คอคอดกระ vs ใต้น้ำท่วม !

หน้า 2 จาก 2 Previous  1, 2

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: คอคอดกระ vs ใต้น้ำท่วม !

ตั้งหัวข้อ  ฅนไท on Mon Nov 08, 2010 2:20 am

จากเอกสาร นโยบายเชิงรุกในการยึดครองแผ่นดินไทยภายใน 10 ปี ข้างบน

ข้อที่ 1 ต้องยุยงให้มันทะเลาะกันในหมู่พระสงฆ์ นักการเมือง นักศึกษา ประชาชน ทำลายสถาบันกษัตริย์

ต้องใช้เงินในการทำ CD (หมายถึงแผ่น CD ภาพนิ่งหรือคลิปต่างๆที่ถูกเผยแพร่ในขณะนี้) ให้สถาบันเสื่อม

2. ต้องใช้เงินมากก็ต้องยอม ทำลายติดต่อกันโดยส่งคนเข้าทุกพรรค

3. การจ้างคนทำลายพระสงฆ์และวัดไทย ยังต้องทำต่อเนื่องเอาคนของเราแทรกเข้าไปในวัดไทยให้มากที่สุด

และวางคนตีโอบทางภาคเหนือลงมาโดยเร็ว โดยใช้มุสลิมวัยผู้ใหญ่เข้าไปค้าขายโรตีและของที่ระลึก

...... เดิมทีเอกสารชิ้นนี้ได้จัดทำขึ้นจาก โรงเรียนจารกรรมCIA ที่นนทบุรี(กล่าวไปแล้ว) จัดว่าเป็นผลงานชิ้นแรก ที่กะว่าจะใช้ปลุกระดมพระสงฆ์ในศาสนาพุทธ เพื่อสร้างกระแสให้เป็นสงครามศาสนา คล้ายกับอิสลามกับคริสต์ที่รบกันในตะวันออกกลาง

.... เอกสารนี้ ได้ถูกCopy ที่วัดสระเกศ จากนั้นได้แจกจ่ายที่มหาจุฬาฯ โดยศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนา วัดราชาธิวาส ของจริงมีตราเจ้าคณะ และลายเซ็นพร้อม (ของคุณนั้นเป็นฉบับคัดลอกอีกทอดหนึ่ง) จากนั้นได้มอบเอกสารดังกล่าว ให้กับคณะพระธรรมทูตลงไปทางใต้ และถูกนำขึ้นมา กทม.อีกครั้ง หลังจากนั้นได้มีการCopy แจกกันในการรณรงค์ให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ไปพร้อม ๆ กับการโจมตี ประธาน คมช. ว่าเป็นมุสลิม (คงไม่ต้องบอกว่าผู้ที่ได้ประโยชน์จากใบปลิวนี้คือกลุ่มใด !)

...... ถามว่า ... ทำไมจึงรู้เรื่องการปลอมเอกสารผู้ก่อการร้ายนี้ ก็เพราะว่ามันเป็นหนังเก่า = นี่คือจุดอ่อนของ CIA มักจะไม่ชอบวางแผนอะไรใหม่ ๆ ชอบทำซ้ำซาก อย่างด้านๆ ดูถูกความคิดและวิจารณญาณรวมทั้งความรักชาติของคนไทย ในวงการเคลื่อนไหวและแกนนำพระพุทธศาสนานั้นรู้ดี และเข้าถึงแหล่งผลิต ดังนั้นเอกสารชิ้นนี้จึงไม่เกิดผลทางจิตวิทยาตามเป้าหมายที่ CIA คาดหวังให้เกิดสงครามศาสนา ทั้ง ๆ ที่ฆ่าตัดคอพระสงฆ์ภาคใต้ แต่ปรากฏว่าพระสงฆ์ 2 หมื่นรูปสมัครเข้าร่วมโครงการในพระบรมราชินูปถัมภ์ ลงไปจำพรรษาอยู่ใน 3 จตช.โดยไม่หวั่นอันตราย ชนิดCIA เองก็คาดไม่ถึง เลยต้องหันมาโจมตีหน่วยรบ และฆ่าคนมุสลิมแทน ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน

.....กรณีการปลอมจดหมายผู้ก่อการร้ายโดย CIA แล้วถูกจับได้หน้าแตกเหมือนกับที่เคยเกิดมาแล้วเมื่อปี 2517
ในครั้งนั้น CIA ได้ปลอมจดหมายให้กับ ผกค.ถึงนายกฯ สัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อขอแบ่งแยกดินแดนภาคอิสาน เพื่อเป็นเขตปลดปล่อยปกครองตนเองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์(มีการชักธงประจำประเทศที่ทำขึ ้นใหม่เหมือนกับที่ทำในปัตตานี 2550 เปี๊ยบ !)

ในกรณีCIA ปลอม จดหมาย ผกค. ดังกล่าวนั้น นายกสัญญาฯ ได้เชิญนายวิลเลี่ยม อาร์ดินเนอร์ เอกอัครราชทูตอเมริกา ประจำประเทศไทย เข้าชี้แจง และนายวิลเลี่ยม ได้ทำหนังสือขอโทษอย่างเป็นทางการต่อกรณีที่เกิดขึ้น พร้อมนั้นได้ออกคำสั่งให้ปิดสำนักงาน CIA ในจังหวัดสกลนคร ส่วนเจ้าหน้าที่ CIA ที่กระทำความผิดนั้น นายวิลเลี่ยม ได้ใช้เอกสิทธิทางการทูต ส่งกลับประเทศไป แทนที่จะส่งตัวให้รัฐบาลไทยนำไปดำเนินคดี และเข้าสู่ชั้นศาลในคดี เป็นจารชนบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ ซึ่งมีโทษถึงประหาร...

ดังนั้น ก็ขอบคุณอีกครั้งสำหรับเอกสารของคุณ เพราะสามารถบอก และยืนยันเหตุการณ์ในปัจจุบันว่า มีที่มาจากแหล่งไหน และองค์กรใด

ฅนไท

จำนวนข้อความ : 193
Registration date : 04/11/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: คอคอดกระ vs ใต้น้ำท่วม !

ตั้งหัวข้อ  ฅนไท on Mon Nov 08, 2010 2:24 am

.....เชื่อมั่นว่าท่านที่อ่านกระทู้นี้ ต้องรู้เรื่องการทำสำนวนส่งฟ้องศาล อย่างน้อยไม่รู้ก็สามารถสอบถามได้ ไม่ใช่เรื่องลับอะไร
สิ่งสำคัญที่สุดของโจทก์หรือจำเลยต้องมีก็คือ เอกสารที่ Up to Date หมายถึงเอกสารที่ยังไม่หมดอายุ และใช้กับทางราชการได้(จึงต้องมีการรับรองสำเนาเอกสารทุกครั้ง) ไม่ว่าโจทก์หรือจำเลยเอกสารชิ้นแรกที่ขาดไม่ได้คือ บัตรประจำตัว=ที่ยังไม่หมดอายุ(ขอให้จำข้อความนี้ไว้ให้ดี) หากหมดอายุคำฟ้องนั้นเป็นอันตกไป เรียกว่าฟ้องไม่ได้=แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม แม้ว่าโจทก์จะเป็นฝ่ายถูก แต่เอกสารมันนำสืบไม่ได้เพราะไม่สามารถใช้ทางราชการได้ เนื่องจากหมดอายุ ตรงนี้แหละคือประเด็น..!!!

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่อง พรบ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ กับ ที่ธรณีสงฆ์ กันล่ะ ???

..... และแล้ว....

...... อีกหน้าหนึ่งประวัติศาสตร์แห่งชนชาติไทย ก็เพิ่มบันทึกข้อความใหม่ลงไปอีกเหตุการณ์หนึ่ง ว่า...

"....หลังจากที่ได้มีการอภิปรายร่าง พรบ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และร่าง พรบ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวงกรม ซึ่งเรียกรวม ๆ กันในนามของ "พรบ.ปฏิรูประบบราชการ" อย่างเคร่งเครียดเป็นเวลา 2 วัน

ในที่สุดที่ประชุมก็มีมติผ่านร่าง พรบ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยคะแนน 141 ต่อ 3 และได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง 34 คน และจากนั้นที่ประชุมได้มีมติผ่านร่าง พรบ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวงกรมด้วยคะแนน 134 ต่อ 2

พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2546

.......................................... ..........................................

และนี่คือการเปลี่ยนการบริหารประเทศ ให้เป็นบริษัท ที่มาของ ผู้ว่าCEO

สิ่งที่น่าสังเกตุเป็นอย่างยิ่งคือ ผู้ลงนามเป็นรองนายกฯ ทั้ง ๆ ที่นายกรัฐมนตรียังปฏิบัติหน้าที่ และมิได้ลาป่วยเป็นทางราชการแต่ประการใด ????

"""""""""""""""""""""""""
ผลพวงที่ ทักษิณได้รับเต็ม ๆ จากการปฏิรูประบบราชการนี้ ทำให้ " พ้นสภาพจากการถูกฟ้องจากคณะสงฆ์ไทย ในกรณีที่ดินอัลไพน์ "

เฮ้ย...!! ครับ.. เป็นงั้นจริง ๆ อย่าเพิ่งแปลกใจ...แจ๊คพ๊อต แผนนี้ยิงปืนนัดเดียว ได้นกทั้งฝูง....

ฅนไท

จำนวนข้อความ : 193
Registration date : 04/11/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: คอคอดกระ vs ใต้น้ำท่วม !

ตั้งหัวข้อ  ฅนไท on Mon Nov 08, 2010 2:25 am

....... ข้อความสำคัญ ในท่อนแรกของทุก พรบ. จะมีข้อความทำนองนี้ เหมือนกันทั้งสิ้น ว่า

".....พระราชบัญญัติ กฏ บทบัญญัติ ระเบียบ ข้อบังคับใด ขัดหรือแย้งต่อ พระราชบัญญัตินี้ ถือว่าเป็นอันใช้บังคับมิได้...."
ความหมายโดยรวมก็คือ ยกเลิก พรบ.นั้น ๆ ไปโดยปริยาย โดยไม่ต้องระบุว่ามี พรบ. หรือ กฏหมายใดบ้างต้องยกเลิก ซึ่งนักกฏหมายต้องรู้ และติดตามค้นหาเอาเอง....เป็นงั้นจริง ๆ

.....ทุกท่านที่กำลังอ่านมาถึงบรรทัดนี้ คงจำได้ว่า....

ภายหลังประกาศปฏิรูประบบราชการ มีกระทรวงเกิดใหม่ และหลายกระทรวง หลายกรมถูกยุบ หรือเปลี่ยนไปอยู่กระทรวงอื่น หนึ่งในกรมสำคัญที่ถูกยุบ (อันนี้สำคัญมาก) คือ กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ถูกโยกไปขึ้นกับกระทรวงวัฒนธรรม

...... กรมการศาสนา เดิม มีหน้าที่กำกับดูแลและอุปถัมภ์องค์การศาสนา เป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคม โดยตำแหน่ง และยังต้องทำบัญชีรายรับจ่าย(เมื่อทางวัดร้องขอมา) รักษาทรัพย์พระศาสนา ไม่ว่าจะเป็นเงิน ถาวรวัตถุ และที่ดินวัด(ทั้งวัดร้าง และ ไม่ร้าง) นำเสนอชื่อพระสงฆ์ที่จะได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ทุกระดับ ต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการเป็นพยานหรือฟ้องร้องแทนคณะสงฆ์

แต่เมื่อถูกโยกไปอยู่กระทรวงวัฒนธรรม หน้าที่ดังกล่าวข้างต้นถูกตัดทิ้งหมด ให้ทำหน้าที่เพียง "จัดพิธีการทางศาสนา" = นิมนต์พระ หรือ ผู้นำศาสนา ในกิจการของรัฐ หรือ พิธีหลวงเท่านั้น

... สำหรับหน่วยงานที่มาทำหน้าที่ดูแล กำกับคณะสงฆ์ กลับไม่มีกฏหมายกำหนดอำนาจหน้าที่ เป็นแต่เพียงตั้งขึ้นมาลอย ๆ ไม่มีฏีกาเบิกจ่ายตามวิธีการงบประมาณ ไปขึ้นตรงกับ "นายกรัฐมนตรี" ขณะนั้นก็คือ ทักษิณ ชินวัตร (ตรงนี้พักไว้ก่อน มีโอกาสจะขยายความอีกที)

ทีนี้เรื่องของเรื่องก็คือว่า พรบ.คณะสงฆ์ ก็ไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้นในการยกเลิกไปด้วย ซึ่งเนื้อหาสาระสำคัญของพรบ.คณะสงฆ์ ก็อยู่ตรงเรื่อง "ที่ดินของวัด" หรือ "ที่ธรณีสงฆ์" ก็กลายเป็นว่าไม่มีกฏหมายใด ๆ มาคุ้มครองที่ดินของวัดทั้งประเทศไทย ได้อีกต่อไป ...

... ยิ่งไปกว่านั้น หากใครโกงที่วัดไปเป็นสมบัติตน... ออกโฉนดปลอม... พระที่มีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส หรือเรียกตามกฏหมายว่าพระสังฆาธิการ ก็ฟ้องไม่ได้ เพราะ ตำแหน่งพระสังฆาธิการ เป็นตำแหน่งที่ตั้งขึ้นโดยอาศัยความตามอำนาจแห่ง พรบ.คณะสงฆ์ ซึ่งได้ถูกยกเลิกไปเรียบร้อย โดยอาศัยการหมกเม็ด ฉ้อฉล ไปพร้อมกับการปรับปรุงระบบราชการ....

........ ด้วยเหตุฉะนี้ ... ทักษิณ ก็รอดพ้นจากการถูกฟ้องร้องเรียกสนามก๊อฟคืนตามที่ได้กล่าวไว้แต่แรก

....แต่เรื่องมันไม่จบแค่นั้น.... อวตารบานปลาย...ผู้หวังดีประสงค์ร้ายกับพระพุทธศาสนา ต่อยอดเรื่องนี้ออกไป ให้กลายเป็นว่า สามารถยึดที่วัดได้ทั่วประเทศ อย่างถาวรไม่ผิดกฏหมาย โดยใช้อำนาจบริหาร

เรามาดูกันต่อว่า เกิดผลกระทบอย่างไร ต่อสถาบันพระพุทธศาสนา ภายหลังจากมีการยกเลิกเพิกถอน พรบ.คณะสงฆ์ โดยปริยาย ....นั้น

ฅนไท

จำนวนข้อความ : 193
Registration date : 04/11/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: คอคอดกระ vs ใต้น้ำท่วม !

ตั้งหัวข้อ  ฅนไท on Mon Nov 08, 2010 2:31 am

ผลแห่งการปฏิรูประบบราชการ ทำให้ พรบ.คณะสงฆ์ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย ส่งผลให้...

1. " ยกเลิกตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชในประเทศไทย "

เหตุผล :: เพราะตำแหน่งพระสังฆราช จะแต่งตั้งได้โดยอาศัยอำนาจตาม พรบ.คณะสงฆ์ เท่านั้น ที่จะกราบบังคมทูลฯ ให้ทรงโปรดเกล้าฯ โดยการนำเสนอของ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ

หมายเหตุ :: บทพิสูจน์ ทักษิณ จึงสามารถตั้ง สมเด็จเกี่ยวเป็นว่าที่สังฆราชได้ โดยไม่เป็นการละเมิดพระราชอำนาจฯ (เป็นข้อพิสูจน์ได้ชัดว่า พรบ.คณะสงฆ์ ได้ยกเลิกไปแล้ว) และ ทักษิณ ก็ไม่ผิดกฏหมายใด ๆ (เพราะกฏหมายยกเลิกแล้ว...แต่ประชาชนต่างหากที่ไม่รู้)

2. " องค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย มหาเถรสมาคม กลายเป็นองค์กรเถื่อน"

เหตุผล. เพราะมหาเถรสมาคม ตั้งมาโดยสมเด็จพระสังฆราชที่อาศัยอำนาจตาม พรบ.คณะสงฆ์ ดังนั้น เท่าที่ปรากฏให้เราเห็นว่ายังมี มหาเถรสมาคมบริหารอยู่นั้น พูดจริง ๆ คือ "ของปลอม" หรือ "หน่วยงานเถื่อน" ไม่มีอำนาจทางกฏหมาย และไม่มีกฏหมายใด ๆ รองรับคำสั่งที่มีมาโดยมหาเถรสมาคมฯ

.... เรื่องนี้ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะหนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ได้รับคำติงมาแต่ต้นว่า "..เหตุใดไม่แจ้งให้คณะสงฆ์ทั่วประเทศได้รู้ทั่วกัน ว่าไม่มีมหาเถรสมาคมแล้ว ? " คำตอบของ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ คือ "บอกไม่ได้...ขืนบอกแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ ยังไง ๆ ก็ดูแลกันเองไปก่อน ไม่งั้นเสียการปกครอง"

.... จะเห็นได้ว่า เจ้าคณะทุกระดับ ไม่ว่าเจ้าคณะภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล หรือ แม้กระทั่งเจ้าอาวาส ล้วนแล้วแต่แต่งตั้งโดยอำนาจของ พรบ.คณะสงฆ์ ตำแหน่งบริหารการคณะสงฆ์ทุกระดับ จึงถูกยกเลิกไปโดยปริยาย พร้อมกับ พรบ.คณะสงฆ์ฯ นั่นเอง

......... และนี่คือ การทำลายองค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย อย่างถึงราก ถึงโคน ซึ่งแน่นอนที่สุด ผู้ที่วางแผน และดำเนินการให้เกิดเหตุเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เป็นพุทธศาสนิกชน โดยปราศจากข้อสงสัย

3. " ชายไทยที่บวชเป็นพระสงฆ์ กลายเป็นคนเถื่อน ไร้สัญชาติ "

เนื่องจากผู้ที่บวชเป็นพระสงฆ์แล้วนั้น จะไม่สามารถใช้บัตรประชาชนเช่นเดียวกับประชาชนไทยทั่วไปได้ แต่เดิมทางกรมการศาสนา ได้ออกเอกสารราชการตามอำนาจ พรบ.คณะสงฆ์ เอกสารนั้นเรียกว่า ใบสุทธิ หรือ บัตรประจำตัวพระ (ดูภาพ)


จากภาพด้านขวา จะเห็นว่ากรมการศาสนา ซึ่งเดิมขึ้นตรงต่อกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกเอกสารนี้โดยอาศัยคำสั่งมหาเถรสมาคม องค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย ภายใต้ พรบ.คณะสงฆ์

แต่เมื่อ พรบ.คณะสงฆ์ ถูกยกเลิกไป ใบสุทธินี้ก็ไม่สามารถใช้ได้ตามกฏหมาย เพราะเหมือนกับบัตรหมดอายุ (ที่ได้เน้นไว้แต่ต้นเรื่องบัตรหมดอายุ)

........ ดังนั้น จึงไม่สามารถฟ้องร้องต่อศาล แจ้งความ เป็นพยาน หรือ แต่งตั้งตัวแทน(มอบฉันทะ) รวมทั้งไม่สามารถดำนินกิจกรรมใด ๆ อันถูกต้องกับระเบียบราชการได้ แม้ทำไปก็เป็นโมฆียะ(บอกล้าง หรือ ยกเลิกเมื่อไร ก็เป็นโมฆะ) และนี่แหละคือกรณีที่ทำให้ ทักษิณ สบายใจว่าจะไม่ถูกฟ้องเรื่องที่ดินจากคณะสงฆ์ เพราะคณะสงฆ์สิ้นสภาพโดยกฏหมาย

.... ที่น่าสงสารคือ พระสงฆ์ที่ท่านได้บวชด้วยความศรัทธา กลับกลายเป็นคนไร้สัญญาชาติ ไม่มีแม้บัตรประจำตัวที่ถูกต้องต่อระเบียบทางราชการ พวกแม้ว กระเหรี่ยงอพยพ ยังดีเสียกว่าที่มีบัตรแสดงได้ แต่พระสงฆ์ไทยกลับถูกทำลายโดยสิ้นเชิง ในทุกสภาวะ ทุกรูปแบบ ไม่เว้นแม้กระทั่งสัญญชาติ ซึ่งแน่ละหากว่ากันตามกฏหมาย " ชายไทยผู้ที่บวชหลัง ปฏิรูประบบราชการ ต้องกลายเป็นคนเสียสัญชาติไปโดยปริยาย"....

...... เศร้า ครับ..เศร้า....!!

และเมื่อสามารถทำลายรากเง่าของพระพุทธศาสนาได้โดยสิ้นเชิงสำเร็จแล้ว ก็เป็นช่วงระยะเวลาของการผลักดันพระสงฆ์ออกจากพื้นที่
..... และหลังจากนั้น พรบ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ จึงออกตามมา โดยไม่ต้องกล้วว่าจะต้องมีเรื่องติดขัดเกี่ยวกับที่วัดไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่อง พรบ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ ไว้จะมาเล่าสู่กันฟังในครั้งหน้า

........... ตอนนี้ขอพักใจ ยิ่งเขียนยิ่งเศร้า... เพราะไม่เพียงแต่เป็นการปล้นพระสงฆ์องค์เจ้า ยังแถมเผาทำลายไม่ให้เหลือรากเง่าองค์กร และสัญชาติ ยังงี้..เขียนต่อไม่ไหว ครับ บอกตรง ๆ

ฅนไท

จำนวนข้อความ : 193
Registration date : 04/11/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: คอคอดกระ vs ใต้น้ำท่วม !

ตั้งหัวข้อ  ฅนไท on Mon Nov 08, 2010 2:34 am


""""" บัตรประจำตัวพระสงฆ์ไทยของเดิม ซึ่งออกถูกต้องตามกฏหมาย เพราะอาศัยอำนาจตาม พรบ.คณะสงฆ์ สังเกตุตรา กรมการศาสนา(ตามภาพ)

""""""" ปัจจุบันบัตรประจำตัวพระสงฆ์ไทย ออกโดย สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นเอกสารที่มิชอบด้วยกฏหมาย(ไม่มีกฏหมายรองรับหน่วยงาน) ทั้งไม่มีงบประมาณ ปัจจุบันสำนักพุทธจังหวัดต้องขอเรี่ยไรเงิน คอมพิวเตอร์จากวัดต่าง ๆ ในจังหวัดนั้น ๆ แม้กระทั่งโต๊ะเก้าอี้ที่ใช้ก็ตาม

หมายเหตุ
สำนักพุทธฯ ขึ้นตรงต่อนายกฯ (ซึ่ง ทักษิณ เอาสถาบันพระพุทธศาสนามาควบคุมเอง) ดังนั้นนายกฯจึงปลด-ถอด ตั้งพระราชาคณะได้
- สิ่งพิสูจน์ทราบว่า พรบ.คณะสงฆ์ฯ ยกเลิกไปแล้ว ก็คือ

การนำรายชื่อพระราชาคณะเพื่อกราบบังคมทูลฯ ให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ นั้น เป็นหน้าที่ของ กรมการศาสนา ผู้นำเสนอคือ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ

แต่ปัจจุบันนำเสนอโดย ผอ.สำนักพุทธฯ ซึ่งไม่มีระบุไว้ในกฏหมายให้มีอำนาจและหน้าที่แต่อย่างใด

ทั้งไม่ปรากฏว่า มีการเปิดสภาพิจารณาร่าง พรบ.คณะสงฆ์ฯ ฉบับใหม่ แม้แต่ในรัฐบาลทักษิณ หรือ รัฐบาล คมช.ที่ผ่านมา (เคยมีการยกร่างฯ สมัยทักษิณ แต่หมดวาระเสียก่อนจึงไม่มีการนำเข้าพิจารณา)

รายละเอียดศึกษาข้อมูลสมบูรณ์ได้ที่ http://nonlaw.com

ฅนไท

จำนวนข้อความ : 193
Registration date : 04/11/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: คอคอดกระ vs ใต้น้ำท่วม !

ตั้งหัวข้อ  ฅนไท on Mon Nov 08, 2010 2:38 am

การที่พระพุทธศาสนา ไม่ได้ถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะอ้างด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่นัยยะลึกๆนั้นรู้อยู่แก่ใจว่า เพราะอะไร

ถ้าหากพระพุทธศาสนา ถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญ แผนการเกี่ยวกับ เขตเศรษฐกิจพิเศษ ของทักษิณ จะยิ่งดำเนินได้ยากมากขึ้น เพราะอะไร!!!???

เปรียบเทียบง่ายๆ การให้เช่าเขตพื้นที่ฯ (โดยเฉพาะยาวนานถึง 100 ปี) นั่นคือ ผู้เช่าย่อมต้องการที่จะกระทำการใดๆ อันก่อประโยชน์สูงสุดให้แก่ตนเอง หากในพื้นที่ฯนั้น มีศาสนสถานอยู่ ผู้เช่านั้นย่อมต้องการทำเช่นใด---เชื่อว่า ท่านทั้งหลาย คงคิดกันได้

นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ที่ธรณีสงฆ์ ต้องถูกยกเลิกเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อแผนเศรษฐกิจนี้

....ในกลางปี พ.ศ.2536-2537 รัฐบาลชวน หลีกภัย พุทธศาสนิกชนชาวไทยซึ่งมีอยู่ถึง 99% ของพลเมืองในประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งได้ร่วมกันลงชื่อมากมายถึง 640,000 รายชื่อ เพื่อให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้มีบทบัญญัติว่า "พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" ส.ส.ได้นำเข้าเป็นญัตติอภิปรายในสภา

กรณีดังกล่าวนี้ทำให้ "วาติกัน" จัดบุคลากรเข้าปฏิบัติการในกลุ่มพุทธศาสนิกชนทันที โดยแอบอ้างว่าเข้าไปช่วยเหลือด้านกฎหมายและเอกสารให้เพื่อความรวดเร็วในการดำเนินการ แต่โดยเนื้อแท้เพื่อตรวจสอบและหาข่าวภายในองค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย ในขณะเดียวกันได้มีการ แปรเปลี่ยนทิศทางของพุทธศาสนิกชน โดยยื่นญัตติให้ยกร่างเปลี่ยนรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับ

ได้มีการพิจารณาถึงกรณีการเคลื่อนไหวของพุทธศาสนิกชนไทย อย่างเร่งด่วนเพราะมีผลกระทบโดยตรงต่อแผนการณ์ที่วางไว้ยาวนาน มีมติให้ใช้กระแสการเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้เป็นตัวนำเข้าสู่การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญทั้ง ฉบับ แต่ทั้งนี้ในรัฐธรรมนูญใหม่ จะต้องเอื้อประโยชน์ให้กับแผนงานนโยบายที่วางไว้แต่ต้น

นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นเบี้ยที่ได้ถูกคัดเลือกให้เป็น เหยื่อ ของปฏิบัติการ เนื่องจากมีภูมิหลังที่เอื้อต่อการจะอ้างในบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญได้ ประกอบกับการวางฐานทำลายระบบการเงินและเศรษฐกิจของชาติได้ดำเนินไปสมบูรณ์เรียบร้อย เพียงรอเวลาแห่งความพินาศเท่านั้น

ดังนั้น ปฏิบัติการยุบสภาเพื่อหลีกเลี่ยงการแก้ไขบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่จะให้ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ จึงเกิดขึ้น

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งเป็นแนวร่วมของพรรคประชาธิปัตย์ ในการต่อต้าน พลเอกสุจินดา คราประยูร นั้น กลายเป็นผู้ยกประเด็นการทุจริตการแจกที่ดิน สปก.4-01 ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ มาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทำให้นายชวน หลีกภัย ยุบสภาเลือกตั้งใหม่อันเป็นผลให้ไม่มีการ พิจารณาญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญบางมาตรา ตามข้อเรียกร้องของพุทธศาสนิกชนพร้อมกับญัตติการให้เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับ ก็ตกไปในรัฐบาลชวน หลีกภัย

เม็ดทราย,เอกสารงานวิจัยทางวิชาการเชิงเสวนา "ชำระประวัติศาสตร์ กรณี ตุลาและพฤษภาทมิฬ" ,ศูนย์นิสิตและนักศึกษาแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์และวรรณคดีสยาม ,กรุงเทพ,พ.ศ.2543, หน้า 253-254

ฅนไท

จำนวนข้อความ : 193
Registration date : 04/11/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 2 จาก 2 Previous  1, 2

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ