พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

หน้า 1 จาก 2 1, 2  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 3:41 am

<BLOCKQUOTE>
เอกสารประกอบการฝึก
การแก้ปัญหาด้านกิจการพลเรือน

หลักสูตร นายทหารกิจการพลเรือนชั้นสูง
รุ่นที่ ๑๕๘ พ.ค.๔๓ ถึง ๑๔ ก.ค.๔๓

แผนปฏิบัติการล่าอาณานิคมแบบใหม่ที่คนไทยต้องรู้

พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

"...... เมื่อถึงวันสิ้นชาติ ไม่มีโอกาสแก้ตัว ...... "

"จากหัวใจถึงชาวไทย"


ข้อมูลนี้ เป็นข้อมูลที่ได้เสนอให้กับหน่วยงานรักษาความมั่นคงระดับสูง อันจัดเป็นมันสมองของประเทศไทย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์ วางแผน และป้องกันประเทศให้รอดพ้นภยันตราย จากประเทศมหาอำนาจ โดยรวบรวมจากข้อมูล พยานหลักฐานทางราชการ ทั้งโดยทางลับ และสาธารณะ จากสื่อสารมวลชน ทั้งภายในและต่างประเทศที่พิสูจน์ได้และเป็นจริง แต่คงจะเป็นเวรกรรมของประเทศ เนื่องจากว่าประเทศไทยขณะนี้ ส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยนักวิชาการ ผู้มีความรู้ และผู้อวดสู่รู้มากมาย ซึ่งไร้ประสบการณ์ ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เคย หรือทำหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลทางด้านการเงินของประเทศมหาอำนาจมาก่อน ดังนั้น เมื่อบทความดังกล่าวนี้ข้อมูลได้ถูกนำเข้าสู่การพิจารณา ผลปรากฏว่าได้รับการต่อต้านจากนักวิชาการ และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบัน ผลจึงปรากฏอย่างที่คุณเห็นอยู่เช่นในปัจจุบันนี้
ข้อมูลของผมดังกล่าวนี้ จะทำให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจลึกซึ้งถึงพื้นฐานและความเป็นมา ต้นเหตุของปัญหา ที่ต้องเป็น และจะเป็นไปในอนาคต โปรดทำใจให้ว่าง พิจารณาบนหลักฐานและความเป็นจริงจะเข้าใจ อย่างถ่องแท้ถึงรากเง่าแห่งปัญหา อันเป็นที่มาของคำตอบว่า เหตุใดสถาบันพระพุทธศาสนาอันเป็นรากฐานของความเป็นชาติ และเป็นฐานแห่งสังคมไทยเป็น ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมอันดีงามบอกถึงความมีเอกลักษณ์ของชนชาติไทยจึงต้องถูกทำลาย ไม่เว้นแม้กระทั่งกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ใช้ในการปกครองประเทศ รวมไปถึงข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ระบบ ระเบียบ กฎหมาย ไม่เว้นแม้กระทั่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งทั้งหมดทั้งสิ้นนี้คือสถาบันแห่งความมั่นคงของชาติ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านจะได้รับคำตอบที่เคยสงสัย และคุณอาจจะเป็นคนหนึ่งที่อาจพบหนทางช่วยประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราให้พ้นจากมหันตภัยที่เกิดขึ้น ได้ในอนาคตอันใกล้นี้
</BLOCKQUOTE>
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 3:43 am

<BLOCKQUOTE>
ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ (Force 21)
นับตั้งแต่กลางปี พ . ศ . ๒๕๔๐ จวบจนปัจจุบัน สภาพเศรษฐกิจของไทย เข้าสู่ภาวะวิกฤตตกต่ำสุดขีดเสียยิ่งกว่าสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งเราท่านไม่อาจจะคาดคำนวณกันได้ว่าผลสรุปและจุดจบของสภาวะเช่นนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มักจะมองไปถึงต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ว่า มาจากสภาพเศรษฐกิจของโลกบ้าง การตัดสินใจผิดพลาดของธนาคารแห่งประเทศไทยบ้าง แล้วแต่ว่าใครจะกล่าวอ้างกันขึ้นมา แต่ที่แน่ ๆ คือไม่มีนักวิชาการ นักเศรษฐ ศาสตร์ผู้ใด ที่จะบอกกล่าวเล่าเตือนถึงมหันตภัยทางเศรษฐกิจอันจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยล่วงหน้าถูกต้องได้เลยแม้แต่คนเดียว วิกฤตการณ์นี้เกิดขึ้นแทบจะเรียกว่าข้ามคืนเลยก็ว่าได้ แม้ว่าจะใช้หลักวิชาการมาเป็นตัววิเคราะห์วิจัยก็ไม่สามารถแก้ไขได้แม้แต่น้อย ยิ่งแก้ไขยิ่งเหมือนกับเป็นการสร้างปัญหามากขึ้นเรื่อย ๆ แม้กระทั่งนักเศรษฐศาสตร์อันดับหนึ่งของโลกผู้ได้รับรางวัลโนเบล ซึ่งเดินทางมาบรรยายในประเทศไทย ก็ยังคาดคำนวณสถานภาพเศรษฐกิจไทยล่วงหน้าผิดพลาดอย่างไม่น่าเป็นไปได้ ฉะนั้นอย่าพูดถึงนักการเมือง นักบริหาร หรือนักวิชาการในประเทศไทยเลย ที่จะสามารถคาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้ล่วงหน้า มันเป็นไปได้อย่างไร ที่ภาวะวิกฤตนี้เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศไทยซึ่งถูกเรียกว่าเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเซีย / กำลังอยู่ในภาวะเจริญเกือบสุดขีด จนประเทศเพื่อนบ้านของเรายึดถือเอาประเทศไทยเป็นตัวอย่างในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เงินกู้เงินลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมหาศาลที่กำลังไหลเข้าสู่ประเทศไทยมิได้ไหลเข้ามาเพราะคนต่างชาติโง่ หรือคนไทยหลอกลวงเก่ง เพราะการกู้ยืมโดยสถาบันการเงินก็ดี หรือโดยนักธุรกิจอิสระก็ดี เจ้าหนี้ผู้ให้ยืมเงินหรือร่วมลงทุนเหล่านั้นล้วนเป็นชาวต่างประเทศ ที่มาจากสารพัดชนชาติที่ทุ่มเงินมหาศาลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยล้วนแล้วแต่ มีผู้ชำนาญทางการเงิน ซึ่งเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ถึงอนาคตการลงทุน และแนวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยว่าจะรุ่งเรืองที่สุดในย่านภูมิภาคเอเซีย ตะวันออกเฉียงใต้จึงปล่อยสินเชื่อให้กับภาคเอกชนลงทุนในประเทศไทย ดังนั้นจึงไม่มีเหตุปัจจัยใดที่พอน่าเชื่อได้ว่านักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์ นักลงทุน ที่ปล่อยเงินกู้เหล่านั้นนัดกันไอคิวตกทั้งโลก หากเช่นนั้นสาเหตุหรือมูลฐานปัจจัยที่เกิดขึ้นนี้มาจากอะไรกันแน่ ที่เป็นสาเหตุให้ประเทศไทยตกเหววิกฤตแห่งเศรษฐกิจเพียงชั่วข้ามคืน นี่แหละคือคำถาม และบทวิเคราะห์ต่อไปนี้อาจจะเป็นแนวทางที่ ชี้ถึงสาเหตุแห่งธนภัยและวิกฤต ซึ่งจะช่วยในการหาวิธีแก้ไขได้ถูกทางยิ่งขึ้น
ในปลายปี ๒๕๑๗ ประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง ได้มีการทบทวนบทบาทของการพ่ายแพ้ในการรบในสงครามเวียตนาม พบว่าชัยชนะไม่อาจได้มาด้วยการใช้กำลังอาวุธหรือกำลังพลที่เหนือกว่าตามที่เชื่อกันมาในอดีต ดังนั้นจึงได้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นเพื่อวิเคราะห์ถึงยุทธวิธีสำหรับการรบในศตวรรษที่ ๒๑ (Force 21) ว่าควรเป็นไปในรูปใด จึงจะได้ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จถาวร มีการสูญเสียน้อยที่สุด เอื้อผลประโยชน์ให้มากที่สุด และใช้ระยะเวลาในการปฏิบัติการสั้นที่สุด การวิเคราะห์ทดสอบของหน่วยงานนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งในปี ๒๕๓๓ ได้ผลสรุปว่าการยึดอำนาจทางเศรษฐกิจเท่านั้นจะให้ชัยชนะและผลประโยชน์อย่างถาวร อันเป็นแผนปฏิบัติการที่ถูกนำมาใช้เรียกว่า ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ โดยมีสมการของยุทธวิธีคือ E = MOC 2
E (Economic) เศรษฐกิจ
M (Mental) สร้างความเชื่อใหม่ , สลายศรัทธาเดิม
O ( Organization) สร้างกระแส , ทำลายระบบการเมือง
C (Cash Value) ทำลายค่าของเงิน
C (Cash Control) ควบคุมระบบการเงินแบบเบ็ดเสร็จ

สาเหตุที่หน่วยงานดังกล่าวต้องใช้สมการนี้เป็นหัวใจของยุทธวิธี ก็เนื่องจากได้วิจัยพบว่า เหล่านักวิชาการ หรือนักเศรษฐศาสตร์อันอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกนั้น ล้วนร่ำเรียนตามหลักวิชาที่มีรากฐานทางเดียวกันทั้งสิ้นทั้งการสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหา ฉะนั้นหากมีปัญหาใดที่เกิดขึ้นจากเศรษฐกิจปกติสามัญแล้ว ก็จะไม่พ้นปัญญาของผู้รู้เหล่านั้นที่จะแก้ไขได้ไม่ยาก ดังนั้นสมการนี้จึงถูกพัฒนาให้มีความผกผันในตัวของมันเองไม่เพียงแต่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยพื้นฐานทางวิชาการเท่านั้น สมการนี้ยังมีศักยภาพที่สามารถทำให้การแก้ปัญหาในทุก ๆ ครั้งผิดแนวทางไร้ประโยชน์ และการแก้ไขนั้นจะกลับเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับสมการนี้บรรลุเป้าหมายเร็วยิ่งขึ้นไปอีกโดยอัตโนมัติ เท่ากับเป็นการช่วยเหลือสมการนี้เสียด้วยซ้ำ


ตอนนี้เรามาดูกันว่าปัจจัยใดทำให้ประเทศไทยกลายเป็นเหยื่อยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เป็นความบังเอิญ หรือเป็นเพราะได้มีการวางแผนงานไว้แล้วอย่างเป็นขั้นตอน ผู้เขียนขอมอบให้เป็นเอกสิทธิ์ ของท่านผู้อ่านที่จะวินิจฉัยด้วยภูมิปัญญาตามหลักวิชาการของแต่ละท่านโดยอิสระ </BLOCKQUOTE>
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 3:44 am

หน่วยงานนี้ได้ค้นพบว่า สมการนี้จะให้ประโยชน์สูงสุดต่อเมื่อสามารถหาพื้นที่อันเป็นฐานที่มั่นถาวรในการปฏิบัติการทางยุทธวิธีที่เรียกว่า ยุทธภูมิเศรษฐศาสตร์ อันประกอบไปด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์และเศรษฐศาสตร์สมบูรณ์ครบ ๕ ประการ (Give Me 5) คือ

. ทางบก มีพื้นที่เป็นผืนเดียวกับแผ่นดินใหญ่ สามารถขยายเส้นทางคมนาคมทั้งทางยุทธศาสตร์และเชิงพาณิชย์ หรือเชื่อมต่อกับประเทศที่มีศักยภาพในการผลิต และมีอำนาจการซื้อได้โดยง่าย

. ทางน้ำ มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่สามารถขยายศักยภาพทางทะเล ทั้งทางทหารและ ทางพาณิชย์(พาณิชย์นาวี) ได้ครอบคลุมภูมิภาค

. ทางอากาศ มีความพร้อมในการขยายศักยภาพทางอากาศทั้งทางทหาร และเชิงพาณิชย์ ในพิสัยโดยรอบภูมิภาค

๔. มีทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะด้านการเกษตร สามารถขยายฐานผลิตด้านเกษตรได้โดยง่าย และมีพื้นที่ติดกับประเทศที่มีฐานทางการเกษตร (เนื่องจากสภาวะเรือน กระจกทำให้ผลผลิตสินค้า ด้านบริโภคจะมีความต้องการสูงขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัดในอนาคตของตลาดโลก)

. ผูกค่าสกุลเงินตราของประเทศไว้กับเงินสกุลดอลล่าห์ ด้วยปัจจัยหลักดังกล่าวนี้ประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศที่มีครบทุกประการ ฉะนั้นประเทศไทยอาจถูกเลือกให้เป็นยุทธภูมิเศรษฐศาสตร์ในการดำเนินยุทธวิธี แต่ทั้งนี้การดำเนินยุทธวิธีของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจจะต้องขึ้นอยู่กับดัชนีแห่งเวลา(Time Table) เป็นตัวชี้นำว่าเมื่อใดจึงจะเหมาะสมที่จะปฏิบัติการใช้ยุทธวิธีนี้ หากดัชนีแห่งเวลาไม่อยู่ในช่วงที่เหมาะสมแล้ว จะทำให้ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไม่สามารถบรรลุผลได้ ดังนั้นยุทธวิธีจึงถูกแบ่งเป็น ๓ ขั้นตอน โดยมีดัชนีเวลาเป็นตัวกำหนดอัตราเร่งและปฏิบัติการที่ตายตัว

ขั้นตอนที่ ๑ เริ่มในปี ๒๕๓๓ ถึง ๒๕๓๙ ใช้ยุทธวิธีตัว M(Mental)สร้างค่านิยมใหม่ สลายศรัทธาเดิม ประสานกับ O (Organization) สร้างกระแส ประสานเสริมศักยภาพให้กับ M

ขั้นตอนที่ ๒ เริ่มในปี ๒๕๔๐ ใช้ยุทธวิธีของ C(Cash Value)อันเป็นC ตัวที่หนึ่ง เป็นตัวนำโดยการทำลายค่าของเงินให้ต่ำลงเพื่อบีบให้เข้าสู่ ขั้นตอนที่ ๓ โดยใช้อัตราเร่งรวมจากผลคูณของ M และ O

ขั้นตอน ๓ เริ่มในปี ๒๕๔๑ เป็นการเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย ใช้ยุทธวิธีของ C ตัวที่สองซึ่งจะมีอัตราเร่งสูงสุดจากผลคูณของมวลรวมของ ๑ และ ๒ โดยมีเป้าประสงค์อยู่ที่การเข้าควบคุมระบบการเงินทั้งหมดให้ได้แบบเบ็ดเสร็จถาวร โดยอาศัยอำนาจทางกฎหมาย หรือวิธีการอื่นใด

เมื่อภาระกิจสามขั้นตอนดังกล่าวนี้เสร็จสิ้นลงตามดัชนีเวลา(Time Table) นั่นก็หมายความว่ายุทธวิธีทางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจบรรลุเป้าประสงค์ สามารถยึดฐานที่มั่นอันถาวรเพื่อปฏิบัติการต่อเนื่องต่อไป
ประเทศไทยเป็นประเทศอันอยู่ในภาวะที่มีความพร้อมถึงขั้นเกือบ 100% ที่ได้เตรียมการไว้อย่างเป็นรูปธรรม ในการต้อนรับนักธุรกิจ และนักลงทุนชาวฮ่องกง ที่มีความตั้งใจจะย้ายฐานการดำเนินการดำเนินธุรกิจจากเกาะฮ่องกงเข้าสู่ประเทศไทยภายหลังฮ่องกงกลับไปอยู่กับจีน มีการก่อสร้างที่พักอาศัย และอาคารพาณิชย์ไว้รองรับอย่างพรักพร้อม จึงมีนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์กันมากเป็นประวัติการณ์ สถาบันการเงินทุกแห่งต่างปล่อยสินเชื่อในด้านอสังหาริมทรัพย์ก็ด้วยปัจจัยนี้เป็นหลัก ซึ่งหากปล่อยให้นักธุรกิจฮ่องกงย้ายฐานมาอยู่ในประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งอาเซี่ยนได้เมื่อใดก็ตามนั่นหมายถึงความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจของเอเซียอันเต็มไปด้วยทรัพยากรทางเกษตร ซึ่งเปรียบเหมือนกระเพาะของโลก จะเป็นตัวได้เปรียบทางด้านการค้า และการเงินของโลกในอนาคต อย่างมหาศาล เป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของตลาดการค้าอื่น ๆ ซึ่งไม่มีพื้นที่จะสร้างผลผลิตทางเกษตรอันปัจจัยหลักในการดำรงชีพ เช่น เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และประกอบกับประเทศมหาอำนาจได้สูญเสียศักยภาพทางทะเล ในด้านเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ไป ยังไม่สามารถหามาทดแทนได้ ฉะนั้นอาศัยดัชนีเวลาที่เหมาะสมเป็นไปได้ว่า ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจได้เริ่มขึ้นโดยมีประเทศไทยเป็นเหยื่อแห่งยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ตามยุทธวิธีแห่งสมการดังกล่าวตลอดมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ ผู้เขียนจะไม่อธิบายในรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งท่านผู้อ่านจะเห็นได้เองอย่างเป็นรูปธรรม ฉะนั้นจะขอลำดับเหตุการณ์ เฉพาะเหตุการณ์สะท้านโลกที่พาประเทศ และประชาชนชาวไทย ก้าวเข้าสู่ห้วงวิกฤต ดังนี้
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 3:45 am

<BLOCKQUOTE>
ในช่วงปลายปี ๒๕๓๙ ได้มีการข่าวที่สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ทั้งจริงและไม่จริงทำลายความเชื่อ มั่น ในสถาบันการเงิน อย่างเป็นระลอก นี่เป็นการเริ่มต้นของM(Mental) อันเป็นอักษรตัวแรกของสมการ เพื่อก่อให้ความเชื่อว่าน่าจะเป็นจริงตามข่าวลือนั้น คือเกิดกระแส O(Organization) อักษรตัวที่สองคือความไม่เชื่อมั่นในสถาบันการเงินเกิดขึ้นกับประชาชนในประเทศไทย จากนั้นเป็นหน้าที่ของ C(Cash Value) อักษรตัวที่สามอันสร้างจากสถาบันความเชื่อถือมูดดี้ส์ และ เอสแอนพีประสานงานกันอย่างต่อเนื่องโดยลดความน่าเชื่อถือของไทยลงไป ตามติดด้วยนายจอร์จ โซรอส ซึ่งเป็นผู้ที่ทำให้ค่าเงินบาทตกต่ำลงในทันที และการกระทำดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแต่เป็นการกระทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต่อสู้ตามหลักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์และการเงิน ซึ่งได้เคยกระทำมาในอดีตโดยการป้องกันค่าเงินบาท แต่ไม่ประสบผลสำเร็จดังได้กล่าวไปแล้วว่าสมการนี้มีความผกผันมากมาย ฉะนั้นยิ่งแก้ไขยิ่งยุ่งเหยิง พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ประกาศจะสู้กับนักค้าเงินให้ถึงที่สุด ไทยเป็นเลือดนักรบมาแต่บรรพกาล แม้รู้ว่าจะต้องตายก็ขอสู้จนเลือดหยดสุดท้าย แต่ถึงท่านจะเก่งอย่างไร มีที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจการเงินที่เชี่ยวชาญขนาดไหน ก็ไม่มีวันพ้นศักยภาพแห่งสมการของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่ได้ตั้งดัชนีเวลาไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นการปล่อยข่าวทำลายศรัทธา(M) ทั้งสถาบันการเงินและตัวท่านจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดท่านก็พลาดเข้าสู่สมการอุบาทว์แห่งยุทธวิธีนี้จนได้ในการสั่งปิดสถาบันการเงินต่าง ๆ (O) และในที่สุดในวันที่ ๒ ก.ค.๒๕๔๐ ประเทศไทยต้องประกาศให้เงินบาทลอยตัว(C) ทำให้เงินบาทมีค่าน้อยลงกว่าเดิม ซึ่งเป็นระยะเวลาเดียวกันกับเหตุการณ์ที่ฮ่องกงกลับไปอยู่กับจีน ดูเวลาช่างประจวบเหมาะกันเหลือเกิน ย่อมมิใช่เป็นการบังเอิญเป็นแน่ และเป็นอุบัติการที่นักเศรษฐศาสตร์ทั้งโลกช็อคหาคำตอบและสาเหตุไม่ได้ว่า เกิดจากอะไรกันแน่ และไม่มีปัจจัยบอกเหตุทางเศรษฐศาสตร์ให้รู้ล่วงหน้าเสียด้วยซ้ำ

สมการแห่งยุทธศาสตร์เศรษฐกิจมิได้หยุดเพียงเท่านี้ นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ยังไม่ถึงครึ่งทางของเป้าประสงค์เสียด้วยซ้ำ เนื่องจากตัวสมการทุกตัวของยุทธวิธีมีค่าเป็นคูณเสมอ โดยเฉพาะตัวอักษร C นั้นนอกจากจะคูณแล้วยังยกกำลังสองอีกด้วย การปฏิบัติการจึงดำเนินต่อไปด้วยอัตราเร่งที่เร็วขึ้นกว่าเดิมเป็นทวีคูณ สมการนี้ก็เริ่มดำเนินการอีกโดยการสร้างความความเชื่อในสังคมว่าประเทศไทยต้องพึ่ง สถาบันการเงินระหว่างประเทศ IMF แห่งเดียวเท่านั้นจึงจะรอดพ้นจากความหายนะทางเศรษฐกิจ ในขณะที่สถาบันและองค์กรการเงินในโลกนี้มีหลายร้อยหลายพันสถาบัน การสร้างความเชื่อเช่นนี้ก็เพราะว่านโยบายการทำงานของ IMF จะช่วยให้สมการ นี้บรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้นโดยเฉพาะในการสลายองค์กร(C) ซึ่งแน่นอนที่สุดสมการนี้ก็ประสบผลสำเร็จเช่นเคย ประเทศไทยตกลงกู้เงินจากIMF (ซึ่งเป็นตัวเบิกทางให้กับ C ตัวที่สอง) ให้เข้าควบคุมองค์กรและระบบการเงินของประเทศได้ โดยใช้เงื่อนไขเป็นหลักในการดำเนินการในอนาคต

เส้นทางของเป้าประสงค์แห่งสมการอุบาทว์นี้ยังอยู่อีกไกล ทั้งนี้เป็นด้วยองค์ประกอบในขณะนั้น พรรคฝ่ายค้านล้วนแล้วแต่เป็นนักกฎหมาย ย่อมคัดค้านต่อรัฐบาลในการที่จะออกกฎหมายให้คนต่างชาติมีสิทธิทางกฎหมายเท่าเทียมกับคนไทยในประเทศได้อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่จะสัมฤทธิ์ผลในการเข้ายึดพื้นที่ทางเศรษฐกิจโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายและดุษณีภาพ สมการของ C ตัวที่สอง ดังนั้นยุทธวิธีทำลายความเชื่อมั่นในตัวผู้นำจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม (M) การสร้างแนวร่วมขึ้นต่อต้านโจมตีนโยบายรัฐบาล(O) พร้อมไปกับการลดความเชื่อถือทางการเงินทำให้ค่าเงินบาทลดลงอย่างน่าใจหาย (C) ในที่สุดรัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ก็จบลง อันเป็นไปตามขั้นตอนของยุทธวิธีแห่งสมการ</BLOCKQUOTE>


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecrets เมื่อ Sun Jul 13, 2008 3:47 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 3:46 am

<BLOCKQUOTE>

รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายชวน หลีกภัย เข้ารับหน้าที่แทน มีคณะทีมเศรษฐกิจซึ่งบอกเล่ากล่าวขานกันว่ามีฝีมือในการบริหารการเงิน เพื่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ก็มิได้รอดพ้นที่จะเป็นเครื่องมือของสมการอุบาทว์นี้เช่นกัน โดยแทบจะทันทีทันใดหลังรับตำแหน่ง ก็ได้สั่งปิดองค์กรและสถาบันการเงิน ๕๖ แห่งอย่างถาวร ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วการสั่งปิดหรือยึดทรัพย์ สินนั้นเป็นอำนาจของศาล ภายใต้ข้อเท็จจริงอันได้พิสูจน์โดยชัดแจ้งซึ่งก็นับว่าขัดต่อกฎหมายอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังไม่มีหลักเกณฑ์ใดที่จะใช้พิสูจน์ว่าหนี้ใดดีหนี้ใดเสียได้อีกด้วย แต่ด้วยพลังแห่งสมการทำให้ ทีมเศรษฐกิจใช้เพียงข้อสมมุติฐานว่าหากปิดสถาบันการเงินเหล่านี้แล้ว จะทำให้ต่างชาติมีความเชื่อมั่นกลับมาลงทุน และค่าเงินบาทจะสูงขึ้นกว่าเดิม ผลปรากฏว่าต่างชาติกลับลงทุนในตลาดหุ้นของไทยน้อยลง รวมทั้งค่าเงินบาททำสถิติตกดิ่งต่ำยิ่งกว่าเดิม ผู้เขียนคงไม่ต้องอธิบายกันซ้ำอีกละว่ายิ่งแก้เหมือนยิ่งช่วยเร่ง ผลที่เกิดตามมาคืออุตสาหกรรมการส่งออกขาดสภาพคล่องไม่มีเงินในการซื้อวัตถุดิบในการผลิต พนักงานตกงานในทันทีนับเป็นหมื่นคน วงล้อสมการอุบาทว์ยังคงหมุนต่อไป การทำลายความเชื่อถือในเงินบาทยังเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอโดยสถาบันความเชื่อถือมูดดี้ ประกาศลดเครดิตต่ำลงไปอีก ทำให้ต้องใช้เงินกู้ที่เป็นเงินสำรองออกแทรกแซงค่าเงินบาทซ้ำแล้วซ้ำอีก แนวความคิดเริ่มจะเชื่อว่าหากมีชาวต่างชาติเข้าถือหุ้นในบริษัทของคนไทย หรือซื้อบริษัทไปบริหารเลยได้มากเท่าไรจะช่วยเศรษฐกิจไทย ได้มากขึ้นเท่านั้นแรงขึ้นทุกขณะ และเกิดการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้าถือหุ้นนิติบุคคลได้เกินกว่าร้อยละ 50 และต่อไปคืออนุญาตให้ต่างชาติถือครองที่ดินและประกอบอาชีพได้เช่นประชาชนไทย ภายใต้ความเชื่อว่าเป็นการนำเงินตราเข้าประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่ชาวต่างชาติเข้าซื้อหรือถือหุ้นในขณะนี้กลับเป็นสถาบันการเงิน ซึ่งเมื่อไม่กี่เดือนมานี้รัฐบาลมีความเชื่อว่าเป็นตัวก่อปัญหาให้เกิดหนี้สิน (สิ่งนี้จะเห็นได้อย่างชัดในเรื่องตลาดเงินเสรี อันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ใช้สมการนี้) จะเห็นว่าความผกผันของสมการนี้มีศักยภาพสูงมากเพราะว่ายิ่งแก้ไขมากเท่าไรยิ่งจมลงสู่ ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ลึกลงไปทุกที สัจธรรมที่ว่าอย่าเชื่อสิ่งที่เห็น จงเชื่อสิ่งที่เป็น ยังคงความอมตะเสมอ

ทีนี้เรามาดูถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยต่อไป ตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว เมื่อเกิดภาวะวิกฤตเช่นนี้เกิดขึ้น ทางแก้ปัญหาโดยสามัญคือ การส่งสินค้าออกให้มากที่สุดเพื่อให้ได้เงินตราต่างประเทศเข้ามามากที่สุด แต่สำหรับสมการแห่งยุทธศาสตร์เศรษฐกิจนี้การแก้ไขคือการฆ่าตัวตาย พิสูจน์กันได้ชัดดังนี้คือ สินค้าออกของเราคือข้าว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นกันไปทั่วว่าเราขายข้าวเป็นสินค้าออกมากกว่าปีที่แล้ว และยังได้ราคาดีกว่าด้วยตามปกติแล้วย่อมหมายถึงกำไร แต่เปล่าเลยด้วยสมการนี้ ยิ่งส่งออกยิ่งขาดทุน ลองมาดูตัวเลขกันแบบตันต่อตันก็ได้ ในปี ๒๕๓๙ เราขายข้าวตันละ ๔,๐๐๐ บาท เท่ากับ $๑๔๒.๘๖(๒๘บาท/ดอลล์) แต่ในปี ๒๕๔๐ เราขายข้าวตันละ ๖,๐๐๐บาท เท่ากับ ๑๒๗.๖๖(๔๗บาท/ดอลล์) เมื่อนำเอาตัวเลขตามอัตราแลกเปลี่ยนมาลบกันจะเห็นว่าเราขาดทุนไปตันละ ๑๕.๒๐ ดอลล่าห์หรือประมาณ ๗๑๔บาท ในการขายข้าวทุก ๆ หนึ่งตัน ดังนั้นยิ่งส่งออกข้าวมากขึ้นเท่าไร นั่นหมายถึงเรายิ่งได้เงินน้อยลง และซ้ำร้ายไปกว่านั้นโรงสี ผู้รับซื้อข้าวขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนักไม่มีเงินสดมาซื้อข้าวจากเกษตรกร เนื่องจากสถาบันทางการเงินถูกปิด หรือเปลี่ยนระบบการทำงาน ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้การแนะนำเงื่อนไขของ IMF ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วการสร้างสภาพคล่องทางการเงินคือสร้างให้เกิดกระแสการเงินหมุนเวียนภายในประเทศให้มากที่สุด ส่งเสริมให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยให้มาก หรือตามปกติ แต่ไม่ควรใช้ของนอก จำกัดการนำของนอกเข้า หรือจำกัดการนำเงินออกนอกประเทศ รีบกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นให้มากที่สุดโดยผ่านทางงบประมาณของรัฐ สร้างความเชื่อถือในความมั่นคงของสถาบันการเงินให้มากที่สุด แต่เนื่องจากว่าการแก้ไขปัญหาทั้งหลายจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ได้สัญญาไว้กับ IMF เอาเฉพาะเรื่องที่เกิดความผลผิดพลาดอันจากคำแนะนำของ IMF ที่เกิดขึ้นกับประเทศเมื่อวันที่ ๘ ธ.ค.๒๕๔๐ ปิดสถาบันการเงิน ๕๖ แห่ง ทำให้ประเทศต้องเป็นหนี้เพิ่มขึ้นเฉพาะ ๔๘ ชั่วโมงแรกหลังคำสั่งนั้นกว่า ๕ หมื่นล้านบาทเฉพาะชั่วโมงเดียว ทำให้ประเทศไทยที่แทบจะไม่มีเงินสำรองอยู่แล้วต้องนำเงินออกมาปกป้องค่าเงินบาท ทำให้เงินสำรองของประเทศสูญไปอีก ซึ่งยังไม่นับรวมถึงปัจจุบันว่าหนี้ได้เพิ่มขึ้นอีกมากเท่าใดใครจะรับผิดชอบ เงื่อนไขและคำแนะนำดังกล่าวมีผลกระทบไปถึงประชาชนชาวไทย มีผลต่อวิถีชีวิตครอบครัว สภาพธุรกิจทั่วไปซึ่งไม่อาจดำเนินกิจกรรมได้โดยปกติสุข ปัญญาผู้มีความรู้ทั้งทางการเงินและสาชาต่าง ๆ อันเป็นทรัพยากรบุคคลนับเป็นล้านคน ซึ่งรัฐได้เสียงบประมาณการศึกษาหลายแสนล้านสร้างขึ้นมา กลายเป็นบุคคลไร้อาชีพ เนื่องจากธุรกิจจำนวนมากต้องปิดตัวเองเนื่องจากขาดสภาพคล่องในการดำเนินการ ก่อให้เกิดภาวะอาชญากรรม และเพิ่มจำนวนทุจริตชนมากขึ้น อันหมายถึงความไม่สงบเรียบร้อยภายในย่อมเกิดขึ้นตามมา ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงสภาพสังคมของเยาวชนไทยที่ต้องออกจากการศึกษาเนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจ จะเป็นปัญหาต่อเนื่องยาวนานที่ฝังรากลึกกับอนาคตของชาติในด้านศีลธรรมจรรยา ที่พวกเขาพลาดเวลาในการเข้าศึกษาอบรมในวัยอันควรซึ่งจัดเป็นปัญหาในแนวดิ่ง การตัดงบประมาณต่าง ๆ ทำให้เสียสภาพคล่องในประเทศจัดเป็นการสูญเสียในแนวราบ ล้วนแล้วแต่เกิดจากการแนะนำของ IMF ทั้งสิ้น ต้องกล่าวชม นายกมหาเธร์ โมฮัมมัด ที่ไม่ยอมหลงกลเป็นเหยื่อให้กับสมการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจนี้ ซึ่งปรากฏผลว่าปัจจุบันค่าเงินริงกิตของมาเลเซียไม่ได้ตกต่ำตามที่ใครๆ คิด เมื่อเทียบกับค่าเงินบาทในเวลาเดียวกัน สภาพเศรษฐกิจในมาเลเซียปัจจุบันก็มิได้เลวร้ายเช่นดังเกิดขึ้นในประเทศไทย ในอนาคตระบบธนาคารของไทยโดยเฉพาะสินเชื่อ จะเป็นอัมพาต หนี้ด้อยคุณภาพจะพุ่งขึ้นสูงสุด สั่งเข้าส่งออกจะตายสนิท และต่างชาติ มหาอำนาจจะใช้รัฐบาลเป็นเครื่องมือออกกฎหมาย เพื่อเข้ายึดครองเบ็ดเสร็จ
</BLOCKQUOTE>
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 3:47 am

<BLOCKQUOTE>
ณ จุดนี้ ก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า ประเทศของเราเป็นเหยื่อของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไปแล้วหรือไม่ หากไม่เหตุไรเราจึงไม่สามารถแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นได้ด้วยคนไทยเอง เหตุใดเราจึงต้องได้ยินคำกล่าวอ้างทุกครั้งว่าเป็นคำสั่ง หรือเป็นเงื่อนไขของ IMF เป็นผู้ให้กระทำทั้งสิ้น สิ่งที่น่าแปลกที่สุดในขณะนี้ก็คือการกระทำตามเงื่อนไขกลับเพิ่มปัญหาและส่งผลในทางลบกับประเทศ การกระทำหลายอย่างขัดต่อ ตัวบทกฎหมายความสงบเรียบร้อยและศิลธรรมอันดี อันส่งผลร้ายในระยะยาวอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งประชาชนทุกหมู่เหล่าชาวไทยในแผ่นดิน มิได้เลือกเว้นว่าเป็นลูกเล็กเด็กแดง อันไม่มีส่วนรับรู้ตกอยู่ในสภาพของเสมือนดังลูกหนี้ถ้วนหน้ากัน ต้องมีหน้าที่ใช้หนี้ที่ไม่เคยรู้เห็น ฉะนั้นหากเราเป็นหนี้ IMF จริง โดยสภาพกฎหมายประชาชนไทยในฐานะลูกหนี้ ก็มีสิทธิ์ที่จะรู้เห็นสัญญาเงินกู้ที่ได้ทำไว้กับเจ้าหนี้คือ IMF เพราะนับแต่วันที่อ้างว่ากู้เงิน IMF มาจนบัดนี้ยังไม่เคยมีการแสดงสัญญาเงินกู้ดังกล่าวต่อสาธารณชน และหากว่าสัญญาเงินกู้ดังกล่าวนั้นรัฐบาลถือว่าเป็นความลับของชาติ ภาครัฐก็สามารถส่งให้คณะกรรมการกฤษฏีกา หรืออัยการสูงสุด ซึ่งล้วนแล้วได้ผ่านการวินิจฉัยสัญญาอันเป็นความลับสุดยอดของประเทศมาแล้วทั้งสิ้น และเป็นอำนาจโดยตรงตามกฎหมายที่ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาใด ๆ อันรัฐได้กระทำกับต่างประเทศ ถึงความได้เปรียบเสียเปรียบและผลประโยชน์ของประเทศอยู่แล้ว (เพราะไม่มีปรากฏในประมวลกฎหมายใดของประเทศไทย ที่อนุญาตหรือยกเว้นให้ชาวต่างชาติมีอำนาจออกคำสั่ง ในการบริหาร สั่งการ หรือสร้างเงื่อนไขให้รัฐปฏิบัติตามได้ ผู้เขียน)แต่ก็ไม่เคยมีการส่งให้หน่วยงานดังกล่าวตีความ เพราะข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริงก็คือ ประเทศไทยไม่เคยทำสัญญาเงินกู้ใด ๆ เป็นลายลักษณ์อักษรกับ IMF แม้แต่ฉบับเดียว สิ่งที่นำมากล่าวอ้างเป็นเพียงข้อเสนอฝ่ายเดียวซึ่งรัฐบาลไทยเสนอกับ IMF ว่าจะทำอะไรตอบแทนบ้างเท่านั้น ดังที่เรียกกันว่าหนังสือแสดงเจตจำนงค์ หรือLETTER OF INTENTนั้น ลงนามโดยรัฐบาลไทยฝ่ายเดียว ซึ่งสามารถแก้ไข ยกเลิกได้ตลอดเวลา แต่ทำไมจึงกลายเป็นเงื่อนไขที่รัฐบาลต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด เช่นต้องปิดสถาบันการเงิน หรือขายรัฐวิสาหกิจ และไม่เคยปรากฏว่ามีสัญญาเงินกู้LOAN AGREEMENT กับ IMF เลยแม้แต่ฉบับเดียว แล้วเราเป็นหนี้เขาแต่เมื่อไร ? นี่คือสิ่งที่ประชาชนไทยต้องการความกระจ่างชัด
ตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ท่านผู้อ่านคงจะวินิจฉัยได้โดยเหตุผลและข้อเท็จจริง จึงขอฝากความเป็นความตายของชาติไว้ในมือของท่านผู้ทรงปัญญา นักวิชาการและประชาชน ที่จะหาแนวทาง วิธีการแก้ไข ถอดสมการอุบาทว์ให้หมดศักยภาพไป " ก่อนที่คนไทยจะไม่เหลือแผ่นดิน "

</BLOCKQUOTE>
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 3:48 am

<BLOCKQUOTE>ผนวก
วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๑ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการแต่งตั้งเป็น กรรมการถาวรกองทุนการเงินระหว่างประเทศIMF โดยได้รับเงินเดือนประจำ และทำงานให้กับ IMF สิ่งที่น่าแปลกก็คือตัว นายชวนฯ ยังเป็นนายกของประเทศไทย แต่เหตุใดจึงรับตำแหน่งเป็นกรรมการของIMF ??
วันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ ธนาคารโลก และ IMF แต่งตั้งนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นรับตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาธนาคารโลกและกองทุนระหว่างประเทศ(IMF) อย่างเป็นทางการ สิ่งที่น่าสังเกตที่สุดก็คือตำแหน่งที่ได้รับนั้นเป็นตำแหน่งควบของธนาคารโลก กับ IMF จึงไม่เป็นที่กังขาหรือปฏิเสธกันต่อไปอีกแล้วว่า ธนาคารโลกคือเครื่องมือเปิดทางให้กับ IMF และสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า นายธารินทร์ฯ คือบุคคลที่ IMF ที่วางไว้ในตำแหน่งการเงินของประเทศ เพื่อรองรับปฏิบัติการตามแผนธารินทร์ ๓๕-๔๓ ให้แล้วเสร็จตามคำสั่งของ IMF
นับตั้งแต่การออก พ.ร.บ.วิเทศธนกิจ หรือที่เรารู้จักกันในนามว่า BIBF นอกจากนั้นยังเป็นผู้นำเอา นายราเกซ สักเสนา ซึ่งทำงานให้กับองค์กรCIA เข้ามาบริหารธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ (BBC) แต่ในปี พ.ศ.๒๕๔๑ นายธารินทร์ ได้มีคำสั่งให้ปิดBBC อย่างถาวรเพื่อทำลายหลักฐานทั้งหมด เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าเป็นการรับ-ส่งหน้าที่และประสานงานกันอย่างมีระบบ ไม่ใช่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ตามธรรมชาติของนักการเมืองแต่อย่างใด แต่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เป็นสมการที่มีชื่อเฉพาะว่า "สมการกลืนชาติ" หรือ E=MOC2
ดังนั้น สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนำความหายนะมาสู่ประเทศไทย ย่อมต้องไม่ธรรมดา มีการเข้าควบคุมข่าวสาร สร้างสถานการณ์กลบกระแส การยุบกรมตำรวจ การสลายอำนาจกองทัพ เปลี่ยนระบบโครงสร้าง กองทัพ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน รวมถึงการขายสินทรัพย์ของชาติ ออกกฎหมายขายชาติ ฯลฯ จึงได้เกิดขึ้น สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนได้ถูกวางแผนงานไว้เพื่อการ "ล่าอาณานิคม" ชนิดใหม่ เป็นปฏิบัติการประสานภารกิจที่กลมกลืนระหว่าง สมการกลืนชาติ กับ พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ อย่างได้ผลที่สุดในประเทศไทย สาเหตุที่แท้จริงและปัญหา ข้อสงสัยได้นำมาเสนอโดยสังเขปไว้ ปรากฏอยู่ในข้อมูลลับมาก ดังนี้</BLOCKQUOTE>
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 8:38 pm

<BLOCKQUOTE>
"พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ"
ปฏิบัติการร่วมของ วาติกัน กับ องค์การ CIA
สำหรับประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา
กำเนิดของพุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

"พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ" เป็นหลักสูตรหนึ่งที่ถูกกำหนดขึ้นโดย "พรรคคอมมิวนิสต์สากล" ที่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศมหาอำนาจ ซึ่งมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญของชาติตนว่า

"We right to carry arm, to protect our interest with all part of the world "
เรามีความชอบธรรมที่จะใช้กำลังอาวุธ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของเรา ในทุกภูมิภาคของโลกละองค์กรศาสนาที่ สัมพันธ์ประสานงานเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอธิบายโดยละเอียดถึงภูมิหลัง ของแต่ละส่วน ๆ ว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน และมีความเป็นมาอย่างไร ? มีเหตุผลสนับสนุนประการใด จึงทำให้มีปฏิบัติการนี้ใช้กับประเทศไทย เพื่อความกระจ่างในข้อมูลและมิให้เป็นข้อปัญหาสงสัย สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษา หรือหาแนวทางป้องกันประเทศชาติให้รอดพ้นจากมหันตภัย ที่เกิดขึ้นต่อประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา โดยละเอียด
</BLOCKQUOTE>
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 8:39 pm


อาณาจักรวาติกัน
(Vatican Empire)
ระบบบริหารแบบจักรพรรดิเดียว

(One Word Emperor)

การควบคุมปกครองและบริหารของอาณาจักรคาทอลิก จะใช้ระบบที่เรียกว่า โรมัน คิวเรีย หรือ คิวเรีย โรมานา(Roman Curia, Curia Romana) ระบบดังกล่าวนี้นักประวัติศาสตร์จะทราบดีว่า เป็นระบบที่จักรวรรดิโรมันใช้บริหารบ้านเมืองมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
คำว่า "คิวเรีย"(Curia) หมายถึง หมู่ หรือ กอง ที่แยกอกไปต่างหาก แต่สามารถออกเสียงมีส่วนในการปกครอง พิจารณาชี้ขาดในปัญหาสำคัญของอาณาจักรได้ เมื่อมีปัญหาภายในอาณาจักรด้านการปกครองเกิดขึ้น ก็จะจัดให้มีการประชุมกลางลานใหญ่เรียกว่า "ฟอรั่ม"(Forum)ฝ่ายใดมีเสียงมากกว่าก็ชนะไป เมื่อจักรวรรดิโรมันแผ่ขยายออกไป"คิวเรีย"ก็จะมีจำนวนมากขึ้นแต่การตัดสินโดยเด็ดขาดจะขึ้นอยู่กับ "จักรพรรดิโรมัน" เพียงผู้เดียวเท่านั้น
การถือกำเนิดของ "โรมันคาทอลิก" นั้นมาจากคริสต์ศาสนิกคาทอลิก ได้หักหลังชาวคริสเตียนด้วยกัน โดยหันไปร่วมมือกับชาวโรมันทางการเมือง เกิดขึ้นในยุคของจักรพรรดิธีโอโดซุสที่ 1 ผู้สร้างนโยบายทำลายล้างศาสนาอื่นเป็นหลักปฏิบัติของโรมันคาทอลิกอย่างเข้มงวด โดยให้ประชาชนพลเมืองของโรม ทำลายเทวรูป วิหาร ศาสนสถานที่ไม่ใช่โรมันคาทอลิกให้หมดไปจากกรุงโรม อันเป็นที่มาของบทบัญญัติว่าด้วยการห้ามบูชารูปเคารพ พร้อมกับห้ามทำพิธีบวงสรวงเทพเจ้าอื่นใดทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง ผู้ที่ไม่นับถือคริสต์ศาสนาต้องถูกนำไปให้สิงห์โตกิน หรือฆ่าทิ้ง และผู้ที่นับถือโรมันคาทอลิกแล้วห้ามละทิ้งคาทอลิกมีโทษถึงตาย พร้อมกับใช้กองทัพรุกรานดินแดนอื่นโดยอ้างว่าเป็นการเผยแพร่ศาสนา ยึดดินแดนแล้วเข้าครอบครอง อันเป็นวิธีของจักรวรรดิโรมัน ด้วยคำร้องขอของโรมันคาทอลิก ทำให้โรมออกกฤษฏีกาฉบับหนึ่งชื่อว่า "เธสะโลนิกา" ให้คริสต์ศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของโรมันจึงเรียกว่า "นิกายโรมันคาทอลิก"และมีนโยบายว่ามีจักรพรรดิในโลกเพียงองค์เดียว คือ สันตะปาปา กฎหมายเดียว สัญชาติเดียว และศาสนาเดียวคือโรมันคาทอลิก ในกฤษฏีกานี้ระบุชัดว่า พลเมืองทั้งโลกจะต้องนับถือโรมันคาทอลิก ตามคำสั่งสอนของเปโตร ที่นำคำสั่งของพระเจ้ามามอบให้กับชาวโรมันโดยเฉพาะ ด้วยการใช้ระบบการเผยแพร่ศาสนาโดยใช้สงครามนำหน้าดังนี้ จึงทำให้ผู้นำศาสนาโรมันคาทอลิกหรือที่เรียกว่า "สันตะปาปา" ต้องทำหน้าที่เป็น "นักฆ่าในคราบนักบุญ" ปรากฏในประวัติศาสตร์วาติกันเอง เช่น
"......สันตะปาปา อเล็กซานเดอร์ที่ 6 ได้ฆ่าคนตายมากมายโดย ..ฯลฯ"
จงใจเป็นการส่วนตัว ทั้งโดยการวางยาพิษด้วยมือตนเอง
ทั้งเป็นการยุให้แตกและทำสงครามทำลายล้างกันเอง
สันตะปาปา ยูลที่ 2 ได้เป็นแม่ทัพนำเหล่าบิชชอฟ บาทหลวง
และศาสนิกโรมันคาทอลิก เข้าสนามรบเข่นฆ่าแย่งชิงดินแดน
คิวเรีย โรมานา(Curia Romana) ในความหมายของโรมันคาทอลิกคือ องค์กรสูงสุดของศาสนจักรโรมัน คาทอลิก ซึ่งประกอบด้วยองค์กรปกครอง บริหาร ฯลฯ โดยเริ่มมาตั้งแต่ คริสตศตวรรษที่ 11 โดยระยะแรก สันตะปาปาได้ใช้อำนาจปกครองบริหารโดยผ่าน "สภาซีโนต" อันประกอบด้วยพวกนักบวช(The Clergy of Rome) ได้พัฒนาเป็น"สภานักบวช(Presbyterium)" จากสภานักบวชนี้เองจึงได้มีการขยายตัวไปเป็น "สภาคาร์ดินัล(The College of Cardinals)" ซึ่งทำหน้าที่อันสำคัญในการวางแผนยุทธศาสตร์การรบ และการวางตัวแม่ทัพเข้าบุกยึดพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อขยายอาณาจักรของโรมันคาทอลิก
การใช้ระบบการบริหารแบบ คิวเรีย โรมานา แม้ระยะเวลาจะล่วงเลยมานับพันปี โรมันคาทอลิก ก็ยังคงใช้ระบบคิวเรียโรมานาของจักรวรรดิโรมันเช่นเดิมมิได้เปลี่ยนแปลง ที่เป็นดังนี้ก็เพราะการเข้ายึดครองประเทศต่าง ๆ โดยใช้ข้ออ้างว่าเป็นการประกาศศาสนานั้น โดยความเป็นจริงแล้วก็คือการยึดครองประเทศดังกล่าวเป็นอาณานิคม(Colony) ของโรมันคาทอลิก ซึ่งจะใช้การปกครองโดยกฎหมายของโรมันคาทอลิก ไม่ยอมรับอำนาจการปกครองใด ๆ ของประเทศนั้น ๆ ไม่ว่าเป็นทางด้านกฎหมาย หรือข้อปฏิบัติทั้งสิ้น จึงเป็นลักษณะการยึดครองแบบเงียบ ๆ และไร้การต่อต้านจากเจ้าของประเทศโดยข้ออ้างว่า "เป็นความเชื่อทางศาสนา" ดังนั้น วาติกันโรมันคาทอลิก จึงมีอาณานิคม(Colony)ของตน กระจัดกระจายไปทั่วโลก ที่มีเนื้อที่เชื่อมต่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยมีนครหลวงคือ "วาติกัน" ใช้ธงพื้น "สีเขียว" มี "รูปไม้กางเขนสีขาวอยู่กึ่งกลาง" มีประมุขคือ "สันตะปาปา" ซึ่งจะเห็นได้ถึงการสั่งสอนว่า "กษัตริย์ของโรมันคาทอลิก คือ สันตะปาปา"
จากการประสานร่วมมือระหว่างกองทัพโรมันกับศาสนจักรโรมันคาทอลิก ทำให้พื้นที่อาณาจักรกว้างขวางขึ้น การปกครองและการบริหารที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น จึงได้มีการปรับโครงสร้างการบริหารใหม่ ในปี ค.ศ. 1588 สมัยของ สันตะปาปา ซิกสตุสที่ 5 ได้ประกาศธรรมนูญการปกครองอาณาจักรโรมันคาทอลิก ชื่อว่า อิมเมนซา แอคเทอร์นี่ เดีย(Immensa Actterni Die) กำหนดนโยบายและรูปแบบ วางหลักเกณฑ์การบริหารไว้ในรูปของกระทรวง(Congregations) สำนัก (Bureaus) สำนักงาน(Offices) รวมทั้งนโยบายขยายอาณาจักรโรมันคาทอลิก ออกไปยังทุกพื้นที่ของโลก โดยมี "เป้าหมายหลักของการทำลายให้สิ้นไปคือ สถาบันพระมหากษัตริย์"ที่ไม่ยอมเข้ารีตเป็นโรมันคาทอลิกนั่นก็คือการไม่ยอมรับสันตะปาปาว่าเป็นจักรพรรดิแห่งกษัตริย์ทั้งปวง จึงเป็นเป้าหมายหลักเพราะกษัตริย์องค์นั้นถูกกำหนดให้เป็นผู้นำประชาชน เป็นศัตรูของพระเจ้า
ดังนั้น สถาบันกษัตริย์ในทุกประเทศในอดีต จึงถูกโค่นล้มจนแทบหมดสิ้นไปจากโลก ที่เหลืออยู่ก็ต้องยอมเข้ารีตเป็นโรมันคาทอลิก และเมื่อใดที่วาติกันไม่พอใจก็ต้องถูกโค่นล้มในที่สุด
ฉะนั้น แม้ในประเทศที่โรมันคาทอลิกสามารถเข้าไปตั้งอยู่นั้น แม้จะมีกษัตริย์ปกครองอยู่ก่อนแล้วก็จะถูกถือว่าเป็นเพียงกษัตริย์ที่เป็นเมืองขึ้นของวาติกัน ไม่ได้เป็นที่ยอมรับว่าเป็นประมุขของพวกที่เป็นศาสนิกของโรมันคาทอลิกแต่อย่างใดทั้งสิ้น
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 8:40 pm

การจัดระบบบริหาร
ข้อมูลเฉพาะที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกนั้น จะพบหน่วยงานดังนี้เท่านั้น คือ
1. องค์สันตะปาปา
2. สภาสากล และสมัชชาบิชอปสากล
3. บาทหลวงผู้สอนศาสนา
- สันตะปาปา จะสั่งการโดยผ่านสำนักงานต่อไปนี้ คือ
1. สำนักงานเสมียนตรา(The Apostolic Chancery) มีหน้าที่โต้ตอบหนังสือ
2. สำนักงานพระคลัง(The Prefaceture for Financial Affairs of The Holy See) มี
หน้าที่จัดการเรื่องทรัพย์สินฝ่ายแผ่นดินของศาสนจักร(ที่ดินของคริสเตียนทั่วโลก)
3. สำนักงานเลขาธิการแห่งรัฐ(Secretariat of State) มีหน้าที่ติดต่อกับต่างประเทศ
(คือกระทรวงการต่างประเทศ มีทูตประจำประเทศต่าง ๆ ด้วย)
- ศาลเฉพาะตน(โรมันคาทอลิค) มี 3 ศาล คือ
1. ศาลเกี่ยวกับศีลแก้บาป(Sacred Apostolic Paenitentiary) ตัดสินคดีเรื่องที่ชาวคริสต์เตียนโรมันคาทอลิคทำผิด
2. กงจักรโรมัน(Sacred Roman Rota) ตัดสินคดีภายนอก เช่น เกี่ยวกับการหย่าร้างการแต่งงาน
3. ศาลฏีกา(Supreme Tribunal of the Apostolic Signature) เป็นศาลสูงสุดมีสันตะปาปา เป็นประธาน
- กระทรวงและสำนักงานเลขาธิการ (ปัจจุบันมี ๑๐ กระทรวง)
1. กระทรวงพระสัจธรรม
2. กระทรวงเกี่ยวกับมุขนายก(แต่งตั้งมุขนายก)
3. กระทรวงเกี่ยวกับพระศาสนจักรตะวันออก(ดูแลผลประโยชน์ควบคุมเฉพาะภาคพื้นเอเซีย)
4. กระทรวงศีลศักดิ์สิทธิ์และคารวะกิจ
5. กระทรวงเกี่ยวกับบาทหลวงประจำมิชชัง
6. กระทรวงเกี่ยวกับบาทหลวงประจำคณะ
7. กระทรวงเผยแพร่พระวารสาร (ออกเอกสารสั่งการลับ Vatican Bulletin)
8. กระทรวงพิจารณาบันทึกนามนักบุญ(บันทึกชื่อผู้ขยายอาณาจักร(Colony) แสวงหาผลประโยชน์ให้กับวาติกันได้มากที่สุด)
9. กระทรวงการศึกษาคาทอลิก
10. กระทรวงโฆษณาเผยแพร่ศาสนา(The Secred Congregation of Propaganda)
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 8:43 pm

บัญชาการตามแผน VATICAN COUNCIL 2 แบบมิชชั่น
- สำนักงานเลขาธิการสำหรับผู้ไม่นับถือคริสต์ศาสนา(Secretariat for Non - Chistians) ปฏิบัติตามแผน VATICAN COUNCIL 2 แบบเกลื่อนกลืน (ในแต่ละกระทรวงจะมี คาดินัล ทำหน้าที่เป็น รัฐมนตรีว่าการ(Prefect) เลขาธิการ(Secretary) รองเลขาธิการ(Undersecretary) ทำหน้าที่บริหารงานตามที่ได้รับมอบหมาย หรือสั่งการจากสันตะปาปา
วาติกัน
คือ ประเทศ
การที่จะถือว่าพื้นที่ใดในโลกเป็น "ประเทศ" หรือไม่ ? ก็ให้ดูว่าพลเมืองในดินแดนที่เขาอยู่นั้นถือสัญชาติอะไร ? หากชนในชาตินั้นถือสัญชาติเป็นอย่างเดียวกับพื้นที่นั้นก็แสดงว่าเป็นประเทศ และประเทศใดประชาชนในของตนถือสัญชาติตามประเทศอื่น ก็แสดงว่าประเทศนั้นเป็นเมืองขึ้นของประเทศที่พลเมืองของตนไปถือสัญชาติไว้ สิ่งยืนยันชัดว่า นครวาติกันนั้นเป็นประเทศซึ่งสามารถอ้างอิงและพิสูจน์ได้เอกสารของวาติกัน ซึ่งได้ระบุไว้ว่า
"......พลเมืองวาติกัน ประเภทที่ 1 ทั่วไป หมายความถึง พลเมืองของทุชาติ "ที่เป็นคาทอลิก" เขาเหล่านั้นและคือ "พลเมืองของวาติกัน ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ของวาติกัน โดยเคร่งครัด เขาเหล่านี้คือ "พลเมืองวาติกันถาวร"
พลเมืองวาติกัน ประเภทที่ 2 เฉพาะ หมายความถึง ผู้ที่ทำหน้าที่ภายในพื้นที่ แห่งนครวาติกัน จำนวน 1,000 คน อันประกอบด้วย สันตะปาปา คาร์นินัลผู้ปกครองนครวาติกัน เจ้าหน้าที่ประจำกระทรวง สำนักงานของรัฐวาติกัน และทหารชาวสวิส ซึ่งจะปฏิบัติหน้าที่เป็นทหารองครักษ์ของสันตะปาปาจำนวน 100 คน นอกจากนี้ยัง รวมถึงเจ้าหน้าที่การทูตของรัฐวาติกัน ซึ่งประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ
พลเมืองวาติกัน ประเภททึ่ 2 นี้ จะได้รับ "สัญชาติชาติวาติกันชั่วคราว" เฉพาะในขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือเป็นภรรยาของพลเมืองวาติกัน หากถือเป็นบุตรอายุไม่ถึง 25 ปีต้องคืนกลับสัญชาติเดิมจะได้รับ "สัญชาติวาติกันชั่วคราว" เฉพาะในขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือเป็นภรรยาของพลเมืองวาติกัน หรือเป็นบุตรอายุไม่ถึง 25 ปีและต้องคืนกลับสัญชาติเดิมเมื่ออายุได้ 25 ปี ...."
.......... นครวาติกัน มีเนื้อที่ 108 เอเคอร์ ตามสนธิสัญญาแห่งลาตรัน นครวาติกัน ประกอบด้วย วังวาติกัน วังกาลเตลกันดอนโฟ อันเป็นที่ประทับพักร้อนของสันตะปาปาอยู่นอกชานกรุงโรมไปทางใต้ มหาวิทยาลัยเกรโกเรียน และมหาวิหารเซนปิเตอร์ พิพิธภัณฑ์วาติกัน หอสมุดวาติกันภายในบริเวณดังกล่าวมีอุทยานอันงดงาม มีสถานีวิทยุ โทรทัศน์ เครือข่ายดาวเทียม ที่ทำการไปรษณีย์ สถานีรถไฟ ร้านค้าปลอดภาษีทุกชนิด
".............โดยสนธิสัญญาลาตรัน ระหว่างนครวาติกัน กับประเทศอิตาลี มีผลทำให้วาติกัน
มีสิทธิเหนือดินแดนในานะเป็นประเทศ โดยมี สันตะปาปาเป็นกษัตริย์ราชา........"
จากข้อความในเอกสารของวาติกัน คงหมดข้อสงสัยว่า "วาติกัน" เป็นประเทศจริงหรือไม่ ?? และคำว่า "สัญชาติวาติกัน" ได้ถูกกำหนดไว้ชัด ดังนั้นเมื่อใช้คำว่า "สัญชาติ" จึงไม่มีคำตอบอย่างอื่นนอกเหนือจากคำว่า "วาติกัน คือ ประเทศหนึ่ง " เท่านั้น จะเห็นได้ว่าอาณาจักรโรมันคาทอลิก มีการบริหารเป็นรัฐ และใช้การยึดครองประเทศอื่นเป็นอาณานิคม โดยล่าศาสนิกและประกาศเป็น "เขตมิชซัง" ทำให้มีอาณาจักรหรือดินแดนแทรกซ้อนแฝงอยู่ในประเทศอื่น ๆ เป็นอาณาจักรแฝงเร้นอยู่ในอาณาจักรของประเทศอื่นเขา กลไกการปกครองและการบริหารที่วาติกันสามารถใช้ได้อย่างเหมาะสมก็คือระบบโบราณ เท่านั้นในการยึดครองประเทศอื่น ๆ ของโรมันคาทอลิกก็คือ วาติกันจะทำเป็นไม่รู้โดยใช้ชื่อตำแหน่งทางศาสนา เพื่อซ่อนพราง เช่น คาดินัล บ้าง บิชอป บ้าง ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ขุนนางเหล่านี้ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติและข้อบังคับพิเศษของวาติกัน ซึ่งเรียกว่า "ธรรมนูญหรือกฎหมาย" ไม่ใช่จากคำสั่งสอนในคัมภีร์ไบเบิลทั้งสิ้น นี่คือความจริง ปรากฏตามเอกสารของวาติกัน ซึ่งจะยกมาเป็นตัวอย่าง ดังนี้
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 8:44 pm

ในปี ค.ศ.๑๙๐๘ สันตะปาปา เซ็นต์ ปิอุสที่ 10 ได้เพิ่มเติมกฎระเบียบจากของเก่าเดิมอีก เพื่อให้ประโยชน์ในทางรุก เป็นธรรมนูญการปกครองอาณาจักรโรมันคาทอลิก ชื่อว่า ซาเปียนติ คอนสิลิโอ(Sapienti Consilio) ได้ประกาศใช้เป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเข้มงวดเรียกว่า
กฎหมายวินัย (Canon Law) ในปี ค.ศ.๑๙๑๗
ในปี ค.ศ.๑๙๖๗ ได้เพิ่มเติมหน่วยงานเข้าไปอีกเพื่อขยายปฏิบัติการ ให้สามารถมีอิทธิพลควบคุมผลประโยชน์ได้ทั้งโลก จากมติที่ประชุมสภาวาติกัน 2 (VATICAN COUNCIL 2) จึงได้ประกาศเป็นธรรมนูญการปกครองอาณาจักรโรมันคาทอลิก ชื่อว่า เรจิไมนี่ เอคคลีเซีย ยูนิเวอร์แซล(Regimini Ecclesiae Universal)
และด้วยธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้มีการปรับปรุงระบบ โรมัน คิวเรีย ให้มีอำนาจและมีอิทธิพลต่อประเทศมหาอำนาจอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนหน่วยงานที่เรียกว่า ตรีบูนัล(Tribunals) 3 หน่วย ซึ่งทั่วโลกรู้จักในนามว่า โรต้า(Rota) จะทำหน้าที่สอดส่องและหาข่าวทางด้านธุรกิจ และการเมือง ในประเทศต่าง ๆ โดยถูกตั้งขึ้นเรียกว่า โรตารี่(Rotary) ซึ่งจะรวบรวมนักการเมือง และนักธุรกิจ ชั้นนำในประเทศนั้น เพื่อที่สามารถทราบความเคลื่อนไหว ทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ ในระดับสูงได้โดยง่าย หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับการหาข่าวเชิงลับทางเศรษฐกิจคือสำนักงานปฏิบัติการด้านเศรษฐกิจ(The Prefecture Of Economic Affairs, POEA) ทำหน้าที่สืบข่าวลับทางด้านตลาดการเงินและการลงทุน สำนักงานเพื่อวิเคราะห์และร่วมลงทุนของรัฐวาติ กัน(The Holy See)" หน่วยงานที่สอดส่องปฏิบัติการต่อกรณีพฤติกรรมผู้กระด้างกระเดื่อง หรือต่อต้านการดำเนินงานของโรมันคาทอลิกนั้น ก็จะรับผิดชอบโดย สำนักงานเพื่อส่งเสริมความเป็นเอกภาพของชาวคริสต์(The Secret for Promot ing Christian Unity) ทำงานประสานเป็นเครือข่ายครอบคลุมไปยังทุกประเทศทั่วโลก ทั้งเป็นหน่วยงานจัดหากำลังเสริมเคลื่อนไหวในประเทศ ต่าง ๆ ด้วยระบบการปกครองและการบริหารสูงสุดของ "อาณาจักรคาทอลิก" จะใช้ระบบสภาร่วมระหว่างคนธรรมดา(ผู้ที่ไม่ได้เป็นนักบวช) กับบาทหลวงที่เป็นกรรมาธิการ ตั้งขึ้นโดยสันตะปาปา การปกครอง และบริหารจะใช้ระบบพิเศษ คือระบบกฎหมายที่เด็ดขาดสร้างสังคมอารยะ(The Rule of Law for Civil Soceity) มีคณะปกครองสูงสุดนี้เรียกว่า OLYMPUS ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งสงครามของจักรวรรดิโรมัน
นโยบายของประเทศโรมันคาทอลิก
นโยบายของ "วาติกัน" จะถูกสั่งผ่านจาก "สันตะปาปา" ไปยังสภาที่บริหารงานทั้งสิ้นนั้น
"สภา" สำหรับวาติกันจะถูกใช้อยู่สองคำ คือ "สภาเพลนารี่(Plenary Council)กับ"อิคิวเมนิคัล (Ecumenical Council)" ความหมายของสภาทั้งสองชนิดนั้น หมายถึง "สภาที่มีอิทธิพลครอบโลก" สิ่งทีชี้ชัดถึงเป้าประสงค์ในเจตนารมย์นี้จะเห็นได้จากการประชุมที่สำคัญ 2 ครั้งก็คือการประชุมในวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ.1962 มีประกาศธรรมนูญพิเศษชื่อ สาส์นถึงมนุษยชาติ(Message to Humani ty) และการประชุมในวันที่ 21 พฤศจิกายน 1964 ซึ่งได้ประกาศธรรมนูญประกาศิตว่าด้วยศาสน จักรชื่อว่า "กฤษฏีกาว่าด้วยการครองโลก(The Decree Ecumenism) และได้จัดตั้งองค์กรขึ้นทำลายล้างศาสนาทุกศาสนาวันที่ 17 พฤษภาคม 1964(2507) โดยสันตะปาปา จอนด์ ปอลที่ 2 คือ
"May 17 1964 Pope a special secret for Non-Christian Religions"
และนับแต่วันที่ประกาศตั้งองค์กรลับของวาติกันนี้เป็นต้นมา แผ่นดินทุกภูมิภาคในโลก ล้วนถูกทำลายโดยขบวนการจัดตั้งของวาติกันทั้งสิ้น เกิดสงครามศาสนาที่เราต้องกลับมาคิด เพราะพลเมืองที่ก่อเหตุของประเทศนั้น ๆ ล้วนยากจนแทบจะไม่มีกิน แต่เอาเงินจากที่ไหนมาซื้ออาวุธใหม่ ๆ ปืนใหญ่ จรวด ระเบิด ราคาเป็นร้อย ๆ ล้าน แต่เมื่อมองลึกลงไปปรากฏว่าทุกแห่งเหล่านั้นได้รับการสนับสนุน โดยนักบวชโรมันคาทอลิกทั้งสิ้น ไม่มียกเว้นล่าสุดก็ที่ประเทศอินโดนิเซีย แบ่งแยกเกาะติมอร์ เกาะอาเจ๊ะ เกาะโมลุกกะ และในประเทศศรีลังกา ซึ่งล้วนยากจนและเป็นคนป่า แต่ผู้นำก่อการร้ายแบ่งแยกประเทศกลับเป็นบาทหลวงคาทอลิก โดยไม่คำนึงถึงอธิปไตย กฎหมาย และความมั่นคงของประเทศนั้น ๆ โดยอ้างว่าเป็นเรื่องของศาสนา ที่มนุษย์ต้องการเสรีภาพในการนับถือ แต่ที่แฝงอยู่นั้นคือการล่าอาณานิคมของวาติกันโรมันคาทอลิกทั้งสิ้น

โครงสร้างของโรมันคาทอลิก ที่ดำรงอยู่ตลอดมา และกำลังดำเนินการต่อไป มีฐานะเป็นองค์การทางการเมืองตนเองโดยเฉพาะเป็นศูนย์บัญชาการหรือ "เมืองหลวง" เช่นเดียวกับทุกประเทศในโลกเรียกว่า นครรัฐวาติกัน(VATI CAN CITY STATE) จึงจัดเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรคาทอลิก ที่แทรกอยู่ในทุกประเทศและทุกภูมิภาคของโลก มีประชากรที่นับถือคาทอลิก ก็คือผู้ที่มี "สัญชาติวาติกัน"เป็น "ประชาชนวาติกันถาวร ขึ้นตรงกับประเทศวาติกัน ภายใต้กฎหมายของวาติกัน" กระจายอยู่โดยทั่วไป ลักษณะดังกล่าวนี้จึงเกิดลักษณะพิเศษเป็นภาพของแผนที่ใหม่ ซึ่งแทรกซ้อนอยู่บนแผนที่ประเทศต่าง ๆ บนพื้นผิวโลกโดยสิ้นเชิง คือ มีประเทศหนึ่งซึ่งเรียกได้ว่า "ประเทศคาทอลิก" มี เมืองหลวงคือนครวาติกันมีดินแดนในฐานะอาณานิคมกระจายไปทั่งโลก โดยมีสายใยการควบคุมบริหาร บังคับบัญชามีข้าราชการของวาติกันดูแลผลประโยชน์ ซึ่งอาณานิคมเหล่านั้นต้องส่งผลประโยชน์ที่เก็บได้นั้นส่งไปยังกรุงวาติกัน (ซึ่งประเทศไทยก็เป็นอาณานิคมเช่นนี้ ดูหลักฐานในภาคผนวกและต้องส่งส่วยให้กับวาติกันเช่นเดียวกัน)
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 8:48 pm

วาติกัน ฉบับที่สอง: สภาแห่งการละทิ้งศาสนาของตนเอง
Written by Bro. Michael Dimond and Bro. Peter Dimond

This video shows: วิดิโอนี้แสดงถึง:

  • that the Vatican II documents contain blatant heresies against the Catholic Faith
  • นั่นคือ เอกสาร วาติกันฉบับที่สองมีเนื้อหาที่ประกาศชัดต่อศาสนานอกรีตที่ต่อต้านหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อความเชื่อและศรัทธาของคาธอลิก
  • that Vatican II represented a revolution against 2,000 years of Catholic teaching
  • นั่นคือ วาติกันฉบับที่สอง ถูกนำเสนอใหม่ที่เป็นกบฏต่อคำสอนดั้งเดิมของคาธอลิกที่มีมากว่าสองพันปี
  • that Vatican II gave birth to a new counterfeit Catholicism
  • นั่นคือ วาติกันฉบับที่สอง ให้การกำเนิดชาวคาธอลิกของปลอมขึ้นมาใหม่
  • that other Cardinals were elected during the Conclaves of 1958 and 1963 before John XXIII and Paul VI, the men responsible for Vatican II
  • นั่นคือ คาร์ดินัล ที่ถูกเลือกตั้งระหว่างการประชุมลับปี 1958 และ 1963 ก่อนหน้านั้นคือโป๊ป จอห์นที่ 23 และ พอลที่ 6, เป็นผู้ที่ตอบสนองต่อนโยบาย วาติกัน ฉบับที่สอง

Vatican II Council of Apostasy 1- http://video.yahoo.com/watch/1075087/3965662

Vatican II Council of Apostasy 2- http://video.yahoo.com/watch/1075456/3966677
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 8:54 pm

<BLOCKQUOTE>

ลัทธิคอมมิวนิสต์ กับ โรมันคาทอลิก
กำเนิดลัทธิคอมมิวนิสต์


ในคัมภีร์ไบเบิลเก่า (Old Testment) และคัมภีร์ไบเบิลใหม่ (New Testment) ซึ่งใช้เป็นหลักในคำสอนของ " โรมันคาทอลิก " มีข้อความตรงกันในเรื่องของ " ดินแดนแห่งพันธสัญญาของพระผู้เป็นเจ้า " บอกลักษณะของดินแดนนั้นว่า " เป็นสังคมไม่มีชนชั้น ไม่มีเจ้า บ่าว นาย ทุกคนต่างอยู่แบบเสมอภาคเท่าเทียมกันหมด " จากจุดในคัมภีร์ไบเบิลนี้เองทำให้ " วาติกัน " ร่วมมือกับประเทศสเปน และ โปรตุเกส ให้ส่งนักรบของแต่ละประเทศไปล่าอาณานิคม โดยอ้างว่าเป็นการสร้างให้ดินแดนที่ตนเข้าไปยึดครองนั้นเป็นดินแดนของพระเจ้า พร้อมกับเผยแพร่คำสั่งสอนว่า " โรมันคาธอลิคไม่มีชนชั้น ทุกคนคือบุตรของพระเจ้าเท่าเทียมกันหมด จึงทำลายขนบธรรมเนียม ศิลปวัฒนธรรม ศาสนาเดิม พร้อมทั้งโค่นล้มกษัตริย์ที่ปกครองดินแดนเหล่านั้นอยู่เดิมเสียทั้งสิ้น ให้กษัตริย์ในประเทศที่ถูกยึดครอง รวมทั้งประชากรเหล่านั้นขึ้นตรงกับ " สันตะปาปา " ณ นครหลวงวาติกัน โดยอ้างว่าเป็นตัวแทนของพระเจ้า
ต่อมาเมื่อมีการพบทวีปอเมริกา จึงได้มีนักบวชโรมันคาทอลิกผู้หนึ่งนามว่า " โทมัส มัวส์ " ได้นำมาเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า " ยูโทเปีย " ซึ่งกล่าวถึงดินแดนที่พระเจ้าได้สัญญาเอาไว้ว่าคือ อาณาจักรของพระเจ้า หนังสือดังกล่าวได้รับการสนับสนุนโดย " วาติกัน " และถูกนำไปแพร่หลายในทุกดินแดนที่ " โรมันคาทอลิก " เข้าไปเผยแพร่ และมีอิทธิพลมากที่สุดในประเทศฝรั่งเศส
ในเดือนกุมภาพันธ์ พ . ศ . ๒๓๙๑ นายคาล์ล มาร์กซ ศาสนิกของโรมันคาทอลิก ได้ศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิลอย่างแตกฉาน มีความประทับใจหลักการในหนังสือ " ยูโทเปีย ของโทมัส มัวส์ " ก็ได้นำมาเขียนเป็นหนังสือ -7ho ชื่อว่า " คำประกาศของคอมมิวนิสต์ (The Communis Manifesto)"
อันเป็นต้นกำเนิดของ ลัทธิคอมมิวนิสต์ " ต่อมาเรียกว่า " สังคมนิยม " ในปัจจุบัน
จากหลักฐานดังกล่าวนี้จะเห็นได้ว่า " ลัทธิคอมมิวนิสต์ " ได้พัฒนาการมาจากคำสอนในคัมภีร์ไบเบิล " โรมันคาทอลิก " สิ่งที่พิสูจน์ได้อีกสิ่งหนึ่งที่ปรากฏชัดก็คือ ในประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์เช่น โปแลนด์ ยูโกสลาเวีย ไม่มีโบสถ์ของโรมันคาทอลิกจะถูกทำลายไปเลยแม้แต่น้อย นอกจากนั้นระบบการแอบแฝง แทรกซึม การจัดตั้งเขตปกครองคอมมิวนิสต์ ก็ล้วนแล้วแต่พัฒนาและใช้ระบบของ " โรมันคาทอลิก " ทั้งสิ้น เมื่อพิจารณาด้วยหลักฐาน ข้อมูล พฤติกรรม แล้วไม่อาจจะปฏิเสธได้ในความเป็นหนึ่งเดียวระหว่าง " คอมมิวนิสต์ กับ โรมันคาทอลิก " ซึ่งวาติกัน ให้การสนับสนุนทั้งทางกำลังทรัพย์ กำลังบุคคล กำลังสมอง ให้สำหรับการขบวนการคอมมิวนิสต์ทั่วโลก รวมไปถึงขบวนการแบ่งแยกดินแดน หรือการสร้างความขัดแย้งทุกประเทศ
</BLOCKQUOTE>
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 8:55 pm

<BLOCKQUOTE>
ข้อเปรียบเทียบ"เขตปลดปล่อย" กับ "มิชซัง"
ยุคของการใช้แผนล่าอาณานิคมโดยการใช้บาทหลวงโรมันคาทอลิกเข้าไปในประเทศต่าง ๆ พยามสร้างให้เกิดความขัดแย้งกับข้าราชการของประเทศนั้น เพื่อให้ข้าราชการหรือกษัตริย์ประเทศนั้น ๆ สั่งลงโทษเพื่อที่จะได้ใช้เป็นข้ออ้างว่าบาทหลวงตัวแทนของพระเจ้า ถูกรังแกถูกทำร้าย จึงจำเป็นต้องใช้กองทัพไปช่วยรักษาโรมันคาทอลิก และในที่สุดเข้ายึดครองในที่สุดนั้น(ตามที่ปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในประวัติศาสตร์ทุกประเทศ รวมทั้งประเทศไทย) ได้รับการต่อต้านโดยประชาชนเจ้าของประเทศ ที่รวมตัวกันด้วยความรักชาติ ออกต่อต้านกองทัพตัวแทนของ "วาติกัน"
ดังนั้นจึงได้มีการกำหนดยุทธการใหม่ใช้ "กฎแห่งการแตกแยก" โดยสร้างให้เกิดความแตกแยกทางด้านความคิดเห็น ฯลฯ ของชนชาตินั้นเอง และแทรกตัวเข้ายึดครอง จากผลของการศึกษาวิเคราะห์โดย "วาติกัน" ได้บทสรุปว่า ควรที่จะใช้ "ลัทธิคอมมิวนิสต์" สำหรับปฏิบัติการ เนื่องจากลัทธิดังกล่าวนี้ได้ถือกำเนิดโดยชาวคาทอลิก มีหลักการที่ประสานแนบแน่นกับหลัก "ดินแดนพันธสัญญาของพระเจ้า" ตามพระคัมภีร์ไบเบิล จึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะให้ยุทธวิธีดังกล่าว สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือการจัดระบบการปกครองย่อย หรือ "อาณานิคมแฝง" เรียกตามภาษาโรมันคาทอลิกว่า "มิชซัง" กับ "เขตปลดปล่อย" ของคอมมิวนิสต์ นั้น เป็นอย่างเดียวกัน เหมือนกับน้ำในขวดที่เทออกมาใส่แก้ว ย่อมมีสภาพและมวลสารที่ไม่แตกต่างกันแต่อย่างใด
โรมันคาทอลิกได้จัดตั้งพื้นที่ของตนทั้งโดยถูกต้องกฎหมาย หรือผิดกฎหมาย เพื่อให้สามารถตั้งขอบเขต อาณาจักรของตนและใช้กฎหมายของตนขึ้นได้ ภาษาเฉพาะของคาทอลิกเรียกว่า ซึ่งเรียกว่า "มิชซัง" หรือ เขตปฏิบัติการ (ประเทศไทยได้ถูกแบ่งออกเป็นมิชซัง 10 เขต) ลักษณะดังกล่าวนี้ตามหลักของยุทธศาสตร์เรียกว่า "การแบ่งเขตยึดครอง" และสามารถเทียบได้อย่างลงตัวกับการแบ่งเขตของ "ลัทธิคอมมิวนิสต์" โดยตรง ซึ่งลัทธิคอมมิวนิสต์จะมีฐานบัญชาการเรียกว่า "องค์การคอมมิวนิสต์สากล" เทียบได้กับ "สภาคริสต์จักรโลก" (รายละเอียดจะได้กล่าวถึงต่อไปข้างหน้า) "เขตมิชซัง" เทียบได้กับ "เขตงาน"คือพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อยึดอาณาเขตการปกครองของประเทศนั้น ๆ โดยใช้กฎหมายของตน ไม่ขึ้นกับกฎหมายของเจ้าของประเทศ เท่ากับเป็น "เขตปลดปล่อย" และจะประสานกันด้วยการปกครองแบบรวมศูนย์ รูปแบบการบริหาร การปกครองและการดำเนินการของคอมมิวนิสต์เป็นเช่นไร คาทอลิกก็เป็นเช่นนั้น ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าพื้นที่ของคาทอลิกในลักษณะนี้จะมีกระจายกันไปทั่วโลก และลัทธิคอมมิวนิสต์ก็คือการพัฒนาไปจากระบบของคาทอลิก โดยนายคาร์ล มาร์กซ์
</BLOCKQUOTE>
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 8:57 pm

<BLOCKQUOTE>

ดังนั้นเมื่อกล่าวโดยสรุปด้วยหลักฐานและสิ่งที่เป็นจริงแล้ว ก็จะสามารถนำความจริงทั้งสองมาเปรียบเทียบได้เป็นอย่างดีว่า อาณาเขตมิชซังต่าง ๆ ก็คือดินแดนที่เป็นศาสนจักรของคาธอลิก (Church ศาสนจักร แปลตรงตัวว่า อาณาจักรที่ถูกยึดครองโดยกลไกทางศาสนา ) อันอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศวาติกัน เพราะไม่ว่าบุคคล นโยบาย และแนวทางต่าง ๆ ในการบริหารนั้น ล้วนสั่งตรงมาจากกรุงวาติกัน เป็นฝ่ายบัญชาการทั้งสิ้น แม้กฎหมายคำว่า " วัด " ก็ใช้กฎหมายของวาติกัน ( ประเทศไทย " วัด " หมายถึงวัดในพระพุทธศาสนาเท่านั้น และต้องได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา จากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ) ปรากฏตามหลักฐานตามกฎหมายประเทศวาติกัน มาตรา 1212-1222 " คำจำกัดความของคำว่าวัด " ตามกฎหมายวาติกันมาตรา 515 # 1 ว่า

" วัด " คือ ประชาคมคริสต์ชนผู้มีศรัทธา แห่งใดแห่งหนึ่งและเป็น ประชาคมที่ถูกกำหนดขึ้นอย่างตายตัว และมีสถานภาพอันมั่นคง การเอาใจใส่ดูแลรักษาศาสนจักร ถูกมอบให้อธิการ ซึ่งเท่ากับเป็นผู้รักษาของพวกเขาเอง โดยอยู่ภายใต้อำนาจของบิชอป "
A Parish is a definite community of the Christian faithful established on a stable basis within a paritcular church; the care of the Parish is entrusted to a pastor as its own shepherd under
the authority of the diocesan bishop."

Church= ศาสนจักร แปลตรงตัวว่า อาณาจักรที่ถูกยึดครองโดยกลไกทางศาสนา แต่ได้ถูกบิดเบือน คำว่า Church ให้แปลเป็นภาษาไทยว่า " โบสถ์ " เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตุ น่ากลัวสำหรับชาวไทยทีนี้เราลองมาพิสูจน์คำว่า " วัด" ในกฎหมายไทยนั้นใช้เรียกได้เฉพาะวัดในพระพุทธศาสนาเท่านั้น เพราะคำว่า " วัด " มีบทบัญญัติของกฎหมายไทย ใช้บังคับทั่วราชอาณาจักรไทย

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ . ศ . ๒๕๐๕
แก้ไขเพิ่มเติม พ . ศ . ๒๕๓๕
มาตรา ๓๑ ( ๑ ) " วัด " คือ ที่ซึ่งได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
มาตรา ๓๒ การสร้าง การตั้ง การรวม การย้าย การยุบเลิกวัด และ
การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา ให้เป็นไปตาม
วิธีการที่กำหนดในกฏกระทรวง "



พระราชบัญญัตินั้นลงพระปรมาภิไธยโดย องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฉะนั้นผู้ใดบนผืนแผ่นดินไทยจะตั้งวัดในแผ่นดินไทยต้องทำตาม พ . ร . บ . นี้โดยเคร่งครัดไม่มีข้อยกเว้น สิ่งที่พิจารณาและเห็นได้ชัดจากบทบัญญัติของกฎหมายนี้ใช้คำว่า " พระราชทาน " หมายถึง เป็นพระราชอำนาจขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น ที่จะทรงพระบรมราชานุญาตให้ตั้งวัด และในประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว ดังนั้นคำถามจึงมีว่า เหตุไฉน " โรมันคาทอลิก " จึงละเมิดพระราชอำนาจองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ โดยไม่มีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองผู้รับผิดชอบใดดำเนินการเอาผิดหรือลงโทษ อย่างน้อยก็คือการห้ามปรามในกรณีนี้เลย

ทั้งนี้อาณาเขตพื้นที่ของคาทอลิก ซึ่งเรียกเอาเองว่า " วัด " นอกจากจะเป็นการละเมิดพระราชอำนาจ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ที่ดินอันเป็นวัดนั้น " ผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดิน หรือ อสังหาริมทรัพย์นี้ เป็นบาดหลวงโรมันคาทอลิก " ซึ่งเป็นการถือครองที่ดินอันมิชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีบทบัญญัติห้ามบาทหลวงมีที่ดินไว้โดยแจ้งชัด

พระราชบัญญัติ
ว่าด้วยฐานะลักษณะของบาดหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม
.ศ.๑๒๘ (พ.ศ.๒๔๕๒)

ข้อ ๓ "ห้ามมิให้บาดหลวงถือที่ดินเป็นของตนเอง ไม่ว่าบาดหลวงนั้น
จะมีสัญชาติอะไร แม้แต่คนสัญชาติไทยเมื่อเปลี่ยนเป็นบาดหลวง
แล้วก็ไม่สามารถถือครองที่ดินได้ ไม่ว่าจะมากน้อยเท่าใดก็ตาม"
หมายเหตุ: กฎหมายนี้ยังมีผลใช้อยู่ตราบจนปัจจุบัน(พ.ศ.๒๕๔๓)

</BLOCKQUOTE>
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 9:00 pm

<BLOCKQUOTE>
การสนับสนุนขบวนการคอมมิวนิสต์โดย " วาติกัน "

การประสานงานดังกล่าวนี้ปรากฏข้อมูลปฏิบัติการ อันได้ถูกบันทึกเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์การปฏิวัติของประธานาธิบดี ฟิเดล คาสโต ประเทศคิวบา ว่า

".... ได้รับการสนับสนุนจากสภาคริสต์จักรสากล ให้ส่งเสริมกอง กำลังนิยมมาร์กซิส เช่น ซาดินิสต้า และพรรคคอมมิวนิสต์ในอเมริกาใต้ ให้จัดตั้งองค์กรแนวร่วมทางคริสต์ศาสนาขึ้น และกระจายไปเกือบทุกพื้นที่ในอเมริกาใต้ ในวิกฤติการณ์ทางการเมืองของฝ่ายซ้ายในลาตินอเมริกาทุกครั้งและในทุกประเทศตัวอย่าง ฮอนดูลัส นิการากัว ชิลี บราซิล เมกซิโก จะมีองค์กรคริสต์ศาสนาโดยวาติกันให้การสนับสนุน ทั้งด้านกำลังทุน และกำลังอาวุธ และกำลังคนจะมาจากศาสนิกของคาทอลิก ...."

จึงไม่เป็นที่สงสัยกันอีกต่อไปว่า เหตุใดในประเทศที่ถูกยึดครองด้วย " ลัทธิคอมมิวนิสต์ " ในยุโรปและลาตินอเมริกา " โรมันคาทอลิก " จึงสามารถยืนหยัดอยู่ได้ทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศคิวบาซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์แบบซ้ายตกขอบของนายฟิเดล คาสโตร ประชากรทั้งประเทศเป็นคาทอลิก ซึ่งในปี พ . ศ .2542 สันตะปาปา จอนด์ ปอลด์ที่ 2 เดินทางไปคิวบา และได้รับการต้อนรับจากประธา นาธิบดีฟิเดล คาสโต และประชาชนคอมมิวนิสต์อย่างอบอุ่นยิ่ง ซึ่งเมื่อดูแล้วจะเห็นว่าขัดแย้งกับที่เราได้รู้กันมาว่า " คอมมิวนิสต์ทำลายทุกศาสนา " แต่เหตุใดจึงปรากฏภาพทาง CNN เป็นข่าวไปทั่วโลก ที่มีศาสนิกของคาทอลิกออกมาต้อนรับสันตะปาปา เหตุใดศาสนาโรมันคาทอลิกจึงตั้งอยู่ได้ในประเทศคิวบาซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ คำตอบก็คือปรัชญาของคอมมิวนิสต์ยุโรปพัฒนามาจากปรัชญาของคาทอลิก โดยเฉพาะความกลมกลืนในส่วนของข้อขัดแย้งซึ่งจะไม่ขัดต่อหลักการของลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งมีอยู่ 2 ประการ

ประการที่ 1 ข้อขัดแย้งที่เป็นปรปักษ์ หมายถึง ข้อขัดแย้งใดเป็นข้อขัดแย้งโดยอุดมการณ์ แต่ข้อขัดแย้งนั้นเป็นปรปักษ์กัน จะประนีประนอมไม่ได้ ต้องตายกันไปข้างหนึ่ง

ประการที่ 2 ข้อขัดแย้งที่ไม่เป็นปรปักษ์ หมายถึง ข้อขัดแย้งใด เป็นข้อขัดแย้งโดยวิธีการ แต่เป็นอุดมการณ์เดียวกัน ข้อขัดแย้งชนิดนี้ประนีประนอมกันได้
</BLOCKQUOTE>
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 9:02 pm

<BLOCKQUOTE>

ดังนั้นเมื่ออุดมการณ์ของลัทธิคอมมิวนิสต์นั้น ถือกำเนิดขึ้นมาจากหลักการของคาทอลิก ลัทธิคอมมิวนิสต์จึงเปรียบเสมือนลูกของคาทอลิก จึงสามารถกลมกลืนกันได้ในข้อขัดแย้งประการที่ 2 ดังที่กล่าวนี้ หากพิจารณาให้ลึกลงไปในการเปลี่ยนแปลงประเทศต่าง ๆ ให้เข้าสู่ระบบการเป็นประเทศสังคมนิยมนั้น เริ่มแรกประเทศดังกล่าวจะถูกโจมตี ทำลายในเรื่อง ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีความเชื่อ ของประชาชน โดยการรุกของบาดหลวงคาทอลิกก่อน เป็นลักษณะของการสร้างความแตกแยกทางความคิด จากนั้นผู้ที่นิยมคอมมิวนิสต์ ก็จะปฏิบัติการต่อเนื่องจากผลของความแตกแยกนั้น ทุกครั้ง และทุกประเทศ เมื่อประชาชนได้รับความทุกข์จากภัยสงครามการสู้รบ องค์กรที่สนับสนุนโดยคาทอลิก ก็จะสร้างภาพความนิยมแก่ชาวโลก เข้ามาให้ความช่วยเหลือโดยอ้างคำว่า " มนุษย์ธรรม (Humanright)" ทั้งสิ้น

การเอื้อประโยชน์ ต่อกันดังกล่าวนี้ จึงทำให้เกิดสงครามกลางเมือง และการแตกแยกขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก และกำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ ( พ . ศ .2543) ส่วนใหญ่จะมาจากศาสนาทั้งสิ้น

องค์กรคาทอลิกได้มีการจัดประชุมขึ้นที่ประเทศฟิลิปินส์เมื่อ ๒๓ - ๒๙ พฤศจิกายน พ . ศ . 2513 โดยมีสันตะปาปา เป็นประธานที่ประชุม ผลของการประชุมดังกล่าวทำให้มีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามมติที่ประชุม ดังนี้

๑ . จัดตั้งหน่วยงานสร้างบุคลากร ภายใต้ชื่อว่า " สำนักงานพัฒนามนุษย์ "(Office Of Human Development) ใช้รหัสเรียกขานว่า "HOD" เพื่อรองรับโครงการสร้างสังคมมนุษย์ใหม่ของมหาอำนาจ (Change Humankind Project) ซึ่งอยู่ในระหว่างพัฒนาและทดลองใช้บ้างแล้ว ซึ่งจะมีศักยภาพในการเปลี่ยนความคิดของสังคมมนุษย์ได้ตามต้องการ อันจะเป็นประโยชน์กับคริสต์ศาสนจักรขยายจำนวนคริสต์ศาสนิกเป็นอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย

๒ . จัดตั้ง " ฐานปฏิบัติการร่วม " ภายใต้ชื่อว่า " สหพันธ์สภาสังฆราชแห่งเอเซีย " (The Federation of Asian Bishop Conferences) ใช้รหัสเรียกขานว่า "FABC" จำนวนประเทศที่เป็นเป้าหมายรับผิดชอบในการปฏิบัติการในเอเซียมี ๑๓ ประเทศคือ เกาหลี ฟิลิปินส์ อินโดนิเซีย ศรีลังกา อินเดีย เวียตนาม ( ในขณะนั้น ) จีน ญี่ปุ่น สิงค์โปร มาเลเซีย ( ขณะนั้นยังไม่ประกาศให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ ) ไทย ลาว เขมร โดยกำหนดให้มีการประชุมสรุปผลปฏิบัติการในประเทศของตนทุก ๔ ปี หน่วยงานนี้มีอำนาจสั่งการครอบคลุมทั่วภูมิภาค ทั้งในด้านการสร้างข่าวสารปลุกกระแสประสานรับ ให้กระจายไปยังทั่วโลกได้ในทันที

๓ . จัดตั้งหน่วยงานย่อย " เขตงาน "( ศัพท์ทางทหารเรียกว่า " หน่วยปฏิบัติการรบ ") รับผิดชอบควบคุมบุคลากรของ "HOD" ภายใต้ชื่อว่า " สภาเพื่อการพัฒนา "(Beshops Institue For Social Action) ใช้รหัสเรียกขานว่า "BISA" โดยกำหนดให้มีการประชุมสรุปผลปฏิบัติการใน " เขตงาน " ของตนทุก ๑ ปี เพื่อสรุปผลส่งไปยัง "FABC" ปรับปรุงแผนงานเชิงรุกต่อไป
สิ่งที่จัดว่าสำคัญที่สุดในการประชุมที่ประเทศฟิลิปินส์เมื่อ 23 - 29 พฤศจิกายน 2513 โดยมีสันตะปาปา เป็นประธานที่ประชุม ซึ่งปรากฏ หลักฐานเอกสารการประชุมส่วนหนึ่งว่า

" งานพัฒนาของวาติกัน ในทศวรรษที่ 2 นี้ จะเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความดุเดือดและโหดร้าย โดยจะเริ่มจากปี 1970 - 1980 ( พ . ศ . ๒๕๑๓ - ๒๕๒๓ ) ... "

ให้เกิดปฏิบัติการร่วมระหว่างองค์กรคอมมิวนิสต์สากลและวาติกัน ซึ่งเปลี่ยนจากแผนเดิมซึ่งใช้กำลังอาวุธจากภายนอก เป็นการสร้างกระแสแตกแยกจากภายในแทน โดยมีเป้าหมายปฏิบัติการเร่งด่วนในภูมิภาคเอเซีย โดยการบ่อนทำลายประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้อย่างเต็มที่ประเทศที่ตกเป็นเหยื่อปฏิบัติการก็คือ ลาว เขมร เวียตนาม ศรีลังกา จากมติของการประชุมโดยอาศัยคำว่า " พัฒนา " มาใช้แทนคำว่า " ปลดแอก " ได้ถูกใช้ในการสร้างกระแส

" งานพัฒนา " ในความหมายของคาทอลิก ตามคำประกาศนี้ทำให้เห็นภาพของพฤติกรรม จากคำว่า " ที่เต็มไปด้วยความดุเดือดและโหดร้าย " ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำอื่นนอกจากนี่คือ " การต่อสู้ห้ำหั่นเข่นฆ่า " ซึ่งไม่ใช่ลักษณะการเผยแพร่ศาสนา แต่มันคือการ " ประกาศสงคราม "

ดังนั้นงานพัฒนาด้วยความโหดร้าย ก็คือการทำสงคราม ไม่อาจหมายความเป็นอย่างอื่นได้ และสิ่งที่สามารถยืนยันได้ด้วยหลักฐานสาธารณะว่า ในช่วงหลังจากการประกาศของคาทอลิกนี้ จะเห็นได้ว่าขบวนการสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ทั่วโลกต่างใช้คำว่า " พัฒนา" เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อและปลุกระดมทั้งสิ้น โดยพฤติกรรมในการพัฒนาของคอมมิวนิสต์จะเริ่มต้นด้วยการยั่วยุให้ผู้คนในสังคมเกิดการแบ่งแยกและเกลียดชังซึ่งกันและกัน และจะดำเนินการในลักษณะนี้ซึ่งเรียกตามภาษาคอมมิวนิสต์ว่า " ตอกลิ่ม" เพื่อสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในชาตินั้น ๆ ออกเป็นสองฝ่าย แล้วจึงนำฝ่ายหนึ่งไปจัดตั้งเป็นกองกำลังติดอาวุธ ภายใต้การบังคับบัญชาของตน จากนั้นจึงเข้าสู่ปฏิบัติการทำสงครามปลดปล่อย อันมีผลทำให้สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ สามารถยึดครองดินแดนและตั้งเขตปลดปล่อยมากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เช่นนี้ เมื่อเทียบกับคาทอลิกดำเนินลักษณะและวิธีการเดียวกันนี้ คือ มีมโนทัศน์ในคำว่า " งานพัฒนาที่เต็มไปด้วยความดุเดือดและโหดร้าย " ที่ปรากฏในภาพของการสู้รบที่โหดร้าย อันเป็นภาพการทำสงคราม แล้ว ดำเนินบทบาทด้วยการช่วงชิงศาสนิกของศาสนาอื่นไปเป็นมวลชนของตน และตั้งอาณาจักรของตนขึ้น ซึ่งเมื่อมีของเขตมั่นคงเพียงพอ ก็ประกาศตั้งเขตปกครองของคนขึ้นเรียกว่า " มิชซัง " และสามารถเทียบเคียงผลและวิธีการจะเห็นภาพที่สรุปได้ว่านี่คือ " ฝาแฝด " ที่ชัดเจนที่สุด และหากว่าคาทอลิกจะปฏิเสธในเรื่องนี้ ก็จะต้องสามารถอธิบายให้ได้ว่า "งานพัฒนาที่เต็มไปด้วยความดุเดือดและโหดร้าย " ความสุขของคนจะมาจากความโหดร้ายได้อย่างไร และพัฒนาด้วยความโหดร้าย คือการพัฒนาอะไร ? ถ้าไม่ใช่การสู้รบหรือสงคราม ? ทั้งได้มีการจัดตั้ง ธนาคารเพื่อฆ่าเอเซียให้มรณา (Asian Death Bank ADB) ขึ้นมาในระยะเวลานี้อีกด้วย เพื่อรองรับประเทศเหยื่อสงคราม ???
</BLOCKQUOTE>
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 9:04 pm

<BLOCKQUOTE>


พรรคคอมมิวนิสต์สากล กับ สภาคริสต์จักรโลก


หากเราประวัติศาสตร์ของประเทศรัสเซีย ในการเปลี่ยนการปกครองจากระบบกษัตริย์มาเป็นคอมมิวนิสต์นั้น ย่อมทราบดีว่าสาเหตุนั้นมาจากเรื่องของ "ศาสนา" ซึ่งขณะนั้นในประเทศรัสเซีย ได้เกิดมีนักบวชโยคีผู้หนึ่งชื่อ "รัสปูติน" มีพลังจิตสูงมากและสามารถรักษาโรคร้ายของราชโอรสกษัตริย์รัสเซีย พร้อมกับพิสูจน์อภินิหารเหนือธรรมชาติต่าง ๆ มากจนเป็นที่ประจักษ์ จึงเป็นที่เคารพศรัทธาของราชสำนัก และประชาชนรัสเซียในขณะนั้น และในขณะเดียวกันก็เสื่อมศรัทธาต่อบาทหลวงเป็นอย่างมาก ทำให้อิทธิพลของบาทหลวงต่อราชสำนักไม่เหลืออยู่เลย


สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บาทหลวงซึ่งเคยเป็นที่นับถือของกษัตริย์ ต้องหาทางกำจัดออกไปให้พ้นทางให้ได้ ดังนั้นจึงได้มีการนำเอา "ลัทธิคอมมิวนิสต์" เข้าไปเผยแพร่ในกลุ่มชนชั้นกรรมกร ซึ่งไม่ค่อยได้ศึกษาและสร้างกระแสให้เห็นว่า นักบวชโยคีรัสปูติน เป็นซาตาน เป็นศัตรูของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ต้องกำจัด(เพราะรัสปูตินบูชารูปเคารพ) การปฏิบัติการดังกล่าวนี้ได้ส่งผ่านหัวหน้ากรรมกร ชื่อ "วี. ไอ. เลนิน" ขยายผลสร้างข่าวทำลายสถาบันกษัตริย์ทุกวิถีทาง ในที่สุดก็สามารถโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ได้ ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๐ (นี่คือที่มาของการปลุกระดม หรือการสร้างกระแส เดือนตุลาคม ในประเทศไทย และรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ก็ออกเดือนตุลาคม กรมตำรวจถูกยุบ เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๑ คำตอบก็คือ เดือนตุลาคมเป็นเดือนแห่งความสำเร็จของ ลัทธิคอมมิวนิสต์) สิ่งที่เราเคยเชื่อกันว่า "ลัทธิคอมมิวนิสต์" ทำลายศาสนา แต่"ไม่มีโบสถ์ ถูกทำลายเลยแม้แต่แห่งเดียว" นี่คือข้อสงสัยของนักประวัติศาสตร์ตลอดมา (สิ่งที่พิสูจน์ปรากฏเป็นภาพทางโทรทัศน์ CNNทั่วโลก เมื่อโซเวียตเลิกระบบคอมมิวนิสต์ ปรากฏว่าบาทหลวงเป็นผู้เจรจาการเมือง กับนายเยลซิน ประธานาธิบดีโซเวียตรุสเซีย ด้วย)

จากกรณีการโค่นล้มระบอบกษัตริย์ และเปลี่ยนแปลงประเทศโซเวียตรัสเซีย เป็น ระบอบ "คอมมิวนิสต์" จะเห็นได้ว่าเกิดจากเรื่องของผลประโยชน์ที่ขาดหายไปของบาทหลวง ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า คอมมิวนิสต์ประสบความสำเร็จได้เพราะการได้รับการสนับสนุนจากบาทหลวงและ หลังจากที่ได้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว จึงตั้ง "พรรคคอมมิวนิสต์สากล" ซึ่งก็ใช้ระบบการทำงานเดียวกับของโรมันคาทอลิกคือ ประเทศใดที่เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว "จะต้องส่งเงินบำรุงให้กับพรรคคอมมิวนิสต์สากล 3% ทุกปี" ซึ่งเป็นระเบียบปฏิบัติเดียวกันกับโรมันคาทอลิกในคัมภีร์ไบเบิล มาลาคี บทที่ 36:12 ที่อ้างว่าพระเจ้าสั่งให้เก็บส่วย 10 % จากรายได้ของผู้ที่เป็นศาสนิกของโรมันคาทอลิกทุกคน (ทั้ง ๆ ที่สอนกันมาว่าพระเจ้าสร้างโลกได้ ทำไมไม่สร้างเอง) และได้กลายเป็นข้อบังคับให้ศาสนิกโรมันคาทอลิกต้องเอา 10 % ของรายได้ตนให้กับบาทหลวง จากนั้นบาทหลวงก็จะส่งให้กับบิชชอปของประเทศนั้น ๆ นำส่งเข้าไปยัง "นครวาติกัน" เมืองหลวงของอาณาจักรคาทอลิก
</BLOCKQUOTE>
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 9:06 pm

<BLOCKQUOTE>
คำว่า " สันติภาพ " มาจากไหน ?

ในวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ . ศ . ๒๔๖๔ " พรรคคอมมิวนิสต์สากล " ได้จัดตั้งองค์กรหนึ่งขึ้นเพื่อปฏิบัติการทั่วโลกเรียกว่า " สภาสันติภาพ " สถานที่ทำการคือโบสถ์เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยมีบาทหลวง พรีแมน เป็นประธาน ทำการเคลื่อนไหวและประสานงานกับ " สภาคริสตจักรโลก " ซึ่งต่อมาในปี . ศ . ๒๔๙๑ ( หลังจัดตั้งองค์กร CIA ในสหรัฐอเมริกา ) คณะบาทหลวงของพรรคคอมมิวนิสต์สากล ก็ได้เข้าทำการบริหารดำเนินนโยบายทั้งหมดของสภาคริสต์จักรโลก ให้บาทหลวงในทุกประเทศปฏิบัติการปลุกระดมมวลชนสร้างความแตกแยก ในชนชาติและให้ทุนสนับสนุนการเคลื่อนไหวและก่อตั้ง " ขบวนการแบ่งแยกดินแดน " โดยใช้คำว่า " สันติภาพ ภราดร ภาพ " ไปทั่วทุกภูมิภาคของโลก นั่นหมายถึงทาง " วาติกัน " จะมีรายได้ผลประโยชน์ 10% จากศาสนิกโรมันคาทอลิกที่เพิ่มขึ้น ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์สากลก็จะมีรายได้ผลประโยชน์ 3% จากประเทศที่สามารถเปลี่ยนระบอบการปกครองได้ และ CIA ก็จะได้รับผลประโยชน์จากการขายอาวุธ ส่วน Federal Reserve Bank (FED) จะได้ประโยชน์ในการขยายตลาดการใช้เงินดอลล่าห์ซึ่งพิมพ์ขึ้นมาโดยไม่มีทองคำสำรอง ไปยังประเทศเหล่านี้ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ นับเป็นการประสานผลประโยชน์ร่วมกันซึ่งเรียกปฏิบัติการนี้ว่า " ระบบสามมิติ (Triniti)"
" สภาสันติภาพโลก " ได้จัดตั้งสาขาขึ้นในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายจากทางราชการในสมัยนั้นเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๔๙๔ โดย มล . ขาบ กุญชร ณ อยุธยา เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ประกาศต่อสื่อมวลชน ว่า " พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย " ได้จัดตั้ง " สภาสันติภาพแห่งประเทศไทย " มี นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ( เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ) ประธาน พร้อมด้วยนายเพทาย โชตินุชิต นายกุหลาบ สายประดิษฐ กับคณะ ได้เคลื่อนไหวเน้นหนัก ในส่วนของพระภิกษุสามเณร ทำให้ได้สมาชิกทั้งฆราวาสและพระภิกษุสงฆ์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เพราะ ประชาชนไทยจะเชื่อถือศรัทธาในพระภิกษุสงฆ์มาก การเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ดังกล่าวนั้นขัดต่อหลักการพระพุทธศาสนาโดยสิ้นเชิง เพราะพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของ "จิตตนิยม" ส่วน ลัทธิคอมมิวนิสต์ เป็น "วัตถุนิยม" เป็นการนำหลักธรรมที่แท้ของพระพุทธเจ้ามาดัดแปลงใหม่ เพื่อให้เข้ากันได้กับความรู้สึกของคนไทย ให้ดูผสมกลมกลืนกันจนแยกไม่ออก ผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญหรือมีความรู้อย่างลึกซึ้งในพระพุทธศาสนา จะไม่สามารถปฏิเสธสิ่งที่ได้นำมาเผยแพร่นั้นเลย และเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง


พระพิมลธรรม(อาจ อาสภเถระ) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ ซึ่งเชี่ยวชาญทางด้านพุทธศาสนา ทั้งทางด้านปริยัติและด้านปฏิบัติ ได้นำเรื่องของ"สภาสันติภาพ"ใช้หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาไปโฆษณาชวนเชื่อนี้ ปรึกษากับ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ และ หลวงวิจิตรวาทการ พอ.มล.ปิ่น มาลากุล และคณะนายทหารเสนา ธิการกองทัพบก เป็นการลับ เพื่อหาทางป้องกันสถาบันแห่งความมั่นคงของชาติ หน่วยงานด้านความมั่นคง ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเกาะติดภายใน "สภาสันติภาพ" ได้ล่วงรู้แหล่งสนับสนุนและวัตถุประสงค์หลักขององค์กรดังกล่าวคือ "ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศ ซึ่งหมายรวมถึงการทำลายล้างพระพุทธศาสนา อันเป็นรากฐานของชนชาติไทย" ดังนั้นจึงมีคำสั่งให้ดำเนินการจับกุมทำลายล้าง "สภาสันติภาพ" เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๕ ทำให้ต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย"พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์" ให้กระชับและรัดกุมมากขึ้น และประกาศใช้อย่างเร่งด่วนในวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๕ อันมีบทบัญญัติเนื้อหาสำคัญเพื่อป้องกันรักษาสถาบันชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์ </BLOCKQUOTE>
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 9:07 pm

การดำเนินการจับกุม "สภาสันติภาพ" ได้ตัวผู้กระทำความผิด และบัญชีรายชื่อผู้ร่วมในขบวนการมากมาย ทำให้ทาง "สภาคริสตจักรโลก" และ "พรรคคอมมิวนิสต์สากล" วิเคราะห์ความผิดพลาด พร้อมกับปรับแผนการดำเนินงานใหม่ และมีมติที่ประชุมในปี พ.ศ.๒๕๐๑ สั่งให้นายประเสริฐ เข้ามอบตัว ทำหน้าที่ขยายแนวร่วมในสถาบันทหาร เพื่อทำลายสถานภาพ และศักยภาพกองทัพไทย โดยองค์กร CIA ได้สั่งผ่านทางคณะที่ปรึกษาการทหารMAP ใช้อิทธิพลที่มีอยู่บรรจุให้ นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เข้าเป็นวิทยากรสอนวิชา "คอมมิวนิสต์" ของ กองอำนวยการป้องกันปราบปรามคอมมิวนิสต์(กอ.ปค.) และสถาบันทหารทุกแห่ง เพื่อให้เป็นที่เชื่อถือยอมรับทางด้านวิชาการ และแนวความคิดที่แทรกเข้าไปอิทธิพลทำให้เกิดความแตกแยกในกองทัพได้สำเร็จ ทำให้มีนายทหารผู้หลงผิดเข้าเป็นแนวร่วมและจัดตั้งกลุ่มชื่อว่า "Democracy Amry" (กลุ่มนี้ได้ประกาศรับร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ยังไม่ผ่านรัฐสภา พร้อมกับสนับสนุน นายอานันท์ และนายประเวศ ในการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.๒๕๔๐ที่ใช้คำว่า เสรีภาพ และ สิทธิมนุษยชน และใช้สัญญลักษณ์ "สีเขียว" อันเป็น "สีธงของวาติกัน" เป็นเครื่องหมาย)


เนื่องจาก "พระพิมลธรรม" เป็นพระสงฆ์ที่มีศีลจริยวัตรสมบูรณ์ ท่านได้สร้างก้าวหน้าให้แก่วงการศึกษาของพระสงฆ์ เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างชาวพุทธไทยกับชาวพุทธทั่วโลกเชี่ยวชาญทางด้าน วิปัสนากรรมฐาน อภิธรรม ลึกซึ้งในระเบียบระบบบริหารการคณะสงฆ์ อย่างไม่อาจมีผู้ใดทัดเทียมในยุคนั้น มีความมุ่งมั่นทำงานเผยแพร่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาออกไปทั่วโลก เป็นที่ศรัทธาและยอมรับของนักการเมืองและประชาชนทั่วไป โดยตำแหน่ง หน้าี่ อาวุโส และอายุพรรษา เชื่อว่าในอนาคตจะต้องได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็น "สมเด็จพระสังฆราช" ประมุขคณะสงฆ์ไทย อย่างแน่นอน จึงถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญของปฏิบัติการอย่างยิ่ง ที่ประชุมจึงมีความเห็นว่าสมควรที่จะต้องกำจัดออกไปจากเส้นทางไม่ให้เป็นอุปสรรคของปฏิบัติการร่วมได้อีกต่อไปโดยเด็ดขาด


ในปี พ.ศ.๒๕๐๑ "สันตะปาปา" จึงมีหนังสือโดยเฉพาะนิมนต์ พระพิมลธรรม ไปยังกรุงวาติกัน ประเทศอิตาลี ซึ่งข้อสำคัญในการนิมนต์ครั้งนี้ก็คือ ให้พระพิมลธรรมหยุดกระทำการใด ๆ อันจะเป็นการต่อต้าน หรือขัดขวางต่อปฏิบัติการร่วมตามยุทธวิธี "พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ" พร้อมกับชักชวนให้เข้าเป็นแนวร่วมปฏิบัติการด้วย แต่ได้รับการปฏิเสธจากพระพิมลธรรม


ได้มีการเข้าพบกับ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ให้ดำเนินการกำจัดพระพิมลธรรม แต่ทั้งจอมพล ป. และ พล.อ.เผ่า ศรียานนท์ ไม่เห็นชอบเพราะเป็นชาวพุทธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพิมลธรรมเป็นพระสุปฏิปันโน เป็นที่ประจักแก่สาธุชนทั่วไป เมื่อไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลในการกำจัดอุปสรรคการดำเนินงาน จึงเป็นหน้าที่ขององค์กรCIA ที่ต้องปฏิบัติการสร้างกระแสทำลายเสถียรภาพของรัฐบาล จอมพล ป.และคณะ เพื่อโค่นล้ม โดยใช้แนวร่วมของ "สภาสันติภาพ" และสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เคลื่อนไหว ในภาพของนักศึกษาและสร้างกระแสความนิยม พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นมาแทนที่ และในที่สุดก็สามารถโค่นล้มรัฐบาล และเนรเทศ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม และ พล.อ.เผ่า ศรียานนท์ ออกนอกประเทศ ได้สำเร็จ ทั้งนี้เป็นไปตามปรัชญาของ CIA คือ "Divide & Rule" เพราะจอมพล ป.ก็เป็นผู้มีพระคุณของ พล.อ.สฤษดิ์ และ พล.อ.เผ่า ก็เป็นเพื่อนของ พล.อ.สฤษดิ์ เช่นเดียวกัน

จากนั้น นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร จึงได้รับคำสั่งใช้แนวร่วมที่แฝงอยู่ในคณะสงฆ์ประสานงานกำจัด พระพิมลธรรมอุปสรรคสำคัญของ "วาติกัน" ให้ได้เพราะผลของปฏิบัติการนี้จะให้ประโยชน์ถึง ๒ ทางคือ ทำลายพระพิมลธรรม และสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในหมู่ของคณะสงฆ์ไทยได้อย่างรวดเร็ว โดยมีขั้นตอนปฏิบัติการ ดังนี้
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 9:08 pm

<BLOCKQUOTE>
ขั้นตอนที่ ๑ ไม่ให้มีอำนาจทางการบริหารคณะสงฆ์ ผลปรากฏว่า : เมื่อมีการแต่งตั้งตำแหน่งสังฆมนตรี ไม่มีชื่อพระพิมลธรรมให้ทำหน้าที่บริหารการคณะสงฆ์แต่อย่างใด

ขั้นตอนที่ ๒ ไม่ให้มีอำนาจทางการปกครอง ผลปรากฏว่า : มีผู้ส่งหนังสือฟ้องสมเด็จพระสังฆราช ด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่า " พระพิมลธรรม เสพเมถุน ( ต้องปาราชิก ) ขาดจากความเป็นพระ " ได้มีคำสั่งของคณะสงฆ์ซึ่งไม่ปรากฏว่าเป็นของจริงหรือปลอม ได้ถอดพระพิมลธรรมออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ

ขั้นตอนที่ ๓ ไม่ให้มีอำนาจทางสังคม ผลปรากฏว่า : สำนักนายกรัฐมนตรีออกประกาศให้ถอดสมณศักดิ์พระราชาคณะที่พระพิมลธรรม " กลายเป็นพระอาจ อาสภเถระ ธรรมดา "

ขั้นตอนที่ ๔ ไม่ให้มีชีวิตอยู่บนโลก ผลปรากฏว่า : เจ้าหน้าที่ของ กอ . ปค . และตำรวจสันติบาล กว่า ๒๐๐ คน เข้าทำการจับกุมพระพิมลธรรม ( ซึ่งถูกถอดสมณศักดิ์กลายเป็นพระอาจ อาสภเถระ ) จากวัดมหาธาตุ นำไปสึกจากพระที่กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ข้อหา " เป็นหัวหน้าคอมมิวนิสต์ " และนำตัวเข้าห้องขังเพื่อรอการพิจารณาของศาลทหาร ซึ่งความผิดข้อหาคอมมิว นิสต์ มีโทษสถานเดียวคือ " ประหารชีวิต "

ในขณะที่พระพิมลธรรม ถูกจำขังอยู่ในห้องขังสันติบาลข้อหาคอมมิวนิสต์ผ่านไประยะหนึ่งนั้น ฝ่ายการข่าวทหาร ( ฝขว .) ได้ทำการสืบสวนได้พบข้อมูลที่น่าตระหนกยิ่ง จึงรายงานลับเป็นการส่วนตัวยัง จอมพลสฤษดิ์ นายกรัฐมนตรี ว่า พระพิมลธรรมนั้นไม่ได้มีความผิดทั้งหมด เป็นการวางแผนจัดฉากขึ้นของขบวนการทำลายพระพุทธศาสนา ขององค์การต่างชาติต่างศาสนา ทำให้จอมพลสฤษดิ์ ให้นายทหารคนสนิทจัดงานทำบุญเลี้ยงพระเพลขึ้นที่บ้านพัก และให้นิมนต์สมเด็จสังฆราช ปลด กิติโสภณมหาเถระ มาเป็นประธาน และได้กราบทูลกับสมเด็จสังฆราชว่า

" ที่ทางคณะสงฆ์ได้เสนอเป็นการภายใน โดยอ้างว่ามีหลักฐานพร้อมมูลว่า พระพิมลธรรม ( อาจ อาสภเถร ) มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นภัยต่อชาติ พระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ควรที่ทางฝ่ายบ้านเมืองจะดำเนินการจับกุม เมื่อทางฝ่ายบ้านเมืองดำเนินการจับกุมไปแล้ว จนบัดนี้ก็ไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานอะไรมามอบให้เลย ทำอย่างนี้กระหม่อมเสียชื่อเสียงมาก ..."

และในที่สุดศาลทหารกรุงเทพก็ได้ตัดสินพิพากษาให้พระพิมลธรรม ( ขณะนั้นเจ้าหน้าที่ กอ . ปค . จับสึกให้สวมใส่ชดขาว ) พ้นจากข้อหาคอมมิวนิสต์ โดยในคำพิพากษามีว่า

" .... จำเลยถูกกลั่นแกล้งโดยไม่เป็นธรรมจริง ๆ ไม่มีความผิดตามที่กล่าวหา ดังนั้นศาลจึงขอให้จำเลยระลึกว่าเป็นคราวเคราะห์หรือกรรมเก่าของจำเลยเอง ศาลรู้สึกสลดใจและเห็นใจจำเลย แต่เชื่อว่าจำลยซึ่งอบรมอยู่ในพระศาสนามานาน คงจะซาบซึ้งดีในอุเบกขาญานที่ว่า สัตว์ทั้งปวงมีกรรมเป็นกำเหนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ มีกรรมเป็นที่ตั้ง ....???" แม้ว่าพระพิมลธรรมจะพ้นความผิดก็ตาม แต่ปัญหาความแตกแยกที่เกิดขึ้นในกรณีของท่านนั้น ได้แพร่กระจายไปในองค์กรของพระพุทธศาสนา สร้างรอยร้าว ในหมู่คณะสงฆ์ไทยอย่างยากที่จะประสานให้เป็นหนึ่งเดียวได้แม้ในปัจจุบัน

สำหรับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อทราบว่ามีการวางแผนทำลายพระพุทธศาสนา จากกรณีของพระพิมลธรรม จึงให้ทำการสืบสวนในทางลับโดยใช้เจ้าหน้าที่ของ กอ . ปค . ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลความคิดของ นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร รวมทั้งแผนปฏิบัติการทั้งหมด จะต้องรายงานให้กับ องค์กร CIA ซึ่งเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายที่ปรึกษาการทหารด้วย ทำให้ความลับนี้รั่วไหลไป และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ถูกกำหนดให้กลายเป็นศัตรูตัวสำคัญของแผนปฏิบัติการ และถูกกำจัดออกไปให้พ้นเส้นทางโดยอ้างว่า " เสียชีวิตจากการผ่าตัด " นี่คือตัวอย่างผลงานจากแผนปฏิบัติการ เล็ก ๆ น้อย ๆ ในการใช้ " พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ " ที่ปฏิบัติการทำลายประเทศไทยของเรา

" สถาบันเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อย "

บทเรียนความล้มเหลวในประเทศไทย ในกรณีการถูกกวาดล้าง " สภาสันติภาพ " เมื่อ พ . ศ . ๒๔๙๕ นั้นเกิดจาก ความแตกต่างโดยสิ้นเชิงระหว่างศาสนากับลัทธิคอมมิวนิสต์ ปัญหานี้ได้ถูกนำเสนอเข้าประชุมใหญ่ของ " พรรคคอมมิวนิสต์สากล " มติที่ประชุมให้ทำการประสานงานกับนักวิชาการ และนักยุทธศาสตร์ เพื่อค้นคว้าหาแนวทางแก้ไขปัญหานี้และหาผลสรุปให้ได้เป็นกรณีเร่งด่วน ในที่สุดจึงสามารถสรุปผลให้ทำการวิจัยหาจุดทำลายประเทศต่าง ๆ ที่ประชาชนส่วนใหญ่มิได้นับถือศาสนาโรมันคาทอลิก จึงได้จัดตั้ง " สถาบันเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อย " ขึ้นโดยใช้ที่ทำการชั้นบนของ " สภาคริสต์จักรโลก " ซึ่งก็คือที่ทำการของ " พรรคคอมมิวนิสต์สากล " นั่นเอง แนวทางของสถาบันนี้จะทำการค้นคว้าอบรมบุคลากร โดยสร้างรูปแบบวิชาการขึ้นมาแบ่งออกเป็น 3 สาขา ตามหลักของศาสนา ซึ่งขึ้นอยู่กับประชากรโลกในประเทศนั้น ๆ คือ

สาขาที่ ๑ จัดตั้ง " องค์กรอิสลามเพื่อสันติภาพ " ปฏิบัติการทำลายหลักคำสอน บุคลากรผู้นำของชนชาติที่นับถือศาสนาอิสลาม หรือชนมุสลิม มีฐานปฏิบัติการฝึกอาวุธ และวิชาการโดยประสานกับ มหาวิทยาลัยกรุงเอลเบดา ประเทศลิเบีย และมหาวิทยาลัย อัล - อาซฮาร์ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ปฏิบัติการก่อการร้ายเพื่อให้ชาวโลกเกลียดชังประเทศมุสลิม หรือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม รวมทั้งสร้างความขัดแย้งทางศาสนาเพื่อให้เกิดขบวนการแบ่งแยกดินแดนในประเทศที่เป็นอิสลามิกชน เช่นในประเทศอัฟกานิสถานคือและกลุ่มมูจาฮีดีน ที่เห็นได้ชัดอย่างยิ่งสำหรับการจัดตั้งคือในประเทศอินโดนิเซีย กรณีเกาะติมอร์ และอาเจ๊ะ ซึ่งบาดหลวงคาทอลิก เป็นผู้นำคนป่าพื้นเมืองแบ่งแยกดินแดน สำหรับในประเทศไทยได้จัดตั้ง ขบวนการโจรก่อการร้าย แบ่งแยก 4 จังหวัดภาคใต้ คือ ขบวนการพูโล กลุ่มปาร์นาส กลุ่มบี.อาร์.เอ็น. กลุ่มพาร์ทิป กลุ่มซาบี - ลิเลาะห์ และกลุ่มที่เคลื่อนไหวในหมู่นักศึกษา ปัญญาชนและนักธุรกิจ มีหัวหน้าเป็นนักการเมืองชั้นนำก็คือ "ลุ่มสันติอิสลาม" กลุ่มนี้จะใช้อิทธิพลทางการเมือง ส่งเสริม คุ้มครองพรรคพวกของตนที่ปฏิบัติการในภาคสนาม ดังนั้นความไม่สงบในส่วนความคิดเห็นขัดแย้งทางด้านศาสนา จะเห็นได้ว่าจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงที่สุดและพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี(อ่านรายละเอียดใน "ใครคือ พูโล " )
</BLOCKQUOTE>
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 9:09 pm

<BLOCKQUOTE>

สาขาที่ ๒ จัดตั้ง " องค์การฮินดูเพื่อสันติภาพ " ปฏิบัติการหลักในประเทศอินเดีย ตัวอย่างที่เห็นได้ในขณะนี้คือการปฏิวัติในเกาะฟิจิ โดยนายจอร์จ สเปท นักธุรกิจคาทอลิกตกงาน ( หากพิจารณาดูง่าย ๆ ว่าตกงานไม่มีจะกิน เอาเงินที่ไหนไปจ้างคน ซื้ออาวุธมาใช้ทำการปฏิวัติ ???) ทั้งนี้เนื่องจากประธานาธิบดีฟิจิ นับถือศาสนาฮินดู เป็นเชื้อสายอินเดีย ส่วนนายจอร์จ นับถือศาสนาโรมันคาทอลิก " องค์การฮินดูเพื่อสันติภาพ " จะปฏิบัติการภาคสนามในประเทศแถบอาฟริกา และอินเดีย ปากีสถาน เนปาล ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดและรุนแรงในประเทศศรีลังกา คือกลุ่มทมิฬอี แลม วางระเบิดทำสงครามกับทหารรัฐบาล ซึ่งประเทศศรีลังกาประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และหยุดราชการวันพระ ไม่หยุดวันอาทิตย์ อันเป็นวันต้องไปโบสถ์ไหว้พระเจ้าของชาวคริสต์ ( ชาวทมิฬ เป็นชนกลุ่มน้อยที่ยากจนที่สุดในประเทศ นับถือศาสนาฮินดู จะกินแต่ละมื้อยังไม่มี คงหายสงสัยว่า ขบวนการนี้เอาเงินที่ไหนซื้ออาวุธใหม่ ๆ ราคาหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ ) โดยเฉพาะประเทศศรีลังกาจัดเป็นปากทางเข้าสู่ทวีปเอเซียด้านใต้ ซึ่งครอบคุมระบบสายเคเบิลใต้น้ำของเอเซียกับยุโรปทั้งหมด


สาขาที่ ๓ จัดตั้ง "องค์กรพุทธศาสนิกชนเอเซียเพื่อสันติภาพ" ตั้งขึ้น ปี พ.ศ. ๒๕๐๒จากกรณีความผิดพลาดในการขยายอิทธิพลในประเทศไทย และเพื่อบั่นทอนอิทธิพลของจีนในย่านเอเซีย สนับสนุนปฏิบัติการและประสานผลประโยชน์กับประเทศมหาอำนาจ ในย่านภูมิภาคเอเซีย ทั้งนี้เนื่องจากประเทศจีนซึ่งมีประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกนั้น เมื่อเปลี่ยนเป็นคอมมิว นิสต์แล้ว "โรมันคาทอลิก" กลับถูกกำจัดจนเกือบสิ้นซาก บาทหลวงโรมันคาทอลิก ได้ถูกส่งให้บวชเป็นพระลามะ และใช้วัดอีโวเจน เป็นศูนย์บัญชาการ จากนั้นได้เคลื่อนไหวโดยใช้ศาสนาพุทธมหายาน นิกายลามะเป็นตัวนำ แทรกซึมเข้าไปในองค์กรพุทธเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะในปัจจุบันในอเมริกาได้มีผู้เป็นศาสนิก "ลามะ" ขององค์กรนี้กว่า ๑๐ ล้านคน


ผลปฏิบัติการในประเทศไทย เหยื่อที่ถูกกำจัดเป็นพระราชาคณะของไทยคือ พระพิมลธรรม(อาจ อาภาสภเถร) ดังได้กล่าวไปแล้ว องค์กรนี้ได้จัดตั้ง "คณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา(ศพพ.) ศูนย์ศาสนสัมพันธ์ กลุ่มประสานงานเพื่อศาสนา(กศน.)" ขั้นแรกดำเนินการโดย นาย ส.ศิวลักษณ์ นายประเวศ วสี นายรวี ภาวิไล นายพิภพ ธงชัย นายโคทม อารียา ฯลฯ มีฐานปฏิบัติการอยู่ที่วัดอุโมงค์ ในเขตมิชซัง เชียงใหม่ อำนวยการด้านมวลชนคาทอลิกโดย นายวิโรจน์ ศิริอัฐ แห่งมูลนิธิเผยแพร่ธรรมประเสริฐ โดยมีพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาที่หลงผิดเข้าร่วมปฏิบัติการ คือพระประยุทธ ต่อมาได้รับการสนับสนุนจาก "วาติกัน" ให้ไปรับการอบรมที่เพ็นซิลวาเนียในวิชา "พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ" เพื่อรับหน้าที่เปลี่ยนแปลงแนวคำสอนของพุทธศาสนา โดยการเขียนหนังสือ "พุทธธรรม" และเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในพระไตรปิฏกเถรวาททั้งหมด ใช้การประสานงานต่างประเทศกับสภาคริสตจักรฯ มีศูนย์บัญชาการอยู่ในประเทศอังกฤษ ดูแลโดย นายโจ อึ้งภากร บุตรของนายป๋วย อึ้งภากร (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "ใจ" และกลับมาประเทศไทยในปี พ.ศ.๒๕๔๒ เพื่อเข้าเป็น "วุฒิสมาชิก" เมื่อ เมษายน๒๕๔๓)


ในภาวะสงครามเวียตนาม ประเทศมหาอำนาจและวาติกันได้ประสานงานกันอย่างมั่นคง โดย "วาติกัน" ได้จัดประชุมบิชชอปทั่วโลกจำนวน๔,๐๐๐ คน เพื่อปรับปรุงยุทธวิธีทำลายพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะตั้งแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๕ ถึง ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๘ (๓ ปี) และได้ประกาศมติที่ประชุมนี้มีชื่อว่า "Declaration on relations of the Church with Non - Chris tian religions " หรือที่รู้จักกันในนามของ "VATICAN COUNCIL 2 " (เป็นคำสั่งลับให้ทำลายพระพุทธศาสนา โปรดอ่านรายละเอียดใน คำสั่งลับวาติกัน หลักฐานสะท้านโลก ,บ.ธรรมบาล )


การใช้ปฏิบัติการVATICAN COUNCILทำลายล้างพุทธศานิกชนได้เกิดขึ้นใน เวียตนาม เขมร และไทย รวมทั้งในสังคมที่ประชาชนนับถือพระพุทธศาสนาทั้งหมด

การปฏิบัติการในประเทศไทยนั้น ผลปรากฏเป็นหลักฐานว่า พระราชาคณะ ซึ่งเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ต่างถูกกล่าวหาต้องถูกจำคุกโดยไร้ความผิด เช่น ท่านเจ้าคุณอุดมฯ วัดเทพศิรินทราวาส พระยันตระ อมโรภิกขุ พระภาวนาพุทโธ พระเทพกิติปัญญาคุณ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ฯลฯ บางท่านก็ถูกลอบสังหาร ซึ่งพระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นที่ศรัทธาต่อประชาชน จะเห็นได้ชัดในกรณี "หลวงตามหาบัว" ซึ่งมีอายุถึง ๘๗ พรรษา ได้ออกมาเป็นศูนย์กลางรวมความสามัคคีของชนในชาติ ให้ประชาชนไทยและพุทธศาสนิก ชน ตระหนักถึงภัยของชาติ แต่กลับถูกโจมตีจากสื่อมวลชน อย่างเห็นได้ชัด และกลุ่มบุคคลที่ออกมาทำลายพระพุทธศาสนา โจมตีพระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ ไม่เคยปรากฏว่าได้กระทำการใด อันเป็นการป้องกันผลประโยชน์ของประเทศเลยแม้แต่น้อย เช่น นายอานันท์ ปันยารชุน นาย ส.ศิวลักษณ์ นายประเวศ วสี นายระวี ภาวิไล นายโคทม อารียา นายพิภพ ธงชัย นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นายสมเกียรติ อ่อนวิมล นายเสถียรพงษ์ วรรณปก ฯลฯ โดยประสานงานกับพรรคการเมือง ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์จากเงินสนับสนุน โดยผ่านองค์กรการเงินฯ
</BLOCKQUOTE>
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 9:20 pm




วันที่ 16-27 ตุลาคม ค.ศ. 1978
สถานที่ บ้านเณรใหญ่แสงธรรม สามพราน นครปฐม
เนื้อหา ให้การอบรมพระสงฆ์ในด้านต่างๆ ที่จำเป็น และเป็นประโยชน์แก่งานอภิบาล
วิทยากร คุณพ่อเอ นิโคลาส (S.J.) บรรยายเรื่อง "พระศาสนจักร" คุณพ่อกินเธอร์ (S.J.) บรรยายเรื่อง "จริยศาสตร์"
คุณพ่อจอห์น ลินสเกนส์ (C.I.C.M.) บรรยายเรื่อง "พระคัมภีร์"
คุณพ่อโฮเซ กัลเล (S.J.) บรรยายเรื่อง "กลุ่มคริสตชนขั้นพื้นฐานและการประกาศพระวรสาร"





วันที่ 22-26 ตุลาคม ค.ศ. 1979
สถานที่ บ้านเณรใหญ่แสงธรรม สามพราน นครปฐม
หัวข้อ กลุ่มคริสตชนขั้นพื้นฐาน (BCC)
วิทยากร พระคุณเจ้าเอก ทับปิง, คุณพ่อสนัด วิจิตรวงศ์, คุณพ่อสมบูรณ์ แสงประสิทธิ์ และคุณพ่อสุริทร์ ชุนฟ้ง





วันที่ 20-24 ตุลาคม ค.ศ. 1980
สถานที่ บ้านเณรใหญ่แสงธรรม สามพราน นครปฐม
หัวข้อ ศาสนสัมพันธ์ (Dialogue)
วิทยากร คุณพ่อเบอร์นาร์ด กิลแมง (M.E.P.), คุณพ่อจำเนียร กิจเจริญ, พระคุณเจ้าเปโตร คาเร็ตโต, คุณพ่อพิชิต ศรีอ่อน, คุณพ่อยอห์น อุลลิอานา (S.D.B.), พระคุณเจ้ารัตน์ บำรุงตระกูล, คุณพ่อโบรนิสลาส ปาแซ็ก (M.E.P.)
และอาจารย์วิจิตร เกิดวิศิษฎ์





วันที่ 19-23 ตุลาคม ค.ศ. 1981
สถานที่ บ้านเณรใหญ่แสงธรรม สามพราน นครปฐม
หัวข้อ คริสตศาสนากับวัฒนธรรม
วิทยากร ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช บรรยายเรื่อง "วัฒนธรรมไทย"
คุณหญิงมาลี พ.สนิทวงศ์ ณ อยุธยา บรรยายเรื่อง "การดำเนินชีวิตของคริสตชนในสังคมพุทธ"

หมายเหตุ ค.ศ. 1982 ประชุม เอฟเอบีซี. (FABC) ณ บ้านเณรใหญ่แสงธรรม สามพราน นครปฐม
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พุทธวิทยาเพื่อการปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ  hacksecrets on Sun Jul 13, 2008 9:27 pm

วันที่ 24-28 ตุลาคม ค.ศ. 1983
สถานที่ บ้านเณรใหญ่แสงธรรม สามพราน นครปฐม
หัวข้อ ชีวิตสงฆ์
วิทยากร คุณพ่อมอริส ยอลี (M.E.P.), คุณพ่อบรรจง สันติสุขนิรันดร์ (S.D.B.), คุณพ่อพอล พอลล็อค,
คุณพ่อฟรังซิส โกโทร, คุณพ่อสมกิจ นันทวิสุทธิ์ และอาจารย์อารมณ์ พูลโภคผล







วันที่ 15-19 ตุลาคม ค.ศ. 1984
สถานที่ บ้านเณรใหญ่แสงธรรม สามพราน นครปฐม
หัวข้อ ครอบครัวคริสตชน
วิทยากร คุณพ่อเบอร์นาร์ด กิลแมง (M.E.P.), คุณพ่อยอห์น ตามาโย (S.D.B.), คุณพ่อบรรจง ไชยรา (C.Ss.R.),
คุณพ่อเพิ่มศักดิ์ เสรีรักษ์ และคุณพ่อชาย ขันทะโฮม (C.Ss.R.)





วันที่ 14-18 ตุลาคม ค.ศ. 1985
สถานที่ บ้านเณรใหญ่แสงธรรม สามพราน นครปฐม
หัวข้อ งานอภิบาลเยาวชน
วิทยากร คุณวัลลภ ตั้งคณานุรักษ์, ม.ล. จตุรพิธ ชมพูนุช, ดร. สายสุรี จุติกุล, อาจารย์ศรีสว่าง พั่ววงศ์แพทย์
คุณพ่อบรรจง สันติสุขนิรันดร์ (S.D.B.), คุณพ่อมิเกล กาไรซาบาล (S.J.), คุณพ่อเฉลิม กิจมงคล,
คุณพ่อทินรัตน์ คมกฤส





วันที่ 20-24 ตุลาคม ค.ศ. 1986
สถานที่ บ้านเณรใหญ่แสงธรรม สามพราน นครปฐม
หัวข้อ บทบาทของฆราวาสในพระศาสนจักรและในโลก
วิทยากร พระสังฆราช และพระสงฆ์ที่ทำงานร่วมกับฆราวาส
และฆราวาสที่ทำงานในหน่วยงานของพระศาสนจักรในระดับประเทศ, สังฆมณฑล และวัด





วันที่ 19-23 ตุลาคม ค.ศ. 1987
สถานที่ บ้านเณรใหญ่แสงธรรม สามพราน นครปฐม
หัวข้อ บทบาทและท่าทีของพระสงฆ์ในงานอภิบาลสัตบุรุษ
วิทยากร พระสังฆราชและพระสงฆ์ที่ผ่านงานอภิบาล
และศจ. พ.ญ. คุณมานา บุญคั้นผล, อาจารย์ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์, ดร. วัลลภ ปิยะมโนธรรม





วันที่ 17-21 ตุลาคม ค.ศ. 1988
สถานที่ บ้านเณรใหญ่แสงธรรม สามพราน นครปฐม
หัวข้อ การประกาศพระวรสาร
วิทยากร พระคุณเจ้ามนัส จวบสมัย, พระคุณเจ้ายอด พิมพิสาร, พระคุณเจ้าบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์, คุณพ่อจำเนียร กิจเจริญ
, คุณพ่อชาย ขันทะโฮม (C.Ss.R.), คุณพ่อดัง โตแนล (M.E.P.), คุณพ่อซัคโก, คุณพ่ออาดริอาโน,
อาจารย์วิจิตร ระวีวงศ์, ดร. สมเกียรติ อ่อนวิมล, อาจารย์ชัยณรงค์ มณเทียรวิเชียรฉาย
avatar
hacksecrets

จำนวนข้อความ : 765
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 1 จาก 2 1, 2  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ