ต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเท่านั้น

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเท่านั้น

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sat Jun 28, 2008 5:32 pm

ประเด็นที่กำลังเป็นที่ถกเถียงและลุกลามใหญ่โตถึงขนาดจะมีการยื่นการถอดถอนผู้ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา และลุกลามไปถึงการที่จะออกมาเดินขบวนประท้วงกันกลางถนนโดยฝ่ายพันธมิตร แต่น่าเสียดายข่าวนี้ถูกกลบด้วยข่าวการแสดงละครเรื่อง “หนูถีบจักร”กันของ สส.ฝ่ายที่จะขอแก้ไขกับ สส.ฝ่ายพันธมิตรฯ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเป็นเจตนาที่จะกลบข่าวหรือเพื่อเอาใจใครหรือเปล่า
ความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญปี ๕๐ ที่เป็นไปตามที่คาดหมายล่วงหน้าไว้ เป็นสาเหตุสำคัญของความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน สาเหตุหลักนอกเหนือจากเนื้อหาที่พิลึกพิลั่นแล้วก็คือความชอบธรรมของที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่พยายามจะสถาปนา “ระบอบอุบาทวาธิปไตย”ขึ้นมา เนื่องเพราะผู้ร่างไม่เชื่อในความเท่าเทียมกันของมนุษย์ที่จะเลือกคนมาเป็นผู้แทนของเขาไม่ว่าจะเป็น สส. สว.หรือกรรมการในองค์กรอิสระทั้งหลายก็ตาม
มิหนำซ้ำยังบัญญัติรองรับการกระทำของคณะบุคคลที่ใช้อาวุธและบุคคลากรที่กินเงินเดือนจากภาษีอากรของราษฎรเข้ากระทำย่ำยี โดยการฉีกรัฐธรรมนูญที่มีที่มาจากประชาชนว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งเนื้อหาอื่นๆก็ย้อนยุคยิ่งกว่าก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ เสียอีก
เป็นที่น่ายินดีว่าได้มีการพยายามผลักดันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมาโดยเร็ว แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าประเด็นที่พยายามผลักดันที่ปรากฏต่อสื่อสารมวลชนที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่เป็นไปเพียงเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองและพรรคพวก ไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งแต่อย่างใด ดังจะเห็นได้ว่าไม่มีประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส. สว.หรือประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตลอดจนประเด็นของสิทธิชุมชนหรือสิทธิของผู้ใช้แรงงาน ฯลฯ เลย
แต่กลับไปมุ่งเน้นแก้ไขประเด็นของการยุบหรือไม่ยุบพรรค ประเด็นที่ สส.ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับราชการงานเมือง หรือ การทำสนธิสัญญากับต่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งก็ไม่ได้กระทำไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแต่อย่างใด
ส่วนฝ่ายที่คัดค้านการแก้ไขไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายพันธมิตรฯ หรือฝ่าย สสร.เดิมที่ทำตัวเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญเสียเอง ตลอดจนนักวิชาการเครื่องซักผ้าทั้งหลายที่คอยฟอกขาวให้แก่กลุ่มที่ตนสนับสนุนหรือกลุ่มที่ตนได้ประโยชน์อย่างไม่มียางอายว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีแล้ว ประเสริฐแล้ว ใครแก้ถือว่าขัดประชามติที่ประชาชนให้การรับรองไว้แล้ว ถึงกับต้องล่าชื่อเพื่อถอดถอนนักการเมืองที่จะแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญปี ๔๐ ก็ผ่านการสำรวจความคิดเห็นจากทั่วประเทศเหมือนกันเพียงแต่ไม่ได้หย่อนบัตรลงหีบเท่านั้น แต่เมื่อถูกฉีกทิ้งหน้าตาเฉย นอกจากจะไม่ร้องสักแอะแล้วยังกลับไปเห็นดีเห็นงามกลับอำนาจที่มาจากปากกระบอกปืนเสียนี่


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecrets เมื่อ Sun Jul 13, 2008 2:45 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเท่านั้น

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sat Jun 28, 2008 5:32 pm

สำคัญคือการลงประชามติรัฐธรรมนูญปี ๕๐ นั้นไม่ได้หมายความว่าประชาชนให้สัตยาบันว่าจะแก้ไขไม่ได้ แต่ที่แน่ๆก็คือประชาชนออกเสียงรับรัฐธรรมนูญปี ๕๐ ก็เพื่อให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว และถ้อยคำที่ สสร.และผู้ที่เกี่ยวข้องก็ได้พร่ำบอกเสมอว่า “รับๆไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ไขทีหลัง” แต่พอจะมีการริเริ่มให้มีการแก้ไขกลับบอกว่าผ่านการออกเสียงประชามติแล้ว มิหนำซ้ำบางคนถึงกับไปไกลว่าลงพระปรมาภิไธยแล้ว ทั้งๆที่ รัฐธรรมนูญปี ๔๐ ก็ลงพระปรมาภิไธยแล้วเช่นกัน
ผมคงไม่เสนอว่าควรหรือไม่ควรแก้ไขในประเด็นใด เพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีข้อยุติ รังแต่จะเกิดประเด็นโต้แย้งถกเถียงไม่ว่าจะเป็นจากทางฝ่ายการเมือง ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ฝ่ายนักวิชาการซึ่งก็มีเบ้าหลอมจากหลายสำนักทั้งในและนอกประเทศ หรือแม้แต่พวกที่ไม่รู้จะยกเหตุผลใดมาโต้แย้ง ก็อ้างถึง “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคืออะไร แต่ที่แน่ๆ ประชาธิปไตยตามแบบไทยๆ ของเขาก็คือขอข้าได้ประโยชน์ก็พอ
แน่นอนว่าความเห็นส่วนตัวของผมนั้นมีแน่ว่าควรหรือควรแก้ในประเด็นใด แต่ในเมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่เกี่ยวพันกับทุกชีวิตที่อยู่ในประเทศนี้ ฉะนั้น การรวบรวมแนวความคิดหรือเนื้อหาที่มาจากพื้นฐานแนวคิดหรือความเห็นของประชาชนดังเช่นที่เราเคยทำมาในการร่างรัฐธรรมนูญปี ๔๐ จึงจะถือเป็นข้อยุติ มิใช่อ้างว่าเป็น สส.สว.แล้วถือว่ามาจากประชาชน ไม่ต้องไปถามประชาชนอีกแล้ว หรือในทำนองกลับกันผู้ที่คัดค้านการแก้ไขโดยอ้างว่าประชาชนลงประชามติ(ที่จัดโดยฝ่ายที่มาจากการรัฐประหาร)แล้ว ไม่ต้องไปสอบถามอีก ก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน
การร่างรัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนการตัดเสื้อผ้าหรือรองเท้าให้เข้ากับร่างกายหรือเท้าของตนว่ามีขนาดหรือมีความต้องการอย่างไรจึงจะพอเหมาะพอสมกับร่างกายของเรา หากเราพยายามแก้ไขโดยไม่สอบถามความคิดเห็นหรือความต้องการของประชาชนแล้ว ก็เปรียบเสมือนการ “ตัดเท้าให้เข้ากับรองเท้า”(บางคนพูดแรงถึงกับว่าตัดตีนให้เข้ากับเกือกเสียด้วยซ้ำไป)
ความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ก็เนื่องเพราะต่างฝ่ายต่างยึดถือตนเองเป็นหลัก ยึดถือว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกต้อง มิหนำซ้ำยังดูถูกประชาชนว่าไม่รู้เรื่องอะไร ถูกชักจูงได้ง่าย ประชาธิปไตยแบบไทยๆต้องอาศัยชนชั้นนำเป็นผู้ชี้แนะเท่านั้น โดยต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าตนรู้เรื่องประชาธิปไตยมากกว่าใคร ซึ่งก็คือการมองข้ามหัวประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงนั่นเอง


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecrets เมื่อ Sun Jul 13, 2008 2:45 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเท่านั้น

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sat Jun 28, 2008 5:32 pm

ฉะนั้น เพื่อยุติความขัดแย้งและให้ได้ความคิดเห็นที่เป็นฉันทามติที่แท้จริง ผมจึงเห็นว่าเราควรกลับไปหาประชาชนด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยอาศัยช่องทางตามมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พร้อมกับประมวลความคิดเห็นและความต้องการที่แท้จริงของประชาชนดังเช่นที่เราเคยทำสำเร็จมาแล้วในคราวการยกร่างรัฐธรรมนูญปี ๔๐ ที่ผ่านมา ที่ถึงแม้จะใช้เวลาบ้างแต่ก็ได้ผลในการแก้ปัญหาความแตกแยกในชาติให้ทุเลาลงอย่างน้อยก็ปัญหาความขัดแย้งทางการที่จะนำไปสู่ความรุนแรง มิใช่เร่งแก้เพื่อหนีการยุบพรรคและเพื่อประโยชน์ส่วนตนเช่นในปัจจุบันนี้ ที่รังแต่จะเป็นการเทน้ำมันราดลงกองไฟให้ลุกโชนยิ่งขึ้น

ที่สำคัญก็คือจะได้เป็นบทเรียนสำหรับผู้ที่ชอบการแก้ไขด้วยวิธีการที่คิดสั้นไม่ว่าจะด้วยการเรียกร้องให้ขยายความมาตรา ๗ จนเลยเถิดหรือแม้กระทั่งการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งด้วยการรัฐประหารที่หน่อมแน้ม จนประเทศชาติเสียหายไปจนเหลือจะคณานับ จะได้ไม่แก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งทางการเมืองอย่างมักง่ายเช่นนี้อีก

โดย คุณชำนาญ จันทร์เรือง


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecrets เมื่อ Sun Jul 13, 2008 2:46 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเท่านั้น

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sat Jun 28, 2008 5:33 pm

ทำไม ? ถึงต้องแก้รัฐธรรมนูญ [ทั้งฉบับ] โดย อาจารย์ณัฐกร วิทิตานนท์

ข้อสอบข้อหนึ่งในรายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญที่ผมเองเป็นผู้บรรยายให้ในเทอมก่อนหน้านี้ [ช่วงบริบทของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549] เลือกที่จะถามอย่างกว้างๆ ในเชิงแสดงความคิดเห็นแทนว่า “...รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ในทัศนะของนักศึกษา ควรมีลักษณะอย่างไร…” โดยรวมแล้ว นักศึกษาตอบเหมือนๆ กันว่า รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดจะต้องมีความเป็นประชาธิปไตย1 ขณะที่นักศึกษาอีกจำนวนไม่น้อย พยายามอธิบายประเด็นทางเทคนิคในเรื่องปลีกย่อยอื่นๆ เช่น รัฐธรรมนูญที่ดีควรมีข้อความชัดเจนแน่นอน หรือบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพประชาชนกว้างขวาง หรือไม่ควรยาวเกินไป หรือควรกำหนดวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเอาไว้ เป็นอาทิ
คำตอบของนักศึกษาส่วนใหญ่ข้างต้น สะท้อนคำตอบเดียวกันกับที่ควรใช้ตอบสถานการณ์การเมืองขณะนี้ว่าเพราะเหตุใดสังคมจึงควรสนับสนุนให้มีแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ทั้งฉบับ ทว่าแล้ว ประชาธิปไตย [Democracy] คืออะไร ? และยึดโยงกับรัฐธรรมนูญเพียงไร ? คงต้องอธิบายในส่วนนี้เสียก่อน
พูดกันตามจริง ส่วนใหญ่ของโลกเพิ่งจะเริ่มใช้ระบอบประชาธิปไตย [ในระดับชาติ] อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อสองร้อยกว่าปีมานี้เอง อันเป็นผลพวงจากแนวคิด รัฐธรรมนูญนิยม [Constitutionalism] ที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์สำคัญของโลก ก็คือ การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของสหรัฐอเมริกาในฐานะรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของโลกในปี ค.ศ.1787
กระแสความคิดดังกล่าวแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ประดิษฐกรรมชั้นยอดของมนุษยชาติชิ้นนี้มุ่งเน้นการจัดทำรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรในสถานะกติกา [As Rules] สูงสุด เพื่อใช้จัด ‘ระเบียบรัฐ’ ด้วยการจำกัดอำนาจของผู้ปกครองให้อยู่ในขอบเขตอันเหมาะสม ให้การรับรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพผู้อยู่ใต้ปกครองเอาไว้อย่างชัดแจ้ง ตลอดจนมีหลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตย ภายใต้ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างกัน เพื่อให้อำนาจหนึ่งไปหยุดยั้งอีกอำนาจหนึ่ง ป้องกันการลืมตัวมัวเมาในอำนาจของผู้ปกครอง และอาศัยหลักการปกครองโดยกฎหมาย หรือ นิติธรรม [Rule of Law] สอดรับอย่างดีกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถือเอามติปวงชนเป็นใหญ่
สรุปอย่างรวบรัดได้ว่า สาระสำคัญของความเป็นประชาธิปไตยวันนี้ ซึ่งควรถูกสะท้อนโดยรัฐธรรมนูญนั้น อย่างน้อยๆ ก็ควรต้องยึดหลัก หนึ่ง อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน [popular sovereignty] สอง สิทธิเสรีภาพต่างๆ ของประชาชน [bill of rights] สาม ความสูงสุดของกฎหมาย [government of law, not of men] สี่ ความเสมอภาค [equal protection under law] และ ห้า เสียงข้างมาก [majority rule]


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecrets เมื่อ Sun Jul 13, 2008 2:46 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเท่านั้น

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sat Jun 28, 2008 5:33 pm

เมื่อเป็นดังนี้ ก็ต้องมาพิจารณากันต่อว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในฐานะฉบับปัจจุบัน พอที่จะนำมาใช้เป็นพิมพ์เขียว [As Blueprints] ฟื้นความเป็นประชาธิปไตยกลับคืนได้หรือไม่ กระนั้น การจะพิจารณาว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นมีความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เพียงใด ก็ต้องดูจาก 2 ด้านหลัก คือ ในแง่ ที่มา กับ เนื้อหา ประกอบกัน

ที่มา :
ถ้านักกฎหมายยังคงยึดมั่นแนวคิดทางกฎหมายที่ว่า"เมื่อต้นไม้เป็นพิษผลของมันก็ย่อมเป็นพิษ" [fruit of the poisonous tree] แล้วละก็ๆ ควรขานรับให้มีการ ‘ยกเครื่อง’ รัฐธรรมนูญดังกล่าวทันที เพราะเป็นที่ชัดเจนมากว่า หากเลือกมองจากมุมนี้เพียงด้านเดียว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีทางที่จะเป็นประชาธิปไตยไปได้เลย เพราะมี ‘ที่มา’ อันเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั่นเอง [กล่าวตามลำดับคือ คปค. ยึดอำนาจ >> ฉีก รธน. >> ออกประกาศ/คำสั่ง >> ตั้ง กกต./ปปช./คตส./สตง. >> ประกาศใช้ รธน. ชั่วคราว >> คมช. แต่งตั้ง นายกฯ/สนช./สสร. >> ตลก. รธน. ยุบพรรค ทรท. >> รธน. ผ่านประชามติ >> ให้ กกต./ปปช. อยู่จนครบวาระ >> เลือกตั้ง ส.ส. / สรรหา ส.ว. ตามกติกาใหม่ >> ???]
ยิ่งกว่านั้น โดยปรัชญาประชาธิปไตย สัญญาประชาคม [The Social Contract] ของ รุสโซ แล้ว “กฎหมายซึ่งจะใช้เป็นกฎหมายได้ จะต้องมาจากเจตนารมณ์ร่วมกันของประชาชนเท่านั้น...” แน่นอน หากนำเอาหลักคิดนี้มาใช้อธิบาย รัฐธรรมนูญเอง รวมถึงประกาศ [36 ฉบับ] และคำสั่ง คปค. [20 ฉบับ] ตลอดจนกฎหมายของ สนช. ทั้งหมด [พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ / พ.ร.บ. 215 ฉบับ] ก็ย่อมหาใช่กฎหมายแต่ประการใด ด้วยไม่อาจอ้างว่ามันมาจากประชาชน หรือตัวแทนประชาชนได้เลย ทว่าวิธีคิดเช่นนี้ กลับสวนทางกับจารีตนิยมแห่งอำนาจตุลาการไทย เพราะท่านมัก ‘ตีความ’ คล้อยตามแนวทางอำนาจนิยมแบบ จอห์น ออสติน ที่เห็นว่า “กฎหมาย คือ คำสั่งคำบัญชาของรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งสั่งแก่ราษฏรทั้งหลาย...” เสมอมา 2
ขณะเดียวกัน เสียงประสานของฝ่ายคัดค้านที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ผ่านสื่อมวลชนกระแสหลัก ประหนึ่งเสียงข้างมากของสังคม มักย้ำอ้างถึงแต่เฉพาะ ‘ปลายทาง’ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกในประวัติศาสตร์ที่ผ่านกระบวนการลง ประชามติ ด้วยคะแนนเห็นชอบถึง 14,249,520 เสียง [หรือ 57.81 % ของผู้ใช้สิทธิออกเสียงประชามติ] ฉะนั้น จึงไม่ควรแก้ไขหรือยังไม่ควรแก้ไข เพราะเท่ากับเป็นการฝืนความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ให้การยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ [ทั้งที่เอาเข้าจริงแล้ว ประชาชนที่ว่าคิดเป็นเพียงร้อยละ 32.66 ของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติทั้งหมด และคิดเป็นแค่ร้อยละ 23.44 ของประชากรไทยทั้งประเทศเท่านั้น3 ] โดยละเลย ‘จุดเริ่มต้น’ อันเลวร้าย และมองข้ามความจริงที่ว่า ขณะเดียวกัน มันก็ถูก ‘ปฏิเสธ’ อย่างชัดแจ้งจากประชาชนอีกมากถึง 10,419,912 คน หรือ 42.19 % ของผู้ใช้สิทธิออกเสียงประชามติ มิพักกล่าวถึงความพิลึกพิลั่นนานาของการลงประชามติคราวนี้ ถึงขนาดที่รัฐมนตรีประเทศเพื่อนบ้านเอาไปตั้งข้อสังเกตกับผู้แทนสหประชาชาติว่า การลงประชามติของเขาที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ น่าจะเป็นประชาธิปไตยกว่าของไทยเยอะ4 ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญปี 50 จึงขาดไร้ความศักดิ์สิทธิ์ ‘สูงส่ง’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของ ‘ความชอบธรรม’ เป็นอันมาก


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecrets เมื่อ Sun Jul 13, 2008 2:47 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเท่านั้น

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sat Jun 28, 2008 5:34 pm

เนื้อหา :
ก่อนหน้าการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ปรมาจารย์ทางกฎหมายมหาชนคนสำคัญของบ้านเมือง เปรียบเปรยร่างรัฐธรรมนูญเหมือนกับประกวดนางงาม จึงให้ดูภาพรวมทั้งตัว ทั้งที่หากกล่าวตามความเป็นจริงแล้ว ส่วนสำคัญที่สุดของนางงามที่ทำให้มีโอกาสชนะการประกวดในแทบจะทุกเวที ต้องอยู่ที่ หน้าตา ด้วยมิใช่หรือ ? แน่นอนว่าต่อให้หุ่นดีสมส่วนเพียงไร หากหน้าตาไม่สะสวยก็นับว่ายากลำบากในการคว้าตำแหน่งมาครอง ฉันใดฉันนั้น ถึงแม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาจมีความโดดเด่นหลากหลายประการ ถึงแม้นส่วนดีจะมีมากกว่าส่วนด้อย ทว่าในส่วนสำคัญที่สุด [หรือเปรียบได้กับใบหน้าของนางงาม] แล้วนั้น กลับยังคงพบข้อกังขาในทางประชาธิปไตยมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง ‘ที่มา’ ของสถาบันทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา ตลอดจนองค์กรตามรัฐธรรมนูญต่างๆ ซึ่งถือเป็นเรื่อง ‘ใหญ่หลวง’ ในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น
รัฐธรรมนูญทำนองนี้จึงเท่ากับเป็นการลดพื้นที่ประชาธิปไตยในทางการเมืองของประชาชนลงมา เป็นต้นว่า
หนึ่ง การเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต 400 คน ย้อนยุคหันกลับไปใช้ ระบบ ‘แบ่งเขต เรียงเบอร์’ ย่อมก่อให้เกิดผลเสียหายตามมาหลายประการ ทั้งก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้ที่มีสิทธิในบางเขต เพราะแต่ละคนมีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนได้ไม่เท่ากัน บางเขตเลือกได้ถึง 3 คน ขณะที่บางเขตกลับมีผู้แทนได้แค่คนเดียว และไม่เอื้อให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ระบบเลือกตั้งเช่นว่าทำให้เกิดระบบหลายพรรคขึ้นมา ผ่านการจัดตั้งรัฐบาลผสมอย่างที่เห็น การเมืองจึงขาดทั้งเอกภาพและเสถียรภาพ ฯลฯ
สอง การเลือกตั้ง ส.ส. สัดส่วนอีก 80 คน จาก 8 กลุ่มจังหวัด ทำให้การแข่งขันทางการเมืองขาดความชัดเจน เนื่องจากประชาชนไม่สามารถทราบถึง ‘คณะรัฐมนตรีเงา’ [นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอื่นๆ] ของแต่ละพรรคเหมือนกับก่อนหน้านี้ได้ เพราะแต่ละพรรคต่างก็ต้องจัดทำบัญชีรายชื่อถึง 8 บัญชีตามแต่ละกลุ่มจังหวัด อีกทั้งการแบ่งกลุ่มจังหวัดที่ปรากฏออกมาก็ยังไม่สอดคล้องกับภูมิประเทศและวัฒนธรรมท้องถิ่นแท้จริง ฤาเป็นวาระซ่อนเร้นเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองหนึ่งโดยเฉพาะ ?
สาม การเลือกตั้ง ส.ว. แบบเลือกตั้ง 76 คน เต็มไปด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามหยุมหยิม เช่น ไม่ให้บุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ส.ส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว., ผู้สมัคร ส.ว. จะต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนานมาถึง 5 ปีขึ้นไป อีกทั้งก็ยังต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หรือเคยศึกษาอยู่ หรือเคยรับราชการในจังหวัดนั้นๆ มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ฯลฯ ส่งผลให้บรรยากาศของการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเงียบเชียบถ้วนทั่ว ท่ามกลางบทกำหนดที่ยังหาคำอธิบายไม่ได้อีกสารพัด เช่นให้คนกรุงเทพฯ มี ส.ว. ได้คนเดียวเท่ากับคนในจังหวัดอื่นๆ ทุกจังหวัดของประเทศ โดยหาได้คำนึงถึงจำนวนประชากรอันแตกต่างไม่ เป็นต้น
สี่ ขณะที่ ส.ว. สรรหา อีก 74 คน กลับมาจากการคัดเลือกโดยอภิชนหยิบมือเดียว ซึ่งต่างก็เป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานองค์กรอิสระและผู้พิพากษาตุลาการจากศาลต่างๆ รวมกันแล้ว 7 คนแค่นั้น แถมยังขาดความเชื่อมโยงกับประชาชนโดยสิ้นเชิงอีกด้วย ส.ว. ประเภทนี้ มักหนีไม่พ้นข้าราชการระดับสูง และนักกฎหมายอาวุโสซะเป็นส่วนใหญ่ ทว่ารัฐธรรมนูญกลับให้ถืออำนาจหน้าที่เท่าๆ กันกับ ส.ว. แบบเลือกตั้ง ทุกประการ เช่นสามารถจะ ถอดถอน ผู้ที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาก็ได้
ห้า กระบวนการสรรหาบุคคลในองค์กรอิสระต่างๆ ยังคงให้อำนาจแก่สถาบันตุลาการ จนดูราวกับว่าประเทศนี้ฝากความหวังของบ้านเมืองทั้งปวงไว้กับองค์กรทั้ง 3 แห่งนี้ ก็คือ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และ ศาลรัฐธรรมนูญ ไปเสียทั้งหมด [องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาแต่ละองค์กรมากบ้างน้อยบ้างตามแต่รัฐธรรมนูญจะกำหนด อย่างเช่น 7 กรรมการสรรหา กกต. เป็นฝ่ายตุลาการถึง 5 คน, 5 กรรมการสรรหา ปปช. เป็นฝ่ายตุลาการถึง 3 คน] ทั้งนี้เราก็ต้องไม่ลืมด้วยว่า อำนาจนั้นย่อมต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ แล้วศาลท่านพร้อมแสดงความรับผิดชอบในทางการเมืองแบบเต็มตัวอย่างที่คนอื่นๆ มี แล้วรึยัง ?


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecrets เมื่อ Sun Jul 13, 2008 2:47 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเท่านั้น

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sat Jun 28, 2008 5:34 pm

หก การกำหนดห้ามมิให้ ส.ส. / ส.ว. / นายกฯ / รมต. เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำงานของข้าราชการประจำ เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ไว้อย่าง กำกวม โดยให้ถือว่าเป็น การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ด้วยนั้น ย่อมทำให้ฝ่ายการเมืองอ่อนแอจนอาจถูกฝ่ายราชการครอบงำเช่นในอดีตได้ ตรงนี้ขัดกับทฤษฎีทางการบริหารรัฐกิจที่ได้รับการยอมรับกันทั่วไป ซึ่งในเชิงความสัมพันธ์ทางอำนาจแล้ว ‘อำนาจทางการเมือง’ (ที่มาจากเลือกตั้งของประชาชน) ย่อมต้อง เหนือ กว่า ‘อำนาจทางการบริหาร’ (ระบบราชการ) ยึดตามหลัก Civil Supremacy5 ของอารยประเทศ
เจ็ด การกำหนดให้การ ‘ยุบพรรค’ สามารถทำได้ง่ายดาย สะท้อนความไม่เข้าใจหลักการว่าด้วย เสรีภาพ ในการรวมตัวกันเป็นกลุ่มต่างๆ กระทั่งจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองในฐานะสถาบันการเมืองสำคัญของประชาชน ทั้งนี้ ในหลายๆ ประเทศการยุบเลิกพรรคการเมืองจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อวิถีทางของพรรคนั้นขัดกับหลักการประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง เช่น เน้นมุ่งการใช้ กำลังรุนแรง ล้มล้างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศฉับพลัน ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศประชาธิปไตยก้าวหน้าจึงเต็มไปด้วยพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์อันหลากหลาย เช่น พรรคกัญชา [Marijuana Party], พรรคคอมมิวนิสต์ [Communist Party], พรรคสังคมนิยม [Socialist Party], พรรค สีเขียว [Green Party] ฯลฯ
แปด มาตราสุดท้ายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถือเป็น ‘สิ่งตกค้าง’ อันเลวร้ายต่อการเดินทางต่อของระบอบประชาธิปไตยในบ้านเรา ความหวังให้การรัฐประหารครั้งนี้เป็นสุดท้ายไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง เพราะมาตรานี้คือการปิดโอกาสในการตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะก่อการยึดอำนาจและผู้เกี่ยวเนื่องผ่านกระบวนการทางศาลต่างๆ โดยสิ้นเชิง อย่างเช่นกรณีทุจริตคอรัปชั่นก็ไม่อาจจะดำเนินคดีได้ เนื่องจากถูกบัญญัติรับรองเอาไว้ในมาตรานี้แล้ว อะไรๆ มันก็ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งนั้น ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ กรณี ‘เอกสารลับ’ สกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ลงนามโดยอดีตประธาน คมช. ซึ่งต่อมา กกต. เสียงข้างมาก ก็ออกมายืนยันว่า ไม่อาจดำเนินการใดๆ สำหรับการกระทำของ คมช. ได้ เพราะถือเป็นการกระทำที่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 36 และมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 และมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 แล้วนี่เอง
ด้วยเหตุผลต่างๆ ข้างต้น ผมจึงไม่อาจเห็นด้วยได้กับข้อเสนอของผู้แทนปวงชนชาวไทยบางท่านที่เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะในบางประเด็นเช่นนั้น เพราะหากทำแค่นั้น ก็เท่ากับว่าท่านยอมจำนนและรับได้ใน ที่มา อันไม่ถูกต้องของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยมองเห็นว่ามันเป็นปัญหาแค่ในเชิง เนื้อหา เพียงเท่านั้น
ถึงแม้นเราจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เชี่ยวชาญการยกร่างรัฐธรรมนูญที่สุดในโลก [นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2475 เป็นต้นมา เรามีรัฐธรรมนูญใช้มาแล้ว 18 ฉบับ เปลี่ยนบ่อยพอๆ กับรอบของการจัดกีฬาโอลิมปิกหรือฟุตบอลโลกแต่ละครั้ง ก็คือเฉลี่ยแล้วทุก 4 ปีเศษๆ] แต่เพื่อมิให้เป็นการสูญเสียงบประมาณแผ่นดินซ้ำซาก โดยทัศนะส่วนตัว ผมเห็นว่าการนำเอา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาเป็นต้นร่าง จากนั้นจึงค่อยๆ ทำการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะในบางประเด็น น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี และประหยัดที่สุด
โดยในชั้นแรกก็ต้องให้มีการแก้ไขใน มาตรา 291 เสียก่อน เพื่อเปิดทางให้มีกระบวนการนำเอารัฐธรรมนูญของปี 40 กลับมาปรับปรุงบางส่วน ตามที่ องค์กรพิเศษ ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้น ‘ใหม่’ [เพื่อการนี้โดยเฉพาะ] ตามบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว เห็นสมควรให้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมประการใด ส่วนชื่อ โครงสร้างองค์กร รูปแบบที่มา สัดส่วนองค์ประกอบ และจำนวนของสมาชิก รวมถึงกรอบระยะเวลาการทำงาน ตลอดจนเงื่อนไขอื่นๆ อันแสดงให้เห็นถึงความยึดโยงระหว่างตัวรัฐธรรมนูญใหม่กับประชาชน จักเป็นประการใดนั้น นับเป็นเรื่องที่สังคมควรให้ความสนใจถกเถียงกันต่ออีกมาก


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecrets เมื่อ Sun Jul 13, 2008 2:48 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเท่านั้น

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sat Jun 28, 2008 5:35 pm

ทั้งนี้ หากปรารถนาก้าวให้พ้นจาก ประวัติศาสตร์ แบบเดิมๆ เราควรใช้ชื่อเรียกรัฐธรรมนูญฉบับที่จะมาแทนที่ว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 [แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2551]” เพื่อรักษา ศรัทธาของประชาชน จำนวนมหาศาลที่มีต่อ “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” เอาไว้ เพื่อให้สานต่อความต่อเนื่องบนเส้นทางวิวัฒนาการ ประชาธิปไตยแบบไทยๆ มิให้ตกอยู่ในสภาพ ‘ถอยหลังเข้าคลอง’ หรือยังคงวนเวียนอยู่ใน ‘วงจรอุบาทว์’ อีกต่อไป แน่นอนว่า ลักษณะดังกล่าวใช่ว่าทำไม่ได้ เพราะในอดีตรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 6 ก็เคยทำเช่นนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ภายใต้ชื่อเรียกขาน “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495”
แน่ละ ถึงแม้นประชาธิปไตยจะไม่ใช่ระบอบที่ดีสมบูรณ์แบบ เพราะทั้งสิ้นเปลืองเวลา เงินทอง และก็มีความขัดแย้ง / ยุ่งเหยิง / ไร้ระเบียบอันเกิดจากการแข่งขันในทางต่างๆ อีก แต่บทเรียนครั้งแล้วครั้งเล่าก็ได้ตอกย้ำให้เราต้องเรียนรู้ / ยอมรับกันว่านี่คือ ระบอบการปกครองที่เลวน้อยที่สุด แล้วนะครับ !!!

เชิงอรรถ
1. ทว่าก็อาจเกิดข้อถกเถียงได้ว่า สำหรับสังคมการเมืองไทยหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะยิ่งหากรัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตยสูงเท่าใดก็ยิ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกยกเลิกได้อย่างง่ายดายรวดเร็วอยู่เสมอ นักศึกษาหลายๆ คนที่คิดในทำนองเช่นนี้ ก็มักจะเสนอว่ารัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดต้องมีความสอดรับกับวัฒนธรรมของผู้คนในสังคมการเมืองนั้นๆ ต่างหาก มันถึงจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนสืบไป
2. ดังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1234/2523 ซึ่งวินิจฉัยว่า “…เมื่อคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติหรือหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินย่อมมีอำนาจที่จะออกประกาศหรือคำสั่งอันถือว่าเป็นกฎหมายใช้บังคับแก่ประชาชนทั่วไปได้ แม้จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกประกาศใช้แล้วก็ตาม แต่หาได้มีบทกฎหมายยกเลิกประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่ ประกาศหรือคำสั่งนั้น จึงยังเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่...” สำหรับผู้สนใจศึกษาเพิ่มเติม โปรดดู สมชาย ปรีชาศิลปกุล, “หลักนิติรัฐประหาร,” ฟ้าเดียวกัน ฉบับพิเศษ รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, 2550), หน้า 190-202.
3. อ้างถึงใน ฟ้าเดียวกัน, ปีที่ 5 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2550, หน้า 1.
4. อ้างถึงใน http://blog.nationmultimedia.com/supalak/2008/03/11/entry-1
5. ดังคำกล่าวว่า “forty eight stars triumph over five” ของประธานาธิบดีทรูแมนในการสั่งปลดนายพลแมกอาร์เธอร์ที่บังอาจท้าทายภาวะผู้นำของประธานาธิบดี ในปี ค.ศ.1951 ซึ่งเป็นการยืนยันความเหนือกว่าของผู้นำพลเรือนต่อทหาร อ้างถึงใน ติน ปรัชญพฤทธิ์, ศัพท์รัฐประศาสนศาสตร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546), หน้า 158.


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecrets เมื่อ Sun Jul 13, 2008 2:48 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเท่านั้น

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sat Jun 28, 2008 5:37 pm

ข้อความคิดบางประการเกี่ยวกับการยุบพรรค และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดย คุณชนินทร์ ติชาวัน
ข้อความเบื้องต้น

สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน แม้จะผ่านการเลือกตั้งและมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงดูเหมือนกับว่าจะยังไม่มีอะไรที่แน่นอน ยังคงมีแรงกระเพื่อมทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกับกรณีที่ กกต.เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของกรรมการบริหารพรรค การเมือง ซึ่งอาจส่งผลไปจนถึงขั้นยุบพรรคเลยก็เป็นไปได้
บทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้นั้น คงจะต้องกล่าวถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 (ฉบับลงประชามติ) เป็นเบื้องแรกก่อน กล่าวคือ ในมาตรา 237 ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนสรุปได้ว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการ ก่อ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการ ซึ่งเป็นผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าว ซึ่งถ้าหากปรากฏว่าการกระทำเช่นว่านั้น หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
ผลที่ตามมาก็คือ1 ให้ กกต. สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครที่กระทำการเช่นนั้น และเมื่อปรากฏว่าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้วมิได้ยับยั้งหรือแก้ไข ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้ กกต. ดำเนินการเพื่อเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้น...
ซึ่งเมื่อพรรคการเมืองกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือกระทำการตามที่รัฐธรรมนูญให้ถือว่าเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจโดยวิธีการ ดังกล่าว พรรคการเมืองนั้น อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง ซึ่งกรณีที่กรรมการบริหารพรรคการเมืองเป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเสียเอง จะอ้างว่าไม่มีส่วนรู้เห็นย่อมไม่ได้ ดังนั้น เมื่อกรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็น ก็ต้องถือว่า พรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่สามารถที่จะแปลความหมายของกฎหมายให้เป็นอย่างอื่นไปได้เลย นั่นหมายความว่า รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ถือว่าการกระทำของกรรมการบริหารพรรคการเมือง ผูกพันพรรคการเมือง และกระบวนการตามกฎหมาย ก็คือ ในที่สุด กกต. จะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ซึ่งศาล รัฐธรรมนูญจะสั่งให้ยุบหรือไม่นั้นก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งตากหาก

ความหมายและที่มาของมาตรา 237

สิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจในบทบัญญัติมาตรา 237 แห่งรัฐธรรมนูญ ก็คือ การกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ นั้น มีความหมายหรือมีลักษณะอย่างไร ซึ่งความข้อนี้นั้น หมายถึง การกระทำซึ่งให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ กล่าวคือ การปฏิวัติหรือรัฐประหาร หรือการใช้กำลังเข้ายึดอำนาจการปกครอง รวมตลอดถึงการได้มาซึ่งอำนาจในการ ปกครองประเทศโดยมิได้รับความยินยอมพร้อมใจจากประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งหมายถึงการกระทำอย่างใดๆ ที่ทำให้กระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงเจตจำนงค์ทางการเมืองของประชาชนต้องผิดเพี้ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยฝ่าฝืนกฎหมาย หรือการกระทำที่เป็นไปโดยไม่สุจริต การกระทำเช่นว่านี้ ย่อมเป็นการกระทำซึ่งให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวีธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น
แต่เดิมนั้นไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดให้การกระทำของหัวหน้าพรรค แต่ผู้เดียว หรือการกระทำของกรรมการบริหารพรรคการเมืองแต่เพียงผู้เดียว มีผลผูกพันพรรคการเมือง เนื่องจากพรรคการเมืองนั้นมีฐานะเป็นนิติบุคคล ดังนั้นการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง จึงต้องเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรค โดยมีหัวหน้าพรรคเป็น ผู้แทนพรรคการเมือง ในกิจกรรมอันกระทบกับบุคคลภายนอก แต่หลักการที่ว่า แม้ไม่มีมติของพรรคให้กรรมการบริหารพรรคกระทำการอันฝ่าฝืนกฎหมาย แต่หากมีข้อเท็จจริงหรือ พฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการบริหารหรือหัวหน้าพรรคมอบหมาย ยินยอมหรือ รู้เห็นเป็นใจด้วย การดำเนินการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น ก็ย่อมมีผลผูกพัน พรรคการเมือง หลักการที่ว่านี้ปรากฏอยู่ใน คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ 3-5/2550 กรณียุบพรรคไทยรักไทย โดยมีเหตุผลในคำวินิจฉัยที่สนับสนุนหลักการดังกล่าว ซึ่งผู้เขียนจะขอยกมากล่าวไว้พอสรุปได้ว่า2


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecrets เมื่อ Sun Jul 13, 2008 2:50 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเท่านั้น

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 2:51 am

“บุคคลของพรรคไทยรักไทยที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดนั้น ผู้หนึ่งเป็นทั้งกรรมการบริหารพรรค รองหัวหน้าพรรค และดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ส่วนอีกผู้หนึ่งเป็นทั้งกรรมการบริหารพรรค รองเลขาธิการพรรค และดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งทั้งกระทรวงกลาโหม และกระทรวงคมนาคม ต่างเป็นกระทรวงใหญ่ แสดงให้เห็นว่าทั้งสองคนนั้นเป็นบุคคลสำคัญของพรรค และได้รับความไว้วางใจอย่างยิ่งจากคณะกรรมการบริหารพรรค และหัวหน้าพรรค ย่อมต้องมีบทบาทในการบริหารงานและการกำหนดนโยบายในการดำเนินกิจการทางการเมืองของพรรคอย่างสูง อีกทั้ง เมื่อมีผู้กล่าวหาว่ากรรมการบริหารพรรคทั้งสองคน ดังกล่าว ไปว่าจ้างพรรคการเมืองอื่น ให้ส่งผู้สมัคร และสนับสนุนให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองอื่นนั้น พรรคไทยรักไทยเองก็ไม่เคยมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อให้เกิดความชัดเจนในข้อกล่าวหา เพียงแต่มีการประชุมผู้สมัครหรือการประชุมแบบกว้างๆ และมีการพูดกันว่า มีข้อกล่าวหาประการใดก็ให้ผู้เกี่ยวข้องไปสู้คดี ไม่มีการประชุมเรื่องนี้เป็นกิจจะลักษณะทั้งก่อนและหลังวันเลือกตั้ง ทั้งที่ ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่กระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรค ทำให้เชื่อได้ว่า ก่อนดำเนินการดังกล่าว กรรมการบริการพรรคทั้งสอง จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารพรรคแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำของพรรค และมีผลผูกพันพรรค”

ข้อสังเกตจากคำวินิจฉัย
จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นนี้เอง ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าเป็นการนำไปสู่การกำหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ว่า หากเป็นการกระทำของหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรค ให้ถือว่าผูกพันพรรคการเมือง แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมีข้อสังเกตจากคำวินิจฉัยดังกล่าวว่า อย่างไรจึงจะถือว่าการกระทำของกรรมการบริหารพรรค ผูกพันพรรคการเมือง ดังนี้
-ไม่จำเป็นต้องมีมติของพรรคให้กระทำการหรือแม้หัวหน้าพรรคไม่ได้เป็น ผู้มอบหมาย หากมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย หรือยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจ กับการกระทำนั้น ก็ย่อมมีผลผูกพันพรรคการเมือง ซึ่งพฤติการณ์เช่นว่านั้นก็คือ กรรมการบริหารผู้นั้น เป็นบุคคลสำคัญของพรรค และต้องได้รับความไว้วางใจอย่างยิ่งจากคณะกรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรค และต้องมีบทบาทในการบริหารงานและการกำหนดนโยบายในการดำเนินกิจการทางการเมืองของพรรคอย่างสูง และเมื่อได้มีการกล่าวหาว่ากรรมการบริหารพรรค ได้กระทำความผิด หากไม่เคยมีการประชุมคณะกรรมการบริหาร เพื่อให้เกิดความชัดเจนใน ข้อกล่าวหา ก็อาจจะทำให้เชื่อได้ว่าการดำเนินการของกรรมการบริหารพรรคดังกล่าวนั้น ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองแล้ว
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเท่านั้น

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 2:51 am

บทวิเคราะห์และสรุป

ผู้เขียนเองเห็นว่าบทบัญญัติในมาตรา 237 แห่งรัฐธรรมนูญนั้น เกิดจากเจตนาที่ดีของ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้การเลือกตั้งอันถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ต้องการให้เกิดการซื้อสิทธิขายเสียง พรรคการเมืองจึงต้องมีส่วนร่วมในการป้องกันด้วย กล่าวคือ หากพรรคการเมืองเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องมีบทลงโทษถึงขั้นต้องยุบพรรค ซึ่งผู้ที่มีส่วนสำคัญในการกำหนดวิธีการดำเนินการของพรรคการเมืองก็คือหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค เพราะฉะนั้น เมื่อหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค กระทำผิดเสียเอง จึงต้องถือว่าการกระทำนั้นมีผลผูกพันพรรคด้วย นั่นหมายความว่า ก็จะต้องมีบทลงโทษถึงขั้นยุบพรรคเช่นกัน ดังนั้น ทั้งหัวหน้าพรรค และบรรดากรรมการบริหารพรรคทั้งหลาย จึงต้องมีหน้าที่คอยสอดส่อง ป้องกันมิให้เกิดการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง รวมทั้งต้องไม่เป็นผู้กระทำผิดเสียเอง
แต่อย่างไรก็ตาม การที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ที่ใช้ถ้อยคำว่า “ให้ถือว่า” พรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นการใช้ถ้อยคำที่ไม่เปิดโอกาสให้ตีความเป็นอย่างอื่นได้เลย และเป็นบทบัญญัติที่เคร่งครัดจนเกินไป ซึ่งการยุบพรรคการเมืองนั้นเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนที่รุนแรงอย่างหนึ่ง กล่าวคือ เนื่องจากพรรคการเมืองเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการปกครองระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองเป็นสถาบันที่เป็นกลไกสำคัญอันหนึ่งในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้ เพราะการปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นการปกครองที่เปิดโอกาสให้ประชาชนในสังคมนั้น สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองโดยสันติวิธีได้ เพื่อที่จะเลือกสรรผู้นำทางการเมืองเข้ามาทำหน้าที่บัญญัติกฎหมายและบริหารราชการแผ่นดิน พรรคการเมือง จึงเป็นองค์กรสำคัญองค์กรหนึ่งที่จะ ส่งเสริมและสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคง เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในสังคม หรืออาจจะกล่าวได้ว่า พรรคการเมืองนั้น เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยกับ องค์กรของรัฐ ในเมื่อประชาชนไม่สามารถเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของตนโดยตรง จึงจำเป็นต้องผ่านผู้แทนที่ได้รับเลือกจากสมาชิก ในสังคมนั้นเพื่อจะเปลี่ยนเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชน ไปสู่เจตนารมณ์ทางเมือง ของรัฐ ซึ่งยึดถือหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ทั้งนี้ สืบเนื่องจากพรรคการเมืองเป็น องค์กรจัดตั้งทางการเมืองของคณะบุคคลที่มีแนวความคิด อุดมการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมใกล้เคียงกัน และมีผลประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้พรรคการเมืองยังเป็นศูนย์รวมของความคิดทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน และดำเนินการต่อสู้ทางความคิด ดังกล่าว เพื่อให้เกิดหลักการร่วมกันด้วย
เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า พรรคการเมืองมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย บทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับพรรคการเมือง จึงต้องมีลักษณะที่เป็นการส่งเสริมและพัฒนาพรรคการเมืองให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งการที่ได้มีบทบัญญัติของกฎหมายที่บังคับใช้กับพรรคการเมืองค่อนข้างเข้มงวด อาจมีผลให้พรรคการเมืองที่ไม่รับผิดชอบ หรือจัดตั้งขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้นบางประการ ต้องสิ้นสุดหรือถูกยุบไป แต่ความเข้มงวดของกฎหมายก็ได้มีผลให้พรรคการเมืองบางพรรคที่มีความตั้งใจดี ที่จะเป็นพรรคการเมืองที่ดี อาจถูกยุบเลิกไป อันเกิดจากการกระทำความผิดของบุคคลเพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งยัง ไม่ได้มีการพิสูจน์ความจริงเลยว่าพรรคการเมือง หรือคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองได้ รู้เห็นถึงการกระทำนั้นด้วยหรือไม่ แต่กฎหมายกลับให้ถือว่าผูกพันพรรคการเมือง ซึ่งอาจทำให้พรรคการเมืองนั้นถูกยุบพรรคได้อย่างง่ายดาย ผู้เขียนจึงเห็นว่า บทบัญญัติในมาตรา 237 แห่งรัฐธรรมนูญ และมาตรา 103 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2250 ไม่น่าสอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
การผ่อนคลายความเข้มงวด ของกฎหมายจะช่วยทำให้พรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหามีโอกาสที่จะสืบพิสูจน์ความจริงได้ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้พรรคการเมืองมีความรับผิดชอบ และเป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะพัฒนาพรรคการเมือง อันจะทำให้เกิดพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง เป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตยต่อไปในอนาคต ผู้เขียนจึงเห็นว่าการแก้ไขบทบัญญัติของมาตรา 237 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.2551 และ มาตรา 103 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2250 ให้ผ่อนคลายความเข้มงวดลงไปบ้างนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเปลี่ยนถ้อยคำที่ว่า “ให้ถือว่า” แก้ไขเป็น “ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า”
แต่อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ควรจะมีการศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อที่จะทำการแก้ไขทั้งระบบมิใช่แต่แก้ไขเพียงมาตราหนึ่งมาตราใดเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลใด บุคคลหนึ่งเท่านั้น เพราะมิเช่นนั้นแล้วรัฐธรรมนูญก็จะไม่มีลักษณะเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นเพียงแค่ตัวหนังสือในกระดาษที่นึกอยากจะฉีกทิ้งหรือลบเพื่อแก้ไขอย่างไรเมื่อใดก็ได้เช่นนี้อยู่ร่ำไป โดยไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์สุขของประชาชน

Salus populi est suprema lex
“ประโยชน์สุขของประชาชนเป็นกฎหมายสูงสุด”
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเท่านั้น

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 2:52 am

เชิงอรรถ
1. โปรดดู มาตรา 103 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550
2. โปรดดูคำวินิจฉัยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ 3-5/2550
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ