สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

หน้า 1 จาก 9 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  sunny on Mon Dec 01, 2008 10:40 pm

พรรคการเมือง ถูกยุบ ตามแผนจิวยี่...รากเลือด

การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ(กำลังควานหาตัวคนที่จะมาเป็นผู้นำอยู่ ณ ตอนนี้)

การเดินหน้าแบ่งแยกประเทศชาติเป็นเสี่ยงๆ

คนไทยต้องถือพาสปอร์ตในการเดินทางต่างจังหวัด (ต่างจังหวัด ณ ตอนนี้ แต่เป็นต่างประเทศ ในอนาคต)

ไงล่ะ แยกกันเดิน ร่วมกันตี อิ่มหมีพลีมันกันถ้วนหน้า

แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราอย่าได้ละทิ้งความเป็นไทย ภาษาไทย และวัฒนธรรมไทย...เท่านั้นเอง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  ฅนไท on Tue Dec 02, 2008 10:15 am

ตอนนี้ขบวนการต่างชาติได้เริ่มเคลื่อนไหว โดยการกระจายไปตามเว็บบอร์ดต่างๆ

เรียกร้องให้ประชาชนทั่วไป ส่งจดหมายอิเล็กโทรนิค ถึงยูเอ็น เพื่อเข้ามายุติปัญหาภายในประเทศ

นอกจากดึงยูเอ็นเข้ามาจัดการประเทศไทยแล้ว ยังมีการชักจูง ชี้นำ ให้ประชาชนมองเห็นวัฒนธรรมไทยเป็นสิ่งที่ไร้ค่า

ทำให้รู้สึกว่าเรากำลังถูกกดขี่ และได้พยายามกลืนความคิดของประชาชนทั่วไป

โดยใช้คำว่า สิทธิและเสรีภาพเข้ามาปูทาง เพื่อตอกย้ำว่า วัฒนธรรมไทยได้ทำให้สังคมไทยในปัจจุบัน

ส่งผลให้เราต้องใช้ชีวิตอยู่ดั่งทาสภายใต้ระบอบศักดินา

อีกทั้งยังสร้างภาพจินตนาการว่า ไม่แน่นะ!!หากต่างชาติเข้ามายึดครองประเทศ เราอาจได้เจริญดั่งเช่นหลายๆประเทศที่พบได้ในปัจจุบัน

ฅนไท

จำนวนข้อความ : 193
Registration date : 04/11/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  ฅนไท on Tue Dec 02, 2008 10:27 am

เพื่อให้ยูเอ็น เข้ามาครอบครองประเทศได้ง่ายและเร็วขึ้น

ในอนาคตอันใกล้ เราจะเห็นการทำงานร่วมกันของกลุ่มคน ๒ กลุ่มที่เคลื่อนไหวภายในประเทศ

ได้กระทำการสร้างสถานการณ์เป็นระยะๆ เพื่อกดดันให้ประชาชนในประเทศ เกิดความรู้สึกว่า

เราต้องแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม และถึงแม้ว่าจะต้องแลกกับอะไร ก็ขอยอม เพียงเพื่อช่วยแก้ปัญหา ณ ตอนนี้ให้จบ

หากแต่ใครจะคิดถึงผลกระทบที่เลวร้ายและร้ายแรงที่สุด ที่กำลังเฝ้ารออยู่ภายใต้หน้ากากที่ถูกฉาบเคลือบด้วยคำพูดที่สวยหรู

และภาพลักษณ์ที่ดูสวยงาม แต่กลับแฝงไปด้วยยาพิษที่ไม่มีทางแก้

พวกเขาเหล่านั้น เฝ้ารอ และดำเนินการมาจนหนทางที่มุ่งหวังไว้ ใกล้เข้ามาทุกขณะ

และที่น่าช้ำใจที่สุดคือ ประชาชนคนไทยเกือบทั้งประเทศ เป็นผู้กรุยทางอย่างดี ให้กับพวกเขาเหล่านั้น

ประเทศไทยในอดีต เกิดจากการที่รัฐ หรือหัวเมืองทั้งหลาย ต่างหลอมใจกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อก่อเกิดความเป็นประเทศ

หากในอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศจะถูกแบ่งออกเป็น หัวเมือง รัฐ หรือประเทศก็ตามแต่ที่จะเกิดขึ้น

เราอย่ามัวแต่เสียใจ เพราะสิ่งหนึ่งที่อยู่ในชีวิต สายเลือด และจิตใจ

คือความเป็นคนไทย ที่ไม่ว่าใคร ก็ไม่สามารถมาพรากไปจากจิตวิญญาณเราได้---->ขอได้โปรดจำคำเหล่านี้ไว้ ก็เพียงพอ

ฅนไท

จำนวนข้อความ : 193
Registration date : 04/11/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Dec 02, 2008 4:05 pm


_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sun Dec 21, 2008 1:17 am

ในระยะเวลาอันใกล้นี้ เราจะได้พบกับละครเก่า ที่นำเอามาสร้างใหม่

โดยละครเรื่องเก่า นำแสดงโดยสีเหลือง

แต่ละครใหม่ในครั้งนี้ นำแสดงโดยสีแดง

อาจมีการปรับเปลี่ยนบทละครเล็กน้อย แต่ว่าเป้าหมายที่ต้องการเหมือนกัน

คือการสร้างสถานการณ์ เพื่อดึงต่างชาติเข้ามายุติปัญหาภายในประเทศ

แล้วเราก็จะได้ยินประโยคยอดฮิตที่ว่า

"พระเจ้ามาช่วยท่านแล้ว"....ช่วยให้สิ้นชาติ กลายเป็นทาส ล่ะสิ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Jan 25, 2009 2:34 pm

http://www.bangkokbiznews.com/home/news/politics/politics/2009/01/25/news_10166.php

วันที่ 25 มกราคม 2552 13:11

ติงจัดเก็บภาษีที่ดิน-มรดก ดีแต่ไม่ถูกเวลา


รองปธ.สภาที่ปรึกษาฯ - นักเศรษฐศาสตร์ ธ.โลก เชื่อไม่กระทบคนมีฐานะ แต่ควรรอเศรษฐกิจฟื้นก่อน แนะหามาตรการหารายได้อื่นเสริม

นาย
วรพล โสคติยานุรักษ์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สป.)
กล่าวถึงแนวความคิดของรัฐบาลในการหารายได้เพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะ
ยาว ด้วยการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
ซึ่งเห็นว่ายังไม่ควรดำเนินการในขณะนี้
เมื่อเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นจึงค่อยนำมาพิจาณา
แม้จะเห็นว่าเป็นแนวทางที่ดีแนวทางหนึ่ง
เพราะยังมีเครื่องมืออีกหลายด้านให้สามารถเลือกทำได้หลายวิธี เช่น
จัดเก็บภาษีจากการก่อมลภาวะ หากใครไม่ทำให้เกิดมลภาวะก็ไม่ต้องเสียภาษี
ดังนั้น ต้องเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการนำมาดำเนินการ เพราะนโยบายที่ดี
ควรถูกต้อง ถูกที่ ถูกเวลา

“ขณะ
นี้ยังมีปัญหาเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือร่วมใจกัน
ภาคเอกชนเองก็ลำบากมากแล้ว อะไรที่ช่วยกันได้ก็ต้องประคับประคองกันไปก่อน
เพราะการกระจายรายได้ การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
เป็นสิ่งที่ต้องทำแต่ก็ทำได้หลายอย่าง เช่น
พัฒนาระบบสาธารณูปโภคกระจายไปทั่วประเทศ
เส้นทางคมนาคมให้สะดวกมีต้นทุนในการเดินทางลดลง การพัฒนาด้านการศึกษา
หากสิ่งเหล่านี้ดีขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางรายได้จะดีขึ้น” นายวรพล กล่าว




น.
ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย
กล่าวว่าในช่วงมีปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจจะเก็บภาษีอะไรเพิ่มคงลำบาก
แม้ว่าแนวทางการจัดเก็บภาษีมรดกจะเก็บจากคนมีฐานะ
แต่คงไม่กระทบต่อกลุ่มดังกล่าวมากนัก
และคงต้องดูว่าเมื่อจัดเก็บแล้วจะช่วยได้หรือไม่
หรือควรรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวก่อนจึงค่อยดำเนินการ
สำหรับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
หากดำเนินการก็ควรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการ
เพราะจะเป็นองค์กรที่รู้เกี่ยวกับพื้นที่มากที่สุดว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน
และหากเก็บได้ อปท. ก็จะมีรายได้พัฒนาท้องถิ่นโดยไม่ต้องพึ่งรัฐบาลกลาง
แต่ขณะนี้ต้องให้
อปท.ทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ว่าภาษีดังกล่าวมาใช้พัฒนาท้องถิ่น
ประชาชนก็จะยอมเสียภาษีเพราะมีการนำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์
นาง
อัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า
เพื่อสร้างรายได้ในระยะยาว ที่สำคัญในระยะยาวแล้ว
เมื่อรัฐบาลต้องใช้เงินแก้ปัญหาเศรษฐกิจจำวนมาก
ก็ต้องหาแหล่งรายได้ส่วนอื่นเข้ามาเสริม
จึงเห็นด้วยกับแนวคิดกับการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งก่อสร้าง และภาษีมรดก
เพื่อให้มีฐานรายได้สูงขึ้น

ที่ดินของวัดไทยถือว่าเป็นที่ดินมรดก ตั้งแต่บรรพบุรุษหรือเปล่าหว่า
Rolling Eyes

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Jan 27, 2009 12:45 am

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01epe01270152&sectionid=0147&day=2009-01-27

วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11280 มติชนรายวัน

อยากเห็น...."ต้นแบบ" อินเตอร์เน็ต เด็กเทใจให้ผู้สูงวัย "คลังสมองของชาติ"

โดย ดร.นพ.มโน เมตตานันโท เลาหวณิช

หนึ่ง
ในนโยบายที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
แถลงขณะหาเสียงเพื่อแก้ไขปัญหาวัยรุ่นคือ
"การเปิดเว็บไซต์ให้วัยรุ่นแสดงความคิดเห็น"

ประเมินจากนโยบายนี้
คาดว่า "อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อนโยบายนี้ได้รับการนำมาใช้จริง?" และ
"หากเปิดเว็บ ไซต์จะช่วยวัยรุ่นได้แก้ไขปัญหาในการสื่อสารได้อย่างไร?"

วัย
รุ่นเป็นกลุ่มคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตมากที่สุด แต่กิจกรรมบนอินเตอร์เน็ต
ดึงชีวิตของพวกเขาออกจากครอบครัว
แทนที่จะช่วยลดปัญหาช่องว่างระหว่างวัยในสังคม เมื่อ
กทม.จะเปิดเว็บไซต์พิเศษ เพิ่มการแสดงออกของวัยรุ่น
จะไม่เป็นการสร้างปัญหาให้มากยิ่งขึ้นหรือ?
ซึ่งเว็บไซต์ที่วัยรุ่นนิยมใช้มีอยู่ดาษดื่น เป็นโลกอิสระทางความคิด

แนว
คิดนี้ดูจะเป็นเรื่องขัดแย้งกับความเป็นจริง
อาจมองได้ว่าเป็นการพอกพูนปัญหายิ่งกว่าเดิม
แทนที่จะให้วัยรุ่นมีเวลาไปออกกำลังกายมากขึ้น
กลับต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อวันนานขึ้น
เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอ้วน

กระนั้น
อินเตอร์เน็ตเป็นดาบสองคมมีทั้งคุณและโทษ
หากปราศจากนโยบายที่ดีและชัดเจนสร้างสรรค์ ปัญหาปฏิบัติย่อมเกิดขึ้น
เว็บไซต์ที่
กทม.ตั้งใจจะเปิดเพื่อวัยรุ่นแทนที่จะเป็นคุณกับสังคมกลับกลายเป็นโทษได้
ง่าย การแข่งขันทางการค้าในโลกไอทีนั้นสูงอยู่แล้ว
เว็บไซต์ของราชการนั้นยากจะดึงดูดความสนใจของผู้เข้าใช้บริการ
ยกเว้นเสียแต่ว่ามีนโยบายการบริหารที่เฉียบจริงๆ มีทีมงาน
มียุทธศาสตร์ทางสังคมจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

อินเตอร์
เน็ตในไทย
สามารถใช้เป็นเครื่องมือลดช่องว่างระหว่างเยาวชนกับคนอาวุโสได้อย่างดี
ไม่มีผู้ใดเคยทำมาก่อน ทั้งนี้
ต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการบริหารจัดการที่เป็นระบบ กรณี
"การพัฒนาโครงการคลังสมองของชาติ" หนึ่งในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ ทรงรวบรวมผู้อาวุโสและผู้ทรงคุณวุฒิในแขนงต่างๆ
ใช้ความรู้เผยแพร่ให้เป็นประโยชน์กับเยาวชนและคนรุ่นหลัง

โครงการ
คลังสมองวันนี้ยังอยู่ในวงแคบ
เงื่อนไขคัดกรองผู้จะเป็นคลังสมองยังไม่ชัดเจน ปัญหาอยู่ที่
ใครเป็นผู้ประสานงานให้ข้อมูลของผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้ได้นำมาใช้ในสาธารณชน
ให้เป็นประโยชน์?

หากโครงการคลังสมองแห่งชาตินี้ได้รับการบริหาร
โดยคนรุ่นหนุ่มสาวโดยตรง ถือว่าผู้อาวุโสทุกคนที่มีอายุเกิน 60
ปีขึ้นไปเป็นคลังสมอง
มีเยาวชนเป็นผู้สัมภาษณ์และรวบรวมความคิดของคลังสมองขึ้นบนเว็บไซต์
ก็จะเกิดกระบวนการมีส่วนร่วมทางสังคมที่มีฐานข้อมูลขนาดมหึมา ข้อมูลต่างๆ
กระบวนการมีส่วนร่วมของเยาวชนจากโครงการนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาทางสังคมได้
อย่างมาก หากได้รับการขยายผล-สานต่อโครงการ
โดยกรุงเทพมหานครหรือกระทรวงศึกษาธิ การ

นัก
เรียนระดับประถมขึ้นไป มีส่วนในโครงการนี้ เลือกผู้มีวัย 60
ปีทุกคนล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมาแบ่งปันเรื่องราว โดยไม่จำกัดการศึกษา
จะเป็นผู้โด่งดัง หรือระดับรากหญ้ามีสิทธิเท่ากัน
นี่เป็นสิ่งที่ขาดแคลนอย่างมากเพื่อการพัฒนาสังคม
พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัย

อันน่าจะเป็นกิจกรรมดีๆ
เปลี่ยนถ่ายประสบการณ์ ทั้งส่งเสริมเด็กให้พัฒนาทักษะการเข้าสังคม การแสดง
ออก ฟัง สรุปความและนำเรื่องราวมาเปิดพื้นที่บนเว็บไซต์
กระบวนการนี้น่าช่วยลดช่องว่างสองทางในการสื่อสารระหว่างคนต่างวัยได้เป็น
อย่างดี ช่วยลดการหมกมุ่นที่หน้าคอมพิวเตอร์ และเป็นการสร้างความอบอุ่น
ความกลมเกลียวในสังคม

การดำเนินโครงการนี้จะเป็นเครื่องมือหนึ่งของ
สังคมไทยในการสร้างสำนึกจิตสาธารณะและอุดม การณ์ในการรับใช้สังคม
ทั้งแก่เยาวชนและผู้สูงอายุในทุกสาขาวิชาชีพ
มีเว็บไซต์ของทางการเป็นสื่อกลาง เปิดให้ประชาชนทั้งชาติมีส่วนร่วม

ประเทศ
ซึ่งมีวัฒนธรรมแนวดิ่งเช่นสังคมไทย
เป็นสังคมไม่ส่งเสริมให้แสดงออกทางความคิดเห็นโดย อิสระเช่นตะวันตก
ซึ่งมีวัฒนธรรมในแนวราบ
ผู้อาวุโสซึ่งน่าจะเป็นแหล่งคลังปัญญาของชุมชนและคนรุ่นหลังในการถ่ายทอด
ประสบการณ์และความคิดเห็นของตนเองออกเป็นรูปธรรมแก่คนรุ่นหลัง
มีโอกาสน้อยกว่าสังคมตะวันตก

เว็บไซต์ของ กทม.
น่าจะเป็นสะพานเชื่อมความคิดและประสบการณ์ของคนต่างวัย รวมจากชนกลุ่มน้อย
ผู้ยากไร้ คนชายขอบ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ
มาเป็นรากฐานของความคิดริเริ่มในการพัฒนาสังคมในรูปแบบต่างๆ ในอนาคต

โครงการ
นี้คงต้องเป็นโครงการพัฒนาสังคมระยะยาว มีคุณแก่เยาวชน สานสัมพันธ์
สร้างความอบอุ่น ให้ความใส่ใจแก่ประชากร หาก กทม.ภายใต้ผู้ว่าราชการ
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ซึ่งมีนโยบายจะจัดสร้างเว็บไซต์ให้เยาวชน
น่าจะพัฒนาเป็น "ต้นแบบ" ให้เกิดเป็นรูปธรรมขึ้นมาให้ได้

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Jan 27, 2009 12:48 am

http://catholicworldtour.spaces.live.com/blog/cns!EA91C1C5E2FBFD4F!4765.entry

January 25
วาติกันเปิดช่องทีวีและคลิปวิดีโอบนยูทูบ

วาติกัน
เปิดตัวช่องทีวีและคลิปวิดีโอบนเว็บไซต์ยูทูบแล้ว โดยจุดประสงค์หลัก
เพื่อนำเสนอข่าวสารของพระสันตะปาปาและเหตุการณ์สำคัญๆในวาติกันให้ผู้สนใจ
ได้ติดตามแบบใกล้ชิด ขณะที่ พระอัครสังฆราชเคลาดิโอ เชลลี่
ประธานสมณสภาสื่อสารสังคม
เผยพระสันตะปาปาตัดสินพระทัยให้เซ็นสัญญาด้วยพระองค์เอง
ส่วนบาทหลวงเฟเดริโก้ ลอมบาร์ดี้ ผอ.สื่อมวลชนวาติกัน
บอกกลุ่มเป้าหมายไม่จำกัดแค่คริสตัง แต่เป็นคนทั้งโลก
ด้านกูเกิลในฐานะเจ้าของยูทูบก็ภูมิใจ
บอกเป็นเกียรติอย่างสูงที่สันตะสำนักเลือกใช้บริการ



เมื่อวันศุกร์ที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา พระอัครสังฆราชเคลาดิโอ เชลลี่ ประธานสมณสภาสื่อสารสังคม ได้เป็นประธานในการแถลงข่าวเปิดตัวสารวันสื่อมวลชนสากล 2009
ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงออกไว้ในหัวข้อ
"เทคโนโลยีใหม่ ความสัมพันธ์ใหม่ สร้างสรรค์วัฒนธรรมแห่งความเคารพ เสวนา
และมิตรภาพ" โดยระหว่างการแถลงข่าว พระอัครสังฆราชเชลลี่
แจ้งให้ทุกคนทราบว่า วาติกันได้ลงนามความร่วมมือกับ "กูเกิล"
ยักษ์ใหญ่ด้านอินเตอร์เน็ท
ในการเป็นผู้ผลิตช่องทีวีและช่องคลิปวิดีโอบนเว็บไซต์ยูทูบเป็นที่เรียบร้อย
แล้ว สำหรับวัตถุประสงค์ในการผนึกกำลังครั้งนี้
ก็เพื่อเผยแพร่ข่าวพระสันตะปาปาและสันตะสำนักให้คนทั่วไปรับทราบ

ช่องทีวีและช่องคลิปวิดีโอของวาติกันบนเว็บไซต์ยูทูบ ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูได้ที่ www.youtube.com/vatican
โดยช่วงเริ่มต้น จะมีภาษาให้เลือกทั้งสิ้น 4 ภาษา ได้แก่ อิตาเลี่ยน
อังกฤษ สแปนิช และเยอรมัน ทันทีที่มีการเปิดตัวไปไม่ถึง 1 ชั่วโมง
ปรากฏว่า มีผู้สนใจคลิกเข้ามาชมประมาณ 12,000 คน
ขณะที่ผู้สนใจสมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสาร มีประมาณ 500 คน
โดยข่าวสารที่ทางวาติกันจะจัดส่งนั้น จะเป็นการแจ้งว่า
มีวิดีโอใหม่อะไรบ้างที่ถูกอัพโหลด นอกจากนี้
วาติกันยังไม่อนุญาตให้ผู้รับชม
ทำการโหวตหรือคัดลอกโค้ดเพื่อไปนำไปเผยแพร่ซ้ำ
แต่อนุญาตให้ส่งความคิดเห็นได้

ทางด้าน พระอัครสังฆราชเชลลี่
หนึ่งในผู้รับผิดชอบต่อการเซ็นสัญญาครั้งสำคัญ เผยกับสื่อมวลชนว่า
บุคคลสำคัญที่ต้องการให้มีการประกาศพระวรสารบนอินเตอร์เน็ทอย่างจริงจังก็
คือพระสันตะปาปานั่นเอง

"พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ทรงสนพระทัยสื่อใหม่ (นิว มีเดีย) อาทิ
อินเตอร์เน็ท เป็นอย่างมาก
พระสันตะปาปาทรงตัดสินพระทัยด้วยตัวพระองค์เองในการลงนามเป็นเจ้าของช่องทาง
การสื่อสารบนเว็บไซต์ยูทูบ ทั้งนี้ ทรงพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า
มันน่าจะได้มากกว่าเสียกับการประกาศพระคริสตเจ้าบนช่องทางนี้"

"พระสันตะปาปาตระหนักว่า
เยาวชนหลายล้านคนใช้เวลาส่วนมากไปกับอินเตอร์เน็ท
นี่คือสถานที่ที่พวกเขามารวมตัวกัน และพระองค์ก็ต้องการพบกับพวกเขา
พร้อมทั้งพูดคุยด้วยความเป็นกันเอง จริงใจ และมีมิตรภาพต่อกัน
และทั้งหมดนี้ก็คือแนวทางการทำงานของพระศาสนจักรในการประกาศพระคริสตเจ้า
ไม่ว่าคุณจะอยู่ส่วนไหนของโลก
คุณก็สามารถติดตามข่าวดีของพระองค์ได้เหมือนกัน" พระคุณเจ้าเชลลี่ กล่าว

ขณะที่ บาทหลวงเฟเดริโก้ ลอมบาร์ดี้ ผู้อำนวยการสื่อมวลชนวาติกัน
ก็ร่วมให้ความเห็นว่า การที่วาติกันเปิดช่องทางการสื่อสารบนยูทูบ
กลุ่มเป้าหมายไม่ได้อยู่แค่ชาวคาทอลิกเท่านั้น แต่เป็นคนทั้งโลกก็ว่าได้
"เราไม่ได้เซ็นสัญญากับกูเกิลเพื่อนำเสนอข่าวสารให้กับคริสตังเพียงอย่าง
เดียว แต่มันมากกว่านั้น นั่นคือทำเพื่อนำเสนอคนทั่วโลก
มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะนำเสนอการบริการให้กับคนที่กำลังแสวงหาศีลธรรม
พระศาสนจักรคาทอลิกตระหนักและให้ความสำคัญกับปัญหาเหล่านี้มากๆ"

"สาเหตุที่เราเลือกยูทูบก็เพราะนี่คือช่องทางการสื่อสารที่เหมาะ
สมในการเข้าถึงคนหมู่มาก ตามสถิติแล้ว
เว็บไซต์ยูทูบมีผู้เข้าชมเฉลี่ยเดือนละ 70 ล้านคน วาติกันคาดว่า
เราจะมีโอกาสนำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับพระสันตะปาปาและสันตะสำนักให้พวก
เข้าได้เข้าใจอย่างถูกต้อง" คุณพ่อลอมบาร์ดี้ กล่าวอย่างมั่นใจ

ทางด้าน เอ็นริเก้ เด กาสโตร
กรรมการผู้จัดการฝ่ายขายสื่อภาคพื้นยุโรปของบริษัท กูเกิล จำกัด (มหาชน)
ก็ยอมรับว่า เป็นเกียรติอย่างมากที่วาติกันเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของกูเกิล
"ในนามผู้บริหาร พนักงาน และผู้ถือหุ้นกูเกิลทุกคน
ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่วาติกันเลือกใช้ยูทูบ
เป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับคนทั่วโลก
นี่คือหน่วยงานทางศาสนาแห่งแรกของโลกก็ว่าได้
ที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับยูทูบ"

http://catholicworldtour.spaces.live.com/blog/cns!EA91C1C5E2FBFD4F!4685.entry

สื่อ
มวลชนวาติกัน เผย เตรียมผุดโปรเจกต์ช่องทีวีวาติกันและวิทยุบน "กูเกิล"
และ "ยูทูบ" ในไม่ช้า โดยตอนนี้ การเจรจากับ "กูเกิล" คืบหน้าไปมาก
และจะแถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า



สื่อมวลชน
วาติกัน หนึ่งในหน่วยงานของสันตะสำนัก ยืนยันว่า วาติกันทีวี และ
วาติกันเรดิโอ ใกล้ได้สิทธิ์เป็นเจ้าของช่องทางออกอากาศบน "กูเกิล" และ
"ยูทูบ" สองเว็บไซต์ชั้นนำระดับโลกในไม่ช้า
ภายหลังการเจรจาของสันตะสำนักกับ เอ็นริเก้ เด กาสโตร
กรรมการผู้จัดการฝ่ายขายสื่อภาคพื้นยุโรปของบริษัท กูเกิล จำกัด (มหาชน)
คืบหน้าเป็นอย่างมาก

สำหรับรายละเอียดของสัญญาแบบคร่าวๆ
ที่ทางสื่อมวลชนวาติกันทำกับกูเกิล
วาติกันจะมีช่องทีวีของตัวเองบนเว็บไซต์กูเกิล และจะสามารถแบ่งปัน (แชร์)
วิดีโอบน "ยูทูบ" หนึ่งในเว็บไซต์ที่กูเกิลเป็นเจ้าของ
โดยสิ่งที่วาติกันทีวีจะแพร่ภาพนั้น
จะเป็นพันธกิจต่างๆที่สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงปฏิบัติ
เช่นเดียวกับ ข่าวความเคลื่อนไหวของหน่วยงานประจำสันตะสำนัก ทั้งนี้
เพื่อให้คริสตังทั่วโลก ได้รับทราบความเคลื่อนไหวจากกรุงโรมแบบสดทุกวินาที

อนึ่ง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่วาติกันรุกคืบทางด้าน "นิว มีเดีย" (สื่อใหม่)
โดยครั้งแรกที่เจาะกลุ่มผู้สนใจด้านนี้ ต้องย้อนไปเมื่อ ค.ศ.1995
ซึ่งมีการเปิดเว็บไซต์วาติกัน (www.vatican.va)
อย่างเป็นทางการ และมาในปีนี้ สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16
ทรงประกาศให้หัวข้อวันสื่อสารมวลชนสากล 2009 เน้นหนักไปที่การใช้ "นิว
มีเดีย" ทำงานประกาศพระวรสารด้วย

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Jan 27, 2009 12:54 am

http://www.trosch.org/msn/mason-graphics.html



By Bankrupting the United States and the U. S. Catholic Church,
the Illuminati, coupled with Freemasonry and using HomoSexuals as
Dupes, plan for a Global Government which They Intend to Control.

It
should be known that for many years when one votes one is commonly
voting for a Freemason or an affiliate. For a Catholic to vote for a
Freemason is to commit mortal sin. Keep in mind that regardless of
party or stated beliefs, all Freemasons, Skull and Bones members,
Bohemian Club members, et al are under the authority of their high
Grand Master who is now believed to be legal only Pope John Paul II who consults with high ranked personages of various organizations such as the Bavarian Illuminati and the Jewish Masons of B'nai B'rith;
an organization similar to the masonic Shriners but operating on a
broader scale and principally focused upon those of Jewish descent.

The following are additional references to the most important promoter of the "One World Religion," the necessary component of the "One World Order" that was openly promoted by former U. S. A. president George H. W. Bush, the current president's father.



http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t291-45.htm

http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t291-30.htm
ศิษย์เก่าชาวไทยผู้มีชื่อเสียง



  • ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร (ปรัชญา, การเมืองและเศรษฐศาสตร์)
  • ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ (เคมี)
  • ดร.ม.ล.เตช บุนนาค (ประวัติศาสตร์และสังคมศึกษา)
  • กรณ์ จาติกวาณิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปรัชญา, การเมืองและเศรษฐศาสตร์)
  • อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคการเมือง (ปรัชญา, การเมืองและเศรษฐศาสตร์)
  • นพดล ปัทมะ (กฎหมาย)




รับเชิญเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาฯ
ในฐานะผู้แทนชาวพุทธจากประเทศไทย
ประชุมสัติภาพ ณ นครวาติกัน พ.ศ. 2529

http://www.bangkokzone1.com/number010/picture.asp




สงสัยรับนโยบายมาปฏิบัติ Twisted Evil

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  sunny1 on Wed Jan 28, 2009 9:44 pm

วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11281 มติชนรายวัน


กกร.ตั้งป้อมค้านภาษีที่ดิน-มรดก


กระทบกลุ่มทุนฉุดเสถียรภาพรัฐบาล เตรียมเสนอ"อภิสิทธิ์"ชะลอไปก่อน



ประชุม กกร.สัปดาห์หน้าเตรียมชำแหละร่างภาษีที่ดิน-มรดก สมาชิกส่วนใหญ่ตั้งท่าค้าน อ้างกระทบกลุ่มทุนระดับกลางถึงสูง หวั่นตัวการเสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน ฉุดการลงทุน พร้อมนำข้อสรุปเสนอรัฐบาลชะลอออกไปก่อน ขณะที่"อภิสิทธิ์"ระบุอย่าเพิ่งคิดมาก ยังมีเวลาทำให้รอบคอบ

เมื่อวันที่ 27 มกราคม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) จัดงานปาฐกถา โดยเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในหัวข้อ "เชื่อมั่น เชื่อมือ เชื่อถือ ไทยแลนด์" ว่าตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศได้หารือกับภาคธุรกิจและทำความเข้าใจแนวทางการแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยตนจะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและดูภาพรวมด้วยตนเอง และกวดขันให้คณะรัฐมนตรีเดินตามนโยบายโดยเอกภาพ แม้ในช่วงหนึ่งเดือนของรัฐบาล อาจกล่าวไม่ได้ว่าสำเร็จแล้ว แต่ก็สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงแนวคิดการผลักดันกฎหมายทรัพย์สินและมรดกว่า อย่าเพิ่งคิดไปไกลมาก เพราะเวลาที่เหลือยังต้องไปทำตัวกฎหมายให้รอบคอบและต้องทำความเข้าใจกันก่อน และจริงๆ แล้วรูปแบบที่เสนอกันมาก็จะไม่กระทบกับอสังหาริมทรัพย์เท่าไรนัก เพราะส่วนใหญ่จะพูดถึงการเก็บภาษีที่ดินที่รกร้างว่างเปล่าเป็นหลัก ส่วนที่ดินที่เป็นที่อยู่อาศัย ลงทุนหรือประกอบการ คงจะมีข้อยกเว้นหรือการลดหย่อนตามหลักการ

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเด็นที่นายกรัฐมนตรีพูดเป็นการเสริมความมั่นใจภาคเอกชน ซึ่งจะได้เห็นทิศทางรัฐบาลและตอบสนองการเรียกร้องของภาคธุรกิจ สำหรับการประชุม กกร.กับนายกรัฐมนตรีครั้งหน้าจะเสนอให้เร่งรัดกองทุนปรับสภาพคล่อง เพิ่มมาตรการด้านภาษี โดยเอกชนจะยังไม่ประเมินผลจากการออกมาตรการจนกว่า 3 เดือน ตอนนี้ต้องเชื่อมั่นรัฐบาลและให้โอกาสทำงานก่อน

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า กรณีรัฐบาลเตรียมจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีมรดก ไม่ควรเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำในช่วงนี้ ควรต้องทำประชาพิจารณ์และศึกษาถึงผลกระทบทั้งแง่ดีและแง่เสียอย่างรอบคอบ ขณะที่เรื่องเร่งด่วนควรเป็นการแก้ไขการส่งออกที่ติดลบและการว่างงาน รวมถึงสภาพคล่องธุรกิจเอสเอ็มอี

แหล่งข่าวจากหอการค้าไทยกล่าวว่า ในการประชุม กกร.สัปดาห์หน้า จะมีการนำประเด็นการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเข้าหารือในการประชุม เนื่องจากภาคเอกชนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วยที่รัฐต้องเก็บภาษีที่ดิน เพราะอาจกระทบต่อกลุ่มทุนระดับกลางและบน จึงเห็นว่าหากนำมาใช้จะเป็นประเด็นร้อนที่กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเอง และเกิดการชะลอของการลงทุนในหลายโครงการ หลังจากนั้นจะทำข้อสรุปความคิดเห็นเสนอต่อนายกรัฐมนตรีให้ชะลอไปก่อน

นายนานเดอร์ จี ฟอน เดอ ลูเฮ ประธานหอการค้าต่างประเทศในไทย กล่าวว่า การปาฐกถาของนายกรัฐมนตรีสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักธุรกิจได้ และควรทำในเวทีระหว่างประเทศต่อไป โดยมีประเด็นที่อยากแนะนำ คือ รัฐควรให้ความเข้มข้นการดูแลปัญหาเศรษฐกิจให้มากขึ้น ได้แก่ การประกันว่าจะไม่มีคนตกงานจำนวนมาก จากปัจจุบันที่จำนวนคนตกงานมากขึ้น จาก 25% ไม่ให้เป็น 50-75% ทั้งนี้ ต้องให้โอกาสรัฐบาลบริหารประเทศอย่างไม่มีอุปสรรค เพื่อดูผลมาตรการที่ออกมาจะช่วยเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด

หน้า 17

sunny1
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  sunny1 on Wed Jan 28, 2009 9:58 pm


โดย บ้านเมืองออนไลน์เมื่อเวลา 9:49:00 วันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2552
ลากยูเอ็นสางปัญหาโรฮิงญา
ลากยูเอ็นสางปัญหาโรฮิงญา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานข่าวทหารไทยลากจูงเรือโรฮิงญาปล่อยทิ้งกลางทะเลว่า กำลังหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และหากจะเชิญสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) เข้ามาร่วม ควรจะดึงให้เข้ามาประชุมในกรอบของ 4 ฝ่าย ทั้งอินเดีย บังกลาเทศ และไทย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างตรงจุด เพราะไทยเป็นเพียงปลายเหตุเท่านั้น เมื่อถามว่าเรื่องนี้จะกระทบกับภาพพจน์ของประเทศไทยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า สื่อคงไปสอบถามคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงทางกองทัพก็มีหลักฐานในการเข้าไปดูแลผู้อพยพว่าได้ปฏิบัติอย่างไร แต่ยอมรับว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการรับประโยชน์กับผู้อพยพหรือขบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งได้สั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว และเชื่อว่าหลังจากที่มีการหารือร่วมกันของทุกฝ่าย จะทำให้นานาชาติเกิดความเข้าใจประเทศไทยมากขึ้น

นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายควินทัน เควลย์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เข้าพบว่า ทูตอังกฤษได้แสดงความห่วงใยปัญหาผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา ซึ่งตนในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทย ยืนยันกับทางอังกฤษว่าไทยได้ดำเนินการทุกอย่างโดยคำนึงถึงมนุษยธรรมเป็นหลัก ส่วนการดำเนินการของกองทัพเรือ ก็ยึดหลักสากลและสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม หากมีความคืบหน้าจะแจ้งต่อสหประชาชาติและประชาคมโลกทราบเป็นระยะ ปัญหาผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันใน 5 ประเทศที่เกี่ยวข้อง จะบอกเป็นเรื่องของประเทศไทยเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะมีทั้งเรื่องต้นทางถึงปลายทาง ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงการต่างประเทศได้พบกับทูต 5 ประเทศที่เกี่ยวข้องไปแล้ว และต่อไปจะประสานงานกับคณะผู้แทนถาวร และหารือกับ 5 ประเทศที่เกี่ยวข้องอีกครั้งที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงจะหารือกับสหประชาชาติ คือสำนักงานผู้ลี้ภัยไอโอเอ็ม ซึ่งจะชี้แจงว่าไทยได้ปฏิบัติต่อชาวโรฮิงญาอย่างไร โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยอีก 20,000 คน


sunny1
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

ถ้าจะคิดมาก

ตั้งหัวข้อ  333 on Thu Jan 29, 2009 9:31 pm

คิดมากไปเดี๋ยวจะเป็นบ้านะ ว่าแต่ใกล้ยัง+++

333
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Jan 29, 2009 9:55 pm

333 พิมพ์ว่า:คิดมากไปเดี๋ยวจะเป็นบ้านะ ว่าแต่ใกล้ยัง+++



ว่าแต่คุณน่าจะบ้ากว่า รู้แล้วยังเสือกเข้ามาโพสท์ทำหอกอะไรครับ

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Jan 29, 2009 10:19 pm

http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t325.htm#2394
สร้างเหตุบีบไทยให้กดดันพม่าเพื่อรุกจีน ฉลาดดี
http://www.komchadluek.net/2009/01/19/x_main_a001_332592.php?news_id=332592

นายกฯ“อภิสิทธิ์"พบกก.สิทธิฯ
โคทมจี้แก้ข้อหาทารุณโรฮิงยา

นายกฯ“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"
พบกรรมการสิทธิฯให้ความมั่นใจจะเร่งสะสางคดีที่ละเมิดสิทธิและทำตามขั้นตอน
กฎหมาย ทางด้านกก.สิทธิฯ
หนุนตั้งคณะกรรมการประสานงานผู้เดือดร้อนกับกก.สิทธิฯเพื่อชงเรื่องให้รัฐทำ
งานเร็วขึ้น ขณะที่“โคทม”จี้รัฐแก้ข้อหาทารุณกรรมโรฮิงยา
(19ม.
ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชน อาทิ นายสมชาย
หอมละออ ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน นายโคทม อารียา
ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล นางอังคนา นีละไพจิตร
กรรมการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน เป็นต้น
เข้าพบนายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เพื่อหารือปัญหาสิทธิมนุษยชนและการแก้ไขปัญหาภาคใต้ โดยใช้เวลาเกือบ 2
ชั่วโมง
จากนั้น นายสมชาย เปิดเผยว่า
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในหลายเรื่อง
โดยเฉพาะให้รัฐบาลใช้ความอดทนในการแก้ปัญหา
และไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา
เพราะความขัดแย้งในสังคมที่ผ่านมาได้นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ยังได้พูดคุยถึงปัญหาภาคใต้
โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับรายงานขององค์การนิรโทษกรรมสากล
เรื่องการซ้อมและทรมาน นอกจากนี้
รัฐบาลยังมีแนวคิดที่จะลดการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ 3
จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น พ.ร.ก.ฉุเฉิน เป็นต้น
ซึ่งนายกรัฐมนตรีระบุว่าถ้ารัฐบาลจะประกาศหรือต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ก็จะมีรายละเอียดโดยเหตุผลความจำเป็นจริง ๆ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1233231181&grpid=01&catid=01

วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552 เวลา 21:06:03 น.
มติชนออนไลน์


มาร์คสั่ง"หมอพรทิพย์"ตรวจ"โรฮิงญา"บาดเจ็บ แจงทหารพม่าทำร้าย บัวแก้วรับปากยูเอ็นฯดูแลแต่ถกกอ.รมน.ก่อน

นายกฯ-กองทัพ
ให้หมอพรทิพย์ลุยตรวจสอบ"ชาวโรฮิงญา"ที่บาดเจ็บ ยันถูกทหารพม่าทำร้าย
ตรวจเกาะทรายแดงไม่พบร่องรอยทหารไทยใช้รุนแรง
เผยยอดโรฮิงญาในไทยล่าสุดกว่า 5 หมื่น
ยูเอ็นเฮชซีอาร์ถกบัวแก้วขอร่วมมือแก้ปัญหา 3 ระดับ "กษิต"
ไม่ขัดแต่ต้องคุย"กอ.รมน."ก่อน


P { margin: 0px; } ผู้แทน
สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอชซีอาร์
เข้าหารือกับกระทรวงการต่างประเทศถึงปัญหากรณีชาวโรฮิงญาจำนวนมากลักลอบเข้า
ประเทศไทยทางทะเลและถูกจับกุมผลักดันส่งกลับประเทศแล้ว เมื่อวันที่ 29
มกราคม ที่กระทรวงการต่างประเทศ ทั้งนี้นายกษิต ภิรมย์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์หลังเจรจากับนายเรมอน
ฮอลด์ ผู้แทนยูเอ็นเฮชซีอาร์ระดับภูมิภาคประจำประเทศไท
ยและผู้ประสานงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นานกว่า 1 ชั่วโมงว่า
มีการขอความร่วมมือแก้ไขปัญหากรณีชาวโรฮิงญาใน 3 ระดับ
คือการดำเนินการร่วมกันระหว่างไทยกับยูเอ็นเอชซีอาร์
การดำเนินการของไทยกับประเทศในภูมิภาค ทั้งประเทศต้นทาง
ระหว่างทางและปลายทางของปัญหา
อีกส่วนหนึ่งเป็นความร่วมมือของประเทศในภูมิภาคกับยูเอ็นเอชซีอาร์กับประเทศ
ที่ให้ความช่วยเหลือ

นายกษิต กล่าวว่า ยูเอ็นเอชซีอาร์ต้องการทราบข้อมูลตามที่เป็นข่าวว่า
หน่วยงานความมั่นคงของไทยได้ใช้หลักเกณฑ์ตามหลักมนุษยธรรมของกฎหมายทางทะเล
ทั้งการผลักดัน ต้อนรับและดูแลผู้ลักลอบหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายอย่างไร
รวมถึงต้องการพบชาวโรฮิงญาที่อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานไทย
ซึ่งตนได้ตอบรับตามหลักการแล้ว ส่วนจะพบอย่างไร
จะมีการหารือในที่ประชุมกรอบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงของประเทศ
(กอ.รมน.) ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ ในบ่ายวันนี้(29 มกราคม)

นายกษิต กล่าวว่ายังสั่งการให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา
ประสานกับยูเอ็นสองทางคือทั้งที่เมืองไทยและสวิสเซอร์แลนด์ช่เพื่อระดมงบ
ประมาณช่วยเหลือชาวโรฮิงญาในพม่าและติดค้างในบังกลาเทศ มาเลเซีย
อินโดนีเซียและไทย ตนไม่เห็นว่ามีปัญหาหรือจะร่วมมือกันไม่ได้
ขอย้ำว่าต้องแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุโดยการดูแลคุณภาพชีวิตและสิ่งอำนวยความ
สะดวกขั้นพื้นฐานของชาวโรฮิงญาก่อน

นายกษิตกล่าวอีกว่า
เตรียมหยิบยกประเด็นนี้หารือในที่ประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนที่จะมีขึ้นใน
ปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้
และการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาค
เอเชียแปซิฟิก (เออาร์เอฟ) ในเดือนกรกฎาคมที่ไทยเป็นเจ้าภาพ
รวมถึงในที่ประชุมความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขา
ทางวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMST-EC)
และสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย (IOR-ARC)
เนื่องจากพบว่ามีขบวนการค้ามนุษย์ขนย้ายชาวโรฮิงญาไปทำงานในไทย
มาเลเซียและอินโดนีเซีย
ทั้งนี้ไทยอาจปรับใช้แผนที่เคยมีในการแก้ไขปัญหาชาวเวียดนามอพยพเมื่อ 10
ปีก่อนมาปรับใช้กรณีโรฮิงญาด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากพม่าไม่ยอมหารือเรื่องชาวโรฮิงญาจะทำอย่างไร
นายกษิตกล่าวว่าจะมีการพูดคุยกับรัฐบาลพม่าในกรอบต่างๆ
อย่างไรก็ดีทราบว่าทางพม่าก็มีการหารือกับยูเอ็นเอชซีอาร์อย่างเงียบๆ
จึงไม่มีเหตุที่ต้องไปประณามหรือพูดจาว่าพม่าในเชิงลบ



att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Jan 29, 2009 11:52 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000010873
IMFหั่นยับคาดการณ์ศก.โลกปีนี้ ชี้วิกฤตการเงินถ่วงจนโตแค่0.5%

เอเอฟพี - กองทุนการเงินระหว่างประเทศ
(ไอเอ็มเอฟ)ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกปี 2009
อย่างฮวบฮาบ
พร้อมชี้วิกฤตการเงินโลกจะส่งผลให้การเติบโตอยู่ในภาวะนิ่งสนิทในทางเป็น
จริง


รายงานปรับคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุด
ซึ่งไอเอ็มเอฟนำออกเผยแพร่เมื่อวันพุธ(28)ที่ผ่านมา พยากรณ์ว่าปี 2009
นี้การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจะหดตัวลงเหลือเพียง 0.5 เปอร์เซ็นต์
ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา
อีกทั้งลดลงจากตัวเลขคาดการณ์ของไอเอ็มเอฟเองเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
ถึง 1.75 เปอร์เซ็นต์

"เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับภาวะถดถอยรุนแรง" รายงานฉบับล่าสุดของไอเอ็มเอฟระบุ

ไอเอ็มเอฟแจกแจงว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จะหดตัวลง
2.0 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับเป็นการหดตัวครั้งแรกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
และเป็นอัตราการหดตัวที่ย่ำแย่กว่ามากจากตัวเลขคาดการณ์เดิมเมื่อไม่ถึง 3
เดือนก่อนซึ่งทางกองทุนฯให้ไว้ที่ระดับ - 0.3 เปอร์เซ็นต์

รายงานของไอเอ็มเอฟกล่าวว่า
แม้จะมีการดำเนินมาตรการแก้ไขวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปแล้วมากมาย
แต่ตลาดเงินก็ยังคงอยู่ในภาวะตึงตัวอย่างรุนแรง
ทำให้เศรษฐกิจแท้จริงชะงักงันไปทั้งระบบ

นอกจากนั้น ไอเอ็มเอฟยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า
สถานการณ์ในอนาคตยังมีความอ่อนไหวสูงมาก
จังหวะเวลาและความก้าวหน้าของการฟื้นตัวจะขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของนโยบาย
ในการแก้ไขปัญหาเป็นสำคัญ

"การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจจะไม่มีทางเป็นไปได้
จนกว่าภาคการเงินจะคืนกลับสู่ภาวะปกติและความตึงตัวในตลาดสินเชื่อคลี่คลาย
ลง" รายงานของไอเอ็มเอฟ.ระบุ

ในส่วนการลงรายละเอียดเป็นรายภูมิภาครายประเทศนั้น
ในรายงานล่าสุดฉบับนี้ ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า
สหรัฐฯซึ่งเป็นศูนย์กลางของวิกฤตการณ์ครั้งนี้
จะประสบกับภาวะเศรษฐกิจหดตัว 1.6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2009
จากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อไม่ถึง 3 เดือนก่อนว่าจะติดลบ 0.9 เปอร์เซ็นต์
แต่ไอเอ็มเอฟก็ยังเชื่อว่าสหรัฐซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก
จะสามารถรับมือกับภาวะวิกฤตได้อย่างเข้มแข็งกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ
อีกหลายประเทศ

สำหรับญี่ปุ่นซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกนั้น
ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าจะถดถอยลง 2.6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2009 นี้
จากที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะหดตัวเพียง 0.2 เปอร์เซ็นต์
ทั้งนี้หลังจากที่เศรษฐกิจหดตัวมาแล้ว 0.3 เปอร์เซ็นต์ในปี 2008 ที่ผ่านมา

ส่วนกลุ่มประเทศยูโรโซน
ไอเอ็มเอฟปรับคาดการณ์ว่าปีนี้เศรษฐกิจจะติดลบ 2.0 เปอร์เซ็นต์
จากที่เคยขยายตัว 1.0 เปอร์เซ็นต์เมื่อปีที่แล้ว
โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซนจะหดตัว 0.5 เปอร์เซ็นต์

เยอรมนีซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยูโรโซน จะหดตัวลง 2.5
เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ หลังจากขยายตัว 1.3 เปอร์เซ็นต์ในปี 2008
ขณะที่อังกฤษซึ่งอยู่ชาติสมาชิกสหภาพยุโรป(อียู)นอกยูโรเซน
ได้รับการคาดหมายว่าเศรษฐกิจจะหดตัวลงอย่างรุนแรงถึง 2.8 เปอร์เซ็นต์
หลังจากที่เคยขยายตัว 0.7 เปอร์เซ็นต์เมื่อปีที่แล้ว

โดมินิก สเตราส์-คาห์น ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ
เรียกร้องให้ธนาคารกลางยุโรป หรือ อีซีบี.
เพิ่มกำลังในการอัดฉีดเศรษฐกิจยูโรโซนให้มากขึ้น
โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก

ทางด้านพวกประเทศกำลังพัฒนา
รายงานล่าสุดของไอเอ็มเอฟปรับคาดการณ์ว่าปี 2009
นี้เศรษฐกิจจะขยายตัวเพียง 3.3 เปอร์เซ็นต์ จากที่เคยพยากรณ์ไว้ที่ 6.3
เปอร์เซ็นต์เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
โดยที่จีนจะยังคงมีอัตราการขยายตัวรวดเร็วที่สุดที่ระดับ 6.7 เปอร์เซ็นต์
จาก 9.0 เปอร์เซ็นต์เมื่อปี 2008
ขณะที่อินเดียได้รับการคาดหมายว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 5.1 เปอร์เซ็นต์จาก
7.3 เปอร์เซ็นต์เมื่อปีที่แล้ว

ไอเอ็มเอฟยังคงยึดมั่นกับความหวังที่ว่า เศรษฐกิจโลกจะค่อยๆ
ฟื้นตัวในปี 2010 โดยอัตราเติบโตของโลกจะอยู่ที่ระดับ 3.0 เนื่องจาก
"ความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะผ่อนคลายความตึงตัวด้านสินเชื่อ
ตลอดจนนโยบายทางด้านการคลังและการเงินที่เอื้ออำนวยต่อการขยายตัว"

แต่ไอเอ็มเอฟก็เตือนว่า มีปัจจัยความไม่แน่นอนมากมายเกินกว่าธรรมดา จนทำให้มองทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจได้ไม่ชัดเจน

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Jan 30, 2009 12:07 am


http://www.amazon.com/Conspirators-Hierarchy-Committee-Three-Hundred/dp/0963401947
http://www.bibliotecapleyades.net/esp_sociopol_committee300.htm
http://www.bibliotecapleyades.net/sociopolitica/esp_sociopol_committee300_12.htm
http://educate-yourself.org/cn/johncolemangoalsofIlluminati.shtml

21 Goals of the Illuminati and The Committee of 300
<blockquote>

By Dr. John Coleman.
http://educate-yourself.org/cn/johncolemangoalsofIlluminati.shtml

From: Conspirators'
Hierachy: The Story of The Committee of 300


1. To establish a One World Government/New World Order with a
unified church and monetary system under their direction.
The One World Government began to set up its church in
the 1920:s and 30:s, for they realized the need for a religious belief inherent
in mankind must have an outlet and, therefore, set up a "church" body to channel
that belief in the direction they desired.


2. To bring about the utter destruction of all national identity and national pride,
which was a primary consideration if the concept of a One World Government was to work.


3. To engineer and bring about the destruction of religion, and more
especially, the Christian Religion, with the one exception, their own creation,
as mentioned above.


4. To establish the ability to control of each and every person through
means of mind control and what Zbignew Brzezinski called techonotronics,
which would create human-like robots and a system of terror which would make
Felix Dzerzinhski's Red Terror look like children at play.


5. To bring about the end to all industrialization and the production of nuclear
generated electric power in what they call
"the post-industrial zero-growth society".
Excepted are the computer- and service industries.
US industries that remain will be exported to countries such as Mexico
where abundant slave labor is available.
As we saw in 1993, this has become a fact through
the passage of the North American Free Trade Agreement, known as NAFTA.
Unemployables in the US, in the wake of industrial destruction, will
either become opium-heroin and/or cocaine addicts, or become statistics in the
elimination of the "excess population" process we know of today as
Global 2000.


6. To encourage, and eventually legalize the use of drugs and
make pornography an "art-form"
, which will be widely accepted and, eventually,
become quite commonplace.


7. To bring about depopulation of large cities according to the trial run
carried out by the Pol Pot regime in Cambodia. It is interesting to note that
Pol Pot's genocidal plans were drawn up in the US by one of the Club of Rome's
research foundations
, and overseen by Thomas Enders, a high-ranking State Department official.
It is also interesting that the committee is currently seeking to reinstate the Pol Pot butchers in
Cambodia.


8. To suppress all scientific development except for those deemed
beneficial by the Illuminati. Especially targeted is nuclear energy for peaceful
purposes. Particularly hated are the fusion experiments currently being scorned
and ridiculed by the Illuminati and its jackals of the press. Development of the
fusion torch would blow the Illuminati's conception of "limited natural
resources" right out of the window. A fusion torch, properly used, could create
unlimited and as yet untapped natural resources, even from the most ordinary
substances. Fusion torch uses are legion, and would benefit mankind in a manner
which, as yet, is not even remotely comprehended by the public.


9. To cause. by means of limited wars in the advanced
countries, by means of starvation and diseases
in the Third World countries, the death of three billion people by the year 2050,
people they call "useless eaters". The Committee of 300 (Illuminati) commissioned
Cyrus Vance to write a paper on this subject of how to bring about such genocide.
The paper was produced under the title "Global 2000 Report" and was accepted and
approved for action by former President James Earl Carter, and Edwin Muskie,
then Secretary of States, for and on behalf of the US Government.
Under the terms of the Global 2000 Report, the population of the US is to be
reduced by 100 million by the year of 2050
.


10. To weaken the moral fiber of the nation and to demoralize workers
in the labor class by creating mass unemployment.
As jobs dwindle due to
the post industrial zero growth policies introduced by the Club of Rome,
the report envisages demoralized and discouraged workers resorting to alcohol and drugs.
The youth of the land will be encouraged by means of rock music and drugs
to rebel against the status quo, thus undermining and eventually destroying
the family unit. In this regard, the Committee commissioned
Tavistock Institute to prepare a blueprint as to how this could be achieved.
Tavistock directed Stanford Research to undertake the work under the direction of
Professor Willis Harmon.
This work later became known as the "Aquarian
Conspiracy
".


</blockquote>

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Jan 30, 2009 12:09 am

5. To bring about the end to all industrialization and the production of nuclear
generated electric power in what they call
"the post-industrial zero-growth society".

http://www.komchadluek.net/2009/01/29/x_for_g001_334111.php?news_id=334111
พิษศก.ชาวรัสเซียตกงานแล้ว กว่า1ล้าน5แสนคนในเดือนนี้

ยอดคนตกงานในรัสเซียทะลุ 1 ล้าน 5 แสนคนในปลายเดือนนี้
(27ม.ค.) สำนักข่าวอาร์ไอเอ โนโวสติ
รายงานข่าวโดยอ้างข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขและพัฒนาสังคมรัสเซีย
เมื่อวันจันทร์ว่า ข้อมูลที่ได้รับจากองค์กร14,100
แห่งทั่วรัสเซียจนถึงเมื่อวันที่ 21 มกราคมปีนี้
พบว่าจำนวนผู้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตกงานในรัสเซียมีจำนวน 1.548 ล้านคนแล้ว
ซึ่งมีขึ้นหลังจากนางทัตยาน่า โกลิโคว่า
รัฐมนตรีกระทรวงนี้ได้ออกมาเตือนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า ในปี 2552
นี้ ยอดคนตกงานในรัสเซียอาจเพิ่มสูงขึ้นอีกกว่า 5 แสนคน จนถึงระดับ 2.1
-2.2 ล้านคน อย่างไรก็ตาม
เชื่อกันว่ายอดที่แท้จริงของคนตกงานในรัสเซียสูงกว่านี้
และอาจเพิ่มจำนวนขึ้นมากยิ่งกว่าที่คาดการณ์ไว้
หากวิกฤตเศรษฐกิจเพิ่มความรุนแรงในประเทศนี้ซึ่งครั้งหนึ่งเศรษฐกิจเคย
รุ่งเรือง ก่อนหน้านี้ คือเมื่อเดือนสิงหาคม
เคยมีผลสำรวจที่จัดทำโดยสำนักงานบริการสถิติของรัฐบาล
ระบุว่ารัสเซียมีคนตกงาน 4.5 ล้านคนด้วย
เพราะมีการใช้คำจำกัดความที่กว้างขวางกว่าสำหรับคำว่า" ตกงาน"(
unemployment) ทำให้รวมถึงผู้ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นคนตกงานด้วย

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Jan 30, 2009 11:50 am

http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t332.htm?sid=9460cf269dfb24fcef887801933b16e4#2423

ไอเดียสำนักพุทธฯ

จะทำสมาร์ทการ์ดให้พระทั่วไทยภายใน 4 ปี








http://www.youtube.com/watch?v=5GW4_5VAHCM

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  124...18 on Fri Jan 30, 2009 10:53 pm

คิดมาก อ่านแล้วยืนยัน ใกล้บ้าแล้ว แต่งเรื่องจนบ้า จินตนาการเรื่อยเปื่อย

124...18
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Feb 04, 2009 11:33 am

http://www.bangkokbiznews.com/home/news/finance/finance/2009/02/04/news_13189.php


กองทุนสำรองฯอ่วม!จ่อเลิกจ้าง-ยุบกองทุน ผลพวงวิกฤตเศรษฐกิจ

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552 10:55
กองทุนสำรองฯอ่วม!จ่อเลิกจ้าง-ยุบกองทุน


ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพปี”52 เหนื่อย!
ผู้ประกอบการจ่อเลิงจ้างพนักงาน-ยุบกองทุน ผลพวงวิกฤตเศรษฐกิจโลก
สมาคมบลจ.ถกหาทางออกลดส่งเงินสมทบ


นายเกษตร ชัยวันเพ็ญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด กล่าวกับ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ถึงแนวโน้มธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปีนี้ว่า
คาดว่าอัตราการขยายตัวจะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก
ส่งผลให้เงินไหลเข้าลดลง จากการที่บริษัทชะลอจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้


ขณะ
เดียวกันแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวยังทำให้
โอกาสที่นายจ้างจะเลิกจ้างพนักงาน หรือเปิดโครงการเออรี่รีไทร
เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานมีสูงขึ้น
ซึ่งทำให้มีเงินไหออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จัดตั้งอยู่แล้ว

นอก
จากนี้
ในปีนี้ก็มีมีความเป็นไปได้สูงมากที่ผู้ประกอบการประสบปัญหาทางการเงิน
มีการยกเลิกกองทุน จากปัญหาการปิดกิจการ
หรือยกเลิกเพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุน

ใน
ช่วงปลายปีที่ผ่านมามีนายจ้างโทรเข้ามาหารือกับเรา เพื่อขอลดส่งเงิน
เพราะประสบปัญหาทางการเงินจากวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้น
ล่าสุดตั้งแต่ช่วงต้นปี
เริ่มมีบางบริษัทขอให้มีการหยุดส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ชั่วคราว เหมือนกับครั้งที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 40 ก็มี เพราะเขาไม่สามารถแบกรับต้นทุน แต่ก็ไม่อยากยกเลิกกองทุน เพราะอาจกระทบกับเงินออมของพนักงาน

นายเกษตร กล่าวว่า ในวันนี้ (4
ก.พ.) กลุ่มธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน
(สมาคมบลจ.) จะมีการประชุมประจำเดือน
คาดว่าจะมีการหยิบยกประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
เข้าสู่การประชุม เพื่อสรุปถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับนายจ้าง
ก่อนที่จะนำเรื่องเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลัก
ทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อนำเข้าหารือกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)
เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการลดส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
เพื่อบรรเทาผลกระทบของนายจ้าง

สำหรับ
การลดเงินส่งเงินสมทบเข้ากองทุนในส่วนของนายจ้าง
อาจช่วยให้ผู้ประกอบการชะลอการเลิกจ้างพนักงานได้ในระดับหนึ่ง
จากเดิมที่ต้องจ่ายสมทบเข้ากองทุนในอัตรา 3% เหลือ 2% ตามกฎหมายระบุ อย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการนายจ้าง และลูกจ้าง แต่ละบริษัทว่าจะสามารถตกลงกันได้หรือไม่

ส่วน
ที่มีความกังวลว่าอาจมีนายจ้างบางแห่ง ฉวยโอกาสลดส่งเงินสมทบลูกจ้างนั้น
คงขึ้นอยู่กับความจริงใจของนายจ้าง
และกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการในส่วนของลูกจ้างด้วย

สำหรับภาพรวมของกลุ่มธุรกิจจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปีที่ผ่านมา ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2551 มีมูลค่าทรัพย์สินรวม 465,296 ล้านบาท เติบโตจาก 441,720 ล้านบาท เมื่อสิ้นปี 2550 ขยายตัว 5% มีจำนวนนายจ้าง 9,545 ราย เพิ่มขึ้น 16.5% จำนวนพนักงานที่เป็นสมาชิกจำนวน 2,031,674 คน เพิ่มขึ้น 5.1%



ว่าแต่ทหารไทยนี่ มีสิทธิ์ตกงานด้วยหรือเปล่าหว่า lol!

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

สำรองเลี้ยงชีพใครก็ไม่รู้

ตั้งหัวข้อ  tang may on Wed Feb 04, 2009 12:17 pm

เท่าที่ตัวเองเข้าใจ กองทุนสำรองเลี้ยงชืพ เป็นภาคสมัครใจมิใช่ภาคบังคับ สำหรับทุกบริษัทฯ
บริษัท เล็กๆ อาจไม่จัดการเรื่องนี้ (อย่างเช่นของเราเป็นต้น)

คนได้ประโยชน์ ก็คือ ครบริการกองทุนฯ ได้แก่พวก เงินทุน ธนาคาร สถาบันการเงินทั้งหลาย
รับจัดการนำเงินไปบริหาร เพื่อเพิ่มประโยชน์

ไม่รู้เงื่อนไขว่า หาก บริษัท นายจ้างล้มแล้ว เงินนี้เป็นไง หรือ หากบริษัทจัดการกองทุนมีปัญหา เงินนี้จะเป็นไง หรือ บริษัท ที่นำไปลงทุนมีปัญหาเงินนี้จะเป็นอย่างไร

ในยุคที่เต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยง ที่มีโอกาสเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดได้ง่ายๆ แบบนี้ ต้องกังวลทั้งนั้น
บางทีเงินให้ลูกจ้างไปเก็บเอง อาจจะดีกว่าสำหรับความคิดลูกจ้าง เพราะว่า แม้จะไม่มีเงินเหลือเก็บ
ก็ยังดีกว่า เก็บเงินแบบอดออม อดมื้อกินมื้อ แล้วก็ไม่ได้คืน เพราะว่าเงินไปตกในหม้อต้มยำของคนอื่น

อาจมีกม.คุ้มครอง แล้วกว่าจะฟ้องร้องได้เงิน หืดคงกินหัวไปเรียบร้อยแล้ว

ก็คิดแบบคนใจแคบ มุมมองแบบคนตาสั้น มิใช่มองแบบ 360 องศา เหมือนนักบริการรุ่นใหม่เขาว่ากัน

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Feb 05, 2009 10:12 am

http://www.bibliotecapleyades.net/biggestsecret/biggestsecretbook/biggestsecret13.htm


The spider


The secret societies
and groups which form the vast web of interconnected operations are an expanded
version of the same network which goes back into antiquity. Some researchers say
that the upper hierarchy appears to consist of the Council of 3, the Council of
5, the Council of 7, Council of 9, Council of 13, Council of 33, the Grand Druid
Council, the Committee of 300 (also known as the ‘
Olympians),

3. To engineer and bring about the destruction of religion, and more
especially, the Christian Religion, with the one exception, their own creation,
as mentioned above.

ส่วนหนึ่งของนโยบายกลุ่มโอลิมปัส ที่ไทยต้องเจอ
คือขบวนการทำลายพุทธ เพื่อให้คนเสื่อมศรัทธา โดยสื่อต่างๆ


http://www.komchadluek.net/2009/02/05/x_main_a001_335592.php?news_id=335592

ตำรวจบุกจับพระมั่วสีกาคาห้องพักกลางเมืองพัทยา
ชาวบ้านสุดทน!แจ้งตำรวจบุกจับพระหนุ่มเปิดห้องพักกลางเมืองพัทยา นอนกกสีกา ยึดมือถือพบคลิปหนังโป๊-ภาพถ่ายคู่สีกาเพียบ ก่อนคุมตัวสึกทันที อ้างเป็นน้องชายสีกา มาพักอาศัยเพื่อทำพิธีกรรมเมตตามหาเสน่ห์

เมื่อ เวลา 23.30 น. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ต.ท.ปราโมทย์ งามประดิษฐ์ รอง ผกก.(สส.) สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่ามีพระภิกษุเปิดห้องพักอาศัยหลับนอนอยู่กับ ผู้หญิง ภายในห้องเช่าที่"บ้านบับพา"เลขที่ 140/15 ซ.เขาตาโล 12 หมู่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังได้รับแจ้งจึงนำกำลังรุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นห้องแถวแบ่งเช่าแบบรายเดือนมีห้องพักกว่า 20 ห้อง เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบที่ห้องพักไม่ทราบเลขที่พบ พระนิวัฒน์ ฐิติยาโณ หรือนายนิวัฒน์ แซ่บุ้น อายุ 30 ปี ซึ่งบวชเป็นพระอยู่ที่วัดบางม่วง ต.วัดไทร อ.เมือง จ.นครสวรรค์ สวมผ้าสบงแค่ผืนเดียว นอนเคี้ยวหมากฝรั่งอยู่บนที่นอนและพบนางฉอม ซื่นใจ อายุ 41 ปี บ้านเดิมอยู่ที่ต.กาบเชิง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ อาชีพหมอดู นุ่งผ้าขนหนูกระโจมอก ยืนแอบอยู่ที่หลังห้องพัก เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไว้ทันที

http://www.komchadluek.net/2009/02/05/x_main_a001_335587.php?news_id=335587

แฉพระเถระแปลงเพศท่องราตรี ออฟนศ.หนุ่ม-ให้เงินแสนใช้หนี้
แฉพระผู้ใหญ่วัดดังแปลงเพศ ฉีดนม สวมบท "เจ๊ดาว" แต่งหญิงใส่วิกท่องราตรี แถมออฟหนุ่มนักศึกษาค้างคืนประจำ ล่าสุดติดใจเด็กหนุ่ม เคลียร์หนี้พนันบอลให้เกือบแสน จี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติตรวจสอบ พร้อมสั่งฟันหากแปลงเพศจริงเพราะถือเป็น "ปาราชิก"

หลังจาก นายนที ธีระโรจนพงษ์ เลขานุการกลุ่มเชียงใหม่อารยะ ออกมาเปิดโปงพฤติกรรมพระตุ๊ด เณรแต๋ว และพระเกย์ ใน จ.เชียงใหม่ และมีโอกาสออกโทรทัศน์หลายรายการ ปรากฏว่ามีประชาชนโทรศัพท์มาแจ้งข้อมูล เบาะแสเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก โดยนายนทีกล่าวว่า ล่าสุดเมื่อเช้าวันที่ 4 กุมภาพันธ์ มีนักศึกษาหญิงรายหนึ่งโทรศัพท์มาให้ข้อมูลว่า มีพระผู้ใหญ่ของวัดแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.ลำพูน มีพฤติการณ์เป็นพระตุ๊ด ออกเที่ยวกลางคืน และซื้อบริการทางเพศจากกลุ่มนักศึกษาชายเป็นประจำ ที่สำคัญพระรูปนี้ยังแปลงเพศและเสริมหน้าอกแล้ว

นายนทีกล่าวต่อว่า หากข้อมูลที่ได้รับเป็นเรื่องจริง ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าละอายเป็นอย่างยิ่ง และเห็นว่าพระรูปดังกล่าว ซึ่งเป็นที่เคารพของชาว จ.ลำพูน ไม่ควรจะอยู่ในสมณเพศอีกต่อไป จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบทันที

สื่อเครือนี้และเกือบทุกสื่อในไทยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม โดยรู้และไม่รู้

สื่อนี้เจาะจงเล่นข่าวสองจังหวัดนี้ในช่วงนี้
ท่าน MI6 คงน่าจะเดาได้ไม่ยากนะ
พวกคุณรู้ว่าเราทำอะไร เราก็รู้ว่าคุณกำลังเล่นอะไร
ตาต่อตา ฟันต่อฟัน จนกว่าจะตายกันไปข้าง


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Feb 05, 2009 9:50 pm, ทั้งหมด 4 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Feb 05, 2009 12:11 pm

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=190019&NewsType=1&Template=1

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 08:06 น.

ทัพศรีลังกาใกล่ชนะบุกยึดฐานทีมบึ้มพลีชีพกบฎ


ประธานาธิบดี ศรีลังกาทำนาย กลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนพยัคฆ์ทมิฬอีแลมจะพ่ายแพ้อย่างราบคาบภายใน 2-3 วันนี้ ขณะที่ ทหารรัฐบาลยึดที่มั่นของทีมระเบิดพลีชีพได้แล้ว

เมื่อวันพุธ ประธานาธิบดีมหินทรา ราชปักษี กล่าวแถลงเนื่องในวันชาติศรีลังการะบุว่า เงาของผู้ก่อการร้ายถูกลบใกล้จะหมดแล้ว ยังคงเหลือสมาชิกอีแลมส่วนน้อยที่ถูกต้อนเข้ามุมอับอยู่ในป่าลึก ซึ่งเขามั่นใจว่า ฝ่ายกบฏจะพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงในไม่ช้า

วันเดียวกัน กระทรวงกลาโหมศรีลังกาแจ้งว่า กองกำลังทหารเข้ายึดฐานที่มั่นแห่งหนึ่งของกบฏอีแลม ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้นำกบฏจัดพิธีเลี้ยงอาหารมื้อสุดท้ายให้แก่มือระเบิด พลีชีพ ก่อนออกไปปฏิบัติภารกิจ นอกจากนั้น ทหารยังพบชุดพรางสีเทา และเครื่องมือฝึกฝนทีมระเบิดพลีชีพ ซึ่งจากหลักฐานที่ได้แสดงว่า นายเวลูพิลไล ปราภาคาราน ผู้นำกบฏเดินทางมาที่นี่บ่อยครั้ง และได้ร่วมรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายกับเหล่ามือระเบิด ก่อนที่พวกเขาออกไปตาย

นางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐ กับ นายเดวิด มิลลิแบนด์ รมว.ต่างประเทศอังกฤษ เรียกร้องต่อรัฐบาลศรีลังกาและกบฏอีแลม ให้หยุดยิงชั่วคราว เพื่อให้พลเรือนกับผู้บาดเจ็บ ทยอยออกจากสมรภูมิรบ และอนุญาตให้องค์กร มนุษยธรรมเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ข้างใน

ด้าน นายกอร์ดอน ไวส์ส โฆษกสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แถลงว่า จากการสู้รบและยิงปืนใหญ่ห้ำหั่นกันของสองฝ่ายเมื่อวันอังคาร คร่าชีวิตพลเรือนไม่น้อยกว่า 52 ศพ นายไวส์ส กล่าวว่า ยูเอ็นได้รับรายงานมาว่า มีประชาชนตาย 52 ศพ จากกระสุนปืนใหญ่ที่โจมตีเขตซูรานทาปูรัม แต่ไม่รู้ว่า ฝ่ายใดเป็นผู้ยิงหรือมีการยิงปืนใหญ่กี่นัด นอกจากนี้ มีการอพยพผู้คนออกจากโรงพยาบาลแห่งเดียวในภูมิภาค หลังจากมีการยิงปืนใหญ่ต่อสู้กันเป็นเวลาถึง 16 ชม. รวมทั้งการโจมตีด้วยระเบิดดาวกระจาย

ส่วนฮิวแมน ไรท์ วอทช์ กลุ่มสิทธิมนุษยชนที่มีฐานอยู่ในนครนิวยอร์กของสหรัฐกล่าวหารัฐบาลศรีลังกา ใจดำและไม่ใส่ใจต่อชีวิตพลเรือนนับแสนที่ติดค้างอยู่ในสมรภูมิรบกับกบฏอีแลม ด้วยการไม่รับรองความปลอดภัยของประชาชน.

http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=mscc2&topic=1365




http://www.tamilchristian.com/

http://www.tamilcatholic.com/

http://anbinmadal.org/

http://www.tamilcatholic.info/sites/

http://www.youtube.com/watch?v=Y3rJArAOaC8&feature=related

Who is the leader of Tamil Eelam?
Vellupillai Pirabakaran, the leader of Liberation Tigers of Tamil Eelam (LTTE) is the present National Leader of Tamil Eelam. His supported by a council of commanders who establish policy on everything from law and order to economic. The policy of the LTTE is that this is an interim solution until democratic elections can be held.
Is Tamil Eelam a communist idea?
No. Tamil Eelam is the home land of highly religious Hindu, Christian and Islamic Tamil speaking people. Tamils of Tamil Eelam are from the ancient times, known for their trade and commerce. Tamil Eelam will be a democratic country once it become independent. Tamil Eelam is expected to be a socialist state. Just like the Democratic Socialist Republic of Sri Lanka.
What is the present state of Tamil Eelam?
Presently, some Northern and Eastern parts of Tamil Eelam are under the Tamil Eelam administration. Although a war is going on, Tamil Eelam administration functions very effectively to achieve self reliance and self sufficiency. There are forty eight essential items were banned by Sri Lankan authorities to the de facto state of Tamil Eelam. Some of them are now allowed by the new government with the expectation that the people of Tamil Eelam would give up their right to chose their political status freely.
Is there religious freedom in Tamil Eelam?
Not only religious freedom, but the people are encouraged to follow their own religion by Tamil Eelam administration even under the severe war conditions and economic ban. The Christian, mainly Catholic and Hindu religious leaders are always provided all the support needed for their religious freedom. Islam, however, is not being practiced presently, as the Muslims have been asked to leave the Tamil Eelam territory until the independence of Tamil Eelam. The Muslims supported the aggressive Sri Lankan Sinhala and Muslim Military against the freedom of Tamil Eelam.

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Feb 06, 2009 10:39 am

http://www.komchadluek.net/2009/02/06/x_main_a001_335805.php?news_id=335805
"แองเจลินา โจลี" เรียกร้องไทย รับผู้อพยพผิดกม.กลุ่มโรฮิงญา
"แองเจลินา โจลี" เรียกร้องรัฐบาลไทย รับผู้อพยพโรฮิงญา พร้อมเปิดช่องผู้อพยพชาวพม่า ในค่ายอพยพภาคเหนือของประเทศ ทำมาหากินนอกค่ายได้อย่างเสรี ตามสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อให้พึ่งพาตนเองได้ ขณะที่องค์การนิรโทษกรรมสากล เรียกร้อง 6 ประเทศดูแลปัญหาชาวโรฮิงญา

แอ งเจลินา โจลี ดาราชื่อดังของฮอลลีวู้ด ในฐานะทูตสันถวไมตรีของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ได้เดินทางเยี่ยมค่ายผู้อพยพชาวพม่า ที่ค่ายผู้ลี้ภัยบ้านใหม่นายสอย จ.แม่ฮ่องสอน ของไทย พร้อมทั้งได้พูดคุยกับบรรดาผู้อพยพเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่และการต่อสู้ ดิ้นรนของกลุ่มคนเหล่านี้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือให้ผู้อพยพชาวพม่าในค่ายสามารถดำรง ชีวิตอยู่ในลักษณะที่พึ่งพาตนเองได้
ทั้งนี้ นางโจลีกล่าวว่า รู้สึกเศร้าใจอย่างมากที่ได้พบปะพูดคุยกับผู้อพยพชาวพม่าที่เป็นผู้หญิงวัย 21 ปี ที่เกิดที่ค่ายอพยพแห่งนี้ และปัจจุบันกำลังเลี้ยงลูกของตัวเองที่ค่ายแห่งนี้ด้วยเช่นกัน พร้อมทั้งระบุว่า ผู้อพยพประมาณ 111,000 คน ที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้อพยพทางภาคเหนือของไทย ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปทำงานนอกค่าย หรือได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น

"ฉันว่าเราสามารถทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งผลักดันให้เกิดกระบวนการช่วยเหลือผู้อพยพเหล่านี้จากรัฐบาลไทยได้ เพราะผู้อพยพเหล่านี้ สมควรได้รับความเคารพหรือยอมรับเทียบเท่าผู้อื่นตามสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน " นางโจลีกล่าว

นอกจากนี้ นางโจลียังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยให้การต้อนรับผู้อพยพชาวโรฮิงญา ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ที่ถูกกดขี่และหนีตายจากเงื้อมมือของทหารรัฐบาลพม่าที่ส่วนใหญ่นับถือศาสนา พุทธ

"การได้มาเยี่ยมค่ายผู้อพยพบ้านใหม่นายสอย และได้เห็นความเมตตาของประเทศไทยที่มีต่อผู้อพยพกว่าแสนคน ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ฉันเกิดความหวังว่า รัฐบาลไทยจะเผื่อแผ่ความเมตตานี้ไปยังกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงญาที่ขณะนี้ได้ เดินทางเข้ามาในน่านน้ำของไทยแล้ว" แถลงการณ์ของโจลี ที่ออกโดยยูเอ็นเอชซีอาร์ ระบุ

http://www.nypost.com/seven/02252007/news/worldnews/angelina_a_babe_amid_brainiacs_worldnews_angela_montefinise_____and_susan_edelman.htm

February 25, 2007

The prestigious Council on Foreign Relations is about to get a jolt of sex appeal.


The exclusive, Manhattan-based foreign-policy group has decided to admit actress Angelina Jolie, a U.N. goodwill ambassador who has taken more than 30 trips worldwide to advocate for refugees, AIDS orphans and disaster victims.

On Friday night, the council's membership accepted Jolie's nomination - meaning she will soon be rubbing elbows with other club members such as Dick Cheney, Condoleezza Rice, Henry Kissinger, Colin Powell and Alan Greenspan.

ขอเรียกร้องอเมริกาหรือ UN ส่งเครื่องบินมารับไปตั้งค่ายอยู่ที่อเมริกา เพื่อมนุษยธรรมและด้วยความเมตตาด้วยสิ

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอในอนาคตอันใกล้

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Feb 06, 2009 9:28 pm

http://www.komchadluek.net/2009/02/06/x_main_a001_335864.php?news_id=335864

ผู้ว่าฯลำพูนลุยพระแปลงเพศ
เจ้าตัวจะสึกพรุ่งนี้ที่เชียงใหม่




พระผู้ใหญ่แปลงเพศลำพูนขอสึกแล้วยันไม่ได้ผ่าแปลงเพศ
เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2552 ดร.อำนาจ บัวศิริ
ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม(มส.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)
กล่าวถึงความคืบหน้ากรณี นศ.สาวออกมาแฉพระผู้ใหญ่ในจ.ลำพูน แปลงเพศ ฉีดนม
ท่องราตรี ออฟผู้ชาย ว่า
ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำพูนได้แจ้งข่าวด่วนมายังตนว่า
พระครูโสภณปริยัติ (สมาน) เจ้าคณะตำบลในเมืองเขต 2
เจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง อ.เมือง จ.ลำพูน จะขอลาสิกขาบทแล้ว
เพราะไม่อยากให้ทางวัดเสื่อมเสียชื่อเสียง

อีกทั้งก่อนหน้านี้ได้ขอสึกมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะบวชมาตั้งแต่อายุ 11
ปี
จึงเกิดความเบื่อหน่าย แต่โยมแม่ได้ขอไว้
เพราะอยากให้ลูกอยู่ในผ้าเหลือง จึงยังไม่ได้สึกออกมา
เมื่อมาเกิดกรณีนักศึกษาสาวมาร้องเรียนว่ามีพฤติกรรมเลี้ยงเด็กจึงถือโอกาส
สึก และอยากจบปัญหาทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม พระครูโสภณปริยัติ ได้ชี้แจงเรื่องนศ.สาวร้องเรียนว่า
น่าจะเกิดจากความหึงหวงแฟนหนุ่มซึ่งเป็นเด็กวัด
และพระครูโสภณปริยัติได้ส่งเสียให้เรียนจริง
แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง ดังที่ถูกกล่าวหา
เป็นการส่งให้เด็กในวัดเรียนตามปกติ

ส่วนกรณีมีการกล่าวหาว่าได้ผ่าตัดแปลงเพศแล้วนั้น
ทางรองเจ้าคณะจังหวัดลำพูนได้ยืนยันแล้ว จากการสอบถามพระโสภณปริยัติ
ได้คำตอบว่ายังไม่ได้มีการผ่า หรือแปลงเพศอะไรทั้งนั้น "สิ่งที่เป็นข่าวไม่เป็นความจริง ในทางตรงกันข้ามพระโสภณปริยัติ
บวชเรียนมานานจึงเป็นที่ศรัทธาของญาติโยม เป็นพระที่ดี
เมื่อเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นจึงของสึกจากความเป็นพระ
เพราะเกรงว่าจะนำเรื่องเสื่อมเสียมาถึงวัด และพระพุทธศาสนา"

ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม กล่าว

“สำหรับพฤติกรรมของพระครูโสภณปริยัติ ตามที่เป็นข่าวนั้น
ไม่ทราบข้อเท็จจริง เพราะมีโอกาสได้พบและพูดคุยกับท่านไม่มากนัก
ส่วนใหญ่เท่าที่เห็น ท่านเป็นคนเรียบร้อย พูดจาไพเราะ

แต่เรื่องที่เกิดขึ้น อาตมาในฐานะพระผู้ใหญ่ก็ไม่สะดวกจะสอบถาม
แต่ภายหลังจากได้รับหนังสือลาสิกขาบท ได้สอบถามท่านโดยตรง
ท่านก็บอกว่าไม่รู้สึกติดใจในประเด็นข้อกล่าวหาแต่อย่างใด
แต่เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ท่านจะขอลาสึกทันที” พระราชปัญญาโมลี กล่าว


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Fri Feb 06, 2009 9:32 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 1 จาก 9 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ