เคล็ดวิชาสายฟ้า ตามล่าหาสุขาวดี

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: เคล็ดวิชาสายฟ้า ตามล่าหาสุขาวดี

ตั้งหัวข้อ  tang may on Mon Dec 01, 2008 2:45 pm

อยากสยบ คนทั้งหล้า
ด้วยหัตถา ทั้งสองนี้
แสวงหา วิชาดี
ยอดคัมภีร์ พิสดาร

เลือกสำนัก เข้าสังกัด
อันเจนจัด มาตรฐาน
กราบคุรุ ไร้เทียมทาน
กรานอาจารย์ สานวิชา

ตามแบบฉบับของนิยายบู๊ลิ้ม มักจะมีคัมภีร์เอกอุ ที่เป็นยอดปรารถนาของคนฝึกยุทธ

เป้าหมายก็คือเพื่อเป็นหนึ่ง

เวลาดูในหนัง วิธีการสอนคนอาจารย์แต่ละสำนักก็ต่างๆ กันไป บางสำนัก มีหลักสูตร ให้เรียน มีการฝึกเป็นขั้นๆ แบบสำนักเส้าหลิน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเสาหลักแห่งธรรมะ

ที่จะเล่าต่อไปนี้ก็คือ หนังจืนเรื่องหนึ่ง ชื่อว่า จอมยุทธกระบี่เมา แต่ที่ขึ้นหัวเรื่อง ขอใช้เป็นคัมภีร์เอกอุในเรื่อง ซึ่งเป็นยอดปรารถนาของคนในยุคนั้น

แผ่นหนังที่ได้มาเป็นฉบับพิเศษ เพราะผู้ที่ให้ ท่านได้ทำการตัดต่อ จนอยู่ในแบบที่กระทัดรัด ประหยัดเวลาดูเป็นอันมาก และได้เนื้อหาสาระของภาพยนตร์ค่ะ

จะว่าไปคิดว่าเป็นการสอนสัจธรรมของชีวิตให้โดยที่ผู้ให้ท่านไม่ต้องเอ่ยคำพูด แต่ให้เราซึ่งเป็นคนดูไปคิดเอง

หนังเรื่องนี้ ได้เค้าโครงเรื่องมาจากนิยายเรื่องหนึ่ง ดูแนวเรื่องแล้วไม่มั่นใจว่าเป็นของโกวเล้ง คาดเดาว่าน่าจะเป็นของกิมย้ง เพราะเนื้อเรื่องส่วนหนึ่งคล้ายกับ เดชคัมภีร์เทวดาเป็นอย่างมาก


* ภาพประกอบ กับเรื่องราว ปรากฎว่า ขัดกัน ภาพประกอบเป็นยุคสมัยแมนจูแล้ว ราชวงศ์ชิง แต่ในเรื่อง ที่เป็นภาพยนตร์ เป็นสมัยฮั่น ดูจากทรงผมค่ะ

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

ไม่ทรยศคนกันเอง แล้วจะทรยศใคร ?

ตั้งหัวข้อ  tang may on Mon Dec 01, 2008 7:48 pm



เรื่องนี้จะว่าไปก็เป็นหนังบู๊ลิ้มแบบมาตรฐาน คือ วัดที่ตอนจบ ธรรมะเป็นฝ่ายชนะ

คัมภีร์อันเป็นต้นเหตุของเรื่องราว อยู่ในความครอบครองของผู้เฒ่าเหมย ซึ่งเป็นปรมารย์ทางการต่อสู้ในเวลานั้น

ผู้เฒ่าเหมย เป็นมือวางอันดับหนึ่ง สามารถประลองยุทธเอาชนะ ลามะจากดินแดนนอกตงง้วนได้ ลามะที่ว่า คือเจ้าสำนักกระบี่ไฟ ที่ตั้งสำนักอยู่ในถ้ำน้ำแข็ง แต่ดันใช้ชื่อกระบี่ไฟ มันก็ชงกันแต่ต้นเรียบร้อย

ในการต่อสู้ของยอดฝีมือ แม้ว่าจะไม่มีใครล้มตาย แต่ต่างฝ่ายก็สูญเสียกำลังไปไม่น้อย

ในภาวะแบบนี้ เป็นโอกาสให้ฝ่ายที่รอลงมือ สามารถฉกฉวยได้ทันที

ผู้เฒ่าเหมย มีศิษย์สามคน

คนแรกชื่อ ว่านจือซิน
คนที่สอง ลืมชื่อ เพราะไม่ค่อยมีบทบาทให้เห็น
คนที่สามชื่อ ฉีว่านเซิน

ศิษย์ทั้งสาม เห็นอาจารย์เอาชนะลามะ ด้วยคัมภีร์สายฟ้า ซึ่งเป็นเพลงกระบี่ ที่อาจารย์ไม่ได้ถ่ายทอดให้พวกตน

ก็รู้สึกอยากได้คัมภีร์มาครอบครอง แล้วก็ข้องใจว่า ทำไมอาจารย์ไม่สอนวิชานี้ให้

ดังนั้น ในจังหวะที่อาจารย์เพลี่ยงพล้ำ ทั้งสามคนจึงสบช่อง กล้าทวงถามวิชาจากอาจารย์

อาจารย์บอกว่า อย่าฝึกเลย เพราะวิชานี้ใครได้ไป จะประสบเคราะห์มิสิ้น

แต่คนเรามีหรือจะยอมแค่นั้น หากเป็นคนดีๆ ก็ไปอย่าง

แต่ทั้งสามคนนี้ ได้เป็นพวกจบ เน.... คือ เนรคุณมาด้วย จึงลงมือกับอาจารย์

แต่ด้วยฝีมือที่ยังอ่อนกว่า ถึงจะรวมกำลังกันสามคน ก็สู้อาจารย์ไม่ได้

ศิษย์คนสุดท้าย ฉีว่านเซิน ถึงกับเสียทีกระบี่หลุดจากมือ ก็เลยชิงยอมแพ้ คุกเข่าขอชีวิตจากอาจารย์

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

คำเตือน....อย่าหันหลังให้ใครเด็ดขาด

ตั้งหัวข้อ  tang may on Mon Dec 01, 2008 7:51 pm

ผู้เฒ่าเหมย เห็นดังนั้น ก็มิคิดจะลงมือ ถึงขั้นเอาชีวิต แต่ก็ตัดความเป็นศิษย์กับอาจารย์

ผู้เฒ่าเหมย ว่าแล้วก็หันหลังกลับ ทำผิดกฎการป้องกันตัว อันสำคัญ

การนั่ง เขายังห้ามนั่งหันหลังให้ประตู เนื่องจากว่า มันจะทำให้ผู้นั่ง เกิดความหวาดระแวงภัยอยู่ ส่งผลต่อจิตใจ เป็นผลในด้านจิตวิทยา

การยอมให้ศัตรูอยู่เบื้องหลัง จึงเป็นข้อห้ามสำหรับการต่อสู้ เว้นแต่ว่า ท่านจะมีตาหลัง หรือ มีกระจกมองหลัง แบบรถ บางรุ่น ที่เขามีไว้มองเวลาถอยหลัง

แต่ผู้เฒ่าเหมย ไม่คาดคิดว่า ศิษย์ที่เคยสอนสั่ง จะกล้าลงมือ แทงข้างหลัง

ฉีว่านเซิน แทงอาจารย์ ที่กำลังจะเดินจากไป จากด้านหลัง

จากนั้น ศิษย์อีกสองคนก็ช่วยกันรุม

ผู้เฒ่าเหมย แม้จะมีฝีมือยอดเยี่ยม แต่จากที่กำลังภายในลดทอนลงไปหลังการต่อสู้กับเจ้าสำนักกระบี่ไฟ และ โดนศิษย์ แทงข้างหลัง

ก็ทำให้ไม่อาจทานการรุมของสามศิษย์ชั่วได้ เมื่อจวนตัว เขาก็เลย โยนคัมภีร์ ออกมากลางอากาศ เพื่อเบนความสนใจ จากนั้นก็กระโดดลงน้ำไป

ในละแวกนั้นมี บ้านหลังหนึ่ง คนในบ้าน เป็นชายหนุ่มชื่อ ติงเตียน ซึ่งเห็นเหตุการณ์ การต่อสู้มาตลอด รวมทั้งเห็นผู้เฒ่าเหมยหนีลงน้ำไปด้วย

และแล้ว อะไรก็เป็นไปได้ในหนังจีน บุญนำพาให้ ติงเตียน มีโอกาสช่วย จอมยุทธเหมย แล้วก็รักษาอาการบาดเจ็บ ให้อยู่ต่อไปสักพักหนึ่ง เพื่อถ่ายทอดเคล็ดวิชา คัมภีร์สายฟ้าให้นั่นเอง

ติงเตียน จดจำแล้วก็ได้ไปฝึกวิชา หลังจากผู้เฒ่าตายไปแล้ว และได้ทำหน้าที่เป็นผู้ล้างแค้นให้แก่ จอมยุทธเหมย

ในเวลาเดียวกัน ศิษย์ร่วมสำนัก ทั้งสามก็กลายเป็นสามหนุ่มสามมุม เพราะว่า ต่างก็ไม่มีใครยอมให้ใครได้คัมภีร์ไปครอง

ในที่สุดเกิดการหักหลังกันเอง แล้วก็ได้ไปคนละส่วนสองส่วน แล้วก็ผิดใจกันในที่สุด แยกย้ายกันไปทำชั่วคนละตำบลกัน

OJOP .... One Junrai One Province

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เคล็ดวิชาสายฟ้า ตามล่าหาสุขาวดี

ตั้งหัวข้อ  sunny on Mon Dec 01, 2008 10:13 pm

ดีจังเลย มีคนเล่าให้ดูจนจบเรื่อง จะได้ไม่เสียเวลาไปนั่งดูอยู่หน้าจอ

วันนี้เพลียค่ะ เพลียใจ เหนื่อยกาย พักก็ยังหาย แต่เหนื่อยใจ ได้แต่ เฮ้อ!!!

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หากศัตรูเข้มแข็ง ยุแยงให้อ่อนยวบ

ตั้งหัวข้อ  tang may on Sat Dec 06, 2008 1:20 pm

แม้สามพี่น้องร่วมสำนักจะแยกย้ายกันไปคนละที่ แต่ความเคลือบแคลงเรื่องว่า ใครครองคัมภีร์ ยังอยู่ในใจทั้งสามคน

ว่านจือซาน พี่ใหญ่ เป็นคนเจ้าเล่ห์ และมีลูกชายส่งเสริม ช่วยงาน ได้ออกอุบาย จัดงานเลี้ยง ที่สำนัก แล้วก็เชิญ น้องคนที่สาม ฉีว่านเซิน มาร่วมงานด้วย

ฉีว่านเซิน นำลูกสาว ฉีฟาง และ ศิษย์ ชื่อ ตี๋หยิน ไปร่วมงานด้วย

ส่วนศิษย์คนกลางของผู้เฒ่าเหมย หายตัวไปจากยุทธจักร เป็นเวลานาน นัยว่า สองพี่น้องคิดว่า เขานี่แหละ เป็นคนขโมยคัมภีร์ไป

ในงานวันเลี้ยง ที่บ้านว่านจื่อซาน ได้มีคนเข้ามาก่อกวน พิธี ปรากฎว่า คนที่ออกหน้าไปต่อกร คือ ฉีจื่อเซิน

คนมาก่อกวนใช้อาวุธลับที่ได้จากคน สัตว์ เท่านั้น นั่นคือ ไหอึ เมื่อต่อสู้กัน และมีการสาดพลังใส่กันปรากฎว่า ไหแตก สิ่งที่อยู่ในนั้นก็กระเด็นมาเปราะ เสื้อของฉีจือเซิน

ศิษย์ของฉีจื่อเซิน คือ ตี๋หยิน ซึ่งเป็นคน ซื่อ มือสะอาด ไม่แต๋ว เป็นคนโผงผาง คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น ก็ออกหน้าแทนอาจารย์ ไปต่อสู้กับคนที่เข้ามาก่อกวน

ในระหว่างการต่อสู้ ก็มีขอทานคนหนึ่ง แอบใช้พลังช่วยให้ตี๋หยิน จนสามารถ ไล่คนก่อกวนไปได้

ประเด็นนี้มีมุมมอง ดังนี้ค่ะ
1. คนเข้ามาก่อกวน เป็นพวกจัดฉาก โดยว่านจื่อซาน เพื่อต้องการดูฝีมือของศิษย์น้องนั่นเอง หากว่าไปฝึกคัมภีร์ และตีความได้แล้ว จะต้องสำแดง ออกมาแน่

.... มุมแย้ง .... ทำไมไม่คิดว่า หากเขาฝึกจริงก็ต้องเก็บงำซ๋อนประกายไม่ยอมแพร่งพราย

2. ขอทานที่แอบช่วย คนดูดูออกว่านั่นคือ ศิษย์ร่วมสำนักคนที่สอง ที่หายไป

คำถามว่าช่วยทำไม... ก็เพราะว่าต้องการสร้างความเข้าใจผิดให้สองศิษย์พี่ และ น้อง ให้คิดกันไปว่า ต่างฝ่ายก็ได้วิชาไปแล้ว ไม่ยอมแบ่งให้นั่นเอง

เป็นการยุแยงตะแคงรั่ว

จะเห็นได้ว่า กลวิธีการสร้างความแตกแยกให้หมู่คณะ นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่เลย
การทำลายความสามัคคี ใช้ได้ผลทุกยุคสมัย ดังที่ปรากฏในสามัคคีเพทคำฉันท์ ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธ ทำตามคำแนะนำของวัสสการพราหมณ์ ทำลายความสามัคคีในเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีในแคว้นวัชชี เพื่อให้ยึดครองได้ง่าย

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

มันรวมเราตาย มันคลายเราเป็น

ตั้งหัวข้อ  tang may on Sat Dec 06, 2008 1:25 pm

ศัตรูเข้มแข็ง
ต้องแบ่งสลาย
มันรวมเราตาย
มันคลายเราเป็น

ยุแยงแหย่ยั่ว
ปั่นหัวให้เข่น
ให้ใจไหวเอน
ทั้งเห็นแก่ตัว

จริงๆ กลอนสี่แบบการเมื้อง การเมือง

การออกหน้าแทนสำนัก ว่านจื่อซาน ของ สองศิษย์อาจารย์ สร้างความไม่พอใจให้คนในสำนัก ตระกูลว่าน อย่างยิ่ง

ลูกชายเจ้าสำนัก และศิษย์ร่วมสำนักทั้งเจ็ด ที่เป็นศิษย์หัวแถว ก็เลยหาโอกาส แกล้ง ตี๋หยิน และ รุมจนตี๋หยิน บอบช้ำไปทั้งตัว

กลางดึกคืนนั้นเอง ตี๋หยิน ก็ได้พบกับ ขอทานผู้ช่วยแผ่พลังให้เขา ในตอนสู้กับ จอมยุทธไหอึ อีกครั้งหนึ่ง ขอทานบอกว่าจะสอนให้สักสองสามท่า เพื่อให้ไปแก้มือกับศิษย์ ตระกูลว่าน

.... ขอทานคนนี้ก็คือ ศิษย์คนกลาง ของผู้เฒ่าเหมยนั่นอง แล้วที่อุตส่าห์ แสร้งหวังดีมาสอน อีก ก็เพราะว่า เป็นการต่อเติมแผนการที่วางไว้ในตอนกลางวันนั่นเอง สร้างรอยร้าวให้ สองศิษย์ร่วมสำนัก มากยิ่งขึ้น

วิธีการนี้ก็แสนจะธรรมดา และ ไม่มีอะไรแปลกเลย เขาใช้กันมานานแล้ว คนสมัยนี้ ช่างไม่มีวิวัฒนาการทางความเลวในเชิงสร้างสรรค์ เอาเสียเลย

ในตอนกลางคืน ตระกูลว่านเลี้ยงอาหารค่ำ ให้แก่ศิษย์น้อง ฉีจื่อเซิน ฉีฟาง และ ตี๋หยิน หน้าตาที่ฟกช้ำของตี๋หยิน เป็นตัวฟ้อง แทนคำพุด ในที่สุด ทุกคนก็ทราบว่าเขาโดน ศิษย์บ้านว่านรังแก เรียกว่า รุมกัดเห็นจะเหมาะกว่า

แล้วก็มีการท้าทายกันเกิดขึ้น เมื่อศิษย์ทั้งแปดของตระกูลว่านปฎิเสธ ว่ามิได้รุม และ สู้ฝีมือของตี๋หยินไม่ได้

เรื่องอย่างนี้ต้องพิสูจน์ แล้วการประลองก็เกิดขึ้น แบบ แปดรุมหนึ่ง

ในที่สุดตี๋หยินใช้วิชาที่ได้รับถ่ายทอดจากขอทานเฒ่า จนล้มศิษย์แปดคน ของคนแซ่ว่านลงได้

ทั้ง ว่านจื่อซาน และ ฉีว่านเซิน ต่างก็อ้าปากค้าง เมื่อได้เห็นฝีมือตามวิชาสายฟ้า ของตี๋หยิน เป็นท่วงท่าที่ จอมยุทธเหมย เคยใช้กำราบ กระบี่ไฟ หากแต่กำลังภายในเท่านั้นที่ต่างกัน

แผนของศิษย์คนกลาง ผู้เฒ่าเหมย ก็นับว่าประสพผล เพราะ สองพี่น้องร่วมสำนัก ต้องเข้าไปเคลียร์กันในห้อง สองต่อสอง

และแล้วก็ปรากฎว่า มีเสียงทุ่มเถียงกันออกมาให้ได้ยิน เมื่อทุกคนเข้าไปพบว่า ว่านจือซาน โดนมีดเสียบที่หน้าอก อาการร่อแร่ ส่วนฉีว่านเซิน หายตัวไป ในลักษณะสังคมพิพากษาได้โดยไม่ต้องอาศัยตำรวจ หรืออัยการชงสำนวนส่งฟ้องเลยว่า ฉีว่านเซิน คือฆาตกร

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

จุดอ่อนของจอมยุทธ

ตั้งหัวข้อ  tang may on Tue Dec 09, 2008 8:05 am

อาจถึงคราเคราะห์ของคนตระกูลฉี เพราะหลังจากที่เจ้าสำนัก หายตัวไป พร้อมกับข้อหาว่า พยายามฆ่า เจ้าสำนัก ว่าน

ตี๋หยิน ศิษย์เอก ก็ตกเป็นผู้ร้ายเหมือนกัน ด้วยข้อหาว่า มันพยายามเข้าไปในห้องของนางบำเรอ ตระกูลว่าน เพื่อปลุกปล้ำ ทั้งๆ ที่นั่นคือการจัดฉาก ตี๋หยิน ตกเป็นจำเลย และหนีไม่ได้ ทางการเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แล้วมันก็ต้องโทษจำคุก ให้ไปขังรวมกับ นักโทษคนสำคัญ ติงเตียน

ใช่แล้ว เป็นติงเตียน ชายคนที่จอมยุทธเหมย สอนวิชาสายฟ้าให้นั่นเอง

เมื่อบิดา และ ศิษย์พี่ต้องมีอันเป็นไป ฉีฟาง แม้จะเป็นคนฝึกยุทธ แต่ด้วยความอ่อนต่อโลก และ ไร้ที่พึ่งพิง ทำให้นางต้องตกในฐานะช่วยตัวเองไม่ได้ และต้องตัดสินใจแต่งงาน กับ ทายาทตระกูลว่าน เป็นสะใภ้ตระกูลว่าน ในที่สุด

ส่วนตี๋หยินที่อยู่ในคุกนั้น ทุกวันก็โดนซ้อม จนร่างกายบาดเจ็บไปหมด คนซ้อมก็คือ ติงเตียน

โดยมีเหตุผลว่า ตี๋หยิน คงเป็นสายสืบที่ศัตรู ส่งเข้ามาเพื่อล้วงเคล็ดลับ คัมภีร์สายฟ้าจากมันนั่นเอง

ติงเตียนซ้อมตายไปหลายคนแล้ว แต่ก็คิดว่า คนใหม่นี่ดูท่าทางจะโง่จริงๆ แล้วยังอึดที่สุด โดนซ้อมทุกวัน ยังยืนหยัดอยู่ได้

แล้ววันที่ตี๋หยิน เลิกทนอยู่ เพื่อเป็นที่รองมือเท้าให้ติงเตียนก็มาถึง

วันนั้นมันได้รับอาหาร พิเศษ เป็นขนมแต่งงาน หากเป็นงานแต่งทั่วไป มันก็คงกินขนมอย่างอร่อย แต่ขนมตระกร้านี้เป็นของตระกูลว่าน ส่งมาเพื่อบอกว่า จะแต่งลูกสะใภ้เข้าบ้าน และ เจ้าสาวก็มิใช่ใคร คือ ฉีฟาง ศิษย์น้องของมันนั่นเอง

คืนนั้น ตี๋หยิน ตัดสินใจผูกคอตาย โดยไม่คิดจะ ต่อสายตรงเพื่อไปอำลา ฉีฟาง และไม่ประกาศว่า จะเป็นตายครั้งสุดท้าย

เป็นตายสวรรค์ลิขิต ดังนั้น ตี๋หยิน จึงไม่ตาย เพราะสวรรค์ ส่ง ติงเตียนเข้ามาช่วยได้ทันเวลา

ติงเตียน เห็นว่าตี๋หยิน ดูเป็นคนดีจริงๆ ก็เลยเข้ามาช่วยไว้ แล้วทั้งคู่ก็แลกเปลี่ยนความเป็นมาระหว่างกัน

ติงเตียนเล่าว่า หลังจากที่มันเก็บตัวฝึกวิชา จากจอมยุทธเหมย มันก็เป็นยอดฝีมีอ ชั้นแนวหน้า แล้วก็ออกมาท่องยุทธภพ หาทางแก้แค้นให้อาจารย์

แต่เมื่อฝีมือของมันปรากฎ ก็มีคนจำนวนมากมาเพื่อท้าสู้ และหวังจะได้เคล็ดวิชานี้ไป

รวมทั้ง เจ้าสำนักว่าน ว่านจือซาน คนเจ้าเลห์ ว่านจื่อซาน ไม่ได้ทำงานคนเดียว แต่ร่วมมือกับทางการด้วย เจ้ากรมราชทัณฑ์ ในเมืองนั้น ร่วมมือกัน เพื่อหาทางจับตัวติงเตียน

แต่ฝีมือของมันอยู่ในขั้นสูงแล้ว ศัตรูจึงยังมิอาจทำอะไรมันได้

จอมยุทธ ยากผ่านด่านสาวงาม
คำพูดนี้มีนัยว่าอย่างไร ?

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

มันมาทีละตัว

ตั้งหัวข้อ  tang may on Wed Dec 10, 2008 10:12 pm

ติงเตียนเล่าว่า นับจากวันที่มันเผยตัวออกมา มันก็เดินทางไปทั่วเพื่อแก้แค้น
มีวันหนึ่ง เข้าเมืองไปหาต้นเบญจมาศเขียว (ซึ่งค่อนข้างขาดเหตุผลเพราะว่า กำลังจะแก้แค้นแล้วหาต้นไม้ ทำไม ) ทั้งเมืองไม่มีต้นไม้ชนิดนั้น จะมีก็อยู่ในจวนข้าหลวง ซึ่งบุตรสาวของท่านเป็นผู้ปลูก
ที่มันทราบเนื่องจากว่า ขณะที่มันกำลังหาต้นไม้อยู่นั้น ได้ยินเสียงคนซุบซิบกันด้วยความขบขันว่า คนท่าทางภูธรอย่างนี้ รู้จักต้นไม้ดีกับเขาด้วย
ที่ซุบซิบกันคือ สาวใช้ของบุตรีข้าหลวง กับ เจ้านาย ซึ่งเป็นสตรีที่เป็นกุลสตรี มีมารยาทในยุคนั้น นางออกปากขอโทษมัน แทนสาวใช้
แล้วจากนั้นติงเตียนก็หมั่นไปมองนางที่หน้าต่างจวนข้าหลวงทุกวัน จนวันหนึ่ง มีต้นเบญจมาศเขียวมาวางอยู่ที่ระเบียง
มันรับรู้ได้ว่า หญิงสาว ก็มีใจให้มันมิใช่น้อย
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนที่สุดมันก็เสียทีให้ศัตรูอีกจนได้ คราวนี้เป็นบิดาของนางเอง ที่วางแผนจับตัวมันขังคุก ด้วยการใช้บุตรสาวเป็นสื่อล่อให้มันมาพบ
นั่นคือเรื่องราวที่ติงเตียน ต้องอยู่ในคุกแห่งนี้
หลังจากได้เปิดตัวกันเป็นที่เรียบร้อย ติงเตียน กับตี๋หยิน ก็กลายเป็นสหาย สนิทกันฉันท์พี่น้อง

มีสุขร่วมเสพ
เสพทุกข์ร่วมต้าน
ต้าน พันธมาร
มาร วันละพันธุ์

พันธุ์มารมากจริง
จริงจนหวาดหวั่น
หวั่นเสียทีมัน
มันมาทีละตัว

เอ๊ะยังไง กลอนบทนี้ เขียนเอง ยังสับสน สับสน

ติงเตียน ปวดหัวมาก เพราะว่า ฝ่ายที่ต้องการคัมภีร์สายฟ้ามันมีมากเหลือเกิน ทั้งคนในราชสำนัก ข้าหลวง บิดาของหญิงที่มันหมายปอง คนในยุทธภพ ที่สำคัญ ตระกูลว่าน และ ศิษย์น้องของมันอีกสองคน คนที่อยู่นอกด่าน สำนักกระบี่ไฟ
แม้มันจะอยู่ในคุกแล้ว ก็ยังโดนรังควาน ไม่เลิก ล่าสุด คนสำนักกระบี่ไฟ ลอบเข้าคุกมาเพื่อเค้นวิชาจากมัน แต่ติงเตียนรู้เสียก่อน มันก็เลยวางแผนร่วมกับ น้องต่างอุทร แต่ร่วมคุกเดียวกัน โดยเปลี่ยนเสื้อผ้ากัน หลอกให้พวกกระบี่ไฟเข้ามาติดกับ ไม่ทันระวังตัว จากนั้นติงเตียน ก็ใช้ฝีมือ กำราบจนพวกนั้นหนีไปได้
ติงเตียนคิดว่า หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ สักวันมันต้องตายในคุก โดยไม่มีโอกาสเห็นหน้าคนรักอีกต่อไป มันกับตี๋หยิน จึงลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า..... ต้องหนี....

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

เจ็ดคำ นำสุขสงบ

ตั้งหัวข้อ  TANG MAY on Thu Dec 11, 2008 8:48 am

สถานที่แรกที่ติงเตียนไปก็คือ บ้านจวนข้าหลวง เพื่อพบนางในดวงใจ
เมื่อไปถึงเหมือนกับโดนสายฟ้าฟาด ที่นั่นจัดงานศพ ผู้ตายคือ นางนั่นเอง
ติงเตียน ถูกความเศร้าเข้าครอบงำ และ นี่คือจุดอ่อนสำคัญของคนทั่วไป อารมณ์ สุข ทุกข์ เศร้า แค้น โกรธ โลภ เป็นตัวบั่นทอนคุณสมบัติ ของคนไปได้ คนที่เป็นยอดฝีมือ ก็ยังมิอาจหนีกฎเกณฑ์นี้พ้น
เมื่อคนที่รักที่สุด ไม่อยู่ในโลกนี้ ทำให้ติงเตียน ก็หมดความปรารถนาในการดำรงชีวิตต่อไป มันจึงคิดอย่างเดียวว่า จะต้องฆ่าคนที่ทำให้นางต้องตาย ซึ่งเดาแผนไม่ยาก
หนึ่งในนั้นคือบิดานางเอง อีกหนึ่งคือ คนตระกูลว่าน ซึ่งทราบโดยดูจากกำลังคนที่ยกมาโอบล้อมสถานที่จัดงานศพ
มันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะถ่ายทอดเคล็ดวิชาสายฟ้า ให้แก่ ตี๋หยิน มันจึงร่ายรำกระบวนท่า ทั้งสามสิบหก ร่างกายวาดลวดลายฝีมือ ในขณะที่ปากก็พร่ำเคล็ดวิชา เป็นอักษรผสมกับตัวเลข
วิชานี้แปลกกว่าวิชาอื่น ที่เคยมีมาคือ มีตัวเลขปะปนอยู่ด้วย
ผู้ที่ฝึกถึงขั้น เข้าใจกระจ่างแจ้ง จะสรุปคำออกมาเพียง เจ็ดคำ เท่านั้น
แบบนี้ (ดิฉันจำไม่ได้ค่ะ ก็เลย แต่งขึ้นมาใหม่)

สามสิบหก กระบวนท่า
เคล็ดสายฟ้า เพื่อฝึกฝน
เลข อักษร ซ่อนเป็นกล
เจ็ดคำ ด้น ค้นดูซี

หกสิบเก้า มีบ้านใหญ่
ผู้เป็นนาย กำลังหนี
หนีกรรมเวร หนีคดี
ปริศนานี้ มีหนึ่งคำ

สอง สาม สี่ สู่ขั้นสูง
ต้องปรับปรุง จากเบื้องต่ำ
กำลังขา ฝึกประจำ
มีหนึ่งคำ คลำหาดู

หนึ่งในพระรัตนะ
คารวะ องค์ตรัสรู้
กายถึงจิต พร้อมเสียงสู
แนวพระผู้ ตื่น เบิกบาน

ตะวันออก สี่ร้อยเส้น
ตระหง่านเป็น ธรรมสถาน
สลัดสิ้น ในมวลมาร
หากข้ามผ่าน จะพลันพบ

สามสิบสอง ของร่างกาย
พินิจใช้ ให้เจนจบ
พลังใจ ไร้ทำนบ
มีครบครัน อันไม่โต

ยึดมรรคแปด ปฏิบัติ
นิวรณ์จัด เคยเขื่องโข
ขอตามรอย องค์พุทโธ
ปลดตรวนโซ่ แห่งวังวน

หนึ่ง หนึ่ง หนึ่ง ซึ่งสุดสาย
ถึงจุดหมาย เพียรสืบค้น
พลันแลไป ในฝูงชน
พบกลุ่มคน มาเป็นเบือ

โปรดเติมคำในช่องว่างค่ะ ท่านคิดว่า เจ็ดคำนั้นคืออะไร ?
... ... ... ... ... ...

TANG MAY
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

ยุทธการทำลายวัด

ตั้งหัวข้อ  tang may on Thu Dec 11, 2008 5:56 pm

แล้วติงเตียนก็ขาดใจตายในอ้อมแขนของ ตี๋หยิน พร้อมกับคำขอสุดท้ายว่า หากมันสิ้นใจแล้ว ให้นำกระดูกไปฝังรวมกับ คนรัก

ตี๋หยิน อาจไม่ใช่ยอดฝีมืออันดับหนึ่งในบู๊ลิ้ม ยามนั้น แต่มันคือ ยอดแห่งผู้สัตย์ซื่อ จึงตกลงใจว่า มันจะต้องทำตามนั้นให้ได้

เนื่องจาก มันทั้งคู่คือนักโทษหนีคดี ซึ่งเป็นลหุโทษ การจะออกมาเดินทางไปตามที่ต่างๆ จึงทำไม่ได้

ตี๋หยิน แปลงตัวเป็นนักบวชนิกาย กระบี่ไฟ โดยใช้ผ้าห่มของ นักฆ่านิกายนั้น มาห่มแทนเสื้อนักโทษ

ในระหว่างทางได้พบพาผู้คนมากมาย และ เจ้านิกายกระบี่ไฟ ซึ่งคิดว่ามันคือศิษย์ของสำนัก จึงเข้ามาช่วยเหลือ เมื่อเห็นมันเพลี่ยงพล้ำ

ในท้ายที่สุด กระบี่ไฟ ก็ต้องตายตกไปตามกันกับ ผู้ดีของยุทธภพ ทั้งสี่ตระกูลในตอน นั้น (ขออนุญาตรวบรัด)

ตี๊หยิน ยังคงฝึกฝนวิชา และฝีมือก้าวไปในระดับที่เริ่มใกล้เคียงกับติงเตียน

แต่สิ่งหนึ่งที่มันยังคงค้นหาคำตอบ นอกจากเรื่องฝังเถ้าของ ติงเตียนแล้ว มันยังต้องการตามหา อาจารย์ แม้ว่า คนจะลือกันว่า อาจารย์ของมันหายสาบสูญไปแล้วก็ตาม

ในที่สุด ปริศนา ของสามศิษย์ จอมยุทธเหมย ก็เริ่มเผยตัว เมื่อทั้งสามคนต่างก็ได้คัมภีร์ไป แล้วค่อยๆ ตีความ จนได้คำตอบ

ทั้งสามคนต่างไปพบกันที่ แห่งหนึ่ง โดยบังเอิญ

สถานที่นั้น คือคำทาย เจ็ดคำแห่งปริศนา นั่นเอง

นั่นคือ...ใต้ฐานพระวัดบางละมุง....

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

ความสุข กับ ความทุกข์ อยู่ใกล้กันแค่เส้นผมแบ่งสามสิบสอง

ตั้งหัวข้อ  tang may on Thu Dec 11, 2008 5:59 pm




ตอนจบเป็นดังนี้ค่ะ

ว่านจื่อซาน วางแผนการกำจัด น้องร่วมสาบาน เพื่อลดคนรู้เรื่องคัมภีร์ลง แล้วก็ร่วมมือกับข้าหลวง เพื่อกำจัดติงเตียน ด้วยเหตุผลเดียวกัน ลดตัวหาร ไม่ต้องการให้ใครรู้ยอดวิชา

ศิษย์คนรอง ซึ่งมีบทบาทน้อยกว่าเพื่อ ต่างกํแปลความออก คนนี้เป็นเด็กวันพุธ ศิษย์คนกลาง ปกติขี้น้อยใจอยู่แล้ว นี่ยังโดนศิษย์พี่ ศิษย์น้อง ร่วมกันวางแผนให้เป็นคนขโมย ทั้งๆ ที่มิได้ขโมย มันจึงคอยดูเชิงสองคนอยู่ห่างๆ และ รอวันมาร่วมชิงวิชาด้วย

ฉีว่านเซิน โดนศิษย์พี่ เล่นละครตบตา คนทั้งยุทธภพ ในวันจัดงานเลี้ยง ว่ามันเป็นคนแทงศิษย์พี่ แต่ตอนนั้น กลายเป็นว่า มันโดนศิษย์พี่ทำร้าย ว่านจือซานคิดว่ามันตายแล้ว จึงนำศพไปฝังที่กำแพงห้องใต้ดิน พร้อมๆ กับ ศพคนอื่นที่เคยฆ่า หารู้ไปไม่ว่า ศิษย์ ก็มีอุบายมิอ่อนด้อย วางแผนซ้อนกลอีกที โดยหนีออกจากห้องลับ แล้วปลอมตัวเป็นคนทำงานในวัด พวกทายเซียมซี

แม้กระทั่งฉีฟาง บุตรสาวคนเดียว มันก็ไม่ใยดี ปล่อยให้นางต้องแต่งงาน กับคนในตระกูลว่าน ซึ่งมิใช่คนดี ปล่อยศิษย์กตัญญูอย่างตี๋หยิน ที่เป็นเดือดเป็นแค้นแทน แม้เพียงเสื้อผ้าของอาจารย์ ต้องเปราะเปื้อน มันถึงกับออกมาต่อสู้เพื่อให้อีกฝ่ายชดใช้เสื้ออาจารย์

ทั้งสามคน มาพบกันที่วัดในเมืองเฉินตู (ไม่มั่นใจค่ะ อาจจำผิด) แล้วก็พบพระพุทธรูป ปูนปั้น องค์หนึ่ง คล้ายๆ ภาพประกอบข้างบน

พระนั่งบำเพ็ญสมาธิ บนดอกบัว ใต้ฐานพระ เป็นประตูกลที่เปิดเข้าไปภายในได้

องค์พระเป็นทองคำ หุ้มด้วยปูน
ข้างใต้คือ ที่เก็บสมบัติ มหาศาล



เริ่องนี้เปิดฉากด้วยคนสามคน รุมกัน ทำร้ายอาจารย์

ยามปิดฉากก็เป็นการต่อสู้กันเอง ศิษย์ที่เหลือรอดอยู่คือ ฉีว่านเซิน เพราะว่า ตี๋หยินไม่ลงมือต่ออาจารย์ ปล่อยให้มันจมอยู่กับความโลภต่อไป

มันเดินทางไปยังสุสาน ของ คนรักติงเตียน เมื่อเปิดโลง ศพ ตี๊หยิน ต้องผงะด้วยความตกใจ เพราะอาการศพที่อยู่ในนั้น มิใช่เป็นการนำคนตายไปฝัง

หากแต่เป็นการฝังทั้งเป็น

เมื่อมันเอ่ยวาจาว่า จะนำติงเตียนมาอยู่ร่วมกับนาง
มือของศพที่ยกขึ้น จึงตกลงโดยดี (เป็นเราวิ่งแล้ว)

ส่วนทางวัดที่เมืองเฉินตู ปรากฎว่า ข่าวของขุมทรัพย์แพร่สะพัดออกไป คนก็เลยมากันยกใหญ่ มีการต่อสู้แย่งชิง กันฆ่ากันตายเป็นจำนวนมาก และในที่สุด องค์พระทองคำก็ล้มลงมา สังหารคนละโมบให้อยู่กับทองคำ

แบบทองหล่นทับ แต่ขนาดเท่าภูเขา ก็เลยตายทันที

การแสวงหาสุดยอดวิชา ของเหล่าจอมยุทธ เพียงเพื่อให้ตนเองเป็นหนึ่งในยุทธจักร ซึ่งจะนำมาแห่งอำนาจ วาสนา

แต่คัมภีร์สายฟ้าให้มากกว่านั้นอีก ทั้งเก่ง และ รวยด้วย

ว่านจื่อซาน สามารถทำได้ทุกอย่าง หักหลังทุกคน พ่อลูก แทบจะฆ่ากันเอง เพื่อแย่งคัมภีร์

ฉีว่านเซิน ยอมให้ลูกสาว มีชีวิตคู่กับคนโฉด ปล่อยให้ศิษย์ติดคุก เพียงเพื่อหาโอกาสแย่งคัมภีร์

ข้าหลวง บิดาคนรักติงเตียน ก็ยอมตัดใจฝังลูกสาวทั้งเป็น เพราะนางไม่ยอมให้ความร่วมมือในการล่อลวง ติงเตียน ในเมื่อไม่ยอมตายปลอม ก็เลยให้ตายจริงๆ เสียเลย

บทนำของคัมภีร์ บอกว่า ผู้ฝึกจะสามารถสู่แดนสุขาวดี และอุตส่าห์ ชักนำให้คนไปที่วัดเมืองเฉินตู ได้พบองค์พระพุทธรูป เพื่อให้คนเห็นว่า นิพพานคือเที่ยงแท้ แต่คนกลับเย้ยหยันว่า เนี่ยหรือ คือ สุดทางแห่งยอดวิชา แล้วก็หาขุมทรัพย์กันจนพบ ว่า พระเป็นทองคำ มิใช่ปูนปั้น และใต้ฐานยังเป็นขุมสมบัติ

คนกลับมิอาจสลัดพ้น บ่วงมาร มิอาจผ่านกำแพงจากโลกีย ไปสู่แดนสุขาวดี

อาจมีตี๋หยิน ที่บอกว่าเป็นคนซื่อ คนโง่ ที่เดินจากสมบัติไปอย่างไม่อินัง

เพราะมันรู้ว่า ความสุขที่แท้จริง เงินทองเท่าไหร่ก็มิอาจหามาได้

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: เคล็ดวิชาสายฟ้า ตามล่าหาสุขาวดี

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Dec 11, 2008 8:24 pm

ขอบคุณค่ะท่าน tang may

แต่คำทำนาย เกี่ยวอะไรกับวัดบางละมุงล่ะเจ้าคะ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ตีความตามเคล็ด เบ็ดเสร็จเจ็ดอักษร

ตั้งหัวข้อ  tang may on Fri Dec 12, 2008 7:46 am

ตีความตามเคล็ด เบ็ดเสร็จเจ็ดอักษร
เขียนไว้ในคำกลอน ซุกซ่อนในคัมภีร์

เรื่องราวคนบนโลก ตลอดศก งกมันนี่
ในบู๊ลิ้ม ก็ดี หรือยุคนี้ เสียมก๊ก

ยุทธภพหาสมบัติ ทั่ววัด มิหล่นตก
ยุคนี้พระโดนชก โผผก โดดกำแพง

มันดูคล้ายกันไหม คนขัดแย้ง ยื้อแย่ง
มุ่งทำลายฆ่าแกง ตะแลงแกรง ไม่กลัว

....ตีความให้ดู ในเรื่องนี้เขาหาสมบัติแล้วก็ลืมว่า บนสมบัติ คือพระพุทธรูป ซึ่งมิได้หมายถึงให้คุณสักการะ โดยกราบไหว้เท่านั้น แต่เมื่อเห็นพระพุทธ ก็ต้องหวนนึกถึงคำสอนในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า...เมื่อเห็นธรรม ย่อมเห็นเรา ...ในพระวจนะ

แต่ก็มีบางที่หาเรื่องทุบพระเพียงเพราะเกลียดหน้าคน หาเรื่องทางการเมืองอาจเป็นฉากบังหน้า แล้วก็ไม่เห็นรับผิดชอบ แต่ในที่สุด ก็อาจต้องการยึดวัด ไปเป็นอะไร....สักอย่าง....ต้องถามคนทำว่าทำทำไม

แต่ก็มีข้อที่จะเรียนให้คิดสักหน่อย เคยมีคนทำลายพระพุทธรูปมาแล้ว จะด้วยเหตุผลทางการเมือง ทางศาสนา ซึ่งคนรุ่นนี้ พยายามนำมาเชื่อมโยงกันอย่างน่าละอาย และอุบาทว์ที่สุด

ได้แก่ พระพุทธรูปที่เมืองบามิยัน อัฟกานิสถาน จากนั้นก็คงทราบกันดี ศาสนาเรามิได้สอนให้คนงมงาย แต่เป็นศาสนาที่พระศาสดา ทรงปรารถนาดีกับเพื่อนมนุษย์ เพราะตั้งแต่เผยแผ่พระพุทธศาสนา ก็มิได้เคยทรงเก็บค่าเล่าเรียน เหมือนกับพวก ที่บอกว่าสอนนักเรียน ไม่มีค่าหน่วยกิต และก็ไม่ต้องสละเลือดเนื้อ ทนเจ็บปวด เพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริงใจเลยสักนิด

โปรดอย่าลืมว่า พระศาสดาของเรานั้น ท่านละสถานะทางสังคมที่สูงสุดทางโลก คือ รัชทายาท ที่จะต้องทรงครองบัลลังก์ในลำดับต่อไป กลับมาสู่สามัญ และ คือท้ายที่สุดทรงเป็นสูงสุดทางธรรม ในช่วงพระชนม์ที่เป็นวัยแห่งการเจริญก้าวหน้าทางโลกได้

ซึ่งเป็นอะไรที่สวนทางกับ คนในปัจจุบัน ที่บอกว่า

คิดใหม่ ทำใหม่
คิดไว ทำได้
คิดเก่ง ทำไว
คิดร้าย ทำเลว

คือพยายามพัฒนาเข้าไป พัฒนาสิ่งที่มิใช่พื้นฐานของตัวเอง เช่น เราคนไทยตัวเล็ก หน้าตาเขาต้องการให้ผมดำ ผิวเหลือง งดงามตามแบบฉบับ แต่กลับมีคนไทยผมทอง ผมน้ำตาลเข้ม อ้อ ...ตอนนี้ฮิตคอนแทคเลนส์สีฟ้า และอื่นๆ ล่าสุด มีทำตาโด อีก อันสุดท้าย หมอออกมาเตือนแล้วว่าระวัง แทนที่จะโต จะบอด เพราะมีคนบอดมาแล้ว

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

ใต้ ฐาน พระ วัด บาง ละ มุง

ตั้งหัวข้อ  tang may on Fri Dec 12, 2008 7:55 am

เรื่องคนไทยผมทอง นั่นยกตัวอย่างเล็กๆ ให้เห็น แต่ที่เลวกว่านั้น คือ การกำหนดนโยบายของรัฐบาลที่วิ่งตามประเทศอื่น จนไม่เคยมองสิ่งที่ตัวเองมี ซึ่งจริงๆ แล้วมันคงมีเบื้องหลัง เพราะรัฐบาลอาจมิได้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายอะไรเองก็ได้

ทำไมพูดอย่างนั้น เพราะว่าเรามีรัฐบาล ที่มาจาก ระบอบซึ่งเขาว่า ประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้นจึงจะมี แต่ปรากฎว่า กลับเพิ่มจำนวนคนไทยที่ฐานะยากจนขึ้นเรื่อยๆ และความคิดยังถูกครอบงำด้วยอิทธิพลท้องถิ่น ซึ่งมันมีผลมาจากความยากจนก่อน ทำให้ต้องไปพึ่งพาคนกลุ่มหลัง จนมิอาจเป็นตัวของตัวเองได้ในที่สุด

หากรัฐบาลดีและจริงใจกับประเทศชาติจริงๆ พวกเราคงไม่มีสภาพเช่นทุกวันนี้

สำหรับเจ็ดคำที่ว่า กับบทกลอนในคัมภีร์
...

หกสิบเก้า มีบ้านใหญ่
ผู้เป็นนาย กำลังหนี
หนีกรรมเวร หนีคดี
ปริศนานี้ มีหนึ่งคำ....... คำหลักคือ ผู้เป็นนาย ที่อยู่ซอย 69 .... ชื่อแปลว่า ใต้

สอง สาม สี่ สู่ขั้นสูง
ต้องปรับปรุง จากเบื้องต่ำ
กำลังขา ฝึกประจำ
มีหนึ่งคำ คลำหาดู....... คำหลักสำหรับบทนี้คือ ปรับปรุงจากเบื้องต่ำ กำลังขา....คำว่า ฐาน

หนึ่งในพระรัตนะ
คารวะ องค์ตรัสรู้
กายถึงจิต พร้อมเสียงสู
แนวพระผู้ ตื่น เบิกบาน .... คำหลัก หนึ่งในพระรัตนะ ...... พระ

ตะวันออก สี่ร้อยเส้น
ตระหง่านเป็น ธรรมสถาน
สลัดสิ้น ในมวลมาร
หากข้ามผ่าน จะพลันพบ.....คำหลัก ตะวันออก สี่ร้อยเส้น คือชลบุรี(ห่างจาก กท) และธรรมสถาน คือ...วัด

สามสิบสอง ของร่างกาย
พินิจใช้ ให้เจนจบ
พลังใจ ไร้ทำนบ
มีครบครัน อันไม่โต....คำหลัก อันไม่โต .... = บาง

ยึดมรรคแปด ปฏิบัติ
นิวรณ์จัด เคยเขื่องโข
ขอตามรอย องค์พุทโธ
ปลดตรวนโซ่ แห่งวังวน.... ปลดตรวนโซ่ แห่งวังวน = ละ

หนึ่ง หนึ่ง หนึ่ง ซึ่งสุดสาย
ถึงจุดหมาย เพียรสืบค้น
พลันแลไป ในฝูงชน
พบกลุ่มคน มาเป็นเบือ ....คำหลัก พบกลุ่มคนมาเป็นเบือ = มุง

รวมแล้วก็คือ ใต้ ฐาน พระ วัด บาง ละ มุง

เอวังด้วยประการฉะนี้

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

ร่วมกันบูรณะ วัดเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนา และ ศิลปของไทย

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Sun Feb 22, 2009 3:20 pm

มีโอกาสไปทำบุญที่วัดบางละมุง เพราะอยากทราบความคืบหน้าหลังจากมารบุกวัด
พบว่าพระอุโบสถหลังที่สร้างอยู่ และโดนมารเข้าไปทำลายฐานพระส่วนที่มีหน้า ทักษิณ ออกไป
แล้วก็นำสารเคมีอะไรไม่ทราบ (พระท่านบอก) สาดพระประธาน

พระประธาน ในอุโบสถที่กำลังสร้าง เป็นปางสุโขทัย ขนาดหน้าตัก ๑๐๘ นิ้ว ฐานทำด้วยเบญจรงค์ ปั้น และ จัดวางวัสดุ อย่างงดงาม ด้วยฝีมือช่างปั้น จังหวัดเพชรบุรี

พระประธาน องค์นี้ มีริ้วรอย ดำ เป็นบางแห่ง เนื่องจาก มารนำสารเคมีที่ว่าไปสาด ในหลายเดือนก่อน
เข้าทำนอง แม้แต่องค์พระปฏิมา ยังราคิน แต่พระอยู่ในใจ ดังนั้น หนักแน่นในคำสอน ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้เป็นสำคัญ

ยิ่งมารก่อกรรมหนักหนาเพียงใด กรรมที่สะท้อนกลับก็จะทวีคูณเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะอกุศลกรรมที่เกิดโดยเจตนาจะทำลายล้างพระศาสนา

ตอนนี้ทางวัดกำลังสร้างอยู่ ซึ่งยังไม่เสร็จในขณะนี้ เพราะจัดสร้างไปเรื่อยๆ ตามกำลังทุนทรัพย์ที่ญาติโยมจะนำไปถวาย ก็เห็น มารออกข่าวว่า จะนำผ้าป่าไปล้างบาป หรือ แสดงความรับผิดชอบ ป่านนี้ก็ยังไม่เห็นไปสักที
พระท่านไม่ได้บอก แต่เราถามเอง ทุกประเด็น ตามที่เป็นข่าว คนเรานั้น หากแค่นี้ยังรับผิดชอบไม่ได้ แล้วจะมาแหกปากว่า รักชาติ เทิดทูนสถาบันหลัก ฯ ใครเชื่อก็ ..... ......

เมื่อมองโดยรอบตามสภาพปัจจุบันแล้ว คิดว่า หากสร้างเสร็จ จะเป็นอุโบสถที่งดงามมาก และควรเป็นหนึ่งในการสืบทอดศิลปไทย ไว้ต่อไป ก็ยังเรียนพระท่านว่า หากไม่สร้างกันตอนนี้ อีกหน่อย จะหาช่างฝีมือมาทำงานได้ยากขึ้นทุกที เพราะว่าเขาเห็นดีเห็นงามไปกับ ฝรั่ง เกาหลี ญี่ปุ่น กันหมดแล้ว

อะไรที่เป็นของไทย เชย ล้าหลัง เห่ย จนไม่คิดจะสืบทอด และกระมัง
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ