อัลไพน์ เรื่องเก่าที่ต้องเล่าซ้ำ

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

อัลไพน์ เรื่องเก่าที่ต้องเล่าซ้ำ

ตั้งหัวข้อ  tang may on Mon Nov 17, 2008 8:00 pm

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสนามกอล์ฟ “อัลไพน์”
โดย กรมที่ดิน
กรมที่ดินขอชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ดังนี้


1. ความเป็นมาของที่ดิน

1.1 นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ได้ทำพินัยกรรม ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2512 โดยข้อความ 1 (ง) และ (จ) ระบุยกกรรมสิทธิ์ที่ดิน โฉนดเลขที่ 20 และ 1446 อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ให้แก่ วัดธรรมมิการามวรวิหาร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และความข้อ 4 ระบุให้เจ้าอาวาสวัดธรรมมิการามวรวิหาร จัดการมอบอสังหาริมทรัพย์ และจำนวนเงิน (ถ้ามี) ซึ่งได้แก่วัดธรรมมิการามวรวิหาร รวมทั้งสิ้นแก่ มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัยช่วยกันจัดทำผลประโยชน์

1.2 นางเนื่อมฯ ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2514

1.3 เหตุที่วัดฯ ต้องการขายที่ดินโดยไม่ประสงค์จะขอรับโอนที่ดินเนื่องจาก

(1) ที่ประชุมสงฆ์และคณะกรรมการวัดฯ มีมติว่าไม่ควรรับโอนที่ดินมาเป็นชื่อของวัดฯ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ควรจำหน่ายนำเงินมาบำรุงวัดและจัดตั้งมูลนิธิ

(2) วัดฯ มีที่ดินเพียงพอสำหรับใช้สอยแล้ว จำนวนเกินกว่า 50 ไร่

(3) ขณะนี้วัดได้จัดให้บุคคลอื่นเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อทำนาได้ค่าเช่าไร่ละ 100 บาท ต่อปี เป็นเงิน 90,000 บาทเศษ

(4) ที่ดินมรดกตั้งอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี แต่วัดฯ ตั้งอยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไม่สะดวกต่อการดูแลรักษา ใช้สอย หรือจัดหาประโยชน์ซึ่งอาจจะทำให้เกิดผลเสียหายได้

(5) วัดฯ ไม่มีเงินที่จะเสียค่าธรรมเนียมในการโอน ซึ่งต้องใช้จ่ายเป็นเงินงบประมาณ 10 ล้านบาทเศษ

1.4 วัดได้แสดงความประสงค์ไม่ขอรับโอนที่ดิน และต้องการจำหน่ายที่ดิน เพื่อนำเงินมาบำรุงวัด และจัดตั้งมูลนิธิเก็บดอกผลตามหนังสือฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2531 และวันที่ 10 มกราคม 2532

1.5 มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเนื่อมฯ ได้รับโอนที่ดิน และขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ บริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด โดยจดทะเบียนโอน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2533

1.6 กรมการศาสนา ได้ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา ปัญหาข้อกฎหมายว่า ที่ดินมรดกของนางเนื่อมฯ โฉนดเลขที่ 20 และ 1446 อำเภอคลองหลวงจะตกเป็นของวัดฯ นั้น เป็นที่ธรณีสงฆ์หรือไม่ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2543 ทั้งนี้ กรมที่ดิน ไม่ใช่หน่วยงานที่เป็นผู้ขอหารือแต่อย่างใด

1.7 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้แจ้งผลการพิจารณาข้อหารือต่อกรมการศาสนา ตามหนังสือที่ นร 0601/0.175 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 และกรมการศาสนา ได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาดังกล่าวให้กรมที่ดินทราบ และดำเนินการตาม ที่เห็นสมควรต่อไป ตามหนังสือ ด่วนมาก ที่ ศธ 0301/1772 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2544 โดยกรมที่ดินได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544

1.8 เนื่องจากการพิจารณาเพิกถอนรายการจดทะเบียนตลอดจนโฉนดที่ดินแปลงย่อย ตามความเห็นชอบของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกานั้น จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎมายที่ดิน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2543 แต่โดยที่ขณะนั้น กฎกระทรวงที่กำหนด หลักเกณฑ์วิธีการในการเพิกถอนการจดทะเบียนยังไม่ออกใช้บังคับ จึงต้องรอดำเนินการไว้ ต่อมาเมื่อกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการในการเพิกถอนการจดทะเบียนตามกฎกระทรวง กล่าวคือ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อทำการสอบสวนพยานหลักฐานให้ได้ความว่า การจดทะเบียนขายที่ดินทั้งสองแปลงในลำดับต่อมาเป็นการจดทะเบียนไปโดยชอบด้วย กฎหมายหรือไม่ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2544 และคณะกรรมการสอบสวน มีความเห็นชอบสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา อธิบดีกรมที่ดิน โดยรองอธิบดีซึ่งได้รับมอบหมาย จึงได้มีคำสั่งที่ 2308/2544 ลงวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2544 ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนและโฉนดที่ดินแปลงย่อยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จำนวน 635 แปลง พร้อมทั้งแจ้งคำสั่งและสิทธิของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรับทราบตามที่กฎกระทรวง ซึ่งออกตามปะมวลกฎหมายที่ดินและตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนด

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: อัลไพน์ เรื่องเก่าที่ต้องเล่าซ้ำ

ตั้งหัวข้อ  tang may on Mon Nov 17, 2008 8:01 pm

2. ผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งเพิกถอนของอธิบดีกรมที่ดิน ได้อุทธรณ์คำสั่งต่อรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบมายผู้ทำคำสั่ง จำนวน 294 ราย เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 28 มกราคม 2545 ตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

3. กรมที่ดินโดยรองอธิบดีเจ้าน้าที่ผู้ทำคำสั่งพิจารณาแล้วไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ จึงได้รายงานความเห็นของกรมที่ดินพร้อมด้วยเหตุผลเสนอปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาคำอุทธรณ์โดยส่งเรื่องให้กระทรวงมาดไทย รวม 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2545 จำนวน 41 ราย และวันที่ 5 มีนาคม 2545 จำนวน 2 ราย รวมทั้งสิ้น 294 ราย

4. กรมที่ดินได้ดำเนินการตามมาตรา 45 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 โดยเสนอรายงานความเห็นพร้อม ด้วยเหตุผลเสนอปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ข้อ 2 (4)

5. ปลัดกระทรวงมหาดไทย (โดยรองปลัดกระทรวงรักษาราชการแทน ปลัดกระทรวงมหาดไทย) ได้พิจารณาเห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 84 แห่ง ประมวลกฎหมายที่ดินเป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นกฎหมายพิเศษ ที่ยกเว้นกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไป ดังนั้น การได้มาซึ่งที่ดินของวัดจึงต้องได้รับอนุญาติจากรัฐมนตรี ตามมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า รัฐมนตรีได้สั่งไม่อนุญาตให้วัดได้มาซึ่งที่ดินมรดกรายนี้ วัดจึงยังไม่ได้มาซึ่งที่ดินดังกล่าว จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 45 มาตรา 46 มาตรา 50 และมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ข้อ 2 (4) จึงให้เพิกถอนคำสั่งอธิบดี ที่ 2308/2544 ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2544 และส่งเรื่องมาให้กรมที่ดินแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้ผู้อุทธรณ์ วัดธรรมิการามวรวิหาร และกรมการศาสนาทราบ พร้อมทั้งสิทธิฟ้องคดีปกครอง ให้ผู้ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยส่งมาให้กรมที่ดินได้รับผลการ วินิจฉัยอุทธรณ์ของปลัดกระทรวง ต่อศาลปกครองตามนัยมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบในวันที่ 13 มีนาคม 2545

6. หากผู้ที่มีส่วนได้เสียซึ่งม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ปลัดกระทรวง มหาดไทยสั่งมีสิทธิที่จะนำเรื่องไปฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งหากมีการฟ้องต่อ ศาลปกครองแล้ว ผลที่เกิดขึ้นย่อมเป็นผลดีเนื่องจากคำพิพากษาของศาลปกครอง ที่ถึงที่สุดเป็นประการใดแล้วจะสามารถยุติปัญหาการตีความกฎหมาย ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ธรณีสงฆ์หรือไม่ และสามารถทำความเข้าใจต่อประชาชนได้

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: อัลไพน์ เรื่องเก่าที่ต้องเล่าซ้ำ

ตั้งหัวข้อ  tang may on Mon Nov 17, 2008 8:01 pm

7. ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากพิจารณาดำเนินการตามความเห็นของสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา คือ

7.1 วัดธรรมิการามวรวิหาร ซึ่งแม้จะได้ที่ดินมาเป็นของวัด แต่วัดจะต้องคืนเงินค่าที่ดิน จำนวน 142,000,000 บาท (หนึ่งร้อยสี่สิบสองล้านบาท) ที่วัดฯ ได้รับจากการขายที่ดิน และใช้ค่ามูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 8,300,000,000 บาท (แปดพันสามร้อยล้านบาท) ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาของทางวัดต่อไปในอนาคต

7.2 สถาบันการเงินผู้รับจำนองจะต้องสูญเสียหลักทรัพย์ที่มีผู้นำที่ดินดังกล่าว มาค้ำประกันเงินกู้ไว้เป็นเงินประมาณ 2,154,000,000 บาท (สองพันหนึ่งร้อยห้าสิบสี่ล้านบาท) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงิน

7.3 ประชาชนผู้ซื้อบ้านจัดสรรโดยสุจริต ซึ่งแต่ละรายได้จ่ายเงินค่าที่ดินและบ้านจัดสรร ไปอย่างน้อยรายละ 3-5 ล้านบาท จะต้องได้รับความเสียหาย และต้องเสียเวลาและเงิน ในการฟ้องร้องเรียกเงินคืน เฉพาะเท่าที่มีผู้อุทธรณ์ จำนวน 294 ราย ระบุความเสียหาย ไว้รวมประมาณ 8,300,000,000 บาท (แปดพันสามร้อยล้านบาท)

7.4 กรมที่ดินจะต้องถูกประชาชนผู้ซื้อบ้านจัดสรร และบริษัทฯ ฟ้องเรียกค่าเสียหาย ไม่น้อยกว่า 8,300,000,000 (แปดพันสามร้อยล้านบาท) เนื่องจากเจ้าพนักงานที่ดินเป็นผู้ทำการจดทะเบียนซื้อขายและออกโฉนดที่ดิน



หมายเหตุ จากวารสารจดหมายข่าว สป.มท. ปีที่ 15 ฉบับที่138 เดือนมิถุนายน 2545 หน้า 8-10

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: อัลไพน์ เรื่องเก่าที่ต้องเล่าซ้ำ

ตั้งหัวข้อ  tang may on Mon Nov 17, 2008 8:07 pm



แผ่นดินเรา ต้องช่วยกันรักษา ค่ะอย่าไปมัวแต่ทำอะไรไม่รู้ ให้มารมันพากันเย้ยหยัน
ขโมยที่วัดไปขายเอาเงินฟรีๆ เพราะว่ามันอาศัยช่องทาง ป้ายสีให้พระกลายเป็นผู้ร้ายในสังคม
ด้วยวิธีไหนหรือคะ ก็พยายามยัดเยียดความปลอมปนให้เราเข้าใจว่า พระที่ดี ไม่มีแล้วยังไงล่ะ

ฝรั่งมีป้าย Beware of dog ....ระวังสุนัขดุ
หากจะขอยืมคำพูดมาบอกว่า Beware of dog ก็ไม่ใช่ว่าห่วงความดุของเจ้าสี่ขาหรอกนะ
หากเราปล่อยให้แผ่นดินสูญหาย โดยขโมยไปง่าย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการค้า หรือ โดนลัทธิ อื่นมายึดเอาไปละก้อ
ระวังหมาจะหัวเราะเยาะเอา

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: อัลไพน์ เรื่องเก่าที่ต้องเล่าซ้ำ

ตั้งหัวข้อ  tang may on Tue Nov 18, 2008 7:55 am

บางคนเขาบอกว่าตัวเอง คือคนประเภท นักเลงเก่า
พอพูดถึงคนใจนักเลง ก็จะเห็นภาพว่า เป็นคนที่กล้าได้กล้าเสีย รักษาคำพูด คำไหนคำนั้น
แต่เท่าที่เห็น หลายคนบอกว่าตัวเองเป็นนักเลง กลับไม่ยักกะมีพฤติกรรมอย่างที่ว่าเลย

เปลี่ยนคำพูดเป็นว่าเล่น ในรอบปีหนึ่งๆ ต้นปี กับ ปลายปี ยังเพี้ยนได้เลย


เรื่องการสะสมทรัพย์สิน หลายคนเก็บเงินบอกว่าไว้กินยามแก่ แต่บางคนเก็บไว้มากกว่าจะกินตอนแก่ในชาติเดียว นอกจากสะสมเงิน แล้วยังสะสมที่ดินหลายแปลงด้วย

สะสมที่ดิน ก็มีหลายวัตถุประสงค์ บางคนว่า หากฝากเงินไว้ เกิดคนรับฝากมีปัญหา เงินอาจสูญได้ นั่นก็จริง
บางคนบอกว่า ค่าของเงินอาจเล็กลงไป แต่ที่ดินคือทรัพยากรที่มีจำกัด มีเท่าเดิม ราคาอาจขึ้นๆ ลง ๆ ตาม
สภาวะเศรษฐกิจ แต่ในที่สุดก็ยังคงมีค่าทางให้ก่อเงินได้ต่อไป เก็งกำไรก็ได้ จึงสรุปว่า สะสมไว้เพื่อกำไร
นั่นเอง

คิดกันได้สารพัด แต่ไม่ยักกะคิดว่า จะสะสมแผ่นดินไว้ให้อาศัยในตอนแก่
พูดอย่างนี้แปลว่าอะไร แปลว่า หากมุ่งค้าหากำไรเสียจนไม่ดูดำดูดีว่าคนซื้อเป็นใคร คนไทยด้วยกัน
หรือ ไทยนอมินี โดยคิดว่า เงินจากมือใครไม่สำคัญ เพราะนั่นก็คือเงิน

อาจมั่งคั่ง ดั่งเศรษฐี ที่ตอนแก่
หากแต่ไร้พสุธาให้อาศัย....

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: อัลไพน์ เรื่องเก่าที่ต้องเล่าซ้ำ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Nov 18, 2008 11:41 pm

นักเลงหรือ จะสู้คนจริง

โดยเฉพาะคนจริง ที่เป็นทั้งนางฟ้า และซาตานในร่างเดียว

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ