พายุสุริยะ ทำลายล้างโลกได้จริงหรือ?

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

พายุสุริยะ ทำลายล้างโลกได้จริงหรือ?

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Sep 30, 2010 3:57 pm


พายุสุริยะ ลักษณะเป็นเปลวไฟขนาดใหญ่พัดปะทะโลกอย่างรุนแรง แล้วผ่านไปถึงดาวพฤหัสได้












อุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทร (สีส้ม สีเหลือง) มีความร้อนสูงในพื้นที่วงกว้างมาก

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
http://hilight.kapook.com/view/52424

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก สมาคมดาราศาสตร์ไทย, Sunflower Cosmos, วิชาการ.คอม, Wikipedia

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
สมาคมดาราศาสตร์ไทย, Sunflower Cosmos, วิชาการ.คอม

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พายุสุริยะ ทำลายล้างโลกได้จริงหรือ?

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Sep 30, 2010 5:09 pm

ขอประณามทีมงานกระปุกดอทคอม ในการเรียบเรียงเนื้อหาหัวข้อนี้ เพราะทีมงานกระปุกดอทคอมกำลังบิดเบือนข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงให้ผู้อื่นได้รับรู้ แม้ทางทีมงานฯ จะอ้างว่าให้อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก สมาคมดาราศาสตร์ไทย, Sunflower Cosmos, วิชาการ.คอม ก็มิได้หมายความว่าข้อมูลที่นำมาสรุปนี้ เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง

หากทางทีมงานกระปุกดอทคอมแก้ตัวว่า ข้อมูลส่วนนี้นำจากคนนี้ คนโน้น ก็บอกชื่อ ระบุตัวมาเลย เพราะต้องการจะถามกลับว่า

"ข้อมูลที่ออกมาใช้หัวสมองคิด หรือหัวแม่ตีนคิด หากใช้หัวสมองคิด สงสัยหัวสมองคงจะเล็กกว่าหัวแม่ตีนซะแล้วกระมัง"

ที่สำคัญ หากเป็นนักวิทยาศาสตร์จริง เขาไม่ถือหรอกนะกับคำถามเช่นนี้ เพราะนักวิทยาศาสตร์จริงๆนั้นวัดกันที่ผลพิสูจน์ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์

บทความของกระปุกดอทคอมในครั้งนี้ ถือเป็นการกระทำที่ผิดจรรยาบรรณสื่ออย่างร้ายแรง สำคัญคือกระปุกดอทคอมเป็นเว็บที่เข้าถึงสังคมในหลายระดับชั้น โดยเฉพาะวัยกำลังศึกษา.....แย่มากๆ(ไม่อยากจะคิดหรอกนะว่า รับงานใครมาหรือเปล่า?)

=============================

"หลายคนฟังคำว่า พายุสุริยะ แล้วคงจะรู้สึกกลัวถึงอานุภาพของมัน แต่จริง ๆ แล้ว พายุสุริยะ ไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์ทำลายสิ่งปลูกสร้าง หรือทำให้มนุษย์บาดเจ็บล้มตายได้ แต่สิ่งที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เมื่อเกิด พายุสุริยะ ขึ้นก็คือ ระบบที่เกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็กของโลก ซึ่งเป็นตัวคอยกั้นโลกจากรังสีของดวงอาทิตย์อยู่ เช่น ระบบการสื่อสารคมนาคมทางวิทยุ ระบบการบิน ดาวเทียม ระบบไฟฟ้า ฯลฯ"...(จาก kapook.com)

"สรุปก็คือ ณ วันนี้ หากเกิด พายุสุริยะ ขึ้น ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อตัวคนที่อาศัยอยู่บนพื้นโลกอย่างเรา ๆ โดยตรง นอกเสียจากระบบที่เกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็กที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง แล้วจึงมากระทบต่อการระบบโทรคมนาคม ระบบเศรษฐกิจ เทคโนโลยีการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในโลกปัจจุบัน แต่ทุกอย่างก็สามารถป้องกัน และแก้ไขได้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นให้มากจนเกินไป"...(จาก kapook.com)

=============================

ร่างกายของมนุษย์เรา รวมถึงเซลล์ต่างๆที่ทำงานได้ ล้วนเกิดจากปฏิกิริยาของสนามแม่เหล็กในร่างกาย ที่มีผลเกี่ยวข้องโดยตรงกับสนามแม่เหล็กโลก โดยเฉพาะระบบการทำงานของสมองมนุษย์ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

แท้จริงแล้ว ร่างกายมนุษย์มีสนามแม่เหล็กและกระแสไฟฟ้าในตัวเอง เพื่อแปลงสภาพออกมาหรือที่เราเรียกกันว่า "พลังงาน" ส่งไปยังระบบและอวัยวะต่างๆของร่างกายมนุษย์ โดยมีกระดูกสันหลังของมนุษย์ทำหน้าที่เป็นแกนกลาง

ดังนั้น หากสนามแม่เหล็กของโลกมีการเปลี่ยนแปลง แน่นอนย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของมนุษย์ โดยเฉพาะส่วนสมองซึ่งถือว่าเป็นระบบควบคุมการทำงานของร่างกาย ผู้ที่สามารถควบคุมและปรับสนามแม่เหล็กในตัวเองให้เข้ากับสภาวะที่เปลี่ยนไปได้ คือผู้ที่จะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด



ปัจจุบันนี้ สภาวะสมดุลต่างๆของโลก ได้ถูกทำลายเพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ จึงเกิดการประดิษฐ์คิดค้น และทดลองต่างๆนานา ซึ่งหลายๆคนอาจกล่าวว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น คือความก้าวหน้าล้ำสมัยทางเทคโนโลยี แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือสิ่งที่นำมาซึ่งหายนะของมนุษย์ที่ต้องอาศัยอยู่บนโลกใบเดียวกัน

โปรเจค "HAARPS" เป็นหนึ่งในการทดลองสำคัญที่สุด ในการทำลายชั้นบรรยากาศโลก และทำให้สนามแม่เหล็กโลกมีกำลังต้านทานที่อ่อนแรงลง อีกทั้งยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเร่งตัวอย่างรวดเร็วในการกลับขั้วของแกนแม่เหล็กโลก

..... จากตรงนี้หากเราติดตามข่าวต่างประเทศ จะพบว่าประเทศขั้วมหาอำนาจต่างๆมักจะกล่าวถึงเรื่อง "climate change" ไม่แปลกใจกันบ้างหรือ หรืออ่านแล้วไม่รู้เรื่องก็เลยไม่ใส่ใจ

อย่าลืมว่า ในโลกของเรานี้อยู่อาศัยด้วยแรงดึงดูดของโลก เมื่อชั้นบรรยากาศของโลกถูกทำลาย โลกจึงต้องมีการปรับตัวเพื่อคงความสมดุลไว้

เห็นได้ว่า ณ ปัจจุบันนี้ตามสถานที่ต่างๆทั่วโลก ล้วนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของธรรมชาติอย่างรุนแรงและฉับพลันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก่อให้เกิดความหวาดกลัวมากยิ่งต่อนักวิทยาศาสตร์เพราะไม่สามารถแจ้งประกาศเตือนล่วงหน้าเพื่อป้องกันเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างทันท่วงทีได้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับโลก ณ ปัจจุบัน เป็นผลกระทบเทียบเป็นเศษเสี้ยวอันเล็กน้อยนิดเท่านั้น จากการประมาณการของนักวิทยาศาสตร์ ประมาณปี 2011-2012 คือปีที่พายุสุริยะจะกระทบอย่างรุนแรงต่อโลกมากที่สุด(เจอแบบเต็มๆ หนีไปไหนก็ไม่ได้)



ลองสังเกตว่า มีพื้นที่แถบไหน ที่ได้รับผลกระทบ ณ ปัจจุบันน้อยที่สุด

คำตอบก็คือ พื้นที่แถบเอเชียกลาง-ตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็อย่าได้แปลกใจหากหลังจากนี้จักเกิดสงครามขึ้น เพราะประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต้องการที่จะอพยพคนไปพื้นที่บริเวณที่ปลอดภัยมากที่สุด สำคัญก็คือเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญอันสมบูรณ์อีกต่างหาก

ทำไมต่างประเทศถึงต้องมาลงทุนแถบพื้นที่นี้

ทำไมต่างประเทศถึงต้องหาทางเข้ามายึดถือ-ยึดครองพื้นที่แถบนี้

ทำไมพื้นที่แถบนี้จึงเป็นเป้าหมายที่ถูกเลือก

และอีกหลายกับคำถามว่า "ทำไม"ที่เคยค้างติดในใจมาตลอด หวังว่าคงจะพอคลำคำตอบเองได้แล้วกระมัง

Powerful solar storm to hit earth soon
http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t1390.htm

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พายุสุริยะ ทำลายล้างโลกได้จริงหรือ?

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Oct 01, 2010 3:23 am

ขอเพิ่มเติมข้อมูลอีกสักนิด

เรามักจะได้ยินผู้คนกล่าวว่า ภาวะโลกร้อนและวิกฤติเรือนกระจกถูกทำลาย สาเหตุหลักเกิดจากการเผาไหม้ของขยะและสารพิษที่เข้าไปทำลายพื้นผิวที่ชั้นบรรยากาศ

แท้จริงแล้ว สาเหตุหลักสำคัญที่สุดของภาวะโลกร้อนและวิกฤติเรือนกระจก เกิดจากการทดลองและปฏิบัติการณ์ของ "HAARPS" ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดจากความละโมบโลภมากของมนุษย์(ประเทศมหาอำนาจ) ที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติ-แร่ธาตุสำคัญต่างๆของโลก จนนำมาสู่หายนะที่ไม่คาดคิดในที่สุด

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พายุสุริยะ ทำลายล้างโลกได้จริงหรือ?

ตั้งหัวข้อ  sunny on Mon Oct 04, 2010 11:55 pm

Delegates to climate change talks told to search for common ground before Cancun meeting
By: Tini Tran, The Associated Press

TIANJIN, China - The U.N. climate chief urged countries Monday to search faster for common ground on battling climate change so that a year-end meeting in Mexico can produce results in that fight.

Christiana Figueres told 3,000 delegates in China — the last negotiations before Cancun — that countries must identify achievable goals ahead of December's conference so progress can be made toward a global climate treaty.

"As governments, you can continue to stand still or move forward. Now is the time to make that choice," she told delegates in the northern port of Tianjin.

"If you want a tangible outcome in December, now is the time to clarify what could constitute an achievable and politically balanced package for Cancun, and what could be subject to further work after Cancun," she said.

With a binding global deal largely out of reach for this year, negotiators in Tianjin will focus on smaller initiatives that can lay the foundation for a legal framework that could be approved later, possibly in South Africa in 2011.

The scaled-down ambitions are largely due to the collapse of climate talks in Copenhagen last year, when political leaders failed to produce a global and legally binding treaty on curbing the greenhouse gases that cause global warming. Instead, nations agreed to a nonbinding political declaration on fighting climate change.

Expectations still are small because countries remain deadlocked over the same issues. Distrust has only deepened between industrialized and developing countries over how to cut greenhouse gas emissions.

As the host, China will seek to reduce those differences, said State Counselor Dai Bingguo, the country's top foreign policy official, who urged countries to renew efforts in order to "hammer out a binding agreement at an early date."

Since a single climate package deal is unlikely, the focus has turned to finding areas of agreement on essential components, including financing and transfer of clean technology and ways of reducing deforestation.

Ultimately, if talks in Cancun fail to produce concrete results, the entire U.N. process could be in jeopardy, said Artur Runge-Metzger, a negotiator with the European Commission.

"If Cancun does not produce a solid outcome ... then I think it risks becoming irrelevant in the eyes of the rest of the world," he said. "Decision-making will go to some other forum."

Much of what needs to happen in Tianjin is the less tangible task of restoring trust and some momentum in order to "set the stage for what's realistically possible in Cancun," said Jake Schmidt, international climate policy director for the U.S.-based Natural Resources Defence Council.

Two of the key pieces will be financing and transparency, he said. At Copenhagen, rich countries had pledged to give $30 billion over three years in climate funding to poor nations, rising to a total of $100 billion dollars annually by 2020, but little money has materialized.

"It's critical that countries move on really delivering the 'prompt-start' funding and show those commitments are real. We have a long history of developed countries promising a lot of money and not committing, so it's a chance for developed countries to prove this time is different," he said.

With China playing host to the climate talks for the first time, it has the opportunity to highlight its own commitment to clean energy, said Deborah Seligsohn, a Beijing-based adviser with the World Resources Institute.

Last year, China pledged it would cut its carbon intensity — emissions per unit of GDP — by 40 to 45 per cent by 2020 from the 2005 level. Nationwide efforts have also been made to reach the goal of improving energy efficiency by 20 per cent from 2005 to 2010.

"They're serious and they chose something that's not easy," she said. "China has redoubled domestic efforts since Copenhagen. I don't think anyone can doubt that. China wants people to look at what they're doing on the ground. They'll use this as an opportunity to do that."

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พายุสุริยะ ทำลายล้างโลกได้จริงหรือ?

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Oct 14, 2010 11:31 am

พืชบกชนิดแรกของโลก (ไทยโพสต์)




นักวิทยาศาสตร์ค้นพบพืชชนิดหนึ่งซึ่งเก่าแก่ที่สุด งอกงามบนดินในอาร์เจนตินาเมื่อราว 472 ล้านปีก่อน โดยการค้นพบนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า พืชได้เริ่มขึ้นบนพื้นดินย้อนเวลาไปกว่าที่เคยเข้าใจกันถึง 10 ล้านปี

รายงาน ในวารสาร New Phytologist บอกว่า พืชชนิดนี้มีลักษณะคล้ายลิเวอร์เวิร์ต ซึ่งเป็นพืชสีเขียว มีแต่ใบ ไร้ดอก ไม่มีก้าน ไม่มีราก คล้ายตะไคร่น้ำ ชอบขึ้นตามที่ชื้นแฉะ

การค้นพบนี้ยืนยันว่า ลิเวอร์เวิร์ตอาจเป็นบรรพบุรุษของพืชบกทั้งหลาย การปรากฏตัวของพืชบนพื้นดินนับเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของดาวเคราะห์โลก เพราะพืชบกได้เปลี่ยนภูมิอากาศของโลก แปรสภาพดิน และเอื้อให้สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ได้มีวิวัฒนาการ พวกมันได้แพร่ไปในเกือบทุกแผ่นทวีป


การค้นพบพืชบกที่เก่าแก่ที่สุดชนิดนี้เป็นผลงานของคลอเดีย รูบินสไตน์ แห่งภาควิชาบรรพชีพวิทยา สถาบันวิจัยหิมะ น้ำแข็ง และสภาพแวดล้อม ในเมืองเมนโดซา ประเทศอาร์เจนตินา เธอกับคณะได้เก็บตัวอย่างดินตะกอน จากแอ่งที่ราบตอนกลางของเทือกเขาแอนดีสทางตะวันตกเฉียงเหนือของอาร์เจนตินา แล้วนำตัวอย่างเหล่านั้นไปละลายในน้ำกรดเข้มข้น โดยระวังไม่ให้มีการปนเปื้อนในดินตะกอนเหล่านั้น ทีมวิจัยได้พบสปอร์ซึ่งแข็งตัวเป็นฟอสซิลของลิเวอร์เวิร์ต 5 ชนิด ซึ่งได้วิวัฒนาการมาจากสาหร่ายสีเขียวหลายเซลล์ในน้ำจืด

เธอบอกว่า สปอร์ของลิเวอร์เวิร์ตมีลักษณะดั้งเดิมมาก เรียกว่า คริปโตสปอร์ มีอายุระหว่าง 473-471 ล้านปี การค้นพบนี้แสดงว่าพืชได้เริ่มแตกขยายสายพันธุ์แล้ว และได้แพร่บนดินนานกว่าที่เราเคยค้นพบตัวอย่างกันก่อนหน้านี้

ทีมวิจัย คาดว่า พืชได้เริ่มงอกบนบกในช่วงต้นยุคออร์โดวิเชียน (488-472 ล้านปีก่อน) หรืออาจย้อนไปถึงปลายยุคแคมเบรียน (499-488 ล้านปีก่อน)

=========================================

เหมือนโลกใบนี้กำลังเดินถอยหลังกลับไปยังจุดเริ่มต้น ยังไงก็ไม่รู้

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ