The Man Who Never Was ..จับร่างสร้างกลลวง by MI-6

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

The Man Who Never Was ..จับร่างสร้างกลลวง by MI-6

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Nov 11, 2008 10:36 pm



โดย MI-6 [10 พ.ย. 2551 , 15:28:41 น.]

“ ผมคิดว่าผมตายไปแล้ว ตายด้วยโรคนิวมอเนีย นอนตายบนเตียงในโรงพยาบาล
ไม่มีน้ำสักหยดหนึ่ง แต่ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมลอยทะเล แล้วก็มานอนบนหาดทรายนี้
ตายแล้ว แต่น่าแปลกที่สำนึกสุดท้ายทำให้ผมรู้สึกภูมิใจ ภูมิใจว่า ในตอนมีชีวิต ผมอาจไม่ได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่แผ่นดินเท่าไหร่ แต่ในตอนนี้ ตอนที่ผมไม่มีลมหายใจแล้ว เหลือแต่ร่างไร้วิญญาณ ผมรู้สึกได้ว่าผมกำลังจะทำประโยชน์อันเอนกอนันต์ให้แผ่นดิน ”

ผมเป็นใครหรือครับ….ผมเป็นราชนาวิกโยธิน กองทัพเรืออังกฤษ ที่ป้ายชื่อบอกว่า Major William Martin พันตรี วิลเลียม มาร์ติน


แก้ไขล่าสุดโดย sunny เมื่อ Tue Nov 11, 2008 10:40 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Man Who Never Was ..จับร่างสร้างกลลวง by MI-6

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Nov 11, 2008 10:37 pm


คนเป็น ๆ ย่อมทำอะไรได้มากกว่าคนตาย แต่บางเวลาการทำอะไรเกินจำเป็นของคนเป็น ก็ทำให้เกิดผลเสียหายได้ มิสู้ให้คนตายได้สำแดงเดชจะสัมฤทธิ์ผลกว่า

ด้วยเหตุนี้เอง ปฏิบัติการ Mincemeat ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จึงเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ ใช้คนตายเป็นคนนำสาร นายทหารอังกฤษ วางแผนขึ้นเพื่อหลอกเยอรมัน เน้นที่เป้าหมาย คือ ฮิตเลอร์ ให้เข้าใจเป้าหมายของการโจมตีจากซิซิลี เป็น กรีซ ทำในสิ่งที่เหลือเชื่อ เพราะก็อย่างที่วินสตัน เชอร์ชิลล์บอกว่า แม้แต่ควายก็ยังรู้ว่า มันไม่มีทางเป็นกรีซไปได้

คิดเผด็จศึก ก็ต้องทำให้ศัตรูเดินตามแผนที่ต้องการ มิใช่เพียงแค่ให้ศัตรูคิดอย่างไรเท่านั้น


ชื่อ The Man Who Never Was ชายผู้ไม่เคยมีตัวตน เป็นทั้งหนังสือที่เขียนขึ้นโดย Ewen Montagu นายทหารอังกฤษที่เกี่ยวข้องในปฎิบัติการนั้น เขียนหลายปี หลังสงครามสงบแล้ว สาเหตุที่เขาต้องการแผนการดังกล่าวมาเปิดเผยต่อสาธารณะ ก็คือ ต้องการให้คนได้รับรู้ถึงความใจกว้างของผู้บังคับบัญชา ในกองทหารอังกฤษ ซึ่งให้การยอมรับแผนที่ออกจะดูเหมือนง่ายๆ ซึ่งนำเสนอขึ้นมาจากผู้ใต้บังคับบัญชา

นอกจากจะเขียนเป็นหนังสือแล้ว ต่อมามีการสร้างเป็นภาพยนตร์ ซึ่งค่อนข้าง จะนำรายละเอียดในหนังสือออกมาใกล้เคียงมาก ชนิดบทต่อบทเลยทีเดียว

ในตอนนั้น เยอรมันยึดประเทศและเมืองต่าง ๆ รอบทะเลเมดิเตอรืเรเนียนตั้งแต่ฝรั่งเศส อิตาลี กรีซ ในยุโรปใต้กินไปถึง อียิปต์ ลิเบีย ตูนีเซีย และแอลจีเรียในแอฟริกาเหนือส่วนสเปนเป็นประเทศ เป็นกลางซึ่งมีฝ่ายการทูตและสายลับของคู่ สงครามโลกครั้งที่ ๒ ทำงานลับกันอย่างกว้างขวาง จริงจังในสเปน เมื่อกองทัพเยอรมันเริ่มล่าถอยในแอฟริกาเหนือ จากตูนิเซียแล้ว ฝ่ายสัมพันธมิตร ก็เชื่อว่าจะกวาดฝ่ายเยอรมันออกจากแอฟริกาเหนือได้ และเริ่มวางแผนที่จะข้ามทะเลเมดิเตอร์ เรเนียนไปยังยุโรปใต้ อิตาลีและกรีซแล้วกำลังทหารเยอรมันยังยึดเกาะคอร์ซิกาและวาร์ดิเนีย
ฝ่ายสัมพันธมิตรตระหนักดีว่าการโจมตียกพลขึ้นยึดซิซิลีจะมีการสูญเสียเป็นอย่างยิ่ง และ ฝ่ายเยอรมันย่อมประเมินออกว่าการยกทัพจากแอฟริกาผ่านนไปยังทะเลยุโรปใต้ของคาบมหา สมุทรอิตาลีนั้นเป็นตำบลที่สกัดกั้นการเคลื่อนที่กำลังของสัมพันธมิตรผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อย่างเหมาะสมที่สุด ทั้งนี้ฝ่ายเยอรมันเชื่อมั่นว่าหลังจากทางสัมพันธมิตรมีชัยในแอฟริกาเหนือ แล้วคงไม่ถอนกำลังทหารกลับเกาะอังกฤษเพื่อเตรียมยกพลข้ามช่องแคบอังกฤษขึ้นบกที่ฝั่งของ ฝรั่งเศสอย่างน้อยคงมีกำลังทหารสัมพันธมิตรส่วนหนึ่งจากแอฟริกาเหนือข้ามทะเลไปยังฝรั่งเศส ภาคใต้ หรืออิตาลี หรือที่กรีซที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษขณะนั้น เซอร์ชิลเคยเรียกขานไว้ว่าพื้นที่ของ ประเทศเหล่านั้น – เป็นท้องน้อยยุโรป
ก่อนจบการรุกไล่กองทัพเยอรมันออกจากแอฟริกาเหนือได้ทั้งหมด ฝ่ายสัมพันธมิตรไดh ้ตกลงใจและวางแผนที่จะใช้กำลังในแอฟริกาเหนือขึ้นบกที่ฝั่งประเทศอิตาลีเพื่อรุกเข้าสู่ประเทศ เยอรมันต่อไป โดยจะเริ่มรุกผ่านทางเกาะซิซิลีในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แผนการสงครามที่หลีก เลี่ยงการสูญเสียของสัมพันธ มิตรที่ซิซิลได้นำไปสู่การถกเถียงของคณะการทำงาน ลับพิเศษของ สัมพันธมิตร ที่จะใช้วิธีการข่าวสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ผู้วางแผนการทัพของฝ่ายเยอรมันหาก เยอรมันได้ข่าวล่วงและเบนความสนใจในการตั้งรับจากซิซิลีและอิตาลี ไปยังตำบลที่อื่นจะลดการ สูญเสียของฝ่ายสัมพันธมิตรที่จะใช้วิธีการข่าวลวงขึ้นแล้ว ข่าวล่วงต้องแนบเนียนเสมือนจริงจน ฝ่ายเยอรมันเชื่อว่าเป็นข่าวจริง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Man Who Never Was ..จับร่างสร้างกลลวง by MI-6

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Nov 11, 2008 10:38 pm


" คนอย่างผม ที่ไหนก็อยู่ได้ กางเต๊นท์นอนยังได้เลย "

ใครพูดอย่างนี้ก็สมควรเป็นคนที่เรียกว่า ไม่ยึดติด หรือ เรียกอีกอย่างว่าไร้ราก

พาหนะคู่ใจที่ควรใช้ต้องเป็นแบบเดียวกับ
The man who never was .... คนผู้ไม่เคยมีจริง

แหม ก็ซาตาครอสไงคะ

ตอนนี้อากาศมันหนาวเหน็บ ก็เลยอดนึกถึงเลื่อนที่ซานตาครอสใช้เป็นพาหนะเดินทางไม่ได้

ใครคิดว่าจะไม่ปักหลักปักฐานที่ไหน เพื่อสะดวกในการวางแผน ในการตามหาแหล่งที่อยู่ไม่พบ
หรือ เพื่อเกมส์การเมืองใดก็ตาม น่าจะนำความคิดนี้ไปพิจารณาบ้าง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Man Who Never Was ..จับร่างสร้างกลลวง by MI-6

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Nov 11, 2008 10:39 pm



ความเอนกประสงค์ของเลื่อน ก็คือ สามารถไปได้ทุกพื้นผิว ที่ไม่ขรุขระเกินไป

บนหิมะก็ดี บนท้องทรายก็ไหลรื่น

แบบทำเลที่หมายตาไว้ ตามข่าว ก็นำเลื่อนไปโลดแล่นได้สบาย


แก้ไขล่าสุดโดย sunny เมื่อ Wed Nov 12, 2008 9:13 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: The Man Who Never Was ..จับร่างสร้างกลลวง by MI-6

ตั้งหัวข้อ  tang may on Wed Nov 12, 2008 5:50 pm

แผนเผด็จศึก Mincemeat กำหนดและเริ่มปฏิบัติการในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ( ค.ศ. ๑๙๔๒) โดยใช้ร่างไร้วิญญาณ ของ คนที่เหมือนกับเป็นทหาร อังกฤษ ให้ไปติดที่ชายฝั่งทะเล ที่ใดที่หนึ่ง เพื่อให้สเปน ซึ่งเป็น ฝ่ายเยอรมันพบศพ แล้วก็แจ้งข่าวให้เยอรมันทราบ ข่าวที่ว่าก็คือข่าวลวง สถานที่โจมตีของสัมพันธมิตร จาก ซิซิลี เป็น กรีซ

นายทหารที่เป็นต้นคิด คือร้อยเอก Charles Cholmondeley ซึ่งตอนนั้นยังสังกัดอยู่หน่วย B1A และ หน่วยสืบราชการลับ MI5 ดังนั้น ตอนที่เขียนหนังสือนี้ประมาณสิบปีหลังปฏิบัติการ Ewen Montagu นายทหารผู้เป็นหัวหน้าคณะทำงาน จึงใช้ชื่อเขาว่า George ซึ่งเป็นนามแฝง การเปิดเผยตัวตนของนายทหารนักบินผู้นี้ เกิดสิบกว่าปี หลังจากเหตุการณ์นั้น

วิธีการก็คือ ให้ทหารคนที่ว่าเป็นผู้นำสารของผู้เกี่ยวข้องในฝ่ายสัมพันธมิตร สามคนคือ
พลเอก เซอร์ อาร์ชิบาลด์ ไนย์ รองเสนาธิการใหญ่กองทัพอังกฤษเห็นด้วยตามแผนงาน และได้เขียนจดหมายตามร่างของคณะวาง แผนงานลับเป็นจดหมายส่วนตัวถึง พลเอก อเล็กซานเดอร์ ผู้บัญชาการทหารอังกฤษในตูนิเซีย ซึ่ง อยู่ใต้การบังคับบัญชาการทหารสัมพันธมิตรผสม พลเอก ไอเซ็นฮาวร์ ในรูปแบบจดหมายส่วนตัว ซึ่งระบุว่า
กองทัพภายใต้ พลเอก อเล็กซานเดอร์ จะ บุกไปทางซาร์ดิเนีย หากเป็นไปได้จะเลยเข้าคอร์ซิกา ในขณะเดียวกองทัพของ พลเอก เซอร์เฮนรี่ วิลสัน ภายใต้การบังคับบัญชาของ จอมพล มอนต์กัมเมอรี่ ในแอฟริกาเหนือจะรุกเข้าสู่ กรีซ และยึดคาบสมุทรบอลข่าน นับเป็นแผนการทัพของฝ่ายสัมพันธมิตรที่จะรบรุก ๒ ด้านจาก แอฟริกาเหนือสู่ยุโรปตอนใต้

ในจดหมายยังระบุว่า สัมพันธมิตรกำลังพยายามทำให้เยอรมันเชื่อว่ากองทัพ สัมพันธมิตรกำลังพยายามทำให้เยอรมันเชื่อว่ากองทัพสัมพันธมิตรจะรุกผ่านซิซิลีเพื่อว่าถ้าแผนจริง ที่จะบุกซิซิลีเกิดรั่วไปจะทำให้ฝ่ายเยอรมันลังเลว่าแผนไหนจริง แผนไหนลวง และถ้าทางเยอรมัน มันเกิดเชื่อในจดหมายลวงแล้วก็ยิ่งดีเพราะแผนจริงนั้น

คำถามสำคัญ…. ทำไมต้องให้ นาวิกโยธิน อังกฤษ บินไปส่งจดหมาย ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญระดับนั้นด้วย

คำตอบเรื่องนี้…..อาศัยจดหมาย ที่เซอร์ไนย์ ระบุแผนการทัพของสัมพันธมิตรจะมีการยกพลขึ้นบก ที่ต้องใช้เรือและรถสะเทินน้ำสะเทินบกที่ต้องใช้เรือและรถสะเทินน้ำสะเทินบกหลายแบบหลายชนิด จำนวนมากซึ่งต้องใช้ผู้เชี่-ย-วชาญรอบรู้ในเรื่องนี้จึงควรกำหนดให้พันตรี มาร์ตินไปร่วมงานเานธิการ ในกองบัญชาการผสมสัมพันธมิตรที่อแฟริกาเหนือ และให้มีจดหมายลงลายมือ ของจอมพลเรือ เซอร์ แอนดรู คันนิงแฮม ผู้บัญชาการกองเรือเมดิเตอร์เรเนียนที่แอลเจียร์อีกฉบับ หนึ่ง ความว่า พันตรี มาร์ตินเคยปฏิบัติงานในการยกพลขึ้นบกที่เมืองดิเอปก่อนหน้ารี้ และรู้ เรื่องเกี่ยวกัยเรือท้องแบนรุ่นใหม่ ๆ สำหรับการยกพลขึ้นบก และคิดว่าการส่งสารด้วยวิธีนี้จะปลอดภัยและรวดเร็วกว่า การส่งทางวิทยุ ซึ่งอาจโดนแกะรอยได้

ชายทะเลที่คิดว่าจะให้เป็นที่รับสาร คือ ที่ Huelva ของสเปน ด้วยเหตุผลว่า ตรงนั้นกระแสน้ำแรงพอที่จะพัดศพให้ไปถึงฝั่งได้ โดยไม่ยากเย็นนัก คือกำหนดจุดหมายได้ค่อนข้างแน่นอน และไม่ควรให้เยอรมันเป็นผู้พบศพเอง เพราะจะทำให้เยอรมันได้มีโอกาส ตรวจสภาพศพได้ละเอียด อาจผิดพลาดได้

เมื่อกำหนดแผนการแล้วก็ต้องหาร่างที่จะเป็นตัวนำส่งสาร ร่างนี้ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะได้ เขาจะต้องเป็นคนที่ดูเหมือนนายทหารอังกฤษ จมน้ำตาย รวมทั้งต้องหาวิธีการส่ง ร่างไปยังเป้าหมายได้ อีกด้วย

ในที่สุดก็ได้ร่างชายผู้หนึ่งมา ในหนังบอกว่าเขาเป็นนิวมอเนียตาย แต่ในบีบีซี ระบุว่า ชายผู้นี้เป็นชาวไอริช แล้วก็รู้สึกจะเสพสุรา หนัก แล้วกินยาพิษคือสารหนูเข้าไป จนตาย

มอนตากู เป็นผู้ไปเจรจาขอใช้ร่างผู้ตาย จากบิดาของเขา โดยเหตุผลว่า มิอาจบอกได้ว่าจะนำร่างไปทำอะไร เพียงแต่ขอให้รู้ว่า สิ่งที่ลูกชายเขาทำไป จะเป็นคุณอันเอนกอนันต์ต่อประเทศชาติ ทีเดียว

พ่อของผู้ตาย ขอรับคำมั่น แบบ an officer and a gentleman (ในหนังใช้อย่างนี้จริงๆ) ว่า ศพของลูกชายเขาจะได้รับการประกอบพิธีทางศาสนาแบบที่ควรเป็น มอนตากูไม่อาจรับปากได้ แต่จะพยายามสุดความสามารถ

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ