BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Dec 12, 2008 9:08 am

ในขณะที่ละครการเมืองดำเนินไป ประชาชนทั่วไป เริ่มคาดหวังกับการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๗

โดยเฉพาะในการชูประเด็นว่า นายอภิสิทธิ์มีประสบการณ์เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะภาพการลงทุนร่วมกับต่างประเทศในประเทศไทย

ใครๆทราบกันดีว่า BOI ซึ่งชูนโยบายในการ ส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ เกิดขึ้นได้ เพราะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แต่ข้อมูลลึกๆ ใครเล่าจะรู้ แท้จริงแล้ว BOI คือนโยบายที่เชิญชวนชาวต่างชาติเข้ามาหากินบนผืนแผ่นดินไทย

โดยภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ประชาชนชาวไทยเป็นผู้รับผิดชอบ!!!

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Dec 12, 2008 9:20 am

ก่อนที่จะได้มีการบอกกล่าวข้อมูลเชิงลึก เรามารับรู้กันก่อนว่า BOI ส่งผลเสียต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมอย่างไร

ในช่วงที่อุตสาหกรรมไทยยังอยู่ในขั้นทารก และเศรษฐกิจก็มีสภาพ "ด้อยพัฒนา" โดยเฉพาะการขาดแคลนทุนและประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ไม่สามารถโอบอุ้มเลี้ยงดูอุตสาหกรรมไทยให้เติบใหญ่ขึ้นมาได้ จึงต้อง "พึ่งพา" ทุนและเทคโนโลยีจากต่างชาติ

ปัญหารัฐบาลในเวลานั้นคือ ทำอย่างไรจึงจะดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศ และทำอย่างไรจะทำให้อุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นสนับสนุนการเติบโตของกลุ่มทุนไทยให้ขยายตัวไปอย่างมั่นคง

ความเชื่อง่ายๆ ในขณะนั้นก็คือ รัฐจะต้องเข้าไปส่งเสริมการลงทุน สิ่งนี้ก็แปรมาเป็นนโยบายและการปฏิบัติของหน่วยงาน 3 ส่วนด้วยกัน คือ

กระทรวงการคลังใช้อำนาจผ่านกรมศุลกากรและสำนักงานเศรษฐกิจการคลังตั้งกำแพงภาษีเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาแข่งขัน
กระทรวงพาณิชย์เป็นกลไกผลักดันมาตรการจำกัดการนำเข้า และนโยบายพรีเมี่ยมข้าว ซึ่งอย่างหลังนี้ทำให้ราคาข้าวในประเทศต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลให้ค่าครองชีพและค่าจ้างแรงงานต่ำไปด้วยช่วยลดต้นทุนการผลิต

สุดท้ายคือ BOI ซึ่งรับผิดชอบงานนี้โดยตรง มีสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ได้รับการส่งเสริมในช่วงเวลาหนึ่ง ยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าและภาษีการค้าของเครื่องจักรและวัตถุดิบ และการกำหนดค่าธรรมเนียมนำเข้าพิเศษ (Import Surcharge)


แก้ไขล่าสุดโดย sunny เมื่อ Fri Dec 12, 2008 9:42 am, ทั้งหมด 3 ครั้ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Dec 12, 2008 9:24 am

BOI ดำเนินมาตรการเหล่านี้มากว่า 20 ปีแล้ว ความสำเร็จและความล้มเหลวกลายเป็นประเด็นสำคัญมากยิ่งขึ้น เพราะนับวันอิทธิพลของ BOI จะครอบงำกำกับชะตากรรมของอุตสาหกรรมไทยทุกขณะ การประเมิน BOI จึงเรียกร้องความลึกซึ้งของหลักวิชาเป็นอย่างยิ่ง

งานวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์หลายสิบชิ้นกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า BOI ตามไม่ทันการปรับเปลี่ยนของโครงสร้างอุตสาหกรรม

เดิมที BOI ใช้มาตรการต่างๆ ข้างต้น เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า กิจการส่วนใหญ่มีตลาดสินค้าภายในประเทศ ผลิตสินค้าอุปโภคขั้นสุดท้าย (Final Product) โดยอาศัยวัตถุดิบและเครื่องจักรจากต่างประเทศเพราะมีแรงจูงใจจาก BOI ช่วงทศวรรษ 1960-70 จึงมีการเก็บภาษีสินค้าสำเร็จรูปที่นำเข้าในอัตราที่สูง ขณะที่กับสินค้าทุนและวัตถุดิบเรียกเก็บต่ำกว่า

สภาพเช่นนี้ส่งผลให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าบริโภคที่ใช้วัตถุดิบและสินค้าทุนจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มักจะเป็นอุตสาหกรรมที่เน้นการประกอบชิ้นส่วน หรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูปจากต่างประเทศเพื่อขายภายในประเทศเป็นหลัก

นอกจากนี้การเรียกเก็บภาษีการค้าทุกครั้งที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน ทำให้สินค้าที่มีการผลิตหลายขั้นตอนและต้องอาศัยวัตถุดิบและสินค้าทุนในแต่ละขั้นตอนต้องถูกเรียกเก็บภาษีอย่างซ้ำซ้อน แม้ว่าภาษีการค้าที่ซ้ำซ้อนนี้จะมีเป้าหมายให้หน่วยผลิตนั้นๆ ขยายตัวรวมขั้นตอนการผลิตทุกขั้นไว้ในกิจการเดียวกันแบบที่เรียกว่า Vertical Integration

โครงสร้างภาษีทั้งสองลักษณะส่งผลเสียต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมให้โน้มเอียงไป ผลิตแต่สินค้าบริโภคที่มีราคาสูงได้กำไรเกินควรจากการขายโดยไม่มีคู่แข่งและไม่มีมาตรฐานเหมือนสินค้าจากต่างประเทศ กระบวนการผลิตแบบแนวตั้งก็ไม่ช่วยให้เกิด Specialization ทั้งยังจำกัดการรับช่วงการผลิต (Sub-Contracting) ระหว่างกิจการอุตสาหกรรมและจำกัดการขยายตัวการผลิตสินค้าทุนและวัตถุดิบในประเทศ มองจากจุดอ่อนเหล่านี้จะพบว่า BOI ได้สนับสนุนให้อุตสาหกรรมของไทยหวังแต่เพียงกอบโกยกำไรจากการผูกขาดและอภิสิทธิ์ต่างๆ ที่ได้รับจาก BOI เป็นเสมือนเด็กที่ไม่ยอมหย่านมมารดา อุตสาหกรรมของเราจึงผิวเผินอย่างยิ่ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Dec 12, 2008 9:25 am

"เราจะเล่นพระคุณไปเรื่อยๆ โดยส่งเสริมการลงทุน มีแต่บุญคุณให้แล้วจะไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย เพราะว่าที่เรามุ่งครั้งแรก เราต้องการทดแทนการนำเข้า มันง่ายเพราะผู้นำเข้ามีตลาดอยู่แล้ว สมมุติสั่งยางเข้ามาขาย วันดีคืนดีตั้งโรงงานยางขึ้นก็เอาสินค้าเข้าไปแทรกตลาด ที่ขายๆ อาจจะไม่ให้มีขายก็ได้เอาของผมดีกว่าทำในนี้ เพราะฉะนั้นคุมตลาดอยู่แล้วทำได้ก็แทรกเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดไม่มีนำเข้า หลังจากนี้จะส่งออกมีปัญหาเพราะเราไม่ได้เตรียมเรื่องส่งออก" วีระ สุสังกรกาญจน์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมวิเคราะห์ให้เห็นและ Comment ต่อว่า

"มาร์จินกำไรที่จะทำในนี้ได้ประโยชน์ ขณะเดียวกันได้ส่งเสริมภายในด้วย เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ทำได้แทนได้แต่จะถึงขั้นส่งออกทำไม่ได้ ยกตัวอย่างยางรถยนต์ เชื่อไหมยางเรเดียลเราทำไม่ได้ ที่พูดเรเดียล เราสั่งโครงเรเดียลมาจากนอกมาหล่อดอก ตัวเรเดียลทำไม่ได้เลย" (ประชาชาติ, 29 ธ.ค. 2527)

BOI มีความเชื่อว่า โครงการลงทุนแบบทดแทนการนำเข้าโดยมีนายทุนต่างชาติมาร่วมด้วยนั้น จะทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตขึ้นมาได้ ผลที่ออกมาก็คือเราได้เพียงโรงงานร่วมทุนที่นายทุนไทยสร้างอุตสาหกรรมที่ปั่นกำไรได้รวดเร็วตามลักษณะของพ่อค้า ซึ่งไม่ใช่คุณสมบัติของอุตสาหกร

ความล้มเหลวของอุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นภาพฟ้อง BOI ได้ชัดเจนอันหนึ่ง เพราะอุตสาหกรรมขนาดย่อมปริมาณ 97 เปอร์เซ็นต์ที่ครึ่งหนึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ อีกครึ่งหนึ่งกระจายอยู่ตามต่างจังหวัด ถูกขูดรีดภาษีเงินได้นิติบุคคลมากกว่ากิจการขนาดใหญ่ เพราะว่ากิจการอย่างหลังนี้ได้รับการส่งเสริมจาก BOI หรือสามารถเข้าตลาดหุ้นทำให้ได้ยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล

อุตสาหกรรมขนาดย่อมจึงแคระแกน เป็นเพียงจอกแหนไร้รากที่ผู้ประกอบการเกิด เติบโต และตายจากไปกับโรงงานห้องแถวของเขา

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Dec 12, 2008 9:33 am

ทีนี้การส่งเสริมไม่ใช่เพียงให้มีโรงงานตั้งอยู่เท่านั้น แต่จะต้องพัฒนาโรงงานเหล่านั้นให้มีศักยภาพเพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ และส่งออกไปแข่งขันในตลาดโลกนำเงินตราต่างประเทศเข้ามายกระดับรายได้ และการสะสมทุนภายใน

แต่จนทุกวันนี้หลักเกณฑ์การส่งเสริมยังคงเอื้อต่ออุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า แม้ว่าจะมีนโยบายอุตสาหกรรมส่งออกตั้งแต่ปี 2513 การบิดเบือนเช่นนี้เท่ากับเปิดช่องโอกาสให้อุตสาหกรรมประดามีเอาเปรียบผู้ประกอบการรายอื่น และกระทบผู้บริโภค กรณีศึกษาอันหนึ่งที่ชี้ชัด คือ การที่ BOI โอบอุ้มบริษัทฟินิคซ พัลพ์ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด เกินกว่าเหตุ

ช่วงแรกที่ฟินิคซยังอยู่ในนาม ยูไนเต็ด พัลพ์ แอนด์ เพเพอร์ ซึ่งก่อตั้งปี 2514 ด้วยน้ำมือของ สำเร็จ บุนนาค BOI ออกบัตรส่งเสริมให้ตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2513 แต่เพราะมีปัญหาการรวบรวมเงินทุน โครงการก็ล้มเลิกไป ทาง BOI ก็ถอนบัตรส่งเสริม จนเมื่อมาตกอยู่ในมือของ สมศักดิ์ พิทักษ์มงคลกุล ผลักดันให้ฟินิคซได้รับการส่งเสริมอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ไม่เพียง BOI จะต้องเสริมส่งตามปกติ แต่กลับโอบอุ้มตลอดไป

คราวที่ฟินิคซประสบกับวิกฤต ที่ราคาเยื่อกระดาษยิ่งมายิ่งตกต่ำลง ขณะเดียวกันผู้ผลิตรายใหญ่ทั่วโลกพากันทุ่มผลิตชนิดไม่คำนึงถึงต้นทุน เยื่อกระดาษเหมือนกำลังทะลักเข้ามาตีตลาดในไทย โครงการ 2,000 ล้าน ของฟินิคซถูกสั่นสะเทือนปั่นป่วน และเพราะฟินิคซรู้ว่าจะเข้าไม้ไหนจึงคลี่คลายภาวะรุ่มร้อนนี้ไปได้

ผลปรากฏว่า กระทรวงการคลัง เก็บอากรขาเข้าเยื่อกระดาษและเศษกระดาษจาก 9% เป็น 10% ของราคานำเข้า เท่านั้นยังไม่พอ BOI ประกาศเก็บ Surcharge จากการนำเข้าเยื่อกระดาษในอัตรา 20% เป็นเวลา 1 ปี จากนั้นเมื่อใกล้ช่วงหมด Surcharge ฟินิคซยังไม่เลิกที่จะใช้อำนาจล้นฟ้าของ BOI มาขยายอาณาจักรของตน โดยผลักดันให้ BOI จัดสรรระบบโควต้าการนำเข้าซึ่งขึ้นต่อการซื้อสินค้าจากฟินิคซ เท่ากับทำให้ตลาดภายในถูกผูกขาดโดยฟินิคซ แต่แผนไม่สำเร็จ เรื่องมาต่อรองกันได้ข้อสรุปว่า BOI จะต่ออายุ Surcharge ให้ปี 2526 อีกหนึ่งปี

ใครที่คิดว่า คงจะพอกันที่ ฟินิคซควรจะยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเสียที คนผู้นั้นคิดผิดแล้ว ผลประโยชน์ที่ได้จาก BOI สอนให้ฟินิคซรู้จักแต่กอบโกยบนความเดือนร้อนของผู้บริโภค และการเอารัดเอาเปรียบผู้ประกอบการรายอื่น ในปีนั้นเอง มีคำร้องเรียนจากกลุ่มผู้นำเข้าไม่ให้ต่ออายุ Surcharge ของการนำเข้าเยื่อกระดาษออกไปอีก แต่เสียงนี้กลับไม่อาจทัดทานมติของ BOI ที่ผลักดันโดยรองเลขาฯ ชีระไปได้ ผลก็คือ ฟินิคซรับประทาน surcharge ปี 2527 เสียพุงกาง คือตั้งราคาไว้สูงและผูกขาดตลาด

ตัวอย่างนี้ชี้ชัดว่า ผลประโยชน์จากการให้ surcharge มากมายมหาศาล กลุ่มทุนอุตสาหกรรมกลุ่มใดก็อยากได้ทั้งนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้แทนที่จะส่งเสริมให้กลุ่มทุนสนใจพัฒนาพลังการผลิตของตน ก็หันมาวางกลยุทธ์ เล่นเกมใต้ดินเพื่อผลประโยชน์ชิ้นนี้ไม่ดีกว่าหรือ ยิ่งผู้หยิบยื่นผลประโยชน์มหาศาลนี้คือข้าราชการใน BOI ด้วยแล้ว ก็ไม่ต้องเดาให้ยากเลยว่าพวกเขาจะไม่อิ่มด้วย ตราบใดที่สภาพยังเป็นเช่นนี้ "ก็เท่ากับ BOI และกลุ่มทุนอิทธิพลได้กลายเป็นตัวเหนี่ยวรั้งความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมไทย

ที่จริงแล้วเราต้องการให้อุตสาหกรรมของเรามีประสิทธิภาพใช่มั้ย เราต้องการให้อุตสาหกรรมของเราแข่งขันกับต่างประเทศได้ใช่มั้ย เราไม่ควรจะอุดหนุนอุตสาหกรรมของเราจนเกินเหตุ มันจะบิดเบือนเศรษฐกิจของโรงงานนั้น ทำให้ดูเหมือนมีกำไร ทั้งๆ ที่มันขาดทุน ทำให้ของๆ เราแข่งกับต่างประเทศไม่ได้ เราก็ต้องทดสอบดูว่าของๆ เราแข่งขันกับต่างประเทศได้หรือยัง ผมไม่เห็นด้วยเลยกับการมีกำแพงภาษี ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ มัน Distort โรงงานแล้วยังทำให้ผู้บริโภคอย่างเราต้องเดือดร้อน ซื้อของแพง โรงงานขนาดเล็กขนาดย่อมที่จะนำของพวกนี้ไปผลิต ก็ผลิตในราคาต้นทุนที่แพงกว่าคู่แข่งอื่นๆ" ดร.สาวิต Comment ในสิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลงได้ตั้งนานแล้ว จึงเสนอทางออกว่า

"เพราะฉะนั้น สิทธิประโยชน์อะไรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับการลดต้นทุนการผลิต ผมโดยส่วนตัวแล้ว ถ้าไม่จำเป็นไม่อยากให้แล้ว ในกรณีที่มีการแข่งขันกันกว่า 60 รายใน NPC-2 นี่เราน่าจะลดสิทธิประโยชน์ ตรงกันข้ามเราอาจจะไปถึงขั้นวางเงื่อนไขได้ว่ารายไหนจะให้ผลประโยชน์แก่ประเทศ เช่นถ้าคุณจะลงทุนโรงงานนี้ คุณอาจจะต้องมีเงื่อนไข Transfer Technology ให้เรา แทนที่ตอนนี้เราจะมานั่งคิดว่าจะให้ใครคนไหนดี ก็มาปรับกติกากันใหม่"

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Dec 12, 2008 9:38 am

เกณฑ์การพิจารณาความเจริญของประเทศหนึ่งๆ ก็คือ การขยายตัวของการจ้างงาน แต่กับประเทศเรา เกณฑ์อันนี้กลับด้อยค่าไร้ความหมายไปโดยปริยาย เพราะตัวเลขการจ้างงานจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมน้อยเอามากๆ

ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจาก BOI ให้สิทธิประโยชน์ชนิด 100% กับกลุ่มอุตสาหกรรมที่อาศัยเครื่องจักรทำการผลิตเป็นหลัก (Capital Intensive Industry) ให้ชนิด 50% กับกลุ่มอุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วนซึ่งมีการจ้างงานน้อยอย่างยิ่ง

ในทางตรงกันข้ามกลับให้สิทธิประโยชน์ชนิด 33.33% แก่กลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าซึ่งจ้างงานมากกว่า อันที่จริงกลุ่มนี้โดยเฉพาะการแปรรูปสินค้าเกษตร เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมเกษตรของประเทศเรามากที่สุด แต่ BOI กลับทอดทิ้งอย่างเลือกที่รักมักที่ชัง ปล่อยให้อุตสาหกรรมเหล่านี้เผชิญโชคไปตามยถากรรม

"เรามีนโยบายจะผลักดันให้อุตสาหกรรมไปอยู่ส่วนภูมิภาค ผลักไม่ได้ผลักแล้วตาย หนึ่ง ขั้นแรกเงินทุนนี่ในต่างจังหวัดถ้าเทียบกับประเทศ ต่างจังหวัดเสียดุลการค้าดุลการชำระเงินทุกจังหวัดเลย สังเกตดูขอนแก่นมีธนาคารชาติไปโกยเงินกลับเข้ากรุงเทพฯ ลำปาง หาดใหญ่ก็มี นั่นคือการขนเงินออกจากจังหวัดเหล่านั้น เมื่อลงทุนไม่ได้ ขั้นสองถัดมาความรู้ไม่มี ประการที่สามแรงงานไม่มี แรงงานเดี๋ยวนี้ไม่มีความชำนาญ แรงงานธรรมดามีต้องไปพัฒนาเขาก็เรียกว่าไม่มี ขาดแคลนวัตถุดิบ" วีระ สุสังกรกาญจน์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้ปัญหาที่น่าอเน็จอนาถ และลงรายละเอียดว่า

"วัตถุดิบอย่านึกว่ามีนะ มีนิดๆ หน่อยๆ เช่น ผลไม้กระป๋องเอาจริงๆ ไม่มี อย่างยูเอฟซีของลำปาง มีสายบรรจุตั้ง 8 สาย เดินจริงๆ 2-3 สาย หาอะไรไม่ได้ มะเขือเทศไม่มี ลิ้นจี่ ลำไยมีเฉพาะฤดู เอาเข้าจริงๆ ไม่มี" (ประชาชาติ, 29 ธ.ค. 2527)

ปัญหาเหล่านี้คงไม่ได้หยั่งลึกลงในจิตใจ BOI เพราะลำพังการให้สิทธิประโยชน์พิเศษแก่กิจการที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคด้วยการลดภาษีเงินได้กึ่งหนึ่งหลังจากที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ และการลดภาษีการค้าสำหรับการขายผลิตภัณฑ์ไม่เกิน 90% เป็นเวลา 5 ปี เป็นเพียงการแต่งแต้มนโยบายที่ปลายเหตุเท่านั้น

ที่ฉกาจฉกรรจ์กว่านั้นก็คือ BOI เป็นตัวทำลายรายได้ของรัฐที่ควรจะได้ จากงานวิจัยที่ ดาว มงคลสมัย และคณะ ศึกษาถึงผลกระทบที่ BOI กระทำต่อรายได้รัฐบาลในวารสารเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ปีที่ 3 มีนาคม 2528 ระบุว่า ในบรรดากิจการที่ BOI ส่งเสริมนั้น จำนวน 31% เป็นกิจการมีผลตอบแทนต่ำ จำเป็นต้องพึ่งพา BOI จึงจะอยู่ได้ แต่ทว่ากิจการที่เหลือจำนวน 69% ให้ผลตอบแทนสูง ควรดำเนินการได้โดยไม่ต้องพึ่ง BOI ตรงกันข้าม กิจการเหล่านี้ควรจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการค้าอากรขาเข้า วัตถุดิบและเครื่องจักรแก่รัฐบาลให้เต็มที่

ไม่น่าสงสัยเลยว่าการที่ BOI ยังโอบอุ้มกิจการอย่างหลังนี้ต่อไปอีก เท่ากับนำผลประโยชน์ของชาติ ของประชาชนไปบูชายัญให้กับกลุ่มทุนอิทธิพลโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะอากรขาเข้าและภาษีการค้าวัตถุดิบและเครื่องจักร ซึ่งถือเป็นรายได้จำนวนมหึมาที่สำคัญต่อรัฐมากกว่าแหล่งอื่นๆ ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลยังนับว่าสำคัญน้อยกว่า เพราะในช่วง 2-3 ปีแรก กิจการมักจะขาดุทน

งานวิจัยชิ้นนี้ยังคำนวณให้เห็นด้วยว่า ภาษีอากรที่รัฐควรจะเก็บเข้าคลังเพื่อทนุบำรุงอาณาประชาราษฎร์ กลับถูก BOI ฉกชิงไปโปรยทานให้กลุ่มทุนอิทธิพลถลุงเล่น เงินจำนวนนั้นประมาณ 3,000 ล้านบาท นั่นเป็นตัวเลขปี 2523 ก็มากมายมหาศาลอยู่แล้ว นับถึงปีนี้มิมโหฬารสุดคณานับหรือ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Dec 12, 2008 9:39 am

ภารกิจที่ BOI กระทำอยู่ทุกวันคือ มานั่งดูโครงการต่างๆ ที่เสนอเข้ามา แล้วมาระบุว่าจะอนุมัติของคนนี้ ไม่อนุมัติของคนโน้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่พฤติกรรมเช่นนี้ตอกย้ำให้ BOI เชื่อว่า ตนรู้ดีกว่านักลงทุน ตนนั้นเป็นผู้สร้างความเจริญให้กับนักลงทุน และในที่สุดก็ไปสู่ความคลั่งไคล้ใหลหลงว่า จะขาดตนมิได้ การลงทุนจะไม่เกิดขึ้น อุตสาหกรรมไทยจะหลงทิศผิดทาง ถ้าไม่มี BOI

แล้วจากนั้น BOI ก็ขยายความเชื่อของตนให้เป็นลัทธิเข้าครอบงำผู้คน และก็ได้ผลเสียด้วย นักลงทุนต้องคอยดูทิศทางของ BOI และต้อง Approach ให้ BOI ช่วยเหลืออุ้มชู แต่นั่นเป็นเพียงการอวดอุสตริมนุษสธรรมของ BOI เท่านั้น ดร.อัมมาร์ สยามวาลา หยิบเรื่องการส่งเสริมกิจการโรงแรมขึ้นมาซักค้าน และทำลายมายาการของ BOI อย่างชัดเจนที่สุด

"สำหรับกิจการโรงแรม ผมใช้คำว่าลักปิดลักเปิดมาตลอด คือมันมีอยู่บางระยะที่ทุกคนหยุดลงทุนเพราะ BOI ไม่ให้ลงทุน ที่ BOI ไม่ให้ลงทุนก็เพราะว่าเขาบอกว่ามันล้น แต่ทันทีที่ทุกคนหยุดลงทุนพร้อมๆ กัน มันก็จะขาดพร้อมๆ กัน อีกสี่ห้าปีมันเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เอ้า! ตอนนั้นทุกคนหน้าตื่นกันเป็นแถว BOI บอกไฟเขียว ทีนี้ทุกคนก็รู้ว่า BOI ไฟเขียว อีก 2 ปี BOI ไฟแดงใหม่ จะทำอะไรก็รีบทำในสองปีนี้ แทนที่จะค่อยๆ กระจายกันไป คนนี้ลงทุนก่อน คนนี้ลงทุนตามมาตามสภาวการณ์ของมัน มันก็ออกมาเหมือนคุณบีบยาสีฟัน มันปลิ๊ดๆๆ ออกมาเรื่อยๆ"

"ไอ้ความที่มันจะสม่ำเสมอ อย่างเป็นระเบียบนี่ซึ่งองค์กรของรัฐน่าจะทำได้ดีกว่า ถ้าหากคุณใช้ทฤษฎีวางแผนว่า มีคนที่เขาชาญฉลาดอย่างยิ่งนั่งอยู่มองเห็นเหมือนเหยี่ยวมองลงมาเห็นภาพรวมทั้งหมดแล้วตัดสินใจบอกว่า ตรงนี้ลงๆๆ มันก็ Smooth แบบ Socialist Planning แต่ตรงกันข้าม สิ่งที่ BOI ทำนี่ มันทำให้ยิ่งแกว่งขึ้น และแกว่งแรงขึ้น"

ส่วนกรณีศึกษาที่สอง เป็นเรื่องการส่งเสริมปาล์มน้ำมัน กิจการประเภทนี้ประกอบด้วยขั้นตอนการผลิต 3 ขั้นด้วยกัน คือ จากการปลูก เสร็จแล้วเอาลูกมาสกัดเป็นน้ำมันดิบ (Crude Palm Oil - CPO) จากนั้นนำน้ำมันนี้มากลั่นบริสุทธิ์เพื่อใช้บริโภค โครงการนี้ BOI ส่งเสริมไปแล้ว 2 ขั้นตอนการผลิต ส่วนขั้นที่ 3 จะดำเนินต่อไป และก็นับเป็นโครงการอุตสาหกรรมการเกษตรแรกสุดที่ BOI ให้การส่งเสริมตั้งแต่ปี 1972 ที่กระบี่ ต่อมาบริษัทยูนิลีเวอร์ก็มาร่วมทุนด้วย ตั้งเป็นบริษัทยูนิวานิช ของเอกพจน์ วานิช ลูกชายนายเจีย วานิช ผู้จัดการแบงก์กรุงเทพสาขาหาดใหญ่เป็นคนโตภาคใต้ในเวลานั้น

เรื่องมาเป็นปัญหาก็ช่วงหลังจากปี 1977-1978 ที่บริษัทสกัดน้ำมันปาล์มขยายตัวอย่างมากถึง 12 แห่ง เพื่อรองรับปาล์มที่กำลังเติบโตได้ที่ และบริษัทกลั่นบริสุทธิ์ก็เกิดขึ้นถึง 6 แห่ง ทั้งหมดได้รับการส่งเสริมทั้งสิ้น แต่สองปีต่อมาเกิดการนำเข้าน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้นถึง 20 เท่า เป็นการเปิดตลาดน้ำมันปาล์มครั้งยิ่งใหญ่ ผลก็คือตลาดภายในเกิดการแข่งขันอย่างเสรี จนปี 1981 BOI เริ่มขยับตัวสั่งเก็บ Surcharge 20% เป็นเวลา 1 ปี จากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นระบบกำหนดโควตาการนำเข้าโดยกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นมาตรการปิดกั้นการแข่งขันเสรีที่หนักหน่วงยิ่งขึ้นไปอีกในปี 1982

ก็สมใจ BOI ปีต่อมาการนำเข้าลดลงจากหมื่นตันเหลือ 3 พันตัน ช่วงนี้ปาล์มปลูกกันมาก ก็เกิดการขยายตัวขอส่งเสริมโรงงานสกัดและกลั่นจนล้นเกิน ทาง BOI จึงสั่งหยุดได้เพียงปีเดียว พอ 1985 ก็เปิดส่งเสริมกันใหม่ มีนักลงทุนแห่กันมาขอ 20-30 โรง ทำให้เกิดปัญหาไม่รู้จะเลือกใครดี แต่นั่นยังไม่ฉกรรจ์เท่ากับเป็นปีเดียวกันที่ทางมาเลเซียทุ่มตลาด ราคาน้ำมันปาล์มดิ่งลงถึงหนึ่งในสาม การลงทุนของไทยพังพินาศเป็นแถบ

กรณีอย่างนี้สรุปสั้นๆ ได้ใจความว่า เป็นเรื่องของ The Blind Leading The Blind

สถาพร รองเลขาฯ BOI ผู้เจนจัดด้านการวางแผนยืนยันอยู่เสมอมาว่า นโยบายส่งเสริมการลงทุนไม่ใช่นโยบายอิสระ แต่เป็นนโยบายที่จะต้องสอดคล้องกันไปกับการบริหารเศรษฐกิจทั่วประเทศ ถ้าเราทำให้แผนมีประสิทธิภาพเช่นนี้ การทำงานก็จะเป็นระบบ BOI ก็จะมีทิศทางที่ชัดเจนแน่นอน กำกับทิศทางทั่วประเทศได้

ความเชื่อเช่นนี้ดูมีเหตุมีผล แต่สถาพรไม่เข้าใจหรอกว่า "คนวงในย่อมงมงาย" สถาพรงมงายแล้วจึงหลงลืมไปว่า คนที่กำกับแผนอยู่ก็คือ "ข้าราชการ" คำๆ นี้มี Image ในตัวเองอยู่แล้ว ถึงความแปลกแยกที่มีต่อบุคคลอื่น และเมื่อรวมตัวเป็น "กลไก" ที่ทั้งเปี่ยมด้วยอำนาจ ทั้งถ่ายถอนตนจากการตรวจสอบของประชาชน มันก็เป็น "อาณาจักร" ที่ฉ้อฉลและหย่อนศักยภาพ ไหนเลยจะควบคุมการทำงานเป็นระบบดังสถาพรหวังได้เล่า

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Dec 12, 2008 9:47 am

ประโยชน์อะไร ที่เราจะมี BOI ไว้รับใช้กลุ่มทุนรายใหญ่ โดยประกันความเสี่ยงจากการลงทุนไว้เกือบทุกด้าน (โดยเฉพาะการให้สิทธิประโยชน์) แล้วผลักภาระความเสี่ยงเหล่านั้นไปให้ผู้บริโภคฝ่ายเดียว เราเห็นว่า ควรปล่อยให้กลุ่มทุนซึ่งมีศักยภาพที่จะเลี้ยงตัวเองได้แล้วแข่งขันกันเอง และรับผลกระทบไปตามกลไกตลาดด้วยตนเอง โดยปราศจากการแทรกแซงจาก BOI

การปล่อยให้อำนาจของ BOI เข้ากำกับอุตสาหกรรมขั้นทารกในช่วงทศวรรษแรกหลังปี 2503 นั้นยังพอเข้าใจได้อยู่ เพราะกลไกรัฐมีบทบาทสำคัญในการสร้างการร่วมทุนระหว่างทุนต่างชาติกับทุนไทยให้บังเกิดเป็นจริง เพื่อที่ทุนไทยจะได้มีช่องเติบใหญ่ในอนาคต

แต่นับจากปี 2513 ที่ประกาศนโยบายส่งเสริมการส่งออก จุดนั้นเป็นตัวชี้ได้ชัดเจนว่า ทุนไทยสามารถยืนหยัดอยู่ในสนามการแข่งขันที่ได้มาตรฐานได้แล้ว และประชาชนไทยทุกคนอยากเห็นพลังการผลิตของเราทัดเทียมกับชาติอื่น และมีส่วนได้ลิ้มรสดอกผลอันนี้ เพื่อขยายขอบเขตคุณภาพชีวิตในระดับสากลด้วย

ขณะเดียวกันพันธนาการแห่งความล้าหลังของภาคเกษตรในส่วนภูมิภาค ก็เป็นภารกิจที่ควรได้รับปลดเปลื้องด้วยการส่งเสริมการลงทุนที่ทันสมัยของนวัตกรรม (Innovation) ที่ไม่ใช่แอกอันเก่าที่กดทับชีวิตชาวนาให้จมปลักอยู่กับความจนตลอดมา

การปล่อยให้ความมั่งคั่งตกอยู่กับกลุ่มทุนอิทธิพลบางกลุ่ม และอำนาจอยู่ในมือของ "ข้าราชการ" แล้วต่างก็ผลัดกันป้อนไปป้อนมาจนอิ่มหนำ นับเป็นสภาพที่น่าขยะแขยงอย่างยิ่ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Dec 12, 2008 9:49 am

Exclamation ---> BOI ผงาดได้ เพราะนายอภิสิทธิ์

เมื่อปี ๒๕๔๐ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ขึ้นเป็นรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (B.O.I.)

ประชาชนทั่วไปคิดว่า นายอภิสิทธิ์ ได้มีบทบาทสำคัญในการเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากต่างประเทศ กลับสู่ประเทศไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็วขึ้นและกลับสู่การเจริญเติบโตในช่วงถัดมา

พร้อมกันนั้น ในรัฐบาลที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐมนตรี ก็ได้มีการประกาศกฎหมายขายชาติ(กฎหมายทาส) ๑๑ ฉบับ ซึ่งสามารถอ่านเนื้อหารายละเอียดได้ที่กระทู้ การร่วมมือกันในการเปลี่ยน ไทย ให้กลายเป็น ทาส

นับแต่นั้นเป็นต้นมา เราจะพบว่าภาครัฐมีการทุ่มงบประมาณเพื่อส่งเสริมการลงทุนต่างๆมากมาย

แล้วมันขายชาติยังไง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Dec 12, 2008 11:16 am

โครงการต่างๆที่ BOI ให้การสนับสนุน รวมถึงห้างสรรพสินค้า จำพวก BigC Lotus ฯลฯ
ล้วนแต่เข้ามาหาผลประโยชน์ โดยสร้างความเสียหาย ย่อยยับให้กับประชาชนชาวไทย โดยที่เราไม่ได้รับรู้
ที่เห็นได้ชัดคือการที่ระบบเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานของประเทศ จำพวกร้านโชห่วยต่างๆ จำต้องเจ๊งกันระนาว หรือปิดตัวลง
โดยหาตัว ผู้ที่จะมารับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้

ทั้งหมดที่กล่าวมา ท่านผู้อ่านสามารถติดตาม หาข้อมูลได้ทั่วไปตามสื่อต่างๆ แต่ในอีกด้านที่ประชาชนทั่วไปไม่ได้รับรู้
นั่นคือ การเข้ามาแสวงหาผลกำไร โดยที่ประชาชนชาวไทยต้องรับภาระค่าใช้จ่าย แต่คนไทยที่ได้รับผลประโยชน์กลับเป็นนักการเมือง

โครงการต่างๆ ที่เข้ามาทำกิจการในประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนของ BOI ทำไมเราจึงกล่าวว่า ประชาชนชาวไทยเป็นผู้รับผิดชอบ!!!

สมมติโครงการหนึ่ง ตั้งงบประมาณในการลงทุนไว้อยู่ที่ ๑๐๐๐ ล้านบาท เมื่อโครงการนี้ผ่านการอนุมัติ
๒๕% จะต้องถูกส่งเข้ากระเป๋านักการเมือง คิดเป็นเงินเท่าไหร่ คิดเอาเอง---> เป็นการลงทุนครั้งเดียวที่คุ้มค่า

เพราะหลังจากนั้น ค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าภาษี ค่าโทรศัพท์ ค่าซื้อที่ดิน ค่าโน่น ค่านี่ จิปาถะที่โครงการนี้จักดำเนินกิจการไป ฟรีหมด
แต่ภาระกลับตกอยู่กับประชาชนที่ต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟในยูนิตที่แพงขึ้น จ่ายค่าภาษีแพงขึ้น

เขื่อนต่างๆ โดยเฉพาะเขื่อนชัยนาท กระแสไฟที่ได้ ต้องถูกส่งไปให้พวกโครงการของคนต่างชาติใช้หมด คนไทยไม่ได้ใช้เลย
แถมยังต้องมานั่งจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้พวกคนเหล่านี้อีกต่างหาก

ส่วนผลกำไรที่ได้ พวกเขาเหล่านั้นก็หอบเม็ดเงินกลับต่างประเทศไปหมด ปล่อยให้คนไทยรับชะตากรรม

เมื่อครบกำหนดเวลาตามระยะที่กำหนดไว้ของ BOI เจ้าของโครงการก็ปล่อยให้เจ๊ง เพื่อให้คนใหม่มาช้อนซื้อในราคาถูก
แล้วเอากลับเข้าไปในโครงการ BOI ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ไม่มีที่ไหนในโลกเค้าทำกัน มีแต่ประเทศไทยเรานี่แหละ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Dec 12, 2008 11:30 am

ที่สำคัญ ในสมัยที่รัฐบาลนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ยังได้แก้กฎหมายเกี่ยวกับการส่งออกสินค้า
โดยยกเลิกการกักตุนเงิน-รายได้ที่เกิดจากการส่งออกในรูปของสกุลเงินบาทไทย

นั่นหมายความว่า เม็ดเงินที่เกิดจากการส่งออกสินค้าภายในประเทศไทย ไม่ได้ก่อผลประโยชน์อันใดให้กับประเทศเลย
โดยเฉพาะเม็ดเงินที่เกิดจากการส่งออกสินค้า มีมูลค่ามหาศาลเมื่อเทียบกับเม็ดเงินทางด้านอื่นๆ
แทนที่เราจะสามารถนำเม็ดเงินที่ได้ โดยการกักตุนเงิน มาหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์
แต่กลับปล่อยทิ้งไปเฉยๆ เพียงเพื่อต้องการให้ต่างชาติมาลงทุน

ณ ปัจจุบันนี้ ผู้ที่ต้องการให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย
อยากถามว่า ผลงานที่ผ่านมา ยังไม่เพียงพอใช่ไหม กับสิ่งที่ต่างชาติได้เข้ามากอบโกยผลประโยชน์ของแผ่นดิน!!!???

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  Siamese on Thu Dec 18, 2008 6:20 am

อยากจะรู้นักว่านายกฯ ที่หน้าตาดีที่สุดของประเทศไทยจะแก้ไขกฏหมา(ย) 11 ฉบับขายชาติที่ตัวเองเป็นคนทำเอาไว้ให้ประเทศไทยต้องพังพินาศอย่างทุกวันนี้หรือไม่?!! หรืออาจจะเป็นได้แค่เพียงคนหน้าตาที่ดีพอๆ กับคำพูดที่ดูดีเท่านั้น

Siamese

จำนวนข้อความ : 6
Registration date : 03/12/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Feb 19, 2009 1:32 pm

http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=T0124023&issue=2402

แบ่งเค้กบอร์ดใหญ่บีโอไอลงตัว ประชาธิปัตย์-เพื่อแผ่นดินชื่นมื่น
เปิดโผบอร์ดใหญ่บีโอไอ " ประชาธิปัตย์ - เพื่อแผ่นดิน" แบ่งเค้กกัน มีทั้งนักการเงิน นักการเมือง นักธุรกิจจากภาคไอทีและอสังหาริมทรัพย์ ลุ้นประชุมนัดแรก"อภิสิทธิ์" นั่งหัวโต๊ะต้นมี.ค.นี้ ด้าน"หิรัญญา"เผยตัวเลขรอพิจารณาในคณะอนุกรรมการฯและบอร์ดใหญ่รวมมูลค่า 200,000 ล้านบาท มั่นใจปลายปีนี้เศรษฐกิจเริ่มโงหัวได้หลังรัฐขับเคลื่อนมาตรการออกมา

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่า การกระทรวงอุตสาหกรรมได้ส่งรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการและที่ปรึกษาใน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบอร์ดใหญ่บีโอไอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีแล้วโดยเฉพาะผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นคนนอก 8 คนกำลังถูกจับตาดูว่ามีใครบ้างจะเป็นบุคคลที่มาจากโควตาของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อแผ่นดิน

โดยรายชื่อที่เสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาในเบื้องต้นประกอบด้วย กรรมการจากคนนอกที่ได้รับเชิญเข้ามา 3 คน แต่ขณะนี้เสนอเข้ามา 2 คนโดยโควตาของพรรคเพื่อแผ่นดิน คือดร.สาคร สุขศรีวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเงินทุนกรุงเทพธนาทร จำกัด (มหาชน) (บมจ.),อดีตกรรมการบริหารกลุ่ม บริษัท คอมลิงค์ จำกัด (บจก.) และอดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยอยู่ในบอร์ดใหญ่บีโอไอมาก่อน ในช่วงที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นรองนายกฯ และรมว.อุตสาหกรรม และต่อเนื่องมาถึงพล.ต.อ. ประชา พรหมนอก เป็นรมว.อุตสาหกรรมด้วย

ต่อมาคือนายสุเทพ วงษ์วรเศรษฐ์ ประธานกรรมการบริษัท แปซิฟิก แอสเซ็ทส์ฯ บมจ.จากภาคธุรกิจการเงิน ที่หันทางธุรกิจอสังหาฯ ส่วนกรรมการอีกคน ยังว่าง เป็นโควตาของพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายกฯจะเป็นผู้เลือก ซึ่งวงในคาดว่าน่าจะเป็นนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่า กทม. แต่ขณะนี้โผแต่งตั้งยังไม่นิ่ง 100%

นอกจากนี้จะเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ประกอบด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ,นางพรทิวา นาคาสัย รมว.พาณิชย์ , นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.),นายดำริ สุโขธนัง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ประธานสมาคมธนาคารไทยและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ธนาคารกรุงไทย

สำหรับตำแหน่งที่ปรึกษา 5 คน ถูกส่งรายชื่อถึงนายกฯแล้ว 3 คนเป็นโควตาของพรรคเพื่อแผ่นดิน คือ นายสรยุทธ์ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีความรู้และประสบการณ์ด้านส่งเสริมการลงทุน และทำงานต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยนายสุวิทย์และพล.ต.อ. ประชา เป็นผู้ป้อนข้อมูลด้านผู้ประกอบการในคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และรับรู้นโยบายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับบีโอไอ , นายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร กรรมการผู้จัดการใหญ่บมจ. เอ็ม เอฟ อีซี (MFEC) ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร เป็นโควตาของนายไพโรจน์ สุวรรณฉวี สามีของร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที จากพรรคเพื่อแผ่นดิน

ส่วนโควตาของพรรคประชาธิปัตย์ มีนายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยนายกรณ์ จาติกวนิช รมว.คลังเป็นผู้ทาบทาม ส่วนอีก 2 คนที่เหลือนายกฯกำลังพิจารณา ซึ่งคาดว่าจะเป็นนายสถาพร กวิตานนท์ อดีตเลขาธิการบีโอไอ (ช่วงที่นายอภิสิทธิ์ เป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯ กำกับดูแลบีโอไอ)เนื่องจากเชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมการลงทุน

"สำหรับคุณสถาพรขณะนี้ยังไม่ยืนยัน แต่ปัจจุบันท่านก็เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว"

แหล่งข่าวกล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเร่งดำเนินการส่งรายชื่อทั้งหมดให้นายกฯ พิจารณา โดยคาดว่าจะมีการประชุมบอร์ดใหญ่บีโอไอนัดแรกในต้นเดือนมีนาคมนี้ โดยนายอภิสิทธิ์ จะเป็นประธานบอร์ดบีโอไอเป็นครั้งแรก ซึ่งอำนาจในการแต่งตั้งกรรมการและที่ปรึกษาบอร์ดใหญ่บีโอไอ ประธานสามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.)

นายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร กรรมการผู้จัดการใหญ่บมจ. เอ็ม เอฟ อีซี กล่าวยอมรับว่าก่อนหน้านั้นมีผู้ใหญ่ที่รู้จักกันเข้ามาทาบทาม และเพิ่งทราบว่าถูกเสนอชื่อให้เป็นที่ปรึกษาในบอร์ดใหญ่บีโอไอแล้ว หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง คาดว่าการทำงานร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายท่านไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และจะมองความสำคัญของภาคเอกชนเป็นหลัก โดยเฉพาะการสนับสนุนส่งเสริมในเชิงเทคโนโลยี ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาทางเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับทิศทางโลก

ด้านดร.สาคร สุขศรีวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บริษัทเงินทุนกรุงเทพธนาทร กล่าวถึงกรณีที่ถูกเสนอชื่อเป็นที่ปรึกษาบอร์ดบีโอไอเป็นครั้งที่ 3 ต่อเนื่องกัน โดย เข้าใจว่า บอร์ดบีโอไอกำลังต้องการคนที่เข้าไปทำงานจริงๆ และสามารถทำงานต่อเนื่องได้ทันที และหากโผรายชื่อไม่พลิก การกลับมาอีกในครั้งนี้สิ่งที่อยากทำคือ 1.อยากผลักดันให้บอร์ดบีโอไอ เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนก่อน 2. กำหนดแผนบีโอไอ ตามมาตรการระยะสั้นและระยะยาวเพื่อกระตุ้นการลงทุนทั้งกลุ่มทุนเก่าและใหม่ จากต่างประเทศ

ด้านนางหิรัญญา สุจินัย ที่ปรึกษาด้านการลงทุน สำนักงานบีโอไอ กล่าวว่า ตามสถิติคำขอรับการส่งเสริมในขณะนี้มีโครงการที่ค้างอยู่และรอการพิจารณารวม ประมาณ 200,000 ล้านบาท ทั้งโครงการที่จะต้องพิจารณาโดยคณะอนุกรรมการส่งเสริมการลงทุน และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดใหญ่บีโอไอ) ดังนั้นต้องเร่งแต่งตั้งบอร์ดใหญ่บีโอไอ โดยเร็วเพื่อมาตรการใหม่ๆจากบีโอไอจะขับเคลื่อนได้

ส่วนภาพรวมของการลงทุนปี 2552 ในช่วงครึ่งปีแรกคาดว่าจะชะลอลงแน่นอน ทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมต้องเร่งแต่งตั้งบอร์ดใหญ่บีโอไอเพื่ออนุมัติโครงการ ที่ค้างอยู่ ส่วนครึ่งปีหลังยังเชื่อว่าจะมีเม็ดเงินใหม่เข้ามา เพราะมาตรการรัฐมีผลในทางปฏิบัติแล้ว เช่นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้เพิ่มสำหรับรายเก่าที่ต้องการปรับ ปรุงเครื่องจักรและมีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา ซึ่งขณะนี้ยังดูรายละเอียดอยู่ว่าจะให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีดังกล่าวเพิ่ม กี่ปี รวมถึงการพิจารณาขยายการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมรถยนต์เพิ่มเติมอีก เป็นต้น

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อภิสิทธิ์ บอก ชาญชัย จัดงบตามความเหมาะสม

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Jun 18, 2009 10:10 am

"มาร์ค" บอก "ชาญชัย" ไม่ต้องน้อยใจจัดงบ ตามความเหมาะสม ชี้ ฝ่ายค้าน "วอล์คเอาท์" ช่วยไม่ได้ตัดสินใจเอง (มติชนออนไลน์)

"มาร์ค" บอก "ชาญชัย" ไม่ต้องน้อยใจยันต้องจัดงบ ตามความเหมาะสม บอกที่ผ่านมาหนุนบีโอไอเต็มที่อยู่แล้ว ชี้ ฝ่ายค้าน "วอล์คเอาท์" ช่วยไม่ได้ตัดสินใจเอง ยันรัฐบาลไม่ได้ปิดกั้น เชื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบรายจ่าย 53 ไม่เกิดเหตุซ้ำ เมินส.ส.ปชป. ใช้โควตาฝ่ายค้านอภิปรายร่างพ.ร.บ.กู้เงิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านวอล์คเอาท์ในการประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน ว่า คิดว่าในการประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 คงไม่มีปัญหา เพราะเป็นการเสนองบประมาณประจำปีตามปกติ และแน่นอนว่า ทุกหน่วยงานมีความรู้สึกว่าในงบปี 2553 ได้รับงบประมาณน้อย เพราะจัดเก็บรายได้ได้น้อย ซึ่งเป็นปีแรกในรอบ 10 ปีที่งบประมาณจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ก็คงจะมีเสียงบ่นบ้าง แต่ความจริงแล้วได้แก้ไขปัญหาด้วยการออก พ.ร.ก. และ พ.ร.บ.กู้เงินมาลงทุน ซึ่งตนจะใช้แนวทางนี้ชี้แจง ทำความเข้าใจ ส่วนการอภิปรายในเรื่อง พ.ร.ก.และ พ.ร.บ.กู้เงินนั้น ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ได้มีโอกาสหารือกับนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่บ่นน้อยใจเรื่องการจัดสรรงบประมาณหรือไม่ เพราะนายชาญชัยระบุว่าจะมาหารืออีกในการประชุมสภา

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ได้พบกัน แต่ไม่ได้คุยอะไรกันเพิ่มเติม ความจริงทราบว่าทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ อยากได้งบประมาณเพิ่ม

นายชาญชัยแสดงอาการน้อยเนื้อต่ำใจผ่านสื่อมวลชน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องน้อยใจ เพราะเราดูตามสภาพข้อเท็จจริงและเนื้องานต่างๆ และงานของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในส่วนของบีโอไอ ตนก็ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่อยู่แล้ว สำหรับโครงการต่างๆ นั้นรัฐบาลได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกรอบการใช้เงินงวดแรกไปเรียบร้อยแล้ว และจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมอีก ส่วนเรื่องการชำระหนี้จะเป็นไปตามแผนที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงโดยละเอียดในการประชุมสภาไปแล้ว

การที่ร่าง พ.ร.บ.กู้เงินผ่าน 3 วาระรวดจะมีส่วนทำให้การใช้เงินในพ.ร.บ.เร็วขึ้นหรือไม่

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องไปผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาด้วย ซึ่งเราไม่ทราบว่ากระบวนการหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร หากวุฒิสภาแก้ไข ก็ต้องกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง อย่างน้อยคงต้องรอเปิดประชุมสมัยสามัญในเดือนสิงหาคมนี้

ห่วงว่าฝ่ายค้านจะวอล์คเอาท์ในการประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 หรือไม่เหมือนที่ได้ทำไปแล้วหรือไม่

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าฝ่ายค้านได้แสดงจุดยืนในการเดินออกจากห้องประชุมในเรื่อง พ.ร.บ.กู้เงิน แต่คิดว่าในการประชุมงบประมาณคงไม่เป็นอย่างนั้น

การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) แบบเต็มสภาโดยที่ไม่มีฝ่ายค้านร่วมจะถูกมองว่ารัฐบาลใช้เสียงข้างมากลากไปหรือไม่

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายกันอย่างเต็มที่ และให้มีการถ่ายทอดสด เราฟังการอภิปรายและชี้แจงกันทุกประเด็น และที่ทำเป็น พ.ร.บ.กู้เงินนั้น เพราะต้องการเปิดโอกาสให้มีคณะกรรมาธิการ จะได้มีการซักถามรายละเอียดได้ แต่เมื่อเขาตัดสินใจไม่ร่วม คำถามคือกระบวนการสภาจะเดินอย่างไร หากฝ่ายเสียงข้างน้อยหรือพรรคใดพรรคหนึ่งบอกไม่ร่วมเป็นกรรมาธิการแล้ว กระบวนการสภาเดินหน้าไม่ได้ ผมคิดว่าระบบก็จะผิดไป จะกลายเป็นว่าตัวแทนของพรรคการเมืองเพียง 1 พรรค สามารถหยุดกระบวนการของสภาได้ทั้งหมด ซึ่งคงไม่ใช่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ หรือระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน

คิดว่าประเด็นการไม่มีส่วนร่วมจากฝ่ายค้านจะถูกนำไปโจมตีอยู่เรื่อยๆ หรือไม่

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็เราเปิดโอกาสให้แล้ว แต่ฝ่ายค้านตัดสินใจไม่ร่วมเอง ซึ่งเขาจะต้องอธิบายจุดยืนของเขา แต่ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะไปปิดกั้น หากรัฐบาลปิดกั้น คงพยายามออกเป็น พ.ร.ก.ทั้งหมดไปแล้ว แต่นี่ออกเป็น พ.ร.บ.เพื่อให้มีกรรมาธิการ แต่ฝ่ายค้านตัดสินใจไม่ร่วม ก็เป็นการตัดสินใจของฝ่ายค้าน

กรณีที่นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ไปใช้โควตาของฝ่ายค้านในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน ทางพรรคประชาธิปัตย์จะมีการดำเนินการอย่างไร

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็เสนอข้อมูลมา ทางรัฐมนตรีก็ชี้แจงไปแล้ว

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ


แก้ไขล่าสุดโดย sunny เมื่อ Thu Feb 04, 2010 8:56 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Feb 04, 2010 8:58 am

บีโอไอเพิ่มสิทธิประโยชน์ลงทุน

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพัฒนานโยบายส่งเสริมการลงทุนกิจการสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค (อาร์โอเอช) เปิดเผยว่าวันที่ 10 ก.พ. นี้ คลังจะจัดสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการโดยตรงว่า รัฐบาลจะช่วยภาคธุรกิจให้เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในภูมิภาคนี้ได้อย่างไร ซึ่งขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูล เพื่อสรุปถึงแนวทางการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ทั้งที่เป็นภาษีและไม่่ภาษี เพื่อจูงใจให้เกิดอาร์โอเอช


เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคนี้ ทั้งในฐานะที่เป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ทางด้านการผลิตและการให้บริการ ซึ่งการเข้ามาตั้งสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคในไทยของบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่นั้น จะช่วยสร้างประโยชน์ต่อประเทศอย่างมหาศาล และช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตไปด้วย นอกจากนั้นการที่มีผู้บริหารต่างชาติที่มีราย ได้สูงย้ายเข้ามา นั่นหมายถึงจะมีามต้องการในเรื่องที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น รวมถึงจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ขณะเดียวกันรายได้ของธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ก็จะเพิ่มขึ้นด้วยตาม จำนวนของกิจกรรมระหว่างประเทศที่จะต้องย้ายมาจัดในไทย นอกจากนั้นยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้พนักงานคนไทยได้ก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในระดับภูมิภาค มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความรับผิดชอบสูงขึ้นด้วย.

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Mar 10, 2010 8:12 pm

บีโอไออนุมัตินโยบายส่งเสริมการลงทุนรักษ์สิ่งแวดล้อม

บอร์ดบีโอไอไฟเขียวนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนล๊อตแรก เน้นส่งเสริมการลงทุนกลุ่มที่เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมคงมาตรการช่วยเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กลุ่มชิ้นส่วนหนุนอุตสาหกรรมสนับสนุนของประเทศ

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ด) มีมติเห็นชอบนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยได้ทบทวนและปรับปรุงมาตรการเดิม ที่มีความสำคัญต่อการสร้างการลงทุนที่ยั่งยืน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระตุ้นให้ผู้ประกอบการเดิมปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวม 5 มาตรการ โดยต้องยื่นขอรับบีโอไอภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2555

สำหรับมาตรการที่ได้รับความเห็นชอบ ประกอบด้วย 1. การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยกำหนดให้อุตสาหกรรมเป้าหมายรวม 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มกิจการเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานและพลังงานทดแทน กลุ่มกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยผู้ประกอบการสามารถยื่นขอรับบีโอไอได้ อาทิ ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปีทุกเขต ยกเว้นกรุงเทพฯ และได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้อีก 50% เป็นเวลา 5 ปี

2. การส่งเสริมการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เพื่อการประหยัดพลังงาน หรือการใช้พลังงานทดแทน หรือลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเดิมลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เพื่อประหยัดพลังงาน หรือนำพลังงานทดแทนมาใช้ในกิจการ หรือลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการต้องยื่นแผนการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ที่จะต้องแล้วเสร็จภายใน 3 ปี นับจากวันได้รับออกบัตร โดยได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี เป็นสัดส่วน 70% ของเงินลงทุนโดยให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ จากรายได้ของกิจการที่ดำเนินการอยู่เดิม 3. การส่งเสริมการลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยี เพื่อการผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเดิมที่มีการลงทุนอยู่แล้ว ใช้เครื่องจักรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถขยายตลาดไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น จะช่วยเพิ่มรายได้และรักษาการจ้างงาน ทั้งนี้ กำหนดหลักเกณฑ์ ให้ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมมาตรการ ต้องลงทุนด้านเครื่องจักรปรับปรุงสายการผลิตเดิม ให้สามารถผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ที่จะต้องมีความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์เดิม และสามารถระบุชื่อชนิดผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ชัดเจน โดยได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทุกเขต ยกเว้นภาษีเงินได้ 3 ปี สำหรับรายได้ของผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่

4. การส่งเสริมการลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้โรงงานอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญกับการจัดการสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ครอบคลุมกิจการประเภทโรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าชธรรมชาติ โรงไฟฟ้า เคมีและปิโตรเคมี แร่ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเดิม ทั้งที่ได้และไม่ได้บีโอไอ ขอรับสิทธิและประโยชน์ได้ ทั้งนี้ ต้องยื่นแผนลงทุนลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปีนับจากวันออกบัตร จะได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี เป็นสัดส่วน 70 %ของเงินลงทุน 5. มาตรการให้การส่งเสริมแก่กิจการที่ประกอบการอยู่เดิม ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในเรื่องการยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบ หรือสิทธิประโยชน์ตามมาตรา 36 (1) และ (2) เพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบให้สามารถนำเข้าวัตถุดิบได้โดยไม่ต้องมีภาระดอกเบี้ย ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคาร และไม่มีภาระดอกเบี้ยในกรณีต้องชำระอากรวัตถุดิบก่อน

โดยกำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับสิทธิและประโยชน์ตามมาตรการนี้ 4 กลุ่ม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสนับสนุน ได้แก่ ชิ้นส่วนยานพาหนะ ผลิตภัณฑ์พลาสติก หรือเคลือบพลาสติก ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน ซึ่งส่วนใหญ่มีการส่งผ่านชิ้นส่วนหลายทอดก่อนการส่งออก โดยได้รับยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก เป็นระยะเวลา 1 ปี ขณะที่ การออกมาตรการหรือแนวทางใหม่ ๆ เพื่อนำไปสู่การสร้างการลงทุนที่ยั่งยืนซึ่งกำหนดไว้ 4 มาตรการ ได้แก่ 1. มาตรการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สู่อุตสาหกรรมฐานความรู้ 2.มาตรการสร้างความเข้มแข็งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3.มาตาการส่งเสริมการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน และ 4.มาตรการสร้างฐานอุตสาหกรรมและบริการจากความคิดสร้างสรรค์และความเป็นไทย บีโอไออยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำรายละเอียดต่อไป นอกจากนี้บอร์ดบีโอไอ ยังได้อนุมัติให้บีโอไอ 3 โครงการ มูลค่ารวม 14,482 ล้านบาท.

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 02, 2010 2:52 pm

แนวโน้มลงทุนใต้ปี53โตบีโอไอตั้งเป้า2หมื่นล้าน

คมชัดลึก :บีโอไอ. สรุปภาวะการลงทุน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนปี 2553 มีโครงการได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนแล้วจำนวน 19 โครงการ เงินลงทุนกว่า 6,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 185% คาดปีนี้จะมีโครงการลงทุนพุ่งทะลักไม่ต่ำกว่า 60 โครงการ เงินลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาท เหตุมีปัจจัยหนุนด้านสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมกับการลงทุน

นางวนิดา ใหม่กิจเหมา ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 6 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งดูแลการลงทุนเขตพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน เปิดเผย "ผู้สื่อข่าว" ถึงภาวการณ์ลงทุนภาคใต้ตอนบนไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.)ของปี 2553 ว่ามีโครงการที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนจำนวน 19 โครงการ เงินลงทุน 6,179 ล้านบาท และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2552 แล้วจำนวนโครงการเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.71 เงินลงทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 185.54 และการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 26.02

“ช่วงไตรมาสแรก ประเภทกิจการที่มีการลงทุนมากที่สุดคือ ประเภทเกษตรกรรมและผลผลิตทางการเกษตรได้รับอนุมัติจำนวน 9 โครงการ ได้แก่กิจการผลิตถุงมือยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์,ผลิตน้ำมันปาล์มดิบ,ผลิตอาหารทะเลแช่แข็ง,กิจการเลี้ยงปลากะพง,กิจการผลิตยางผสม,และกิจการผลิตชิ้นส่วนผสมอาหารสัตว์ รองลงมาเป็นประเภทบริการและสาธารณูปโภค ได้รับอนุมัติ 8 โครงการ ได้แก่กิจการศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพสำหรับผู้ป่วย,กิจการเรือเฟอร์รี่,กิจการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ,กิจการที่จอดเรือท่องเที่ยว,กิจการสวนน้ำ ประเภทอุตสาหกรรมเบา ได้รับอนุมัติจำนวน 1 โครงการ ได้แก่กิจการผลิตเครื่องเรือน ประเภทอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ได้รับอนุมัติ 1 โครงการ ได้แก่กิจการซอร์ฟแวร์ โดยจังหวัดสุราษฏร์ธานี เป็นจังหวัดที่มีการลงทุนสูงสุด 10 โครงการ รองลงมาจ.นครศรีธรรมราช 4 กระบี่ 3 โครงการ ภูเก็ต 2 โครงการ ชุมพร 2 โครงการ”
นางวนิดา กล่าวต่อไปว่า สำหรับขนาดการลงทุนโครงการที่ได้รับอนุมัติส่วนใหญ่มีขนาดเงินลงทุนไม่เกิน 200 ล้านบาท จำนวน 13 โครงการ หรือร้อยละ 68.42 และมีเงินลงทุนช่วง 200-1,000 ล้านบาท จำนวน 5 โครงการ และมากกว่า 1,000 ล้านบาท 1 โครงการ

สำหรับแนวโน้มการลงทุนภาคใต้ตอนบนในปี 2553 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องสูงกว่าปี 2552 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการเร่งรัดส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล และเนื่องจากภาคใต้ตอนบนมีพื้นที่เหมาะสมกับการลงทุน โดยจังหวัดที่คาดว่าจะมีการลงทุนสูงยังคงเป็น จ.สุราษฏร์ธานี ,นครศรีธรรมราช,ภูเก็ต,ชุมพร และกระบี่ ในประเภทกิจการบริการและสาธารณูปโภค ,ประเภทแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร และคาดว่าการลงทุนในเขตพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนในปี 2553 จะมีโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติไม่ต่ำกว่า 60 โครงการ เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามการลงทุนในภาคใต้ตอนบนปี 2553 มีปัจจัยตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนด้านต่างๆ เช่น สถานการณ์ทางการเมือง,ภาวะเศรษฐกิจ,ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และแรงงาน

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  wanchaichroen on Sun Apr 04, 2010 12:59 pm

ไม่เชื่อ ! คุณกำลังโกหก

wanchaichroen

จำนวนข้อความ : 2
Registration date : 06/11/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sun Apr 04, 2010 1:14 pm

wanchaichroen พิมพ์ว่า:ไม่เชื่อ ! คุณกำลังโกหก

ใครบอกให้คุณเชื่อจ๊ะ

เหลือบตาไปดูข้างบนสิ

"อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น จงเชื่อในสิ่งที่เป็น"

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  satan_baby on Tue May 04, 2010 4:59 pm

วันที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7096 ข่าวสดรายวัน

บีโอไอเร่งทำโพล-เพิ่มสิทธิจูงใจต่างชาติลงทุน "สามสี"ลั่นตั้งเป้า2เดือนม็อบวงแตก

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องบ่งชี้ชัดเจนว่านักลงทุนชะลอลงทุนจากปัญหาการเมืองไทย เพราะนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยส่วนใหญ่ จะมาจากประเทศที่เจริญแล้วจึงเข้าใจการเมืองในระบอบประชาธิปไตยดีว่าการชุมนุมประท้วงนั้นถือเป็นสีสันหนึ่งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้าชุมนุมยืดเยื้ออาจมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของต่างชาติ ตอนนี้รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาการชุมนุมและประชุมลับทุกวัน โดยพยายามแก้ปัญหาการชุมนุมให้จบใน 2 เดือน

"การชุมนุมยืดเยื้อไม่เลิกรา และไม่ถูกวิธีถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย ทำให้สังคมไม่มีความสงบสุข คน 1-2 แสนคนคงไม่สามารถมาสั่งคนทั้งประเทศ 64 ล้านคนได้ ถ้าชุมนุมนานจะทำให้คนเบื่อหน่าย ไม่มีใครสนับสนุนและจะสลายไปด้วยตัวของมันเอง" นายไตรรงค์ กล่าว

ด้านนางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีนักลงทุนรายใดขอยกเลิกแผนการลงทุนในไทย แต่จะขอชะลอบ้างในกลุ่มนักลงทุนเอสเอ็มอีที่คนไทยผลิตชิ้นส่วนป้อนให้กับอุตสาห กรรมยานยนต์ โดยมีกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ติดต่อขอลงทุนเพิ่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขยายลงทุนเพื่อส่งออกไปขายต่างประเทศ เนื่องจากยอดส่งออกยังเป็นไปได้ดี

อย่างไรก็ตาม จากปัญหาการเมืองที่นานกว่า 1 เดือน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในหลายด้าน เช่น การท่องเที่ยว การค้าปลีก ในกรุงเทพฯ บีโอไอจึงเตรียมสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุน ในไทยในรอบ 6 เดือน ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 1 เดือน จากปกติสำรวจความคิดเห็นในเดือนก.ค. มาเป็นเดือนมิ.ย. โดยการสำรวจดังกล่าวจะทำให้ได้ข้อคิดเห็นของนักธุรกิจต่างประเทศเพื่อมาปรับปรุงสิทธิประโยชน์ และต่างชาติคงจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองของไทยด้วย รวมทั้งจะมีการสอบถามเกี่ยวกับแผนธุรกิจและการลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้น

นางอรรชกา กล่าวว่า ในวันที่ 7 พ.ค.จะมีการประชุมคณะกรรมการบีโอไอ มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน บีโอไอจะทบทวนเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนเพื่อจูงใจให้มีการลงทุนมากขึ้น โดยจะมีการผ่อนผันให้ผู้ได้รับส่งเสริมการลงทุนสามารถใช้แรงงานต่างด้าวจากเดิมที่กำหนดให้ใช้เฉพาะแรงงานไทย เนื่องจากปัจจุบันเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมประมาณ 300,000-500,000 คน ในหลายอุตสาหกรรม เช่น อิเล็กทรอนิสก์ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ซึ่งปัจจุบันกระทรวงแรงงานผ่อนผันให้ผู้ประกอบการใช้แรงงานต่างด้าวได้ตามกฎหมายอยู่แล้วจึงไม่น่ามีปัญหา

นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า นายกฯ มอบหมายให้กระทรวงเศรษฐ กิจไปรวบรวมและกำหนดมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม คาดว่าจะประกาศเป็นโรดแม็ปเพื่อช่วยเหลือภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งในส่วนของกระทรวงอุตสาห กรรมจะเร่งจัดทำแนวทางช่วยเหลือเอสเอ็มอีคาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 6 พ.ค.นี้

หน้า 9

satan_baby

จำนวนข้อความ : 192
Registration date : 08/02/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  sunny on Thu Jun 10, 2010 2:14 pm

วันที่ 09 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7132 ข่าวสดรายวัน

ไทยหอมฉุยขอบีโอไอ1.7แสนล.

นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงภาพรวมการลงทุนในช่วง 5 เดือนของปี"53 (ม.ค.-พ.ค.) ว่า มีบริษัททั้งไทยและจากต่างประเทศยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ 507 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 172,600 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุน 47.8% และ 7.3% ตามลำดับ โดยในเดือนพ.ค.เดือนเดียว มีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนถึง 107 โครงการ มากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกเดือนที่ผ่านมา และมีมูลค่าเงินลงทุนถึง 39,700 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศยังเชื่อมั่นศักยภาพของประเทศไทย ส่วนกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ยังเป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น รองลงมาคือสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง และออสเตรเลีย

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน บีโอไอจึงมีแผนจะเดินทางไป

โรดโชว์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกำหนดจัดงาน "นายกรัฐมนตรีพบนักลงทุน" ในวันศุกร์ที่ 18 มิ.ย.เวลา 11.00-15.00 น. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อชี้แจงให้นักลงทุนเข้าใจถึงทิศทางที่รัฐบาลจะสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม โดยจะมีนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 1,300 ราย

หน้า 9

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Jul 09, 2010 12:49 pm

เหนือล่างเนื้อหอมลงทุนพุ่งกระฉูด-ครึ่งปีบีโอไออนุมัติแล้วหมื่นล้าน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์9 กรกฎาคม 2553 12:28 น.

พิษณุโลก - ลงทุนเหนือตอนล่างพุ่งกระฉูด บีโอไออนุมัติครึ่งแรกปี 53 มูลค่าหมื่นล้าน หนุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังลม-บ.เขาค้อวินพาวเวอร์ จ.เพชรบูรณ์กว่า 4 พันล้าน และเหมืองทองคำ-อัคราไมนิ่งต่ออีกเฟสมูลค่า 4 พันล้านบาท

นายสมมาตย์ ตั้งสกุล ผอ.ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 1 พิษณุโลก(บีโอไอ) รายงานภาวะการลงทุนภาคเหนือตอนล่าง ว่า ช่วงครึ่งปีแรก 2553 มีโครงการที่ขอรับการส่งเสริม จำนวน 11 โครงการ มูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 5,564.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีเงินลงทุน 5,887.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.49

แยกเป็นกิจการเกษตรกรรม 4 โครงการมูลค่า 1,821.5 ล้านบาท คือ ฟาร์มเลี้ยงไก่ 2 โครงการ กิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ 1 โครงการ (บ.ไทยฮั้วยางพารา) และกิจการคัดคุณภาพเมล็ดพันธุ์ 1โครงการ

กิจการสาธารณูปโภค 5 โครงการมูลค่า 3,680 ล้านบาท ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล 4 โครงการ คือ ไบโอแก๊ส 3 โครงการในอุทัยธานี-กำแพงเพชร-เพชรบูรณ์ มูลค่า 530 ล้านบาท / 60.1 ล้านบาท / 530 ล้านบาท และพลังงานแสงอาทิตย์ที่จังหวัดเพชรบูรณ์มูลค่า 375 ล้านบาท กิจการโรงแรมขนาด 40 ห้อง มูลค่า 23 ล้านบาท บริเวณแยกอินโดจีน จ.พิษณุโลก ที่เหลือเป็นกิจการอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ กระดาษ และพลาสติก

ส่วนโครงการที่บีโอไอ อนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้วในช่วงครึ่งปีแรก ปี 53 เน้นไปที่กิจการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ รวมมูลค่า 5,885 ล้านบาท คือ กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ของบริษัทเขาค้อวินพาวเวอร์ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ มูลค่า 4,269 ล้านบาท ที่เหลือเป็นกิจการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล 3 โครงการ กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 1 โครงการ กิจการสถานีบริการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานพาหนะ 3 โครงการ และกิจการโรงแรมขนาด 40 ห้อง 1 โครงการ

นอกจากนี้ บีโอไอ ยังอนุมัติส่งเสริมกิจการเหมืองแร่และผลิตทองคำและเงินบริสุทธิ์ ของบริษัท อัคราไมนิ่ง ต่ออีกเฟส บริเวณรอยต่อเพชรบูรณ์-พิจิตร มูลค่าลงทุน 4,029 ล้านบาท ที่เหลือเป็นกิจการฟาร์มเลี้ยงไก่ และกิจการคัดคุณภาพข้าว รวมมูลค่าลงทุน 484 ล้านบาท กิจการผลิตเครื่องนุ่งห่มลงทุน 16.3 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบในช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า ครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน 53) บีโอไอ อนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้วจำนวน 10,414 ล้านบาท เทียบกับปี 52 มีมูลค่าเพียง 2,402 ล้านบาท

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ