ชยสาโรภิกขุ แรงศรัทธาบนความต่าง

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ชยสาโรภิกขุ แรงศรัทธาบนความต่าง

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Mon Jul 26, 2010 11:46 am

Life Style : สุขภาพ

ชยสาโรภิกขุ แรงศรัทธาบนความต่าง

วันที่ 26 กรกฎาคม 2553 04:00
โดย : ชฎาพร นาวัลย์


(ภาพ : ฐานิส สุดโต)

ทุกวันนี้มีความหลากหลายของสื่อ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ กลายเป็นว่า
คนใจแคบลงมาก เรามักเลือกเฉพาะที่ตรงกับความชอบใจของเรา


ฌอน ชิเวอร์ตัน นามเดิมของหนุ่มอังกฤษก่อนจะเปลี่ยน "ฉายา" เป็น ชยสาโรภิกขุ เมื่อ 19 ปีก่อน
และใช้ชวิตอยู่ในร่มกาสวพักตร์มานานถึง 33 ปีแล้ว แต่สำหรับตัวท่านเองออกจะคุ้นหูกับคำว่า
"พระฝรั่ง" มากกว่า พระอาจารย์ชยสาโรภิกขุ แห่งสถานพำนักสงฆ์ จังหวัดนครราชสีมา เป็นผู้มีศรัทธา
ในพลังแห่งพุทธศาสนา จนได้ชื่อว่าเป็นพระฝรั่งที่ถ่ายทอดความลึกซึ้งทางธรรมฉบับภาษาไทย
ได้สละสลวย และกินใจพุทธศาสนิกชนทั่วโลก

- โลกพุทธศาสนาในสายตาตะวันตกเป็นอย่างไร

พุทธศาสนาในโลกตะวันตกแตกต่างจากที่นี่หลายประเด็น ที่สำคัญ คือความหลากหลายทั้งจาก
อินเดีย ธิเบต จีน ญี่ปุ่น ไทย ลาว เขมร ต่างก็มีสำนักวิปัสนา ความหลากหลายนั้นมีผลดี
เพราะมีทางเลือกเยอะ แต่ขณะเดียวกันก็ขาดความสามัคคี ตกลงไม่ได้ว่า
พระพุทธศาสนาคืออะไรกันแน่ ภาพพจน์จึงไม่ชัดเจนเท่าไร
เช่น พระญี่ปุ่นดื่มสาเก
เราก็อยู่ในที่ประชุมกันและสอนเรื่องความสำคัญของศีล 5 จึงดูเหมือนไม่ให้เกียรติท่าน
บางทีก็ต้องระวังตัว เพราะฉะนั้นพุทธยังคงเป็นศาสนาเล็กๆ ที่จะสร้าง
ความสัมพันธ์ที่ดีกับศาสนาอื่น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากกว่า


- พุทธศาสนาในอังกฤษได้รับความสนใจระดับไหน

หากดูที่อังกฤษแล้ว ความเชื่อในศาสนาคริสต์ค่อนข้างอ่อนแอ และหันมาสนใจพุทธศาสนามากขึ้นเรื่อย
แต่อิทธิพลของศาสนาในโลกตะวันตกเป็นความสนใจคนละรูปแบบกับเมืองไทย คนที่นั่นจะเอาคำสอน
ในพระพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้ในวิชาการต่างๆ โดยที่พยายามเลี่ยงศัพท์ทางพุทธศาสนา
เพื่อไม่ให้คนที่ไม่ใช่พุทธปฏิเสธ แล้วเลือกนำหลักคำสอนไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ เมื่อเขาได้ส่วนหนึ่งแล้ว
เขาก็จะสนใจพุทธศาสนาด้วยตัวเขาเอง แต่ข้อเสียก็คือ คำสอนพระพุทธเจ้าเป็นระบบองค์รวม ถ้าดึงออกมา
สักสองสามข้อออกจากบริบทก็จะไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่ อิทธิพลของพุทธศาสนาในอังกฤษ
ทั้งในภาคปฏิบัติและแนวความคิดจึงมีอยู่มาก แต่ถ้าถามว่าเป็นพุทธหรือไม่ ก็บอกว่าไม่ใช่
แต่จะสนใจเรื่องการภาวนา การระงับความเครียด จึงสอดรับกับความรู้สึกของคนในโลกที่เจริญแล้ว
พวกเขาจะคิดว่าชีวิตไม่มีความหมาย ไม่มีแนวทาง จึงต้องใช้คำสอนในระดับอุดมการณ์ที่ยึดเหนี่ยว
จิตใจได้ เพื่อให้สงบปล่อยวางความทุกข์ในใจ

- แล้วที่นั่น นำหลักคำสอนทางพุทธมาใช้กันอย่างไร

อาตมาเพิ่งกลับมาจากอังกฤษมาได้หนึ่งเดือน คนที่นั่นกำลังสงสัยกันมากเรื่อง Mindfulness ซึ่งแปลจาก
คำว่า สติ สาเหตุที่พวกเขาสนใจเรื่องนี้กันมาก มีที่มาจากคนที่เป็นโรคจิตระบาดทั่วโลก คือ จิตซึมเศร้า
(Depressive) ซึ่งเคยใช้การรักษาทั้งจิตบำบัดแบบซิกมันด์ ฟรอยด์ และใช้ยา แต่ระยะหลัง ทั้งสองทาง
ไม่ได้ผลในระยะยาว ต่อมาจึงมีสาขาจิตบำบัดใหม่ (Cognitive Therapy:CT) เพื่อแก้ปัญหาคนที่เป็น
โรคซึมเศร้า ซึ่งเขาจะมีความคิดบางอย่างตกร่อง คิดปรุงแต่งไปเองว่า ฉันแย่ ฉันไม่ดี ทำอะไรไม่เป็น
สักอย่าง จึงพยายามให้คนนั้นกำหนดและปล่อยวางความคิด ทฤษฎีนี้ดี แต่ผลการปฏิบัติยังไม่ค่อยดี
เท่าที่ควร แต่เมื่อรู้เรื่องการเจริญสติทางพุทธศาสนา การอยู่กับปัจจุบัน และปล่อยวางเรื่องอดีต อนาคต
แล้วหันมาจัดการกับความรู้สึกในกาย ในใจ รู้เท่าทันอารมณ์ จึงถูกนำมาเป็นเครื่องมือใหม่ เรียกว่า
Mindfulness-Based Cognitive Therapy:MBCT วิธีนี้ดีกว่าและได้ผลมากกว่าเท่าตัว โดยเฉพาะ
คนที่เป็นโรคซึมเศร้าเรื้อรัง เพราะแก้ที่รากเหง้าของปัญหา ยังมีผลงานของ ดร.จอน คาเบ็ต-ซินน์
(Dr. Jon Kabat-Zinn) ผู้ก่อตั้งศูนย์เซ็นแห่งเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซ็ทส์ สหรัฐอเมริกา สร้างโครงงาน
ที่มีชื่อเสียงในการช่วยคนที่มีอาการเจ็บปวดจากโรคร้ายแรง ซึ่งใช้ยาไม่ได้ผล โดยใช้การเจริญสติ
เพื่อลดความเครียด (Mindfulness-Based Stress Reduction : MBSR) มาสอนสติให้คน ช่วยระงับ
ความรุนแรงของเวทนาสำหรับคนที่เป็นโรคที่ไม่ทางรักษาให้หายขาดได้ ปัจจุบันเรื่องนี้ถูกพูดถึงกันมาก
ทำให้โครงงานที่เกี่ยวกับสติได้รับความนิยมสูง ก่อนกลับมาเมืองไทย อาตมาได้ไปเยี่ยม
โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง เขาสอนวิชาสติให้วัยรุ่นมัธยม โดยไม่ได้กล่าวคำว่า
พระพุทธศาสนา ซึ่งทางกระทรวงก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่จริงๆ แล้วก็ดึงหลักของ
พระพุทธศาสนามาใช้นั่นเอง


- เมื่อมีหลายนิกาย ทำไมท่านตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้

ที่เลือกยึดหลักเถรวาท เพราะมีความตั้งใจ ต้องการจะทุ่มเทกาย ถวายชีวิตให้กับ
พระพุทธศาสนาเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน และที่ชอบฝ่ายเถรวาท เพราะถูกจริต
ตรงไปตรงมา ไม่มีพิธีรีตรองมากมาย แต่เข้ามาเกี่ยวกับกาย กับใจ กับทุกข์
การที่จะอยู่กับป่ากับ ธรรมชาติ อย่างที่สาวกพระพุทธเจ้า เคยปฏิบัติในสมัยพุทธกาล


- แล้วพระต่างชาติมีปัญหาเรื่องศัพท์ทางธรรมหรือไม่

อาตมาคิดว่า เรื่องภาษาไม่ใช่อุปสรรค เพราะเชื่อว่าภาษาพื้นฐาน คือบาลีสันสกฤต ซึ่งทั้งคนไทยและ
ต่างชาติก็ต้องเริ่มมาเรียนรู้เหมือนกัน ภาษามีความยากพอกัน แต่คนไทยอาจจะง่ายกว่าที่ศัพท์ไทย
มีบาลีสันสกฤต แต่ในเมื่ออาตมาเป็นฝรั่ง ก็ต้องพยายามและขยันมากหน่อย ก็ไม่นาน ที่อาตมารู้สึก
ได้ผล คือการท่องตัวอักษรจนกระทั่งอ่านได้ จากนั้นก็อยู่คนเดียว ค่อยๆ อ่าน ดูศัพท์ในดิกชันนารี
อีกทั้งอยู่กับครูบาอาจารย์ ไม่ได้เรียนทฤษฎีอะไรมากมาย ก็ปฏิบัติไปด้วย มีการพิสูจน์ไปด้วย
ได้ปรึกษาหารือกับครูบาอาจารย์ ได้อ่านได้ฟัง พูดคุยกับพระด้วยกัน ทั้งหมดเป็นชีวิตของเรา
เราก็ต้องคลุกคลีกับสิ่งนี้อยู่แล้วจึงไม่ยากเท่าไร

- ท่านมีบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจในการศึกษาธรรมอย่างบ้างไหม

อาตมาอยู่กับพระอาจารย์สุเมโธในเวลาไม่นาน แต่มาผูกพันกับหลวงพ่อชามาก ท่านสอนทุกอย่าง
โดยใช้ภาษาง่ายๆ แต่มีความหมายลึกซึ้ง สามารถนำไปคิดได้ตลอดชีวิต อย่างที่ท่านสอนว่า
"ทุกข์เพราะคิดผิด" มันง่ายๆ แปลได้ตรงตัว มันไม่ใช่ทุกข์ทางกาย แต่เป็นทุกข์ทางใจ เพราะคิดผิดอะไรอยู่
เพราะอยากได้แล้วไม่ได้ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่ชอบ หรือได้ในสิ่งที่ไม่ชอบ ธรรมะเป็นเรื่องความรู้สึก
ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาพิสดาร มันก็ขยายออกจากความจริงได้ง่าย แล้วเราก็ปฏิบัติตามคำสอนของท่าน

แต่ที่สูงสุดสำหรับอาตมาแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นต้นแบบ เพราะเราก็เป็นชาวพุทธ
และมีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา
เป็นครูที่คุ้มครอง พูดในทางโลกแล้วท่านเป็นผู้ไม่มีโลภ โกรธ หลง
และในทางบวชทางธรรมท่านถึงพร้อมด้วยกรุณา ปัญญา ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ละกิเลส ทุกคนที่มุ่งมั่น
ในการปฏิบัติก็จะดำเนินตามรอยพระพุทธองค์

- แล้วได้นำวิถีคำสอนมาสร้างสไตล์การสอนอย่างไร

สำนวนการเขียนการพูด มันจะต้องเกิดจากความเข้าใจ หรือมีสิ่งที่อยากสื่อก่อน แล้วก็ใช้ภาษา
ที่เหมาะที่สุดกับสิ่งที่ต้องการจะสื่อออกไป ไม่ใช่เริ่มจากสำนวนก่อนแต่ไม่เข้าใจ ทั้งนี้สังเกตว่า
เราอ่านในสิ่งที่เข้าใจยาก ก็เพราะให้เกียรติผู้เขียนที่เขาเป็นดอกเตอร์หรือเปล่า มันลึกซึ้งมาก
แต่ลึกซึ้งตรงที่ไม่เข้าใจ ซึ่งอาตมาเห็นว่าเป็นข้อผิดพลาดของผู้เขียนที่ไม่สามารถขัดเกลาสำนวน
ให้ถึงผู้อ่าน ถ้าไม่อย่างนั้นจะเขียนทำไม ถ้าไม่ต้องการจะสื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ เราไม่จำเป็นตัดส่วน
ที่เข้าใจยากออกไปเลย ถ้ามันเป็นคำที่ลึกซึ้งจริงๆ สามารถขัดเกลาความรู้สึก สามัญสำนึก

สำหรับ อาตมาเอง ภาษาที่ใช้ในตอนที่เทศน์มากกว่าร้อยกว่าพันกัณฑ์ให้ชาวบ้านฟัง มันเป็นเรื่องท้าทาย
ที่ต้องทำให้ชาวบ้านทุกคนเข้าใจ แม้แต่คนที่ไม่เคยเรียนหนังสือ แต่พวกเขาก็ฉลาด เราต้องพยายามพูด
ให้เขาเข้าใจในสำนวนที่เราจะสื่อให้ได้ ถ้าต้องเทศน์ในต่างประเทศที่ต้องมีล่ามด้วย ก็ต้องเปลี่ยนเพราะ
มันยากและไม่มีความต่อเนื่อง ก็จะเลี่ยงคำยากๆ ไปใช้คำอุปมาอุปไมย เพราะผู้เทศน์ ผู้ฟัง ผู้แปล
ก็จะลำบาก แต่ถ้าใช้คำเปรียบเทียบก็จะให้เห็นภาพพจน์ได้ดีกว่า พระพุทธเจ้า หรือ หลวงพ่อชาเป็น
ตัวอย่างที่ดี ท่านจะดูคน ดูผู้ฟัง จะวางคำพูดให้เหมาะกับผู้ฟัง แม้จะเป็นอุปมาอุปไมย อย่างหลวงพ่อชา
เวลาคุยกับทหาร ก็จะคุยเปรียบเทียบกับเรื่องปืน หรือเวลาคุยกับชาวบ้าน ก็คุยเรื่องควาย ทำนา
เอาเรื่องใกล้ตัวมาเป็นสะพานจากสิ่งที่อยู่ สิ่งที่ไม่รู้ ไปสู่สิ่งที่รู้

- ณ เวลานี้ พระอาจารย์คิดว่าเรื่องใดอยากสื่อออกไปมากที่สุด

ทั้งที่ทิศทางของโลกมุ่งเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่ง (Global network) แต่มันกลับไม่เชื่อมต่อกัน
ผลที่ออกมา ตรงข้ามกับที่พยากรณ์ไว้ ทุกวันนี้มีความหลากหลายของสื่อ เว็บไซต์
เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ สถานีโทรทัศน์ วิทยุ กลายเป็นว่าคนใจแคบลงมาก ในเมื่อมันมี
ให้เลือกเยอะ เราก็จะมักเลือกเฉพาะที่ตรงกับความชอบใจ หรือตรงกับความคิดเห็นของเรา
ฝ่ายนี้ก็จะเลือกฟัง เลือกดูเลือกคุยกับฝ่ายนี้เท่านั้น แทนที่จะกว้าง เชื่อมต่อกัน เราจึงพูดกัน
ไม่รู้เรื่องกันมากขึ้น แม้ความคิดเห็นในการบริหารประเทศ การบ้านการเมือง จะหลากหลาย
ก็ไม่เป็นไร เป็นธรรมดา และเป็นสิ่งที่ดีในระบบประชาธิปไตย


- แล้วเราจะใช้ธรรมะเข้ามาแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร

สิ่งที่เราลืมไป และเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีมากที่สุด ซึ่งจะเป็นเบื้องหลัง เป็นพื้นฐานของความหลากหลาย
ที่เราต้องถือไว้ นั่นคือ อุดมการณ์ของสังคม หรือคุณค่าที่เราเชิดชู (Common Value) ส่วนมากอาตมา
จะยกตัวอย่างว่า ถ้ามีเงินมาวางตรงหน้าร้อยล้าน ให้เลยนะ แต่มีข้อแม้ว่าต้องฆ่าพ่อแม่ ถึงจะให้เป็นพันล้าน
แสนล้านก็ไม่ยอมฆ่าพ่อแม่ตัวเองหรอก ฉะนั้นตกลงกันได้ว่าในสังคมยังมี สิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าเงิน นั่นคือ
ชีวิตพ่อชีวิตแม่ แล้วก็พยายามขยายออกไปสู่คนรอบข้าง สู่ชีวิตคนอื่น ลูกหลาน ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนก็ได้
แล้วก็สิ่งอื่น อย่างธรรมชาติสิ่งแวดล้อมก็ได้ สมมติว่าเรามีป่าที่เมืองกาญจนบุรีเป็นร้อยไร่
แล้วมีคนต่างชาติเอาเงินมาให้แสนล้าน จะขายให้ไหม เราคิดได้ว่าสามารถเอาเงินไป
พัฒนาประเทศได้ดีหลายอย่าง แต่ถ้าไม่ขายมันก็จะเป็นที่อยู่อาศัยของป่า ของสัตว์ป่า
เราก็ต้องชั่งใจดูว่าอะไรสำคัญกว่า
เราต้องเลือกกำหนดว่าอะไรเป็นคุณค่า จึงต้องหาทาง
เปรียบเทียบเป็นข้อๆ เพื่อจะเลือกว่าอะไรเป็น ข้อที่หนึ่ง สอง แล้วก็จะรู้ว่าเราให้ความสำคัญกับสิ่งใด
มากน้อยแค่ไหน 10-20 ปีที่ผ่านมา เราพัฒนาประเทศชาติโดยให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจเป็น
ที่หนึ่งตลอด เราก็ถือว่าสิ่งอื่นๆนั้นก็ดี แต่ถ้าต้องเลือก ก็มักจะเลือกเศรษฐกิจ เอาเงินเอาทองก่อน
ถึงแม้ว่าจะอยากให้ความอบอุ่นในสังคมหรือมีชีวิตครอบครัวที่ดีก็ตาม

- ทิศทางของพุทธศาสนาในอนาคตจะเป็นอย่างไร

พระพุทธศาสนายังมีนิมิตหมายที่ดี แต่ก็อดเป็นห่วงเรื่องความอ่อนแอของสถาบันศาสนา
การบริหารจัดการ การศึกษาวินัยสงฆ์ ไม่ได้ แต่ที่น่าอนุโมทนาเรื่องสถานีวิทยุท้องถิ่นทุกวันนี้
มีวัดทั่วประเทศทำสถานีวิทยุของท่าน ทำวัตรเช้าเย็น เปิดซีดีของครูบาอาจารย์ทั้งวันทั้งคืน

ที่สังเกต เข้าไปในหมู่บ้าน หรือทุ่งนา จะมีเสียงพระเทศน์แทนเพลงลูกทุ่ง และยังมีการเผยแพร่
หนังสือธรรมะ ให้เป็นธรรมทาน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนส่วนไหน ทุกคนมีโอกาสศึกษาธรรมะ ชัดเจน
และถูกต้อง เราได้เปรียบกว่าคนสมัยก่อน ทุกวันนี้เดินทางไปวัดก็ไม่ยาก เปิดทีวีเปิดวิทยุ
หรือขอซีดีหนังสือธรรมะ มีโอกาสมาก มีการเข้าถึงง่ายขึ้น เป็นข้อที่ดี แต่เรื่องคำสอนผิด
ความงมงายแพร่หลายมาก หรือที่เป็นพุทธพาณิชย์ เป็นจุดที่น่าเป็นห่วง หรือการที่เข้าใจว่า
บุญเป็นสิ่งที่นับได้ ทำร้อยบาทได้ร้อยบุญ อย่างนี้เป็นความคิดที่ไม่ตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอน
มันก็เป็นความคิดที่ไม่ตรง ชวนให้งมงาย

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ