"จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"--->คำทำนายปลอม

สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

"จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"--->คำทำนายปลอม

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Oct 22, 2008 2:15 pm



ในช่วงหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา เราจะได้ยินคำทำนายตอนหนึ่งที่ว่า

"จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"

ซึ่งมีการอ้างกันว่า คำกลอนนี้ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านได้ทำนายไว้

และแล้ว ความจริงก็ปรากฎดังนี้
....................................................

เรียน คุณเปลว สีเงิน

ตามที่ท่านได้ลงข้อความในวันนี้ กล่าวอ้างถึงคำทำนาย "อนาคตของประเทศไทย" ซึ่งมีการนำไปโพสแพร่หลายเว็บไซด์อยู่ในเวลานี้ มีข้อผิดพลาดในการคัดลอกต่อๆ กันมาตลอด ทางเว็บมาสเตอร์เกรงว่าจะเสียหายถึงชื่อเสียงและเกียรติคุณของหลวงพ่อวัดท่าซุง ตลอดถึงความไม่เข้าใจของคณะศิษย์ที่เคารพนับถือในองค์ท่าน บทกลอนที่ต่อเติมไปจากคำพูดของหลวงพ่อฯ มีดังนี้

๐ คำทำนายที่เคยมีมาช้านานนัก เริ่มประจักษ์ให้เห็นเร้นไม่ได้

หลวงพ่อฤาษีลิงดำเคยทำนาย เมื่อถึงปลายรัชกาลผ่านเข้ามา

ประเทศชาติจะรุ่งเรืองและเฟื่องฟุ้ง น้ำมันผุดขึ้นมาจนเห็นค่า

พวกกาขาวจะบินรี้หนีเข้ามา เป็นประชาชนเต็มพระนคร

ชนทั่วโลกจะยกพระองค์ท่าน ชื่อกระฉ่อนร่อนทั่วทุกสิงขร

ออกพระนามลือชื่อดั่งทินกร องค์อมรเอกบุรุษแห่งแผ่นดิน

ชาวประชาจะปีติยิ้มสดใส แต่อกไหม้หนอนกินข้างในสิ้น

จะมีพวกกาฝากคอยกัดกิน เพื่อให้ได้สิ่งถวิลสมจินตนา

จะมีการต่อตีกันกลางเมือง ขุนนางเขื่องกังฉินกินทั่วหล้า

คอรัปชั่นจะกัดกร่อนทั้งพารา ประดุจปลวกกินฝานั้นปะไร

ข้าราชการตงฉินถูกประณาม สามคนหามสี่คนแห่มาลากไส้

เกิดวิกฤติผิดเพี้ยนโดยทั่วไป โกลาหลหม่นไหม้ไร้ความดี

ประชาชีจะสับสนเรื่องดีชั่ว ถ้วนทุกทั่วจะมุดขุดรูหนี

ไม่แน่ใจสิ่งที่ทำนำความดี เกรงเป็นผีตายตกไปตามกัน

พุทธศาสน์จะถูกรุกและล้ำ มิตรเคยค้ำเป็นศัตรูมุ่งอาสัญ

เกิดวิกฤติธรรมชาติอุบาทว์ครัน พายุลั่นน้ำถล่มดินทลาย

แผ่นดินแยกแตกเป็นสองปกครองยาก เกิดวิบากทุกข์เข็ญระส่ำระสาย

เกิดการปราบจลาจลชนล้มตาย เลือดเป็นสายน้ำตานองสองแผ่นดิน

ข้าเป็นนายนายเป็นข้าน่าสมเพช ผู้มีบุญมีเดชจะสูญสิ้น

ทั้งพฤฒาจารย์ลือระบิล จะร่วงรินดุจใบไม้ต้องสายลม

ความระทมจะถมทับนับเทวศ ดั่งดวงเนตรมืดบอดสุดขื่นขม

คนที่ดีจะก้มหน้าสุดระทม ส่วนคนชั่วหัวร่อทำท่าดัง

จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง

ผู้ปกครองจะเป็นหญิงพึงระวัง สายน้ำหลั่งกรากเชี่ยวหวาดเสียวใจ

ศิวิไลซ์จะบังเกิดในสยาม หลังฝนคร้ามลั่นครืนจะยืนได้

จะเข้าสู่ยุคมหาชนพาไป เปลี่ยนเมืองใหม่ศักราชแห่งประชา

คนชั่วจะถูกปราบราบคาบสิ้น แผ่นดินเดือดสูญหายไร้ปัญหา

ประเทศชาติผ่านวิกฤติด้วยศรัทธา ยามเมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ


"คณะทีมงานเว็บวัดท่าซุง" จึงขอชี้แจงว่า "บทกลอน" บทนี้ท่านไม่เคยพูดไม่เคยกล่าวไว้ที่ไหนเลย ส่วนข้อความที่กล่าวไว้จริงๆ นั้นได้โพสอยู่ในเว็บวัดท่าซุง เมื่อวันที่ 21/7/08 at 17:44 ดังที่ได้แนบ URL มาให้ตรวจสอบดูต้นฉบับนี้ จะเห็นว่าไม่มีบทกลอนอยู่ในเนื้อหาเลย ซึ่งมีหลักฐานวันเวลาที่โพสอยู่ สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ ดังนี้ http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=680

ฉะนั้น จึงขอความกรุณาช่วยแก้ข่าวในวันพรุ่งนี้ด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง เพื่อความสบายใจแก่คณะศิษย์ฯ ที่เคารพนับถือท่านทั่วประเทศ จึงเรียนมาเพื่อทราบ.

ขอได้รับความนับถือ

"คณะทีมงานเว็บวัดท่าซุง"

21 ต.ค. 2551 เวลา 14.52 น.

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ: 3511
Registration date: 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"--->คำทำนายปลอม

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Oct 22, 2008 2:18 pm

หลักฐานตามที่ "คณะทีมงานเว็บวัดท่าซุง" ได้ทำลิงค์ไว้ ปรากฎดังนี้



หลวงพ่อพระราชพรหมยาน บรรยายเรื่อง "อนาคตของประเทศชาติ" จากธัมมวิโมกข์

เรื่อง : อนาคตของประเทศชาติ

(อ้างอิงจากหนังสือธัมมวิโมกข์ ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๓๒๐ ประจำเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ หน้า ๔๓-๕๒ "ธรรมกถา")

บรรยายโดย..

พระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

เมื่อวันพุธที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๘

มัชฌิมา : ผู้คัดลอก
เรื่องมีอยู่ว่า... ท่านพลตรียุทธศิลป์ เกสรศุกร์ ผู้บัญชาการกองพลที่ ๓ (ยศและตำแหน่งสมัยนั้น) ได้นิมนต์ หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) พร้อมด้วยพระเถระรวม ๖ รูป เพื่อไปบำรุงขวัญของทหารในเขตกองทัพภาคที่ ๒ โดยนำ "ผ้ายันต์มหาพิชัยสงคราม" และ "เหรียญเอกราช" ไปแจกให้แก่ทหารตามฐานปฏิบัติการชายแดน ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๘ และในวันสุดท้ายคือวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๘ ได้ทำการแจกให้แก่ทหาร ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา และก่อนทำการแจกได้แสดงธรรมิกถาพิเศษ เรื่อง “อนาคตของชาติ” ณ พุทธศาสนสถาน ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา

มูลเหตุที่มาแจกวัตถุมงคล

“..เจริญสุข แก่บรรดาทหารของชาติทุกท่าน อาตมาได้ไปทำการจากจ่ายผ้ายันต์และเหรียญแก่ทหารทางภาคเหนือมาแล้ว ๓ ครั้ง ต่อมาได้ทราบจากข้าหลวงของสมเด็จพระบรมราชินีนาถว่า “...สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงปรารภว่า หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านไม่ห่วงทหารภาคอีสานหรืออย่างไร จึงไม่ไปแจกของแก่ทหารทางภาคอีสานบ้าง..”

ความจริงอาตมาห่วงทหารทางภาคอีสานเช่นเดียวกับทหารทางภาคเหนือ เมื่อท่านผู้บัญชาการกองพลที่ ๓ รับจะอำนวยความสะดวกในการเดินทางมาแจกจ่าย จึงได้นำสิ่งของมาแจกให้ครั้งนี้

ขั้นแรกอนุศาสนาจารย์ได้อาราธนาให้แสดงธรรม ต่อมาท่านผู้บัญชาการกองพลได้อาราธนาให้เล่าเรื่องของที่นำมาแจกจ่ายว่าทรงคุณค่าอย่างไรบ้าง ผู้ที่ได้รับแจกไปจะได้เกิดศรัทธาความเชื่อมั่น

เพื่อสนองเจตนาของอนุศาสนาจารย์และท่านผู้บังคับบัญชากองพลที่ ๓ ได้อาราธนาจึงขอพูดเรื่องธรรมะก่อนสักเล็กน้อย จากนั้นจึงจะพูดถึงเรื่องสิ่งของที่นำมาแจกจ่าย

เราทุกคนอยากมีความดีด้วยกันทั้งนั้น แม้บางคนนึกว่าตนเองอยากมั่งอยากมี อยากมียศมีอำนาจ แต่ความจริงแล้วก็คืออยากมีดีนั่นเอง

แม้เราจะมียศสูง แต่ถ้าใครมาว่าเราเป็นคนไม่ดี เราก็ไม่ชอบ เพราะฉะนั้นใครจะอยากอะไรก็ตามเถอะ แต่ที่สุดของความอยากนั้นก็คือความดีนั่นเอง

รักษาศีล 5 ให้ได้

ความดีนั้นมีกฏเกณฑ์ที่เราจะต้องทำเป็นเบื้องต้น 5 ประการ คือ
1. เราไม่อยากให้ใครมาฆ่า รังแก ข่มเหงเรา เราก็อย่าไปฆ่า ไปรังแก ไม่ข่มเหงเขา
2. เราไม่อยากให้ใครมาลักของๆ เรา เราก็อย่าไปลักของๆ เขา
3. เราไม่อยากให้ใครมาผิดลูกผิดเมียเรา เราก็อย่าไปผิดลูกผิดเมียเขา
4. เราไม่อยากให้ใครมาโกหกเรา เราก็อย่าไปโกหกเขา
5. เราไม่อยากเป็นคนบ้า ก็อย่าไปดื่มสุราเมรัย เพราะถ้าเราดื่มสุรามากๆ เราจะกลายเป็นคนบ้า

เจริญพรหมวิหาร ๔ ไว้

ความดีที่สูงขึ้นไปอีกที่เราควรประพฤติเป็นหลักในการดำรงชีวิต เพื่อความสุขความเจริญแก่ตนเองคือ พรหมวิหาร มี ๔ ประการคือ
1. เมตตา ความรัก เราต้องรักตัว รักครอบครัว รักญาติพี่น้องหมู่คณะ ตลอดจนถึงรักประเทศชาติ
2. กรุณา ความสงสาร ที่มีต่อบุคคลที่ตกทุกข์ได้ยาก อยากให้เขาพ้นจากความทุกข์ทรมานที่เขารับอยู่
3. มุทิตา ยินดีด้วยเมื่อบุคคลอื่นได้ดีมีความสุข ไม่ริษยาเขา เขาได้ดีก็ชื่นชมอนุโมทนาด้วย
4. อุเบกขา วางเฉย เช่น เมื่อลูกของเรา ญาติพี่น้อง หรือพรรคพวกของเราไม่ทำผิด เราต้องวางตัวเป็นกลาง เมื่อเขาจะได้รับโทษก็ถือเป็นกรรมของเขา ไม่ช่วยเหลือเขาในทางที่ผิด

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ: 3511
Registration date: 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"--->คำทำนายปลอม

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Oct 22, 2008 2:26 pm

เว้นจากความลำเอียงทั้ง ๔ ประการ

ผู้ที่จะมีคุณธรรมในข้อที่ ๔ นี้จำเป็นจะต้องมีคุณธรรมข้ออื่นสนับสนุน คือเราต้องเว้นจาก อคติ คือ
๑. ความลำเอียงเพราะความรัก
๒. ความลำเอียงเพราะความชัง
๓. ความลำเอียงเพราะความหลง
๔. ความลำเอียงเพราะความกลัว

ทหารแปลว่าคนหนุ่ม

ทหารทุกคนต้องเป็นคนหนุ่ม แม้จะแก่อายุมากแล้วก็ต้องทำตัวเป็นคนหนุ่ม เพราะคำว่า ทหาร แปลว่า คนหนุ่ม

คนหนุ่มนั้นจะต้องเป็นคนแข็งแรงว่องไวกล้าหาญบึกบึน มีไหวพริบปฏิภาณดี มีความสามัคคีรักใคร่กัน ไม่ทอดทิ้งกันเมื่อมีภัย ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท

และข้อสำคัญที่สุดนั้นต้องยอมตายเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองเมื่อถึงคราวจำเป็น นี้พูดอย่างทหาร เพราะอาตมาเคยเป็นทหารเรือมาแล้ว ย่อมรู้จักชีวิตวิญญาณของทหารดี

ทหารไปรบถือว่าทำเพื่อชาติบ้านเมือง

ทหารที่ไปราชการสงครามเพื่อป้องกันอริราชศัตรูนั้น หากไปฆ่าข้าศึกศัตรูก็ไม่ถือว่าเป็นความชั่ว แต่เป็นการทำดีต่างหาก เพราะเราทำหน้าที่ป้องกันสิ่งที่ดีงามเอาไว้

ความดีนั้นคือความอยู่รอดของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความสงบสุขของปวงชนในผืนแผ่นดินไทยทุกคน

ความสงบสุขนั้นเป็นยอดของความดีทั้งมวล การที่เรายอมเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตของเราเพื่อรักษาความดีทั้งหลายดังกล่าวมาแล้วนั้นไว้

จึงได้ชื่อว่าเราทุกคนได้ทำความดี สมศักดิ์ศรีของทหารไทย จึงไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นบาปกรรม

ภูอันธพาล (ภูพาน)

อาตมาขึ้นเครื่องบินผ่านภูอันธพาล ไม่อยากเรียกว่า "ภูพาน" ดังที่เขาเรียกกัน เพราะภูนี้มีแต่พวกอันธพาลทั้งนั้น ได้พิจารณาถึงเหตุการณ์บ้านเมืองและการสู้รบของทหารเห็นว่า

เราทุกคนจะไม่แพ้ จะไม่ต้องตกเป็นทาสของใครๆ ดังที่พวกเราพากันวิตกกังวลกันอยู่ในขณะนี้
แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงปริวิตกและทรงมีความห่วงใยประเทศชาติบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง
ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๑๘ พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถได้เสด็จไปยังวัดของอาตมา (วัดท่าซุง) และได้ตรัสถามความเป็นไปของบ้านเมืองในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร

อนาคตของชาติ

อาตมาได้ถวายพระพรพระองค์ว่า “ประเทศชาติบ้านเมืองของเราจะไม่ตกเป็นทาสของใคร อาตมาขอถวายชีวิตเป็นประกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๐ เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ความเยือกเย็นจะเริ่มปรากฏ ความมั่งคั่งสมบูรณ์จะมีขึ้นแก่ประเทศชาติและประชาชน แต่จะยังไม่ปรากฏชัดนัก แต่เราจะมองเห็นได้ชัดๆ ก็ต้องปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เปรียบเหมือนอรุณได้ขึ้นดีแล้วและเริ่มฉายแสงให้เห็นความมืดหมดไป”

ที่อาตมากล้ายืนยันต่อพระองค์เช่นนั้น ก็เพราะเหตุผลหลายประการ คือ

คำทำนายของพระพุทธโฆษาจารย์

ในประการแรก อาตมาได้พบและได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเป็นสมุดข่อย ซึ่งพระอรหันต์ในอดีตนามว่า พระพุทธโฆษาจารย์ (ลำใย) เขียนไว้ ทำนายชะตาบ้านเมืองก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแตกเสียอิสรภาพแก่พม่า ก่อนที่กรุงเทพฯ ยังไม่ปรากฏ

โดยท่านได้เขียนทำนายไว้ว่า

“กรุงศรีอยุธยาจะต้องถูกข้าศึกตีแตก แจ่จะเสียอิสรภาพไม่นานนัก จะมีคนดีของกรุงศรี
อยุธยามากู้ชาติ แต่เมื่อกู้ชาติได้แล้วจะต้องไปตั้งเมืองหลวงอยู่ใหม่”

และเหตุการณ์ต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยาก็ได้เป็นจริงตามคำทำนายทุกอย่าง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ: 3511
Registration date: 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"--->คำทำนายปลอม

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Oct 22, 2008 2:54 pm

ราชวงศ์จักรีจะมีเพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้นรึ?

ปัญหาที่น่าคิดต่อไปก็คือว่า
ทำไมพระพุทธโฆษาจารย์จึงทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองไว้เพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้น? กรุงเทพมหานครจะมีพระมหากษัตริย์เพียง ๑๐ พระองค์เท่านั้นหรือ?

เป็นเรื่องที่อาตมาสนใจเป็นพิเศษ

จึงได้สอบถามเรื่องนี้กับ หลวงพ่อปาน และพระอาจารย์ต่างๆ ซึ่งจิตของท่านเป็นสมาธิเข้าถึงขั้นอภิญญา สามารถที่จะรู้จริงในเรื่อง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งก็ยังมีอยู่หลายๆ องค์ในขณะนี้

ทุกๆ รูปที่อาตมาสอบถามจากท่าน ต่างก็ยืนยันตรงกันว่า

พระมหากษัตริย์จะยังคงมีอยู่คู่กับชาติไทยตลอดไปอีกนาน มิใช่เพียงแค่ ๑๐ พระองค์เท่านั้น แต่ที่พยากรณ์ไว้เพียงแค่นั้นก็เพราะว่าเริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ ๑๐. เป็นต้นไป บ้านเมืองจะมั่งคั่งสมบูรณ์ ร่มเย็นผาสุก ประชาชนในชาติจะร่ำรวย ประเทศไทยจะเป็นประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง ซึ่งจะมีแต่ความเจริญตลอดไป ไม่ล้มลุกคลุกคลานดังที่แล้วมา จึงไม่จำเป็นจะต้องพยากรณ์ต่อไปอีก”

พระพุทธทำนายเหตุการณ์ของโลก

ประการที่ ๒. ที่ยืนยันว่าประเทศไทยจักไม่ตกเป็นทาสของใครๆ นั้นคือ พระพุทธทำนายเหตุการณ์ของโลก พระพุทธทำนายนี้ก็มีปรากฏในสมุดข่อยของพระพุทธโฆษาจารย์เช่นเดียวกัน ซึ่งมีข้อความปรากฏโดยสังเขปดังนี้

“..อานันทะ ดูก่อน อานนท์ โลกต่อไปจะเต็มไปด้วยความเร่าร้อน ก่อนกึ่งพุทธกาล ๑๕ ปี (ประมาณ พ.ศ.๒๔๘๕) จะมีฝนเหล็กตกจากอากาศ จะมีไฟลุกจากอากาศ เหล็กกล้าจะผุดจากน้ำมาทำลายมนุษย์ มนุษย์และสมณะชีพราหมณ์จะตายกันมาก

แต่ว่า.. อานนท์ ความเร่าร้อนก่อนกึ่งพุทธกาลนั้น ยังมีความเร่าร้อนน้อยกว่า ความเร่าร้อนหลังกึ่งพุทธกาล

หลังกึ่งพุทธกาลจะมีความร้ายแรงยิ่งไปกว่านั้น ยักษ์หินที่ถูกสาปจะลุกขึ้นมาอาละวาดสมณะชีพราหมณ์จะล้มตาย ยักษ์นอกพระพุทธศาสนาทั้งหลายจะฆ่าฟันกันและกัน จะตายกันไปคนละครึ่ง จึงจะหยุดยั้งเลิกรบกัน

แต่ทว่าประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น จะมีภัยเช่นนี้เหมือนกัน แต่ไม่มากนัก”

ความแม่นยำของพุทธทำนาย

จากพระพุทธเจ้าทำนายนี้เราก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นความจริงทุกอย่าง ก่อนพุทธกาลได้เกิด สงครามโลกครั้งที่ ๒. ลูกระเบิดต่างๆ ซึ่งเป็นเหล็กเป็นไฟได้หลั่งไหลลงมาจากอากาศพิฆาตมนุษย์

หลังกึ่งพุทธกาลได้เกิดสงครามลัทธิคือพวกยักษ์นอกศาสนา เพิ่งจะเลิกรากันไป แต่เมืองไทย ก็ยังได้รับผลกระทบกระเทือนมาจนกระทั่งบัดนี้

มีเพียงไทยที่นับถือพุทธอย่างมั่นคง

ตามพระพุทธทำนายนั้นได้บ่งชี้ชัดว่าประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาจะมีภัยบ้างแต่ไม่มากนัก หากเราพิจารณาให้ดีๆ ก็จะเห็นเด่นชัดว่า ประเทศไทย นี้เท่านั้นที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง และเป็นประเทศสุดท้ายที่พระพุทธศาสนายังเหลืออยู่ในท้องถิ่นบริเวณนี้ ประเทศอื่นๆ รอบบ้านเราก็กลายเป็นพวกเดียรถีย์นอกศาสนาพุทธไปเกือบหมดแล้ว

เพราะฉะนั้น ประเทศไทยจึงเป็นเมืองสุดท้ายที่พระพุทธศาสนาจะสถิตสถาพรอยู่ได้ตลอดไป

พระเจ้าอังครัฐตั้งจิตขอพบพระอรหันต์

ในพระพุทธทำนายซึ่งปรากฏในตำนานบางแห่งได้เล่าไว้ว่า

พระเจ้าอังครัฐ เจ้าเมืองอังครัฐ ซึ่งเป็นเมืองที่ประดิษฐาน พระธาตุจอมทอง อยู่ในขณะนี้ ได้ทรงตั้งจิตอธิษฐานขอให้พระองค์ได้พบพระอรหันต์ ขอให้พระอรหันต์เสด็จมาโปรด

พระพุทธองค์ทรงทราบวาระจิตของพระเจ้าอังครัฐ จึงทรงส่งพระโมคคัลลาน์ พร้อมด้วยพระเถระรวม ๔ รูป เดินทางมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่เมืองอังครัฐก่อน


_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ: 3511
Registration date: 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"--->คำทำนายปลอม

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Oct 22, 2008 2:55 pm

ศาสนาจะอยู่ในเมืองไทยครบ ๕,๐๐๐ ปี

ส่วนพระองค์ได้เสด็จมาภายหลัง เมื่อเสด็จมาถึงเมืองนั้น ได้ทรงพยากรณ์เกี่ยวกับความเป็นไปในอนาคตของพระพุทธศาสนาไว้ว่า “พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองตั้งมั่นอยู่ในท้องถิ่นนี้ถึง ๕,๐๐๐ ปี”

เมื่อพระพุทธศาสนายังตั้งมั่นอยู่ได้ในผืนแผ่นดินไทยตามพระพุทธทำนาย ก็หมายความว่าเมืองไทยจะต้องไม่ตกเป็นทาสของใครๆ เพราะความมั่นคงของชาติและพระพุทธศาสนาเป็นของคู่กันมาแต่บรรพกาล เมืองไทยจะไม่ตกเป็นทาสของใคร

จากคำพยากรณ์ของพระพุทธโฆษาจารย์ก็ดี คำบอกเล่าของพระเถระผู้ได้ฌานสมาบัติก็ดี และจากพระพุทธทำนายก็ดี เป็นหลักชี้ชัดให้เรามั่นใจได้ว่า

“เมืองไทยเรานี้จะต้องเป็นปึกแผ่นมั่นคงตลอดไป ไม่ตกเป็นทาสของใครๆ พวกนอกศาสนาจะไม่สามารถย่ำยีเมืองไทยได้

แต่ข้อสำคัญนั้น เราทุกคนอย่าประมาท ต้องรักกัน สามัคคีกันไว้ ไม่แตกแยกกันและไม่ลุ่มหลงไปกับคำยุแหย่ของบุคคลผู้มุ่งร้ายต่อชาติบ้านเมือง”

ดวงทหารคู่กับดวงเมือง

ขอให้ทหารทุกคนจงสำนึกตนเองว่า เราต้องมีความสามัคคี-เด็ดเดี่ยว-ไม่ประมาท-กล้าหาญ-และพร้อมที่จะยอมตายเพื่อชาติบ้านเมืองและพระบวรพุทธศาสนา เมื่อถึงคราวจำเป็น

เพราะบ้านเมืองจะอยู่รอดปลอดภัยก็เพราะทหารเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑. เมื่อพระองค์จะเริ่มสร้างเมืองหลวงใหม่ ได้ทรงผูกดวงเมืองและวางลัคนาดวงเมืองไว้ให้คู่กับดวงทหาร โดยให้ทหารเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองบ้านเมือง บ้านเมืองจึงจะอยู่รอด

ที่พูดนี้มิใช่จะมายุยงให้ท่านทั้งหลายกระด้างกระเดื่อง ทำการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจจากใครๆ เพียงแต่...ขอให้เราทุกคนช่วยกันควบคุมสถานการณ์ไว้ให้บ้านเมืองสงบสุขเท่านี้ก็ได้ชื่อว่าทหารควบคุมรักษาเมืองแล้ว

ดวงชะตาของทหารนั้น เข้าเกณฑ์ "ราชาโชค" ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๑๘ แล้ว และจะโคจรเข้าควบคู่กับดวงเมืองตั้งแต่ เดือนมกราคม ๒๕๑๙ เป็นต้นไป ซึ่งจะมีอิทธิพลให้ประเทศชาติบ้านเมืองค่อยคลี่คลายไปในทางดีขึ้น ขณะนี้บ้านเมืองของเราอยู่ในสภาพป่วยไข้ จำเป็นจะต้องได้รับการเยียวยารักษาหรืออาจจะต้องถึงกับผ่าตัดบ้าง อาการของบ้านเมืองจึงจะดีขึ้น

เมืองไทยมีขุมทรัพย์มหาศาล

สภาพการณ์ของบ้านเมืองจะคลี่คลายไปในทางดี เริ่มแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นต้นไป และตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ประเทศชาติและประชาชนจะเริ่มพบกับความสุขสบายขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่มากนัก แต่จะปรากฏเด่นชัดว่าประเทศชาติและประชาชนจะร่ำรวยขึ้น มีความสุขสมบูรณ์ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นต้นไป

เพราะเรามีทรัพยากรมากมายมหาศาลล้วนแต่เป็นของมีค่าทั้งสิ้น อาทิเช่น น้ำมัน แร่ทองคำ แร่ยูเรเนียม วัตถุธาตุต่างๆ เหล่านี้มีอยู่พร้อมในเมืองไทย และเราก็ได้พบแล้ว แต่เรายังไม่สามารถจะนำเอาออกมาใช้ได้ เพราะเรามีขีดความสามารถอันจำกัด

ทรัพยากรน้ำมันในประเทศไทย

อย่าง น้ำมัน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นและมีค่าที่สุดของคนทั้งโลกนั้น ในเมืองไทยเรามีมากมาย น้ำมันที่ใช้อยู่ในโลกขณะนี้มีไม่ถึงหนึ่งในสามที่มีในเมืองไทยเรา

ที่อาตมาพูดเช่นนี้มิได้กล่าวเกินความจริง แต่เป็นการกล่าวที่เกิดจากประสบการณ์ที่พอเชื่อถือได้ กล่าวคือ

เมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๑๗ อาตมาพร้อมด้วย พล.อ.ต.มรว. เสริม สุขสวัสดิ์ เจ้ากรมการสื่อสารทหารอากาศ ได้เดินทางไปยังจังหวัดชุมพร พักอยู่ ณ บ้านพักหลังหนึ่ง หลังจากคุยกันประมาณห้าทุ่มเศษก็เข้านอน

พอไฟดับลงเท่านั้น ก็มองเห็นภาพคนดำใหญ่เดินเข้ามาในห้องโดยไม่เปิดประตู เขาเดินเข้าเดินออกโดยไม่ต้องเปิดประตู
จึงถามเขาไปว่า อยู่ที่ไหน
เขาบอกว่า อยาในห้องนี้แหละ
แล้วก็คุยกันด้วยเรื่องต่างๆ เจ้าเทวดาดำใหญ่ได้เล่าให้ฟังว่า

“เมืองไทยเรานี้มีน้ำมันมากมายมหาศาลเป็นลำธารกว้างขนาด ๑ กิโลเมตร และยาวหลายร้อยกิโลเมตร ไหลผ่านประเทศไทยไปลงทะเล

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ: 3511
Registration date: 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"--->คำทำนายปลอม

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Oct 22, 2008 3:04 pm

เมื่อใดที่ผู้บริหารดีทรัพยากรจะปรากฏขึ้น

เขาบอกว่า
น้ำมันนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะขุดนำมาใช้เพราะฝ่ายบริหารยังไม่ดีพอ หากปรากฏขึ้นในขณะนี้ พวกทุจริตก็จะงุบงิบเอาไปเป็นผลประโยชน์ส่วนตนหมด

เมื่อใดผู้บริหารประเทศมีมือสะอาดซื่อสัตย์สุจริต เห็นแก่ประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ขุมทรัพย์มหาศาลในเมืองไทย
เช่น บ่อน้ำมัน ก็จะค่อยผุดขึ้นมาให้เห็นเรื่อยๆ ไป ซึ่งจะนำผลรายได้อันมหาศาลมาให้เมืองไทย ทำให้เมืองไทยกลายเป็นเศรษฐีมีชื่อเสียงระบือไปทั่วโลก และจะได้เป็นมหาอำนาจประเทศหนึ่งในเอเชีย”

ไปพิสูจน์สถานที่มีน้ำมันอยู่

เจ้าเทวดาดำใหญ่ให้หลักฐานยืนยันคำพูดของตนว่า หากอยากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับน้ำมัน ให้ไป ดูบ่อน้ำมันที่เมืองมะริด ในเขตพม่า ซึ่งเป็นบ่อน้ำมันสายเดียวกันอยู่ห่างจากผืนแผ่นดินไทยประมาณ ๓๐ กิโลเมตร

ณ. ที่นั้นจะมีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่ง มีน้ำมันลอยฟ่องเต็มไปหมด ถ้าอยากเห็นให้ไปดูด้วยตนเอง

อาตมาอยากพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงได้เดินทางไปดูสถานที่แห่งนั้น เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๘ นี้เอง ปรากฏว่าเป็นความจริงทุกอย่าง

บริเวณนั้นมีหนองน้ำซึ่งมีน้ำมันลอยเต็มไปหมด ชาวบ้านนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี จึงมั่นใจได้ว่าเทวดาดำองค์นั้นไม่โกหก เมืองไทยเรามีน้ำมันแน่ๆ

ต่อเมื่อใดผู้บริหารใจซื่อมือสะอาดมาบริหารชาติบ้านเมือง ทรัพยากรเหล่านี้ก็จะปรากฏให้เห็น และนำมาใช้ให้บ้านเมืองเรามีความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวแล้ว

ธงมหาพิชัยสงคราม

สำหรับ ผ้ายันต์ธงมหาพิชัยสงคราม ที่นำมาแจกจ่ายครั้งนี้ ได้ทำขึ้นครั้งแรก ๑๐๐,๐๐๐ ผืน นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๙๐,๐๐๐ ผืน มีเหลือนำมาแจกจ่ายคราวนี้เพียง ๑๐,๐๐๐ ผืน

การทำผ้ายันต์นี้ ก็ทำจากตำราของ หลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานเคยทำเพื่อมอบให้เป็นธงนำทัพเข้าตีข้าศึก

ได้ตำราทำยันต์พิชัยสงคราม


ตามตำราบอกว่า ใครอยากเรียนตำรานี้ไปทำต่อ ต้องนำดาบสองเล่มออกไปรำกลางแจ้ง หากเกิดฟ้าผ่าในขณะรำดาบจึงจะเรียนตำรานี้ได้ อาตมาเป็นพระไม่สามารถจะนำดาบออกไปรำได้ แต่ก็อยากเรียนตำรา จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า

หากตนมีบุญบารมีที่จะเรียนตำรานี้ได้แล้ว เวลาถือดาบออกพ้นจากชายคาขอให้เกิดฟ้าผ่า

เมื่อตั้งจิตอธิษฐานแล้วก็ถือดาบ ๒ เล่ม ออกนอกชายคา พอพ้นจากชายคาเท่านั้นแหละฟ้าก็ผ่าขึ้น ๒-๓ ครั้ง จึงมั่นใจได้ว่าครูได้อนุญาตให้เรียนตำรานี้ได้แล้ว จึงได้เรียนตำรามาทำผ้ายันต์มหาพิชัยสงครามขึ้น
มีพระเถระทางเหนือช่วยปลุกเสกด้วย

และเมื่อทำด้วยตัวเองแล้ว ก็ได้อาราธนาพระเถระผู้ทรงวิทยาคมในภาคเหนือหลายรูปมาช่วยปลุกเสกให้เมื่อเดือนสิงหาคม จึงได้นำออกแจกจ่ายแก่ทหารทางภาคเหนือ ปรากฏว่าได้ผลดี

มีฐานปฏิบัติการบางแห่งที่ทหารรับผ้ายันต์ไปแล้ว ถูกถล่มด้วยปืน ค. และจรวดฐานแหลกหมด แต่ทหารในฐานปลอดภัยทุกคน ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม คนเราเมื่อถึงกำหนดจะต้องอสัญกรรมแล้วก็หนีความตายไม่พ้น แม้แต่ผู้บรรยายหรือผู้ทำผ้ายันต์นี้ก็ต้องตาย

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ: 3511
Registration date: 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"--->คำทำนายปลอม

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Oct 22, 2008 3:14 pm

อานุภาพของผ้ายันต์
ผ้ายันต์นี้จะช่วยได้ก็เพียงแต่ว่า หากเรามีเคราะห์กรรมจากอดีต เช่น เคยทำปาณาติบาต แรงอุปฆาตกรรม จะมาตัดรอนชีวิตเราให้หมดไปในเวลาอันไม่สมควร หากเรามีเคราะห์ถึงฆาตอย่างนี้ ผ้ายันต์จะช่วยให้เคราะห์เบาบางลง เพียงแค่ให้เราบาดเจ็บไม่ถึงตาย

หากเคราะห์เราไม่ถึงฆาต เพียงแต่มีเคราะห์จะได้รับบาดเจ็บ ยันต์นี้จะช่วยไม่ให้เราบาดเจ็บเลย แม้แต่ถูกปืนหรือสะเก็ดระเบิดก็จะไม่ทำให้เราเสียเลือดแม้แต่หยดเดียว ลูกปืนที่มากระทบเราจะมีค่าเท่ากับแมลงตัวหนึ่งบินมาปะทะเท่านั้น

ขอให้ทุกท่านถือว่า ยันต์ธงมหาพิชัยสงคราม เป็นสิ่งสำคัญที่สุด สำคัญกว่า "เหรียญเอกราช" ที่ได้รับแจกไป


ถ้านำไปใช้ในทางที่ผิดจะไม่มีผล

และทั้งธงและเหรียญจะไม่มีผลในทางป้องกันตัวเลย หากเรานำไปใช้ในทางที่ผิดคิดมิชอบ หรือยิ่งคนที่คิดคดทรยศต่อชาติบ้านเมืองด้วยแล้ว อาตมาอยากให้เขามารับโดยเร็ว เพราะเหรียญและธงจะช่วยสนับสนุนให้เขาประสบความวิบัติเร็วเข้า

มีอยู่รายหนึ่งมาขอผ้ายันต์จากอาตมา อาตมาไม่ให้เพราะเกรงว่าเขาจะนำไปใช้ในทางที่ผิด จะทำให้ชีวิตเขาสั้นเข้า
แต่เขารับรองตนเองเช่นนั้น อาตมาก็มอบให้ไป และได้ทราบต่อมาภายหลังว่า เขานำผ้ายันต์ไปใช้ในทางที่ผิดตามที่อาตมาคาดการณ์ไว้ ผลที่สุดเขาก็ถูกยิงตาย

สุดท้ายนี้ ขอตั้งจิตอธิษฐาน ด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงดลบันดาลให้ทหารทุกคน จงมีความสุขความเจริญและปลอดภัย ชนะข้าศึกตลอดกาล..สวัสดี.

(อ้างอิงจากหนังสือธัมมวิโมกข์ ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๓๒๐ ประจำเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ หน้า ๔๓-๕๒ "ธรรมกถา")

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ: 3511
Registration date: 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"--->คำทำนายปลอม

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Oct 22, 2008 3:27 pm

นี่คือ บทความของเปลวสีเงิน ที่มีการปลอมแปลงบทกลอนขึ้น แล้วโดน"คณะทีมงานเว็บวัดท่าซุง" ท้วงติง
.................................................
เปลวสีเงิน

๑๓ ปีไทยโพสต์ ๓๓ ปีคำทำนาย

21 ตุลาคม 2551 กองบรรณาธิการ


โอกาสพิเศษอย่างนี้ ยากนะครับที่ผมจะคิดหาคำอื่นแทนใจเพื่อบอกกับผู้อ่านว่า "เพราะมีท่าน ไทยโพสต์จึงมีอยู่" โดยเฉพาะท่าน "ที่ควักเงินก้อน"

สมัครเป็นสมาชิกเมื่อครั้งผมเผชิญวิกฤติหวุดหวิดล้มคว่ำ และวันนี้ "ชีวิตที่ท่านเก็บตก" ก็ยืนผ่านมาอีกปี สู่ปีที่ ๑๓ ในวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ นี้ ด้วยใจมิลืมคุณ

บ้านเมืองเราเขยื้อนสู่วงรอบใหม่ ภายใต้ภาพที่เรียกกันว่า "ไม่ปกติสุข" และความไม่สุขนั้นเข้าสู่ปีที่ ๓ แล้ว ทุกท่านก็คงมีทุกข์ครองใจ ทุกข์ทั้งวิถีชีวิตไม่สุข และทุกข์ที่บ้านเมืองขุกเข็ญ

บางท่านเปรยว่า "เขม้นมองอย่างไร ก็ยังไม่เห็นทางออก!?"

แต่ผมอยากจะบอกว่า "สงครามสังคม" ครั้งนี้ เป็นนิมิตหมายที่ดี "สู่อนาคตใหม่" ของไทยมากกว่า เพราะว่าเป็น "สงครามความคิด"

ไม่ใช่บ้านเมืองแตกแยก หากแต่บ้านเมืองกำลังแตกยอด แตกกิ่งปัญญาสู่ความเป็นไม้ใหญ่ เพราะทั้งหลายที่เห็นว่าแตกแยกนั้น แท้จริงคือปฏิกิริยาจากสัญชาตญาณแสวงหา

"สิ่งที่ดีกว่า" ของมนุษย์ร่วมสังคมไทย! วันนี้ รูปแบบ-กติกาสังคมโลกาภิวัตน์ อันมีหัวใจ "นับเงิน-เป็นสุข" แทนการ "นับใจ-เป็นสุข" มันล่มสลายไปต่อไม่ได้แล้ว สังคมทุนวัตถุจึงเป็นหนึ่งในตัวร่วมการเมืองทาส ผลักดันให้สังคมไทยถึงจุดต้องขยายแนวคิด เพื่อแสวงหาจุดลงตัวใหม่

สำหรับใช้ตอบ "โจทย์ชีวิต" ขณะโลกผลัดใบสู่ฤดูกาลใหม่ ซึ่งในอนาคต ไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว!

คงเคยได้ยินสังคมโลกเขานินทากันว่า สมองคนไทย "ใหม่แกะกล่อง" เสมอ เพราะไม่เคยผ่านการใช้ ราคาจึงไม่มี แต่ต่อจากนี้ ไม่แล้ว...

สมองคนไทยเริ่มมีราคา ที่ว่า-นอกจากเล่ห์โกงแล้วคิดอะไรไม่ค่อยเป็น ก็ได้เห็นการคิดประชันขันแข่ง รู้จักคิดแสวงหา "สิ่งที่ดีกว่า" มาใช้แทนกฎกติกาที่เป็นยาสังคมหมดอายุ

คิดแบบพันธมิตรฯ คิดแบบ นปช. ก็เป็นนิมิตหมายหนึ่งว่า "ประชาชนเข้าสู่กระบวนการพัฒนาความคิด" แล้ว และที่น่าดีใจ การเมือง-ไม่ใช่เรื่องเฉพาะคนกรุงเทพฯ คิดอีกต่อไป

หากแต่คนต่างจังหวัดทั่วไทย ก็คิดเป็น-คิดได้เหมือนกัน ไม่มีใครด้อยหน้า-ด้อยตากว่าใคร เรียกว่า "ปัญญาไทย" ในกรอบ เศรษฐกิจ-การเมือง-สังคม เริ่มคมเข้มแตกขยายคลุมชาติ

คนไทยกำลัง "คิดร่วม" ในเรื่องเดียวกัน เพียงแต่ยังไม่สามารถ "รวมคิด" เข้าเป็นหนึ่งเดียวกันเท่านั้น!

ช่วงนี้ เป็นช่วง "คิดต่าง-เห็นต่าง" และขะมักเขม้นใช้ความต่างแสวงหา "จุดลงตัว" เพื่อสังคมชาติอย่างคมข้น จนบางครั้งเห็นว่า "ล้นขอบ" ไปด้วยซ้ำ

เมื่อ ๑๗๕ ปีที่แล้ว กรุงเทพฯ เป็น "ประเทศไทย" ของพลเมือง ๒๐ ล้านคน ก็ยังไม่อึดอัด-ขัดข้องเท่าไรนัก

แต่วันนี้ ๒๒๖ ปี ของกรุงเทพฯ รองรับคนร่วม ๑๐๐ ล้าน บนความเป็น "สารพัดศูนย์กลาง" ทั้งของไทย ทั้งของภูมิภาค ทั้งของโลก และไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นศูนย์กลาง "ความคิดต่าง" ที่ขยายขีดเป็น "สงครามความคิด" เขยื้อนชาติด้วย


_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ: 3511
Registration date: 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"--->คำทำนายปลอม

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Oct 22, 2008 3:32 pm

กรุงเทพฯ ที่สวย เลยโทรมซูบ!

ถ้าพูดตามประสาผม ก็ต้องบอกว่า กรุงรัตนโกสินทร์บนความเป็น "เมืองหลวง" ที่เดินทางมาถึง "ครึ่งหนึ่ง" ของกรุงศรีอยุธยา บัดนี้ ถูกสิ่งที่เรียกว่าบ้านเมืองพัฒนา

ทำลาย "ฮวงจุ้ย" กรุงเทพฯ ไปหมดแล้ว!

จะเหลือก็เพียงบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์เท่านั้น!!

กรุงเทพฯ ที่เคยเป็นเมืองโปร่งฟ้า สูงก็สูงด้วยค่าสัญลักษณ์ ยอดปราสาทราชวัง ยอดพระปรางค์ ยอดพระเจดีย์ แต่ทุกวันนี้ กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองใต้ถุน เหนือหัวขวักไขว่สร้างก่ายม่านฟ้าด้วยทางด่วนบ้าง สะพานบ้าง รถไฟฟ้าบ้าง ยังไม่นับถึงรถใต้ดิน

"กรุงเทพฯ-เมืองฟ้าอมร" ชื่อก็บอกอยู่แล้ว เป็นเมืองที่อยู่อาศัยของวงศ์เทวัญ แต่วันนี้ พัฒนากันจนเป็น "กรุงเทพฯ-เมืองใต้ถุน" มนุษย์ยังไม่อยากอยู่อาศัย

แล้วเทพเทวัญท่านจะสถิตรักษาอยู่ได้อย่างไรกัน?

เมื่อเอาความเจริญทางวัตถุมายัดใส่กรุงเทพฯ กระทั่งเทวายังเบือนหน้าหนี จึงไม่ต้องแปลกใจที่

"ทำเนียบรัฐบาล" ถึงกาลอวสานจม

"รัฐสภา" เสื่อมไร้ค่า ถูกเรียกสภาโจร

"กองบัญชาการกองทัพบก" ถูกบุกท้าทาย

"สนามหลวง" ถูกยึดใช้ฝึกกองกำลังเถื่อน

สถานที่ราชการ กระทรวง ทบวงกรม ถูกถล่มด้วยดาวกระจาย!

ใครมองแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่ผมมองว่า เป็นสัญญาณบอกถึง "กาลเสื่อม-สู่ที่ใหม่" สังคมไทยต้องได้ "ผู้นำมีวิสัยทัศน์" คิดหาทางขยับขยาย กระจายจุดรวมคนร่วม ๑๐๐ ล้านออกไป

จากที่กระจุกอยู่แต่ในกรุงเทพมหานคร!

ศูนย์กลางเพื่อการพัฒนาใหม่ หรือเมือง "ศูนย์กลางราชการและการลงทุน" ควรต้องเกิดแยกออกไปจาก "กรุงเทพฯ เมืองฟ้าไทยอมร"

คืนความเป็นกรุงเทพฯ ให้กับกรุงเทพฯ ฟูมฟัก-ฟื้นฟูกรุงเทพฯ ไว้เป็นศูนย์กลางอารยรัตนโกสินทร์ "แผ่นดินกษัตริย์" เป็นเมืองพักผ่อน เมืองท่องเที่ยว เมืองช็อปปิ้ง เพื่อทั่วโลกผู้มีลักษณ์วิไลได้มาเสพศิลปะ วัฒนะ-อารยธรรม ที่โมงยามเพาะบ่มเข้าสู่ศตวรรษที่ ๓ แล้ว

หยุดทำกรุงเทพฯ เติบโตอัปลักษณ์ไว้เพียงแค่นี้ หยุดพัฒนาอัปรีย์กันเสียเถอะ ให้กรุงเทพฯ ได้หยุดพักผ่อนบ้าง ค่อยๆ คืนความเป็นกรุงเทพฯ แท้จริงให้กับเทพ-เทวาได้กลับมาอาศัยเถิด

ทำเนียบรัฐบาล กับรัฐสภา..อายุขัยสิ้นแล้ว!

ออกไปสร้างใน "สถานที่แห่งใหม่" อยู่ด้วยกันนั่นแหละเหมาะสมสุด หยุดโครงการดันทุรังสร้างรัฐสภาที่ย่านเกียกกายไปได้เลย การแยกศูนย์ราชการ ออกไปจากเมืองหลวง ต่อไป-ใครจะเดินขบวน ใครจะชุมนุม ใครจะสลายม็อบอย่างไร

ก็เชิญตามสบาย เพราะความวุ่นวาย "แยกพื้นที่" ไม่กระทบถึงกัน!

คนน่ะ..ไม่ได้รักทักษิณฝังใจอะไรหรอก แต่รักเงินทักษิณ และรักการใช้อำนาจของทักษิณที่ส่งเสริมให้ข้าทาสร่วมโกง-กิน แล้วกางข้อกังฉินคุ้มครองไว้

ฉะนั้น ไม่ต้องวิตกว่า "ยอดยาง-รากหญ้า" จะถวิลหาทักษิณตลอดไป ถ้ามีผู้นำคนไหน ฉายแววให้เห็นว่าสามารถเข้าไปนั่งแทนในหัวใจ บริหารให้วิถีชาวบ้านเป็นสุขได้จากการทำมาหากิน

จะเป็น "ทักษิณในจินตภาพ" คนใหม่ของเขาได้แน่นอน!

ครับ..ในภาวะบ้านเมืองเหมือนเรือลอย มีคนถามผมบ่อยว่า แล้วจะจบอย่างไร..แล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ก็ผมจะเอาเครดิตตรงไหนไปตอบท่านได้เล่า?

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ: 3511
Registration date: 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"--->คำทำนายปลอม

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Oct 22, 2008 3:34 pm

แต่เรื่อง "อนาคตประเทศชาติ" พระราชพรหมยาน หรือที่รู้จักกันกว้างขวางว่า "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" ท่านเคยตอบไว้ที่ "ค่ายสุรนารี" นครราชสีมา เมื่อ ๓๓ ปีที่เป็นวาระผ่าน (๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๘)

โดยผู้บัญชาการกองพลที่ ๓ สมัยนั้น "พลตรียุทธศิลป์ เกสรศุกร์" เป็นผู้นิมนต์ท่านไปบรรยายธรรมในหัวข้อเรื่อง "อนาคตของชาติ"

เข้าใจว่าคงทราบเนื้อหาจากที่มีเผยแพร่กันอยู่แล้ว เมื่อไม่กี่วันมานี้ ยังมีคนส่งทางอีเมล์ให้ผมอ่าน ที่พูดกันถึงคำทำนาย "เหตุการณ์ล่วงหน้า" เป็นแต่ละยุคว่า

มหากาฬผ่านยักษ์ - รู้จักธรรม - จำต้องคิด - สนิทธรรม - จำแขนขาด - ราษฎร์ราชาโจร - นั่งทนทุกข์ - ยุคทมิฬ - ถิ่นกาขาว - ชาววิไล

หลวงพ่อท่านบอกว่า อ่านพบคำทำนายนี้อยู่ในสมุดข่อยที่พระอรหันต์ในอดีตนามว่า "พระพุทธโฆษาจารย์ (ลำใย) เขียนทำนายชะตาบ้านเมืองไว้ ก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแตก และก่อนที่กรุงเทพฯ จะมีขึ้น!

ตอนหนึ่ง หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านกล่าวว่า

"ทำไมพระพุทธโฆษาจารย์จึงทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองไว้เพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้น กรุงเทพมหานครจะมีพระมหากษัตริย์เพียง ๑๐ พระองค์เท่านั้นหรือ?"

"เป็นเรื่องที่อาตมาสนใจเป็นพิเศษ จึงได้สอบถามเรื่องนี้กับหลวงพ่อปาน และพระอาจารย์ต่างๆ ซึ่งจิตของท่านเป็นสมาธิเข้าถึงขั้นอภิญญา สามารถที่จะรู้จริงในเรื่องอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งก็ยังมีอยู่หลายๆ องค์ในขณะนี้ ทุกๆ รูปที่อาตมาสอบถามจากท่าน ต่างก็ยืนยันตรงกันว่า

พระมหากษัตริย์จะยังคงมีอยู่คู่กับชาติไทยตลอดไปอีกนาน มิใช่เพียงแค่ ๑๐ องค์เท่านั้น แต่ที่พยากรณ์ไว้เพียงแค่นั้น ก็เพราะว่าเริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ ๑๐ เป็นต้นไป บ้านเมืองจะมั่งคั่งสมบูรณ์ ร่มเย็น ผาสุก ประชาชนในชาติจะร่ำรวย ประเทศไทยจะเป็นประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง ซึ่งจะมีแต่ความเจริญตลอดไป ไม่ล้มลุกคลุกคลานดังที่แล้วมา จึงไม่จำเป็นจะต้องพยากรณ์ต่อไปอีก"

ท่านก็คงอยากทราบกันนะครับว่า "แล้วหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ทำนายอนาคตบ้านเมืองไว้อย่างไรบ้างหรือเปล่า?"


_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ: 3511
Registration date: 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"--->คำทำนายปลอม

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Oct 22, 2008 3:35 pm

ก็เห็นมีเขียนเป็นกลอนต่อท้ายไว้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่จากปากหลวงพ่อ เข้าใจว่าผู้รวบรวมธรรมบรรยาย คงนำที่หลวงพ่อทำนายไว้มาเรียบเรียงอีกต่อ ก็ยาวสักหน่อย แต่ผมจะนำที่ท่านร้อยไว้มาดับร้อนยามสังคมแล้ง ดังนี้

๐ คำทำนายที่เคยมีมาช้านานนัก เริ่มประจักษ์ให้เห็นเร้นไม่ได้

หลวงพ่อฤาษีลิงดำเคยทำนาย เมื่อถึงปลายรัชกาลผ่านเข้ามา

ประเทศชาติจะรุ่งเรืองและเฟื่องฟุ้ง น้ำมันผุดขึ้นมาจนเห็นค่า

พวกกาขาวจะบินรี้หนีเข้ามา เป็นประชาชนเต็มพระนคร

ชนทั่วโลกจะยกพระองค์ท่าน ชื่อกระฉ่อนร่อนทั่วทุกสิงขร

ออกพระนามลือชื่อดั่งทินกร องค์อมรเอกบุรุษแห่งแผ่นดิน

ชาวประชาจะปีติยิ้มสดใส แต่อกไหม้หนอนกินข้างในสิ้น

จะมีพวกกาฝากคอยกัดกิน เพื่อให้ได้สิ่งถวิลสมจินตนา

จะมีการต่อตีกันกลางเมือง ขุนนางเขื่องกังฉินกินทั่วหล้า

คอรัปชั่นจะกัดกร่อนทั้งพารา ประดุจปลวกกินฝานั้นปะไร

ข้าราชการตงฉินถูกประณาม สามคนหามสี่คนแห่มาลากไส้

เกิดวิกฤติผิดเพี้ยนโดยทั่วไป โกลาหลหม่นไหม้ไร้ความดี

ประชาชีจะสับสนเรื่องดีชั่ว ถ้วนทุกทั่วจะมุดขุดรูหนี

ไม่แน่ใจสิ่งที่ทำนำความดี เกรงเป็นผีตายตกไปตามกัน

พุทธศาสน์จะถูกรุกและล้ำ มิตรเคยค้ำเป็นศัตรูมุ่งอาสัญ

เกิดวิกฤติธรรมชาติอุบาทว์ครัน พายุลั่นน้ำถล่มดินทลาย

แผ่นดินแยกแตกเป็นสองปกครองยาก เกิดวิบากทุกข์เข็ญระส่ำระสาย

เกิดการปราบจลาจลชนล้มตาย เลือดเป็นสายน้ำตานองสองแผ่นดิน

ข้าเป็นนายนายเป็นข้าน่าสมเพช ผู้มีบุญมีเดชจะสูญสิ้น

ทั้งพฤฒาจารย์ลือระบิล จะร่วงรินดุจใบไม้ต้องสายลม

ความระทมจะถมทับนับเทวศ ดั่งดวงเนตรมืดบอดสุดขื่นขม

คนที่ดีจะก้มหน้าสุดระทม ส่วนคนชั่วหัวร่อทำท่าดัง

จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง

ผู้ปกครองจะเป็นหญิงพึงระวัง สายน้ำหลั่งกรากเชี่ยวหวาดเสียวใจ

ศิวิไลซ์จะบังเกิดในสยาม หลังฝนคร้ามลั่นครืนจะยืนได้

จะเข้าสู่ยุคมหาชนพาไป เปลี่ยนเมืองใหม่ศักราชแห่งประชา

คนชั่วจะถูกปราบราบคาบสิ้น แผ่นดินเดือดสูญหายไร้ปัญหา

ประเทศชาติผ่านวิกฤติด้วยศรัทธา ยามเมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ.


ครับ..ก็เก็บเหน็บใจไว้อ่าน ส่วนกุญแจไขคำทำนายนี้ คือ "มีสติ" ก่อนทำ-ก่อนพูด-ก่อนคิด เท่านั้นที่มั่นใจได้ว่า..ใช่แน่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ ปีหน้า ผมจะขอมานั่งยองๆ กราบท่านผ่านตรงนี้ใหม่ สำหรับ ๒๑ ตุลา.ที่น่าตื่นตา-ตื่นใจปีนี้ ขอให้ทุกท่านที่สุจริตใจต่อชาติมีสุข และมั่นคงด้วยทรัพย์นอก-ทรัพย์ใน เป็นที่พึ่งทางใจของผมตลอดไปนะครับ

กราบท่านด้วยเคารพ

เปลว สีเงิน

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ: 3511
Registration date: 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"--->คำทำนายปลอม

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Oct 22, 2008 3:51 pm

จากบทความของเปลวสีเงิน ที่ทำให้ทางทีมงานเว็บวัดท่าซุง ต้องออกมาท้วงติงในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่เราๆท่านทั้งหลาย ที่ติดตามอ่านและรับสื่อต่างๆต้องพินิจพิจารณา ตรึกตรองอย่างถ้วนถี่ อย่าเพียงแต่ว่า "เชื่อในสิ่งที่เห็น" เพราะเราคงไม่โชคดีทุกครั้ง ที่จะมีผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาท้วงติงสื่อ ในเวลาที่สื่อได้ให้ข้อมูลต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งถือว่าเป็นการผิดจรรยาบรรณสื่ออย่างร้ายแรง โดยไม่มีการแสดงความรับผิดชอบใดๆ เมื่อข้อมูลต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย ความรุนแรงต่อคนในสังคม

ทั้งนี้ อย่างที่เราทราบกันเป็นอย่างดีว่า เปลวสีเงิน คือ 1 ในพันธมิตรที่มีบทบาทต่อคนในสังคม การปลอมแปลง ต่อเติมบทความในส่วนที่ไม่เป็นความจริงเช่นนี้ อาจก่อให้เกิดผลเสียหายต่อคนในสังคมที่กำลังแตกแยกอยู่ในปัจจุบัน หรือแท้จริงแล้ว เปลวสีเงินต้องการตอกย้ำความแตกแยกนี้ให้เด่นชัดมากขึ้น---> ใช่หรือไม่

ถึงแม้ว่า ในบทความของเปลวสีเงิน ในตอนท้ายจะระบุว่า บทกลอนที่เพิ่มเติมขึ้นมานั้น ไม่ใช่จากปากหลวงพ่อ

แต่ก็มีการชี้ชวน เชิงชี้นำ โดยใช้คำว่า เข้าใจว่าผู้รวบรวมธรรมบรรยาย คงนำที่หลวงพ่อทำนายไว้มาเรียบเรียงอีกต่อ

แต่จากเว็บของวัดท่าซุง ที่ทางทีมงานเว็บวัดท่าซุงได้ให้ไว้(เนื้อหาตามรายละเอียดที่ได้คัดลอกมาไว้ข้างต้นแล้ว)

เราจะพบว่า ไม่มีส่วนของคำกลอนใดๆ ที่ปรากฎอยู่ในเนื้อหาของเว็บวัดท่าซุงเลย ตามที่เปลวสีเงิน ได้อ้างว่าผู้รวบรวมธรรมบรรยาย คงนำที่หลวงพ่อทำนายไว้มาเรียบเรียงอีกต่อ

ดังนี้แล้ว สิ่งที่ปรากฎอยู่ในบทความของเปลวสีเงินนั้น มีวัตถุประสงค์อะไร---> นี่คือสิ่งที่เราต้องค้นหา ว่าแท้จริงแล้วเปลวสีเงินต้องการจุดกระแสใดให้กับสังคมไทยในปัจจุบัน

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ: 3511
Registration date: 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"--->คำทำนายปลอม

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Oct 22, 2008 10:13 pm



http://www.onopen.com/2007/editor-spaces/1648
ห่วงทหาร
ผู้เขียน: เปลว สีเงิน

คำประกาศเกียรติคุณ นายโรจ งามแม้น (เปลว สีเงิน)
ผู้ได้รับรางวัล “นักเขียนอมตะ” ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๘
คณะกรรมการพิจารณารางวัล “นักเขียนอมตะ” มีมติว่า นายโรจ งามแม้น (เปลว
สีเงิน) เป็นผู้สมควรได้รับรางวัลเกียรติยศ “นักเขียนอมตะ” ประจำปีพุทธศักราช 2548

เปลว สีเงิน หรือ นายโรจ งามแม้น เป็นนักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์
ผู้มีผลงานในรูปแบบบทความและคอลัมน์สืบเนื่องยาวนานกว่าสี่ทศวรรษ ข้อเขียนของ เปลว
สีเงิน กอปรด้วยเนื้อหาสาระที่ชัดเจน เสนอหลักการและความคิดอันลุ่มลึกของผู้เขียน
ทั้งในแง่สภาวะความเป็นไปของสังคม ปัญหาและวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ
ข้อมูลที่หนักแน่นและการวิเคราะห์เปรียบเทียบอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
ในอดีตกับภาวะในปัจจุบัน ทำให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงความเป็นจริง เข้าใจสิทธิ
และการมีส่วนร่วมที่ประชาชนพึงมีต่อสังคมของตน
ทั้งยังสามารถชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ใน ทัศนะของ เปลว สีเงิน ปัญหาทั้งหลายย่อมมีทางออก มิใช่ทางตัน
ข้อเขียนของเขาจึงมีทั้งข้อเตือน เสนอแนะ และท้วงติง ให้หลักการที่ชัดเจน
สื่อผ่านภาษาที่เฉียบคม เปี่ยมด้วยอารมณ์ขันและเมตตาธรรม เข้าใจง่าย
โดยเฉพาะในยามที่สังคมเกิดความสับสน ขัดแย้งในเชิงอุดมการณ์และความเป็นจริง

ใน ฐานะนักหนังสือพิมพ์ เปลว สีเงิน เป็นตัวอย่างของผู้ที่พิจารณาปัญหาและประเด็นต่างๆ
อย่างรอบคอบ ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ อันแสดงถึงความกล้าหาญ มั่นคงแน่วแน่
และความสุจริตใจทั้งต่อตนเอง ต่อจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพและสังคมส่วนรวม
จึงกล่าวได้ว่า เปลว สีเงิน เป็นต้นแบบของนักเขียนที่มีผลงานอันสมควร

ได้รับการเชิดชูเกียรติให้เป็น “นักเขียนอมตะ”
ประกาศ ณ
วันศุกร์ที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙


http://www.ryt9.com/news/2007-02-07/9182462/
มูลนิธิอมตะ จัดพิธีมอบรางวัล “นักเขียนอมตะ” ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๘

มูลนิธิอมตะ
ขอเรียน​เชิญท่านร่วมเป็นเกียรติในพิธีมอบรางวัล “นักเขียนอมตะ” ประจำปีพุทธศักราช
๒๕๔๘ วันพุธที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ​เวลา ๑๖.๐๐ — ๑๙.๐๐ น. ณ มูลนิธิอมตะ ๒๑๒๖
อาคารกรมดิษฐ์ ชั้น ๖ ถนน​เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ
๑๖.๐๐ น. ลงทะเบียน
๑๖.๒๐ น. การแสดงจากทัณฑสถานหญิงกลาง
๑๖.๔๕ น. นางจุฑามาศ ลิ้มประเสริฐ ผู้จัดการมูลนิธิอมตะ

กล่าวรายงานความเป็นมาของรางวัล “นักเขียนอมตะ”และชมวีดิทัศน์ “นักเขียนอมตะ”
๑๗.๐๐ น. นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานในพิธี กล่าวแสดงความยินดีและมอบรางวัล “นักเขียนอมตะ”
๑๗.๑๕ น. ​เปิดใจ “เปลว สีเงิน” นักเขียนอมตะ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๘
๑๗.๓๐ น. นาย
วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะ กล่าวขอบคุณและแสดงความยินดี
๑๘.๐๐ น. ​การอ่านบทละครเรื่องสั้น “ขอแรงหน่อยเถอะ” ดัดแปลงจากบทประพันธ์ศรีบูรพาจากนั้น
สังสรรค์ตามอัธยาศัย
กำหนดการแถลงข่าวพิธีเปิดตัว ดีวีดี ชุด ผมจะเป็นคนดี
๑๘.๓๐ น. พิธีกรกล่าวแนะนำรายการสถานีสนามเป้า ช่วงจักรพันธ์สัญจร
๑๘.๓๑ น. Hi-light DVD ชุด ผมจะเป็นคนดี
๑๙.๓๕ น. พิธีกรเชิญ คุณ
วิกรม กรมดิษฐ์ และ คุณจักรพันธุ์ ยมจินดา ขึ้นเวทีและพิธีกรสัมภาษณ์เปิดใจ
การจัดทำดีวีดีชุด ผมจะเป็นคนดี
๑๙.๑๐ น. สื่อมวลชนสัมภาษณ์
๑๙.๒๕ น. สังสรรค์ตามอัธยาศัย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
คุณรัฐพล(ปาล์ม)
๐๒-๗๙๒-๐๐๑๙, ๐๘๔-๑๔๗-๗๐๐๗
E-mail : ,rattapol@amata.com

http://www.oknation.net/blog/dinhinzai/2007/06/06/entry-1
วันนี้...คุณมี อิสรภาพแห่งความคิด แล้วหรือยัง??? ท่านคงต้องตอบตัวเองแล้วล่ะ

http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=mscc2&topic=1370
ดูเฉยๆ ไม่มีคำอธิบาย
ในรูปข้างบนทำไม พับ ธนบัตรเป็นรูปสามเหลี่ยมและ
หันหน้าธนบัตรหนึ่งดอลลาร์ ที่มีรูปดวงตาขึ้นมาให้เห็นชัดเจน
และทำไม ธนบัตร ๑๐๐ บาทของไทย
จึงให้เห็นแต่รูปเด็กและหนังสือ สถาบันกษัตริย์หายไปไหน


att

จำนวนข้อความ: 1075
Registration date: 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"--->คำทำนายปลอม

ตั้งหัวข้อ  guest on Thu Oct 23, 2008 1:10 am

ระหว่างคำตอบที่ ๓ กับ ๔ copy มาตกไปครับ

+++++++++

ทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าทั้ง ๑๐ รัชกาล
ในสมุดข่อยเล่มเดียวกันนี้ พระพุทธโฆษาจารย์ได้กล่าวทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแก่กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงใหม่ ในวันข้างหน้า
ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแต่ละรัชกาลดังนี้

รัชกาลที่ ๑. ทำนายว่า มหากาฬผ่านมหายักษ์

รัชกาลที่ ๒. ทำนายว่า รู้จักธรรม

รัชกาลที่ ๓. ทำนายว่า จำต้องคิด

รัชกาลที่ ๔. ทำนายว่า สนิทธรรม

รัชกาลที่ ๕. ทำนายว่า จำแขนขาด

รัชกาลที่ ๖. ทำนายว่า ราษฎร์ราชาโจร

รัชกาลที่ ๗. ทำนายว่า นั่งทนทุกข์

รัชกาลที่ ๘. ทำนายว่า ยุคทมิฬ

รัชกาลที่ ๙. ทำนายว่า ถิ่นกาขาว

รัชกาลที่ ๑๐. ทำนายว่า ชาววิไล

ความแม่นยำของคำทำนาย
เมื่อพิจารณาถึงคำทำนายและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละรัชกาลก็จะเห็นได้ชัดว่า คำทำนายนั้นถูกต้องเพียงใด

รัชกาลที่ ๑. ผ่าน พระเจ้าตากสิน ขึ้นครองราชย์สมบัติ

รัชกาลที่ ๒. ท่านว่างจากศึกสงครามก็หันมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้พระสงฆ์ค้นคว้าพระธรรมวินัยรวบรวมกันเป็นการใหญ่

รัชกาลที่ ๓. ท่านมีหัวคิดริเริ่มหาเงินมาสร้างสรรค์บ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองปรากฏมาจนถึงทุกวันนี้

รัชกาลที่ ๔. ท่านสนิทธรรม ก็เพราะพระราชาองค์นี้ทรงผนวชถึง ๒๗
พรรษา มีความคล่องตัวในพระธรรมวินัย ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน
และยังมีความสนิทสนมกับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) อย่างยิ่ง เป็นคู่บารมีกัน

รัชกาลที่ ๕. จำแขนขาด เราเห็นได้ชัดมาก
เพราะเราต้องเสียดินแดนไปหลายครั้งหลายหน
โดยพระองค์ทรงยอมเสียแขนขาดีกว่าเสียตัวทั้งหมด
คือยอมเสียผืนแผ่นดินบางส่วน เพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้

รัชกาลที่ ๖. เป็นโจร เพราะทรงใช้จ่ายเงินในท้องพระคลังจนหมดสิ้น
แต่อาตมาเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นนักชาตินิยม
มีพระปรีชาสามารถปลุกใจประชาชนให้รักชาติบ้านเมือง
เช่นมีเพลงบทหนึ่งทรงพระนิพน์ไว้ว่า “ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง
คงจะต้องบังคับขับไส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำร่ำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย”
ทรงเป็นนักประชาธิปไตย จึงได้ทำทุกอย่างให้บุคคลอื่นเห็นว่า
พระองค์ไม่ทรงถือพระองค์ เช่น แสดงมหรสพ เล่นโขนกับข้าราชบริพาร

ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังสามารถทำให้ประเทศไทยเป็นที่ปรากฏแก่ชาวโลก
โดยส่งทหารไปช่วยสงครามโลกครั้งที่ ๑. จึงจำเป็นต้องใช้เงินมาก
แม้จะใช้เงินมาก แต่ประโยชน์ก็เกิดแก่ประเทศชาติอย่างหนัก

รัชกาลที่ ๗. นั่งทนทุกข์ พระองค์เสวยราชสมบัติอยู่ในเกณฑ์ตกอับพอดี เงินในท้องพระคลังก็หมดมาแต่รัชกาลก่อน
พระองค์จึงทรงประทับอยู่บนกองทุกข์ต้องดุลข้าราชการออกเป็นจำนวน
มาก เท่านั้นยังไม่พอ ต่อมาพระองค์ต้องจำพระทัยสละราชสมบัติ
ไปนั่งทนทุกข์อยู่ต่างแดน จนสิ้นพระชนม์

รัชกาลที่ ๘. ยุคทมิฬ บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ ๒. ประชาชนตกอยู่ในสภาพบ้านแตก อดอยากยากแค้นแสนสาหัส
พระมหากษัตริย์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์จนสวรรคต

รัชกาลที่ ๙. ทำนายว่า ถิ่นกาขาว เราก็เห็นแล้วว่าฝรั่งมาอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ล้วนแต่คนผิวขาวทั้งนั้น

สำหรับรัชกาลต่อไป คือ รัชกาลที่ ๑๐. ทำนายว่า ชาววิไล
หมายความว่า บ้านเมืองเราได้ผ่านยุคเข็ญมาแล้ว
จะได้ประสบความเจริญรุ่งเรืองกันเสียที
เราจะมั่งคั่งสมบูรณ์เหมือนนานาอารยะประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย

guest
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"--->คำทำนายปลอม

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Oct 23, 2008 4:34 am

ขอขอบคุณ ท่าน att ที่ช่วยเพิ่มเติมเนื้อหาให้สมบูรณ์

และคุณ guest ที่ช่วยเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดไปค่ะ


_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ: 3511
Registration date: 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"--->คำทำนายปลอม

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Oct 23, 2008 1:19 pm

ขอให้ทุกท่านถือว่า ยันต์ธงมหาพิชัยสงคราม เป็นสิ่งสำคัญที่สุด สำคัญกว่า "เหรียญเอกราช" ที่ได้รับแจกไป


http://board.palungjit.com/showthread.php?p=190382
...ธงมหาพิชัยสงคราม...
............ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ซึ่งได้ส่งเจ้าพระยาโกษาปาน ไปทำสัมพันธ์ไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔
ซึ่งได้มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า



“...........เมื่อเรือสำเภาอันจะเข้าสู่กรุงฝรั่งเศสนั้น
จะต้องผ่านวังน้ำอันวนเชี่ยวใหญ่ เรือสินค้ามากมายถูกดูดลงสู่วังน้ำวน จมลงนับร้อย
เรือสำเภาอันเจ้าพระยาโกษาปานราชทูตโดยสารมานั้น จะถูกดูดเข้าวังวน
ปะขาวอาจารย์ของเจ้าพระยาโกษาปาน ได้ตั้งพิธีขึ้น ระลึกถึงพุทธานุภาพ ทำอาโปกสิณ
บัดหนึ่งก็เกิดลมสลาตันยกเรือสำเภาของพระยาโกษาปาน
ข้ามผ่านวังน้ำวนนั้นไปเป็นที่อัศจรรย์ ...........ในเวลาเที่ยง พระเจ้าหลุยส์ที่
๑๔ ได้ทรงให้ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์แม่นปืนสองหมู่ หมู่หนึ่งชุดแต่งกายแดงร้อยคน
หมู่หนึ่งชุดแต่งกายดำร้อยคน ตั้งกองอยู่ตรงข้ามกัน ห่างกันสักสี่สิบห้าสิบวา
ฝ่ายทหารชุดแต่งกายแดงทั้งร้อยคน ยิงปืนไปยังหน่วยทหารแต่งกายดำ
ลูกปืนเข้าสู่ลำกล้องของทหารแต่งกายดำทั้งร้อยกระบอก พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔
ทรงตรัสว่า พระเจ้าแผ่นดินสยาม มีทหารแม่นปืนเช่นนี้หรือไม่ ?
เจ้าพระยาโกษาปานตอบว่า ในเมืองสยามไม่มีทหารแม่นปืน เหมือนเช่นในฝรั่งเศส
เพราะอาวุธปืน ไม่อาจทำอันตรายทหารสยามได้ จึงไม่มีความจำเป็น ในการตั้งกองทหารปืน

พระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔ จึงตรัสว่า มีเหตุเช่นนั้นจริงหรือ ?



..........เจ้าพระยาโกษาปานจึงกราบทูลตอบว่า
“ข้าพระพุทธเจ้า จะขอแสดงให้ทอดพระเนตรในวันพรุ่ง โดยขอให้หน่วยทหาร
ทั้งชุดแดงและชุดดำ เป็นผู้ยิงปืน”

...........ในวันรุ่งขึ้น
ปะขาวได้ตั้งศาลเพียงตา แลวางสายสิญจน์รอบปักธงธวัชแล้ว
ให้กลาสีเรือชายสยามทั้งร้อย เข้าไปอยู่ภายในวงรอบสายสิญจน์ มลฑลพิธี
ภายนอกห่างไปสักยี่สิบวา ทหารชุดแต่งกายแดง และทหารชุดแต่งกายดำ พร้อมปืนยืนรออยู่
เมื่อปะขาวผู้ทรงศีลให้สัญญาณ เจ้าพระยาโกษาปาน จึงกราบทูลให้พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔
รับสั่งให้ทหารปืนทั้งหมด เล็งยิงไปยังกลาสีเรือชายสยามทั้ง ๑๐๐ คนนั้น ...........



............เสียงปืน ๒๐๐ กระบอก ดังสนั่นหน้าพระที่นั่ง
ควันปืนอบอวลคลุ้งกระจาย ลูกกระสุนปืนทั้ง ๒๐๐ นัด มิได้ระคาย
แม้ชายเสื้อทหารสยามทั้งหลาย เป็นที่อัศจรรย์ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔
จึงทรงตรัสถามเจ้าพระยาโกษาปานว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
มียอดทหารเช่นนี้อีกเท่าใด? เจ้าพระยาโกษาปานกราบทูลตอบว่า “ชายสยามเหล่านี้
เป็นเพียงประชาชนชาวบ้านธรรมดาทั่วๆ ไป ที่เกณฑ์มาเป็นกลาสีเรือเท่านั้น
ส่วนทหารของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเจ้านั้น เยี่ยมยอดกว่านี้มากมาย (ความจริงแล้ว
กลาสีเรือทั้ง ๑๐๐ คนนี้ คือหน่วยอาทมาต ที่ได้ศึกษาวิชชาชาตรี
เจนจบในตำหรับพิชัยสงครามมาเป็นอย่างดีแล้ว)

............พระเจ้าหลุยส์ที่
๑๔ ตรัสสรรเสริญ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ว่ามีบารมี ที่มีทหารหาญ
ที่แกร่งกล้าและคงทนแก่ศาสตราวุธ จึงสามารถรักษาประเทศสยาม
ให้เป็นเอกราชไว้ได้..........”


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Oct 23, 2008 1:29 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ: 1075
Registration date: 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: "จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง"--->คำทำนายปลอม

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Oct 23, 2008 1:21 pm


...........ธงมหาพิชัยสงครามนี้จะเป็น
ธงที่ใช้ในการออกรบในสมัยพระร่วงเจ้า ได้รับชัยชนะต่อข้าศึกทั้งหลาย..........


...........ภายในธง ประกอบด้วย พระบารมี แห่ง พระพุทธเจ้า พระธรรม
พระอริยะสงฆ์เป็นหลัก..........

...........ดังในยอดธง มี พุทธะสังมิ
ซึ่งเป็น คำย่อของ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง คัจฉามิ เป็นการสรางความมั่นคงต่อ
พระรัตนะตรัย เป็นการประกาศขอยึดเป็นสรณะที่พึ่งอันสูงสุด ...........


............ถัดมา คือ อะ สัง วิ สุ โล พุ สะ พุ ภะ ซึ่งเป็นคำย่อ
ของพุทธคุณ อันมี ตั้งแต่ อะระหัง จนถึงภควาติ...........


............เป็นการนำใจที่เคารพแล้ว เข้าถึงความเป็นพุทธะ คือความสะอาด
สว่าง สงบ ตามที่องค์สมเด็จพระจอมไตรได้ตรัสสั่งและสอน............


............ถัดมาอีกในวงกลมแต่ล่ะวง นับได้ 10 วง เปรียบถึง บารมี 10
ประการ ภายในวงใหญ่ ได้อัญเชิญรูปภาพเปรียบแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อยู่ตรงการภายในวงกลม คือองค์สมเด็จองค์ปฐมต้นสุด รอบมีรูปองค์พระทั้ง 28
พระองค์ตามปรากฏในพระคัมภีร์ต่างๆ เช่น คัมภีร์พระไตรปิฎก เป็นต้น รอบกลับบัวมี
คาถาบารมี 30 ทัศ ซึ่งกลับบัวเทียบเสมือนรัศมีแห่ง พระพุทธคุณ พระบารมี
ที่แผ่กระจาย ปกคลุมผู่ที่ได้ครอบครอง และทั่วไปโดยรอบด้าน..........


...........กล่าวโดยสรุป ธงมหาพิชัยสงครามนี้ มีคุณทั้งทางโลกและทางธรรม
ในทางโลกเป็นไปตามโลกธรรมต่างๆ ส่วนในทางธรรมแล้ว เปรียบประมาณค่ามิได้ คือ
การเข้าถึงไตรสรณะคมส์ การบำเพ็ญบารมี 10 ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ เพื่อละสังโยชน์ 10
ประการ เป็นทางแห่ง มรรคผล พระนิพพานในที่สุด...........

...........
ภายในดอกบัวใหญ่ที่ปรากฏภาพพระพุทธเจ้านั้น เป็นพระนามของพระพุทธเจ้าทั้ง 28
พระองค์ กลีบบัวใหญ่บรรจุด้วยพระคาถาอาวุธพระพุทธเจ้านั่นคือ บารมี 10
ประหนึ่งว่าวงกลมทั้ง 10 วงบนยันต์ ก็คือบารมี 10 นั่นเอง ที่ยอดพุ่มของธง
เป็นคำย่อของบท อิติปิโสฯ และบนยอดธงบรรจุคาถา พุท ธะ สัง มิ คือคำย่อของไตรสรณาคม
ในวงย่อยแต่ละวง มีคำว่า พุท ธะ มะ อะ อุ นะ โม พุท ธา ยะ อยู่ด้วย
ที่บัวดอกเล็กเป็นคาถา บารมี 30 ทัศ บทว่า อิ ติ ปา ระ มิต ตา ติง สาฯ ...........


............ยันต์นี้ไม่เพียงแต่มีชัยในทางโลกธรรม
หากแต่เป็นเครื่องหมายเตือนพระโยคาวจรทั้งหลายว่า
หัวใจของการชนะกิเลสทั้งปวงอาศัยบารมี 10 เป็นเครื่องประหาร
เมื่อสามารถทรงบารมีทั้ง 10 ประการครบถ้วน ท่านก็ชนะหมดโลก คือ
ชนะกิเลสในใจของท่านทั้งหลายนั่นเอง ............


.............จึงถือได้ว่าพุทธานุภาพของยันต์พิชัยสงครามนี้
เป็นคุณแก่ท่านที่มีไว้ครอบครองแท้จริง ............


.............สงครามที่เหลืออยู่คือสงครามที่ท่านรบกับใจตัว
ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ชนะสมดังปรารถนาเถิด. .............


.............หมายเหตุ : *มะ อะ อุ - อุ อะ มะ - อะ มะ อุ *
หลวงปู่มหาอำพัน วัดเทพศิรินทราวาส ได้เมตตาเขียนไว้ดังนี้ .............


อะ - อรหัง สัมมาสัมพุทโธ
อุ - อุตตะมัง ธัมม มัชฌะคา
มะ -
มหาสังฆัง ปะโพเธสิ อิจเจตังรตนัตตะยัง


ยอดธง
พุท-ธะ-สัง-มิ

ย่อมาจากไตรสมณคมณ์-พุทธังสรณังคัจฉามิ ธรรมมังสรณังคัจฉามิ สังฆังสรณังคัจฉามิ

บนพานใต้เสาธง
อะ
สังอะ
วิสังอะ
สุวิสังอะ
โลสุวิสังอะ

ปุโลสุวิสังอะ
สะปุโลสุวิสังอะ
พุสะปุโลสุวิสังอะ

อะสังวิสุโลปุสะพุภะ

ยันต์กลม1
ธา ลัง ถะ
ตัง มะ ติ
ตะ โน
ยา

กลมดำ2
ล้อมด้วย
ระมิติงสา-พัญญูมาคะ-ตาธิมนุปัตโต-โสจะเตนะโม

แถวกลาง
ปิ
ติ
โพติ อิ ติธา
ติ
สัพ


ถอดพิศดารมากจาก
อิติปาระมิตาติงสา อิติสัพัญญูมาคะตา
อิติโพธิมนุปปัตโต อิติปิโสจะเตนะโม

วงกลมแถว3
วงซ้าย
นะโมพุทธายะมะอะอุ แบบตาหมากรุก(ม้า)อนุโลม
วงขวา นะโมพุทธายะมะอะอุ
แบบตาหมากรุก(ม้า)ปฏิโลม
กลมแถว4
กลมซ้าย
จะ ติ ยา
ลัง มะ นา

ธา ตัง ตะ
กลมขวา
ชิ ติ ยา
โส มะ เต
เน นา ชิ

อะ เต สะ
ตา สะ มะ เต ถุ
ถะ ภะ สิ โล เพ วิ ติ มา
ติน วะ ภะ ธา ชุ นุ นา มา
ตะ
นิ สะ เถ นิ รุ เม จะ


____________________________________________________________
“อันสตรี ไม่มีศีล
ก็สิ้นสวย

บุรุษด้วย
ไม่มีศีล ก็สิ้นศรี
อันนักบวช ไม่มีศีล
ก็สิ้นดี

ข้าราชการ
ศีลไม่มี ก็เลวทราม”

att

จำนวนข้อความ: 1075
Registration date: 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ