Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

หน้า 5 จาก 8 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Nov 07, 2009 12:18 am

http://board.sae-dang.com/ReadTopic.php?no=33891

มติชนออนไลน์...ลงเรื่อง เสธ.แดง วิจารณ์รัฐบาลเด็กอมมือป๋าอุ้ม ต่อไปสิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน
ร่วมทหารตุ๊ดรบ แพ้อายเขมร-พม่า-ลาว เอาแต่ตีหม้อ+ตีกอล์ฟ

(รัฐบาลบริหารประเทศได้เหี้ยมาก นอกจากกูไปนั่งห้อยขาที่เปยตาดีอีกไม่ได้ แล้วยังเสือกเสียรอบเขาพระวิหาร
อีก 2900 ไร่ ใจจะขาดอยู่แล้ว หันมามีแต่เก่งแต่ปาก ไม่มีใครร่วมรบกับกูสักคน ยิ่งนักรบจิ้มแป้น เดี๋ยวก็ปิดเครื่อง
นอนหมดแล้ว...เฮ้อ...3 เกลอกู ก็เอาแต่ประท้วง!)

วันที่ 06 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 17:00:10 น. มติชนออนไลน์

"เสธ.แดง"จวก"มาร์ค"เด็กเมื่อวานซืน บอกเขมรตั้ง"แม้ว"เรื่องเล็ก

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวถึงกรณีรัฐบาลไทยเรียกทูตไทยในประเทศกัมพูชากลับมา
เพื่อโต้ตอบกรณีที่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่งตั้งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็น
ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ว่า การที่รัฐบาลไทยเรียกทูตกลับมา ถือเป็นการไปขู่เพื่อตัดความสัมพันธ์กับเขา
ทำให้เราได้รับความเสียหายใน 2 ด้าน คือ ด้าน ความมั่นคง เพราะกัมพูชามีพวกคือ ประเทศเวียดนาม กับลาว
และมีกองหนุน คือ ประเทศจีน กับรัสเซีย อีกทั้งกองทัพกัมพูชา เคยรบชนะประเทศไทยเมื่อ
ปี 2530 ที่จ.อุบลราชธานี ซึ่งสมัยนั้น มีพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย
เป็นผู้บัญชาการทหารบก ที่ถือว่า มีความแข็งแกร่งมาก แต่ยังเอาไม่อยู่
แต่วันนี้เรามีเพียงทหารนักกอล์ฟจะไปรบกับเขาได้อย่างไร

(นักรบจิ้มแป้พาไปทุกเว็บด้วย)


เสธ.แดง รหัส อาชา ตั้งกระทู้เมื่อ 06/11/2552 เวลา 21:45 น.

แพ้เพราะไส้ศึกมากกว่าหรือเปล่าครับ เสธฯ

http://board.sae-dang.com/ReadTopic.php?no=33890
จากเนชั่นออนไลน์ เสธ.แดง วิจารณ์อภิสิทธิ์ อิจฉาทักษิณแบบพวกตุ๊ด เอาชาติเข้าแลก
ประชาชนชายแดนอดตาย ทัวส์ไทยไปเขมรฉิบหายทั่วโลก

(เขาขอเอาเข้ามรดกโลกแค่ 187 ไร่ เสือกเอามาทำเป็นประเด็นการเมือง เลยถูกเอาไปหมดอีก 2900 ไร่ ทั้งที่เขมรไม่รู้จัก
พื้นที่ทับซ้อน ทหารไทยไม่กล้ารบกับเขาอีก แต่เก่งปากทั้งรัฐบาลและทหาร ดูลายเซนต์เขมรชัดๆ เขาขอแค่นี้ดีเราด้วย
แสดงว่ามึงยอมรับแค่นี้)

พล.ต.ขัตติยะ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาสมเด็จฮุน เซนออกมาพูดขู่ทุกวัน แต่ทหารไทยกลับบอกว่าไม่มีอะไร
หน้าที่ของกองทัพวันนี้คือ ต้องคืบคลานเอาพื้นที่ของเราคืนมา นอกจากนี้ยังกระทบในเรื่องเศรษฐกิจ
ที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณแนวชายแดน เพราะเมื่อมีความไม่มั่นคงเกิดขึ้น
ประชาชนก็อดตาย อีกทั้งบริษัททัวร์ที่จัดท่องเที่ยวไปกัมพูชาก็ต้องเดือดร้อน เพราะจะไม่มีคนมาเที่ยว
ทำให้บริษัททัวร์ต้องเดือดร้อน ขาดทุน คนที่เดือดร้อนไม่ใช่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หรือ
นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เพราะมีเงินเดือนแต่คนที่เดือดร้อน คือ ประชาชน

“เรื่องเล็กน้อย แต่กลับทำให้กลายเป็นเรื่อง เราไม่ได้เสียดินแดน ถูกขโมยแก๊ส หรือถูกขโมยน้ำมันอะไร
และที่บอกว่า มีประชาชนไม่พอใจที่กัมพูชา ตั้งพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ อยากถามว่า
ใครที่ไม่พอใจ มีเพียงนายอภิสิทธิ์ กับนายกษิตเท่านั้นที่ไม่พอใจ ซึ่งเป็นเพราะนายอภิสิทธิ์ อิจฉา
พ.ต.ท.ทักษิณ
ความจริงหน้าที่ของรัฐบาลต้องคืบคลานเอา พื้นที่ 2,900 ไร่รอบเขาพระวิหารคืน
ต้องเอาถนนลาดปูนที่เป็นดินแดนของไทยที่เสียไป 10 เดือนแล้วกลับคืนมา ไม่ใช่ไปเรียกทูตกลับ
การไปตัดสัมพันธ์ไล่ทูตกลับได้พื้นที่คืนหรือไม่ ทางที่ดีตอนนี้รัฐบาลควรแก้ปัญหา เพราะการแต่งตั้ง
พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีเงื่อนไขอะไรต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงไม่มีเหตุผลอะไรต้องไปตัดความสัมพันธ์
การกระทำอย่างนี้ถือ เป็นเด็กเมื่อวานซืนที่ไม่มีความรู้เรื่องการต่างประเทศ” พล.ต.ขัตติยะ กล่าว

(นักรบจิ้มแป้นพาไปทุกเว็บด้วย)



มันก็พวกเดียวกันนั่นแหละ

https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=6&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



ภาพจากหนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพ (Koh Santepheap) จากจุดเกิดเหตุ
แสดงให้เห็นซากเฮลิคอปเตอร์ที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ยังไม่คำอธิบายใดๆอย่างเป็นทางการ


http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9510000133703

ซาก ฮ.แหลกละเอียดปริศนาวาระสุดท้าย ผบ.ตร.เขมร

ผู้จัดการรายวัน -- ในขณะที่ยังไม่มีมีการแถลงรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก
ที่ทำให้ผู้บัญชาการตำรวจกัมพูชากับบุคคลอื่นๆ อีก 3 คนเสียชีวิตในคืนวันอาทิตย์ (9 พ.ย.) ที่ผ่านมา
สื่อต่างๆ ในประเทศนี้ได้เริ่มรายงานเบื้องหน้าเบื้องหลัง ขณะที่โชเฟอร์ส่วนตัวเปิดเผยนาทีระทึก

นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สมเด็จฯ ฮุนเซน ที่ไปไว้อาลัย พล.อ.ฮ๊อก ลุนดี
เมื่อวันจันทร์ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใดๆ เกี่ยวกับอุบัติเหตุ

แต่นายจันโปว์ (Chan Pov) ซึ่งขับรถให้กับ พล.อ.ลุนดี มานานกว่า 20 ปี
เปิดเผยกับวิทยุเสียงอเมริกาภาคภาษาเขมร ที่ออกอากาศในคืนวันจันทร์ ว่า
ตอนค่ำวันอาทิตย์ ผบ.ตร.ไปร่วมรับประทานอาหารเย็น กับ นายกิตเม้ง (Kith
Meng) นักธุรกิจใหญ่ของประเทศ กับ นายเมง เสรียง (Meng Sreang)
นักธุรกิจสำคัญอีกคนหนึ่ง ในเมืองหลวง

โชเฟอร์คนนี้กล่าวอีกว่า เจ้านายของเขาตัดสินใจเดินทางไปสวายเรียงในนาทีสุดท้ายของการสนทนาโดยไม่
ทราบจุดประสงค์ จึงได้ขับไปส่งยังสนามบินทหารที่อยู่ติดกับสนามบินโปเจินตง (Pochentong) และได้เฝ้าดู
จนกระทั่งทุกคนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของบริษัท สุขะเฮลิคอปเตอร์ (Sokha Helicopters) เป็นที่เรียบร้อย

ก่อนขึ้นบินนักบินได้มองขึ้นท้องฟ้า ซึ่งตอนนั้นมองเห็นดาวได้แจ่มชัด และบอกว่า การเดินทาง
จะไม่มีปัญหาอะไร หลังจากนั้น 15 นาทีก็ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่บริษัทดังกล่าวแจ้งว่า
ฝนกำลังตกหนักในสวายเรียง ที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงออกไปเพียง 80 กิโลเมตร
แต่ตนไม่สามารถติดต่อ พล.อ.ลุนดี ได้อีกแล้ว

อย่างไรก็ตาม โชเฟอร์กล่าวว่า สามารถติดต่อกับนักบินคนหนึ่งได้ในที่สุด
และได้รับแจ้งว่า จะถึงสวายเรียง “ภายใน 7 นาที” และ ในอีก 5 นาทีต่อมา
คือ เวลาประมาณ 19.40 น.ตนก็ไม่สามารถติดต่อกับนักบินคนนั้นได้อีก และอีก
5 นาที หลังจากนั้น หอบังคับการบินในกรุงพนมเปญก็แจ้งให้ทราบว่าเฮลิคอปเตอร์ตก

นายเจียงอำ (Cheang Am) ผู้ว่าราชการจังหวัดสวายเรียง กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากที่เกิดเหตุ
มีชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่าก่อนเฮลิคอปเตอร์ตก ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ “แผดลั่น”
อุบัติเหตุเกิดห่างจากหมู่บ้านดูงสาร (Doung Sar) กม.ในเขต อ.รุมดวล

ผวจ.สวายเรียง กล่าวอีกว่า จากคำบอกเล่าของชาวบ้านที่อยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุนั้น
เฮลิคอปเตอร์บินเฉี่ยวเนินเล็กๆ ลูกหนึ่ง และเกิดไฟลุกขึ้นที่ส่วนหางก่อนจะตกลง
ต่อมาเจ้าหน้าที่พบร่างของ พบ.ตร.อยู่ห่างจากซากเฮลิคอปเตอร์ชะตาขาดราว 5 เมตร

ภาพจากที่เกิดเหตุที่สื่อในกัมพูชานำออกเผยแพร่ในวันจันทร์กับวัน อังคารนี้
แสดงให้เห็นซากเฮลิคอปเตอร์กองอยู่กับพื้นในสภาพยับเยินมีเศษกระจายอยู่รอบๆ
ซึ่งมีผู้ลงความเห็นว่าหากไม่ใช้การระเบิดแล้วก็จะเป็นการตกกระแทกอย่างรุนแรงจากระดับสูง


รองผบ.ตร.คนหนึ่งให้สัมภาษณ์ในกรุงพนมเปญเมื่อวันจันทร์ว่า พล.อ.ลุนดี กับ พล.ท.โสก สะแอม (Sok Sa Em)
รองผู้บัญชาการกองทัพคนหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวสวายเรียงด้วยกัน เดินทางไปปฏิบัติภารกิจสำคัญที่จังหวัดนั้น

รายงานรายละเอียดต่างๆ ยังค่อนข้างสับสน ขณะที่รัฐบาลได้ส่งผู้เชี่ยวชาญลงไปยังที่เกิดเหตุ
เพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุและโศกนาฏกรรมดังกล่าว

11 พฤศจิกายน 2551 15:07 น.

ชีวิตคนเราช่างสั้นนัก
สุขะเฮลิคอปเตอร์ (Sokha Helicopters)
เลยไปแบบเป็นสุขๆ สมชื่อ


http://www.thairath.co.th/content/pol/44492

นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์


ส.ส.มาตุภูมิ แนะประธานพรรค พท.หารือเจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริง
แนวคิดตั้งนครปัตตานี
พร้อมให้เขียนเป็นนโยบายพรรคให้ชัดเจน
หวั่นซ้ำรอยแก้ รธน.ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 4 พ.ย. นายอารีเพ็ญ
อุตรสินธุ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคมาตุภูมิ กล่าวกรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
ประธานพรรคเพื่อไทยนำเสนอแนวคิดจัดตั้งนครปัตตานีเพื่อแก้ไขปัญหา 3
จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า คิดว่าแนวคิดนี้เป็นความคิดของพล.อ.ชวลิต
เพียงคนเดียว พล.อ.ชวลิตเคยเสนอความคิดนี้มาตั้งแต่ปี 2547

แต่ยังไม่มีชื่อ ยังไม่มีความชัดเจนในโครงสร้างและแนวคิดในการจัดตั้ง
เรื่องนี้ตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างไร ตนไม่ทราบ

เมื่อถามว่าการเสนอแนวคิดนครปัตตานีและให้นิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดด้วยจะเหมาะสมหรือไม่
นายอารีเพ็ญ กล่าวว่า การนิรโทษกรรมเป็นแนวทางที่ประเทศไทยเคยทำมาแล้ว
ส่วนเมื่อนิรโทษกรรมแล้วเหตุการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติหรือไม่ตนไม่รู้
เนื่องจากคนที่ก่อเหตุบางคนก่อเหตุด้วยอุดมการณ์และต่อสู้ตามแนวทางที่มีมาแต่โบราณอย่างไรก็ดี
เชื่อว่าแนวคิดในการนิรโทษกรรมน่าจะทำให้เกิดผลดีระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการช่วยคลี่คลายสถานการณ์
แต่คงไม่สามารถทำให้สถานการณ์ยุติทันที สำหรับแนวทางการนิรโทษกรรมตนมองว่าหากเป็นความคิด
ในคดีอาญาควรดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนหากเป็นความผิดที่เกี่ยวกับการมีแนวคิด
ทางการเมืองไม่ตรงกันส่วนนี้ควรให้มีการนิรโทษกรรม

นายอารีเพ็ญ กล่าวต่อกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้หารือกับ
นายนาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย
ถึงแนวทางการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษในภาตใต้
ว่า ตนไม่ทราบข่าว ดังกล่าวที่ นพ.แวมาฮาดี แวดาโอ๊ะ ส.ส.นราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน
ให้ข้อมูล อย่างไรก็ดี เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ที่ประเทศไทยจะยกระดับปัญหาภายในประเทศไปหารือ
กับผู้นำต่างประเทศ อย่างไรก๋ตาม เห็นว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ศึกษากันมายาวนาน
หลายฝ่ายมองว่าควรมีการจัดรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมกับรูปแบบของชีวิต
วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของคนมุสลิม เรื่องการตั้งนครปัตตานี ถ้าพูดแต่ชื่อ
ประชาชนอาจจะสับสน แต่ถ้าพูดถึงการจัดตั้งเขตปกครองลักษณะพิเศษที่สอดคล้อง
กับธรรมชาติและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ตนเห็นด้วย

ปัตตานีเฝ้าระวัง 4อำเภอเสี่ยงท่วมหนัก

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2552
คมชัดลึก :ปัตตานีสั่งเฝ้าระวัง 4 อำเภอเสี่ยงท่วมหนักขณะที่พื้นที่ลุ่มติดแม่น้ำท่วมขังแล้ว ถนนตัดขาด
ผู้ว่าฯ สั่งทุกอำเภอเตรียมพร้อม 24 ชั่ว โมง ขณะที่จังหวัดสงขลา ประกาศพท.ภัยพิบัติเพิ่มอีก 1 รวม 8 อำเภอ

สงสัยฟ้าคงรับรู้ เลยร้องไห้ออกมาหนักไปหน่อย

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Nov 08, 2009 11:28 am

http://www.oknation.net/blog/naiman/2009/11/03/entry-1

วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน 2552
อย่าจับประเด็นผิด....นครปัตตานีกับรัฐปัตตานี



นายหัวไทร ไม่อยากให้วิตกจริตจนเกินเหตุกรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย
เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาภาคใต้ด้วย ยุทธศาสตร์เดิมๆ "นครปัตตานี" ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่เลยแม้แต่น้อย


พล.อ.ชวลิต เสนอเรื่อง "เขตปกครองพิเศษ" ในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มายาวนานแล้ว
เพียงแต่ที่ผ่านมาทหาร และฝ่ายความมั่นคงไม่เอาด้วยเท่านั้นเอง
ฝ่ายความมั่นคงไม่เอาด้วย เพราะถ้าให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น "เขตปกครองพิเศษ"
นั้นหมายถึงต้องมีกฏ-กติกาในการปกครองที่แตกต่างกันออกไป และจะไปเข้าข่ายปกครองด้วย
ระบอบประธานาธิปดี
แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า คือ ถ้ามีการจัดตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษ และรูปแบบจะไปคล้าย
หรือเหมือนกับกรุงเทพมหานครก็ตาม เมื่อมีการเลือกตั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ให้บังเอิญเป็นอย่างยิ่งว่า
คนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นฝ่ายแบ่งแยกดินแดนทั้งสิ้น....แล้วจะทำอย่างไร นี้คือประเด็นที่ฝ่ายความมั่นคง
คิดอย่างหนัก และคัดค้านมาโดยตลอด แต่ถ้าพิจารณาอย่างให้ความเป็นธรรมกับ พล.อ.ชวลิต ก็จะเห็นว่า
ข้อเสนอจัดตั้ง "นครปัตตานี" ซึ่งสื่อบางฉบับนำเสนอแตกต่างกันออกไป บางฉบับบอกว่า เรื่องที่ พล.อ.ชวลิต
เสนอนั้นเป็น "รัฐปัตตานี" บ้าง "นครรัฐปัตตานี" บ้าง และบางฉบับก็นำเสนอว่าเป็น "นครปัตตานี" ซึ่งทั้ง 3
ประเด็นมีความหมายที่แตกต่างกันออกไป ถ้าเป็น "รัฐปัตตานี" นั้น น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
เพราะนั้นหมายถึงเรากำลังเดินไปสู่การปกครองระบบ "สาธารณรัฐ" ที่ปกครองด้วยระบอบประธานาธิปดี
เช่นเดียวกับคำว่า "นครรัฐปัตตานี" ก็จะมีความหมายที่ไม่แตกต่างกัน "เทพไท เสนพงศ์" โฆษกหัวหน้า
พรรคประชาธิปัตย์ จึงออกมาติงว่าให้ระวังจะผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ประเทศไทยต้องเป็นหนึ่งเดียว
ใครจะแบ่งแยกไม่ได้ แต่ถ้าเป็น "นครปัตตานี"

น่าจะเป็นเรื่องของการกระจายอำนาจให้ประชาชนในการปกครองตนเองตามหลักกระจายอำนาจ
ซึ่งปัจจุบันนี้เรามีการกระจายอำนาจจากรัฐบาลกลางไปเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น อบต. / อบจ./เทศบาล / เมืองพัทยา /
หรือแม้กระทั้งกรุงเทพมหานคร หรืออย่างปัตตานี ก็มีเทศบาลเมืองปัตตานี มีอบจ.ปัตตานี และมี อบต.
ครอบคลุมอยู่ทั่วจังหวัด ที่ไม่แตกต่างจากยะลา และนราธิวาส พล.อ.ชวลิตไม่ได้อธิบายรายละเอียดของ
การนำเสนอว่า "นครปัตตานี"รูปแบบจะเป็นอย่างไร บอกแต่เพียงว่า คล้ายกับ "กรุงเทพมหานคร"
ที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. มีสมาชิกสภา กทม.คอยควบคุมการบริหารของผู้ว่าฯ พล.อ.ชวลิตพูดรวมๆว่า
การแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดให้กระจายอำนาจไปให้ประชาชนด้วยการจัดตั้ง "นครปัตตานี"
แต่นครปัตตานี รวมพื้นที่ยะลา นราธิวาส เข้ามาอยู่ในเขตพัฒนาร่วมด้วยหรือเปล่า
เลยทำให้เกิดความสับสนไม่เข้าใจเหมือนเดิม

พล.อ.ชวลิต กล่าวย้ำอีกครั้งก่อนออกเดินทางไปใต้ว่า เป็นการเสนอแนวคิดตั้ง "นครปัตตานี"
เป็นการกระจายอำนาจ
ไม่ใช่ตั้งเป็น "รัฐปัตตานี" หรือนครรัฐปัตตานีนะครับ พ่อใหญ่จิ๋วพูดไม่รู้เรื่องหรือว่า
เราไม่รู้เรื่องเองวะเนี่ย

http://www.thairath.co.th/content/pol/43980
ประธานพรรคเพื่อไทย เตรียมเสนอนโยบายนคร
รัฐปัตตานี

ในการลงพื้นที่ภาคใต้พรุ่งนี้เชื่อจะสามารถแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้
จวกรัฐแก้ปัญหาความขัดแย้งคนในชาติไม่เป็น...

วันนี้(2 พ.ย.)พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย แถลงเปิดตัวนโยบาย "ไทยร่มเย็น เป็นมิตรเพื่อนบ้าน"
ว่า สถานการณ์บ้านเมืองมีปัญหาความขัดแย้งคนในชาติมาโดยตลอด แต่มารุนแรงเพิ่มขึ้น หลังรัฐประหาร 19 ก.ย.2549
ซึ่งสร้างให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด แพร่ขยายไปทุกองค์กร ลงมาถึงครอบครัว ความขัดแย้งแบ่งคนเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มหนึ่งคิดว่า อีกกลุ่มเป็นเผด็จการทหาร อีกกลุ่มชี้กลับมาว่า เป็นเผด็จการรัฐสภา ใช้เงินเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้ง
ภายหลังรัฐประหาร

ประธานพรรค เพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลหวังแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมือง แต่แก้ไม่ถูกแก้ไม่เป็น
ยังไม่มีแนวทางทำให้ประชาชนเข้าใจได้ว่าจะแก้ได้ รัฐบาลมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจซึ่งยังไม่บรรลุเป้าหมาย
ความเป็นจริงการแก้เศรษฐกิจไม่ใช่ปัญหาหลักของชาติ แต่ปัญหาความขัดแย้งคนในชาติ หากจบลง การลงทุน
จากภายนอกจะหมุนไปเอง เรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยห่วงใย

พล.อ.ชวลิต ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า พรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอ
นโยบายนครรัฐปัตตานี ในการลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้วันพรุ่งนี้ โดยจะหารือกับผู้นำในพื้นที่และตัวแทน
ประชาคมต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจภายใต้อำนาจที่จำกัด ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือรัฐบาล
แต่เชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งการตั้งนครรัฐปัตตานี เสมือนการตั้งนครเชียงใหม่
ที่จะต้องมีการออกพระราชบัญญัติในการปกครองตัวเองสิ่งสำคัญจะต้องให้เกียรติและความสำคัญของคนในพื้นที่
ซึ่งมีความแตกต่างวัฒนธรรมและศาสนา นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยได้ทำหนังสือเชิญ ส.ส.พรรคต่างๆ อาทิ
พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน จากพรรคมาตุภูมิ นายอารีเพ็ญ อุตรสินธ์ นายแพทย์แว มาฮาดี แวดาโอ๊ะ
สส.ประชาธิปัตย์ และนายเด่น โต๊ะมีนา สว.ในการร่วมลงพื้นที่ด้วย.


ไทยรัฐออนไลน์


  • โดย
    ทีมข่าวการเมือง
  • 2 พฤศจิกายน 2552, 12:30 น.
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
http://www.cmcity.go.th/aboutus/history.php
http://www.cmcity.go.th/aboutus/structure.php

http://www.pattaya.go.th/web4/index.php?option=com_content&task=view&id=53&Itemid=51

ก่อนเดือนพฤศจิกายน 2521 พัทยามีฐานะเป็นสุขาภิบาลนาเกลือ ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2499
มีพื้นที่เฉพาะตำบลนาเกลือ ต่อมาได้ขยายเขตไปถึงพัทยาใต้ เมื่อปี 2507 มีพื้นที่ในการปกครองดูแล
ประมาณ 22.2 ตารางกิโลเมตร


แต่เนื่องจากพัทยาได้เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมาก
ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ หน่วยการปกครองที่เป็นสุขาภิบาลอยู่เดิมไม่อาจจะบริหารงาน
และให้บริการได้ทันกับความเจริญอย่างรวดเร็วได้ รัฐบาลจึงได้ตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
เมืองพัทยา พ.ศ.2521 ขึ้น ด้วยผลแห่งพระราชบัญญัตินี้ จึงได้ยุบสุขาภิบาลนาเกลือ และได้จัดตั้งเมืองพัทยา


เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 เป็นรูปการปกครองท้องถิ่น รูปแบบพิเศษ (City Manager)
ผู้จัดการเมือง และให้เมืองพัทยามีฐานะเทียบเท่าเทศบาลนคร
กระทั่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2540 มีผลบังคับใช้
ได้กำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นและสภาท้องถิ่น ต้องมาจากการเลือกตั้ง
จึงยกเลิกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2521 และ
ราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 บังคับใช้
มีผลตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542

รูปการปกครองท้องถิ่น รูปแบบพิเศษ (City Manager)

เมืองเชียงใหม่ ยังคงขึ้นอยู่กับจังหวัดเชียงใหม่
เมืองพัทยา ยังคงขึ้นอยู่กับจังหวัดชลบุรี

แล้วไอ้ 3 จังหวัดนี่ มันจะขึ้นอยู่กับจังหวัดอะไรดี

พวกคุณ (มึง) ใช้สมองหรือหัวแม่ตีนส่วนไหนคิดกันวะ
ขออภัยถ้าใช้คำไม่สุภาพ แค่กระตุ้นให้เอาสมองส่วนที่ดีที่สุดมาคิดใหม่

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ฝ่ายความมั่นคงไม่เอาด้วย เพราะถ้าให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น
"เขตปกครองพิเศษ" นั้นหมายถึงต้องมีกฏ-กติกาในการปกครองที่แตกต่างกันออกไป
และจะไปเข้าข่ายปกครองด้วยระบอบประธานาธิปดี
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
น่าจะเป็นเรื่องของการกระจายอำนาจให้ประชาชนในการปกครองตนเองตามหลักกระจายอำนาจ
ซึ่งปัจจุบันนี้เรามีการกระจายอำนาจจากรัฐบาลกลางไปเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น อบต. / อบจ./เทศบาล / เมืองพัทยา /

ทั้ง อบต. / อบจ.องค์กรพวกนี้คุณก็คิดกันมาเอง ตามหลัก
เสรีภาพ เสมอภาค และ ภราดรภาพ

จนต่างชาติสามารถ เจาะเข้าไปกว้านซื้อทรัพยากรได้โดยตรง
โดยรัฐทำอะไรไม่ได้ แถมส่วนใหญ่กลายเป็นแหล่งหากินของนักการเมือง
ในระดับรากหญ้าอยู่แล้ว
จะกระจายอำนาจไปถึงไหนอีก

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Nov 08, 2009 1:24 pm



http://mr2chang.igetweb.com/index.php?mo=3&art=138359
ลัทธิ ฝ่าหลุนกง
ตอน ๒
มหันตภัยจากนิวยอร์ก ทำลายจีน ทำลายโลก




ปรีชา วรเศรษฐสิน
บทความลงเว็บ
www.meechaithailand.com
สหรัฐอเมริกา [ CFR = Council on Foreign Relation = สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ]
ได้ขยายตัวทางเศรษฐกิจเติบใหญ่จนไม่อาจที่ลงทุนเพียงเฉพาะภายในอเมริกาเองได้จึงต้องขยายทุนออกไป
ทั่วทุกประเทศ ในทั่วทุกมุมโลก เพื่อกอบโกยทรัพยากรจากทั่วทั้งโลก และเสริมสร้างความมั่งคั่งแก่สังคมอเมริกัน
สหรัฐอเมริกาจึงจำเป็นที่จะต้องจัดระเบียบโลกใหม่ ให้สอดคล้องกับนโยบายที่จะขยายทุนออกไปครอบครองโลก
กระแสโลกาภิวัฒน์ (Americanization = อเมริกาภิวัฒน์ )
จึงถูกกำหนดให้เป็นจริงขึ้น โดยสหรัฐอเมริกา ได้ใช้อิทธิพลของตน
ผ่าน UNCTAD [ The United Nations Conference on trade and Development ] WTO( World Trade Organization )
IMF [International Monetary Fund ] เพื่อบีบบังคับให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกได้ปฎิบัติตามเงื่อนไขกระแสโลกาภิวัฒน์
(Americanization = อเมริกาภิวัฒน์ )
สหรัฐอเมริกา ได้เตรียมแผนในการครอบโลก ด้วยยุทธศาสตร์ – ยุทธวิธี ๕ + ๔
สู่การครองความเป็นจ้าวโลก ดังนี้
[/size]

๕ ควบคุม ได้แก่

๑,ควบคุมจุดยุทธศาสตร์โลกทางภูมิศาสตร์
๒,ควบคุมทุนทั่วโลก ( ธุรกิจการเงินทั่วโลก)
๒,ควบคุมด้านการสื่อสารโลก (Information Superhighway)
๓, ควบคุมทางด้านการผลิตอาหารโลก ( GMO)
๔, ควบคุมทางด้านการทหาร (ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี พัฒนาสู่รูปแบบสงครามยุค IT )

๔ ทำลาย (กลุ่มต่อต้านลัทธิครองความเป็นจ้าว) อันได้แก่
๑,ทำลายความเป็นเอกภาพของสหภาพโซเวียต ( แยกสลาย เป็นประเทศเล็กประเทศน้อย
จนขาดความเป็นเอกภาพ และอ่อนกำลังลง )

๒,ทำลายความเป็นเอกภาพของ กลุ่มประเทศมุสลิม
๓,ทำลายความเป็นเอกภาพของกลุ่มลัทธิ ศาสนาต่างๆที่เป็นวัฒนธรรมของแต่ละถิ่นแต่ละภูมิภาคของโลก
ด้วยการนำเอาศาสนาใหม่จาก นิวยอร์ก เข้าแทนที่เพื่อการครอบงำด้านวัฒนธรรมโลก


๔,ทำลายความเป็นเอกภาพ ของรัฐบาลจีนเพื่อให้มีการแยกสลายเขตปกครองตนเอง
ในจีนออกเป็น ๘ ประเทศทั้งนี้ประเทศจีน เป็นหนึ่งในสี่กลุ่มต่อต้าน ลัทธิครองความเป็นจ้าว
ที่ยังคงความเข้มแข็งเติบใหญ่ ที่สุดในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า การเตรียมพร้อม และแผนการ
ในทางยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี ของสหรัฐอเมริกา (CFR)
ได้พัฒนามาเกือบถึงขั้นสุดท้ายแล้ว (นี่คือการพัฒนาสูงสุดของยุคทุนนิยม)


ปัญหาและอุปสรรคสำคัญ ในอันที่จะขัดขวางต่อ ลัทธิครองความเป็นจ้าวที่ยังแข็งแกร่งเข้มแข็ง
อยู่ในปัจจุบัน ก็คือ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
ที่ยังคงความแข็งแกร่ง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง
และวัฒนธรรม จากความเข้มแข็งดังกล่าวของจีน ใช่ว่า สหรัฐอเมริกา (CFR) จะมองไม่เห็น

จีนเป็นประเทศที่มีการสั่งสมทางวัฒนธรรม มานานกว่า ๕ พันปี อุดมสมบูรณ์ไปด้วย ปรัชญา
ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา ที่มีประวัติศาสตร์ อันเยาว์วัย เพียง ๒๐๐–๓๐๐ ปี

จึงยากต่อการทำลายจีน ด้วยการปะทะทางตรง ตัวอย่างความพยายามของสหรัฐอเมริกา ที่จะโจมตีเศรษฐกิจจีน
ด้วยความพยายามใช้ จอร์จช โซรอสซ์ เข้าโจมตีค่าเงินหลายครั้งในฮ่องกง แต่ก็ต้องปราชัยย่อยยับกลับบ้านเกิด
ทุกครั้งไป


กรณีการล้อมปราบ“เทียนอันเหมิน“ความปราบชัยครั้งที่1 ของสหรัฐอเมริกา(CFR)

เนื่องจากสหรัฐอเมริกา รู้ดีว่าการเข้าโจมตีจีนทางตรงยากยิ่งต่อการเอาชนะศึก
เพราะพิชัยสงครามจีน ได้ผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมจีนอย่างสลับซับซ้อนซ่อนลึกแตกฉาน
จนยากแก่การที่ศัตรูจะเอาชนะศึกได้ง่ายๆ
หากความเป็นเอกภาพทางการเมืองของ จีน
ยังไม่สั่นคลอน สหรัฐอเมริกา (CFR) ย่อมทราบดีว่ามีแต่การทำลายกำแพง
ความเป็นเอกภาพทางการเมืองของจีนเท่านั้น จึงจะสามารถทำลายจีนให้อ่อนกำลังลงได้


ดังนั้น สหรัฐอเมริกา (CFR) จึงไม่รีรอที่จะทำการ เคลื่อนไหว
เพื่อทำลายเอกภาพทางการเมืองของจีน


เริ่มการเคลื่อนไหวผ่านกลุ่มนักเรียนนอก(นักเรียนทุนที่จบจากอเมริกา
หลังจากการเจริญสัมพันธไมตรี จีน-อเมริกา เมื่อครั้งประธานาธิบดี ริกชาร์ด นิกสัน เยือนจีน )
ดย “ชูคำขวัญเรียกร้องประชาธิปไตย”

ซึ่งเป็นบ่วงโซ่ที่อ่อนเปราะที่สุดของสังคมจีน การเคลื่อนไหวครั้งนั้นได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง
จากเยาวชน-ประชาชนจีน ขยายตัวไปทั่วทุกปริมณฑลของจีน กระทั่งเกิดกรณีล้อมปราบนักศึกษา
ที่จตุรัส “เทียนอันเหมิน” ของรัฐบาลจีนอย่างเด็ดเดี่ยวและเด็ดขาด


กรณี “เทียนอันเหมิน” หากจะมองในแง่สิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษย์ชน ตามมุมมอง
ของอเมริกาย่อมดูเหมือนว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียนนอก(ภายใต้การบงการของอเมริกา)
ดังกล่าวถูกต้องชอบธรรม หากมองในมุมมองของรัฐบาลจีนในอันที่จะปกป้อง ความมั่นคงของชาติ
ตามที่เจียง เจ๋อ หมิง ได้สนทนาโต้ตอบกับประธานาธิบดี คลินตัน เมื่อคราวที่ เจียง เจ๋อ
หมิงไปเยือนสหรัฐอเมริกา ในปี ๑๙๙๘


คลินตัน ได้ขอให้รัฐบาลจีน “ เปิดเสรีภาพประชาธิปไตย และสิทธิมนุษย์ชน ให้มากขึ้นในจีน “
เจียง เจ๋อ หมิงได้ตอบกับ คลินตันว่า “ประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกา พัฒนามา ๒๐๐ ปี ย่อมเหมาะสำหรับ
สังคมอเมริกา เช่นเดียวกัน ประชาธิปไตยของจีน พัฒนามากว่า ๕,๐๐๐ ปี ย่อมเหมาะสำหรับสังคมจีน
จึงไม่สามารถกอปปี้ประชาธิปไตยจีนไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสังคมอเมริกา
และไม่สามารถกอปปี้ประชาธิปไตยอเมริกา ไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสังคมจีน “


ดังนั้นกรณี เทียนอันเหมิน “ จึงเป็นการปกป้องเอกราชของชาติ
ผลประโยชน์และความสงบสันติสุขของประชาชนจีน ชัยชนะของจีนในครั้งนี้ แลกมาด้วยเลือดเนื้อ-ชีวิต
ของเยาวชนจีน และความแตกแยกจนเกือบล่มสลายของกลุ่มผู้นำจีน
การเคลื่อนไหวผ่านกลุ่ม
นักเรียนนอกของอเมริกา (CFR)
เพื่อทำลายความเป็นเอกภาพทางการเมืองของจีนกรณี “เทียนอันเหมิน “
ในครั้งนี้จึงนับเป็นความพ่ายอย่างยับเยินของ อเมริกา (CFR)


การกำเนิดขึ้น ของ ลัทธิฝ่าหลุนกง

หลังจากความปราชัยครั้งที่ 1ในยุทธการ “เทียนอันเหมิน “ สหรัฐอเมริกา
(CFR) หาได้ลดละความพยายามลงแต่อย่างใดไม่ CIA ได้มองลึกลงไปในสังคมวัฒนธรรมจีน อย่างคมชัดลึกซึ้ง
และพบว่าชาวจีนนิยมการออกกำลังกายอย่างกว้างขวางแพร่หลายในทั่วทุกปริมณฑลจีน ที่เรียกว่าศิลปะป้องกันตัว
มวยจีน “ไท้เก็ก” CIA พบว่า หากจะเคลื่อนไหวเพื่อทำลายความเป็นเอกภาพทางการเมืองของจีน อีกครั้ง
จะไม่สามารถใช้การเคลื่อนไหวผ่านนักศึกษาได้อีกต่อไป เนื่องจากแผนการได้ถูกเปิดโปงทำลายลงอย่างสิ้นซากแล้ว
มีแต่ต้องดึงเอา กลุ่มมวลชนนิยมรำมวยจีน “ไท้เก็ก” ที่มีเป็นร้อยล้าน มาใช้ในการเคลื่อนไหว
[/size]

กำเนิด ลัทธิฝ่าหลุนกง หลี่ หง จื้อ เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อดึงกลุ่มมวลชนนิยมรำมวยจีน
ไท้เก็ก” เข้ามาเป็นสาวกภายใต้การบงการของ CIA ด้วยการเปิดสำนักฝึกศิลปะ
ป้องกันตัว กำลังภายใน “ จี้กง“ ซึ่งเป็นแนวทางการฝึกมวยจีนอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นขั้นสูงกว่าการฝึกมวยจีน
“ไท้เก็ก”มีการฝึกสมาธิ เพื่อสร้างพลังจิต ( กำลังภายใน )ในเบื้องต้น ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
ในกลุ่มผู้ออกกำลังกาย “ไท้เก็ก” เพราะเหตุผลที่เชื่อว่าการฝึก “จี้กง “ เป็นการฝึกชั้นสูงกว่า “ไท้เก็ก”
ซึ่งเป็นการฝึกมวยธรรมดาๆ พื้นๆ ต่อมา


หลี่ หง จื้อ ได้พยายามสร้างภาพความมหัสจรรย์ ของ “จี้กง” ว่าผู้ฝึก “จี้กง” ในระดับหนึ่ง
จะสามารถใช้กำลังภายในไปควบคุมต่อต้าน รักษาโรคร้ายต่างๆในร่างกายผู้ฝึกได้ ในระหว่างปี ๑๙๙๓
หลี่ หง จื้อ สมคบกับชาวอเมริกัน ตบตาคนทั่วจีน และภาพทางวีดีโอ ถูกนำออกเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา
ด้วยการจัดฉากพิสูจน์กำลังภายในจี้กง โดยให้ชาวอเมริกันร่างใหญ่ยืนห่างจากครูฝึก “จี้กง” ประมาณ ๕ เมตร
จากนั้นครูฝึก”จี้กง” ได้ใช้กำลังภายใน ผลักฝ่ามือทั้งสองข้างออกไป ทันใดนั้นร่างที่สูงใหญ่ของชาวอเมริกัน
ผู้นั้นก็กระเด็นกระดอนออกไปอย่างสมจริงสมจัง


จากนั้นก็จะมีการปล่อยข่าวว่าผู้ฝึกจี้กงที่นั่นที่นี่ สามารถใช้กำลังลมปราณภายใน ไปรักษาโรคร้ายต่างๆได้
แม้กระทั่งการหยุดมะเร็งไม่ให้เติบโต และใช้ระยะเวลาค่อยๆควบคุมมะเร็งให้เล็กลงๆ กระทั่งหายไปจากโรคร้ายนี้
ข่าวคราวความมหัสจรรย์ของการฝึกออกกำลังกายแบบ “จี้กง” ได้แพร่สะพัดไปทั่วทุกปริมณฑลบนแผ่นดินใหญ่จีน
อย่างรวดเร็ว ผู้ฝึกออกกำลังกายแบบเดิม “ไท้เก็ก” ได้เปลี่ยนมาฝึกออกกำลังกายแบบ “จี่กง”กระทั่ง
การออกกำลังกาย รำมวยจีนแบบ“ไท้เก็ก” แทบจะสูญพันธุ์ ชั่วระยะเวลา เพียง ๗ ปี “หลี่ หง จื้อ “ ก็สามารถ
ขยายฐานสมาชิก “จี้กง “ เติบใหญ่อย่างมหาศาล ถึง ๑๐๐ ล้านคน


ขณะที่ศรัทธาความเชื่อในความมหัสจรรย์ ของ “จี้กง” นั้น “หลี่ หง จื้อ” ผู้นำลัทธิฝ่าหลุนกง
ภายใต้การบงการของ CIA
ไม่รีรอที่จะเตรียมแผนการขั้นสูงสุด ที่จะแปรเปลี่ยนสมาชิก“จี่กง”จำนวนมหาศาล
ให้เป็นพลังมวลชนที่ซื่อสัตย์และยอมสวามิภักดิ์ต่อ “หลี่ หง จื้อ “ โดยอยู่ภายใต้กงเล็บของพญาอินทรีย์
ด้วยการนำเอาแนวทางของศาสนาพุทธผสมปนเปกับแนวความคิดปรัชญาความเชื่อโบราณของจีน
แทรกซึมเข้าไปในหมู่สมาชิก ทำให้การออกกำลังกาย “ จี้กง “ ธรรมดาๆ กลายเป็นลัทธิความเชื่อใหม่ “ ฝ่าหลุนกง “


นอกจากนั้น ตัวผู้นำลัทธิฝ่าหลุนกง หลี่ หง จื้อ ได้พยายามแปลงร่างตนจากผู้นำฝ่าหลุนกง
ให้กลายเป็นศาสดาแห่งลัทธิฝ่าหลุนกง ด้วยการเปลี่ยนวันเกิดของตน ให้ตรงกับวัน ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน
ของพระพุทธเจ้าอีกด้วย


CIA และหลี่ หง จื้อ พวกเขาเชื่อว่าไม่มีความเชื่อใดที่ง่ายต่อการควบคุมบงการ
เท่ากับความเชื่อ ทางด้านจิตนิยมแอบแฝง เพราะความเชื่อทางด้านจิตนิยมแอบแฝง เป็นความเชื่ออย่างไม่มีเงื่อนไข
เมื่อนำเอาแนวทางพุทธศาสนามาผสมปนเปกับ ปรัชญาความเชื่อโบราณของจีนเข้าด้วยกัน ผสมผสานเป็นลัทธิ
ความเชื่อใหม่ “ฝ่าหลุนกง” โดยมี หลี่ หง จื้อ เป็นศาสดาแห่งลัทธิ


ลัทธิฝ่าหลุนกงได้ถูกนำออกเผยแพร่ซึมซับอย่างรวดเร็วเข้าไปในมวลหมู่สมาชิกฝ่าหลุนกง
ได้อย่างสุกงอมในระดับหนึ่ง ในปี ๑๙๙๘ CIA เริ่มทดสอบใช้พลังของสมาชิกฝ่าหลุนกง
ด้วยการออกเคลื่อนไหวทางการเมือง แบบจรยุทธ์ โผล่ที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง แม้กระทั่งการเคลื่อนไหว
ทางการเมืองใน จัตุรัสเทียนอันเหมิน


รัฐบาลจีนเริ่มสงสัยในพฤติกรรของลัทธิ “ฝ่าหลุนกง” เมื่อติดตามและแกะรอยฝ่าหลุนกงอย่างลึกๆลงไป
รัฐบาลจีนพบว่า ลัทธิฝ่าหลุนกง มีสำนักงานอย่างลับๆ ในกรุงนิวยอร์ก ตั้งแต่ ค.ศ.๑๙๙๕ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางเผยแพร่
ลัทธิฝ่าหลุนกง ออกไปทั่วโลก และมีสมาชิกในจีนไม่น้อยกว่า 100 ล้านคน ซึ่งมากกว่าสมาชิกพรรคคอมจีน
ที่มีสมาชิกอยู่ ๔๐ ล้านคน


ทำให้รัฐบาลจีนตระหนักถึงภัยคุกคามต่อความมั่นคงของจีน จากกลุ่มสมาชิกลัทธิฝ่าหลุนกง
ที่อยู่ภายใต้การบงการของ CIA
ในปี ค.ศ.๑๙๙๙ ขณะที่การเคลื่อนไหวใหญ่ทางการเมืองของ
ลัทธิฝ่าหลุนกง ในจัตุรัสเทียนอันเหมิน รัฐบาลจีนได้ทำการล้อมปราบที่เทียนอันเหมิน และกวาดล้าง
ปราบปราม สมาชิกระดับแกนนำ “ลัทธิฝ่าหลุนกง” ทั่วประเทศตลอดจนประกาศให้ลัทธิฝ่าหลุนกง
เป็นลัทธิผิดกฎหมายร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ ขณะที่รัฐบาลจีนติดตามจับกุม หลี่ หง จื้อ
ผู้นำลัทธิฝ่าหลุนกง ทั่วประเทศจีน สุดท้าย หลี่ หง จื้อ กลับไปโผล่ที่นิวยอร์ก
[/size]


หลังจากการถูกปราบปรามอย่างหนักและถูกประกาศให้เป็นลัทธิผิดกฎหมายจากรัฐบาลจีนแล้ว
นับเป็นการพ่ายแพ้อย่างยับเยินครั้งที่ ๒ ของสหรัฐอเมริกา[ CFR = Council on Foreign Relation ] ในการเคลื่อนไหว
ทำลายความเป็นเอกภาพทางการเมือง ซึ่งเป็นเงื่อนไขภายในของจีนให้เปราะบาง


อย่างไรก็ตาม CIA กับ หลี่ หง จื้อ หาได้ลดละความพยายามที่จะเคลื่อนไหวเพื่อทำลายความเป็นเอกภาพ
ทางการเมืองในจีนแต่อย่างใดไม่ กลับดิ้นรนเพื่อจัด ตั้งองค์กร ลัทธิฝ่าหลุนกง ขึ้นในประเทศต่างๆ รอบๆจีน
เพื่อใช้เป็นฐานที่มั่นบัญชาการสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ สมาชิกฝ่าหลุนกงที่ยังดำรงอยู่ในจีน
เป็นจำนวนมหาศาล


โดยมีการจัดประชุมสัมมนาฝ่าหลุนกงนานาชาติ ขึ้นที่ฮ่องกง และประเทศอื่นๆ รวมทั้ง มีความพยายาม
ที่จะให้มีการจัดประชุมฝ่าหลุนกง นานาชาติ ในกรุงเทพฯ และกำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์กลางลัทธิฝ่าหลุนกง
ขึ้นในประเทศไทย ที่จังหวัดเชียงราย
ตามที่ นายวีระชัย แนวบุญเนียร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย
กล่าวว่า “ ทางตำรวจสันติบาล อ.แม่ฮ่องสอน จ.เชียงรายและ จ.เชียงใหม่กำลังติดตามดูลัทธินี้อยู่


หวังว่าเมื่อรัฐบาลเด็กดีของ IMF ที่ทำให้ประเทศไทย
ตกเป็นทาสทางเศรษฐกิจแก่ต่างชาติ (หนี้สินของประเทศ กว่าสามล้านเจ็ดแสนล้านล้านบาท )
และได้ถูกประชาชนไทยพิพากษาไปเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลใหม่คงไม่“ไร้เดียงสาทางการเมือง “
ถึงขั้น “ชักศึกเข้าบ้าน” เพราะไม่ว่าจะมองในแง่มุมไหนก็ตาม ไม่เห็นว่า ลัทธิฝ่าหลุนกง
จะก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศไทยได้แต่อย่างไร ?
นอกจากจะทำให้ความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่าง ไทย-จีน เสื่อมลงแล้ว ยังอันตรายต่อความมั่นคง
ของไทยในอนาคตอีกด้วย เพราะมีรูปแบบ การหลอกลวงสูง
โดยการเคลื่อนไหวเริ่มต้น
จากการออกกำลังกายแล้วจึงชักนำให้สมาชิกเข้าสู่ ความเชื่อทางจิตนิยมแอบแฝง วันหนึ่งที่
ลัทธิฝ่าหลุนกงเติบใหญ่ขึ้นในประเทศไทย ถามว่ารัฐบาลจะเอาปัญญาที่ไหนที่จะไปควบคุม
การเคลื่อนไหวของลัทธิฝ่าหลุนกงได้ เพราะแม้แต่ ลัทธิธรรมกายยังหมดสิ้นปัญญาที่จะควบคุม
ปราบปราม ผู้เขียนมีความคาดหวังว่า การจัดประชุมสัมมนานานาชาติ หรือ การตั้งสำนักงานสาขา
ของลัทธิฝ่าหลุนกงจะไม่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในช่วงเวลาใดก็ตาม..



๔ -

ในประเทศไทยเองนั้น พล.ต.จำลอง ฯ ประกาศหลังจากเพิ่งได้รับการปล่อยตัวว่า
นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น
ซึ่งชี้ชัดให้เห็นถึงความมั่นใจต่อการสนับสนุนอย่างมั่นคงจาก
หน่วยข่าวของสหรัฐฯ
ในการก่อความไม่สงบต่อต้านรัฐบาลไทย พล.ต.จำลอง ฯ
เรียกร้องให้มีการประชุมที่ใหญ่กว่าเดิมขึ้นอีกโดยจะเริ่มในวันที่ ๒๕ พ.ค.๓๕


(นิตยสาร EIR เป็นนิตยสารผลิตในสหรัฐฯ ออกจำหน่ายทั่วโลก)


ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2532 ชาวจีนนับแสนล้อมรูปจำลองรูปปั้นเทพีแห่งเสรีภาพในนิวยอร์ก(กลาง)
สูง 10 เมตร ขณะนั้นฝูงชนปักหลักเรียกร้องประชาธิปไตยแม้รัฐบาลประกาศกฎอัยการศึกในกรุง ปักกิ่งแล้ว

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Nov 08, 2009 1:37 pm

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01081152&sectionid=0130&day=2009-11-08
วันที่ 08 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11565 มติชนรายวัน

ดาบนั้นคืนสนอง

คอลัมน์ เดินหน้าชน

โดย ภาคภูมิ ป้องภัย


ระวังแผนยืมดาบฆ่าคน จะกลายเป็นดาบย้อนกลับมาบั่นคอตัวเอง

ผมเปิดประเด็นไว้เพื่อสะกิดเตือนผู้อยู่รายรอบตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ให้ไตร่ตรองแผนยืมมือเพื่อนบ้านมาโค่นล้มรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ให้รอบคอบ

เรื่องเล่นเกมการเมืองเพื่อโค่นล้มอำนาจกันเองสำหรับคนภายในชาตินั้นไม่มีใครห้าม เพราะรู้อยู่ว่า
ห้ามไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลและความชอบธรรมเป็นข้ออ้าง

แต่การใช้คนภายนอกประเทศมาร่วมเล่นเกมด้วยนั้น มันหมิ่นเหม่และสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความวุ่นวายตามมา
ชนิดที่คาดไม่ถึงได้ทุกเวลา

โดยเฉพาะประเด็น "ชาตินิยม"

เมื่อครั้ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ไปหารือกับสมเด็จฯฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา
กลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แล้วร่วมแถลงแสดงความเห็นอกเห็นใจ พ.ต.ท.ทักษิณในทำนองไม่ได้รับ
ความเป็นธรรมจากระบบศาลไทยนั้น ก็ถูกนำมาจุดประเด็น "ชักศึกเข้าบ้าน" บ้าง "พระยาละแวก" บ้าง
และเกือบจะลามเป็นประเด็นชาตินิยม

เอาแค่พรรคเพื่อไทยเองยังประหวั่นพรั่นพรึงกับปฏิบัติการของ พล.อ.ชวลิตเลยด้วยซ้ำ

ตอนนั้น คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ เป็นประธาน
หยิบยกปฏิกิริยาหลัง พล.อ.ชวลิตกลับจากไปพบสมเด็จฯฮุน เซน มาหารือและกังวลว่ารัฐบาล
โดยพรรคประชาธิปัตย์จะปลุกเร้ากระแสชาตินิยมมาถล่ม พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคข้อหา "ชักศึกเข้าบ้าน"
อีกทั้งจะไปสอดคล้องกับคำพูดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ซึ่งทักท้วงนายทหาร
ไม่ควรเข้าร่วมพรรคเพื่อไทย เพราะจะ "ทรยศชาติ"

ยังดีที่บรรยากาศการประชุมอาเซียนซัมมิทมาช่วยรั้งสถานการณ์ร้อนไว้เสียก่อน

ผ่านมาไม่กี่สัปดาห์ พ.ต.ท.ทักษิณ และสมเด็จฯฮุน เซน จับมือกันลดเครดิตความน่าเชื่อถือของรัฐไทย
รัฐบาลไทย ศาลไทย และประธานอาเซียนอีก ด้วยการประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้ง
พ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่ปรึกษารัฐบาล และนายกฯกัมพูชา อย่างเอิกเกริกเป็นทางการ

จากวันแถลงข่าวแต่งตั้ง (4 พ.ย.2552) มาจนถึงวันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณอาจยอมลาออกเพื่อยุติ
การปลุกกระแสชาตินิยมแล้วก็ได้

แต่ถ้าทั้งสองคนหรือคนใดคนหนึ่งไม่ยอมทบทวน ผมเป็นห่วงว่าตะกอน "เกลียดเขมร"
ในใจคนไทยจำนวนมากมายาวนาน อาจจะถูกกวนให้ฟุ้งขึ้นอีก ทั้งๆ ที่มันนิ่งสงบในก้นบึ้งหัวใจ
จนใกล้หายไปอยู่รอมร่อ รู้กันบ้างมั้ยว่าหากมันลุกลามบานปลายออกไปเป็นปมชาตินิยมกึ่งคลั่งชาติ
ความเสียหายจะเกิดขึ้นเหลือคณานับ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัส ฝากผู้นำรัฐบาลยุคหนึ่ง ให้กระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านไว้ให้เหนียวแน่น
เพราะความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนั้นจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการเมืองในภูมิภาค
รัฐบาลนับจากนั้นก็น้อมรับใส่เกล้าฯมาด้วยดีตลอด

แล้วมาวันนี้ เราจะยอมให้ปัญหาการเมืองภายในประเทศไปลากจูงคนภายนอกมาทำลายสิ่ง
ที่พยายามสร้างสมมายาวนานอย่างนั้นหรือ

เอาล่ะ เขย่ารัฐบาลให้เต้นเป็นเจ้าเข้าได้ 2-3 วัน พอหอมปากหอมคอแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณควรแจ้งถอนตัวเสีย
ถ้าถอนตัว ทุกอย่างก็จบลงชนิดภาคเอกชนโล่งใจ แต่ถ้ายังอยากนึกมันอยู่ คนรอบข้างก็ต้องสะกิดแรงๆ ครับ

อย่าไปรอสมเด็จฯฮุน เซน ทบทวนประกาศแต่งตั้ง เพราะเขาไม่ยอมฉีกหน้าตัวเองแน่ๆ
อีกทั้งงานนี้นอกจากกัมพูชาไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ยังได้แต้มการเมืองภายในประเทศ
และได้ใจพันธมิตรสำคัญในกรณีอำนาจในไทยเกิดเปลี่ยนขั้วด้วย

ถ้าสัปดาห์นี้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ทำ ปล่อยให้รัฐบาลไทยกับรัฐบาลเขมรเพิ่มระดับมาตรการกดดัน
กันไปมามากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นตัดความสัมพันธ์ และปิดประเทศ

ที่จะมอดไหม้วอดวายอันดับแรกไม่ใช่ประเทศไทยครับ แต่เป็นคนพรรคเพื่อไทย
และพลพรรคเสื้อแดง ตามด้วยคนที่ดูไบ


หน้า 8

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01col02081152&sectionid=0116&day=2009-11-08

คอลัมน์ สุจิตต์ วงษ์เทศ


ถอยหลังเข้าคลองระหองระแหง

เหมือนแย่งน้ำอมฤตลอยสวรรค์

คนชั้นนำย่ำหัวคนสามัญ

หัวปั่นไปทั้งสยามกัมพูชาฯ


หน้า 3

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Nov 08, 2009 1:53 pm



http://mr2chang.igetweb.com/index.php?mo=3&art=136739
สงคราม
ประชาชาติ ปิดล้อมจีน
ปรีชา วรเศรษฐสิน
๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๔
.บทความลงเว็บ www.meechaithailand.com
.
.
ปัญหาในเรื่องของประชาชาติ หลังจากจักรวรรดินิยมยุคเก่าออกล่าเมืองขึ้นไปยัง
ภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ได้มีการแบ่งแยกดินแดนตามอำเภอใจ และจงใจที่จะสร้างปัญหาความขัดแย้ง
ทางประชาชาติให้เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยมิได้คำนึงถึง ชุมชนที่อยู่อาศัยของแต่ละชนชาติ
อยู่กันอย่างไรในขณะนั้น เพื่อง่ายต่อการปกครองอาณานิคม เช่นการแบ่งเขตแดนของประเทศต่างๆ
ในทวีปอาฟริกา เหนือ
- อาฟริกาใต้ ด้วยการขีดเส้นตรงแบ่งแยกดินแดน
ให้กับประเทศต่างๆ ซึ่งต่อมาได้เกิดปัญหาสงครามประชาชาติ ในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก


สถานการณ์โลกปัจจุบัน เมื่อสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาเศรษฐกิจของตนสู่สูงสุดของทุนนิยมโลก
เนื่องจากตลาดทุนจากทั่วโลกหลั่งไหลสู่ตลาดทุนในสหรัฐอเมริกา หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียและ
ขยายตัวออกไปทั่วโลก สต๊อกทุนจำนวนมหาศาลในแต่ละประเทศ ไม่สามารถนำไปลงทุนได้
เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวถึงขั้นวิกฤติ (ความสัมพันธ์ระหว่าง Demand – Supply ไม่สอดคล้องสัมพันธ์กัน
ขณะที่ Supply เหลือล้น Demand กลับหายไป ) เม็ดเงินจากสต๊อกทุนทั่วทุกมุมโลกได้ไหลบ่าทะลักสู่ตลาดทุน
ในสหรัฐอเมริกา ปัญหาจากการเติบใหญ่ของทุนในสหรัฐอเมริกา ก็คือการขยายพื้นที่การลงทุน
เพื่อกระจายทุนออกไป ในขอบเขตปริมณฑล ให้กว้างที่สุดเพื่อรองรับการขยายตัวของทุน ที่นับวันจะเติบใหญ่


ปี พ.ศ.๒๕๔๑ ขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจกำลังเป็นภัยคุกคามประเทศต่างๆจากทั่วโลก ตลาดทุนใน
สหรัฐอเมริกา กลับพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ดัชนีหุ้น Dow Jones พุ่งทะยานทะลุ ๑๐,๐๐๐ จุดเป็นครั้งแรก
และสูงสุดกว่า ๑๑,๐๐๐ จุด Nasdaq สูงกว่า ๓,๘๐๐ จุด สร้างความเลื่อมใสศรัทธางุนงงและไม่เข้าใจต่อ
เศรษฐกิจอเมริกาที่สวนทางกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งจริงๆแล้วเป็นเรื่องที่สามารถทำความเข้าใจได้ไม่
ยาก เมื่อสต๊อกทุนในแต่ละประเทศไม่สามารถนำไปลงทุนภายในประเทศได้ และความเชื่อมั่นในตลาดทุน
อเมริกายังคงอยู่ในความรู้สึกที่ดีของนักลุงทุน ดังนั้นทุนจากทั่วทุกมุมโลกจึงหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดทุนในอเมริกา
เมื่อตลาดทุนในอเมริกาไม่ได้เติบโตบนพื้นฐานของความเป็นจริง การเติบทางเศรษฐกิจแบบฟองสบู่
ของสหรัฐอเมริกา จึงน่าจะยืนอยู่ได้ไม่นาน


ปี ๒๐๐๑ ปฐมวัยย่างก้าวแรก ของรอบพันปีที่สาม บริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเริ่มทยอย
ประกาศผลประกอบการกำไรที่ลดลง และการประกาศปลดพนักงาน เช่น เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๔๓
เจเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ปลดพนักงาน ๑๕,๐๐๐ คน วันพุธที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๔
ลูเซนต์เทคโนโลยี ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรศัพท์ยักษ์ใหญ่ประกาศปลดพนักงาน ๑๖,๐๐๐ ตำแหน่ง
เวิร์ลพูลผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าปลดพนักงาน ๖,๐๐๐ คน
เอโอแอล ไทม์ วอร์เนอร์ กิจการสื่อยุคใหม่จากการผนวกระหว่างอเมริกา ออนไลน์ กับ
ไทม์ วอร์เนอร์ปลดพนักงาน ๒,๐๐๐ คน



การแกว่งตัวอย่างไร้ทิศทางและไม่ชัดเจนของตลาดทุนในสหรัฐอเมริกา เริ่มที่จะผันผวนและไม่แน่นอน
นักลงทุนเริ่มไม่แน่ใจต่อความเชื่อมั่นตลาดทุนอเมริกา และเมื่อนายคิอิชิ มิยาซาวา รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น
กล่าวเมื่อวันที่ ๘ มี
.ค.๒๕๔๔ ในการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการงบประมาณของวุฒิสภา
ยอมรับความปราชัยทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังจากที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นผุกร่อนเป็นปัญหายืดยื้อ
ยาวนานมาร่วม ๑
ปี ว่าฐานะการเงินของประเทศ กำลังย่ำแย่เต็มที หรืออาจกล่าวได้ว่า ใกล้จะล้มละลายแล้ว
สัปดาห์รุ่งขึ้นหลังการแถลงของมิยาซาวา ตลาดทุนในสหรัฐอเมริกา นำโดย
NASDAQ ล่วงลงกว่า ๓%
ตามด้วย Dow Jones, S&P และตลาดทุนทั่วโลก พังทะลายลงทันที จอร์จ บุช เรียกสถานการณ์นี้
ว่าเป็น World Stock Crisis

ขณะที่นักลงทุนจากทั่วโลก เกิดความไม่เชื่อมั่นตลาดทุนในสหรัฐอเมริกา เหตุการณ์ความตึงเครียด
ในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ในช่วงของเดือนมีนาคม ๒๕๔๔ ไล่ตั้งแต่ การประกาศจะพัฒนาขีปวุธป้องกันตนเอง
ของสหรัฐอเมริกา การจับตัว มิโลเซวิช อดีตผู้นำ ยูโกสลาเวีย การต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์

ที่พัฒนาจากการขว้างก้อนอิฐก้อนดิน มาเป็นการวางระเบิดและมีการใช้ปืน ความตึงเครียดในเชสเนีย
การทำลายพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก ของกลุ่มตาลีบัน ในอาฟกานิสถาน
ได้สร้างแผลลึกในจิตใจของชาวพุทธ ต่อชาวมุสลิม


องค์ดาไลลามะ

ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวธิเบตเยือนใต้หวัน เรือดำน้ำอเมริกาโผล่ที่เกาะแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น
โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า สหรัฐอเมริกาประกาศขายอาวุธแก่ใต้หวัน ปิดท้ายด้วยการยั่วยุจีนด้วย
การใช้เครื่องสอดแนมบินรุกล้ำเข้าไปในน่านฟ้าจีน กระทั่งทำให้จีนต้องใช้เครื่องบินขับไล่สองลำ
ขึ้นบังคับให้เครื่องบินสอดแนมของสหรัฐลงจอดบนเกาะไหหลำ เหตุการณ์ที่เกิดความตึงเครียด
ดังกล่าว ล้วนเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม ขณะที่วิกฤตตลาดทุนของสหรัฐอเมริกากำลังเกิดขึ้นพอดี

โดยเบื้องลึกจะเกิดจากการสร้างสถานการณ์โดยสหรัฐอเมริกาหรือไม่ก็ตาม ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน
ดัชนีตลาดหุ้น
Dow Jones ก็ดีด กลับขึ้นมายืนอยู่ในระดับที่สูงกว่าเดือนมกราคม นี้เสียอีก ทั้งที่เศรษฐกิจของ
สหรัฐอเมริกา ยังตกอยู่ในภาวะที่เลวร้าย


สถานการณ์ เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา – ญี่ปุ่น กำลังจะนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจทุนนิยม
การเตรียมพร้อมของสหรัฐอเมริกาในการตั้งรับและเปิดแนวรุกต่อสถานการณ์ดังกล่าวมานานกว่า
๒๐ ปี นั่นก็คือการเตรียมพร้อมด้านยุทธศาสตร์ “การทำสงครามเลี้ยงเศรษฐกิจ”
เนื่องจากสหรัฐอเมริกา
ได้พัฒนาปัจจัยการผลิตสู่ยุค IT ( Information Technology ) ดังนั้น ยุทธศาสตร์
ยุทธวิธี ทางสงครามได้ถูกพัฒนารูปแบบสงครามสู่ยุค IT ขณะที่ รูปแบบยุทธศาสตร์ - ยุทธปัจจัย
ของประเทศต่างๆทั่วโลก ยังคงใช้รูปแบบของสงครามในยุคอุตสาหกรรม (บางประเทศมหาอำนาจอย่าง
จีน –รัสเซีย รูปแบบสงครามอาจพัฒนาสู่ยุค IT แล้ว แต่ยังไม่มีการสาธิต เช่นสหรัฐอเมริกาที่ได้ผ่านการสาธิตแล้ว
ในสงครามอ่าว)



ประเทศจีนหลังจากที่ เติ้ง เซี่ยว ผิง ได้ประกาศนโยบายสี่ทันสมัย นำประเทศจีนสู่การพัฒนาด้านพลังการผลิต
ด้วยนโยบายหนึ่งประเทศสองระบบ ทำให้
GDPจีนเติบโตระหว่าง ๘ –๑๒ % มาโดยตลอด แม้ปัจจุบัน
ที่วิกฤตเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบกับทุกประเทศ การเติบโตทางเศรษฐกิจของ จีนก็ยังยืนอยู่ในระดับ ๗ - ๘ %
จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนดังกล่าว ย่อมที่จะไปกระทบและขัดขวางต่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา
ในการที่จะแผ่อิทธิพลของสู่การเป็นจักรวรรดินิยมจ้าวโลก ดังนั้นความพยายาม ในการที่จะทำลายจีนให้อ่อนกำลัง
ลงด้วยการแยกสลายจีนจาก ๘ เขตปกครองตนให้เป็นแปดประเทศเช่นเดียวกับรัสเซีย
จึงนับเป็นสุดยอดของ
ยุทธศาสตร์อันจะนำไปสู่ความสำเร็จของการเป็นจักรวรรดินิยมจ้าวโลก


ปัญหาและอุปสรรคสำคัญ ในอันที่จะขัดขวางต่อ ลัทธิครองความเป็นจ้าว
ก็คือประเทศที่ยังแข็งแกร่งเข้มแข็งอยู่ในปัจจุบัน ก็คือ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน
ที่ยังคงความแข็งแกร่ง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม จากความเข้มแข็งดังกล่าวของจีน ใช่ว่า
สหรัฐอเมริกา จะมองไม่เห็น จีนเป็นประเทศที่มีการสั่งสมทางวัฒนธรรม มานานกว่า ๕ พันปี อุดมสมบูรณ์ไปด้วย
ปรัชญา ยุทธศาสตร์
-ยุทธวิธี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา ที่มีประวัติศาสตร์ อันเยาว์วัย
เพียง ๒๐๐–๓๐๐ ปี จึงยากต่อการทำลายจีน ด้วยการปะทะทางตรง


ตัวอย่างความพยายามของ สหรัฐอเมริกา ที่จะโจมตีเศรษฐกิจจีน ด้วยความพยายามให้ จอร์จช โซรอสซ์
เข้าโจมตีค่าเงินหลายครั้งในฮ่องกง แต่ก็ต้องปราชัยย่อยยับกลับบ้านเกิดทุกครั้งไป ดังนั้นการ
ต่อสู้กับจีนทางตรงกลายเป็นเงื่อนไขที่ยากลำบาก หากความเป็นเอกภาพทางการเมือง
ของรัฐบาลกลางจีนยังคงความเป็นเอกภาพอยู่ สหรัฐอเมริกาจึงพยายามที่จะเคลื่อนไหวทำลายไปสู่บ่วงโซ่
ที่อ่อนเปราะที่สุดของจีน เริ่มด้วยการเคลื่อนไหวผ่านกลุ่มนักเรียนนอก ชูประเด็นเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ
รัฐบาลจีนรู้ทันและติดตามเฝ้าดูการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดในที่สุดก็ปิดฉากการต่อสู้ด้วยการล้อมปราบ
การเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาจนเกิดกรณี “ เทียนอันเหมิน” การเคลื่อนไหวผ่านกลุ่มนักเรียนนอก ของอเมริกา
เพื่อทำลายความเป็นเอกภาพทางการเมืองของจีน กรณี “เทียนอันเหมิน “ ในครั้งนี้จึงนับเป็นความพ่ายอย่างยับเยิน
ของ อเมริกา


หลังจากความพ่ายอย่างยับเยินของอเมริกา ในการเคลื่อนไหวผ่านกลุ่มนักเรียนนอก ในกรณี
” เทียนอันเหมิน” สหรัฐอเมริกายังหาได้ลดความพยายาม ลงไม่แต่กลับหาช่องทางใหม่ในการเคลื่อนไหว
เพื่อทำลายความเป็นเอกภาพทางการเมืองของจีนต่อไป ในที่สุด CIA ก็พบว่าหากจะเคลื่อนไหว
เพื่อทำลายความเป็นเอกภาพทางการเมืองของจีน อีกครั้งจะไม่สามารถใช้การเคลื่อนไหวผ่านนักศึกษาได้อีกต่อไป
เนื่องจากแผนการได้ถูกเปิดโปงทำลายลงอย่างสิ้นซากแล้ว มีแต่ต้องดึงเอา กลุ่มมวลชนนิยมรำมวยจีน “ไท้เก็ก”
ที่มีเป็นร้อยล้าน มาใช้ในการเคลื่อนไหว และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการปรากฏขึ้นของ “ลัทธิฝ่าหลุนกง” หลี่ หง จื้อ
ผู้นำลัทธิ“ลัทธิฝ่าหลุนกง” เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อดึงกลุ่มมวลชนนิยมรำมวยจีน “ไท้เก็ก” เข้ามาเป็นสาวกภายใต้
การบงการของ CIA
ด้วยการเปิดสำนักฝึกศิลปะป้องกันตัว กำลังภาย “ จี้กง “ และในที่สุด หลี่ หง จื้อ
ก็ประสบความสำเร็จสามารถ รวบรวมสาวกได้ถึง ๑๐๐ ล้านคนในเวลาเพียง ๗ ปีขณะที่สมาชิกพรรคคอมมิวนิตส์จีน
มีสมาชิกเพียง ๔๐ ล้านคน ระหว่างนั้น หลี่ หง จื้อ ได้ทำการทดสอบพลังมวลชนของฝ่า หลุน กง หลายครั้ง
ในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด เมื่อ หลี่ หง จื้อ มั่นใจพลังมวลชนของเขาในระดับหนึ่ง เขาจึงเริ่มทดสอบ
ในระดับชาติ ด้วยการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านรัฐบาลจีนครั้งใหญ่ ในปี ค.ศ. ๑๙๙๙ รัฐบาลกลางของจีนตัดสินใจ
ล้อมปราบอย่างเฉียบขาด เพื่อตัดไฟเสียแต่ต้นลม ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามใหญ่โตกลายเป็นสงครามประชาชาติ
พร้อมกับการจับกุมแกนนำ “ลัทธิฝ่าหลุนกง” จำนวนหนึ่ง ขณะที่ หลี่ หง จื้อ ไปโผล่ที่มหานครนิวยอร์ก



ความพยายามของสหรัฐอเมริกาในการก้าวสู่ลัทธิครองความเป็นจ้าวกับการสกัดกั้นการเติบโตของประเทศ
ย่านแปซิฟิกริม ที่มีจีนเป็นอุปสรรคในการขยายอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาอยู่นั้น อเมริกาจึงมีความจำเป็น
ที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อการหยุดยั้งการเจริญเติบโตของจีนให้ได้ การเคลื่อนไหวของสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมา
การทำลายเงื่อนไขภายในของจีน กรณี เทียนอันเหมิน และฝ่าหลุนกง แม้ไม่ประสบความสำเร็จ


ขณะที่การโจมตีเพื่อปิดล้อมทางเศรษฐกิจจากเงื่อนไขภายนอก สหรัฐอเมริกากลับประสบความสำเร็จ
ในการเข้าโจมตีแปซิฟิกริม พ.ศ. ๒๕๔๐ ทำให้เศรษฐกิจทั่วเอเชียต้องเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจในทุกประเทศ
มากน้อยตามศักยภาพของผู้นำในแต่ละประเทศ และส่งผลให้เกิดการอ่อนกำลังลงของประเทศย่านแปซิฟิกริม



อนาคตอันใกล้นี้ หลังจากที่รัฐบาลคลินตัน แห่งสหรัฐอเมริกาสามารถควบคุมทุนในเอเชียแล้ว การเลือกตั้ง
ประธานาธิบดีในปีค.ศ.๒๐๐๑ ได้เกิดความวุ่นวายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ
ทั้งนี้เนื่องมาจากกลุ่มที่มีอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองในสหรัฐต้องการประธานาธิบดี ที่มีแนวความคิด
แบบอนุรักษ์นิยมและฝักใฝ่สงคราม ขึ้นดำรงตำแหน่งแทนประธานาธิบดีคลินตัน หลังจากประสบความสำเร็จ
ในการควบคุมทุน และสามารถทำให้ เศรษฐกิจ การเมืองในเอเชียอ่อนกำลังลง


การเลือกตั้งสกปรกสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้จบลงด้วย การหลีกทางให้ตัวแทนจาก
พรรครีพับลิกัน นาย จอร์จ ดับเบิลยู บุช ในฐานะตัวแทนพรรค ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา
ต่อจากนาย คลินตัน เพื่อดำเนินนโยบายแข็งกร้าวต่อประชาคมโลก ในการปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา
ที่รัฐบาลคลินตันประสบความสำเร็จในการเข้าควบคุมทุนในทั่วทุกปริมณฑลโลก


ยุทธศาสตร์สำคัญของสหรัฐ ในการที่จะเข้าควบคุมปกครองประชากรโลกก็คือการหยุดยั้ง
ทำลายการเจริญโตทางเศรษฐกิจ การเมือง และวันธรรมของจีน ด้วยการกดดันจีนให้อ่อนกำลังลง
การสร้างสถานการณ์
สงครามประชาชาติปิดล้อมจีน “ เพื่อให้สถานการณ์
ล้อมรอบประเทศจีนกลายเป็นเขตอันตราย ห่วงหน้าพะวงหลัง
จากเงื่อนไขภายนอกของจีนโดย


ด้านตะวันตกของจีนที่ไล่ตั้งแต่กบฏเชสเนีย ในรัสเซีย , ความขัดแย้งของ ปากีสถาน – อินเดีย
ในดินแดนแคชเมียร์,ปัญหาความขัดแย้งทางประชาชาติในอัฟกานิสถาน,


ทางตะวันออกเฉียงใต้ ความขัดแย้งของกลุ่มประเทศในอินโดจีน

ทางด้านใต้ของจีนในทะเลแปซิฟิก สงครามประชาชาติในอินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์

ด้านตะวันออก ใต้หวัน, เกาหลี , ญี่ปุ่น

การเคลื่อนไหวเพื่อทำลายเงื่อนไขภายใน ความเป็นเอกภาพทางการเมืองของจีน อันได้แก่
การเคลื่อนไหวของกลุ่มลัทธิฝ่าหลุนกง การเคลื่อนไหวขององค์ทะไลลามะจากธิเบต
การประกาศไม่รับรองบิชอพในกานสูที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลกลางของจีน
จากสำนักวาติกัน


ล้วนเป็นสัญญานบอกเหตุถึงมหันตภัยร้ายแรง สงครามประชาชาติ “ เพิ่อปิดล้อมจีน

ผู้เขียนหวังว่าแนวทางวิเคราะห์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นจริง ปัญหามีอยู่ว่า
หากเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจริงได้ ประเทศไทย ประชาชนชาวไทย
จะกำหนดท่าทีต่อสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้น
จากการเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางยุทธวิธี ใน
“สงครามประชาชาติปิดล้อมจีน“
ทางตะวันออกเฉียงใต้จีนได้อย่างไร


att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Nov 08, 2009 9:31 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=29&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

การโจมตีด้วยหลักยุทธศาสตร์


ซุนวู กล่าวว่า
“.....หนทางที่ดีที่สุดในการทำสงครามคือ การเอาชนะด้วยการโจมตียุทธศาสตร์ของข้าศึก

หนทางที่ดีรองลงมาคือ การเอาชนะข้าศึกด้วยการขัดขวางพันธมิตรของข้าศึกด้วยวิถีทางการทูต

หนทางที่ดีรองลงมาอีกคือ การการเอาชนะข้าศึกด้วยการเข้าโจมตีข้าศึกในสนามรบ

และหนทางสุดท้ายซึ่งเป็นหนทางที่ไม่พึงประสงค์คือ
การเอาชนะข้าศึกด้วยการเข้าตีเมืองของข้าศึกที่มีการป้องกันที่แข็งแรง


ตามที่สหรัฐฯ ได้สร้างกิจกรรม ๒ กิจกรรมเพื่อที่จะแก้วิกฤตการณ์ของตนล่วงหน้านั้น สหรัฐฯ
ได้สร้าง “เหตุการณ์ ๑๑ กันยายน” และตามมาด้วย “ สงครามการต่อต้านการก่อการร้าย”
ตามลำดับเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายหลาย ๆ เป้าหมายในเวลาเดียวกันนั้นกิจกรรมที่สองคือ
“ สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” เป็นกิจกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อโจมตีต่อยุทธศาสตร์ของ
ประเทศฝ่ายตรงข้ามอย่าง ชัดเจนคือ การโจมตียุทธศาสตร์ของประเทศจีนอย่างเห็นได้ชัด
กล่าวคือ เป็นการปิดล้อมจีนหลังจากที่จีนได้ใช้นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศแล้ว
ถ้าจีนสามารถปฏิบัติตามแผนของนโยบายนี้ได้อย่างสมบูรณ์แล้วจะทำให้ในท้ายที่
สุดประเทศจีนจะเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวขึ้นแทนที่สหรัฐฯ ในอีก ๑๐ – ๒๐ ปีข้างหน้า

ดังที่กล่าวไปแล้ว การปล่อยให้จีนสามารถที่จะปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวได้อย่างเสรีผลที่ตามมา
จะเป็นภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงต่อสหรัฐอเมริกา การใช้ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย”
จะเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ใช้เป็นส่วนประกอบแผนการ “ ปิดล้อม แบ่งแยกแล้วย่อยสลายจีน
สหรัฐฯ จะพยายามอ้างว่าเครือข่ายผู้ก่อการร้ายเข้าไปยังประเทศใด ๆ ก็ตามที่สหรัฐฯ
ต้องการจะให้เป้าหมายแล้วจึงส่งเจ้าหน้าที่หรือแม้กระทั่งกำลังทหารของตนตามเข้าไป
แล้วในที่สุดก็จะตามด้วยองค์กรที่ชี้ขาดชัยชนะในการขจัดอิทธิพลของจีนออกจากประเทศนั้น ๆ ไป
การปิดล้อมจีนให้อยู่แต่ในพื้นที่เฉพาะดังเช่นที่จีนเคยถูกปิดล้อมมาแล้วจะทำให้จีนมีข้อจำกัด
ในการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการสร้างความเติบโตทางด้านอื่น ๆ ด้วย
การปิดล้อมในขั้นนี้อาจจะเป็นเพียงการจำกัดการเติบโตของจีนเท่านั้น

แผนปฏิบัติการได้ถูกวางไว้แล้วอย่างเป็นขั้นเป็นตอนที่จะโจมตีต่อยุทธศาสตร์
ของจีนให้ได้ตามที่ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช แห่งสหรัฐอเมริกาได้กล่าวไว้ว่า “
...มณฑลซินเจียงของจีนเป็นพื้นที่ที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดสำหรับการหลบซ่อนตัว
ของ โอซามา บิน ลาเดน เพราะเป็นพื้นที่ที่ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมในจีนอาศัยอยู่...”
....เราจะต้องหยุดยั้งการทำสงครามของผู้ก่อการร้าย , เราไม่อาจจะรู้ได้ว่า
สงครามเช่นนี้จะจบสิ้นลงเมื่อใด พวกเราจะไปทุกพื้นที่ ทุกประเทศที่เราเชื่อว่า
เป็นที่ซ่อนตัวของผู้ก่อการร้ายหรือเครือข่ายของผู้ก่อการร้ายตามที่เรามีหลักฐาน
นี่คือสงครามครูเสดในศตวรรษที่ ๒๑ และนี่คือสงครามปลดปล่อยอย่างแท้จริง.....”

จะเห็นได้ว่าคำกล่าวเช่นนี้เป็นคำกล่าวที่สหรัฐฯ มีความตั้งใจที่จะเข้าไปในพื้นที่มณฑลซินเจียง
ของประเทศจีนอย่างแน่นอน
ประเทศมุสลิมทั้งหลายได้ถูกสหรัฐฯ โจมตี
โดยการใช้นโยบาย “ แบ่งแยกและปกครอง” ไปเรียบร้อยแล้ว

จุดแข็งที่สุดของประเทศมุสลิมคือความเคร่งครัดต่อหลักการของศาสนา
ถ้าปล่อยให้ชาวมุสลิมรวมตัวกันได้จะเป็นภัยต่อสหรัฐฯ อย่างน้อยเป็นอุปสรรค
ต่อการเข้าครอบครองทรัพยากรน้ำมันของชาวมุสลิม
ฉะนั้นชาวมุสลิมจะต้อง
ถูกแบ่งแยกออกเป็นกลุ่ม ๆ การสร้างภาพของชาวมุสลิมให้เป็นผู้ก่อการร้าย
ในสายตาของชาวโลกได้สร้างความแตกแยกให้กับชาวมุสลิมได้มาก
การสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นภายในกลุ่มชาวมุสลิมถือว่าเป็นการโจมตี
ต่อยุทธศาสตร์ของฝ่ายตรงข้าม
เพราะเป็นจุดแข็งของฝ่ายตรงข้ามนั่นคือ
การใช้หลักการตามตำราพิชัยสงครามของ ซุน วู ที่ว่าด้วยการโจมตีด้วยหลักยุทธศาสตร์
คือการโจมตีต่อยุทธศาสตร์ของฝ่ายข้าศึกเป็นวิธีการนำมาซึ่งชัยชนะต่อข้าศึก ที่ดีที่สุดนั่นเอง


สหรัฐ อเมริกาได้เตรียมการเพื่อที่จะนำมาซึ่งชัยชนะตามเป้าหมายสุดท้ายของสงคราม
หรือเป้าหมายทางยุทธศาสตร์แห่งชาติไว้เรียบร้อยแล้วดังนี้

๑) การสร้าง โอซามา บิน ลาเดน ให้เป็นผู้ก่อการร้ายในสายตาของประชาคมโลก

๒) การปิดกั้นทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย ที่ทำให้รัสเซียเป็นประเทศที่มิได้เป็นภัยคุกคามของสหรัฐฯ อีกต่อไป

๓) การครอบครองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยการเข้าครอบครองทางเศรษฐกิจโดยการสร้าง
วิกฤตเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อ ๒๕๔๐ (๑๙๙๗)

๔) การปิดล้อมจีนโดยใช้มาตรการเดิมที่เคยใช้มาแล้วในยุคสงครามเย็นและยังมีการพัฒนา
ให้แผนการปิดกั้นดังกล่าวมีความทันสมัยและสามารถนำมาใช้ได้จนกระทั่งปัจจุบันนี้

๕) การสร้างเหตุการณ์ที่ทำให้คนทั้งโลกตะลึงงันที่ไม่เชื่อกันว่าจะเกิดขึ้นได้คือ “ เหตุการณ์ ๑๑ กันยายน”

๖) การเข้าครอบครองดินแดนทั่วทุกมุมโลกด้วยการสร้าง “ สงครามต่อต้านการก่อการร้าย”


การปิดล้อมโดยสหรัฐฯ


เหตุการณ์ ๙/๑๑



การสร้างสภาวะที่เกื้อกูลต่อชัยชนะให้เห็นว่าชัยชนะที่ได้รับนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้
แท้ที่จริงแล้วตามหลักการทางการทหารถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมากเป็นความสามารถอย่างสูงของนักยุทธศาสตร์
และนักวางแผนเป็นเรื่องชี้ขาดของความเก่งในการวางแผนทั้งทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธี
คนที่มีความเก่งจริงจะไม่พยายามแสดงตนว่าเก่งเพราะจะเป็นเป้าหมายในการโจมตีในภายหลังหรือในระยะยาวได้
และจะปิดกั้นการที่จะเห็นข้อบกพร่องของฝ่ายตรงข้ามได้ เพราะฉะนั้น ซุน วู จึงได้สรรเสริญการสร้างสถานการณ์
ที่เกื้อกูลต่อการได้มาซึ่งชัยชนะไว้ก่อนแล้ว แล้วจึงดำเนินการตามแผนให้เห็นว่าชัยชนะถือเป็นเรื่องธรรมดา
การสร้างบิน ลาเดน ให้เป็นผู้ร้ายในสายตาของชาวโลกเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนในระยะยาว
และการสร้างเช่นนี้จะต้องไม่ให้มีใครมีข้อสงสัยได้ ทุกคนต้องเชื่อหมดว่าเป็นผู้ก่อการร้ายจริง
ลำดับการสร้างบิน ลาเดน พอที่จะกล่าวโดยย่อได้ดังนี้คือ


( ๑) วางระเบิดตึกเวิร์ลด์เทรดเซ็นเตอร์ ปี ๒๕๓๖ (๑๙๙๓)

(๒) วางระเบิดฐานทัพเรือสหรัฐฯ ในซาอุดิอาระเบีย ปี ๒๕๓๙ (๑๙๙๖)

( ๓) ก่อวินาศกรรมสถานทูตสหรัฐฯ ที่แทนซาเนีย ปี ๒๕๔๑ (๑๙๙๘)
( ๔) ก่อวินาศกรรมสถานทูตสหรัฐฯ ในเคนยา ปี ๒๕๔๑ (๑๙๙๘)
( ๕) วางระเบิดเรือรบสหรัฐฯ USS COLE ปี ๒๕๔๓ (๒๐๐๐)

ข่าวสารทั่วไปออกจากฝ่ายสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว แท้ที่จริงแล้ว บิน ลาเดน
เป็นสมาชิกของ CIA ของสหรัฐอเมริกา

ในช่วงสงครามอ่าวยังเป็นนายหน้าในการขายอาวุธของสหรัฐฯ และอังกฤษให้กับลูกค้าในประเทศตะวันออกกลางอยู่
และที่ร่ำรวยขึ้นมาได้ก็เพราะการเป็นนายหน้าค้าอาวุธนี่เอง แล้วในที่สุดสหรัฐฯ วางแผนให้ บิน ลาเดน ลอบปลงพระชนม์
กษัตริย์ซาอุดิอาระเบียแล้วถูกจับได้จึงถูกเนรเทศไปหลายที่แล้วในที่สุดจึง ให้ไปเป็นกลุ่มต่อต้านรัสเซียร่วมกับ
กลุ่มกบฏมูจาฮีดีนในอัฟกานิสถาน เรื่องเหล่านี้ สังคมโลกไม่รู้แต่สายข่าวของประเทศมหาอำนาจอย่างจีน
รัสเซียและประเทศตะวันตกรู้กันดี และ บิน ลาเดน ก็จะถูกใช้เป็นผู้ก่อการร้ายไปอีกยาวนานและไม่มีทางจับได้
ตราบใดเท่าที่สหรัฐอเมริกายังสามารถใช้เป็นประโยชน์ได้ นั่นคือการสร้างบิน ลาเดน เพื่อที่จะใช้ประโยชน์
ซึ่งหมายถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่าในเวลาต่อมาตามหลัก การในตำราพิชัยสงคราม ซุน วู ที่ชัดเจนที่สุด


ซุน วู กับ ๙๑๑ ๓ สถานการณ์ปิดล้อมจีนที่ประเทศไทยต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Nov 08, 2009 9:56 pm

http://mr2chang.igetweb.com/index.php?mo=3&art=132301
รำลึก..ครบรอบ ๑ ปี
เหตุการณ์
Attack America 911

บทความตีพิมพ์ ใน website meechaithailand.com
คอลัมภ์ บทความเด่น
ปรีชา วรเศรษฐสิน
๑๗ กันยายน ๑๕๔๕


ก่อนอื่นผู้เขียนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อครอบครัวของผู้สูญเสียชีวิต ทุพลภาพ
ของประชาชนอเมริกันผู้บริสุทธิ์ จากเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน
๒๐๐๑ และครอบครัวที่อยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด สูญเสียชีวิต – พิการ - และความทุกข์ยาก
อดอยากของประชาชนผู้ยากไร้ ชาวอาฟกานิสถาน ที่ต้องสนองตอบต่อตัณหา ของประธานาธิบดี
ยอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช ผู้กระหายอำนาจ สงคราม และมิยอมที่จะหยุดนิ่งต่อการพัฒนา
ยุทธศาสตร์-ยุทธปัจจัย สงคราม ก่อคดีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งคดีทางเศรษฐกิจ –การเมือง และสิทธิมนุษยชน ฯลฯ



หลังการปรากฏขึ้นของ The End of States ทฤษฎีที่สหรัฐอเมริกาบัญญัติขึ้น
ในความหมายก็คือสังคมมนุษย์จะหลุดพ้นจากกรอบของพรมแดนที่กีดกั้นความสัมพันธ์ระหว่างมวลมนุษยชาติ
เป็นเวลานานนับพันปี “โลกจะไร้พรมแดน” การแลกเปลี่ยนผลผลิต “ทางการค้า การลงทุนและวัฒนธรรม
จะเป็นไปอย่างเสรีไร้พรมแดน “
วิวัฒนาการของสังคมโลกกำลังจะก้าวเข้าสู่ความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด
ของของอารยธรรมยุคใหม่ กับการสิ้นสุดของรัฐชาติ ( The End of States )
ได้สร้างสานฝัน แก่ปัญญาชนจำนวนไม่น้อยที่ร้อนลุ่มหลงใหลคลั่งไคร้ที่ได้เรียนรู้ในทฤษฎีดังกล่าว
ถึงกับเอาไปโอ้อวดกันในวงสนทนาได้อย่างภาคภูมิใจ จริงๆแล้วผู้เขียนเคยลองเอาเรื่องราวดังกล่าวไปบอกเล่า
แลกเปลี่ยนกับตาสีตาสา ท่านกลับมีวิสัยทัศน์ อย่างง่ายๆตรงไปตรงมา ฟันธงว่า “แบบนี้เขาเรียกว่า
เปิดประตูให้ปลาใหญ่กินปลาเล็ก “
สถานการณ์โลก 1 ปี หลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ๒๐๐๑
สหรัฐได้สร้างเงื่อนไขที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ – การเมืองโลก
อย่างสลับซับซ้อน ดุเดือดแหลมคม อย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ดังนี้


WTO


ด้านเศรษฐกิจ

สหรัฐได้กระทำการที่ฝ่าฝืนขัดต่อหลักการการค้าเสรีซึ่งสหรัฐเที่ยวออกป่าวประกาศบังคับ
ให้ทุกประเทศปฏิบัติ แต่สำหรับสหรัฐอเมริกาเองแล้วนั้นกลับละเลยแหกกฎ
WTO เสียเอง
โดยมิสนใจต่อการคัดค้านทัดทานจากบรรดาชาติสมาชิกแต่อย่างใด และยังดึงดันที่จะกระทำผิด
ซ้ำซากต่อไป เช่น การออกกฎหมายมากมาย ที่ขัดต่อหลักการของ WTO แล้วบังคับให้ประเทศต่างๆ
ปฏิบัติตามการอุดหนุนสินค้าเกษตรที่ตั้งงบประมาณไว้สูงถึง แปดล้านล้านบาท การตั้งกำแพงภาษีเหล็ก
ตั้งกำแพงภาษีนำเข้าไม้เนื้ออ่อน ฯลฯ

GMOs (Genetically Modified Organisms) สหรัฐอเมริกาได้พัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพด้วยการตัดต่อยีนพันธุกรรม
พืช และ สัตว์ การตัดต่อยีนทางพันธุกรรม ที่ให้ผลผลิตสูงกำลังทำลายล้างโครงสร้างการผลิตต่อเกษตรกร
ประเทศยากจนทั่วโลก เพื่อกดดันให้เป็นตกเป็นทาสทางพันธุกรรม ที่กำลังจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย
ก็คือ
ปัจจุบัน สต๊อกข้าวของสหรัฐอเมริกามีมากถึง ๒๕ ล้านตัน กำลังกวาดล้างตลาดบนข้าวไทย
ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชาวนาไทยให้ต้องเผชิญกับการขาดทุนล้มละลาย พร้อมๆกับเกษตรกรผู้ยากไร้
จากทั่วโลกนับพันล้านคน ร่วมชะตากรรมกันเผชิญกับบ่วงวิบากกรรมจากมหันตภัยจาก GMOs เหมือนตายทั้งเป็น ฯลฯ

ปลอมบัญชี หลอกลวงต้มตุ๋นคนทั้งโลก ปัจจุบันสหรัฐกำลังตกอยู่ในวังวลของวิกฤตเศรษฐกิจดอทคอม
ฟองสบู่..บอลลูนแตก ไม่มี มูดี้ เอสแอนด์พี แคท แอนด์ ด๊อก อาร์เธอร์ แอนเดอร์เซน เมอรรี่ลิน
ที่เคยแสดงบทบาทสำคัญต่อการทำลายโครงสร้างทางเศรษฐกิจโลกย่านแปซิฟิกริม
“ โรคต้มยำกุ้ง “
เมื่อปี ๒๕๔๐ อีกต่อไป สิ้นสุดความเชื่อมั่นต่อ บรรษัทภิบาลธรรมภิบาล – ธรรมรัฐ“ ของสหรัฐ

พร้อมๆกับทฤษฎี The End of States เมื่ออภิมหาบรรษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ถูกเปิดโปงพฤติกรรม
ปรับแต่งปลอมบัญชี ต้มตุ๋นคนทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นบริษัท เอนรอน-แอนเดอร์เซน ยักษ์ใหญ่ค้าน้ำมันของสหรัฐ,
ซีร็อกซ์, โกลบอล ครอสซิ่ง, เมิร์ค แอนด์ โค , อเมริกัน เวิลด์คอม อิงค์ ยักษ์เบอร์ ๒ วงการเทเลคอม
เป็นบริษัทล่าสุดที่มีพฤติกรรมแต่งบัญชีมูลค่าเกือบ ๔,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ ปิดท้ายด้วย สองผู้ยิ่งใหญ่จากวอชิงตัน



ประธานาธิบดี ยอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช

ได้ตกเป็นจำเลยสังคม เมื่อสื่อมวลชนได้เปิดโปงว่า เขาแจ้งการขายหุ้นล่าช้า ระหว่างดำรงตำแหน่งผู้บริหาร
บริษัทฮาร์เกน เอนเนอร์จี คอร์ป. ในเท็กซัส เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว และยังรับเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมูลค่า ๑๘๐,๓๗๕
ดอลลาร์จากฮาร์เกน เพื่อนำไปซื้อหุ้นบริษัทด้วย

บุชได้ขายหุ้นของฮาร์เกน มูลค่า ๘๔๘,๐๐๐ ดอลลาร์ เป็นเวลา ๒ เดือนก่อนที่บริษัทจะรายงานปัญหา
ขาดทุนหลายล้านดอลลาร์
ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทฮาร์เกนร่วงจาก ๔ ดอลลาร์เหลือ ๑ ดอลลาร์
นอกจากนั้นยังมีพฤติการณ์ฉ้อฉลไม่โปร่งใส ด้วยการแจ้งเรื่องการขายหุ้นต่อ ก.ล.ต.ล่าช้าไปนานถึง ๘ เดือน

รองประธานาธิบดีดิค เชนีย์

ตกเป็นข่าวอื้อฉาวทางธุรกิจเพิ่งถูกร้องเรียนเกี่ยวกับการฉ้อโกงการทำบัญชี ขณะดำรงตำแหน่งอดีตประธาน
คณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัทฮอลลิเบอร์ตัน เมื่อปี ๒๕๓๘-๒๕๔๓

เมื่อกลุ่มจูดิชเชียล วอทช์ องค์กรเอกชนที่ทำหน้าที่ต่อต้านปัญหาคอรัปชั่นในสหรัฐ ได้ยื่นฟ้องนายเชนีย์
และอดีตพนักงานของบริษัท ฮัลลิเบอร์ตัน โค.ผู้ให้บริการน้ำมันในรัฐเท็กซัส ต่อศาลเมืองดัลลัส
ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกันแต่งบัญชีบริษัท ปลอมแปลงตัวเลขผลประกอบการเพื่อล่อให้นักลงทุนมาซื้อหุ้น
และลงบัญชีรายได้เกินจริงหลายพันล้านดอลลาร์


Dr.Alan Greenspan

จึงไม่แปลกเลยว่าทำไม ผู้นำสหรัฐต้องออกมาแถลงเป็นรายวัน สลับกับ อลันกรีนสแปนผู้รับฉายาว่า
เป็นพ่อมดทางการเงินเกี่ยวกับมาตรการลงโทษรุนแรง ต่อบริษัท ที่ฉ้อฉลปลอมบัญชีลอกลวง
และมาตรการการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของ กรีนสแปน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนกลับคืนมาสู่
ตลาดทุนในสหรัฐ แต่กลับไม่ได้รับการตอบสนองจากนักลงทุน ตลาดหุ้น ดาวโจนส์ และแนสแด็ก
จึงดิ่งเหวมืดมน สิ้นสุดยุค “ บรรษัทภิบาล “ “ ธรรมรัฐ “ ของสหรัฐตลอดไป

สถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจของ ตลาดทุนในสหรัฐอเมริกาจากเดิมที่เคยเป็นแหล่งพึ่งพิงของนักลงทุนจากทั่วโลก
ด้วยดัชนีความเชื่อมั่นใน “จิตวิทยาการเก็งกำไรขาขึ้น“ ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา หลังเหตุการณ์ ATTACK AMAERICA
ผ่านไปได้ ๑ ปี ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสลับซับซ้อนขนาดใหญ่ ที่เป็นผลกระทบด้านลบต่อ
ดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุน ตลาดทุนสหรัฐได้เกิดสภาวะ “จิตวิทยาการเก็งกำไรขาลง
ที่ร้ายแรงและดูเหมือนว่า สภาวะดังกล่าวจะพัฒนาไปอย่างถาวรอีกด้วย ปัญหามีอยู่ว่า
ประธานาธิบดี ยอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช จะเลือกทางออก แนวทางอย่างอย่างไรจึงจะนำ สหรัฐอเมริกา หลุดพ้น
จากวังวลของวิกฤตศรัทธาต่อระบบเศรษฐกิจ – การเมือง ของสหรัฐบนเวทีโลก เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง
หวลกลับสู่สหรัฐอเมริกาอีกครั้ง และก้าวสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ในยุค IT ( Information Technology )
จากสถานการณ์ดังกล่าว ได้สะท้อนให้เห็น การล่มสลาย ภาพพจน์ของสหรัฐอเมริกา ที่เคยโดดเด่นสวยงาม
อยู่ในจินตนาการและความใฝ่ฝันของผองชนจากทั่วโลก ใน สันติภาพ เสรีภาพ และความเป็นชนชาติอเมริกัน
“ I’M AMERICAN “

ณ วันนี้วันครบรอบ1ปีเหตุการณ์11กันยา แม้กระทั่งการพูดโกหกพกลมข้างๆคูๆไร้เหตุผลประธานาธิบดีสหรัฐ
ก็สามารถที่จะพูดและกระทำได้ ทำให้เกิดความงุนงงสงสัยและยากจะเข้าใจ ต่อท่าทีที่เปลี่ยนไปของสหรัฐอเมริกา
ลึกๆจริงแล้ว บุช คิดอย่างไรไม่มีใครรู้ได้ แต่จากปรากฎการณ์บทบาทของสหรัฐ บนเวทีทาง เศรษฐกิจ – การเมืองโลก
ได้สะท้อนภาพหลายๆอย่าง ให้เป็นคำถามสำหรับประชาชนทั่วโลก ที่จะต้องหาคำตอบ ที่ถูกต้องเป็นธรรม
เพื่อความสงบ สันติสุข ของโลกใบนี้ ในท่ามกลางการครอบงำของสื่อที่ถูกควบคุมโดยสหรัฐอเมริกา
หากขาดสิ้นซึ่ง เหตุ และ ผล มนุษยธรรม เอื้ออาทรต่อกัน ของมวลมนุษยชาติ โลกใบนี้เราจะอยู่กันอย่างไร?

ด้านการเมืองโลก หลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยา ๑ ปี

การปรากฎขึ้นของ ลัทธิต่อต้านการก่อการร้ายการกำเนิดขึ้นของสงครามต่อต้านการก่อการร้าย
หลังจากเหตุการณ์การโจมตี อาคารเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๔
เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจ การเมืองโลก ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปอย่าง สลับซับซ้อน แตกแยก
รุนแรง แหลมคม และเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนยากแก่การที่จะแยกเป็นกระแสออกจากกันได้อย่างเด่นชัด
ชัดเจน แต่อย่างน้อยก็มี สองกระแส อันได้แก่



กระแสแรก “ ลัทธิกีดกันทางการค้า” ขณะที่ความพยายามของสหรัฐที่จะเร่งผลักดัน ให้เกิดการค้าเสรี
โดยผ่านองค์การค้าโลก WTO ( World Trade Organization ) “ ลัทธิกีดกันทางการค้า “ ก็กำเนิดขึ้น
โดยประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจนั่นเอง ในขณะที่พวกเขาพยายามบีบบังคับให้ประเทศต่างๆ
เปิดประตูทางการค้าแบบ Free Trade แต่พวกเขาก็สร้างเงื่อนไขต่างๆนานา เพื่อการกีดกันทางการค้า Untrade
การค้าเสรีเห็นมีก็แต่ประเทศที่ยากจนที่ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆเท่านั้นที่ Fair Trade เปิดประตูให้ชาติมหาอำนาจ
ทางเศรษฐกิจเข้าไปกอบโกยทรัพยากร ได้อย่างเสรี เช่น ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้
ตามที่นาย วิชัย ศรีประเสริฐ นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ ได้เปิดเผยว่า ไทยต้องสูญเสียตลาดข้าว
ในยุโรป-แคนนาดา แก่สหรัฐอเมริกา ที่มีสต๊อกข้าวมากถึง ๒๕ ล้านตันพร้อมที่จะทุ่มตลาดโดยรัฐบาลสหรัฐ
พร้อมใช้เงินอุดหนุนสินค้าเกษตร ขณะที่ช่วงสองเดือนที่ผ่านมาเราขายได้แค่ ๓-๔ แสนตันต่อเดือน
ในเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เพราะเขาแย่งตลาดเราทีเป็นล้านๆตัน ปี ๒๕๔๔ ไทยสามารถส่งออก
กุ้งกุลาดำมูลค่า ๙.๘ หมื่นล้านบาท โดยมีตลาดใหญ่อยู่ที่สหรัฐสัดส่วน ๕๐% รอง ลงมาคือญี่ปุ่น และอียู
วันนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำกำลังจะขาดทุนล้มละลาย ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นผลมาจากการกีดกันทางการค้า
ของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งสิ้นขณะที่ประชาชนไทย กำลังถูกรุกรานเข้ามา
ของสิ่งที่เรียกว่า
Free Trade มากขึ้นทุกวัน ความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนไทย
แต่ละสาขาอาชีพ เริ่มลุกขึ้นมาต่อสู้คัดค้าน การเปิดเสรีทางการค้าอย่างไร้ขอบเขตจำกัดของรัฐบาล
มากขึ้นทุกวัน
การต่อสู้ของผู้ค้าปลีกไทย ยังไม่เห็นเค้ารางสำเร็จ กลุ่มเกษตรกร ประกอบการกล้วยไม้ไทย
ก็ต้องออกมาเคลื่อนไหว ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ อีกแล้ว
ลัทธิการกีดกันทางการค้าจะยังคงดำรงอยู่ต่อไปและนับวันจะดุเดือดแหลมคมยิ่งๆขึ้น


กระแสที่สอง

ลัทธิต่อต้านการก่อการร้าย” โดยสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำในการผลักดันกระแสดังกล่าว
ทำให้สังคมโลกถูกจัดระเบียบแบ่งออกเป็น สองฝ่าย ระหว่างประเทศที่สหรัฐชี้ว่าเป็นศัตรูกับสหรัฐอเมริกา
คือ “ประเทศก่อการร้าย” ดังนั้นประเทศใดๆก็ตาม ที่ไม่สนับสนุนสหรัฐต่อต้าน
“ประเทศก่อการร้าย” จะถูกสหรัฐพิพากษา ให้เป็น “ประเทศก่อการร้าย”


ประเทศแรก
ที่ถูกสหรัฐพิพากษาสำเร็จโทษไปแล้ว คือ อาฟกานิสถาน รัฐบาลตอลีบันในฐานะที่ให้การสนับสนุน
นายออสมา บินลาดิน อาศัยอยู่ในประเทศ และสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวหานาย บินลาดิน ว่าเป็นผู้วางแผน
ถล่มอาคาร เวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ แม้จะยังไม่มีหลักฐานใดๆปรากฎว่านายบินลาดิน เป็นผู้กระทำก็ตาม

ลูกเล็ก เด็กแดง ผู้เฒ่าชรา ประชาชนชาวอาฟกานิสถาน จะต้องรับผิดชอบตามความเห็นของ
ประธานาธิบดี ยอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช และเขาได้พิพากษา ด้วยศาสตรามหาภัยที่สหรัฐอเมริกา
( เร่งพัฒนาไม่หยุดและไม่ยอมให้ใครเข้าไปตรวจสอบด้วย ) นำไปถล่ม ชาวอาฟกานิสถาน
กระทั่งต้องตกอยู่ในสภาพของการ บาดเจ็บล้มตาย บ้านแตกสาแหรกขาดพร้อมกับ
การจัดตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นมาแทน



Osama bin Laden


จากการตามล่าตัวนาย ออสมา บิลาดิน ถึงสิ่งที่บุชเรียกว่า “ กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย
สหรัฐได้สร้างกระแสต่อต้านการก่อการร้าย ที่ครอบคลุมไปทั่วโลก โดยมีเป้าหมายหลักที่พุ่งเป้าไปที่
กลุ่มประเทศในทวีปเอเชีย ที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์อันมหาศาล จากแหล่งพลังงานน้ำมัน
และตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก เบื้องหลังการตามล่า นายออสมา บิน ลาเดน คือ
การจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่
เพื่อควบคุมผลประโยชน์ทั้งหมดในเอเซียหรือไม่ เป็นปริศนาคำถาม ที่จะต้องค้นหาคำตอบกันต่อไป

ประเทศต่อมา ปาเลสไตน์ นายยัสเซอร์ อาราฟัต ผู้นำชาวปาเลสไตน์ ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรม
ใน สิทธิและบูรณภาพเหนือดินแดน ที่ถูกอิสราเอลรุกราน ภาพทางจอโทรทัศน์แพร่ภาพโดย
CNN
ก่อนเหตุการณ์ระเบิดพลีชีพ จะเห็นภาพเยาวชนปาเลสไตน์ ใช้ก้อน อิฐ ก้อนหิน เข้าต่อสู้กับกองทัพอันเกรียงไกร
ของ อิสราเอล ที่เพียบพร้อมด้วยอาวุธสงครามอันทันสมัย ลูกเล็กเด็กแดงของชาวปาเลสไตน์ที่ลุกขึ้นต่อสู้
เรียกร้องสิทธิและบูรณภาพเหนือดินแดนของตน กลับสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจแก่ ประธานาธิบดีบุช ถึงกับเสนอ


แผนสันติภาพในปาเลสไตน์

โดย บุช ต้องการจัดให้มีการเลือกตั้งในปาเลสไตน์ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเลือกประธานาธิบดีคนใหม่
ที่ไม่ใช่นายยัสเซอร์ อาราฟัต ซึ่งเบื้องหลังของแผนสันติภาพดังกล่าวเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป ก็คือ
ประธานาธิบดีบุช ต้องการจัดตั้งรัฐบาลหุ่นของตนเพื่อเอาใจ อิสราเอล กล่าวคือ
บุช ได้เตรียมบุคคลที่จะมาแทนที่นายอาราฟัตแล้ว เป็นชาวปาเลสไตน์
เรียนสำเร็จปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทกซัส และเคยเป็นตัวแทนของ
องค์การการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟในปาเลสไตน์มาก่อน
โดยอ้างว่า
นายยัสเซอร์ อาราฟัต ขาดธรรมภิบาล ในการปกครองชาวปาเลสไตน์

กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย “

ประธานาธิบดี ยอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช ผู้นำลิทธิ “ต่อต้านการก่อการร้าย “ ได้พยายามสร้างเงื่อนไขต่างๆนานา
เพื่อผลักดันลัทธิดังกล่าวสู่..กระแสโลก เขาได้ดิคประดิฐษ์สิ่งที่เรียกว่า
กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย “ บุช ได้กระทำการพิพากษา สามประเทศในเอเซียได้แก่
ประเทศอิรัก เกาหลีเหนือ และอิหร่าน
ด้วยข้อหา “ มีความพยายามพัฒนาอาวุธที่มีอานุภาพการทำลายล้างสูง “
ให้ตกเป็นจำเลยคดี “ กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย “ที่ประชาคมโลกจะต้องให้ความร่วมมือกับสหรัฐกำจัดออกไป
ประเทศใดที่มีความคิดเห็นแตกต่างไปจากสหรัฐ ให้ถือว่าเป็นฝ่าย “ กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย “
ที่จะต้องถูกพิพากษาลงโทษต่อไป



Saddam Hussein ผู้นำอิรัค Ayatollah Ali Khamenei ผู้นำอิหร่าน Kim Jong Il ผู้นำเกาหลีเหนือ

ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซนแห่งอิรัก ถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นร้อนความตรึงเครียดของโลกอีกครั้ง
เมื่อประธานาธิบดี ยอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช ออกมาแถลง ถึงแผนโค่นอำนาจ
'ซัดดัม' ผู้นำอิรัก เบิกโรง
ด้วยการให้ เครื่องบินรบสหรัฐและอังกฤษเปิดฉากทิ้งระเบิด โจมตีศูนย์ควบคุมและบัญชาการทางอากาศ
ที่สนามบินทหารแห่งหนึ่ง ห่างจากกรุงแบกแดด ไปทางตะวันตกประมาณ ๓๘๐ กิโลเมตร
ในวันศุกร์ที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๕ ถือเป็นปฏิบัติการทางทหารในอิรักครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ ๔ ปี
ตามด้วยการกดดันองค์การสหประชาชาติ (UN) ให้เห็นด้วยกับ แผนการโจมตี อิรักของสหรัฐอเมริกา
โดยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แถลงว่าเขาจะชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายต่ออิรัก
ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ในวันที่ ๑๒ กันยายน นี้ ท่ามกลางกระแสค้าน
ของประชาคมโลก ที่ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ไร้หลักฐานของ สหรัฐนำมาใช้เป็นข้ออ้างโจมตีอิรัก
ในครั้งนี้ นอกจากนี้แล้วก่อนหน้าการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ
ประธานาธิบดี จอร์ช ดับเบิลยู. บุช ยังได้ออกมาข่มขู่เยียดหยาม องค์การสหประชาชาติ (UN)
อีกด้วยว่า สหรัฐเหลือเวลาไม่มากสำหรับการเข้าโจมตีอิรัก หากองค์การสหประชาชาติ และประเทศสมาชิก
ไม่เห็นด้วยสหรัฐก็พร้อมที่จะเปิดสงครามโดยลำพัง

หนึ่งปี หลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ๒๐๐๑ ปฐมวัยของการก้าวย่างสู่รอบพันปีที่สาม
ที่วิวัฒนาการสังคมมนุษย์กำลังจะก้าวข้ามศตวรรษ จากสังคมยุคอุตสาหกรรม
สู่..ยุค
IT (Information Technology ) โลกแห่งอารยธรรมยุคใหม่ เมื่อมนุษย์ได้นำเอา
เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ ไปติดตั้งเข้ากับเครื่องจักรอุตสาหกรรม การพัฒนาปัจจัยการผลิต
จะก้าวหน้าอย่างสร้าง สรรสามารถที่จะทำการผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของมวลมนุษย์ชาติ
อย่างไร้ขอบเขตจำกัด ปัญหามีอยู่ว่า ณ วันนี้ ยังคงเป็นช่วงของรอยต่อการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์
ตราบที่มนุษย์ยังขี้ เหม็น กิเลส ตัณหา การเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกันก็ยังดำรงอยู่คู่โลกใบนี้
พวกเราจะต้องหนัก แน่นติดตามตรวจสอบ คัดค้านพวกฉวยโอกาส ที่อาศัยความได้เปรียบ
ในการควบคุมปัจจัยการผลิตยุค IT ครอบงำด้วยข่าวสารข้อมูล สร้างสถานการณ์
ไปสู่..การเอารัดเอาเปรียบทำลายล้าง สิทธิเสรีภาพ สันติภาพ ความสงบสันติสุข แห่งมวลมนุษยชาติ
อย่างไร้มนุษยธรรม..

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Nov 09, 2009 6:18 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1257751416&grpid=01&catid=
วันที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 14:40:57 น.
มติชนออนไลน์


ทัศนะคนสามจังหวัดกับวาระร้อน "นครปัตตานี" ยุวมุสลิมฯหนุนท่าทีเจรจา "พูโล"

สุเมธ ปานเพชร / แวลีเมาะ ปูซู /อะหมัด รามันห์สิริวงศ์ โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา



"หมอแว" หนุน "เขตปกครองพิเศษ"

น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ หรือ "หมอแว" ส.ส.นราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน มองว่า
แนวทางการตั้งเขตปกครองพิเศษ เป็นรูปแบบหนึ่งในการกระจายอำนาจในระบอบประชาธิปไตย
ไม่ใช่การแบ่งแยกดินแดน ฉะนั้นข้อเสนอของ พล.อ.ชวลิต น่าจะเป็นทางเลือก และทางเลือกนี้
เคยประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาที่อาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซียมาแล้ว

“แนวคิดนี้จะบอกว่าเป็นของท่าน พล.อ.ชวลิต คนเดียวคงไม่ได้ เพราะสื่อในประเทศมาเลเซีย
ก็ออกข่าวไปแล้วในช่วงประชุมอาเซียนว่า ท่านนายกฯอภิสิทธิ์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี)
ได้ตอบรับข้อเสนอนี้ของ นายนาจิ๊บ ราซัก ผู้นำมาเลเซีย ที่จะให้พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ได้สิทธิปกครองตนเองบางระดับ สำหรับผมคิดว่าแนวคิดนี้น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา ณ
ปัจจุบัน” หมอแวซึ่งสนใจรูปแบบการตั้งเขตปกครองพิเศษ "ซินเกียง"
ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ระบุ

ผู้นำศาสนาห่วงเข้าทางบางกลุ่ม-ชี้เป็นอันตราย

นายนิมุ มะกาเจ ประธานสภาสันติสุขจังหวัดยะลา และอดีตรองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา
กล่าวว่า คำว่า "นครปัตตานี" มีความสำคัญมากสำหรับคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสามารถวิเคราะห์แยก
ได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1
ชาวบ้านที่กำลังถูกกระแสข่าวปล่อยว่าสภาวะต่างๆ ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ (ปัญหาความไม่สงบ)
ซึ่งเป็นเงื่อนไขมาหลายปีแล้ว ปัจจุบันกำลังจะบรรลุเป้าหมาย (ตั้งนครปัตตานี) เพราะเห็นว่า
พล.อ.ชวลิต เป็นผู้มาดำเนินการด้วยตัวเอง

กลุ่มที่ 2
ชาวบ้านที่ตื่นเต้นกับประเด็นของข่าวที่ว่าการตั้งนครหรือการตั้งรัฐปัตตานี คือการแยก "ปัตตานี" เป็นอิสระ
เพราะลึกๆ แล้วบางกลุ่ม บางคนอยากจะได้อยากจะเป็น

กลุ่มที่ 3 ชาวบ้านที่สับสนกับคำพูดของ พล.อ.ชวลิต เพราะเป็นคำพูดที่คลุมเครือมากว่าจะเป็นไปได้
มากน้อยเพียงใด จะจัดการด้วยวิธีการใด จะนำไปสู่ความสงบสุขสันติจริงหรือไม่ ใครจะเป็นผู้ดำเนินการ
และดำเนินการอย่างไร

หนุนท่าทีเปิดเจรจา"พูโล"

อีกประเด็นหนึ่งที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน คือกรณีที่ รองประธานพูโล นายกัสตูรี มาห์โกตา
ออกมาประกาศท่ามกลางกระแสฝุ่นตลบว่า กลุ่มพูโลพร้อมเปิดเจรจาแบบไร้เงื่อนไขกับรัฐบาลไทย

ประเด็นนี้ นายอับดุลอซิซ กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่ขบวนการพูโล หรือขบวนการอื่นๆ จะมาร่วมพบปะพูดคุย
แต่น่าจะมีคนกลางเข้ามาร่วมด้วย เช่น มาเลเซีย หรือสหภาพยุโรป

"หากมองปัญหาของไทยเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น ฟิลิปปินส์ หรืออาเจะห์ (อินโดนีเซีย) จะเห็นว่า
ต้องใช้คนกลางไกล่เกลี่ย โน้มน้าว เพื่อรับทราบปัญหาและข้อเสนอของแต่ละฝ่าย ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ดี
แต่สิ่งที่รัฐบาลไทยวิตกก็คือ เมื่อเจรจาแล้วจะเป็นการยกระดับขบวนการขึ้น ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ใช่
รัฐบาลไทยควรเปิดการเจรจา เพราะพวกเขาเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวโดยตรง"
ที่ปรึกษา ยมท.กล่าวในที่สุด



ตกลงจะให้เจรจากับตัวแทน อเมริกา หรือ!!!

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=30&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://74.125.153.132/search?q=cache:0avTusMatPcJ:www.do.rtaf.mi.th/webboard/manageA.asp%3Fid%3D149%26VIEW%3D1252+%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B9%8C+%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%8A%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99+(CheMan,+W.K.)&cd=2&hl=th&ct=clnk&gl=th&client=firefox-a

ข้อสังเกตสายสัมพันธ์'เบอร์ซาตู'กับเครือข่ายสหรัฐอเมริกา

•• จู่ ๆ เพียงแค่ให้สัมภาษณ์ วิทยุบีบีซีภาคภาษาไทย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2547 ชื่อของ วัน คะเดียร์ เจ๊ะแมน
หรือ วัน อับดุล การเดร์ หรือเขียนให้เต็มยศศักดิ์ของคนจบปริญญาเอกจากออสเตรเลียว่า ดร.วัน คะเดียร์ เจ๊ะแมน
พลันโด่งดังขึ้นมาทันตาเห็นในฐานะ ผู้นำ, แกนนำ ขององค์กร เบอร์ซาตู ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย
พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ยืนยันว่ามี การติดต่อกันจริง เพื่อจะนำไปสู่ โต๊ะเจรจา และเสมือนมี เสียงเชิงสนับสนุน
จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในทางตรงกันข้ามกลับมี เสียงเชิงคัดค้าน จากพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เพราะเห็นว่า
นี่ไม่ใช่ ตัวจริง เกรงจะเป็นการเดินหลงทิศผิดทาง ให้ความสำคัญผิดคนผิดองค์กรเกินเหตุ จนเข้าทาง
ให้เขาสามารถเดินหมากระหว่างประเทศเข้าไปมีที่นั่งใน OIC - Organization of the Islamic Conference
หรือ สันนิบาตมุสลิมโลก
ทำให้สถานการณ์พัฒนาไปสู่ โต๊ะเจรจาที่มีคนกลางไกล่เกลี่ย

ได้ไม่ยากในอนาคตอันไม่ไกล ผิดทิศผิดทางที่อำนาจรัฐส่วนกลางพยายามบอกเล่ามาโดยตลอดว่า
ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น สาเหตุหลักไม่ใช่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน
ที่แม้จะยัง ดำรงอยู่ แต่ อ่อนแอ สาเหตุหลักจริง ๆ เป็น ปัญหาภายใน ที่เกิดจาก กลไกรัฐ, อิทธิพลท้องถิ่น,
อิทธิพลค้ายาเสพติด และ การเมือง เรื่องนี้อย่างน้อยในชั้นต้นก็แสดงให้เห็นว่ายังคง
ไร้เอกภาพทางความคิดในหมู่ผู้กุมนโยบายด้านความมั่นคง เหมือนเดิม

•• ก่อนอื่น วัน คะเดียร์ เจ๊ะแมน นั้นชื่อที่ถูกต้องควรจะเป็น วันอับดุลกาเดร์ เจ๊ะมัน เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า
CheMan, W.K. มีประวัติความเป็นมาโดยสังเขปดังในล้อมกรอบ “เซี่ยงเส้าหลง” ว่าดูจากประวัติการศึกษา
แล้วถ้าจะเรียกว่า ดร.วันอับดุลกาเดร์ เจ๊ะมัน ก็ไม่ผิด

•• อยู่ใน สหรัฐอเมริกา ยาวนานถึง 10 ปี จนจบปริญญาตรีก่อนกลับมาทำงาน รพช. – สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท
เพียง 3 ปี แล้วลาออกไปเรียนต่อปริญญาโทที่ ปีนัง มาเลเซีย แล้วได้ทุนไปเรียนจบ Ph.D ที่ ออสเตรเลีย
ก่อนจะกลับมาปักหลักสอนหนังสืออยู่ใน มาเลเซีย ไม่รู้จะบาปหรือเปล่าหาก “เซี่ยงเส้าหลง” จะขอตั้งข้อสมมติฐานว่า
ท่านผู้นี้อาจ สัมพันธ์กับเครือข่ายสหรัฐอเมริกาและตะวันตก ในระดับหนึ่ง

••ควรจะเจรจาด้วยหรือไม่นั้น “เซี่ยงเส้าหลง” ขอทวนประเด็นว่าตั้งแต่เกิดเหตุในรอบ 4 เดือนมานี้
คำว่า เบอร์ซาตู (ซึ่งควรจะต้องเขียนว่า เบอร์ซาตู-ใหม่ เพราะเป็นคนละเรื่องกับ เบอร์ซาตู-เดิม
ที่เกิดขึ้นจากคนละบริบทเมื่อ 20 – 30 ปีก่อน) ดูเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในฐานะ องค์กรพันธมิตร
ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ก็จากการเผยแพร่ข่าวสารต่อสื่อมวลชนของ หน่วยข่าวกรองไทย ทั้ง ตำรวจ, ทหาร
ที่ไม่รู้ว่าโดยได้รับความร่วมมือจาก CTIC - Counter Terrorist Intelligence Center หรือไม่ เบอร์ซาตู-ใหม่ คือ
การอ่านโจทย์ ว่าสาเหตุหลักของความไม่สงบคือ ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่มีฐานอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน
โดยอาศัยช่องว่างทาง คน 2 สัญชาติ ซึ่งไม่มีใครยืนยันว่า ถูกต้อง แล้ว

•• ย้อนเล่าเรื่อง เบอร์ ซาตู–เดิม เสียหน่อยว่าเป็นเรื่องของ อดีต ก่อตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 7 สิงหาคม 2520
(ล้อกับ วันที่ 7 สิงหาคม 2508 อันถือเป็น วันเสียง ปืนแตก
) วัตถุประสงค์แท้จริงก็คือเพื่อ ต่อสู้ช่วงชิงอำนาจรัฐไทย
ตามอุดมการณ์สังคมนิยม ที่เป็น สากลนิยม ไม่ใช่เรื่อง แบ่งแยกดินแดน ที่ยังคงเป็นชาตินิยม ช่วงเวลานั้น
เหตุการณ์พื้นฐานที่เกิดขึ้นคือ พคม. - พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา ได้รับผลสะเทือนจากเหตุการณ์สิ้นอำนาจ
ของ แก๊ง 4 คน ใน พคจ. - พรรคคอมมิวนิสต์จีน เมื่อ วันที่ 6 ตุลาคม 2519
เป็นเหตุให้กองกำลังทั้ง กรมที่ 8,
กรมที่ 10 และ กรมที่ 12 ขัดแย้งกันเองถึงขั้น จับอาวุธขึ้นเข่นฆ่าล้มตาย ส่ง ผลสะเทือนมายังการต่อสู้ของ
พคท. - พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ยุคหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ นิสิตนักศึกษาปัญญาชน
เข้าไปเป็นแนวร่วม และดำเนินนโยบายที่เรียกขานในภาษาซ้ายยุคนั้นว่า นโยบายชนชาติส่วนน้อย
(แปลว่าสามัคคีชนทุกหมู่เหล่าดำเนินการปลดแอกประเทศไทย)

เพื่อแก้ไขความขัดแย้งเฉพาะหน้าและเพื่อขยายสงครามปฏิวัติ พคท. จึงสนับสนุนให้มีการจัดตั้ง
กองกำลังอาวุธของชนชาติส่วนน้อย ขึ้นมาอีกกองหนึ่งแยกต่างหากออกมาจาก
ทปท. - กองทัพปลดแอกประชาชนไทย
มีชื่อเรียกเป็นภาษาไทยว่า กองทัพปลดแอกประชาชนมุสลิมไทยมาลายู มีชื่อเป็น ภาษายาวี ว่า เบอร์ซาตู
โดยมีสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งประมาณ 60 คน เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ ตำบลนาโหย อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา
นำโดยคนของ พคท. ที่มีชื่อจัดตั้งว่า สหายชาติ และ สหายดุล ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว

•• นอกเหนือจากสายตรงจากพรรค สหายชาติ, สหายดุล แล้วยังมี ผู้ประสานงาน ระหว่าง พคท.
กับ เบอร์ซาตู-เดิม หลายคนด้วยกันที่ปัจจุบันนอกจากจะยัง มีชีวิตอยู่ แล้วยัง ก้าวหน้าในวิชาชีพ
บางคนก็ทำงานอยู่ใน เครือข่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนิด วงใน รวมทั้ง ภรรยาของอดีต
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกิดใหม่แห่งหนึ่งด้วย


•• จะว่าไปแล้ว เบอร์ซาตู-เดิม ประสบความสำเร็จไม่เลวเลย พคม. ทั้ง 3 กรม แม้จะ ขัดแย้งกันเอง ก็ต่างก็
ร่วมมือหนุนช่วยเบอร์ซาตู มีการแต่งเพลงในจังหวะรองแง็งชื่อ เบอร์ซาตูระยัต มีเนื้อความตอนหนึ่งว่า
“...เบอร์ซาตูลาระยัต มาลายูไทย เบอซาตูฮาตี เบอซามอซัวซูวอ.” แปลความว่า
“...สามัคคีประชาชนไทยมาลายู รวมกายรวมใจเป็นหนึ่งเดียว.”
แต่ทั้งสิ้นทั้งปวงก็กลายเป็นเพียง ความทรงจำในประวัติศาสตร์ เมื่อทั้ง เบอร์ซาตู, พคท. และ พคม. ค่อย ๆ
หมดพลังและสลายตัวไปเพราะนโยบายที่ถูกต้องของรัฐไทยเริ่มมาตั้งแต่ คำสั่งที่ 66/2523 และการแก้ปัญหา
3 เส้า 4 – 5 ฝ่ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นผลสำเร็จใน ปี 2529 – 2530 ช่วงที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็น
ผู้บัญชาการทหารบก/รักษาราชการผู้บัญชาการทหารสูงสุด จึงกล่าวได้ว่า เบอร์ซาตู-เดิม ปิดฉากไปตั้งแต่ ปี 2531
แต่มาเกิดนวัตกรรมใหม่ ขึ้นมาในรายงานของเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ ปี 2540 จนโด่งดังมหาศาลในช่วง ต้นปี 2547 นี้

••บ้านนี้เมืองนี้กำลังอยู่ในช่วง หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ อีกครั้งหนึ่ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าจะหวนคืนสู่
ความสงบโดยพื้นฐาน หรือพัฒนาไปสู่ สงครามกลางเมือง, สงครามประชาชน ในลักษณะ สงครามกู้เอกราช,
สงครามแบ่งแยกดินแดน ขึ้นอยู่กับว่า อ่านโจทย์ถูก, ตีโจทย์แตก หรือไม่

•• ที่สำคัญคืออย่าให้ อ่านโจทย์, ตีโจทย์ ไปเข้าทาง สหรัฐอเมริกา
ที่ต้องการเข้ามาเป็น ผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง เป็นใช้ได้


•• ความโด่งดังชั่วข้ามคืนของ วันอับดุลกาเดร์ เจ๊ะมัน ช่าง สวนทาง กับสภาวะตกต่ำในช่วง 3 – 4 เดือนมานี้
ของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา และ กลุ่มวะดะฮ์ เสียเหลือเกิน มุสลิมปฏิรูป ที่เพียรพยายาม เดินแนวทางสันติ
เข้ามาอยู่ใน วงในอำนาจรัฐ กำลังประสบปัญหาใหญ่หลวง

••ก่อนหน้านี้ ทิศทางการสืบสวนสอบสวนของตำรวจ-ทหาร เอนเอียงมาทางอ่านโจทย์ว่าเป็นฝีมือของ
ขบวนการแยกดินแดน, ขบวนการก่อตั้งรัฐปัตตานี ภายใต้ การบงการ ของ จอมบงการ ในระดับ ส.ว., ส.ส.
จนกระทั่งมีการออกหมายจับ นัจมูดดีน อูมา และการคุกคาม เด่น โต๊ะมีนา ทายาท หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์
ขณะที่ทั้ง กลุ่มวะดะฮ์ และ วันมูหะมัดนอร์ มะทา นั้นกล่าวโดยรวมแล้ว ติดกับดักการเลือกตั้ง เฉพาะท่านหลัง
ที่เป็นผู้นำกลุ่ม แม้จะผ่านสนามอภิปรายไม่ไว้วางใจไปได้แต่ก็ยากจะคลาย ปมสำคัญว่าด้วยระดับความผูกพัน
กับ เพื่อนสนิท ที่เป็น สตรีชาวไทยพุทธ ทำให้ยากที่ประเมินได้ว่าจะสามารถ รักษาความเป็นผู้นำ ไปได้นานแค่ไหน

•• ล่าสุด วันอับดุลกาเดร์ เจ๊ะมัน ยังให้สัมภาษณ์ บีบีซีภาคภาษาไทย ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ด้วย
เนื้อหาเชิงลบ เข้าใส่ มุสลิมที่พยายามเดินแนวทางสันติเข้ามาอยู่ในวงในอำนาจรัฐ เสียอีก


••ในที่สุดแล้วจะก่อให้เกิดกระบวนการผลักดัน ชนชั้นนำมุสลิมปฏิรูป อย่างกลุ่มวะดะฮ์ ออกจาก วงในอำนาจรัฐ,
เวทีเปิด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฐานภาพอันเป็นสัญลักษณ์แห่งการยอมรับ ได้ไม่ยาก “เซี่ยงเส้าหลง” มองว่า
อันตรายอย่างยิ่ง เพราะจะเท่ากับ โดดเดี่ยวมิตร, เสริมเงื่อนไขให้ศัตรู จากนี้ไปจะไม่มีที่ยืนให้ มุสลิมปฏิรูป
เหลือแต่ มุสลิมยอมจำนน กับ มุสลิมปฏิวัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มุสลิมแบ่งแยกดินแดน เท่านั้น

••ไม่ใช่ว่าเกิดเป็น ชาวมลายูมุสลิม 3 จังหวัดภาคใต้ แล้วจะต้องมีความคิดเห็นเป็น เอกภาพ การเข้ามามีบทบาท
ทางการเมืองผ่านเวทีการเลือกตั้งของ กลุ่มวะดะฮ์ ในสายตาของหลายกลุ่มล้วนเห็นเป็น แนวทางที่ผิด,
แนวทางที่ไร้ประโยชน์ เช่นเดียวกับ คนไทยโดยทั่วไป ก็มีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันไปเมื่อเห็นพวกเขา
ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งใหญ่โต รัฐมนตรี, รองนายกรัฐมนตรี และ ประธานสภา กว่าจะเดินทางมาถึงจุดนี้ได้
ต้องผ่านกาลเวลา 40 – 50 ปี อย่าง อดทน ไม่น่าจะต้องมา พังภินท์เพียงชั่วข้ามคืน ณ วันนี้
ที่อำนาจรัฐส่วนกลางกำลังจะให้ความสำคัญกับ ชาวมุสลิมมลายูนอกประเทศ – ที่มีสัมพันธ์สลับซับซ้อน
กับเครือข่ายการข่าวประเทศมหาอำนาจ
ที่ท้าทายอย่างนุ่มนวลว่าลองให้เขาเป็น ผวจ.นราธิวาส สัก 1 ปี ดูสิ

••โดยเปรียบเทียบแล้ว กลุ่มวะดะฮ์ ก็ไม่ต่างจาก ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร, ผิน บัวอ่อน และ ฯลฯ ที่ถูกเรียกขาน
เชิงลบว่า ลัทธิแก้, ขายตัวให้ชนชั้นปกครอง ในช่วงยุคสงครามเย็นที่ตกที่นั่ง ซ้ายก็ด่า – ขวาก็ตี นั่นแหละ

••ในหมู่ ชนชั้นนำในอำนาจรัฐ ที่คบหาสมาคมกับไม่ว่า ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร, ผิน บัวอ่อน และ ฯลฯ หรือ
กลุ่มวะดะฮ์ ก็เช่นกันที่ตกที่นั่ง ซ้ายก็ด่า – ขวาก็ตี ต้องฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามมาสารพัด พล.อ.หาญ ลีนานนท์,
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็น 2 ขุนพลที่สัมผัสมากับทั้ง 2 กรณี เป็นอย่างดี กลุ่มวะดะฮ์ นั้นเป็น พล.อ.หาญ ลีนานนท์
ที่เริ่มต้นนำเข้ามาสู่ พรรคประชาธิปัตย์ ในช่วง ปี 2529 ก่อนที่ในยุคต่อมาจะเป็น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
ที่นำเข้ามาเป็นหลักใน พรรคความหวังใหม่ ใน ปี 2535 ก่อนจะไหลมารวมอยู่ที่ พรรคไทยรักไทย นายทหารทั้งสอง
เป็นหัวขบวน ทหารประชาธิปไตย จุดเริ่มต้นของ คำสั่งที่ 66/2523 จึงเข้าใจใน แนวทางการเมืองนำการทหาร เป็นอย่างดี

•• ไม่ว่า หะยีสุหลง อับดุลการ์เดร์, หะยีอามีน โต๊ะมีนา และ บรรพบุรุษทางความคิด จะเคย คิด, ปฏิบัติ อย่างไร
“เซี่ยงเส้าหลง” ว่า เด่น โต๊ะมีนา เลือกเดินบนเส้นทาง ระบบรัฐสภา, ระบบแห่งนิติรัฐ มาตั้งแต่ ปี 2519 ตามติดมาด้วย
วันมูหะมัดนอร์ มะทา ใน ปี 2522 และทั้งอัตวิสัยและภววิสัยไม่เอื้ออำนวยให้ ชนชั้นนำมุสลิมในประเทศ
คนใดคิดเรื่อง แบ่งแยกดินแดน อีกแล้วตั้งแต่ ปี 2533 เป็นต้นมา

•• แต่ใน ระบบเลือกตั้ง ของบ้านเราที่อาจจะเรียกว่า ระบอบประชาธิปไตยอุปถัมภ์ (หรือ ประชาธิปไตยเอื้ออาทร)
พูดก็พูดเถอะ “เซี่ยงเส้าหลง” ว่าไม่ว่า เด่น โต๊ะมีนา, วันมูหะมัดนอร์ มะทา และ ฯลฯ ต่างต้องเผชิญหน้ากับ
กับดักการเลือกตั้ง ที่เป็น ความจริงแห่งชีวิต ทั้งการจะ ได้ที่นั่ง, รักษาที่นั่ง และ เพิ่มที่นั่ง ล้วนต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับ
วิถีสีเทา ที่เกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์, เครือข่าย ไม่ต่างกับ นักการเมืองจังหวัดอื่นทั่วประเทศ
จะมีปัญหาไม่ถูกไม่ต้องใดก็เกิดขึ้นก็ ณ จุดนั้นเป็นสำคัญ

••ไม่ได้ จงเกลียดจงชัง จนเมื่อมีเรื่องอะไรร้ายแรงก็ตอบเป็น สูตรสำเร็จ ชี้หน้าไปที่ สหรัฐอเมริกา
เพียงแต่ทำหน้าที่ ตั้งข้อสังเกต ให้ ช่วยกันคิด อย่าลืมว่าเจ้าโลก อย่างอภิมหาอำนาจประเทศนี้
เพื่อบรรลุเป้าหมายทาง ยุทธศาสตร์แล้วสามารถ สร้างสถานการณ์ได้ทุกรูปแบบ และขอโทษ
ที่จะต้องบอกว่า บุคลากร ลักษณะ ดร.วันอับดุลกาเดร์ เจ๊ะมัน นั้นมีอยู่ ทั่วโลก, ทุกยุคทุกสมัย
ศึกษาได้จากประวัติศาสตร์


•• จำ จดหมายขู่ที่มีไปถึงสถานทูตไทยในกรุงสต็อคโฮล์ม สวีเดน ที่ส่งทางไปรษณีย์จาก
เมืองมัลโม สวีเดน ใช้หัวจดหมาย ภาษาอาหรับ แล้วลงชื่อผู้ส่งเป็น อาบู บาเซีย อัล มักคาวี
เมื่อ วันที่ 5 เมษายน 2547 ได้ไหมว่า “เซี่ยงเส้าหลง” เคยให้ความเห็น ณ ที่นี้ว่าช่างใกล้เคียงกับ
ปฏิบัติการ จดหมายปลอม เมื่อ วันที่ 4 มกราคม 2517 ที่มีมาถึง รัฐบาลไทย
(สมัยนั้นคือ ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์) ในนาม สหายจำรัส หรือ เปลื้อง วรรณศรี ขอ เจรจาสงบศึก
เพื่อชี้ให้เห็นถึงความมีอยู่และบทบาทของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
นั่นเอง


att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Nov 09, 2009 6:31 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=26&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.btinternet.com/~nlpWESSEX/Documents/WATlearjet.htm

http://www.nokkrob.org/index.php?&obj=forum.view(cat_id=nkbd-1,id=63)

เครือข่ายธุรกิจการเมืองโลก : เบื้องหลังท่านผู้นำ

เครือข่ายอุปถัมภ์ระหว่างนักการเมืองข้าราชการและนักธุรกิจที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ท้องถิ่นจนไปถึง
ระดับประเทศของ ไทยซึ่งดำรงอยู่มาช้านานจนปัจจุบันนี้ แท้จริงเป็นเพียงโครงสร้างส่วนล่างส่วนหนึ่ง
ของเครือข่ายธุรกิจการเมืองโลก เท่านั้น สูงสุดของโครงสร้างอุปถัมภ์นี้คือ ซีอีโอของ
บรรษัทชั้นนำของโลก และบรรดาผู้นำกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก
พวกเขาเหล่านี้มีผลประโยชน์เกี่ยวพันกับชนชั้นนำของไทยอย่างแน่นแฟ้นมาตลอด
ทั้งในอดีตและปัจจุบัน



บทความชื่อสโมสรอดีตผู้นำ ของหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนอันโด่งดังของอังกฤษได้กล่าวถึง
กองทุนคาร์ลัยกรุ๊ป กองทุนส่วนบุคคลขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกว่า เป็นกองทุนที่เต็มไปด้วย
ผู้บริหารกรรมการและที่ปรึกษารวมถึงนักลงทุนที่เป็นบุคคลชั้นนำของโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน
อาทิเช่น นายจอร์จ เอช ดับบลิว บุช อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ, นายเจมส์ เบเคอร์
อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐ, นายจอห์น เมเจอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ,
นายฟิเดล รามอส อดีตประธานาธิบดีผิลิปปินส์, นายคาล ออตโต โพล อดีตผู้ว่าธนาคารชาติเยอรมัน,
ตระกูลบินลาเดน และนายจอร์จ โซรอส เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีซีอีโอของบรรษัทชั้นนำของโลก
อาทิเช่น บริษัท บีเอมดับบลิว, เนสท์เล่, โตชิบา, ฟูจิสุและโรเช่ นั่งเป็นกรรมการที่ปรึกษาอีกด้วย
นายจอร์จ บุช ประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบันก็เคยดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในบริษัทแห่งหนึ่ง
ที่กองทุนคาร์ลัยเป็นเจ้าของ
[6]

สำหรับบุคคลสำคัญของไทยที่เคยเป็นกรรมการที่ปรึกษาให้กับกองทุนนี้ได้แก่
นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีและนายกทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน
[7]

ตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 2530 กองทุนนี้สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงุถึง 34% ต่อปี
ปัจจุบันมีเงินลงทุนกว่า ห้าแสนล้านบาททั่วโลก รวมถึงในไทยด้วย ไม่เพียงแต่กองทุนนี้จะเป็นแหล่งทำกำไร
ใหักับชนชั้นนำของโลกเหล่านี้เท่านั้น ทว่ากองทุนนี้ยังมีอิทธิพลต่อการดำเนินนโยบายของนานาประเทศทั่วโลก
เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกองทุนและบรรดาสมาชิกอีกด้วย
[8]

http://www.nokkrob.org/index.php?&obj=forum.view(cat_id=Gw,id=12)

สงครามการก่อการร้ายหรือสงครามดอลล่าร์-ยูโร


ภายหลังเหตุการณ์วินาศกรรมตึกเวิร์ลเทรดในนครนิวยอร์คประเทศสหรัฐอเมริกา
เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2544 โดยขบวนการก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรง กลุ่มอัลไคดา
ซึ่งมีนาย โอซามา บินลาเดนเป็นผู้นำ ประธานาธิบดี จอร์จ บุช ของสหรัฐอเมริกา ก็ได้ประกาศสงคราม
กับ อักษะแห่งความชั่วร้าย จากนั้นเป็นต้นมา โลกทั้งโลกก็ดูเหมือนจะเช้าสู่สภาวะสงครามระหว่างขั้วสองขั้ว
ขั้วหนึ่งคือเครือข่ายผู้ก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรงทั่วโลกที่เกี่ยวข้องโยง ใยกับกลุ่มอัลไคดา
และขั้วตรงกันข้ามคือ สหรัฐและชาติพันธมิตร ที่จำเป็นต้องปกป้องตนเองจากภัยคุกคามของการก่อการร้าย
ที่ลุกลามขยายตัวไปทั่วโลกทว่าน้อยคนนักจะทราบว่า แท้จริงแล้วสหรัฐกับชาติพันธมิตรคือ
ผู้ให้กำเนิดและให้การสนับสนุนแก่เครือข่ายผู้ก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรงต่างๆตลอดมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอัลไคดา

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีข้อมูลและหลักฐานต่างๆที่พิสูจน์ว่าแม้ภายหลังเหตุการณ์โศกนาฏกรรม 11กันยายน
สหรัฐและชาติพันธมิตรก็ยังคงให้การสนับสนุนแก่กลุ่มผู้ก่อการร้ายเหล่านี้ อยู่เช่นเดิม
เป็นความจริงที่ปัจจุบันโลกได้เข้าสู่ภาวะสงคราม ทว่าไม่ใช่สงครามระหว่างผู้ปราบปรามการก่อการร้าย
กับผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่สงครามศาสนาระหว่างมุสลิมกับคนนอกศาสนา แต่คือสงครามทางเศรษฐกิจระหว่าง
ผู้สนับสนุนสกุลเงินดอลลล่ากับผู้สนับสนุนสกุลเงินยูโร


ตัวกลาง:เคล็ดลับของสหรัฐในการสนับสนุนการก่อการร้าย

เพื่อมิให้ปฏิบัติการลับของสหรัฐในการเกื้อหนุนเครือข่ายก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรงเป็นที่ล่วงรู้
สหรัฐจึงจำเป็นต้องทำการผ่าน ตัวกลาง (GO BETWEEN) อีกทีหนึ่ง หากความลับนี้เกิดรั่วไหล สหรัฐก็สามารถ
ปฏิเสธข้อกล่าวหาได้โดย ตัดตอน เฉพาะข้อมูลและหลักฐานที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับ
ตัวกลางออกไป เพื่อให้เข้าใจว่าตัวกลางเท่านั้นคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการสนับสนุนการก่อการร้าย
นายวิลเลียม เคซี อดีตผู้บัญชาการหน่วยงานซีไอเอ ในยุครัฐบาลเรแกน ยอมรับว่าเขาเองเป็นผู้ติดต่อ
ประสานงานกับตุรกี ปากีสถาน และซาอุดิอารเบีย ในการร่วมมือสนันบสนุนเครือข่ายก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรง
ตามข้อตกลงนี้ สหรัฐ ปากีสถาน ตุรกีและซาอุดิอารเบีย จะร่วมกันให้การสนับสนุนผ่านหน่วยงานข่าวกรองปากีสถาน
หรือ ไอเอสไอ และอีกส่วนผ่านเครือข่ายองค์กรศาสนานิกายวาฮาบีที่มีอยู่ทั่วโลก 3 หรืออีกนัยหนึ่ง
สหรัฐใช้ ไอเอสไอและวาฮาบีเป็นตัวกลางนั่นเอง


อัลไคดาไม่เกี่ยวข้องกับสหรัฐแล้วจริงหรือ?

เป็นความจริงที่สหรัฐและชาติพันธมิตรเคยให้ความสนับสนุนเครือข่ายก่อการร้ายมุสลิมและกลุ่มอัลไคดา
แต่เมื่อสงครามเย็นยุติลงพวกเขาก็ได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นฝ่ายต่อต้านสหรัฐ  นี่คือคำอธิบายที่สื่อกระแสหลักทั่วโลก
ใช้อธิบายเหตุผลในการก่อการร้ายชองกลุ่ม อัลไคดา นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ณ์ 11 กันยาเป็นต้นมา
ทว่ามีข้อมูลหลักฐานอยู่มากมายที่ส่อว่า แท้จริงแม้จนถึงปัจจุบันโครงข่ายการให้การสนับสนุน
เครือข่ายผู้ก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรงที่สหรัฐและพันธมิตรได้สร้างขึ้นยังคงดำรงอยุ่
และสหรัฐก็ยังคงอาศัยโครงข่ายนี้สนับสนุนเครือข่ายก่อการร้ายเหล่านี้อยู่เช่นเดิม อาทิเช่น
หนึ่ง สถานีโทรทัศน์ ซีบีเอสของสหรัฐโดยนายแดน แรเทอร์ ได้รายงานว่าในวันที่ 10 กันยายน 2544
เพียงหนึ่งวันก่อนเหตุวินาศกรรมตึกเวิร์ลเทรด นายบิน ลาเดนได้เข้ารับการบำบัดด้วยเครื่องฟอกไตใ
นโรงพยาบาลของกองทัพอากาศปากีสถาน ในเมืองราวันบินดี4
ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์เลอ ฟิกาโร
ของผรั่งเศสได้ลงข่าวโดยอ้างแหล่งข่าวภายในหน่วยงานไอเอสไอ ในช่วงวันที่ 4-14 กรกฎาคม ปี2544

สองเดือนก่อนเกิดเหตุ 11 กันยา นายบิน ลาเดน ได้เข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลอเมริกัน
ณ เมือง ดูไบประทศอาหรับ เอมิเรตส์ ในช่วง 10 วัน ที่เขาพักรักษาตัวอยู่นั้น ได้มีเครือญาติในตระกูลบินลาเดน
บุคคลสำคัญจาก ซาอุดิอาราเบีย และอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ ซีไอเอประจำดูไบ ได้ข้าพบนายบิน ลาเดน
5

หากข่าวทั้งสองชิ้นนี้มีมูลความจริงเป็นไปได้หรือที่ทางการสหรัฐจะไม่ทราบถึงที่อยู่ของนายบินลาเดน
เหตุใดจึงไม่เข้าจับกุมทั้งๆที่ก่อนหน้าสหรัฐได้ตั้งรางวัลนำจับตัวเขาเป็นจำนวนหลายล้านเหรียญสหรัฐ
ในข้อหาเกี่ยวข้องกับการวางระเบิดกงสุลสหรัฐ 2 แห่งในอัฟริกาตะวันออกเมื่อปี 2536
สอง สถานีโทรทัศน์เอบีซี ของสหรัฐได้เสนอข่าวว่า เอฟบีไอพบว่า ก่อนเหตุการณ์ 11 กันยา ไม่กี่เดือน
ได้มีการโอนเงินจำนวนอย่างต่ำ สี่ล้านาบาท จากธนาคารในปากีสถานไปยังบัญชีของนายมูฮัมหมัด อัททา
หัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายในการก่อวินาศกรรมตึกเวิร์ลเทรด การโอนเงินนี้เป็นไปตามคำสั่งของนายพล มามูด อัคหมัด
หัวหน้าหน่วยงานไอเอสไอ ของปากีสถาน ข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันอีกครั้งโดย สำนักข่าว เอเอฟพี ของฝรั่งเศส7
สิ่งที่ผิดสังเกตคือ ในวันที่ 4 กันยายน หนึ่งอาทิตย์ก่อนเหตุการณ์ 11 กันยา นายพล อัคหมัด
ได้เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อเข้าพบและปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของซีไอเอ
อย่างเป็นทางการตามธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติมาโดยตลอด และในวันที่ 12-13 กันยายน
หนึ่งวันหลังเหตุการณ์วินาศกรรมตึกเวิร์ลเทรด นายพล อัคหมัด ก็ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมมือ
ในการปราบปรามการก่อการร้ายร่วมกับนายริชาด อาร์มีเทจ รองเลขาธิการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ
และยังได้เข้าพบนายพล คอลิน พาวเวล เลขาธิการกระทรวงกลาโหมเป็นการส่วนตัวอีกด้วย8

เป็นไปได้หรือ ที่ทางการสหรัฐไม่ทราบระแคะระคายมาก่อนหน้านี้เลยว่า บุคคลสำคัญที่เป็นถึงหัวหน้า
หน่วยงานข่าวกรองปากีสถาน หน่วยงานที่สหรัฐเป็นตัวตั้งตัวตีในการก่อตั้ง อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกัน
มาเป็นเวลานานและให้ความไว้วางใจถึงกับขอให้ร่วมมือในการปราบปรามการก่อการร้ายจะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด
ในการก่อการร้ายที่มุ่งทำลายสหรัฐ สาม จวบจนวันนี้ เครือข่ายองค์กรศาสนานิกายวาฮาบีของซาอุดิอารเบีย
ยังคงให้การสนับสนุนสหรัฐ ดังที่เป็นมา ในบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์อัลคุด อัล อาราบี
ที่เพิ่งตีพิมพ์ในประเทศอังกฤษ ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน ศกนี้ อ้างถึงคำวินิจฉัยสูงสุดทางศาสนา
หรือฟัดวา ที่ประกาศห้ามมิให้มุสลิมนิกายวาฮาบีทำการสู้รบกับกองทัพสหรัฐในอิรัก
และเตือนระวังชาวซาอุดิอารเบีย มิให้หลงผิดเชื่อคำหลอกลวงเพื่อไปร่วมรบกับพี่น้องมุสลิมในอิรัก
9

ดอลลาร์และน้ำมัน: เหตุผลในการทำสงครามกับการก่อการร้าย

ความลับของพลังอำนาจทั้งปวงของสหรัฐนั้นขึ้นอยู่กับการที่เงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลักสกุลเดียว
ที่ทุกประเทศจำเป็น ต้องใช้สำรองเป็นเงินตราต่างประเทศ เพื่อเตรียมไว้ใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการ
จากประเทศอื่นที่แทบทั้งหมดต้อง ใช้เงินดอลลาร์ ทั้งนี้โดยมีน้ำมันเป็นสินค้าที่จำเป็นที่สุด
ซึ่งแทบทุกประเทศจำเป็นต้องนำเข้า หรืออีกนัยหนึ่ง นานาประเทศต้องขายสินค้าเพื่อแลกเป็นดอลลาร์
เพราะถ้าไม่มีดอลลาร์ก็ซื้ออะไรไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดซื้อน้ำมันไม่ได้ บนความจำเป็นนี้เอง
สหรัฐจึงสามารถพิมพ์ดอลลาร์ออกมาเพื่อใช้จ่ายและพัฒนาเศรษฐกิจของตนได้ด้วย
การขายพันธบัตรสกุลดอลลาร์ที่มีสหรัฐเท่านั้นเป็นผู้ผูกขาดการผลิตให้กับบรรดาประเทศต่างๆ
ที่ปราศจากทางเลือก ทั้งนี้ด้วยราคาที่สูงเกินจริง และโดยไม่ต้องมีการแยแสกับภาวการณ์ขาดดุล
การค้าระหว่างประทศ หรือภาระหนี้สินต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพราะเมื่อถึงเวลา
ครบกำหนดชำระเงิน สหรัฐก็เพียงแต่ขายพันธบัตรดอลลาร์ที่ผู้ซื้อจำเป็นต้องซื้อเพิ่มเติมอีก
เช่นนี้ไม่มีวันสิ้นสุด หรืออีกนัยหนึ่ง อํานาจของสหรัฐอยู่ที่ความสามารถในการหมุนหนี้ นั่นเอง

ดังที่กล่าวมาแล้วว่า น้ำมันคือปัจจัยที่สำคัญสูงสุดสำหรับทุกประเทศแต่ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมัน
มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ด้วยเหตุผล 2 ประการ

ประการแรก คือ ตราบใดที่น้ำมันยังคงซื้อขายเป็นดอลลาร์ การค้าขายาแทบทั้งหมดของโลก
ก็ยังต้องเป็นดอลลาร์ อำนาจผูกชาดสหรัฐเหนือเศรษฐกิจโลกก็จะคงดำรงอยู่ต่อไป

ประเด็นที่สอง สหรัฐเป็นประเทศที่บริโภคน้ำมันเป็นอันดับหนึ่งของโลก ด้วยประชากรเพียง 5% ของโลก
สหรัฐบริโภคน้ำมันถึง25 % ของการบริโภครวมของโลก และเพราะสหรัฐเป็นเจ้าของแหล่งน้ำมันเพียง 3% ของโลก
สหรัฐจึงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันถึง 60%ของการบริโภคในประเทศ10


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1257864201&grpid=01&catid=
วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 21:42:57 น.
มติชนออนไลน์

ครม.รับทราบ นายกฯทาบ"อานันท์" เป็น ปธ.แก้ปม"มาบตาพุด" แยก 76 โครงการกระทบสุขภาพ

ครม.รับทราบ นายกฯจะตั้ง "อานันท์"เป็นประธาน กก. 4 ฝ่าย แก้ปัญหานิคมฯ มาบตาพุด
แยก 76 โครงการเข้าข่ายทำผลกระทบสุขภาพ จำแนกโรงงานมีมาตรฐาน ไร้มาตรฐานทั้งหมด
ใน จ.ระยอง แก้ปัญหาตรงข้อเท็จจริง


นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ว่า
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แจ้งต่อที่ประชุม ครม. ว่า ได้ทาบทามให้นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ขึ้นมาแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
และในการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) วันที่ 11 พฤศจิกายน
จะแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบเรื่องการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ประกอบด้วย ภาคประชาชน นักวิชาการ
เอกชน และภาครัฐ และการทาบทามนายอานันท์มาเป็นประธาน พร้อมกับจะพิจารณาว่าจะส่งตัวแทนภาครัฐ
ไปในกรรมการ 4 ฝ่ายนี้อย่างไร

รายงานข่าวแจ้งว่า คณะกรรมการ 4 ฝ่าย มีอำนาจหน้าที่ดังนี้

1.ตรวจสอบการดำเนินการโครงการทั้ง 76 โครงการ ที่ศาลปกครองสั่งระงับว่าโครงการใด
ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ของประชาชนหรือไม่
หากโครงการใดไม่มีผลกระทบก็สามารถที่จะดำเนินการต่อไปได้
2.ตรวจสอบโครงการทั้งหมดในเขตนิคมมาบตาพุด ว่ามีโครงการใดที่ก่อปัญหามลพิษหรือไม่
3.จัดทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการชุดนี้

นายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา
ได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ และเสนอทางออกของปัญหามาบตาพุดทั้งหมด โดยการตั้งคณะกรรมการอิสระ
ประกอบด้วยผู้แทนจาก 4 ฝ่าย ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคประชาชน
โดยเสนอชื่อนายอานันท์เป็นประธานคณะกรรมการอิสระ นายกฯให้ความเห็นชอบ
จากนั้นได้เข้าพบนายอานันท์พร้อมข้อเสนอให้เป็นประธาน

ก็ได้รับการตอบรับด้วยความยินดี จึงประสานนายกฯอีกครั้ง ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
นายกฯไปพบนายอานันท์เพื่อพูดคุยในรายละเอียด คาดว่าในสัปดาห์นี้จะมีคำสั่งแต่งตั้งจากนายกฯ

นายสุทธิกล่าวว่า ภารกิจหลักคณะกรรมการอิสระมี 3 เรื่องหลัก
1.แยกโครงการทั้งหมด 76 โครงการ
โครงการไหนเข้าข่ายต้องศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) มาตรา 67 วรรค 2 หรือไม่
2.เสนอแนะรัฐบาลเพื่อให้ผลักดันจัดทำกลไกตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 อย่างเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
3.จำแนกโรงงานทั้งหมดใน จ.ระยอง ที่มีมาตรฐานและไม่มีมาตรฐานออกจากกัน เพื่อแก้ปัญหาตรงข้อเท็จจริง
และเชิญชวนข้าราชการ ทบวง กรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หันกลับมาให้ความร่วมมือ หยิบข้อเสนอที่ดีของ
คณะกรรมการชุดนี้สู่การร่วมมือปฏิบัติอย่างบูรณาการต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ
และประชาชนทุกคนต่อไป
มาบตาพุด 2

น.ส.สุนทรี ขุนทอง นักวิจัยคณะทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา จ.ชลบุรี
หัวหน้าโครงการศึกษาการเก็บวิเคราะห์ตัวอย่างการตกสะสมของกรดในพื้นที่ภาคตะวันออก ที่ได้รับมอบหมาย
จากกรมควบคุมมลพิษให้ศึกษาวิจัย กล่าวว่า จากการเก็บตัวอย่างน้ำฝนตลอดระยะเวลา 1 ปีในเขต อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
ครอบคลุมพื้นที่แหลมฉบัง พบว่าน้ำฝนที่เก็บได้มีค่าความเป็นกรดเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 4 กว่าๆ จากค่าความเป็นกรดด่าง
ของน้ำฝนที่มีค่าเฉลี่ยที่ 5.6 ไม่เหมาะสมกับการนำมาใช้ดื่มกินได้อย่างบริสุทธิ์เหมือนในอดีต
การที่ค่าความเป็นกรดที่สูงขึ้น อาจมีสาเหตุจากพื้นที่นี้ล้อมรอบด้วยอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และยังพบอีกว่า
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพื้นที่อุตสาหกรรมภาคตะวันออกมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


http://www.thairath.co.th/people/view/pol/3994
อานันท์ ปันยารชุน



อานันท์ ปันยารชุน


  • เพศ ชาย
  • วันที่เกิด 9 สิงหาคม 2475
  • อายุ 77
ได้รับการทาบทามจากนายกรัฐมนตรี ให้เข้ามานั่ง เป็นประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ประกอบด้วย
ภาคประชาชน นักวิชาการ เอกชน และภาครัฐ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเผือกร้อน เรื่องปัญหา
นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ที่ทำรัฐบาลติดชนักจะเดินหน้าก็ไม่ได้จะถอยหลังก็ยาก
เพราะถือเป็นปัญหาด้านสังคมที่มีประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษจำนวนมาก
อีกทั้งยังปัญหาด้านการลงทุนสำคัญของชาติที่มีเม็ดเงินสูงหลายแสนล้านบาท และจะมีผลกระทบต่อ
การเติบโตทางเศรษฐกิจ ของไทย ซึ่งจากการประเมินเชื่อว่าหากการลงทุนดังกล่าว ล่าช้าไป 1 ปี
จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ 0.4% และคงส่งผลต่อประมาณการเศรษฐกิจปี 53 ไม่มากก็น้อย...

ชื่อ-สกุล : อานันท์ ปันยารชุน

วันเกิด : 9 สิงหาคม 2475

ครอบครัว : - บิดา มหาอำมาตย์ตรี พระยาปรีชานุสาส์น
- มารดา คุณหญิงปฤกษ์ โชติกเสถียร
- คู่สมรส ม.ร.ว.สดศรี ปันยารชุน

การศึกษา : - โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน - มัธยมศึกษาจาก DULWICH COLLEGE
- อุดมศึกษา (B.A.HONOURS) จาก CAMBRIDGE UNIVERSITY, ENGLAND

- ปี 2533 บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ปี 2534 ปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
- ปี 2535 - พัฒนบริหารศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (บริหารธุรกิจ) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
- อุตสาหกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
- นิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ
- เศรษฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
- วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
- ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (กฎหมาย) มหาวิทยาลัยวิคตอเรีย ประเทศแคนาดา
- ปี 2537 - รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (การเมืองและการปกครอง) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- พัฒนบริหารศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (พัฒนาการเศรษฐกิจ) ​ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
- ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (กฎหมาย) มหาวิทยาลัยควีนส์ ประเทศแคนาดา
- ปี 2548 ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางด้านกฎหมาย จาก มหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลนา
​ ในฐานะผู้มีส่วนร่วมในการสร้างความสมานฉันท์และสันติสุขในสังคมไทยและสนับสนุนการ
พัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย ที่แชเปิลฮิลล์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
​ - 19 ก.พ.2552 ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่

ตำแหน่งปัจจุบัน : - ประธานกรรมการอำนวยการสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (เอไอที)
- ประธานสภาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (ทีอีไอ)
- 5 ธันวาคม 2546 ประธานคณะทำงานเพื่อปฏิรูปบทบาทของยูเอ็นในศตวรรษ 21
- 28 มีนาคม 2548 ประธานกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.)

การทำงาน และตำแหน่งหน้าที่ : - 15 มกราคม 2540 ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
- 26 ธันวาคม 2539 สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน
หรือการร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) (พ้นตำแหน่ง 11 ตุลาคม 2540)

- 10 มิถุนายน 2535 นายกรัฐมนตรี คนที่ 18 (เลือกตั้งใหม่ 23 ก.ย.2535)
- 2 มีนาคม 2534 นายกรัฐมนตรี คนที่ 18 (ใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 6 เม.ย.2535)

อังกฤษทั้งนั้น เราเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษจริงๆ


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Wed Nov 11, 2009 2:15 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Nov 10, 2009 1:39 pm

http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t593.htm?sid=64fc35d9efae54b692c45ed1bd4f2c50

อยากฟังความเห็นท่าน สุมาอี้ ว่า กองทัพไทยตอนนี้ คิดอะไรอยู่
บอกเท่าที่บอกได้ละกัน

สงครามที่เรากำลังต่อสู้อยู่นี้ เป็นสงครามทางกฎหมายระหว่างประเทศ
ประเด็นทางกฎหมายระหว่างประเทศมีความสำคัญที่สุด
รองลงมาคือมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
หากเราไม่รู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้อย่างแจ้งชัด
จะทำให้เราหลงไปต่อสู้ในสงครามในลักษณะที่เราไม่อาจเอาชนะได้

ตรงนี้แหละที่เราเสียเปรียบ
-------------------------------------------------------------------
ทำไมจะแก้ไขบันทึกความเข้าใจว่าพื้นที่ไหลทวีปไทย- กัมพูชา ปี 2544เพียงอย่างเดียว
ทำไมไม่แก้ไขบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ไทย- กัมพูชา ปี 2543 ด้วย
ทั้งที่เป็นต้นตอของปัญหาที่สำคัญมากกว่า และสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดนทั้งแถบพรมแดน
เพราะแผนที่สองแสนที่ยอมรับจะถูกใช้เป็นกรอบในการปักปันเขตแดนทั้งพื้นที่ ทางบกและทางทะเล

บอกแล้วว่านักการเมืองทั้งสองขั้วแยกกันเดินร่วมกันตีสถาบันหลัก
การออกกฎหมายหรือทำข้อตกลงระหว่างประเทศประเทศไทยจึงเสียเปรียบตลอด
แบบว่าคนเซ็นได้ประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนไทยเสียประโยชน์

หากเกิดสงครามต้องมีองค์กรระหว่างประเทศมาตัดสินตามหลักฐาน
ผลคือเราต้องยอมรับการใช้แผนที่สองแสนปักปันเขตแดน
สุดท้ายสูญเสียทั้งพื้นที่บนบกในทะเล ผลประโยชน์ในทะเลทั้งน้ำมัน ก๊าซ
ต่างชาติได้สัมปทานสามารถขุดมาใช้ได้เลยหลังจากเสี่ยมให้เกิดสงคราม
ไม่ต้องรออีกนานจนไทยเขมรตกลงเขตแดนกันเสร็จคงหลายสิบปี

สงครามจึงเป็นหนทางที่มือที่สามต้องเสี่ยมให้เกิด เพื่อเข้ามาควบคุมมูลค่าความขัดแย้งในครั้งนี้
นักการเมืองทั้งที่เคยเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน ทั้งอดีตและปัจจุบันจึงรับออเดอร์มาออกกฏหมาย
ทำข้อตกลงเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่มีอำนาจเหนือรัฐมหาอำนาจ
สังเกตุดีดี การขึ้นทะเบียนมรดกโลกผ่านองค์กรระหว่างประเทศที่มหาอำนาจคุมได้
ผ่านกฏเกณฑฺแค่ข้อเดียวสามารถขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียวได้
หากเกิดสงครามไทยกัมพูชา ใครจะอยู่ข้างฝ่ายไทย ในเมื่อฮุนเซน คุมเขมรเบ็ดเสร็จ
ให้สัมปทานมหาอำนาจขุดใช้ได้เลย ไทยต้องผ่านขั้นตอนอีกมาก ดังนั้นสงครามไทยเขมร
จึงต้องถูกสร้างขึ้น เพื่อให้กลุ่มผลประโยชน์สามารถเข้ามาควบคุมมูลค่าความขัดแย้งที่สร้างขึ้น


นักการเมืองทั้งฝ่ายค้านรัฐบาลจึงเป็นเพียงตัวแสดงที่เล่นไปตามบทบาทที่กลุ่มทุน
ที่มีอำนาจเหนือรัฐมหาอำนาจสั่งการเท่านั้น

ชาตินิยมได้แต่อย่าคลั่งชาติ เพราะเราจะเพียงพร้ำในสงครามกฏหมายระหว่างประเทศ

ศาลฎีกาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง "

ถ้าเป็นความผิดในเรื่องการเมือง ไม่ใช่อาชญากรรมหรือการทุจริต (เหมือนกรณีราเกส)
ประเทศเขมรจะตั้งเป็นที่ปรึกษาก็เป็นสิทธิของเขา และจริงๆ แล้วเขมรไม่จำเป็นต้องส่งทักกี้
เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับไทย

จะเห็นว่าศาลฎีกาชื่อตอนท้ายก็บอกว่าทางการเมือง

นักการเมืองพวกนี้เป็นพวกเดียวกันต่างทำหน้าที่แยกกันเดินร่วมกันตีอำนาจอธิปไตย
นิติบัญัติ บริหาร โดยเฉพาะอำนาจตุลาการ รวมถึงสถาบันหลักของไทย
เพื่อเปลี่ยนสู่ระบอบ ที่นักการเมืองเป็นใหญ่

ควรระวังกลุ่มทุนที่มีอำนาจเหนือรัฐมหาอำนาจใช้กลยุทธหนี
เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างทางอำนาจของไทยไปสู่ระบบที่นักการเมืองมี
อำนาจสูงสุด ซึ่งง่ายในการควบคุมนักการเมืองที่แสวงหาเพียงผลประโยชน์
พร้อมสร้างความขัดแย้งในกลุ่มอาเซียน ทำให้ส่งผลให้เอเชียอ่อนแอ
ไสมารถสร้างกลุ่มความร่วมมือเหมือนอียูสร้างเงินสกุลเอเชียมาคานอำนาจเงินยูโร และดอลลาร์ได้
(พร้อมทั้งทำลายยุทธศาตร์อยู่อย่างสันติห้าประการของจีน
ทำให้การสร้างการรวมตัวกันของเอเชียโดยมีจีนนำยากจะเกิดขึ้นได้
)

จุดสังเกตุเหตุการณ์ในอดีต เหมาเคยใช้กลยุทธหนี โดยที่เหมาหนีการล้อมปราบของเจียงในช่วงแรก
เป็นการหนีพร้อมๆ ไปกับการสร้างมวลชนไว้ แต่พอในช่วงหลังเหมากลับกลายเป็นฝ่ายล้อมปราบเจียง
จนต้องหนีไปอยู่เกาะ ไต้หวัน

งานนี้ทักกี้ถูกใช้เป็นเป้าล่อแล้วสร้างข่าวลือทำให้สังคมเข้าใจว่าสถาบันต้องการเอาชนะสงครามต่อทักกี้
(ชนะสงครามในระดับยุทธการ) แล้วสร้างเหตุการณ์ไม่ถูกต้องกับทักกี้ในอนาคตสังคมโลกรวมทั้งสังคมไทย
ก็จะหันกลับมาสนับสนุนทักกี้ (ชนะสงครามในระดับยุทธศาสตร์)
จนสามารถสร้างสถานการณ์เปลี่ยนแปลงระบบการปกครองเช่นเดียวกับเนปาล

ประเด็นขัดแย้งนี้เมื่อมีการขยายประเด็นออกไปในสังคมโลก เพราะกรณีทักกี้เป็นความผิดทางการเมือง
ขึ้นศาลอาญาทางการเมือง ไม่เหมือนราเกสต้องส่งกลับเพราะเป็นคดีอาญา ยิ่งเรียกร้องเขมรส่งตัวกลับ
เขมรตอบกลับมาไทยจะเสียหน้า เพราะกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยที่มีปัญหาเรื่องสองมาตรฐาน
ซึ่งเป็นจุดอ่อนของไทย เมื่อเรื่องนี้แพร่หลายสู่สากล กระบวนการยุติธรรมของไทยจะขาดความน่าเชื่อถือในสังคมโลก

ส่วนใหญ่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เอาตัวรอด เราไม่มียุทธศาสตร์ชาติ มั่นคง ป้องกันประเทศ ยุทธศาสตร์ทหาร
และยุทธศาสตร์เฉพาะกรณีปราสาทพระวิหาร ภาคใต้ ความขัดแย้งทางการเมือง ที่เป็นไปตามหลักวิชาการ
มีผลบังคับใช้ภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่มีก็ทำแบบให้เสร็จๆ ไป ไม่เช่นนั้นปัญหาต่างๆ จะต้องแก้ไขได้นานแล้ว

--------------------------------------------------------------------------------------------------

ขอบคุณท่าน สุมาอี้ ความเห็นท่านทำให้เห็นภาพชัดเจน
ดูเหมือนสถานการณ์ของไทยตอนนี้
ยังหาทางออกไม่เจอเลยจริงๆ
ปัญหาใหญ่ อยู่ที่ไส้ศึกภายใน มากกว่าภายนอก
ทุกสถาบันเราถูกรุกฆาตจริงๆ
คือ การใช้ ม้าเดินกินฟรี แล้วรุกขุน

http://thai.cri.cn/181/2009/05/27/3s150661.htm

ก้าวสู่โลก---60 ปี การต่างประเทศของจีน

cri

สวัสดีครับ ท่านผู้ฟัง
รายการตอบคำถามชิงรางวัลท่องเที่ยวประเทศจีนเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองการสถาปนา
สาธารณรัฐประชาชนจีนครบรอบ 60 ปีของวันนี้ จะทบทวน 60 ปี การต่างประเทศของจีน
สำหรับคำถาม 2 ข้อของวันนี้คือ
1. จีนได้รับสิทธิ์เข้าเป็นสมาชิกของสหประชาชาติอีกครั้งหนึ่งเมื่อปีค.ศ.อะไร
2. มีกี่ประเทศได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน "พวกเราชาวสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์
ไม่เคยกลัวที่จะกล่าวว่า เรา้เชื่อว่าลัทธิคอมมิวนิสต์และระบอบสังคมนิยมดีที่สุด
แต่ในที่ประชุมนี้คงไม่มีความจำเป็นที่จะเผยแพร่ความคิดส่วนตัวและระบอบการเมืองของประเทศใดประเทศหนึ่ง
คณะผู้แทนจีนมาร่วมประชุมเพื่อแสวงหาจุดร่วม หากไม่ใช่จุดต่าง..." นี่เป็นคำปราศรัยของนายโจวเอินไหล
อดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศคนแรกของสาธารณรัฐประชาชนจีนในการประชุมบันดง
การประชุมบังดงที่จัดขึ้นในเดือนเมษายนปี 1955 นับเป็นการประชุมระหว่างประเทศครั้งแรกที่มีคณะผู้แทนจีน
เข้าร่วม ในการประชุมครั้งนี้ จีนได้นำเสนอหลักการ 5 ประการแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อันได้แก่
การเคารพอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนของกันและกัน
ไม่รุกรานกันและไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน
มีความเสมอภาคและอำนวยประโยชน์แก่กัน
และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ


ทุกวันนี้ หลักการ 5 ประการดังกล่าวเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกจนกลายเป็นบรรทัดฐานแห่งความสัมพันธ์
ระหว่างประเทศ ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะผันแปรไปอย่างไร จีนก็ยังยึดมั่นในหลักการ 5 ประการ
แห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่มาโดยตลอด
นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่นับวันมีประเทศต่างๆ เป็นมิตรกับจีนกันมากขึ้น
โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ในช่วงสาธารณรัฐประชาชนจีนเพิ่งสถาปนาขึ้น
เนื่องจากถูกประเทศตะวันตกขัดขวาง มีเพียง 10 กว่าประเทศเท่านั้นที่สร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน
ทุกวันนี้เพิ่มขึ้นถึง 171 ประเทศแล้ว โซเวียตเป็นประเทศแรกที่ประกาศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ปี 1949 ซึ่งเป็นวันที่ 2 ภายหลังประเทศจีนใหม่สถาปนาขึ้น หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย
เมื่อเดือนธันวาคมปี 1991 รัสเซียได้รักษาความสัมพัีนธ์ทางการทูตกับจีนต่อจากโซเวียต เมื่อปี 1992
จีนกับรัสเซียผูกความสัมพันธ์เป็นมิตรประเทศและพัฒนากลายเป็นความสัมพันธ์หุ้นส่วนที่สร้างสรรค์
เมื่อปี 1994 ปี 1996 ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้พัฒนาขึ้นเป็นความสัมพันธ์หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
กระทั่งปี 2001 สองประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือฉันประเทศเพื่อนบ้าน
ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียพัฒนาคืบหน้าไปอย่างต่อเนื่องมั่นคงและนับวันสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
เมื่อไม่นานมานี้ นายหูจิ่นเทา ประธานาธิบดีจีนกับนายดมิทรี เมดเวเดฟ ประธานาธิบดีรัสเซียพบปะกัน
ที่กรุงลอนดอน สองฝ่ายมีความเห็นร่วมกันเกี่ยวกับการส่งเสริมความสัมพันธ์หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
การรับมือกับวิกฤตการเงินโลก การกระชับความร่วมมือในกิจการระหว่างประเทศและกิจการอื่นๆ
นายทิคห์วินสกี ชาวรัสเซียวัย 90 ปี เป็นอดีตกงสุลใหญ่โซเวียตประจำกรุงปักกิ่ง
เห็นกระบวนการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศด้วยสายตาของตนเอง
เดือนตุลาคมปี 2008 ขณะที่นายเวินเจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีนเยือนมอสโกนั้นได้ไปเยี่ยม
นายทิคห์วินสกี ทิคห์วินสกี -- กิจกรรม "ปีภาษารัสเซีย" ที่กำลังจะจัดขึ้นในประเทศจีน
และกิจกรรม"ปีภาษาจีน"ที่กำลังจะจัดขึ้นในรัสเซีย จะเปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศดำเนินการ
แลกเปลี่ยนในด้านวัฒนธรรมมากขึ้น และกระชับความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการศึกษา
ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้น ยิ่งขึ้น จะดึงดูดหนุ่มสาวและเยาวชนของสองประเทศเข้าร่วม
กิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันมากขึ้น"

http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000136173
รัสเซียฉีกหน้าหนา “ฮุนเซน” ไม่ยกหนี้สักแดงเดียว
11 พฤศจิกายน 2552 19:23 น.

กองทัพกัมพูชานำรถถังที่ไม่ทราบรุ่นออกสวนสนามฉลองครบรอบ 15 ปีการก่อตั้งกองพลน้อยที่ 70 วันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา
ในยุคสงครามเย็นรัฐบาลฮุนเซนกู้เงินจากสหภาพโซเวียตเดิมถึง 1,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเงินมหาศาลในยุคโน้น
ส่วนใหญ่ในการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อทำสงครามกับฝ่ายเขมรแดง รัฐบาลรัสเซียในปัจจุบันได้ปฏิเสธที่จะยกหนี้
ให้ฝ่ายกัมพูชาเป็นครั้งที่สามติดต่อกัน

ASTVผู้จัดการรายวัน --รัสเซียปฏิเสธยกหนี้พันล้านดอลลาร์ให้กับกัมพูชา หลังจากที่ นายเฮง สัมริน
ประธานสภาแห่งชาติกัมพูชา เดินทางไปรัสเซียตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย.เพื่อเจรจาให้ทางรัฐบาลรัสเซีย
ยกเลิกหนี้สินทั้งหมดที่กัมพูชาติดอยู่ ตั้งแต่สมัยสงครามเย็น


นายเจียมเยียบ (Cheam Yeab) ประธานคณะกรรมาธิการงบประมาณรัฐสภา ซึ่งเป็น ส.ส.อาวุโสของพรรคประชาชนกัมพูชา
ที่ร่วมคณะประธานรัฐสภาผู้แทนได้เดินทางกลับประเทศตั้งแต่วันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังจากการเดินทางเยือนรัสเซีย
อย่างเป็นทางการนาน 6 วัน ได้เปิดเผยว่า รัสเซียไม่ได้ตอบรับเรื่องการขอยกเลิกหนี้สินมูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์
ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวทางการกัมพูชาได้กู้ยืมมาจากสมัยรัสเซียยังคงเป็น สหภาพโซเวียต
เพื่อนำไปซื้ออาวุธทางทหารระหว่างช่วงสงครามกลางเมืองของกัมพูชา

รัฐบาลกัมพูชาได้พยายามมาหลายครั้ง ขอให้ทางรัสเซียยกเลิกหนี้สินจำนวนนี้มาแล้วในปี 2549 และปี 2551
แต่ไม่ประสบความสำเร็จทั้ง 2 ครั้ง ทั้งนี้ เป็นรายงานของหนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์

“เราได้พยายามโน้มน้าวทางรัสเซีย โดยการนำเรื่องที่จีนยกเลิกหนี้สินจำนวน 300 ล้านดอลลาร์
จากทั้งหมดห้าพันล้านดอลลาร์ และ ไอเอ็มเอฟ ที่ยกหนี้จำนวน 82 ล้านดอลลาร์ให้กับเรา
แต่ทางรัสเซียไม่ได้ตอบอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้” นายเจียมเยียบ กล่าว

คณะเดินทางชุดนี้ได้เดินทางไปยังกรุงมอสโก และเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อเข้าพบกับนายเซอร์เกย์ ไมโรนอฟ
(Sergey Mironov) ประธานสภารัสเซีย และตัวแทนจากรัฐบาลรัสเซียเพื่อเจรจาเกี่ยวกับการเชื่อมต่อเส้นทางบิน
ระหว่างกรุงมอสโก กรุงพนมเปญ และ จ.เสียมราฐ

นายเจียมเยียบ ได้ระบุว่า รองนายกรัฐมนตรีของรัสเซีย และนักลงทุนของประเทศจะเดินทางมาเยือนกัมพูชา
ในวันที่ 15 พ.ย.นี้ เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในโครงการก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าใน จ.สตึงเตรง (Stung Treng)
ที่จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 980 เมกะวัตต์” นายเจียมเยียม กล่าว


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Wed Nov 11, 2009 9:53 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Nov 10, 2009 2:24 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1257939413&grpid=03&catid=
วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 18:36:15 น.
มติชนออนไลน์

"จตุพร"เทียบเขมรไม่ส่งตัว"แม้ว"คืนเหมือนไทยไม่ส่งผู้ก่อการร้ายให้สหรัฐ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดงกล่าวเมื่อวันที่ 11 พ.ย. ว่า
ตนได้รับเอกสารจากกรมอเมริกาและแปซิฟิคใต้ ถึงกรณีที่รัฐบาลไทยปฏิเสธการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน
ให้สหรัฐอเมริกา โดยทางการสหรัฐ ได้ทำหนังสือขอตัว นายวิคเตอร์ บูธ ผู้ต้องหาคดีจัดหาอาวุธ
ให้ผู้ก่อการร้ายชาวโคลัมเบีย สัญชาติรัสเชีย ซึ่งมีชื่ออยู่ในแบล็คลิสต์ของสหรัฐฯ แต่ทางการไทย
ไม่ส่งตัวให้ เนื่องจากศาลอาญาของไทยพิพากษาในปี 2552 นี้ ว่า เป็นคดีการเมือง

จึงไม่จำเป็นต้องส่งให้ตามข้อ 3 ของสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ให้การยกเว้นคดีการเมืองเอาไว้
โดยเหตุนี้ทำให้ทางการสหรัฐอเมริกาไม่พอใจมาก แต่เมื่อนำมาเทียบเคียงกับกรณีการขอพ.ต.ท.ทักษิณ
จากทางการกัมพูชาก็จะเห็นได้ว่ากัมพูชามีสิทธิ์ที่จะเห็นว่า เป็นคดีการเมืองและที่สำคัญ คือ
แม้จะไทยไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนคดีผู้ก่อการร้ายให้ทางการสหรัฐฯ ก็ไม่จำเป็นถึงขนาดจะต้องเรียก
เอกอัครราชฑูตสหรัฐกลับประเทศเหมือนที่รัฐบาล ไทยดำเนินการกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ กับกัมพูชา


ไอ้เวร!!! จัญไรจริงๆ เสี้ยมให้รบกับเพื่อนบ้านไม่พอ
เสือกเสี้ยมให้รบกับมหาอำนาจอีก


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1237510824&grpid=03&catid=06
วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552 เวลา 07:59:36 น. มติชนออนไลน์

รัสเซียประณามสื่อไทย-เทศ โทษ"วิคเตอร์ บูท"อาชญากร
สำนักข่าวต่างประเทศ

รายงานโดยอ้างคำแถลงของนายอังเดร เนสเตเรนโก โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย
เมื่อวันที่ 19 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่น โดยประณามสื่อต่างๆ ที่พากันนำเสนอข่าวนายวิคเตอร์ อนาโตลเจวิช บูท
อดีตเคจีบี ผู้ต้องหาค้าอาวุธสงครามระดับโลก ชาวรัสเซีย ซึ่งถูกจับกุมและดำเนินคดีในประเทศไทย


โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวว่า นายบูทซึ่งยังถูกวินิจฉัยไปล่วงหน้าแล้วว่า
เป็นอาชญากร จากบทความต่างๆ ตามหน้าสื่อของไทย และสื่อต่างชาติ ทั้งที่ศาลยังไม่ได้ตัดสิน
เขากล่าวด้วยว่า การรายงานข่าวลักษณะนี้เป็นการยั่วยุอย่างเห็นได้ชัด, และนำไปสู่เป้าหมายของ
การย้ายคดีของนายบูทจากขอบเขตของกฎหมายไปเป็นเรื่อง การเมือง,เข้ามามีอิทธิพลต่อ
กระบวนการของศาล และก่อให้เกิดความตึงเครียดใหม่ๆในความสัมพันธ์รัสเซีย-ไทย และรัสเซีย-สหรัฐ


http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000135181


เรือลาดตระเวนในน่านน้ำทะเลเหลืองของเกาหลีใต้

สองเกาหลียิงปะทะกันในทะเลเหลือง เรือโสมแดงพังยับเผ่นกลับประเทศ
10 พฤศจิกายน 2552 11:39 น.

เอเอฟพี/เอเจนซี - สำนักข่าวยอนฮับเผยเกิดเหตุปะทะกันระหว่างเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้
ในน่านน้ำทะเลเหลืองทำให้เรือลาดตระเวนของโสมแดงได้รับความเสียหายอย่างมาก
แต่ยังไม่มีรายงานผู้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่
ประธานานธิบดีบารัคโอบามาของสหรัฐฯ จะเดินทางเยือนเอเชีย


โฆษกเสนาธิการทหารร่วมยืนยันได้ว่าเกิดเหตุปะทะกันจริง แต่ยังไม่สามารถให้รายละเอียดใดได้ในขณะนี้

ขณะที่แหล่งข่าวในรัฐบาลโสมขาว อ้างโดยยอนฮับระบุว่า เรือลาดตระเวนของเกาหลีเหนือได้
ข้ามเขตแดนทางน้ำ ที่มีข้อพิพาทกันอยู่ ทำให้เรือของกองทัพเกาหลีใต้ต้องยิงปืนหลายนัดเป็นการเตือน

ทว่า เรือโสมแดงยังคงแล่นไปทางใต้ต่อ เรือของโสมขาวจึงเปิดฉากยิงไปที่เรือลำนั้น
ซึ่งเกาหลีเหนือก็ยิงตอบโต้กลับมาเช่นกัน

แหล่งข่าวเสริมว่า ทางฝ่ายเกาหลีใต้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่เรือของเกาหลีเหนือ
ได้รับความเสียหายไปถึงครึ่งลำจึงแล่นกลับประเทศไป

เขตแดนในทะเลเหลือง ซึ่งเป็นที่รู้จักว่า เส้นเขตแดนทางเหนือดังกล่าว ถูกร่างขึ้นโดยกองกำลัง
ของสหประชาชาติ เมื่อครั้งสิ้นสุดสงครามเกาหลี ในปี 1953แต่เกาหลีเหนือไม่เคยยมอรับ
และกลายเป็นสถานที่ที่ทั้งสองเกาหลีปะทะกันอย่างนองเลือด ในปี 1999 และ 2002
และยังเป็นจุดที่เกิดเหตุรุนแรงขึ้นเสมอ

ในเดือนที่ผ่านมา เรือของโสมแดงกล่าวหาว่า เกาหลีใต้ส่งเรือรบข้ามเขตแดนทางน้ำดังกล่าว
เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตึงเครียด พร้อมขู่ว่าการยั่วยุทางการทหารอย่างไม่ยั้งคิด
อาจนำไปสู่การต่อสู้ปะทะกันได้

เหตุปะทะกันครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เปียงยางซึ่งมักมีพฤติกรรมเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค
ต้องการเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลของโอบามา แต่ยังไม่มีท่าทีตอบรับจากทางวอชิงตัน
โดยในสัปดาห์ที่แล้ว ยังประกาศว่าผลิตพลูโตเนียมสำหรับผลิตอาวุธได้มากขึ้นด้วย

http://www.stripes.com/article.asp?section=104&article=65924

7th Fleet readies for joint Japan exercise

Stars and Stripes
Pacific edition, Sunday, November 8, 2009

About 8,500 U.S. military personnel will join Japan Maritime Self-Defense
Force for a war exercise near Japan from Nov. 10-18.
Annualex 21G will focus on aspects of air, undersea and surface warfare, as
well as command and control, a news release says.
Units taking part in the exercise will come from Yokosuka and Sasebo naval
bases, as well as Naval Air Facility Atsugi.

Ships participating include USS George Washington, USS Essex, USS Defender,
USS Cowpens, USS Tortuga, USS City of Corpus Christi, USS Key West, USS
Crommelin, USS Curtis Wilbur, USS Denver, USNS Alan Shepard, USS Lassen, USS
Mustin, USS O’Kane, USS Shiloh, USNS Rappahannock and USNS Victorious.
Other units involved include Carrier Task Force 70, Destroyer Squadron 15,
Carrier Air Wing 5 and the 31st Marine Expeditionary Unit.

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=4&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=3&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


ภาพจากหนังสือพิมพ์ในกัมพูชา ทหารกลุ่มนี้ประจำการที่ชายแดนด้านเขาพระวิหาร
อยู่ในชุดพร้อมรบ ติดอาวุธครบครัน มีการเตรียมพร้อมที่ดีกว่าในช่วงเดือนแห่งการเผชิญหน้าเมื่อปีที่แล้ว


http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000031638

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯยันไม่เคยแทรกแซงชายแดนไทย-เขมร

ASTVผู้จัดการรายวัน -- เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับ
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวในกรุงพนมเปญเมื่อวันพุธ (18 มี.ค.) ยืนยันว่า
ที่ผ่านมา ทางการสหรัฐฯ ไม่เคยเข้าไปแทรกแซงในความขัดแย้งเกี่ยวกับพรมแดนระหว่างกัมพูชากับไทย

“สหรัฐฯ ไม่เคยเข้าแทรกแซงในประเด็นชายแดนระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน” นายสตีเฟน เบลค
(Stephen Blake) สำนักข่าวของทางการกัมพูชา อ้างคำกล่าวของ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการ
แผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Mainland Southeast Asia Bureau Office) กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

เจ้าหน้าที่ผู้นี้ระบุเรื่องดังกล่าวระหว่างปราศรัยในหัวข้อเกี่ยว กับการเมืองในภูมิภาคนี้กับนโยบายของ
รัฐบาลสหรัฐฯ และยังได้ย้ำว่า ในทางตรงข้ามสหรัฐฯ กลับพยายามส่งเสริมให้ทั้งสองฝ่ายแก้ไขข้อขัดแย้งอย่างสันติ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนแห่งการเผชิญหน้า ระหว่างทหารไทยกับทหารฝ่ายกัมพูชานั้น สหรัฐฯ ส่งความช่วยเหลือ
ทางทหารแก่กองทัพกัมพูชา รวมทั้งเต็นท์สนาม เพื่อให้ทหารกองทัพกัมพูชาใช้งานที่ชายแดนด้านปราสาทพระวิหาร


ในช่วง 2-3 ปีมานี้ สหรัฐฯ เริ่มส่งความช่วยเหลือโดยตรงให้แก่รัฐบาลของสมเด็จฯ ฮุนเซน
ซึ่งรวมทั้งความช่วยเหลือด้านกลาโหมและความมั่นคงปลอดภัยด้วย

นอกจากนั้น ปี 2550 สำนักงานสอบสวนสืบสวนกลางแห่งสหรัฐฯ (Federal Bureau of Investigation)
ได้เข้าไปตั้งสำนักงานในกรุงพนมเปญเป็นครั้งแรก และ กำลังช่วยฝึกบุคคลากรด้านนี้ให้แก่กัมพูชา

ในเดือนนี้สหรัฐฯ ได้นำคณะกรรมการปิโตรเลียมแห่งชาติของกัมพูชาไป เยี่ยมชมกิจการ
และอุตสาหกรรมปิโตรเลียมในสหรัฐฯ


สองฝ่ายเริ่มมีความร่วมมือใกล้ชิดกันในหลายๆ ด้านที่หลังจากบริษัทลูกของเชฟรอน (Chevron Corp)
บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ ประกาศการค้นพบน้ำมันดิบในแปลงสำรวจในเขตอ่าวไทยของกัมพูชา
ซึ่งคาดว่าจะมีการนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ในช่วงปี 2553


http://www.khunnamob.net/backup/thaimisc/www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php-user=mscc2&topic=1145&page=3.htm

ทำไม สนธิลิ้ม ถึงไม่หยุดสักที


มีกฎของ CIA ข้อหนึ่งที่ว่า Devided & Rule

ซึ่งนิยามง่ายๆว่า ทำให้แตกแยก แล้วปกครอง แล้วกฎนี้ เกี่ยวข้องอะไรกับประเทศไทย หรือ???

โดย sunny [26 ก.ค. 2551 , 08:25:33 น.]

แม้ปัจจุบันจะไม่มีหลักฐานจับได้ว่า มรดกโลก “เขาพระวิหาร” เป็นการเซ็นเพื่อ “ทักษิณ” หรือไม่ก็ตาม
แต่ปริศนานี้กำลังถูกเฉลยออกมาอย่างช้าๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีการตั้งข้อสังเกตว่า เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้
เพราะ“กัมพูชา” เป็นแหล่งพลังงานที่เหลือเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่ยังไม่ได้ถูกขุดเจาะ และพร้อมให้กลุ่มทุน
เข้าไปดำเนินงาน ในพื้นที่แถบชายฝั่งและนอกชายฝั่ง ซึ่งจากการบรรยายของ TE DUONG TARA
ผู้อำนวยการ Cambodian National Petroleum Authority เมื่อ 18 มกราคม 2006 ระหว่างการประชุม
ว่าด้วยเรื่องเทคโนโลยีปิโตรเลียม ของอาเซียนครั้งที่ 4 ระบุว่า กัมพูชามีแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน
และมีการผลิตจำนวนมากนอกชายฝั่ง โดยปัจจุบันมีเชฟรอน ได้รับสัมปทานอนุญาตขุดเจาะ
และยังมีบริษัทจากไทยคือบริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (PTTEPI)
ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ปตท. ได้ร่วมทุน 30% กับอีก 2 บริษัท คือ บริษัท Resourceful Petroleum Ltd.
และ SPC Cambodia Ltd. อีก 10% เป็นของ CE Cambodia B Ltd.


http://www.khunnamob.info/board/show.php?Category=khunnamob&forum=6&No=686&PHPSESSID=2458f65969112a8e4437c528dc516e79





http://209.85.175.132/search?q=cache:PEESIjtaMwsJ:www.inteldaily.com/%3Fc%3D164%26a%3D1274+BUSH+AND+CHENEY,+WHO+AVOIDED+THE+VIETNAM+WAR,+ARE+PREPARING+FOR+A+NEW+U.S.+MILITARY+PRESENCE+IN+SOUTHEAST+ASIA&cd=1&hl=th&ct=clnk&gl=th&client=firefox-a

http://www.inteldaily.com/?c=164&a=1274

http://www.waynemadsenreport.com/articles/20070430_72


BUSH AND CHENEY, WHO AVOIDED THE VIETNAM WAR,
ARE PREPARING FOR A NEW U.S. MILITARY PRESENCE IN SOUTHEAST ASIA
:
AFTER THE MIDDLE EAST DISASTER, GET READY FOR INDOCHINA WAR II.
Fri, 02 Mar 2007 11:39:00

Wayne Madsen Report

While in Southeast Asia, this editor looked into rumors that the Bush/Cheney administration
has initiated a major military move into Southeast Asia to secure for itself large oil deposits
discovered in the waters of the Gulf of Thailand. The U.S. military push into the region is
centered on the Cambodian coast, particularly around Sihanoukville.

ขณะที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ผู้เขียนได้ฟังเสียงเล่าลือว่า ที่ปรึกษา บุชและเชนีย์
ได้เริ่มเคลื่อนย้ายกองกำลังหลักเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เพื่อปกป้องแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ที่ค้นพบในอ่าวไทย
กองกำลังของอเมริกาได้ใช้ชายฝั่งของกัมพูชาเป็นศูนย์บัญชาการ, โดยเฉพาะรอบๆ
สีหนุ วิลล์






Big att ขอบคุณมาก ที่เสริมข้อมูล ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

.... และหากจำไม่ผิด จะมีภาพถ่ายดาวเทียม " กองเรือสหรัฐ ซึ่งจอดเทียบที่ท่าเรือสีหนุวิลล์" ....

ขอด้วยนะ ถือว่าเป็นรายการคุณขอมาละกัน...

รู้นะ ว่ายังไง Big att ซะอย่าง..ย่อมหาข่าวนี้ได้อยู่แล้ว จัดให้หน่อย นะ..นะ.. จะรออ่าน

.... เอาชนิด ใส...ส...นะจ๊ะ (เลียนแบบธรรมกาย) อิ อิ

ขอบคุณล่วงหน้า


โดย 333unit [27 ก.ค. 2551 , 21:43:25 น.]

http://cambodia.usembassy.gov/uss_essex_ship_visit.html





USS Essex Arrives for Historic Visit to Cambodia

Sihanoukville
November 26, 2007

USS Essex (LHD 2) and its embarked 31st Marine Expeditionary Unit (31st MEU),
arrived in Sihanoukville, Cambodia, today for a scheduled port visit.
USS Essex (LHD 2) is commanded by Capt. Brian T. Donegan and
is forward deployed to Sasebo, Japan.

This port visit will provide the crew with the opportunity to participate in community
relations events, medical and dental events and professional military exchanges.
The ship’s crew members and embarked 31st MEU will also have the chance
to meet local citizens and experience local customs and traditions of the Cambodian people.

Visits by U.S. Navy ships symbolize the continued friendship between our two nations
and our military services. This visit marks the second visit of a U.S. Navy ship that has
visited the Kingdom of Cambodia. USS Gary visited in February 2007.

The Essex and 31st MEU Medical and Dental Departments will conduct medical and
dental civic action programs (MEDCAP and DENCAP) in Kampong Chhnang and
Preah Vihear with Royal Cambodian Armed Forces. There will be several
military to military engagements during the visit: conducting training with
the National Counter Terrorism Task Force; providing English language training at
the National Defense University in Phnom Penh; and conducting damage control training
at Ream Naval Base.

The Essex crew will also distribute several pallets of Project Handclasp material
to various non-governmental agencies in the Sihanoukville area. Project Handclasp
is a U.S. Navy program that provides donated items (e.g. books, clothes, toys,
medical items, etc.) to agencies and organizations in countries that could benefit
from those materials.

Operating in the Western Pacific and Indian Oceans, the U.S. 7th Fleet is
the largest of the forward-deployed U.S. fleets, with approximately 50 ships,
120 aircrafts and 20,000 sailors and marines assigned at any given time.
For more information, visit the U.S. 7th Fleet web site at
http://www.c7f.navy.mil/.


The Essex and 31st MEU Medical and Dental Departments will conduct medical
and dental civic action programs (MEDCAP and DENCAP) in Kampong Chhnang and
Preah Vihear with Royal Cambodian Armed Forces.

---------------------------------------------------

สงสัยมาตรวจสภาพฟันของปราสาทหรือเปล่าหว่า

โดย att [27 ก.ค. 2551 , 22:04:56 น.]

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sunnews&group=2

ผวาแดงคอมมิวนิสต์-ศก./"ผู้ใหญ่"ส่งสัญญาน/"ชวน"เจรจารัฐบาลแห่งชาติ/"สุเทพ"ไม่ถอย

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงาน ว่าประเด็นที่สหรัฐไม่พอใจประเทศไทย
และอาจทำให้ประเทศไทยโดยรัฐบาลปัจจุบัน(อภิสิทธิ์)ต้องพยายามเคลียร์กรณีคดี ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง
และกรณียึดทำเนียบรัฐบาล พร้อมๆกับกรณี เหตุการณ์ตำรวจสลายการชุมนุม ๗ ตุลาคม ในห้วงเวลาที่มีการประชุม
อาเซียนซัมมิท คือ กรณีที่ในช่วงที่มีการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ มีการยึดเครื่องบินสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์
ของสหรัฐจำนวนหลายลำ
เพื่อเป็นประกันกับสหรัฐในห้วงเวลานั้น ที่ทำให้ช่วงเวลานั้นทำให้"ประธานาธิบดีบุช"ไม่พอใจ
และ
กองทัพสหรัฐเตรียมที่จะเคลื่อนกองเรือที่ ๗ เข้ามาในประเทศไทยเพื่อกดดัน
ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวนำมาซึ่ง
ความกังวลของ"ผู้ใหญ่"และเป็นสาเหตุต่อ มาที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีการตัดสินคดียุบพรรคพลังประชาชนอย่างทุลักทุเล
จนถูกวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งนี้เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความวุ่นวายโดยอาศัยกระบวนการยุติธรรม
เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวนำมาซึ่งห้วงเวลานั้นสื่อสัญชาติสหรัฐมีการเคลื่อนไหวโจมตีประเทศไทยอย่างหนัก


http://www.c7f.navy.mil/


http://www.c7f.navy.mil/forces.htm

USS Essex (LHD 2)
The world's only forward-deployed amphibious assault ship


http://www.essex.navy.mil/default.aspx


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Wed Nov 11, 2009 9:33 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Nov 10, 2009 4:33 pm

http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000135291

ปูดลับ... ผบ.เขมรตะคอกกลับแม่ทัพภาค 2 ฝ่ายไทยลนลานขอโทษ!?

10 พฤศจิกายน 2552 15:08 น.

ภาพถ่ายวันที่ 13 ก.ย.2552 พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาค 2 ของไทย ซึ่งร่วมคณะของนายกษิต ภิรมย์
รัฐมนตรีต่างประเทศไปตรวจสถานการณ์ยัง "พื้นที่ทับซ้อน" ใกล้ปราสาทพระวิหาร กำลังสนทนาฝ่ายทหารกัมพูช
ที่นำโดย พล.อ.เจีย ดารา (กลาง-แถวขวา) แม่ทัพภาค 2 ของไทย นำคณะพบเจรจรา กับ รองผบ.กองทัพกัมพูชา
อีกครั้งหนึ่งวันศุกร์ (6 พ.ย.) ที่ผ่านมา ก่อนให้สัมภาษณ์ และทำให้ต้อง..ลนลานขอโทษ

ASTVผู้จัดการออนไลน์ -- แม่ทัพภาค 2 ของไทย พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ ได้พยายามโทรศัพท์ถึง 3 ครั้ง
ปลายสัปดาห์ผ่านมา เพื่อกล่าวขอโทษต่อ พล.อ.เจียดารา (Chea Tara) รองผู้บัญชาการกองทัพเขมร
ซึ่งไม่พอใจในการให้สัมภาษณ์ของฝ่ายไทยในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ที่ระบุว่า หากมีการรบเกิดจริง
ไทยก็จะเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน สื่อที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลรายงานเรื่องนี้อ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวทางทหาร

แหล่งข่าวเดียวกันนี้กล่าวว่า การที่แม่ทัพภาค 2 ของไทยโทรศัพท์ไปขอโทษนั้น มีขึ้นหลังจาก พล.อ.ดารา
แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อการให้สัมภาษณ์ของฝ่ายไทย และ ขอให้แม่ทัพภาค 2 ของไทยถอนคำพูดดังกล่าว

นอกจากนั้นการพบปะเจรจาระหว่างทหารฝ่ายไทยกับฝ่ายกัมพูชาในวันศุกร์ (6 พ.ย.) แม่ทัพภาค 2 ของไทย
เป็นฝ่าย “วิงวอน" ขอร้องไม่ให้มีการสู้รบ หนังสือพิมพ์ดืมอัมปึลที่มีความใกล้ชิดกับพรรคประชาชนกัมพูชา
ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลรายงานเรื่องนี้โดยอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวทางทหาร

รอง ผบ.กองทัพกัมพูชา ได้เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ว่า ไม่เพียงแต่ แม่ทัพภาค 2 ของไทยจะขอโทษเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ระหว่างการพบเจรจาสองฝ่าย แม่ทัพของฝ่ายไทยยัง "วิงวอน" มิให้มีการสู้รบอีกด้วย
"ผมจึงขอให้วีร์วลิต ถอนคำพูดด่วนที่สุด ไม่เช่นนั้นทหารฝ่ายเขมรจะประกาศสงครามกับเขา"
ดืมอัมปึลอ้างคำกล่าวของ พล.อ.ดารา

"ระหว่างการพบปะสองฝ่ายบ่ายวันศุกร์ที่เรือนแดง (ปราสาทพระวิหาร) พลโทวีร์วลิต เป็นคนพูดเองวิงวอน
ไม่ให้ฝ่ายกัมพูชาเปิดการสู้รบหรือใช้กำลัง แต่เรากำลังรอคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีฮุนเซน
จะรบหรือไม่รบขึ้นอยู่กับว่าท่านจะสั่งมาอย่างไร" พล.อ.ดารา กล่าวกับดืมอัมปึล

ในการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์คราวเดียวกันนี้ แม่ทัพภาค 2 ของไทยได้เปิดเผยว่า
ตนเองได้ขอให้ฝ่ายกัมพูชาระมัดระวังคำพูดในการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่
การทำให้เกิดความไม่เข้าใจ

พล.อ.ดารากล่าวต่อไปว่า ในอีก 30 นาทีต่อมา แม่ทัพภาค 2 ของไทยได้โทรศัพท์ไปหาถึง 3 ครั้ง
กล่าวแสดงความเสียใจ และ ย้ำว่า “ที่บางกอกโพสต์รายงานนั้น ไม่ใช่จุดยืนของฝ่ายไทย”

“พวกเขาขอโทษฝ่ายเรา และเราให้อภัย ก็เพื่อที่จะทีความสัมพันธ์อันดีต่อกันต่อไป” รอง ผบ.กองทัพกัมพูชากล่าว

การพิพาททางวาจาระหว่างฝ่ายทหารยังมีขึ้นหลังจากเกิดความตึงเครียดในระดับรัฐบาล หลังจากไทย
ได้เรียกทูตประจำกัมพูชากลีบ และ กัมพูชาได้ตอบโต้ด้วยมาตรการเดียวกัน ดืมอัลปึลกล่าว

หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ได้รายงานในฉบับวันเสาร์เกี่ยวกับผลการพบเจรจาระหว่างทหารทั้งสองฝ่าย
โดยอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวว่า"พวกเราตกลงจะหลีกเลี่ยงการใช้กำลังและให้เน้นไปที่
การแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยการเมืองกับการทูต"


รอง ผบ.กองทัพกัมพูชา นำนายกษิต ภิรมย์ เดินลงจากบริเวณทางขึ้นสู่ปราสาทพระวิหารขณะตรวจเยี่ยมสถานการณ์
ในวันที่ 13 ก.ย.2552 อีก 2 สัปดาห์ถัดมานายกรัฐมนตีรกัมพูชาฮุนเซนก็สั่งยิงคนไทยทุกคนที่รุกล้ำเข้าไป
ใน "พื้นที่ทับซ้อน" รอบๆ ปราสาทพระวิหาร ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือน

สัปดาห์ที่แล้ว รอง ผบ.กองทัพกัมพูชา ได้ให้สัมภาษณ์ดืมอัมปึล ขู่จะฆ่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
หากไปชุมนุมที่บริเวณใกล้ปราสาทำพระวิหารและล่วงล้ำเข้าไปใน “พื้นที่ทับซ้อน” โดยขู่จะยิงทันที

การกล่าวเตือนของนายทหารระดับสูงนี้ ได้สะท้อนคำสั่งของ สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
ในสัปดาห์ปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ให้ทหารทุกหน่วยประจำการที่ชายแดนไทย ยิงคนไทยทุกคนที่ล้ำเขตแดน
ไม่ว่าจะเป็นทหาร หรือพลเรือน

“ถ้าหากพวกเขาอยากได้ที่ดินใกล้ปราสาทพระวิหาร ผมขอบอกว่า ได้โปรดรีบมา และ เรายินดีต้อนรับ
จะให้พวกเขาได้ตายที่นั่น ถ้าหากไม่เชื่อ ก็ให้รีบมาเลย” หนังสือพิมพ์ดืมอัมปึล
อ้างคำกล่าวของรองผู้บัญชาการกองทัพ

ขณะเดียวกัน พล.ตี สุขะ (Ti Sokha) นายทหารที่รับผิดชอบชายแดนด้าน จ.ไพลิน
(ตรงข้าม อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี) ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ โดยกล่าวว่า
สถานการณ์ทางด้านไพลินยังเป็นปกติดี “การทำมาค้าขายระหว่างประชาชนทั่วไปยังดำเนินไปตามปกติ
ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ถ้าหากไทยต้องการปิดชายแดน ไทยนั่นแหละจะเป็นฝ่ายเสียผลประโยชน์”
พล.ต.สุขะ กล่าวเมื่อวันเสาร์ และ ย้ำด้วยว่าราว 90% การค้าขายที่ชายแดนด้านนั้น
เป็นการซื้อสินค้าจากประเทศไทย.

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20091016/81981/%E0%B8%9B%E0%B9%8B%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%A5-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87.html

วันที่ 16 ตุลาคม 2552 21:15

ป๋าหลบพักบ้านไร้กังวล ไม่หวั่นม็อบเสื้อแดง

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

"พล.อ.เปรม"เดินทางหลบเข้าบ้านไร้กังวลที่โคราช อย่างอารมณ์ดี
ด้านแม่ทัพภาคที่2 ยันไม่ต้องการหลบผู้ใด
พร้อมไม่กังวลม็อบเสื้อแดงชุมนุมพรุ่งนี้


เมื่อเวลา 11.40 น. ที่บ้านบ้านไร้กังวล หน้ากองบัญชาการช่วยรบที่ 2 (บชร.2 )
กองทัพภาคที่ 2 - พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้เดินทางด้วยรถโตโยต้าตู้สีขาว
รุ่นอัลพาส(รุ่นเดียวกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล)กระจกกันกระสุน หมายเลขทะเบียน ณร - 4405 กรุงเทพมหานคร
โดยมีคณะนายทหารระดับสูงของกองทัพภาคที่ 2 ตำรวจภูธรภาค 3 และข้าราชการระดับสูงในจังหวัดฯ
ตั้งแถวรอต้อนรับภายในบ้านพัก นำโดยพล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 , พล.ท.ธวัชชชัย สมุทรสาคร
แม่ทัพน้อยที่ 2 และบรรดารองแม่ทัพ , เสนาธิการกองทัพ , ผู้บังคับหน่วย และ พล..ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น
ผบช.ภ 3 และนายประจักษ์ สุวรรณภักดี ผวจ.นครราชสีมา โดยมีกำลังสารวัตรทหารจาก มทบ.21 กว่า 20 นาย
ดูแลรักษาความปลอดภัย และกำลังตำรวจ สภ.โพธิ์กลาง ดูแลความสงบเรียบร้อยบริเวณรอบบ้านโดยรอบ
และตั้งจุดตรวจจุดสกัด โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปในบ้านพักแต่อย่างใด

เมื่อลงจากรถ พล.อ.เปรม ได้กล่าวทักทายทุกคนที่มาให้การต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
พูดคุยทักทายเป็นกันเอง ก่อนเดินทางเข้าไปพักผ่อนภายในบ้านพักและได้เรียกให้พล.ท.วีร์วลิตฯ ,
พล.ท.ธวัชชัยฯ , พล.ต.ท.กฤษฎาฯ และนายประจักษ์ฯ เข้าหารือเป็นการส่วนตัว 15 นาที
จากนั้นได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับผู้ที่มาต้อนรับ โดยขณะนั่งทานอาหาร 1 ชั่วโมง
โดยพล.ท.วีร์วลิตฯ มีสีหน้าเคร่งเครียด และนั่งไม่ติดถึงกับต้องลุกเดินออกจากห้องเพื่อรับสาย
โทรศัพท์มือถือถึง 3 รอบ อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า การเดินทางมาบ้านพักเที่ยวนี้
พล.อ.เปรมฯไม่ได้แจ้งกำหนดการให้ทราบ และไม่ได้ใช้รถตู้โฟล์ค หมายเลขทะเบียน ฮง - 9229 กทม.
แต่ได้ใช้รถตู้โตโยต้า อัลพาสแทน และในช่วงเย็นมีกำหนดจะไปตีกอล์ฟออกรอบที่สนามกอล์ฟภาย
ค่ายสุรนารี โดยมีการเตรียมกำลังสารวัตรทหารรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวภายหลังจากที่พล.อ.เปรมฯให้เข้าพบว่า
พล.อ.เปรมฯมาพักผ่อนตามปรกติ และท่านไม่ได้พูดย้ำอะไรเป็นพิเศษ ผู้สื่อข่าวถามว่า
ภายหลังพล.อ.เปรมฯได้ออกมาพูดเรื่องพล.อ.ชวลิตฯ ละพูดกับสื่อมวลชแล้วก็หลบมาโคราช
มีปัญหาอะไรหรือไม่ พล.ท.วีร์วลิตฯตอบว่า เท่าที่ได้เข้าหารือกับท่านก็มีกำลังใจดี พูดกุยเป็นกันเอง
อารมณ์ดี และยังพูดเรื่องเก่าๆหลายเรื่องมีบางเรื่องพูดไปก็สนุกสนานไป ท่านไม่ได้กังวลเรื่องเหล่านี้เลย
และท่านก็ไม่ได้พูดคุยเรื่องของบ้านเมืองอะไรท่านคุยเรื่องปรกติธรรมดาเท่านั้นเอง
นอกจากนี้ท่านก็ได้กล่าวแสดงความยินดีที่ตนได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ
ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2
นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไร ส่วนพล.อ.เปรมฯท่านยังไม่มีกำหนดการณ์
ในการเดินทางกลับกทม.เมื่อใด โดยปกติท่านก็จะพักเพียง 1 คืนเหมือนเท่านั้น ซึ่งท่านก็ไม่ได้กล่าว
แสดงความเป็นกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองในวัน พรุ่งนี้(17ต.ค.)ที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุม
ที่ท้องสนามหลวงแต่อย่างใด

ลูกป๋าไงครับ
ถ้าจะรบก็ไม่ต้องพูด ถ้าไม่รบอย่าสะเออะพูด
สาเหตุหลักที่ ไทย รบกับ เขมร ไม่ได้
เพราะถ้ารบคือ แพ้ร้อยเปอร์เซนต์


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1257858522&grpid=00&catid=
วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 06:20:58 น.
มติชนออนไลน์


"ฮุน เซน"กร้าวมีเรื่องกับ"มาร์ค"โดยตรง อยู่ๆหาเรื่อง
ขโมยเก้าอี้คนอื่นไปนั่ง ปัด"แม้ว"เป็นเครื่องมือ

"ผมขอประกาศชัดๆ ให้คนไทยรู้ว่าเรื่องนี้รัฐบาลไทยมาหาเรื่องกัมพูชา" !

หมายเหตุ : เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในสังกัดที่เกี่ยวข้องกับปัญหาไทย-กัมพูชา ได้มีการเผยแพร่เอกสารสรุปสาระสำคัญ
คำให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวของสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ห้องรับรองพิเศษ
ท่าอากาศยานนานาชาติกรุงพนมเปญ ภายหลังจากเดินทางกลับจากการเข้าร่วมประชุม
กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงที่กรุง โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
ซึ่งสะท้อนชัดเจนถึงท่าทีและจุดยืนของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ต่อการแต่งตั้ง
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวและของรัฐบาลก่อนหน้านี้
รายละเอียดในแต่ละประเด็นมีดังนี้


ปัญหาในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

เรื่องที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชานี้เป็นปัญหาระหว่างผมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรีไทยในปัจจุบันโดยแท้
ก่อนที่จะพูดขอให้ศึกษาหาความรู้ให้มากกว่านี้
เพราะตอนที่ผมเริ่มทำงานการเมืองนั้นนายกรัฐมนตรีไทยยังเป็นเพียงเด็กวิ่งเล่นอยู่เลย

"อยากปิดก็ปิดไปเลย"

ตามที่ฝ่ายไทยออกข่าวว่าจะกดดันกัมพูชาด้วยการปิดพรมแดนนั้น "อยากปิดก็ขอให้ปิดไปเลย"
กัมพูชาก็จะ "เดินตามหลังประเทศไทย" (โต้ตอบในแบบเดียวกับที่ไทยทำ) หากไทยสั่งปิดพรมแดนเมื่อใด
ก็อย่าห้ามเฉพาะคนที่ประสงค์จะข้ามแดน เพราะกัมพูชาก็จะปิดเช่นกันและปิดทางด้านเศรษฐกิจด้วย
สั่งห้ามสินค้าไทยทั้งหมดข้ามแดนเข้ามายังตลาดกัมพูชา แม้แต่หมูเพียงตัวเดียว จะไม่ให้ข้ามเข้ามา
สินค้าต่างๆ ทั้งหลายของไทย กัมพูชาสามารถนำเข้าจากประเทศอื่นๆ ได้ทั้งหมด
ขอยกข้อมูลการค้าไทย-กัมพูชา ปี ค.ศ.2008 มาเป็นตัวอย่าง ไทยส่งสินค้ามาขายกัมพูชา
ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่กัมพูชาส่งออกไปไทยแค่ 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่อย่างไรก็ดี
ก็ขอเห็นด้วยกับการที่นายกรัฐมนตรีไทยได้บอกว่ามาตรการต่างๆ จะมิให้มีผลกระทบต่อประชาชน
สองประเทศเพราะผมเองก็ไม่อยากกระทำเช่นนั้น (ปิดด่านให้เกิดผลกระทบ)
ไม่สอดคล้องกับแนวทางความร่วมมือต่อกันตามกรอบอาเซียน ผมไม่อยากทำเช่นนี้
แต่ผู้นำฝ่ายไทยก็ขู่ผมเสียเหลือเกิน ผมจึงขอสั่งการไปยังเจ้าหน้าที่กัมพูชาทั้งหมดว่าเรื่องนี้
(การปิดด่านตอบโต้ไทยและระงับการนำเข้าสินค้าของไทย) ให้เตรียมการไว้ได้เลย

เรื่องตั้งที่ปรึกษาฯไทยหาเรื่องกัมพูชา

เรื่องการแต่งตั้งอดีตนายกรัฐมนตรีไทยมาเป็นที่ปรึกษานั้นผมขอประกาศชัดๆ ให้คนไทยรู้ว่า
เรื่องนี้รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ มาหาเรื่องกัมพูชา เรื่องนี้ขอให้คิดดีๆ ว่า ฮุน เซน หรืออภิสิทธิ์ผิด

และตนจะไม่มีวันถอยอยู่แล้ว กัมพูชา เคยแต่งตั้งที่ปรึกษาชาวต่างประเทศมาหลายคนแล้ว
ทั้งชาวเกาหลีและชาวออสเตรเลีย หากทักษิณมาพำนักอยู่ในกัมพูชา นายก รัฐมนตรีไทย
จะกลัวอะไรกันนักกันหนา ทักษิณไปมาแล้วทั่วโลกไม่เห็นทำอะไร ไปศรีลังกา ล่าสุด
ก็ยังไม่เห็นได้ทำอะไรเลย แต่พอบอกว่าจะมากัมพูชาก็หาเรื่องกัมพูชา
ผมได้อธิบายเรื่องนี้
ตั้งแต่การประชุมที่หัวหิน เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2552 แล้ว ผมอดทนอดกลั้นเงียบมาตลอด
แต่นายกรัฐมนตรีไทยและประเทศไทยต่อว่าต่อขานผมอยู่ข้างเดียวเรื่องการยกเลิก
บันทึกความเข้าใจ (MOU) นี่ ก็เป็นนายอภิสิทธิ์นี่ล่ะ ที่เอาผลประโยชน์ร่วมของประเทศทั้งสองฝ่าย
มาทำให้เกิดความเสียหาย

"ใครเป็นเบี้ยของใครกันแน่"?

เรื่องแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ที่นายอภิสิทธิ์อ้างว่า
อยู่เฉยไม่ได้เพราะดูหมิ่นศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของไทย ผมจะบอกให้ว่า จริงๆ แล้วปฏิกิริยาของคนไทย
ที่แท้จริงเป็นอย่างไร คือพวกเสื้อแดงสนับสนุนการแต่งตั้ง พวกเสื้อเหลืองโกรธและประท้วงคัดค้าน
และยังมีกลุ่มที่สบายใจโดยอยู่เฉยๆ เงียบๆ อีกด้วยต่างหาก พวกนี้เขารู้ว่า รัฐบาลฮุน เซน เป็นรัฐบาลที่ดี
และสมัยทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีก็ทำให้เขาสบายใจ มีเงินใช้ ยิ่งนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ดำเนินการกดดัน
เราแรงแค่ไหนก็จะได้รับผลสะท้อนกลับไปแรงเท่านั้น

การที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เตือนผมว่าอย่า เป็นเบี้ยในหมากเกมของทักษิณนั้น
เราไม่ได้เป็นเครื่องมือของใคร อยากรู้นักว่าใครเป็นเบี้ยของใครกันแน่
อภิสิทธิ์ตกเป็นเครื่องมือของทักษิณเอง เพราะเมื่อทักษิณเปิดตัวเข้ามา
อภิสิทธิ์ก็กระโดดออกมาตอบโต้โดยไม่คิดอะไรเลยและไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเลย
แถลงมาจากโตเกียวเรื่องการยกเลิกเอ็มโอยู (บันทึกความเข้าใจร่วม) ก็ขอให้คนไทยคิดดูเอาเองก็แล้วกัน
ว่าสมบัติของรัฐ แต่กลับยกเอาเรื่องส่วนตัวมาเป็นเหตุเลิกความร่วมมือ คนไทยยอมรับได้ไหม
คนอย่างนี้จะเอามาเป็นผู้นำอาเซียนได้ไหม เพราะว่าในปี ค.ศ.2515
อาเซียนจะร่วมกันหลายด้าน เปิดพรมแดนให้เดินทางไปมาหาสู่ร่วมกันใช้เงินสกุลเดียวกัน
แต่ไทยเองกลับมารุกรานกัมพูชากันอยู่เห็นๆ ยกกำลังเข้ามายึดดินแดนกัมพูชา สมัยนครวัดนั้น
ประเทศไทยอยู่ที่ไหนกัน อ้างว่ากัมพูชามายึดครองบุกรุกดินแดนไทยนั้น
กัมพูชาจะไปยึดดินแดนไทยได้อย่างไร ศึกษาประวัติศาสตร์เสียให้ดีว่า ใครรุกรานใครกันแน่

ขออนุญาต"เสื้อแดง"

ทักษิณไม่ได้เป็นเครื่องมือให้เรา แต่ผมต้องการเอาประสบการณ์ของ "ท่านทักษิณ"
มาช่วยงานด้านเศรษฐกิจของกัมพูชา
ผมจึงถือโอกาสนี้ร้องขอให้พี่น้องเสื้อแดงและ
พรรคเพื่อไทยเสียสละอนุญาตให้ ผมนำ "ท่านทักษิณ" มาช่วยกัมพูชาในเรื่องเศรษฐกิจ
บ้างด้วยแล้วกัน

ขออาเซียนพิจารณาเบ็ดเสร็จ

ตามที่ (ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ) เลขาธิการอาเซียนมีคำแถลงว่าขอให้แก้ปัญหาเรื่องนี้ผมก็เห็นด้วย
แต่ดูเหมือนว่าข้อเสนอของเลขาธิการอาเซียน จะไม่สอดคล้องกับท่าทีของรัฐบาลไทย ความจริง
กัมพูชาพร้อมที่จะเจรจาอย่างไรเมื่อไรก็ได้ ไม่ว่าทวิภาคีหรือพหุภาคี แต่ก็เหมือนว่าฝ่ายไทย
ได้ปฏิเสธเสียแล้ว แต่ท่านสุรินทร์ต้องฟังให้เข้าใจด้วย ขอให้เลขาธิการอาเซียนพิจารณาแก้ปัญหาเหล่านี้
ในลักษณะเบ็ดเสร็จในคราวเดียว และแก้ทั้งหมด ทั้งเรื่องของทักษิณ / เรื่องการปฏิวัติเมื่อ 19 กันยายน 2549 /
เรื่องการรุกรานดินแดนของกัมพูชา / การที่กัมพูชาตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษา จะใช้กลไกอะไรกัมพูชาก็พร้อม
ทั้งทวิและพหุภาคี เรื่องนี้ที่จริงอยากยกขึ้นพูดที่หัวหินเหมือนกันแต่ก็อดกลั้นไว้ ถือว่าได้ไว้หน้าประเทศไทย
และนายอภิสิทธิ์แล้ว การแก้เรื่องนี้ต้องแก้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเรื่อง ในเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทักษิณ
ก็ต้องไล่แก้ตั้งแต่ทักษิณมาเลย ตั้งแต่เรื่องการปฏิวัติ เมื่อ 19 กันยายน 2549

ถ้าอภิสิทธิ์เก่งจริงก็ขอให้เลือกตั้งใหม่สิ ท่านกลัวอะไรหรือ หรือว่ากลัวที่จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
หรืออย่างไร หรือว่ากลัวว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง


ผมเองเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้รับ เสียงสนับสนุนถึง 2/3 ของสภากัมพูชา แล้ว "ท่านอภิสิทธิ์"
ได้รับเท่าไหร่กันหรือ ขโมยเก้าอี้เขามานั่ง ขโมยของของ คนอื่นมาเป็นของตัวเองจะให้เคารพได้อย่างไร


หยามทหาร-ข่าวกรองไทย

อภิสิทธิ์มีปัญหาท่วมตัวอยู่แล้ว อาจตายได้ มีปัญหากับเพื่อนบ้านทั้งหมด ทั้งลาว กัมพูชา มาเลเซียและพม่า
นอกจากนั้น ยังมีปัญหาภาคใต้ไทย ปัญหาเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อน้ำเงิน เสื้อขาว เพื่อไทย เสื้อเหลืองเอง
ก็ยังไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเสียด้วยซ้ำ กัมพูชาจะต้องเคารพอะไรไทยหรือ การแต่งตั้งทักษิณเพียงคนเดียว
ไม่เกี่ยวกับไทย
ผมเคยบอกอภิสิทธิ์ในการพบกันแล้วว่าทักษิณเป็นเพื่อนของผม เพื่อนไม่สามารถหักหลังเพื่อนได้
ไม่สามารถโยนเพื่อนให้เสือกินได้หรอก ดังนั้น อยากฉีกอะไรทิ้งก็ฉีกไปเลย อยากปิดอะไรก็ปิดไปเถิด
เพราะถ้าเปิดคงจะไม่สะดวกแล้ว เห็นทีต้องถอนกำลังทหาร 911 (หน่วยรบพิเศษ) ของกัมพูชาออก
ภายในหนึ่งสัปดาห์ดีกว่า เพราะว่าใช้กำลังเพียงนิดๆ หน่อยก็พอ (ที่จะสู้กับไทย) แล้ว


กรณีมีข่าวลือว่าทักษิณเข้ามาในกัมพูชาแล้วหลายครั้งนั้น ผมก็ขอปฏิเสธชัดๆ อีก และเห็นว่า
ข้อมูลข่าวกรองของท่านที่ได้มานั้นผิดพลาด เป็นการแสดงถึงความอ่อนด้อยของการข่าว
ทั้งเรื่องการที่ลือว่าเข้ามาเกาะกง รวมทั้งตอนที่รองนายกรัฐมนตรีสุเทพ มากับรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงกลาโหมเพื่อพบผมที่อำเภอตาเขมา รองนายกรัฐมนตรีสุเทพของไทยได้ขอว่า
ให้ช่วยจับทักษิณส่งตัวไปประเทศไทยได้หรือไม่ เรื่องนี้ผมทำไม่ได้หรอก ถ้าผมทำเช่นนั้น
ก็ถือเป็น "กบฏต่อมิตร" และเรื่องการร้องขอให้จับตัวทักษิณส่งไปและข้อหาความผิดที่กล่าวโทษต่อ
ทักษิณเป็นกรณีเกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งนั้น

เปิดรายชื่อ"เพื่อนฮุน เซน"

เห็นพูดกันนักว่าทักษิณมาอยู่ในกัมพูชา ขอยืนยันอีกครั้งว่าไม่เคยมา แต่ตอนนี้ขอประกาศชัดๆ
เลยว่าจะเชิญมาปาฐกถาเรื่องเศรษฐกิจให้ข้าราชการและนักธุรกิจระดับสูงของ กัมพูชาประมาณ 300 คน
ได้รับฟัง ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 ช่วง 8 โมงเช้า ที่กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังกัมพูชา

ขอประกาศชัดๆ ให้คนกัมพูชาทุกคนทราบว่า ทักษิณ ชวลิต (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ)
สมชาย (นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์) คนเหล่านี้เคยเป็นนายกรัฐมนตรีไทยทั้งนั้น และเป็นเพื่อนของฮุน เซน
แห่งกัมพูชา จึงขอให้ทุกคนช่วยอำนวยความสะดวกแก่บุคคลเหล่านี้ และขอร้องให้พี่น้อง ประชาชน-
ตำรวจ-ทหารไทย ทราบว่าคนที่คุณๆ ทั้งหลายต่อว่าอยู่นั้นเป็นผู้ที่ชนะการเลือกตั้งมาแล้วทั้งนั้น
ผมเคารพอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ผมจึงช่วยเขา มีแต่อภิสิทธิ์เท่านั้นที่จงเกลียดจงชังคนเหล่านั้น

สมัยก่อนนั้นไทยเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา ลงนามในสัญญาที่ปารีสเมื่อปี ค.ศ.1989
แต่ไทยก็ยังสนับสนุนให้เขมรแดงทำการสู้รบกับรัฐบาลที่ถูกกฎหมาย แล้วให้พวกเขมรแดงไปอยู่ประเทศไทย
ไทยให้อยู่ในดินแดนไทยได้อย่างไร เรายังไม่ทำเช่นนั้นเลย ถ้าทักษิณตั้งกองกำลังอยู่ในดินแดนกัมพูชา
จะว่าอย่างไรบ้างล่ะ เราจะไม่ทำเช่นนั้นหรอกแค่ให้เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจเท่านั้น และเราจะไม่หยุดเช่นกัน
ไม่ยอมอย่างเด็ดขาด


จวกไทยไม่เคารพกม.ระหว่างประเทศ

เรื่องที่กล่าวว่า กัมพูชาไม่เคารพระบบการศาลของไทยนั้น "เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยนั้น
ไม่ได้มีคุณค่าอะไรนักหนาที่ควรแก่การให้ความเคารพเลย"
สมัยก่อนนั้นนายเขียว สัมพัน นายนวน เจีย
ก่อนที่จะเข้ามาอยู่ในกัมพูชา ก็อยู่ในประเทศไทยทั้งนั้น อยู่ในประเทศไทยก่อนถูกจับตัวในกัมพูชา
ถือว่าไทยไม่เพียงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วยซ้ำไป ลงนามไม่สนับสนุนเขมรแดง ลงนามสันติภาพ
แต่ก็ยังละเมิดหลายอย่าง ขอให้คนไทยดูไว้กฎหมายระหว่างประเทศยังไม่เคารพเลย
จะให้เราเคารพกฎหมายไทยได้อย่างไร

ฟื้นปมปราสาทพระวิหาร

เรื่องปัญหาปราสาทพระวิหาร ได้เคยหารือทวิภาคีกับอภิสิทธิ์แล้วถึง 3 ครั้ง ทั้งที่หัวหิน พัทยาและที่กรุงพนมเปญ
เคยหารือและเห็นร่วมกันว่า จะเจรจาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคี
แต่พอกลับไปแล้ว ทำเสมือน "ลงนามด้วยมือ ลบด้วยเท้า" ขอยกเลิกการสนับสนุนการขึ้นทะเบียน
ปราสาทพระวิหารของกัมพูชา ไทยส่งคณะผู้แทนไปที่สเปนเพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนฯในการประชุม
ที่เมืองเซบีย่า (ประเทศสเปน) แล้ว "ยังมีหน้า" มาบอกว่าไม่เกี่ยวกับกัมพูชา แต่เป็นเรื่องระหว่างไทยกับยูเนสโก
สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึง "จริต" ที่แท้จริงของนายกรัฐมนตรีไทย และเป็นเสมือนการดูหมิ่นเหยียดยามว่า กัมพูชาโง่อย่างแท้จริง

ที่เคยเป็นข่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้เสนอให้ตั้งองค์กรทางด้านกฎหมายของอาเซียน
เพื่อมาไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง พอรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกัมพูชาทำหนังสือเสนอ
ว่าจะยกเรื่องนี้ขึ้นในอาเซียน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยก็ไม่เห็นด้วยและอ้างว่าสื่อมวลชน
ลงข่าวคลาดเคลื่อน และหนังสือพิมพ์ไทยก็ไม่มีการแก้ข่าว ผมได้อดทนอย่างมากที่ไม่ยกปัญหานี้ขึ้น
ในการประชุมสุดยอดอาเซียนล่าสุดที่ผ่าน มา เพราะไม่อยากให้การประชุมอาเซียนล้มเหลว ถือได้ว่าผมไว้หน้าฝ่ายไทย


ประเทศไทยเอาปัญหาปราสาทพระวิหารมาเป็นตัว ประกัน เป็นเครื่องมือในการโค่นล้มรัฐบาลตั้งแต่สมัยรัฐบาลสมัคร
ตลอดจนพยายามเอาผิดกับอดีตรัฐมนตรี นพดล (นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ)

ฝ่ายไทยดีแต่พูดว่าเรื่องการร่วมมือแก้ไขปัญหาปราสาทพระวิหารนั้นต้องผ่าน การพิจารณาให้การรับรองของสภาเสียก่อน
อ้างอยู่นั่นแล้ว ในเรื่องนี้นั้นเมื่อครั้งที่ประธานรัฐสภา ชัย ชิดชอบ เยือนกัมพูชา ผมได้สอบถามความคืบหน้าและขอให้
ประธานรัฐสภา ชัย ชิดชอบ ช่วยแก้ปัญหาด้วย ซึ่งได้รับคำตอบว่าเรื่องนี้ผ่านรัฐสภาไทยไปแล้ว
ไทยหยิบยกปัญหาปราสาทพระวิหาร มาใช้เป็นเกมการเมืองเตะถ่วงการแก้ปัญหา


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

แต่ไทยก็ยังสนับสนุนให้เขมรแดงทำการสู้รบกับรัฐบาลที่ถูกกฎหมาย แล้วให้พวกเขมรแดงไปอยู่ประเทศไทย

ลองถามเพื่อนมึงดูสิครับ



http://www.periclespress.com/Cambodia_Khmer.html
The UN vote in November 1979 was the culmination of a year of strange occurrences.
As Vietnamese troops entered Phnom Penh on the morning of January 7, 1979,
two helicopters took off for Thailand.
Pol Pot was one of the passengers.
Pol would set up a new headquarters, Office 131, in July of 1979, at Mount Thom,
twenty miles from the Thai town of Trat.
The Thai General Chaovalit was ordered to provide protection for the headquarters.
He created Unit 838, a Thai Special Forces group. [5]
Unit 838 would be assigned to guard Pol again in 1985

http://www.crma.ac.th/library/library%20main/m-sulayod.html
กองทัพบกได้มอบความรับผิดชอบการปฏิบัติการในพื้่นที่ระวังป้องกันให้กับหน่วยรบพิเศษ โดยกรมรบพิเศษที่ 1
รับผิดชอบการปฏิบัติงานในทิศทางด้านกัมพูชา ในขณะนั้นได้เกิดสถานการณ์การ สู้รบในประเทศกัมพูชา
และตลอดแนวชายแดนไทย

-กัมพูชาโดยทหารเวียดนามใช้กำลังผสมเหล่าขนาดใหญ่เข้ากวาดล้างกองกำลังผู้่รักชาติชาวกัมพูชาบริเวณพื้นที่
ตามแนวชายแดนระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทยพันเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่
ผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 838 ตั้งแต่ 2มกราคม 2527 ถึง 1 ตุลาคม 2529 รวมเป็นระยะเวลา 2 ปี 9 เดือน

http://www.the-thainews.com/misc/journal/jn251146_1.htm


http://www.rta.mi.th/26112u/pawat%20neid.htm
การปฏิบัติงานที่สำคัญของหน่วย

- เมื่อ 1 พ.ย.27 – 31 พ.ค.28 จัดกำลังพล สนับสนุน กกล.สุรนารี ตามแผนไทยเสรี ของ นสศ. “ ยุทธการบ้านตาตุม ”

- จัดกำลังพลปฏิบัติราชการพิเศษ ตามโครงการของ ศปก.ทบ.ส่วน โครงการ 315 โครงการ 506 ( นปพ.838 )
ตั้งแต่ มี.ค.26 – 1 ต.ค.38
รายนามผู้ดำรงตำแหน่ง

ผบ.รพศ.1 พัน.2


1.

พ.ท.สนธิ

บุญยรัตกลิน

ตั้งแต่

12 เม.ย.26

-

20 ก.พ.30


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Wed Nov 11, 2009 9:36 pm, ทั้งหมด 4 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Nov 10, 2009 6:11 pm

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sunnews&month=01-2007&date=16&group=2&gblog=3
3ก๊ก ปฏิวัติซ้อน-ซ้ำ
@@เบื้องหลังในสถานการณ์..ระหว่างทหารและทหารระดับ"บิ๊กๆ"ใน คมช. ความแตกต่างที่แตกแยกนั้นมีจริง..ฝ่ายหนึ่ง-ย่อมหมายถึง"บิ๊กบัง""พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน"ผบ.ทบ.ที่กำลังจะเกษียณอายุปีนี้...อีกฝ่ายหนึ่ง-ย่อมหมายถึง"พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร"ผช.ผบ.ทบ......ความแตกแตกแยกและแตกต่างหาใช่เพียง"รุ่น"หากแต่หมายถึง..อาการ"ไม่ปลื้ม"ที่ส่งออกมาจาก"ขุมอำนาจ"..ระดับสูง..ที่ส่งไปยัง"บิ๊กบัง"..ที่เคยรับปากก่อนนั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ.ทั้งที่มี"แรงเสียดทาน"ไม่เห็นด้วยรอบด้าน..ทั้งข้างบนและข้างล่าง...

@@ จน"ทักษิณ"ต้องใช้เหตุผล...สายเลือดจปร.แท้และการเป็น"ทหาร"ที่ผ่านสนามรบ..และความเป็น ผบ.ทบ.มุสลิม คนแรกของประเทศไทย ยามที่"สงคราม"กำลังจรดจ่อที่แดนใต้ และนานาประเทศมุสลิมกำลังจับจ้องประเทศไทย มาเป็นเหตุผลในการตัด คู่"แคนดิเดต"อย่าง"พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช"ผช.ผบ.ทบ.(2548)ที่จบจาก ร.ร.นายทหารจากสหรัฐ,และ"พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์"เสนาธิการทหาร(2548) ที่จบจาก ร.ร.นายร้อยทหารบกสหรัฐฯ(West Point)..ทั้งที่"เหตุผล"แท้จริง..แล้วก็คือเรื่องของ"มือที่มองไม่เห็น"..ที่ต้องการให้มีการตั้ง"บิ๊กบัง"...อันเป็นที่มาของ"การดองโผทหาร"..ที่ว่ากันว่า..บรู๊ฟลงไปในรายละเอียดกว่านั้น..ในเวลานั้นเป็นหน้าที่ดูอีกครั้งจาก"ป๋าเปรม"ด้วย.

@@ในความแตกปัจจุบันก็คือผลจากอดีต..ที่ใครต่อใครที่เคยสนับสนุน..เริ่ม"ไม่ปลื้ม" และ"ไม่ปลื้ม"มากยิ่งขึ้นจากผลงาน และ"ท่าที"ของ"บิ๊กบัง"ในการคลี่คลายดับ"ไฟใต้"ที่คุโชนกว่าเดิม..แต่"บิ๊กบัง"ก็ยังคงไม่"รุก"ให้เป็นเรื่องเป็นราว อันถือว่าไม่เป็นไปตาม"สัญญา"ที่ให้..

@@แน่นอนการจะปลด"ผบ.ทบ."ที่กุมอำนาจ "ปธ.คมช."ที่สูงไปกว่า"นายกฯ"นั้นไม่ง่าย...ข่าวลือแห่งข่าวลือ"การปฏิวัติซ้อน"ของ"ขุมอำนาจ"ผ่าน"พล.อ.สพรั่ง"และการสนับสนุนอย่างดีจาก"กุนซือ"ค่าย"ผู้จัดการ"จึงเกิดขึ้นเป็นละลอก..ยิ่ง"บิ๊กจิ๋ว"ผู้อ่านขาดออกมา"ยุ"ซ้ำก็ยิ่งไปกันใหญ่...

@@ว่ากันว่างานนี้ใน คมช.อย่าว่าแต่ "ตท.6"เอง ที่"บิ๊กบัง"ก็ไม่กล้าที่จะไว้ใจใครทั้งหมด..บรรดาทหารรุ่นน้อง อย่าง"พล.อ.สพรั่ง""พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา"(ตท.10)"บิ๊กบัง"ก็ไม่กล้าที่จะ"คลาดสายตา"...เพราะ"บิ๊กป๊อก"นั้นว่ากันว่า มีสัญญานจากมือที่มองไม่เห็น วางให้"รอ"ดูสถานการณ์..เพื่อซ้อนในซ้อน..หรือซ้อนในซ้ำ..อีกที..

@@ไม่แปลกที่..ในค่ายทหารเกือบทุกค่ายในกรุงเทพฯ หากเข้าไปดู จะเต็มไปด้วย"อาวุธหนัก"(ที่ขนกันเข้ามาตั้งแต่ก่อนวันเสาร์โดยอ้าง"วันเด็ก")และ"กองกำลัง"ของแต่ละ"ฝ่าย"ที่ว่ากันว่า"ตรึง"กันอยู่ 3 ขั้วเวลานี้...สุดแต่ว่า..เมื่อไหร่..จังหวะไหน เท่านั้น ที่จะใช้...

ทหารข่าว


Create Date : 16 มกราคม 2550
Last Update : 22 มกราคม 2550 12:45:02 น.
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sunnews&month=03-2007&date=16&group=2&gblog=9
เกมบีบคมช.ให้ จิ๋ว เป็นนายกฯ
@@ความขัดแย้งใน คมช.ไม่ธรรมดา และเกี่ยวกับโผทหารกลางปี(เมษายน50) ตอนนี้แบ่งเป็น 3 ปีก ปีกหนึ่ง"พล.อ.สนธิ"ต้องการที่จะให้"พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์"พาสขึ้นมาเป็น "ผู้บัญชาการทหารบก"ต่อจากตัวเอง ที่จะเกษียณ และคงอยู่แต่ในสถานะ"ประธานคมช."โดยข้ามทั้ง"พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร"และ"พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา"จนเป็นที่มาของข่าวการเคลื่อนกำลังของทหารในห้วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

@@มีรายงานข่าวในกองทัพ ว่ากระแสข่าวการเสียชีวิตของ ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 17 คน ในคืนวันที่ 19 ก.ย.49 นั้นกำลังลือสะพัดไปทั่วกองทัพ ขณะที่บางกระแสก็ว่า มีการเสียชีวิตของนายทหารมหาดเล็ก 2 คน ด้วยโรคมะเร็งพร้อมๆกันอย่างแปลกประหลาด ทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจ"พล.อ.สนธิ" โดยหลายฝ่ายเชื่อว่าการเข้ายึดอำนาจ"ทักษิณ"และการเข้าเฝ้า ในคืนนั้น มีบางอย่างไม่ชอบมาพากลแน่นอน

@@กระแสข่าวการเสียชีวิตของนายทหารคืนวันที่ 19 ก.ย.49 กำลังบานปลาย มีการ"ส่งสัญญาน"จาก"ผู้ใหญ่"ระดับสูง ขอให้ประชาชนชนสู้ซึ่ง"สัญญาน"นี้เกี่ยวข้องกับ"ม็อบต้านรัฐประหาร"ที่จะมาชุมนุมที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ของ"พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์"(18มี.ค.50)..โดยเชื่อกันว่ามี"พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ์"หรือ"บิ๊กจิ๋ว"อยู่เบื้องหลัง

@@ข่าวนี้สอดคล้องกันกับความเคลื่อนไหวของ"บิ๊กจิ๋ว"กับ"พล.อ.เปรม"มีรายงานว่าทั้งสองมีการนัดพบปะกันหลายวันก่อน ที่โคราช เพื่อเสนอ"ข้อต่อรอง"ระหว่างกัน ซึ่งมีข้อเสนอให้"บิ๊กจิ๋ว"กลับมาเป็น"นายกฯ"โดยแลกเปลี่ยนกับการไม่ดำเนินการต่อใน เรื่อง 17 ศพนายทหารที่ยังไม่มีใครออกมาเฉลย..

@@กระแสความเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับความกังวลของ"พล.อ.สนธิ"ในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 ที่ส่วนใหญ่เป็นนายทหาร ตท.9 ที่มี"พล.อ.วิชิต ยาทิพย์"คนของ"บิ๊กจิ๋ว"ดูแลอยู่โดยภาพรวมๆ ทำให้"พล.อ.สนธิ"ยังลังเลในแผนที่จะให้มาปูพรม ซึ่งเรื่องนี้"พล.อ.อนุพงษ์"เคยคุยกับนายทหารที่ไว้ใจได้บางคน

@@ที่สำคัญ"พล.อ.อนุพงษ์"นั้นเอาเข้าจริงการทำรัฐประหาร(19ก.ย.)เขาก็เหมือนตกกระไดพลอยโจรต้องเข้าร่วม ทั้งๆที่อยู่ในฝ่ายของกำลัง"ต้านปฏิวัติ"โดยมี"ผู้ใหญ่"โทรศัพท์มาอ้างถึง"ข้างบน" ให้เปลี่ยน"ผ้าพันคอ" และเข้าร่วมในขณะที่เขายกกำลังไปต้านการปฏิวัติ

@@อย่างไรก็ดีสำหรับสภาพการเวลานี้ ว่ากันว่า ในคมช.แตกกันไปคนละทิศคนละทาง ไม่มีใครฟังใคร โดยทุกวันนี้"พล.อ.สนธิ"ก็ไม่สามารถคุมทิศทางในที่ประชุมได้ ต้องอาศัยการ"นอกรอบ" จะมีก็แต่เพื่อน ตท.6 เท่านั้นที่พอจะรับฟัง..

@@อีกกระแสที่"บิ๊กบัง"รู้สึกกดดันนั้น มีรายงานจากสายทหารระบุว่า "ข้างบน"รู้สึกไม่ไว้ใจ"บิ๊กบัง"มานานแล้ว โดยพักหลังมีความต้องการให้"พล.อ.สพรั่ง"หรือ"พล.อ.อนุพงษ์"คุมสภาพกองทัพแทน ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้"พล.อ.สพรั่ง"มีการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน จนมีข่าวลือถึงการทำ"ปฏิวัติซ้อน-ซ้ำ"และมีการกดดันต่อรองกับ"บิ๊กบัง"อย่างหนัก..

@@ประการสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ"พล.อ.สนธิ"คือกรณีสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทวีความรุนแรง ซึ่งผู้เกี่ยวข้องระดับสูงรู้สึกว่าถูก"บิ๊กบัง"หลอกในการแต่งตั้งเขาเข้ามาดูแลปัญหาในฐานะที่อยู่ในพื้นที่ตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ปล้นปืน (4ม.ค.47)ทั้งยังอยู่ในเหตุการณ์ ตากใบ กรือเซะ พร้อมๆกับ "พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี" จนตั้งให้เป็น ผบ.ทบ.มุสลิม คนแรกของประเทศไทย เพื่อ"สร้างภาพ"ให้"มุสลิมโลก"ยอมรับ แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต

@@อีกประการสำคัญที่"ข้างบน"สะท้อนความห่วงใยผ่านมายังกองทัพ นั่นคือ มีรายงานข่าวว่า ที่"เบตง"นั้นมีแผนของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่มีกองกำลัง กว่า 15,000 คน โดยมีแผนที่จะตัดแบ่งดินแดนจากส่วนนี้ก่อน ซึ่งในทางการทหาร จะล่อให้มีการเข้าทำและ"เข้าจัดการ"โดยเชื่อว่าจะทำให้ปัญหาทุเลาลงได้แน่ทหารข่าว



Create Date : 16 มีนาคม 2550
Last Update : 16 มีนาคม 2550 21:21:43 น.


http://www.thaiblognews.com/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%81-100-%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99/
แบ่งเค้กลงตัวโยก 100 กว่านายพลตำรวจ “เด็กแม้ว”ยังผงาด!

July 3, 2009
บิ๊กตร.แบ่งเค้กลงตัวส่งเด็กสนง.ยึดเก้าอี้ใหญ่ โยก ผบช.ภ.2
นั่นผบช.กำลังพล ดัน ตชด.คุมพื้นที่ มีผล 16 สค.
พร้อมส่งสัญญาณแต่งตั้งรองผบก-ประทวน แฉ”สุชาติ เหมือนแก้ว”
ขอกลับบช.น.ไม่ได้ เหตุ”วรพงษ์” ขอผบ.ตร.ทำงานต่อ เผยแต่งตั้งครั้งนี้
อยู่นอกเหนือกฏก.ตร. เพราะเป็นการแต่งตั้งพิเสษเพื่อปรับโครงสร้าง
ขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นทักษิณ “สุรสิทธิ์ สังขพงศ์”
ออกจากกรุเป็นรองสันติบาล “วินัย ทองสอง”คว้ารองผบช.ก. ขณะที่ผู้การ 191
โยกคุมศูนย์สืบนครบาล ส่วน”ปรีชา ธิมามนตรี”ขยับใหญ่ขึ้นเป็น
ผู้การศูนย์สืบสตม.


ส่วนพล.ต.ต.วินัย ทองสอง อดีต ผบก.ป. (ผู้บังคับการกองปราบปราม)
ซึ่งถือว่าเป็น ผบ.ตร.น้อย เพราะมีอำนาจในการจับกุมทั่วประเทศ

และเป็นตำแหน่งที่พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ เคยนั่งอยู่มาก่อน
โดยพล.ต.ต.วินัยจบจากนรต.32 มีเพื่อนร่วมรุ่นคนดังคือ พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น
ผบก.ทท.และเป็นถึงหลานเขยของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ที่ถูกส่งตรงมาจากบ้านจันทร์ส่องหล้าให้มารับผิดชอบในเก้าอี้สำคัญนี้

http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9520000135446

ตร.เตรียมออกหมายจับแก๊งปล่อยข่าวอัปมงคลทุบหุ้นเพิ่ม

10 พฤศจิกายน 2552 16:53 น.


ตำรวจเตรียมออกหมายจับผู้ต้องหาร่วมปล่อยข่าวอัปมงคลทุบหุ้นร่วงกราดรุดอีก 1-2 คน
โดยอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับวงการหุ้นหรือไม่


วันนี้ (10 พ.ย.) พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รอง ผบช.ก.กล่าวถึงความคืบหน้าในการติดตามตัวผู้ต้องหา
เผยแพร่ข่าวลืออันไม่เป็นมงคล ทำให้หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ตก ว่า ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนกำลังอยู่
ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งได้ให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญพิเศษตรวจสอบคอมพิวเตอร์
ที่เป็นของกลางที่ยึดจากผู้ต้องหาที่จับกุมได้ก่อนหน้าที่มาแล้ว 3 ราย
ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า มีบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องในการเผยแพร่ข่าวอันไม่เป็นมงคลดังกล่าวอีก
ประมาณ 1-2 ราย ซึ่งหากผลการตรวจสอบพบพยานหลักฐานชัดเจน ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการเผยแพร่ข่าวลือนั้น
ก็จะทำการขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาต่อศาลอาญาต่อไป

พล.ต.ต.ปัญญา กล่าวต่อว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับ
ผู้ต้องหาอีก 1-2 รายดังกล่าว ตามความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยคาดว่าจะสามารถออกหมายจับได้
ภายในสัปดาห์นี้และหากตรวจสอบคอมพิวเตอร์ของกลาง พบว่า มีบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์กับผู้ต้องหา
ที่จับกุมได้ก่อนหน้านี้ และหรือมีพยานหลักฐานชัดเจนว่า เป็นผู้เผยแพร่ข่าวลือดังกล่าว
ก็จะขออนุมัติออกหมายจับมาดำเนินคดีทันที

อย่างไรก็ตาม หากตรวจสอบ พบว่า พฤติการณ์ของผู้ต้องหาไปเกี่ยวข้องกับการที่ทำให้หุ้น
ในตลาดหลักทรัพย์ตก ก็ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
ซึ่งจะส่งเรื่องให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินคดีต่อไป

http://www.thaipost.net/node/13321

แม้วให้ร้ายในหลวง โจมตีเครือข่ายวังผ่าน'ไทมส์''อภิสิทธิ์'สั่งฝ่ายกฎหมายฟัน

10 พฤศจิกายน 2552 - 00:00

นรกกินหัว "ทักษิณ" ให้สัมภาษณ์สื่อนอกให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์
สุดท้ายพล่านแก้ข่าวโทษสื่อตีความผิด ปากดีต่อรองนับหนึ่งใหม่ด้วยการนิรโทษโกง "มาร์ค"
เชื่อ "แม้ว" รู้ตัวดีพูดอะไรออกไป ลั่นไม่ปล่อยไปเฉยๆ แน่ สั่งฝ่ายกฎหมายจัดการ
"กษิต" ถามเพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากกษัตริย์กัมพูชา
แล้วจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย มีวัตถุประสงค์อะไร ทหารฮึ่มยอมไม่ได้
เมื่อวันจันทร์ เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ไทมส์ ประเทศอังกฤษ
ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร แบบคำต่อคำ
ซึ่งมีความยาว 12 หน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นบทสัมภาษณ์โดย ริชาร์ด ลอยด์ แพร์รี ที่นครดูไบ
ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุตอนหนึ่งว่า พระมหากษัตริย์เป็นบุคคลที่ได้รับ
การเคารพสูงสุด พระองค์ทรงเป็นเทพในความรู้สึกของคนไทย แต่คนที่รายล้อมพระมหากษัตริย์
กับพระราชินี ซึ่งตนขอเรียกว่า เครือข่ายวัง นั้น พยายามจะสร้างอิทธิพล พวกองคมนตรีส่วนใหญ่
เป็นข้าราชการเกษียณ คนพวกนี้มีลูกน้อง ดังนั้นจึงต้องการมีอิทธิพล เช่น พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
เขาต้องการให้บางคนเป็นผู้บัญชาการทหารบก ถ้าคุณตั้งคนอื่น เขาก็ไม่ชอบใจ นี่เป็นการใช้อำนาจ
ที่ไม่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ พวกเครือข่ายวังกำลังเล่นการเมือง ลอยด์ แพร์รี ถามว่า
องค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสิ่งที่ดี แต่ตัวสถาบันต้องมีการปฏิรูปใช่ไหม พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า
ถูกต้องๆ เมื่อถูกถามว่าปฏิรูปแบบไหน เขาตอบว่าต้องยึดถือปฏิบัติตามหลักพระมหากษัตริย์
ภายใต้รัฐธรรมนูญ ทุกสถาบันต้องทำหน้าที่ตามหลักนิติรัฐและกฎเกณฑ์ทางการเมือง
แต่บางครั้งสถาบันหลายอย่างก็ถูกแทรกแซง เครือข่ายวังสามารถแทรกแซงระบบยุติธรรมได้
ถามว่าสถาบันช่วยอะไรได้บ้าง อดีตนายกฯ ที่หลบหนีโทษจำคุกในคดีคอรัปชั่นตอบว่า
ต้องทำให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากันแล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่ นั่นคือนิรโทษกรรมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ตนจะกราบบังคมทูลว่า "นี่เป็นเวลาที่พระองค์จะพระราชทานพระเมตตาแก่พสกนิกร นำสันติสุขมาสู่พวกเขา
ให้พวกเขาอยู่ร่วมกันโดยสันติ โดยการนิรโทษและพระราชทานอภัยโทษ เพื่อให้ทุกคนกลับไปมีชีวิตตามปกติ
และยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่"

พิธีกรถามว่าเมื่อเดือนมีนาคม คุณบอกว่าถ้ามีเสียงปืนลั่น ทหารยิงประชาชน ก็จะกลับไปนำประชาชน
กัมพูชาจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการยาตราทัพหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า ถ้าตนจะนำทัพ
จะเริ่มจากภาคอีสานของไทย เพราะสามารถเข้าประเทศทางพรมแดนลาว กัมพูชา หรือพม่าก็ได้
ตนสามารถหาทางได้ "ถ้าผมกลับไปตอนนี้ก็จะเกิดความปั่นป่วนมากขึ้น เพราะผู้สนับสนุนผม
ซึ่งมีหลายล้านคนจะออกมา ถ้าผมกลับไปตอนนี้จะเกิดการนองเลือด เพราะรัฐบาลจะใช้กำลังทหาร
ดังนั้นจึงไม่เป็นผลดีกับใคร"
ถามว่าถ้ารัฐบาลบอกคุณว่า 'โอเค เราจะคืนเงินให้ แต่คุณต้องเลิกเล่นการเมือง เป็นแค่นักธุรกิจ'
คุณจะตกลงไหม พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า ตนแค่ต้องการความยุติธรรม ตนไม่แคร์ว่าตัวเองจะได้กลับไป
เล่นการเมืองอีกหรือไม่ แต่ถ้าคนส่วนใหญ่ต้องการ ตนก็ต้องกลับสู่การเมือง ไม่สามารถเห็นแก่ตัวได้
แต่ถ้าเลือกได้ ตนอยากใช้ชีวิตอย่างสงบ แต่ตนรักประชาชน รักประเทศชาติ ต้องการทำสิ่งดีๆ
เพื่อพวกเขา ตนเบื่อการเมืองแบบไทยๆ มาก แต่ถ้าประชาชนทำให้ตนได้กลับไป ตนก็เป็นหนี้บุญคุณพวกเขา
"ผมเป็นนักปฏิวัติ ผมต้องการปฏิรูป ผมจะปฏิรูประบบยุติธรรมทั้งระบบเพื่อให้เป็นแบบสมัยใหม่"

สำหรับประเด็นที่ตกเป็นข่าวและสร้างความไม่สบายใจในวงกว้างนั้น คือการพาดพิงไปถึง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เกี่ยวกับพระอาการประชวร
รวมไปถึงการสืบสันตติวงศ์ และการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

'แม้ว' พล่านแก้ตัวหลังมีกระแสความไม่พอใจเกิดขึ้นในไทย พ.ต.ท.ทักษิณได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า
กรณีการเสนอข่าวเท็จของ Timesonline ว่าตามที่มีการเสนอข่าวใน www.timesonline.co.uk
วันที่ 9 พฤศจิกายน พาดหัวข่าวว่า "Ousted Thai leader Thaksin Shinawatra calls for
"shining" new age after King's..." ซึ่งเป็นการบิดเบือนคำให้สัมภาษณ์ของตนโดยสิ้นเชิง
และการเสนอข่าวที่เป็นความเท็จดังกล่าวก่อให้เกิดความสับสนเข้าใจผิดในหมู่ผู้อ่านข่าวและ
ในหมู่คนไทยตามมา ซึ่งตนขอกราบเรียนข้อเท็จจริงดังนี้ ตนไม่เคยให้สัมภาษณ์ตามเนื้อความที่ว่า
"calls for shining" new age after King's..." การพาดหัวข่าวดังกล่าวเป็นการกระทำของ
timesonline ที่เป็นเท็จทั้งสิ้น ตนไม่เคยให้สัมภาษณ์เช่นนั้น ตนไม่เคยให้สัมภาษณ์ไปตามที่มีข้อความว่า
"called for reform of the country's revered monarchy and spoken of a "shining"
new age after the era of the ailing King, Bhumibol Adulyadej."
การเขียนข่าวดังกล่าวเป็นการกระทำของ timesonline ที่เป็นเท็จทั้งสิ้น ตนไม่เคยให้สัมภาษณ์เช่นนั้น
ตนได้สัมภาษณ์เทิดทูนพระเกียรติ และพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
ตนรู้สึกเสียใจต่อการนำเสนอข่าวของ timesonline ในครั้งนี้ ทั้งๆ ที่ได้กำชับผู้สัมภาษณ์ว่า
เรื่องสถาบันเป็นเรื่องสูงและละเอียดอ่อน ต้องนำเสนอข่าวให้ตรงกับสิ่งที่พูด ตนจึงขอประณาม timesonline
ที่เสนอข้อความเท็จและสร้างความสับสนในเรื่องนี้ ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าครอบครัวและตนเองมีความจงรักภักดี
ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพร้อมสละชีวิตเพื่อปกป้อง
สถาบันเช่นเดียวกับคนไทยทุกคนที่ประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นว่า
เรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงแล้ว และทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณแก้ตัวว่าถูกบิดเบือน
ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลต้องกระทำแน่นอนคือทำคำชี้แจง เพราะมีข้อความซึ่งไม่ตรงตามข้อเท็จจริง
และอาจไม่เหมาะสมหลายจุด โดยกระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการถามว่า
เนื้อหาในบทสัมภาษณ์ของอดีตนายกฯ จะกระทบต่อความมั่นคงของชาติหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า
"ผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่ที่อ่านแล้วคงเห็นว่าไม่เหมาะสม และอดีตนายกฯ คงทราบแล้ว
จึงพยายามบอกว่าไม่ได้พูด แต่ต้องติดตามและตรวจสอบว่าจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร
เพราะสื่อคงต้องชี้แจงในส่วนนี้เช่นกัน เนื่องจากโดนกล่าวหาว่าลงข่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
โดยการดำเนินการต้องให้ตามข้อกฎหมาย ฝ่ายกฎหมายจะรับไปดู ส่วนข้อเท็จจริงนั้นต้องชี้แจงสื่อ
โดยไม่ปล่อยไปเฉยๆ แน่นอน" ถามว่า ล่าสุดแถลงการณ์ของอดีตนายกฯ ระบุว่า
จะเดินทางไปกัมพูชาตามคำเชิญของสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่เชิญอดีตนายกฯ
ไปบรรยายพิเศษแก่นักธุรกิจกัมพูชา 300 คนแน่นอน นายอภิสิทธิ์ยิ้มและกล่าวว่า "ไปจริงหรือเปล่า
พูดจริงหรือ ให้สัมภาษณ์ตั้งยาวแต่ยังบอกว่าไม่จริงเลย" 'บัวแก้ว' โต้ 'ทักษิณ' ต่อมา นายกษิต ภิรมย์
รมว.การต่างประเทศ ได้เปิดแถลงข่าวที่รัฐสภาเป็นการด่วนเพื่อชี้แจงกรณีนี้ โดยอ่านคำแถลงว่า
"ในวันนี้ 9 พฤศจิกายน 2552 Timesonline ซึ่งเป็น Website Version ของหนังสือพิมพ์
The Times ในสหราชอาณาจักร ได้เผยแพร่รายงานข่าวเรื่อง
"Ousted Thai leader Thaksin Shinawatra calls for "shining" new age after King's..."
เขียนโดยนาย Richard Lloyd Parry (ซึ่งเป็น Asia News Editor ของ นสพ.The Times)
ซึ่งเป็นการรายงานคำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ

โดยในหลายส่วนของรายงานข่าว มีข้อความพาดพิงโดยมิบังควรถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย
รวมถึงมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง อาทิ ที่เกี่ยวกับบทบาททางการเมืองของพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอตอบโต้ชี้แจงดังนี้

ข้อ 1.การให้สัมภาษณ์ในลักษณะนี้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นสิ่งที่ก้าวล่วงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
ซึ่งนอกจากจะถือเป็นเสาหลักของเสถียรภาพของประเทศแล้ว ยังเป็นสถาบันที่คนไทยทุกคนเคารพ
และเทิดทูนเป็นอย่างมากด้วย ดังนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่คนไทยยอมรับได้ และไม่พึงกระทำ

ข้อ 2.ขณะที่ประชาชนชาวไทยทั้งปวงกำลังอยู่ระหว่างการรวมใจถวายพระพรให้พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยที่แข็งแรง
พ.ต.ท.ทักษิณกลับใช้จังหวะเวลานี้ให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่จาบจ้วง และไม่เป็นมงคลเยี่ยงนี้
ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า มีวัตถุประสงค์แอบแฝงหรือกำลังเคลื่อนไหวบางอย่าง ในลักษณะที่ไม่เหมาะสมไม่ควรอยู่

ข้อ 3.การให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ สะท้อนถึงความอึดอัดและความไม่สามารถของตน
ที่จะเข้าไปชี้นำและโน้มน้าวทุกฝ่ายในสังคมไทยได้ ดังเช่นที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้เคยที่จะเพียรพยายาม
กระทำมาในอดีต

ข้อ 4.เกี่ยวกับความเห็นของ พ.ต.ท.ทักษิณว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงได้รับการศึกษา
ในต่างประเทศและมีพระชนมายุน้อย ทรงเข้าใจโลกในปัจจุบันดีนั้น เสมือนเป็นการเปรียบเทียบ
กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นการมิบังควรอย่างยิ่ง


ข้อ 5.พ.ต.ท.ทักษิณคงให้ข้อมูลที่ผิดพลาด เกี่ยวกับสถานะของตนเองแก่ผู้สื่อข่าว ที่ขอสัมภาษณ์
โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้นำฝ่ายค้านที่ลี้ภัยในต่างประเทศ ในการนี้จึงขอย้ำว่า
พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินทางกลับไปอยู่ในประเทศไทยในช่วงรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ปี 2551
หลังจากการปฏิวัติผ่านไป 1 ปีกว่า และได้เดินทางออกจากประเทศไทยไปอีกครั้ง
ก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำสั่งพิพากษาให้จำคุก 2 ปี
จากการกระทำผิดในคดีอาญาเกี่ยวกับการใช้ตำแหน่งหน้าที่ทุจริต หรือเอื้อประโยชน์ให้ภรรยาของตนเอง
ขณะที่ยังมีคดีเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน และการทุจริตอื่นๆ รออยู่อีกเป็นจำนวนมาก

ข้อ 6.ขณะเดียวกันนี้ ผู้เขียนข่าวก็คงได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอีกหลายประการ หรือไม่มีความสามารถ
ที่จะเข้าใจข้อเท็จจริงต่างๆ อันเป็นผลให้การรายงานข่าวนี้ขาดความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Fri Nov 13, 2009 2:24 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Nov 10, 2009 9:21 pm

ข้อที่ 1) ประเด็นที่เกี่ยวกับบทบาทที่อยู่เหนือการเมืองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
2) ประเด็นที่ว่าการที่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ
เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชาและของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นสิ่งที่สร้างความโกรธเคือง
ให้แก่นายอภิสิทธิ์ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นเรื่องเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ของชาติ
เป็นผลประโยชน์ส่วนตัว และการเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ก็เพื่อสืบทอดสิ่งที่ตนได้ทำไว้
ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย เชื่อโยงข่าวลือปั่นหุ้น "พ.ต.ท.ทักษิณเพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งจากกษัตริย์กัมพูชา แล้วพูดจาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยเช่นนี้ด้วย

วัตถุประสงค์อะไร ก็ขอถามกลับไปนะครับ"
ถามว่า รัฐบาลจะส่งข้อมูลหรือทำหนังสือชี้แจง หรือตอบโต้นิตยสารไทมส์หรือไม่ นายกษิตตอบว่า
ก็ได้เตรียมอยู่และคงไม่ใช่เป็นการตอบโต้ แต่เป็นการชี้ข้อเท็จจริงให้ชาวกัมพูชาได้รับทราบ
นั่นเป็นประเด็นต้องชี้แจงไป คงไม่ใช่เป็นลักษณะการประท้วง เป็นเรื่องของการให้ข้อเท็จจริง
เราก็เพียรพยายามอยู่โดยตลอดมากับผู้สื่อข่าวต่างประเทศทั้งหมดที่อยู่ในประเทศไทย
โดยเฉพาะผ่านทางกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และในต่างประเทศผ่านทางสถานทูต
เกี่ยวกับสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ทราบกันดีอยู่ ซักว่าเป็นผลจากการมีล็อบบี้ยิสต์ของ
พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ รมว.การต่างประเทศตอบว่า อันนี้ก็แล้วแต่ อันนี้ต้องถามคุณทักษิณว่า
ใช้เครื่องมืออะไรบ้างทั่วโลก ก็มีตั้งหลายบริษัท หลายบุคลากร ที่ช่วยเหลือและรับเงินจากคุณทักษิณอยู่
ซึ่งจะดำเนินการตามสิ่งที่คุณทักษิณต้องการ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์ขณะนี้มีความอ่อนไหวมาก เนื่องจากมีการปล่อยข่าวลือกันมาก่อนหน้านี้
และการให้สัมภาษณ์ลักษณะนี้ก็ไปสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่มีการปล่อยข่าวลือกันก่อนหน้านี้ด้วย
เขาบอกว่า ประเด็นที่กำลังดูกันในขณะนี้คือเจตนาของผู้พูดคืออะไร เท่าที่ดูกันขณะนี้เห็นว่า
เป็นคำพูดที่หมิ่นเหม่มาก ที่จะมีปัญหาในแง่ข้อกฎหมายอื่นๆ ด้วย เข้าใจว่าคนพูดเองตอนนี้
คงรับรู้แล้วว่าสะเทือนความรู้สึกหัวใจของคนไทยมาก ก็พยายามออกมาโยนความผิดฝ่ายสื่อ
แต่คิดว่าเรื่องนี้พิสูจน์ได้ไม่ยาก เพราะสามารถกลับไปอ่านฉบับเต็มและเจตนาของผู้พูดได้
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้พิสูจน์อย่างหนึ่งเหมือนกันว่า จริงๆ แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณคิดอะไรกันแน่
กับประเทศกับสถาบัน "หากคุณทักษิณพูดว่าสื่อบิดเบือนลงผิด ต้องรอคำชี้แจงจากสื่อที่ไปลง
หากเขายืนยันถูกต้องก็ชัดเจน ก็มาดูเจตนาอีกที เบื้องต้นประเทศเสียหาย
กระทบความรู้สึกประชาชนและสถาบัน เพราะเนื้อความที่อ่านผมตกใจมาก
คือเราอาจจะเคยได้ยินมาบ้าง แต่เราไม่เคยได้ยินเขาพูดอะไรอย่างนี้ตรงๆ
แต่เมื่อพูดตรงๆ ในฐานะคนไทยรู้สึกตกใจ ถ้าเขาหาว่าไทมส์ซึ่งเป็นสื่อระดับโลกบิดเบือน
ก็คงไปว่ากล่าวกันเอง ผมเชื่อว่าไทมส์ต้องออกมาชี้แจง ทั้งหมดต้องดูเจตนาคนพูด"
นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับการปล่อยข่าวปั่นหุ้นกันก่อนหน้านี้ด้วย
ซึ่งคงต้องมีการชี้แจงกัน
ส่วนกรณีที่คุณทักษิณพูดถึงเรื่องการถวายฎีกาที่มีการถ่วงเวลานั้น
ตนไม่ขอพูดเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่ในประเทศไทยเรามีกฎหมายทุกอย่างชัดเจน
"ตอนนี้คุณทักษิณยิ่งไกลออกไปเรื่อย เขาเรียกว่ายิ่งว่ายยิ่งลึก ออกทะเลลึกไปเรื่อยๆ
หาฝั่งกลับไม่เจอ คำถามเรื่องคนไทยหรือเปล่าก็ย้อนกลับมาหาตัวเขาเอง"
เชื่อเกมแรงขึ้นเรื่อยๆ ซักว่ามองเป็นเกมของ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่
นายสาทิตย์ตอบว่าแน่นอน ตนได้วิเคราะห์ไว้แล้วว่า 2 เดือนนี้เกมต้องแรงแน่
เพราะวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ ศาลอาญาจะสอบกรณี 7.5 หมื่นล้าน เกมก็แรงขึ้นเรื่อยๆ
เขามีเจตนาชัดเจน แต่เมื่อก่อนดำเนินโดยลำพังส่วนตัว อาศัยหลบอยู่ตามประเทศต่างๆ
แต่วันนี้ใช้กัมพูชามาเคลื่อนไหว และสอดคล้องกันอย่างยิ่ง มันกระทบกระเทือนหัวใจคนไทย
คุณจะโจมตีรัฐบาล โจมตีนายกฯ ก็ว่าไปเรื่องหนึ่ง เรารับกันได้ แต่แตะต้องสาบันมันเหยียบย่ำ
หัวใจคนไทยมากไป นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า
ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการพาดพิงสถาบันเบื้องสูง สังเกตได้ว่าก่อนหน้านี้ในปี 49-50
ได้มีการกล่าวพาดพิงสถาบันที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมีการอ้างว่าเป็นการแปลที่ผิดพลาด
จนต้องมีการขอพระราชทานอภัยโทษภายหลัง ซึ่งในครั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า
คำพาดหัวมีการพาดพิงสถาบันเบื้องสูงด้วยถ้อยคำที่รุนแรง และน่าสงสัยว่ามีการใช้ล็อบบี้ยิสต์
เพื่อดำเนินการ ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์จะเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบ อาทิ
หน่วยงานที่ดูแลด้านความมั่นคง เพื่อให้พิจารณากับสื่อที่ลงข่าวดังกล่าว เพราะถือว่า
กระทบกระเทือนจิตใจคนไทยทั้งชาติ นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า
ประชาชนตัดสินใจได้เองว่าในหัวสมองคิดอย่างไร และคิดว่าการได้รับรู้เรื่องดังกล่าว
จะทำให้สามารถตัดสินใจได้ จึงอยากเรียกร้องให้ไตร่ตรองว่าจะสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณต่อไปหรือไม่
เพราะเป็นอันตรายต่อประเทศชาติ และอันตรายที่สุด และเลวร้ายยิ่งกว่าการไปรับเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ
ของรัฐบาลกัมพูชาเสียอีก พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม ให้ความคิดเห็นว่า
ยังไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดว่า พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์อย่างไร แต่ทราบว่าค่อนข้างรุนแรง
ซึ่งไม่น่าจะเกิดจากคนระดับนี้ สิ่งที่ท่านทำคือการทำลายตัวท่านเอง
หากเราวางตัวเป็นกลางไม่เข้าข้างใคร คงมองได้ว่าท่านพยายามทำลายตัวท่านเอง
มากกว่ายกย่องตัวท่านเองขึ้นมา "ความจริงท่านคิดเองได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงว่าท่านคิดแล้ว
และคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้ตัวท่านดีขึ้น แต่ผลที่ออกมาแสดงให้เห็นว่าคะแนนนิยมท่านลดลงไป"
ปลัดกลาโหมกล่าวและบอกว่า จะต้องหาทางดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้ขึ้น
เพราะเราคงยอมไม่ได้ที่จะให้มีการหมิ่นสถาบัน.

http://www.thaipost.net/news/101109/13323
แล้วก็ถึงวันที่ทักษิณ"ตายจากความเป็นคน"

10 พฤศจิกายน 2552 - 00:00
เปลว สีเงิน

เห็นมั้ยล่ะ...ผมบอกแล้วว่า ตั้งแต่วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เป็นต้นไป คนไทยจะค่อยๆ มีความสุข
และสุขไหนจะเท่าได้เห็น "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ
และสุขไหนจะเท่าได้เห็นพี่น้องไทยกลับมาน้ำหนึ่งใจเดียวกัน "มีสุขร่วมเสพ-มีภัยร่วมต้าน"
ในความเป็นชาติบ้านเมืองเดียวกัน

คนไทย และชาติไทยนี่ เปรียบก็เหมือน "เหล็กไหล" ยืดออกจากกันไปจนเล็กกว่าด้ายหลอด มองด้วยตา
คล้ายว่าจะขาดจากกันไปในบัดดล แต่เมื่อพลันมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาปนในอาณาจักรเหล็กไหล

ธาตุแท้ในความเป็นไทย เด้ง-ดีดผนึกรวมตัวกันได้ดังเดิม...ประหนึ่งปาฏิหาริย์!?

ผมบอกไว้แล้วมิใช่หรือว่ารอบนี้เป็นรอบ "กรรมเช็กบิล" ใครทำดี ดีจะตอบสนองทันใด
ส่วนใครทำชั่ว ชั่วจะตัดหัว ๗ ชั่วโคตร เพราะรอบนี้ "ท่านอสุรินทราหู"
ลงมาทำหน้าที่คัดท้ายบัญชีกรรมด้วยตัวเอง


ทักษิณเอ๋ย...วันนี้ (๑๐ พ.ย.) จะมาเหยียบแผ่นดินเขมรล่วงหน้า ด้วยความคิดว่า "ยืมมือ" ฮุน เซน
มาปั่นหัวประเทศไทยให้พินาศ ใช้ศึกนอกประชิดไทย แล้วให้สัญญาณสมุนข้างในก่อการใหญ่
เป็นศึกกระหนาบในสมทบนอก

ด้วยหวังเปลี่ยนไทยให้เป็นแผ่นดิน "ทักษิณแดง"!?

แต่ก็นั่นแหละ กรรมบาปหยาบช้าเริ่มส่งผล "ทันตาเห็น" คงวางแผนล่วงหน้าเป็นขั้นตอนสวยหรูไว้แล้วใช่มั้ย
ให้จิ๋วไปชักศึกเข้าบ้านก่อน ต่อด้วยตัวเองประสานฮุน เซน ให้ตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐบาล แล้วคืบคลานเข้ามา
ตั้งกองบัญชาการล้มล้างประเทศไทยในเขมร แล้วก็ดีดลูกคิดรางแก้ว

ถึงนาทีนี้แล้ว "อนาคตประเทศไทย" คงคล้ายลูกเต่า-ลูกตะพาบในไห ตกอยู่ในกำมือของ
"กองทัพแดงทั้งแผ่นดิน" ทักษิณแต่ผู้เดียวเรียบร้อยแล้ว!

ปฏิบัติการ "หักยอดฉัตร" จึงถูกวางเป็นหมากตัวสุดท้าย ด้วยการให้สัมภาษณ์ "ไทมส์ออนไลน์"
หวังแผ่ศักดานุภาพในการเดินหมากตาสุดท้าย "ถอนราก-ถอนโคน" ให้ระบือกันไปทั่วโลก

แต่อนิจจา...เหมือนหมาขี้เรื้อนตะกายนอนพรม!

การให้สัมภาษณ์ "ไทมส์ออนไลน์" ที่เผยแพร่ทั่วไปเมื่อ ๙ พย.นี้ ก็ให้ต้อง "มีอันเป็นไป"
จากฝันที่ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ ชีวิตจริงปัจจุบัน ก็พลันถูกถีบหล่นโครมลงไปในชั้นโลกันตนรก
เพราะข้อความที่ "นายริชาร์ด ลอยด์ แพร์รี" ผู้สื่อข่าวของไทมส์ ซึ่งยืนยันว่าบินไปสัมภาษณ์ทักษิณ
ถึงที่ดูไบ นำมารายงานเป็นข่าวไว้ใน "ไทมส์ออนไลน์"

เป็นข้อความให้สัมภาษณ์จ้วงจาบหยาบช้าถึงสถาบันเบื้องสูง ตลอดถึงบุคคลในราชวงศ์เบื้องสูง
ชนิดที่ใครอ่านแล้วทั้งไม่เชื่อ และทั้งยอมรับไม่ได้ จนต้องประณามกันทั่วทั้งประเทศไทยว่า
"ให้สัมภาษณ์สุดจะชั่วช้าสามานย์"!

ผมก็บอกแล้วใช่มั้ย ดาวเสาร์นั้น คือคนต่างด้าวท้าวต่างแดน เมื่อเล็งกับมฤตยู ดี-ร้าย
บนความเป็นประเทศไทยในรอบ ๒-๓ ปี จะมีมาจากคนต่างชาติ ต่างภาษา และจะมีมาแบบปุบปับ
ฉับพลัน ไม่มีอะไรให้คาดหมายล่วงหน้า เรียกว่าลึกลับตามลักษณะของดาวมฤตยูและเสาร์รอบนี้

เหมือนเข็มยาวนาฬิกาเดินถึงเลข ๑๒ พอดี ในขณะที่เข็มสั้นรอความพร้อมอยู่ก่อนแล้ว!

นั่นคือ ถ้าใครทำกรรมดีมาตลอด ได้เวลาแจ็กพอตแตก

แต่ถ้าใครทำกรรมชั่วมาตลอด รอบนี้ก็เหมือน "เจอคำสั่งประหาร" ในชั้นฎีกา!

ทักษิณล่ะ...ไหน เงยหน้า แล้วอ้าปากตอบซิ...ที่ผ่านมา ทำดีกับชาติบ้านเมือง
กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บริสุทธิ์ทั้งกาย ทั้งวาจา และทั้งใจหรือเปล่า?

ไม่ต้องตอบหรอก...."ผลของการกระทำ" กำลังเป็นคำตอบให้เห็นชัดเจนอยู่แล้วขณะนี้!

พี่น้องประชาชนคนไทยนั้น พร้อมเล่นเกมสนุกๆ หาเงินกินขนมชั่วมื้อ-ชั่วคราวกับคุณได้ทุกเมื่อ
ก็เห็นมั้ยล่ะ...มีประเทศไหนบ้างที่ชอบเล่น "กีฬาสี" เท่าประเทศเรา ในเมื่อคุณตั้งรางวัลด้วยเงินหนา
ชาวบ้านเขาก็เลยมาสวมเสื้อเล่นกีฬาสีกับคุณด้วย แต่คุณมันบ้าไปเอง เลยเถิด หลงตัว-หลงผิด
เคลิ้มไปว่า "ประชาชนเป็นของผม"

จะยึดชาติ-ยึดสถาบัน สถาปนาแผ่นดินทักษิณแดง!

เอาทั้งเขมรมาย่ำชาติ แล้วก็ชั่วชาติหยาบช้าต่อองค์พระมหากษัตริย์ ถึงขนาดให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ
นำไปรายงานเป็นข่าวดังที่ปรากฏอย่างนี้แล้ว ชาวบ้านที่ไหนเขาจะไปเอากะคุณ

นอกจากเกลียดขี้หน้า เจอที่ไหนอยากฆ่าให้ตายกะมือ!

ชาวบ้านทุกคน-คือคนไทย ชีวิตถวายอยู่ใต้เบื้องสถาบันพระมหากษัตริย์ รักชาติ-รักแผ่นดินอยู่ในสายเลือด
แต่นี่..คุณเล่นแบบเดนคน ขายทั้งชาติ เหยียบย่ำทั้งสถาบัน อย่างนี้ ไม่มีชาวบ้านที่ไหนเขาจะไปร่วมเล่น
กับคุณด้วยหรอก!

เป็นหมาหางด้วน พล่านแก้ตัวตามสันดานละซี จะแก้ว่าอย่างไรล่ะ
ก็ตามฟอร์มนั่นแหละ ข้าไม่ได้พูด ไอ้นักข่าวมันเขียนของมันไปเอง......

"ผมรู้สึกเสียใจมาก ที่ไทมส์ออนไลน์ พาดหัวข่าววันนี้บิดเบือนคำให้สัมภาษณ์ของผม
ผมจะออกแถลงการณ์ด่วนให้พี่น้องทราบวันนี้ครับ" นี่...ผมเห็นเว็บไซต์
"มติชนออนไลน์" เขาออกข่าวด่วนให้เหมือนกัน!

ก็อยากจะบอกต่ออีกนิดว่า "ดาวมฤตยู" ในภพวินาศที่เล็งอยู่กับเสาร์ในภพอริของดวงเมืองนั้น
มฤตยูคือ "ดาวบอกอนาคต" ฉะนั้น ในสิ่งอุบัติปุบปับ ที่เรียกว่ามาอย่างลึกลับ ไปอย่างลึกลับฉับพลัน
สุดยากหยั่งถึงนั้น
ทุกอย่างเป็นสัญญาณถึงอนาคตทั้งสิ้น ผมจึงย้ำกะท่านนัก-กะท่านหนาว่า

ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องวิตกทุกข์ร้อนอะไรไป ต่อจากนี้ไป "บนเส้นทางสายเปลี่ยน" ของประเทศไทย
ตามวงรอบของพลูโต ประเทศไทย-คนไทย จะร่ำรวย โชติช่วงชัชวาล จะเป็นประเทศศูนย์กลาง
"ต่างชาติ-ต่างภาษา" มาชุมนุมสโมสรหรรษา ตลอดถึงไปมาหาสู่กันขวักไขว่ เป็นแดนสวรรค์
บนดินแห่งใหม่ ในโลกยุคใหม่

ประมาณ ๑๘-๒๓ ปี ประเทศไทย "เปลี่ยนใหม่หมด" และเป็นการเปลี่ยนในด้านดี
ไม่บัดสี-บัดเถลิงอย่างที่คนบ้าหน้าเหลี่ยมเพ้อเจ้อในวาระสุดท้าย ก่อนเหตุการณ์ "ปุบปับ-คาดไม่ถึง"
จะพึงบังเกิดตามผลของกรรมหยาบบาปช้าที่ได้เวลา....เช็กบิล!

นี่คืออนาคตของประเทศไทย-คนไทย ใครยึดในศีล-ในธรรม ในชาติ พระศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์
เทวดาและมนุษย์จะสรรเสริญ และอวยชัยให้พร


ในทางตรงกันข้าม ใครไร้ศีล ไร้ธรรม ทรยศชาติ ลบหลู่พระศาสนา และล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์
"อสุรินทราหู" ยืนกางบัญชีเฝ้าปากประตู ตรวจรายชื่อ รอเช็กบิลอยู่ขณะนี้แล้ว!

ทักษิณเอ๋ย...ไม่มีใครทำอะไรเจ้าให้เป็นเวรกรรมเปื้อนมือหรอก ก็กรรมหยาบที่เจ้าคิดคดทรยศต่อชาติ
ต่อประชาชน ต่อสถาบันชาตินั่นแหละ กำลังเป็นเวร-เป็นวิบาก ฉุดกระชากลากเจ้าเข้าสู่กงล้อนรก
เริ่มเห็นผลเรื่อยไป ณ บัดนี้แล้ว

เมื่อวาน "อาจารย์วิโรจน์ กรดนิยมชัย" นายช่างใหญ่ผู้ชำนาญโหราศาสตร์ยูเรเนียน
ส่งบทความเกี่ยวกับฮุน เซน และประวัติศาสตร์กัมพูชาอันสัมพันธ์กับไทยแต่อดีตมาให้ผมศึกษา
ตื่นตา-ตื่นใจดีครับ ท่านค้นคว้า วัน-เดือน-ปีเกิดของฮุน เซน มาคำนวณตามศาสตร์ยูเรเนียน

แต่ที่ผมสะดุดใจ คือ ฮุน เซน เกิด ๔ เมษายน ๒๔๙๔ ผมว่าของผมเองคร่าวๆ นะครับ ถ้าเกิดวันนี้
มีความเป็นไปได้ว่าลัคนาน่าจะอยู่ราศีมีน ส่วนทักษิณที่บินมาสมทบอยู่ด้วยกันที่กัมพูชาขณะนี้
ลัคนาเกิดอยู่ราศีกันย์

ราศีมีน ตอนนี้ดาวมฤตยูกุมชีวิต ส่วนราศีกันย์ มีดาวเสาร์อยู่ ก็พอดีเลย "เสาร์เล็งมฤตยู" ดี-ก็ดี
ขึ้นสวรรค์ด้วยกันทั้งคู่ แต่ถ้าร้าย-ตานี้ก็จะกอดคอพากันลงนรกไปพร้อมๆ กันทั้งคู่
เพราะเสาร์-มฤตยู เข้าคู่กรรมสนองเวร "เช็กบิล" พอดี และดาวคู่นี้บอกอนาคต
ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไร ก็อย่างที่บอกไว้แล้ว

ถ้าทำดี อนาคตอันใกล้-ดีทันใด

ถ้าทำชั่ว อนาคตอันใกล้-ฉิบหายตายพลัน!?

ผมจะให้ทางกอง บ.ก.เขาตีพิมพ์ทั้งหมดก็ไม่ทราบว่าท่านแค่ส่งมาให้ผมศึกษา หรือว่ายินดี
ให้เผยแพร่ทั้งหมด รอฟังดูก่อนนะครับ ถ้าอาจารย์วิโรจน์ท่านไม่ขัดข้อง ท่านก็คงได้อ่านฉบับเต็ม

ผมก็อยากให้สติทุกฝ่ายว่า ปัญหาขณะนี้ ใครก็อย่าเอามาใช้เป็นเครื่องมือไล่ล่ากันทางการเมืองเป็นอันขาด
เลิกพูด เลิกมองกันด้วยทัศนคติ "สี" เสียที มองและเข้าใจให้ตรงกันว่า "เรา-คนไทยด้วยกัน"
กับเรื่องแบ่งแยกชาติ เรื่องสัมภาษณ์กล่าวร้ายต่อสถาบัน มันกรรมเฉพาะตัวบุคคล
ประชาชนทั้งหลาย ไม่ว่าสีแดง หรือสีไหนทั้งสิ้น

ไม่มีใครเห็นดี เห็นงาม และเดินตามทักษิณหรอก!

ตั้งสติ แล้วพูดจาถนอมใจ ถนอมชาติกันไว้ให้มากเถิด กรณีนี้ ยกให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาล
จะทำไปตามกระบวนการ และตามหน้าที่อันพึงทำ

เอาเนื้อๆ เอาสาระ ทำแบบผู้บรรลุนิติภาวะทางความรับผิดชอบพึงทำ อย่าทำเอามัน เอาสนุก
เอาคะแนน แล้วพูดจาเหยียบย่ำฝ่ายค้าน หรือพี่น้องประชาชนที่ให้ความรักต่อทักษิณ
เกิดความคับแค้น-ช้ำใจขึ้นได้เป็นอันขาด

นายกฯ อภิสิทธิ์ ท่านตัดสินใจดีมาแล้ว จงดีต่อไป ล้างสีในดวงตาทิ้งไป จงดีต่อพี่น้องประชาชนทุกฝ่าย
ให้เสมอเหมือนกัน และเมื่อดี-ด้วยปรารถนาดีต่อพี่น้องคนไทยแล้ว ก็จงเผื่อแผ่ดีนั้นต่อประชาชนชาวกัมพูชา
ที่ไป-มาหาสู่กันตามชายแดนทุกด้านด้วย จงทำให้เขามั่นใจเถิดว่า
"ชีวิตประจำวันประชาชนทั้งสองฝ่ายจะไม่กระทบ" ปัญหานี้ เป็นกรณีเฉพาะฮุน เซน กับรัฐบาลไทยเท่านั้น

เป็น-ตาย อย่างไร "ไทย-กัมพูชา"...เราไม่มีวันที่จะพรากจากกันไปได้หรอกครับ.

อืมมม...ก็แล้วแต่ท่านจะจินตนาการชื่อกันละนะ ตามสบาย
ขอให้มีชีวิตรอดทุกท่าน


http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/apinya/20091111/85841/%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A5.html

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 05:00
อย่าปล่อยให้คดีทุบหุ้นลอยนวล

โดย : จับกระแส

ใกล้จะครบหนึ่งเดือนเต็ม หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ทำลายขวัญของ
นักลงทุนในตลาดหุ้น เมื่อวันที่ 14-15 ตุลาคมที่ผ่านมา


แต่ก็ยังไม่มีวี่แววจะได้ตัวการทุบหุ้นสักที แถมตอนนี้ก็ถูกกระแสข่าวปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา
กรณีแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษากัมพูชากลบจนมิดไปหมด

ขณะที่ตัวละครที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คนล้วนแต่เป็นแค่มือโพสต์ข่าวลือเท่านั้น
แถมสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
ยังบอกว่าผลตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างมือโพสต์ข่าวกับนักลงทุนรายใหญ่
ที่มีการซื้อขายหุ้นปริมาณมากในช่วงนั้น ขณะเดียวกันก็ไม่มีความเชื่อมโยงกับ 2 โบรกเกอร์ต่างประเทศ
คือ บล.ยูบีเอสสิงคโปร์ และ บล. เครดิตสวิสฮ่องกง งานนี้หากไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ระหว่าง
มือปล่อยข่าวกับขาใหญ่ที่หาประโยชน์จากหุ้นป่วนช่วงนั้น

คงต้องเป็นการบ้านชุดใหญ่ที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงาน ก.ล.ต.
หรือแม้กระทั่งตลาดหลักทรัพย์ จะต้องเร่งหาคำตอบให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้น จะกลายเป็นมวยล้มต้มคนดู
โดยเฉพาะล่าสุดกระแสข่าวความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไทยกับเขมรดูเหมือนจะชิงพื้นที่ข่าวไปครองทุกวัน
คงไม่ทำให้กระบวนการตรวจสอบถูกกลืนไปเหมือนกับข่าวทุบหุ้นที่เงียบหายไปกับสายลม
กุญแจดอกสำคัญคงจะอยู่ที่การขอข้อมูลจากโบรกเกอร์ต่างประเทศ 2 ราย คือ

บล.ยูบีเอสสิงคโปร์ และเครดิตสวิสฮ่องกง เป็นแหล่งที่มีมูลค่าการซื้อขายโป่งพองมากที่สุดในช่วงนั้น

โดยเฉพาะ บล.ยูบีเอสสิงคโปร์นั้นในวันที่ 14 ตุลาคม 2552 ได้มีการขายหุ้นออกมาหนักสุด 1.3 พันล้านบาท
และในวันถัดมา คือ 15 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่หุ้นดิ่งถล่มทลายกว่า 60 จุดนั้น บล.แห่งนี้ก็ซื้อกลับ 1.3 พันล้านบาทเช่นกัน
ขณะที่เครดิต สวิส ฮ่องกง แม้จะขายหนัก 3,000 ล้านบาท ในวันที่ 14 ตุลาคม แต่วันถัดมาก็ไม่ได้มีการซื้อกลับ


สำนักงาน ก.ล.ต. คงต้องพิสูจน์ฝีมือในชั้นนี้ ว่า จะสามารถล้วงลับข้อมูลการซื้อขายจากโบรกต่างประเทศทั้งสองแห่ง
ได้หรือไม่ว่า เป็นกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศหรือฝรั่งหัวดำที่ใช้ฐานที่มั่นในต่างแดนหาประโยชน์จากตลาดหุ้นไทย
ซึ่งการได้มาของข้อมูลต้องนำมาเชื่อมโยงกับการแพร่ข่าวลืออีกชั้นหนึ่งว่ามี ความสัมพันธ์กันหรือไม่
ขณะที่หน่วยงานพิเศษอย่างดีเอสไอ ก็คงต้องหาข้อมูลในเชิงลึกทั้งด้านการข่าวและเส้นทางการเงิน
ของกลุ่มผู้ต้อง สงสัยประกอบการพิจารณาด้วย การทุบหุ้นรอบนี้คงไม่ใช่ฝีมือของรายย่อยหรือนักลงทุนบุคคล
เพราะวอลุ่มการซื้อขายวันที่ 14 ตุลาคม แน่นเอี๊ยด 4.7 หมื่นล้านบาท และวันที่ 15 ตุลาคม 2552 วอลุ่มกว่า 5.3 หมื่นล้านบาท
สะท้อนให้เห็นว่ามีการแสวงหาประโยชน์ จากการปล่อยข่าวลือรอบนี้มหาศาล รายย่อยหรือนักลงทุนธรรมดาๆ
คงไม่มีปัญญาคิดการใหญ่ได้ขนาดนี้
เพราะแม้กระทั่งบรรดาขาใหญ่ ที่ตกเป็นเป้าในช่วงแรก
ก็ได้รับการตรวจสอบจากสำนักงาน ก.ล.ต.และ โบรกเกอร์ต้นสังกัดแล้วว่าการซื้อขายในช่วงนั้น
เป็นการซื้อขายที่ปกติไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรที่สะท้อนให้เห็นว่าเป็นการใช้ข่าวลือในการหาประโยชน์
ดังนั้น คงต้องรอความหวังจากโบรกเกอร์ต่างประเทศทั้งสองแห่ง ว่า จะส่งข้อมูลการซื้อขายให้กับ
สำนักงาน ก.ล.ต.ได้หรือไม่

สงสัยกลัวจะเข้าตัวเองมากกว่าเลยต้องออกข่าวว่าจับแพะเพิ่ม

ความรู้สึกที่อยากบอก เกี่ยวกับวิกฤติในชีวิตที่ผ่านมา

จะจับใครคิดให้ดีก่อน
ถ้าจับมั่วโดยการยัดข้อหา
พวกคุณจะต้องชดใช้กรรม
ด้วยชีวิตของพวกคุณเอง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Nov 12, 2009 10:53 am


http://www.tdri.or.th/ye_04/load_04.htm

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=107999

http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=4433

สายสัมพันธ์ วิพรรธ์ เริงพิทยาดึง "อานันท์" ตั้งมหาวิทยาลัยจากอังกฤษ


หากเอ่ยชื่อ บริษัท อิมพีเรียลเทคโนโลยี แมเนจเม้นท์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บางคนอาจรู้จักบริษัทตั้งใหม่แห่งนี้
ในฐานะเป็นผู้บริหารโครงการมหาวิทยาลัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือ Asian University of
Science and Technology (Asia UST) โดยใช้หลักสูตรของ Imperial College จากอังกฤษ อันเป็นธรรมดาของมหาวิทยาลัย
จากต่างประเทศที่ต่างหันเข็มมุ่งเข้าจัดตั้ง สาขาสถาบันแห่งใหม่ร่วมกับฝ่ายไทย ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วกับหลายสถาบัน

แต่หากเข้าไปดูถึงรายชื่อของคณะกรรมการ และผู้ถือหุ้นของบริษัทแห่งนี้
จะพบว่าเป็นการร่วมกันของธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่ทั้งสิ้น

โดยเฉพาะประธานโครงการมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเชียคือ อานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยผู้ได้รับการยอมรับจากประชาชนมากที่สุดคนหนึ่ง

ตัวกลางประสานงานจัดตั้งบริษัทเพื่อบริหารงานมหาวิทยาลัยแห่งใหม่นี้คือ ดร.วิพรรธ์ เริงพิทยา
ซึ่งในอดีตเคยทำงานร่วมกับอานันท์ในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เล่าให้ฟังถึงที่มาของโครงการว่า
ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าของ Imperial College of Science, Technology and Medicine

หลัง จากที่ได้มีโอกาสพบกับ ศาสตราจารย์ เซอร์ โรนัลด์ อ๊อกซ์เบิร์ก อธิการบดีของ อิมพีเรียล คอลเลจ
เมื่อประมาณ 3 ปีก่อนหน้านี้ก็ได้เสนอแนวคิดดังกล่าว และได้รับความสนใจและพร้อมร่วมมือกันจัดตั้ง
มหาวิทยาลัยแห่งใหม่ โดยให้ดร.วิพรรธ์เป็นผู้ประสานงานทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายอังกฤษ

ดร.วิพรรธ์เองนั้นเคยร่วมงานเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท อิตาเลี่ยนไทย อุตสาหกรรม จำกัด เครืออินตาเลี่ยนไทย
ของน.พ.ชัยยุทธ กรรณสูต และลาออกมาเมื่อปี 2526 เพื่อมาตั้งบริษัท วิพเทล จำกัด ซึ่งต่อมาได้ร่วมทุนกับ
บริษัท ชิน พูนอินดัสเตรียล จำกัดของไต้หวัน เพื่อตั้งบริษัท คาร์โก้ พี.ซี.บี. ผลิตแผงวงจรไฟฟ้า
หรือแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีดร.วิพรรธ์ เป็นประธาน

การร่วมงานกับน.พ.ชัยยุทธทำให้สามารถดึงบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านก่อสร้าง และอุตสาหกรรมแห่งนี้
เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น และก่อสร้างอาคารของมหาวิทยาลัย

ในฐานะที่เป็นผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมและร่วมเป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมฯ
ในยุคที่อานันท์เป็นประธานสภาฯ ทำให้ดร.วิพรรธ์รู้จักคุ้นเคยกับอดีตนายกรัฐมนตรี "ดรีมทีม" ผู้นี้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดอานันท์เมื่อปี 2534 ดร.วิพรรธ์ก็เป็นที่ปรึกษาของดร.วีรพงษ์ รามางกูร
ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ความไว้ใจที่ "ดร.โกร่ง" ให้กับดร.วิพรรธ์มีมากพอที่จะตั้งให้ร่วมเป็นคณะกรรมการปุ๋ยแห่งชาติ
และแม้การเข้าไปเป็นกรรมการในบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ ไอทีเอฟ

ดร.วีรพงษ์จึงเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีรายชื่อในการเข้าเป็นกรรมการของมหาวิทยาลัย
สายสัมพันธ์ที่แนบแน่น
ยังมีส่วนดึงบุคคลสำคัญในแวดวงการเงิน การธนาคาร อุตสาหกรรมมาร่วมอีกหลายท่าน เพราะยังมีชื่อของ
ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ดร.โอฬาร ไชยประวัติ เปรมชัย กรรณสูต วิโรจน์ ภู่ตระกูล
คุณหญิงนิรมล สุริยสัตย์ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช มานพ นาคทัต พิไลจิตร เริงพิทยา และขัติยา ไกรกาญจน์
รวมอยู่ในคณะกรรมการฯด้วย

สำหรับ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ก็เป็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีฐานะเป็นศิษย์เก่าของอิมพีเรียล คอลเลจด้วย
จึงมีส่วนร่วมที่น่าสนใจในการทำให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และโชติ โสภณพนิช เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น


สิ่งหนึ่งที่ผลักดันให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้สามารถดึงผู้ร่วมทุนจากบริษัทชั้นนำได้นั้น ดร.วิพรรธ์ กล่าวว่า
หลังจากได้มีการเสนอโครงการให้รับทราบ เพราะหลายคนเมื่อเห็นชื่อว่าอดีตนายกฯ อานันท์ร่วมเป็น
ประธานอยู่ด้วย ก็ไว้ใจว่าจะมีการตั้งมหาวิทยาลัยนานาชาติขึ้นมาจริง แม้กระทั่งเครือเจริญโภคภัณฑ์อย่าง
ซีพี ที่ถือหุ้นในนามบริษัท เทเลคอม โฮลดิ้ง จำกัด กับบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด
(มหาชน)


อีกด้านหนึ่งนั้นก็มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กับกระทรวงการคลัง
อันเป็นหลักประกันสร้างความมั่นใจให้กับโครงการ

กระทรวงการคลังสมัยที่สุรเกียรติ เสถียรไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการฯได้มีการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อต้นปี 2539
ให้กระทรวงการคลังถือหุ้นในบริษัท อิมพีเรียลฯ 10% หรือประมาณ 100 ล้านบาท โดยสัดส่วนที่คลังมีชื่อในทะเบียนหุ้นปัจจุบัน
มีอยู่ประมาณ 14% นับได้ว่าเป็นจำนวนที่มากพอ และเป็นหลักประกันได้ว่าสถาบันแห่งนี้มีรัฐบาลเข้าร่วมลงทุนด้วย

ผู้ถือหุ้นเหล่านี้ล้วนได้รับความร่วมมือจากกลุ่มผู้ก่อตั้ง ซึ่งรู้จักสนิทสนมกับพร.วิพรรธ์ ทั้งสิ้น "เมื่อตกลงใจว่า
จะตั้งมหาวิทยาลัย ก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีในการหาผู้ถือหุ้นมาร่วม จนตอนนี้เรามีผู้ถือหุ้นใหญ่แล้ว 21 ราย
ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ จึงประกันได้ว่าสถาบันแห่งนี้จะมีคุณภาพดี ไม่เช่นนั้นคงไม่เข้ามาร่วม"

ความพยายามยกระดับมหาวิทยาลัยที่ผลิตบุคลากรด้านเทคนิคป้อนตลาดแรงงานด้านอุตสาหกรรมที่กำลังขาดแคลน
โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย Asian UST ตั้งอยู่ที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี บนเนื้อที่ 500 ไร่ ด้วยทุนจดทะเบียน 2,000 ล้านบาท
บนความเชื่อมั่นว่าส่วนหนึ่งจะสามารถสนับสนุนให้กับอุตสาหกรรมในย่านอีสเทิร์น ซีบอร์ดได้เต็มที่

และที่สำคัญความต้องการของดร.วิพรรธ์ก็คือให้สถาบันการศึกษาแห่งนี้
สามารถติดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของภูมิภาคเอเชียด้วย

หลักสูตรการสอนแบ่งออกเป็น 3 คณะ คือคณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะบริหารธุรกิจ
และการจัดการ ซึ่งจะสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ประมาณว่าจะเริ่มรับนักศึกษาได้ในปี 2541

อิมพีเรียลคอลเลจจะรับหน้าที่เป็นผู้เขียนหลักสูตรหาอาจารย์ และเป็นผู้รับรองวิทยาฐานะของผู้จบการศึกษาจากสถาบันนี้

ขณะนี้มหาวิทยาลัยแห่งใหม่กำลังเริ่มดำเนินการก่อสร้างโดยบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)
ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ด้วยมูลค่าการก่อสร้างทั้งสิ้น 400 ล้านบาท และระยะแรกจะเป็นตัวอาคารเรียนวิทยาศาสตร์
และอาคารหอพักนักศึกษา

ในยุคที่เศรษฐกิจถดถอยการลงทุนในกิจการหลายอย่างต้องหยุดชะงัก แต่การลงทุนด้านการศึกษาเป็นการลงทุน
ที่หวังผลระยะยาว ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นประโยชน์ทั้งจากฝ่ายผู้ลงทุนและผู้เข้าไปรับบริการ



http://nonlaw.com/powdo2.html

http://www.okus23.com/forums/index.php?s=f19feaac93b11c257eb888592dff8bf2&showtopic=41&pid=373&st=20&#entry373

โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน มันเป็นข้อมูลจากบุคคลผู้หนึ่งเท่านั้น

จิ๊กซอว์ ตัวสำคัญ เอกยุทธ อัญชัญบุตร บทความจากปี 47 มาถึงวันนี้ใครจะคิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริง !!!


การ ปรากฏตัวของชายที่ชื่อ "เอกยุทธ อัญชันบุตร" อีกครั้ง ในปี 47'' หลังคดีแชร์ หมดอายุความ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาสามัญ
ที่ขั้วอำนาจฝ่ายรัฐบาล และผู้นำทางการเมือง อย่าง "ทักษิณ ชินวัตร" จะมองข้ามนักธุรกิจผู้นี้ได้ สังคม ไทยกำลังตั้งคำถาม
ต่อเอกยุทธ อัญชันบุตร เจ้าพ่อแชร์ชาร์เตอร์ที่โด่งดังเมื่อ 20 ปีก่อน เขามีทุน มีพลังอำนาจมาจากไหน จึงหาญกล้า
จะซื้อพรรคประชาธิปัตย์ หรือตั้งพรรคการเมืองใหม่ เป้าหมายโค่น "ทักษิณ ชินวัตร" โดยตรง! ปฏิบัติการล้ม "ทักษิณ"
"เป้าหมายของผม คือ หยุดคุณทักษิณ และต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอำนาจผูกขาด ทางการเมืองไทย"
ยิ่งไปกว่านั้น เอกยุทธ ยืนยันว่า เขามี "ทีเด็ด" ที่จะทำ ให้รัฐบาลชุดนี้ ต้อง สะดุ้ง สะเทือน!

การ ประกาศท้าทายขั้วอำนาจรัฐบาล ด้วยการแสดงจุดยืนขอเป็นศัตรูทางการเมืองกับรัฐบาลทักษิณของเอกยุทธ
มิใช่เรื่องเล็กๆ ที่ขั้วรัฐบาลจะนิ่งนอนใจได้ เพราะแผนปฏิบัติการ "ป่วนสายฟ้า"ครั้งนี้มีพลัง และเป็นเรื่องที่จับตามอง
อย่างยิ่งทุกขณะ

ยุทธวิธี ของเอกยุทธ โดยเฉพาะการแสดง เจตจำนงในฐานะ "นายทุน" เพื่อสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล
ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคมหาชน พร้อมๆกับการประกาศจัดตั้งพรรค "ประชาธรรม" เพื่อต่อสู้ทาง การเมืองกับ
พรรคไทยรักไทย นับเป็นยุทธวิธีการเปิดเผยตัวเองที่เด่นชัดยิ่ง ให้สังคมรู้จักว่า เขาคือ เอกยุทธ อัญชันบุตร
และแผนการนี้ดูจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เพราะชื่อของเขา เริ่มปรากฏเป็นความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
และน่าติดตามอย่างยิ่ง

บทบาทใหม่เจ้าพ่อแชร์ตัว ตนของเอกยุทธ กลายเป็นจุดสนใจตั้งแต่เขาเปิดตัว เพราะคนที่เคยมีรอยมลทิน
จากคดีดังแชร์ชาร์เตอร์เมื่อ 20 ปี เขากลับมาทำอะไรที่นี่...ปัจจุบันเขามีธุรกิจมากมายในมือ ดำเนินธุรกิจหลายประเทศ
ทั้งในอังกฤษ ฮ่องกง มาเลเซีย ซึ่งเขาบอกว่า เขามั่งคั่งขึ้นเพราะการเป็นนักค้าเงิน ในตลาดเงิน ตลาดหุ้น
รวมทั้งการทำธุรกิจพร็อพเพอร์ตี้ และ เทรดดิ้งซึ่งเขาถือเป็นเซียน การเงินชั้นเลิศผู้หนึ่ง ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว
และประสบสำเร็จอย่างดียิ่งกับธุรกิจการเงินที่สร้างฐานะให้เขาเป็นมหาเศรษฐี

" หมอนี่ ใช้แนวคิดแบบ จอร์จ โซรอส" ไม่ผิดนักที่มีบางคนยกย่องว่า เอกยุทธ เก่งฉกาจระดับชั้นเซียนทางการเงิน
แบบ จอร์จ โซรอส เพราะชื่อเสียง บารมีทางด้านนักธุรกิจการเงินของเขา ได้ยอมรับว่า มีกลวิธีที่เหนือชั้น
วันนี้ ของเอกยุทธ จึงมีพร้อมทั้งทรัพย์สิน เงินทอง และเมื่อเขาสนใจที่จะเข้ามาเล่นการเมือง ในฐานะ "นายทุน" ผู้ยิ่งใหญ่
ย่อมเป็นเหตุและผลที่น่าสนใจไม่น้อย


ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปี ยุคเจ้าพ่อแชร์ชาร์เตอร์ผู้นี้รุ่งโรจน์ เขามีความสัมพันธ์เป็นอย่างดีกับ พรรคกิจสังคม
ซึ่งเขาอ้างว่า คุณมนตรี พงษ์พาณิช เป็นเพื่อนพี่ชายของเอกยุทธ แต่ที่กระฉ่อนที่สุดคือ เอกยุทธมีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้อง
กับการทำรัฐประหาร ของพล.ต.มนูญกฤต รูปขจร เมื่อปี 2528

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก ที่วันนี้ เอกยุทธ จะสนใจการเมือง แม้เขาจะบอกว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้เขากลับมา
เปิดตัวต่อสาธารณชน เพราะทนเห็นประเทศไทยเสียหายต่อไปไม่ได้ แต่ลึกๆ แล้วในใจเขารู้ดีว่า "
เขาอยากกลับมาทำอะไรที่นี่ "การเข้ามาของ เอกยุทธ ยิ่งมองลึกซึ้ง การเดินเกมนี้ไม่ใช่เรื่องที่คิดมาวันสองวัน
หากแต่เป็นเกมที่เขาวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน มีทั้งเดินแผนทั้งในและต่างประเทศ

" ผนึกกลุ่มทหาร"


เอก ยุทธ ยอมรับว่า เขาเดินทางกลับมาเมืองไทยบ่อยครั้ง ช่วงปีที่ผ่านมาเดินทางกลับมาเกือบทุกเดือน
อยู่เมืองไทยประมาณ 2-3 อาทิตย์ เพื่อพบสังสรรค์กับเพื่อน 14 ตุลาฯ และกลุ่มนายทหารระดับนายพล
ใช้กิจกรรมการเล่นกอล์ฟเป็นสื่อสนทนา คนที่รู้จักเอกยุทธ จะรู้ดีว่า เอกยุทธเป็นคนมีบุคลิกดี เข้าหาผู้ใหญ่เก่ง
จึง ไม่ใช่เรื่องยากที่จะมีนักการเมืองทั้งในคนของรัฐบาล และฝ่ายค้านหลายคนรู้จักเขา เคยสนทนากับเขา

การเล่นกอล์ฟไม่ใช่ เหตุผลหลัก ซึ่งเพื่อนร่วมก๊วนกอล์ฟของเอกยุทธต่างรู้ดีว่า เขาใช้กิจกรรมเป็นสื่อที่เชื่อมโยง
กับพันธมิตรทางการเมือง หรือ ผู้ที่มีอุดมการณ์ตรงกับเขา นั่นหมายถึง ผู้ที่มีอุดมการณ์ต่อต้านนายกฯทักษิณ

กลุ่มนายทหารระดับนายพล ก๊วนพล.ต. มนูญกฤต รูปขจร และนายพลแถวหน้าผู้เคยมีส่วนได้ส่วนเสียกับรัฐบาลทักษิณ
ล้วนปรากฏมีชื่อหลายๆ ต่อหลายคนว่า เคยมีการสนทนากับเอกยุทธ มาแล้วทั้งสิ้น


เห็นได้ชัดว่า เอกยุทธ พยายามสร้างพันธมิตรทางทหาร เพราะเขาเชื่อว่า หากทหารจำหนวนหนึ่งยืนเคียงเขา
ก็ย่อมทำให้เขามีพลังแข็งแกร่งขึ้น

การ เดินแผนลับๆต่อสู้กับพรรครัฐบาล ไม่ใช่กลุ่มทหารเพียงกลุ่มเดียวที่เขาปรารถนา เขายังพยายามต่อสาย
ถึงกลุ่มเอ็นจีโอ นักธุรกิจท้อง ถิ่นในไทยอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อให้สายสัมพันธ์กับคนเหล่านี้งอกงามขึ้น
โดยใช้งานสังคม และการเชื่อมต่อจากบุคลหนึ่งสู่อีกบุคลหนึ่ง ในต่างประเทศ เอกยุทธ ยอมรับว่า
เขาเคย ได้ร่วมพูดคุยกับนักการเมืองระดับหัวกะทิ หลายคน ที่ร้านกำทอง ณ กรุงลอนดอน โดยเฉพาะ
" พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์'" ถือเป็นแขกคนสำคัญที่เขาต้อนรับเป็นอย่างดี


ประเด็นสนทนาส่วนใหญ่ เอกยุทธ เล่าว่า เขาเคยจับกลุ่มคุยกับกลุ่มคน 14 ตุลาฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการ
มี สมบัติ ธำรงค์ธัญวงศ์ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ สังศิต พิริยะรังสรรค์ วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ ล้วน เป็นประเด็น
ที่เกี่ยวโยงกับการจัดตั้งพรรคทางเลือกที่สาม หรือ การจัดตั้งพรรคใหม่ที่จะขึ้นมาต่อกรกับพรรคไทยรักไทย
แต่เขายอมรับว่าการพูดคุยหารือ เรื่องพรรคทางเลือกที่สามเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ไม่สามารถตกผลึกได้
ด้วยความคิดเห็นที่ไม่ลงตัว และหลายคนที่พูดคุย "เกรงกลัวกับอำนาจบารมีของรัฐบาลชุดนี้"

" สวมบทบาทนายทุน "

เมื่อ พรรคทางเลือกที่สามยังไม่ตกผลึก เอกยุทธ จึงเบนเข็มสวมบทบาท เป็น "นายทุน" ให้เงินสนับสนุน
พรรคการเมืองฝ่ายค้าน โดยตั้งเป้า ไปที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีการต่อสายตรงเข้า ไปพบกับ บัญญัติ บรรทัดฐาน,
ไตรรงค์ สุวรรณ คีรี, ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์,สุรินทร์ พิศสุวรรณ, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และสุทัศน์ เงินหมื่น
ล้วนเป็นขุนพลในพรรคที่ผ่านการคุยกับเขามาแล้วทั้งสิ้น

ขณะเดียว กันเอกยุทธ ได้เชื่อมต่อกับส.ว. เพื่อพูดคุยหารือทางการเมือง สมพงษ์ สระกวี ส.ว.สงขลา
เป็นผู้หนึ่งที่ยอมรับว่าได้เคยพูดคุยกับ เอกยุทธจริง การ สร้างเครือข่าย กับกลุ่มบุคคลสำคัญทางการเมือง
ถือเป็นหมากสำคัญที่เขาเองมองลึกลงไปว่า กลุ่มคนเหล่านี้หากรวมตัวกันได้ ย่อมเป็นพลังที่ต่อกรกับขั้วอำนาจรัฐบาลได้

แม้แต่ ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตหัวหน้า พรรคพลังธรรม ออกมายอมรับว่า ได้มีการพูดคุยกับเอกยุทธ
เพื่อให้เกิดพรรคประชาธรรมขึ้น จริง ซึ่งไชยวัฒน์ เป็นนักการเมืองคนหนึ่งที่ปฏิเสธ ทักษิณ มาตั้งแต่ศึกพลังธรรม

ใครอยู่เบื้องหลัง "เอกยุทธ"
แผน ปฏิบัติการของเอกยุทธ เป็นแผนที่ถูกเตรียมการเป็นอย่างดี มีข่าวแว่วว่า
เขามีทีมงานที่ปรึกษาชั้นดีในประเทศอังกฤษ
แผนปฏิบัติครั้งนี้ยังไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ


"ผมเป็นเพียงเบี้ยตัว หนึ่งในเกมนี้ สิ่งที่ผม ทำไม่ได้ทำคนเดียว
แต่มีอำนาจเหนืออำนาจต้องทำ"
เอกยุทธกล่าว
แต่เขาไม่ยอมเปิดเผยว่าผู้อยู่เบื้องหลังนั้นเป็นใคร
เพียงแต่ให้ข้อสังเกตว่าเขาไม่ได้ยืนอยู่เดียวดาย
ท่ามกลางอิทธิพลที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

แต่สิ่งที่ ทักษิณ อยากรู้ที่สุดในเวลานี้ คือ ไอ้โม่งที่อยู่เบื้องหลังนั้นคือ ใคร?

วันนี้ไม่มีใครรู้ว่าเขาต้องการอะไร เนื่องจากคำตอบอยู่ที่เอกยุทธคน เดียวเท่านั้น

ที่ น่าตกใจคือบทความนี้ได้ถูกเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 47 ซึ่งวันนี้จิ๊กซอว์ทุกชิ้นที่ถูกเขียนถึงดูเหมือน
จะ เผยตัวกันออกมาครบ ทั้งทหารกลุ่มอำนาจเก่า NGO และนักการเมืองประชาธิปัตย์

และที่ต้องอึ้งกกว่าก็คือ บทความนี้ถูกแฉโดย หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ สมัยที่ สนธิ ยังเป็นมิตรกับ
นายกทักษิณอยู่นั่นเอง

สนธิก็เป็นแค่หมากตัวนึง
ด้วยเหตุการแตกหักกับนายกเรื่องเมืองไทยรายสัปดาห์ รวมถึงหนี้สินมหาศาล การที่จะถูก
ชักชวนมาไม่ใช่เรื่องที่ยาก เพราะรู้ดีว่า การโน้มน้าวใจคนของสนธินั้น ระดับปรมาจารเลยทีเดียว
การที่จะได้เข้ามาร่วมในแผนนับเป็นนิมิตรหมายที่ดี


ที่ นั่งกันอยู่หน้าทำเนียบ จะใครจะรู้มั่งมั้ยว่า
การล้มนายกในวันนี้ ไม่ได้เริ่ม เพราะสนธิ กับเมืองไทยรายสัปดาห์
มันมีการปูทางมาก่อนหน้านี้หลายปี


http://akeyuth.name/portal/akeyuth/content/view/215/42/


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1257945167&grpid=00&catid=


โสรัจจะ นวลอยู่


ศาสตร์แห่งโหร ปี 2553


วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 06:58:26 น.
มติชนออนไลน์


"นอสตราดามุสเมืองไทย"ทำนาย "เขมร"บุก"สยาม"ปีหน้า!! ส่งทหารเข้าโจมตี นองเลือดตายอื้อ

ขณะนี้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาดูจะตึงเครียดไม่น้อย
และเริ่มส่อเค้าบานปลาย จนใกล้จุดแตกหักเข้าไปทุกที หากยังไม่มีทางออกในปัญหาเหล่านี้
การเผชิญหน้าระหว่างไทยกับกัมพูชาอาจเป็นไปตามคำทำนายของ "โสรัจจะ นวลอยู่" โหรชื่อดัง
ผู้ได้รับฉายา "นอสตราดามุสเมืองไทย" ในหนังสือ "ศาสตร์แห่งโหร ปี 2553" ซึ่งสำนักพิมพ์ "มติชน"
วางแผงอยู่ในขณะนี้


"เริ่มต้นที่เดือนกุมภาพันธ์ในเดือนนี้ไทยจะถูกตรึงด้วยบาปเคราะห์ในมุมสามเหลี่ยม
โดยมีดวงอาทิตย์เป็นตัวเสริมให้ครบมุม ดังนี้สิ่งที่ไม่ดีจะเกิดขึ้น คือจะมีอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น
สภาพเหตุการณ์ภายในเป็นที่น่าวิตก อาจปั่นป่วนหรือมีผู้ยุยงให้วุ่นวายได้
อาจมีการประสานงากันบ้างกับประเทศเพื่อนบ้าน มีเรื่องกระทบกระทั่งกับเขมร
ที่เป็นหอกข้างแคร่ที่แสนขมขื่น ในเดือนเมษายน
ดาวแห่งไทยสยามโคจรเข้ามุมฉากกับดาวบาปเคราะห์ที่ทำมุมจตุโกณ
ยังเห็นว่าบ้านเมืองยังคงยุ่งยากทั้งภายในและภายนอกประเทศ
เหตุภายนอกรุมเร้าเข้ามา ปัญหาพม่าและเขมรจะนำความเดือดร้อนอย่างมาก
เหตุการณ์น่าเป็นห่วงพอถึงเดือนพฤษภาคม
ด้านชายแดนจะมีการขัดแย้งกับเพื่อนบ้านเขมรและพม่าอย่างรุนแรงอีก"

เหตุการณ์ต่างๆ อาจถึงจุดแตกหักดังคำทำนายในเดือนสิงหาคมว่า
"เขมรจะบุกสยามประเทศ ส่งกำลังทหารเข้าโจมตี ทหารเสียชีวิตจำนวนมาก
ถึงคราวแล้วที่ไทยจะเข้าสู่สงครามที่เราไม่เคยมีมาเลยกับประเทศเพื่อนบ้าน
เป็นเวลาช้านานแล้ว เป็นการรบอย่างแท้จริง อิทธิพลของดวงดาวคือ
พระราหูทำมุมเสียกับลัคนาประเทศ
ถ้าไทยยังเฉยเมยไม่ตระหนักต่อปัญหาที่รุมเร้าหนักข้อขึ้นทุกที...ดังนั้น
ปี 2553 จะเกิดการรบนองเลือดถึงขั้นเสียชีวิตผู้คนมากมาย
ถึงจะได้คืนมาซึ่งแผ่นดิน อาจจะถึงขั้นประกาศสงครามกับเพื่อนบ้าน"

คำทำนายจะเป็นจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลไทยจะดำเนินวิธีทางการทูตกับผู้นำกัมพูชาอย่างไรในปีนี้




อืมมม...หมอดู คู่หมอเดา ลองทำนายดวงคุณเองหรือยัง
ไทยพินาศเพราะคนไทยด้วยกันเองไม่ใช่เขมร

สำนักพิมพ์นี้มันจะขายความฉิบหายกันอย่างเดียวหรือ!!!

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Nov 15, 2009 4:11 pm

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000137842


ถาม “พัลลภ” เป็นทหารประเทศไหน กล้าหยามไทยจะแพ้ศึกกัมพูชา

15 พฤศจิกายน 2552 13:52 น.

นครศีรธรรมราช - ส.ส.นครศรีธรรมราชโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถาม"พัลลภ ปิ่นมณี"
เป็นทหารประเทศไหนกันแน่ หลังออกมาเหยียดหยามทหารไทยจะแพ้กัมพูชาหากเกิดสงคราม
พร้อมวอนสังคมตรวจสอบอุดมการณ์ทหารแ่ก่ทาสทักษิณทำเพื่อชาติหรือนักโทษหนีอาญาแผ่นดิน


วันนี้ (15 พ.ย.) นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราชโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย พูดถึงสงครามระหว่างไทย-กัมพูชาว่า
ถ้าเกิดขึ้นไทยจะแพ้กัมพูชา ว่าไม่น่าเชื่อว่าคำพูดเช่นนี้จะออกมาจากปากของนายทหารระดับพลเอก
ของกองทัพไทย คำพูดเช่นนี้ถือว่าเป็นการพูดดูถูกเกียรติศักดิ์ เกียรติภูมิของตัวเอง
ดูถูกกองทัพของตัวเอง และประเทศของตัวเอง ไม่ทราบว่านายทหารที่ประจำการ
ไม่ทราบว่าจะรู้สึกอย่างไรกับคำพูดทหารระดับพลเอกเช่นนี้


นายเทพไท กล่าวว่า ศักยภาพของกองทัพไทยไม่น้อยกว่าใครในภูมิภาคนี้ เพียงแต่ยุคนี้ไม่ใช่ยุคสงคราม
ที่ต้องใช้กำลังเข้าประหารกัน สถานการณ์โลก สถานการณ์บ้านเมืองเลยจุดนี้มาแล้ว
รัฐบาลไทยไม่ต้องการทำสงครามกับประเทศใดๆ แม้ว่าจะรู้ว่าเมื่อทำแล้วนั้นสามารถที่จะเอาชนะได้
แต่การสงครามนั้นไม่ได้มีฝ่ายแพ้หรือชนะ เมื่อเกิดขึ้นแล้วได้นำมาซึ่งความเสียหายกับประเทศคู่สงคราม
ไม่ว่าแพ้หรือชนะ ยุคนี้สังคมโลกจึงเลี่ยงที่จะใช้กำลังใช้อาวุธ การจัดงบด้านการทหารของประเทศ
ต่างปรับที่ให้กองทัพเล็กลงแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การที่พลเอกพัลลภออกมาพูดเช่นนี้ไม่ทราบวัตถุประสงค์
ที่แท้จริงไม่เข้าใจถึงการดูถูกประเทศตัวเอง

“วันนี้ต้องถามพลเอกพัลลภว่า เป็นทหารของประเทศไทยหรือว่าเป็นทหารของประเทศอื่น
ฉะนั้นรัฐบาลไม่ว่าสถานการณ์จะตึงเครียดเลวร้ายอย่างไรก็ตามรัฐบาลหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง
หรือสงครามอย่างที่สุด แม้แต่การปิดพรมแดนตามมาตรการทางการทูตแบบสากลขั้นสูง
นายกรัฐมนตรียืนยันชัดเจนว่าจะไม่มีการปิดพรมแดนเพราะจะเสียหายกับประชาชน
แต่การทำสงครามคือความเสียหายมากกว่า พฤติกรรมใดๆ ที่เกิดขึ้นมากกว่ามาตรการทางการทูต
ไทยจะไม่เข้าสู่สงครามตามที่พลเอกพัลลภท้าทาย”
โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

ต่อข้อถามถึงทัศนคติการแบ่งแยกระหว่างความเป็นชาติ กับตัวบุคคลของกลุ่มนายทหารอาวุโส
และกลุ่มนายทหารเพื่อนร่วมรุ่นของนักโทษชายทักษิณ นายเทพไท กล่าวว่า
อยากให้สังคมได้ตรวจสอบอุดมการณ์ของทหารเหล่านี้ว่าเปลี่ยนแปลงหรือไม่
หลายคนเคยถือน้ำพิพัธสัตยา เคยถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าธงชัยเฉลิมพลมาแล้ว
แม้ว่าจะเป็นทหารนอกราชการ ความเป็นทหารยังคงอยู่ในสายเลือดไม่มีการละทิ้ง

แต่คนเหล่านี้กลับละทิ้งอุดมการณ์ศักดิ์ศรีของความเป็นทหารไทย
รับใช้คนๆ เดียวคือ พ.ต.ท.ทักษิณ อยากให้คนเหล่านี้ทบทวนจุดยืนของตัวเองว่าความจงรักภักดี
ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กับความภักดีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้เลือกว่าจะยืนอยู่ฝ่ายไหน

แพ้เพราะนักการเมืองอย่างพวกเอ็งไง
ยังไม่ทันรบ แม่ทัพบอกว่าตัวเองจะชนะ ฝันเอาเอง
จำบ้านร่มเกล้า ได้หรือเปล่า ตายฟรีไปเท่าไหร่
แล้วชนะหรือแพ้
ถ้าแพ้เขมร หรือ ประเทศอื่นในแถบนี้
กองทัพไทยจะเหลือแค่ชื่อในตำนาน



โชว์ศักยภาพกองทัพอากาศสาธิตการส่งกำลังรบทางอากาสโดยใช้เฮลิคอปเตอร์ ในการแข่งขันการปฏิบัติการ
ทางอากาศยุทธวิธี ประจำปี 2552ที่สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จ.ลพบุรี วันที่ 17 พ.ย.



วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 18:35:41 น.
มติชนออนไลน์


กองทัพอากาศโชว์ศักยภาพกำลังรบทางอากาศ


กองทัพอากาศสาธิตการส่งกำลังรบทางอากาส โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ ในการแข่งขันการปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธี
ประจำปี 2552 ที่สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี วันที่ 17 พ.ย.


แข่งขันฝึกใช้อาวุธทางอากาศ
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 17:19
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์





องทัพอากาศ จัดการแข่งขันการปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธี ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จ.ลพบุรี
โดยฝึกใช้อาวุธหลายประเภท

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000139167
ประมวลภาพ "กองทัพอากาศ" โชว์แสนยานุภาพสุดเกรียงไกร
17 พฤศจิกายน 2552 19:21 น.
"กองทัพอากาศไทย" สุดเกรียงไกร
โชว์เเสนยานุภาพออกสาธิตการใช้อาวุธกำลังรบทางอากาศ
เพื่อประเมินความพร้อมก่อนลงสนามจริง
ท่ามกลางความสนใจของประชาชนที่เข้าร่วมชมที่สนามฝึกชัยบาดาล จ.ลพบุรี


วันนี้ (17 พ.ย. ) ที่ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จ.ลพบุรี
กองทัพอากาศได้มีการส่งกำลังรบ
ออกสาธิตทางอากาศเพื่อประเมินความพร้อมของ
เจ้าหน้าที่ต่อสู้อากาศยานและเจ้าหน้าที่หน่วยบินต่างๆ
เพื่อให้ทราบถึงพัฒนาการขอกำลังอากาศ ท่ามกลางบรรยากาศของเด็กนักเรียน
ลูกเสือ เนตรนารี
ตลอดจนประชาชนจำนวนมากต่างให้ความสนใจเดินทางมาร่วมชมกันอย่างคับคั่ง
และตื่นตาตื่นใจ
ในความเข้มเเข็งของกองทัพอากาศไทย















ชนะหรือแพ้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ อาวุธที่ทันสมัยอย่างเดียว
แต่วัดกันที่จิตใจของทหารและการประสานงานของทั้งกองทัพเป็นหลัก

ปะทะโจรใต้ที่ปัตตานี
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 20:22

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ทหาร ฉก.ปน.24
สนธิตร.ภจว.ปัตตานี 100นายปิดล้อมบ้านเลขที่192/3 ต.ควนโนรี อ.โคกโพธิ์

เจรจาไม่สำเร็จยิงแก๊สน้ำตาบุกปะทะคนร้ายดับ6 ทหารเจ็บ2นาย


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Tue Nov 17, 2009 9:09 pm, ทั้งหมด 4 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Nov 15, 2009 5:21 pm

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000137384

พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร "ถ้าผมจัดการ(คนไม่จงรักภักดี)ได้ ผมจัดการไปแล้ว"

14 พฤศจิกายน 2552 00:04 น.



สัมภาษณ์พิเศษ

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงของชาติที่กำลังตกอยู่ในภาวะล่อแหลมครั้งหนึ่ง
ในประวัติศาสตร์ ทั้งจากการที่ นช.ทักษิณ ชินวัตรให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เดอะไทมส์ ออฟ ลอนดอน
ด้วยถ้อยคำที่จาบจ้วงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการที่ฮุนเซนตั้ง นช.ทักษิณเป็นที่ปรึกษาของ
รัฐบาลกัมพูชาย่ำยีกระบวนการยุติธรรมไทย

ภายหลังจากเกษียณอายุราชการพร้อมทั้งห่างหายจากการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี
วันนี้ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก
หนึ่งในนายทหารคนสำคัญที่ร่วมรัฐประหาร19 กันยายน 2549 ได้ตัดสินใจให้ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์
สัมภาษณ์พิเศษเป็นครั้งแรก เพื่อเปิดเผยถึงความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อชาติบ้านเมืองในเวลานี้

-มีคำพูดหนึ่งมักพูดกันในแวดวงทหาร คือคำว่า The old soldier never die สำหรับ พล.อ.สพรั่ง
หลังจากที่พ้นหน้าที่รับใช้บ้านเมือง ภารกิจของท่านยังมีอยู่หรือจบลงไปด้วย

จิตสำนึกในความเป็นทหารอาชีพความรักชาติ เมื่อครั้งที่ตนเองต้องทำหน้าที่นั้น เมื่อกลับหลังยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
ต้องเป็นทหารไปตลอดชีวิต เพียงแต่ว่าบทบาทไม่เท่ากับตอนที่รับราชการ ความหมายก็คือยังรักชาติ
เป็นทหารอาชีพ เป็นพลเมืองดี พร้อมที่จะรับใช้ชาติเมื่อถึงเวลาที่ต้องการ หมายความว่าอย่างนั้น

-เท่าที่ได้ติดตามสถานการณ์บ้านเมืองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รู้สึกห่วงและหนักใจมากแค่ไหน

เป็นห่วงตั้งแต่ทำหน้าที่แล้วว่า เราจะจัดการเพื่อให้บ้านเมืองมันยุติการเผชิญหน้าได้อย่างไร
และตอนนั้นถึงขั้นที่เลือดตกยางออก เรียกว่าประชาชนต่อสู้กันเอง
กองทัพโดยผู้บัญชาการทหารบก(พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน)ขณะนั้นและผมเองในฐานะที่คุมกองกำลังด้วย
เล็งเห็นสิ่งที่จะเป็นความหายนะก็เลย คลี่คลายซะก่อน และที่ออกมาก็เลยเป็นความจำเป็น
เพื่อเป็นประโยชน์ในการที่เราจะมาเริ่มต้นแก้ไข แต่ปรากฏว่าโอกาสที่เราจะทำในระยะยาวไม่ได้ทำ
มันก็เลยเป็นการตัดหญ้าหน้าฝน หญ้าก็ขึ้นมาอีก สูงขึ้นยาวเลย หญ้ารกเลย
ก็คงประจักษ์กันว่าเราหนักใจ และรู้สึกไม่สบายใจ เป็นห่วงชาติบ้านเมือง

-จากการเคลื่อนไหวของทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่การถูกตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของฮุนเซน จนล่าสุดได้ให้สัมภาษณ์ ไทมส์
ออนไลน์ ในฐานะที่ทหารที่มีจิตใจรักชาติมีความรู้สึกยังไงต่อเรื่องนี้


(พล.อ. สพรั่งนั่งนิ่งไปพักหนึ่ง) ก่อนตอบว่า
ที่จริงตอบได้ แต่ขอตอบเพียงเพื่อให้ความเห็นก็แล้วกันว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภาคความมั่นคง
ต้องไม่วิเคราะห์การแสดงออกท่าทีที่มันเกิดขึ้น ในลักษณะที่ว่า มีการให้ประเทศเพื่อนบ้านเข้ามามีส่วนร่วม
ในการที่จะทำให้การแสดงออกท่าทีของทักษิณ มีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น ดังนั้นรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ต้องคิดใคร่ครวญให้จงหนักว่า ผลที่มันจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ควรจะตัดไฟตั้งแต่ต้นลมหรือไม่ การดำเนินการใดๆ
ต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ท้าทายต่อศักดิ์ศรีของประเทศชาติ เพราะมันเป็นเรื่องการท้าทายว่า เราจะแก้เกมนี้
ถูกต้องหรือไม่ มันเป็นเกมที่ยกระดับในระหว่างสองประเทศไปแล้ว แม้จะเป็นแบบทวิภาคี
แต่ก็ถือเป็นการท้าทายความคิดความอ่านของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เพราะไม่เคยเกิดปรากฏการณ์อย่างนี้มาก่อน ทำให้เกิดการแทรกแซงกิจการภายในขึ้น
โดยที่ทุกคนก็รู้ว่ามารยาทมันไม่ใช้กันแล้ว และไม่เกรงใจกันแล้วเราควรไปใคร่ครวญให้ดี

-ในฐานะทหารเก่า ท่าทีการตอบโต้ของทหารไทยต่อกรณีทักษิณเป็นที่ปรึกษาสมเด็จฯ ฮุนเซนนั้น เป็นอย่างไร

ผมตอบแทนคนที่รับผิดชอบไม่ได้ แต่ผมเห็นว่า เพื่อนบ้านต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ต้องรู้ว่า
มีความสัมพันธ์ รัฐต่อรัฐ ไม่ใช่ตัวบุคคล นี่เป็นความคิดในส่วนของผมนะ
แต่คนอื่นอาจจะไม่เห็นตามที่ผมคิดก็ได้

-บทบาทของทหารควรทำอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้ หรือกองทัพควรมีมาตรการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง

เนื่องจากมันยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการทางการทูตเป็นการตอบโต้จากเบาไปหาหนักก็แล้วกัน
ผมก็มั่นใจว่ารัฐบาล กองทัพหรือที่เรียกว่าการเมืองการทหาร ต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องสอดคล้องกัน
น้ำหนักของการดำเนินการทางการทูต ทางการทหารต้องผสมกลมกลืนไม่หนักเกินไปหรือเบาเกินไป
ต้องประสานแผนการปฏบิติให้เกิดความเหมาะสม ทำให้ท่าทีที่ไม่เป็นมิตรมันคลี่คลายลง
ผมหวังว่าขั้นตอนที่กำลังดำเนินการอยู่ทั้งการเมืองและทหารต้องมีความสอดคล้องกัน

-ท่านทูตสุรพงษ์ ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูต 5 ประเทศ บอกว่าไทยไม่ได้อยากทำสงคราม แต่ทางการทูต
เราต้องเตรียมความพร้อมให้เขารู้ว่า เราก็พร้อมเพื่อแสดงถึงศักดิ์ศรีของชาติ ท่านคิดว่าคำพูดนี้ถูกต้องหรือไม่


คือมันเป็นตรรกะ มันเป็นเรื่องของพื้นฐานด้วยว่าการเมือง การทหารต้องแนบแน่นกัน แยกกันไม่ออก
เหมือนปาท่องโก๋ เพราะฉะนั้นเราจะไม่หยิบยกเอาว่า ต้องเอาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ
เราไม่ต้องพูดว่า การทหารต้องเตรียมให้พร้อม เพราะมันเหมือนกับเรามีเจตนาที่เรียกว่าขยายผล
เราก็มาใช้การทูตสร้างความเข้าใจ หรือแสดงการตอบโต้ตามมาตราฐานสากลตามบทบาทที่ควรเป็น
ด้วยท่าทีเข้มแข็งโดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง เพราะว่าเมื่อตัดสินใจทำการขยายผลทางด้านการทหาร
มันทำให้เสียหายทั้งสองประเทศ คิดว่าความเข้มเข็งความชาญฉลาด และท่าทีที่เอาจริงของรัฐาลก็น่าจะเพียงพอ

-จากกรณีที่ฮุนเซนไม่ยอมส่งตัวคุณทักษิณกลับมา ซึ่งเป็นการย่ำยีกระบวนการยุติธรรมไทย ท่านคิดว่า
อะไรที่ทำให้ ฮุนเซน คิดแบบนี้

อันดับแรกเมื่อเรามีสนธิสัญญาร่วมกันระหว่างประเทศ
ความเห็นของประเทศเพื่อนบ้าน และความเป็นสมาชิกอาเซียนร่วมกัน ถ้าเขาปฏิเสธก็เป็นเครื่องวัดแล้วว่า
ความจริงใจที่มีต่อพันธะสัญญานั้น กับการใช้ประโยชน์ส่วนตนเขาเลือกอะไร มันเป็นคำตอบแล้ว
ผมไม่ต้องขยายความก็เหมือนมิตรเวลาคบกันแล้วไปในงานสังสรรค์ก็รับปากทุกอย่างว่าเราเป็นเพื่อน
รับปากว่าจะช่วย แต่พอถึงยามคับขัน นอกจากจะไม่ช่วยแล้วยังทำให้เรามีปํญหาเพิ่ม เราจะเรียกว่ามิตรแท้หรือ

ดังนั้นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เหมือนกัน รัฐบาลต้องตระหนักแล้วว่าสิ่งที่ตนเองไปรับประกันความสัมพันธ์
ไปประเมินค่าความสัมพันธ์ กับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในวันนี้เราควรแก้ไขได้รึยัง ควรจะทบทวนได้รึยัง
อย่าสร้างความสับสนให้คนในชาติว่า เพราะการรักษาความสัมพันธ์กับการทำหน้าที่เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของชาติ
จะต้องไปพร้อมกันได้

-รัฐบาลไทยควรทำอย่างไรกับท่าทีของฮุนเซนและกัมพูชา

ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องเข้มแข็ง อย่าอ่อนแอ
ท่าทีไม่จำเป็นต้องนุ่มนวล ความนุ่มนวลใช้ได้ในโอกาสที่เป็นมิตรไมตรีกันจริงๆ แต่ในบรรยากาศที่ขาดความจริงใจ
ไม่ต้องใช้ความนุ่มนวลต้องใช้ความเข้มแข็ง อย่าให้ใครประนามเราว่า เป็นรัฐาลที่ยอมแลกศักดิ์ศรีของชาติบ้านเมือง
เพื่อผลผระโยชน์บางอย่าง แม้จะเป็นผลประโยชน์ ของชาติก็ไม่คุ้มกัน เพราะผลประโยชน์ของชาติบางครั้ง
มันไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรีอย่างเดียว มันเป็นเรื่องของศักยภาพ ความภูมิใจในศักดิ์ศรี ความน่าเกรงขาม
อย่าให้ใครคนอื่นมาดูถูกคนในชาติว่าอ่อนแอ หรือ ขี้ขลาดเห็นเอาผลประโยชน์เข้ามาล่อก็ยุติทุกอย่าง

-คล้ายกับท่านมองว่า หากรัฐบาลถึงขั้นปิดพรมแดน ก็สามารถทำได้

การแก้ปัญหาเรื่องนี้ ในความคิดของผมนะการบอยคอต การประท้วงการตอบโต้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจว่า
เราตอบโต้เพียงเพื่อให้ปัญหามันยุติ ไม่ใช้ไปก่อปัญหาเพิ่มเติมนะ แล้วอย่ามาบอกว่า การแก้ปัญหานั้น
ไปกระทบกระเทือนจนทำให้สองอย่างนั้นขัดแย้งกัน ถ้าจำเป็นต้องแลกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งที่แลกนั้นต้องได้
ผลประโยชน์เหนือกว่าสิ่งที่เสียผลประโยชน์ อย่างนี้คือการตัดสินใจที่ถูกต้อง แต่ถ้าให้เอาผลประโยชน์
ของบางกลุ่มแล้วอ้างว่าเพื่อให้บรรยากาศค้าขายดีขึ้น แต่แท้จริงมันไปกระทบกระเทือนแค่คนบางกลุ่ม
แบบนี้อย่าทำเพราะจะสร้างความสับสน ความบิดเบือน

แต่การแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนกับสิ่งที่มันเดินไปอย่าง ปกติสามารถทำได้ มันขึ้นอยู่กับความชาญฉลาด
และรู้ว่า แท้ที่จริงปัญหานั้นมันมีความสำคัญอย่างไร

-การที่รัฐบาลตอบโต้กลับ โดยการเรียกทูตไทยกลับมา ท่านพอใจในระดับหนึ่งหรือไม่

ไม่ใช่เรื่องพอใจหรือไม่พอใจ เขาต้องทำให้เรามีความรู้สึกไว้วางใจ มันไม่ใช่ว่าไปคอยแต่รับเกมหรือไปให้กำลังใจ
ไปโอบอุ้มกัน ให้โอกาสบ้าง มันไม่ใช่เรื่องการให้โอกาส เพราะคุณมีความพร้อมที่จะทำหน้าที่แทนประชาชน
ที่คุณอาสามาเป็นนักการเมืองเพื่อดูแลชาติบ้านเมือง คุณจะต้องศึกษางานที่ต้องรับผิดชอบว่า
งานด้านใดที่ต้องทุ่มเทและผลประโยชน์ของชาติกับศักดิ์ศรีของชาติ แต่ถ้าเราไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีทำอะไรก็ได้
ขอให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ มันน่าจะไม่เหมาะสม ดังนั้นในฐานะที่เป็นตัวแทนคนในชาติ คนที่ทำหน้านี้จะต้องรักษา
ความสง่างาม ไม่ใช่ไปอ่อนข้อเพียงเพื่อรักษาความสัมพันธ์แต่ถูกเขาดูถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรี มันใช้ไม่ได้

-การที่รัฐบาลประกาศยกเลิกเอ็มโอยูปี 2544 นั้นถูกแล้วใช่หรือไม่

การประกาศยกเลิกดังกล่าวเป็นมาตรการทบทวนเพราะในยามคับขัน คุณได้แสดงความเป็นปฏิปักษ์กับประทศเรา
ดังนั้นในการลงทุนร่วมกันน่าจะมีปัญหาในภายภาคหน้า เราสามารถทบทวนได้เป็นเรื่องปกติ ผมไม่ได้เห็นว่า
มาตรการตอบโต้ต่างๆ ต้องถูกตำหนิ แต่ขอให้เป็นการตอบโต้ ที่สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่เขาโอบอุ้มก็แล้วกัน

- ท่านได้เคยพบฮุนเซน หรือไม่

ผมไม่เคย เพราะผมไม่เคยรับผิดชอบด้านโน้น

-ในสายตาของท่าน ฮุน เซนเป็นคนยังไง

ตอบไม่ได้เลย เพราะผมไม่อยู่ในฐานะที่ต้องตอบโต้ความรู้สึกอะไรต่างๆ ที่ประชาชน รับสารจากทางสื่อ
ผมก็คงไม่แตกต่างจากที่ประชาชนรับทราบจะไปวิจารณ์อะไรคงไม่ได้เพราะไม่ได้อยู่ในฐานะ

-จากกรณีที่ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ ไทมส์ ออนไลน์ แน่นอนว่าเป็นการจาบจ้วงสถาบัน ตรงนี้คิดว่า
คนไทยเราควรทีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่า'ไร


ผมคิดว่าข่าวสารได้ประจายไปทุกสื่อแล้วนี่นะเชื่อมั่นว่าพื้นฐานจิตใจคนไทยทั้งประเทศ ทั้งคนที่กลายมาเป็นปัญหา
หรือต่อสู้การทางการเมืองในประเทศของกลุ่มต่างๆ ย้อนกลับไปนานๆ หน่อยสัก 10 ปี คิดว่าความรู้สึกแบบนี้
ไม่เคยเกิดขึ้นในใจคนไทยแน่นอน ถ้าจะมีบ้างก็เป็นคนที่หลงยุคอยู่ แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหามากนัก
แต่มาถึงวันนี้เรียกว่ามันเริ่มกลับมาเป็นปัญหาของชาติ เป็นเรื่องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
เราต้องย้อนคิดให้หนักก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ว่า ชาติของเรามีความยิ่งใหญ่พอสมควรแก่ฐานะ
มาจากพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันกษัตริย์ในอดีตเรามีผู้ปกครองรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา
และกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นศูนย์รวมจิตใจคนในชาติ ความแข็งแกร่งมาจากความสามารถของพระบรมเดชานุภาพ
ของพระมหากษัตริย์ เป็นนักปกครองที่ทรงทศพิธราชธรรม เป็นตัวอย่างแก่เจ้าผู้ครองนครในอดีตเลยเลย
ที่เขาเรียกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์

แต่พระองค์ท่านเอาอำนาจที่ปกครองเบ็ดเสร็จ มีทศพิธราชธรรม เป็นเครื่องกำกับอำนาจของท่านทำให้ประเทศไทย
แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปในรูปแบบใดก็ตาม จะเห็นว่าเราไม่เคยมีอะไรรุนแรงไม่เคยทำให้ประชาชน
ได้รับผลกระทบกระเทือน ในอดีตมีการปกครองพ่อลูก แม้ต่อมาอาจจะเป็นการปกครองยกย่องเหมือนสมมุติเทพ
แต่ท่านก็ไม่ได้เป็นสมมุติเทพที่ห่างไกลจากประชาชน ยังคงปกครองอาณาประชาราชหมือนพ่อปกครองลูก
แม้ว่าอาจจะมีบางสมัยที่ได้รับความเดือนร้อนจากการเมืองขัดแย้งในประวัติศาสตร์ได้เรียนรู้กันแล้ว
แต่ราชวงศ์ก็จัดการกันเอง ไม่ใช่เป็นเรื่องคนภายนอกถือโอกาสถล่มทลาย หรือสมควรมาล้มเลิกล้มล้าง
และตัวเองคุณธรรมก็ไม่ได้สั่งสมอะไรมาเพียงแต่ว่า อาจจะมีความรู้

ดังนั้น คนที่คิดล้มล้างในปัจจุบันจะเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยแอบซ่อนอยู่เบื้องหลัง
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่คิดอคติ ความคิดในด้านวิชาการ หรือว่าหลงไหลได้ปลื้มด้านตะวันตก หลงลืมว่าตนเองเป็นใคร
กำเนิดตนเองมาจากไหน ก็เลยโหมโรงกันใหญ่ ของให้สำนึกว่า คุณงามความดีของพวกคุณทั้งหลาย
เอาบรรพบุรุษของคุณมารวมกัน เป็นเศษธุลีของพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านหรือไม่ก็ไม่ต้องไกลมาก
เอาแค่ต้องเสียกรุงธนบุรี มาจนพระเจ้าตากหรือพระพุทธยดมฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 2 ,3 ,4 ,5 ต่อสู้มา
เพื่อให้บ้านเมืองเราให้อยู่ได้ เทียบกับคุณงานความดี คุณคิดจะล้มล้างท่านคุณเอาอะไรมาคิด

ถ้าเชื่อเรื่องกรรม คุณตกนรกแน่นอน และคุณทำให้ญาติโกโหติกา ลูกหลานคุณอับอาย
คุณคิดเปลี่ยนแปลงท่านได้อย่างไร ท่านเป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทย คุณไม่พอใจอะไรบางอย่าง
ไม่ใช่พระองค์ท่านจะไม่ทราบ ถ้าคุณจงรักภักดี คุณจะต้องไม่ลบหลู่ พระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน
ที่ทรงปกครองดูแลชาติบ้านเมืองมายาวนานไม่เคยขาดตอน

กับคุณที่มีโอกาสบริหารประเทศไม่นาน คุณช่างไม่ประมาณตน ไม่ว่าจะคิดอ่านอะไรก็แล้วแต่
บ้านเมืองสำคัญที่สุดอยู่ที่ศูนย์รวมจิตใจคน ประเทศไทยเป็นประเทศ ที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่ในทางมหาอำนาจ
แต่ประเทศไทยอยู่ได้เพราะเรามีศูนย์รวมจิตใจ คุณดูประเทศยูโกสลาเวีย หลังจากการอสัญกรรมนายพลตีโต
รัฐต่างๆ แตกแยกกันหมดเลย ไม่สงบสุขเกิดสงครามกลางเมือง คุณอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างนั้นใช่มั้ย

ในวันนั้นไม่มีคนได้ดิบได้ดีนะ มีแต่ความหายนะ ผู้คนสำนึกในบ้านเมือง ความไม่พอใจอะไรต่างๆ เรารับฟังกันได้
เรายินดีคนไทยหันหน้าเข้าหากันด้วยความสำนึกในแผ่นดิน ความโลภ โมโหต่างๆ ถ้าคุณเอามามาเกี่ยวข้อง
วันนั้นคุณไม่คิดอะไรนอกจากสิ่งที่คุณต้องการเพื่อสิ่งที่คุณอยากได้ แต่บ้านเมืองเสียหาย ลูกหลานคุณจะได้รับ
ผลกระทบแน่นอน นี่คือทุกๆ คนที่คิดร้ายต่อบ้านเมืองนะ ผมไม่ได้หมายถึงใครนะ คนที่ไม่ทำอะไร
อยู่เฉยๆ เห็นแก่ตัว เอาแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวก็มีส่วนทำให้บ้านเมืองล่มจมได้เหมือนกัน เพราะทุกคนมีหน้าที่
ปกป้กองสังคมประเทศชาติได้ ไม่จำว่าต้องมีฐานะเป็นทหาร เป็นข้าราชการทั่วไป เป็นหมอ เป็นครู
ทำหน้าที่ทั่วไปก็ช่วยกันปกป้องบ้านเมืองได้เหมือนกัน

ฝากว่าความคิดคำนึกเพื่อให้ได้มาเพื่อสิ่งที่ตัวเองเรียกร้อง บางครั้งอาจจะสมควรแก่การเรียกร้อง
แต่การเรียกร้องของคุณไปกระทบต่อชาติ มันเป็นการไม่สมควร ข้าราชการทุกกระทรวงก็อย่านิ่งดูดาย
เพราะกลัวการจะถูกทุบหม้อข้าวหม้อแกง หรือเรียกว่าถูกโยกย้าย เพียงเพื่อให้ตัวเองได้รับตำแหน่ง
แต่ชาติเสียหายเป็นความน่าอับอายอย่างยิ่ง

วันนี้ข้าราชการจะคิดอย่างอื่นไม่ได้ ต้องคิดถึงชาติบ้านเมืองก่อนถ้าชาติล่มจม ข้าราชการที่อยู่ในความวุ่นวายนี้
จะต้องได้รับการทบทวนสะสาง ในสิ่งที่พวกคุณได้ปล่อยให้บ้านเมืองเสียหายยากที่จะเยียวยา
การอยู่ในตำแหน่งไม่ยังยืน ยังไงก็เกษียณหลัง 60 ปี คุณจะถูกเอาปีบคุมหัวอับอายขายหน้า
มองผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้เลย ดังนั้นสิ่งสำคัญคือข้าราชการต้องกลับมาเป็นข้าราชการใน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ดี แม้อาจะจะถูกแรงเสียดทาน กระทบกระเทือนต่อตำแหน่งหน้าที่

-พูดถึงข้าราชการ มีเตรียมทหารรุ่น 10 บางคนที่เข้าไปสังกัดพรรคเพื่อไทยตรงนี้ท่านคิดว่า
ควรที่จะมีการทบทวนท่าทีหรือไม่ หลังจากที่คุณทักษิณออกมาให้สัมภาษณ์กับ ไทมส์


การเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคเมื่อเป็นพรรคที่ถูกต้องตามกฏหมายก็ไม่ได้เป็นการทำผิดกฏหมาย
ขึ้นอยู่ที่เจตนารมณ์ในการเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคเพื่อขอโอกาสทำหน้าที่ที่จะดูแลบ้านเมืองในวันข้างหน้า
ทุกคนต้องทราบ และรู้แก่ใจดีว่าที่เข้าไปเป็นนั้นเพื่ออะไร และสิ่งที่ตัวเองเข้าไปจะเป็นไปเพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการรึเปล่า
การเข้าพรรคใดไม่น่าวิตกห่วงใย แต่ข้อสำคัญเคือเข้าไปเพื่ออะไร สิ่งเหล่านั้นมันขัดอุดมการณ์ตัวเองรึเปล่า
แต่ถ้าไปเห็นด้วยในอุดมการณ์ด้วยกันก็ต้องยอมรับว่าอุดมการณ์ของพรรคนั้นๆ ไม่เป็นผลต่อชาติบ้านเมือง
ถ้าขืนยังดันทุรังเข้าไป ไม่ต้องถามว่าจะทำหน้าที่นักการเมืองที่ดีหรือไม่ ผมไม่ได้บอกว่าไม่ต้องเข้าพรรคนั้น
พรรคนี้นะ ลำพังพรรคไม่ได้ทำให้บ้านเมืองเสียหาย อยู่ที่คนต่างหาก

-รวมถึงกรณีที่ พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ ด้วยหรือไม่

อันนี้ขออนุญาตไม่พูดเพราะว่าผมได้พบกันน้องเขาแล้วว่าก็ขอให้น้องที่มีความตั้งใจมุ่งมั่นจะรับใช้ชาติ
ทางด้านการเมือง ก็ขอให้คำนึงถึงการเป็นนักการเมืองที่ดีเพราะมาจากกองทัพ และมีตำแหน่งที่เรียกว่า
อยู่ในระดับสูงสุดเป็นทีมงานของผู้บังคับบัญชาชั้นสูง ขอให้น้องได้นำเอาเจตนาของกองทัพ
อุดมการณ์ของกองทัพ ไปหล่อหลอมสมาชิกพรรคว่า เมื่อนายทหารจากกองทัพไปอยู่คงก์กรใดพรรคได
องค์กรนั้นต้องมีสง่าราศรี องค์กรนั้นต้องได้รับอุดมกาณ์ที่ดี ของกองทัพไปพรรคคือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ถ้าองค์กรนั้นสามารถรับอุดมการณ์ นั้นไป ผมก็ว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ดี

-คิดว่าเรื่องราวของประเทศไทยที่วุ่นวายทุกวันนี้ ที่เกิดจากคุณทุกษิณ มันจะจบลงอย่างไร จะยิ่งบานปลายขึ้นหรือไม่

เราไม่พูดถึงเรื่งบานปลาย เราคงไปห้ามใครไม่ได้ เหมือนกับร่างกายมนุษย์ ไม่ต้องถามว่า มีเชื้อโรคอะไร
ถ้าเราไม่ไปสัมผัสเราก็จะไม่เป็น ถ้าเราสัมผัสแล้ว เรามีภูมิต้านทานเราเข้มแข็ง เราอย่าไปบอกว่า
โอ...มันมีโรคอะไรมั้ย ถ้าเราอยู่ในอากาศที่มีไวรัส มีแบคทีเรีย เป็นที่อโคจรทำอย่างเดียวคือทำให้ร่างกายเข้มแข็ง

ดังนั้นสังคมประเทศชาติต้องทำให้ประชากรในชาติพัฒนาคุณภาพชีวิต มีการศึกษายกระดับ มีส่วนร่วม
อย่างเข้าใจในเนื่อหาประชาธิปไตย ไม่ใช่ไปเขียนกฏหมายให้มันน่ากลัว หรือตีกรอบจนกระดิกตัวไม่ได้ว่า
นั่นคือกรอบประชาธิปไตย เราไม่ต้องสนใจเชื้อโรค สำคัญคือการสร้างภูมิต้านทาน
ขออนุญาตยกคำคมของทหารที่ภาษาอังกฤษบอกว่า “ We are listen too because we are strong”
ทุกวันนี้ไม่ใช่ข้าศึกเข้มแข็งเพราะเราอ่อนแอ ดังนั้นเราต้องเข้มเข็ง ไม่ต้องไปรบกับใคร
ถ้ารัฐบาลอ่อนแออันธพาลเต็มเมือง แต่เราจะเข้มแข็งเกินกว่าที่เป็นจริงไม่ได้ เราเข้มแข็งตามอัตภาพ

-แล้วเราจะต้องเริ่มต้นกำจัดความอ่อนแออย่างไร

สิ่งแรกเลยคือเราต้องรู้ว่าเราอ่อนแอเรื่องอะไร การเมืองอ่อนแอใช่มั้ย ความเสียสละของผู้นำต้องรับผิดชอบเป็นยังไง
เหมือนตรวจโรคเลย ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองอ่อนแอหรือเข้มแข็งเรื่องอะไรก็เช็คอัพร่างกายเลย วันนี้ประเทศไทยต้องการอะไร
ต้องการผ่าตัดขนานใหญ่ อย่ารักษาโรคแบบเลี้ยงไข้ อย่าประคองโรคไปโดยไม่อยากรับรู้ความจริงว่าขณะนี้เราจำเป็น
ต้องเช็คอัพ แต่เรากลับเลี้ยงไข้ อย่างคนที่เป็นฝีในตับนะ แต่เราก็ไปกินยาพาราเซตามอลเพื่อรักษาอาการป่วยเป็นไข้
แต่เราไม่ได้รักษาที่ฝีที่ตับเพราะเราบอกว่าคนไข้ดีขึ้น เรากำลังโกหกตัวเองรึเปล่า เพราะฉะนั้นขอให้ผู้ที่ทำหน้าที่ในปัจจุบัน
ที่เป็นรัฐบาลนั้นเป็นเพื่ออะไร เพื่อแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมืองหรือไม่ หรือเพื่อให้มีโอกาสได้บริหารราชการแผ่นดิน
ถ้าอย่างนั้นเราเล่นเกมผิดเวลาผิดสถานที่

-คิดว่าตอนนี้นายกฯ เราเข้มแข็งพอรึยัง

อย่าถามผม ความรู้สึกของตัวประชาชนก็สะท้อนถึงตัวนายกฯ อยู่แล้วผ่านการแสดงออกสื่อทุกประเภทท่านเปิดเว็บไซต์
ท่านอยู่แล้ว ท่านก็เห็นว่าทุกคนอยากเห็นการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว และความที่ท่านมีเครดิต เป็นนักการเมือง
ที่มีคุณลักษณะเด่นกว่าคนอื่น เป็นนักการเมืองวัยหนุ่มที่มีน่าจะมีวิสัยทัศน์ สามารถตัดสินใจเด็ดขาด
แต่ต้องไม่ลังเล ถ้าทีมงานหรือคณะที่ทำงานร่วมกันมีความเห็นที่ผิดเพี้ยนจะต้องไม่ยอม และท่านจะต้องแอ่นอกรับผิดชอบ
เหมือนผู้นำที่ดีทั้งหลายในอดีตถึงปัจจุบันที่กล้ารับผิดชอบ แต่ไม่ใช่กล้าที่จะทำผิดนะ ไม่ได้หมายความว่าให้รับผิด
บอกว่าผมขอรับผิด ตะบี้ตะบันรับผิดอย่างนี้ไม่ต้อง เราไม่ต้องการคนที่ทำผิดซ้ำซาก แล้วมาบอกขอโทษ ขออภัย เสียใจ

ผมต้องการให้ประชาชนมีความคาดหวังที่ดี มั่นใจว่าการตัดสินใจของท่านแต่ละเรื่องคือรอบคอบ รวดเร็ว
แต่ถ้ารอบคอบแต่ช้า ไม่ทันการณ์ก็เสียหาย เหมือนสิ่งที่กำลังเกิดในปัจจุบัน ท่านรู้ว่ามีเวลาที่พอจะเยียงยาได้มันอยู่
แต่ว่ามีไม่มากนักก่อนที่อะไรจะสายเกินแก้

-ในส่วนของกองทัพเป็นสถาบันหลักชาติ เข้มแข็งรึเปล่า

กองทัพมันอ่อนแอไม่ได้

-ตัวคนอ่อนแอหรือไม่

กองทัพที่สำคัญที่สุดคือคน คนต้องเข้มแข็ง คือร่างกาย จิตใจ และองค์ประกอบอย่างอื่นด้วยนะ ยุทโธปกรณ์
ที่มีประสิทธิภาพก็ต้องเข้มแข็ง ความแข้มแข็งโดยรวมก็คือร่างกายที่มีภูมิต้านทาน ไม่มีโอกาสอ่อนแอเลย
เหมือนร่างกายถ้าไม่ออกกำลังกาย เป็นหวัดทันที

-แสดงว่าท่านพอใจ กับการทำงานของผู้นำเหล่าทัพ

ประชาชนเป็นคนบอก คนคนเดียวให้น้ำหนักใครไม่ได้ ผมต่อไปอาจจะถูกอาจจะผิด ความรู้สึกของประชาชน
ที่เห็นปัญหาต่างๆ คลี่คลาย เมื่อไร่ก็ตามถึงขั้นสุดท้ายที่กองทัพต้องออกมาแล้ว เมื่อออกมาแล้วต้องหยุดชะงัก
นั่นคือความรู้สึกของประชาชนจะบอกเองว่ากองทัพอ่อนแอหรือเข้มแข็ง ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดคือความเข้มแข็ง

-ท่านบอกว่าบ้านเมืองเรารัฐบาลและทหารต้องเข้มแข็ง แต่ในทางกลับกันปัญหาทุกวันนี้ที่เกิดขึ้นกับประเทศเรา
ก็เพราะว่าประเทศเราอ่อนแอ ท่านคิดว่าตรงจุดไหนที่ทำให้บ้านเมืองเราอ่อนแอ

ความอ่อนแอ คงไปพูดถึงสิ่งอื่นไม่ได้เลย คน คน เราไม่พูดถึงตำแหน่ง ไม่ใช่ยุทโธปกรณ์

-คนนี้กินอาณาเขตไปถึงไหน

ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังพูดถึงประเทศชาติ หรือปัญหาในวงแคบเล็กเข้ามาอีก พูดถึงผู้บังคับบัญชา
เราจะเห็นว่าที่มันอ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องที่ควรแก้ไขได้กลับแก้ไม่ได้ แล้วเรื่องใหญ่ๆ
ไม่ต้องถามเลยว่าจะแก้ได้หรือไม่

-ต่อกรณีที่มีบางคนไม่จงรักภักดี

เพราะเขาไม่รู้ว่าพระองค์ท่านมีคุณธรรมอะไร ถ้าเขาไม่รู้เราก็ทำให้เขารู้
แต่ถ้าเขารู้แล้วยังปฏิเสธเขาก็คือฝ่ายอธรรมเท่านั้นเอง

-สรุปได้อย่างเต็มปากเต็มคำได้หรือไม่ว่าคุณทักษิณ ไม่จงรักภัคดี

ไม่ขอเอ่ยชื่อ ผมไม่ชอบการโจมตีโดยการที่ไม่ได้คุยกัน ความดีความชั่วมันไม่มีสัญชาติ ภาษาที่ใช้
มันก็ไม่เหมือนกัน เราไม่ต้องเรียกชื่อ เอาเป็นว่าสิ่งที่ไม่ดีก็คือไม่ดี ในหลวงท่านถึงตรัสว่า อคติสำคัญมาก
จะแก้ปัญหาของประเทศชาติต้องไม่มีอคติ ทำด้วยใจบริสุทธิ์ เอาความบริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้งจะเป็นเกราะคุ้มครอง
ดังนั้นขอให้พวกเราที่รักบ้านรักเมืองอย่าอคติ เมื่อไม่ดีก็บอกไม่ดี ไม่ใช่พวกเขาไม่ดีเรารุมประณาม
แต่พอพวกเราไม่ดีเว้นกัน

-เราควรทำยังไงกับคนที่ไม่จงรักภัคดี

ไม่ต้องถามผมว่าจะจัดการยังไง ถ้าจัดการได้ผมจัดการไปแล้วหละ ดังนั้นการจัดการของผม
ขออนุญาตน้อมนำพระราชดำรัสของพรองค์ท่านที่ทุกคนมีความชื่นชม และถือเป็นพระราชดำรัสที่ใช้ได้
ในการทำให้บ้านเมืองสงบ เพราะบ้านเมืองเรามีทั้งคนดีแล้วคนไม่ดี ถ้าจะจัดการก็ต้องจัดการตามพระราชดำรัสนั้นแหละ
คือไม่ให้คนไม่ดี มีโอกาส ทำไมไม่ทำล่ะ ในการคัดเลือกข้าราชการ ในการคัดเลือกรัฐมนตรี
เข้ามาเป็นรัฐมนตรีทำไมไม่ทำทำไมไม่เอาหลักพระองค์ท่านมาใช้

ผมอยากเห็นบ้านเมืองสงบลงเสียมี อย่างปัญหาภาคใต้จะสงบได้เมื่อการเมืองเราสงบ
รัฐบาลและกองทัพไม่ควรหงุดหงิด ควรเข้าใจความรู้สึกประชาชนที่รักชาติ
ผมไม่อยากเห็นการเข่นฆ่า การเป็นศัตรูชนิดที่เรียกว่าลืมความที่เป็นคนไทยด้วยกัน
เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายที่ตนเองต้องการ ท้ายที่สุดประเทศชาติเสียหาย
พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในโอกาสต่างๆ
อย่างสม่ำเสมอเพื่อเตือนสติ รัฐบาล กองทัพ ประชาชนทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง
ล้านแต่เป็นประโยชน์ให้กับแนวทางองค์กรต่างๆ ท่านพยามยามถ่ายทอดพระราชดำริ
เราจะปกครองแผ่นดินโดยเพื่อประโยชน์ของมหาชนชาวสยาม
พระองค์ท่านมีพระราชปณิธานอย่างนี้ เราเป็นพสกนิกรแล้วน้อมนำมาปฏิบัติ
ไม่ใช่เป็นเพียงความจงรักภักดี แต่มันเป็นเพื่อการทำความดีอันยิ่งใหญ่
เมื่อเรารู้ว่าเราเป็นคนดี ทำไมต้องเกี่ยงงอน ทำไมเราไปสรรเสริญคำพูดของประมุขประเทศต่างๆ
ที่เป็นประธานาธิบดี เอามาพูดในสถานที่ต่างๆ เป็นวาระต่างๆ เป็นคำคม
แต่ทำไมพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน ไม่คิดว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสัจธรรมด้วย
เหนือกว่าคำพูดของพวกประธานาธิบดีด้วย ทำไมเห็นของตะวันตกมีคุณค่า

พระราชดำรัสของพระองค์เป็นสัจธรมที่กาลเวลาไม่อาจะลบเลือนได้เลย
ความดีของพระองค์ท่านไม่มีเงื่อนไขเลย แต่นักการเมืองอื่นๆ ความดีมีเงื่อนไข

ภาพโดย...อดิศร ฉาบสูงเนิน

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Nov 16, 2009 10:32 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1258376633&grpid=00&catid=

วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 21:18:47 น.
มติชนออนไลน์

ลุ้นเขมรปล่อย"วิศวกรหนุ่ม"กลับไทย "กษิต"ต่อสายคุย"ฮอนัมฮง" "มาร์ค"ขู่ไม่มีคำตอบอาจบานปลาย

"กษิต" สายตรงถึง"ฮอนัมฮง"ขอความช่วยเหลือปล่อยตัววิศวกรไทยที่ถูกเขมรจับกุมตัวกลับประเทศ
รอคำตอบเท่านั้น ย้ำก.ต่างประเทศ สถานทูต ทนาย บ.สามารถฯ และครอบครัว"ศิวรักษ์"พร้อมให้ความช่วยเหลือเต็มที่
"มาร์ค"เล็งเพิ่มมาตรการกดดัน ขู่ไม่มีคำตอบอาจบานปลายทบทวนโครงการความช่วยเหลือ




"กษิต"ต่อสายตรงคุย"ฮอนัมฮง"

ที่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 16 พ.ย.
นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า
ตั้งแต่นายศิว โชติพงษ์ วิศวกรชาวไทย ประจำหน่วยงานจราจรอากาศกัมพูชา
ถูกควบคุมตัวเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา
สถานทูตไทยในกัมพูชาดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการติดต่อกับทางการกัมพูชา
โดยเฉพาะกระทรวงต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และกรมราชทัณฑ์ของกัมพูชา
ขอเข้าเยี่ยมนายศิวรักษ์ จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับอนุญาต ล่าสุด
ตนได้แสดงเจตจำนงไปที่กระทรวงต่างประเทศกัมพูชาว่าต้องการโทรศัพท์สายตรงถึง
นายฮอ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา
ซึ่งอยู่ในระหว่างเดินทางไปอิตาลี ในเวลา 18.00 น. ตามเวลาประเทศไทย
ซึ่งหวังว่าจะได้มีโอกาสพูดคุยทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา

ยื่นหนังสือให้ยึดหลักมนุษยธรรม

นายกษิตกล่าวว่า
จะมีหนังสือถึงรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาเพื่อขอความร่วมมือเพื่อให้มีข้อ
ยุติในแง่หลักปฏิบัติของกฎหมายและหลักมนุษยธรรมว่าใครก็ตามที่ถูกกล่าวหาใดๆ
จะได้รับการเข้าถึงซึ่งการเยี่ยมเยียนของญาติพี่น้องหรือตัวแทนและได้รับการ
ดูแลรักษาอย่างดีรวมทั้งด้านกระบวนการยุติธรรม
โดยเฉพาะรับทราบข้อหาและการจัดตั้งทนาย
โดยสถานเอกอัครราชทูตไทยจะต้องให้ความร่วมมือและประสานกับฝ่ายทนายบริษัท
สามารถฯ และครอบครัวอย่างเต็มที่
ทั้งหมดเป็นกระบวนการตามหลักปฏิบัติสากลโดยทั่วไปและที่สำคัญที่สุด
มนุษยธรรม ซึ่งกำลังรอคำตอบจากทางการกัมพูชา

"ในช่วงบ่ายวันที่ 17 พฤศจิกายน ได้ส่งรองอธิบดีกรมการกงสุลเดินทางไป จ.นครราชสีมา
เพื่อเยี่ยมเยียนครอบครัว ให้กำลังใจและให้ข้อมูลประสานว่าจะร่วมดำเนินการอย่างไร
และเมื่อช่วงเช้าพบกับประธานกรรมการบริหาร บริษัท สามารถฯ
รับฟังข้อคิดเห็นและประเด็นต่างๆ
สำหรับข้อกล่าวหานั้นที่ผ่านมายังไม่ได้รับคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรว่าคือ
อะไรกันแน่ เท่าที่ทราบเป็นข้อกล่าวหาผ่านทางสื่อ"
นายกษิตกล่าว

ยันไม่มีรายงานให้เข้าพบตัว

เมื่อถามว่า
มีรายงานข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศอ้างคำกล่าวของโฆษกรัฐบาลของกัมพูชาที่
ว่าทางการกัมพูชาอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเข้าพบนายศิวรักษ์แล้วเมื่อ
เวลา 14.00 น. นายกษิตกล่าวว่า ไม่ทราบ
เพราะข่าวที่ออกมาจากฝ่ายกัมพูชาต้องมีการยืนยันกัน
แต่ไม่อยากให้มีการตื่นตระหนกตกใจเมื่อได้รับทราบข้อมูลใดๆ
และไม่อยากให้เป็นเรื่องร้อน
เพราะเป็นเรื่องความปลอดภัยของตัวบุคคลและต้องการได้รับความยุติธรรมตาม
กระบวนการกฎหมาย ส่วนประเด็นที่ว่านายศิวรักษ์มีโรคประจำตัวนั้น
ได้รับการยืนยันจากกระทรวงต่างประเทศกัมพูชาว่ามียาทุกอย่างพร้อม
ไม่ว่าจะมีโรคใด
แต่อยากจะมีคนของเราเข้าไปสอบถามอาการหรือจัดหาแพทย์เข้าไปหรือจัดเตรียมยา
ประจำที่ต้องการไว้ เมื่อถามว่า
คิดว่าเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของประเด็นทางการเมืองหรือไม่
นายกษิตปฏิเสธทันที และกล่าวว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์
อย่าไปโยงกับเรื่องอื่น

เมื่อถามถึงนายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย
เลขานุการเอกประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย นายกษิตกล่าวว่า
นายคำรบได้มารายงานตัวต่อทางกระทรวงแล้ว
ก่อนหน้านี้ได้คุยโทรศัพท์อยู่ตลอด และมีการสอบถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ ยืนยันว่านายคำรบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีของนายศิวรักษ์
เพราะข้าราชการสถานเอกอัครราชทูตไม่ใช่เจ้าหน้าที่โจรกรรม
ต้องเชื่อในความซื่อสัตย์สุจริตของข้าราชการและรัฐบาลไม่มีนโยบายเช่นนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าล่าสุดนายกษิตได้ยกเลิกกำหนดการไปโรดโชว์ที่ประเทศ
สเปนแล้ว เนื่องจากต้องการอยู่ดูสถานการณ์ที่ประเทศไทย
จึงได้ให้ผู้แทนการค้าไทยเดินทางไปแทน

"มาร์ค" เล็งเพิ่มมาตรการกดดัน

ก่อนหน้านี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 16.15 น. นายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการช่วยเหลือนายศิวรักษ์ ว่า ขณะนี้วางไว้ 3 ทาง
1.กต.กำลังพยายามทุกวิธีทางเพื่อที่จะให้สามารถไปพบคนที่ถูกควบคุมตัวไว้
แต่ยังไม่มีโอกาสได้พบ
2.กต.จะเรียกร้องกัมพูชาเคารพแนวปฏิบัติตามหลักสากล
ให้เข้าไปเยี่ยมนายศิวรักษ์เพื่อดูแลทั้งข้อกฎหมายและความเป็นอยู่ และ
3.หากยังไม่มีความคืบหน้าระยะเวลาอันใกล้
กต.จะพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

เมื่อถามว่าทางกัมพูชาให้เหตุผลที่ไม่อนุญาตให้เข้าพบหรือไม่
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่มีเหตุผลที่ให้มาอย่างชัดเจน
สองวันที่ผ่านมาอ้างว่าเป็นวันหยุด แต่วันนี้เป็นวันดำเนินการ เมื่อถามว่า
สะท้อนว่ารัฐบาลกัมพูชาไม่อยากให้รัฐบาลไทยเข้าไปใช่หรือไม่
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่มีการบอกเหตุผลชัดเจน

เมื่อถามว่าถึงเวลาประท้วงกัมพูชาแล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า
หากยังไม่มีความคืบหน้า จะมีแนวทางที่ต้องดำเนินการต่อไป
ส่วนจะใช้เวลากี่วันจะต้องดูว่าที่วันนี้ (16 พฤศจิกายน) มีปัญหาอย่างไร
กต.จะเป็นคนชี้แจงเป็นระยะ รวมถึงมาตรการที่จะดำเนินการต่อไปด้วย

ขู่ไม่มีคำตอบอาจบานปลาย

เมื่อถามว่าระหว่างนี้รัฐบาลไทยตรวจสอบว่านายศิวรักษ์ทำผิดตามที่ถูก
กล่าวหาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า
เรื่องที่ยังไม่ชัดเจนคือเรื่องตั้งข้อหา
นี่คือเรื่องที่กำลังพยายามสอบถามกันอยู่ เมื่อถามนายนพดล ปัทมะ
ที่ปรึกษาทางกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่า หากรัฐบาลไทยร้องขอ
พ.ต.ท.ทักษิณจะไปช่วยเจรจาให้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "จริงๆ
เจ้าตัวเป็นคนสร้างปัญหาไว้" เมื่อถามว่า
สถานการณ์ถึงจุดไหนที่ทำให้ความสัมพันธ์ทางการทูตของระหว่างไทย-กัมพูชากลับ
มาสู่จุดเดิมได้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า
ถ้าสามารถปฏิบัติต่อกันเหมือนก่อนหน้าที่ประธานพรรคฝ่ายค้านเดินทางไป

"ขณะนี้อยู่ระหว่างการพูดคุยกันอยู่
โดยจะเร่งให้ได้คำตอบโดยเร็ว
แม้ผมไม่ทราบว่าระดับการพูดคุยไปถึงระดับไหนแล้ว
แต่คิดว่าถ้าได้พูดคุยทางกัมพูชาน่าจะได้ดำเนินการตอบสนอง
ไม่เช่นนั้นจะทำให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย
จะทำให้เป็นกรณีที่เกิดปัญหากันเพิ่มมากขึ้นอีก
ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าจะทำไปเช่นนั้นเพื่ออะไร"
นายอภิสิทธิ์กล่าว

ยันทบทวนโครงการช่วยเหลือ

เมื่อถามว่า นายสุศีโล บัมบัง ยุทโธโยโน ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย
แสดงความเป็นห่วงและอยากเข้ามาเป็นตัวกลาง นายกฯกล่าวว่า
เมื่อวานนี้ผู้นำประเทศอาเซียนก็เป็นห่วงว่าจะกระทบกับอาเซียน
ก็บอกว่าไม่มีผลกระทบ ไม่มีความจำเป็นต้องให้ใครเป็นคนกลางมาพูดคุย
เมื่อถามว่า รัฐบาลยืนยันจะทบทวนโครงการช่วยเหลือรัฐบาลกัมพูชาหรือไม่
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยืนยัน ส่วนจะนำเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 17
พฤศจิกายนหรือไม่ อยู่ที่ กต.จะเสนอมาตามลำดับขั้นตอน

เมื่อถามว่าเคยคิดจะยกหูคุยกับนายกฯกัมพูชาโดยตรงหรือไม่
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า �ตอนนี้ยังไม่มีความจำเป็น
เพราะกระทรวงการต่างประเทศก็กำลังดำเนินการอย่างเต็มที่�
เมื่อถามว่าจะผ่านอะไรถึงรัฐบาลกัมพูชาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า
อยากให้ปฏิบัติตามหลักสากล ไม่ได้เรียกร้องอะไรเป็นพิเศษ
เมื่อถามว่าจะดำเนินการอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่าจะมากัมพูชาบ่อยขึ้น
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องรอสถานการณ์ต่างๆ ก่อน จะไปตอบล่วงหน้าไม่ได้
ถือว่าท้าทายรัฐบาลไทยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ได้มองอะไร
เพียงแต่แปลกใจทำไมไม่คิดถึงผลประโยชน์ของประเทศ


บานปลายอะไร? ทำสงครามหรือ!
ประกาศสงครามกับใครต้องผ่านสภา


http://nonlaw.7forum.net/forum-f7/topic-t309-30.htm

ความหมายที่แท้จริงในมาตรา ๒๒๓ นี้ก็คือ “พระมหากษัตริย์ทรงไม่สามารถที่จะประกาศสงครามได้
โดยลำพังพระองค์เอง หรือทรงมีพระราชโองการให้รัฐบาลประกาศสงครามกับประเทศใด ๆ ได้ทั้งสิ้น “

เนื่องจากได้กำหนดไว้ในกฎหมายชัดเจนว่า การประกาศสงครามต้องเป็นมติของสภาทั้งสองเท่านั้น
( ประชาชนไทยควรเข้าใจในความจริงของข้อกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ตกไปเป็นเหยื่อ ของกระแสที่
จะถูกสร้างขึ้นโดย CIA ซึ่งมีจุดมุ่งประสงค์ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ และทำลายชนมุสลิมออกไป
จากสังคมโลก
ไม่มีเหตุผลอื่นที่ฟังได้ หรือมี ...)

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Nov 17, 2009 8:42 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1258281261&grpid=&catid=02


วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 23:29:57 น.
มติชนออนไลน์


เปิดวิทยานิพนธ์"ร้อน"-กลุ่มชินวัตรสัมพันธ์ลึก"ฮุนเซน" พัวพันรัฐประหารซ่อนเงื่อนในกัมพูชา?


หมายเหต"มติชนออนไลน์"-เป็นการตัดตอนและเรียบเรียบจากวิทยานิพนธ์ ปริญญาโทหัวข้อ
"ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา : กรณีการรัฐประหารที่ล้มเหลว ปี พ.ศ. 2537 "ของ ถิรวัฒน์ เกษตรภิบาล
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2541 ซึ่งวิทยานิพนธ์ฉบับดังกล่าวสะท้อนให้เห็นปัญหาความสัมพันธ์
ระหว่างไทยกับกัมพูชาในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา รวมถึงสายสัมพันธ์ของกลุ่มธุรกิจของไทยที่ไปลงทุนในกัมพูชา
ซึ่งรวมถึงกลุ่มชินวัตรของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีด้วย

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้อาจตอบข้อสงสัยบางประการที่ว่า มีกลุ่มนักธุรกิจและนักการเมืองเข้าไปพัวพันการรัฐประหาร
ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนของกัมพูชาในยุคนั้นด้วยหรือไม่
*****************
การรัฐประหารล้มเหลวในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 กับการเข้าไปพัวพันของบรรษัทข้ามชาติไทย

การรัฐประหารในกัมพูชาเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 05.00 นาฬิกากองกำลังฝ่ายกบฏประมาณ 500 คน
ได้ยกพลพร้อมด้วยรถถัง 20 คัน รถบรรทุกขนาดใหญ่ 12 คัน และอาวุธสงครามประกอบไปด้วย เครื่องกระสุน จรวด
ตลอดจนเครื่องมือตัดสายไฟฟ้า กองกำลังทั้งหมดเดินทางมาจากจังหวัดเปรเวง มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงพนมเปญ

ต่อมาก็ได้รับการสกัดกั้นจากกองทหารฝ่ายรัฐบาล สังกัดพรรคฟุนซินเปค ที่นำโดยนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีคนที่ 2
(ผู้นำพรรคซีพีพี)แทนที่จะเป็นเจ้านโรดม รณฤทธิ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 1 (ผู้นำพรรคฟุนซินเปค)

(สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ : 28 สิงหาคม 2537)

กองกำลังพรรคฟุนซินเปคฝ่ายรัฐบาลได้ทำการสกัดกั้นกองกำลังกลุ่มกบฏไว้จับกุมตัว พลเอก สินสอง
อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย สังกัดพรรคประชาชน(ของนายฮุนเซน) กับนายเตียซอย อดีตอธิบดีกรมตำรวจ
ซึ่งทั้งสองคนเป็นผู้บัญชาการกองกำลังฝ่ายกบฏ หลังจากนั้นจึงส่งกองกำลังฝ่ายกบฏกลับที่ตั้งโดยไม่มีการปะทะกัน

จากการศึกษาภายหลังการรัฐประหารแล้ว ได้มีการสอบสวนและดำเนินคดีผู้ต้องสงสัยบุคคลที่ถูกจับกุมได้แก่
พลเอก สินสองและนายเตียซอย

ทั้งสองได้ให้การซัดทอดในระหว่างการพิจารณาของศาลทหารกัมพูชาว่า นาย ฮุนเซนเป็นผู้ออกคำสั่งให้เคลื่อนย้าย
กำลังทหารจากจังหวัดเปรเวงและกำปงโสม เข้ามายังกรุงพนมเปญเพื่อป้องกันกองกำลังเขมรแดงที่จะเข้ามาก่อความไม่สงบ
(เดลินิวส์: 29 ตุลาคม 2537)


การรัฐประหารครั้งนี้ มีเสด็จกรมขุนเจ้านโรดม จักรพงษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี โอรสต่างมารดาในสมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ
และนายพลเอก สินสอง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้นำในการก่อรัฐประหาร
กองทหารฝ่ายรัฐบาลจึงเข้าควบคุมตัวเจ้านโรดม จักรพงษ์ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 ที่โรงแรมรีเจนท์ ในกรุงพนมเปญ (ประชาชนธุรกิจ :10-13 กรกฎาคม 2537)

เจ้านโรดม จักรพงษ์ ได้เรียกร้องขอความคุ้มครองจากผู้สื่อข่าวชาวอเมริกัน และยังเรียกร้องไปยังสมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ
ที่ทรงพำนักอยู่ ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อขออนุญาตเดินทางลี้ภัยไปกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย (Asiaweek : 9 July 1994)

หลังจากนั้นกองทหารฝ่ายรัฐบาลก็เข้าจับกุมตัวนายพลสินสองที่บ้านพักพร้อมกันนี้กองทหารฝ่ายรัฐบาล
ได้ยึดอาวุธปืนจำนวนหนึ่งและเครื่องมือสื่อสาร (กรุงเทพธุรกิจ : 11 กรกฎาคม 2537)
ตลอดจนทำการกักตัวนายพลสินสองไว้ที่บ้านพัก

สำหรับเจ้านโรดม จักรพงษ์ ต่อมาภายหลังก็ได้รับการอนุญาตจากเจ้านโรดม รณฤทธิ์ ให้ลี้ภัยไปยังประเทศมาเลเซีย

จับกุม 14 คนไทยพัวพันการรัฐประหาร-ไล่ล่า ส.ส.ไทย พัวเครือชินวัตร?

ในขณะเกิดการรัฐประหารทหารฝ่ายรัฐบาลได้ทำการจับกุมคนไทยในกัมพูชาไปอีก 14 คน
ด้วยข้อหาพัวพันการก่อรัฐประหาร ผู้ที่ถูกจับกุมมี 13 รายเป็นคนงานของบริษัท ไฮเทค แอทเทน่า จำกัด
อีก 1 รายเป็นคนขับรถประจำตัวอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคเหนือตอนล่าง(พรรคความหวังใหม่)
ทั้งหมดถูกจับกุมตัวที่สนามบินโปเซนตง ในระหว่างกำลังจะเดินทางกลับประเทศไทย

นอกจากนี้ทางรัฐบาลกัมพูชายังระบุชื่อของ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคเหนือตอนล่างของไทยว่า
เป็นผู้มีส่วนร่วมก่อการรัฐประหาร แต่อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนดังกล่าวได้ปฏิเสธ และกล่าวว่าตนเองไม่ทราบ
ว่ามีการรัฐประหารเกิดขึ้น เพิ่งจะมารู้ว่ามีการรัฐประหารเมื่อตอนที่เขาและคนขับรถเดินทางมาถึงสนามบิน

เขาได้ให้คนขับรถไปติดต่อเจ้าหน้าที่กัมพูชาเพื่อเดินทางออกนอกประเทศขณะเดียวกันนั้นเองก็ปรากฏว่า
มีกองกำลังทหารกัมพูชาตรึงกำลังอยู่ทั่วบริเวณ กำลังทหารกัมพูชาส่วนหนึ่งได้เข้ามาควบคุมตัวคนขับรถเอาไว้
อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคเหนือตอนล่างผู้นี้จึงรีบหลบหนีออกจากสนามบิน สักพักหนึ่งจึงทราบข่าวว่า
มีคนไทยถูกทหารกัมพูชาจับไปหลายรายเขาจึงตัดสินใจหาทางหลบหนีออกจากประเทศกัมพูชาทางชายแดนด้านตะวันตก
โดยว่าจ้างชาวเขมรคนหนึ่ง เป็นเงิน 30,000 บาท และใช้รถยนต์เป็นพาหนะในการหลบหนี

เขาและชาวเขมรคนนั้นเดินทางรอนแรมมาจนถึงชายแดนไทย-กัมพูชา จนกระทั่งในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2537
อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคเหนือตอนล่างผู้นี้จึงเดินเข้ามายังเขตประเทศไทยได้สำเร็จ

ต่อมาหนังสือเดินทางของอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคเหนือตอนล่างก็ถูกค้นพบที่บ้านของผู้ก่อการรัฐประหาร
ซึ่งหนังสือเดินทางดังกล่าวเป็นหนังสือเดินทางของทางราชการไทย

อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคเหนือตอนล่างกล่าวว่า
ตนเองต้องรีบเดินทางออกมาให้ได้เพื่อไม่ให้ประเทศชาติและกองทัพไทยเสียหายทั้งยังได้ให้สัมภาษณ์
ลงในหนังสือพิมพ์ สยามโพสต์ ฉบับวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2537 ว่า เหตุที่ต้องรีบกลับมาประเทศไทย
ในวันที่ 3 กรกฎาคม เพราะในวันที่ 4 กรกฎาคม ตนมีนัดกับชาวบ้านว่า จะเอาเสื้อกันฝนไปแจกให้แก่
พวกขับรถสามล้อรับจ้างเพราะช่วงนั้นเป็นฤดูฝน และกล่าวปฏิเสธว่าไม่รู้จักกับบริษัทจัดหางานไฮเทค
(หรือบริษัท ไฮเทค แอทเทน่า จำกัด) ทั้งยังกล่าวปฏิเสธต่อกลุ่มสื่อมวลชนที่มาสัมภาษณ์ว่าตนเองมิได้มีส่วน
เกี่ยวพันกับการรัฐประหารแต่ประการใด

อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นี้ได้กล่าวว่า ตนเข้าไปลงทุนทำสัมปทานป่าไม้ และมีโครงการที่จะทำบ่อนคาสิโนที่เกาะกง
(The Nation : 11 July 1994) เป็นการร่วมทุนกับประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีชื่อว่า คาสิโน ออสเตรเลีย อินเตอร์เนชั่นแนล
โดยใช้ชื่อว่า บริษัท มากง และจะใช้งบประมาณการลงทุนประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท แต่ต้องรอการอนุมัติจากทาง
รัฐบาลกัมพูชาเสียก่อน

เมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในกัมพูชา เขาไม่สามารถสานต่อโครงการได้จึงต้องประสบการขาดทุนเกือบ 100 ล้านบาท
(มติชน : 11 กรกฎาคม 2537)

เหตุการณ์การรัฐประหารในกัมพูชานอกจากจะทำให้อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคเหนือตอนล่างถูกทางการกัมพูชา
เพ่งเล็งแล้ว ยังมีกลุ่มคนไทยอีกหลายคนที่ถูกเพ่งเล็งว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์รัฐประหาร
เช่น คณะกรรมกร และเจ้าของบริษัท ไอบีซี เคเบิ้ล ทีวี แคมโบเดีย จำกัด(บริษัทในเครือกลุ่มชินวัตร)
ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาก็ออกมาปฏิเสธโดยสิ้นเชิง (มติชน : 12 ตุลาคม 2537)

ผลกระทบจากเหตุการณ์รัฐประหารยังทำให้กองทัพไทยถูกพาดพิงว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ผลกระทบจากกรณีดังกล่าว ทำให้แม่ทัพภาคที่ 1 ในขณะนั้น ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เป็นไปไม่ได้ที่ทหารจะไปสนับสนุนการรัฐประหารในกัมพูชา
ไม่มีประโยชน์ที่จะไปทำนอกประเทศ การพูดกล่าวหาอย่างนี้คงมีเจตนาอื่นแอบแฝง อาจเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการค้า
(มติชน : 10 กรกฎาคม 2537)

นอกจากนี้ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นยังออกมาปฏิเสธด้วยว่า กองทัพไทยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร
ในกัมพูชาตามที่หนังสือพิมพ์ต่างชาติฉบับหนึ่งกล่าวหา ทั้งยังกล่าวว่า มีกลุ่มขบวนการหนึ่งไม่ต้องการให้ประเทศไทย
มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน (มติชน : 10 กรกฎาคม 2537)

ความเป็นมาของการดำเนินกิจการในกัมพูชาของบริษัทดังกล่าว เริ่มตั้งแต่หลังจากการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ
ระหว่างเขมรสี่ฝ่ายที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2534 รัฐบาลเฮงสัมรินและเขมรสามฝ่ายได้ตกลงที่จะจัดให้
สภาสูงสุดแห่งชาติ (Supreme National Council) หรือ SNC เป็นผู้ดูแลประเทศ เป็นเวลาเดียวกันกับที่นักธุรกิจ
จากประเทศต่างๆ อาทิเช่น ไทย ไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เข้าไปลงทุนทำธุรกิจในกัมพูชา
ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2536

บริษัท ไฮเทคแอทเทน่า จำกัด ก็ได้เข้าไปลงทุนในกัมพูชาตั้งแตเมื่อปีพ.ศ.2535 ภายใต้ชื่อ
บริษัท ไฮเทคคอมมิวนิเคชั่น แคมโบเดีย (Hitech Communication Cambodia)
การดำเนินธุรกิจเป็นแบบเดียวกับในประเทศไทย และงานชิ้นแรกของบริษัทก็คือ
การดำเนินงานติดตั้งเสาอากาศแบบ Tower สำหรับวิทยุสื่อสาร ให้กับ
บริษัท ไอบีซี แคมโบเดีย ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มชินวัตร


การรับงานติดตั้งเสาอากาศดังกล่าว ผู้บริหารของบริษัทไฮเทค แอทเทน่า จำกัด ยอมรับว่า
คณะกรรมการบริษัท ไอบีซี แคมโบเดียผู้หนึ่ง เป็นผู้ว่าจ้างบริษัท ไฮเทค แอทเทน่า จำกัด เข้าไปติดตั้ง
Tower สำหรับวิทยุสื่อสารให้ (ผู้จัดการรายสัปดาห์ : 7 พฤศจิกายน 2537)
และงานชิ้นต่อมาคือ งานติดตั้งเสาอากาศวิทยุกระจายเสียง ระบบ FM ให้กับสถานีวิทยุกระจายเสียงของ
พรรคประชาชน (CPP) ของนายฮุนเซน


จากการรับงานชิ้นนี้เองที่ทำให้ผู้บริหาร บริษัท ไฮเทค แอทเทน่า จำกัด ได้มีโอกาสรู้จักกับพลเอก สินสอง
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ในสังกัดพรรคประชาชน (CPP) (ผู้จัดการ : 30 สิงหาคม 2537)
รวมทั้งได้รู้จักกับเจ้าหน้าที่ องค์การสหประชาชาติ เจ้าจักรพงษ์ และนายฮุนเซน (มติชน : 10 กรกฎาคม 2537)

ผู้บริหารบริษัท ไฮเทค แอทเทน่า จำกัด ได้ชี้แจงว่า ตนเองไม่เคยรู้จักกับผู้นำประเทศคนใดของกัมพูชา
(ไทยไฟแนนเชียล : 2 พฤศจิกายน 2537) แต่คนไทยที่ถูกจับกุมทั้งหมดนั้นเป็น เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปเพื่อทำการสำรวจ
ติดตั้งเสาวิทยุ มีบริษัทที่ฮ่องกงติดต่อมาให้สำรวจติดตั้งวิทยุสื่อสารระหว่างพนมเปญกับพระตะบอง ทางบริษัท
ต้องทำการสำรวจและตีราคาให้เขา

ในลักษณะของงานนี้ บริษัทยังไม่รู้ว่าจะใช้เสากี่ต้นตอทั้งหมดจึงส่งเจ้าหน้าที่ 3 คน คือ หัวหน้าทีมซึ่งเป็น
ผู้จัดการของโรงงานและอีกสองคนเป็นนายช่าง แต่บริษัทขาดแรงงานที่เข้าไปช่วยในการสำรวจเพราะ
ต้องแบ่งการทำงานเป็น 3 ชุด บริษัทจึงต้องออกไปหาคนเพื่อเข้ามาประสานการทำงานนี้เพราะการสำรวจ
จะต้องใช้คนค่อนข้างมากในการสำรวจแต่ละจุด ซึ่งผู้บริหารบริษัท ไฮเทค แอทเทน่า จำกัด ยอมรับว่า
คนงานทั้ง 13 คน เป็นคนของบริษัท และได้ดำเนินการช่วยเหลือผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ
(คำให้สัมภาษณ์ สรุปข่าวรอบสัปดาห์ คลื่น 97.5 เมกกะเฮิร์ต : 9 กรกฎาคม 2537)

การดำเนินการช่วยเหลือทางบริษัท ไฮเทค แอทเทน่า จำกัด ได้ส่งหนังสือมายังกระทรวงการต่างประเทศ
ลงวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2537 โดยยอมรับว่าคนไทยที่ถูกจับรวมทั้งคนขับรถของอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ภาคเหนือตอนล่าง ทั้ง 14 คน เป็นคนงานของบริษัททั้งหมดไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารแต่ประการใด
ซึ่งต่อมาทางการกัมพูชาก็ได้ดำเนินการส่งตัวคนไทยชุดแรกกลับประเทศจำนวน 5 คน โดยศาลทหารกัมพูชา
ตัดสินให้จำคุกคนละ 2 ปีแต่รอลงอาญา ส่วนที่เหลืออีก 9 คนยังถูกคุมขังอยู่ จนกระทั่งในวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2537
ศาลทหารกัมพูชาก็ได้พิพากษาให้ คนไทยทั้ง 9 คนรอลงอาญาทั้งหมดและให้ดำเนินการส่งตัวกลับประเทศ

หลังจากที่คนไทยทั้งหมดเดินทางมายังประเทศไทย ผู้บริหารของบริษัท ไฮเทค แอทเทน่า จำกัด
กลับออกมายอมรับผ่านสื่อมวลชนว่า จำนวน คนไทยที่ได้รับการปล่อยตัวกลับ มีเพียง 3 คนเท่านั้นที่รู้จัก
ส่วนที่เหลือไม่เคยรู้จักและไม่ทราบว่าใครเป็นคนส่งตัวไปทำงานในกัมพูชา
(สยามโพสต์ : 1 พฤศจิกายน 2537)


สำหรับคนขับรถของอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคเหนือตอนล่างนั้น
ผู้บริหารบริษัท ไฮเทค แอทเทน่า จำกัดได้ออกมากล่าวปฏิเสธในภายหลังว่า
ไม่เคยรู้จักกับตนเองมาก่อนรวมถึงตัวอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นด้วย

การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างนักธุรกิจไทยกับเขมรฝ่ายนายฮุนเซน

ความสัมพันธ์ระหว่างนักธุรกิจไทยกับเขมรฝ่ายนายฮุนเซน ส่วนใหญ่นักธุรกิจไทยที่สนิทสนมจะเป็นกลุ่มนักธุรกิจ
ที่เคยเข้าไปบุกเบิก ธุรกิจในกัมพูชาตั้งแต่ยุคพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2534 เป็นต้นมา

ภายหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยมีนายกรัฐมนตรีร่วมสองคน คือ
เจ้านโรดม รณฤทธิ์ กับนายฮุนเซน ก็มีการปรับโครงสร้างระบบภาษี และปฏิรูประบบเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด
ภายใต้การบริหารงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสัม รังษี ผลจากการกระทำครั้งนี้ทำให้ธุรกิจของไทย
ต้องเสียหาย อาทิเช่น ธุรกิจการค้ารถยนต์ ของกลุ่มสี่เสือเกาะกง ต้องขาดทุนอย่างมหาศาล เนื่องจากต้องเสียภาษี
ให้กับรัฐบาลกัมพูชาเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

การดำเนินมาตรการเข้มงวดทางด้านภาษีศุลกากรและทบทวนสัญญาการลงทุนนี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างมหาศาล
ต่อนักธุรกิจไทยโครงการสำคัญที่ถูกผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวมีดังนี้

1) โครงการโรงแรมลอยน้ำ "พนมเปญโฟลทติ้งโฮเต็ล"
มูลค่า 300 ล้าน ของนักธุรกิจไทยโครงการดังกล่าวได้ถูกคำสั่งย้ายที่ตั้งโรงแรมออกไปจากบริเวณศาลาจตุรมุข
ซึ่งเป็นเขตพระราชฐาน เนื่องด้วยที่ตั้งโรงแรมบดบังทัศนียภาพของพระราชวัง เขมรินทร์ ทางโรงแรมได้เสียผลประโยชน์
ทางธุรกิจไปไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท นอกจากนี้รัฐบาลกัมพูชายังสั่งยกเลิกสัญญาธุรกิจที่ทำไว้กับรัฐบาลกัมพูชา
ฉบับเก่าทิ้ง และทำสัญญาฉบับใหม่มีอายุสัญญาเพียง 5 ปีเท่านั้น แต่ยังสามารถต่อสัญญาได้เมื่อครบกำหนด

การกระทำของรัฐบาลกัมพูชาทำให้นักธุรกิจไทยเจ้าของโครงการยกเลิกการลงทุนทั้งหมดทันที
รวมทั้งโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวเกาะกง ซึ่งได้สิทธิเช่าที่ดินริมทะเล 1,200 ไร่ ที่จะพัฒนาเป็นรีสอร์ต สนามกอล์ฟ
คาสิโน ศูนย์บันเทิง โรงแรมลอยน้ำด้วยวงเงินลงทุนถึง 1,500 ล้านบาท (ฐานเศรษฐกิจ : 10-12 มีนาคม 2537)

2) ธุรกิจการบิน "คัมโบเดีย อินเตอร์เนชั่นแนล แอร์ไลน์" ของกลุ่มฟูลด้า
รัฐบาลกัมพูชาได้มีหนังสือลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2537 สั่งการให้สายการบินคัมโบเดีย อินเตอร์เนชั่นแนล แอร์ไลน์
ยกเลิกการบินในทุกเส้นทางโดยเด็ดขาด นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2537 เป็นต้นไป หลังจากที่ดำเนินการบินในเส้นทางกรุงเทพฯ-พนมเปญ สัปดาห์ละ 7 เที่ยว มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 การดำเนินการของรัฐบาลกัมพูชากระทำไปเพื่อให้สายการบิน
ที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลกัมพูชากับสิงคโปร์ แอร์ไลน์ ทำการบินแทนทั้งหมด

นอกจากนี้ยังยกเลิกสัญญาในการลงทุนก่อสร้างปรับปรุงสนามบินโปเซนตงของนักธุรกิจไทยผู้หนึ่ง
โดยให้กลุ่มบรรษัทข้ามชาติจากมาเลเซียชื่อบริษัท มูฮิบาร์ มาสเตอร์รอน จำกัด รับสัมปทานไปดำเนินกิจการแทน
เช่นเดียวกัน ผลจากการกระทำดังกล่าวทำให้ กลุ่มฟูลด้าเสียผลประโยชน์ทางธุรกิจเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท
(ฐานเศรษฐกิจ : 10-12 มีนาคม 2537)

3) กลุ่มชินวัตร
ที่เข้าไปลงทุนทำธุรกิจในกัมพูชาเกี่ยวกับโทรศัพท์ไร้สาย ซึ่งได้รับสัมปทาน 15 ปี รวมทั้งกิจการเคเบิ้ลทีวี
และโครงการสถานีโทรทัศน์ ในนามของ บริษัท ไอบีซี เคเบิ้ล ทีวี แคมโบเดีย จำกัด
โดยเริ่มดำเนินการออกอากาศแพร่ภาพมาตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2536 ก็เริ่มประสบปัญหา
เมื่อรัฐบาลกัมพูชาสั่งลดอายุสัญญาการดำเนินกิจการเคเบิ้ลทีวีลงเหลือ 30 ปี จากเดิมที่เคยทำสัญญากับ
รัฐบาลนายฮุนเซน ไว้เป็นระยะเวลา 99 ปี


การถูกลดสัมปทานของบริษัทนั้นในมุมมองของประชาชนชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งมองว่าการแพร่ภาพโทรทัศน์ของ
บริษัท ไอบีซี เคเบิ้ล ทีวี แคมโบเดียเป็นการนำเอารายการจากประเทศไทยเข้าไปเผยแพร่ ทำให้เกิดการรุกราน
ทางวัฒนธรรม แต่ประชาชาชาวกัมพูชาส่วนใหญ่ก็ชมชอบที่จะดูรายการของบริษัทมากกว่ารายการ
โทรทัศน์ของกัมพูชา (ไทยไฟแนนเชียล : 17 ตุลาคม 2537)

นอกจากนี้กลุ่มชินวัตรได้เข้าไปบุกเบิกตลาดการสื่อสารโทรศัพท์ไร้สายโดยใช้ชื่อว่า แคมชิน (CAMSHIN)
หรือแคมโบเดียชินวัตร ในอัตราร้อยละ 70:30 ด้วยเงินลงทุนขั้นต้น 6 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ
แคมโบเดียชินวัตรใช้ระบบที่เรียกว่า (WELL) หรือ Wireless Local Loop ซึ่งเป็นระบบของโทรศัพท์เคลื่อนที่
NMT 450 เมกะเฮิอร์ต แต่ถูกออกแบบให้ใช้กับโทรศัพท์ภายในบ้านที่ยังคงรูปแบบของโทรศัพท์ไร้สาย
แคมโบเดียชินวัตรบริการติดตั้งทันทีหลังการขอ ทั้งนี้ต้องเสียค่าบริการขั้นแรก 980 ดอลลาร์ เป็นค่าติดตั้ง 160 ดอลลาร์
ค่าประกันโทรศัพท์และค่าบริการ 820 ดอลลาร์ ซึ่งจะคืนให้เมื่อเลิกใช้

การเข้าไปบุกเบิกธุรกิจการสื่อสารดังกล่าวนั้น เริ่มมาจากเมื่อครั้งUNTAC ได้เข้ามาช่วยดำเนินการพร้อมจัดให้
มีการเลือกตั้งขึ้นในกัมพูชาเมื่อปี พ.ศ. 2536 UNTAC ได้นำอุปกรณ์การสื่อสารเกือบทุกประเภทเข้ามารวมถึง
การจัดตั้งสถานีดาวเทียมและอุปกรณ์สื่อสารมูลค่าไม่ต่ำกว่า 30 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 765 ล้านบาท

หลังจากที่ UNTAC ถอนตัวออกจากกัมพูชา พร้อมเจ้าหน้าที่กว่า 20,000 คน สิทธิในการดูแลเครือข่ายการสื่อสาร
โทรคมนาคมทั้งหมดจึงตกอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาล ที่ยังไม่มีการตัดสินว่าควรให้เอกชนรายใดเป็นผู้ประมูลได้ไป
(ผู้จัดการรายสัปดาห์ : 1 สิงหาคม 2537)


4) กลุ่มวนชัน กรุ๊ป
บริษัท ดังกล่าวได้เข้าไปทำกิจการโรงเลื่อย เพื่อนำไม้เข้ามาป้อนโรงงานไม้อัดในประเทศไทย
ตลอดจนโครงการรีสอร์ตและคาสิโนที่หาดทรายยาว จังหวัดเกาะกง และธุรกิจสายการบินของกลุ่มสยามกัมปูเจีย แอร์ไลน์
หรือกลุ่ม เอส.เค (Siam Kampuchea Airline-SK) ก็ประสบปัญหาทางธุรกิจ เพราะได้รับคำสั่งให้หยุดบินกระทันหัน
เพื่อให้รัฐบาลกัมพูชาจัดตั้งสายการบินแห่งชาติ (Royal Air Cambodge) โดยรวมเอาสายการบินแห่งชาติเดิมที่ชื่อ
กัมปูเจีย แอร์ไลน์ เข้ามาด้วย

กำหนดการการบินของสายการบินแห่งชาติกัมพูชา ได้รับการกำหนดขึ้นบินปฐมฤกษ์ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2537
นอกจากนี้กลุ่ม เอส.เค ยังมีธุรกิจสัมปทาน โรงแรมแกรนด์ซึ่งเป็นโรงแรมโบราณ ตั้งอยู่ที่เมืองเสียมราฐ สัมปทานของ
โรงแรมดังกล่าว ได้ถูกระงับจากรัฐบาลกัมพูชาภายหลังการรัฐประหารที่ล้มเหลว วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2537
โดยให้กลุ่มบริษัท รัฟเฟิล กรุ๊ป จากสิงคโปร์เข้ามาดำเนินกิจการแทน (ผู้จัดการรายสัปดาห์: 30 มกราคม 2538)

5) ตลาดโอลิมปิค
ภายใต้สัมปทานของบริษัท ไทยบุญรุ่ง จำกัด ของนักธุรกิจเขมรเชื้อสายไทยชาวเกาะกง ชื่อนายเท้ง บุญมา
โดยตลอดโอลิมปิคได้รับผลกระทบจากมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้า บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาประกาศยกเลิกการเก็บภาษีแบบเหมาจ่าย มาเป็นแบบจัดเก็บในอัตราร้อยละ 15-50 ของมูลค่าสินค้า
อันเป็นผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ทำให้บริษัทไทยบุญรุ่ง จำกัด ต้องประกาศจัดเก็บค่าเช่าแผงของผู้ประกอบการสูงขึ้น
จึงนำไปสู่การประท้วงเรื่องค่าเช่าแผงแพงของกลุ่มผู้ประกอบการจำนวนกว่า 500 คน

นายฮุนเซนได้เคยพบปะกับนักธุรกิจชั้นนำ ที่กระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2538 การพบปะดังกล่าว
นายฮุนเซนได้กล่าวถึง การเข้าไปลงทุนของนักธุรกิจไทยว่านักธุรกิจไทยเป็นนักธุรกิจที่กล้าหาญที่ เข้าไปลงทุนในกัมพูชา
ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง แต่ภายหลังจากที่มีการเลือกตั้งเชื่อว่านักธุรกิจไทยคงประสบความเสียหายน้อยลง

หลังจากที่ตนได้ร่วมลงนามกับเจ้ารณฤทธิ์เพื่อขอ มติขับนายสัมรังษี อดีตรัฐมนตรีคลังออกจากตำแหน่ง
เนื่องจากเป็นบุคคลที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจของต่างประเทศ การหยิบยกสัญญาที่ได้ทำไว้กับรัฐบาลชุดก่อน
ขึ้นมาทบทวนแล้วบอกว่า เป็นสัญญาที่ไม่ถูกต้องหรือในกรณีที่ะนาคารต่างชาติไปลงทุนในกัมพูชาก็ถูกนายสัม รังษี
กล่าวหาว่าเป็นแหล่งฟอกเงินแ

นายฮุนเซนได้กล่าวว่า เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการลงทุนในกัมพูชา ตนขอเอาชีวิตเป็นประกันว่า
ธุรกิจและการลงทุนของไทยที่จะเข้าไปในกัมพูชาต่อไปนี้จะไม่มีปัญหาอีกต่อไป และขอย้ำว่าจะมอบชีวิตเป็นประกัน
ธุรกิจไทยในกัมพูชา ทั้งยังจะเสนอให้มีการหยิบยกสัญญาที่ยังมีปัญหาขึ้นมาพิจารณาอย่างยุติธรรมอีกครั้งหนึ่ง
โดยจะเร่งให้เสร็จสิ้นปัญหาโดยเร็วที่สุด
(ผู้จัดการ : 31 มีนาคม 2538)

การให้สัมภาษณ์ของนายฮุนเซน จึงเป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ 2 ประการ ประการแรก ความสัมพันธ์ระหว่าง
เจ้านโดม รณฤทธิ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 1 กับนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ไม่ดี นับแต่เริ่มจัดตั้งรัฐบาลผสมและ
ต้องทำงานร่วมกัน

ประการที่สอง ชี้ให้เห็นถึงสายสัมพันธ์อันเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง ระหว่างกลุ่มนักธุรกิจไทยกับนายฮุนเซนอย่างเห็นได้ชัด
ฉะนั้นการที่นายสัม รังษี และเจ้านโรดม รณฤทธิ์ เข้ามาทำการอันเป็นผลกระทบต่อผลประโยชน์ของนักธุรกิจไทย


จึงเป็นที่ต้องสงสัยว่า การรัฐประในกัมพูชาครั้งนี้ ผู้ที่เข้าไปพัวพันกับการรัฐประหารก็คือ กลุ่มนักธุรกิจจากประเทศไทย
กรณีดังกล่าวเห็นได้ชัดจากการที่กลุ่มนักธุรกิจซึ่งนำโดยอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคการเมืองหนึ่งกับพรรคพวก
ได้ให้ความช่วยเหลือนำตัวพลเอก สินสอง ผู้มีส่วนร่วมในการรัฐประหารกับพรรคพวกหลบหนีเข้าเมืองทางชายแดน
ด้านจังหวัดตราด หลังจากที่กลุ่มเขมรเหล่านี้ก่อการรัฐประหารไม่สำเร็จ

(หมอความชาวบ้าน, ปีที่ 11: ฉบับที่ 122) รวมถึงการที่มีคนไทยจำนวน 14 คนถูกทางการกัมพูชาขอร้องให้ทางรัฐบาลไทย
ส่งตัวไปสอบสวนในฐานะเป็นผู้ต้องสงสัยร่วมกันวางแผนรัฐประหาร วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2537

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Nov 17, 2009 11:34 pm

https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&forum=4&No=788&picfolder=mXT0HkNN&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm#top

https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=652&forum=9&page=9&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.bangkokbiznews.com/2008/02/28/WW10_WW10_news.php?newsid=234046

รองผบ.ตร.ปฏิเสธปืนซุ่มยิงระยะไกลหาย ย้ำเจ้าหน้าที่เตรียมกำลังพร้อม


รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปฏิเสธกระแสข่าวปืนซุ่มยิงระยะไกลกองทัพบกหาย
ย้ำเจ้าหน้าที่เตรียมกำลังรักษาพื้นที่อย่างเต็มที่


กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1เปิดเผยว่า
ไม่กังวลเกี่ยวกับการเดินทางมาสนับสนุนการเดินทางกลับของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
เพราะเชื่อว่าจะไม่มีการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้สนับสนุนหรือผู้คัดค้าน ซึ่งขณะนี้ได้ประเมินตัวเลขของประชาชน
ที่เดินทางมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิประมาณ 3,000 คน ขณะที่เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ 600 นาย


ด้านพล.ต.อ.ปรุง บุญผดุง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกระแสข่าวปืนซุ่มยิงระยะไกลของกองทัพบก
จำนวน 3 กระบอก ได้หายไปว่า ไม่เป็นความจริง เพราะแต่ละจุด เจ้าหน้าที่ได้เตรียมกำลังในการรักษาพื้นที่อย่างเต็มที่


http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000024551

ทีม รปภ.“แม้ว” ผวา!! ตร.ปูดข่าว ปืนซุ่มยิงล่องหนจากคลัง 3 กระบอก

“พล.ต.อ.ปรุง บุญผดุง” มั่นใจรักษาความปลอดภัย ให้ “พ.ต.ท.ทักษิณ” สั่งรื้อทีม รปภ.ชุดเดิม 20 นาย
อารักขาเต็มที่ พร้อมเช็กข่าวปืนซุ่มยิงระยะไกลหายจากคลังอาวุธ 3 กระบอก

วานนี้ (27 ก.พ.) มีรายงานข่าวว่า พล.ต.อ.ปรุง บุญผดุง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายกิจการพิเศษ
อดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
ได้เข้ารายงานเตรียมความพร้อม
การอารักขาและดูแลความปลอดภัยให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จะเดินทางกลับไทยในวันนี้
ต่อ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงว่า
ขณะนี้ตำรวจมีความพร้อมในการรักษาความปลอดภัยเต็มรูปแบบแล้ว โดย ตร.ได้มอบหมายให้
พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร ผู้บังคับการสถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ อดีตผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 3
หัวหน้าทีมอารักขา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาทำหน้าที่หัวหน้าทีมอารักขาดูแลความปลอดภัย พ.ต.ท.ทักษิณในครั้งนี้
โดยกำหนดชุดรักษาความปลอดภัยรอบตัว พ.ต.ท.ทักษิณ 20 นาย ทั้งชั้นในที่ประชิดตัว และส่วนรอบนอกรวมถึง
พลขับซึ่งการแผนการทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม แม้การเตรียมการทุกอย่างจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ พล.ต.อ.ปรุง ได้รายงานข้อกังวลอย่างหนึ่ง
ที่หลังจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกตรวจสอบคลังอาวุธของทหาร ตำรวจตามแผนรักษาความปลอดภัยการกลับมา
ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้พบว่ามีอาวุธปืนซุ่มยิงระยะไกลอานุภาพสูงหายไปจากคลังอาวุธของหน่วยทหารบกหน่วยหนึ่ง
โดยปืนดังกล่าวเป็นปืนซุ่มยิงระยะไกลจำนวน 3 กระบอก ยี่ห้อ SIG 3000 ขนาด 7.62 มม. ระยะหวังผล 600 เมตร
ซึ่งมีไว้ในครอบครองและจัดหาได้เฉพาะแค่หน่วยทหาร ตำรวจเท่านั้น โดยได้สั่งการให้ตรวจสอบแล้วว่าหายไปไหน
ใครเป็นผู้เบิกออกจากคลัง แต่ยังไม่มีรายงานผลเข้ามา

ทั้งนี้ หลังรับรายงาน พล.ต.ท.ชัจจ์ ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.ปรุง ไปกำหนดแผนการเพิ่มเติมและเพิ่มความเข้ม
และวงรอบการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น ให้ตรวจสอบพื้นที่โดยละเอียดและให้ขยายรัศมีพื้นที่
รักษาความปลอดภัยออกไปอีก เพื่อป้องกันการใช้ปืนดังกล่าวก่อเหตุร้ายต่ออดีตนายกรัฐมนตรี





ซีไอเอเล็งไทยสู้ภัยก่อการร้าย ทุ่ม100ล.หนุนตั้งโรงเรียนด้านการข่าว

โดย ผู้จัดการรายวัน 28 ตุลาคม 2547 08:16 น.

ผู้จัดการรายวัน - ซีไอเอ ทุ่ม 100 ล้านบาท ช่วยไทยตั้งโรงเรียนด้านการข่าว หลังเล็งเห็นไทยอยู่ในภูมิภาค
ที่เริ่มมีภัยคุกคามจากการก่อการร้าย ขณะที่ไทยเอง ก็ต้องการยกระดับงานด้านการข่าวให้เทียบเท่าระดับสากล
โดยมีกองบัญชาการตำรวจสันติบาลเป็นแม่งานใหญ่

วานนี้ (27 ต.ค.) ที่กองบัญชาการตำรวจสันติบาล พล.ต.ท.ปรุง บุญผดุง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบช.ส.)
เปิดเผยถึงการปรับปรุงการบริหารจัดการของ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ว่าตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่จะให้สันติบาลเป็นแม่แบบในการดำเนินงาน
การด้านข่าวกรอง โดยมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพด้านการข่าวของตำรวจ แบบบูรณาการ

ดังนั้นจึงได้จัดตั้งโรงเรียนด้านการข่าวขึ้นมาเป็นการเฉพาะ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการคือ
การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการข่าว และการนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาฝึกอบรมและสนับสนุนการปฏิบัติงาน
ของเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดความทัดเทียมกับระดับสากล

"โรงเรียนการข่าวที่กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างนั้น จะประกอบไปด้วยพื้นที่ฝึกซ้อมการปฏิบัติการ
ทั้งการรักษาความปลอดภัย การเจรจาต่อรอง การต่อต้านข่าวกรอง และการอบรมด้านการข่าว ซึ่งไม่เพียงแต่
จะจัดอบรมให้ตำรวจสันติบาลเท่านั้น แต่พร้อมจะสนับสนุนหน่วยงานอื่นด้วย โดยได้รับการสนับสนุน ด้านงบประมาณ
ทั้งการออกแบบและปลูกสร้าง จากมิตรประเทศ โดยไม่มีเงื่อนไข ขณะเดียวกันก็ได้รับอนุมัติที่ดินจากราชพัสดุ
จำนวน 80ไร่ บริเวณริมถนนศรีสมาน-ปากเกร็ด จ"นนทบุรี ซึ่งจะแล้วเสร็จประมาณเดือนกันยายน ปีหน้า"

ส่วนการข่าวด้านความมั่นคง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร หลังเกิดเหตุ ความไม่สงบ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยเฉพาะการสลายม็อบหน้า สภ.อ.ตากใบ จนเป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
พล.ต.ท.ปรุง กล่าวว่า จากการข่าวเหตุการณ์ยังไม่มีอะไรที่บ่งบอกถึงความผิดปกติ โดยมีเฉพาะในพื้นที่ จ.นราธิวาส
ที่ได้รับรายงานว่า มีการเคลื่อนไหว ของกลุ่มนักศึกษา กลุ่มองค์กรอิสระ และญาติของผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ
ที่พยายามออกมาเคลื่อนไหวเพื่อหวังตอบโต้เจ้าหน้าที่ แต่เพื่อความไม่ประมาท ทางสันติบาล
ได้ติดตามข่าวการก่อเหตุร้ายอย่างใกล้ชิดต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากที่ พล.ต.ท.ปรุง ได้เคยสนทนากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ซีไอเอ ที่ประจำการ
อยู่ในประเทศไทยและได้เล่าให้ฟังถึงโครงการจัดตั้งโรงเรียนการข่าว ทำให้เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวเกิดความสนใจ
และเสนอของบสนับสนุนไปยังสำนักงานใหญ่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยใช้เวลาเพียงสองสัปดาห์ ก็ได้รับการอนุมัติ
เงินงบประมาณสนับสนุน 100 ล้านบาท


สำหรับการสนับสนุนงบประมาณ ซีไอเอ ให้เหตุผลว่า เนื่องจากประเทศไทย อยู่ในภูมิภาคที่เริ่มมีภัยจาก
การก่อการร้ายสากลซึ่งถือเป็นภัยที่คุกคามประชาคมโลก ไม่เฉพาะแต่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ดังนั้น
การพัฒนาขีดความสามารถด้านการข่าวจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ไทยสามารถรับมือกับการก่อการร้ายสากล
ได้เป็นอย่างดี อันจะช่วยให้เกิดความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้อีกทางหนึ่งด้วย

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9470000073293

http://thaienews.blogspot.com/2008/01/cia.html

บทความทวีวุฒิ: CIA เตือนไว้แล้ว

โดย คุณทวีวุฒิ จุลวัจนะ
ที่มา
Thai Journalist Democratic Front
5 มกราคม 2551

เมื่อสักห้าเดือนที่แล้ว ตอนที่คนไทยกำลังถกเถียงกันอย่างรุนแรงเรื่องรธน.50 ก็มีนักข่าวเก่า สายความมั่นคงของกรุงเทพธุรกิจ
จับมือคนในแวดวงราชการลับ รวมถึง CIA มานั่งถกกันถึงรธน.40 และ 50 ทาง CIA ก็พูดตรงๆชัดๆ ว่า ปี 40 มันดีตรงที่
อย่างที่นักเลงเขาคุยกัน “มันเห็นชัดๆว่าหมัดมาจากไหน ใครปล่อยหมัดอะไร ใครเป็นศัตรูใคร”
เขากล่าวว่ารธน.40 เป็นรธน.
ของ
คนสมัยใหม่ที่นิยมความโปร่งใสและการตรวจสอบ แต่ในทางกลับกันรธน.50 นั้น
ออกมาทำลายระบบที่นำความโปร่งใสนั้นลง แล้วแทนที่เข้ามาด้วย
“ความสัมพันธ์ส่วนตัว”ที่ทำให้ลำบากมากที่จะเห็นว่าใครทำอะไร
เพราะจะไม่มีร่องรอยอะไรให้ตามมากนัก คนคุมประเทศที่แท้จริง “จะกลายเป็นคนหลังฉาก” เหมือน Godfather คอย “ชักใย”
อยู่เงียบๆในเบื้องหลัง มาวันนี้เราก็เห็น


Reuters


สำนักข่าวที่สำคัญที่สุดบนโลก เขียนไปแล้วว่า “Stealth Coup” หรือ ปฏิวัติเงียบ ได้เกิดขึ้นแล้วในไทย คือ Godfather
กำลังปล้นอำนาจบริหารประเทศไป“ซึ่งๆหน้า” และในบทความอีกมากมายในแนวนี้ จากสำนักข่าวต่างประเทศแทบทุกอัน
คำว่า “Invisible Hand” หรือ มือที่แอบ กำลังชักใย กกต. คตส. และ ระบบตุลาการและผู้พิพากษาศาล ในไทย
อย่าง“ขะมักเขม้น”

นักข่าวที่ผมกล่าวถึง ไม่สำคัญว่าคือใคร แต่จากที่ผมทราบมา เว็ปข่าวของเขา “เรตติ้งกระฉูด” เมื่อข่าวนี้ออกไป
มีคนนำไปลงต่อในพันทิป แต่ปัญหาคือ ไม่มีสื่อของฝ่ายประชาธิปไตย “นำไปลงต่อให้เกิดกระแสอะไร” ข่าวการพูดคุยนั้น
ก็มาและก็หายไปจำกันได้ในคนกลุ่มเล็กๆเท่านั้น นักวิชาการด้านประชาธิปไตย ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็น
จะนอกหรือในการโต้วาที ระหว่างฝ่ายสนับสนุน รธน.50 หรือฝ่ายต่อต้าน มันเหมือนไม่เป็นประเด็นที่จริงๆแล้ว สิ่งนี้ ระหว่าง
สิ่งที่ทักษิณ ทำในการบริหารประเทศ และสิ่งที่คนที่เอาทักษิณออก ทำในการบริหารประเทศ สิ่งแตกต่างนี้ มีประเด็นมากจริงๆ

คือ
เรา จะฝ่ายใดก็ตาม สามารถเกาะติดและตามและขัดขวางหรือแนะนำทักษิณได้
เพราะเห็นกันตรงๆว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในไทย และตรงกันข้าม ที่ CIA
เตือนไว้ คือ ของ ปี 50 ทุกคน ไม่ว่าฝ่ายใด จะตกอยู่ในความ “ไม่รู้”
เพราะสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น
มันคือสายสัมพันธ์ส่วนตัวที่ไม่มีระบบตรวจสอบอะไรมารองรับ หรือเป็นมาตรฐานให้ต้องตามรอยเส้นโปร่งใสต่างๆ
ที่มีอยู่เต็มไปหมด ในปี 40 และนี่ก็คือแก่นแท้ของระบอบอำมาตรย์ คือในที่สุดแล้ว ไม่ใช่ประชาธิปไตยและซ้ำร้าย
ยังตรวจสอบไม่ได้เสียอีก มันเป็นอำนาจของผู้มีบารมี“ล้วนๆ” ที่เราต่อต้านกันยากมาก เพราะเราไม่เห็นว่ามันทำอะไร
“แม้แต่เงา” การใช้อำนาจนอกรธน. นอกประชาธิปไตย ยังยากที่จะเห็น

ก็ไม่ต้องบอกว่ากำลังพูดถึงอะไร นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ถึงขนาดนักข่าวคนนั้น ถาม CIA ว่าจะทำอย่างไรในไทย
CIA กลับตอบตรงๆ “ไปดึงเอาสายลับจากเวียดนามและมาเลเซียและอินโดนิเซียมาเสริมในไทย

เพราะไทยนั้นจะมีปัญหาไปอีกนานและต้องใช้กำลังคนมากขึ้นในการติดตามว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
แต่ในสามประเทศนั้นการเมืองมั่นคงขึ้นตลอดเวลา จนไม่ต้องใช้คนมากมายนัก” และนี่ก็คือจุดเริ่มต้น
อย่างที่ใครก็ตามในสายประชาธิปไตยจะสรุปกันลงไปแล้ว อำนาจนอกรธน.ก็คือ “ป๋า” นั่นเอง “ได้ล้วงลึกไปยัง กกต.
และ ระบบตุลาการไทย” เพื่อหยุด พปช. และ ทักษิณ ให้ได้ เราเห็นเงาของสิ่งนี้มาสักพักแล้ว คือโกงเลือกตั้ง กทม.
และ โกง “ออกใบแดง” ที่กำลังจะมา และสุดท้าย ด่านสุดท้าย ของพวกอำมาตรย์ ถ้าเอา พปช. ไม่อยู่ “ก็คือยุบพรรค พปช.”

พลพรรคนักประชาธิปไตยทั้งประเทศ ออกมาเตือนว่าระวังว่าไทยจะลุกเป็นไฟ แต่แน่นอน วลี “อำตะ” ของบังนั้น
ครอบจักรวาล คือถ้าจำกันได้ บังบอกว่า “จลาจลวันประท้วงหน้าบ้านป๋า ทำให้เห็นความจำเป็นของพรบ.ความมั่นคงฉบับใหม่”
พูดง่ายๆ วันนั้นก็คือ “Practice” หรือ “ฝึก” ไว้สำหรับวันข้างหน้านั่นเอง และสิ่งที่นักประชาธิปไตยควรกังวลไว้ ก็คือ
“สื่อกระแสหลัก” วันนั้น ช่วงนั้น ออกมาบิดเบือนสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ “กระแสลบ” มันพัดเข้าใส่ นปก. และก็แน่นอนว่า
สิ่งนี้ “ก็จะเกิดขึ้นอีกครั้ง” ถ้ามีการประท้วงและปะทะใหญ่เกิดขึ้น

มีคนถามผมว่าทางออกคืออะไร ผมก็ได้เขียนเตือนฝ่ายประชาธิปไตย โดยเฉพาะพลพรรคพปช.ไปแล้ว
ว่าเพื่อนที่ CIA บอกว่า “เสริมกำลังพล” ทำสงครามใต้ดินให้เต็มที่
เพราะศึกในวันข้างหน้า มันจะอยู่ใต้ดิน
ใครชนะใต้ดิน จะชนะบนดินและเพียงสามสี่วันหลังจากนั่น ทักษิณก็ได้เจอกับเฉลิม “จอม Blackmail”
ผู้คุ้นเคยกับ “Black Operation” หรือสงครามมืด ชนิดไม่เป็นรองใคร แต่ผมต้องรายงานด้วยความผิดหวังว่า
CIA กล่าวว่า เฉลิม ถูกเอาไปใช้ผิดด้าน คือเอามาหาเสียง กระตุ้นเรติ้ง ในขณะที่อำมาตรย์กำลังวางหมาก
และลงลึกด้วยสงครามใต้ดินที่ไม่มีใครในฝ่ายประชาธิปไตย “ออกไปต่อกรด้วยเลย”

มาวันนี้ ผมถามเพื่อน CIA ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เอาง่ายๆตรงๆ CIA ประเมินว่า “ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล” จะต้องเผชิญกับ
สิ่งเดียวกับ พปช. คือถ้าเป็นปชป. ก็จะแทบไม่มีอำนาจเลย เพราะจะอ่อนปวกเปียกจนแทบไม่มีอำนาจหรือเอกภาพ
และต้องเดินตาม “ขุนพลนอก รธน.” อย่างเดียว ส่วนพปช. ถ้า“ดิ้นจนหลุดแหของอำมาตรย์ออกมาเป็นรัฐบาลได้”
ยังจะต้องเจอกับ “ความพยายามไม่รู้จบ ที่จะทำลายพปช.และทักษิณลง” และเพราะงานนี้มันไม่มีระบบ
แต่เรื่องของความสัมพันธ์ส่วนตัว และ ระบบมันถูกทำให้อ่อนมาก ด้วยการที่ ส.สซ ไม่ต้องทำตามมติพรรค
“อย่างที่เขาพูดนะถูกแล้ว” CIA สรุปว่า “ซื้อรัฐบาลสมัยนี้ซื้อนโยบายสมัยนี้ ซื้อรัฐมนตรีสมัยนี้ ซื้อคนไทยสมัยนี้”
มันถูกแสนถูก
ถ้าไม่เข้าใจผมจะสรุปให้
CIA เขาบอกว่า “ประเทศไทยหาเอกภาพแทบไม่ได้อีกแล้ว คือ แทรกแซงง่าย”


ฉบับ 40 หรือ 50 ก็ CIA ร่างทั้งนั้นแหละ เฮ้อ คนไทย
ที่
CIA สรุปน่ะถูกต้องเลย เพราะ CIA มันซื้อมาตั้งนานแล้วไง
ไม่งั้นไทยก็คงไม่วุ่นวายจนถึงวันนี้หรอก

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Nov 18, 2009 11:57 am

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000139343


พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย

“คำนูณ” ติง “จิ๋ว-อภิวันท์” พูดไม่คิด ยกตัวอย่างโค่นวงศ์โรมานอฟ

18 พฤศจิกายน 2552 10:19 น.

“ส.ว.คำนูณ” ติง “ชวลิต-อภิวันท์” ระวังคำพูด ยกตัวอย่าง “โรมานอฟ” ล่มสลาย มีนัยประหวัดถึงสถาบันสำคัญ
ชี้ตัวอย่าง ปชช.ล้มรัฐบาลมีหลายประเทศ ไม่จำเป็นต้องเลยเถิดถึงการล้มราชวงศ์ที่นำไปสู่การตั้งประเทศคอมมิวนิสต์
เตือนสติมียศถึงพันเอก-พลเอก ควรไตร่ตรองมากกว่านี้ ย้อนอดีต “จิ๋ว” เคยโดนกล่าวหาฝักใฝ่ “สภาเปรซิเดียม”


นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กล่าวถึงกรณีที่ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย
และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่าเมื่อวันที่ 17 พ.ย.
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธได้กล่าวในที่ประชุมพรรคเพื่อไทยในทำนองว่าขณะนี้บ้านเมืองเกิดความ
ไม่เป็นธรรมขึ้นรอบด้าน ผู้ปกครองไม่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ระวังประชาชนจะไม่ยอมรับ
แล้วได้ยกตัวอย่างความล่มสลายของราชวงศ์โรมานอฟของรัสเซียว่า
เท่าที่อ่านตนดูแม้จะไม่ชัดเจนว่าเป็นการยกตัวอย่างของ พล.อ.ชวลิต หรือ พ.อ.อภินันท์ แต่ไม่สบายใจ
ที่มีการยกตัวอย่างเช่นนี้ เพราะมีนัยประหวัดไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์

“ท่านสามารถยกตัวอย่างความล่มสลายของรัฐบาลประเทศต่างๆ ในประวัติศาสตร์ได้
ไม่เห็นจะต้องเลยเถิดไปถึงการล่มสลายของระบอบที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติใหญ่ขึ้นในโลก คือการปฏิวัติบอลเชวิก
ที่นำทฤษฎีลัทธิคอมมิวนิสต์มาประยุกต์ใช้เป็นรูปธรรมครั้งแรกในโลก หากเป็นเรื่องกลอนพาไป
ไม่มีความหมายแฝงเร้นก็ไม่เป็นไร แต่คนเป็นถึงพลเอก พันเอก คนหนึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี
อีกคนปัจจุบันเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ควรกลั่นกรองให้มากกว่านี้”

นายคำนูณกล่าวว่า การพูดจาคาบลูกคาบดอกไต่เส้นเช่นนี้เกิดขึ้นมากในระยะหลัง
สังคมควรใช้วิจารณญาณไตร่ตรองให้มากว่าผู้พูดมีวัตถุประสงค์เช่นใด
ตนไม่อยากกล่าวหาใคร แต่ก็ไม่อยากให้เรื่องราวผ่านเลยไปโดยไม่ออกมาท้วงติง
สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยอยู่เหนือการเมืองมาตั้งแต่ปี 2475 การปกครองเป็นเรื่องของรัฐบาล
ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาตามกลไกของระบอบการเมืองในแต่ละห้วงเวลา
หากจะมีความขัดแย้งก็ควรจำกัดอยู่ในระดับของรัฐบาล ไม่ควรพูดจากยกตัวอย่างกำกวม โดยเฉพาะ
พล.อ.ชวลิตที่ประกาศถึงความจงรักภักดีสูงสุดมาโดยตลอด ควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชน
และนักการเมืองทั้งหลาย โดยเฉพาะนักการเมืองในพรรคเพื่อไทย

“ผมไม่อยากให้ประชาชนเข้าใจ พล.อ.ชวลิตผิดๆ เพราะท่านเองก็เคยถูกโจมตีมาตั้งแต่ปี 2526
โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่าฝักใฝ่ในระบบสภาเปรซิเดียม ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองของรัสเซีย
ภายหลังการล่มสลายของราชวงศ์โรมานอฟ
จนเกิดประโยคฮิตในขณะนั้น
จาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ว่ากูไม่กลัวมึง” นายคำนูณกล่าว

https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=31&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

1917With aid from Financiers in New York City and London, V. I. Lenin is able to overthrow
the government of Russia. Lenin later comments on the apparent contradiction of the links between
prominent capitalists and Communism: “There also exists another alliance –
at first glance a strange one, a surprising one – but if you think about it,
in fact, one which is well grounded and easy to understand.
This is the alliance between our Communist leaders and your capitalists.
(Remember the Hegelian dialectic?)

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
( ก่อนหน้าในวันที่ ๓ กันยายน ๒๔๗๖ หลวงประดิษฐมนูธรรมได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ในสิงคโปร์เกี่ยวกับ
เรื่องที่ถูกกล่าวหาสรุปความว่า เค้าโครงเศรษฐกิจของเขานั้นไม่ใช่คอมมูนิสต์ แต่
เป็นเรดิกัล โซเซี่ยลลิสต์ Radical Socialists
ซึ่งควรจะรู้ว่าโซเชียลลิสต์
กับคอมมิวนิสต์นั้นแตกต่างกัน..)

ความจริงไม่แตกต่างกัน เพราะเบื้องหลังคือ กลุ่มฟรีเมสันเหมือนกัน

A history of the New World Order — Part II
1928
– “The Open Conspiracy: Blue Prints for a World Revolution” by H. G. Wells is published.
A former Fabian socialist, Wells writes: “The political world of the Open Conspiracy must weaken,
efface, incorporate, and supersede existing governments.
The Open Conspiracy is the natural inheritor of socialist and communist enthusiasms;
it may be in control of Moscow before it is in control of New York. The character of
the Open Conspiracy will now be plainly displayed. It will be a world religion.”


(แต่ถ้าเช่นนั้นทำไมปรีดีจึงเขียนเรื่องประธานาธิบดีในประกาศ โดยไม่เอ่ยถึงทางเลือก
เรื่องเจ้านายอื่นเลย
ดูเหมือนไม่เคยมีใครอธิบายได้เด็ดขาดเช่นกัน นอกจากพูดกันทำนองว่าเป็นเพียงการขู่
จึงจงใจเขียนให้ดูรุนแรง)


http://somsakwork.blogspot.com/2006/06/byproduct-royalists.html

ในหลวงอานันท์ขึ้นครองราชย์ตามลำดับขั้นของกฎมณเฑียรบาลหรือเพราะปรีดีสนับสนุน?


พระยากัลยาณไมตรี (ฟรานซิส บี. แซร์)
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา

พระยากัลยาณไมตรี (ฟรานซิส บี. แซร์) (30 เมษายน พ.ศ. 2428 - 29 มีนาคม พ.ศ. 2515) จบการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ต่อมาได้เดินทางมายังประเทศไทย และดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสยาม เมื่อ พ.ศ. 2468 ต่อมาได้เดินทางกลับสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2475 และได้รับแต่งตั้งจากประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ แต่งตั้งเป็นข้าหลวงใหญ่สหรัฐอเมริกาในฟิลิปปินส์ในปี พ.ศ. 2482 และดำรงตำแหน่งผู้แทนของสหรัฐ และประธานในคณะมนตรีภาวะทรัสตีแห่งสหประชาชาติ ในปี พ.ศ. 2490 [1]
ขณะดำรงตำแหน่งในประเทศไทย ท่านได้ช่วยงานด้านการต่างประเทศของไทย โดยเป็นที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2466 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในด้านการทำสนธิสัญญา [2] ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยากัลยาณไมตรี คนที่สอง สืบต่อจาก พระยากัลยาณไมตรี (เจมส์ ไอเวอร์สัน เวสเตนการ์ด)
ฟรานซิส บี. แซร์ เป็นบุตรเขยของอดีตประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน โดยสมรสกับเจสซี วิลสัน บุตรสาวของวูดโรว์ วิลสัน ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2456 มีบุตรชื่อ ฟรานซิส บี. แซร์ จูเนียร์, เอเลนอร์ แซร์ และ วูดโรว์ วิลสัน แซร์ [1]


Jessie Wilson, circa 1913. Photo: the Woodrow Wilson House.

Jessie, (born August 28, 1887) the middle daughter of Woodrow and Ellen Wilson,
had always been lauded for her unique beauty. However, she was more than just a pretty face.
Always aware of injustices, Jessie (along with her sisters), insisted that her father favor women’s
suffrage and she continued to remain active in women’s rights until her death. She was even
approached to run for Senator of Massachusetts because of her reputation as politically aware
and a champion of social issues. She became secretary of the Massachusetts Democratic State Committee
instead. Highly educated for a women of her time, Jessie studied, like her sister Margaret,
at Goucher College and at Princeton University, where she earned a Phi Beta Kappa key for her academic accomplishments. She was married to
Francis B. Sayre at the White House in 1914
(before her mother’s death), to much press hoopla. At the time of Wilson's death in 1924,

the couple was living in Siam (now Thailand) where Francis was working as
an advisor on international law at the Royal Court of Siam.
Jessie died in January of 1933
following complications from surgery. She left behind three children. Photo courtesy of the Library of Congress.


http://www.woodrowwilsonhouse.org/timeline/ImageDisplay.asp?ID=37

Francis Bowes Sayre (April 30, 1885 -- March 29, 1972)


Francis B. Sayre was a professor at Harvard Law School. He later served as ambassador to Siam,
High Commissioner of the Philippines, U.S. representative to the United Nations Trusteeship Council,
and Assistant Secretary of State for President Franklin Roosevelt.
He married Jessie Wilson,
the daughter of President Woodrow Wilson, at the White House on November 25, 1913.
They had three children. Francis B. Sayre, Jr. born in January 1915, Ellen born in March 1916,
and Woodrow Wilson Sayre, born in 1919. Jessie Wilson Sayre died on January 15, 1933 of complications
from surgery. Their son Francis Jr., was later the dean of the National Cathedral in Washington.


http://www.geocities.com/lord_visionary/uspresidentasmasonspt2.htm
1913-1921 Woodrow Wilson, 28th. President of the United States (D)
Unknown Mason status.
However, his loyalty to the constitution is in question because of his mentor
" Colonel " Edward Mandell House, who was the major founder of the earlier
American Institute of International Affairs, known today as the

Council of Foreign Relations (C.F.R.).
The C.F.R. is an outer layer of the Royal Institute of International Affairs (Great Britain),
whose purpose was to retake the United States as a British colony,
and then unite the world
under British control, which is another outer layer of the Round Table Organization,


https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=707&forum=5&page=3&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

ชวนอ่าน ปาฐกถา: ภราดรภาพนิยม (Solidarisme) ของปรีดี พนมยงค์

http://www.lek-prapai.org/web%20lek-prapai/lek-prapai-day/lek-prapai-day4-2549-tape1.htm

อีกนัยยะหนึ่งคุณธรรมหมายความว่าอย่างไร หมายความที่แล้วๆมาที่เราเรียนหนังสือมาทั้งหมด
คุณธรรมหมายถึง คุณธรรมของชนชั้นปกครองแล้วไม่เคยเรียนเรื่องชาวบ้านเลย
พระนเรศวรที่เรายกย่องกันมากนั้น พระนเรศวรพาคนไปตายมากที่สุด แต่เรายกย่องมากที่สุด
แต่ไม่เห็นยกย่องเลยทหารเกณฑ์ที่ไปตายนั้น เมียก็เป็นหม้ายเป็นคุณธรรมซึ่งปราศจากจริยธรรม
ปราศจากศีลธรรม ถ้าคุณธรรมโยงมาถึงจริยธรรมและศีลธรรมแล้วเราจะเน้นเรื่องขันติศึกษา
ไม่เน้นเรื่องสงคราม ไม่เน้นเรื่องทหารเป็นใหญ่ นี่สำคัญมาก เมื่อตราบใดที่เราเน้นเรื่องทหารเป็นใหญ่
ก็ไม่แปลกประหลาด ปฏิวัติทีก็เอาดอกไม้มาให้กัน เอาช็อกโกแลตมาให้กัน เพราะลึกๆ
เรายังชอบความรุนแรง คุณธรรมของชนชั้นปกครองจะเป็นคุณธรรมซึ่งใช้อำนาจภาษาบาลีใช้คำว่า
" อาณา " อาณาจักรคือวงล้อแห่งอำนาจ ในอดีตนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าทรงตั้งศาสนาแล้วทรงตั้งพระธรรมจักร
พระธรรมจักรมีพระสงฆ์เป็นตัวอย่าง


เวลานี้ก็เหมือนกัน ท่านรัฐบุรุษทำตัวเป็นเจ้าครับ แล้วก็ไม่มีใครรังเกียจรังงอน ทุกคนกลัวหมด
เพราะเราถูกสะกดคุณธรรม ต้องมีผู้นำและมีผู้ตาม แต่ประเด็นของผู้นำเหล่านั้น
จะต้องมีคุณธรรมที่นำชาวบ้านได้ และชาวบ้านนับถือ เมื่อถึงรัชกาลที่ ๗ นั้นชาวบ้านเริ่มไม่นับถือเจ้า
เริ่มไม่นับถือตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ ปลายๆ แล้ว นี่ไม่ใช่คำพูดของผมครับ เป็นคำพูดรัชกาลที่ ๗ เอง
เขียนถึงพระยากัลยาณไมตรี ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินรัชกาลที่ ๖ ท่านเขียนเองนะครับ

เพราะเจ้าในเมืองไทยนั้นดูถูกพวกขุนนาง ดูถูกคนในเมืองไทย แต่นับถือฝรั่ง มีแฟนเป็นฝรั่ง
ลูกเขยประธานาธิบดีวิลสัน ท่านเขียนไปปรึกษา อนาคตเมืองไทยจะเป็นอย่างไร
เพราะท่านมองเห็นเลยว่า ระบบเจ้าจะไปไม่รอด อาจารย์ปรีดี พนมยงค์มาช่วย
วันที่ ๒๔ มิถุนายน เป็นการพลิกแผ่นดินขึ้นกลับไปหาความเป็นใหญ่
รัฐธรรมนูญฉบับแรก
วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ เขียนชัดเจน " ประเทศสยามเป็นของปวงชนชาวสยาม "
สำคัญมาก แล้วกลับไปหาพื้นฐาน พื้นฐานที่คุณธรรมจะต้องเป็นธรรมะของคนส่วนใหญ่
แต่คนส่วนใหญ่ปราศจากธรรมะก็เป็นโจรครับ บางอย่างก็ต้องมีธรรมเป็นพื้นฐาน




http://www.geocities.com/yonroyalive/page1-17.html

สัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติสยาม

"คณะ ร.ศ.130" ถือว่าเป็นต้นแบบของการปฏิวัติให้แก่คณะราษฎรดังคำกล่าวที่ว่า
"ถ้าไม่มีคณะคุณ ก็เห็นจะไม่มีผม" ซึ่ง เป็นวาทะของพระยาพหลฯ และคำกล่าวของปรีดี พนมยงค์ต่อ
คณะราษ ร.ศ.130 ว่า "พวกผมถือว่าการปฏิวัติครั้งนี้เป็นการกระทำต่อเนื่องกันมาจากการกระทำเมื่อ ร.ศ.130
จึงขอเรียกคณะ ร.ศ.130 ว่าพวกพี่ๆต่อไป (มีเรื่องเล่าอีกว่า ร.อ.ยุทธ ซึ่งต่อมา ดำรงตำแหน่งพันเอกพระยากำแพงราม
ถูกจับได้ และจะถูกยิงเป้าเพราะเหตุหักหลังเพื่อนในเหตุการณ์ ร.ศ.130 แต่ถูกยับยั้ง ไว้เพราะจะกลายเป็นว่า
การปฏิวัติ 2475 เป็นการแก้แค้นแทน คณะ ร.ศ.130 จึงปล่อยตัวไป ต่อมาก็เข้าร่วมกับพระเจ้าบวรเดช
ก่อการกบฏและถูกจับได้อีกครั้ง พ.อ.พระยากำแพง(ยุทธ)ได้ผูกคอตายในห้องส้วมเรือนจำบางขวาง


ซึ่งต่อมา วันที่ 24 มิถุนายน ของทุกปี กลายเป็นวันที่คณะราษฎรพยายามทำให้เป็นวันสำคัญ
ที่ประชาชนต้องจดจำ เช่น เป็นวันชาติ และสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไคยขึ้นโดยวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 24 มิถุนายน
ในปี พ.ศ.2482 ซึ่งอนุสาวรีย์ถูกสร้าง ขึ้นโดย ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ออกแบบ และมีนัยยะแฝงอยู่คือ

  1. พานรัฐธรรมนูญ
    มีความสูง 3 เมตร สื่อถึงอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ภายใต้รัฐธรรมนูญ คือ
    อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจ ตุลาการ แต่บางตำรากล่าวว่าหมายถึงเดือนมิถุนายน
    ในสมัยก่อนนับเป็นเดือนเมษายนเป็นเดือนแรก เดือนมิถุนายน
    จึงกลายเป็นเดือนที่ 3

  2. พระขรรค์(ดาบ) ทั้ง 6
    ติดอยู่ตรงฐานทรงกลมใต้พาน หมายถึง หลัก 6
    ประการที่เป็นนโยบายสำคัญที่ทำให้ประ เทศมั่นคง ซึ่งประกอบด้วย
    ความสงบภายใน ความเสมอภาค ความเสรีภาพ เศรษฐกิจ การศึกษา และเอกราช

  3. ปีกทั้ง 4 รอบอนุสาวรีย์ ซึ่งแต่ละปีกมีความสูง 24 เมตร สื่อถึงวันที่มีการเปลี่ยนแปลง นั่นคือ 24
  4. ภาพนูนต่ำบนฐานปีก แสดงถึงภาพเหตุการณ์และความพร้อมเพียงในการปฏิวัติของคณะราษฎร
  5. ปืนใหญ่ 75 กระบอก
    โดยปากกระบอกฝังลงดิน ตั้งอยู่รอบฐานมีโซ่เหล็กร้อยเอาไว้
    หมายถึงปีที่มีการเปลี่ยนแปลง คือปี 75 และโซ่ที่ร้อยไว้หมายถึง
    ความสามัคคีพร้อมเพียงของคณะปฏิวัติ

เรื่องวันชาติ

ด้วยคณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาลงมติว่า วันที่ 24 มิถุนายน ย่อมถือว่าเป็นวันชาติ
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศมา ณ วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2481

พ.อ.พหลพลพยุหเสนา
นายกรัฐมนตรี


นับตั้งแต่วันนั้น วันที่ 24 มิถุนายน ก็กลายเป็นวันชาติ มีการแต่งเพลงวันชาติ และใช้วันที่ 24 มิถุนายน
จัดงานฉลองวัน ชาติ หรือเปิดอาคารสำคัญต่างๆ เปิดอนุสาวรีย์ ฯลฯ ซึ่งมันัยสำคัญเพื่อให้วันที่ 24 มิถุนายนถูกจดจำไว้
รวมไปถึงสถานที่ สำคัญต่างๆด้วย

ต่อมาในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2482 รัฐบาลได้เปลี่ยนชื่อประเทศ"สยาม"เป็นประเทศ"ไทย"
มีผลทำให้เพลงชาติเดิมเปลี่ยน แปลงไปด้วย เพลงชาติไทย ที่ประกาศใช้วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2482
ซึ่งมีคำร้องเป็นของพันเอก หลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) และใช้ทำนองเดิม เหตุการณ์ต่างๆในปีต่างๆ
ในช่วงที่คณะราษฎรขึ้นปกครองบ้านเมืองได้ใช้วันที่ 24 มิถุนายน เกือบทุกปี
คือ

  1. ปี พ.ศ. 2482 ทำพิธีวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
  2. ปี พ.ศ. 2483
    ทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทำพิธีเปิดตึกที่ทำการกรมรถไฟ
    ทำพิธีเปิดโรงเรียนเตรียมอุดม ทำพิธีเปิดตึกกรมไปรษณีย์โทรเลข บางรัก
    ทำพิธีเปิดตึกเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

  3. ปี พ.ศ. 2484 ทำพิธีเปิดตึกแถวบริเวณถนนราชดำเนินกลาง ทำพิธีเปิดกระทวงยุติธรรม
  4. ปี พ.ศ. 2485 ทำพิธีเปิดวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน (วัดประชาธิปไตย) ทำพิธีเปิดอนุสาวรย์ชัยสมรภูมิ
  5. ปี พ.ศ. 2486 มีการสวนสนามอนุสารีย์ประชาธิปไตย จัดให้มีการวางพวงมาลาที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ทำพิธีเปิดโรงแรมรัตนโกสินทร์

ในปัจจุบันวันชาติ 24 มิถุนายน ถูกยกเลิกไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2503 โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
พร้อมกับอำนาจทางการเมืองของคณะราษฎรที่สูญหายไปด้วย
ไม่มีทายาททางการเมืองใดที่จะมาสานต่อเตนารมณ์อีกต่อไป


http://www.khunnamob.info/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=27&PHPSESSID=627c6580f09aadfd3ec293b38620eb61http://www.komchadluek.net/detail/20090604/15693/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B9%8C5%E0%B8%A1%E0%B8%B4.%E0%B8%A2.%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B4%E0%B8%93.html

วันที่ 4 มิถุนายน 2552เดอะเรดนิวส์ดีเดย์5มิ.ย.ไร้"ทักษิณ"



นปช.จัดชุมนุมใหญ่ฟื้นวันชาติ24มิ.ย.

นายสมยศ กล่าวอีกว่า ส่วนการจัดการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในปลายเดือน มิ.ย.นี้
ทาง นปช.ภาค ประชาชน จะจัดกิจกรรมชุมนุม "ทวงคืนประชาธิปไตย รื้อฟื้นวันชาติไทย 24 มิ.ย."
ที่ท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 21-24 มิ.ย. นี้ เพื่อ เป็นการปลุกจิตสำนึกความรักชาติ รื้อฟื้นความสำคัญของ
วันที่ 24 มิ.ย. 2475 ซึ่งเป็นวันที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย กลับคืนมาหลังจากที่
ถูกรัฐบาลจอมพลสฤษฏ์ ธนะรัตน์ สั่งยกเลิกให้ไปใช้วันที่ 5 ธ.ค.
ซึ่งแทน นอกจากนี้ยังจะเป็นการโหมโรง
ก่อนการชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดงของกลุ่มความจริง วันนี้ ในวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย.


ที่มาของการเรียกร้องให้ 24 มิ.ย. เป็นวันชาติ
เหมือนกับกลุ่มฟรีเมสันที่อเมริกาและนัดชุมนุมวันที่ 27 มิ.ย.
เป็นการทำลายความหมายของ ชาติไทยโดยสมบูรณ์
กลายเป็นอาณานิคมของกลุ่มฟรีเมสัน


http://www.khunnamob.info/board/show.php?Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=84&PHPSESSID=627c6580f09aadfd3ec293b38620eb61

The Ole South...


'Presiding in the East'Uncle Samael...

http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=22549
The King Never Smiles บทที่ 15

http://74.125.153.132/search?q=cache:XK7lX6KHeKAJ:hello-siam.blogspot.com/2008/11/3-9.html+%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%A2,%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B5,%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C&cd=18&hl=th&ct=clnk&gl=th&client=firefox-a

http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=24783

http://www.prajan.com/webboard/view.php?id=722

หนังสือ The King Never Smiles (กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม)
เขียนโดย Paul Handley (2006)
สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย Yale
http://vip.212cafe.com/viewcomment.php?aID=944972&user=navarit&id=17&page=2&page_limit=50

http://www.biblebelievers.org.au/bones.htm

http://www.crystalinks.com/skullbones.html

http://nwoobserver.wordpress.com/2009/11/05/the-skull-and-bones-secret-society-of-yale-university/

The Skull and Bones secret society of Yale University








แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Fri Nov 20, 2009 3:58 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Nov 18, 2009 12:50 pm

https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=32&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



The Russian Revolution/Cold War

The Russia Revolutionin 1917, during the First World War, lead to the formation of
the Soviet Union and later to the Cold War. A constant theme of Brotherhood manipulation through
the centuries is the creation of monsters for people to fear, something they proceeded to do with
Communism in the Soviet Union and China. The hierarchy of these two regions interlock
with the Brotherhood network and bloodlines, but of course the people don’t know that.


The public believed that the United States leadership was opposed to the Soviet Union
because one was capitalist and one was communist. Not true.
They are different kinds of cartels,
that’s all, and controlled, ultimately, by the same people. Communism was created by
Wall Street and the City of London to generate enormous fear and conflict
which was used to great effect to advance the Agenda.
As always, it was planned long before it became public.


The Communist Manifesto was written by (or for) Karl Marx and Freidrich Engels.
Marx was a student of the German occultist, Bruno Bauer(Rothschild) and married into the reptilian bloodlines
of the Scottish aristocracy. Some of his writings were vehemently anti-Jewish which appears contradictory
because he was supposed to be Jewish. But he wasn’t. He was another ‘Aryan’ bloodline doing his job for
the cause - the reptile cause. All these years the far left in politics have revered Marx as a ‘man of the people’
when all along he was a man to imprison the people. The action began in Russia when the Rothschilds
manipulated the Tsar into a war with Japan in 1905.


The European Rothschilds lent money to the Russians for that conflict while their American branch,
Kuhn, Loeb and Company, funded the Japanese. The war demolished the Russian economy, not least to pay back
the Rothschilds, plus interest, and this helped to fuel the simmering rebellion. When the First World War began
and Russia came in against Germany, weapons supplies to the Russian army were systematically
delayed by Rothschild companies like Vickers Maxim, and eventually the soldiers mutinied.


Vickers Maximwas controlled by Ernest Cassel, a business associate of Kuhn, Loeb and Company
and the biggest shareholders were the Rothschilds.
The daughter of Ernest Cassal would marry Lord Mountbatten, a Rothschild,9
and the man who arranged the marriage of Queen Elizabeth II to his nephew, Prince Philip.
The interconnecting reptilian bloodlines are simply fantastic.


The Russian Revolution ended 300 years of rule by the Romanov familywhich had begun in
the 17th century with Mikhail Romanov; who is believed to have been supported by the occultist
and Rosicrucian, Dr Arthur Dee, and the British Secret Service. Arthur Dee was the son of Dr John Dee,
the infamous astrologer to Queen Elizabeth I.


But these families are all subordinate to the Agenda and now it was time
for the Romanovs to go. The same applied to the Habsburg and Hohenstaufen dynasties in
the same period.
The infrastructure was long in place to unseat the Romanovs, with Freemasonry,
the Rosicrucians, and other secret groupings flourishing in Russia from the second half of the 18th century.


The first charge to remove the Romanovs was led by Alexander Kerensky, a Freemason,
funded from Wall Street and London.
A second and more brutal wave was led by Leon Trotsky and Lenin. Trotsky left Germany to live in New York and it was from there that he set off on his journey
to Russia and the Bolshevik Revolution. He entered Russia on a United States passport provided
for him by the President, Woodrow Wilson, and on his person was $10,000 provided by
the Rockefellers.
He was joined in Russia by Lenin who was given safe passage in a sealed train
across Germany from Switzerland via Sweden.


Massive amounts of Bolshevik propaganda was financed by the Germans.
While Lenin, Trotsky, and the rest were publicly condemning ‘capitalism’, they were being financed by
the Brotherhood bankers of Wall Street and London, the same people who would later support Hitler.
In his autobiography Trotsky would refer to some of these loans, many of which were arranged by
the Round Table’s Alfred Milner and ‘Alexander’ Gruzenberg (real name Michael), the chief Bolshevik agent
in Scandinavia.


He was a confidential advisor to the J. P. Morgan
(Payseur)-owned Chase National Bank in New York.
One of the most active middle men between the Bolsheviks, London,
and Wall Street, was Olof Aschberg who became known as the Bolshevik’s banker.

He owned Nya Banken, founded in Stockholm in 1912. Aschberg’s London agent was
the North Commerce Bank, chaired by Earl Grey, a member of the Round Table and friend of Cecil Rhodes.
Another close associate of Aschberg was Max May, the vice-president of the J. P. Morgan (Payseur)
Guaranty Trust and head of its overseas operations.


In 1915, the American International Corporation had been
formed to fund the Russian Revolution.

It’s directors represented the interests of the Rockefellers, Kuhn, Loeb and Company (Rothschilds),
DuPont, Harriman, and the Federal Reserve. They also included George Herbert Walker Bush,
the grandfather of George Bush.
The Rothschilds were directly financing the Revolution
via Jacob Schiff at Kuhn, Loeb and Company. International Brotherhood bankers from Britain,
the United States, Russia, Germany, and France met in Sweden in the Summer of 1917.


They agreed that Kuhn, Loeb and Companywould deposit $50 million in a Swedish bank account
for Lenin and Trosky’s use. In an article in The New York American Journal on February 3rd 1949,
Jacob Schiff’s grandson said that his grandfather had paid the two ‘revolutionaries’ an additional $20 million.
The payment of $20 million to the Bolsheviks by Elishu Root (the Kuhn, Loeb and Company’s lawyer and former Secretary of State) via the Special War Fund, is recorded in the Congressional Record of September 2nd 1919.



http://www.channelingreality.com/Documents/WallStreetCommieRevolution.pdf


EIGHT

Secret Handshakes of the Illuminati


Thesecret hand signs of Illuminists are thought to work magic, to evoke supernatural beings,
and, of course, to communicate messages. For example, the higher degree Mason, Rosicrucian,
or other Illuminist can discern at what ritual level a brother in the Craft is 'at by testing his handshake,
or grip. It is, therefore, an important mode of recognition. The commonly used phrase, "Get a grip,"
has Masonic origins.

The handshake, or grip, is a sign of unity, oneness of purpose and allegiance or devotion to joint cause.
It is considered a bond, or seal, of acknowledgment between Illuminist brethren.
The Masonic authorities speak of a "mystic tie" or spiritual union.
Certainly, demon powers do congregate together and enjoy one another's foul company.


สุเมธ ..เฟอรารี่..กับ..ทฤษฏีพอเพียง !!!


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Nov 19, 2009 10:35 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Nov 18, 2009 10:17 pm



http://www.freemasonrywatch.org/washington.html
http://www.exposingsatanism.org/masons.htm
http://www.masonicworld.com/education/files/artoct02/menagerie_of_masonry.htm
http://www.earthcam.com/usa/newyork/statueofliberty/
http://www.nps.gov/stli/
http://www.la-mason.com/famous.htm

http://shukry.spaces.live.com/blog/cns!BEE8BCB57BAA9E22!485.entry

อัศวินแห่งเทมพลาร์ ตอนที่1 ฟรีเมสันในยุโรป

พวกเขาควบคุมทุกสิ่งที่คุณอ่าน ทุกสิ่งที่คุณได้ยิน ทุกสิ่งที่คุณเห็น พวกเขาควบคุมวิธีการคิด
พวกเขาได้สร้างการปกครองรูปแบบใหม่ เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ มัีนมาจากเงามืด
เป้าหมายสูงสุดคือการบงการชี้นำ
โลกทั้งมวล พวกมันจะยังไม่ยุติหากสิ่งต่างๆยังไปไม่ถึงเป้าประสงค์ของมัน
เป้าหมายที่ได้วางไว้ในสุนทรพจน์ของ
ประธานาธิบดี แห่งสหรัฐอเมริกา จอร์จบุช ได้กล่าวไว้ "เราเดิมพันเอาไว้มากกว่าประเทศเล็กๆนี้
มันเป็นแผนการณ์อันยิ่งใหญ่
new world order"


The Illuminati and the New World Order



1991 – President George Bush Sr. (father of the current U.S. president) praises the New World Order
in a State of the Union Message:
“What is at stake is more than one small country;
it is a big idea - a new world order...to achieve the universal aspirations of mankind...
based on shared principles and the rule of law... The illumination of a thousand points of light...
The winds of change are with us now.”
(Theosophist Alice Bailey used that very same expression –
“points of light” – in describing the process of occult enlightenment.)


จุดเริ่มต้นดั้งเดิมของมันมิได้อยู่ในทำเนียบขาว ที่จริงแล้วมันมีรากดั้งเดิมอยู่ที่ฝรั่งเศสเมื่อ ศตวรรษที่11
ซึ่งยุโรปถูกปกครองโดยคริสตจักร อำนาจนี้สั่งการให้ โปป เอร์วินที่2 ก่อสงครามต่อคอลีฟะฮฺของมุสลิม
ในชื่อว่าสงครามไม้กางเขน ครูเสด
เพื่อยึดเยรูซาเล็มคืน จากมุสลิมหลังจากสูญเสียไปเมื่อปี 637
เมื่อถึงปี1099 อำนาจเหนือเมืองนี้ ก็ถูกแลกด้วยการหลั่งเลือดในนามของไม้กางเขน มุสลิมะถูกขืินใจและสังหาร
เด็กๆถูกนำไปสู่ดาบเลือดนองท้องถนนท่วมสูงถึงเข่าม้า หลังจากนั้นยี่สิบปี โดมออฟเดอะรอคก็ถูกยึดไปโดย
กลุ่มนักรบศักดิ์สิทธ์ที่เรียกตัวเองว่า
อัศวินแห่งวิหารโซโลมอน หรืออีกนามหนึ่งว่า อัศวินเทมพลาร์

ในเยรูซาเล็มนักรบเทมพลาร์ได้ไปไกลกว่าธรรมเนียมปฏิบัติของชาวคริสต์ พวกเขาได้เรียนรู้ศาสตร์โบราณอันลี้ลับ
แห่งกาบาลา ไสยศาสตร์มืดของชาวยิว ซึ่งชาวยิวได้เคยเรียนรู้ไสยศาสตร์นี้จากชาวเมืองอียิปต์ในระหว่างที่ตกเป็น
ทาสของฟาโรห์ แล้วได้พัฒนาขึ้นมาในยุคสมัยที่ตกเป็นทาสของเนบูคัดเนสซาที่บาบิโลเนีย ในปีให้หลังนักรบเทมพลาร์เหล่านี้
จึงถูกกวาดล้างไปจากฝรั่งเศสด้วยการถูกประหารไปมากมาย พวกเขาต้องหลบหนีไปสู่สถานที่ปลอดภัย
และหาพันธมิตรซึ่งไม่ใช่ฝรั่งเศสอีกต่อไป


พวกเขาหลบหนีไปที่สก๊อตแลนด์ซึ่งตอนนั้นกำลังต่อสู้เพื่อการกู้ิอิสรภาพจากอังกฤษ พวกเขาหมดหวังไปแล้วจากการตายไป
ของ วิลเลียม วัลเลส แต่ทว่ากษัตริย์แ่ห่งสก๊อตแลนด์โรเบิร์ด ได้รับการช่วยเหลือด้วยอาวุธที่ชาวสก๊อตไม่เคยรู้จักมากก่อน
จากอัศวินเทมพลาร์ ด้วยประสบการณ์ในการสู้รบกับกองทัพอันยิ่งใหญ่ของอิสลามกว่าสองร้อยปี ทำให้พวกเขามีความเชี่ยวชาญ
การรบเป็นพิเศษ นักรบอังกฤษ 25000 นายถูกพิชิตอย่างอดสู ด้วยน้ำมือของคน 6 คน พร้อมกองกำลังเพียงครึ่งพัน
ความฝันในการปลดปล่อยสก๊อตแลนด์จึงเป็นจริง เหล่าอัศวินเทมพลาร์ได้อำนาจควบคุมกษัตริย์เป็นการแลกเปลี่ยน
เหล่านักรบเทมพลาร์ที่หลบหนีออกจากยุโรป จึงมีที่พักพิง ณ โบสถ์ โรเวลินแห่งสก๊อตแลนด์ ซึ่งยังคงอยู่ถึงทุกวันนี้
ลูกหลานอัศวินเทมพลาร์ได้รับอำนาจปกครองเบ็ดเสร็จเหนือสก๊อตแลนด์ ในปี 1603 หลังการตายของราชินีอลิซาเบ็ธ
ซึ่งไม่มีทายาทสืบบัลลังค์ อังกฤษจึงผนวกรวมราชอาณาจักรการปกครองเข้ากับสก๊อตแลนด์ ทำให้อัศวินเทมพลาร์
ได้ยึดครองอังกฤษไปโดยปริยาย


กว่าพันปีที่อัศวินเทมพลาร์ได้เก็บงำความเคลื่อนไหวของตัวเองไว้หลังฉาก จนแทบไม่มีใครรู้จักหรือจดจำ
ตลอดเวลาพวกเขา ได้แทรกซึมไปทั่วราชสหอาณาจักรอังกฤษ ในปี 1717 อัศวินเทมพลาร์ก็ปรากฏตัวอีกครั้งในยุโรป
พวกเขาเติบโตขึ้นทั้งจำนวนและอำนาจ พร้อมที่จะประกาศตัว ชื่อที่พวกเขาเลือกขึ้นมา ฟรีเมสัน มาจากคำในภาษาฝรั่งเศส
frerés masons ซึ่งมีความหมายว่าพี่น้องแห่งเมสัน


สมาชิกคนแรกของฟรีเมสันคือ เจ้าชายเฟรดริคแห่งเวลส์ และสมาชิกคนสุดท้ายคือ เจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินเบอรก
คู่สมรสของควีนอลิซาเบ็ทที่สองของอังกฤษ ซึ่งเป็นองค์ราชูปถัมภ์ของเมสัน ในหลังฉากเมสันมีองค์กรที่แบ่งเป็นลำดับชั้น
ซึ่งเรียกว่า ดีกรี พวกเขามิได้ต้องการเพียงอำนาจเหนืออังกฤษ แต่ความมุ่งมั่นของพวกเขายิ่งใหญ่กว่านั้น


ใน ศตวรรษที่ 18 ชนชั้นสูงของฝรั่งเศสอยู่กันอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย มีความแตกต่างทางชนชั้นอยู่มาก
ฟรีเมสันอาศัยจังหวะนี้สร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ในประัวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส พวกเขาอาศัยความโกรธเกรี้ยว
ของชาวฝรั่งเศส ที่มีต่อชนชั้นสูงเพื่อบรรลุเป้า หมายของตน พวกเขาจัดเตรียมแผนการณ์อย่างละเอียดอ่อน
เพื่อวางแผนก่อสงคราม พวเขาได้เข้าครอบงำสื่อและใช้มันเพื่อโหมกระแสสู่สาธารณะ หนังสือพิมพ์ต่างเรียกร้องไปสู่จุดจบ
ของระบอบกษัตริย์ เพื่อสร้างสังคมแห่ง อิสระภาพ ความเท่าเทียม และจุดสิ้นสุด เมสันใช้ประโยชน์จากความมั่งคั่งและ
อิทธิพลทางการเมืองของฝรั่งเศส ใช้ต้นทุนทางการเมืองดึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพฝรั่งเศสเข้าเป็นสมาชิก
ของฟรีเมสัน จนกระทั่งนำไปสู่ ผลสำเร็จในการประหารชีวิตหลุยส์ที่16 จุดจบของระบอบกษัตริย์ในฝรั่งเศสเป็นการปูทาง
ไปสู่ รัฐแห่งเมสันในยุโรป


นายทหารหนุ่มชื่อ นโปเลียน โบนาปาร์ท นำพาฝรั่งเศสสู่สงครามต่อยูโรป โดยไม่ยอมถูกบงการจากเมสัน นโปเลียน
ได้ประกาศตนเป็นจักรพรรดิ์ของฝรั่งเศส และถูกบีบลงจากบัลลังค์ในปี 1814 และถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะ คอร์ซิกา
อย่างไรก็ตามในปี 1815 นโปเลียนกลับสู่ปารีสอีกครั้ง และสั่งสมกองกำลังครั้งใหม่เตรียมพร้อมทำสงครามกับยุโรปอีกครั้ง
เมสันต้องประสบปัญหาใหญ่ อังกฤษและพันธมิตรของเมสันไม่มีความพร้อมที่จะทำสงครามยืดเยื้อกับนโปเลียน
มิใช่เพราะเรื่องขาดแคลนเงินทุน แต่เป็นเพราะสถานะความเป็นยิว ทำให้พวกเขาต้องทำงานอยู่ในเงาของบุคคลอื่น
นายทุนของเมสัน รอทสชิลด์ ถูกฝืนให้เปิดเผยตัวในการทำธุรกรรมเพราะหากเขาไม่ทำเช่นนั้น เงินทุนต่างๆย่อมถูกโยกย้าย
ไปสู่ฝ่ายนโปเลียน สัญญาการกู้ยืมเงินมีขึ้นในปี 1815 แก่ทหารอังกฤษ ดัชช์ และรัสเซีย เพื่อเดินทัพไปสู่วอเตอร์ลู ในเบลเยียม
ซึ่งเป็นสถานที่ซึ่งกองกำลังของนโปเลียนถูกพิชิต นโปเลียนถูกจับตัวและไม่มีโอกาสกลัยสู่ฝรั่งเศสอีกต่อไปด้วยคำสั่งของเมโซนิก


เม สันได้แสดงตัวออกมาจากเงามืดอีกครั้งระหว่างช่วงยุคสมัยสำคัญในประวัติ ศาสตร์ ในปี 1904 มาร์ค วาโดราซามโบ
ได้ให้คำยืนยันว่า "ฟรีเมสันได้ทำงานในเงามืดแ่ต่ยังคงทำงานอยู่ตลอดเพื่อเตรียมการไปสู่การปฏิวัติ เป็นมติเอกฉันท์
ฟรีเมสันไม่เพียงหยิบยื่นการปฏิวัติ และคำชื่นชมให้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นเพียงคนที่ได้พิสูจน์ให้เห็นซึ่งทุกท่านก็ทราบดีว่า
เพราะเมสันนี่เองที่ทำให้เกิดการปฏฺวัติในฝรั่งเศสขึ้น"





https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=32&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Nov 19, 2009 10:39 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Nov 18, 2009 10:41 pm

http://www.geocities.com/yonroyalive/page1-14.html

ฟรีเมสัน ในอเมริกา

เหล่าผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็นผู้ก่อตั้งอเมริกา บนไพลเมาท์ร๊อก พวกเขาไม่ได้นำไปแค่เพียงคนที่ถูกเนรเทศ
แต่ยังนำองค์ประกอบของฟรีเมสันแห่งยุโรปไปด้่วย ความอยุติธรรมถูกกลุ่มผู้ก่อตั้งอเมริกานำไปจากยุโรป
ซึ่งจะพบได้ในรูปแบบการกดขี่ของกองทหารอังกฤษ ในความพยายามที่จะบงการอย่างเบ็ดเสร็จบนรัฐแห่งใหม่นี้
ฟรีเมสันได้ใช้วิธีการเดียวกับที่เคยสำเร็จมาแล้วในฝรั่งเศส แม้ว่ากษัตริย์อังกฤษจะถูกผลักดันโดยเมสัน
สงครามประกาศอิสระภาพของอเมริกาถือเป็นการตอบโต้อันมีนัยสำคัญ ผู้ที่เข้าร่วมสงครามต่างมีข้อแลกเปลี่ยน
กับเมสันเพื่อเติมเต็มความไฝ่ฝันของพวกเขา ความรู้สึกของผู้คนถูกผนึกรวมกันเป็นความโกรธแค้น
แฉกเช่นที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส ความโกรธแค้นนำไปสู่สงคราม ในครั้งนี้เมสันมีบทเรียนจาก นโปเลียนกับกองกำลังของเขา
ในยุโรป เพื่อหลีกเลี่ยงการต่อต้านเช่นที่เกิดมาแล้วนั้น คือต้องมั่นใจว่าหัวหน้าก่อการต้องเป็นคนของเมสันเอง
และหัวหน้าที่ถูกเลือกมาทำสงครามต่อต้านอังกฤษเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก จอร์จ วอชิงตัน

วันที่4เดือนกรกฎาคม 1776 คำประกาศอิสระภาพถูกร่างขึ้นและวันที่17 ตุลาคม1781 อังกฤษก็พ่ายแพ้สงคราม
และยอมมอบอาณานิคมต่อชาวอเมริกา อันนำไปสู่รัฐบาลแห่งแรกของฟรีเมสันบนโลกใบนี้ ประเทศนี้นำเสนอเมซันรี่
ในทุกวิถีทาง สัญลักษณ์ ของเมโซนิก ถูกพบเห็นได้ในธนบัตรดอลลาร์ ซึ่งมีรูปของจอร์จวอชิงตัน ประธานของฟรีเมสันคนแรก
พร้อมกับ
รูปสัญลักษณ์ของเมโซนิก ที่เรียกว่า all seeing one eye




ในประวัติศาสตร์การควบคุมผนวกรวมแนวคิดทางการเมืองถูกฟรีเมสันใช้เป็นอาวุธ
เืพื่อให้ได้มาซึ่งการควบคุมประเทศและรัฐบาล พวกเขาเคยควบคุมผู้ปกครองและนักการเมืองเพื่อออกกฏหมาย
และวางโครงสร้างทางการเมือง ให้เป็นไปตามระเบียบวาระ ทว่าการบังคับทางกายยังไม่หยั่งลึกเช่นการบังคับทางใจ
เพื่อขจัดปัญหานี้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ เมสันได้วางแผนการอันชาญฉลาดจนสามารถควบคุมบงการมนุษย์ในทุกๆด้าน
อาวุธที่พวกเขาใช้ต่อวิถีชีวิตของคุณ คือความบันเทิงภายในบ้านหลากหลายชนิด มันใช้การได้กับทุกคนในครอบครัว
โดยที่ไม่มีใครทันรู้สึกตัว
ในสังคมทุกวันนี้ ผู้คนเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์กับสื่อยุคใหม่ โทรทัศน์ ภาพยนตร์
เกมคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต นวนิยายขายดี และดนตรียอดนิยม ทุกสิ่งล้วนเข้ามาอยู่ในวิถีชิวิตของเราๆท่านๆ
ข้อมูลมากมายที่ถูกสื่อออกมาจะเข้ามาบงการจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกในจิตใจของ ท่านข้อมูลเรื่องระดับชั้นในสังคม
ในอุดมคติ เรื่องทางศีลธรรม เศรษฐกิจ ล้วนเป็นโครงสร้างที่กำเนิดขึ้นในวิถีชีวิตโดยไม่รู้ตัว





They came from the Knights Templar!


Satan controls Rome, The Roman Jesuit Order controls Freemasonry,
and the Freemasons control all of US.....Got it!!!






นักมนุษยนิยมหรือนักสิทธิมนุษยชน(ใครคุม NGO's!)คือ
ที่มาของเวปมนุษยดอทคอม manusaya.com

ในวาระดังกล่าว มีพิธีเปิดประติมากรรม “ธรรมศาสตร์กับขบวนการเสรีไทย” โดยท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์
ณ บริเวณลานกำแพงประวัติศาสตร์ หน้าหอประชุมใหญ่ โดยมี อดีตเสรีไทย, ดร.กันตธีร์ ศุภมงคล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะกรรมการจัดงาน ๖๐ ปี
วันสันติภาพไทย, ทูตานุทูตจากประเทศต่าง ๆ ที่พำนักในประเทศไทย,บุคคลทั่วไป, นักเรียนม, นักศึกษา, นิสิตฯลฯ
ร่วมในพิธีเปิดประติมากรรมดังกล่าว

นอกจากนี้ยังมีพิธีฉลอง ๖๐ ปี วันสันติภาพไทย ณ ภายในหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ประกอบด้วย -พิธีเปิดนิทรรศการ ๖๐ ปี วันสันติภาพไทย โดย ดร.กันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ-
พิธีทำบุญถวายสังฆทานพระสงฆ์ จำนวน ๑๐ รูป และพิธีทางศาสนาอิสลาม คริสต์-ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์
อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รายงานความเป็นมาของการจัดงานฉลอง ๖๐ ปี วันสันติภาพไทย-ดร.โภคิน พลกุล
ประธานรัฐสภา ประธานในพิธี ประกาศสดุดีเสรีไทยและประชาชนทั่วประเทศที่สนับสนุนและต่อสู้เพื่อเอกราช
อธิปไตยของชาติ
-ศาสตราจารย์ Eiji Murashima ผู้รณรงค์และส่งเสริมสันติภาพแห่งมหาวิทยาลัย Waseda ประเทศญี่ปุ่น
บรรยายพิเศษเป็นภาษาไทยเรื่อง “การสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ และการสร้างเสริมสันติภาพในประเทศไทย”
–การแสดงดนตรี “ดุริยนิพนธ์สันติธรรม” -นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปาฐกถาเรื่อง “๖๐ ปี แห่งการเสริมสร้างสันติภาพไทย”
- นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “สันติภาพและ
ความปรองดองในสังคมไทย” - การอภิปรายเรื่อง “เสรีไทย ความทรงจำ และบทบาทในการต่อสู้เพื่อสันติภาพ”
โดย นายศักดิชัย บำรุงพงศ์ นายสุพจน์ ด่านตระกูล ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร นายสันติสุข โสภณสิริ ร่วมอภิปราย -
ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “นโยบายของรัฐบาลในการสร้างสันติภาพ



แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Nov 19, 2009 10:47 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Nov 18, 2009 11:28 pm

กลียุคในประเทศไทย พ.ศ.2550 ( 4 ) Final of Power Play

นายธุลีฯ125.24.218.10 Mail to creater

กลียุคในประเทศไทย พ.ศ.2550 ( 4 ) Final of Power Play
14 January 2007 11:25:30

ทิศทางบ้านเมืองได้รับการผลักดันแล้วด้วยพลังอำนาจของกลุ่มต่างๆ จนพอที่จะสรุปเป็นสถานภาพของประเทศยามนี้
ได้เป็นภาพดังนี้

ระดับสูงสุดองค์พระโพธิสัตว์ได้เตรียมการในการควบคุมสถานการณ์ด้วยการวางคนของพระองค์ไว้แล้ว
และจะถูกส่งตัวมาเพื่อจัดการความยุ่งเหยิงของระบบในเวลานี้ให้เข้าที่อีกรอบ ภายใต้เงื่อนไขที่ นายกสุรยุทธ์
ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ สมดังพระประสงค์ในการกอบกู้ระบบหายนะและบ้านสี่เสาไม่มีตัวเปลี่ยนนายกสำรอง
ที่ประชาชนจะมั่นใจได้ในเรื่อง "ความสามารถ" และ "ความซื่อสัตย์สุจริต" พร้อมด้วย "ความเข้าใจในเรื่อง
แนวทางพระราชทาน พอเพียง"

ระดับบ้านสี่เสาเข้าควบคุมรัฐบาล และ คมช. จากเบื้องหลังโดยการแทรกเสนอแนวคิดเข้าสู่การตัดสินใจของรัฐบาล
ผ่านบุคคลตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรี ประธาน คมช. และด้วยความเป็น ป๋า ของบรรดาลูกป๋า ณ เวลานี้
บ้านสี่เสาคือศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารด้านความมั่นคงระดับลับสุดยอดที่เชื่อมโยงได้กับทุกทุกส่วน อันได้แก่
ภาคสื่อสารมวลชน ภาคประชาชน กองทัพ ตำรวจ รัฐบาล คมช.

ด้วยความคิดที่ว่าเมื่อรัฐบาลทิ้งห่างจากการข่าวที่มา จากแหล่งต่างๆ ทุกสายข่าวจึงต้องวิ่งไปรายงานที่บ้านสี่เสา
ด้วยหวังว่าจะสามารถนำส่งข้อมูลเสียงสะท้อนในทุกเรื่องไปยัง นายกรัฐมนตรีพลเอกสุรยุทธ์ เพื่อช่วยเหลือรัฐบาล
ในการบรรเทาวิกฤติและประสานกับทุกภาคส่วนได้ จนทำให้บ้านสี่เสาวันนี้คือ ศูนย์กลางอำนาจต่อรองสูงสุด
ที่คุมบังเหียน บังคับพังงา ระบบประเทศโดยหลักๆ เอาไว้ได้โดยไม่มีสื่อไหนกล้าจะออกนามของบ้านสี่เสา
ในประเด็นนี้นัก แต่สำหรับในด้านหลังโต๊ะของ บก.ข่าว สายการเมืองและสายทหารย่อมรู้ดีว่าเรื่องนี้มีที่มาที่ไปยังไง

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า บ้านสี่เสาคือผู้กำหนดแนวทางของการบริหารราชการแผ่นดินจากหลังกำแพงบ้านสี่เสาในเวลานี้
และไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากเราจะคิดกันง่ายๆว่า อดีตองคมนตรีฝ่ายความมั่นคงอย่างพลเอกสุรยุทธ์ และลูกป๋า
คนล่าสุดพลเอกสนธิ จำเป็นต้องพึ่งพาความคิดเห็นจาก ประธานองคมนตรีในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ
ซึ่งนี่เองที่ทำให้เราสัมผัสได้ถึงบรรยากาศเก่าๆเหมือนสมัย 2527 ที่ ป๋า เป็นนายก และใช้วิธีคิดแบบดั้งเดิมคือ
เน้นงานด้านความมั่นคงเพื่อสู้กับงานมวลชนคอมมิวนิสต์ และการวางฐานการรักษาโครงสร้างอำนาจสั่งการ
บริหารราชการแผ่นดินผ่านเครือข่าย พคท. ที่ยังมีชีวิตอยู่นับจากสมัยนั้นมาถึงเวลานี้

(ท่านผู้อ่านคงยังจำได้ว่า พอยึดอำนาจเสร็จ นายกสุรยุทธ์ ได้เข้าพบกับแกนนำ พคท. ทั่วทุกภาคและเร่งดำเนินการ
ประสานงานให้การสนับสนุนช่วยเหลือในส่วนที่พลเอก เปรมยังไม่ได้ให้การช่วยเลหือตั้งแต่ครั้งที่รับปากไว้สมัย 2527 )

ซึ่งจะนับไปแล้วก็เป็นเรื่องที่ถนัดของฝ่ายความมั่นคงอย่างพลเอกสุรยุทธ์ ที่จะรักการเดินทางและใช้เครือข่ายของ
บิดาของท่าน ลุงคำตัน และพลพรรคที่เป็น พคท.สายจงรักภักดีฯ ในการหยุดเครือข่าย พคท.สายล้มล้างฯ
ที่เป็นกำลังหลักของทักษิณ ชินวัตร ตามความเชื่อดั้งเดิม และที่รับรู้กันในภายหลังว่าเป็น พคท.หลอกใช้ทุนทักษิณ
ให้ทำสงครามกับสถาบันฯ และท้ายสุด ก็จะควบคุมระบบของประเทศได้ในที่สุด และถึงแม้ว่าจะผิดพลาดไปหลังจาก
การยึดอำนาจ แต่แนวคิดนี้ก็ไม่ได้หมดไป และจะพูดให้ชัดคือพวกเขายังอยู่ ตรงที่พวกเขายืน และสำหรับ พคท.รุ่นใหม่
ที่ไม่เอาอุดมคติทั้งเจ้าไม่เอาทั้งทุน และ อยากมีอำนาจทางการเมืองโดยไม่แคร์วิธีการ ซึ่งจุดนี้เวลานี้พอจะเรียกได้ว่า
จะมีบทบาทสำคัญที่จะต้องเฝ้ามองในอนาคตหลังจากเวลานี้อีกมาก เพราะเป้าที่พวกเขาเล็งไว้คือ "การเปลี่ยนผ่านรัชสมัย"
และเวลานี้ก็แค่เฝ้ารอ !!!


ฝ่ายที่น่ากังวลที่สุดคือฝ่ายของอำนาจรัฐเก่าของทักษิณ เนื่องจากเป็นอุปสรรคสำคัญที่เทียบได้พอๆกับ พญามาร
ที่มีกำลังมากพอจะทำลายประเทศไทยได้เสมอด้วยทุนที่โกงไปเป็นหน้าตักในการดำเนินการต่างๆ มีเพียบ
เครือข่ายเส้นสายตัวแทนของทักษิณที่มีอยู่แทบทุกหนแห่งในทุกวงการที่เคยได้ รับผลประโยชน์ เอาแค่เบาะๆ
ก็แค่ 27 ตระกูลใหญ่ของประเทศนี้ก็บอกได้ชัดๆไปเลยว่า ไม่มีใครเลยที่ไม่ได้เข้าไปมีส่วนสร้างฐานอำนาจให้แก่ทักษิณ
เพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้องตน ในทางหนึ่งทางใด และที่น่าสนุกที่สุดเห็นจะเป็นกองกำลังตำรวจของโกวิท วัฒนะ
ซึ่งยังอยู่คุมโครงสร้างตรึงกำลังในเมืองได้คงเดิม แม้จะไม่บ้าคลั่งได้เหมือนสมัยทักษิณมีอำนาจ
แต่การไปร้องคาราโอเกะยามที่มีระเบิดกันตายในกรุงเทพ 8 จุด ก็เป็นหลักฐานเพียงพอแล้วที่จะยืนยันว่า
ตำรวจไทยมองชีวิตและความปลอดภัยประชาชนต่ำกว่าสุนัข !!!

อาศัยความที่เป็นนายตำรวจ ลูกป๋า สายตรงจากบ้านสี่เสา เป็นเพื่อนของพลเอกสนธิ และเป็นผู้ที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย
ในสายตาของสามเหล่า และจากภายนอก เอาเข้าจริง โกวิท วัฒนะ ก็คือหมากอันตัวหนึ่งที่ถือว่าเป็นภัยพอสมควรกับทุกฝ่าย
เพราะเป็นสุนัขสวมปลอกคอหลายเส้นที่สุดแต่ใครจะเลี้ยงดี ให้อาหารอร่อย ก็พร้อมจะรับใช้นายใหม่
และด้วยภาพลักษณ์นี้จึงมีนักวิเคราะห์การเมืองระดับแถวหน้าของประเทศนี้หลาย ท่าน กังวลใจว่า
โกวิทจะเป็นเครื่องมืออย่างดีในการทำลายประเทศนี้ตามใบสั่ง ซึ่งเวลานี้ก่อนที่จะหมดวาระไปและไม่มีอะไรที่โกวิท
จะต้องสนใจรับผิดชอบ และจะไม่มีใครสนใจไอ้หมอนี่ในฐานะของ ผบ.ตร. สองขั้วที่ชักเย่อกันให้โกวิททำงานต้องจับตามอง
ที่ บ้านสี่เสา กับ หน้าเหลี่ยมทักษิณ ให้ดี !!!


ในฝั่งของสื่อสารมวลชนได้พูดไปบ้างแล้วซึ่งมีหน้าฉากที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในการนำเสนอแบบ
"เห็นคนไทยเป็นพวกวัวควายโง่ๆคิดไม่เป็น" อยู่แบบเดิมๆ ทั้งที่ระดับวงในหลังโต๊ะ บก.ข่าว แทบทุกสำนักก็เฝ้าติดตามข่าว
จากแหล่งข่าวของตนเองอย่างใกล้ชิดว่า บ้านเมืองจะเป็นไปในทางทิศทางใด แต่พูดไม่ได้มากนักนอกจากระบายผ่าน
เพื่อนคอลัมภ์นิสต์ด้วยกัน แต่หัวข้อที่พยายามคิด วิเคราะห์กันยามนี้ก็เห็นจะมีสองเรื่องใหญ่คือ
เกมส์อำนาจยามนี้จะจบลงโดยฝ่ายไหนจะชนะ บ้านเมืองจะมีบทสรุปอย่างไร และเวลาอีกนานแค่ไหนที่จะหมดเวลาของ
พระโพธิสัตว์และหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ???

และที่น่าสนใจคือ สื่ออาวุโสอย่างท่านเซี่ยงเส้าหลง คงตัดสินใจที่จะเลือกยืนหยัดช่วยรัฐบาล ช่วยนายกสุรยุทธ์ และ คมช.
ต่อไปด้วยการทำหน้าที่วางเครือข่ายการข่าวภาคประชาชนรองรับและสนับสนุนการ สู้กับอำนาจของทักษิณ เป็นสิ่งแรก !!!
เพราะในแง่ของการทำสงครามข่าวแล้ว ท่านเซี่ยงเส้าหลงมีอำนาจต่อรองจากแหล่งข่าวที่ไม่แพ้หน่วยข่าวกรองทหารบก
และสันติบาล และยังได้รับการสนับสนุนแหล่งข่าวจากพรรคใหญ่ที่จีนไม่น้อย ในฐานะศัตรูร่วมของสถาบันฯ รัฐบาล คมช.
และบ้านสี่เสา คือ ทักษิณ ถือว่าจำเป็นมากที่จะต้องยอมเหนื่อยอีกครั้งเพื่อเป็นแนวป้องกันด้านการข่าวให้กับประเทศ
อย่างไม่มีทางเลี่ยง เพราะว่าหากขืนปล่อยให้ทักษิณ และเครือข่ายอำนาจเก่ากลับมาอีกครั้ง คำตอบชัดๆก็มีอยู่แล้วคือ
ตายเรียบไม่มีเหลือ !!!

ดังนี้แล้ว สถานภาพของประเทศไทยยามนี้ก็เลยเหมือนกันภาพขาวดำ และต่างคนต่างฝ่ายต่างเล่นไพ่สองขา
สู้กันในเชิงข้อมูลข่าวสารจนทำให้เกิดภาพซ้อนกันสองสามชั้นในเรื่องของการ ปะทะอำนาจกันในเวลานี้
และไม่น่าแปลกใจที่ภาคประชาชนจะรู้สึกสับสนและไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรกันขึ้น เพราะเอาเข้าจริงในด้านหลังเวทีนี้
แทบทุกคนก็รู้จักกันดีทั้งนั้น ด้วยสายสัมพันธ์ที่โยงใยกันในฐานะของคนรู้จักทั้งสนิทกันมาก่อนจนถึงเคยร่วมงานด้วยกัน
มาอย่างมากมายหลายโอกาสด้วยซ้ำไป

ในระดับผิวๆ บนสุดของข่าวสารเวลานี้สำหรับผู้ติดตามข่าวสารทั่วไปก็คงทำได้เพียงรับรู้ เท่าที่จะผ่านจากกอง บก.
ของสื่อต่างๆออกมานำเสนอที่เรียกได้ว่า ย่อยออกมาแล้วเพื่อให้ง่ายแต่จะขาดความลึกและการพยายามงดเว้น
การพาดพิงด้วยเหตุผลก็ด้วย ไม่ต้องการสร้างปัญหาให้กับตนเองมากนัก หากจะต้องมีเรื่องกับขั้วอำนาจที่มี
บทบาทสำคัญในเวลานี้

ในระดับลึกลงมาในชั้นที่หน่วยข่าวต่างๆของตำรวจ ทหาร และฝ่ายความมั่นคงกำลังทำงาน ก็ต่างพยายามวางแนวป้องกัน
ของตนเองอย่างสุดกำลังสามารถ เพราะจะพูดให้ชัดๆตรงๆคือ นาทีนี้ ทหาร "ไม่วางใจตำรวจ และ ทหารในสังกัด
คนของทักษิณ" มิใช่เพราะข่าวลือเรื่องปฏิวัติซ้อนอะไรนั่น แต่หวั่นเกรงในเรื่องการเกิดสงครามกลางเมืองจาก
การจุดเชื้อสุมฟืนไฟให้เกิด กับภาคประชาชนจนถึงระดับที่ทนรับไม่ได้กับความผิดพลาดซ้ำซาก
และล้มเหลว ของรัฐบาล กับ คมช.

และในระดับลึกที่สุด ก็เป็นสงครามภายในที่ซัดกันเองของผู้คุมอำนาจรัฐในเวลานี้ โดยมีศูนย์กลางที่บ้านสี่เสา
อย่างที่บอกไปแล้วซึ่งอยากจะพูดเปิดอกนิดหน่อยว่า บ้านสี่เสาทำให้กระบวนการข่าวกรองของประเทศปั่นป่วนไม่น้อย
และผู้ทำงานข่าวกรองในสายต่างๆ ก็เกิดปัญหากับกระแสข่าวที่ถูกส่งออกมาจากบ้านสี่เสาจนหลายครั้งถึงกับ
จับต้นชนปลายไม่ถูก และไม่น้อย ที่ต้องทำให้สงสัยว่า กลไกการประมวลข้อมูลข่าวระดับสูงได้ผ่านการสังเคราะห์
วิเคราะห์ก่อนออกมาแค่ไหน นั่นหมายถึง ก่อนส่งต่อให้กับนายก และ ประธาน คมช. รวมทั้งการออกมาส่งสัญญาณ
หลายครั้งของ พลเอกเปรม ที่นับวันยิ่ง งง ว่า "ต้องการจะบอกอะไรวะ???"

สำหรับภาคประชาชนตอนนี้ ผมขอพูดจากใจเลยว่า ผมรู้สึกเลยว่ากำลังถูกทิ้ง !!!

เพราะไม่ว่าอะไรๆ ในบ้านเมืองที่ควรเริ่มต้นเข้ากระแสของการเปลี่ยนแปลงไปสู่การพัฒนาอะไร
ได้บ้างแล้ว กลับพบว่า นับวัน ยิ่งเลวร้ายลงในด้านต่างๆ โดยข้ออ้างที่ได้ยินกันหนาหูตอนนี้คือ เป็นผลพวงมาจาก
รัฐบาลทักษิณ ผลพวงจากการทุจริตคอรัปชั่น และเริ่มแถมพ่วงมาด้วย ความไร้ความสามารถของรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์
กับ รัฐมนตรี ผสมด้วยความหน่อมแน้ม หรือ จ้าดง่าว ของ คมช. ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะยังไง
ประชาชนที่ถูกสลายกลุ่มก้อนด้วยการกดกระแสด้วยเทคนิคการโฆษณาเป็นคนดีของนายก การเป็นคนดีของแผ่นดิน
ของพลเอกเปรม ซึ่งขัดแย้งกับความจริงพื้นฐานที่ว่า เศรษฐกิจกำลังทรุด คนกำลังยากลำบากจากพิบัติภัย การไร้งานทำ
ความหิวโหยอดอยาก การไร้โอกาสในการเลี้ยงชีพ และอื่นๆ มันตัดกันรุนแรงในความรู้สึกของประชาชนอยู่ทุกวัน

จนเวลานี้ที่ พึ่งที่ควรจะเป็นคือหน่วยงานรัฐก็ไม่ได้ เปลี่ยนแปลง และนับวันก็ยิ่งมั่นคงขึ้นด้วยสวัสดิภาพที่รัฐบาลอัดฉีด
ให้ความสำคัญกว่าตัวของเจ้าของเงินภาษีตัวจริงเสียอีก อันนี้ อดที่จะหวั่นใจไม่ได้ว่า จะได้เห็นระบบสังคมไทยไม่พ้น
จะปริแตกออกเป็นชิ้นๆ ไม่วันใดวันหนึ่งอันใกล้นี้ไม่ได้เลยจริงๆ

และมาว่ากันท้ายนี้ อันที่จริงก็ยังไม่อยากพูดอะไรมากกว่านี้เท่าไหร่เพราะแตะอะไรไปก็ลำบากในสนามรบของ Power Play
แต่หากไม่บอกเล่าอะไรให้รับรู้กันเพื่อนำไปพิจารณากันบ้างก็เห็นจะถูกต้อง นักที่ละเว้นไว้ นั่นคือ แผนการซื้อเวลากับบ้านสี่เสา
โดยหญิงอ้อ ที่ถือเป็นข้อกังขาสำคัญอย่างยิ่งว่า จะเป็นมูลเหตุให้เรื่องราวต่างๆ ยังเดินหน้าไปหน้าไปในทางที่ยืดเวลา
ในการคงอยู่ของทักษิณ และเครือข่ายอำนาจเดิมทั้งหมดของทักษิณ ให้เหลือเงินติดกระเป๋าและยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข
จนกว่าจะแก่ตาย เหมือนจอมพลเฒ่าบางคน ชั่วลูกชั่วหลาน และพอเวลาผ่านไปสัก 10 ปี คนในสังคมก็ลืมเลือนไปแล้ว
จะเป็นข้อเท็จจริงแค่ไหนอย่างไร อันนี้ก็ต้องคอยดูกันต่อไป !!!

นับจากอดีตฝรั่งรู้จักนิสัยคนไทยมานาน แล้วว่า ขี้สงสาร ใจอ่อน อภัยได้แม้แต่กับคนที่ฆ่าคนไทยเป็นเบือเหมือนสมัย
เดือนตุลา 19 ก็ทำมาแล้ว และนับสาอะไรกับ ทรราชย์ที่ชื่อทักษิณ ที่มีคนอีกจำนวนมากยังเชื่อว่าเขาไม่ผิด
ให้การสนับสนุน และพร้อมจะเป็นโล่ห์มนุษย์ให้เขา เพื่อแลกเปลี่ยนอะไรหรือถูกครอบงำความคิดเอาไว้ก็ตาม

Final of Power Play จะเกิดขึ้นและต้องมีคำตอบออกมาในทางหนึ่งทางใด เร็วๆนี้ ไม่เกินภายในปี 2550 นี้
และอาจเกิดขึ้นในเวลาไม่เกิน 2 เดือนนี้ และพอถึงจุดนั้น เราจะได้เห็นความเป็นไปของบ้านเมืองที่ชัดกว่านี้
แม้ว่าตอนนี้เราจะสัมผัสแนวโน้มของบ้านเมืองได้แล้วว่า สาละวันเตี้ยลงทุกวัน แต่ก็เพราะว่ามันคือเกมส์อำนาจระดับสูงสุด
ที่ประชาชนไม่อาจเข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างสมัยชุมนุมขับไล่ทักษิณ

ฉะนั้นทางออกหนึ่งเดียวจึงไม่มีทางพ้นจากพระราชหฤทัยของพระโพธิสัตว์ ที่จะดำเนินการอย่าหนึ่งอย่างใดในวันเวลา
อันใกล้นี้ โปรดคอยจับตามองให้ดี ( ขอกระซิบว่า ได้ทรงเริ่มต้นทำงานของพระองค์แล้ว ด้วยการส่งสาร์นให้โลกรับรู้
ถึงแนวทางแห่งยุคสมัยใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง ผ่านสหประชาชาติ ไปยังทุกชาติทั่วโลกโดยที่รัฐบาลไทยไม่มีปัญญาทำได้
ทั้งที่มีเวลาถึง 3 เดือนมาแล้ว )

ขอกำลังใจและการเคลื่อนไหวใดๆ เป็นการส่งกำลังใจและการสนับสนุนพระโพธิสัตว์พระองค์นั้นในทุกทางที่จะสามารถทำได้
โปรดศึกษาแนวทางคำสอนเรื่อง พอเพียง และ ทฤษฎีใหม่ ตลอดจนศึกษาแนวทางรอดหนึ่งเดียว ของแผ่นดิน
ที่กำลังจพถูกทดสอบอย่างหนักหน่วง คือ แนวทางคำสอนของพระโพธิสัตว์ที่ทรงมีพระราชดำรัสไว้ตลอด 60 ปี มานี้

เฝ้ามองและรู้ให้เท่าทันความเป็นไปของบ้านเมือง ครั้งหน้าผมจะพิจารณาให้ดีที่สุดก่อนจะต้องเขียนเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้อง
กับวันเวลาสิ้นยุคแห่งพระโพธิสัตว์หลังการเปลี่ยนรัชสมัย ซึ่งเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งสมัยล้นเกล้าพระพุทธเจ้าหลวง
โปรดติดตามและขอให้ท่านมีสติมั่นคง ดำรงอยู่ในธรรม และ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ

ด้วยจิตคารวะ

สุกฤษณ์ อุดมเดชวัฒน์ ( ธุลีพระบาท )

14 มกราคม 2549


เขย่า...ติ้ว เสี่ยงทายอนาคตประเทศ

ธุลีพระบาท125.24.225.110 Mail to creater

เขย่า...ติ้ว เสี่ยงทายอนาคตประเทศ 11 March 2007 06:03:21

การบ้านการเมืองของประเทศไทย ณ วันเวลานี้ล่าสุดกำลังออกอาการเหมือนประเทศนี้เป็นกระบอกเซียมซี ( ติ้ว )
เสี่ยงทายว่าจะมีติ้วหมายเลขอะไรกระเด็นออกมา

การเลือกตั้งที่พยายามเร่งกระบวนการเร่งวันคืนให้พ้นภาระด้วยการจัดให้มีการเลือกตั้งเร็วที่สุด ซึ่งจะทำให้ภาระหน้าที่
ของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ถูกอ้างอิงว่าสำเร็จแล้ว

การพยายามสร้างสมานฉันท์ตามสไตล์ 66/2523 ที่พลเอกเปรมเคยใช้เพื่อหวังจะดึงมวลชนที่เข้าข้างฝ่ายทักษิณกลับมา
โดยใช้หน้าของพลเอกเปรมเป็นพรีเซนเตอร์ภายใต้คำเชิญชวน ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ซึ่งชักจะเริ่มเสื่อมมนต์ขลังไปมาก
เพราะคนหิวโหยอดอยากยากจนกระจายตัวทั่วประเทศอย่างเท่าเทียมไปจนไม่อาจพูดได้ว่า จะสามารถจงรักภักดีและ
เชื่อในการทำดีได้ทั้งที่ท้องหิวและกำลังเริ่มจะกินเนื้อคนกันได้อยู่แล้ว

การทำสงครามสื่อสารมวลชนของทุกฝ่ายอันได้แก่ ฝ่ายมวลชนคนชั้นกลางของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ฝ่ายมวลชนคนรากหญ้ารากฝอยของกบฏทัฏษิณ ชินวัตร ฝ่ายรัฐบาลและรวมกับนายทหารกลุ่มลูกป๋าที่พยายามใช้ไอทีวี
เป็นฐานในการสู้ ด้านสื่อ ซึ่งต่างฝ่ายต่างพยายามที่จะรุกคืบและจัดดุลอำนาจกันอยู่โดยไม่แคร์ว่าดวงพระเนตรแห่งสวนจิตร
จะทรงหนักพระทัยแค่ไหน


การพยายามขับเคลื่อนขบวนของมวลชนฝ่ายต่างๆที่แตกกันเป็นสามก๊กไปแล้วอย่างชัดเจน โดย ปราศจากธงนำที่ชัดเจน
กลายเป็นหัวข้อที่เกรงกันว่าจะนำพาสงครามกลางเมืองที่นำคนไทยมาฆ่ากันเอง ละเลงเลือดต่อเนื่องยาวนานไปจนถึง
รุ่นลูกหลานในอนาคต เพราะศูนย์กลางของศรัทธาและจิตใจของคนไทยถูกลดบทบาทให้เสมอหนึ่งพระพุทธองค์
ที่ต้องเสด็จปลีกวิเวกไปยังป่ารักขิตวัน เมื่อเห็นพระสงฆ์เกิดการแตกแยกสามัคคีทะเลาะกันเอง

วันนี้แทบไม่มีใครคิดถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และต่างเล่นเกมส์อำนาจกันอย่างสนุกสนานปานประหนึ่งพระองค์
คือหลักไม้ตอไม้ ที่จะคิดถึงก็ต่อเมื่อฝ่ายตนเองบรรลุวัตถุประสงค์ความต้องการไปแล้วเท่านั้นพอกัน ไม่ว่าจะ
ประธานองคมนตรี องคมนตรีที่มาเป็นนายก ทหารกลุ่มลูกป๋า สื่อมวลชนที่ต่อสู้กับอำนาจเก่าและกำลังจะเริ่มสู้
กับอำนาจใหม่ มวลชนคนไทยที่ถูกเสี้ยมให้เตรียมตัวเคลื่อนไหวชุมนุม ทรราชคนที่กลายเป็นกบฏและดิ้นรนหนีเงื้อมมือ
กฏหมายอยู่ในต่างประเทศ แผ่นดินไม่ใช่ของเล่นของใครนะครับ


สำหรับอนาคตที่ยังไม่รู้ว่าจะออกมาอย่างไร แรงกดดันต่างๆที่กำลังกระหน่ำถาโถมใส่กันเวลานี้แม้ว่าจะยังไม่ถึงอุณหภูมิ
ที่กลายเป็นจุดเดือดต้องปะทะกันด้วยกำลังของตนเอง ทั้งมวลชน กำลังทหาร อาวุธ การแทรกแซงจากต่างประเทศ
คนต่างด้าว ระบบระเบียบที่แหลกละเอียดเป็นชิ้นๆ จะทำให้พระบารมีที่ครอบคลุมระเทศไทยให้คงสภาพอยู่เพื่อรอ
การซ่อมแซมไม่อาจ รักษาชิ้นส่วนของการปกครองที่แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กๆ เหล่านั้น
และพวกท่านเคยมีใครถามตนเองบ้างไหม ???

...หากไม่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทยพวกเราจะมิต้องสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดินกันเพราะ
ความไม่เอาไหนของพวกเราคนไทยด้วยกันเองหรอกหรือ!!!???....

ครั้งที่แล้วรัฐบาลที่ทำทำตนเองประหนึ่งพี่ใหญ่ที่เมายาบ้าแล้วฆ่าข่มขืนน้องสาว ตบตีแม่ และล่วงละเมิดพ่อ
จับน้องๆเป็นแรงงานลดค่าลงเป็นทาส และวางระเบิดเวลาในบ้านตัวเองเพื่อเป็นตัวประกัน
นอกนั้นยังพาน้องสาวที่ตนเองข่มขืนไปขายบริการทางเพศให้สิงคโปร์

ครั้งนี้รัฐบาลใหม่ที่ทุกคนคาดหวัง ในฐานะที่ชายคนใหม่ที่เข้ามาดูแลบ้านด้วยการทุบหัวบริวารของพี่ชายคนแรก
และเข้าประกาศว่า จะฟื้นฟูบ้านจัดระเบียบใหม่และนำเอาคำสอนของพ่อมาเป็นหลักในการบริหารจัดการบ้าน
แต่ เสือกไม่ถอดชนวนระเบิดเวลาที่พี่ชายคนเก่าวางเอาไว้ แล้วไม่ยอมช่วยเหลือน้องสาวที่ถูกสิงคโปร์ข่มขืนอยู่ทุกวัน
ไม่ดูแลยุ้งฉางที่เก็บเสบียงอาหารของบ้าน และมัวแต่ไปร่างกฏเกณฑ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า
แถมพยายามทำทีมโฆษณาของตัวเองเพื่อไปสู้กับทีมโฆษณาของพี่ชายคนเก่า เรื่องไม่เป็นเรื่อง ที่ควรไม่ทำ ที่ทำไม่ควร
เพราะพี่ชายคนใหม่เชื่อฟัง คนแก่ที่อ้างว่าตนเองเคยเป็นผู้บริหารบ้านมาเก่าก่อน และเคยเป็นเจ้านายเก่าของพี่ชายคนใหม่
ทำให้ งง ว่า ตกลงมันรักเจ้านายมันมากกว่าพ่อ มากกว่าน้องๆ มากกว่าอะไรทั้งหมดหรือไงหว่า ???


ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไข กฏแห่งไตรลักษณ์สอนเราให้รู้จัก การก่อเกิด การดำรงอยู่ และการสูญสลายไป
อันเป็นสมมุติทั้งสิ้น ฉะนั้น หากในเวลาอนาคตจะมีสมมุติอันใดที่จะแก้ไขความสับสนทั้งหลายในบ้านเมืองนี้
ผมก็ใครขอเสนอ

1. ร่วมใจกันทุกคนทุกจังหวัดทุกพื้นที่ลงนามถวายฏีกาในนามของคนไทย 64 ล้านคน
เพื่อขอพระราชทานการตัดสินพระราชหฤทัยยุติปัญญาทุกสิ่งในแผ่นดิน และ
น้อมรับใส่เศียรเกล้าปฏิบัติอย่างพร้อมเพรียง ไม่ว่าจะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยใดๆ

2. ยกเลิกระบบการเมืองไทยไปเลยแล้วถวายคืนพระราชอำนาจในกิจการทั้งหลายของแผ่นดิน
คืนสู่สถาบันพระมหากษัตริย์

3. ทำสงครามกันเองแบ่งแยกแผ่นดินไปตามก๊กตามเหล่าพวกใครพวกเขาฆ่ากันไปซักไป 10 - 20 ปี
จนกว่าจะมีคำตอบว่า ใครคือคนสุดท้ายที่จะสามารถยืนหยัดเพื่อเป็นใหญ่ในแผ่นดินไม่ว่าจะในฐานะอะไร

4. เตรียมตัวถูกฆ่าล้าง โ ค ต ร กันให้สิ้นไปแล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่ โดย กองกำลังอิสระที่จะล่าสังหารทุกคน
ที่ทำตัวมีปัญหากับการสร้างบ้านแปลงเมือง ให้เป็นแผ่นดินธรรมของผู้ปกครองที่ทรงเปี่ยมด้วย
ทศพิธราชธรรมและพระบารมี

5. สวดภาวนากันไปจนถึงวันที่รู้ว่าประเทศนี้จะเป็นอย่างไร สิ้นชาติแบบไหน ใครเป็นใคร

มีคำกล่าวถึง กัป หนึ่ง กัป ที่ทุกสิ่งจะต้องถูกทำลายลงไปเพื่อเริ่มต้นใหม่ตามความเชื่อของพรหมณ์ที่ว่า

กัป หมายถึง กาลกำหนด, ระยะเวลายาวนานเหลือเกิน ที่กำหนดว่าโลกคือสกลจักรวาฬประลัยครั้งหนึ่ง
(ศาสนาฮินดูว่าเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งของพระพรหม) ท่านให้เข้าใจด้วยอุปมาว่าเปรียบเหมือนมีภูเขาศิลาล้วน
กว้าง ยาว สูงด้านละ ๑ โยชน์ ทุก ๑๐๐ ปี มีคนนำผ้าเนื้อละเอียดอย่างดีมาลูบครั้งหนึ่ง
จนกว่าภูเขานั้นจะสึกหรอสิ้นไป กัปหนึ่งยาวนานกว่านั้น; กำหนดอายุของโลก;
กำหนดอายุ เรียกเต็มว่า อายุกัป เช่นว่า อายุกัปของคนยุคนี้ ประมาณ ๑๐๐ ปี
- 1.an aeon; world-aeon; world-age; world-cycle; world-period.
2.the life-term; life-period; the duration of life.

ผมมองเห็นภาพลางๆ ของเทพผู้เป็นสัญลักษณ์ของการทำลายล้าง กำลังจะเริ่มเต้นระบำ
และเมื่อพระองค์ทรงเริ่มขยับพระวรกายนั้น อาจหมายถึง จุดจบ ของ ชีวิตที่ไม่สมควรอยู่ ให้หนักแผ่นดิน

และเพื่อเบิกหนทางของพระโพธิสัตว์เจ้าที่จะมารับหน้าที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าในอนาคตในใกล้นี้
เห็นควรต้องเตรียมพร้อมกันหน่อยล่ะครับ ผู้ใดมีธรรม ธรรมย่อมรักษาตัวของผู้นั้น เพื่อรับการทดสอบครั้งสำคัญ
บนโลก บนขอบเขตแผ่นดินที่เรียกว่า ประเทศไทย บททดสอบเฉพาะกิจของชนชาติไทย ที่อาศัยในดินแดนนี้
ใครจะสามารถรอดอยู่เป็นคนสุดท้าย

ขอธรรมจงรักษาท่านผู้ประพฤติธรรมและเดินตามรอยพระบาทของพ่ออยู่หัวตลอดกาล

สุกฤษณ์ อุดมเดชวัฒน์ ( ธุลีพระบาท )

11 มีนาคม 2550

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 5 จาก 8 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ