ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

หน้า 1 จาก 2 1, 2  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Oct 30, 2008 3:05 pm

"ความจริงวันนี้"...ของฝ่ายพันธมิตร



หากสังเกตให้ดี ก็ไม่ต่างอะไรกับการสารภาพบาปของบรรดาแกนนำ

ดังที่จะนำเสนอต่อไปนี้


แก้ไขล่าสุดโดย sunny เมื่อ Thu Oct 30, 2008 3:21 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Oct 30, 2008 3:17 pm



10 คำถามยอดฮิต พันธมิตรฯ เบื่อตอบ!

โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
23 กันยายน 2551 14:57 น.
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000112795

คำถามที่ 1 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมไม่รู้ต้องการอะไร? ทำไมเปลี่ยนเป้าหมายไปเรื่อยๆ?

ตอบ:
ที่จริงแล้วไม่เคยเปลี่ยนจุดยืน และประกาศมาหลายครั้งแล้ว เป้าหมายในการชุมนุมก็คือ 1. พิทักษ์รัฐธรรมนูญ 2. โค่นล้มระบอบทักษิณ ขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิด และ 3.เมื่อขับไล่รัฐบาลสำเร็จแล้วจึงเสนอทางออกให้กับประชาชนให้มาร่วม “สร้างการเมืองใหม่” เพื่อไม่ให้ปัญหาทางการเมืองเก่าที่เน่าเฟะกลับมาวนเวียนซ้ำซากอีก
ส่วนที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ให้ประชาชนพูดอยู่ทุกวันเพื่อเตือนสติว่าประชาชนมาชุมนุมทำไมด้วยคำว่า “มาทำหน้าที่ ใช้หนี้แผ่นดิน และมาทำบุญ”
..................................................

สรุปก็คือ การเมืองใหม่ตามแนวทางพันธมิตรไม่เกิด ประเทศชาติไม่มีวันสงบสุข

พันธมิตรกู้ชาติ----ประชาชนที่ไปล้วนไปทำหน้าที่ ใช้หนี้ โดยให้เหตุผลปลอบประโลมว่ามาทำบุญ


แก้ไขล่าสุดโดย sunny เมื่อ Thu Oct 30, 2008 3:34 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Oct 30, 2008 3:27 pm




คำถามที่ 2 นายสมัคร สุนทรเวช ก็ออกไปจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็อยากปรองดองด้วย ทำไมพันธมิตรฯ ถึงไม่ถอยบ้าง ไม่ออกจากทำเนียบรัฐบาลเพื่อเป็นการถอยคนละก้าว?

ตอบ:
เมื่อเป้าหมายของพันธมิตรฯ ไม่เคยเปลี่ยนในวัตถุประสงค์ ดังนั้นหากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยังประพฤติตัวเป็นหุ่นเชิดให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอยู่ ก็ต้องขับไล่กันต่อไปตามวัตถุประสงค์ข้อ 2 ของการชุมนุมคือ “โค่นล้มระบอบทักษิณ ขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิด”
..............................................

ข้อความในการตอบ เป็นเงื่อนไขที่ต้องมีการพิสูจน์ว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นหุ่นเชิดหรือไม่
ใช่ไหมจ๊ะ พันธมิตร


แก้ไขล่าสุดโดย sunny เมื่อ Thu Oct 30, 2008 3:34 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Oct 30, 2008 3:33 pm



คำถามที่ 3 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำไมเรียกร้องขัดแย้งกันเองและดูมั่วๆ ด้านหนึ่งจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่อีกด้านจะต้องการเมืองใหม่ก็ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่หรือ?

ตอบ:
กลับไปอ่านแถลงการณ์ของพันธมิตรฯ ฉบับที่ 21/2551 ก็จะทำให้ทราบว่าคำว่าพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กับการสร้างการเมืองใหม่ เป็นคนละช่วงเวลาและคนละเนื้อหา พิทักษ์รัฐธรรมนูญหมายถึง 1.มิให้นำมาแก้ไขเพื่อฟอกความผิดที่กระทำสำเร็จไปแล้วให้กับตัวเองและพวกพ้อง 2. มิให้นำมาแก้ไขเพื่อการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ของนักการเมือง 3. มิให้นำมาแก้ไขเพื่อลดพระราชอำนาจหรือโครงสร้างของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ส่วนการเมืองใหม่จะเกิดขึ้นได้หลังจากได้โค่นล้มความเลวร้ายของระบอบทักษิณ และขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงจะมีโอกาสที่จะสร้างการเมืองใหม่ให้เกิดขึ้นในสังคม
.........................................................................

สรุปก็คือว่า ห้ามใครแก้ แต่พันธมิตรกะเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ เพื่อการเมืองใหม่ ซะเอง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Oct 30, 2008 3:41 pm



คำถามที่ 4 การชุมนุมทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประเทศชาติได้ประโยชน์อะไร?

ตอบ: ก็ต้องลองพิจารณาดูว่ารัฐบาลที่ทุจริตคอร์รัปชันขายชาติขายแผ่นดินทำให้ประเทศชาติเสียหายหรือเปล่า?

..............................................................

ต้องฝากพันธมิตร ช่วยกระทืบประชาธิปัตย์ด้วย ที่เอาอาชีพสงวนของคนไทย ไปให้ต่างชาติทำแทน
แถมยังแก้กฎหมายอีกหลายข้อ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับต่างชาติ
หนำซ้ำ ไอ้แผนที่ที่กัมพูชายกมาอ้าง ก็ตั้งแต่สมัยประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลโน่น

อย่าลืมช่วยคืนเงินและเศรษฐกิจให้กับประชาชนและประเทศชาติที่สูญเสียไปด้วยนะจ๊ะ เหล่าพันธมิตรทั้งหลาย

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Oct 30, 2008 3:47 pm



คำถามที่ 5 ทำไมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถึงได้มีไม้กอล์ฟ ไม้พลอง ไม้เบสบอล ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นอาวุธไม่ใช่หรือ?

ตอบ:
ผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ถูกอันธพาลของรัฐบาลสมคบกับตำรวจ ทำร้ายร่างกายตั้งแต่วันแรกในการชุมนุม และยังเกิดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ประชาชนจำนวนมากทนไม่ได้กับความเลวร้ายดังกล่าวและได้บริจาคมาเพื่อใช้สำหรับการป้องกันตัวเองเท่านั้น และถึงจะอหิงสาแต่ก็มีสิทธิที่จะป้องกันตัวเอง จนถึงป่านนี้กลุ่มอันธพาลของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำร้ายพันธมิตรฯ ในหลายกรณียังไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการใดๆ
..................................................

อธิบายเรื่องการบริจาคระเบิดปิงปอง กับปืนด้วยจ้า
อืม!!! การพกพาอาวุธ นอกเคหะสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำได้แล้วใช่ไหมจ๊ะ โดยเฉพาะในประเทศ พธม.


_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Oct 30, 2008 3:59 pm



คำถามที่ 6 ไหนว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นฝ่ายที่เคารพต่อกระบวนการยุติธรรม ทำไมแกนนำไม่มอบตัวสู้คดีกบฏ ทำไมทำตัวหนีคดีเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร?

ตอบ:
ไม่เหมือนกัน เพราะพันธมิตรฯ และผู้ชุมนุมตลอดจนนักวิชาการจำนวนมากเห็นว่าข้อหากบฏเป็นข้อหาที่เหลวใหลไม่มีเหตุผล และเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกลั่นแกล้งกลุ่มประชาชนที่ออกมาทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ พันธมิตรฯ จึงใช้สิทธิทางกฎหมายในการต่อสู้ด้วยการอุทธรณ์ ซึ่งปัจจุบันศาลอุทธรณ์ได้รับพิจารณาการอุทธรณ์ ในขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้หนีคดีและออกแถลงการณ์ในการหลบหนีคดีอย่างชัดเจนแล้ว
...............................................

อุทธรณ์ถอนหมายจับ ไม่ได้ถอนข้อหากบฎนี่จ๊ะ
ถ้าสมมติว่าโจรถูกออกหมายจับ ต่อไปนี้โจรก็จะมีการอุทธรณ์ถอนหมายจับได้ด้วย เพราะมีกรณีตัวอย่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Oct 30, 2008 4:05 pm



คำถามที่ 7 ทำไมพันธมิตรฯ ต้องบุกไปเอ็นบีที และมีอาวุธ ยาเสพติด?

ตอบ:
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 พันธมิตรฯ เดินทางไปชุมนุมทุกที่ที่เป็นสถานที่ราชการที่เป็นปัญหา เป็นการแสดงสัญลักษณ์การต่อต้านต่อสถานที่ราชการนั้นๆ ส่วนกรณีการกล่าวหาว่ามีอาวุธและยาเสพติดนั้น เป็นการกล่าวหาแต่เพียงฝ่ายเดียวและยังมีข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์ เพราะยังมีข้อพิรุธอีกมากและยังไม่ได้มีการพิสูจน์ว่าอาวุธและยาเสพติดจำนวนมากที่นำมารวมและถ่ายภาพนั้นมาจากไหนและเป็นของใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีผู้ตั้งข้อสังเกตจากลักษณะการบันทึกเทปยังมีข้อสงสัยว่าเป็นการวางแผนและจัดฉากเพื่อใส่ความพันธมิตรฯ หรือไม่?
...................................................................

ไม่ยอมรับ แต่ไม่ปฏิเสธ โดยเฉพาะประโยคคำถามปิดท้าย หรือไม่? บ่งบอกนัยยะได้ดีทีเดียว


_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Oct 30, 2008 4:11 pm



คำถามที่ 8 ทำไมต้องเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล?

ตอบ:
เพราะรัฐบาลทำผิดกฎหมาย ละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ยกแผ่นดินให้กับต่างชาติ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ให้รอดพ้นจากกระบวนการยุติธรรม คิดแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองและพวกพ้อง จึงย่อมขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ประชาชนจึงใช้สิทธิในการเข้าไปชุมนุมสถานที่ราชการซึ่งเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินเพื่อแสดงสัญลักษณ์ในการต่อต้านอำนาจรัฐบาลที่ไมชอบธรรม
.......................................................

เมื่อรัฐบาลทำผิดกฎหมาย พันธมิตรก็ใช้สิทธิในการทำผิดกฎหมาย
ถ้าพันธมิตรเห็นว่าใครทำผิดกฎหมาย พันธมิตรก็อาจใช้สิทธิที่ผิดกฎหมายกับบุคคลนั้นได้เช่นกัน--->ใช่หรือไม่

นี่หรือคือวิถีทางในการปฏิบัติของผู้มีปัญญา


_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Oct 30, 2008 4:26 pm




คำถามที่ 9 การเมืองใหม่ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย ใช่หรือไม่?

ตอบ:
การเมืองใหม่คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง เทิดทูนและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างระบบให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง ส.ส.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 100% ทั้งแบบเขตเลือกตั้ง และแบบสาขาอาชีพตลอดจนทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อให้ประชานมีส่วนในอำนาจทางการเมืองมากขึ้น ลดระบบอุปถัมภ์และการใช้เงินที่จำกัดนักการเมืองให้เป็นนักเลือกตั้งและนายทุนเพียงอย่างเดียว
.........................................................................

อุดมคติ ที่ไม่มีวันเกิดขึ้น

คนดีของสังคม ที่มีเงิน มีอำนาจ และบารมี และประสงค์ที่จะลงสนามการเมือง--->ใครมีครบบ้าง ยกมือขึ้น

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Oct 30, 2008 4:33 pm



คำถามที่ 10 เมื่อไหร่จะเลิกชุมนุม?

ตอบ:
แกนนำไม่เคยคุยกันเรื่องนี้ ไม่เคยพูดเรื่องการยุติการชุมนุม เพราะยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของการชุมนุม ทั้งนี้อย่างที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมืองเคยพูดเอาไว้ว่า เราทำตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
.............................................................................

คำตอบที่ 10 บทสรุปที่แท้จริง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 25, 2009 2:16 pm

http://www.serichon.com/board/index.php?topic=6721.0

« เมื่อ: 11 มิถุนายน 2008, 14:48:41 »


หัวข้อ: สายสัมพันธ์ไทยพีบีเอส กับ เอเอสทีวี --กระบวนการตัดต่อพันธุกรรมทีวีสาธารณะ (อ่าน 144 ครั้ง)


จากข้อเขียนของ เฉลิมชัย ยอดมาลา (นสพ.แนวหน้า) เรื่อง "ทีวีไทย...ทีวีสาธารณะ...ทีวีของใคร (เขียนให้คิด)"

ในที่สุดเมืองไทยก็มีทีวีสาธารณะเกิดขึ้นมา ด้วยเป้าประสงค์สำคัญคือ เพื่อให้คนในสังคมไทยได้มีสถานีโทรทัศน์
ที่สามารถนำเสนอเรื่องราวของประชาชนได้อย่างเต็มที่ แต่มาถึงวันนี้ คนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังวิพากษ์วิจารณ์ว่า
ทีวีสาธารณะไม่มีอะไรแตกต่างไปจากฟรีทีวีช่องอื่นๆ เพราะข่าวและรายการต่างๆ ที่นำเสนอไม่มีความแตกต่างกัน
มิหนำซ้ำยังดูประหนึ่งว่า ทีวีสาธารณะจงใจจะทำให้สังคมเกิดการแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายเสียด้วยซ้ำไป
ทีมข่าวรุ่นแรกของไอทีวีหลายคนฝากคำถามมาว่า ทีวีไทยยังยึดมั่นนโยบายนำเสนอข่าวอย่างเป็นกลางหรือไม่

---------------------

ลองดูรายชื่อพนักงานทีวีไทย บางคน...

อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งที่ว่างลงและตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นในโครงสร้างเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายทีวีสาธารณะ
ต่างก็ถูกแทนที่ด้วยบุคลากรจากกลุ่มเอเอสทีวี เครือเดอะเนชั่นและกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่ากบฏไอทีวี
ที่ไม่ต้องผ่านการสอบคัดเลือก แต่เข้าไปได้ด้วยสัญญาจ้างแบบชั่วคราวหรือฟรีแลนซ์ เช่น
กลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากบฏไอทีวี ได้แก่ น.ส. ชมพูนุช คงมล เป็นบรรณาธิการข่าวภูมิภาค,
น.ส. อรพิน ลิลิตวิศิษฏ์วงศ์ บรรณาธิการโต๊ะข่าวธรรมาภิบาล,
น.ส. นาฏยา แวววีรคุปต์ ผ้ช่วยบรรณาธิการบริหาร ดูแลโต๊ะข่าวประชาสังคม,
น.ส. กรุณา บัวคำศรี ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการข่าวภาคเช้า

นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ อดีตหัวหน้าข่าวสายความมั่นคงหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และบรรณาธิการศูนย์ข่าวอิศรา
เป็นบรรณาธิการข่าวการเมือง,
นายอภิชาต บัวทอง อดีตผู้สื่อข่าวเอเอสทีวี เป็นผู้ช่วยบรรณาธิการข่าวการเมือง ,
นายเถกิง สมทรัพย์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ กรรมการผู้จัดการบริษัทวอชด็อกของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
เป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายข่าว,
นายประกาศิต คำพิมพ์ อดีตผู้สื่อข่าวเอเอสทีวีที่เข้ามาทำงานแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าอยู่ในตำแหน่งใด.....

ปฐมบททีวีสาธารณะ

1 ปี 3 เดือน หลังสำนักนายกรัฐมนตรียึดคลื่นUHF คืนจากบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) แล้วตัดต่อพันธุกรรม
ให้ทีวีเสรีกลายเป็นทีวีสาธารณะ โดยในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ จะประกาศรายชื่อคณะกรรมการนโยบายถาวร 9 คน
ของทีวีสาธารณะ ต่อจากนั้นในวันที่ 15 กรกฎาคม คณะกรรมการนโยบายชั่วคราว 5 คนของทีวีไทย
ทีวีสาธารณะแห่งแรกของประเทศ ก็จะหมดหน้าที่ ต้องส่งต่อการบริหารจัดการให้กรรมการนโยบายถาวร

นั่นหมายถึงนาย ขวัญสรวง อติโพธิ นายอภิชาติ ทองอยู่ นายณรงค์ กล้าหาญ นางนวลน้อย ตรีรัตน์
จะต้องเดินออกจากชั้น 13 อาคารชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต ที่ตั้งอดีตสถานีโทรทัศน์ไอทีวีหรือทีวีไทยในปัจจุบัน

ยกเว้นนาย เทพชัย หย่อง จะยังอยู่ในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
ต่อไปจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม หรือจนถึงวันที่กรรมการนโยบายถาวรสรรหาบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ผู้อำนวยการองค์กร
ได้เรียบร้อยแล้ว

กระบวนการตัดต่อพันธุกรรม

ทันทีที่พระราชบัญญัติองค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยมีผลบังคับใช้
เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2551 พนักงานทีไอทีวี 1,037 คน ซึ่งมีสถานภาพเป็นพนักงานรับจ้างของกรมประชาสัมพันธ์
ก็กลายเป็นคนว่างงานทันที

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ มีการประกาศรายชื่อพนักงานที่ได้รับการว่าจ้างเป็นพนักงานชั่วคราวขององค์กรกระจายเสียง
และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส ซึ่งเริ่มแพร่ภาพตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม

การประกาศรายชื่อครั้ง นั้น พนักงาน 86 คนถูกคัดออก โดย 46 คนเป็นพนักงานฝ่ายข่าว
ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการฝ่ายข่าวลงมาจนถึงระดับบรรณาธิการข่าวและผู้สื่อข่าวสายการเมืองบางคน

ต่อจากนั้นอีก 4 เดือน พนักงานฝ่ายข่าวโดยเฉพาะผู้สื่อข่าวและผู้ประกาศเริ่มทยอยลาออกอีกประมาณ 40 คน
เนื่องจากเป็นกลุ่มพนักงานที่ได้รับผลกระทบด้าน "แนวทาง"และ "แนวคิด" ในการทำงานมากที่สุด

อย่างไรก็ตามตำแหน่งที่ว่างลงและตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นในโครงสร้างเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายทีวีสาธารณะ
ต่างก็ถูกแทนที่ด้วยบุคลากรจากกลุ่มเอเอสทีวี เครือเดอะเนชั่นและกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่ากบฏไอทีวี
ที่ไม่ต้องผ่านการสอบคัดเลือก แต่เข้าไปได้ด้วยสัญญาจ้างแบบชั่วคราวหรือฟรีแลนซ์ เช่น
กลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากบฏไอทีวี ได้แก่ น.ส. ชมพูนุช คงมล เป็นบรรณาธิการข่าวภูมิภาค,
น.ส. อรพิน ลิลิตวิศิษฏ์วงศ์ บรรณาธิการโต๊ะข่าวธรรมาภิบาล,
น.ส. นาฏยา แวววีรคุปต์ ผ้ช่วยบรรณาธิการบริหาร ดูแลโต๊ะข่าวประชาสังคม,
น.ส. กรุณา บัวคำศรี ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการข่าวภาคเช้า

นาย เสริมสุข กษิติประดิษฐ์ อดีตหัวหน้าข่าวสายความมั่นคงหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และบรรณาธิการศูนย์ข่าวอิศรา
เป็นบรรณาธิการข่าวการเมือง, นายอภิชาต บัวทอง อดีตผู้สื่อข่าวเอเอสทีวี เป็นผู้ช่วยบรรณาธิการข่าวการเมือง ,
นายเถกิง สมทรัพย์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ กรรมการผู้จัดการบริษัทวอชด็อกของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็น
รองผู้อำนวยการฝ่ายข่าว, นายประกาศิต คำพิมพ์ อดีตผู้สื่อข่าวเอเอสทีวีที่เข้ามาทำงานแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าอยู่ในตำแหน่งใด

ไอทีวีมีพนักงานฝ่ายข่าวรวม 380 แต่ทีวีไทยในขณะนี้มีพนักงานฝ่ายข่าวเกือบทะลุ 400 แล้ว
และยังคงรับพนักงานเข้ามาเรื่อยๆ ขณะที่ผลการสอบคัดเลือกซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม
มีบุคคลภายนอกและอดีตพนักงานไอทีวีผ่านการคัดเลือกรวม 629 คน กลับยังไม่มีการดำเนินการใดๆ
โดยอ้างว่าโครงสร้างตำแหน่งและเงินเดือนยังไม่ลงตัว

ขณะเดียวกันก็มีรายงานถึงความแตกต่างระหว่างอัตราเงินเดือนของพนักงานไอทีวีเดิมกับพนักงานที่เข้ามาใหม่
ปัญหานี้ถูกหยิบยกขึ้นในที่ประชุมพนักงานเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม นางนวลน้อย ตรีรัตน์ หนึ่งในกรรมการ
แสดงความกังขาว่ามีปัญหาเช่นนี้ในหน่วยงานได้อย่างไร ขณะที่นายเทพชัยรับปากว่าจะนำเรื่องนี้กลับไปพิจารณา

สื่อต้องเลือกข้าง?

ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สื่อใหญ่สำนักหนึ่งที่เคยพร่ำสอนนักข่าวทั้งรุ่นใหม่และเก่าว่า
ต้องเสนอข่าวด้วยความเป็นกลางและต้องเสนอข่าวสองด้าน ก็กลับเดินทวนกระแสสำนึกของตนเองโดยประกาศว่า
"ในบางสถานการณ์ สื่อต้องเลือกข้าง"

ฉะนั้น ในวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม ซึ่งเป็นอีกวันหนึ่งที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤติ
เพราะการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลหุ่นเชิดกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ชมทีวีไทยจึงได้เห็น
สกู๊ปข่าว "เอเอสทีวี-สื่อเลือกข้าง" ที่ว่าด้วยบทบาทของเอเอสทีวีทั้งในช่วงข่าวเที่ยง ข่าวค่ำ และข่าวดึก
ในค่ำวันเดียวกันก็มีการถ่ายทอดสดการปราศรัยของแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์

มีข่าวเบื้องลึกจากทีวีไทยว่ารายการ "ที่นี่ทีวีไทย" มีคอนเซ็ปต์ว่า "เพื่อเป็นช่องทางให้ชนชั้นกลางได้ระบายแค้น"
ที่เริ่มแพร่ภาพออกอากาศครั้งแรกในคืนวันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน ความคิดเช่นนี้ทำให้นักข่าวที่ทราบเรื่องหันมา
ตั้งคำถามว่า "เขาทำข่าวกันอย่างนี้หรือ ไม่น่าเป็นไปได้เพราะข่าวไม่ควรเลือกเข้าข้างใครทั้งสิ้น"

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่วันที่ 1กุมภาพันธ์ ที่กรรมการนโยบายชุดนี้เข้ามาบริหารงานตามอำนาจใน
พระราชบัญญัติองค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เรตติ้งของทีวีสาธารณะ
ซึ่งกลายพันธุ์มาจากทีวีเสรีที่เคยมีเรตติ้งเป็นลำดับ ที่ 3 จากฟรีทีวีทั้งหมด 6 ช่อง ก็ร่วงลงไปอยู่ในอันดับที่ 4
แต่เรตติ้งอาจไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลสำหรับทีวีสาธารณะ เพราะกรรมการนโยบายชั่วคราวบางคนเคยประกาศว่า
"ไม่จำเป็นต้องมีเรตติ้ง"

ภาวะทางการเงิน

มีรายงานว่าตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2551ที่กฎหมายทีวีสาธารณะมีผลบังคับใช้จนถึงขณะนี้
มีงบประมาณดำเนินการจากภาษีเหล้า-บุหรี่ ไหลเข้าสู่องค์กรนี้แล้วประมาณ 100 ล้านบาท

ขณะที่กรรมการนโยบายชั่วคราวชุดนี้วางแผนการพัฒนา องค์กรไว้ 2 โครงการใหญ่ คือ
ย้ายที่ทำการสถานีในช่วงปลายปีจากตึกชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต ไปที่ตึกจามจุรีสแควร์ สามย่าน
หากบริษัทเอสซีแอสเสทไม่ต่อสัญญาเช่าตึกชินวัตร 3 ซึ่งจะหมดอายุลงในเดือนพฤศจิกายนปีนี้
คาดว่าต้องใช้งบประมาณไม่น้อย กว่า 200 ล้านบาท โดยเปรียบเทียบจากค่าใช้จ่ายในการย้ายสถานีไอทีวี
จากตึกเอสซีบี สี่แยกรัชโยธิน ไปที่ตึกชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อปีต้น 2546 ซึ่งบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน)
เสียค่าใช้จ่ายในครั้งนั้นกว่า 200 ล้านบาท

รวมทั้งโครงการปรับปรุงศูนย์ข่าวต่างจังหวัดอีก 4 ศูนย์ ต้องใช้งบประมาณจัดตั้งศูนย์ละ 20 ล้านบาท
ตั้งเป้าไว้ว่าศูนย์ข่าวเหล่านี้จะมีเวลาแพร่ภาพข่าวสารในพื้นที่ของตัวเอง วันละ 2 ชั่วโมง

ทั้งที่ทรัพย์สินที่ทีวีไทยรับมาจากทีไอทีวีนั้น
รวมถึงศูนย์ข่าวภูมิภาค 7 ศูนย์ คือศูนย์ข่าวภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่
ศูนย์ข่าวภาคใต้อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ศูนย์ข่าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดขอนแก่น
ศูนย์ข่าวภาคตะวันออกจังหวัดสระแก้ว ศูนย์ข่าวจังหวัดสุราษฎร์ธานี สุโขทัย และอุบลราชธานีด้วย

นโยบายให้แต่ละศูนย์ข่าวมีเวลาแพร่ภาพเป็นของตนเองนั้น ดูเหมือนเป็นนโยบายที่ดีสำหรับการเข้าถึงประชาชน
แต่เป็นนโยบายดาบสองคม เพราะเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับการสร้างอิทธิพลในท้องถิ่น
ซึ่งสถานีโทรทัศน์ของรัฐช่องหนึ่งตระหนักในปัญหานี้ดี

ณ วันที่ 8 มีนาคม 2550 บริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) หมดสภาพการเป็นทีวีเสรีสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ส่งไอทีวีไปอยู่ในความ ดูแลของกรมประชาสัมพันธ์ พร้อมกับเงินอีกประมาณ 100 ล้านบาทเศษ
จากค่าโฆษณาและค่าเช่าเวลา

ฉะนั้น ณ เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 14 มกราคม 2551 ที่ทีไอทีวีถูกตัดต่อพันธุกรรม กลายเป็นทีวีสาธารณะ
แห่งแรกของประเทศ ไทยพีบีเอสจึงมีเงินติดกระเป๋าไปด้วยราว 100 ล้านบาท ทั้งนี้ไม่นับเงินอีก 60 ล้านบาท
ที่ถูกจัดสรรไปเป็นค่าสารคดีเสือ-สิงห์-กระทิง-แรด-และงู ซึ่ง จ่ายให้กับบริษัทชื่อฝรั่งแห่งหนึ่ง

ที่มีรายงานว่าเป็นของคนโตในกรมบางกรมในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี
เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับออกอากาศในวันที่ทีไอทีวีแปรสภาพเป็นทีวีสาธารณะ

ทั้งที่ราคาจริงของสารคดีมือ 3 มือ 4 ชุดนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านเท่านั้น

เงินติดกระเป๋าก้อนนี้ ส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเงินเดือนพนักงานกับผู้บริหารประมาณ 700 คน
และอีกส่วนหนึ่งสำหรับการบริหารจัดการทั้งงานข่าวและงานประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะโครงการสาธารณะสัมพันธ์
ใน 9 จังหวัดที่ใช้งบประมาณ 7 ล้านบาท ซึ่งเงิน 7 ล้านบาท รวมถึงค่าตอบแทนที่จ่ายให้ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น
ในแต่ละพื้นที่ โดยเฉลี่ยรายละ 300 -1,500 บาทด้วย รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการประชุมสัมมนาในต่างจังหวัด
ที่มีเบี้ยประชุมสำหรับ กรรมการนโยบายหัวละ 5,000 บาทต่อวัน

สรุปโครงสร้างพนักงาน ทีวีไทยพีบีเอส ปัจจุบัน ประกอบด้วย

1. บุคลากรจากกลุ่มเอเอสทีวี
2. เครือเนชั่น
3. กลุ่มกบฎไอทีวี
4. กลุ่มวอชด็อก ของเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง


ไม่แปลกที่ผู้เขียนถามว่า "ทีวีสาธารณะ... (จริงๆ แล้วเป็น) ทีวีของใคร???)

เฉลิมชัย ยอดมาลัย
(แนวหน้า 8 มิ.ย. 2551)

จากคุณ : compassion

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6695498/P6695498.html
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 25, 2009 2:30 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=629&forum=6&page=18&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://review.semsikkha.org/content/view/113/28/
เขียนโดย เทิดธรรม ทรงไทย

สำหรับข้าพเจ้านั้น ไม่เห็นทางอื่นอีกแล้วนอกเสียจากว่าต้องช่วยกันทุ่มทักษิณลงจากอำนาจให้ได้
เมื่อจำลอง ศรีเมือง เป็นขวัญใจของประชาชนนั้น พรรคพลังธรรมก็ขึ้นเร็ว จนมีมารมาอยู่ด้วยมาก
และแล้วพรรคนั้นก็ปลาสนาการไปเร็ว พรรคไทยรักไทยก็เช่นกัน แม้พรรคนี้จะมีเงินและอำนาจมาก
แต่ก็หาพ้นควมเป็นอนิจจังของสังคมไปได้ไม่”


บ่ายแก่ๆ ของวันอาทิตย์ (๒๖ ก.ย. ๔๗) ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ ชายชราวัย ๗๒
ผู้มีบุคลิก อันเป็นสัญลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งจากชุดเสื้อผ้าชาวนา ...และฝีปากกรรไกรอันคมกริบ
วิพากษ์วิจารณ์สังคมการเมืองไทย อย่างไม่เกรงกลัวใครมาแต่ไหนแต่ไร... จนแม้แต่นักการเมือง
ที่เรียกกันว่า ฝีปากใบมีดโกนอย่าง “ ชวน หลีกภัย” เองสมัยเป็นนายกฯ ก็ยังไม่กล้าตอแยกับเขาคนนี้
ซึ่งกำลังกล่าววิพากษ์วิจารณ์ “ พ.ต.ท.ทักษิณ” ให้ “ ผู้คน” ที่เข้าฟังอย่างตั้งอกตั้งใจด้วยลีลาดุดัน เผ็ดร้อน ...


“ ... เราเคยไล่“ ถนอม-ประภาส-ณรงค์” มาแล้ว แม้พวกของมันจะหวนกลับมากัดเราอย่างเจ็บแสบ
ในอีกสามปีให้หลัง และเราก็เคยไล่ สุจินดา คราประยูร มาแล้ว เมื่อไม่นานมานี้ได้แล้ว
ทำมเราจะไล่ทักษิณไม่ได้. (๒๖ ก.ย.๔๗)


ยังคงไว้ซึ่งความดุดัน ตรงไปตรงมา คมกริบ ใช่แล้ว... เจ้าของประโยคข้างต้นไม่ใช่ใครที่ไหน
หากแต่ คือ “ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์” หรือ “ ส. ศิวรักษ์” “ นักคิดนักเขียน” “ ปัญญาชนสยาม”
หรือ “ ปัญญาชนนอกระบบ” ที่มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วทั้งในประเทศและต่างประเทศทุกวงการ


ในบรรดาเหล่า “ ขาประจำ” “ คนรู้ทัน” หรือจะเรียกว่าขบวนการคนไม่รัก ก็คือ “เกลียดทักษิณ” ...
หากจะไม่เอ่ยถึงหรือยกนำเอา “ อาจารย์ ส.ศิวรักษ์” มาบรรจุไว้ในสารบบของเหล่าบรรดาผู้กล้า
ก็ดูจะเหมือนขาดไร้ซึ่งอรรรถ อันดุเด็ดเผ็ดมันไปโดยปริยาย


ก่อนจะมาเป็น “ ส.ศิวรักษ์ ”

กล่าวถึงประวัติโดยสังเขปที่มีการบันทึกไว้ในสื่อต่างๆ และจากบรรดาลูกศิษย์ลูกหา
อาจารย์ “ ส.ศิวรักษ์” ปัจจุบันอายุ ๗๒ ปี สมรสกับนิลฉวี มีบุตรเป็นชาย ๑ คน เป็นหญิง ๒ คน


“ ส.ศิวรักษ์” หรือ “ สุลักษณ์” เกิดเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่กรุงเทพมหานาคร
มีชื่อเล่นว่า “ แป๊ะ” หรือ “ เหม” เป็นบุตรคนเดียวของ นายเฉลิมและนางสุพรรณ

บรรพบุรุษ เดินทางมาจากเมืองจีน ตั้งรกรากและแต่งงานกับคนไทย ตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๕
พื้นฐานครอบครัวได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีนเป็นหลัก แต่ได้ผสมผสาน จนกลายเป็นครอบครัวไทย
ที่นับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาท ตระกูลดั้งเดิมประกอบอาชีพทางการค้าเป็นส่วนใหญ่ มีเพียงส่วนน้อย
ที่รับราชการ

ในช่วงที่เกิดฐานะทางเศรษฐกิจอยู่ในช่วงตกต่ำเกือบถึงขีดสุด จึงแยกครอบครัวมาอยู่ที่
ซอยสันติภาพ ถนนนเรศ ซึ่งเป็นบ้านที่อาศัยอยู่ในปัจจุบัน ในช่วงมัธยมต้นบิดาได้ถึงแก่กรรม
ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ต้องช่วยตัวเองและอยู่ในความอุปการะของมารดา จนกระทั่งสำเร็จการศึกษา


การเรียน เริ่มหัดเขียนหนังสือจากบ้านครูซุ่ม ข้างวัดทองนพคุณ ธนบุรี จากนั้นจึงเข้าโรงเรียนนเรศวิทยา
เรียนได้ไม่นานโรงเรียนก็ถูกยุบ จึงย้ายไปเข้าโรงเรียนศิริศาสตร์และเซนต์แมรี หรือสตรีประชากร
จนอายุ ๑๐ ขวบ


ฉายแววปัญญาชนคนกล้า

ในวัยเด็ก “ สุลักษณ์” เข้าเรียนชั้นประถม ๔ ที่โรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก
ซึ่งเป็นโรงเรียนคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาธอลิก ในปีพ.ศ. ๒๔๘๖

และต้องพักการเรียนไป ๓ ปี เพราะภัยจากสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงนี้ได้บวชเรียนอยู่ที่
วัดทองนพคุณ จากนั้นจึงกลับมาเรียนต่อ ในชั้นมัธยม ๒ ในปีพ.ศง ๒๔๘๙


เมื่ออยู่ชั้นมัธยม ๖ แววของ “ ปัญญาชน คนกล้า” ปรากฏผ่านข้อคิดข้อเขียนหนังสือพิมพ์
ในห้องเรียนชื่อ “ ยุววิทยา” อันเป็นเหตุให้ขัดแย้งกับคุณครู ต่อมาในชั้นมัธยม ๘ “ สุลักษณ์”
ได้รับเลือกเป็นบรรณาธิการ “ อุโฆษสาร” ซึ่งเป็นนิตยสารประจำโรงเรียน


ในปีพ.ศ. ๒๔๙๖ “ สุลักษณ์” มีโอกาสได้เดินทางไปศึกษาต่อที่อังกฤษ ศึกษาอยู่ทีนั่นได้ประมาณห้าปี
จึงสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี ประวัติศาสตร์ และวรรณคดี จากวิทยาลัยเซนต์เดวิด เมืองแลมปีเตอร์ แคว้นเวลล์


กลับจากนอกทำหนังสือ

หลังจากนั้น “ สุลักษณ์” ได้กลับมาทำงานที่เมืองไทยช่วงต้นปี ๒๕๐๕ โดยอยู่ที่แผนกข่าว
ของสถานทูตอังกฤษและสหรัฐ
อยู่ได้ระยะหนึ่ง

จากนั้นจึงมาทำงานเป็นบรรณาธิการ สำนักพิมพ์สมาคมสังคมศาสตร์ ช่วงปี พ.ศ.๒๕๐๕ – ๒๕๑๒ ทำ
“ สังคมศาสตร์ปริทัศน์” นิตยสารรายเดือนชื่อดัง ซึ่งถือเป็นเวทีทางปัญญาและแหล่งรวมปัญญาชนในยุคนั้น
ถัดมาได้ทำงานที่สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช แต่เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ในท้ายที่สุดออกมาทำงาน
มูลนิธิ ตั้งสำนักพิมพ์และร้านหนังสือทำงานเขียนหนังสือ เดินทางไปบรรยายในที่ต่างๆ รับหน้าที่สอนบ้าง
โดยเฉพาะช่วงหลังเน้นเรื่อง Buddhism Engagement
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 25, 2009 2:57 pm

โฟกัสบทบาทผลงานปัญญาชน

เพื่อทำความรู้จักปัญญาชนสยามนักคิดนักเขียนรายนี้มากขึ้น ลองมาโฟกัสกันที่บทบาทผลงานของเขากัน

อย่างที่ว่าไว้ในตอนต้นว่า “ สุลักษณ์” เริ่มผลงานการคิดการเขียนของเขา มาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน
โดยขณะอยู่มัธยมปีที่ ๕ ก็ได้เขียนบทความเรื่องแรกชื่อ “ภายในดินแดนพุทธจักร” ลงตีพิมพ์ใน “หนังสือพุทธจักร” รายเดือน
ซึ่งในส่วนนี้มีผู้ค้นพบว่า มีสาเหตุส่วนหนึ่ง มาจากความประทับใจขณะบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดทองนพคุณ
เป็นการแสดงออกถึงความคิดเห็นของเขาที่มีต่อสังคมในโรงเรียนฝ่ายคริสต์ศาสนา ที่มีความเข้มงวด
และให้การเรียนรู้ที่แตกต่างไปจากสิ่งที่ตนเองสนใจ


“ยุววิทยา” เป็นหนังสือที่ “สุลักษณ์”และเพื่อนร่วมชั้นเรียนช่วยกันทำขึ้นมา เพื่อใช้เป็นเวทีวิจารณ์
การเรียนการสอนในสมัยนั้น ตลอดจนเขียนลงตีพิมพ์ในนิตยสารฉบับอื่นๆ ว่ากันว่าข้อเขียนในหนังสือดังกล่าว
ทำให้เกิดขัดแย้งกับผู้บริหารของโรงเรียน ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านการปิดกั้นทางความคิดในสมัยนั้นของเขา


เมื่อเรียนในชั้นปีสุดท้าย “สุลักษณ์” ก็ได้เป็นบรรณาธิการ “หนังสืออุโฆษสาร” ซึ่งเป็นวารสารของโรงเรียน
จุดนี้ทำให้เขาเป็นที่รู้จักของชาวอัสสัมชัญ ทั่วไป


เป็นที่รู้จักในหมู่นักเรียนไทยยุโรป

ในช่วงที่ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษนั้น เขาก็เขียนบทความใน “หนังสือสามัคคีสาร” ซึ่งเป็นหนังสือของ
สมาคมนักเรียนไทยในอังกฤษ รวมทั้งในสมาคมนี้เป็นที่ฝึกทักษะทางด้านการพูด ต่อมาเขาเป็นที่รู้จักของหมู่นักเรียนไทย
ในยุโรป จากการเป็นสาราณียกรหนังสือสันนิบาต ของนักเรียนไทยในยุโรปซึ่งประชุมกันเมื่อปี ๒๕๐๐ และ
เมื่อสำเร็จการศึกษา ช่วงหนึ่งขณะที่ยังอยู่ในอังกฤษ “สุลักษณ์” มีโอกาสได้เข้าทำงานเป็นผู้แปลและโฆษกของ
สถานีวิทยุบีบีซี และเป็นผู้บรรยายวิชาภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยลอนดอนจนถึงปลายปี ๒๕๐๙ จึงกลับเมืองไทย

และภายในปีเดียวกันนี้ เขาก็ได้เขียนหนังสือชื่อ เสด็จอังกฤษ เขียนเป็นกลอน เล่าเหตุการณ์การเสด็จประพาสยุโรป
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่เขาเป็นผู้สื่อข่าวพิเศษของบีบีซี


กลับไทยประกาศ “นอกคอก”

เมื่อกลับมาเมืองไทยแล้ว คุณสุลักษณ์ ได้เข้าทำงานที่สำนักแถลงข่าวอังกฤษ และสำนักข่าวสารอเมริกัน
ว่ากันว่าหลังจากกลับมาถึงเมืองไทยเขาประกาศว่า “ไม่เข้าสู่ระบบ” และขอเป็น “คนนอกระบบ” ซึ่งหมายถึง
การไม่เข้ารับราชการ ไม่เข้าสู่วงการธุรกิจชนิดที่จะกลายเป็นมืออาชีพ และจะไม่เข้าสู่การเมือง (ในระบบ)
แล้วสร้างความเคลื่อนไหวที่กระทบถึง “ปัญญาชน” “สุลักษณ์” ยังให้เหตุผลที่ไม่เข้ารับราชการไว้อย่างน้อยสองอย่าง คือ
ราชการไม่มีสมรรถภาพ และไม่อยากรับใช้เผด็จการ


หลังจากนั้น “สุลักษณ์” ได้มาเป็นบรรณาธิการคนแรกของสำนักพิมพ์สังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย
ในปลายปี ๒๕๐๕ ซึ่งออกหนังสือ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ซึ่งออกจำหน่ายเมื่อกลางปี ๒๕๐๖ ตลอดจนสนับสนุน
ให้มีการออกหนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนิสิตนักศึกษาขึ้น ซึ่งภายหลังนักศึกษาที่มาร่วมงานด้วยก็ได้ตั้ง
“ชมรมปริทัศน์เสวนา” เพื่อถกเถียงปัญหาทางวิชาการและเป็นต้นแบบของชมรม “ศึกษิตเสวนา”
ที่ “สุลักษณ์” ตั้งขึ้นเพื่อถกเถียงปัญหาบ้านเมืองในเวลาต่อมา


ผลิตงานเขียนวิจารณ์การเมือง


อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังมีงานเขียนออกมาคือ ปี ๒๕๐๕ พระตรีปิฎก (ประวัติพระถังซำจั๋ง)
๒๕๐๖ แปล ทะไลลามะแห่งทิเบต
๒๕๐๗ โสกราตีน
๒๕๐๘ ทฤษฎีแห่งความรัก
๒๕๐๙ มาพูดภาษาไทยกันดีกว่า
๒๕๑๐ ลายสือสยามและพระดีที่น่ารู้จัก และ
๒๕๑๑ ห้าปีจากปริทัศน์
ปี ๒๕๑๒ “สุลักษณ์” ได้เข้าเป็น “บรรณาธิการหนังสือวิทยาสาร และ วิทยาศาสตร์ปริทัศน์” แต่เกิดขัดแย้ง
กับนายทุนเจ้าของหนังสือทั้ง ๒ ฉบับ เขาจึงลาออกมาเป็น “บรรณาธิการหนังสืออนาคต” ของสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรม
และสิ่งแวดล้อมจนถึงปลายปี ๒๕๑๕

ในต้นปี ๒๕๑๖ – ๒๕๑๘ ได้ออก จดหมายเหตุรวม ๒๔ ฉบับ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ปัญหาบ้านเมืองขณะนั้น
และสะท้อนความคิดเห็นทางการเมืองของเขา อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีงานเขียนของเขาออกมาอีก
เช่น ๒๕๑๒ ปัญญาชนสยาม
๒๕๑๓ ชีวิตการเป็นบรรณาธิการของ ส.ศิวรักษ์
๒๕๑๔ แปลปรัชญาการเมือง
๒๕๑๕ กินน้ำเห็นปลิง
๒๕๑๖ ตายประชดป่าช้า
๒๕๑๗ อดีตของอนาคต
๒๕๑๙ นักปรัชญาการเมืองฝรั่ง และศาสนากับการพัฒนา
๒๕๒๐ นักปรัชญาการเมืองฝรั่ง
และศาสนากับการพัฒนา
๒๕๒๐ อธิบายแนวคิด และปรัชญาการเมืองฝรั่ง
๒๕๒๑ พุทธศาสนิกกับสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน
๒๕๒๒ ศาสนากับสังคมไทย
๒๕๒๔ เจ้า-ข้าฟ้าเดียวกัน


เป็นครู ... สร้างเครือข่าย

นอกจากงานเขียนจำนวนมากแล้ว “สุลักษณ์” ยังมีบทบาทเป็นอาจารย์ โดยปี ๒๕๐๕ – ๒๕๐๗ เป็นอาจารย์พิเศษ
สอนวิชาปรัชญาตะวันตก ที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒๕๐๘ – ๒๕๑๙ วิชาปรัชญาการเมือง
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๕๑๗ – ๒๕๑๘ วิชาปรัชญาการศึกษา ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
๒๕๒๐ วิชาเอเชียอาคเนย์ ที่มหาวิทยาลัยฮาวาย และมหาวิทยาลัยมิชิแกน


นอกจาก “สุลักษณ์” จะมีบทบาทในฐานะนักพูด นักเขียน และอาจารย์พิเศษแล้ว ยังมีบทบาทในสมาคม
และมูลนิธิต่างๆ เช่น “ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย” “สยามสมาคม” “มูลนิธิ สิทธิพร กฤดากร”
“มูลนิธิ เสฐียรโกเศศ – นาคะประทีป” และ “มูลนิธิโกมลคีมทอง”
สมาคม และมูลนิธิเหล่านี้บางแห่งยังมีบทบาทจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ เขายังได้ร่วมในองค์การทางศาสนา และองค์กรเอกชนที่มีบทบาทในด้านสิทธิมนุษยชน เช่น
“กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (ก.ศ.ส.)” และ “คณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา (ศพพ.)”


เครือข่าย “ศิษย์” สี่ทวีป

เกี่ยวกับเครือข่ายที่เป็นพลังของ “สุลักษณ์” นั่น “ มูลนิธิ เอียวศรีวงศ์” จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เคยกล่าวไว้ว่า “สุลักษณ์” เป็นปัญญาชนไทยที่สร้างเครือข่ายได้กว้างขวางมากที่สุดผ่านบรรดาลูกศิษย์ลูกหา
และใครต่อใครในองค์กรต่างๆ ยิ่งในด้านเครือข่ายต่างประเทศซึ่ง “สุลักษณ์” ก็มีกว้างขวางในสามทวีป
หรือสี่ทวีปเป็นอย่างน้อย ก็จะยิ่งเห็นว่า “สุลักษณ์” เป็นปัญญาชนไทย ที่โดดเด่นในแง่การสร้างเครือข่ายอย่างยิ่ง
ทำให้อุปสรรคแก่ระบบของไทยที่จะใช้วิธีแนบเนียนในการขจัด “ สุลักษณ์”


“ผมคิดว่าอิทธิพลที่แท้จริงของ “คุณสุลักษณ์” ต่อสังคมไทยนั้น ผ่านเครือข่ายเช่นนี้มากกว่าผ่านตัว
“ คุณสุลักษณ์”โดยตรงเสียอีก
และถ้ามองการทำงานของเครือข่ายเหล่านี้ ก็จะพบว่าเป็นกลุ่มที่เสนอทางเลือก
แก่สังคมไทยกว้างขวาง และหลากหลายที่สุดเท่าที่เคยมีมา (ถ้าไม่นับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย)
ไม่ว่าจะเป็นบริโภคทางเลือก การศึกษาทางเลือก ฯลฯ


ม่ว่าจะพูดถึงทางเลือกอะไรในโลกสมัยปัจจุบัน ก็จะมีองค์กรอะไรสักองค์กรหนึ่งที่เป็นเครือข่าย
ของ “คุณสุลักษณ์” ทำกิจกรรมอยู่ด้วย
เหตุดังนั้น “คุณสุลักษณ์” เองจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของทางเลือก
ในชีวิตของโลกปัจจุบัน ซึ่งเด่นที่สุดในสังคมไทย ความเป็นปัญญาชนนอกระบบของ “คุณสุลักษณ์”
จึงยิ่งเด่นชัดมากขึ้น เพราะถ้าปัญญาชนไทยจะเสนอทางเลือก ก็มักเป็นทางเลือกในระบบเสียเป็นส่วนใหญ่
แต่ทางเลือกที่ “คุณสุลักษณ์” และเครือข่ายเสนอนั้นล้วนเป็นทางเลือกนอกระบบเสียทั้งนั้น


มิตรสนิท ปธน.อินโด “วาฮิด”

ตอบรับกับข้อวิจารณ์ข้างต้น นอกจากบรรดา “ ศิษย์” ที่เป็นทั้งนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว หรือบรรดาใครต่อใคร
ที่เขาเรียกแทนว่า “ กัลยาณมิตร” อย่าง “ อัมมาร สยามวาลา”“ ธีรยุทธ บุญมี” “ พิภพ ธงชัย” “ อังคาร กัลยาณพงศ์”
“ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” “ นิวัติ กองเพียร”
แม้แต่ “ ชวน หลีกภัย” เอง สังคมก็เพิ่งจะรับรู้ว่า ๓๐ ปีก่อน
เมื่อครั้ง “ ชวน” เป็นส.ส. สมัยแรก “ ไขแสง สุกใส” เป็นผู้พามาพบกับ “ สุลักษณ์” ที่ จ.ระยอง ทั้ง “ ส.ศิวรักษ์”
ยังแนะนำให้ทำงานกับองค์กรต่างประเทศ
ระหว่างที่ว่างงาน ครั้งรัฐบาล “ จอมพลถนอม กิตติขจร” ยุบสภา ...
เช่นกันกับเครือข่ายของ“ ส.ศิวรักษ์” น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเขาเป็นมิตรสนิทของ อดีตประธานาธิบดีวาฮิตแห่งอินโดนีเซีย
ทั้งคู่รู้จักกันมานานเกือบ ๓๐ ปี ในฐานะนักพัฒนาสังคมและอยู่ฝ่ายศาสนาธรรมด้วยกัน แม้คนหนึ่งจะเป็นพุทธ
คนหนึ่งจะเป็นมุสลิม


“คนนอกคอก” ที่ยังไม่ถูกกำจัด

“ นิธิ เอียวศรีวงศ์” ยังบอกด้วยว่า ระบบของสังคมไทยมีวิธี “ ขจัด” ปัญญาชนนอกระบบ (และนอกคอก)
หลายอย่างหลายวิธี และมักทำได้อย่างแนบเนียนพอสมควรด้วย เช่น กล่าวหาว่า “หัวรุนแรง” “อยากดัง” “วิปริต”
และ “วิกลจริต” (อยู่ในกลุ่มเดียวกัน อ่อนแก่ผิดกันเท่านั้น แต่ทั้งหมดเกี่ยวกับลักษณะที่บกพร่องของบุคคลคนนั้น)
หรือสัมพันธ์หรือเชื่อมโยงกับคนที่ระบบได้ขจัดออกไปแล้ว เช่น เป็นสานุศิษย์ของคนนั้น “สูญเสียผลประโยชน์”
“รับเงินต่างชาติ” “มีแผนการลับ” “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” “กบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร”
(อยู่ในของสังคมไทยสามารถทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเป็นอันตรายต่อชาติ)


ทั้งนี้ ไม่นับการขจัดที่ใช้วิธีซึ่งไม่แนบเนียนนัก เช่น จับติดคุกขังลืม ไปจนถึงลอบสังหาร “ตัดตอน”
ให้ป.ป.ง.ยึดทรัพย์ หรือไล่เข้าป่า ฯลฯ (อันเป็นวิธีที่เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว ไม่อาจขจัดออกไปจากสังคมได้จริง
ดังเช่นบุคคลที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาไทยหลายคนได้เคยโดน กระทำมาแล้ว เช่น
คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ คุณจิตร ภูมิศักดิ์ คุณทองใบ ทองเปาด์ คุณอุดม สีสุวรรณ หรือแม้แต่คุณอารีย์ ลีวิระ
ก็กลายเป็นหนึ่งในวีรบุรุษของสื่อมวลชนไทยไป)


ซึ่งในบรรดาวิธีที่แนบเนียนทั้งหลายนั้น “สุลักษณ์” ได้เผชิญมาแล้วหลายอย่าง แม้ต้องระเหเร่ร่อน
ออกไปจากบ้านเมืองเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่อาจขจัดคุณสุลักษณ์ออกไปจากสังคมได้ ไม่แม้แต่เพียงความคิดความเห็น
ที่นอกคอกของ “สุลักษณ์” ยังดำรงอยู่เท่านั้น “สุลักษณ์” ยังมีพื้นที่ในการส่งความคิดความเห็นเช่นนั้น
สืบมาได้อย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้


สู้รสช. จนต้องลี้ภัยนอกประเทศ

เส้นทางของ “ปัญญาชนสยาม” นอกคอก ผู้มีสัญลักษณ์เฉพาะตัวรายนี้ หลายครั้งที่บรรดามิตรสานุศิษย์
แสดงความห่วงใย กับลีลาการเคลื่อนไหวที่ร้อนแรง รุนแรง ทั้งด้วยวาทกรรม คำเปรียบเปรย “ผู้นำ” ในหลายๆ ยุค
ที่ผ่านมา แรงๆ ไม่ว่าจะเป็นสมัยรัฐบาลเผด็จการทหาร “จอมพลถนอม” “จอมพลประภาส” ฯลฯ ที่ปัญญาชนสยาม
นักคิดนักเขียนรายนี้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนพลังความคิดปัญญาชนต่อสู้กับเผด็จการในยุค “ตุลาทมิฬ”
หากแต่ที่เด่นชัดอันเป็นเหตุให้ “ สุลักษณ์” ต้องระเห็จลี้ภัยไปต่างประเทศครั้งล่าสุด เกือบ ๒ ปี คือ
การต่อสู้กับเผด็จการ รสช.


ปี ๒๕๓๔ วันที่ ๒๒ สิงหาคม ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ “สุลักษณ์” อภิปรายโจมตีคณะ รสช.
อย่างรุนแรง โดยพาดพิง “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” ถึงเรื่องสถาบัน จนถูกกองทัพบกแจ้งความดำเนินคดี
ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและหมิ่นประมาท “พล.อ.สุจินดา” ก่อนจะถูกออกหมายจับจากตำรวจยุค
“พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์” ครั้งนั้น ด้วยสถานการณ์ของบ้านเมืองภายใต้ รสช. ทำให้ “สุลักษณ์”
ต้องเดินทางออกนอกประเทศไปเป็นเวลา ๑ ปี ๔ เดือน


ปี ๒๕๓๖ หลังจากที่บ้านเมืองผ่านเหตุการณ์ความบอบช้ำจากเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” “สุลักษณ์”
เดินทางกลับมาจากเยอรมัน มอบตัวกับตำรวจเพื่อต่อสู้คดีที่ต่อมามีการส่งฟ้องและใช้เวลาต่อสู้คดี ๔ ปี
และฝ่าย “สุลักษณ์” ได้รับชัยชนะ ทั้งนี้ ส่วนหนึ่ง “ สุลักษณ์” ยอมรับว่าได้ขอให้รัฐบาล “ชวน หลีกภัย”
ให้ความช่วยเหลือในคดีนี้


หัวรุนแรงต้านวัตถุนิยม

การต่อสู้ของ “สุลักษณ์” ไม่เคยหยุดนิ่งโดยเฉพาะกับการสื่อสารกับสังคมในความ “ปกติ” และ “ไม่ปกติ” ของสังคม
ซึ่งแน่นอนหลายครั้งหลายหนย่อมมีเผชิญหน้ากับความขัดแย้งกับ “อำนาจรัฐ” แม้กระทั่ง สถาบันต่างๆ เขามองสิ่งที่ไทยเผชิญอยู่
กว้างกว่าประเทศไทย โดยมองว่า ศัตรูสำคัญของมนุษย์ในปัจจุบันนี้ คือทุนข้ามชาติ และทุนนิยมสมัยใหม่ ซึ่งก่อให้เกิด
ความพังทลายของชีวิตผู้คนและสิ่งแวดล้อมไปทั่ว ด้วยเหตุดังนั้น สาระที่ “สุลักษณ์” เสนอจึงมักถูกมองว่า “หัวรุนแรง” เสมอ
เพราะเนื้อแท้คือการพลิกกลับ วัฒนธรรมทางภูมิปัญญาของไทยไปเลย


ดังนั้น ในการต่อสู้คัดค้านโครงการเมกะเจ็กต์หลายโครงการของบรรดา NGO อาทิ โครงการท่อก๊าซ ฯลฯ
แม้กระทั่งปัญหาสิทธิมนุษยชน เราจะเห็นชายวัย ๗๒ ปีคนนี้ ปรากฎตนขึ้นเป็นแถวหน้าของการต่อสู้แทบทุกครั้ง
ซึ่งแน่นอนในหลายครั้งที่พลังทางสังคมเครือข่ายเหล่านี้ถูกกระทบ หรือ มีแนวทางความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของบ้านเมือง
“ สุลักษณ์” ก็มักปรากฏตนออกมาสื่อสารกับสังคมเสมอ


โผล่ร่วมไล่ทั้งที่เคยรัก

ดังนั้นการปรากฏตนของ “สุลักษณ์” หรือ “ส.ศิวรักษ์” ในสถานะที่ไม่พึงใจรัฐบาล “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”
โดยตัวตน แม้จะถูกจัดเข้ากลุ่ม “ขาประจำ” แต่หากตามความเป็นจริง “ส.ศิวรักษ์” คือตัวตนของตน ที่มีจุดยืนชัด
และมีเครือข่ายกว้างขวาง


ปรากฏตนอันชัดเจนของ “ส.ศิวรักษ์” ใน ความรู้สึกที่ “รับไม่ได้” และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายทุกเครือข่ายโค่นล้ม
รัฐบาลทักษิณ เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๗ อาจถือเป็นครั้งแรกในการแสดงทัศนะอันเด่นชัดที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาลชุดนี้

แต่หากติดตามจะพบว่า “ส.ศิวรักษ์” ก็คล้ายกับ “นพ.ประเวศ วะสี” “นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว” ๒ บุคคลที่ได้รับความเชื่อถือ
จากสังคม ในการที่เขาเคย “ให้โอกาส” กับ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ในการเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะมีตำหนิจาก
“ คดีซุกหุ้น” ดังคำกล่าวที่ยอมรับว่าเคยสนับสนุน


“เราต้องไม่ลืมว่าเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เริ่มเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น มีเมฆหมอกปกคลุมตัวเขา
ในทางที่ไม่โปร่งใส โดยศาลรัฐธรรมนูญอาจลงโทษเขาให้ปลอดไปจากวิถีทางการเมืองได้ถึง ๕ ปีพวกเราบางคนเห็นว่า
ควรให้โอกาสเขาบริหารราชการบ้านเมือง แม้ความมัวหมองดังกล่าวอาจจะเป็นความผิดเล็กๆ น้อยๆ ที่ปราศจากเจตนา
ในการฉ้อฉลก็ได้ พวกเราในที่นี้รวมตัวข้าพเจ้าด้วย ซึ่งช่วยทำแทบทุกอย่างให้เขาเป็นที่ยอมรับของมหาชน
แม้จนหาทางสนับสนุนเขาในหลายๆ ทางเอาเลยก็ว่าได้”


ท่าทีการสนับสนุนให้โอกาสแก่ รัฐบาลทักษิณ ของ “ส.ศิวรักษ์” ยังมีอยู่จนแม้แต่ปลายปี ๒๕๔๕
ขณะที่มีม๊อบเขื่อนปากมูลมาอยู่หน้าทำเนียบและมีปัญหาถูกรื้อถอนทำร้ายชาวบ้าน และ “พ.ต.ท.ทักษิณ”
ลงมาพบชาวบ้าน ซึ่ง “ส.ศิวรักษ์” เดินทางไปภายหลัง ก็ยังพูดผ่านสื่อในลักษณะว่า ควรให้โอกาส “พ.ต.ท.ทักษิณ”
และก็เตือนให้รักษาสัจจะ เข้าใจประชาชน ไม่เห็นแก่ กฟผ.หรือเทคโนแครต


ส่งสัญญาณทักษิณเริ่มไม่น่ารัก

ย้อนกลับไป ดูเหมือนว่าอารมณ์ของ “ส.ศิวรักษ์” หรือแม้แต่บรรดานักวิชาการ เอ็นจีโอ. เครือข่ายสื่อ ฯลฯ
จะเริ่มขุ่นมัวกับ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ในปี ๒๕๔๖ โดยเฉพาะเมื่อ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ออกอาการ “ไม่ฟังใคร”
แถมด่ากราดูถูกเหยียดหยามที่ใครต่อใครบอกว่าเข้าข่าย “อหังการ” ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการอย่าง “ธีรยุทธ บุญมี”
หรือใครต่อใคร และบรรดาเอ็นจีโอ.ทั้งปลาย แม้กระนั้นวาทกรรมคำพูดของ “ส.ศิวรักษ์” ที่ส่งไปยัง “พ.ต.ท.ทักษิณ”
ก็ยังไม่ถึงขนาดตัดเยื่อใบไปทั้งหมด ดังกรณีที่พูดเรื่องที่นายกฯ ออกมาอัด “ ธีรยุทธ”


“ผมว่านายกฯ ต้องเปลี่ยนทัศนคติจะช่วยให้ท่านเป็นคนน่ารักมากขึ้น เวลานี้เราต้องการคนที่น่ารักไม่ได้
ต้องการคนที่น่าเกลียด เพราะความสำเร็จของรัฐบุรุษที่นายกฯ ยกย่องไม่ว่าจะเป็นมหาธีร์ หรือลีกวนยู ทั้งสองคน
เป็นคนที่น่าเกลียดทั้งคู่ เป็นคนที่คนของประเทศเขาเกลียดนายกฯ ต้องรู้ในข้อนี้ ขออย่าให้นายกฯ ของเรา
เป็นคนที่คนเกลียดเลย ให้เขาเป็นคนที่มีแต่คนรักดีกว่า” (๑๔ ก.ย. ๔๗)


ร่วมทัพ “คนเกลียดทักษิณ”

ถึงกระนั้นก็ตามหลังจากที่ “รัฐบาลทักษิณ” บริหารประเทศ มาจนถึงโค้งสุดท้าย หลายๆ เรื่องที่ทำให้
ทั้ง “ส.ศิวรักษ์” และบรรดาใครต่อใคร “รับไม่ได้” มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดประทุ เมื่อมีการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน
นำร่องโดย “เอกยุทธ อัญชันบุตร” กลุ่มธุรกิจอย่าง “อัมรินทร์ คอมันตร์” “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” ฯลฯ
และติดตามมาด้วยความเคลื่อนไหวของบรรดา “ขาประจำ” ที่ “ส.ศิวรักษ์” ก็อยู่ในนั้นกับเขาด้วยในการ
เปิดเวที “ปาฐกถา ๗๒ ปี อานันท์ ปันยารชุน” ทำการถล่ม “รัฐบาลทักษิณ” (๑๘ ก.ย. ๔๗)


โดยบุคคลชั้นนำของสังคมจากหลายสาขาอาชีพ นักการเมืองฝ่ายค้าน และกลุ่มขาประจำ
รวมทั้งคนรู้ทันที่เคลื่อนไหวเปิดโปงการคอรัปชั่นในยุครัฐบาล ครั้งนั้น อาทิ “ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” “ส.ศิวรักษ์”
“วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์” “ชัยวัฒน์ สถาอานันท์” “ดร.อัมมาร สยามวาลา” “นายบัญญัติ บรรทัดฐาน"
"นายไตรงค์ สุวรรณคีรี” “ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช” “เอกยุทธ อัญชันบุตร” “น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ” “นายประพันธ์ คูณมี”


การเปิดเวทีนี้ “ส.ศิวรักษ์” เริ่มชัดเจน กับคำด่ารัฐบาลโยระบุว่า เพราะขณะนี้วิธีการของ “พ.ต.ท.ทักษิณ”
คือการพูดโกหกอยู่ตลอดเวลา แล้วคนก็จับได้ตลอดเวลา “พ.ต.ท.ทักษิณ” สะดุดขาตัวเองทุกครั้ง เป็นวิธีการทำงาน
ที่เห็นแก่ตัว ทำมาค้าขายเพื่อประโยชน์ของบริษัทตัวอยู่ตลอดเวลา คนเริ่มหัดเห็นชัด ไม่ว่าจะเป็นที่พม่า หรือเมืองจีน
แม้แต่เรื่องของไข้หวัดนกก็มาจัดฉากกินไก่อะไรกัน


“คุณหลอกคนได้ชั่วคราว คุณอาจตบตาคนไทยได้ชั่วคราว แต่คนไทยไม่ได้บัดซบถึงขนาดนั้น
แม้คนไทยจะทนอะไรได้หลายอย่าง แต่เขาจะทนความอวดวิเศษอยู่คนเดียว คนไทยรับไม่ได้ เวลานี้ไม่ใช่เฉพาะคนกรุงเทพฯ
คนทั่วประเทศให้เขาเข้าใจผิดไป เขานึกว่าวิธีหลอกคน เอาเงินมาทุ่ม ซื้อคนได้ คนนะไม่ใช่โสเภณี จะได้ซื้อได้ตลอดเวลา”


“สุลักษณ์” กล่าวด้วยว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ” ไม่เคารพใครเลย เคารพเมียเขาคนเดียว ซึ่งถึงเวลาต้องถีบออกไป
นายกรัฐมนตรีไทยกำลังหลงอำนาจซึ่งหลงมานานแล้วไม่ใช่เพิ่งหลง หลงอำนาจ หลงตัวเอง ประเทศไทยกำลังจะเจอกับ
การที่คนอ้างตำแหน่งเป็นผู้นำ ทำทุกอย่างเพื่อบริษัทพวกเขา เพื่อดาวเทียม เพื่อมือถือ”


ส่วนกรณีที่ “ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” ออกมาระบุว่า การคอร์รัปชันกำลังแพร่กระจายจนเอาไว้ไม่อยู่นั้น
“สุลักษณ์” กล่าวว่า “ ดร.สุเมธ” เตือนให้รู้ ทั้งที่ไม่เคยออกมาโดยตรงขนาดนี้เคยแสดงว่าเหลืออดแล้ว


เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำอย่างไรเพื่อที่จะปราบปรามการคอร์รัปชันได้เด็ดขาด “สุลักษณ์” กล่าวว่า
ต้องปราบ “ พ.ต.ท.ทักษิณ” ก่อน เอา “ พ.ต.ท.ทักษิณ” ลงเสียก่อน และเหตุผลของการประกาศสงครามการคอร์รัปชัน
ของรัฐบาล ก็เป็นปราบการคอร์รัปชันของขุนนางที่ไม่ใช่พวกเขา


นำเครือข่ายโค่นทักษิณ

หลังจากที่ร่วมทัพกับคนเกลียดทักษิณแล้ว “ส.ศิวรักษ์” เริ่มแสดงความเห็นของเขาในทุกเวที เพื่อขับไล่รัฐบาล
โดยใช้ถ้อยคำอย่างรุนแรงตามสไตล์ โดยการอภิปรายโต๊ะกลมเรื่อง “อนาคตประชาธิปตยไทย ในรัฐบาลธุรกิจการเมือง”
ที่จัดขึ้นที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ (๒๖ ก.ย. ๔๗๗ งานนี้ เขาอภิปรายโจมตี “พ.ต.ท.ทักษิณ” อย่างเผ็ดร้อนรุนแรง
ว่าประชาชนได้ให้โอกาส กับ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ในการบริหารประเทศ แม้จะเคลือบแคลงเรื่องซุกหุ้นหรือเส้นทางการร่ำรวย
แต่ยังหวังว่าไม้คดจะเป็นไม้ตรงตอนปลายได้แต่ “พ.ต.ท.ทักษิณ” กลับแสดงตนเป็นปฏิปักษ์กับประเทศชาติประชาชนมากยิ่งขึ้น
มีการตระบัดสัตย์ฉ้อฉลทุกกรณีเพิ่มเงินเพิ่มอำนาจให้กับตนเอง ขยายอิทธิพลในภูมิภาคนานาชาติ คนที่เดือดร้อนแสนสาหัสคือ

คนยากจนถูกเบียดเบียนทุกทางและยังใช้วิธียุแยงให้ประชาชนกับองค์กรเอกชนแตกแยกกัน ด้วยการใช้เงิน อำนาจ รุกราน
รวมไปถึง ชนชั้นกลาง พ่อค้า นายธนาคาร ที่อยู่นอกแวดวงบริษัทชินวัตร และบริวารของเขา แม้แต่รัฐวิสาหกิจก็ถูกแปรรูป
เพื่อประโยชน์ของพวกเขา


“ขบวนการนี้ขยายไปจนถึงกับเอาเงินแผ่นดินไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพียงเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ของ
บรรษัทตน โดยจะไม่ขอพูดถึงความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย่ของรัฐมนตรีบางคน”


“สุลักษณ์” ยังกล่าวว่า ขณะนี้ไม่เห็นทางอื่นอีกแล้ว นอกเสียจากว่าต้องช่วยกันทุ่ม “พ.ต.ท.ทักษิณ” ลงจากอำนาจให้ได้
เพราะเมื่อ “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” เป็นขวัญใจของประชาชนนั้น พรรคพลังธรรมก็ดีขึ้นเร็ว จนมีมารมาอยู่ด้วยมาก
และแล้วพรรคนั้นก็ปลาสนาการไปเร็ว พรรคไทยรักไทยก็เช่นกัน แม้พรรคนี้จะมีเงินและอำนาจมาก แต่ก็หาพ้นความเป็นอนิจจัง
ของสังคมไปได้ไม่ ส่วนจะร่วมกันเอาทักษิณออกจากอำนาจได้อย่างไร “สุลักษณ์” บอกว่าในเมื่อ “ทักษิณ” ใช้โครงสร้างทาง
กลไลแห่งรัฐโดยมีธนาธิปไตยเป็นหลัก เราก็ต้องต่อสู้กับเขาด้วยกลไกทางสังคม ซึ่งมีธรรมาธิปไตยเป็นหลัก เขาใช้ความเท็จ
เราใช้ความจริง เขาใช้ความรุนแรง เราใช้สันติวิธี เขาคุมสื่อกระแสหลักเราใช้สื่อทางเลือก


“โรงเรียน ต่างๆ รวมทั้งราชภัฏต่างๆ ทางภาคอีสานจะรวมตัวกันปลุกระดมครูอาจารย์ ให้เห็นคุณค่าของสัจจะ
และประชาธิปไตย ด้วยการต่อต้านทักษิณกันไปทุกสถาบันการศึกษา และขยายจากโรงเรียน และวิทยาลัยออกไปยังประชาคม
และขยายไปยังภาคอื่นๆ นี้ แลคือ การนำเอาธรรมะและสัจจะกลับมา”
ด้วยเครือข่ายอันกว้างไกล ๕ ทวีป
และบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ
นี่คือความเป็น “ส.ศิวรักษ์” ปฏิบัติการตามที่เขาพูดไว้ในการทุ่ม “พ.ต.ท.ทักษิณ” ลงจากเก้าอี้
นายกรัฐมนตรีจากอำนาจ การเมือง เมื่อผนวกเข้ากับสภาพการเคลื่อนไหวของคณะบุคคลขบวนการ “โค่นล้มทักษิณ”
ที่ดำเนินมาอยู่แล้ว โดย “เอกยุทธ” และใครต่อใคร จึงไม่ใช่ภาพร่างอนาคตที่ยากจะเป็น


ดังนั้น “ ปัญญาชนสยามคนกล้า” ที่ชื่อ “ ส.ศิวรักษ์” วัย ๗๒ คนนี้จึงเป็นอีกหนึ่งในบรรดา “ คนรู้ทัน”
ที่ใครต่อใครในรัฐบาลโดยเฉพาะ “ พ.ต.ท.ทักษิณ” มิอาจมองข้ามแน่นอน


...............................................

* นำมาจากหนังสือ ๑๐ ฅนโค่นทักษิณ โดยเทิดธรรม ทรงไทย, สำนักพิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน หน้า ๙๖ – ๑๑๕

ฉบับที่ ๔ ปีที่ ๑ : : มกราคม - กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
http://review.semsikkha.org/content/view/113/28/
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 25, 2009 3:17 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=629&forum=6&page=16&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000019665

มูลนิธิยามฯ จับมือเอ็นจีโอ ผุดคอนเสิร์ตหารายได้ เชื่อมสายใยไทย-พม่า

มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ร่วมกับองค์กรภาคเอกชน จัดกิจกรรมยับยั้งปัญหาแรงงานต่างด้าว-เด็กแร่ร่อน
ผุดคอนเสิร์ต"ถักทอประชาธิปไตย สายใยไทย-พม่า" หารายได้ยับยังปัญหาดังกล่าว เพื่อทำความดีถวาย
เป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา

วันนี้(16ก.พ.) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.),ศูนย์พัฒนาเด็ก พญ.ซินเธีย มาวด์,
สถาบันเพื่อการพัฒนาประชาคม,กลุ่มเพื่อนประชาชน,เครือข่ายศิลปินเพื่อชีวิต ,คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษย์ชน
และมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน
ร่วมแถลงข่าวถึงการจัดคอนเสิร์ตการกุศล"ถักทอประชาธิปไตย สายใยไทย-พม่า"
ที่อาคารอนุสรสถาน 14 ตุลาฯ

สืบเนื่องจากปัญหาการสู้รบระหว่างทหารกับชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดน ทำให้ในปัจจุบัน มีผู้คนชาวพม่าอพยพ
และพลัดถิ่น หนีภัยสงครามเข้ามาตามยังแนวชายแดนของประเทศไทยมากขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น
ปัญหาด้านแรงงาน ปัญหาเด็กแร่ร่อน ปัญหายาเสพติดและปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งปัญหาต่างๆ
ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขสังคมจะขาดความสงบสุขโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้องค์กรต่างๆ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของ
ปัญหาดังกล่าว และมองว่าการศึกษาเท่านั้นที่จะมามีบทบาท และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้ พญ.ซินเทียร์ มาวด์ และองค์กรต่างๆ ได้จัดตั้งศูนย์การเรียนให้ความรู้แก่ประชาชนทุกระดับ
ตั้งแต่เปิดศูนย์เด็กเล็ก ให้การศึกษาแก่แรงงานอพยพ เปิดหลักสูตรอบรมความรู้ด้านแพทย์แก่เยาวชนชาวพม่า
พร้อมกับสอนให้เคารพถึงความแตกต่างทางเชื้อชาติ เพื่อให้กลับไปช่วยชุมชนของตนเอง
โดยในปัจจุบันศูนย์พัฒนาเด็กแห่งนี้ มีนักเรียนกว่า 800 คน

ทั้งนี้พญ.ซินเทียร์ มองว่าตราบใดที่ปัญหาในประเทศพม่ายังไม่สิ้นสุด และเส้นแบ่งเขตแดนของพม่ายังคงเชื่อมติดต่อกัน
อนาคตของประเทศพม่าย่อมส่งผลต่ออนาคตของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากผู้คนเหล่านี้ยังไม่ได้รับการเยียวยา
การศึกษา และการใส่ใจเชิงสาธารณสุข

องค์กรต่างๆ จึงได้มีแนวคิดร่วมกันจัดคอนเสิร์ตการกุศล " ถักทอประชาธิปไตย สายใยไทย-พม่า"
เพื่อทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้แสดงความจงรักภักดีในพระมหากรุณาธิคุณ
แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา รวมถึงเป็นการจัดหารายได้
สนับสนุนหน่วยงานและองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษย์ชน สันติภาพ และการพัฒนา ให้อยู่เคียงข้างสังคมไทยสืบต่อไป

สำหรับคอนเสิร์ตการกุศล"ถักทอประชาธิปไตย สายใยไทย-พม่า" จะพบกับคอนเสิร์ตจากศิลปินเพลงเพื่อชีวิต อาทิ
หงาและหว่องคาราวาน,โฮป แฟมิลี่, ซู ซู,ลานนา คัมมินส์, ทอดด์ ทองดี, เสก ศักดิ์สิทธิ์, ไก่ แมลงสาบ, นิดกรรมาชน
และโครงการเรียนรู้กู้บ้านเกิดโรงเรียนสุนทรวิทยา ,ขวัญจิตร ศรีประจัน,วสันต์ สิทธิเขต นุภาพ สวันตรัจน์,เอ้ นิติกุล,ตั้ว ศรันยู
และน้องต้นกล้า ที่เดินทางมาร่วมกันจุดแสงแห่งสันติภาพ ด้วยหัวใจคนละดวง เพื่อถักทอประชาธิปไตย
เชื่อมร้อยสายใยไทย-พม่า ให้เกิดสันติภาพโดยเร็ววัน ที่จะจัดขึ้นณ MCC Hall เดอะมอลล์บางกะปิ
ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 18.00-23.00 สำหรับผู้สนใจอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมครั้งนี้
สอบถามรายละเอียดเพื่มเติมได้ที่ 085-9368705 หรือ 081-7232374





http://www.newspnn.com/detail.php?dataid=4969

ชนเผ่าประกาศต้องสร้างความเท่าเทียมให้มนุษย์ชาติทุกเผ่าพันธุ์

เชียงใหม่ /ปิดฉากงานมหกรรม”ชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” ประกาศเรียกร้องรัฐไทย ยูเอ็น
ยึดหลักสิทธิมนุษยชน ปฏิบัติต่อทุกเผ่าพันธุ์กันอย่างเสมอภาค ย้ำสิทธิเสรีภาพ และความเป็นธรรมในการดำรงชีพ
และรักษาวิถีชีวิตความหลากหลาย คือศักดิ์แห่งความเป็นมนุษย์ 11 กันยายน 2550


วัน นี้ (11 ก.ย.) เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ร่วมประมวลผลข้อเสนอแนวทางยุทธศาสตร์
ชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย พร้อมประกาศเจตนารมณ์ต่อประชาสังคมให้ยึดแนวทางสิทธิมนุษยชน
อย่างไม่เลือก ปฏิบัติต่อกันในทุกชนชาติพันธุ์ นอกจากนี้ เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง
และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สามารถปฏิบัติได้จริง จึงประกาศการจัดตั้ง “เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” ขึ้น
พื่อเป็นการรณรงค์ประสานงาน ติดตามตรวจสอบและผลักดันให้ชนเผ่าพื้นเมืองได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ
และความเป็นธรรมในการดำรงชีพ และรักษาวิถีชีวิตความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมไทยที่เท่าเทียมสืบไป


ทั้งนี้ เนื้อหาโดยสรุปจากเวทีการเสวนาต่อแนวทางยุทธศาสตร์ชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย
กล่าวถึงการสร้างทัศนะคติที่ไม่ดีของรัฐในอดีต การกดขี่การเลือกปฏิบัติ และการเข้าใจที่ผิดๆ เกี่ยวกับพี่น้องชนเผ่า
ในประเทศไทย รวมไปถึงสถานการณ์ในปัจจุบันของพี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เช่น
วัฒนธรรมบางอย่างที่ใกล้จะสูญหาย ภาษาถิ่นที่เด็กสมัยใหม่พูด อ่าน หรือเขียนได้น้อยลง
อันเนื่องมาจากนโยบายของรัฐที่สนับสนุนให้คนพูดภาษาไทยกลางเป็นหลัก ทำให้เยาวชนรุ่นใหม่ๆ
หลงลืมภาษาท้องถิ่นของตน


นายกิตติศักดิ์รัตน กระจ่างศรี ภาคีสากลชนเผ่าพื้นเมืองในป่าเขตร้อน กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาของชนพื้นเมือง
มีด้วยกันหลากหลายปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่อง วัฒนธรรมที่กำลังใกล้จะสูญหาย ความไม่เข้าใจของภาครัฐ
ในการวางนโยบายจนทำให้วัฒนธรรมบางอย่าง วิถีชีวิตบางอย่างของชนเผ่าต้องสูญหายไป การขาดผู้สืบสานต่อ
นอกจากนี้ยังมีกรณีปัญหาเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์อันเกิดจาก การขาดความเข้าใจ การมีอคติ การเลือก
และถูกเอารัดเอาเปรียบ ปฏิบัติด้านต่างๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัญหาที่จะต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน


“ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่อพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ จะทำอย่างไรให้เกิดการปฏิบัติต่อกัน
อย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ประเด็นเรื่องทรัพยากรที่ต้องสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการ ทรัพยากร
เพราะเรื่องทรัพยากรหมายถึงความมั่นคงในชีวิตที่จะสืบเนื่องไปถึงการสืบสาน ต่อทางวัฒนธรรมได้ด้วย
อีกทั้งประเด็นสื่อ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับพี่น้องชนเผ่าชาติพันธุ์ จะทำอย่างไรให้ชนเผ่ามีสื่อที่เสรีของตนเอง
เป็นกระบอกเสียงของชนเผ่า อันนี้ก็เป็นข้อเสนอที่ควรจะทำให้เกิดผลต่อไป” นายกิตติศักดิ์ กล่าว.


.......................................................................

คำประกาศเจตนารมณ์

เครือข่ายเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยเนื่องในปีทศวรรษสากลของชนเผ่าพื้นเมืองโลกระยะที่ 2

ตามที่องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้ปี 2548-2557 เป็นปีทศวรรษสากลชนเผ่าพื้นเมืองโลกระยะที่ 2
เพื่อรณรงค์ให้ประเทศภาคีสมาชิก รวมทั้งประเทศไทยได้กำหนดแผนนโยบายและกิจกรรมรณรงค์เพื่อปกป้องคุ้มครอง
สิทธิมนุษยชนต่อชนเผ่าพื้นเมืองในแต่ละประเทศ ตามปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน, อนุสัญญาว่าด้วย
การขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ, กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม,
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก, อนุสัญญาว่าด้วยการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ และอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลาย
ทางชีวภาพนั้น


คณะกรรมการจัดงานมหกรรมชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย อันประกอบด้วยองค์กรเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมือง
ในประเทศไทย องค์กรพัฒนาเอกชนและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
ได้จัดให้มีโครงการจัดงาน
“มหกรรมชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” ขึ้นระหว่างวันที่ 5-11 กันยายน 2550 ณ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั้น พวกเราขอประกาศเจตนารมณ์ เนื่องในโอกาสดังกล่าว ดังนี้


เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย กำหนดแผนเพื่อรองรับปฏิบัติตามเงื่อนไขปฎิญญาสากลและอนุสัญญา
ดังกล่าวข้างต้น โดยเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และเร่งศึกษาเพื่อลงนามในอนุสัญญา
ว่าด้วยการปกป้องแรงงานข้ามชาติและครอบครัว (ปี ค.ศ 1990) ปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐาน
ในการทำงานขององค์กรการแรงงานระหว่างประเทศ ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติ(การจ้างงานและการประกอบอาชีพ
ปี ค.ศ 1958) โดยเร่งด่วน ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตราที่ 82 ที่บัญญัติไว้ว่า

“รัฐต้องส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกับนานาประเทศ และพึงถือหลักในการปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค
ตลอดจนต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี รวมทั้งตามพันธกรณีที่ได้กระทำไว้
กับนานาประเทศและองค์การระกว่างประเทศ”


เราขอเรียกร้องต่อองค์การสหประชาชาติ ได้ดำเนินการสร้างกลไก เพื่อตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ต่อชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลกและในประเทศไทย รวมทั้งตรวจสอบนโยบายเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดิน
ที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน การอพยพโยกย้ายถิ่นฐานเดิม การจำกัดสิทธิการพัฒนาและการเข้าถึงบริการของรัฐ การกดขี่แรงงาน
และกรณีอื่นอย่างเป็นรูปธรรม และเร่งผลักดันให้ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ที่ยังไม่ลงนาม เร่งลงนามใน “อนุสัญญา
ว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง” โดยเร็ว


เราประกาศว่า เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามประการข้างต้น
สามารถปฏิบัติได้จริง เราประกาศจัดตั้ง “เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” เพื่อรณรงค์ประสานงาน
ติดตามตรวจสอบและผลักดันให้ชนเผ่าพื้นเมืองได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และความเป็นธรรมในการดำรงชีพ
และรักษาวิถีชีวิตความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสังคมไทยที่เท่าเทียมสืบไป


ด้วยจิตสมานฉันท์และศรัทธาในทุกวิถีชีวิต วัฒนธรรม ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ชาติทุกเผ่าพันธุ์

ประกาศโดย เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

ณ หอนิทรรสการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันอังคารที่ 11 กันยายน 2550

โดยชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

เครือข่ายชนเผ่าลัวะ
เครือข่ายชนเผ่า
เครือข่ายชนเผ่าปกาเกอะญอ
เครือข่ายชนเผ่าม้ง
เครือข่ายชนเผ่าเมี่ยน
เครือข่ายชนเผ่าลาหู่
เครือข่ายชนเผ่าลีซู
เครือข่ายชนเผ่าอาข่า
เครือข่ายชนเผ่าปะหล่อง
เครือข่ายชนเผ่าคะฉิ่น
เครือข่ายชนเผ่าไทยทรงดำ
เครือข่ายชนเผ่าชอง
เครือข่ายชนเผ่าไทลื้อ
เครือข่ายชนเผ่ายอง
เครือข่ายชนเผ่าไทใหญ่

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=629&forum=6&page=15&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://tknsthai.googlepages.com/
การท้าทายอีกเรื่องหนึ่งก็คือการหมุมเว ียนบทวิจารณ์นโยบายการเข้าแทรกแซงของ K ท่ามกลางนักวิชาการ
ในปีพ . ศ . 2526 ในรูปแบบ ของตำรา ความหนา 69 หน้า เขียนเป็นภาษาอังกฤษเกี่ยวกับประเพณีทางการเมือง
ราชวงศ์จักรี เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวาง ว่าตำราดังกล่าวเป็น ผลงานของม . ร . ว . สุขุมพันธ์ บริพัฒน์ หลานชายของ
รัชกาลที่ 7 และในทางปฎิบัติ เขาเป็นจัดอยู่ในกลุ่มรัชทายาท ขึ้นสืบต่อราชบังลังก์

ในหน้าสุดท้ายของตำรา ม . ร . ว . สุขุมพันธ์ ซึ่งเป็นอาจารย์สอนรัฐศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กล่าวอย่างตรงไปตรงมาถึงอันตรายของการสนับสนุนทางการเมืองอย่างเปิดเผยของรัชการที่ 9 โดยอ้างถึง
การต่อสู้ระหว่างในวัง ราชการแบบ อนุรักษ์นิยมและการขัดขวางการปฎิรูปสถาบัน
อันนำไปการยกเลิกระบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในปี พ . ศ . 2475
ม . ร . ว . สุขุมพันธ์ กล่าวเตือนว่า

ระบบกษัตริย์ครั้งหนึ่งเคยเป็นความหวังของหลายๆคนในวันที่ทหารเรืองอำนาจ ปัจจุบันอยู่ในอันตราย
รับรู้ได้ถึงความแตกแยก , ล้าหลัง , และขวาจัดความขัดแย้งอยู่ในจุดที่ว่าการแสดงอำนาจเพื่อต่อสู้กับ
การเปลี่ยนแปลงอย่างไร้ระเบียบในวัง อาจจะต้องมี ส่วนร่วมในการ เปลี่ยนแปลงนี้ด้วยตัวเองในท้ายสุด ....
สถาบันกษัตริย์กำลังพยายามที่จะทำ ตัวเป็นทั้งสัญลักษณ์ ของความเป็นเอกภาพ ในชาติและผู้แสดงหาอำนาจ ....
เหลือไว้เพียงอดีตของปฎิบัตินิยมและการผ่อนปรนที่เป็นเครื่องหมายของราชวงศ์ จักรี


เนื่องจากความเรียงข้างต้นไม่มีการลงชื่อ ( ผู้เขียน ) และแจกจ่ายส่วนใหญ่ในหมู่ปัญญาชน ,
นักหนังสือพิมพ์ , และนักการทูต และไม่ม ีการรายงานต่อ สาธารณะ ทำให้ในวังสามารถนิ่งเงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


แต่สิ่งที่หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธ์เตือนนั้น พิสูจน์ให้เห็นว่า
คำทำนายของเขาเป็นความจริงในอนาคตอันใกล้ ------------------ จบตอน
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  พีพี on Fri Dec 25, 2009 3:40 pm

หนูก็เข้าใจมาตลอดว่า ฝรั่งเขียน แล้วขอข้อมูลจากท่านสุขุมพันธ์................

เดอะคิงเนเวอร์สไมส์ (อังกฤษ: The King Never Smiles;)
เป็นหนังสือว่าด้วย.............................................................เขียนโดย พอล แฮนด์ลีย์
(Paul Handley) นักเขียนชาวอเมริกัน จัดพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยเยล (Yale University Press) และออกจำหน่ายครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549
จากวิกิพีเดีย

...แล้ว ความจริงที่ลอยเหนือน้ำ นี่ใครเขียนคะเนี่ย ? ใส่ไฟสุดๆ เห็นมันแจกกันอยู่ใน ฟดก. Mad
ไม่โดนจับซักที แปลกจริงๆ
avatar
พีพี

จำนวนข้อความ : 124
Registration date : 06/12/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 25, 2009 3:41 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=629&forum=6&page=14&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.thairakthai.or.th/news/june2000/27june.htm

อานันท์-"โจ" หนุน อ๋อย-อดิศร ทิ้งจิ๋วตั้งพรรคใหม่ (สยามรัฐ)
-นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา และนายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.ขอนแก่น พรรคความหวังใหม่
ได้ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคความหวังใหม่ ซึ่งจะทำให้มีผลหมดสมาชิกภาพการเป็นส.ส.สิ้นสุดลงด้วย

- นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เหตุผลในการลาออกเพื่อไปร่วมกับผู้มีความคิดเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา
ให้กับบ้านเมืองที่ใกล้
เคียงกัน เพื่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ และขอยืนยันว่าการลาออกครั้งนี้
ไม่ได้มีความขัดแย้งหรือไม่พอใจกับมติพรรค

- นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริญ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคความหวังใหม่ กล่าวว่า พรรคที่นายจาตุรนต์ไปจดทะเบียนไว้คือ พรรคประชาสังคม ซึ่งพรรคจะเน้นเฉพาะคนในเมือง ส่วนตนเป็นส.ส.อีสานคงจะไปอยู่พรรคไทยรักไทย
ส่วนอนาคตจะร่วมงานหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่คงจะอยู่กับพรรคไทยรักไทยแน่นอน

- นายอนันต์ ฉายแสง บิดานายจาตุรนต์ กล่าวว่า พรรคการเมืองใหม่จะมีนายวิจิตร ศรีสอ้าน,
นายอุทัย พิมพ์ใจชน,
นายพิจิตต รัตตกุล มาร่วมก่อตั้ง

- นอกจากนั้นยังมีรายงานข่าวว่า ยังมีนายอานันท์ ปันยารชุน,นพ.ประเวศ วะสี และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช
คอย
ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังด้วย

- อย่างไรก็ดี การประกาศตั้งพรรคใหม่ของนายจาตุรนต์นี้ มีส.ส.หลายคนทั้งในส่วนของพรรคความหวังใหม่
และ
กลุ่มของวังน้ำเย็นที่จะไปอยู่กับพรรคไทยรักไทยวิจารณ์ว่า ทุนของพรรคการเมืองนี้
น่าจะมาจากพรรคไทยรักไทย ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อาจต้องการให้เป็นพรรคไทยรักไทยสาขา 2
โดยแหล่งข่าวจากพรรคความหวังใหม่ระบุว่า "มีการพูดถึงเม็ดเงินว่า คุณทักษิณ น่าจะให้การช่วยเหลือไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท
เพื่อหวังดึงพรรคใหม่เป็นพันธมิตร"

- นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ โฆษกพรรคไทยรักไทย ยืนยันว่าคงไม่เป็นความจริง
เพราะพรรคไทยรักไทยได้เลือก
ทางเดินการเมืองของตนเองแล้ว คงไม่หวนไปเล่นการเมืองแบบเก่า ๆ
จึงไม่มีเหตุผลใดที่ไทยรักไทย จะสนับสนุนคนอื่นให้ตั้งพรรค

- นายทวีสุข วงศ์สายเชื้อ หัวหน้าพรรคประชาสังคม กล่าวว่า พรรคจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
ในวันที่ 7 ก.ค.นี้
นายจาตุรนต์ กับนายอดิศรจะเข้ามาอยู่ในพรรคนี้หรือไม่
ไว้วันที่ 7 จะรู้เอง

- นายจุติ ไกรฤกษ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าการลาออกของนายจาตุรนต์ และนายอดิศร
เป็นการดำเนิน
งานทางการเมืองในทางที่ถูกต้อง และเป็นการปลดแอกความอึดอัดที่มีมานาน

(ข่าวหน้า1สยามรัฐ,แนวหน้า,เนชั่น,บางกอกโพสต์,เดลินิวส์,ไทยรัฐ,ผู้จัดการรายวัน,วิเคราะห์บ้านเมือง,ไทยโพสต์,
ข่าวสด,หน้า 16 กรุงเทพธุรกิจ)


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=629&forum=6&page=13&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://news.sanook.com/crime/crime_13748.php
<table class="news2006_topic" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="595"><tr><td rowspan="3">
</td><td width="585" height="10">สำนักพุทธฯท้าชนพลังชีวิต ประกาศแจกธรรมนูญชีวิตสู้</td></tr><tr><td></td></tr><tr><td class="news2006_graylight" height="10">โดย วัน พฤหัสบดี ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 09:32 น.

</td></tr></table>
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติท้าชนพลังชีวิต ประกาศแจกฟรี “หนังสือธรรมนูญชีวิต”
ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)
หมอจักรธรรมยันไม่ได้ต้องการให้เกิดบรรยากาศการแข่งขัน
และไม่มีอำนาจห้ามโฆษณา แต่ขอรอประสานจาก สคบ. – กรมประชาสัมพันธ์ก่อน

ภายหลังจากมีการโฆษณาหนังสือพลังแห่งชีวิต ออกมามากมาย ทำให้เกิดความสนใจแก่ประชาชนทั่วไป
ประกอบกับได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมของการโฆษณาดังกล่าว ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)
จึงได้ขอความร่วมมือไปยังสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกรมประชาสัมพันธ์ ในการชะลอโฆษณาดังกล่าวนั้น

น.พ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ผู้อำนวยการ พศ. กล่าวว่า แม้ว่าการโฆษณาจะสามารถทำได้อย่างเสรีภาพ
แต่การใช้สื่อการโฆษณาเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนซึ่งอาจเป็นกลไกนำไปสู่
การแตกแยกทางความเชื่อได้

ดังนั้น ขณะนี้ ทาง พศ. ได้จัดพิมพ์หนังสือ "ธรรมนูญชีวิต" ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)
ออกเผยแพร่สำหรับเป็นคู่มือเพื่อการดำเนินชีวิตที่ดีงาม ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเขียนชื่อ ที่อยู่ บนซองเปล่า ขนาดเอ 4
พร้อมติดแสตมป์ จำนวน 15 บาท วงเล็บมุมซองว่า "รับหนังสือธรรมนูญชีวิต" ส่งไปที่กองพุทธสารนิเทศ
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม รหัสไปรษณีย์ 73170


ผอ. พศ. กล่าวต่อไปว่า ในการประชุมมหาเถรสมาคม ไม่ได้มีการหารือถึงเรื่องหนังสือพลังแห่งชีวิต
แต่การที่มีหนังสือธรรมนูญชีวิตขึ้นมา ก็ไม่ได้เป็นการชนกับหนังสือพลังแห่งชีวิต หรือเกิดบรรยากาศการแข่งขันแต่อย่างไร
แต่ต้องการเผยแผ่หลักศาสนาพุทธให้ประชาชนที่สนใจได้รับทราบเท่านั้น ซึ่งจากการหารือร่วมกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
รองนายกรัฐมนตรี เมื่อช่วงเช้า พล.อ.ชวลิต ก็รับที่จะประสานกับกระทรวงวัฒนธรรม สคบ. และกรมประชาสัมพันธ์
เพื่อดูความเป็นไปได้ในเรื่องการชะลอการโฆษณา


ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการสั่งชะลอ มีการเกรงกันว่าจะเกิดความขัดแย้งระหว่างศาสนา นพ.จักรธรรม กล่าวว่า
ทาง พศ. ยืนยันว่าไม่ได้มีอำนาจห้ามให้โฆษณา เพียงแต่เป็นข้อกังวลของ พศ. ในเรื่องของการเผยแผ่
ซึ่งอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีการพิจารณาอย่างละเอียดเท่านั้น

ด้าน พระมหาโชว์ ทัสสนีโย ผู้อำนวยการกองสารนิเทศ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) กล่าวว่า
หนังสือพลังแห่งชีวิตเปรียบเสมือนการโฆษณาเชิงจิตวิทยามวลชน โดยการดึงเอาพุทธศาสนิกชนให้ไปนับถือศาสนาคริสต์
ซึ่งแต่เดิม มีผู้สนใจขอหนังสือประมาณ 60,000 เล่ม แต่ปัจจุบัน ขยายมากขึ้นถึง 100,000 เล่ม ทีเดียว


ทั้งนี้ ก็เห็นด้วยกับที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เคยพูดเอาไว้ว่า โฆษณานี้สามารถทำได้
และอยากให้ศาสนาพุทธ มีการโฆษณาแบบนี้บ้าง ซึ่งทาง พศ. เอง ก็มีแนวคิดว่าจะทำการโฆษณาในลักษณะเดียวกัน
แต่ติดที่ปัญหาของงบประมาณประกอบกับผู้แสดงของศาสนาพุทธก็ไม่มี ดังนั้น คงไม่มีการลงทุนได้มากขนาดนั้น

อย่างไรก็ตาม การที่ พศ. ให้มีการชะลอการโฆษณา ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ทั้งนี้ รัฐบาลควรออกกฎหมายปกป้องคุ้มครองสงฆ์ด้วย เพราะที่ผ่านมา ยังไม่มีกฎหมายที่สามารถคุ้มครองในส่วนนี้ได้ รวมทั้งควรสนับสนุนงบประมาณให้แก่ พศ. เพิ่มมากขึ้น
เพื่อใช้ในการเผยแผ่พุทธศาสนา


http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=11/Jul/2548&news_id=99370&cat_id=200100
เรื่องปก

'พลังชีวิต2'รุกหนัก ยึด4แยกหลักกทม.

13 ธันวาคม 2547 กองบรรณาธิการ

"พลังชีวิต 2" ยึดแยกหลัก กทม. ถือป้าย เปิดเทป แจกคำสอน หวังให้คนกรุงเชื่อพระเยซู
โดยผู้สนใจติดต่อกลับทางไปรษณีย์ จะได้หนังสือ "พระคริสต์" 298 หน้าฟรี


[table width="100%"][tr][td class="main"]เจ้าหน้าที่เผยใกล้คริสต์มาสต้องรีบเผยแผ่ ส่วนค่าใช้จ่ายต่างชาติจัดให้ รูปแบบเหมือน
"พลังชีวิต" แตกต่างที่หน่วยงาน ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า ที่บริเวณแยกไฟแดงย่านการจราจรหนาแน่น
ใน กทม. อาทิ สี่แยกปทุมวัน ราชประสงค์ พญาไท งามวงศ์วาน พระราม 4 บางกะปิ มีกลุ่มชายหญิง
ประมาณ 5-6 คน แต่งตัวด้วยเสื้อผ้ามิดชิด ใส่หมวก พร้อมกับผ้าปิดปาก ถือป้ายและเปิดเทป
เชิญชวนประชาชนที่สัญจร ให้เชื่อใน "พระเจ้า" พร้อมกับแจกเอกสารต่างๆ ที่ถอดความจาก
พระคัมภีร์ไบเบิล


ที่แยกพระราม 4 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กทม. กลุ่มคนดังกล่าวกระจายตัวอยู่รอบ
ตามเกาะกลางถนน ฟุตบาท ถือป้ายรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีเหลือง ตัวหนังสือสีดำ ขนาด 2.5 x 2.5 ฟุต
มีใจความไม่ซ้ำกัน อาทิ "คนบาปจงระวังพระเจ้า" "พระเยซูคือทางสัจจะแห่งชีวิต"
"พระเยซูเป็นทางรอดบาป จงกลับใจจากบาป" จากนั้นเข้าไปสอบถามข้อมูล คน ที่ยื่นบริเวณ
ใต้สะพานลอยข้ามแยกพระราม 4 เป็นผู้ชายชาวญี่ปุ่น พูดภาษาไทยได้
พร้อมกล่าวว่า

"ขอให้เชื่อออย่างเดี่ยวโดยไม่ต้องทำอะไร ไม่เสียเงิน พร้อมกับให้หนังสือ "ข่าวประเสริฐ"
(พระวจนะและคำพยากรณ์ของพระเยซูคริสต์) พร้อมกับหนังสือเล่มเล็ก ถ้อยคำจากพระเยซู
พระคริสธรรมคัมภีร์ ชายญี่ปุ่นคนเดิมยังระบุว่า ถ้าเชื่อให้ติดต่อมาที่ตู้ ป.ณ. 258 คลองจั่น กทม. 10240
แล้วจะส่งหนังสือ "พระคริสต์" 298 หน้า ให้ฟรี


ผู้สื่อข่าวรายงาน ชาวญี่ปุ่นคนดังกล่าวพยายามเลี่ยงให้สัมภาษณ์ พร้อมบ่ายเบี่ยง
ต่อคำถามต่างๆ และดันผู้สื่อข่าวให้ออกจากบริเวณนั้น โดยพูดเพียงว่า
"ขอให้เชื่อพระเจ้า พระเจ้าช่วยท่านได้" ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้ไปสอบถามคนกลุ่มเดิม
แต่แยกไปยื่นบริเวณ 3 แยกคลองเตย ซึ่งเป็นผู้ชายญี่ปุ่นเช่นกัน แต่ครั้งนี้ผู้สื่อข่าวไม่ได้เปิดเผยตัว
ได้ข้อมูลว่า การดำเนินการดังกล่าวทำด้วยความสมัครใจ ไม่มีชื่อกลุ่ม ไม่มีใครจ้างให้ทำ
ส่วนงบประมาณที่นำมาทำหนังสือนั้น มาจากการลงขันของพวกเราที่อาศัยรวมกันที่บ้านบางกะปิ
ทั้งนี้ งานในแต่ละวันคือ จะแจกหนังสือ "ข่าวประเสริฐ" และถ้อยคำจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ให้กับ
ผู้ที่สัญจรไปมา ถ้ามีผู้ใดเชื่อให้ติดต่อตามที่อยู่ดังกล่าว


เมื่อถามว่าการดำเนินการดังกล่าว เกี่ยวข้องกับ "พลังชีวิต" ที่โปรโมตอย่างหนัก
ตามสื่อต่างๆ หรือไม่ ชายญี่ปุ่นคนเดิมบอกว่าไม่เกี่ยวข้อง แต่ยึดคำสอนและจุดประสงค์เช่นเดียวกัน
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงเบอร์โทรศัพท์ โดยระบุว่าตนสนใจจะร่วมเข้ากลุ่ม แต่ยังไม่กล้า
ต้องการทราบข้อมูลที่ชัดเจนมากกว่านี้ ชายคนเดิมระบุว่าให้โทรศัพท์ไปที่หมายเลข 0-2374-5313


ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าว เป็นที่ตั้งขององค์การไบเบิลกิฟท์ลีค
เลขที่ 12 ซ.สวนสน 3 ถ.สุขาภิบาล 3 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. จึงติดต่อถามข้อเท็จจริง
ซึ่งปลายสายเป็นผู้หญิง แต่ขอสงวนนาม กล่าวว่า เป็นการรวมตัวของกลุ่มคริสเตียนทั้งชาวไทย
และต่างประเทศที่นับถือในองค์พระเยซู รวมกลุ่มทำกิจกรรมด้วยความสมัครใจ ไม่มีเงินเดือน
ทั้งนี้ ช่วงนี้ใกล้เทศกาลคริสต์มาส (วันสมภพของพระเยซู) จึงกระจายกลุ่มส่วนมากเป็นชาวญี่ปุ่น
ไปตามทั่วกรุงเทพฯ เพื่อไปเผยแพร่ศาสนา ส่วนงบประมาณในการดำเนินงานต่างๆ
ได้รับจากต่างประเทศในรูปแบบเดียวกับ "พลังชีวิต" แต่ต่างกันที่หน่วยงาน ส่วนจำนวนเงิน
และประเทศไหนนั้นไม่สามารถเปิดเผยได้



ด้านพระครูพิศาลธรรมพาที หรือ พยอม กัลยาโณ แห่งวัดสวนแก้ว กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า
อย่าไปกลัว อย่าไปตื่นเต้น กับพลังต่างๆ ที่มองไม่เห็น ขอให้ยึดในหลักคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาเอาไว้
เพราะสิ่งต่างๆ ที่จะทำให้เราประสบผลสำเร็จนั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำของแต่ละคน ใครทำอะไรก็ได้อย่างนั้น
ถามว่าคนที่ประสบความสำเร็จนั้น ส่วนใหญ่มันขึ้นอยู่ที่สมองและ 2 แรงของคนคนนั้นต่างหาก.


http://www.komchadluek.net/news/2005/10-20/p1--12535.html

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2548

หวั่นเหยื่อสึนามิ รอรับของคริสต์ ไม่ทำมาหากิน

นักวิจัยหวั่นองค์กรคริสต์ทำชุมชนอ่อนแอ ผู้ประสบภัยสึนามิเลิกประกอบอาชีพรอคอยแต่
ความช่วยเหลือ เรียกร้องรัฐแก้ปัญหาด่วน ชาวเลหาดราไวย์-แหลมตุ๊กแก ทิ้งวัฒนธรรมดั้งเดิม
หันนับถือคริสต์เกือบยกหมู่บ้าน


หลังเกิดเหตุการณ์สึนามิองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนระดมความช่วยเหลือด้านต่างๆ
เข้าไปในพื้นที่หกจังหวัดฝั่งทะเลอันดามันอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ส่อเค้าว่าการช่วยเหลือดังกล่าว
อาจจะสร้างค่านิยมที่ไม่เหมาะสมให้ กลุ่มคนเหล่านี้แล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ภูเก็ต มีการสำรวจพบว่า
ผู้ประสบภัยไม่ยอมประกอบอาชีพตามปกติรอคอยแต่ความช่วยเหลือ จากองค์กรต่างๆ เพียงอย่างเดียว


"คม ชัด ลึก" ได้รับการเปิดเผยจากนางอรพรรณ ขุนทอง เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาชุมชน
อำเภอเมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการฟื้นฟูชุมชนด้านอาชีพ
ภายหลังประสบภัยคลื่นยักษ์ สึนามิ กรณีศึกษาหมู่บ้านแหลมตุ๊กแก” สำหรับการศึกษาระดับปริญญาโท
สาขาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต โดยเน้นการศึกษาในหมู่บ้านแหลมตุ๊กแก
ชุมชนของชาวไทยใหม่ หรือยิปซีทะเล กลุ่มมอแกนและอุรักลาโว้ย ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1 พันคนเศษ
ว่าหลังจากเกิดสึนามิได้ลงไปคลุกคลีกับชาวบ้านในพื้นที่นานหลายเดือน พบว่า

มีองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าไปให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะองค์กรคริสต์
ที่เข้าไปช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด ล่าสุดกลุ่มชาวเลเหล่านี้ได้หันไปนับถือศาสนาคริสต์
เกือบหมดแล้ว


"ตั้งแต่เกิดสึนามิ กลุ่มคริสเตียนเข้าไปช่วยเหลือชาวเลที่แหลมตุ๊กแก หาดราไวย์
และพื้นที่ใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง ทั้งให้อุปกรณ์สร้างบ้าน ให้อุปกรณ์ทำประมง รวมถึงให้ทุนการศึกษา
สำหรับเด็กมีการพาเข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ จนชาวบ้านจำนวนมากหันไปนับถือคริสต์
ซึ่งได้รับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง จนบางรายไม่ยอมประกอบอาชีพตามปกติ
รอคอยแต่ความช่วยเหลือจากองค์กรเหล่านี้อย่างเดียว มีพฤติกรรมกินแล้วนอนทำให้ชุมชนอ่อนแอ
จึงอยากให้ภาครัฐเข้าไปแก้ปัญหาด่วน เพราะหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้เกรงว่าในภายภาคหน้า
ชาวบ้านกลุ่มนี้จะประกอบ อาชีพเองไม่ได้" นางอรพรรณ กล่าว


นาง ปก ประโมงกิจ ชาวประมง วัย 54 ปี ชาวบ้านที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์ เปิดเผยว่า
ก่อนเกิดสึนามิได้มีกลุ่มคริสเตียนเข้ามาเผยแผ่ศาสนาให้หมู่บ้านหลายครั้ง แต่ไม่มีใครให้ความสนใจ
จนกระทั่งหลังเกิดสึนามิ ชาวบ้านเดือดร้อนมาก แต่รัฐบาลเอาเงินมาแจกแค่บ้านละ 5,000-20,000 บาท
ซึ่งไม่พอสร้างบ้านหรือซื้อเรือ กระทั่งมีกลุ่มคริสเตียนหลายหน่วยงานมาช่วยเหลือ จึงรู้สึกสำนึกบุญคุณ
เลยไปร่วมพิธีในโบสถ์วันอาทิตย์ เพื่อตอบแทนความดีที่มาช่วยชาวบ้าน


“หลัง สึนามิชีวิตแย่มาก องค์กรคริสต์เข้ามาสอนให้อธิษฐานขอพรพระเจ้า
เมื่อตั้งใจสวดอธิษฐานจริง เขาก็มาช่วยซ่อมบ้านให้จนเสร็จ ก็เลยศรัทธาและตัดสินใจเข้ารีต
ทำพิธีแช่น้ำเมื่อหลายเดือนก่อน และเอาหิ้งพระไปไว้ที่วัด เพราะเป็นคริสต์ไหว้พระไม่ได้

วันอาทิตย์ก็จะมีรถจากโบสถ์มารับไปร่วมพิธี หลานสาวก็ได้รับทุนการศึกษาไปอยู่กินที่โบสถ์เลย
เขาสอนให้เป็นคนดี ไม่เล่นการพนันไม่ทะเลาะเบาะแว้ง แต่ก่อนเป็นคนใจร้อนมาก เดี๋ยวนี้ใจเย็นลง
สามีก็เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ก็หันมาเป็นคริสเตียนเหมือนกัน” นางปก กล่าว


ขณะที่แกนนำชาวบ้านรายหนึ่งให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า หลังสึนามิได้มีกลุ่มคริสเตียน
ไม่
ต่ำกว่า 10 องค์กรเข้ามาในหมู่บ้าน ส่วนใหญ่จะมาถ่ายรูป
ขอข้อมูลและถ่ายเอกสารบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน บอกว่าจะมาช่วยเหลือก็หายไป
เหลือแต่คริสเตียนบางกลุ่มที่มาช่วยอย่างต่อเนื่อง

แต่ก็ช่วยชาวบ้านบางรายเท่านั้น โดยเฉพาะคนที่ยอมไปโบสถ์จะได้รับการช่วยเหลือมากกว่าคนอื่น
ชาวบ้านก็เลยอิจฉาทะเลาะกัน


ทุกวันนี้มีกลุ่มคริสเตียนจากโบสถ์ 3 แห่งคอยมาชักจูงชาวบ้านและเด็ก ๆ ให้ไปนับถือคริสต์
แต่ละโบสถ์จะมีรถตู้และรถกระบะมารับชาวบ้านและเด็กๆ ไปโบสถ์ในวันอาทิตย์ นอกจากนี้ยังพาเด็กๆ
และผู้ปกครองไปเข้าค่ายที่ต่างจังหวัดด้วย ซึ่งตนรู้สึกเป็นห่วงไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นในชุมชน


ด้าน นายสิน พลรบ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 บ้านราไวย์ ต.ราไวย์ กล่าวว่า ในหมู่บ้านมีชาวไทยใหม่
หรือยิปซีทะเล อาศัยอยู่เกือบ 2 พันคน แต่มีทะเบียนบ้านเพียง 233 ครัวเรือน โดยชาวบ้านส่วนหนึ่ง
ได้นับถือศาสนาคริสต์อยู่แล้ว ก่อนเกิดสึนามิชาวบ้านก็รักใคร่กันดี แต่หลังเกิดสึนามิได้เกิดปัญหา
การแย่งชิงสิ่งของช่วยเหลือ หรือเรือประมงและอุปกรณ์หากินต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ได้เป็นคริสต์
จะรู้สึกน้อยใจว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
ซึ่งตนพยายามแก้ไขโดยขอร้องให้องค์กรที่จะช่วยชาวบ้าน
เข้ามาปรึกษาตนก่อน เพื่อให้ความช่วยเหลือชาวบ้านได้ทั่วถึง


ขณะที่นายอาหลิน หาดทรายทอง วัย 45 ปี แกนนำชาวอุรักลาโว้ย ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์
มานานกว่า 20 ปี ระบุว่า ชาวเลที่อาศัยอยู่บริเวณหาดราไวย์ กว่า 100 คน นับถือศาสนาคริสต์มานานแล้ว
เมื่อเกิดสึนามิกลุ่มคริสเตียนก็เข้ามาช่วยเหลือโดยการซ่อมเรือให้เกือบ 200 ลำ อีกทั้งยังซ่อมบ้านให้อีกจำนวนหนึ่ง
ทั้งนี้ยืนยันว่าการช่วยเหลือดังกล่าวไม่ได้แบ่งแยกว่า
จะช่วยเหลือผู้ที่หันมานับถือศาสนาคริสต์เท่านั้น
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 25, 2009 3:48 pm

http://www.geocities.com/rbchurchcom/article/art0018.htmจ้างเป็นคริสเตียน จริงหรือไม่??บันทึกลงเวบคริสตจักรราชบุรี เมื่อ 28 ตุลาคม 2005
บางคนบอกว่ามันไม่ดี แต่ส่วนตัวแล้ว รู้สึกเป็นพระพรมาก
ดึง'มอแกน'นับถือคริสต์ แลกสร้างบ้านให้ - องค์กรคริสต์ยึดพังงา ตะกั่วป่าเปิดโบสถ์ใหม่ 20 แห่ง บางแห่งสร้างบ้านให้เหยื่อสึนามิ
ก่อนกล่อมให้เปลี่ยนศาสนาแล้วนับพันคน ขณะที่ "มอแกน" เกิดแตกแยกหนัก
แบ่งพวกนับถือผีกับพระเจ้า ผู้เฒ่าหวั่นไม่มีคนสืบทอดประเพณี กลุ่ม "คริสตจักร"
ยันไม่มีการจ้างให้เปลี่ยนศาสนา แต่ชาวบ้านหันมาพึ่งพระเจ้าเอง นายอำเภอคุระบุรีสั่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านดูแลด่วน

ปัญหาการช่วยเหลือเหยื่อสึนามิยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด "คม ชัด ลึก"
พบมีบางกลุ่มอ้างเป็นตัวแทนศาสนาคริสต์ หรืออ้างเป็นคริสเตียน เข้ามาแจกเงินและสร้างบ้านให้ผู้ประสบภัยคลื่นยักษ์สึนามิ พร้อมเกลี้ยกล่อมให้เปลี่ยนศาสนา โดยเฉพาะที่ อ.ตะกั่วป่า และ อ.คุระบุรี จ.พังงา พบชาวมอแกนเปลี่ยนศาสนาเกือบทั้งหมู่บ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้บริเวณเขาหลัก จ.พังงา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบภัยคลื่นยักษ์สึนามิอย่างรุนแรง ได้มีกลุ่มคริสเตียน ทั้งไทยและต่างชาติ เข้ามาเปิดศูนย์ ลักษณะคล้ายโบสถ์ใหม่ 25 แห่ง เฉพาะที่ตลาดบางเนียง ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า มีโบสถ์และศูนย์รวมชาวคริสต์สร้างใหม่ติดกัน 17 แห่ง คือ คริสตจักรแบ็บติสต์พระคุณ มูลนิธิพรเมตตา คริสตจักรวิคตอรี่พังงา มูลนิธิพันธกิจพระพร ฯลฯ ทั้งนี้มีสมาชิกที่อ้างว่ามาจากองค์กรคริสเตียนต่างๆ เข้าไปหาผู้ประสบภัยสึนามิตามหมู่บ้านต่างๆ ใน จ.พังงา โดยเฉพาะหมู่บ้านที่ได้รับความเดือดร้อนหนัก 4 แห่งคือ บ้านทุ่งดาบ หมู่เกาะพระทอง อ.คุระบุรี บ้านทับตะวัน บ้านน้ำเค็ม บ้านบางสัก อ.ตะกั่วป่า เพื่อชักจูงให้เปลี่ยนมานับถือพระเยซู

ผู้ใหญ่บ้านแห่งหนึ่งที่ประสบภัยคลื่นยักษ์สึนามิ เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2548 มีกลุ่มคนไทยและฝรั่งที่อ้างว่าเป็นคริสเตียน เข้ามาในหมู่บ้านไม่ต่ำกว่า 40 องค์กร ชักชวนให้ชาวบ้านเปลี่ยนศาสนา แลกกับความช่วยเหลือต่างๆ ส่วนใหญ่จะอ้างว่า เป็นคริสเตียนจากมูลนิธิ หรือองค์กรที่เป็นชื่อภาษาต่างประเทศ จากนั้นก็แจกเงินให้ชาวบ้านรายละ 500-5,000 บาท พร้อมพูดจาชักชวนให้ไปโบสถ์และสัญญาว่า จะสร้างบ้านให้ หากเข้ารีตเปลี่ยนไปนับถือพระผู้เป็นเจ้า
ชาวบ้านคนใดยอมไปโบสถ์ทุกอาทิตย์ก็จะสร้างบ้านให้จริง แต่หากไม่ทำตาม จะถูกตัดความช่วยเหลือ

"
ต้นปีที่ผ่านมา มีฝรั่งหลายกลุ่มเข้ามาในหมู่บ้านประสบภัย แล้วยื่นเงื่อนไขกับผู้ใหญ่บ้านว่า หากชักจูงลูกบ้านให้เปลี่ยนไปนับถือพระเจ้าได้ จะสร้างบ้านให้ฟรีๆ บางวันเข้ามาไม่ต่ำกว่า 5 องค์กร แต่ไม่มีใครจำชื่อได้เพราะเป็นภาษาฝรั่งยาวๆ ชาวบ้านหลายรายยอมเปลี่ยนไปนับถือคริสต์ เพราะอยากได้ของแจก ถ้าใครไม่ไปโบสถ์ก็จะไม่ได้ของบริจาค บางคนไม่ได้ประสบภัย แต่ถ้าเปลี่ยนไปนับถือคริสต์ก็จะได้บ้านใหม่" ผู้ใหญ่บ้าน กล่าว

นายพรม กล้าทะเล ชาวมอแกน วัย 64 ปี อาศัยอยู่ที่หมู่ 1 บ้านทุ่งดาบ ต.เกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา เปิดเผยว่า ขณะนี้คนในหมู่บ้านทะเลาะและแตกแยกกันอย่างหนัก เนื่องจากหลังเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ก็มีฝรั่งและคนไทย เข้ามาในหมู่บ้านจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคริสเตียนจากองค์กรต่างๆ

บางรายเข้ามาชักชวนให้ชาวมอแกนเลิกนับถือผีบรรพบุรุษและพระสงฆ์ เปลี่ยนไปนับถือพระเจ้าแทน
ชาวบ้านที่ยอมไปโบสถ์จะได้รับเงินและของช่วยเหลือมากกว่าคนอื่น เช่น ได้เรือใหม่ อวนใหม่ ฯลฯ ทำให้กลุ่มที่ไม่เปลี่ยนศาสนาไม่พอใจ เกิดการโต้เถียงตัดขาดญาติพี่น้องกันหลายครอบครัว

"
ที่นี่มีชาวบ้านอยู่ 22 ครัวเรือน หลังเกิดสึนามิเปลี่ยนศาสนาเป็นคริสเตียนแล้ว 14 หลัง ที่เหลือ 8 หลัง เป็นลูกหลานครอบครัวผมเกือบทั้งหมด แต่มีลูกสะใภ้คนหนึ่งที่หันไปนับถือคริสต์ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่เสียใจที่เขาไม่สามารถไหว้ผีบรรพบุรุษได้
เวลามีพิธีกรรมดั้งเดิมของหมู่บ้านก็ไม่ค่อยมีคนเข้าร่วม มีแต่คนเฒ่าคนแก่ ตอนนี้คนในหมู่บ้านเปลี่ยนไปหมดแล้ว แบ่งเป็นสองกลุ่ม ไม่พูดกัน ไม่เดินไปมาหาสู่กัน ไม่ช่วยเหลือกันเหมือนเดิม ห่วงแต่อนาคตจะไม่มีลูกหลานสืบทอดประเพณีต่อ" นายพรม กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา ชาวมอแกนบ้านทุ่งดาบได้จัดงานชิงเปรต หรืองานบุญเดือนสิบ ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมน้อยกว่าปีที่ผ่านมา นายสุพจน์ สุคันธรส ผู้ใหญ่บ้านทุ่งดาบยอมรับว่า งานบุญปีนี้คนมาน้อยกว่าปกติ เพราะชาวบ้านส่วนหนึ่งได้หันไปนับถือศาสนาคริสต์ ทุกวันอาทิตย์จะมีคนมารับไปโบสถ์แทน ตนอยากให้ชาวบ้านกลับมารักใคร่กันเหมือนเดิม แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เพราะการนับถือศาสนาเป็นความพอใจส่วนตัว

นางสมใจ กล้าทะเล และนางกัลยา เล่ห์อาวุธ ส่วนหนึ่งของชาวมอแกน บ้านทุ่งดาบ ที่หันไปนับถือศาสนาคริสต์ เปิดเผยว่า หลังเกิดสึนามิ รู้สึกหวาดผวา และนอนไม่หลับ เมื่อย้ายไปอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว มีบาทหลวงจากโบสถ์ที่ จ.ภูเก็ต เข้ามาปลอบใจ ให้กำลังใจ จนรู้สึกดีขึ้น คืนไหนฝันร้าย ก็จะอธิษฐานกับพระเจ้าก็รู้สึกดีขึ้น ทำให้เชื่อและนับถือในพระเจ้า ตลอดจนคำสอนของศาสนาให้รักคนอื่น ไม่กินเหล้า ไม่เล่นการพนัน ถือเป็นคำสอนที่ดี
นอกจากนี้การเปลี่ยนมาเป็นคริสเตียน ก็ไม่ต้องทำบุญไหว้ผี ซึ่งมีเกือบทุกเดือน ต้องซื้อเหล้าขาว ไก่ต้ม อาหาร ขนม ฯลฯ ทำให้สิ้นเปลือง เมื่อกินเหล้าเสร็จ ผัวเมียก็จะทะเลาะทุบตีกันเป็นประจำ

"
ตั้งแต่เด็กเห็นพ่อแม่เมาเหล้าตีกันประจำ มีเงินเท่าไรก็ใช้หมด มีแต่หนี้สิน พอเกิดสึนามิ มีคนมาช่วยเยอะแยะ ทำให้รู้ว่าในโลกนี้มีหลายศาสนา เมื่อคนในครอบครัวหันมานับถือพระเจ้า ชีวิตก็ดีขึ้น เลิกกินเหล้ากันทุกคน ตอนนี้มอแกนในหมู่บ้าน เข้าพิธีเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว 20 คน มาช่วยกันจัดตั้งกลุ่มมอแกนพัฒนาขึ้นในหมู่บ้าน ช่วยเหลือกันเรื่องอุปกรณ์ทำมาหากิน
ส่วนเรื่องที่มีคนจ้างให้เปลี่ยนศาสนานั้น ไม่เป็นความจริง เป็นความสมัครใจของพวกเราเอง" นางกัลยากล่าว

ด้าน นายนิสิทธิ์ ปนกลิ่น ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 บ้านบางสัก ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า หมู่บ้านที่ได้รับความเสียหายหมดทั้ง 50 หลัง ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้บ้านบางสัก ได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรคริสเตียน มูลนิธิพรเมตตา สร้างบ้านให้ทั้งหมด 50 หลัง เป็นบ้านปูน 2 ชั้น งบประมาณหลังละเกือบ 2 แสนบาท
และมีกลุ่มชาวเยอรมัน ไม่ทราบเป็นองค์กรใดมาสร้างเพิ่มให้อีก 12 หลัง ทั้งนี้ยอมรับว่า มีชาวบ้าน 2 หลังได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์แล้ว และได้รับความช่วยเหลือบางอย่างมากกว่าชาวบ้านคนอื่นๆ เช่น ได้บ้านที่สวยกว่า แล้วยังได้เงินช่วยซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอีก 3 หมื่นบาทด้วย

น.ส.นิสา ทยะสุทธิ์ ผู้ดูแลคริสตจักรพรเมตตา กล่าวว่า มูลนิธิพรเมตตา (MERCY FOUNDATION) ได้เข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านตั้งแต่หลังเกิดสึนามิได้ 2 สัปดาห์ โดยให้ทุนการศึกษาเด็กกำพร้า 400 ทุน และสร้างบ้านให้ชาวบางสัก 51 หลัง ชาวเกาะคอเขา 40 หลัง ในราคาหลังละ 2-3 แสนบาท และกำลังมีโครงการ จะสร้างสนามเด็กเล่นในที่สาธารณะ
แต่ไม่มีนโยบาย จะจ้างให้คนเปลี่ยนมานับถือคริสต์แต่อย่างใด เพียงแต่อาสาสมัครที่มาช่วยงานเป็นคริสเตียน
เมื่อร่วมงานกับชาวบ้าน ก็เกิดความสนิทสนม มีการชักชวนกันมาโบสถ์ แล้วชาวบ้านก็อยากรู้จักพระเจ้า
มีการสอนให้อ่านพระคัมภีร์ ทุกวันอาทิตย์จะมีคนมาที่โบสถ์ประมาณ 50 คน เด็กอีกประมาณ 20 คน ทุกคนมาด้วยความสมัครใจ และคนที่มาโบสถ์ก็ไม่ได้สิ่งของพิเศษกว่าชาวบ้านคนอื่น

ด้าน นายธงชัย ประดับชนานุรัตน์ ตัวแทนองค์กรวีเลิฟไทยแลนด์ (WE LOVE THAILAND) ซึ่งเป็นองค์กรประสานงานคริสเตียนใน จ.พังงา เปิดเผยว่า ขณะนี้มีชาวบ้านผู้ประสบภัยเข้าร่วมเป็นคริสเตียนแล้วกว่าพันคน อยู่ระหว่างการรวบรวมตัวเลขที่แน่นอนอีกครั้ง ส่วนปัญหาเรื่องการจ้างให้เปลี่ยนศาสนานั้น ตนเชื่อว่าเป็นกลุ่มที่ไม่ได้เป็นคริสเตียนที่แท้จริง แต่แอบอ้างพระเจ้าหาผลประโยชน์ ซึ่งการตรวจสอบข้อมูล ทำได้ยาก เพราะต่างก็เข้าหาชาวบ้านโดยตรง ไม่ได้ผ่านคริสตจักร หรือองค์กรกลาง

ขณะที่ นายสุรัตน์ อัครวิโรจน์กุล นายอำเภอคุระบุรี ยอมรับว่า
มีขบวนการจ้างให้เปลี่ยนศาสนา เข้ามาในหมู่บ้านที่ประสบภัยสึนามิจริง
ส่วนใหญ่จะใช้วิธีให้สิ่งของช่วยเหลือ แลกกับการไปโบสถ์ ซึ่งในวันที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้เรียกประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และกำชับให้ดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษแล้ว เช่นเดียวกับ นายพิภพ หนูขวัญ
ปลัดอาวุโสอำเภอตะกั่วป่า กล่าวว่า
ขณะนี้มีองค์กรคริสเตียนทั่วโลกมาเปิดศูนย์ทำงานลักษณะคล้ายโบสถ์ในพื้นที่ อ.ตะกั่วป่า แล้วกว่า 20 แห่ง กลุ่มคริสเตียนเหล่านี้จะเข้าถึงชาวบ้าน มีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี มีการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่รู้ว่ามีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงหรือไม่ เพราะการนับถือศาสนาเป็นสิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวออกสำรวจบรรยากาศการเข้าร่วมพิธีในโบสถ์คริสต์ บนถนนสายเขาหลัก-บางเนียง เมื่อวันอาทิตย์ที่
9
ตุลาคม แต่ละแห่งมีผู้เข้าร่วม 10-20 คน มีบางแห่งเท่านั้นที่มีชาวบ้านมาร่วมจำนวนมาก
โดยแต่ละโบสถ์จะอำนวยความสะดวก ด้วยการใช้รถกระบะ หรือรถตู้ไปรับชาวบ้านมาร่วมพิธี
ในจำนวนนี้คริสตจักรแบ็บติสต์พระคุณ (เขาหลัก) เป็นหนึ่งในโบสถ์ที่มีชาวบ้านมาร่วมหนาแน่นกว่า 50 คน
ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงจาก 3 หมู่บ้านใน ต.คึกคัก ประกอบด้วย บ้านทุ่งมะพร้าว บ้านทุ่งไม้ไผ่
และบ้านบางเนียง นอกจากนี้ยังมีเด็กๆ อีกเกือบ 20 คน

การทำพิธีของโบสถ์แต่ละแห่งจะมีลักษณะคล้ายๆ กันคือ เริ่มจากตั้งจิตอธิษฐานให้จิตสงบ ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า โดยเฉพาะเด็กๆ จะร้องตามด้วยความสนุกสนาน มีการอธิษฐานล้างบาป ก่อนเสร็จพิธีจะประกาศข่าวว่า จะเดินทางไปร่วมทำบุญ ในพื้นที่ประสบภัยใดบ้าง บางแห่งจะเน้นการร้องเพลง เช่น ที่มูลนิธีพรเมตตา มีผู้เข้าร่วมทั้งชาวต่างชาติ อาสาสมัคร และชาวบ้านรวมเกือบ 60 คน โดยมีวงดนตรีวงใหญ่ร่วมบรรเลง

อาจารย์พิทักษ์ จอมหงษ์ สิษยาภิบารย์ (ทำหน้าที่คล้ายเจ้าอาวาสวัด) กล่าวว่า คริสตจักรแบ็บติสต์พระคุณ (เขาหลัก) เพิ่งมาเปิดหลังเกิดสึนามิ ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมแล้วกว่าพันคน ส่วนใหญ่เป็นผู้ประสบภัยจาก ต.คึกคัก โดยกลุ่มของตนเน้นการเข้าหาชาวบ้าน ช่วยเหลือด้านจิตใจ และมอบสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ไม่เน้นการสร้างบ้าน หรือมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพขนาดใหญ่ เป็นการเข้าหาชาวบ้านด้วยใจ และชาวบ้านที่มาโบสถ์ก็มาด้วยความศรัทธา ซึ่งปกติจะมีมากกว่านี้ แต่เนื่องจากเป็นเทศกาลกินเจ จึงมีมาน้อย
นี่คือหลากหลายมุมมองของข่าวที่คิดเห็นกัน แต่ก็นี่คือสัญญาณที่ว่า จะมีคนอ้างเป็นคริสเตียนนั้น
มีจริงครับ ตรงกับคำทำนายในใบปลิว 10 คำทำนายสะท้านโลก ที่อาจารย์นิกรได้เขียนใบปลิวและจะแจกทั่วประเทศในขณะนี้
เป็นสัญญาณที่ว่าพระเจ้าใกล้จะเสด็จมาแล้ว
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 25, 2009 3:56 pm

พีพี พิมพ์ว่า:หนูก็เข้าใจมาตลอดว่า ฝรั่งเขียน แล้วขอข้อมูลจากท่านสุขุมพันธ์................

เดอะคิงเนเวอร์สไมส์ (อังกฤษ: The King Never Smiles;)
เป็นหนังสือว่าด้วย.............................................................เขียนโดย พอล แฮนด์ลีย์
(Paul Handley) นักเขียนชาวอเมริกัน จัดพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยเยล (Yale University Press) และออกจำหน่ายครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549
จากวิกิพีเดีย

...แล้ว ความจริงที่ลอยเหนือน้ำ นี่ใครเขียนคะเนี่ย ? ใส่ไฟสุดๆ เห็นมันแจกกันอยู่ใน ฟดก. Mad
ไม่โดนจับซักที แปลกจริงๆ

หลังจากนั้น “สุลักษณ์” ได้มาเป็นบรรณาธิการคนแรกของสำนักพิมพ์สังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย
ในปลายปี ๒๕๐๕ ซึ่งออกหนังสือ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ซึ่งออกจำหน่ายเมื่อกลางปี ๒๕๐๖ ตลอดจนสนับสนุน
ให้มีการออกหนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนิสิตนักศึกษาขึ้น ซึ่งภายหลังนักศึกษาที่มาร่วมงานด้วยก็ได้ตั้ง
“ชมรมปริทัศน์เสวนา” เพื่อถกเถียงปัญหาทางวิชาการและเป็นต้นแบบของชมรม “ศึกษิตเสวนา”
ที่ “สุลักษณ์” ตั้งขึ้นเพื่อถกเถียงปัญหาบ้านเมืองในเวลาต่อมา


ผลิตงานเขียนวิจารณ์การเมือง


อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังมีงานเขียนออกมาคือ ปี ๒๕๐๕ พระตรีปิฎก (ประวัติพระถังซำจั๋ง)
๒๕๐๖ แปล ทะไลลามะแห่งทิเบต
๒๕๐๗ โสกราตีน
๒๕๐๘ ทฤษฎีแห่งความรัก
๒๕๐๙ มาพูดภาษาไทยกันดีกว่า
๒๕๑๐ ลายสือสยามและพระดีที่น่ารู้จัก และ
๒๕๑๑ ห้าปีจากปริทัศน์
ปี ๒๕๑๒ “สุลักษณ์” ได้เข้าเป็น “บรรณาธิการหนังสือวิทยาสาร และ วิทยาศาสตร์ปริทัศน์” แต่เกิดขัดแย้ง
กับนายทุนเจ้าของหนังสือทั้ง ๒ ฉบับ เขาจึงลาออกมาเป็น “บรรณาธิการหนังสืออนาคต” ของสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรม
และสิ่งแวดล้อมจนถึงปลายปี ๒๕๑๕

ในต้นปี ๒๕๑๖ – ๒๕๑๘ ได้ออก จดหมายเหตุรวม ๒๔ ฉบับ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ปัญหาบ้านเมืองขณะนั้น
และสะท้อนความคิดเห็นทางการเมืองของเขา อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีงานเขียนของเขาออกมาอีก เช่น ๒๕๑๒ ปัญญาชนสยาม
๒๕๑๓ ชีวิตการเป็นบรรณาธิการของ ส.ศิวรักษ์
๒๕๑๔ แปลปรัชญาการเมือง
๒๕๑๕ กินน้ำเห็นปลิง
๒๕๑๖ ตายประชดป่าช้า
๒๕๑๗ อดีตของอนาคต
๒๕๑๙ นักปรัชญาการเมืองฝรั่ง และศาสนากับการพัฒนา
๒๕๒๐ นักปรัชญาการเมืองฝรั่ง
และศาสนากับการพัฒนา
๒๕๒๐ อธิบายแนวคิด และปรัชญาการเมืองฝรั่ง
๒๕๒๑ พุทธศาสนิกกับสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน
๒๕๒๒ ศาสนากับสังคมไทย
๒๕๒๔ เจ้า-ข้าฟ้าเดียวกัน

ไม่ทราบจ้า แต่ให้สังเกตุ ชื่อบอร์์ดนั้น
ว่าท่านได้แต่ใดมา ก็นั่นแหละ กลุ่มเดียวกัน


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=629&forum=6&page=43&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



ชุมนุมจอมยุทธ์เหนือลำน้ำมูล

การมาหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืนคราวนี้ จึงทำให้เราเปลี่ยนคติที่เข้าข้างชาวบ้านไว้ก่อน
ด้วยเหตุเพราะ ความด้อยโอกาสมาเป็นความรู้ ยิ่งประกอบเข้ากับการเข้าร่วมงาน
สัมมนาที่รวมเอานักวิชาการคนจนชั้นนำ
ทั้งหมดของไทยมาในเวทีเดียวกัน ซึ่งจัดขึ้นตลอดระหว่างวันที่ 19-22 เมษายน
อันเป็นเหตุที่ทำให้เราได้มีโอกาสมา
ยิ่งทำให้สิ่งที่เราเห็นด้วยตา ชัดและกว้างขวางมากขึ้น
งานสัมมนาคราวนี้
เป็นเวทีที่พูดกันถึงเรื่องของคนจนและทางออกล้วนๆ ภายใต้การผลักดัน
และลงทุนลงแรงของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ และลูกศิษย์ลูกหาในนามมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
รวมไปถึงองค์กรพันธมิตรทั้งหลาย น้อยครั้งนักที่จะเห็นอาจารย์นิธิ
ลงนามในจดหมายเชิญวิทยากรและสื่อมวลชน
และองค์กรต่างๆ ด้วยตนเอง งานนี้จึงมีตั้งแต่ อดีตนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน
นักวิชาการอาวุโส เช่น เสน่ห์ จามริก, หมอประเวศ วะสี, ส. ศิวรักษ์
,
อคิน รพีพัฒน์, ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม รวมไปถึงนักวิชาการหนุ่มรุ่นต่างๆ ไล่ลงมา
ตลอดจนสื่อมวลชนเกือบทุกสาขา ทุกสังกัด โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณ
บางส่วนจาก Watch Dog ที่จะนำงานสัมมนาไปออกในรายการ ขอคิดด้วยคน
และ ลานบ้านลานเมือง


http://www.livingriversiam.org/thai/pm/pm_a/PMDa4.htm

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000157109

หลับหูหลับตาเขียน

โดย วริษฐ์ ลิ้มทองกุล

23 ธันวาคม 2552 12:49 น.

ผมเป็นศิษย์ทางตัวอักษรของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ตั้งแต่เรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย ...

จำได้ว่าตำราเล่มแรกของ อ.นิธิ ที่ได้อ่านอย่างจริงๆ จังๆ คือ หนังสือปากไก่และใบเรือ
ซึ่งเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาในวิชาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจหมู่บ้านไทยในอดีต ของ อ.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา

หลังได้อ่าน “ปากไก่และใบเรือ” ผมก็รู้สึกหลงใหลกับงานเขียน ความเฉียบแหลมและภูมิความรู้ทางประวัติศาสตร์ของ
อ.นิธิ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ไทยชนิดที่เรียกว่า ต้องตามอ่านงานของท่านเกือบทุกชิ้นและ
หาซื้องานคลาสสิกอย่างเช่น การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์สองหน้าสังคมไทย
มาเก็บเอาไว้ โดยเล่มไหนที่เก่าจนหาซื้อหาเก็บตามท้องตลาดไม่ได้แล้วก็ใช้วิธีหาต้นฉบับใน
ห้องสมุดของสถาบันวิทยบริการจุฬาฯ เพื่อถ่ายเอกสาร-เย็บเล่มเก็บเอาไว้แทน

ขณะที่ในช่วงท้ายของชีวิตนักศึกษา อ.นิธิ ถือเป็น 1 ใน 4 อรหันต์คอลัมนิสต์/นักวิชาการในดวงใจ
ที่ผมต้องติดตามทั้งหนังสือและบทความชนิดติดงอมแงม เช่นเดียวกันกับที่ติดตามงานเขียนของ
อ.ชัยอนันต์ สมุทวณิช อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ และ อ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

เมื่อก้าวเข้าสู่ชีวิตการทำงาน แม้จะมีเวลาอ่านหนังสือของ อ.นิธิ น้อยลง แต่ในการเขียนบทความหลายชิ้น
ผมก็ยังคงได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของ อ.นิธิ อย่างสม่ำเสมอ เช่น จากหนังสือรวมบทความนอกรั้วโรงเรียน
และจากบทความในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน

ทว่า แม้ในอดีตผมจะเป็นศิษย์ทางตัวอักษรและชื่นชอบผลงานทางประวัติศาสตร์ของ อ.นิธิ มากเพียงใด
แต่เมื่อได้อ่านบทความเรื่อง ฮุนเซนและสื่อไทย ที่ อ.นิธิ เขียนเผยแพร่ลงในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
เมื่อวันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม 2552 ผมก็อดที่จะรู้สึกผิดหวังกับนักวิชาการอาวุโสผู้นี้มิได้

เพราะบทความเรื่อง ฮุนเซน และสื่อไทย ที่กลั่นมาจากสมองของ อ.นิธิ แทบจะไม่ปรากฏเค้าลางความเฉียบแหลม
ของนักประวัติศาสตร์ระดับปรมาจารย์เลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม บทความชิ้นนี้ซึ่งหยิบยกเอากรณีที่
นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรไทยซึ่งถูกทางการกัมพูชาจับข้อหาจารกรรมข้อมูลอันเป็นความลับ (ซึ่งหมายถึงข้อมูล
ตารางการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ขึ้นมาสะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับการเมืองและสื่อมวลชนไทย
กลับขาดแคลนข้อมูลข้อเท็จจริงและหลักวิชาที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์เหตุการณ์ เช่น การขุดค้นประวัติและพฤติกรรม
ในอดีตของนายฮุนเซน ว่าเป็นอย่างไร ค้นหาคำตอบว่าในทางสากลว่าข้อมูลตารางบินนั้นเป็นความลับทางราชการ
จริงหรือไม่ ชี้ให้เห็นว่าหลักปฏิบัติของการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกรณีเกิด ปัญหาเช่นนี้เป็นอย่างไร

นอกจากนี้ บทความชิ้นดังกล่าว ยังเพียบพูนไปด้วย อคติส่วนตัว ความชิงชัง และน้ำเสียงของการเหน็บแนม
คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมถึง คุณกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอยู่ตลอด
โดยในที่นี้ผมขออนุญาตหยิบยกตัวอย่างจากบทความดังกล่าวขึ้นมาบางท่อนบางตอนคือ

“ฉะนั้นการจับกุมคุณศิวรักษ์จึงเป็น ‘แผน’ แน่ แต่เป็น ‘แผน’ ของฮุนเซน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับไทย
ผมออกจะเชื่อว่าหากคุณศิวรักษ์ส่งตารางการบินของเครื่องบินที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใช้เดินทางให้แก่สื่อไทย
บางทีคุณศิวรักษ์อาจไม่โดนหนักเท่านี้ เพราะไม่เข้าล็อกที่จะเพิ่มอำนาจต่อรองของกัมพูชาบนโต๊ะเจรจา

“แต่คุณศิวรักษ์ส่งข้อมูลนี้แก่เลขานุการเอกสถานทูตไทย ตามคำร้องขอของเลขานุการฯ เอง จึงเหมาะอย่างยิ่ง
ที่จะตั้งข้อหาร้ายแรงคือ บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติให้แก่คุณศิวรักษ์ แต่ข้อหานี้เกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่
ทางการทูตของไทยจึงเป็นข้อหาที่ตั้งแก่ประเทศไทยเสียยิ่งกว่าแก่คุณศิวรักษ์

“แทนที่กระทรวงการต่างประเทศไทยจะเตรียมการเผชิญกับ ‘แผน’ ของฮุนเซน เพื่อรักษาอำนาจต่อรอง
ของประเทศเอาไว้ในภายหน้า กต.กลับรีบประกาศว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเปิดเผยอยู่แล้ว
ซึ่งเท่ากับยอมรับโดยปริยายว่าเจ้าหน้าที่ไทยได้ขอข้อมูลนั้นจากคุณศิวรักษ์จริง อีกทั้งเป็นข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น
เพราะถ้าเปิดเผยและเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วจะขอข้อมูลนั้นจากคุณศิวรักษ์ทำไม

“ในความเป็นจริงเลขานุการเอกประจำสถานทูตไทยจะได้ขอข้อมูลนี้จากคุณศิวรักษ์หรือไม่ก็ตาม
แต่คำสารภาพของคุณศิวรักษ์ในกัมพูชายืนยันชัดเจนว่า ให้ข้อมูลตามคำร้องขอของเจ้าหน้าที่ทางการทูตไทย
โดยยังไม่จำเป็นต้องพูดถึงแผนการที่จะใช้ เอฟ 16 สกัดเครื่องบินนั้นเพื่อนำลงจอดในไทย
เพียงแค่นี้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยก็เสียหายไปมากแล้ว (ขอย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยนะครับ
ไม่ใช่ของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือคุณกษิต ภิรมย์) แต่ดูเหมือนสื่อและนักการเมืองไทยไม่ได้ห่วงใยอะไร
ในข้อนี้เอาเลย ......

“ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่ากรณีการจับกุมคุณศิวรักษ์นั้นเป็นแผน แต่ไม่ใช่แผนทักษิณหรือเพื่อไทย
หากเป็นแผนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ฮุนเซน จัดขึ้นอย่างชาญฉลาด แน่นอนโดยอาศัยจังหวะพลาด
ของคู่ขัดแย้งด้วย แผนนี้ทำความเสียหายแก่ไทยในปัจจุบัน และคงทำความเสียหายมากกว่านี้ในอนาคต
แต่ผู้บริหารไทยรับมือกับแผนนี้เหมือนเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างผู้มีอำนาจ กับคุณทักษิณ ไม่ได้คิดถึงประโยชน์
ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวของประเทศไทยเลย

“เหตุใดเมืองไทยจึงกลายเป็นสนามสำหรับเด็กเล่นขายของเช่นนี้ ผมกล่าวโทษนักการเมืองและสื่อมาแต่ต้น ......”


เพียงแค่อ่านบทความสองท่อนนี้ ผู้อ่านทั่วไปที่ติดตามข่าวสารเรื่องการจับกุมคุณศิวรักษ์มาตั้งแต่ต้น
ก็สามารถเห็นข้อบกพร่องและความมีอคติในการวิเคราะห์ของ อ.นิธิ ได้อย่างชัดเจน จนแทบจะหมดอารมณ์อ่านต่อ
เลยทีเดียว เพราะ ประการแรก เห็นได้ชัดว่า อ.นิธิ ด่วนสรุปเลยว่า ข้อมูลตารางการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้นเป็นความลับ,
การกระทำของคุณศิวรักษ์นั้นเป็นการกระทำที่บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ (กัมพูชา) และ ฮุนเซน ทำถูกแล้ว
ที่จับคนไทยขังคุกโดยปราศจากการสืบสวนสอบสวนอย่างสิ้นเชิง (ซึ่งข้อสรุปของ อ.นิธิ ไปตรงกับข้อสรุปของ
นักการเมืองพรรคเพื่อไทยชนิดบังเอิญอย่างเหลือเชื่อ)

ประการต่อมา อ.นิธิ จงใจที่จะตัดตอนภาพรวมของเรื่องราวทั้งหมด โดยเพียงกล่าวอย่างรวบรัดว่า
เกมการเมืองเรื่องการจับกุมคุณศิวรักษ์ครั้งนี้นั้น ไม่มีนักการเมืองไทยคนใดอยู่เบื้องหลังและเป็นแผนของ
ผู้นำกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงและในข้อเท็จจริงแล้ว “ละครฉากใหญ่” ที่ อ.นิธิ เรียกสั้นๆ ว่า
“แผน” นั้นมี พ.ต.ท.ทักษิณ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นักการเมืองพรรคเพื่อไทย และครอบครัวของคุณศิวรักษ์
(ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ) ร่วมด้วยอยู่ในทุกขั้นตอน อีกทั้งยังมีบทบาทเป็นตัวละครระดับ พระเอก-พระรอง-
ตัวประกอบ-แม่ตัวประกอบ เสียด้วย

เรียนถาม อ.นิธิ ว่า ถ้าแผนนี้เป็นแผนของฮุนเซน แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่พลพรรคทักษิณไม่รู้เห็นเป็นใจ ไม่เล่นด้วย
หรือเพียงเล่นไปตามเกมแล้ว ฮุนเซน จะสามารถกำกับเกมการเมืองระหว่างประเทศครั้งนี้ให้ดำเนินไปได้และมีบทสรุป
อย่างที่เห็นหรือ?

ทั้งนี้ ยิ่งเมื่อนำบทความของ อ.นิธิ ไปเปรียบเทียบกับ บทความของนักวิชาการระดับปรมาจารย์ด้านรัฐศาสตร์
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกท่านหนึ่ง คือ อ.เขียน ธีระวิทย์ ซึ่งเขียนบทวิเคราะห์เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวออกมา 2 ชิ้น
คือ “ศิวรักษ์ ชุติพงษ์ : เหยื่อการเมืองของคนป่าเถื่อน” (15 ธ.ค. 52) และ
ข้อสังเกตเกี่ยวกับการพระราชทานอภัยโทษศิวรักษ์ ชุติพงษ์” (17 ธ.ค. 52) ก็จะยิ่งเห็นข้อบกพร่องและความมีอคติ
ของบทวิเคราะห์แบบฉาบฉวยของนักวิชาการท่านแรกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

สำหรับสานุศิษย์หรือสาวกของ อ.นิธิ ที่เผอิญผ่านมาอ่านบทความชิ้นนี้ หากรู้สึกโกรธเคืองกับสิ่งที่ผมกล่าวถึง
อาจารย์ของท่าน ผมก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ และได้โปรดถือว่าผมหลับหูหลับตาเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นด้วยอคติส่วนตัว
และความโง่เขลาส่วนบุคคลก็แล้วกัน


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Fri Dec 25, 2009 9:52 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 25, 2009 4:37 pm

เปิดโฉมหน้าแร้งทึ้งขุมทรัพย์แสนล้าน

ภายใต้นโยบายการจัดการด้านพลังงานของชาติ และการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอกและหินกรูด
ตลอด 7 ปี 4 รัฐบาลที่ผ่านมา ใครคือผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์บนความผิดพลาด ความขัดแย้งฉ้อฉลและอัปยศ
ใคร คือนักการเมืองชั่ว ข้าราชการเลว นักลงทุนหน้าเงิน นักวิชาการขายตัว ชาวบ้านหัวรุนแรง เอ็นจีโอจอมปลอม
และแท้จริงแล้วพวกเขาเหล่านั้นเป็นดังที่ว่าหรือไม่ หาคำตอบได้ ณ บัดนี้


โฉมหน้าก๊วนเทคโนแครต
ทุกปัญหาล้วนเกิดจากน้ำมือมนุษย์ และมนุษย์พันธุ์พิเศษที่ผูกขาดองค์ความรู้ผูกขาดการวางแผน วางยุทธศาสตร์
และผูกขาดการจัดการด้านพลังงานของชาติจนเป็นปัญหาของชาติที่สังคมไทยควรจะได้รับรู้ ก็คือ ก๊วนเทคโนแครต
ผู้ซึ่งมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของรัฐบาลมาทุกยุค และกุมชะตาอนาคตกิจการพลังงานเอาไว้ในมือ

สมาชิกสำคัญของก๊วนเทคโนแครต ก็คือ ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์, เทียนไชย จงพีร์เพียร และ พรายพล คุ้มทรัพย์
พวกเขาซึ่งมีคำนำหน้าด้วยด็อกเตอร์ทั้งนั้น ไม่เพียงร่วมกำหนดนโยบายและวางแผนเท่านั้น
เพราะพวกเขาถูกตั้งข้อกังขาว่าก้าวล่วงเข้าไปมีผลประโยชน์ร่วมไม่มากก็น้อยอีกด้วย


กรณีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นการผูกขาดองค์ความรู้ ผูกขาดการวางแผนของเขาทั้งสามคือ
การแต่งตั้งคณะทำงาน คณะอนุกรรมการ และคณะกรรมการต่างๆ ที่มีส่วนวางแผนและตัดสินในกิจการพลังงานไฟฟ้า
ดังเช่น


1) คณะทำงานยกร่างกฎหมายจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลอิสระ สาขาพลังงาน (ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์)
ซึ่งแต่งตั้งโดย สาวิตต์ โพธิวิหค
สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อยกร่างพ.ร.บ.
ประกอบกิจการพลังงาน


2) คณะอนุกรรมการประสานการดำเนินการในอนาคตของการไฟฟ้า (ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์
แต่งตั้งโดยประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงาน เพื่อกำกับดูแลงานปฏิรูปกิจการไฟฟ้า


3) คณะทำงานเตรียมการด้านกฎหมายและการกำกับดูแล (ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์)
แต่งตั้งโดยประธานคณะอนุกรรมการประสานงานการดำเนินงานในอนาคตของการไฟฟ้า (ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์)
เพื่อร่างกฎหมายลูกภายใต้ร่างพ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน


4) คณะทำงานศึกษาต้นทุนและหนี้ตกค้าง (ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์) แต่งตั้งโดยประธานคณะอนุกรรมการ
ประสานงานการดำเนินงานในอนาคตของการไฟฟ้า (ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์) เพื่อคำนวณต้นทุนตกค้างฯ

5) คณะกรรมการกองทุนอนุรักษ์พลังงาน (ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์)

6) คณะอนุกรรมการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า (ดร.เทียนไชย จงพีร์เพียร เป็นประธาน) แต่งตั้งโดยประธาน
คณะกรรมการนโยบายพลังงาน เพื่อทำ Load Forecast

7) คณะอนุกรรมการศึกษาการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับอัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOU (ดร.เทียนไชย จงพีร์เพียร)
แต่งตั้งโดย ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์
เพื่อประชาสัมพันธ์โครงสร้างค่าไฟใหม่และติดตั้งมิเตอร์ TOU

8) คณะทำงานพิจารณาร่างกฎตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้า (ดร.เทียนไชย จงพีร์เพียร) แต่งตั้งโดยประธาน
คณะอนุกรรมการประสานงานการดำเนินงานในอนาคตของการไฟฟ้า

จากกรณีตัวอย่างข้างต้นทำให้เห็นภาพของสามทหารเสือด้านพลังงาน คือ
ปิยสวัสดิ์-พรายพล-เทียนไชย โยนลูกกันไปมาอย่างชัดเจน สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ อาจจะเป็นด้วยเหตุผลที่ว่า
เมืองไทยขาดแคลนนักวิชาการด้านพลังงาน ดังที่ ปิยสวัสดิ์ เคยอรรถาธิบายเมื่อคราวให้สัมภาษณ์
ผู้จัดการรายเดือน ฉบับที่ 206 เดือนพฤศจิกายน 2543 ที่ว่า
เรื่องนโยบายพลังงานนี้ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัยไหน จริงๆ แล้วการกำหนดนโยบายในหลายๆ เรื่องไม่จำเป็น
ต้องเรียนเฉพาะในด้านนั้น สำคัญก็คือสามารถที่จะวิเคราะห์ได้และคนของ สพช.ก็ไม่ได้จบด้านพลังงานเลย
และคนที่จบหลักสูตรด้านพลังงานโดยเฉพาแทบจะไม่มีในประเทศไทย ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูเหมือนว่า
เมืองไทยขาดแคลนผู้รู้ด้านพลังงานอย่างมาก นั้น ดร.เทียนไชย และดร.พรายพล ก็ได้อาศัยคราบนักวิชาการ
ที่มีโอกาสเข้าไปนั่งเป็นบอร์ดกำหนดนโยบายด้าน พลังงานชุดต่างๆ เข้าประมูลงานโครงการศึกษาจาก สพช.
โดยจัดตั้งบริษัทเบอร์ร่า จำกัด ขึ้นมา บริษัทเบอร์ร่า จำกัด ทะเบียนเลขที่ 1964/2535 ตั้งขึ้น
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2535 มีชื่อกรรมการ 2 คน คือ นายเทียนไชย จงพีร์เพียร และ นายพรายพล คุ้มทรัพย์
มีผลงานที่เข้าประมูลและได้งานจากสำนักงานคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ (สพช.) ที่มีดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์
เป็นเลขาธิการ อาทิเช่น


โครงการศึกษาผลกระทบอัตราค่าไฟฟ้าต่อผู้ใช้ไฟ (2543) โดยทำร่วมกับบริษัททริบเปิ้ล เจ จำกัดโครงการศึกษาการนำเข้าน้ำมันเถื่อนในประเทศไทย (ประมาณ 2542-2543)
โครงการวิจัยภาระการใช้ไฟฟ้าในเขตการไฟฟ้านครหลวง (ทำให้กับ กฟผ.ในปี 2543)
โครงการศึกษาอัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOU (ปี 2538) และการศึกษาอัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOD (ปี 2534)
โครงการศึกษาและประชาสัมพันธ์อัตราค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกันตามช่วงเวลาของการใช้ (ปี 2544) ทำร่วมกับบริษัททริบเปิ้ล เจ จำกัด
โครงการศึกษาลักษณะการใช้ไฟฟ้าเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้า (ปี 2544)
โครงการศึกษาการวิจัยภาระไฟฟ้าของ กฟผ. (ปี 2544)

พันธมิตรที่เข้ารับงานศึกษาโครงการร่วมกับบริษัทเบอร์ร่า คือ บริษัททริปเปิ้ล เจ นั้น อาจบอกได้ว่าเป็นบริษัท
ที่มีสายสัมพันธ์อย่างแนบแน่นเป็นพิเศษกับท่าน เลขาธิการสพช.และเป็นบริษัทที่เข้ามารับทำงานประชาสัมพันธ์
ให้โรงไฟฟ้าบ่อนอก
วงการ บริษัทธุรกิจที่ปรึกษาต่างค่อนขอดและตั้งข้อกล่าวหาว่า
บริษัทดังกล่าวมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับปิยสวัสดิ์ จึงทำให้ได้งานเป็นผู้รับงานประชาสัมพันธ์ในโครงการใหญ่ๆ ทั้งๆ ที่
เป็นบริษัทหน้าใหม่มากในแวดวงประชาสัมพันธ์ ชื่อบริษัทกับการได้งานจะผูกติดกับตำแหน่งของปิยะสวัสดิ์
เมื่อ ปิยสวัสดิ์ เป็นเลขา สพช. ก็จะได้งานใน สพช. ดังนั้นเมื่อ ปิยสวัสดิ์ ย้ายไปเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
ก็จะไปได้งานในกรมประชาสัมพันธ์


จริงเท็จอย่างไรมีแต่ดร.ปิยสวัสดิ์ และผู้จัดการบริษัททริปเปิ้ล เจ เท่านั้นที่รู้สำหรับผู้จัดการบริษัท
คือ นางสาวสวินยา นุ่มพันธุ์ หรือ แจง เป็นอดีตผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์คุณภาพแถวประชาชื่น

นักการเมืองร่วมสังฆกรรม
สำหรับ กลุ่มนักการเมืองที่เข้าไปมีเอี่ยวและเกี่ยวข้อง
ที่ต้องเผยให้เห็นหน้าค่าตากันก็คือ รัฐมนตรีที่ดูแลนโยบายและกำกับดูแลด้านพลังงานในช่วงสำคัญๆ
อาทิเช่น สาวิตต์ โพธิวิหค
ใน ยุครัฐบาลชวน 1 สาวิตต์ นั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ
มีการประกาศรับซื้อไฟฟ้าจาก IPP และรับซื้อไฟฟ้าจาก IPP รอบแรก 3,800 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2537
จากนั้น เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2538 มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้ซื้อไฟฟ้าเพิ่มจาก IPP อีก 10%
รวมเป็น 4,180 เมกะวัตต์
กระทั่ง ถึงยุครัฐบาลชวน 2 สาวิตต์ ก็ยังนั่งกำกับดูแลให้มีการลงนามในสัญญา
ซื้อไฟฟ้าจาก IPP ทั้ง 7 ราย เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 40 และ 22 ธ.ค. 40 หลังจากที่มีบันทึกความเข้าใจระหว่างกฟผ.กับ IPP
ทั้ง 7 ราย รวมถึงการปรับฐานอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้คำนวณสูตรปรับอัตราค่าไฟฟ้าที่ 27 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ
และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติมากขึ้นในยุคของรัฐมนตรี บุญพันธ์ แขวัฒนะ ขณะที่ความเคลื่อนไหวในพื้นที่
นักการเมืองและญาติมิตรต่างดาหน้าเข้ากว้านซื้อที่ดินเพื่อขายต่อให้กับ นายทุนโรงไฟฟ้า ทั้งนี้โดยมีนายหน้าค้าที่ดิน
ในพื้นที่เข้าไปมีเอี่ยวด้วย
เอกสาร ที่ชาวบ้านบ่อนอก มอบให้แก่ทีมงานของจาตุรนต์ ฉายแสง
ที่เดินทางลงไปดูข้อเท็จจริงของปัญหาในพื้นที่เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 44 ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นถึงขบวนการค้าที่ดินซึ่งเป็นหนึ่ง
ในกลุ่มผลประโยชน์ชุดแรกๆ ในโครงการบ่อนอก ดังนี้ การซื้อขายที่ดินครั้งแรก เริ่มประมาณ พ.ศ. 2532 - 2533
โดยกลุ่มนายหน้าเริ่มกว้านซื้อที่ดินรวบรวมขายให้แก่นายทุน พ.ศ. 2533 มีการซื้อขายที่ดินระหว่างกลุ่มนายหน้า
ที่รวบรวมที่ดินไว้กับนายทุนและโอนเงินจากนายทุนคนหนึ่งชื่อเสี่ยปรั้ง อมาตยกุล โดยชื่อผู้ซื้อที่ดินชื่อว่า
นางวนิดา อมาตยกุล เป็นภรรยาของเสี่ยปรั้ง และนางวนิดา เป็นน้องสาวของพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์
ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์


ปลายปี พ.ศ. 2533 พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ ได้มาทำการทอดกฐินที่วัดบ่อนอก ตำบลบ่อนอก
(พื้นที่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอก) โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงเกษตรฯ เป็นพาหนะเดินทางและมาพร้อมกับ
นายอุดมศักดิ์ ทั่งทอง ส.ส.จังหวัดประจวบฯ ในขณะนั้น ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นำเงินมาทอดกฐินในฐานะเจ้าภาพใหญ่ จำนวน 50,000 บาท และได้ปราศรัยกับชาวบ้านที่มาร่วมงานว่า
"ตนเป็นเขยบ่อนอกแล้ว เพราะได้ซื้อที่ดินไว้ 700- 800 ไร่" ซึ่งนายหน้าค้าที่ดินครั้งนั้นมีหลายคน แต่ที่เป็นตัวหลัก
และรวบรวมได้มากกว่าใคร ๆ คือ


1. นายเจือ หินแก้ว กำนันตำบลบ่อนอก ในขณะนั้น
2. ลูกสาวนายอุดมศักดิ์ ทั่งทอง ที่ดินแปลงนี้ ปัจจุบัน เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท กัลฟ์ อิเลคตริค จำกัด

การซื้อขายที่ดินครั้งที่สอง ปี พ.ศ. 2536 - 2537 มีการกว้านซื้อที่ดินอีก โดยระยะแรกอ้างว่า
จะนำไปทำนากุ้งกุลาดำ แต่ในระยะหลังบอกว่าจะซื้อที่ดินไปสร้างรีสอร์ตและสนามกอล์ฟ การจัดฉากสร้างภาพว่า
จะทำเช่นนั้นจริง ๆ คือติดตั้งป้ายทางลงชายหาดหลายป้ายในบริเวณที่มีการก้วานซื้อที่ดินและทำหมวกแก๊ป
สกรีนคำว่า บ่อนอกกอล์ฟคลับ แจกให้แก่ชาวบ้าน จนเชื่อว่าจะมีรีสอร์ตและสนามกอล์ฟจริง ๆ
การขายที่ดินมีเพิ่มขึ้นและโอนเงินกันในปี พ.ศ. 2537 โดยนายหน้าชุดนี้ได้ขายให้แก่บริษัท กัลฟ์ อิเลคตริค จำกัด
จำนวนประมาณ 700 ไร่

นายหน้าชุดที่ 2 นี้ ประกอบด้วยคนหลายคน แต่ที่เป็นทีมงานหลัก ได้แก่
1. นายเจือ หินแก้ว กำนันตำบลบ่อนอก ในขณะนั้น

2. นายสงคราม สังข์ด้วง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ตำบลบ่อนอก
3. นายอาจินต์ พวงใหญ่ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลบ่อนอก
4. นายสำราญ ฟุ้งเฟื่อง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ตำบลบ่อนอก
5. นายสุนทร ริดกว้าง ชาวบ้านบ่อนอก การซื้อขายที่ดินครั้งที่สาม ปี พ.ศ. 2539 - 2540
มีการซื้อขายที่ดินแปลงใหญ่ คือนากุ้งกุลาดำ (จุดตั้งโรงไฟฟ้าในปัจจุบันที่อ้างว่าเป็นนากุ้งร้าง) ประมาณ 200 ไร่
และซื้อขายที่ดินบริเวณบ้านยุบพริกหลายรายประมาณ 400 ไร่ รวมชุดที่ 3 ประมาณ 600 ไร่ และขายให้แก่
บริษัท กัลฟ์ อิเลคตริค จำกัด นายหน้าขายที่ดินครั้งนี้ คือ นายพีระพล ประจวบเหมาะ ลูกชายนายสำเภา
ประจวบเหมาะ สส.จังหวัดประจวบฯ (ขณะนั้น) ปัจจุบัน กลุ่มนักค้าที่ดินในพื้นที่บางราย ได้เข้ามาเป็นกรรมการ
กองทุนชดเชยผลกระทบจากโรงไฟฟ้า และมีส่วนช่วยสนับสนุนให้โรงไฟฟ้าเกิดขึ้น นอกจากนั้นแล้ว ยังมีกลุ่มของ รักษ์ ตันติสุนทร
และบริษัทลานนาลิกไนต์ กลุ่มผลประโยชน์ที่เป็นเครือข่ายของพรรคประชาธิปัตย์ที่สำคัญ รักษ์ ตันติสุนทร อดีตรมช.พาณิชย์
เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทกัลฟ์ฯ และถอนหุ้นออกไปเหลือเพียง 1 หุ้น เมื่อลงสมัครส.ส. สมัยที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
ขณะที่บริษัทลานนาลิกไนต์ ซึ่งเป็นบริษัทในตระกูลของรักษ์ ก็มีรายชื่อเป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่แรกโดยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมผลักดัน
โครงการมา ตั้งแต่ต้น ผลประโยชน์หลักที่ได้นอกเหนือจากกำไรที่จะได้ในฐานะผู้ถือหุ้นแล้ว บริษัทลานนาลิกไนต์
จะเป็นผู้กำหนดแหล่งซื้อถ่านหิน ปัจจุบัน บริษัทลานนาลิกไนต์ได้ไปซื้อเหมืองถ่านหินอดาโรไว้ที่อินโดนีเซีย
เพื่อรอส่งถ่านหินขายให้กับโครงการนี้ และจากการเปิดเผยผลประกอบการล่าสุดรายได้ของบริษัทลานนาลิกไนต์ไม่เข้าเป้า
อันเนื่องมาจากผลกระทบจากการเลื่อนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก ซึ่งตามสัญญาIPP ที่ทำไว้ กฟผ.จะเป็นผู้จ่าย
ค่าถ่านหิน ส่วนบริษัทกัลฟ์เพาเวอร์เจนเนอเรชั่น จะเป็นผู้รับจ้างผลิตกระแสไฟฟ้า เวลานี้ รักษ์ ตันติสุนทร
ได้ส่งลูกเขยคือ สารัชถ์ รัตนาวะดี มาเป็นตัวแทนและนั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ สารัชถ์ ได้ชื่อว่าเป็นคนหนุ่ม
ที่มีสไตล์การทำงานเชิงรุกและแข็งกร้าวชนิดตาต่อตาฟัน ต่อฟัน ไม่ค่อยประนีประนอม เขาได้รับฉายาจากชาวบ้าน
ฝ่ายค้านโครงการว่า หล่ออำมหิต


สำหรับ ญาติมิตรนามสกุลเดียวกับนักการเมืองที่เข้าเกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้าบ่อนอก ยังมีชื่อของ จงจิตต์ หลีกภัย
ในฐานะผู้ตรวสอบบัญชีประจำปี 2542 ของบริษัทกัลฟ์เพาเวอร์เจนเนอเรชั่น อีกด้วย

ผู้บริหาร กฟผ.ที่บ่อนอก ปรีชา จูงวัฒนา อดีตผู้ว่า กฟผ. และ ณรงค์ วงศ์ไพบูลย์ รองผู้ว่า กฟผ.
ทั้งคู่มีรายชื่อเป็นกรรมการบริหารของบริษัทกัลฟ์เพาเวอร์เจเนอเรชั่น จนมีการตั้งข้อสังเกตว่า
การได้เข้ามาเป็นกรรมการบริหารเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทนหรือไม่ ทั้งนี้เพราะ ปรีชา และ ณรงค์ เป็นผู้บริหารของ กฟผ.
ยุคเดียวกันกับที่มีการประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลโครงการผลิตไฟฟ้าแบบ IPP และเป็นช่วงเจรจาเงื่อนไขสัญญา
ซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟผ.กับเอกชน ซึ่งโดยตำแหน่งแล้ว ผู้ว่าฯกฟผ. จะทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการประเมิน
และคัดเลือกข้อเสนอการรับซื้อไฟฟ้าจาก ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ศิววงศ์ จังคศิริ มีรายชื่อเป็นกรรมการบริษัทกัลฟ์เพาเวอร์เจเนอเรชั่น
แล้วยื่นใบลาออกไปรับตำแหน่งประธานบอร์ด กฟผ. เมื่อเดือนเมษายน 2542 ในช่วงที่มีการอนุมัติให้จ่ายค่าชดเชยจากการเลื่อนโครงการให้กับโรงไฟฟ้าบ่อนอก

จนครั้งสุดท้ายที่มีมติทิ้งทวนในการประชุมครั้งสุดท้ายของบอร์ดกฟผ.อนุมัติ ให้เลื่อนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก
พร้อมจ่ายค่าชดเชยอีกเช่นกัน

ศิววงศ์ ถือได้ว่าเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับตระกูลตันติสุนทร
และ อานันท์ ปันยารชุน ความสัมพันธ์ระหว่างกฟผ.กับโรงไฟฟ้าบ่อนอก เป็นไปด้วยดี
เพราะเชื่อมด้วยความสัมพันธ์ของตระกูลตันติสุนทร ที่ซึ่งเป็นคู่ค้าเก่าของกฟผ.มาก่อนด้วย
[
/size]

[size=12]โครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอก ไม่เพียงแต่จะมีอดีตผู้บริหารกฟผ.จะเข้าไปมีเอี่ยวโดยส่วนตัว
บริษัทผลิตไฟฟ้าเอกโก้ (บริษัทลูกของกฟผ.) ก็เข้าร่วมวงไพบูลย์ด้วยตามธรรมชาติของธุรกิจพลังงาน
ที่ผูกขาดกันอยู่ไม่กี่ กลุ่มกี่ตระกูล เอ็กโก้ เป็นผู้ถือหุ้นที่เข้ามารายล่าสุด

เป็นที่น่าเป็นห่วงว่า ปัจจุบันผู้บริหารกฟผ. เป็นผู้บริหารในบริษัทผลิตไฟฟ้าเอกโก้ด้วย เช่น สิทธิพร รัตโนภาส
อยู่ในฐานะสวมหมวก 2 ใบ คือเป็นทั้งผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างตามสัญญา
การสวมหมวกหลายใบ
จะมีผลต่อการตัดสินใจ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น จุดยืนของ สิทธิพร จะยึดประโยชน์ของข้างไหนเป็นสำคัญ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมองไปในอนาคตอาจต้องมีการเจรจาผลประโยชน์เกิดขึ้น เช่นยกเลิกโรงไฟฟ้า
หรือการใช้ระบบตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้า เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อต้องเข้าสู่ระบบตลาดกลาง
ซื้อขายไฟฟ้า (Power Pool)
การถือหุ้นไขว้กันลักษณะเช่นนี้ จะนำไปสู่ปัญหาการฮั้วราคาค่าไฟฟ้าได้ไม่ยากโดยเฉพาะหากเอ็กโก้ ถือหุ้นในโรงไฟฟ้าต่างๆ
ได้เกิน 5,000 เมกะวัตต์ ตามเป้าหมายทางธุรกิจที่วางไว้ ก็จะเป็นแกนกลางในการฮั้วราคาได้ไม่ยาก
นอกเหนือจากกลุ่มผลประโยชน์ในประเทศแล้ว ยังมีทุนต่างชาติร่วมวงในโรงไฟฟ้าบ่อนอกด้วย คือ บริษัทเอดิสันอเมริกา
ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นอีกรายของบริษัทกัลฟ์ฯ ความเคลื่อนไหวต่อสาธารณะที่เป็นข่าวมีเพียงครั้งเดียวคือ การที่ทูตอเมริกา
เข้าพบรัฐบาลสมัยพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล เพื่อเร่งให้มีการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอกโดยเร็ว

อานันท์ ปันยารชุน ตำนานอมตะ หากพูดถึงโรงไฟฟ้าหินกรูดโดยไม่เอ่ยถึง อานันท์ ปันยารชุน แห่งสหยูเนี่ยน
อดีตนายกรัฐมนตรี ดูเหมือนหน้าประวัติศาสตร์สำคัญได้ขาดหายไป นโยบาย ขยายธุรกิจมาในด้านพลังงานของสหยูเนี่ยน
เกิดขึ้นหลังจาก อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกฯ รอบสอง ซึ่งในช่วงดำรงตำแหน่งนี้ ได้ริเริ่มการแปรรูปกฟผ.

นโยบายที่สำคัญคือการเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าแทนกฟผ. หลังจากนั้น บริษัทสหยูเนี่ยน
ได้ร่วมเข้าประมูลและชนะประมูลโครงการIPP ซึ่งช่วงนั้น ว่ากันว่า ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง เกษม จาติกวณิช
ผู้สถาปนาระบบอุปถัมภ์และเป็นเสาหลักกฟผ. กับ อานันท์ ปันยารชุน มีส่วนช่วยได้มาก หลังจากนั้น
สหยูเนี่ยนได้ขายหุ้นโดยอาศัยเครือข่ายและภาพพจน์ที่ดีของ อานันท์ ในแวดวงต่างประเทศ
และถอยห่างออกมาในภายหลัง สหยูเนี่ยน ขายหุ้นไป 90% ให้กับบริษัทข้ามชาติ
เช่น ฟอร์ตุ้ม จากประเทศฟินแลนด์ (ปัจจุบันถอนหุ้นแล้ว) เซป้า จากอเมริกา (ปัจจุบันถอนหุ้นแล้ว)
และบริษัทโตเมน จากญี่ปุ่น อานันท์ ประธานสภาที่ปรึกษาฯ ผู้ซึ่งพยายามทำความเข้าใจในปัญหาของชาวบ้านผู้ยากไร้
สามารถลอยตัวอยู่เหนือปัญหาความขัดแย้งที่บ้านกรูดได้อย่างน่าอัศจรรย์
ซึ่งความจริงอานันท์ ก็น่าจะทำได้ เพราะเวลานี้ ผู้ตัดสินใจหลักไม่ได้อยู่ที่สหยูเนี่ยน
แต่อยู่ที่บริษัทโตเมน แห่งญี่ปุ่น
สหยูเนี่ยน เพียงแต่อาศัยจังหวะหากินกับโครงการนี้ลักษณะเดียวกับ
นายหน้าเข้าประมูลงาน คือประมูลให้ได้สัญญาอยู่ในมือแล้วขายต่อทันทีเพื่อทำกำไร


บริษัท โตเมน เป็นหุ้นส่วนที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในโครงการโรงไฟฟ้าหินกรูด
มีนายโคอิชิ ฮัตสุตะเป็นผู้ดูแลหลัก ผลประโยชน์ที่ได้จากโครงการคือ นอกจากจะได้แบ่งกำไรในฐานะผู้ถือหุ้นแล้ว
จะได้เป็นผู้กำหนดแหล่งที่จะซื้อ ถ่านหิน โตเมน ได้ไปซื้อกิจการและเป็นเจ้าของเหมืองถ่านหินที่ออสเตรเลียรอไว้
เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เฉพาะค่าถ่านหินมูลค่าตลอด 25 ปี ไม่ต่ำกว่า 400,000 ล้านบาท
จึงบอกได้ว่าโตเมนเป็นกลุ่มผลประโยชน์หลักของโครงการโรงไฟฟ้าหินกรูดในปัจจุบัน โตเมน มีความหวังกับ
โครงการนี้ค่อนข้างมาก ประกอบกับสถานะทางการเงินประสบวิกฤตอย่างหนักจนต้องขายกิจการในเครือทิ้ง
เหลือเพียงธุรกิจด้านสิ่งทอ พลังงานและโทรคมนาคม ปัจจุบันอยู่ในช่วงที่ยังไม่พ้นวิกฤตทางการเงิน


สไตล์การทำธุรกิจของผู้บริหารญี่ปุ่นจากโตเมน ต่างเชื่อมั่นกับการใช้กระดาษที่สามารถชำระหนี้ได้กฎหมาย
เป็นใบเบิกทางในทุกๆ เรื่อง และไม่ปฏิเสธการใช้กำลัง แต่สำหรับพันธมิตรแล้ว โตเมน รับรองได้ถึงใจขนาดซื้อกิจการ
รีสอร์ทเบย์วิว ไว้เป็นที่รับแขกในระดับผู้บริหารและเครือข่ายพันธมิตร
หลังการถอนตัวของผู้ร่วมหุ้น
จากฟินแลนด์ และ เซป้า จากอเมริกา แล้ว โตเมน สามารถชักชวน ชูบุ อิเล็กทริก เพาเวอร์ คอมปานี
บริษัทผลิตไฟฟ้าใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น เข้ามาร่วมลงทุนในโครงการ บรรดาหุ้นส่วนธุรกิจที่ร่วมนี้วาดฝันถึง
ผลกำไรอันงามในอนาคตโดยไม่สนเสียงค้าน นอกจากนั้นแล้ว ในการเคลื่อนไหวกดดันเชิงนโยบาย
ตเมน จะใช้เจบิค และทูตญี่ปุ่น รวมทั้งเน้นงานสื่อกับนสพ.ญี่ปุ่นเป็นหลัก โดยเน้นการป้ายสีให้ฝ่ายคัดค้านโครงการ
เป็นสมุนของมาเฟียค้ายาเสพติดและเป็นผู้สูญเสียประโยชน์ด้านการขายที่ดินเป็นเหตุผลหลักในการคัดค้านโครงการ


ส่วนระดับพื้นที่ ผู้บริหารชาวญี่ปุ่นจะเน้นการสานสัมพันธ์ที่ดีนักการเมืองในพื้นที่โดยเฉพาะ อุดมศักดิ์ ทั่งทอง
ซึ่งเป็นนักการเมืองในท้องถิ่นที่สนับสนุนโครงการอย่างชัดเจนโดยร้อยรัด เชื่อมโยงกันด้วยผลประโยชน์ต่างตอบแทน
ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะงานร้อนและเครือข่ายในพื้นที่บารมีของ อุดมศักดิ์ สามารถช่วยโรงไฟฟ้าได้มาก
นที สิทธิประศาสน์ VS สหายช่วง แห่งหินกรูด อย่างไรก็ตาม บุคคลที่ผู้ซึ่งอยู่ในฐานะเป็นหนังหน้าไฟและไม่กล่าวถึงไม่ได้
ก็คือ นที สิทธิประศาสน์ และ ธงชัย สุวรรณวิหค นที เขาเป็นลูกชายของดร.เอนก สิทธิประศาสน์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นที คือลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้น เขาร่ำเรียนด้านรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง
จากนั้นบินไปต่อปริญญาโทที่อเมริกาก่อนกลับมารับราชการอยู่พักหนึ่งแล้วผัน ตัวเองมาอยู่ที่สหยูเนี่ยน และได้รับการส่งเสริม
ให้เติบใหญ่ขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและ ประชาสัมพันธ์ เมื่อมีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้น นที แห่งหินกรูด
มีบุคลิกที่ดูนุ่มนวลเชือดนิ่มกว่าเมื่อเทียบกับ สารัชถ์ แห่งบ่อนอก ถึงแม้ โตเมน จากญี่ปุ่น จะใหญ่
แต่ยังต้องพึ่งพาอาศัย นที อยู่มาก โดยเฉพาะบทบาทในด้านการประสานกับหน่วยงานราชการต่างๆ
เพราะนามสกุล สิทธิประศาสน์ ของเขาเป็นใบเบิกทางที่นายทุนญี่ปุ่นไม่มี


ส่วน ธงชัย สุวรรณวิหค หรือ สหายช่วง นั้นก็คือ ผู้ที่เป็นทัพหน้ารับศึกมวลชน ขณะที่อีกด้านหนึ่ง
เขาต้องทะเลาะกับผู้บริหาร เพื่อให้นายทุนต้องควักเงินจ่ายเพื่อแก้ไขปัญหามวลชนและสิ่งแวดล้อม
ซึ่งเวลานี้ ที่หินกรูดอย่างน้อยก็มีกองทุนพัฒนาชุมชน ที่ใช้งบประมาณ 30 ล้านบาท/ปี, กองทุนค้ำประกันอาชีพ 10 ล้านบาท
งบสำหรับงานกิจกรรมสาธารณประโยชน์ และงบสำหรับสร้างปศุสัตว์ทะเลและปะการังเทียม

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าความพยายามของสหายช่วง เป็นเพียงความพยายามที่สูญเปล่าในสายตาของฝ่ายค้านโครงการ มิหนำซ้ำ ยังถูกกล่าวหาว่า อาศัยคราบของคนที่เคยทำงานกับมวลชนในนามคนเดือนตุลาฯ มารับใช้นายทุน
พ่วงเข้าไปอีกต่างหาก


นักวิชาการกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ประเด็นร้อนอย่างโรงไฟฟ้าถ่านหิน อาจดูไม่เหมาะที่ครูบาอาจารย์
นักวิชาการจากสถาบันการศึกษาจะเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร และจะศึกษาด้วยจุดประสงค์ใด
ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมเสี่ยงต่อชื่อเสียงและเสียมากกว่าได้
ประเด็น ปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อชุมชน คือ
เรื่องถกเถียงกันไม่จบ ต่างฝ่ายต่างโต้แย้งกันไปมา ส่วนหนึ่งเพราะเป็นปัญหาเชิงเทคนิค ขึ้นอยู่กับว่าจะมองมุมไหน
จะหยิบประเด็นอะไรขึ้นมา
ประเด็น นักวิชาการและบริษัทที่ปรึษา ทีมข่าวพิเศษ ผู้จัดการรายวัน
เคยตีแผ่ความจริงมาแล้ว ใน ซีรี่ย์ ชำแหละกระทรวงวิทย์ฯ ตอนเปิดหน้ากากบริษัทที่ปรึกษา คนบาปในคราบนักวิชาการ
ที่เผยให้เห็นการทำอีไอเอ หรือรายงานผลการศึกษาโครงการฯ ตามสั่ง ว่าเขาทำกันอย่างไร ใครเป็นใครในวงการ


หากจะกล่าวสำหรับนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชนทั่วไป คือ
ศ.ดร.เปี่ยมศักดิ์ เมนะเศวต ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาโครงการปศุสัตว์ทะเล มูลค่า 62 ล้านบาท ให้กับโครงการโรงไฟฟ้าหินกรูด และเข้าไปศึกษา
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหลายเรื่อง เช่น สำรวจความอุดมสมบูรณ์บริเวณอ่าวหน้าโครงการโรงไฟฟ้าหินกรูด
ตั้งแต่เดือนมีนาคม-สิงหาคม 2541, ทำรายงานการศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงสร้างของกลุ่มปะการังบริเวณชายฝั่ง
ทะเลหินกรูด ร่วมกับนายนิลนาจ ชัยธนาวิสุทธ์ และดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน เมื่อ 24 พค.42 ฯลฯ
สิ่งที่ ศ.ดร.เปี่ยมศักดิ์ ยืนยันมาตลอดก็คือ เขาเป็นนักวิชาการและเป็นผู้ศึกษาหาข้อเท็จจริง เวลานี้
เขากำลังค้าความอยู่กับสื่อมวลชนที่กล่าวหาว่าเขาไปแสวงหารายได้จากโรงไฟฟ้า การตอบโต้จากพื้นที่ ศ.ดร.เปี่ยมศักดิ์
เพียงถูกชาวบ้านขับไล่ไม่ให้เรือวิจัยจุฬาภรณ์มาสำรวจทะเลบ้านกรูด แต่สำหรับทีมวิจัยของ นิลนาจ ชัยธนาวิสุทธ์
นักวิจัยผู้ขำนาญระดับ 8 สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาเจอเหตุการณ์รุนแรงกว่า
เพราะเขาเจอ ปลาตีน เต็มหาดประจวบฯ เช่นเดียวกับผศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยรามคำแหง และกลุ่มนักศึกษา ที่อยู่ในทีมเดียวกัน ดูเหมือนความขัดแย้งที่คุกรุ่นในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน
จะไม่เหลือพื้นที่ความเป็นกลางไว้ให้ใครประกาศศักดิ์ศรีและความกล้าหาญที่ เล่นกับของร้อนแล้วไม่ลวกมือได้
ผู้ที่แหย่เท้าเข้าไปไม่ว่าจะน้อยหรือมาก จะเท้าข้างซ้ายหรือขวา พึงสังวรระวังไว้ว่า อาจจะเกิดเรื่องตามมาไม่มากก็น้อย
และต้องเตรียมพร้อมที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์และพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ชาวบ้าน-เอ็นจีโอบ่างช่างยุ? การเคลื่อนไหวของชาวบ้านที่เกิดขึ้นไม่ว่าที่ไหนมักจะมีสูตรสำเร็จในการกล่าวหา
อยู่ 2-3 เรื่อง คือ มีนายทุนหนุนหลัง มีผลประโยชน์ มีคนนอกพื้นที่โดยเฉพาะพวกเอ็นจีโอมายุยง และนิยมความรุนแรงก้าวร้าว
ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นข้อกล่าวที่ค่อนข้างล้าหลังเอาการ

ในเมื่อบ้านที่เคยอยู่อู่เคยนอนจะถูกคนจรหมอนหมิ่นมาเบียดขับและยึดครองจะมีใครยอม
ให้เรื่องทำนองนั้นเกิดขึ้น ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาต่อกรกับรัฐและนายทุนมันไม่ไช่เพิ่งเกิด
ที่บ่อนอกหรือหินกรูด บทเรียนซ้ำซากทำนองนี้มีมากเกินกว่าที่จะปล่อยให้เกิดขึ้นอีกแม้สักครั้งเดียว
แต่กลับไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นกระบวนการ มิหนำซ้ำฝ่ายรัฐฯ ยังนิยมใช้ความรุนแรงสยบปัญหาอีกด้วย

ผู้ที่กลายเป็น ฮีโร่ ในสายตาชาวบ้านที่ไม่รู้จะหันหน้าพึ่งใคร ก็มีเพียงบรรดาเอ็นจีโอที่ยื่นมือเข้ามาให้ความรู้
ให้ข้อมูลและหาทางออกในปัญหาที่เกิดขึ้น
การทำงานต้องมีที่ปรึกษา นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี
สส./สว/ แม้แต่โรงไฟฟ้า ก็มีที่ปรึกษา ท่านเรียกที่ปรึกษาของท่านว่าผู้ยุยงหรือเปล่า ที่ปรึกษาของเราเข้ามาเกี่ยวข้อง
ในการเปิดโอกาสให้เราได้นำเสนอข้อมูลในวงสัมมนาทางวิชาการมากกว่าที่จะเข้ามาบอกให้เราไปนั่งตากแดด
ให้ตำรวจตีหัว ที่ปรึกษาช่วยเหลือเราในงานวิจัย ที่ทำให้รู้ว่า พลังงานไฟฟ้ายังมีสำรองเหลือเฟือ มีพลังงานที่สะอาด
ไม่มีมลพิษมากเหมือนถ่านหิน ทำให้รู้ว่า กฟผ. พยายามปิดโรงไฟฟ้าของตัวเองด้วยข้ออ้างต่าง ๆ นานา
เพื่อทำให้ข้อมูลอัตราสำรองไฟฟ้าเหลือน้อยลง และแนะนำให้เราเก็บรวมรวมข้อมูล
ค้นหาศักยภาพของชุมชนของเราและค้นหาเหตุผลที่จะมาลบล้างความชอบธรรมของโรงไฟฟ้าต่างหาก
ไม่เคยแนะนำให้เราเอาเงินไปจ้างใครมาประท้วงหรือรับเงินของบริษัท นั่นคือเหตุผลที่ชาวบ้านบอกกล่าวต่อสังคม


http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A2:%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C_%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B9%8C
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 25, 2009 4:40 pm

http://www.prajan.com/webboard/view.php?id=11885

Monday, 15 December 2008
เปิดรายชื่อ 78 บริษัท-สินค้า-องค์กร-บุคคลต้องสงสัย ที่ "สันติบาล"
เชื่อเป็นผู้สนับสนุนม็อบพธม. โดยส่งรายชื่อให้ ?พล.ต.อ.ปทีป? แล้ว

รายงานจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล แจ้งว่า เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2551
ที่ผ่านมา ได้ทำรายงานถึง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ
รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.)
โดยระบุถึงรายชื่อผลิตภัณฑ์ของบริษัทเอกชน เจ้าของกิจการภาคเอกชน
และกลุ่มบุคคล บุคคล
ที่สงสัยว่าให้การสนับสนุนทุนในการเคลื่อนไหวแก่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ
ประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งประกอบด้วย

1.บริษัทสหพัฒนพิบูล (มาม่า)
2.ผงซักฟอกเปา
3.น้ำยาล้างจานไลปอนเอฟ และไลปอนเลมอน
4.ผลิตภัณฑ์ไฮคลาส
5.ผงซักฟอกโปร
6.ผลิตภัณฑ์กำจัดยุงและแมลงคินโช
7.น้ำยาขจัดคราบไคลไฟท์
8.น้ำยาล้างจานโปร
9.น้ำหอมระบายอากาศฮาน่า
10.ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ลุค
11.ผลิตภัณฑ์โคโดโม
12.ผลิตภัณฑ์เซนต์ แอนดรูว์
13.ยาสีฟันซอลท์
14.โชกุบุสซึ โมโนกาตาริ
15.ซิสเท็มมา
16.สบู่สมุนไพรฟลอเร่
17.ครีมปกป้องผิวช่วงตั้งครรภ์ ไอนิว
18.ไฮเฮิร์บ (บีเอสซี)
19.น้ำตาลทรายมิตรผล
20.ราชาซอลหอยนางรม
21.ผักกาดดองโชมิ
22.ลอตเต้
23.ขนมปังอบกรอบนิสชิน
24.ผลิตภัณฑ์ อสร.
25.บะหมี่นิชชิน
26.กะทิอร่อยดี
27.เกลือปรุงทิพย์
28.น้ำแร่มองต์เฟลอ
29.ผลิตภัณฑ์กุ๊งกิ๊ง โฟร์มี
30.ผลิตภัณฑ์ควิกเชฟ
31.ผลิตภัณฑ์ริชเชส
32.ผลิตภัณฑ์แม่บ้าน
33.ผลิตภัณฑ์หมีพูห์
34.ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ไอเฮลท์ตี้คิวเทน
35.ครีมโฟมล้างหน้าไบโอนิค
36.โอซาร์ บาลานซ์ เวเฟอร์ดเพิ่มสารอาหาร
37.กระดาษเช็ดหน้าบีเอสซี
38.น้ำนมวังน้ำเย็น
39.น้ำผลไม้มิซุ
40.น้ำผลไม้โมกุ
41.ลูกกลิ้งระงับกลิ่นกายมิสทีน
42.แป้งมิสทีน
43.รองเท้าแพนสตาร์
44.ผลิตภัณฑ์ยาซาร่า
45.การบินไทย
46.เบียร์ช้าง
47.จิตรโภชนา ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพยาบาลบีแคร์
48.ธนาคารกรุงเทพฯ
49.ธนาคารกสิกรไทย
50.เมืองไทยประกันชีวิต (นายโพธิพงษ์ ล่ำซำ)
51.เมืองไทยประกันชีวิต (นางนวลพรรณ ล่ำซำ)
52.มหาวิทยาลัยรังสิต
53.โรงพยาบาลกรุงเทพฯ
54.เจเพรส
55.เอกไพลิน ริเวอร์แคว กาญจนบุรี
56.เปาเอ็มวอช
57.ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัดดงมูลเหล็ก
58.เซียงเพียวอิ๋ว
59.จี เน็ต
60.ไออีซี
61.ถั่วตัดกวงเม้ง

ขณะที่กลุ่มบุคคลและกลุ่มคนนั้น ประกอบด้วย

62.นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
63.พรรคประชาธิปัตย์
64.กลุ่ม 40 สมาชิกวุฒิสภา และนางรสนา โตสิตระกูล
65.นายกมล กมลตระกูล คอลัมน์นิสต์และนักวิชาการ
66.นักวิชาการ เอ็นจีโอ กลุ่มอดีตนักการเมือง (ส.ว.) รวมทั้งอดีตรัฐมนตรียุคคณะมนตรีความมั่งคงแห่งชาติ
67.ศ.เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม
68.นางจิระนันท์ ประเสริฐกุล
69.นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผอ.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์
70.นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ
71.นายอภิชาติ ทองอยู่
72.นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
73.นพ.พลเดช ปิ่นประทีป
74.นายประพันธ์ คูณมี
75.นายวิฑูรย์ คูณมี
76.นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
77.นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
78.สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.
ออกมาระบุว่า
จะมีการส่งรายชื่อผู้สนับสนุนทางการเงินแก่ม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อ
ประชาธิปไตย ให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
เพื่อทำการตรวจสอบต่อไป เนื่องจากการบุกยึดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรฯ
เข้าข่ายการก่อการร้ายสากล มีความผิดในมูลฐานเรื่องการฟอกเงิน
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 25, 2009 9:56 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=629&forum=6&page=44&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

พนักงานกฟผ.อึ้ง-เพิ่งรู้ตัว ถูก”สนธิ”เชิดเงิน 53 ล้าน
อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น แต่จงเชื่อในสิ่งที่เป็น เราเคยเตือนคุณแล้ว และในที่สุดความจริง
ก็พิสูจน์ออกมาสู่สายตาคนไทย

""" บางกรวย.....15 มี.ค.49
พนักงาน กฟผ. อึ้ง เพิ่งรู้ข่าวกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ. ถูกสนธิ ลิ้มทองกุล
เบี้ยวหนี้เงินกู้ 53.68 ล้านบาท ที่เอาไปให้เดอะเอ็ม กรุ๊ปกู้ แล้วไม่ชดใช้ ทั้งๆ ที่เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้
อาศัยข้ออ้างทางกฎหมายเป็นบุคคลล้มละลายไม่ต้องรับผิดชอบ เรียกร้องให้แสดงความจริงใจ
ที่จะช่วยกฟผ.ด้วยการคืนเงินกู้ เสียก่อน
.......
แหล่งข่าวระดับบริหารของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
เปิดเผยว่าหลังจากที่หนังสือพิมพ์กู้ชาติได้นำเสนอข้อมูลภาระหนี้สินของบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
จำนวนมากกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งมีรายการหนี้สินที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต
เป็นเจ้าหนี้อยู่ด้วย เป็นเงินจำนวนมากถึง 53.68 ล้านบาท ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายในหมู่พนักงาน
และได้สอบถามมาที่ฝ่ายบริหารกองทุนฯ ว่าหนี้จำนวน 53.68 ล้านบาทนั้น เป็นหนี้สูญแล้วหรือยัง
และมีโอกาสที่จะได้คืนหรือไม่ เนื่องจากเป็นเงินจำนวนมาก และเป็นเงินของพนักงานทุกคน

...........“ที่จริงเรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2543 แต่พนักงานส่วนใหญ่เพิ่งมารู้เมื่อได้เห็นข้อมูล
หนี้สินของบริษัทเดอะเอ็ม กรุ๊ป ตอนนี้มีถามกันเข้ามามากว่ากองทุนฯจะทำอย่างไรกับเงินจำนวนนี้
เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นสูงมาก เมื่อเทียบกับเงินเดือนพนักงาน กฟผ. และเงินจำนวนนี้
เป็นเงินที่ทุกคนเก็บออมไว้ใช้ในยามที่ปลดเกษียณไปแล้ว”

...........หนี้สินของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวนกว่า 6,000 ล้านบาท ที่เปิดเผยออกไปนั้น
เป็นหนี้ที่มีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้ค้ำประกัน แต่ต่อมานายสนธิถูกฟ้องล้มละลาย จึงเป็นการเปิดช่อง
ให้นายสนธิไม่ต้องรับผิดชอบต่อหนี้ที่ค้ำประกันไว้ ทำให้หนี้ของเดอะ เอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ทั้งหมดกลายเป็นหนี้เสียที่เจ้าหนี้ทุกรายต้องไปติดตามเรียกรับชำระหนี้กันเอง ซึ่งในส่วนของ
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ. ต้องถือว่าได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก

........
การสูญเงินจำนวน 53.68 ล้านบาท ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พนักงาน กฟผ. เกิดขึ้นเนื่องจาก
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ทิสโก้ ซึ่งเป็นผู้บริหารเงินกองทุน สำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ.
ได้นำเงินสะสมของกองทุนฯ ไปลงทุนซื้อหุ้นบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ที่มีนายสนธิ ลิ้มทองกุลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งนายสนธิได้เร่งระดมทุนจำนวนมากไปลงทุน
ทำกิจการ ต่างๆ มากมายทั้งธุรกิจสื่อสาร ธุรกิจโรงแรมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
และธุรกิจสัมปทานดาวเทียมในประเทศลาว ซึ่งธุรกิจทั้งหมดของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ประสบภาวะขาดทุนทั้งหมด เนื่องจากความไม่เชี่ยวชาญในธุรกิจที่ลงทุน
และความผิดพลาดในการบริหารงานของนายสนธิทำให้บริษัทมีหนี้สินจำนวนมหาศาล

............อีกทั้งผู้บริหารคือนายสนธิ ยังถูก ก.ล.ต. ฟ้องข้อหาปลอมแปลงเอกสาร
และฉ้อโกงประชาชนด้วย การปลอมมติผู้ถือหุ้นบริษัท เดอะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
และบริษัท ไออีซี มาค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ด้วยเหตุ
ที่มีหนี้สินจำนวนมาก และผลประกอบการขาดทุนโดยตลอด ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้
ตลาดหลักทรัพย์จึงถอดถอนหุ้นเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ออกจากกระดานหลัก
ไม่ให้มีการซื้อขาย และจัดให้อยู่ในหมวดธุรกิจที่ต้องฟื้นฟูกิจการ ส่งผลให้เงินของ
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ. ที่บริษัททิสโก้นำไปลงทุน ในเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ต้องสูญไปด้วย

............อย่างไรก็ตาม มีการตรวจสอบในภายหลังพบว่านายสนธิ ได้นำเงินที่ได้จากการระดมทุน
ของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ นำไปใช้หาประโยชน์ส่วนตัวและไปลงทุนส่วนตัว
ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนเป็นเหตุให้บริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต้องขาดทุนในที่สุด

........... อย่างไรก็ตาม หนี้จำนวน 53.68 ล้านบาท ในขณะนี้ไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบได้
เนื่องจากบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ชั้นต้น ไม่อยู่ในฐานะที่จะชำระหนี้ได้
ในขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ค้ำประกัน และนำเงินไปใช้ทั้งทำธุรกิจและส่วนตัว ก็มีหนี้สินล้นพ้นตัว
ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายไปแล้ว ก็ไม่ต้องรับผิดชอบหนี้จำนวนนี้อีก สภาวการณ์เช่นนี้
จึงทำให้เงินจำนวน 53.68 ล้านบาท ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ. มีความเสี่ยงสูงมาก
ที่จะสูญเงินที่นายสนธิ นักบุญใจบาป ที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมกลโกงพนักงาน กฟผ.ที่น่าสงสารไปอย่างเลือดเย็น....
นี่น่ะหรือ คือคนที่ประกาศตัวเป็นผู้นำประชาชนขับไล่ คนโกงแผ่นดิน ...แล้วเราจะเชื่อใครได้อีก
ในแผ่นดินนี้... เราจะหันไปพึ่งใครดี บอกหน่อยซิ ประชาชนคนไทย...

........การปลุกระดมประชาชนคนไทยเกือบทั้งประเทศ ด้วยสื่อแทบทุกแขนงครั้งนี้
ย่อมมีเบื้องหลังไม่ธรรมดา สายสัมพันธ์ระหว่าง สนธิ กับ ทักษิณ รวมทั้ง "กลุ่มพันธมิตร"
ซึ่งมีจำลอง ศรีเมือง เป็นหัวเรือใหญ่ ไม่ผิดอะไรกับ การเล่นกลของคณะปาหี่
ที่หลอกคนไทยทั้งประเทศให้ตื่นเต้นไป แต่...อะไรล่ะ คือเป้าหมายของการดำเนินการ
ให้เกิดสถานการณ์ อันนำไปสู่ความแตกแยกของประชาชนในชาติ
เป้าหมายที่แท้จริงนั้นคืออะไร ? ... ใครพอจะตอบให้กระจ่างได้บ้าง.... เมื่อถึงเวลานี้


จากคุณ ทายซิ ใครเอ่ย (17/3/2549 1:57:44)

ความคิดเห็นที่ 1

จขกท. ผม อยู่ที่ USA เรารู้ประวัติของสนธิ ก่อนทีจะมาเกลียดทักษิณ ดีได้อ่านกระทู้ของคุณ
ก็เลยอดไม่ได้ที่จะเสริมเรื่องนายสนธิ ให้คนในเมืองไทยได้รู้กันบ้าง นายสนธิ เป็นคนฉลาดแกมโกง
พูดเก่ง ความรู้สูง เป็นลูกน้องเก่าของนาย พอล สิทธิอำนวย ซึ่งโกงเงินธนาคาร ๒๐๐๐ พันล้านบาท
ก่อนที่จะหลบหนีมาอยู่อเมริกาเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว นายสนธิเลยได้ผลประโยชน์โดยรับกิจการมีเดีย
ต่อจากนายพอล โดยไม่ต้องเสียสตางค์แม้แต่บาทเดียว เพราะนายพอลโอนชื่อกิจการทั้งหมด
มาให้แก่นายสนธิ ก่อนจะหลบหนีมาเสบสุขในอเมริกา พร้อมกับเงินที่ปล้นมาได้
หลังจากนั้นนายสนธิก้ได้สถาปนาตัวเองเป็นเจ้าแห่งมีเดียของ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ก็ว่าได้
(King of Media of Southeast Asia) กิจการมีเดียของนายสนธิก็เจริญขึ้นเรี่อยๆ มีทั้งหนังสือพิมพ์
แมกกาซีน รายการวิทยุและโทรทัศน์ท้งในและนอกประเทศ จนเป็นที่ประทับใจของนักธุรกิจ
ที่อยู่ในวงการมีเดียเป็นอย่างมาก เมื่อขอเงินผม้จากธนาคารก็มักจะไม่มีปัญหา
นายสนธิเลยซื้อกิจการทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่ามีเดียมีกำไรหรือขาดทุน ขอให้มีชี่อเป็นเจ้าของ
หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Publisher นายสนธิซื้อหมด ตัวอย่างที่ดังที่สุด ครั้งสุดท้าย คือ
การซื้อแมกกาซีนอเมริกันที่มีฐานใน นิวยอรค์และลอส แอนเจลสีส ชื่อ Buzz Magazine
ซี่งเป็นแมกกาซีนที่จะเจ้งอยู่แล้ว แต่ความกะสันของนายสนธิที่อยากจะเห็นชื่อของตัวเองว่า
Publisher: Sondhi Limthongkul เป็นเจ้าของแมกกาซีนฝร้งซึ่งลอบล้อมไปด้วยนักเขียนที่มีชื่อฝรั่งทั้งนั้น
และการที่อยากโก้อวดฉลาดเลยซื้อด้วยราคาที่สูงลิ่ว ในราคา ๑๖๐๐ล้านบาทหรือ ๔๐ ล้านเหรียญสหรัฐ
ซี่งคนขายก็ไม่เชื่อกับตาเพราะโฆษณาขายแมกกาซีนนี้แต่ไม่มีหน้าไหนกล้ามาซื้อแม้แตคนเดียว
ยังจำได้ว่าตอนเปิดตัวเจ้าของใหม่มีการกินเลี้ยงกันที่โรงแรมหรูใน Beverly Hills นายสนธิเดินชนแก้วน
บันรีไวน์กับนักหนังสือพิมพ์ไทยในแอลแอด้วยความโก้หรู นาย สนธิโก้อยู่ได้แค่ หนี่งปีสองเดือน Buzz
ก้ต้องปิดกิจการ เพราะไม่มีเงินจ่ายให้กับพนักงานฝร้งทั้งหลาย นายสนธิพยายามจะขายต่อให้คนอื่น
แตไม่มีใครอยากซื้อ เงิน ๑๖๐๐ล้านบาท ก็คือเงินผม้จากแบ๊งไทยนั่นเอง เงินเหล่านั้นที่แท้ก็คือ
เงินอมทรัพย์ที่มาจากพ่อแม่พี่น้องของพวกเรานั่นเอง ซึ่งมาจากการทำงานด้วยหยาดเหงื่อ
และลือดนึ้อและน้ำตา นายสนธิมักจะกล่าวว่าเป็นคนสนัสนุนและช่วยให้คุณทักษินเป็นนายก
เพราะฉะนั้นเขาก็คิดว่านายกทักษินคงจะตอบแทนบุญคุณ ด้วยการแต่งตั้งบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวของ
ซึ่งบุคคลนี้เป็นคนสนิทของนายสนธิและคงจ่ะมีสิทธิ์ปรุงแต่งให้เป็นหนี้ลดลง จาก๖๐๐๐ล้านบาท
ให้เหลือแค่๓๐๐ล้านบาท นายกตอบปฎิเสททันทีและบอกว่า นั่นเป็นการกระทำที่ผิดกฐหมาย
ถ้าเป็นนายกบางคนในอดีตที่อยากได้เงินก็ไม่แน่ อาจจะมีการต่อลองกับนายสนธิก็ได้
หลังจากนั้นมานายสนธิก็สัญญากับตัวเองว่าจะทำทุกอย่างพื่อให้นายกทักษินออกจากตำแหน่งให้ได้
โดยหวังว่าผู้นำคนใหม่อาจจะมีส่วนช่วนให้หนี้ก้อนโตนี้ออกจากอกของนายสนธิ
ปัญหาของนายสนธเป็นปัญหาที่เขาสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่เกียวกับการกู้ชาติที่เขาเอามาอ้างกับ
ประชาชน แลเขารู้อยุ่แก่ใจว่า ถ้านายกทักษินได้กลับมาอีกครั้งหนั่ง นายสนธิจะไม่มีแผ่นดินอยู่
ในประเทศไทยอย่างแน่นอน และอาจจะต้องเผ่นหนีมาอยู่อเมริกา เฉกเช่นเจ้านายเก่าของเขา
เมี่อ ๓๐ ปีที่แล้ว น่าสงสารหลาย ๆ คนที่ไปนั่งตากแดดตากฝน ให้คนอย่างนายสนธิ
หลอกเช้าหลอกเย็น ตอนแรกมันบอกว่า " เราจะสู้เพื่อในหลวง จะคืนพระราชอำนาจ ใส่เสื้อสีเหลือง
(ทำเสื้อออกขาย)" พอได้คนออกมาเดินขบวนด้วย ตอนนี้คำขวัญที่ว่าไปอยู่ที่ไหน ?
แม้กระทั่งการขอนายกพระราชทาน กลุ่มพันธมิตรยังออกมาคัดค้าน แล้วยังงี้ ยังหน้าด้าน
หลอกประชาชนอีกต่อไปทำไม สนธิ... อายฟ้าดินบ้างเถอะนะ อย่าคิดว่าใครเขาไม่รู้



จากคุณ คนไทยไกลบ้าน(17/3/2549 2:21:41)

ความคิดเห็นที่ 2

คุณ Special Force หรือเปล่า? กรุณาบอกด้วยเถอะว่าพวกเค้ากำลังทำอะไรกับประเทศไทยของเรา
และคนอย่างเราๆ เนี้ย ควรที่จะต้องทำอย่างไร? และสถานการณ์ของประเทศจะดำเนินทิศทางไปทางไหน?



จากคุณ คนไทยคนหนึ่ง(17/3/2549 3:51:01)

ความคิดเห็นที่ 3

คุณจะเขียนยังไงก็เขียนไปเถอะ แต่ตอนนี้ทักษิณกำลังโฏงทั้งชาติไม่ได้โกงแค่สนธิ
อย่างที่คุณกล่าวหา มันจิ๊บจ๊อย แต่ทักษิณ สิ แงทั้งประเทศ โคตรโกงและโกงทั้งโคตร



จากคุณ คนรักชาติเหมือนกัน(17/3/2549 4:11:02)

ความคิดเห็นที่ 4

ประกาศจากม๊อบหน้าทำเนียบ โดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล พลตรีจำลอง ศรีเมือง นายเพียร ยงหนู
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายภิภพ ธงชัย และนายสุริยะใส กตะศิลา เรา ขอเชิญชวนม๊อบกู้ชาติ
ให้ช่วยไปกู้ชาติที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเป็นตัวอย่างในการทำหน้าที่คนไทยที่แท้จริง
ไม่ใช่มากู้ชาติให้ตนเองและพรรคพวกที่เสียประโยชน์ คำประกาศนี้ ให้รวมถึงพันธมิตรต่าง ๆ
นักวิชาการ , สว., และกลุ่มคณะบุคคลที่ร่วมกันออกมาเรียกร้อง ทำลายประเทศชาติ
ทั้งนี้เพื่อความสงบร่มเย็นของคนใน 3 จังหวัดภาคใต้ ผู้ที่ประสงค์ที่จะลงไปกู้ชาติให้มาลงชื่อ
แสดงเจตจำนงกับม๊อบและจะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ ทั้งนี้หากท่านแก้ไขปัญหา
ความไม่สงบในภาคใต้ได้แล้ว ค่อยมากู้ชาติต่อที่กรุงเทพฯ.



จากคุณ คนนราฯ(17/3/2549 5:15:49)

ความคิดเห็นที่ 5

ตอบ จขกท และ คห1 รู้แล้วโว้ย ถ้าจะให้ละเอียดอะนะ ไปอ่านหนังสือ "แพ้แล้วอย่างไร
ชนะแล้วอย่างไร" เขียนโดยสนธิ ลิ้มทองกุล แล้วคุณจะรู้ว่า ของจริงนะเป็นยังไง
แล้วคุณจะรู้ว่า คนจริงนะ กล้าทำ ก็กล้ารับ ตัวเองเลวก็บอกว่าเลว ไม่เหมือนกับลูกหมาแถวๆนี้
เอาแต่เห่าหอน กัดคนลับหลัง



จากคุณ ให้คนเหี้ยๆ(17/3/2549 5:35:00)

ความคิดเห็นที่ 6

มีคำถามว่าการนัดชุมนุมขับไล่นายกฯ แต่ละครั้งตั้งแต่ กพ จนถึงเวลานี้ดังนี้
1. นายกฯ หลบหลีกได้ทุกครั้ง เป็นเส้นยาแดงผ่าแปด ต้องมีจังหวะนำไป 1 ขั้นทุกทีไป
2. การนัดชุมนุมครั้งล่าสุดทำไมกำหนดวันที่ 14 มีค ซึ่งเป็นวันที่ deal shin/tms เสร็จสิ้นพอดี
ทำไมไม่นัดวันเสาร์ต่อเนื่องวันอาทิตย์เหมือนทุกคราว ต้องเป็นวันอังคาร เพราะกรณีที่
วันอังคาร นายกฯ ไม่มาประชุมอยู่แล้ว ก็เหมือนทุกครั้ง จะมีเปรียบ 1 ขั้นเสมอ เขียนในฐานะ
ที่เป็นคนหนึ่งที่ต้องเรียกว่า เป็น ม็อบปอด เพราะไปมาไม่กี่ครั้ง ในช่วง 26 กพ และ 5 มีค
ซึ่งตอนยังไม่มีการเคลื่อนขบวนและปักหลัก ทำตามที่แกนนำฯ บอกทุกอย่าง เพราะกลัวมีเรื่อง
ซึ่งหลายคนก็บอกว่าก็เลยไล่ไม่ได้สักทีเพราะมีมีนองเลือด ตอนนั้นฟังแล้วก็อยากให้คนพูด
ช่วยมาสละเลือดให้จังที่ไปไม่ใช่เพราะเชื่อคุณสนธิทุกคำพูด หรือยึดติดกับกลุ่มพันธมิตร
คนใดคนหนึ่ง แต่เริ่มจากฟังข้อมูลมาบ้าง และเริ่มเห็นความเลวร้ายก็วันที่ 23 มค 49
ใส่ไว้ในกระโหลกเลย ที่จำได้แม่น เพราะเป็นวันที่ shin/tms ประกาศการซื้อขายหุ้นกัน
สรุปเป็นการฟัง คิด หาข้อมูลประกอบ ดูร่วมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ฟังการอธิบายของ
ฝ่ายนายกฯ ว่ามีความน่าเชื่อถือได้ขนาดไหน ยอมรับว่าไม่ได้ไปทุกครั้ง
เนื่องจากความไม่สะดวกในการทำงานซึ่งเป็นความรับผิดชอบขั้นพื้นฐาน
แต่จะพยายามมีส่วนร่วมด้านอื่นเท่าที่จะทำได้ เช่น การร่วมบอยคอต สินค้า S'PORE
ยกเลิกโทรศัพท์ AIS หันมาใช้ของ องค์การฯ แทน ช่วยกระจายข่าวสารข้อมูลให้เพื่อนๆ
ที่ยังปลื้มนายกฯ ไม่เสร็จ ฯลฯ เข้าใจว่าในบรรดาม็อบที่ไปขับไล่ก็มีความเห็นคล้ายๆ กันคือ
ต้องการไปไล่นายก ไม่ได้ไปทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง แต่ทำเพื่อชาติ เพื่อในเหลวง
เพื่อขับไล่คนเลวสันดานชั่วมาแต่เกิดที่ชอบจาบจ้วงในหลวง ให้ออกไปจากแผ่นดินนี้ทั้งโคตร
และผู้ร่วมชุมนุมฯ ที่ไปด้วยใจบริสุทธิ์ ก็คงไม่อยากเป็นเครื่องมือของใครเหมือนกัน เขียนตามที่คิด


จากคุณ สมาชิกใหม่(17/3/2549 5:52:23)

ความคิดเห็นที่ 7

สนธิ ปลุกกระแสม็อบ..........จำลองมาและกลุ่มพันธมิตรมาสานและรับลูกต่อ........
จะว่าอย่างนั้นใช่มั้ย......... ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง........ทักษิณและพันธมิตรประมาณการ
ผลได้และผลเสียอย่างไร.........ได้คุ้มเสีย????????.......
เพราะมาถึงตรงนี้จะควบคุมและหยุดกระแสรักชาติของพลังบริสุทธิ์ประชาชนได้อย่างไร
................ตอนนี้พลังเงียบต่าง ๆ เริ่มออกมาสมทบกับผู้ชุมนุมมากขึ้น........
เราคิดว่า ถ้าเป็นปาหี่จริงการ contol พลังบริสุทธิ์ไม่ใช่เรื่องง่าย.............นอกจากนี้คนอื่น ๆ
ที่ร่วมกับพันธมิตร.....ที่มีคนแพลม ๆ ให้ฟัง เช่น ประสงค์ มนูญ เจ้าของแชร์ที่ไป UK แล้ว
คนเหล่านี้ร่วมกับปาหี่ ในตำแหน่งอะไร...............คน เขี้ยว ๆ มารวมกันมากขนาดนี้..........
เป้าหมายในใจของแต่ละคนไม่แอบพันกันอีรุงตุงนังจนอาจขัดขากันเองบ้างเลยรึ.....................
last but not least, .......แล้วจะให้ประชาชนทำอย่างไร.........ที่จะปกป้องชาติและเอกราชไว้ได้
..........ถ้าไม่ร่วมขับไล่........จะไปร่วมรบเพื่อกู้เอกราชสมรภูมิก็ไม่มี.........above all,........
.******การนิ่งเฉยคือการชมเชยอธรรม******
(รู้สึกเราจะเป็นแนวร่วมกับJelly fish เข้าไปทุกวัน).
ท่าน จขกท. ........ตอบคำถามในย่อหน้าสุดท้ายให้ด้วยนะคะ.......แล้วจะทายให้ว่า จขกท คือใคร



จากคุณ aaa(17/3/2549 6:02:44)

ความคิดเห็นที่ 8

ที่จริง ไม่ใช่ จขกท คนเดียวที่มาให้ข้อมูลอย่างนี้ ในเวบ SD คนก็เข้ามาแฉสนธิ บ่อย ๆ............
ประเด็นของผู้ร่วมชุมนุม ตอนนี้ มันเดินมาไกลกว่า .................สนธิกับทักษิณ ใครเลวกว่ากัน...........
หาก แต่เป็นประเด็นสำคัญที่จะเรียกให้คนไทยทุก ๆ คนพร้อมที่จะลุกฮือขึ้นมาได้
ถึงแม้จะไม่มีสนธิเป็นแกนนำนั่นคือ..........เอาประเทศไทยของเราคืนมา
......... ถ้า สองคนมันเลวพอ ๆ กัน ก็ตามเช็คบิลตามลำดับความเลว......เลิกม็อบแล้ว
สนธิมีโครงการจะหนีไป ตปท. ด้วยมั้ย เพราะเสร็จจากม็อบ คนที่บอยคอต AIS และ Sing
จะตามมาบอยคอต MGR เป็นลำดับต่อไปแน่ ๆ ไม่ต้องห่วง..................เพราะกว่าครึ่งของผู้ชุมนุม
เขารู้กันทั้งนั้นว่าสนธิเป็นอย่างไร............



จากคุณ aaa(17/3/2549 6:21:06)

ความคิดเห็นที่ 9

ทหารเป็นรั้วของชาติ ที่ต้องทำหน้าที่ปกป้องชาติ รักษาเอกราชของชาติ.............
สงครามสมัยนี้.......มีหลายรูปแบบ.......... ศึกของประเทศครั้งนี้ ข้าศึกเดินเกมส์ล้ำลึกนัก........
สมกับที่ก้าวเข้าสู่ยุคไซเบอร์ ...............รบโดยไม่ต้องใช้สมรภูมิ.............ล่าอาณานิคมและ
แย่งชิงเอกราชโดยไม่ต้องใช้ทหารแบกปูนไปโบกตึก.....เอ้ย !! แบกปืนใหญ่ไปยิงกัน...........
ศึกครั้งนี้ เดิมพันคือชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ดูเหมือนทหารก็รู้ ๆ กันอยู่ ถ้าข้าศึกรบโดยไม่ใช้สมรภูมิ
ทหารไทยจะรอเป็นฝ่ายมองหาสมรภูมิที่เหมาะสมแล้วค่อยยกพลออกไป ตะโกนเย้ว ๆ ว่า เฮ้ย !!!
แน่จริงแบกปืนใหญ่มายิงสู้กันตรงนี้มา...........หรือ.อ.อ.อ. ค๊า!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
สมาชิกใหม่, คนแปลกหน้า, special frost, specisl forces, jellyfish, และ ผบ.กลมฯ เสริมกำลังด่วน........
ทราบแล้วเปลี่ยน



จากคุณ aaa(17/3/2549 6:36:58)

ความคิดเห็นที่ 10

คุณ aaa มัน ไม่ใช่เรื่องที่จะนั่งนิ่งดูความพินาศของประเทศ แต่ประชาชนไทยจะต้องรู้ความจริง
(คือเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องปั่นกระแส) นั่นคือว่า อะไร หรือ เหตุใดที่ทั้งพันธมิตร สนธิ และ ทักษิณ
จึงต้องออกมาสร้างกระแสให้คนในชาติแตกแยกกันทางความคิด จนกระทั่งแสดงออกทาง
การแบ่งพรรคแบ่งพวกไปทั้งประเทศอย่างชัดเจนพร้อมที่จะเข้าห้ำหั่นกันทุกเมื่อ

ความฉิบหายที่เกิดขึ้นในภาคใต้นั้นยังไม่เพียงพออีกหรือสำหรับความบอบช้ำของประเทศไทย
ที่ไร้ทางแก้ ทำไมคนพวกนี้จึงต้องมาร่วมกันสร้างกระแสให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ
สิ่งนี้คือสิ่งที่ต้องพูดถึง ดังนั้นการที่จะดึงคนมาฟังเหตุและผล ซึ่งหมายถึงเป้าประสงค์ของคนทั้งหมดนี้
ก็ต้องเอาเรื่องจริง ๆ(ส่วนเลวของคนเหล่านี้มาอธิบาย กันให้แจ่มแจ้งก่อน จะได้ไม่หลงในภาพ
ที่ดูดีเหมือนที่ผ่านมานั้น) เราเข้าสู่เป้า ประสงค์ของคนเหล่านี้เลยเพื่อไม่ให้เสียเวลา
เพราะยังมีทางป้องกัน และยังทันต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอีกด้วย ถ้าข้อมูลนี้กระจายไปยังคนทั่วไป
ได้อย่างทั่วถึง แผนนี้เป็นแผน "สลายแกนหลัก แล้วยึดครองทั้งหมด" ซึ่งทั้งหมดนี้มาจาก
กลุ่มเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นจำลอง กลุ่มพันธมิตร และ สนธิ รวมทั้งทักษิณ มีผู้บงการเดียวกัน
เป้าหมายเดียวกัน คือเข้าปกครองแบบเบ็ดเสร็จ ..... ปัญหาทางการเมือง และมวลชนของไทยรักไทย
เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าโดยการเลือกตั้ง ไทยรักไทย ไม่อาจที่ยึดครองพื้นที่ภาคใต้
ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งสิงคโปรต้องการจะขยายประเทศเข้ามาสู่เนื้อที่นี้ ซึ่งนั่นหมายถึง
พื้นที่ภาคใต้ นับแต่ชุมพรลงไป จะต้องเป็นผู้แทนฝ่าย ไทยรักไทยทั้งสิ้น
แต่มันเป็นไปไม่ได้ การแก้ไข.... ยุบสภาและประกาศเลือกตั้ง
(ซึ่งทั้งนี้ได้มีการตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้วระหว่างไทยรักไทยกับประชาธิปัตย์
มาโดยตลอด เหมือนการส่งไม้ผลัด นับตั้งแต่นายชวนซึ่งออก พรก.ขายชาติ11ฉบับ
ให้ต่างชาติ ซึ่งไทยรักไทย ก็ได้สืบเจตนารมย์ขายชาติอย่างต่อเนื่องตลอดมา
โดยมิได้มีการแก้ไข การเอานายบัญญัติ ซึ่งมีผลงานจากการเลือกตั้งภาคใต้
ได้ยกทีมออกจากหัวหน้าพรรค และเอาอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งไร้ทั้งวุฒิภาวะ
ทั้งทางการเมืองและอาวุโสเข้ามาทำหน้าที่แทน(หากค้นข้อมูล และสายสัมพันธ์
โดยส่วนตัวของอภิสิทธิ์ กับทักษิณ รวมทั้งญาติของอภิสิทธิเอง ก็คงเป็นคำตอบได้ดี)

ดังนั้นการที่ประชาธิปัตย์ไม่ลงสมัครรับเรื่องตั้งเป็นเพียงเกมส์ที่เปิดทาง
ให้กับไทยรักไทย เพื่อยึดพื้นที่ภาคใต้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ......... เหตุผล ที่เชื่อได้ว่าเป็นการใช้
ทฤษฏีสมรู้ร่วมคิด เนื่องจาก การประกาศให้มีการเลือกตั้งของ กกต.ไม่ชอบด้วยกฏหมาย
ซึ่งสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความได้ และทั้งนี้ทางกลุ่มผู้ต่อต้านทักษิณ
อันได้แก่กลุ่มพันธมิตร ก็สามารถยกขึ้นเป็นข้ออ้างให้ประชาชนเห็นในข้อนี้ และเอาเป็นประเด็นหลัก
ไม่ให้มีการเลือกตั้งในตอนนี้ก็ย่อมได้ แต่กลับไม่มีการปลุกกระแสล้มเลือกตั้ง ในทางตรงข้าม
ทั้งประชาธิปัตย์และกลุ่มพันธมิตร กลับสนับสนุนการเลือกตั้งแบบหัวชนฝา ....เพราะเหตุไร ?
อ้างว่าเป็นไปโดยรัฐธรรมนูญ ซึ่งผิด...ในกรณีนี้ ปชป.รู้ดีเพราะนักกฏหมายมีมาก
และจะไม่ยอมเสียเปรียบ เหตุใดจึงไม่มีการพูดถึง แต่กลับสร้างกระแสให้ยึดหลักรัฐธรรมนูญ
ในทางที่ผิดอีกต่างหาก เมื่อกล่าวถึงรัฐธรรมนูญ.... ในกรณีที่นายกทักษิณ ประกาศยุบสภา
เท่ากับหมดอำนาจในการบริหาร ไม่ว่าโดยประการใด ๆ ในทางกฏหมาย กลับสู่สถานภาพปกติ
ไม่สามารถลงนามทางราชการใด ๆ ที่ผูกพันต่อเนื่องภายหลังที่ประกาศยุบสภาได้
และจะต้องคืนอำนาจนั้นให้แก่ปวงชน ตามมาตรา 3 แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งประชาชนตามมาตรา 3
ก็ได้ทูลเกล้าฯ ถวายฏีกาให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้มาตรา 7 ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเริ่มแรกเดินมาถูกทาง
แต่กลุ่มพันธมิตรเองโดยนักวิชาการ ครป.(มีนายพิภพ ธงชัย กลุ่ม ผกค.เดิม
นาย ส.ศิวรักษ์.. ต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ นายประเวศ วสี...ตัวแทนองค์กร CIA
เป็นตัวคัดค้าน) และให้สนับสนุนการเลือกตั้ง...โดยประกาศว่า
หากการเลือกตั้งไทยรักไทยได้ ก็จะมีการเดินขบวนอีก...เพื่ออะไร ?

ทำไมไม่ดำเนินการดับไฟเสียแต่ต้นลม ทางกฏหมายก็ทำได้ แต่ไม่ทำและไม่มีแนวความคิดที่จะทำ
คำเฉลยในส่วนนี้ เนื่องจากการกระทำนี้เป็นขบวนการสลายมวลชน สิ่งที่คุณ aaa ได้เห็นมวลชนในขณะนี้
จะเป็นครั้งสุดท้ายของประเทศไทย จะไม่เกิดการรวมตัวเช่นนี้อีกต่อไป เนื่องจากการเข้าครอบงำ
แบบเบ็ดเสร็จทางความคิดจะเกิดขึ้นคือ ความเบื่อหน่าย หาคนจริงใจเป็นผู้นำไม่ได้
ออกไปก็เสียเวลาเปล่า ปล่อยมันไปตามเวรตามกรรม...ซึ่งผู้ที่วางแผนไว้ต้องการให้เป็นเช่นนั้น


จากคุณ ทายซิ ใครเอ่ย(17/3/2549 6:56:32)
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 25, 2009 10:18 pm



ความคิดเห็นที่ 11

เมื่อคืน มีผุ้หญิงคนหนึ่งที่ไปร่วมชุมนุม เธอขึ้นไปพุดบนเวทีในช่วง people's voice เธอร้องให้
และเรียกร้องให้ผู้คนไปร่วมกับเธอแสดงพลังประชาชน........นี่คือหนึ่งในความรู้สึกของประชาชน
ที่รักชาติด้วยความจริงใจ และกำลังรู้สึกจะสูญสิ้น....................
************************************* ส่วนนี้ คัดลอกความรู้สึกของผู้หญิงที่กำลังรู้สึก
สูญสิ้นอีกคน มาจาก เวบ SD ................................... ชาย..เชื้อชาติชาญ ทหารบกไทย...
เก่งกาจใจฉกรรจ์ องอาจ ฟาดฟันรบรันปัจจา หากศัตรูจู่จะยกมา เฝ้าอาสาฟันฝ่ารักษาถิ่น
เราเกิดเป็นไทย สมใจอาจินต์ ปราบริปู อยู่บนพื้นดินจะประหารให้สิ้นพื้นดินไทย
ทัพบกปกป้องคุ้มครองชาติไทย จะไม่ยอมหมู่อมิตรใด เลือดและเนื้อพลีให้ยอมถวาย...
ต่างยอมอุทิศใจกาย ชีวาตย์ มลาย ยอมตายเพื่อชาติ เรารบจนใจขาดเพื่อชาติของไทย
ณรงค์การศึก เกียรติมีบันทึกประวัติศาสตร์ คุณความดี สามารถ ไพรี แพ้พินาจถอยไป
วีระชน สมชื่อ คือบางระจัน จำมั่นกันไว้ เราเกิดมารุ่นหลังทุกวัยไม่ยอมโดยง่าย
ขอตั้งใจว่าจะปฏิญาณ ร่วมรักษาไทยมั่น ใจไม่หวั่นรุกโรมประจันโหมที่มั่นทลาย
เราไม่ยอมถอยร่น เราคงรบจนเลือดหยาดสุดท้าย หากศัตรูมากน้อยสู้ตาย
ฝากลายไว้ให้ เกิดเป็นชาย เชื้อชาติชาญทหารบกไทย เก่งกาจ ชายฉกรรจ์
เหล่า…ทหาร เป็นสง่าท่าที อยู่เป็นศรี เฟื่องฟู คู่ไผท ปราบเสี้ยนหนามแผ่นดิน
จนหมดสิ้นไปให้ไตรรงค์ของไทย คงอยู่ เกียรติทหาร กองทัพบก ชาติไทย อยู่แห่งไหน
ภูมิใจ ไม่อดสู เกียรติประวัติชี้ไว้ ใครๆย่อมรู้ ทั้งโลกเชิดชู ทัพบกชาติไทย ไว้แน่ ............................................................................. คุณพ่อเป็นทหารบกไทยรุ่นเดียวกับ
ท่านพิจิตร กุลลวณิชย์ ท่านเป็นอัมพาต 7 ปี ก่อนเสียชีวิตเป็นวันคริสมาส ผ่านมา 4 ปีแล้ว
ที่บ้านกำลังมีงานร้องเพลงกันโดยวงของทหารบก ท่านเขียนบนมือฉันว่าของเพลงนี้
ท่านดูมีความสุขมากเมื่อได้ฟังลูกเมียและเพื่อนร้องเพลงนี้กัน แล้วท่านก็จากไปคืนนั้น .......................................
วันนี้ฉันร้องเพลงนี้ในใจขณะที่พิมพ์ น้ำตามันไหล
เพราะฉันไม่เห็นทหารอย่างรุ่นคุณพ่ออีกแล้ว
จากคุณ : ติดตาม วัน/เวลาที่ตั้งกระทู้ : 2549-03-17 02:24:51 [ 61.91.127.178 ]

************************************************* ส่วนนี่
เป็นความรู้สึกร่วมรับรู้ถึงหัวใจของคนไทยที่รักชาติด้วยความจริงใจ .................................................
คห.๑ คนไทยจำนวนไม่น้อยน้ำตาท่วมใจและกำลังร้องให้ร่วมกับคุณ.......
หัวใจคนไทยที่รักชาติหลาย ๆ คนมันกำลังรู้สึกอาดูรสูญสิ้น
.......ไร้ที่พึ่งพิง............
ฤารั้วของชาติที่แท้จริงตอนนี้ คือพลังบริสุทธิ์ของประชาชน ที่ถูกโดดเดี่ยว..........

จากคุณ : aaa วัน/เวลาที่ตั้งกระทู้ : 2549-03-17 06:24:19 [ 58.147.120.84 ] **************************************************



จากคุณ aaa(17/3/2549 7:12:18)

ความคิดเห็นที่ 12

ท่าน จขกท. ข้าศึกประชิด ขนาดนี้แล้ว เรายังวานแพลน* นิ่ง* กันอยู่มันจะทันการณ์หรือไม่
บอกให้นะ...ดิฉันแพลน *ไม่นิ่ง* ถึงขั้นเตรียมการณ์ย้ายถิ่นฐานกันเลย เพราะไม่อยากขอร่วมชาติกับ
สิ่งที่ไม่ชอบ



จากคุณ aaa(17/3/2549 7:16:53)

ความคิดเห็นที่ 13

หรือว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นวัฏ ที่ต้องเกิด จงทำใจให้ยอมรับสิ่งที่จะเกิด


จากคุณ aaa(17/3/2549 7:19:39)

ความคิดเห็นที่ 14

หนักแน่น..........หนักแน่น....................


จากคุณ aaa(17/3/2549 7:20:09)

ความคิดเห็นที่ 15

(ต่อ) เนื่องจากผลประโยชน์สิ่งที่ต่อเนื่อง และจะได้มาจากผลของการสร้างกระแสปั่นป่วนครั้งนี้
มากมายมหาศาล ดังพอจะกล่าวได้ดังนี้
1. ลากยาวให้ถึงสิ้นปี จุดประสงค์ของผู้บงการ ต้องการสร้างเหตุการณ์ความวุ่นวาย
และทำลายเสถียรภาพความมั่นคง ทั้งสภาพเศรษฐกิจสังคมของไทยไปจนถึงสิ้นปี
ไม่ต้องกล่าวถึงการเลือกตั้ง ซึ่งยังไงไทยรักไทยก็ต้องได้เข้าสภา และแน่นอนเป็นไปตามแผน
ที่วางไว้ คือ ฝ่ายพันธมิตรต้องออกมาต่อต้าน ให้เลือกตั้งใหม่เวลาผ่านไปอีก อย่างน้อย 2 เดือน
หลังจากนั้นเดินขบวนไม่ได้เพราะชนเดือน มิย. อันเป็นเดือนที่จะมีงานมหามงคลฉลองครบรอบ
ครองราชพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ครบรอบ 60 ปี จากนั้นจะเป็นช่วงงานพระราชพิธีมากที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นเข้าพรรษา เฉลิมพระชนม์สมเด็จฯ ฯลฯ แน่นอนย่อมยาวไปถึง ต.ค.อันเป็นช่วงของ
การปิด บ/ช บริษัทจัดงบดุลย์ใหม่ เศรษฐกิจทั้งหมดจะปรับในช่วง 3 เดือนท้ายนี้
คำถามอยู่ที่ว่า ทำไมจึงลากยาว... คำตอบนี้จะพันไปถึงเรื่องการขายหุ้นShin และ บริษัทในเครือ
รวมถึงหุ้นต่าง ๆ ที่ถูกถืออยู่ในมือนักการเมืองด้วย เนื่องจากประชาชนไทยส่วนใหญ่
มักไม่ค่อยได้ศึกษาเศรษฐกิจระดับมหภาคของโลก ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์โลกต่างรู้กันทั่วไปแล้ว
ล่วงหน้าว่า ในปี 2550 จะเป็นปีแห่งหายนะของเศรษฐกิจโลก ที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเกิดตอนปี 2540
เนื่องจากระบบเงินของEU กับ เงินหยวน จะเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นประเทศมหาอำนาจ
ย่อมสร้างสถานการณ์ให้ปั่นป่วนเศรษฐกิจ เพื่อรักษาเสถียรภาพเงินตราของตนให้คงอยู่
เท่าที่จะเป็นได้ ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นที่มาของการยุบสภา และสร้างสถานการณ์เพื่อช้อนซื้อหุ้นหลัก
อันได้แก่หุ้นธนาคาร รวมทั้งถ่ายเทเอาเงินหลวง อันได้แก่เงินกองทุนต่าง ๆ เช่น เงิน กบข.
เงินกองทุนวายุภักตร์ ออกมาซื้อหุ้นที่นักการเมืองถืออยู่ซึ่งเป็นเพียงตราสาร ให้กระดาษนั้น
เป็นเงินสดมาอยู่ในมือ เพื่อรอเวลาที่ตลาดล่มในปีหน้า(ขณะนี้ที่เห็นกระดานหุ้นเขียวหมด
ก็เพราะเอาเงินกองทุนมาซื้อนี่เอง) การทำให้ตลาดหุ้นตกได้ดีที่สุดก็คือ การสร้างสถานการ
ความไม่สงบให้เกิดขึ้นในเมืองหลวงให้มากที่สุด โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางการเมือง
ก็จะส่งผลให้สามารถผ่องถ่ายหุ้นเน่าออกและเอาเงินสด ๆ ของประชาชนมาไว้ในมืออย่างง่ายดาย
โดยไม่มีใครสนใจเพราะทุกคนก็จะมุ่งไปแต่เรื่องม๊อบ และการเดินขบวน รวมทั้งการเลือกตั้งใหม่
ที่จะต้องประท้วงเป็นข่าวไม่เว้นแต่ละวัน และ เมื่อถึงสิ้นปี เงินสดทั้งหมดก็จะถูกเก็บเข้าสู่ที่ปลอดภัย
โดยการแปรรูปเป็นที่ดิน หรือทรัพย์สินถาวรอื่น ๆ และเมื่อเวลามาถึง(2550) ก็จะเป็นเวลา
ที่กลับมาซื้อทรัพย์สินของประเทศอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำปะปา ไฟฟ้า รถไฟ เครื่องบิน
ในราคาที่ถูกยิ่งกว่าให้เปล่า และเมื่อถึงเวลานั้น(ปลายปี) ไม่ต้องไล่คณะทักษิณ
เพราะยังไงพวกนี้ก็เตรียมตัวออกอยู่แล้ว การลงทุนครั้งนี้กำไร มากกว่าครั้งลดค่าเงินบาท
แต่สิ่งที่เหนือไปกว่านั้น คือขบวนการโค่นล้ม..... ก็จะอ้างสถานการณ์นี้เป็นข้ออ้าง....
คงไม่ต้องอธิบายว่าอะไรจะเกิด และนั่นแหละระบบการปกครองของไทย
จะถูกเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติทันที แผนดังกล่าวนี้ได้ถูกวางไว้อย่างแยบยล
ดังนั้น กลุ่มพันธมิตร จึงไม่ยอมให้มี "นายกพระราชทาน" หรือ "การคืนพระราชอำนาจ"
เหมือนกับที่นายสนธิ ได้แอบอ้างเอาประชาชนไทยออกมาแต่แรก

และจะไม่มีประชาชนหน้าไหนที่จะรวมตัวกันออกมาอีกเพราะขาดผู้นำ จะเห็นได้ว่า
ทุกส่วนของขบวนการนี้ทำงานบรรลุเป้าหมายได้อย่างนิ่มนวลและแนบเนียนยิ่ง
จึงปรากฏเป็นภาพให้เราเห็นทุกเมื่อเชื่อวัน อันผิดหลักการบริหารงานปกครองของ
ผู้นำประเทศที่ยุยงส่งเสริมสร้างม๊อบนำประชาชนออกมาแสดงพลัง
ทั้งที่องค์พระประมุขได้ทรงมีพระราชดำรัส ชัดเจนว่าให้ประชาชนในชาติสามัคคี
ซึ่งนอกจากจะไม่ปฏิบัติตามแล้ว ยังย้อนกลับอย่างไม่เกรงกลัว พระราชอำนาจว่า
"ถ้าผมไม่จงรักภักดีแล้ว ผีที่ไหนจะจงรักภักดี" ถามว่า ถ้อยคำแบบนี้
คนที่มีวุฒิภาวะเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จะกล้าพูดหรือไม่?
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ในส่วนของต่างชาติ ที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนนี้ ก็จะได้รับอนุญาตให้ตั้ง
(ประเทศของตน) ลงในพื้นที่ประเทศไทยโดยอาศัย พรบ.เศรษฐกิจพิเศษฯ
ซึ่งได้ต่อยอดไปจาก กฏหมายที่ ปชป.ทำเป็นแม่แบบ ขายชาติไว้ล่วงหน้าให้แล้ว
และเมื่อถึงเวลานั้น ไม่ต้องคิดหรอกที่จะ "กู้ชาติ" เพราะไม่มีชาติเหลือให้พวกคุณกู้อีกต่อไป
เตรียมตัวเป็น "ทาสถาวร" ได้

เพราะเขาได้เตรียมพื้นที่การเกษตรให้พวกคุณได้ทำเป็น "คอมมูน" เพื่อได้เศษอาหาร
ประทังชีวิตรอดไว้แล้ว ................................................. หากท่านใดคิดว่ามีเหตุผล
ทั้งด้านกฏหมาย และ ข้อโต้แย้ง โดยเฉพาะสายสัมพันธ์ เครือข่าย องค์กร
ที่สนับสนุนพันธมิตร ว่า ไม่ได้มาจากสายเดียวกัน ก็ว่ามาเลย ยินดีรับฟัง



จากคุณ ทายซิ ใครเอ่ย(17/3/2549 7:25:56)
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 25, 2009 10:27 pm

ความคิดเห็นที่ 16
เรียน คห 10 ตาม
ที่คุณพูดมามันเป็นปัญหาที่แก้ไขยากเนื่องจากทุกวันนี้ในภาคประชาชนไม่มีแกนนำหรือ
ผู้นำที่ทำเพื่อประเทศชาติอย่างจริงใจ กลุ่มพรรคการเมืองเหมือนเป็นคณะละครเดียวกันที่ผลัดกันแสดงบทนำ
และ บทรอง เรื่องสำคัญที่สำคัญมากๆ คือ คนไทยส่วนใหญ่เชื่อคนง่าย ชอบยึดตัวบุคคล ประเภทรักแล้วรักเลย
โดยไม่ได้พิจารณาสภาพแวดล้อมประกอบ โดนหลอกกันมากี่ครั้งกี่หนแล้วก็ไม่รู้ ที่เจ็บปวดกว่านั้นโดนหลอก
แล้วยังไม่รู้ตัว พิสูจน์ได้จากเหตุการณ์ตอนนี้แหละ ที่คนส่วนใหญ่ยังมองนายกฯ ว่าไม่มีความผิด และ รู้สึกเฉยๆ
ต่อสภาพบ้านเมือง เพราะไม่ใช่เรื่องของตัว !! สาเหตุที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์สนธิ ฯ มาจากไหนล่ะ
ในเมื่อสภาพขณะนี้เหมือนกับว่าถ้าผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จทำผิด เราไม่อาจหาคนลงโทษเขาได้ เรียกหาผู้กล้า
จนไม่มีเสียงแล้วก็ไม่มีใครขานรับ ประชาชนไม่ต้องการการใช้ความรุนแรงเหมือนกัน เปรียบอย่างนี้ดีกว่าตอนนี้นายกฯ
เหมือนกับเป็นคนจับประเทศไทยเป็นตัวประกัน ข้อเรียกร้องคือจะปล่อยตัวประกัน ต้องแลกเปลี่ยนกับสมบัติของชาติ
งานนี้ยังไม่มีใครยอมเป็นคนเจรจา ที่เราต้องการคนเจรจา ที่เป็นผู้กล้าแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา เข้าทำนอง
ใช้กลยุทธการเอาชนะโดยไม่ต้องใช้กำลัง แต่ตอนนี้เรายังเห็นคนคนนี้ (หรืออาจมีก็ไม่ทราบ นี่พูดตามที่ปรากฎในสื่อที่รับรู้ได้)
คนชุมนุมไม่มีทางเลือกก็ต้องไปอยู่อย่างนี้ตามใดที่กระบวนการปล่อยตัวประกัน พร้อมจับโจรยังไม่สิ้นสุด
ตราบใดที่ระบบมันอ่อนแอทั้งหมดแบบนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ประชาชนจะโดนหลอก

จากคุณ สมาชิกใหม่(17/3/2549 7:40:10)

ความคิดเห็นที่ 17แก้ไข คห 16... "......แต่ตอนนี้เรายังเห็นคนคนนี้ (หรืออาจมีก็ไม่ ....." เป็น แต่ตอนนี้เรายังไม่เห็นคนคนนี้ (หรืออาจมีก็ไม่ .....
จากคุณ สมาชิกใหม่(17/3/2549 7:55:51)

ความคิดเห็นที่ 18ท่าน จขกท. บอกว่า...

......มันไม่ใช่เรื่องที่จะนั่งนิ่งดูความพินาศของประเทศแต่ประชาชนไทยจะต้องรู้ความจริง
(คือเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องปั่นกระแส) นั่นคือว่า อะไร หรือ เหตุใดที่ทั้งพันธมิตร สนธิ และ ทักษิณ
จึงต้องออกมาสร้างกระแสให้คนในชาติแตกแยกกันทางความคิด จนกระทั่งแสดงออก
ทางการแบ่งพรรคแบ่งพวกไปทั้งประเทศอย่างชัดเจนพร้อมที่จะเข้าห้ำหั่นกันทุกเมื่อ
ความฉิบหายที่เกิดขึ้นในภาคใต้นั้นยังไม่เพียงพออีกหรือสำหรับความบอบช้ำของ
ประเทศไทยที่ไร้ทางแก้ ทำไมคนพวกนี้จึงต้องมาร่วมกันสร้างกระแสให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ
สิ่งนี้คือสิ่งที่ต้องพูดถึง ดังนั้นการที่จะดึงคนมาฟังเหตุและผล ซึ่งหมายถึงเป้าประสงค์ของ
คนทั้งหมดนี้ ก็ต้องเอาเรื่องจริง ๆ(ส่วนเลวของคนเหล่านี้มาอธิบาย กันให้แจ่มแจ้งก่อน
จะได้ไม่หลงในภาพที่ดูดีเหมือนที่ผ่านมานั้น)..................
.......................................................................................
ถ้ารู้ความจริงตามที่ท่านประสงค์แล้ว นั่งดูเฉย ๆ แล้วปล่อยให้ ทักษิณ พันธมิตร สิงคโปร์
อเมริกา หรือ ใคร ๆ.........อยากทำอะไรก็ทำไปหรือ...................
นิทานเรื่องนี้มันจะจบห้วนไปหรือไม่ .......................................................................................
ศึกครั้งนี้ เดิมพันคือชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ดูเหมือนทหารก็รู้ ๆ กันอยู่ ว่าข้าศึกรบโดยไม่ใช้สมรภูมิ
หรือทหารรบเป็นแต่แบบที่ต้องแบกปืนใหญ่ไปยิงกัน ....................................................................................... เจ้าประคู๊ณ ขอให้วิญญาณพระนเรศวรมหาราช พระเจ้าตากสินมหาราช ช่วยปกปักรักษาประเทศชาติ
ให้รอดพ้นจากการขายชาติของไอ้ และอีคนเลว และขอให้ท่านลงโทษ สาบส่งวิญาณของไอ้ และ อี
ที่ทำลายชาติที่พระองค์ทรงกอบกู้มาด้วยความยากลำบาก ให้มันลงนรก อย่าได้ผุดได้เกิดขึ้นมา
ทำลายใคร ๆ ได้อีกเลย ขอให้พบความวิบัติ ฉิบหายให้หลาบจำ ไป 7 ชั่วโคตร

จากคุณ aaa(17/3/2549 10:23:25)

ความคิดเห็นที่ 19
*บ้านเมืองเราแย่ ปัญหาอยู่ที่บุคลไม่กี่คน ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหาร*
**น้ำท่วมปากไม่รู้จะเขียนยังไงดี เขียนแล้วลบลบแล้วเขียนอยู่หลายรอบ เวลานี้บอกตรงๆ
ทหารแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ไม่มีใครไว้ใจใคร พวกระดับคุมกำลังกองพัน กรมฯ
ที่เป็นเหมือนความหวังลึกๆของประชาชนยิ่งแล้วใหญ่ ต่างคนต่างระวังตัวแจ
เรื่องรักษาชาติมาทีหลัง รักษาตัวเองก่อนกันทั้งนั้น กูล่ะเบื่อ ไม่อยากพูดมากเขียนมาก
แค่ทุกวันที่ทำอยู่นี้ก็เป็นที่ขุ่นใจของหลายๆคนแล้ว ลำบากแท้ทั้งนายทั้งลูกน้อง**


จากคุณ ผบ.กรมฯ(17/3/2549 21:55:55)

ความคิดเห็นที่ 20
แล้วสรุปแล้ว แปลว่าประเทศไทยของเรา จะต้องโดนแยกออกเป็นเสี่ยงๆ อย่างนั้นใช่หรือไม?
บอกตรงๆ ว่ายอมรับไม่ได้เลย ที่ประเทศเราจะต้องสูญเสียสถาบันอันเป็นที่เคารพ ฯลฯ
อีกมากมาย ประเทศของเราจะต้องจบลงด้วยน้ำมือคนชั่วเพียงไม่กี่คนอย่างนั้นจริงๆ หรือ?

ข้าพเจ้าในฐานะคนไทยคนนึง ไม่ต้องการให้มันดำเนินเหตุการณ์ไปแบบนั้น มีหนทางใด
ที่จะช่วยเหลือประเทศไทยของเราให้พ้นวิกฤตนี้ไปได้เสียที


จากคุณ คนไทยคนนึง(18/3/2549 0:31:22)

ความคิดเห็นที่ 21
คนไทยเองนี่แหละ ขายชาติ วันๆ ข้าพเจ้าเห็นแต่คนไทยที่มีโฉนดที่ดินเร่ขายแผ่นดินให้ต่างชาติ
วันๆ ไม่รู้จักเท่าไหร่ อยากจะด่าจะฆ่าพวกมันทิ้งจริงๆ โดยเฉพาะทางภูเก็ต มันอะไรกันนักหนา
เคยคิดเหมือนกันว่า ถ้าขายจนหมดจนไม่มีอะไร คนพวกนี้คงจะขายอวัยวะหมดตัวแน่ๆ

คนเรามันจะมีอะไรไปมากกว่าอาการการกินที่ดี ที่อยู่อาศัยที่ดี สะอาด ปลอดภัย และความสุข
นี่ต่างหากคือคุณภาพชีวิตที่ดี แต่คนพวกนี้กลับไม่พอใจชีวิตที่มีอยู่ กลับแปรสภาพที่ดินเป็นเงิน
ไม่เท่าไหร่ เพื่อที่นำเงินเหล่านี้มาใช้จ่ายงี่เง่าไร้สาระ ไม่ว่าจะเป็น รถ เสื้อผ้า ฯลฯ เพื่อจะบ่งบอกว่า
ตนเองมียี่ห้อ มีราคาบ้าๆ บอๆ เช่น หลุยส์ วิคตอง, กุชชี่ เป็นต้น ทุเรศสิ้นดี สงสัยเหลือเกิน
ทำไมๆ เวลามาอยู่ภูเก็ต คนในพื้นที่ถึงทำกับฝรั่งราวกับเป็นพระเจ้า
แต่ถ้าหากเป็นคนไทยด้วยกันกลับไม่แยแสในใส่ใจหรือบริการใดๆ ทั้งนั้น
คนพวกนี้เขาเป็นอะไรของเขาหนอ?

แปลกใจยิ่งนัก ทำไมๆ คนไทยถึงไปขายที่ดินให้พวกฝรั่งที่ไหนก็ไม่รู้ให้มันมาทำวิลล่า ทำรีสอร์ท
สร้างโรงแรม แล้วก็จ้างคนไทยอีกเนี่ยแหละ ให้มาเป็นขี้ข้าของมันอีกทีนึง ทุเรศ ทุเรศแล้ว
ทุเรศอีกจริงๆ ทุเรศสิ้นดี ทำไมๆ คนไทยพวกขายแผ่นดินนี้ ถึงไม่คิดที่จะสร้างเอง ดูแลเอง
เป็นนายตนเองกันให้ได้ เศร้าใจนัก หากเป็นตัวข้าพเจ้าๆ ไม่มีวันทำสิ่งเลวร้ายนี้แน่นอน
ข้าพเจ้าคิดว่าเกษตรกรรมต่างหาก เป็นสิ่งที่ยั่งยืนสำหรับแผ่นดินไทย เศรษฐกิจพอเพียง
ในน้ำมีปลาในนามีข้าว สิ่งเหล่านี้อยู่ในความคิดของข้าพเจ้ามาโดยตลอด
แต่คนไทยหน้าเงินหิวเงิน ถือว่าตัวเองมีทรัพย์สินในมือกำลังขายประเทศกิน มันน่าหดหู่ใจยิ่งนัก
พวกต่างชาติดูถูกคนเอเชียอย่างกับอะไร พวกเขารู้บ้างไหม ข้าพเจ้าเกลียดพวกต่างชาติ
จำพวกนี้ยิ่งนัก แต่บางทีมานึกๆ ไปมันก็เหมือนที่ฝรั่งมันว่า ช่างง่ายดายเหลือเกิน
แค่โยนเศษเงินให้คนพวกนี้ เหมือนกับสุนัขที่หิวกระหาย แค่โยนเศษเนื้อให้ไม่กี่ชิ้น
พวกมันก็แย่งชิ้นเนื้อกันจะเป็นจะตาย
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ดีที่สุดสำหรับข้าพเจ้า
เป็นประเทศอุดมไปด้วยสิ่งดีๆ มากมาย คนอย่างข้าพเจ้าไม่ทรยศต่อแผ่นดินบ้านเกิดแน่นอน...


จากคุณ คนไทยคนนึง(18/3/2549 0:53:06)

ความคิดเห็นที่ 22
การที่เราตัดสิน อะไรถูก อะไรผิด นั้นแสดงว่าเรามีข้อมูล ที่เป็นความจริงและเราได้วิเคราะห์
ด้วยเหตุผลรวมถึง ประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต แล้วประเมินออกมาว่า ถูก หรือ ผิด ใช่หรือไม่ครับ
เมื่อเราพิสูจน์ว่าความคิดเราคือสิ่งที่ถูกต้อง จากนั้นหาแนวร่วม เพื่อที่จะสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว
ใช่หรือไม่ครับ แต่ทุกวันนี้สังคมเปลี่ยนไป ทุกคนต้องการความรวดเร็ว พร้อมสรรพ อัตโนมัติ
และความสบาย แต่เราไม่อาจที่จะฝืนกระแส สังคมนี้ได้แต่เราต้องเข้าใจและไม่ตกเป็นทาส
สิ่งเหล่านั้น ผมยังมีความเชื่อมั่นว่า หากเรามีสติ และสามัคคี ปัญหาต้อง มีทางออก
*ในทางศาสนามันน่าจะเป็น กงกรรมกงเกวียน * แล้วแต่ใคร จะอยู่ในวงล้ออันนั้น
เพื่อที่จะเป็นตัวขับให้กงล้งนั้นหมุนไป เรื่อยๆๆ และอาจเห็นผมอยู่ในนั้นก็ได้เพราะ
ผมยังต้องชดใช้อีกเยอะ!!

นับถือ

จากคุณ ลูกหมู่ถืออาก้า(18/3/2549 2:50:19)

ความคิดเห็นที่ 23
Please read this article with justice, some one try to use the past to discredit Khun Sondhi.
Dear friends, the personnal fault cannot compare with the Thaksin who injure our country seriously.
We are now fight for our nation, our Royal Kingdom, why your guy only asked for yourself.
Today, our nation is the most important for all of us to think ablut.


จากคุณ JillNewYork(18/3/2549 5:29:17)

ความคิดเห็นที่ 24
เรียน คห 19 ก็อย่างที่เคยเรียนให้ท่านทราบ และ ท่านเคยสอนเมื่อหลายวันก่อนในเรื่อง
การแสดงความเห็น (w-sd) ที่เคยกราบเรียนไปแล้วไง ว่าความต้องการของประชาชน
ที่อยากผ่านถึง "คนที่ทำได้" ไม่รู้จะสื่อด้วยวิธีไหน รู้ว่าเสี่ยง แต่บางทีเลิกกลัว
ต้องแสดงตัวตนให้เขารู้ว่าเราต้องการให้เขาทำอะไร ไม่ใช่เพื่อเรา เพื่อชาติของเรา
ซึ่งคำว่าหมายถึง ทุกคน รวมทั้งเขาและลูกหลานของเขาด้วย ส่วนเรื่องวิธีการก็อย่างที่ท่าน
เคยเขียนไว้ว่ามันมีหลากหลาย ซึ่งก็จริงไม่งั้นทางการทำศึกจะมีคำว่า "กลยุทธ " ไปทำไม
จะมี เส.... ไปทำไม เรียน ตามตรงตอนนี้ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้วจริงๆ มีโอกาสแสดงความเห็น
หรือ เรียกร้องได้เท่าไรก็จะทำ จนกว่าคนบางคนที่ชอบอ้างความเป็นกลางจะปล่อย
ความเป็นกลางออกไปจากสมอง หรือใจคอจะกอดลงหลุมไปด้วยก็ไม่รู้ ไอ้ความเป็นกลางนี่น่ะ
ด้วยความเคารพ


จากคุณ สมาชิกใหม่(18/3/2549 8:22:19)

ความคิดเห็นที่ 25
ไอ้ควาย หลักฐานล่ะ ใครๆ ก็พูดได้ มึงเอาหลีกฐานไปให้รัฐบาลสิ หรือไม่ก็เอามา
ให้ที่ชุมนุมเขาพูด แน่จริง ทักสินไปเอาหลักฐานมา แล้วมาถามสนธิ เลย
ถ้าสนธิตอบไม่ได้ก็จบ.... เห็นมั้ย
มึงมาพูดปาวๆ แบบลอยๆ แบบนี้กูก็พูดได้ ห่วยแตก


จากคุณ เราเอง(18/3/2549 22:41:17)

ความคิดเห็นที่ 26
เอาแค่มันเอาธง "ทรงพระเจริญ" มาโบก แล้วไม่ห้าม แค่นี้ก็จับแม่งยิงเป้า ตายโหงได้แล้ว

จากคุณ เราเอง(18/3/2549 22:41:57)

ความคิดเห็นที่ 27
อ่านแล้ว..ถามจริงเถอะ คนเราในมีใครบ้างที่ในอดีตไม่เคยผิดพลาด
คนเราในอดีตเคยทำชั่ว ทำเลว แต่ปัจจุบันยังทำอยู่หรือเปล่า ผมสนใจตรงนี้มากกว่า
ปัจจุบันทำอะไรไว้บ้าง ถ้าไม่หลับตา หรือหลงจนงมงาย ก็คงได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่นกันบ้าง
ตื่่น...เถิดครับ


จากคุณ คนไทย(18/3/2549 22:49:32)

ความคิดเห็นที่ 28
ขอให้พณฯท่านทักษิณฯ จงทรงเจริญ ขอให้พณฯท่านทักษิณฯ จงทรงเจริญ
ขอให้พณฯท่านทักษิณฯ จงทรงเจริญ

จากคุณ รักไทย(19/3/2549 14:51:57)

ความคิดเห็นที่ 29
to คห 28 คุณนี่เยี่ยมจริงๆ เหมือน คนที่คุณเชียร์อยู่เลย ...... เหมือนไม่มีผิด ไม่ตกสักเรื่องเดียวเลย

จากคุณ สมาชิกใหม่(19/3/2549 15:40:58)

ความคิดเห็นที่ 30
a. Sonthi robbed MGR, business partners & investors... b. Thug-sin (& his cronies) robbed
the Kingdom of Thailand & her citizens... Ummmm, which one should we get rid first...???
IMHO, let's get rid Thug-sin & his cronies first.
(Then, let MGR, business partners & investors go after Sonthi.)


จากคุณ Mossad(21/3/2549 12:09:58)

ความคิดเห็นที่ 31
I think so, Mossad. Let's kick out the worst ones (tyrant Tuksin and the ugly cabinet)
first and then the worse one(Sonthi).


จากคุณ aaa(21/3/2549 19:45:10)

ความคิดเห็นที่ 32
ทำเพื่อประเทศชาติเถอะนะอย่าทำเพื่อตัวเองเลยสงสารประชากรเถอะนะ
ทำอะไรก็นึกถึงส่วนรวมไว้มากๆนะอย่าทำเพื่อประโยชน์ของตนเองเลย อย่า อย่าเห็นแก่ตัว


จากคุณ น้องเจน(22/3/2549 13:53:28)

ความคิดเห็นที่ 33
เห็นด้วยกับ คห 30 ตอนนี้มีแต่คนบอกว่าสนธิทำนั่น สนธิจูงจมูกฟังแล้วก็เป็นพวกเดียวกัน
ปล่อยข่าวเพื่อดิสเครติด กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งหมดให้หมดความชอบธรรม แต่ก็ไม่ทุกคนหรอก
ที่เค้าจะโดนจูงเหมือนที่กล่าวกัน อย่างบางคนก็ไม่สนับสนุนรักษากาณ์มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
แต่ถามว่าทุกวันนี้มีใครออกหน้ามาไล่ไหม พอไม่มีทางเลือกก็ต้องออกมาชุมนุม
ผมคิดนะ ตามความเห็นที่ว่า พวกพันธมิตรจะใช้ประชาชน มาทำลายกันเองเนี่ยผมว่า
ก็ไม่ง่ายนะ เพราะแต่ละคนมีมุมมองต่างกัน ไม่ได้เห็นด้วยกับสนธิ จำลองไปทั้งหมด
ถ้า จำลอง สนธิ จะต้องการใช้ประชาชนจริงๆ ก็ไม่น่าจะง่ายนัก
เพราะตอนนี้ทุกคนมีศัตรูคนเดียวกันคือระบอบทักสิ้น ถ้ากำจัดออกไปได้ ก็เหมือนเอา
ฝีอันใหญ่ออกไป หายเจ็บไปเยอะ จากนั้นก็จัดการคนอื่นเรียงตัว นายใหญ่ล้ม
(ใช่รึเปล่าก็ไม่รู้) ลูกกระจอกก็แตกฮือ ที่นี้ก็จับเชือดรายตัว กราบเรียน คุณจำลอง คุณสนธิ
กรุณาอ่านกลยุทธ์สร้างความยิ่งใหญ่ของ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ด้วยถ้าท่านมี
ประเด็นแอบแฝง ขอสิ่งศักสิทธิ์คู่ชาติบ้าน เมืองโปรดหรงอวยพรแก่ผู้ที่ทุ่มเทแก่
ชาติบ้านเมืองจริงๆ และ ขอให้ลงโทษผู้ที่ไม่จริงใจ และ กระทำตัวเป็นทุรยศต่อบ้านเมืองด้วยเถิด
ให้มิอาจมีความเจริญนับไปเก้าชั่วโคตร
ปล ขอเป็นกำลังใจให้ทหารทุกท่านที่รักษ์บ้านเมืองยิ่งชีพ ประชาชนนอนตาหลับ และขอทหาร
ที่ท่านมัวภะวงแต่ตัวเองโปรดตรองดูเถิด ว่าลาภยศ สรรเสริญที่ได้มานั้นยั้งยืนแค่ไหนกัน


จากคุณ แสลดสังคม ต้องขากออก(24/3/2549 8:48:17)
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ไพ่ตาย...พันธมิตร จัด "ความจริงวันนี้" ชน นปช.

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 25, 2009 10:55 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=629&forum=6&page=45&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


พุทธศาสนาในเมืองไทย ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม


รหัสสินค้า: 000640
ปกติ 220.00 บาท
ราคาพิเศษ 210.00 บาท

ประหยัด 10.00 บาท

รายละเอียด: รายละเอียด: ส.ศิวรักษ์
สำนักพิมพ์ศยาม
พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2550, หนา 285 หน้า


หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า พุทธศาสนาในเมืองไทยที่เต็มไปด้วยขวากหนาม เพื่อให้ถือว่าสืบเนื่องมาจากเล่มก่อน
(ค่อนศตวรรษฯ) ซึ่งเน้นไปที่สถาบันกษัตริย์ หากเล่มนี้เน้นไปที่สถาบันศาสนา ถ้าสองสถาบันนี้ปลาสนาการไป
หรือคงไว้แต่รูปแบบอย่างปราศจากเนื้อหาสาระ ย่อมจะให้โทษยิ่งกว่าให้คุณ ไม่แต่กับราษฎรส่วนใหญ่
หากกับอภิสิทธิ์ชนทั้งหลายอีกด้วย ขอนำคำของยอช ออแวลมาให้อ่านประกอบในที่นี้ด้วยว่า
when the pirch comes, the common people will turn out to be more intelligent than the cleaver ones.
ที่สำคัญคือคนฉลาดในเมืองไทย ที่อยู่ในสถาบันหลักของบ้าน เมือง แลไม่เห็นคุณวิเศษของคนส่วนใหญ่
ซึ่งถึงแม้จะถูกเบียดเบียนบีฑาอย่างไร ก็ยังทรงไว้ซึ่งคุณธรรมและภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างควรแก่การก้มหัวให้ยิ่งนัก

คำโบราณที่ว่า งัวเห็นแก่หญ้า ขี้ข้าเห็นแก่กินนั้น สมัยนี้ คงต้องปรับไปว่า เจ้าฟ้าก็เห็นแก่กินด้วยเหมือนกัน
ดังขอให้ดูที่ศูนย์ การค้าสยามพารากอนเป็นตัวอย่าง มิไยต้องเอ่ยถึงสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ยังนายทุนต่างๆ รวมทั้งพวกศักดินาขัตติยาธิป-ไตยทั้งหลายก็เห็นแก่กินด้วยกันทั้งนั้น หากไม่ได้กินเพื่ออิ่ม
หากกินอย่างเก็บออมไว้อย่างเกินพอดี โดยการเอารัดเอาเปรียบมหาชนและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
อย่างปราศจากมนสิการ

เล่มที่แล้วภาคแรกว่าด้วยสถาบันกษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ ภาคแรกเล่มนี้ว่าด้วยพุทธศาสนาในสยาม
ตามมาด้วยเรื่องอันเนื่องด้วยพุทธศาสนาดังกล่าว ภาคต่อไปว่าด้วยคนเป็นๆ และคนที่ตายแล้ว
โดยถือว่าบุคคลนั้นๆ มีอุปการคุณกับเรา ถ้าเรารู้จักเรียนรู้จากชีวิตของท่านนั้นๆ
ไม่ใช่มาเขียนสรรเสริญเยินยอกันตั้งแต่ยังไม่ตาย แม้ตายแล้วก็แสดงวาทกรรมในทางที่ไม่เป็นจริงแทบทั้งนั้น
หาไม่ก็กึ่งจริงกึ่งเท็จ ทั้งนี้รวมถึงธรรมกถึกเป็นจำนวนไม่น้อยที่เทศน์ถวายเจ้า และให้คนใหญ่คนโตฟัง
ดูท่านนั้นๆ จะไม่ละอายใจกันเอาเลย
ถัดไป เป็นปาฐกถาที่ว่าด้วยการเมือง การปกครองแทบทั้งนั้น
ถ้อยคำที่ว่าด้วยความดี ความงามก็มีรวมอยู่ด้วย ที่น่ายินดีก็ตรงที่ศิลปีสองคนมีแก่ใจให้ภาพมากับข้าพเจ้า
เพื่อใช้ทำปกหน้าปกหลังของฉบับนี้ นับว่าเป็นเกียรติเป็นศรีสำหรับข้าพเจ้าแท้ทีเดียว

จากคำปรารถในหนังสือ

20/12/2550 (update 03/02/2551)




http://www.sameskybooks.org/webboard/show.php?Category=sameskybooks&No=46713

เชิญอ่านบทความที่ "น่าจะ" โดน "แบน" ในหนังสือ "ค่อนศตวรรษ ประชาธิปไตยไทย ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม"


ตามที่ตำรวจได้แสดงความ "เปิ่น" ในการ"แบน" ในหนังสือ "ค่อนศตวรรษ ประชาธิปไตยไทย ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม
ดู อ้าง ก.ม.โบราณ ‘พ.ร.บ.การพิมพ์ 2484’ ยึดหนังสือ ‘ส.ศิวรักษ์’

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9779&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

ในหนังสือเล่มดังกล่าวเป็นการรวมข้อเขียนในรอบปี ของสุลักษณ์ ศิวรักษ์ที่ตีพิมพ์มาตั้งแต่เดือน เมษายน 2550
และเกือบทุกชิ้นได้รับการตีพิมพ์แล้วก่อนหน้า แน่นอนว่าประเด็นที่นำไปสู่การโดนแบนนั้นไม่มีอะไรนอกจาก
การที่ตำรวจเห็นว่า มันจะนำไปสู่การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

สำหรับผู้ที่ต้องการดูความ "เปิ่น" ของตำรวจไทยสามารถอ่านบทความที่"คาดว่า" จะมีปัญหาได้

................

ภาคที่ 1 สถาบันกษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ

1. ข้อคิดความเห็นเกี่ยวกับวชิรสมโภชสิริราชสมบัติ

http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index.php?option=com_content&task=view&id=229&Itemid=1

2. บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาธิปไตย

ปาจารยสาร ปีที่ 31 ฉบับที่ 2 ตุลาคม –พฤศจิกายน 2549

3. สุลักษณ์ ศิวรักษ์ : สถาบันพระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญ

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=3498&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

4. ก้าวให้ถึงประชาธิปไตย : ราษฎรไทยจะทำอย่างไรดี

http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index.php?option=com_content&task=view&id=267&Itemid=3

5. ‘ส.ศิวรักษ์’แนะคนไทยหลังปฏิรูป อย่าหวังผลเลิศอย่าหวังผลร้าย

http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index.php?option=com_content&task=view&id=260&Itemid=25

6. กถามุขเนื่องในโอกาส ๔ เดือนหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙

http://midnightuniv.org/midnight2544/0009999788.html

ภาคผนวก

ติดอย่างไทย:สถาบันพระมหากษัตริย์ในโลกโพ้นสมัยเปรียบเทียบ ไทย กับ ภูฐาน

http://www.semsikkha.org/review/index.php?option=com_content&task=view&id=201&Itemid=15



ไม่ต้องเดาแล้วส์คุณจันทร์เจ้าขา คุณน้ำอบก็บอกอยู่โต้งๆ แต่ภาพนี้เห็นชัดเจ๊น ชันเจนหรือยังขอรับ,
คุณจันทร์เจ้าขาาา...ทั้งประเทศไทยเนี่ย มั๊นก็มีแต่ไอ่พวกห่าเหวเวรตะไลไม่กี่รายดอก
ที่คิดแต่เรื่องเหี๊ยกๆ แล้วก็ทำแต่เรื่องห่าๆไม่หยุดไม่สิ้นเนี่ย..แม่นบ่?

http://www.businessthai.co.th/content.php?data=408525_%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%81

จึงรุ่งเรืองกิจรับผล ไทยซัมมิทกับอะไหล่รถยนต์

<>โดย Business Thai [19-8-2004]

ไทยซัมมิท และซัมมิท กรุ๊ป แห่งตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” ราชาผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์เมืองไทย
ไม่ใช่ตระกูลลักษณะที่เรียกว่า “เศรษฐีใหม่”เส้นทางธุรกิจของคนตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ”
ผ่านการเพาะบ่มฝังรากอาณาจักรธุรกิจด้านอุตสาหกรรมยานยนต์มาตั้งแต่รุ่นพ่อ
“อาฮง แซ่จึง” ตกทอดมาถึงรุ่นพี่ใหญ่ น้องรอง “สรรเสริญ จุฬางกูร-พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ”
จนมาถึงมือนายสุริยะ และถ่ายทอดผ่านจนมาถึงรุ่นน้อง รุ่นลูก สู่รุ่นหลานอย่างเป็นระบบ


เครือข่ายธุรกิจที่มีเป้าหมายชัดเจนในการผลิตชิ้นส่วนแก่รถยนต์ทุกแบรนด์ที่มีจำหน่ายในเมืองไทย
รวมตระกูลจุฬางกูรของพี่ชาย มีมูลค่านับหลายหมื่นล้านบาท ฐานใหญ่ คือ ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และรถจักรยานยนต์
ก่อนจะขยายไปสู่ธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, สนามกอล์ฟ, โรงแรม และสื่อมวลชน และขยายการลงทุน
ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ป้อนตลาด่างประเทศ

สายสัมพันธ์เริ่มจากคนตระกูล “ลี้อิสระนุกูล” เรื่อยมา “พรรณเชษฐ์” อดีตผู้แทนจำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิในอดีต
จนกระทั่งบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง โตโยต้า, ฮอนด้า, จีเอ็ม, ฟอร์ด และมาสด้า ย้ายฐานการผลิตสู่ประเทศไทย
เพื่อเป็นฐานการผลิตส่งออกตลาดต่างประเทศ บทบาทของไทยซัมมิท และซัมมิท กรุ๊ป จึงขยายโอกาสธุรกิจครั้งสำคัญ
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เพียงแค่นางสมพรคนเดียวมีชื่อเป็นกรรมการอยู่ไม่ต่ำกว่า 46 บริษัท หนึ่งในนั้นคือ
บริษัทเอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าเป็นบริษัทของคนในตระกูลชินวัตร

ตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” ก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย อาฮง ชาวจีนไหหลำได้อพยพเข้ามาไทย
ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดย สมรสกับม้วยเซียง แซ่หวัง และมีทายาท 5 คน คือ สรรเสริญ, พัฒนา, โกมล, สุริยะ และอิรสดา
ซึ่งลูกๆ เหล่านี้เป็นผู้กุมบังเหียน กลุ่มธุรกิจไทยซัมมิท-ซัมมิทกรุ๊ป ในปัจจุบัน

นาย สรรเสริญ จุฬางกูร พี่ใหญ่ คือเสาหลัก และเป็นมันสมองของตระกูล นับแต่วันที่ก่อตั้ง
บริษัทไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด เมื่อปี 2511 อีก 4 ปีต่อมา นายสรรเสริญ ก่อตั้ง
บริษัทซัมมิท โอโตชีท อินดัสตรี จำกัด ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์เช่นกัน โดยมอบให้น้องชายคนรองเป็นทัพหน้าดูแล
ไทยซัมมิทฯ ส่วนตัวเขากับน้องคนที่ 4 นายสุริยะจึงเป็นจุดเริ่มของการแยกกันเดิน เพื่อก้าวสู่ความเป็นหนึ่ง
ในอุตสาหกรรมรถยนต์ของ “ไทยซัมมิท”และ “ซัมมิท กรุ๊ป”


เส้นทางธุรกิจของตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ อาศัยสายสัมพันธ์กับผู้ที่มีอำนาจเป็นหลัก
ระยะแรกมีสายสัมพันธ์ กับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร จนธุรกิจเติบใหญ่
จนสุดท้ายสุริยะได้ก้าวเข้าสู่แวดวงการเมือง โดยการชักชวนของนายมนตรี พงษ์พานิช
เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกิจสังคม
ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
ในรัฐบาลชวนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลทักษิณ
และได้ร่วมธุรกิจกับตระกูลชินวัตรด้วย


เป้าหมายการผลิตชิ้นส่วนให้กับรถยนต์ทุกแบรนด์ที่มีขายในเมืองไทย ไม่ใช่เฉพาะมิตซูบิชิเท่านั้น
ค่ายรถยนต์เบอร์ 1 จากญี่ปุ่น โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย, ฮอนด้า, จีเอ็ม, ฟอร์ด และมาสด้า
ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก และใช้ไทยเป็นฐานการผลิต เพื่อการส่งออกทั้งสิ้น
อาณาจักรไทยซัมมิท-ซัมมิทกรุ๊ปจึงมีมากกว่า 200 บริษัท มีมูลค่าการผลิตชิ้นส่วนแต่ละปีนับหมื่นล้านบาท


นาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ วัย 48 ปี จบการศึกษาปริญญาตรีทางด้านManufacturing Engineering จาก
University of California at Barkeley เมื่อกลับเมืองไทย สุริยะเข้ามาช่วยพี่ชาย-สรรเสริญ สร้างอาณาจักร ‘ซัมมิท กรุ๊ป’
จนเติบใหญ่ในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่


ข้อมูลจากกรมทะเบียนการค้า พบว่า “ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ และจุฬางกูร” มีหุ้นใน หลายบริษัท
ประกอบด้วย บริษัทซัมมิท โอโตพาร์ท บริษัทซัมมิท กรุ๊ป ซึ่งมีบริษัทลูกประกอบด้วย บริษัทซัมมิท โอโตบอดี้ อินดัสตรี จำกัด,
บริษัทแหลมฉบัง โอโตบอดี้ เวิร์ด จำกัด ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ตัวถังรถ ท่อไอเสีย ชุดเลื่อนกระจก รับจ้างทำแม่พิมพ์


บริษัท ซัมมิทแหลมฉบัง โอโตซีท แมนูแฟคเจอริ่ง, บริษัทโอโต แอดวานซ์ แมททีเรียล แมนูแฟคเจอริ่ง
ผลิตเยื่อไม้อัดขึ้นรูป Sound Insulation, บริษัท บางกอก อีเกิล วิง จำกัด ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์, บริษัทซัมมิท สเตียริงวีล
ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์


ซัมมิท กรุ๊ป และไทยซัมมิท มีบริษัทในเครือรวมกว่า 200 แห่ง และขยายการลงทุนร่วมพันธมิตรบริษัทต่างชาติ
ถือหุ้นการบริหารเพื่อผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ จักรยานยนต์ ของญี่ปุ่นหลายยี่ห้อ อาทิ บริษัทโตโยต้า โบโชกุ จำกัด,
บริษัทคาวาซากิ-โดวา เอเยนซี่ จำกัด, บริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด และบางบริษัทก็มีบุคคลที่มีชื่อเสียง
อาทิ ตระกูลเชาว์วิศิษฐ ถือหุ้นในบริษัทโตโยต้า ทูโช (ไทยแลนด์) จำกัด มากกว่า 30% บริษัทเหล่านี้
มีโรงงานอยู่ในเครือประมาณ 27 แห่ง ผลิตชิ้นส่วนกลุ่มมอเตอร์ไซค์ ทำเบาะนั่ง กลุ่มพลาสติก กลุ่มทำสายไฟรถยนต์
และมอเตอร์ไซค์กลุ่มดายและโมลด์ ผลิตแม่พิมพ์


ตระกูล จึงรุ่งเรืองกิจ และจุฬางกูร ยังขยายการลงทุนและถือหุ้นในธุรกิจอื่นๆ เช่น ในบริษัท พุทธธรรมประกันภัย จำกัด รับประกันวินาศภัย และบริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป ผู้ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุและโทรทัศน์รายใหญ่ของประเทศ
ถือหุ้นในบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในบริษัทอิตาเลี่ยนไทย จำกัด (มหาชน)


นอกจากนี้ สรรเสริญ จุฬางกูร ยังได้รับเชิญจากกลุ่มตระกูลชินวัตรมาเป็นประธาน
บริษัท เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ แทนนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์

น้องสาวนายกรัฐมนตรี อีกด้านหนึ่งตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ยังมีสายสัมพันธ์เดียวกับตระกูลเผอิญโชค
ผู้ก่อตั้งบริษัทไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ ผู้ผลิตกระบะดัดแปลงรายใหญ่ของไทย


วันนี้การขยับตัวของมังกรแซ่จึง ไม่ว่าจะเป็นสาย ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ หรือ ‘จุฬางกูร’ จะถูกสังคมจับตามอง
ทุกฝีก้าว เนื่องจากความสนิทแบบใกล้ชิดกับคนที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร!!!


'จึงรุ่งเรืองกิจ'ลุยอสังหา +รอจังหวะเปิดแลนด์แบงก์ย่านบางนา-ตราดเฉียด 5,000 ไร่

เปิดวิสัยทัศน์แม่ทัพใหญ่ไทยซัมมิทกรุ๊ป"สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ" ประกาศพร้อมนำองค์กร
ผงาดใน5ประเทศกลุ่มเซาท์อีสต์เอเชีย ระบุอุตฯชิ้นส่วนยานยนต์ยังเป็นธงนำ
วาดเป้า5ปีดันยอดขายทะลุ50,000 ล้านบาท เผยอีก3ปีเตรียมวางมือปูทางเจเนอเรชั่น 2
สานต่อธุรกิจ ยอมรับมีพอร์ตที่ดินกว่า 5,000 ไร่ เฉพาะย่านบางนา-ตราด
สะสมที่แปลงงามไว้เพียบ ปัดไม่สนใจซื้อตึก"เนชั่นทาวเวอร์"



อาณาจักร ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัดหรือไทยซัมมิท กรุ๊ปในวันนี้ มี
"ดร.สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ" รับบทแม่ทัพใหญ่ ในฐานะประธานกรรมการบริษัท
เปิดห้องทำงานบนอาคาร7 ชั้น3 กองบัญชาการใหญ่ไทยซัมมิท กรุ๊ป ริมถนนบางนา-ตราด กม.ที่16
เสมือนกองบัญชาการใหญ่ต้อนรับ "ฐานเศรษฐกิจ"อย่างเป็นกันเอง เพื่อเปิดอกคุย
ถึงการคุมบังเหียนธุรกิจอย่างถึงแก่น หลายคนคงสงสัย ทิศทางและเป้าหมายการดำเนินธุรกิจ
ไทยซัมมิทกรุ๊ปนับจากนี้ไปเป็นอย่างไร

++ประกาศแตกตัวสู่เรียลเอสเตท

ดร. สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานกรรมการ ไทยซัมมิทกรุ๊ป กล่าวถึง
การดำเนินธุรกิจไทยซัมมิท กรุ๊ปว่า ขณะนี้มีบริษัทในเครือที่ ต้องดูแลทั้งหมดรวม 32 บริษัทด้วยกัน
โดยนโยบายยังยังให้ความสำคัญกับธุรกิจหลัก (Core business)คืออุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
ซึ่งเป็น

กลุ่มที่สร้างรายได้หลักให้แก่ไทยซัมมิท กรุ๊ป ดังนั้นเวลาที่จะขยายธุรกิจ
ก็จะขยายไปยังธุรกิจที่ไทยซัมมิทมีความชำนาญอยู่แล้วเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามขณะนี้พยายามจะขยายฐานธุรกิจสู่ด้านเรียลเอสเตทไปบ้างแล้ว
อย่างเมื่อ3ปี ที่ผ่านมาไทยซัมมิท กรุ๊ปเพิ่งขยายการลงทุนสร้าง สนามกอล์ฟ
"พัฒนา สปอร์ต แอนด์ รีสอร์ต คลับ" (บ.พัฒนา สปอร์ต คลับ จำกัด) ตั้งอยู่ที่ศรีราชา จังหวัดชลบุรี
ส่วนโครงการอื่นๆนั้น ก็มีอยู่บ้าง วางคอนเซ็ปเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไหร่ จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง



++เปิดพอร์ตที่ดินในมือกว่า5000 ไร่

จาก นั้นดร.สมพรยังกล่าวเปิดใจให้ฟังถึงพอร์ตที่ดินที่มีสะสมอยู่ในมือขณะนี้ว่า
ปัจจุบันมีที่ดินแปลงงาม ทั้งที่เปิดเผยได้และไม่อยากเปิดเผยทั่วประเทศ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 5,000 ไร่
อาทิเช่น ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้ง ของสนามกอล์ฟ พัฒนา สปอร์ต คลับ ที่ศรีราชา จ.ชลบุรี จำนวน 3,969 ไร่
(แปลงเก่า 1,169 ไร่ และ ซื้อเพิ่ม อีก 2,800 ไร่) รวมถึงที่ดินแปลงที่อยู่ติดกับตึกเนชั่น ทาวเวอร์
จำนวน 74 ไร่ ย่านบางนา-ตราด กิโลเมตรที่ 4.5 หรือที่ดินที่อยู่ติดกับศูนย์การค้าโฮมโปรขนาด 14 ไร่
ย่านบางนา-ตราดกิโลเมตรที่ 12 และที่ดินขนาด 50 ไร่ อยู่ติดกับเกริกวิทยาลัย ย่านบางนา-ตราด
กิโลเมตรที่ 15 รวมถึงที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท ไทยซัมมิทฯ อีกกว่า 200 ไร่ อยู่ที่กิโลเมตร 16
บางนา-ตราด เป็นต้น

"
ที่ดินเหล่านี้เป็นทรัพย์สินที่สะสมมากับคุณพัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ (สามี ) ซึ่งเป็นพี่ชายของ
คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะที่ดินซึ่งเป็น
ที่ตั้งโรงงานของบริษัท ไทยซัมมิทฯ ที่ซื้อไว้จำนวน 21 ไร่ เมื่อ 30 ปีก่อน ต่อมา
ด้วยความฉลาดของคุณพัฒนา ที่มีนโยบายขยายที่ดินให้มีขนาดใหญ่ขึ้นจนมีมากกว่า 200 ไร่
ในปัจจุบัน คุณพัฒนา ได้ดำเนินการเดินเรื่องขอให้พื้นที่ดังกล่าวตั้งเป็นเขตอุตสาหกรรมเฉพาะกิจ
ไทยซัมมิทฯขึ้นมา เมื่อสนามบินสุวรรณภูมิเกิดขึ้น ทำให้มูลค่าที่ดินตรงนี้สูงขึ้นมา 100 เท่า
จากที่เคยซื้อมาในราคา 100,000-400,000 บาท/ไร่"


ส่วน
ที่ดินแปลงที่ตั้งอยู่ติดกับโฮมโปรนั้น เดิมมีโครงการจะขึ้นโรงแรม 5 ดาว เพื่อรองรับ
สนามบินสุวรรณภูมิ แต่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องที่ดินทุกคนบอกว่าไม่เหมาะสมที่จะทำโรงแรม
ก็ต้องกลับมาทบทวนใหม่โดยตั้งทีมทำการศึกษาว่า ควรจะพัฒนาพื้นที่ทำอะไรต่อไป
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ส่วนตัวแล้วสนใจจะทำธุรกิจโรงแรมก่อนเป็นลำดับแรก
เพราะเป็นธุรกิจที่สามารถวางระบบ วางทีมงานได้เรียบร้อย และจะเป็นเรื่องของ
การลงทุนระยะยาว ทรัพย์สินจะโตขึ้นทุกปี

เมื่อ"ฐานเศรษฐกิจ"ถามกลับว่ามีที่ดินสะสมอยู่มากขนาดนี้
ถือว่าเป็นแลนด์ลอร์ดที่ดินตัวจริง ในย่านบางนา-ตราดใช่หรือไม่ ดร.สมพร
กล่าวตอบทันทีว่า ไม่อยากให้พูดถึงเรื่องทรัพย์สินมากเกินไป
เพราะต้องการจะวางตัวให้เงียบที่สุด อยากทำงานอย่างเดียว
ก่อนที่จะพูดติดตลกว่า "พวกคุณกำลังจะมาล้วงตับฉัน"

ขอย้ำว่า นโยบายไทยซัมมิท กรุ๊ป จะบริหารธุรกิจอะไรก็ต้องเดินหน้าต่อไป
ไม่ใช่ถือหุ้นไว้แล้วขายต่อ หรือซื้อที่ดินไว้เพื่อเก็งกำไร หรือมีกองทุนมาเป็นลูกเล่น
แบบที่กำลังนิยมกันมากในขณะนี้ ซึ่งการลงทุนแบบนี้ไม่ใช่นิสัยของตัวเอง
จะเห็นว่าการบริหารธุรกิจจะยังเป็นคอนเซ็ปต์เก่าๆอยู่
แต่ก็เป็นวิธีบริหารที่ทำให้สถาบันการเงินต่างๆให้ความเชื่อใจ
เมื่อมีโครงการใหม่ๆที่จะลงทุนทุกคน(ทุกแบงก์)จะซัพพอตเราเสมอ

++ย้ำชัดไม่สนซื้อตึก "เนชั่น"

ดร.สมพร ยังชี้แจงความในใจที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตุว่า
ตระกูล "จึงรุ่งเรืองกิจ" โดยเฉพาะครอบครัวของ ดร. สมพร ถือหุ้นอยู่ในบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือNMG อยู่ด้วยในสัดส่วน 22 % น่าจะเป็นกลุ่มทุนที่เสนอตัวซื้อตึก"เนชั่น ทาวเวอร์"
ย่านถนนบางนา-ตราด เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาได้สะสมที่ดินในย่านดังกล่าวไว้จำนวนมากโดยเฉพาะ
ที่ดินที่อยู่ในอาณาเขตติดกับตึก "เนชั่นทาวเวอร์" ว่า ไม่ได้สนใจจะซื้อตึก "เนชั่น ทาวเวอร์"
เพราะปัจจุบันก็มีที่ดินที่อยู่ติดกับตึกเนชั่นอยู่แล้ว ถ้าอยากได้ตึกรูปทรงสวยๆ ก็ไปสร้างตึกใหม่
ขึ้นมาเองจะดีกว่า

"กรณีที่มีข่าวประกาศขายตึกเนชั่นออกมาก่อนหน้านี้ ในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ด้วย
ก็ยอมรับว่าลึกๆไม่แฮปปี้เพราะทุกธุรกิจที่ได้ลงทุนไปก็อยากจะให้มั่นคง ต้องการที่จะลงทุนระยะยาว
มากกว่าลงทุนระยะสั้น"

++ตั้งเป้า5ปีรายได้ทะลุ5หมื่นล้าน

หลังจากประธานกรรมการไทยซัมมิท กรุ๊ป กล่าวชี้แจงถึงประเด็นร้อน"ตึกเนชั่น"
ก็วกกลับมาพูดถึงเรื่องของธุรกิจหลักอีกครั้งว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์
อันเป็นธงนำในการสร้างรายได้จำนวน 99% ให้กลับไทยซัมมิท กรุ๊ป ดังนั้นการทำธุรกิจ
ก็จะเน้นไปที่ธุรกิจกลุ่มนี้เป็นหลัก มากกว่าที่จะไปกล่าวถึงเรื่องที่ดินที่มีอยู่

เนื่องจากขณะนี้ได้วางแผนระยะ 5 ปี(2550-2554)ไว้ว่าไทยซัมมิท กรุ๊ป
จะต้องลงทุนในเซาท์อีสต์เอเชีย ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ให้ครบ 5 ประเทศ
ประกอบด้วย ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย เวียดนามและสาธารณรัฐประชาชนจีน
ซึ่งตอนนี้ได้ก็ลงทุนไปแล้ว 4 ประเทศแรก โดยเฉพาะเวียดนามที่โรงงานกำลังก่อสร้าง และ
สิ้นปีนี้จะแล้วเสร็จพร้อมขายในเชิงพาณิชย์ได้ ส่วนที่จีนกำลังส่งทีมลงไปศึกษาว่า
ความเป็นไปได้และความเสี่ยงในการลงทุนจะเป็นอย่างไร

ส่วนเป้ารายได้ไทยซัมมิท กรุ๊ป ที่ตั้งไว้นั้นหากรวมรายได้จากการลงทุน
ในต่างประเทศด้วยแล้วจะทำให้รายได้ /ปี เพิ่มขึ้นจากที่มีรายได้มากกว่า 30,000 ล้านบาท
ในปัจจุบันจะเพิ่มเป็น 40,000 ล้านบาทในเร็วๆนี้ เนื่องจากขณะนี้เฉพาะรายได้ที่มาจาก
การลงทุนในอินเดียจนถึงสิ้นปี2550 ก็จะมีรายได้เข้ามาแล้วไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท
ทั้งที่เพิ่งรุกการลงทุนในประเทศดังกล่าวได้เพียง 2 ปีเท่านั้น และเมื่อเดินแผนได้จนครบ 5 ปี
ก็จะมีรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาทหรือมากกว่านั้น

++เตรียมผ่องถ่ายธุรกิจสู่เจเนอเรชั่น2

นอกจากนี้ดร.สมพร ยังเปิดอกพูดคุยถึงการวางทายาทสานต่อธุรกิจไทยซัมมิทกรุ๊ปว่า
ขณะนี้ตัวเอง(ดร.สมพร) อายุ 57 ปี เหลืออีกเพียง 3 ปีก็จะอายุครบ 60 ปี นับจากนี้ไปก็จะต้องทำตัวเอง
ให้เบาลง โดยผ่องถ่ายธุรกิจไปสู่มือทายาทซึ่งจะเป็นเจเนอเรชั่นที่2 เพื่อมาสานต่อ และกำลังมองว่า
ทายาทคนไหนเหมาะสมที่จะทำธุรกิจด้านไหน เมื่อลูกๆเข้ามารับหน้าที่แทนได้ ก็จะใช้เวลา 8-9 ปี
ก็น่าจะแข็งแกร่งแล้ว


"ถ้าไม่เตรียมที่จะลดบทบาทตัวเองลง ลูกๆก็จะเติบโตต่อไปไม่ได้ ตอนนี้ว่างๆ
ก็มานั่งคิดอยู่ว่าลูกคนไหนควรจะสานต่ออะไรได้ เพราะมีลูกอยู่ 5 คน ไล่ตั้งแต่
นางสาวชนาพรรณ นายธนาธร นางสาวรุจิรพรรณ นายสกุลธร และด.ช. บดินทร์ธร
ฉะนั้นถ้าลูกทุกคนมากอดอยู่กับธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์อย่างเดียว อนาคตอาจจะทะเลาะเบาะแวงกันได้
ซึ่งอีก 3 ปีจากนี้ไป ภาพก็จะชัดเจนขึ้น "

แต่อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์ของ"ฐานเศรษฐกิจ" นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
ทายาทคนที่สองซึ่งเป็นบุตรชายคนโต ที่ปัจจุบันนั่งบริหารในตำแหน่งรองประธานกรรมการไทยซัมมิทฯ
ดูแลธุรกิจหลักด้านชิ้นส่วนยานยนต์ น่าจะได้รับมอบหมายให้ดูแลธุรกิจกลุ่มนี้แทน ส่วนนายสกุลธร
จึงรุ่งเรืองกิจ ทายาทคนที่4 ซึ่งปัจจุบันนั่งในตำแหน่งรองประธานบริษัท ทีเอส วีฮีเคิล เทค จำกัด
(TS Vehicle Tech Co.,Ltd. ) ผลิตรถ " CARIO" สำหรับวิ่งในสนามกอล์ฟ และดูแลธุรกิจเรียลเอสเตท
อยู่แล้วก็น่าจะเป็นผู้ที่มาดูแลธุรกิจเรียลเอสเตทต่อไป

คำตอบสุดท้ายที่ดร.สมพรให้เหตุผลกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงเคล็ดลับการนำพา
ไทยซัมมิท กรุ๊ป ก้าวขึ้นมาเป็นองค์กรชั้นนำของประเทศได้จนเติบใหญ่มาถึงทุกวันนี้ว่า
เพราะมีดีอยู่ 3 ประการคือ ระบบดี คนดี และสังคมดี และการที่ยึดรูปแบบการบริหารธุรกิจ
แบบผสมผสานกันระหว่างอนุรักษ์นิยมแบบครอบครัวคนจีน คือเก็บตัวเงียบไม่ชอบออกสังคม
ชอบทำงานกับบริหารแบบสมัยนิยมที่มีความเป็นสากลเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นโดยเฉพาะการ
ออกไปขยายฐานการลงทุนในต่างประเทศในขณะนี้ จึงทำให้ธุรกิจของไทยซัมมิท กรุ๊ป
ยังยืนหยัดอยู่ได้กว่า 30 ปีโดยมีพนักงาน 18,000 คนเป็นกำลังสำคัญ และมีสถาบันการเงิน
คอยให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง
http://www.sameskybooks.org/webboard/show.php?Category=sameskybooks&No=15291

<table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tr><td>สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันเกี่ยวอะไรกับคุณ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจครับ </td></tr></table>
<table width="100%" align="center" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tr><td width="26%" bgcolor="#eef7ff" height="25"> ปรเมศ</td><td width="74%" bgcolor="#eef7ff" height="25"><table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tr><td width="85%"> Posted : 2007-06-21 09:37:49 </td><td width="15%">
</td></tr></table></td></tr><tr bgcolor="#f7f7f7"><td valign="top" width="26%">
<table width="100%"><tr><td>
</td></tr></table>

</td><td valign="top" width="74%"><table width="100%"><tr><td height="20">สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันเกี่ยวอะไรกับคุณ สมพร จึงรุ่งเรืองกิจครับ

</td></tr></table></td></tr><tr bgcolor="#f7f7f7"><td valign="top"> </td><td valign="top" width="74%"><table width="100%"><tr><td>
</td></tr></table></td></tr><tr bgcolor="#e8effd"><td width="26%" bgcolor="#dfe7f0" height="25"> IP : (222.123.144.138)</td><td width="74%" bgcolor="#dfe7f0" height="25"><table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tr><td width="93%">
</td><td width="7%">
</td></tr></table></td></tr></table>
freemind<table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tr><td width="84%"> Posted : 2007-06-21 11:30:43 IP : (203.113.38.Cool</td><td width="16%">
</td></tr></table>
<table width="100%"><tr><td>
</td></tr></table>
<table width="100%"><tr><td>อ่านนี่นะครับ

http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=662

คนนี้ลูกชายสมพร เป็นแอ๊คติวิสต์เก่า อ่านจากเรื่องนะครับ

ผมได้ยินมาว่าเป็นเพื่อนร่วมกิจกรรมกับทางคุณปุ๊และกอง บก มานาน

ได้ยินมาว่าร่วมก่อตั้งฟ้าเดียวกันมาในยุคแรกๆด้วย

ได้ยินมาว่าทุกวันนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องแล้ว

และเข้าใจว่าไม่เกี่ยวกับเรื่อง ฟ้าเดียวกัน จะมีกลุ่มทุนแบ๊คอั้พ ค่อนข้างแน่นอน</td></tr></table>


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Fri Dec 25, 2009 11:30 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 1 จาก 2 1, 2  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ