ความลับหลังไม้กางเขน

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ความลับหลังไม้กางเขน

ตั้งหัวข้อ  wincha on Wed Aug 04, 2010 5:57 pm

ความลับหลังไม้กางเขน
เอกสารวิจัยของ พันเอก Henry Steel Olcott
และพระพลังโคทา อานันทะ ไมตรียา มหาเถระ ( ศรีลังกา)


ใครคือโจเซฟในศาสนาคริสต์

๕๔๓ ปี หลังพระพุทธเจ้าบรมศาสดาแห่งพระพุทธศาสนาทรงปรินิพาน ศาสนาคริสต์จึงได้ถือกำเนิดขึ้นบนพื้นพิภพนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในชมพูทวีป อันหมายรวมประเทศทั้งหลายในย่านอินเดียไปจนจดลุ่มน้ำไทกริส ยูเฟติส นั้น ยังไม่ปรากฏว่ามีศาสนาใดในยุคนั้นได้รับความศรัทธาจากมหาชนเท่ากับพระพุทธ ศาสนา แม้แต่ศาสนาพราหมณ์ที่เกิดขึ้นก่อนพุทธศาสนา ยุคนั้นก็ไม่มีการบันทึกคำสอนใดเป็นหลักฐาน ยังคงมีการบอกต่อกันด้วยปาก ( มุขปาฐะ) ทั้งสิ้น และสั่งสอนกันเฉพาะภายในตระผมลของพราหมณ์ มิได้แพร่หลายออกนอกโคตรตระผมลของตน คงมีแต่พระพุทธศาสนาเท่านั้นที่แพร่หลาย ไร้วรรณะ เป็นศาสนาแรกของโลกที่ให้กำเนิดคำว่า "สิทธิมนุษยชน

.........................”๔๙๓ ปีก่อนมีคริสต์ศาสนาเกิดขึ้นบนโลก โสเครติส ผู้แรกหนุ่มได้เดินทางมาศึกษายังตักกะศิลา ใน อินเดียตอนเหนือ และได้ปาวารณาตนเป็นอุบาสกในพุทธศาสนา ปฏิบัติทางสมาธิจิตจากพระอรหันต์ จากนั้นได้เดินทางกลับไปยังประเทศกรีก ( Jonia) ตั้งสำนักสอนวิชาการ และสำนักปฎิบัติธรรม ได้เข้ารับราชการ มีตำแหน่งเป็นอาจารย์สอนวิชาการ และหลักธรรมอันลึกซึ้งในพระพุทธศาสนาให้กับ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ( Alexander The Great ) ทำให้ต่อมาได้กรีฑาทัพมายังชมพูทวีป เพื่อศึกษาพระพุทธศาสนาด้านพระอภิธรรมกับพระอริยบุคคลตามที่ได้รับการแนะนำ จากโสเครติส ( จึงไม่ปรากฏการรบในการกรีฑาทัพครั้งนี้ แม้จะมีการเสนอให้เข้าตีชมพูทวีปจากแม่ทัพบางคนก็ตาม) ทรงสิ้นพระชนม์เสียก่อนที่จะได้ศึกษา ส่วนพระสหายสนิทและแม่ทัพนายกองที่ติดตามมาเพื่อศึกษาธรรมะเช่นเดียวกันนั้น ยังมั่นในเจตนาเดิมจึงไม่เดินทางกลับไปยังประเทศกรีกโดยต่างปาวารณาตัวเป็น อุบาสก นับถือพุทธศาสนา บ้างก็ออกบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาศึกษาในนาลันทาแล้วนำพุทธศาสนากลับไป เผยแผ่ในประเทศของตนจนมีวัดพุทธศาสนาเกิดขึ้นมากมายในแคว้นต่าง ๆ อันขึ้นตรงกับกรีก ทำให้พุทธศาสนาได้แพร่หลายนิกาย กระจายไปทั่วตะวันออกกลาง

..........................ก่อนคริสต์ ศาสนาถือกำเนิดขึ้นในโลกมนุษย์ ๒๔๓ ปีเมื่อ อโศกัน อีดิฟส์ ( Asokan Edivts) ( ชาวพุทธเรียกว่า พระเจ้าอโศกมหาราช.....ผู้เรียบเรียง) กล่าวว่า หลังจากได้ทำสังคายนาหลักธรรมของพระพุทธศาสนาโดยมีพระโมคคัลลีบุตรเถรเจ้า เป็นประธานสำเร็จลงแล้ว ก็ทรงส่งพระสมณะทูตเผยแพร่ศาสนาได้เดินทางไปประกาศศาสนา ถึงอาณาจักรของพระเจ้าแอนติโอคอสที่ ๒ ( Aniochos II ) ประเทศซีเรีย ปัจจุบัน ฟิลาเดปัส-ปาโตเลมี ( Piladepus – Ptolemy )แห่งอียิปต์ อันติโกสัส โกนาตัส แห่งเมสิโดเนีย ( Antigonus Gonatus of Mesidonia) และมากัสแห่งไซรีน ( Magas of Cyene )

.................................. การเผยแพร่พระพุทธศาสนาในครั้งนั้น ทำให้ชาวกรีกและชาวยุโรป เดินทางมาบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์หลายองค์ สำหรับที่ชาวโลก รู้จักกันดีที่สุดคือ พระโยนะธรรมรักขิตะ ทั้งนี้เพราะท่าน ได้มีงานเขียนด้านพุทธศาสตร์ไว้หลายภาษาเช่น ภาษาสันสกฤต ภาษามคธ ภาษาคฤณ รวมทั้งท่านผู้นี้ได้แปลพระสูตรมากมายเป็นภาษากรีก จึงทำให้หลักธรรมของพุทธศาสนาได้ถูกปริวัติเป็น “ระบอบประชาธิปไตย” และพุทธศาสนิกได้กระจายออกไปทั่วตะวันออกกลาง แยกกลุ่ม ความถนัดและความเหมาะสมของพื้นที่ของตนทำให้เกิดเป็นศาสนา แอสเซเนส ( Essenes) ซึ่งนิกายนี้จะแยกตัวออกไปอยู่ตามป่า หรือที่วิเวก เพื่อประพฤติพรหมจรรย์ และฝึกสมาธิจิตตามหลักในพระไตรปิฎกเช่นเดียวกันดังนั้นจะเห็นได้ว่าในยุค นั้นพระพุทธวัจนะ ได้เผยแพร่และปริวัติไปทั่วชมพูทวีปตะวันออกกลางอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง รวมทั้งยังเข้าถึงชนทุกเผ่า และทุกชนชั้น พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา จาริกเผยแพร่ธรรมและออกปฏิบัติจิตสั่งสอนศิษย์ในท้องถิ่นทะเลทรายอันกว้าง ใหญ่ไพศาล พระอริยบุคคลหลายท่านได้เขียนคัมภีร์บรรจุไว้ตามถ้ำซึ่งเป็นที่ประพฤติปฎิ บัติของท่านมากมายหลายพันแห่ง ทั่วดินแดนแถบนี้จึงไม่มีศาสนาอื่นใดทั้งสิ้นยิ่งใหญ่และมีผู้เลื่อมใส ศรัทธาเท่ากับพระพุทธศาสนา ในยุคนั้นมีการสร้างวิหารโดยเจาะสร้างเข้าไปในภูเขาหินสีชมพู อันลึกลับเงียบสงบ เพื่อถวายให้พระนิกายแอสเซเนส อยู่ในประเทศจอแดน ( ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยว )

ได้มีผู้สงสัยกันอยู่ เสมอมาตลอดเกือบ ๒๐๐๐ ปีถึงประวัติการเกิดของเยซูคริสต์ ชีวิตในวัยเด็ก และการเรียนการศึกษาที่ได้รับมานั้น มาจากสำนักใดและหลักธรรมที่เยซูได้นำมาสั่งสอนนั้นเป็นของศาสนาใด

...................... การที่จะสามารถสืบค้นพิสูจน์ถึงข้อมูลต้นตอดังกล่าวให้ได้อย่างถูกต้องแน่ ชัดและประกอบด้วยพยานหลักฐานและเหตุผลอันพอเพียง ที่สามารถยืนยันและเชื่อถือได้ ก่อนอื่นเราลองมาพิจารณาคำสอนที่ปรากฏในคัมภีร์ของคริสต์เตียนเองเลย เพื่อมิให้เป็นข้อกังขา แก่บุคคลที่ต้องการค้นคว้าแม้หากว่าผู้นั้นจะเป็นชาวคริสต์เตียนผู้ใฝ่หาใค วามรู้ และประกอบไปด้วยดวงจิตอันเต็มไปด้วยความยุติธรรม จึงโปรดพิจารณาข้อความทั้งหลายอันปรากฏด้วยความพิจารณา

............................... ในคัมภีร์โบราณแห่งวินัย โดยคริสเตียนเซ้นท์ ชื่อ “เจตสิก มิเนอิ ( Cheixi Minei ) หรืออีก ชื่อหนึ่งเรียกว่า คัมภีร์ “เบอร์ลัม ( Burlam )” มีว่า “...หลายศตวรรษนานมาแล้ว มีดินแดนที่รุ่งเรืองแห่งหนึ่ง เรียกว่า “ศรีอินเดีย ( Serindia)” ซึ่งได้ถูกปกครองโดยพระราชาองค์หนึ่งทรงพระนามว่า“อะวีเนีย ( Avenir)” พระราชโอรสของพระองค์ทรงพระนามว่า“โจอาซาฟ ( Joasaphat)” เป็นผู้มีคุณลักษณะอันประเสริฐประจำพระองค์หลายประการ ซึ่งเป็นเครื่องหมายอันแสดงถึงการพัฒนาอำนาจจิตที่สูงส่ง ได้ให้บรรดานักบวชและโหราจารย์ทั้งหลายมาทำนายว่า
เจ้าชายโจอาซาฟผู้ นี้จะเป็นผู้ที่มีอำนาจอย่างยิ่งใหญ่มากกว่าบรรพบุรุษทั้งหลายของพระองค์ แต่มีโหราจารย์ผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้ที่ได้เรียนวิชาโหราศาสตร์เชี่ยวชาญกว่า ผู้อื่น ได้ทำนายว่า “เจ้าชายโจอาซาฟจะได้เป็นพระราชาแห่งอาณาจักรทางจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่กว่า ใคร ๆ โดยไม่มีขอบเขตจำกัด”........................พระราชาอะวีเนีย ได้สร้างพระราชวังที่สวยสง่างามขึ้นแห่งหนึ่งสำหรับเจ้าชายโจอาซาฟและได้ว่า จ้างชายหนุ่มและสาวใช้รูปร่าหน้าตางดงามหลายร้อยคน ให้อยู่ร่วมกับเจ้าชายในพระราชวังแห่งนี้ โดยห้ามมิให้บุคคลผู้ใดจากภายนอก เข้าไปในพระราชวัง และห้ามมิให้มีการเอ่ยถึงถ้อยคำที่เศร้าโศกเกี่ยวกับความตาย ฯลฯ ให้เจ้าชายโจอาซาฟ ได้ยินเด็ดขาด พระราชาย่อมสั่งให้เขาเหล่านั้นพูดแต่สิ่งที่เกี่ยวกับ
ความสนุกสนานสำราญเบิกบานใจเท่านั้น

............................ โดยการอาศัยอยู่ในพระราชวังแห่งนั้น เจ้าชายได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในศิลปวิทยาการทั้งหลายของอินเดีย และอาหรับ เมื่อย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม เจ้าชายอาซาฟได้ตรัสถามผู้รับใช้ทั้งหลายของพระองค์ว่า ทำไมพระราชบิดาของพระองค์จึงจำกัดให้พระองค์อยู่แต่ในเฉพาะแต่ในเขต พระราชวังเท่านั้น พวกมหาดเล็กทั้งหลายจึงได้กราบทูลเรื่องที่โหราจารย์ทำนายไว้ให้เจ้าชายโจอา ซาฟได้ทราบ.......................หลังจากนั้นในโอกาสหนึ่งเจ้าชายโจอาซา ฟจึงได้ทูลถามพระราชบิดาของพระองค์ว่าทำไมพระองค์จึงถูกจำกัดให้อยู่แต่ใน พระราชวัง พระราชาจึงตอบเจ้าชายโจอาซาฟว่า พระองค์ทำเช่นนั้นก็เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าชายจะต้องพบกับความทุกข์ เจ้าชายจึงกราบทูลถามพระราชบิดาว่า ตัวทุกข์นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร พระราชาก็ไม่อาจที่จะอธิบายเปรียบเทียบลักษณะตัวทุกข์
กับสิ่งที่เจ้า ชายเห็นเฉพาะในปราสาทได้ เจ้าชายโจอาซาฟจึงกราบทูลขออนุญาตขอออกไปท่องเที่ยวชมภูมิประเทศข้างนอก ปราสาทของพระองค์ พระราชาทรงอนุญาตและจัดเตรียมการทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการเดินทางให้พร้อม นั้นได้ทรงสั่งการให้มหาดเล็กทั้งหลายให้พาเจ้าชายไปในสถานที่ซึ่งมีแต่ความ เจริญตาเจริญใจเท่านั้น ห้ามไม่ให้พาไปให้เห็นกับสิ่งที่เลวร้ายทั้งหลาย

............................... วันหนึ่งขณะที่เจ้าชายโจอาซาฟกำลงนั่งรถม้าผ่านไปตามถนนพระองค์ได้ทรงทอดพระ เนตรเห็นคนป่วยเป็นโรคผิวหนังที่กำลังทนทุกข์ทรมานอยู่ และวันต่อมาพระองค์ก็ได้พบเห็นชายตาบอดคนหนึ่ง พระองค์จึงได้ถามสารถีของพระองค์ว่า “คนพวกนั้นเป็นใคร เป็นมนุษย์เหมือนกับพวกเราหรือไม่ ...” มหาดเล็กทั้งหลายต่างรู้ดีว่า ไม่สามารถปิดบังสิ่งที่เจ้าชายได้พบนั้นเป็นความลับได้อีกต่อไป จึงได้กราบทูลความจริงทั้งหมดให้เจ้าชายได้ทรงทราบ เจ้าชายจึงถามว่า “ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับธรรมชาติอย่างคนเหล่านั้นใช่หรือไม่...”“ คนจำนวนมากผู้ซึ่งปล่อยตัวตามใจตนเองให้ตกอยู่ในความพึงพอใจทางกาม จะต้องประสบกับความเจ็บป่วยอย่างนั้น” มหาดเล็กคนหนึ่งกราบทูลเจ้าชายจึงถามต่อไปว่า“เมื่อไรพวกมหาดเล็กทั้งหลาย จึงจะเผชิญหน้ากับความหายนะนี้” มหาดเล็กทั้งหลายจึงกราบทูลว่า “พวกกระหม่อมฉันไม่สามารถคาดเดา หรือพยากรณ์ได้ว่าเมื่อไรพระเจ้าข้า” เจ้าชายโจอาซาฟจึงไม่ถามต่อไป ทรงนิ่งเฉยจิตดิ่งลงสู่มหาสมุทรแห่งความคิดคำนึง

อีกครั้ง หนึ่งเจ้าชาย โจอาซาฟ ได้ออกท่องเที่ยวในเมืองได้พบเห็นชายแก่หลังโกงใบหน้าเxxx่ยวย่น เนื้อหนังของเขาเป็นริ้วรอยไม่มีฟันเหลืออยู่แม้ซี่เดียว เจ้าชายโจอาซาฟสงสัยจึงได้ถามพวกมหาดเล็กว่า นี่คือมนุษย์ชนิดใด “เขาเป็นคนแก่คนหนึ่ง” มหาดเล็กตอบเจ้าชายจึงถามต่อไปว่าเมื่อเวลาผ่านไปจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา พวกมหาดเล็กจึงตอบว่า “ต่อจากนี้เขาก็จะต้องตาย”“สิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับทุก ๆ คน หรือว่าเกิดขึ้นกับมนุษย์บางคนเท่านั้น” เจ้าชายถามพวกมหาดเล็กตอบว่า วันใดวันหนึ่งก็ต้องเกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน “เราสามารถกำจัดเหตุการณ์อย่างนี้ให้หมดไปได้หรือไม่” เจ้าชายถาม “เป็นไปไม่ได้” นี้คือคำตอบของมหาดเล็กทั้งหลาย ทำให้เจ้าชายโจอาซาฟรู้สึกเศร้าใจมากสำหรับคำตอบนี้ จึงได้เสด็จกลับไปยังพระราชวังอย่างเงียบเหงา และได้เริ่มคิดถึงความตายและจุดหมายปลายทางหลังความตาย เจ้าชายโจอาซาฟได้ตรัสถามครูผู้สอนของพระองค์ในพระราชวังว่า “มีใครรู้บ้างไหมว่ามีอะไรเกิดขึ้นภายหลังความตาย” ครูต่างตอบว่า ผู้ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งนี้ได้ถูกพระบิดาของพระองค์ทรงขับไล่ออกไปจาก เมืองหมดแล้ว เจ้าชายโจอาซาฟจึงกลายเป็นผู้ที่กระวนกระวายใจไม่มีความสุขเพราะคำตอบนี้ พระองค์ได้เข้าใจแล้ว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ยากทั้งหลายและพระองค์กลาย เป็นผู้ที่ถูกครอบครองด้วยความทุกข์ระทมใจ

................................ ด้วยความเมตตาสงสารของเทวดา จึงให้นักบวชผู้หนึ่งมาหาเจ้าชายโจอาซาฟ นักบวชผู้นี้เป็นผู้ที่มีบุญคุณยิ่งใหญ่ อาศัยอยู่ในอุทยานแห่งหนึ่งในศรีอินเดีย เขามีชื่อว่า “วาร์ลัม ( Varlam)” ซึ่งใช้ชีวิตในลักษณะของพ่อค้าเขาได้มาถึงศรีอินเดียโดยทางเรือและได้บอกกับ มหาดเล็กของพระราชาว่า เขามีอัญมณีซึ่งมีฤทธิ์ที่สามารถจะรักษาคนตาบอด หูหนวก และเป็นใบ้ให้หายได้ เขาอยากจะมอบให้กับเจ้าชายโจอาซาฟเป็นการส่วนพระองค์ เขาได้ทำให้พระราชาพอพระทัย ดังนั้นจึงได้รับพระราชานุญาตให้ได้เข้าเฝ้าเจ้าชายโจอาซาฟได้เมื่อ “นักบวชวาร์ลัม” ได้เข้าพบเจ้าชายเขาได้บรรยายให้เจ้าชายฟัง ทุก ๆ ครั้ง และบ่อยขึ้น จนกระทั่งเจ้าชายโจอาซาฟเกิดความมั่นใจในพระองค์เองวันหนึ่งเจ้าชายกล่าวว่า พระองค์จะเสด็จไปที่ป่าแห่งหนึ่งที่พระองค์ได้เคยไปมาก่อนแล้ว

............................ เจ้าชายโจอาซาฟจึงได้เสด็จหนีออกจากพระราชวังไป พร้อมกับนักบวชผู้นั้น โดยได้ขอแลกเปลี่ยนเครื่องทรงของพระองค์กับเครื่องนุ่งห่มกับนักบวชนั้น แล้วพระองค์ก็ได้แต่งกายด้วยเครื่องนุ่งห่มของนักบวชนั้นซึ่งได้จากพระองค์ ไป

..............................วันหนึ่งขณะที่เจ้าชายโจอาซา ฟกำลังทำสมาธิอยู่อย่างติดต่อกันนั้น พระองค์ได้มองเห็นสวรรค์ในสมาธิพระองค์ได้ยินเสียงกล่าวว่า “ ที่นั้นเป็นสถานที่สำหรับผู้ที่มีคุณงามความดีอาศัย”

.........................สี่สิบวันหลังจากที่เจ้าชายโจอาซาฟ หนีออกจากพระราชวัง พระราชาอะวีเนียก็สิ้นพระชนม์
เจ้า ชายโจอาซาฟได้ทราบข่าวก็ทรงเสด็จกลับมาภายใต้เครื่องนุ่งห่มของนักบวช และได้ทำหนังสือมอบอำนาจยกราชสมบัติและราชบัลลังก์ให้อยู่ในความดูแลเหล่า อำมาตย์ของพระองค์

.....................เจ้าชายโจอาซาฟได้สละโลก และสมบัติโดยสิ้นเชิงโดยการออกบวชแล้ว ขณะที่อยู่ในป่า พระองค์ได้ทรงได้ใช้เวลาไปในการทรมานตนด้วยความทุกข์
( อาจแปลได้ว่า “ทุกรกิริยา”...(ผู้เรียบเรียง) ) จนกระทั่งพลังจิตของพระองค์ได้สูงขึ้น พระองค์ได้เห็นภาพนิมิตอันแปลกประหลาดมหัศจรรย์ในระยะช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ด้วเช่นกัน เจ้าชายโจอาซาฟได้ขึ้นไปท่องเที่ยวยังเมืองสวรรค์ที่พระองค์ทรงเห็นมาก่อน นิมิตในสมาธิ เทพธิดาสององค์ ได้ถวายพวงมาลัยที่ทรงคุณค่าสองพวงให้กับพระองค์ เจ้าชายโจอาซาฟถามว่านี้คืออะไรเทพธิดาทั้งสองจึงตอบว่า พวงมาลัยนี้เป็นของเฉพาะสำหรับพระองค์เท่านั้น “พวงหนึ่งสำหรับปลดปล่อย!ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง อีกพวงหนึ่งสำหรับท่านเพื่อบรรลุหนทางอันนำไปสู่การสละความสุขทางโลกเพื่อ บรรลุถึงภา
วสูงสุดเหนือโลก” เทพธิดาทั้งสองกล่าว...”

ข้อ ความดังกล่าวที่ยก มาให้ได้ศึกษานี้ได้นำมาจากคัมภีร์โบราณแห่งวินัย โดยคริสเตียนเซ้นท์ ชื่อว่า “เจตสิก มิเนอิ ( Cheixi Minei)” หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า
คัมภีร์ “เบอร์ลัม ( Burlam)” :ซึ่งได้กล่าวถึงประวัติของโจอาซาฟ ( Joasaphat)หรือ โจซาฟัต ( Josahat)ในคัมภีร์นี้มีบทมนตร์ที่ใช้เจ้าชายท่องภาวนาว่า“ขอให้จิต ( Soul ) ของเราจงหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย”

............................ เมื่อท่านได้อ่านอย่างพิจารณาแล้วคงมีความสงสัยเช่นกันว่า ศาสนิกคริสเตียนในยุคโบราณซึ่งผู้ที่เขียนจารึกไว้ในคัมภีร์นี้เป็นใครแต่ ย่อมต้องไม่มีจิตใจที่ไม่เอนเอียงเข้ากับฝ่ายใดและเขาผู้จารึกคัมภีร์นี้ ย่อมรู้อยู่ว่าพวกเขาสวดมนต์ถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเจ้าชายโจอาซาฟที่กล่าวถึงในคัมภีร์นั้นหากพิจารณาด้วยควายุติธรรม ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเจ้าชยสิทธัตถะผู้ซึ่งตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

......................... นักวิชาการผู้แสวงหาความจริงทั้งหลายของ โลก ซึ่งได้ค้นคว้าหาความจริงของเรื่องนี้ ต่างพากันยอมรับความจริงแล้วว่า ชีวประวัติของพระโพธิ! ( Bodhi-Satta ) ซึ่งได้เล่าถ่ายทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยอาศัยปากต่อปาก (มุขปาฐะ) เป็นไปได้อาจมีการเพี้ยนไปจาก รูปแบบเดิมบ้าง แต่ก็มีความบิดเบือนไปเพียเล็กน้อยในรูปแบบ และได้ถูก “คริสเตียน” หยิบเข้ามาใส่ในคัมภีร์นี้จนทำให้กลายมาเป็ชีวประวัติของคริสเตียนเซ้นท์ผู้ หนึ่ง โดยการปรับเปลี่ยนชื่อและเนื้อหาไปจากเดิม

......................... ไม่ปรากฏหลักฐานใด ๆ ทางประวัติศาสตร์หรือทางโบราณคดี ที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมว่า มีพระราชาที่อาศัยอยู่ในประเทศอินเดียและมีพระนามวา“อะวีเนียร์” ( Avinir) แต่ทั้งนี้ก็มิได้เหนือบ่ากว่าแรงและความอุตสาหะของนักภาษาศาสตร์ที่จะ สามารถค้นหารา
กของภาษา ( Root) เดิมนั้นได้ เพราะคำว่า อะวีเนียร์ ( Avinia) เป็นคำที่มาจากรากศัพท์เดิมว่า “อะวีนิชา ( Avenesha)” ซึ่งแปลว่า “มหาราชา” ( อินเดียเรียกพระราชาแคว้นว่า “มหาราชา” ...ผู้เรียบเรียง) จึงยืนยันได้ว่าคำว่า “อะวีเนียร์” จึงเป็นคำเดียวกันกับคำว่า “มหาราชา” นั่นเอง
..............................ต่อมาคือคำที่ใช้เรียก เจ้าชาย “โจอาซาฟ” นั้นมาจากที่ใดและมีความหมายอะไร สำหรับการดำเนินการส่วนนี้เป็นผลงานวิจัยของท่านโปรเฟสเซอร์ เดวิด ( Pro. Lead David ) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาโบราณ ท่านได้กล่าวว่าในภาษาบาลี คำว่า “โพธิสัตต ( Bodhisatta)” ได้ถูกเปลี่ยนเป็นภาษาปาร์ซี กลายเป็น“โวสัตตะ” ( Vosatta) จากนั้นได้เปลี่ยนโดยชาวคริสต์มาเป็น“โยซาฟ ( Yosaft)” แล้วจึงกลายมาเป็น “โจซาฟัต ( Josaphat)” ในครั้งล่าสุด

....................... ในส่วนงานวิจัยค้นคว้าของ ท่านโปรเฟสเซอร์ วิน เต นิชเซ ( Pro. Win Te Nitze) ได้พบว่าชีวิตและเรื่องราวของ “เบอร์ลัม ( Burlam)”และ “โจซาฟัต ( Joasaphat)” ได้ถูกเขียนขึ้นโดยใช้ชีวประวัติของพระพุทธเจ้าศาสดาของพุทธศาสนาโดยใช้“ ภาษาเปห์เลวี ( Pehlevi)” จากนั้นจึงถูกแปลจากภาษาเปห์เลวีไปเป็นภาษาต่าง ๆของยุโรป โปรเฟสเซอร์ วิน เต นิชเซ ได้กล่าวว่าตามหลักฐานและข้อมูลที่ได้นั้นทำให้พบว่าเรื่องราวของพระ พุทธเจ้าในพุทธประวัติได้ถูกดัดแปลงให้เป็น “เซ้นท์โจอาซาฟ” เป็นคริสเตียนไปด้วยสาเหตุนี้

การค้นคว้าวิจัยใน เรื่องนี้ ซึ่งดำเนินการโดยคณะของผู้เชี่ยวชาญทางด้านคริสต์ศาสนา มีนักวิชาการโบราณคดี ศาสตราจารย์ ปอล คารัส ( Pro. Paul Carusl ) และนักภาษาศาสตร์ โรห์ริค ( Roehrick ) และโปรเฟสเซอร์ ที เสตอร์ลิงก์ เบอร์รี่ ( Pro. T. Sterling Breey ) ได้พบหลักฐานยืนยันได้ว่า“พระพุทธเจ้า” ได้ถูกนำมารวมไว้อยู่ในบัญชีรายชื่อของปิตาจารย์ทั้งหลายของคริสเตียน โดยการเปลี่ยนชื่อเสียใหม่แล้วใช้เรียกในนามของ “โจเซฟ ( Joseph)” หรือ “โจซาฟัต ( Josaphat )” หรือ “โจอาซาฟ ( Joasaphat)” ซึ่งหากใครก็ตามได้อ่านข้อความในคัมภีร์โดยไม่มีการระบุชื่อ “โจอาซาฟ” ลงไปในคัมภีร์ย่อมจะเข้าใจและรู้ได้ในทันทีว่าข้อความนั้นเป็นเรื่องราวของ “พระพุทธเจ้าศาสดาของพุทธศาสนา” จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงประวัติโดยการใส่ชื่อและดัดแปลงเพียงเล็กน้อยใน เนื้อหาให้แตกต่างไป

.....................โปรเฟสเซอร์ ที สเตอร์ลิงก์ เบอร์รี่ ( Pro. T. SterlingBerry )ได้พบหลักฐานว่าคัมภีร์ประวัติของ “เบอร์ลัม ( Burlam)” ได้ถูกจารึกและเขียนขึ้นโดย เซ้นท์แห่งดามัสกัส ( St.Damasgas)คริสเตียนนิกายโรมันคาทอลิก ดังนั้น จึงได้มีการทำพิธีการเซ่นไหว้ “โจซาฟัต” ในวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ของทุกปีเพราะถือว่าเป็นวันประสูติของ “โจซาฟัต”

.................... ศาสตราจารย์ ปอล คารัส ( Pro. Paul Carusl ) ได้พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ว่า “พระพุทธศาสนาได้เผยแพร่เข้าสู่ทวีปยุโรปตั้งแต่
ครั้งโบราณก่อนที่ ศาสนาคริสต์จะเกิดขึ้นในโลก” ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านไปนั้น ได้มีการติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างประเทศอินเดียยุโรป และเอเชียตะวันตก ด้วยผลของการติดต่อกันดังกล่าวทำให้มีการถ่ายทอดวัฒนธรรมท้องถิ่นไปพร้อม ด้วยในเวลาเดียวกัน แต่เนื่องจากเป็นเวลาที่เนิ่นนานมากการค้นหาร่องรอยต่าง ๆจึงทำได้ยากเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากหลักฐานทางโบราณคดี ได้ถูกทำลายโดยนักบวชและศาสนิกของคริสเตียนในยุคหลังจนแทบหมดสิ้น ดังนั้น การจะค้นหาหลักฐานดังกล่าวได้จึงต้องเริ่มต้นจากรากฐาน และความหมายของข้อความ คำกล่าวที่เป็นศัพท์เฉพาะของพุทธศาสนา ซึ่งได้ถูกนำมาดัดแปลงให้เป็นภาษายุโรปต่าง ๆหลายภาษา จนกลายเป็นภาษาท้องถิ่นไป ทำให้พระพุทธศาสนาในตะวันตกได้ถูกบิดเบือนเลอะเลือนไปจากเดิมเป็นอย่างมาก ในนามของหัวหน้าทั้งหลายนิกายต่าง ๆ จึงทำให้เกิดความยากลำบากในการค้นหาให้พบรูปแบบดั้งเดิมได้

.....................Dr. Mahaffy ได้พบหลักฐานทางโบราณคดีเป็นสิ่งก่อสร้างในลักษณะของ “ศาสนสถานในพุทธศาสนาที่กว้างใหญ่มีเนื้อที่หลายพันเฮคเตอร์สามารถบรรจุคน ได้เป็นจำนวนนับหมื่นพร้อมกับเครื่องใช้ของพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนารวม ทั้งศิลาจารึกพระสูตร ที่มีอายุก่อนคริสตกาลถึง ๔๐๐ ปี” รวมทั้งได้ค้นพบพุทธศาสนสถานที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันแต่มีอายุน้อยกว่านั้น คือประมาณ ๒๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งอยู่ในสมัยของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช จึงเป็นที่สามารถยืนยันได้ว่า พุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองในดินแดนของประเทศซีเรีย ก่อนคริสต์ศาสนาจะอุบัติขึ้นอย่างแน่แท้โดยปราศจากข้อสงสัยหักล้างใด ๆ และสิ่งที่ควรจำและเป็นสิ่งที่ชาวคริสเตียนต้องยอมรับความจริงทางประวัติ ศาสตร์ไว้ด้วยว่า “เยซู” นั้นเป็นชาวซีเรียคนหนึ่ง

............................ ในการค้นคว้าวิจัยของเรา ได้พบหลักฐานสำคัญจากจารึกโบราณโดยพระอรหันต์แห่งประเทศศรีลังกา นามว่า พระมหาวามสุ ( MahaVamasu ) ได้บันทึกไว้ว่า “.....ได้ให้การต้อนรับ พระอรหันต์จากเมืองอะเล็กซานเดรีย นครหลวงแห่งยาวานา ( Yavana ) มีจำนวน ๓๐,๐๐๐ รูป ซึ่งได้เดินทางมาเพื่อร่วมเฉลิมฉลองในพิธีรูวันเวลีซายา ( Ruwan Veli Saya )….”

.........................พิธีรูวันเวลีซา ยา ( Ruwan Veli Saya ) นี้ได้ถูกจัดขึ้น ณ เกาะประเทศศรีลังกา เมื่อ ๑๖๐ ปี ก่อนเยซูศาสดาของชาวคริสต์จะกำเนิดขึ้นมาดูโลกและเมืองอะเล็กซานเดรียเป็น เมืองหลวงของประเทศอียิปต์ในขณะนั้น ต่อมาคณโบราณคดีได้ขุดค้นพบหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์และศาสนศาสตร์ที่ ยืนยันความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนามีอยู่จริงในเมืองอะเล็กซานเดรี ยดินแดนอียิปต์ คือพุทธสถานและแท่งหินแกะสลักเป็นรูปพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาซึ่งต่อมา ได้ถูกทำลายเสียหายชำรุดไปอย่างน่าเสียดาย โดยนักบวชโรมันคาทอลิก

..................... คณะวิจัยค้นคว้าได้พบที่มาของการเรียกชื่อของราชโอรสแห่งกษัตริย์ศรีอินเดีย ซึ่งเรียกว่า โจอาซาฟ ( Joasapht ) นั้น ได้มีการเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ คัมพัตตะมะ ( Gambatama )”และความหมายของคำว่า “คัมพัตตะมะ” นี้ได้ไปปรากฏอยู่ในหนังสือโบราณ “ฟราวาดิน ( Fravardin Yast)” ซึ่งได้เขียนไว้เป็นภาษาปาร์ซี ให้คำอธิบายความหมายในบทที่ ๑๖ ว่า “คำว่าคัมพัตตะมะ ( Gambatam ) ในภาษาปาร์ซีนั้น จะมีความหมายเท่ากับคำว่า “ ก๊อดตะมะ ( Godtama)” สามารถใช้เรียกสั้น ๆได้โดยคำว่า “ก๊อด ( GOD )” ว่า“...หากผู้ใดประสงค์จะเห็นพระราชาที่มีอำนาจสูงสุด ก็จงดูกษัตริย์ที่ครองด้วยเครื่องอาภรณ์ของนักบวชผู้ที่ชนทั่วไปเรียกว่า “ก๊อด ( God)” ในบรรดามนุษย์ทั้งหลาย พระองค์เป็นผู้ที่บริสุทธิ์สะอาดในคุณธรรมทั้งปวง...”

...................... ข้อความในม้วนปาปิรุสดังกล่าวสนับสนุนแสดงให้เห็นถึงความสัมพัันธ์ ต่อเนื่องเชื่อมโยงของข่าวสารระหว่างดินแดนในประเทศอินเดีย กับประเทศอียิปต์ ได้อย่างชัดเจน จึงเป็นเครื่องหมายยืนยันที่มาของคำว่า“ก๊อด ( God)” ได้ถูกใช้มาก่อนที่เยซูจะถือกำเนิดกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว

ดร.โกลด์ สิฮาร์ ( Dr. Gold Sihar) แห่งบูดาเปสท์ ได้ศึกษาม้วนปาปิรุส และหลักฐานประกอบต่าง ๆ ได้ยืนยันว่า “ตามข้อความในมัวนปาปิรุสที่อ้างถึงพระราชาซึ่งเรียกว่าก๊อด ( God ) นั้นเป็นคำเรียกซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า “โคตะมะ” เมื่อออกเสียงสั้น ๆ โดยสำเนียงท้องถิ่นจึงกลายมาเป็นคำว่า “ก๊อด ( God )” ซึ่งในยุคก่อนคริสตกาล ภาษาอียิปต์กับภาษาซีเรียนั้น เป็นภาษาที่มีรากภาษาเดียวกัน ทั้งยังเป็นภาษาที่ใช้อย่างกว้างขวางเนื่องจากอิทธิพลทางการเมือง และการทหาร และการค้า การถ่ายทอดจึงสามารถต่อเนื่องเชื่อมโยงถึงกันได้เป็นปกติ

........................ ดร.โกลด์ สิฮาร์ ยังได้ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีว่า ศาสนาพุทธได้เข้าไปเผยแพร่และเจริญอยู่ในเกาะอังกฤษอีกด้วย ซึ่งเป็นสมัยก่อนที่จะมีคริสต์ศาสนา
......................ในกรณีพระ พุทธศาสนาได้เข้าไปเจริญรุ่งเรืองอยู่บนเกาะอังกฤษ ก่อนที่คริสต์ศาสนาจะเผยแพร่เข้าไปถึงนั้น คณะวิจัยได้ค้นพบมีเอกสารหลักฐานยืนยันโดยบาทหลวงคริสเตียน ในสมัยการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ยุคแรกเริ่ม เอกสารบันทึกนั้นเป็นของออริเก้น แห่งอะเล็กซานเดรียเขาได้บันทึกยืนยัน ไว้ด้วยตนเองในเอกสารของเขาว่า “ศาสนาพุทธได้เจริญเป็นอย่างมาก ได้ตั้งศาสนสถาน และมีเหล่าพระสงฆ์สามเณรจำนวนมาก รวมทั้งสถานศึกษาทางพุทธศาสนา ตั้งอยู่ทั่วไปบนเกาะอังกฤษ ก่อนที่ศาสนาคริสต์จะแผ่ไปถึง”

และยิ่งปราศจากข้อสงสัยใด ๆ เพราะเราได้รับการยินยันจากหลักฐานโดยการค้นคว้า ของ ดี.เอ.แมคเคนซี่ ( D.A.Mackenzie) ในเอกสารงานวิจัยของเขาชื่อ “พระพุทธศาสนาบนเกาะอังกฤษก่อนคริสต์ศาสนา ( Buhddhism existed im pre Christian England)” พยานหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งปรากฏบนเกาะอังกฤษซึ่งหมายถึงหินแกะสลักเป็นพระ สงฆ์สามเณรหินสลักเป็นอักษรบรรยายพระสูตรในพุทธศาสนาเอกสารโบราณมากมายได้ ถูกนำมาเผยแพร่และพิสููจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์วา“ศาสนาพุทธ ได้เจริญอย่างกล้าแข็งบนเกาะอังกฤษก่อนที่อังกฤษจะรู้เรื่องคริสต์ศาสนา”

................. ในการประชุมคณะกรรมการประวัติศาสตร์โลก ซึ่งจัดขึ้นในปี ค.ศ.๑๙๒๖ ที่เมืองลานาว ( Laknow) ได้ปรากฏเหตุการณ์สำคัญในการประชุมนี้ที่ชาวโลกควรได้รับรู้ก็คือ โปรเฟสเซอร์เมสรอฟบ์ ที.เซ๊ช ( Pro. Mesrovb T. Seth ) ได้นำเสนองานวิจัยค้นคว้าของท่านต่อคณะกรรมการบันทึกประวัติศาสตร์โลก
( Historical Record Commission ) เนื้อหางานวิจัยของท่านส่วนหนึ่งดังนี้

“....หนังสือ ประวัติศาสตร์เรื่อง ทารอน ( Taron ) โดยผู้แต่งชื่อ เซนอบ ( Zenob) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุคต้น ๆของคริสเตียนอาร์มาเนีย ได้กล่าวว่า ในช่วงกลางศตวรรษที่สองก่อนคริสต์ศักราช มีศาสนาพุทธเข้ามาตั้งอยู่อย่างมั่นคงในอามาเนียร์ ที่มีชาวพราหมณ์อาศัยอยู่ก่อนแล้ว ๔๕๐ ปี พวกเขาเหล่านี้ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธและพวกชาวพุทธเหล่านี้ได้สร้าง เมือง หมู่บ้าน วัดวาอารามหลายแห่งต่อมาพวกคริสเตียนได้ทำลายวัดวาอารามของพวกเขา และเข่นฆ่าพวกพระทั้งหลาย

.................ข้าพเจ้าได้รู้เห็น เป็นพยานด้วยตัวข้าพเจ้าเองต่อการทำลายเหล่านี้ และจากความโหดร้ายที่ได้รับ ทำให้ชาวพุทธเหล่านี้จำเป็นต้องเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ แล้วผสมผสานกับชาวอาร์มาเนียน จากนั้นจึงได้กลายเป็นชนชาติหนึ่ง

มี หลักฐานมากมายที่ สามารถพิสูจน์ได้ว่า เอเชียตะวันตกและยุโรปมีชาวพุทธและศาสนาพุทธ มันเป็นที่แน่ชัดว่าxxxของพวกคริสเตียนทั้งหลายก็คือการกระหายเลือด ต้องการบดขยี้ทำลายศาสนาอื่น ๆ รวมทั้งผู้ที่นับถือศาสนาเหล่านั้นด้วย

................ และมันก็คือพวกคริสเตียนนี่แหละที่เป็นผู้เผาทำลายห้องสมุดอะเล็กซานเดรี ยที่รวมของสรรพวิชาอันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกให้หายไปในกองเพลิง แน่นอนที่สุด......ต้องมีคัมภีร์ต่าง ๆ ของพุทธศาสนาอยู่ที่นั่นอย่างมากมาย.........และขณะที่เวลาได้ล่วงเลยไป พวกคริสเตียนจึงได้ฉวยโอกาส รวบเอาพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นศาสดาของพุทธศาสนา มานับรวมอยู่ในแถวรายชื่อของนักบุญผู้สอนศาสนาคริสต์เสียเลยด้วยความเห็นแก่ ตัว และโง่เขลาเป็นอย่างยิ่ง...”

.................มันไม่มีทาง หรือวิธีการใด ๆ ที่คริสต์ศาสนาจะสามารถบิดเบือนความจริงหรือสร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ เพื่อที่จะพิสูจน์ได้เลยว่า“พระพุทธเจ้าซึ่งเกิดก่อนพระเยซูถึง ๖ ศตวรรษนั้นเป็นคริสเตียน”......แต่เรา ( คณะผู้ค้นคว้าวิจัย.....ผู้เรียบเรียง) สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของทุกชาติล้วนตรง กันว่า เยซูคริสต์ ลืมตามีชีวิตขึ้นมาดูโลกหลังจากพระพุทธเจ้าศาสดาของพระพุทธศาสนานิพพานไป แล้วถึง ๕๔๓ ปี หากนับรวมอายุของพระพุทธเจ้าเข้าไปด้วยแล้ว เยซูคริสต์ จะเกิดหลังพระพุทธเจ้าเกินกว่า ๖ ศตวรรษ ( พระพุทธเจ้ามีพระชนมายุ ๘๐+ ๕๔๓ = ๖๒๓ ปี....ผู้เรียบเรียง) และสามารถพิสูจน์ได้ว่าเยซูคริสต์ นั้นเป็นเพียงลูกศิษย์ของพระสงฆ์ใพระพุทธศาสนา ไม่ได้ร่ำเรียนความรู้ของ “พระเจ้า” ตามที่ได้กล่าวอ้างโดยชาวคริสต์ไว้ในคัมภีร์ไบเบิล

.................. ข้อพิสูจน์ของเรา ( คณะผู้ค้นคว้าวิจัย...ผู้เรียบเรียง ) จากการที่ได้พบหลักฐานของ Dr. E.Maknob ปรากฏในผลงานวิจัยชื่อ “ชีวประวัติที่ไม่มีใครรู้ของพระคริสต์ ( The Unknown Life of Christ )” งานวิจัยดังกล่าวนี้ได้แปลออกมาจากเอกสารหลักฐานโบราณที่ค้นพบที่วัดเฮมิส ( Hemis Monastery ) ซึ่งเป็นวัดโบราณในธิเบต ที่มาของหลักฐานของ Dr. Maknob นี้ได้มาด้วยความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีความพยายามที่จะทำลายความเชื่อถือของหลักฐานชิ้นสำคัญโดย บาทหลวงคริสต์โรมันคาทอลิกผู้หนึ่ง ซึ่งได้พยายามปั้นเรื่องเท็จ โดยกล่าวว่า “เขาได้เดินทางไปที่วัดในธิเบต ซึ่ง Dr. Maknob ได้เป็นผู้นำหลักฐานจากที่วัดนี้มาเปิดเผยนั้นพร้อมกับได้ถามหาเอกสารหลัก ฐานโบราณดังกล่าวแต่ได้รับการปฎิเสธจากพระลามะเจ้าอาวาสวัดดังกล่าวว่าไม่ เคยพบและไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับเอกสารหลักฐานดังกล่าวว่าเคยมีอยู่หรือ เป็นสมบัติของวัดนี้มาก่อนเลย”


แต่ในที่สุดความเท็จ ดังกล่าวของบาทหลวงโรมันคาทอลิก ก็ได้ถูกเปิดเผยขึ้นโดยโปรเฟสเซอร์ นิคเล่อร์ส โรห์ลิค ( Pro. Nichlors Roehrick ) ก็ได้เดินทางไปยังวัดเฮมิส ( Hemis Monastery ) ตามที่ Dr. Maknob อ้างถึงและใช้ชีวิตอยู่ในวันนั้นหลายปี ใช้ความพยายามสุดความสามารถจนกระทั่งได้เอกสารหลักฐานตัวจริงตามที่ หลักฐานดังกล่าวได้เขียนลงบนเอกสารกระดาษสาซึ่งมีอายุกว่า ๑,๕๐๐ ปี ซึ่งได้ถูกเขียนไว้เป็นภาษาธิเบต ข้อความที่ปรากฏในเอกสารหลักฐานนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องราวของ “เยซู” ศาสดาของชาวคริสต์ ซึ่งในภาษาธิเบตเรียกว่า “อิสซา ( Issa )” เนื้อหาทั้งสิ้นนั้นได้รับการจารึกโดยละเอียดนับตั้งแต่เด็กจนกระทั่งเยซู ตาย

...............โปรเฟสเซอร์ นิคเล่อร์ส โรห์ลิค ( Pro. Nichlors Roehrick ) จึงนำเรื่องราวในเอกสารโบราณดังกล่าวมาเปิดเผยต่อชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง โดยปรากฏเป็นการค้นคว้าวิจัย ดังนี้“......อิสซา ( Issa ) หรือ เยซู ในวัยเด็กได้เดินทางไปอินเดียกับกองคาราวานพ่อค้าพร้อมกับบิดามารดาขอ

wincha

จำนวนข้อความ: 107
Registration date: 25/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ