พญานาคมีจริงหรือ?

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

พญานาคมีจริงหรือ?

ตั้งหัวข้อ  ขุนหลวงฯ on Sat Aug 21, 2010 9:34 am

ในตำนานพระพุทธชัยมงคลคาถาบทที่ 7 มีเรื่องเกี่ยวกับพญานาคว่าสมัยหนึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ในเพระเชตวันมหาวิหาร วันหนึ่งทรงรับนิมนต์ที่จะเสด็จไปฉันภัตตาหารที่บ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐีในวันรุ่งขึ้น

ครั้นเวลาใกล้รุ่ง พระองค์ทรงพิจารณาดูหมู่เวไนยสัตว์ปรากฏว่าพญานันโทปะนันทะนาคราชเข้ามาปรากฏอยู่ในข่ายของพระญาณของพระองค์ พระพุทธองค์ทรงพระดำริว่า พญานาคราชนี้เป็นสัตว์เดรัจฉาน มีวาสนาเข้ามาข้องในข่ายพระญาณของเราตถาคต ควรที่เราตถาคตจะเสด็จไปโปรด แต่พญานันโทปะนันทะนาคราชนี้ ประกอบด้วยมหิทธิฤทธิ์ศักดานุภาพยิ่งนักและเป็นมิจฉาทิฏฐิ ผู้ที่จะทรมานทำให้หมดพยศร้ายได้นั้นจะต้องประกอบไปด้วยมหิทธิฤทธิ์อันพิเศษ พระโมคคัลลานะเถระมีความสามารถที่จะทรมานพญานันโทปะนันทะนาคราชให้หมดพยศร้ายได้ พอได้เวลาจึงเสด็จออกจากพระคันธกุฏี แล้วมีพระดำรัสสั่งให้พระอานนท์นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาประชุมพร้อมกัน แล้วทรงอธิษฐานว่า ขอให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายมองเห็นพระตถาคตและพระอรหันต์ทั้งหลายในกาลบัดนี้

ครั้งทรงอธิษฐานแล้ว ก็ทรงพาหมู่ภิกษุสงฆ์ทั้งหลายเหาะมาโดยทางนภากาศมาสู่สวรรค์เทวโลก เมื่อเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จพระพุทธดำเนินไปในอากาศนั้น ประกอบด้วยพระรัศมีอันสว่างไสว วันนั้น พญานันโทปะนันทะนาคราชได้แลเห็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็บังเกิดความพิโรธยิ่งนัก จึงคำรามว่า สมณะโล้นเหล่านี้จะได้ยำเกรงเราสักนิดก็ไม่มี พาพรรคพวกเหาะมาบัดนี้ ชะรอยว่าจะไปสู่ดาวดึงส์พิภพกระมัง ถ้าเหาะไปทางอื่นก็ช่างเถิดแต่ถ้าเหาะข้ามเราไปเมื่อไรเป็นต้องผิดใจกัน เพราะถ้าเหาะข้ามเราไปผงละอองธุลีในฝ่าเท้าก็จะต้องหล่นลงเหนือหัวของเราเป็นมั่นคง ทางที่ดีเราควรจะไปสะกัดหน้าหมหู่สงฆ์เอาไว้ อย่าให้เหาะข้ามเราไปได้

เมื่อคิดดังนั้นก็สำแดงมหิทธิฤทธิ์ศักดานุภาพ เนรมิตตนให้มหึมาใช้ลำตัวรัดเขาพะ สุเมรุราชอันสูงประมาณได้สิบสองโยชน์ด้วยขนาดหาง 7 รอบแล้วแผ่พังพานปิดเมืองดาวดึงส์ กว้างประมาณได้สิบสองโยชน์ ปรากฏอยู่เหนือเขาพระสุเมรุราชนั้น แล้วบันดาลให้บังเกิดเป็นควันและหมอกมัวมืดไปทั่ว ฝ่ายพระรัฐบาลอรหันตเถระแด่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาว่าเป็นเพราะเหตุไรจึงเป็นเช่นนั้น

พระพุทธองค์ตรัสว่า มีมืดมนอนธกาลเช่นนี้เป็นเพราะอานุภาพของพญานาคราชอันมีชื่อว่านันโทปะนันทะมีจิตกริ้วโกรธพยาบาทต่อเราผู้ตถาคตยิ่งนัก จึงเอาร่างกระหวัดรัดเขาพระสุเมรุราชไว้ประมาณ 7 รอบแล้วแผ่พังพานปกคลุมไปในเขตเมืองดาวดึงส์สวรรค์แล้วบันดาลให้เกิดเป็นหมอกควันมืดมัวไปทั่วแดนดาวดึงส์สวรรค์ เมื่อพระรัฐบาลอรหันตเถระเจ้า ได้ฟังดำรัสของพระพุทธองค์เช่นนั้น จึงกราบทูลอาสาที่จะทรมานพญานาคราชให้พ่ายแพ้สิ้นพยศร้าย แต่พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาต ต่อจากนั้นพระอรหันตเถระเจ้าทั้งหลายได้กราบทูลขออาสาที่จะทรมานปราบพญานาคราชนั้นให้เสื่อมหายจากพยศร้าย แต่พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงอนุญาต

เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ อำมาตย์ผู้หนึ่งได้กราบทูลพระเจ้าลิจฉวี ว่าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์บริสุทธิ์จากกิเลสทั้งปวงมีพระหฤทัยประกอบด้วยพระมหากรุณาธิคุณไม่มีผู้เสมอเหมือนทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประกาศพระธรรมอันบริสุทธิ์เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บัดนี้ พระองค์เสด็จประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหารของเจ้าพิมพิสาร บรมกษัตริย์กรุงราชคฤห์พระพุทธองค์ทรงมีอภินิหารบารมีคุณสูงยิ่งนัก ถ้ากราบทูลอันเชิญขอให้พระพุทธองค์เสด็จมายังพระนครเวสาลีประสบอยู่นี้ จักต้องสงบราบคาบลง เพราะอานุภาพของพระพุทธองค์

พระเจ้าลิจฉวีจึงทรงโปรดให้เจ้าชายมหาลี พร้อมด้วยบุตรชายของท่านปุโรหิตกับพลนิกรเป็นอันมาก แล้วจึงแต่งให้ราชทูตเชิญเครื่องราชบรรณาการไปเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร เพื่อกราบทูลขอประทานโอกาสให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปบำบัดภัยพิบัติให้พระนครเวสาลี พระเจ้าพิมพิสารทรงเห็นใจ ยินดีสนับสนุนในการที่ทูลเชิญสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลอันเชิญแจ้งเหตุที่เกิดขึ้นให้พระพุทธองค์ทรงทราบทุกประการ

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับคำทูลเชิญเด็จของคณะราชทูตชาวพระนครเวสาลี ทรงใคร่ครวญดูด้วยพุทธญาณก็ทรงทราบว่า เมื่อเราสวดรัตนสูตรในพระนครเวสาลี อาชญาจักแผ่ไปตลอดแสนโกฏิจักราวาลเมื่อสวดรัตนสูตรจบลง สัตว์ทั้งหลายแปดหมื่นสี่พันก็จักบรรลุมรรคผลภัยทุกอย่าจักสงบลงไป เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบในพระหฤทัยดังนี้แล้ว จึงทรงรับคำทูลเสด็จไปยังพระนครเวสาลีของเจ้าชายมหาลี หัวหน้าคณะราชทูตแล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จสู่พระนครเวสาลี พร้อมด้วย พระสาวกห้าร้อยรูป พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้ยอำมาตย์ราชเสวกและพลนิการได้ตามเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจนถึงฝั่งแม่น้ำคงคา พระเจ้าพิมพิสารทรงลุยลงไปในแม่น้ำคงคาจนถึงพระศอเพื่อส่งเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยพระภิกษุสาวกที่ลงนาวาข้ามแม่น้ำคงคาไป เหล่าอากาศเทวาเบื้องบนก็ชวนกันทำสักการะบูชาตราบเท่าถึงชั้นอกนิฏฐพรหมโลก และพญานาคที่อยู่ในแม่น้ำคงคาพากันมาทำสักการะบูชาสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า

จากข้อความในอรรถกถานี้ บอกกล่าวว่าพญานาคมีจริง

ขุนหลวงฯ

จำนวนข้อความ : 3
Registration date : 04/08/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พญานาคมีจริงหรือ?

ตั้งหัวข้อ  ขุนหลวงฯ on Sat Aug 21, 2010 9:42 am

เมื่อพระมหาโมคคัลลานะเถระ ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายได้กราบทูลขออาสาไปทรมานพญานาคราชนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาต พระมหาโมคคัลลานะเถระเจ้า เมื่อได้รับพระพุทธานุญาตแล้วจึงมาดำริว่าพญานาคราชตนนี้เป็นเพียงสัตว์ เดรัจฉานสำคัญตนว่ามีร่างกายยาวใหญ่ยิ่งกว่าพญานาคราชอื่น ๆ ไม่มีผู้ใดที่จะมาต่อสู้ตนด้วยอานุภาพได้ จึงบังเกิดความกำเริบมัวเมาคิดอาละวาด เราจะต้องทรมานให้หมดพยศอันร้ายนี้เสีย ครั้นคิดเช่นนั้นแล้วจึงเนรมิตกายให้กลับกลายเป็นพญานาคราชอันเรืองฤทธา มีกายยาวใหญ่กว่าพญานันทะนาคราชประมาณสองเท่า แล้วเนรมิตพังพานประมาณกว้างแสนหนึ่ง แล้วกระหวัดรัดตัวพญานันโทปะนันทนาคราชนั้นให้แน่นเข้ากับภูเขาพระสุเมรุสี่รอบ แล้วแผ่พังพานออกไปอย่างใหญ่หลวงมหึมาอยู่เหนือเบื้องบนแห่งพญานันโทปะนันทะนาคราช แล้วรัดให้เข้ากับภูเขาพระสุเมรุราชนั้น

ฝ่ายพระยานันโทปะนันทนาคราชให้บังเกิดความอึดอัดประหนึ่งว่าจะขาดใจตาย ทั้งกระดูกนั้นเล่าก็เหมือนจะแตกแหลกลาญเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ จะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวกายสักนิดก็มิได้ ให้รู้สึกกลัดกลุ้มเดือดดาลใจเป็นกำลัง จึงบันดาลพ่นพิษให้เป็นควันแผ่ออกไปได้ในระยะไกลได้ประมาณแสนโกฏิจักรวาลตั้งแต่พื้นพสุธาถึงภวัคคพรหม

พระมหาโมคคัลลานะเถระก็บันดาลมหิทธิฤทธิ์ให้เป็นควันมากขึ้นเป็นสองเท่าให้ผจญกับฤทธิ์ของพญานันโทปนันทะนาคราช พญานันโทปนันทะนาคราช มิสามารถจะผจญกับฤทธิ์ของพระมหาโมคคัลลานะเถระได้ ก็ให้บังเกิดคลั่งแค้นอย่างใหญ่หลวง จึงบันดาลเนรมิตให้เกิดเป็นไฟขึ้น เพื่อหวังจะให้เผาผลาญพระเถระเจ้าให้ย่อยยับไป พระมหาโมคคัลลานะเถระจึงบันดาลให้เกิดเปลวไฟขึ้นบ้าง ลุกลามไหม้กายพญานันโทปะนันทนาคราชไฟโรจน์โชติช่วงทั้งภายในและภายนอก สร้างความรุ่มร้อนระส่ำระส่ายสุดที่จะทนทานได้

พญานันโทปะนาคราชครุ่นคิดอย่างตื่นตระหนกว่าบุคคลผู้นี้ชื่อใด มาแต่ใดหนอ จึงประกอบไปด้วยฤทธิ์ศักดาเดชานุภาพมากมายนัก จึงถามไปว่า
“ ท่านมาแต่ไหน มีชื่อเสียงว่าอย่างไร จงบอกให้ข้าพเจ้าทราบหน่อยเถิด ”

พระมหาโมคคัลลานะเถระจึงกล่าวว่า
“ เราเป็นอัตรสาวกเบื้องซ้ายแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีชื่อว่าโมคคัลลานะ ”

เมื่อพยานันโทปะนันทนาคราชได้ทราบดังนั้น จึงกล่าวอย่างมีเล่ห์อุบายว่า
“ พระผู้เป็นเจ้าท่านเป็นสมณะมาทำกรรมอย่างนี้เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง ”

พระมหาเถระจึงตอบว่า
“ การที่เราต้องเช่นนี้ก็เพื่อต้องการจะทรมารท่านให้หมดพยศร้าย หายจากมิจฉาทิฏฐิ ”

ว่าแล้วพระมหาเถระเจ้าก็บันดาลให้เพศพญานาคราชอันตรธานหายไป กลับกลายเป็นสมณะอย่างเดิมแล้วกล่าวว่า

“ ท่านพญานันโทปะนันทะนาคราช ตัวท่านเป็นสัตว์เดรัจฉาน มีมหิทธิฤทธิ์อานุภาพยิ่งล้นด้วยบุพกรรมเท่านั้น แต่หารู้จักบาปบุญคุณโทษประโยชน์มิใช่ประโยชน์ ไม่รู้จักคุณพระรัตนตรัย คุณมารดาบิดดา กล้าด่าบริภาษแม้กระทั่งองค์สมเด็จพระบรมครูกับพระอรหันตสาวกทั้งหลายด้วยถ้อยคำหยาบช้าต่าง ๆ นานา เท่านั้นยังไม่พอ ท่านยังบังอาจเนรมิตกายให้ยาวใหญ่ด้วยน้ำใจอหังการ เพื่อจะไม่ให้พระพุทธองค์กับเหล่าสาวกเสด็จไปด้วย กลัวว่าธุลีที่ติดอยู่ตามพระบาทนั้นจะตกลงมาใส่หัวแห่งตน ความจริงท่านควรจะปลื้มปีติใจ ถ้าละอองธุลีที่พระบาทของพระพุทธองค์ตกใส่หัวท่าน เพราะการที่พระบาทยุคลแห่งองค์สมเด็จพระบรมทศพลถูต้องศรีษะแห่งใครนั้น ย่อมเป็นบุญลาภอันยิ่งใหญ่ทั้งนี้เพราะผู้ที่เกิดในโลกนี้ ยากนักที่จะได้พบเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่างเกิดมาเปล่าไปเสียหลายหมื่นหลายแสนชาติจะได้พบพระพุทธเจ้านั้นก็หามิได้ตัวท่านเป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานมีฤทธิเดชโดยกำเนิดเกิดแก่ผลกรรมเรียกว่า กัมมะวิปากชฤทธิ์ประกอบไปด้วยมิจฉาทิฏฐิเช่นนี้ ท่านสมควรจะได้รับทุกขเวทนาอย่างสาหัสในปัจจุบันทันตาเห็นบัดเดี๋ยวนี้ เพราะผลแห่งกรรมปัจจุบันอันชั่วช้าของท่าน ”

ครั้นว่าดังนั้นแล้ว พระมหาโมคคัลานะเถระเจ้าก็เข้าไปในช่องหูข้างขวาของพญานันโทปะนันทะนาคราชแล้วออกมาทางหูข้างซ้าย แล้วย้อนกลับเข้าหูข้างซ้ายออกหูขวา แล้วเข้าไปทางช่องจมูกขวา ออกทางช่องจมูกซ้ายย้อนเข้า ช่องจมูกซ้ายไปช่องจมูกขวา เดินไปเดินมาอยู่อย่างนี้สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวให้แก่พญานันโทปะนาคราชอย่างแสนสาหัสถึงกับคร่ำครวญในใจว่า บรรดาพญานาคทั้งหลายจะมีฤทธิ์เดชเดชานุภาพมากเหมือนตัวเรานี้ย่อมหาไม่ได้ แต่สมณะองค์นี้ทำให้เราได้รับทุกขเวทนาลำบากสุดแสนสาหัสเหลือที่จะอดทนได้จำเราจะให้อุบายหลอกลวงสมณะองค์นี้ให้หลงเข้าไปในปากเราแล้วเคี้ยวให้แหลกละเอียดเป็นผุยผงไปเสียบัดนี้เถิด คิดดังนั้นแล้วจึงกล่าวว่า

“ ข้าแต่สมณะ ธรรมดาสมณะทั้งหลายย่อมปฏิบัติตามคำพูดก็ท่านพูดว่ามิได้โกรธเคืองแก่ข้าพเจ้า แต่บัดนี้ท่านมากระทำให้ข้าพเจ้าได้รับความลำบากยิ่งนัก ”

พระโมคคัลลานะเถระเจ้าจึงตอบว่า “การที่เราต้องกระทำเช่นนี้ก็เพื่อจะให้ท่านละจากมิจฉาทิฏฐิอันวิปริตผิดจากคลองธรรมนำให้ตั้งตนอยู่ในสัมมาทิฏฐิ เราหวังดีต่อท่านถึงกระนี้แล้ว ตัวท่านยังคิดร้าย จะให้เราเข้าไปในปากของท่านแล้ว ท่านก็จะขบกัดเราให้แหลกละเอียดเป็นธุลีไปอีกหรือ”

ว่าแล้วพระมหาเถระเจ้า ผู้เลิศด้วยมหิทธิ์ฤทธานุภาพปาฏิหาริย์เข้าไปในปากของพญานาคราชมิจฉาทิฏฐิตัวนั้น แล้วก็เดินจงกรมไปมาอยู่ในท้องพญานาคราช

ขุนหลวงฯ

จำนวนข้อความ : 3
Registration date : 04/08/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พญานาคมีจริงหรือ?

ตั้งหัวข้อ  ขุนหลวงฯ on Sat Aug 21, 2010 9:45 am

ฝ่ายพญานันโทปะนันทะนาคราชคิดในใจด้วยอุบายว่า ถ้าสมณะองค์นี้มิได้มีใจโกรธเราแล้วขอพระผู้เป็นเจ้าอย่าได้เบียดเบียนทำอันตรายแก่เราเลย ขอจงออกมาจากในท้องของเราในบัดนี้เถิด

พระมหาโมคคัลลานะเถระเจ้าทราบความนึกคิดของพญานาคราชดังนั้น ท่านก็เดินออกมาจากในท้องของพญานาคราขนันโทปะนันทะ แล้วนั่งอยู่ พญานันโทปะนันทะนาคราชเห็นดังนั้นจึงรีบฉวยโอกาสพ่นลมพิษออกไปหมายทำร้ายพระอรหันตเถระเจ้า แต่ก็หาทำร้ายพระเถระเจ้าไม่ได้ต่อจากนั้นพญานาคราชได้สำแดงฤทธิ์ด้วยประการต่าง ๆ ด้วยความเคียดแค้นพยาบาท หวังจะทำร้ายพระมหาโมคคัลลานะเถระให้พินาศย่อยยับไปด้วยฤทธิ์เดชของตน

แต่ผลสุดท้ายก็ถูกพระมหาเถระเจ้าผู้เลิศด้วยมหิทฤทธิ์เดชานุภาพทรมานจนหมดพิษสงชั่วร้าย ยอมพ่ายแพ้สำนึกผิดกลายเป็นสัมมาทิฏฐิ เนรมิตกายเป็นมานพหนุ่มน้อยเข้าไปถวายนมัสการลงแทบเท้าของพระมหาโมคคัลลานะเถระเจ้าจึงพาพญานันโทปะนันทะนาคราชไปสู่สำนักของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อให้พระองค์ทรงยกโทษให้แก่พญานันโทปะนันทะนาคราช

เมื่อไปเฝ้าพระพุทธองค์แล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงประทานศีลห้าให้แก่นันโทปะนันทะนาคราช ยึดถือรับไปเป็นหลักปฏิบัติแล้วพระพุทธองค์ก็ทรงพาหมู่ภิกษุสงฆ์ไปสู่เรือนของอนาถบิณฑิกมหาเศรษฐี เพื่อรับภัตตาหารสืบไป

จากอรรถกถานี้ พญานาคมีจริง

ขุนหลวงฯ

จำนวนข้อความ : 3
Registration date : 04/08/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ