. I did not fall from my own proverbial ledge.
I went onto drink to excess for many more years and wrote an entire thesis of fiction
about drunk girls in graduate school before I finally quit drinking --

when it finally became clear to me that alcohol was causing the angst not relieving it.
Stories like Nicole's hit home for me. Because I relate so closely still to that particular
teen experience and because these stories scare the hell out me, having walked a similar path
and come out alive. And now, on the other side -- as a parent of someday teens --
I tear and dig at the memories and the diary entries and I wonder what it is that makes
"ledge walking" so attractive to some kids. Is there something that could have helped me?
Is there something different my parents could have given me to fill the hole?
Is there something they could have seen in me? Will I be able to see it in my kids?
Will I be able to help them even if I do see it? Will they accept my help?
Or are some of us just destined to walk that ledge all alone in the dark of night
while the party's going on inside -- and the fact that we fall or we don't fall, out of our hands?
I send my deepest condolences to the John family.

Have you found a way to turn your faulty past into something positive for your kids as a parent?


Image via Nicole's LOOKBOOK.au



http://entertain.teenee.com/star/53744.html

"เลดี้ กาก้า"ทรุด "คุมความคิด"ไม่ได้ ต้องพึ่งยา

เมื่อคนเรา (รวมทั้ง "พิงค์สเกิร์ต" ด้วย) ถ้ายังไม่ทันมีชื่อเสียงโด่งดัง
อาจคงนึกภาพไม่ออกมาว่า เมื่อมีชื่อเสียงขึ้นมาแล้ว ประมาณว่าจะเดินไปไหน
ก็เจอแต่คนที่รู้จักเรา บางคนก็ถึงขั้นคลั่งไคล้สุดฤทธิ์สุดเดช ขณะที่บางคน
อาจไม่ชอบขี้หน้าเรา ทั้งที่ยังไม่ได้รู้จักกันดีเลยด้วยซ้ำก็ยังอีกเยอะแยะนั้น

เราจะรับมือกับมันได้อย่างไรและแค่ไหน


เมื่ออ่านข่าวนี้เข้าให้แล้ว ก็ถึงขั้นเข้าใจดีเลยว่าการรับมือกับความมีชื่อเสียงนั้น
มันยากลำบากแค่ไหน ดูตัวอย่างได้จาก "เลดี้ กาก้า" นักร้องสุดแรงแซงโค้งรุ่นพี่คนนี้
ที่ออกมายอมรับเลยทีเดียวว่า เธอต้อง "กินยา" ตามใบสั่งแพทย์ เพื่อช่วยให้เธอ
รับมือกับแรงกดดันและแรงเสียดทานต่างๆ ที่เกิดจากความมีชื่อเสียงขอเธอ
โดยเฉพาะยาที่ช่วยให้เธอหายจากอาการ "ซึมเศร้า" และอาการ "ตื่นตระหนก"


"ฉันไม่สามารถควบคุมความคิดของตัวเองได้เลย ฉันเหมือนถูกสาป
แต่ฉันก็ชอบนะ ความคิดของฉันมันหยุดไม่ได้ เช่นเดียวกับดนตรีของฉัน"

เลดี้ กาก้า เปิดเผย




http://www.nydailynews.com/ny_local/2010/08/28/2010-08-28_i_want_to_stay_as_close_to_the_edge_as_i_can.html

Before her tragic death, Nicole John lived a life full of drinking, pills, partying: blog

BY Christina Boyle and Rich Schapiro
DAILY NEWS STAFF WRITERS
Saturday, August 28th 2010, 4:00 AM


Nicole John (r.), the daughter of a U.S. diplomat, fell to her death after climbing out
on a window ledge after she'd been drinking. Her blog details a hectic life of booze,
partying and pills.


Nicole John strikes a pose with her mother.

She had the face of an angel - but Nicole John lived the life of a wild child obsessed
with booze, pills and partying until she blacked out. In a blog filled with boasts about
her benders and dark musings about loneliness, the tragic teen daughter of a U.S. diplomat
described the turbulent last three months of her life. She took limos to clubs and gallivanted
on exotic beaches.

The one constant, her blog reveals, was liquor.

"Whaaaaaat a f----n' EPIC weekend. Intoxication for about 40 hours straight"
she wrote two weeks ago.

"Vodka/redbulls + long island ice teas + ambiens + xanax = om nom nom (delicious),"
she wrote in May.

In the end, her love of alcohol led to her demise. The 5-foot-8 beauty with almond-shaped eyes
died after a night of partying when she fell from the ledge of a midtown apartment.
In some parts, her blog reads like that of a typical angst-ridden teenage girl.
She frets about growing apart from a close friend and describes as her loves:
art, reading, shopping and "really high heels." She talks about her fondness for fashion,
photography and drawing and films.

She slept with a pink elephant doll named Crinkly. But it's also frighteningly dark,
with sections devoted to a depression that at times consumed her.
"If I had the choice right now, I wouldn't take the next breath," John wrote in May.

"The people I care about most find it so easy to leave me . . . I'm hurt so deep that
I no longer see the purpose." This summer, she vacationed at Koh Samui,
a famed Thai hotspot, and partied at swanky Manhattan clubs as she flitted
between the two countries.

"So I was down in the slumps, in the pits. But now I popped two Xanax's
so I'm goooooood to go," she wrote three months ago. "Three cheers for medication!"
Later in the month, she describes popping two Xanaxes and going for sushi with pals.
"For future reference: xanax and vodka do not mix," she wrote.

In one photo, John purses her lips - a glass of champagne in hand - as she embraces
a pretty pal in a New York nightclub.

Another picture shows her in a sleeveless blue dress, beaming from behind a table full of drinks.
John's blog shows her to be a deep thinker and talented writer. She quotes poet Sylvia Plath
and philosopher Thomas Hobbes.

"I guess Thomas Hobbes is right, people are naturally selfish," John wrote in May.
"I'm grasping for a helping hand but they've all withdrawn."

In one section, she recalls a particularly wild weekend spent in Washington in July.
"Friday night went to a house party and played beer pong, etc., got shwasted/cross-faded . . .

"Saturdayyy went clubbing which was awesome getting VIP treatment, up until the part
where I'm trying to hail a cab at 3 am, really really drunk, and these three ghetto black people
passing snatch my new iPhone 4."

She describes spending the next two hours with cops trying to "figure out where the house was."

"Aside from getting robbed, it was a goooood weekend," John wrote. "Eventful, to say the least."
She couldn't wait for her new life in New York.

"Oh New York City, how I've dreamt of you since I was little. One more month and
you're all mine," she wrote in May. One photo depicted a beautiful young woman flying
on a swing over the cityscape, and she wrote underneath it: "I want to do this."

In a tragic foreshadowing of her death, John referenced a Kurt Vonnegut quote.
"I want to stay as close to the edge as I can without going over," she posted on her blog.
"Out on the edge you see all kinds of things you can't see from the center."

Read more: http://www.nydailynews.com/ny_local/2010/08/28/2010-08-28_i_want_to_stay_as_close_to_the_edge_as_i_can.html#ixzz0y3h62mFQ

ไทยจะให้สหรัฐกับรัสเซียไป "ตกลงกันเอง" เรื่อง วิคเตอร์ บูท ไม่ได้

กาแฟดำ
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บอกกับนักข่าวว่าอยากให้สหรัฐกับรัสเซีย “คุยกันเอง”

กรณีการส่งตัว วิคเตอร์ บูท ที่ศาลอุทธรณ์ไทยได้ตัดสินว่าให้ส่งตัวไปดำเนินคดีที่อเมริกา
อเมริกามีข้อหาเรื่องค้าอาวุธและอื่นๆ ต่อ นายวิคเตอร์ บูท มากมาย ขณะที่รัฐบาลรัสเซีย
บอกว่าทางการต้องปกป้องพลเมืองของตัวเองอย่างเต็มที่ เพราะเขาไม่โดนข้อหาอะไร
ในประเทศของเขาเอง กลายเป็นศึกการเมืองและการทูตระหว่างสองยักษ์ใหญ่ ที่ทำให้
ประเทศไทยถูกเบียดอยู่ตรงกลางและไม่ใช่เรื่องที่ไทยจะบอกให้วอชิงตันกับมอสโก
ไป “คุยกันเอง” เพราะสำหรับไทยแล้ว นี่คือประเด็นของมาตรฐานแห่งกระบวนการยุติธรรม
ที่เป็นอธิปไตยของประเทศ ไม่ใช่เรื่องที่จะใช้แรงกดดันทางการเมืองหรือการข่มขู่จากฝ่ายใด
ให้ไทยต้องทำหรือไม่ทำอะไรทั้งสิ้น จดหมายจาก ส.ส. และ ส.ว. สหรัฐ 6 คนที่ส่งมาถึงรัฐบาลไทย
ผ่านเอกอัครราชทูตไทยที่กรุงวอชิงตัน มีน้ำเสียงของการข่มขู่ชัดเจน โดยเอ่ยอ้างถึงการที่อเมริกา
ให้สถานะ “non-Nato ally” หรือ พันธมิตรนอกนาโต ซึ่งคล้ายๆ กับว่าจะขู่ว่าถ้าไทยไม่ร่วมมือกับสหรัฐ
ก็อาจจะถอนสถานภาพนั้นได้ รัสเซียนั้นเล่าก็ใช้ทุกวิธีทางทางการเมืองที่จะกดดันให้ไทยส่งตัว
วิคเตอร์ บูท ไปรัสเซีย และข่าวบางกระแสพูดถึงว่ารัฐบาลรัสเซียอาจจะ “บอยคอต” ประเทศไทย
เริ่มด้วยการไม่ให้นักท่องเที่ยวมาที่นี่ รัฐบาลไทยต้องไม่สนใจกับเสียงข่มขู่เช่นนี้

ไม่ว่าจะมาจากสหรัฐหรือรัสเซีย เพราะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสองชาติใหญ่นี้
มีมาช้านาน และมีผลประโยชน์ในเรื่องต่างๆ มากมายเกินกว่าที่จะให้ประเด็นเรื่องแค่ วิคเตอร์ บูท
มาทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตถึงขั้นจะเผชิญหน้ากันขนาดนั้นได้ ผมไม่เชื่อว่าคุณอภิสิทธิ์จะแก้ปัญหานี้
ได้ด้วยการบอกให้อเมริกากับรัสเซียไป “คุยกันเอง” เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องที่เราจะให้สองประเทศนั้น
ไปตกลงกันเอง แล้วมาบอกเราว่าจะให้ทำอย่างไร เพราะนี่คือหลักการแห่งกระบวนการยุติธรรม
ของไทยเอง ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ประเทศอื่นๆ ที่มีความขัดแย้งจะไป “ยื่นหมูยื่นแมว” แล้วมาตัดสินแทนเรา
ว่าเราควรจะทำอย่างไรกับ นายวิคเตอร์ บูท คนนี้ ผมอ่านบทความของรองอธิบดีกรมสารนิเทศของ
กระทรวงต่างประเทศรัสเซีย ที่ชื่อ Vladimir Kozin ใน เว็บไซต์ Moscow Times แล้วก็ไม่ได้เห็นว่า
เขาจะข่มขู่ว่าความสัมพันธ์ไทยกับรัสเซียจะถูกกระทบหากไทย ไม่ส่งผู้ต้องหาคนนี้ให้เขา

ที่เขาสรุปในบทความนั้น คือ ความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับรัสเซียจะได้รับผลกระทบกระเทือน
เพราะเขาอ้างว่ารัฐบาลสหรัฐได้ประกาศก่อนหน้านี้ว่าจะพยายาม “reset” หรือ “ปรับ”ให้
ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้เข้าสู่โหมดใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม แต่กรณี วิคเตอร์ บูท
อาจจะทำให้ความพยายามเช่นนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เจ้าหน้าที่รัสเซียคนนี้พยายามจะบอกว่า
รัฐมนตรีต่างประเทศ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ ยืนยันว่าการส่งตัว วิคเตอร์ บูท ไปอเมริกาเป็นเรื่อง
ที่เขาเห็นว่าไม่ถูกต้องและมีเบื้องหลังทางการเมือง แต่ภาษาของแถลงการณ์รัสเซียในเรื่องนี้
ไม่ได้พุ่งตรงมาที่ไทย หากแต่ต้องการจะ "ปะฉะดะ" กับสหรัฐมากกว่า ถ้าสองยักษ์นี้จะ "คุยกันเอง"
เพื่อหาทางตกลงกัน เขาก็คงจะคุยกันไปแล้วผ่านช่องทางการทูตต่างๆ ที่เขามีอยู่ไม่จำเป็นอะไร
ที่ไทยจะไปบอกให้เขาไป “ตกลงกันเอง” ซึ่งมิใช่หนทางที่ถูกต้อง เพราะทั้งสหรัฐและรัสเซีย
จะต้องเคารพในความเป็นอธิปไตยทางระบบศาลของ ประเทศไทย และไม่ว่าจะมีผลประโยชน์
ขัดกันเองอย่างไร เช่น รัฐบาลรัสเซียกลัวว่าอเมริกาจะ “เค้น” ความลับจาก วิคเตอร์ บูท
บางอย่างที่ทางการมอสโกถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หรืออเมริกากลัวว่ารัฐบาลมอสโก
จะเอาตัวเขาไปเก็บเอาไว้เพื่อปิดปากเขาไปตลอดชีวิต หรือจะด้วยเหตุผลกลใดอันเป็นประโยชน์
เฉพาะตนของสองประเทศนี้ ไทยก็ต้องยืนหยัดว่ามาตรฐานของกระบวนยุติธรรมของไทย
ไม่เป็นสองรองใคร


หากสองประเทศนี้มีประเด็นร้องเรียนอย่างไร ก็จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
ระหว่างประเทศ มิใช่ใช้วิธีกดดันหรือข่มขู่ทางการเมืองให้เห็นว่าประเทศเล็กๆ อย่างไทย
จะต้องทำตามอำนาจบาตรใหญ่ของประเทศใหญ่ประเทศใดประเทศหนึ่งแต่ประการใดไม่


hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed Sep 01, 2010 1:12 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1283173299&grpid=&catid=02

วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 05:39:39 น.
มติชนออนไลน์

สาวลึกคดีสินบนผู้พิพากษา โชว์หลักฐาน"หญิงคนสนิท" เปิด
สนง.ทนายความวิ่งประกันผู้ต้องหายาเสพติด7ล.


ตอนที่แล้ว"มติชนออนไลน์"กล่าวถึงหนังสือที่ผู้ร้องได้ทำถึงประธานศาลฎีการ้องเรียน
พฤติกรรมผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รายหนึ่งและผู้หญิงคนใกล้ชิดเรียกรับเงินวิ่งเต้นให้ประกันตัว
ผู้ต้องหาคดียาเสพติดคนหนึ่งจำนวน 7 ล้านบาท โดยใช้หลักฐานใบรับรองแพทย์ปลอมเป็น
หลักฐานยื่นต่อศาลฎีกาจนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว โดยมีแคชเชียร์เช็ค ธนาคารธนาไทย
สาขา อินทรา ประตูน้ำ 2 ใบ มูลค่า 5 ล้านบาทเป็นหลักฐาน

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1283263151&grpid=00&catid=

วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 23:41:20 น.
มติชนออนไลน์

ปูดอีกสินบนผู้พิพากษา เอกสารมัด "หญิงคนสนิท"กับพวก
วิ่งล้ม 3 คดี"ฝรั่งอัดถั่วดำเด็ก"เรียก 12.7 ล้าน


"มติชนออนไลน์" เปิดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีสินบนผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อีกชิ้นซึ่งผู้ร้อง
ยื่นเรื่องถึงประธานศาลฎีกากล่าวหาผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รายหนึ่งและผู้หญิงคนสนิท
ร่วมกันเรียกรับสินบนจากการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาชาวต่างประเทศรายหนึ่งใน
คดีอนาจารเด็กชายชาวไทย จำนวน 3 คดี

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1283317634&grpid=00&catid=

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 12:06:19 น.
มติชนออนไลน์

"ศิริโชค"ปูดอีก ได้ยิน"วิคเตอร์ บูท"มีข้อมูลรบ.รัสเซีย
ขายอาวุธสงครามใครบ้าง เหตุดิ้นทุกทางไม่ไปสหรัฐ


เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 กันยายน ที่รัฐสภา นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา
พรรคประชาธิปัตย์ คนสนิทนายกรัฐมนตรี
กล่าวว่า สำหรับการส่งตัว นายวิคเตอร์ บูท
ผู้ต้องหาคดีค้าอาวุธสงครามชาวรัสเซีย ขณะนี้อยู่ที่การวินิจฉัยของศาลในวันที่ 4 ต.ค.นี้ว่า
จะยอมให้ถอนฟังในคดีที่สอง ตามที่ทางการสหรัฐยื่นถอนมาหรือไม่เพราะหากศาล
ไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องก็จะต้องอายัดตัวนายบูทไว้ดำเนินคดีในประเทศไทยต่อไป
แต่ถ้าศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ ก็จะเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารพิจารณาว่าจะส่งตัว
นายบูทเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปให้กับทางการสหรัฐ ภายในระยะเวลา 90 วัน ตามที่
ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษามาก่อนหน้านี้ โดยรัฐบาลมีสิทธิไม่ส่งตัวนายบูท
เป็นผู้ร้ายข้ามแดน

โดยประเด็นสำคัญที่ศาลจะวินิจฉัยในวันที่ 4 ต.ค.คือการที่ทนายความของนายบูท
ยื่นคัดค้านการถอนฟ้องคดีดังกล่าว ถือเป็นการเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาคดีแล้วหรือไม่
เพราะหากเริ่มต้นแล้วถ้าจะถอนฟ้องต้องได้รับการยินยอมจากจำเลยด้วย

อย่างไรก็ตาม ยอมรับได้ยินกระแสข่าวมาเหมือนกันว่า นายบูทมีข้อมูลว่ารัฐบาลรัสเซีย
ขายอาวุธสงครามให้ใครบ้าง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เจ้าตัวพยายามทุกวิถีทาง
เพื่อไม่ให้ถูกส่งตัวไปที่สหรัฐฯเพราะรู้สึกว่าอาจไม่ได้รับความปลอดภัย






http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=419&contentID=89065

รู้ตัวโจรแสบชาวเซอร์เบีย

วันพุธ ที่ 01 กันยายน 2553 เวลา 9:03 น

ใช้ปิกอัพขนทั้งตู้เอทีเอ็ม

ได้เค้าวายร้ายลักตู้เอทีเอ็มกลางเมืองระยอง เป็นแก๊งชาวเซอร์เบีย หลังตรวจสอบสัญญาณ
การใช้โทรศัพท์มือถือบริเวณที่เกิดเหตุในช่วงโจรกรรม พบชื่อชายชาวเซอร์เบียต้องสงสัย 3 คน
สอดคล้องกับข้อมูลของรถปิกอัพต้องสงสัยที่กล้องวงจรปิดจับภาพได้ ที่ตรวจสอบพบว่า
มีชาวเซอร์เบีย 3 คนเช่าไปจากพัทยา ล่าสุด 2 ใน 3 คนเผ่นหนีไปเขมรแล้ว ส่วนอีกคน
กบดานอยู่ในกรุงเทพฯ

จากกรณีที่มีคนร้ายยกตู้เอทีเอ็ม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขากะเฉด ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง
พร้อมเงินสดกว่า 4 ล้านบาท ต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถติดตามตู้เอทีเอ็มพร้อมกล่องเหล็ก
ใส่เงินมาได้ ซึ่งคนร้ายนำไปทิ้งไว้ที่ถนนสายยุทธศาสตร์ สัตหีบ-นครราชสีมา
หมู่ 6 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุร
ี ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 31 ส.ค. ตำรวจชุดสืบสวนภาค 2 ได้แกะรอยรถปิกอัพอีซูซุ สีฟ้า
ต้องสงสัยที่กล้องวงจรปิดจับภาพได้ ทราบว่ารถคันดังกล่าวนั้นได้มีชายชาวเซอร์เบีย 3 คนเช่าไปจาก
อู่รถเช่าในเมืองพัทยา ตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา แล้วนำรถมาคืนในวันที่ 27 ส.ค.

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์บริเวณที่เกิดเหตุ
ในช่วงเวลาประมาณ 02.00-04.00 น. ซึ่ง เป็นช่วงที่คนร้ายก่อเหตุโจรกรรมตู้เอทีเอ็ม
พบว่ามีสายจาก จ.สระแก้ว
โทรศัพท์เข้า-ออกมาหลายครั้งติดต่อกัน ซึ่งเจ้าหน้าตรวจสอบ
เบอร์โทรศัพท์พบชื่อต้องสงสัยเป็นชาวเซอร์เบีย 3 คน

จากนั้นได้ตรวจสอบไปที่ด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว พบว่าชายชาวเซอร์เบีย 2 ใน 3 คนดังกล่าว
ได้เดินทางออกจากประเทศไทยไปยังประเทศกัมพูชาแล้ว ส่วนชาวเซอร์เบียต้องสงสัย
อีก 1 คน ขณะนี้ ได้ตรวจสัญญาณโทรศัพท์พบว่ายังอยู่ ในกรุงเทพฯ ซึ่งทางชุดตำรวจสืบสวน
ภาค 2 กำลังติดตามความเคลื่อนไหวอยู่อย่างใกล้ชิด.

สงสัยทักษิณสั่งแน่ๆ เลย
อยู่ใกล้ๆ มอนเตรเนโกร
ผู้ก่อการร้ายทั้งนั้น


hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Fri Sep 03, 2010 10:09 pm

WAR ON TERRORIST
= NEW WORLD ORDER


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1282300950&grpid=no&catid=02

วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 21:00:00 น.
มติชนออนไลน์


จอห์น แคพเนอร์


หนังสือ Freedom for Sale

"คนขายเสรีภาพ"

โดย เกษียร เตชะพีระ

ขณะนายกฯอภิสิทธิ์เดือดเนื้อร้อนใจที่ "มีคนอยู่ดีๆ มาว่าว่าผมขายชาติ" (รายการ "เชื่อมั่นประเทศไทย
กับนายกฯอภิสิทธิ์", เว็บไซต์ คมชัดลึก, 8 สิงหาคม 2553) ผมกลับคิดว่าเรื่องน่าเป็นห่วงสำหรับ
อนาคตการเมืองไทยและหลายประเทศในโลก อยู่ที่อาการ "ขายเสรีภาพ" มากกว่า

นี่เป็นประเด็นหลักของหนังสือซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ ในหมู่นักวิเคราะห์การเมืองอังกฤษ-
อเมริกันอย่างกว้างขวางเรื่อง Freedom for Sale : How We Made Money and Lost Our Liberty
(เสรีภาพสำหรับขาย : เราทำมาหาเงินและสูญเสียเสรีภาพไปได้อย่างไร-ตีพิมพ์ในอังกฤษเมื่อ
กันยายน ค.ศ. 2009, และฉบับอัพเดตออกในอเมริกา มีนาคม ศกนี้) เขียนโดย จอห์น แคพเนอร์และ
กำลังแปลเป็นภาษาอิตาเลียน, รัสเซีย, อาหรับ ฯลฯ

แคพเนอร์เป็นชาวอังกฤษที่เกิดในสิงคโปร์เมื่อ ค.ศ.1962 ประกอบอาชีพเป็นนักเขียนนักวิจารณ์และ
ผู้ประกาศข่าว

เขาเคยเป็นผู้สื่อข่าวประจำกรุงเบอร์ลิน (ช่วงกำแพงเบอร์ลินแตกและเยอรมนีรวมประเทศ) และมอสโก
(ช่วงรัฐประหารโดยแกนนำคอมมิวนิสต์หัวเก่าล้มเหลวและระบอบโซเวียตล่มสลาย) ให้หนังสือพิมพ์
Daily Telegraph และสำนักข่าว Reuters อยู่เกือบ 10 ปี (ค.ศ.1984-กลางคริสต์ทศวรรษ 1990)
ก่อนจะกลับอังกฤษมาเป็นหัวหน้าผู้สื่อข่าวการเมืองให้หนังสือพิมพ์ Financial Times และ
นักวิจารณ์การเมืองให้สำนักข่าว BBC

เขาประสบความสำเร็จสูงสุดในวิชาชีพหนังสือพิมพ์เมื่อเข้าเป็น บรรณาธิการการเมือง (จาก ค.ศ.2002)
และเลื่อนเป็นบรรณาธิการใหญ่ของนิตยสาร New Statesman (ค.ศ.2005-2008) โดยปรับปรุง
นิตยสารจนยอดขายขึ้นสูงสุดในรอบ 30 ปี เขาได้รางวัลต่างๆ อาทิ :

- รางวัล Journalist of the Year และ Film of the Year ในปี ค.ศ.2002 จาก Foreign Press Association
สำหรับภาพยนตร์สารคดีความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่เขาทำให้ BBC
เรื่อง The Ugly War

- รางวัล Book of the Year ในปี ค.ศ.2003 จากหนังสือพิมพ์ Times, Sunday Times และ Observer
สำหรับหนังสือของเขาเรื่อง Blair"s Wars

- รางวัล Current Affairs Editor ประจำปี ค.ศ.2006 จาก British Society of Magazine Editors

- ล่าสุดหนังสือ Freedom for Sale ของเขาก็ได้รับคัดเลือกเข้ารอบสุดท้ายเพื่อชิงรางวัล Orwell Prize
อันทรงเกียรติเมื่อเดือนพฤษภาคมศกนี้

ปัจจุบัน จอห์น แคพเนอร์ เป็นหัวหน้าผู้บริหารของ Index on Censorship อันเป็นองค์การส่งเสริมเสรีภาพ
ในการแสดงออกทั่วโลกของอังกฤษ ที่พัฒนาขึ้นมาจากนิตยสารชื่อเดียวกันตั้งแต่ปี ค.ศ.1972

คำถามหลักของแคพเนอร์ใน Freedom for Sale คือ : -

"ทำไมผู้คนมากหลายทั่วโลกไม่ว่าจะอยู่ในวัฒนธรรม, สภาพการณ์, ภูมิศาสตร์,
หรือประวัติศาสตร์ใด, ดูเหมือนเต็มใจจะสละเสรีภาพบางอย่างเพื่อแลกกับความมั่นคง
หรือเจริญ รุ่งเรือง?"


คำถามนี้กระแทกใจเขาเมื่อปลายปี ค.ศ.2007 จากนั้นแคพเนอร์ก็ออกเดินทางสำรวจแสวงหาคำตอบ
ไปหลายประเทศทั่วโลก ได้แก่ สิงคโปร์ จีน รัสเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินเดีย อิตาลี อังกฤษ
และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ

เกณฑ์ในการเลือกของเขาคือ เป็นประเทศภายใต้ระบอบอำนาจนิยม (authoritarianism - 4 ประเทศแรก)
ไปจนถึงเสรีประชาธิปไตย (liberal democracy - 4 ประเทศหลัง) ที่ล้วนยอมรับเงื่อนไขของโลกาภิวัตน์

โดยหลีกเลี่ยงประเทศภายใต้ระบอบทรราชที่ปกครองด้วยปากกระบอกปืนอย่าง ไม่อินังขังขอบ
ฉันทานุมัติของประชาชนอย่างพม่า เกาหลีเหนือ ซิมบับเว ฯลฯ และประเทศที่มีเงื่อนไขเฉพาะพิเศษ
เช่น อิสราเอลที่ยึดครองและขัดแย้งอยู่กับปาเลสไตน์, แอฟริกาใต้ภายหลังระบอบแบ่งแยกสีผิว
ซึ่งยังคงมรดกความเหลื่อมล้ำแตกแยก ระหว่างชนต่างสีผิวอยู่, เวเนซุเอลาภายใต้ประธานาธิบดี
ฮูโก ชาเวซ ที่อาศัยทรัพยากรน้ำมันอันอุดมดำเนินนโยบายประชานิยมเอียงซ้ายและต่อต้าน
จักรวรรดินิยมอเมริกา ทำให้กลุ่มทุนต่างๆ และคนชั้นกลางแปลกแยกเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล เป็นต้น

แคพเนอร์ใช้สิงคโปร์ในฐานะถิ่นกำเนิดซึ่งเขาผูกพันทางจิตใจเป็นพิเศษ เป็นเสมือนต้นแบบของ
การขายเสรีภาพด้วยแนวคิด "ข้อตกลงที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร" หรือ "การได้อย่างเสียอย่าง"
(the unwritten pact or tradeoff) ซึ่งทำให้เพื่อนฝูงชาวสิงคโปร์ของเขา - ทั้งที่เคยเดินทางท่องเที่ยว
มาแล้วทั่วโลกและจบอุดมศึกษาชั้นสูง - กลับปกป้องระบบที่ยกย่องความสำคัญของการเหนี่ยวรั้ง
จำกัดเสรีภาพปัจเจกบุคคล เพื่อแลกกับสิ่งที่เรียกว่า "ประโยชน์ส่วนรวม"

แรกเริ่มเดิมทีเขาคิดว่านี่เป็นกลุ่มอาการทางการเมืองเฉพาะตัวของโลก ตะวันออกที่มองต่างมุมและ
กำลังลุกขึ้นมาท้าทายโลกตะวันตกอย่างฮึกเหิมใน ทำนอง "นโยบายมุ่งมองบูรพา" (Look East Policy)
ของอดีตนายกฯมหาธีร์ โมฮัมหมัด แห่งมาเลเซีย หรือ "ค่านิยมเอเชีย" (Asian values)
ของอดีตนายกฯลี กวน ยู แห่งสิงคโปร์

แต่เมื่อเพ่งสำรวจพินิจอย่างลึกซึ้ง แคพเนอร์ก็พบว่า อ้าว, เราทำกันอย่างนั้นทั้งนั้นนี่หว่า
ไม่ว่าตะวันออกหรือตะวันตก, อำนาจนิยม กึ่งอำนาจนิยมหรือเสรีประชาธิปไตย,
ขงจื๊อหรือคริสต์, สิงคโปเรียนหรือแยงกี้..เราต่างก็ใกล้เคียงกันกว่าที่คิดและ
ยอมเสียสละเสรีภาพของเราเพื่อแลกให้ได้เงินมาด้วยกันทั้งนั้น

ในความหมายนี้ ข้อตกลงขายเสรีภาพจึงเป็นสากล ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ
บางวัฒนธรรมหรือระบอบการเมือง


แน่นอนรูปธรรมการคลี่คลายขยายตัวของข้อตกลงขายเสรีภาพย่อมผันแปรไปบ้างตามสภาพการณ์,
วัฒนธรรมและอัตราเร่งที่แตกต่างกัน พูดง่ายๆ เราต่างก็เลือกเสรีภาพที่เราพร้อมจะเสียสละชนิดต่างๆ
กันไปในแต่ละประเทศของตน

บางประเทศก็ยอมสละเสรีภาพในการแสดงออก (เช่น สิงคโปร์)

บ้างก็สละสิทธิ์ในการโหวตไล่รัฐบาลออกจากตำแหน่ง (เช่น จีน)

บ้างก็สละศาลตุลาการที่เที่ยงธรรมไม่ลำเอียง (เช่น กัมพูชาและมาเลเซีย)

บ้างก็สละความสามารถที่จะดำเนินชีวิตปกติโดยไม่ถูกสปายสายลับดักฟังสอดแนมล้วงอ่าน
หรือกล้องวงจรปิดตามส่องดู (เช่น อเมริกาและอังกฤษ)

บ้างก็ยอมเสียสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะเพื่อแสดงความเห็นทางการเมือง
(เช่น พื้นที่ภายใต้ประกาศภาวะฉุกเฉินยืดเยื้อทั่วโลก) ฯลฯ

เพราะเอาเข้าจริงข้อเหนี่ยวรั้งจำกัดสิทธิเสรีภาพเหล่านี้ มันกระทบแค่คนจำนวนน้อย
ซึ่งก็ล้วนแต่เป็น "พวกตัวป่วน ชอบหาเรื่อง ก่อความวุ่นวายมือไม่พายเอาตีนราน้ำ
แถมโคลงเรืออีกต่างหาก" หรือ "พวกไม่รักชาติ ไม่สมานฉันท์ ไม่รู้ใช่คนไทยหรือเปล่า?"
อาทิ นักข่าวนักหนังสือพิมพ์ที่วิจารณ์รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ หรือยิงคำถาม
และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ทำให้ภาพลักษณ์ของบรรดา ฯพณฯ และประเทศชาติเสียหาย,
นักกฎหมายสิทธิมนุษยชนผู้ว่าความให้สื่อมวลชนเหล่านี้หรือปกป้องผู้ต้องหาที่ถูก
เจ้าหน้าที่ซ้อมทรมานหรืออุ้มหายหรือทำร้ายจนถึงแก่ความตาย, พวกเอ็นจีโอ,
นักการเมืองฝ่ายค้าน, แกนนำเสื้อสี.....


ขณะที่คนส่วนใหญ่ 99% ของประเทศไม่เห็นเค้าเดือดเนื้อร้อนใจอะไรด้วย ต่างก็ดำเนินชีวิต
ทำมาหาเงิน เดินห้างติดแอร์เย็นฉ่ำช็อปปิ้งตามใจชอบเป็นปกติ...แล้วพวกมึงแค่ไม่กี่คน
จะโวยวายทำไรฟะ?


ข้อตกลงขายเสรีภาพโดยเนื้อหาจึงเป็นการขายเสรีภาพสาธารณะ (public freedoms) อันเกี่ยวกับ
พฤติกรรมในพื้นที่สาธารณะ อย่างเช่น เสรีภาพในการชุมนุม, เสรีภาพในการรวมตัวก่อตั้งสมาคม
และองค์การ, เสรีภาพในการพูด, เสรีภาพในการเลือกตั้งในระบบหลายพรรค ฯลฯ หรือนัยหนึ่ง
เสรีภาพในการเคลื่อนไหวกดดันอย่างแข็งขันให้เกิดผลต่อเรื่อง ส่วนรวมร่วมกัน - ซึ่งก็คือสิ่งที่
ฯพณฯ มักเรียกว่าเสรีภาพในการก่อความวุ่นวายนั่นเอง

เสรีภาพสาธารณะแบบนี้มีใครที่ไหนอยากใช้หรือ? ใครสักกี่คนกันที่ต้องการหาญกล้าลุกขึ้น
ท้าทายบรรดา ฯพณฯ ผู้นั่งเรียงแถวหน้าสลอนประกาศคำสั่งและแถลงข่าวอยู่บนจอทีวีเหล่านั้น?


มิสู้ขายมันทิ้งเพื่อแลกกับเสรีภาพเอกชน (private freedoms) ในอันที่จะดำรงชีวิตโดดเดี่ยว
เหี่ยวๆ เห่ยๆ เหมือนอะตอมของตัวเองดีกว่า อย่างเช่น เสรีภาพในการเลือกโรงเรียนให้ลูก,
เสรีภาพในการเดินทางท่องเที่ยว, เสรีภาพในการแสดงออกได้ตามใจในเงื่อนไขพื้นที่เอกชน
ของตัว, เสรีภาพในการดำเนินวิถีชีวิตเอกชนของกูแบบที่กูปรารถนา, เสรีภาพในการแต่งกาย
ทำผมลงรอยสักบนเนื้อตัวตามแฟชั่น, เสรีภาพในการซื้อหาบ้านช่องรถราข้าวของเครื่องใช้,
และเหนืออื่นใดคือเสรีภาพในการทำมาหาเงินและจับจ่ายใช้เงิน


นี่ไม่ใช่หรือเสรีภาพที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา? มีแค่นี้ก็ "ฟรี" พอแล้วไม่ใช่หรือ?

แคพเนอร์วิเคราะห์ว่าในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา พลังการเมืองที่รองรับข้อตกลงขายเสรีภาพดังกล่าว
ในประเทศต่างๆ มักประกอบด้วยพันธมิตรของ [ผู้นำการเมือง+ภาคธุรกิจ+คนชั้นกลาง]
ถึงไม่ระบุชัดเป็นลายลักษณ์อักษรโต้งๆ แต่ข้อตกลงนี้ก็ดำรงอยู่ในรูปชุดความเข้าใจที่ชัดเจนทว่า
แนบเนียนไม่ โฉ่งฉ่าง ประเด็นสำคัญของข้อตกลงดังกล่าวในทางปฏิบัติก็คือ จำนวนผู้ได้ประโยชน์
จากมันจะต้องค่อยๆ เพิ่มขึ้นและรัฐต้องยืดหยุ่นพลิกแพลงพอที่จะตอบสนองความต้องการต่างๆ
ของพวกเขา

ความต้องการที่ว่าก็ได้แก่รัฐต้องช่วยค้ำประกันและอุดหนุนกรรมสิทธิ์ ในทรัพย์สิน, กฎหมาย
นิติกรรม-สัญญา, การปกป้องสิ่งแวดล้อม, การเลือกไลฟ์สไตล์ต่างๆ, และสิทธิในการเดินทาง
ทว่าเหนืออื่นใดในยุคโลกาภิวัตน์ทางการเงินนี้คือ รัฐต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ
ในอันที่จะทำมาหาเงินและเก็บสะสมเงิน


และเพื่อช่วยให้การขายเสรีภาพดำเนินไปได้อย่างสะดวกกายสบาย ใจก็ต้องมี
ลัทธิบริโภคนิยมเป็นยาสลบหรือยาชาช่วยกล่อมประสาททางการเมืองให้มึนตึ้บ
สงบลงได้ชะงัดนักแล

(ดู "ททท. จัดงาน SMILE@SIAM คืนรอยยิ้มให้เมืองไทย 14-15 สิงหาคม,
www.media-shaker.com/pr-news/756.html)

เพียงเท่านี้ พวกเขาก็พร้อมจะเสียสละเสรีภาพสาธารณะ-รวมทั้งเสรีภาพในการเห็น
อาชญากรรมที่รุนแรงที่สุดกลางเมืองและเสรีภาพในการจำโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่แห่งชาติ -
ทั้งของตัวเองและของคนอื่น ที่เป็นพวกตัวป่วนไม่กี่คนมาเป็นเครื่องบัดพลีบูชายัญให้แก่
รัฐอย่างยิ้มแย้มหน้าชื่นตาบาน
(ชมวิดีโอตำรวจนอกเครื่องแบบ 6 นาย รุมจับและอุ้ม นที สรวารี
ตัวป่วนผู้บังอาจใช้เสรีภาพสาธารณะของปัจเจกบุคคลในการจำและพูดที่ราชประสงค์
เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ศกนี้ ได้ที่ www.youtube.com/watch?v=3KiJRjXIN4Q)

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Fri Sep 03, 2010 10:26 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1282896161&grpid=no&catid=02



วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เวลา 20:00:00 น.
มติชนออนไลน์

ตลาดขายเสรีภาพในระบอบอำนาจนิยม ปักกิ่ง, มอสโก, ดูไบ-อาบูดาบี

โดย เกษียร เตชะพีระ

คำถามหลักที่จอห์น แคพเนอร์ ตั้งไว้ในหนังสือ Freedom for Sale (ค.ศ.2009) คือ:

"ทำไมผู้คนมากหลายทั่วโลกไม่ว่าจะอยู่ใน วัฒนธรรม, สภาพการณ์, ภูมิศาสตร์, หรือประวัติศาสตร์ใด,
ดูเหมือนเต็มใจจะสละเสรีภาพบางอย่างเพื่อแลกกับความมั่นคงหรือเจริญรุ่งเรือง?"


โดยอาศัยสมมติฐานขั้นต้นจากการวิเคราะห์การเมืองสิงคโปร์-ว่าสภาพดังกล่าวเกิดจาก
ข้อตกลงที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
(the unwritten pact) ซึ่งผู้คนพลเมืองมากหลายยอมขาย
เสรีภาพสาธารณะ (public freedom) ในการมีส่วนร่วมกับกิจการบ้านเมืองทั้งของตนเองและ
พลเมืองร่วมชาติ แลกกับเสรีภาพเอกชน (private freedom) ในการทำมาหาเงิน, ใช้จ่ายเงินและอื่นๆ
โดยมีพันธมิตร [ผู้นำการเมือง+ภาคธุรกิจ+คนชั้นกลาง] เป็นพลังรองรับข้อตกลงที่ว่า และอาศัย
ลัทธิบริโภคนิยม
เป็น ยากล่อมย้อมใจให้ยอมทน ตราบเท่าที่ผู้ได้ประโยชน์จากข้อตกลงนี้ค่อย
ทวีจำนวนขึ้นและความต้องการบางอย่างของพวกเขาได้การตอบสนองจากรัฐตามสมควร.....

แคพเนอร์ก็ออกสำรวจตลาดขายเสรีภาพในประเทศต่างๆ ว่ามีสภาพรูปธรรมเฉพาะเช่นใด
เริ่มจากกลุ่มภายใต้ระบอบอำนาจนิยม

ได้แก่ จีน.....

คำถามนำของแคพเนอร์ในจีนคือ การขายเสรีภาพสาธารณะแลกกับเสรีภาพเอกชน
มีลักษณะและเงื่อนไขเฉพาะเช่นใด?

เขาพบว่าคนจีนแสดงความเห็นเรื่องนี้เปิดเผยตรงไปตรงมามากไม่ว่ายาม พูดคุยส่วนตัว
หรืออภิปรายรวมหมู่ ทุกคนเห็นตรงกันว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา จีนก้าวหน้าไปอย่างน่าทึ่ง

การที่มหาอำนาจเศรษฐกิจของโลกยอมขยายวงที่ประชุม G8 (สหรัฐ, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี,
อิตาลี, ญี่ปุ่น, แคนาดา, รัสเซีย+กลุ่มสหภาพยุโรป) ออกไปและเปิดบทบาทหลักให้ G20
(G8+อาร์เจนตินา, ออสเตรเลีย, บราซิล, จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, เม็กซิโก, ซาอุดีอาระเบีย,
แอฟริกาใต้, เกาหลีใต้, ตุรกี) แทนนั้น นอกจากแสดงความตระหนักว่า G8 หมดสภาพแล้ว

ยังเท่ากับยอมรับโดยนัยว่าอำนาจในโลกทุกวันนี้เอาเข้าจริงอยู่กับ G2 (คือสหรัฐกับจีน) ต่างหากด้วย

ทว่าปัญหาคือจากจุดนี้แล้วจีนจะไปไหนต่อ?

จะมุ่งปฏิรูปประเทศแบบไหนกัน?

จะมีวันที่จีนปฏิรูปเปิดกว้างสิทธิทางการเมืองและสิทธิมนุษยชน (หรือนัยหนึ่งเปิดเสรีภาพสาธารณะ)
ให้แก่ประชาชนบ้างไหมอย่างไร?

ปรากฏว่า ดูเหมือนไม่มีใครรู้ชัดว่า "หลักหมายสุดเขต (เสรีภาพสาธารณะ)" (แปลว่าห้ามออกนอกเขต-
เรื่องต่อไปนี้ห้ามแตะ.....) ในจีนมันอยู่ที่ไหนกันแน่? เพราะมันขยับย้ายไปเรื่อยวันต่อวัน, ท้องที่ต่อท้องที่,
เวทีต่อเวที ฯลฯ

ตัวอย่างเช่นเสรีภาพในการแสดงออกในจีนถูกจำกัดอย่าง เป็นทางการโดยเฉพาะในอินเตอร์เน็ต
แต่กลับเปิดให้พอควรตามท้องถนนและในพื้นที่กึ่งส่วนตัว ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลจีนไม่อาจปิดกั้น
เสรีภาพในการแสดงออกเสียหมดหากต้องการให้ สังคมวัฒนธรรมความรู้มีพลวัตและเศรษฐกิจ
เปิดกว้างเพื่อแข่งขันได้ในตลาดโลก ดังนั้น จึงพยายามเข้าไปจัดการและชักนำมันแทนโดยใช้ทั้ง
ไอที (สำหรับเซ็นเซอร์อินเตอร์เน็ตที่มีชื่อทางการว่า จินตุ้นกงเฉิง หรือ "โครงการเกราะทอง"
แต่มักเรียกกันทั่วไปว่า The Great Firewall of China หรือ กำแพงไฟอันยิ่งใหญ่ของจีน ดู
www.greatfirewallofchina.org), เทคนิคสร้างภาพปั่นข่าว, และกำลังดิบเถื่อนผสมผสานกัน

อุปมาอุปไมยว่า เสรีภาพสาธารณะเหมือนท่อน้ำประปา หากตัดท่อทิ้ง สังคมเศรษฐกิจจีนก็จะแห้งตาย
แต่ถ้าปล่อยให้ไหลเสรี น้ำก็อาจจะบ่าท่วมการเมืองจีนได้ กลเม็ดของผู้ปกครองระบอบอำนาจนิยมใหม่
แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21 อย่างจีนจึงอยู่ตรงรู้จักเปิดก๊อกเสรีภาพบ้างปิดบ้าง ณ จังหวะเวลาอันเหมาะสม

ข้อที่พิสดารในทรรศนะแคพเนอร์อยู่ตรงคนชั้นกลางจีนดูจะรู้สึกว่าพวก ตนมีประโยชน์โภชผลน้อยที่สุด
ในอันที่จะเปิดพหุนิยมทางการเมือง (เช่น ให้มีระบบหลายพรรค) และยอมให้คนจนคนชั้นล่างจีน
หลายร้อยล้านผู้มีลำดับความต้องการทางการเมือง ต่างจากพวกตนได้มีสิทธิออกคะแนนเสียง
ทางการเมืองอย่างแท้จริง ที่คนชั้นกลางจีนคิดเช่นนี้ไม่ใช่เพราะพรรคคอมมิวนิสต์จีนบอกเท่านั้น
หากเป็นเพราะว่าการขาดประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญยังคงเป็นเนื้อหา
ส่วนที่พึงปรารถนาให้คงไว้ในข้อตกลงขายเสรีภาพที่ขับเคลื่อนโดยพวกเขาเองด้วย


ข้างพรรคคอมมิวนิสต์ก็เข้าใจดีว่าพรรคจะประสบความสำเร็จและครอง อำนาจนำยืนนานได้
ก็แต่โดยเสนอสนองปรนเปรอสิ่งอำนวยความสะดวกและความสุขสบาย นานัปการให้แก่
โลกชีวิตเอกชนของพลเมืองจีนเท่านั้น


อันดับถัดไปคือรัสเซีย.....

แคพเนอร์เคยไปทำข่าวเยี่ยมเยียนรัสเซียเป็นประจำมาร่วม 30 ปีแล้ว จึงสะสมสหายเก่าไว้เยอะตั้งแต่
สมัยคอมมิวนิสต์โซเวียตที่การจะได้ของ บางอย่างมานั้นต้องอาศัยอำนาจอภิสิทธิ์เป็นสำคัญกว่า
อำนาจซื้อ และการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศต้องไปกันเป็นคณะโดยทางการอนุญาตเท่านั้น

แคพเนอร์พบว่า อดีตสหายเหล่านี้พากันไชโยโห่ฮิ้วที่รัฐประหารโดยพวกคอมมิวนิสต์หัวเก่า
เมื่อปี ค.ศ.1991 ล้มเหลวและระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์พังทลายลง

พวกเขาค้นพบและปลาบปลื้มดื่มด่ำกับเสรีภาพใหม่ๆ ที่ได้มา จนกระทั่งบอริส เยลต์ซิน
สถาปนาอำนาจเป็นปึกแผ่นด้วยการเล่นเล่ห์กลจนชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี สมัยที่ 2
ในปี ค.ศ.1996 โดยโลกตะวันตกเห็นชอบอยู่ในที แต่นั้นมาประชาธิปไตยรัสเซียก็กลายเป็น
เรื่องของความสับสนวุ่นวายและโกงกินสกปรกไป

การขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน อดีตเจ้าหน้าที่เคจีบีและทายาทการเมือง
ที่เยลต์ซินเลือก (ผู้ตอบสนองพระคุณด้วยการประกาศนิรโทษกรรมและคุ้มกันเยลต์ซิน
ไม่ให้ถูกฟ้องร้องด้วยคดีใดๆ) นับว่าสอดรับกับสถานการณ์

ด้านหนึ่งปูตินก็ใช้ไม้แข็งเล่นบทโหดปราบหนักทั้งกบฏแยกดินแดนเชชเนียและคอร์รัปชั่น
เพื่อรื้อฟื้นความราบคาบมั่นคง

อีกด้านหนึ่งราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกที่ถีบตัวสูงก็ช่วยให้รายได้จากการส่งออก
ไหลมาเทมาจนเศรษฐกิจอู้ฟู่ขึ้น

ในภาวะที่รัสเซียกลับมามั่งคั่งและค่อยแข็งกล้าขึ้นในเวทีโลก สหายเก่าทั้งหลายของ แคพเนอร์
ก็พากันเสพดอกผลเสรีภาพเอกชนของตัวกันอย่างบันเทิงเริงใจ นั่งเครื่องบินเจ็ตไปเที่ยวไหนต่อไหน
เช่น ชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ, เล่นสกีที่คูเชอเวลบนเทือกเขาแอลป์, ซื้อหานาฬิกาเครื่องประดับ
อัญมณียี่ห้อคาร์เทียร์หรูเลิศใช้ พร้อมทั้งขนเงินไปฝากหรือลงทุนนอกประเทศด้วย

(กันเหนียวเผื่อโดนรัฐบาลสั่งยึดทรัพย์ข้อหาเบี้ยวภาษี/คอร์รัปชั่น/ฉ้อโกง/ฟอกเงิน ฯลฯ แบบที่ปูติน
เคยเชือดเศรษฐีคณาธิปัตย์รัสเซียยุคหลังคอมมิวนิสต์บางรายให้ดู เป็นตัวอย่าง อาทิ บอริส เบเรซอฟสกี้,
มิคาอิล คอโดร์คอฟสกี้; หรือกรณียึดทรัพย์ทักษิณและครอบครัวญาติมิตรในไทยเป็นต้น)

ขณะเดียวกันเศรษฐีใหม่รัสเซียเหล่านี้ก็ปล่อยให้พวกนักการเมืองและ หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง
ปกครองประเทศไปตามใจชอบ แม้ว่าจะมีพวกนักหนังสือพิมพ์หรือนักรณรงค์สิทธิมนุษยชน
บางคนสืบสวนเปิดโปงและตั้งคำถามเอากับพฤติการณ์กดขี่ข่มเหงฉวยใช้อำนาจในทางมิชอบ
ของรัฐบาลบ้าง แต่นั่นก็เป็นคนส่วนน้อย

ขณะที่ชาวรัสเซียส่วนใหญ่สยบสมยอมตามข้อตกลงขายเสรีภาพโดยดุษณี

และลำดับสุดท้ายสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งแคพเนอร์ เห็นว่าเป็นสัญลักษณ์บริสุทธิ์ ของข้อตกลง
ขายเสรีภาพในระดับโลก โดยเฉพาะรัฐดูไบที่ชอบทำกร่างอวดมั่งอวดมีและรัฐเศรษฐีน้ำมันอาบูดาบี
ที่สงบเสงี่ยมกว่า ดังที่บรรดานักค้าในตลาดหุ้นตลาดเงินตะวันตกเล็งการณ์ว่าศูนย์กลางการเงินโลก
จะย้ายจากนิวยอร์ก-ลอนดอน-แฟรงก์เฟิร์ตในปัจจุบันไปยัง "เซี่ยงไฮ้-มุมไบ-ดูไบ" ในอนาคต
อย่างแน่นอน

สำหรับชาวต่างประเทศนานาชาติไม่ว่าหนุ่มสาวนักค้าเงินค้าหุ้นชาว อังกฤษ, เจ้าพ่อมาเฟียรัสเซีย,
คนดังจากหมู่เกาะแหล่งฟอกเงินเลี่ยงภาษีแถวแคริบเบียน ฯลฯ นั้น ชี้คหรือผู้ปกครองชาวอาหรับ
แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เสนอข้อตกลงในการมาตั้ง หลักแหล่งที่ยั่วใจยิ่ง

กล่าวคือ ทรัพย์สินเอกชนของยูมีแต่จะสั่งสมพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ จากการลงทุนซื้อขาย
อสังหาริมทรัพย์หรือกินเงินเดือนปลอดภาษีที่นี่ แลกกับการที่พวกยูอย่าแกว่งเท้าหาเรื่อง
เดือดร้อนป่วนการเมืองก็แล้วกัน

ยิ่งรัฐดูไบที่ซึ่งประชากรส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นชาวต่างชาติด้วยแล้ว ยิ่งโอ๋เอาอกเอาใจฝรั่ง
ตาน้ำข้าวหนักข้อเข้าไปอีกโดยยอมผ่อนคลายข้อกำหนดทาง ศาสนาอิสลามลง ปล่อยให้ใช้ชีวิต
ส่วนตัวกันได้ค่อนข้างเสรีดังใจปรารถนา จะโดนเล่นงานเอาเรื่องบ้างก็เฉพาะกรณีเมาอาละวาดหนัก
หรือลามกอนาจารกันสุดโต่งโจ๋งครึ่มเท่านั้น มองไปทางไหนในรัฐแห่งนี้ก็เห็นแต่โรงแรมเอย
อาคารชุดเอยแข่งกันผุดขึ้นระฟ้า เป็นดอกเห็ดประดุจอุทยานอนุสาวรีย์แห่งความรวยเลิศหรูล้นก็มิปาน

ชี้คแห่งดูไบหลงเชื่อว่าตัวแบบเศรษฐกิจการเมืองฟองสบู่ยักษ์พิเศษ เฉพาะของตนจะไม่สะทกสะท้าน
ต่อวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ของตะวันตก จึงหาญกล้าให้ Nakheel บริษัทย่อยทำธุรกิจ
พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในสังกัด Dubai World อันเป็นบริษัทลงทุนของรัฐ ทุ่มทุนสร้างและเปิดหอคอย
ดูไบ (Burj Dubai) ที่สูงโด่เด่ที่สุดในโลกขึ้นมาเมื่อต้นปีนี้

โครงการดังกล่าวส่งผลให้รัฐดูไบติดหนี้สินล้นพ้นตัวกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จนสภาพคล่องขาดมือ
ต้องเจรจาขอเลื่อนการผ่อนชำระหนี้ออกไป 6 เดือนและดัชนีราคาอสังหาริมทรัพย์ของดูไบตกลงเกือบครึ่ง

ในเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่อันผันผวน จึงไม่แน่ว่าข้อตกลงขายเสรีภาพ
จะดำเนินงานได้ราบรื่นดีเสมอไปในสภาพที่ผู้ปกครองอำนาจนิยมใหม่ไม่ต้องพร้อม
รับผิดใดๆ ในเชิงสถาบันต่อการบริหารผิดพลาดที่ตนกระทำและขาดกลไกทัดทาน
แก้ไขตรวจสอบ ถ่วงดุลการใช้อำนาจดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดเหล่านั้นจนปัญหา
หมักหมมเน่าเฟะและลุกลามขยายตัว

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Fri Sep 03, 2010 10:39 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1283498801&grpid=&catid=02

วันที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 19:00:00 น.
มติชนออนไลน์


เหตุการณ์ก่อการร้ายที่มุมไบ


ซิลวิโอ เบอร์ลุสโกนี


โทนี แบลร์


ประธานาธิบดีบุชผู้ลูก

ตลาดขายเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย อินเดีย, อิตาลี, อังกฤษ, อเมริกา

โดย เกษียร เตชะพีระ

สิ่งแปลกใหม่ผิดคาดเกี่ยวกับการเมืองโลกที่จอห์น แคพเนอร์ ได้ตระหนักระหว่างค้นคว้าเรียบเรียง
หนังสือ Freedom for Sale (ค.ศ.2009) ของเขาคือ-ตรงข้ามกับแนวคิด "การปะทะระหว่างอารยธรรม"
ของ แซมวล พี. ฮันติงตั้น นักรัฐศาสตร์อเมริกัน (ค.ศ.1927-2008)-ประเทศต่างๆ ขายเสรีภาพกันทั้งนั้น
ไม่ว่าตะวันออกหรือตะวันตก, เอเชียหรือยุโรป, ขงจื๊อ ฮินดูหรือคริสต์ ฯลฯ เราต่างก็ใกล้เคียงกัน
กว่าที่คิดและยอมเสียสละเสรีภาพของเราเพื่อแลกเงินมาด้วยกันทั้งนั้น

ไม่เว้นแม้ประเทศที่เอ่ยอ้างอวดตัวว่ายึดถือการปกครองในระบอบเสรี ประชาธิปไตย 4 ประเทศ
ที่จอห์น แคพเนอร์ ตระเวนสำรวจ (ซึ่งองค์กร Freedom House ตีตรารับรองว่าล้วนเป็นประเทศ Free
หรือประชาธิปไตยเต็มใบ-Freedom in the World 2010)-

เริ่มตั้งแต่ อินเดีย

แต่ไหนแต่ไรมาอินเดียภาคภูมิว่าตนเป็นประเทศในระบอบประชาธิปไตยหลาย พรรคที่มีประชากร
มากที่สุดในโลก (ประมาณ 1,156,897,766 คนเมื่อเดือนกรกฎาคมศกนี้ รองจากจีนที่เป็นเผด็จการเท่านั้น-
CIA The World Factbook 2010) ทว่าในสภาพที่เศรษฐกิจจีนพุ่งโตนำหน้าต่อเนื่อง (ประมาณ 8.7%
เมื่อปีที่แล้ว เทียบกับอินเดียที่ 7.7%-World Bank, Global Economic Prospects Summer 2010)
ชนชั้นนำภาคธุรกิจของอินเดียบางส่วนก็ชักสงสัยว่าเอาเข้าจริงวิธีการปกครอง ประเทศแบบนี้มันเป็น
อุปสรรคขัดขวางความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของอินเดียเองหรือเปล่า?

แต่ในเมื่อยังไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรใหญ่โตได้ บรรดาเศรษฐีอินเดียก็ออกแบบข้อตกลง
ขายเสรีภาพอย่างไม่เป็นลายลักษณ์อักษรของตนเองกับรัฐบาลขึ้นมา

กล่าวคือพวกตนจะดูแลจัดหาบริการพื้นฐานต่างๆ ที่รัฐไม่มีปัญญาสนองให้มาเองและก็จะไม่เรียกร้อง
อะไรเพิ่มเติมมากมายด้วย ขอแค่รัฐบาลปล่อยพวกตนทำมาหาเงินตามลำพังอย่ามาสอดแทรกยุ่งเกี่ยว
และช่วยกัน คนยากคนจนออกไปห่างๆ ประตูคฤหาสน์หน่อยเท่านั้นแหละ

ข้อตกลงนี้ทำท่าจะไปได้ราบรื่นแม้โลกประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยใหญ่ก็ตาม จนกระทั่งเกิดเหตุ
กลุ่มผู้ก่อการร้ายมุสลิมสังกัดองค์กร Lashkar-e-Toiba จากปากีสถาน 10 คนบุกโจมตีเมืองมุมไบ
ปลายปี ค.ศ.2008 ทำให้คนตายเกือบ 200 และบาดเจ็บหลายร้อยคน (ดูวิดีโอสารคดีเหตุการณ์นี้จาก
ปากคำพยานผู้รอดชีวิตและผู้ก่อการร้ายที่ถูก จับกุมเรื่อง Terror in Mumbai ออกอากาศในรายการ
Dispatches ทางทีวี Channel 4 ของอังกฤษได้ที่
http://thecurrentaffairs.com/mumbai-attacks-bbc-channel-4-documentary.html)

นับเป็นครั้งแรกที่ความรุนแรงทางการเมืองซึ่งทำร้ายชาวบ้านสามัญในอินเดีย
มานมนานลามปามประชิดถึงตัวชนชั้นผู้มีอันจะกินแบบรวมหมู่ขนานใหญ่ปานนี้
พวกเขาจึงพากันเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยให้
ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยเสรีภาพอื่นใดอย่างไหนของตนและคนอื่นก็ตาม


อันดับต่อไปคือ อิตาลี ซึ่งในสายตาแคพเนอร์ เป็นตัวอย่างอันดีของประชาธิปไตยจอมปลอม

ในแง่สถาบันการเมือง อิตาลีล้มเหลวแทบทุกด้าน กลไกทั้ง 3 ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร-
อันได้แก่ฝ่ายนิติบัญญัติ, ตุลาการและสื่อมวลชน-ล้วนถูกลิดรอนบ่อนเบียนอำนาจหน้าที่และ
ความอิสระลง คอร์รัปชั่นแพร่ระบาด ฯลฯ

แต่กระนั้น ชาวอิตาลีก็ใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรมโหวตเลือก ซิลวิโอ เบอร์ลุสโกนี
ให้เข้ามาเป็นนายกฯถึง 3 ครั้ง (ค.ศ.1994-1995, 2001-2006, 2008-ปัจจุบัน) ทั้งที่เห็นกันอยู่ว่าหมอนี่
ตุกติกเฉไฉเรื่องการเงิน ปลื้มผู้นำเผด็จการอย่างปูติน และหยาบช้าลามกขนาดไหน เช่น
หลับนอนกับหญิงบริการหมู่, ทุ่มของขวัญให้กิ๊กสาววัยรุ่นจนเมียโวยและขอหย่า ฯลฯ

นับว่าที่ผ่านมาเบอร์ลุสโกนีได้ใช้ไหวพริบปฏิภาณหักเหลี่ยมเอาชนะคู่ ต่อสู้ทางการเมือง
อย่างเหนือชั้นและยังกำลังขยายอำนาจของตัวออกไปอีกด้วย (ว่ากันว่าเป้าหมายต่อไปของเขาคือ
ไต่เต้าขึ้นเป็นประธานาธิบดีอิตาลี ดู Michele Monni, "Will Fini finish-off the Berlusconi saga?",
23 August 2010, www.opendemocracy.net/michele-monni/end-of-berlusconi%E2%80%99s-political-saga)

มันง่ายที่จะปัดเบอร์ลุสโกนีและมุขตลกเถื่อนของเขาทิ้งไปว่าไม่มีความหมายลึกซึ้งยาวไกล
อะไรทางการเมือง

ทว่าการที่เขาเป็นที่นิยมชมชอบในหมู่ประชากรจำนวนมากพอควรยืนนานปาน นี้ก็สะท้อนว่า
ระบอบประชาธิปไตยนั้นเอาเข้าจริงไปกันได้คล้องจองราบรื่นหรือ กระทั่งต้องพึ่งพาอาศัย
การฉวยใช้อำนาจโดยพลการแบบเดียวกับที่ระบอบเผด็จการ อำนาจนิยมทำแต่กลับถูก
วิจารณ์ทั่วโลกนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม กล่าวโดยรวมแล้ว แคพเนอร์วิจารณ์การขายเสรีภาพในประเทศ อังกฤษ ของตัวเอง
ดุเดือดเลือดพล่านที่สุด ในฐานะสังคมที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่แบบแห่งเสรีภาพ การที่พรรคเลเบอร์ซึ่ง
ประกาศนโยบายซ้ายสายกลาง (New Labour, The Third Way, etc.)

ภายใต้การนำของ โทนี แบลร์ ชนะเลือกตั้งขึ้นเป็นรัฐบาล แทนพรรคคอนเซอร์เวทีฟภายใต้
นายกฯมากาเร็ต แธตเชอร์-จอห์น เมเจอร์ ซึ่งกุมอำนาจและดำเนินนโยบายขวาจัดทางการเมือง+
เสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจต่อกันนานเกือบ 20 ปี (ค.ศ.1979-1997) นับเป็นเรื่องปลุกขวัญบันดาลใจ
ทว่าชั่ว 10 ปีต่อมา เสรีภาพพลเมืองในอังกฤษกลับถูกถอดถอนรื้อทิ้งไปไกลโขอย่างน่าผิดหวังยิ่ง
ในสมัยรัฐบาลพรรคเลเบอร์นี่เอง

ทุกวันนี้เกาะเล็กๆ อย่างอังกฤษติดตั้งกล้องวงจรปิดรวมกันถึง 1 ใน 5 เท่าที่มีอยู่ในโลก
กลายเป็นสังคมที่ตกอยู่ใต้ตาวิเศษติดตามสอดส่องจ้องมองเพ่งเล็งอย่างถี่ยิบ
หนาแน่นที่สุดของโลก
(ดูวิดีโอสารคดีสะท้อนปัญหานี้ของอังกฤษได้ใน Peter Eisenberg,
"CCTV Every Breath You Take", 2007 ที่ www.youtube.com/watch?v=1Fq-okGG34M)

อังกฤษยังได้ออกกฎหมายหมิ่นประมาทที่กำหนดโทษหนักที่สุดฉบับหนึ่งของโลกซึ่งองค์กร
Index on Censorship ที่จอห์น แคพเนอร์ เป็นหัวหน้ากำลังร่วมกับ English PEN เคลื่อนไหวต่อสู้
ให้แก้ไขอยู่ (ดูรายงาน Free Speech Is Not For Sale: The Impact of English Libel Law on
Freedom of Expres​sion(2009) และใบเข้าชื่อร้องทุกข์ให้ปฏิรูปแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ที่
http://libelreform.org/)

และด้วยข้ออ้างเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย รัฐบาลเลเบอร์ได้หาทางขยายเวลาควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย
ก่อการร้ายก่อนส่งฟ้อง ศาลดำเนินคดีออกไปให้นานที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แถมเมื่อเร็วๆ นี้ยังออก
กฎหมายที่เปิดช่องให้ทางการจับกุมใครก็ได้ที่บังอาจ (เพียงแค่) ถ่ายภาพตำรวจหรือทหารเสียอีก!?!

ที่ตลกร้ายคือรัฐบาลเลเบอร์อวดโอ่ผลงานเผด็จอำนาจต่างๆ ที่ยกมาข้างต้นของตัวอย่างภาคภูมิ
อ้างว่าประชาชนต้อนรับมันด้วยดี-ซึ่งก็จริงในหลายกรณีก่อนที่มันจะถูกตรวจสอบวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน

แคพเนอร์เห็นว่ารัฐบาลเลเบอร์ได้ละเลิกความรับผิดชอบในอันที่จะสรรค์ สร้างสังคมอังกฤษ
ที่เป็นธรรมกว่าเดิม (ดูตัวอย่างบทวิเคราะห์ความล้มเหลวของรัฐบาลเลเบอร์ในการลดความเหลื่อมล้ำ
ในอังกฤษได้ใน Alastair Muriel, "Inequality in the UK: the paradox under Labour", 25 January 2010,
http://blogs.reuters.com/great-debate-uk/2010/01/25/inequality-in-the-uk-the-paradox-under-labour/)
แต่กลับชดเชยความบ้อท่าของตัวโดยทุ่มเทอำนาจที่มีไปย่ำยีเสรีภาพสาธารณะแทน

สิ่งที่แคพเนอร์ฉงนฉงายใคร่ทำความเข้าใจในหนังสือเล่มนี้คือ สังคมอังกฤษ
ดูเหมือนสมยอมพร้อมใจให้เสรีภาพเหล่านั้นถูกบั่นทอนบ่อนเบียนลงไปนาน
ถึงป่านนี้ได้อย่างไร?


ลําดับสุดท้ายของระบอบประชาธิปไตยขายเสรีภาพในหนังสือของแคพเนอร์คือ สหรัฐอเมริกา
ที่ซึ่งเขาเห็นว่าข้อตกลงขายเสรีภาพแสดงออกให้เห็นชัดที่สุดภายหลัง เหตุการณ์ก่อการร้าย 9/11,
สงครามรุกรานยึดครองอิรักและการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับ
"สงครามต่อต้านการก่อการร้าย"

แคพเนอร์เห็นว่า ความจองหองเหิมเกริมทะเยอทะยาน และหงุดหงิดรำคาญไม่ได้ดังใจประกอบกัน
เข้าเป็นแรงขับเคลื่อนจูงใจให้เกิด กลุ่มแกนนำอนุรักษนิยมใหม่หรือนีโอคอนส์ภายใต้รัฐบาล
ประธานาธิบดีบุชผู้ลูก พวกเขาวาดหวังว่าการโค่นซัดดัม ฮุสเซน จะเป็นตัวตกผลึกโค่นล้ม
เผด็จการลงทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางและกว้างไกลออกไป

แต่ "โครงการเพื่อศตวรรษอเมริกันใหม่" (www.newamericancentury.org/) ของนีโอคอนส์
ล้มเหลวลงเพราะพฤติการณ์สองมาตรฐาน (บุกโค่นเผด็จการอิรัก แต่กลับคบค้าเผด็จการในอียิปต์
หรือซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น) และความสับสนเรื่องประชาธิปไตยของอเมริกาเอง

(ไม่ได้ล้มเหลว แต่อยู่เบื้องหลัง โอบามา ในปัจจุบัน)

กล่าวคือตกลงประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายโดยตัวมันเอง หรือเป็นแค่วิธีการไปสู่เป้าหมายอื่นกันแน่?

ถ้าประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายโดยตัวมันเอง อเมริกาก็ต้อง ยอมรับผลการเลือกตั้งระบบหลายพรรค
ในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะออกมาเช่นใด ต่อให้ผู้ชนะเลือกตั้งขึ้นกุมอำนาจเป็นรัฐบาลนั้นต่อต้าน ตะวันตก
ต่อต้านอเมริกา ต่อต้านแนวคิดเสรีประชาธิปไตย หรือเดินนโยบายการเมืองหรือเชื้อชาติในประเทศ
ที่อเมริกาไม่เห็นด้วยก็ตามที เช่น กลุ่มฮามาสที่ชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในสภาปาเลสไตน์และ
เข้าปกครองฉนวนกาซา

แต่อเมริกากลับปัดปฏิเสธอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งโดยชอบของกลุ่มฮามาส เป็นต้น

ส่วนในประเทศอเมริกาเอง หลังเหตุการณ์ก่อการร้าย 9/11 รัฐบาลประธานาธิบดีบุชผู้ลูก-ผู้ร้องเชียร์ให้
ชาวอเมริกัน "ไปช็อปปิ้ง" เป็นอย่างแรกหลังเกิดเหตุ-ก็ดำเนินมาตรการรักษาความมั่นคง-
ต่อต้านการก่อการร้ายอย่างก้าวร้าวรุนแรงซึ่งหลายอย่างหลายประการคุกคามลิดรอนสิทธิเสรีภาพ
ตามรัฐธรรมนูญอเมริกันและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น ปล่อยข่าวเท็จหลอกคนอเมริกัน
เพื่อสร้างความชอบธรรมแก่สงครามรุกรานอิรัก, ลักพาตัว จับกุมคุมขัง กระทั่งทรมานผู้ต้องสงสัย
ก่อการร้าย ฯลฯ

(ดูรายงานของคณะผู้เชี่ยวชาญสิทธิมนุษยชนที่เสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
เรื่องการคุมขังลับในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย เมื่อต้นปีนี้ซึ่งเน้นวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของ
สหรัฐเป็นพิเศษที่ www2.ohchr.org/english/bodies/hrcouncil/docs/13session/A-HRC-13-42.doc)

เท่ากับรัฐบาลอเมริกันใช้ประชาธิปไตยเป็นแค่วิธีการไปบรรลุเป้าหมาย "ความมั่นคงแห่งชาติ"

ดังที่นายจอห์น แอชครอฟต์ อัยการสูงสุดสหรัฐสมัยนั้นเรียกร้องให้สื่อมวลชนอเมริกันจำกัดตนเอง
อยู่ในกรอบความคิดที่รักชาติมากขึ้น

ส่งผลให้สื่อมวลชนที่ขึ้นชื่อว่าเสรีที่สุดและตรวจสอบรัฐบาล อย่างเข้มงวดจนถึงแก่หลุด
จากอำนาจมาแล้ว (กรณีวอเตอร์เกตสมัยประธานาธิบดีนิกสัน เป็นต้น) พากันถอดเขี้ยวเล็บ
มืออ่อนเท้าอ่อน ปล่อยปละละเลยให้รัฐบาลบุชผู้ลูกทำเรื่องผิดพลาดร้ายกาจต่างๆ
โดยไม่ต้องพร้อมรับผิด


แคพเนอร์ สรุป ว่าทฤษฎีรัฐศาสตร์คลาสสิคที่รับเชื่อต่อกันมาว่า "ไม่มีกระฎุมพี ก็ไม่มีประชาธิปไตย"
หรือนัยหนึ่งเมื่อประเทศมั่งคั่งร่ำรวยขึ้น คนชั้นกลางเติบใหญ่ขยายตัว แล้วจะเป็นแรงขับดันไปสู่เสรีภาพ
เพิ่มมากขึ้นนั้น เห็นทีจะไม่จริงเสียแล้ว

เพราะตลอด 20 ปีหลังมานี้ ผู้คนมากหลายในนานาประเทศกลับถูกความอยากได้ใคร่มีทางวัตถุ,
วิถีชีวิตอันสะดวกสบาย, และลัทธิบริโภคนิยมกล่อมเกลาจนสำนึกส่วนรวมมึนชา ค่อยผละห่างออกจาก
การเมืองและสละทิ้งเสรีภาพสาธารณะทั้งของตนเองและผู้อื่นโดยสมัครใจเพื่อสังเวยเงินทองที่หาได้มา

บางทีเผด็จการที่ต่อสู้โค่นล้มยากที่สุดเพราะใช้อำนาจกดขี่ ลิดรอนเสรีภาพ
ได้แนบเนียนที่สุดโดยขายมันทิ้ง อาจกำลังบงการมาจากข้างในตัวเราเอง.....

(MIND CONTROL)

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Sat Sep 04, 2010 11:09 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1283574134&grpid=01&catid=


อิกอร์ เซชิน รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย และวลาดิมีร์ ปูติน นายกรัฐมนตรี VS.วิคเตอร์ บูท


ส่วนหนึ่งของอาวุธที่หลายคนเชื่อว่าอาจเป็นชิ้นส่วนของ "แซม" //
เครื่องบินลำเลียง อิลยูชิน 76 ที่ดอนเมือง


วันที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 21:20:43 น.
มติชนออนไลน์

วิคเตอร์ บูท กับเครื่องบินปริศนาที่อู่ตะเภา

โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitara@gmail.com

เรื่องราวของ วิคเตอร์ บูท ผู้ต้องหาค้าอาวุธระดับโลกของสหรัฐอเมริกาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ถูกทักท้วงมาว่ารวบรัดไปนิดจนไม่ได้ตอบคำถามในหลายๆ คำถามสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
กับประเด็นของการเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาในเมืองไทย

ในห้วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านไปนั้น มีข้อมูลอีกหลายอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องเดียวกันนี้
ส่งมาถึงมือผม 2 ชิ้น ในจำนวนนั้นน่าสนใจอย่างมาก หนึ่งนั้นเป็นบทความน่าสนใจของ
ยูเลีย แลตตีนิน่า ใน มอสโก ไทม์ส เมื่อไม่นานมานี้ ที่ให้ข้อมูลเชิงลึกไว้ไม่น้อย อีกหนึ่ง
เป็นข้อเขียนของนักเขียน นักข่าวมือเก๋าในแวดวงข่าวสารของเอเชีย อย่าง เบอร์ทิล ลินท์เนอร์
ที่ให้ภาพรวมของเรื่องไว้อย่างดีเยี่ยม

ยูเลีย แลตตีนิน่า เป็นผู้หญิงครับ เธอเป็นเจ้าของรายการทอล์กโชว์ทางการเมืองคนสำคัญ
ในโซเวียตรายการของเธอออกอากาศผ่านทางสถานีวิทยุ เอ็คโค่ มอสก์วี ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
สะท้อนถึงความนิยมได้เป็นอย่างดี

เบอร์ทิล ลินท์เนอร์ เป็นอดีตผู้สื่อข่าวประจำกรุงเทพฯและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ
ฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิค รีวิว ที่ปิดตัวไปแล้ว เป็นเจ้าของงานเขียนหลายเล่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
งานเขียนที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพม่า และความขัดแย้งทางการเมืองในอุษาคเณย์ งานเขียน
เล่มล่าของเขาคือ "บลัดบราเธอร์ส" ที่ว่าด้วยเรื่องอาชญากรรม ธุรกิจ และการเมืองในเอเชีย
ขณะยังทำงานข่าว งานเขียนเป็นประจำให้กับ เอเชีย แปซิฟิก มีเดีย เซอร์วิส

ข้อเขียนของลินท์เนอร์ เผยแพร่อยู่ใน เอเชียไทม์ส ออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมาครับ

นอกเหนือจากวิคเตอร์ บูท แล้ว งานเขียนทั้งสองชิ้นนำผมไปรู้จักกับ อิกอร์ เซชิน สหายสนิทของบูท
ที่โมซัมบิก ในราวทศวรรษ 1980 เป็นโมซัมบิก เดียวกับที่วิคเตอร์ บูท ปฏิเสธผ่าน ภรรยาในการ
แถลงครั้งล่าสุดว่า ไม่เคยไปใช้ชีวิตอยู่

และชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง วิคเตอร์ บูท กับเครื่องบินขนอาวุธปริศนา 35 ตัน ที่อู่ตะเภาครับ!

คนที่บอกว่าวิคเตอร์ บูท เคย "รับราชการ" อยู่ในโมซัมบิก ในช่วงทศวรรษ 1980 ก็คือ ยูเลีย แลตตีนิน่า
เธอชี้ให้เห็นว่า รัสเซียนอีกคนที่อยู่ที่นั่นในห้วงเวลาเดียวกันคือ อิกอร์ เซชิน เหตุผลประการหนึ่งนั้น
เนื่องเพราะทั้งคู่พูดคล่องทั้งภาษาฝรั่งเศสและปอร์ตุกีส นอกเหนือจากภาษารัสเซียที่เป็นภาษาแม่

อิกอร์ เซชิน สูงวัยกว่า บูท 7 ปี หน้าที่อย่างเป็นทางการของเขาในเวลานั้นก็คือ การทำหน้าที่เป็นล่าม
ให้กับคณะผู้แทนทางการทูตและการค้าของสหภาพโซเวียตที่ประจำอยู่ในประเทศซึ่งใช้ภาษาปอร์ตุกีส
ประเทศนี้ในเวลานั้น

แต่ข้อมูลที่ปรากฏใน http://rt.com บอกเอาไว้อย่างนี้ครับ

"มีบางคนเชื่อว่า เพราะการเดินทางไปประจำอยู่ในโมซัมบิกนี่เอง ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เซชิน
กลายเป็นมืออาชีพคนหนึ่งของเคจีบี (หน่วยสืบราชการลับของสหภาพโซเวียตในเวลานั้น) และ
ถูกพาดพิงถึงในฐานะ "ตัวแทน" หรือ "นายหน้า" สำหรับการลักลอบจนอาวุธเข้าไปขายในตลาดมืด
ทั้งในละตินอเมริกาและตะวันออกกลาง"

ข้อมูลเพียงเท่านั้นอาจสะท้อนอะไรออกมาให้เห็นได้ไม่มากมายนัก ถ้าหากไม่ประกอบเข้ากับ
ข้อเท็จจริงสำคัญอีกประการที่ว่าอิกอร์ เซชิน ในเวลานี้คือ รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย

และเป็นคนที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของรัสเซียในเวลานี้
รองจาก วลาดิมีร์ ปูติน นายกรัฐมนตรี

ถ้าข้อมูลที่ว่าเหล่านี้เป็นความจริง นั่นไม่เพียงอธิบายได้ว่า ทำไมวิคเตอร์ บูท ที่ถูกหลายประเทศ
ขึ้นบัญชีดำในฐานะพ่อค้าอาวุธคนสำคัญ แถมยังถูกแซงค์ชั่นโดยสหประชาชาติ ถึงยังใช้ชีวิตอยู่
ได้อย่างหรูหราและลอยนวล ในฐานะ "นักธุรกิจ" ที่ประสบความสำเร็จ ในกรุงมอสโก หากแต่ยัง
อธิบายได้ด้วยว่า เพราะเหตุใด ทางการรัสเซียถึงออกอาการ "หัวฟัดหัวเหวี่ยง" เมื่อศาลไทย
ตัดสินชี้ขาดให้ส่งตัววิคเตอร์ บูท ไปดำเนินคดีในสหรัฐอเมริกา

และเพราะเหตุใด ทางการสหรัฐอเมริกาถึงต้องการตัววิคเตอร์ บูท มากมายนักหนา เพราะมัน
สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า "วิคเตอร์ บูท" คือตัวเชื่อมโยงสำคัญอย่างยิ่งยวด ที่อาจนำไปสู่โครงข่าย
ค้าอาวุธในตลาดมืดขนาดใหญ่โตกว่าที่หลายคนคาดคิด

ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการทำลายเครือข่ายค้าอาวุธของวิคเตอร์ บูท เพียงอย่างเดียวเท่านั้น!

ในช่วงเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา มีนักค้าอาวุธ "ตัวเอ้" หลายคนถูกจับกุม

เดือนกันยายน 2006 ฮัดจา ซูบันดี้ พ่อค้าอาวุธรายใหญ่ชาวอินโดนีเซีย ถูกจับกุมพร้อมเพื่อนร่วมก๊วน
ชาวศรีลังกาและสิงคโปร์ ที่เกาะกวม ซึ่งเป็นดินแดนใต้อาณัติของสหรัฐอเมริกา รูปแบบของการจับกุม
เป็นการล่อซื้อทำนองเดียวกันกับกรณีของวิคเตอร์ บูท

ที่น่าสนใจก็คือ ฮัดจา ซูบันดี้ พร้อมพวก ถูกกล่าวหาว่า พยายามที่จะขาย "แซม" และอาวุธทันสมัย
อานุภาพสูงอีกจำนวนหนึ่งให้กับกองกำลังพยัคฆ์ทมิฬอีแลม กลุ่มกบฏในศรีลังกา
มูลค่ารวม 900,000 ดอลลาร์

เกือบปีให้หลัง คือในปี 2007 มันเซอร์ อัล-คัสซาร์ มหาเศรษฐีพันล้านชาวซีเรีย ที่ถูกกล่าวหาว่า
เป็นพ่อค้าอาวุธระดับโลกคนสำคัญอีกคน ถูกจับกุมด้วยแผนล่อซื้อแบบเดียวกันกับกรณีของ
วิคเตอร์ บูท ขณะนี้อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีอยู่ในสหรัฐอเมริกา ในข้อหาพยายามขายอาวุธ
มูลค่ามหาศาลให้กับกองกำลังกองทัพปฏิวัติแห่งโคลัมเบีย หรือฟาร์ค เช่นเดียวกัน



ภาพแสดงโครงข่ายของบริษัทค้าอาวุธของบูท ที่จัดทำโดยกระทรวงการต่างประเทศ
สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2005 แสดงให้เห็นการเชื่อมโยงกับการขายอาวุธให้ชาร์ลส์ เทย์เลอร์
ผู้นำเผด็จการไลบีเรการไลบีเรีย


อาวุธที่ขายมี "แซม" รวมอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน

ในเอกสารบรรยายฟ้อง ซึ่งสำนักงานปราบปรามยาเสพติด (ดีอีเอ) ยื่นต่อศาลเพื่อให้พิจารณา
ประทับรับฟ้องคดีของวิคเตอร์ บูท ซึ่งถูกจับกุมเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2008 ที่กรุงเทพฯ
ระบุเอาไว้อย่างนี้ครับ

"บูทแสดงท่าทีชัดเจนว่าสามารถส่งมอบจรวดชนิดยิงจากผิวพื้นสู่อากาศ (แซม) ให้กับฟาร์คได้
ระหว่าง 700-800 ลูก, ปืน เอเค-47 (คาลาชนิคอฟ) 5,000 กระบอก, กระสุนอีกหลายล้านนัด,
อะไหล่หลายชนิดสำหรับใช้กับไรเฟิลของรัสเซีย, กับระเบิดสังหารบุคคล, ระเบิด ซีโฟร์,
อุปกรณ์มองกลางคืน, เครื่องบิน ชนิดเบาพิเศษ ที่สามารถติดตั้งเครื่องยิงระเบิดและจรวดได้,
เครื่องบินไร้นักบิน ที่มีพิสัยปฏิบัติการระหว่าง 200-300 กิโลเมตร"

ข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ หนึ่งในบรรดาสรรพาวุธที่บูทเสนอขาย มี "แซม" จำนวนมากรวมอยู่ด้วย

แอนโธนี่ ดาวิส นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงของ "ไอเอชเอส เจน" กลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่มีข้อมูล
ข่าวสารด้านการทหารและความมั่นคงมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในเวลานี้ ชี้ให้เห็นว่า นอกจากรูปแบบ
ของการจับกุมอย่างน้อย 3 ครั้ง จะเป็นทำนองเดียวกันแล้ว อาวุธหลักที่ถูกระบุไว้ในการจับกุม
ทั้ง 3 ครั้ง เป็นจรวดชนิดยิงจากผิวพื้นสู่อากาศ หรือ "แซม" นั่นเอง

ดาวิสบอกว่า สหรัฐอเมริกากำลังกังวลอย่างหนักกับการแพร่ระบาดอยู่ในตลาดมืดของจรวดแซม
ที่ผลิตในรัสเซีย มีชื่อรหัสอย่างเป็นทางการว่า 9 เค 38 อิกลา หรือที่ทางการทหารอเมริกันเรียกว่า
เอสเอ-18 ที่เป็นรุ่นซึ่งพัฒนาขึ้นมาจาก 9 เค 310 อิกลา-1 หรือ เอสเอ-16 กิมเล็ต

เอสเอ-18 นั้น ดาวิสระบุว่า มีขีดความสามารถในการหลบเลี่ยงอาวุธที่ยิงเข้าใส่จากเครื่องบิน
เป้าหมายได้สบายๆ

ลองคิดดูว่า ถ้าหาก "เฮซบอลเลาะห์" ครอบครองอาวุธนี้ หรือ "ทาลีบัน" มีมันไว้อยู่ในมือ
ยอดสูญเสียของทหารอิสราเอลและอเมริกันจะมีมากเพียงใด?

ในช่วงเวลาที่เครื่องบินลำเลียงทางอากาศ "อิลยูชิน 76" ผลิตในรัสเซีย เดินทางจากเกาหลีเหนือ
ผ่านมายังดอนเมืองและถูกจับกุมด้วยอาวุธหนัก 35 ตันบนเครื่องก่อนหน้าที่จะบินไปตามเส้นทางบิน
ของตนเองสู่จุดหมายปลายทางที่ อิหร่าน เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2009 นั้น วิคเตอร์ บูท ถูกจองจำ
อยู่ในเรือนจำที่กรุงเทพฯ

บูทคงไม่มีปัญญาจัดการรวบรวมและจัดระเบียบการขนส่งอาวุธล็อตใหญ่อย่างนั้น
จากในเรือนจำได้แน่?-หรือไม่ใช่?

ถึงจะทำไม่ได้ ยูเลีย แลตตีนิน่า ก็มีข้อมูลบ่งชี้ให้เห็นว่า วิคเตอร์ บูท อย่างน้อยที่สุดก็พัวพันอยู่กับ
การจัดส่งอาวุธปริศนาล็อตนั้น เธอระบุเอาไว้ในข้อเขียนในมอสโก ไทม์ส ชัดเจนว่า อาวุธ 35 ตัน
ล็อตนั้น "เป็นของบริษัทที่ควบคุมโดยวิคเตอร์ บูท"

แลตตีนิน่าแกะรอย "แอร์ เวสต์ จอร์เจีย" ที่เป็นเจ้าของเครื่อง อิล-76 ลำนั้นไปจนได้ที่อยู่จดทะเบียน
ของบริษัทในจอร์เจีย อดีตรัฐของสหภาพโซเวียตใกล้กับ "วีนูโคโว แอร์พอร์ต" ในกรุงมอสโก

นอกจากนั้น "แอร์เวสต์" ยังมีชื่ออยู่ในระเบียนรายชื่อบริษัทธุรกิจในเว็บไซต์ Gde24.ru ให้รายละเอียด
ที่ตั้งมากขึ้นไปอีกว่า "อยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินถนนโอคอตนีย์ และห่างจาก พระราชวังเครมลิน
(ที่ทำการรัฐบาลรัสเซีย) และ สำนักงานความมั่นคงแห่งรัฐ (เอฟเอสเอส-ซึ่งเป็นหน่วยงาน
รับผิดชอบด้านข่าวกรองและความมั่นคงของรัสเซีย ที่สืบทอดมาจากเคจีบี) เพียงชั่วขว้างก้อนหินถึง
บนถนน ลู้บนันสกายา พล็อดช้าด"

อีกครั้งที่ข้อมูลทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า วิคเตอร์ บูท ไม่ได้เป็นเพียงแค่นักธุรกิจ "
ที่ประสบความสำเร็จ" ดาดๆ ธรรมดา

เครือข่ายของเขาไม่ใช่เครือข่าย ดาดๆ ธรรมดา เส้นสายของเขายิ่งไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง

ดักลาส ฟาร์ราห์ เจ้าของหนังสือ เมอร์ชานท์ ออฟ เดธ บอกเอาไว้ว่า วิคเตอร์ บูท อายุแค่ 43 ปีก็จริง
แต่ข้อมูลที่เขามีอยู่กับตัว ย้อนหลังกลับไปมากกว่า 2 ทศวรรษ

ที่สำคัญก็คือ มันสามารถเชื่อมโยงไปถึง "ใจกลาง" ของมอสโกในเวลานี้อีกต่างหาก

ผมถามตัวเองเป็นการทิ้งท้ายในการเขียนข้อเขียนชุดนี้เอาไว้ว่า ถ้าผมมีคนอย่าง วิคเตอร์ บูท
ที่มีปูมหลังมากมายมหาศาลนั่งทับไว้อยู่ในมือ ผมจะทำอย่างไร?

ผมบอกกับตัวเองว่า ผมคงอดไม่ได้ที่จะหาโอกาสไปนั่งสอบถาม รับฟังและคุ้ยแคะแกะเกา
อะไรก็ตามที่อาจจะแสวงหาได้จากคนอย่างนี้แน่นอน

ถึงแม้ว่า จนถึงขณะนี้ วิคเตอร์ บูท ยังคงเป็น วิคเตอร์ บูท
เป็นคนที่ยืนกรานอย่างหนักแน่นว่า ไม่เคยมีมือเปื้อนเลือด
ไม่เคยมีบทบาทด้านมืดแม้แต่นิดเดียวก็ตามที

แต่ที่สำคัญ ผมคงเข้าไปสอบถามในท่วงทำนองที่เนียนลออ ไม่หยิบโหย่งโฉ่งฉ่าง
เหมือนอย่างที่บางคนทำแน่นอนอีกเหมือนกันครับ

*************

'Bout punished by US for taking over CIA's arms business'
RussiaToday
|August 21, 2010

Moscow says it will seek to bring Viktor Bout back to his country. The Thai court's
decision to allow the extradition of the suspected arms dealer to the U.S. is seen by
Russia as political and made under pressure. US wants Bout on charges of terrorism and
supplying arms to Colombian rebels, which he denies. Kent Goodman, publisher and
author says Bout is being extradited because he posed a direct threat to American business
in Africa.



http://www.davidicke.com/forum/showthread.php?t=132735

Viktor Bout supplied explosives to CIA for 9/11


http://www.whatdoesitmean.com/index1402.htm

US-Russia Bidding War For 9/11 “Merchant Of Death” Reaches $20 Billion

By: Sorcha Faal, and as reported to her Western Subscribers
















In a move Vladimir Kozin, deputy director of Russia's Foreign Ministry said
“mayinevitably affect Russian-US relations to the detriment of the US effort to
'reset' them”
both the United States and Russia have entered into a massive
‘bidding war’ for the man known as the “Merchant of Death” and who is
called by many intelligence services as “the most dangerous man in the World.”

The man behind the firestorm that is threatening to permanently
alter relations between the United States and Russia is a former
Soviet Army linguist named
Viktor Bout
[photo 2nd left] who currently
calls a Bangkok, Thailand prison home after his arrest on March 6, 2008
on a US warrant calling for his extradition to America for,
among other charges, being the “one of the world's most prolific arms traffickers”.

Bout’s legal proceedings in Thailand began in September, 2008 and
on August 22, 2009 the Bangkok Criminal Court ruled in his favor,
denying the US request for extradition. The US appealed that judgment
and last week, on August 20, 2010, a higher Thai court ruled that
Bout could, in fact, be extradited to the United States.

The pressure by the Americans on Thailand to hand over Bout increased
in 2009 after Members of the US Congress signed a letter to US
Attorney General Holder and Secretary of State Hillary Clinton expressing
their wish that the Bout extradition “remain a top priority”.

Russia’s reaction to the Bangkok court decision was immediate with
Foreign Minister Sergei Lavrov calling it “unlawful and politically
motivated”
as the lower court had already ruled the US did not prove
its charges against Bout and suggesting that it was made to appease
Washington.

Deputy Director Kozin in writing about Bout in a Moscow Times
editorial this week further stated:

“The same day, the Foreign Ministry said in a diplomatically balanced
but strongly worded statement that it was “extremely bewildered and
disappointed” to learn of the extradition decision. Incidentally,
the form of the statement — officially called “A Statement by
the Russian Foreign Ministry” — was intentionally selected to
highlight the issue. It is the highest in political value, as other forms
of the ministry’s official reaction are called “Commentary” or
“Press Release” and carry less political significance.


Moscow argues that the verdict appears highly questionable because
the Thai Criminal Court last August found that the Americans had not
provided sufficient proof of Bout’s guilt. Moscow also says Bout never
committed any illegal acts on Thai soil and notes that Thai law
enforcement agencies have dropped all charges against him.


Russia’s concerns were also personally delivered by a Russian deputy
foreign minister to the Thai ambassador in Moscow on Friday.”


The critical situation surrounding Bout has caused Thailand to
surround him with 50 heavily armed commandos who will accompany him
to a private plane the Americans have standing by in Bangkok to fly him
to the United States should they gain custody of him, a move, however,
made less likely yesterday by the US filing new charges against him.

Fearing that Bout would be released after his attorney filed a “last minute”
appeal to Thailand’s Prime Minister, the US filed new money-laundering
and wire-fraud charges against him in a move said to have “backfired”
because, should Bout lose his appeal, he cannot be released until
the new charges are heard.

Kremlin sources, however, are stating that the Americans move was
“deliberately made” in order to gain more time in what has become
a “bidding war” for Bout that has Russia offering Thailand cut-rate
oil prices and the United States offering military hardware to gain
control of him, the total said to be at least $20 Billion, and rising
with each passing day.


To what has made Bout (said to have inspired the Hollywood film
“Lord of War” starring Nicolas Cage) “the most expensive man in
the world”
one can read many books about him, including
The Most Dangerous Man In The World” linking him to one of
the world's most reviled terrorists, Dawood Ibrahim, and
Merchant Of Death” that describes him as one of the world’s
top arms dealers.

The truth about Bout though is much more complicated as
Kremlin reports about him firmly show his high-ranking status
as one of Russia’s most important KGB, and now FSB,
intelligence agents, who since the collapse of the Soviet Union
was tasked by his superior, and now Russian Prime Minister,
Vladimir Putin to infiltrate the United States Central Intelligence
Agency’s (CIA) vast terrorist operations in Afghanistan and
the Middle East.

Not being told to the American people about Bout is his
“special relationship”
with Igor Sechin, who today serves as
Russia's deputy prime minister and who is widely considered
the second-most-important person in that country after Putin.

Sechin and Bout, they both are linguists fluent in Portuguese
and French, served together in the 1980s in Portuguese-speaking
Mozambique, when, officially, Sechin was an interpreter with the
then Soviet trade and diplomatic mission there. However, some
consider this to be the beginning of Sechin's career at the KGB
and he was reported to be the former Soviet Unions point man
for weapons smuggling to Latin America and the Middle East.

After the December 25, 1991 collapse of the Soviet Union Bout,
Sechin and Putin formed what is called the “core group” of
KGB agents whose mission, so to speak, was to protect Russia
from financial exploitation by the West, particularly the United States.
Their main source of funding was provided by the Soviet Unions vast
warehouses of arms and ammunition that Bout transported throughout
the world through the estimated 100 air transport companies he
established in many countries, including the United States,
and whose biggest customer was the CIA.


By 1998 the Americans and the West’s looting of Russia and
its vast natural resources led to the catastrophic collapse of
the Russian economy on August 17th of that year,
an “official policy” mind you designed by the CIA
and forced upon the Russian people by President Boris Yeltsin
whose “Chicago Boys” headed by Yegor Gaidar,
who Yeltsin named as one of his deputy prime ministers,
instituted a set of destructive economic policies designed by
the Chicago School of Economics economist,
and Nobel Prize winner Milton Friedman.


[Note: Milton Friedman’s “Chicago Boys”, along with the CIA, were responsible for
the catastrophic collapse of the Chilean economy in the 1970’s after the American government
ordered the assassination of their democratically elected socialist President Salvadore Allende.]

On December 31, 1999, while the world was otherwise occupied by its entrance into a new century,
a KGB “palace coup” against Yeltsin by Putin, Sechin and Bout was completed that put Russia’s
secretive intelligence services in total control of the Motherland. In a “final humiliation” of
Yeltsin he was forced by Putin to say in a nationwide television address to the Russia people,
“I want to beg forgiveness for your dreams that never came true. And also I would like to beg
forgiveness not to have justified your hopes.”


Upon Putin, Sechin and Bout seizing control of Russia it was “decided”
that Bout should continue his “businesses” due to his contacts with
many of the world’s secret intelligence services, especially the Americans
and their CIA
, whose agent named Valerie Plame [photo 4th left]
was Bout’s “control agent” as he had by 1999 became the CIA’s “bagman”
for one of their most important Middle Eastern agents code named “Tim Osman”,
otherwise known as Osama bin Laden. [photo 6th left with former US National
Security Advisor Zbigniew Brzezinski
]

Russia’s concern over the United States intentions towards them rested with Putin’s
belief that the Americans, under a right-wing government led by President Bush,
would make a push for Global hegemony targeting both Iraq and Afghanistan first
in a bid to control the vast oil and gas resources of Central Asia, and which would
ultimately leave both Russia and China vulnerable to US military power encircling them.

Putin further believed that prior to the United States beginning its war for Global hegemony
it would first have to initiate what is called its “Garden Plot” plan that with their release in 2009
under a US Freedom of Information Act lawsuit shows the US Military’s plan
to impose martial law and intern dissidents and others in an undisclosed
number of concentration camps should America be attacked.


Putin’s fears were realized when on September 11, 2001 the United States activated its
Garden Plot” plans in response to the attacks against it that was quickly blamed on
their own CIA agent Tim Osman, (aka Osama bin Laden) thus enabling the Americans
to begin their war of Global hegemony, and which by now has become the longest war
in their history.


Unbeknownst to the Americans, however, was that Bout
(who the CIA still believed was their asset)


the week before the 9/11 attacks was tasked by his CIA handler Plame to deliver
to Houston, Texas approximately 15 tonnes of Russian military
PVV-5A Plastic Explosive

plastic explosive (one of the most powerful in the world) through his, Bout’s Texas based
air company IRBIS and to be signed for by Marvin Bush, President George Bush’s younger
brother, and Wirt Walker III, George Bush’s cousin.

Important to note about Marvin Bush and Wirt Walker III is that at the time of the 9/11 attacks
they were both directors of the American security company named Stratesec (formally known
as Securacom) which was given a $8.3 million contract to help provide security at
the World Trade Center and which the weekend prior to the attacks completely closed
this massive skyscraper complex for 36 hours to “upgrade” its security system.

Now Bout in being curious, to say the least, as to why the Bush Family needed so much
Russian explosives for their “upgrade” of the World Trade Center complex was “invited”
by Marvin Bush to come to New York City to watch “the big show”, an offer Bout
did not refuse. And so the night prior to 9/11 Bout traveled to New York City
where he was met by Bush “operatives” working for the Federal Emergency
Management Agency (FEMA)
,
who “coincidentally” had scheduled an emergency exercise for the morning of
September 11, 2001 that all too soon became real.

Bout was given a FEMA security pass that gave him unhindered access to the aftermath of
the catastrophic attacks upon the World Trade Center complex which these reports document
he took full advantage of. Unfortunately for the Americans though was that Bout’s “visit”
wearing his FEMA “credentials” was filmed by FEMA’s official videographer Kurt Sonnenfeld,
who was the only film maker given unrestricted access to the 9/11 site.

Upon Sonnenfeld’s reviewing of all the video he had shot of the 9/11 World Trade Center site
he “noticed” what he believed to be a known Russian GRU agent attached to Russia’s
New York City embassy talking with a man wearing FEMA security credentials and reported it
to his superiors. Three short weeks later Sonnenfeld’s wife was dead from a gunshot wound
to her head and he was arrested for her murder. Fortunately for Sonnenfeld he had hidden
all of the copies of footage he had taken on 9/11 (22 hours worth) so it was not found
when his house and office were searched.

US authorities then released Sonnenfeld and ruled his wife’s death a suicide immediately
after which he fled the United States with all of his film evidence to Argentina where he has been
granted political asylum. And, predictably, upon Sonnenfeld’s fleeing US police authorities
reinstituted murder charges against him for his wife death they had already ruled a suicide.
This most “inconvenient witness” of the 9/11 crime upon the people of the United States
continues to live in Argentina with his new wife and 2 children under daily threat of death
from the CIA.

By the summer of 2004 the CIA using Sonnenfeld’s video had positively
identified Bout as being a “major intelligence asset” of Russia’s FSB
causing President Bush to issue
Executive Order 13348 freezing
all of his known assets the world over
.
In 2005 Bout’s name
also appeared on the United States “Special Designated National and Blocked Persons
which further targeted him as being one of the most dangerous men to US security ever known.

Bout’s CIA handler Valerie Plame was also targeted in what became
known as
Plamegate
which forced her to resign in December, 2005, apparently because
the CIA didn’t appreciate her not knowing that her Russian agent
was one of Russia’s top intelligence officers.


To how the extraordinary saga of Bout will end it is not in our knowing.
What is in our knowing, however, is that with so much at stake, and as powerful
as Bout is, neither the United States or Russia will rest until he they have gained custody
of him and which, to say the least, a major war between them can not be ruled out as
the “fate of nations” literally hangs in the balance over the most wanted man in
the World sleeping tonight in Bangkok prison.

© September 1, 2010 EU and US all rights reserved. Permission to use this report
in its entirety is granted under the condition it is linked back to its original source
at WhatDoesItMean.Com.

[Ed. Note: Western governments and their intelligence services actively campaign
against the information found in these reports so as not to alarm their citizens
about the many catastrophic Earth changes and events to come, a stance that
the Sisters of Sorcha Faal strongly disagrees with in believing that it is every human
beings right to know the truth. Due to our missions conflicts with that of those governments,
the responses of their ‘agents’ against us has been a longstanding misinformation/misdirection
campaign designed to discredit and which is addressed in the report “Who Is Sorcha Faal?”.]

http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t721.htm





good bye
buffalo laze to told a fiddle


Aucockpit Thai
สีซอให้ควายฟัง ควายยังได้ยิน ยังมีประโยชน์


แต่ถ้าสีควาย นี่ซิ ซอ จะได้รับรู้อะไรบ้างไหม


01 กันยายนเวลา 13:06 น.

http://www.voltairenet.org/article160636.html

Kurt Sonnenfeld: With an incredible outpouring ofsupport. The military dictatorship
is still fresh in the collectivememory of most of the people here, along with the knowledge
that thedictatorship (along with the other South American dictatorships at the time)
was backed by the CIA, directed at the time by George BushSenior.

They remember well the torture centers, the secret prisons,
the thousands of people “disappeared” for their opinions,
the living indaily fear. They know that the United States today will do the samething
if they consider it beneficial, that they will invade a country to achieve their political
and economic interests and then manipulatethe media
with fabricated “causus belli”
to justify their conquests.



Kurt Sonnenfeld with Adolfo Pérez Esquivel, Nobel Peace Prize 1980.

Voltaire Network: As we said, deciding to write this book and to go public
was a huge step. What pushed you to do it?


Kurt Sonnenfeld
: To save my family.
And to let the world know that things are not what they seem.

http://www.sott.net/articles/show/124820-Kurt-Sonnenfeld-FEMA-s-WhistleBlower-

At about 1.40 am on the morning of January 1st 2002, police officersanswered
a possible suicide call from the Sonnenfeld's home in LoDoColorado.
The police were forced to break a window to enter the housebecause,
according to Sonnenfeld, he couldn't open the door because hedidn't have the keys.
"I even helped them in by moving furniture"Sonnenfeld stated. According to police
however, once they were inside,officers were forced to wrestle Sonnenfeld to
the floor after he became combative.

Police found Sonnenfeld's wife, Nancy Sonnenfeld, on a chaiselounge in an upstairs
bedroom with a bullet wound behind her right ear.
She was still alive but unconscious
and breathing heavily. She died sixhours later. Dr. Amy Martin of the Denver coroner's office
foundnumerous bruises on Nancy Sonnenfeld's body, which she said indicated
the woman had been involved in a struggle. There were bruises underNancy Sonnenfeld's chin,
and on her left kneecap, right elbow, rightfoot and both hands. Sonnenfeld asked detectives
to perform tests thatwould show his wife killed herself. He asked that Nancy's hands betested
for gunpowder residue, which he said would show she fired thegun. He also asked that
he be given a polygraph test. Tests showedthere was a very small amount of gunpowder
residue on Nancy's righthand, and none on Kurt Sonnenfeld's hands, which were covered
withblood. Also, the only fingerprint found on the gun belonged to Nancyand was found
on the gun's magazine.

Friends and family attested to a failing marriage and KurtSonnenfeld's drug habit (heroin)
as the cause, and police claimed thatthey knew that Nancy Sonnenfeld planned to leave
her husband becauseshe had found him using heroin and sleeping with other women
during atrip to Thailand in November 2001
. "It's hard to believe," said Nancy's Sonnenfeld's father,
Bill Campbell. "We don't hate Kurt. He was awonderful guy and they had a wonderful marriage
for 10 years. I know heloved our Nancy. We knew they were beginning to have problems,
but we absolutely don't know what happened that night." Nancy Sonnenfeld's mother
however said she never believed that her daughter killed herself
: "I'm glad I've had
the time to get over all of this becausenow I can face it," Eleanor Campbell said.
"We loved Kurt. But he wasnot the same Kurt we used to know. Denver police were
naturally disinclined to believe that they were dealing with a case of suicideand
took Sonnenfeld into custody where he remained for several months awaiting trial.

http://thewebfairy.com/killtown/oddities/2002.html

9/11 Inside Job, says FEMA photographer Kurt Sonnenfeld (English subtitles)



WTC 7 and a Chinese Skyscraper which did NOT collapse.

renagade12 | February 19, 2010

reupload

""Obamacalls for an end to 9/11 conspiracy theories, well how about at end tothe silence
about explosives being in WTC 7 as a safety measure? Obamasaid "These are not opinions
to be debated, these are facts" inreference to who he wants us to believe did 9/11.
Or maybe they wereplanted? It is one or the other. WTC 7 collapsed differently to
theTwin Towers. Maybe a weapon which causes molecular dissociation wasused here as well.
But, I know this, when you compare the fires of WTC7 and the Chinese Skyscraper
there is NO way WTC 7 should havecollapsed and collapse the way it did.

Thankyou to the users Xenomorph911, 911veritas, AssociatedPress,
beorn and the news channels for these clips.""



American Sponsored Terrorism -AbdolMalek Rigi Jundullah



9/11 was an Inside Job - TOTAL PROOF (part 2)

FreedomAndTruth4All | February 23, 2010
Why to do so many people believe in a 9/11 conspiracy?
Because the evidence that supports it is overwhelming.

Open your mind and make your OWN MIND UP about what happned on 9/11.
Do your OWN research and come to your OWN conclusions.
Don't just belive something because someone says you should belive it!
Check it out foryourse lf! Does it add up? Does it make sense? There is NO EXCUSE
fornot doing your own research into such an important subject in the Internet age.


(9/11 conspiracy) theories: The truth is out there...just not on the ...
29 Apr 2009 ... The internet has created shadow armies whose size and
power are unknowable. Similar Top Ten Photos (9/11 conspiracy) Nuts Hate |
The Lay Scientist Inthenearly seven years since 9-11 the conspiracy theorists
have had the floor, nearly unopposed. I say that because for some years
I have been looking ...The Top September 11 Conspiracy Theories

The top September 11 conspiracy theories are debunked, with references to supporting ...
For more information, see The 9/11 Commission Report chapter 1, ...Programmes |
Conspiracy Files The"truthers" who think I am part of a 9/11 cover up ...
Across the US we investigate the growing number of (9/11 conspiracy) theories.
watch 9/11preview ...There is no (9/11 conspiracy) you morons.
I've been getting a lot of email lately from people sending me this stupid
(9/11conspiracy) video called "Loose Change." I've tried to ignore it for months ...
The BBC's (9/11 conspiracy) Files: Points Which Were Ignored ...18Feb2007 ...
Did 4000 Jews skip work in the WTC on 9/11?
Were the attacks predicted in the pilot of the "Lone Gunmen" TV show? ...



the week before the 9/11 attacks was tasked by his CIA handler Plame to deliver
to Houston, Texas approximately 15 tonnes of Russian military
PVV-5A Plastic Explosive

plastic explosive (one of the most powerful in the world) through his, Bout’s Texas based
air company IRBIS and to be signed for by
Marvin Bush, President George Bush’s younger
brother
, and Wirt Walker III, George Bush’s cousin.

http://www.airliners.net/search/photo.search?airlinesearch=Untitled+(Irbis+Air+Company)



Valerie Plame testifies in CIA leak hearings (part 1)


http://www.ruudleeuw.com/vbout24.htm
Air cargo companies allegedly tied to Victor Bout


IRAQ: Blacklisted Russian Tied to Multimillion Dollar Deals with U.S. Contractors
Russian arms trafficker Victor Bout, an alleged arms broker,
is behind four air cargo firms used by U.S. contractors, officials say
.

by Stephen Braun, Judy Pasternak and T. Christian Miller, The Los Angeles Times
December 14th, 2004

WASHINGTON— Air cargo companies allegedly tied to reputed Russian arms trafficker
Victor Bout have received millions of dollars in federal funds fromU.S. contractors in Iraq
,
even though the Bush administration has worked for three years to rein in his enterprises.
Planes linked to Bout's shadowy network continued to fly into Iraq, according to
government records and interviews with officials,despite the Treasury Department freezing
his assets in July and placinghim on a blacklist for allegedly violating international arms sanctions.

Largely under the auspices of the Pentagon, U.S. agencies including
theArmy Corps of Engineers and the Air Force, and the U.S.-led Coalition
Provisional Authority, which governed Iraq until last summer, have allowed
their private contractors to do business with the Bout network.


Four firms linked to the network by the CIA
and international investigators have flown
into Iraq nearly 200 times on U.S. business,government flight and fuel documents show.
One such flight landed in Baghdad last week.The list of the Bout network's suspected clients
over the years includes the Taliban
, which allegedly bought airplanes for a secretairlift of
arms to Afghanistan. The Taliban is known to have shared weapons with Al Qaeda.

CIA officials expressed concern more than a year ago that air cargo firms linked to Bout
were cashing in on U.S.-funded reconstruction efforts, but the warning did not reach
the Coalition Provisional Authority until May. After conducting its own inquiry,
the Coalition Provisional Authority allowed the companies to keep flying, insistingmilitary officials
who signed the contracts should deal with the problem. In other cases, officials said it was difficult
to know if Bout was behind a particular air cargo firm because he continually changed company names
and aircraft registrations.

Other federal officials said they had not known about the ban on dealing with Bout or
about the Bush administration's effort to target Bout's network until relatively recently.
In a letter to Sen. Russell D. Feingold (D-Wis.) in June, Paul V.Kelly, an assistant secretary
of State for legislative affairs,acknowledged that the department had "inadvertently"
allowed contractors to deal with "air charter services believed to be connected with … Bout."
Feingold, a member of the Senate Foreign RelationsCommittee, has taken a lead role
in investigating Bout's activities. "It be fuddles the mind that the Pentagon would
continue to work" with suspected Bout firms, said Lee Wolosky, a former White House
officialwho tracked Bout for the Clinton and current Bushadministrations.

Feingold said Monday, "What's obviously wrong is that U.S. taxpayer dollars are going
to fatten the wallet of someone associated with theTaliban and with atrocities in places
like Liberiaand Sierra Leone.
"An unreleased report prepared for the British Parliament,
acopy of which was obtained by the Los Angeles Times,accused one cargofirm
reputedly tied to Bout of flying weapons towar-wracked eastern Congo this year.
The company is not involved in Iraq. Reached by phone in Moscow, Bout responded angrily.

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ปูตินชมการทดสอบสมรรถนะเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Fri Oct 08, 2010 10:15 am

http://inteldaily.com/2010/10/u-s-still-taking-a-hard-line-on-peace-talks-with-taliban/



U.S. Still Taking a Hard Line on Peace Talks with Taliban


October 4, 2010
in Geopolitics

By Gareth PorterFollowing serious setbacks to the U.S. military’s war plan in Afghanistan,
the Barack Obama administration has taken the first tentative step toward a negotiated
settlement of the conflict by actively seeking to ascertain the willingness of the Taliban to enter
into negotiations, according to a source familiar with the administration’s thinking about the issue.
But the administration is still sticking to demands on the Taliban that it knows are not realistic,
in a manner that is strikingly similar to the demands stated publicly by the United States in
the early stage of the Vietnam War.

Obama has yet to make a crucial political decision to separate a military settlement with
the Taliban from the negotiation of a settlement between the Taliban and
the Hamid Karzai government, according to the source.
The source confirmed to IPS that the Pakistani military has been in
discussions with Taliban leaders and had been sharing its notes
of the meetings with U.S. and Saudi officials
, as had been reported by
Syed Saleem Shahzad in the Asia Times Sep. 11.

But the source suggested that, contrary to the implication of the Shahzad story,
the Pakistani conversations with the Taliban are not aimed at preparing the way
for a separate U.S.-Taliban deal.

The administration is still in the stage of intensive intelligence gathering, according to the source,
rather than conducting an indirect political dialogue with the Taliban leadership separate from
contacts between Karzai and the Taliban.The administration position on peace talks was
articulated by Gen. Petraeus in an interview with Katie Couric Aug. 20. “We’re not the ones
calling the shots,” said Petraeus. “At the end of the day those who will determine whether
reconciliation goes forward or not are those who lead the Afghan government, and that is
why it is appropriate that they lead these efforts….”Petraeus listed Karzai’s conditions for
the Taliban to meet for a peace settlement: “They must respect the constitution, lay down weapons,
cut off ties with al Qaeda and essentially be willing to be productive members of society.”

The source indicated that the Obama administration has not suggested any willingness to
agree to a U.S. troop withdrawal in return for a Taliban commitment to reject al Qaeda and
to ensure that it will not be able to operate from Afghan soil. Such a troop withdrawal-for-
al Qaeda deal could satisfy the U.S. national security interest in the war as articulated by
the Obama administration itself.

Contrary to the Shahzad article, the Pakistanis have not conveyed anything to the Taliban
as concrete as asking whether the Taliban would agree to a deal under which U.S. troops
would evacuate from the south but remain in the north.The U.S. continues to assert that
full U.S. troop withdrawal would only come in conjunction with a settlement between Karzai
and the Taliban.The administration is fully aware that the final settlement in Afghanistan
will bear no resemblance to the demand for Taliban submission that is the official U.S.-Karzai
position at present, according to the source.
That demand is roughly equivalent to the position taken by
the Lyndon Johnson administration in 1965 that the insurgents in
South Vietnam could participate in elections if they would
“lay down their arms” and “accept amnesty”.


The source explained the rationale for maintaining that unrealistic maximalist position as being
the belief that it will result in a better deal than going to the U.S. “bottom line” immediately.
Underlying that posture is the assumption that the U.S. military presence in Afghanistan gives
the United States significant leverage on the Taliban with regard to the internal settlement
with Karzai.Even if the United States were to withdraw two-thirds of its troops, the source indicated,
it would still have such diplomatic leverage, partly because it would increase domestic support
for the war, in the same way that President Richard Nixon’s withdrawal of troops from
Vietnam from 1969 through 1972 made it possible for him to lengthen the war.In the Pakistani-Taliban
talks on a settlement, the Taliban leaders have insisted on a complete U.S. troop withdrawal,
according to Shahzad.The Taliban has also confirmed what had been signaled in an article on
the Islamic Emirate of Afghanistan website last December – that it is prepared to give legal
assurances that al Qaeda and other global jihadist organisations would not be allowed to
operate in Afghanistan after the war against foreign military forces.

In an interview with IPS last January, Arsalaan Rahmani, a former deputy minister of education
in the Taliban regime who participated in a small team that had served as intermediaries
between Karzai and the Taliban, said any negotiations between the Taliban and Karzai regime
would have to be preceded by agreement with the United States on the key international issues
of withdrawal of all foreign troops and the Taliban’s renunciation of ties with al Qaeda.

A comment by Gen. David Petraeus on Monday that high-level Taliban figures had
“reached out” to Karzai appeared to suggest that the Taliban might be relaxing that position.
But Rachmani told IPS he doubted Petraeus’s claim of a new Taliban approach to Karzai.
He said he would be aware of any such change in the Taliban posture.Former Taliban foreign
ministry official Wahid Muzhda, who follows Taliban policies closely, also told IPS he had
not heard of any such move by the Taliban. Muzhda noted that during Eid, the three-day Muslim
holiday marking the end of Ramadan Sep. 9, Taliban spiritual leader Mullah Omar had vowed to
continue the war and said the Taliban would “never accept” the current government.

The fact that the administration’s thinking about a negotiated settlement has not advanced
beyond the stage of maximalist demands suggests that its policy will have to through
a series of stages before adjusting fully to the reality that it cannot control the post-occupation
politics of Afghanistan.**Additional reporting by Ahmad Walid Fazly in Kabul.

Gareth Porter
is an investigative historian and journalist specialising in U.S. national security policy.
The paperback edition of his latest book, “Perils of Dominance: Imbalance of Power
and the Road to War in Vietnam”, was published in 2006.

hacksecret

จำนวนข้อความ: 1111
Registration date: 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 2 จาก 3 Previous  1, 2, 3  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ