Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

หน้า 6 จาก 8 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Nov 19, 2009 2:55 pm

http://www.oknation.net/blog/buddhabath/2009/09/29/entry-1

พุทธบาท โอกาสแห่งการชำระกรรมด้วยแสงธรรมไร้ประมาณ

หลักการฝึกจิตที่ง่ายและพิสดารล้ำลึกที่คุณไม่อาจค้นหาได้จากที่ใดในโลกและในหนังสือเล่มใด
เพราะผู้เขียนเป็นบุคคลลึกลับและไม่พิมพ์เผยแพร่ทางสื่ออื่นใด

วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2552

สงครามล้างพันธุ์ “พรรคอสูร (ฟรีเมสัน) และพรรคมาร (อิลูมินาติ)”

การขึ้นมามีอำนาจของผู้นำประเทศส่งผลประโยชน์ต่อคนมากมาย ดังนั้น จึงเกิดการรวมหัวของ
คนกลุ่มใหญ่ๆ ขึ้นเพื่อกุมอำนาจและสนับสนุนให้คนของตนขึ้นเป็นผู้นำประเทศ ปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้น
ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศไทยคนไหนๆ ก็ล้วนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนบางกลุ่มทั้งสิ้น
คนหลายกลุ่มเหล่านี้มีอิทธิพลทั่วโลก


ทางรัฐศาสตร์เรียกว่า “กลุ่มฟรีเมสัน” กลุ่มหนึ่ง กลุ่ม “อิลูมินาติ” กลุ่มหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีกลุ่มอื่นๆ อีก
พวกเขาจะหาสมาชิกผ่านทางสังคม ชมรม ต่างๆ เช่น ตามวัด ตามสถานธรรม แล้วสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างกัน
ช่วยเหลือกัน ไม่แตกต่างจากประเทศจีนในยุคโบราณ ที่มีพรรคต่างๆ ที่อาศัยสถานธรรม และสำนักธรรมต่างๆ
รวบรวมผู้คน สร้างอำนาจและก่อการปฏิวัติ เช่น การปฏิวัติเพื่อสถาปนาราชวงศ์ “หมิง” ก็เกิดจากสถานธรรมแห่งหนึ่ง
ที่ใช้แนวคิดตามลัทธิบูชาไฟ ชื่อว่า “พรรคหมิงเจี้ยว” อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ แม้แต่ประเทศไทยปัจจุบัน ทุกครั้งที่มี
การปฏิวัติ หรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสำคัญๆ ก็ล้วนมี “เบื้องหลัง” ทั้งสิ้น ดังนั้น ประเทศจีนภายใต้
ระบอบเผด็จการ เริ่มจากยุคราชวงศ์แมนจู จึงทำการทำลายล้างสถานธรรมหลายแห่ง ที่สำคัญที่สุด คือ วัดเส้าหลิน
นอกจากนี้ ในการยึดเอาทิเบตมาเป็นของประเทศจีนนั้น ก็มีการฆ่าพระไปมากมายเช่นกัน ไม่ต่างจากการเปลี่ยนเวียดนาม
เป็นคอมมิวนิสต์ที่พระต้องประท้วงเผาตัวตาย นี่เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าพระและนักการเมืองเป็นขุมอำนาจที่ต้องทำลาย
เพื่อตนจะได้ครอบครองอำนาจต่อไป เรื่องของ “พรรค” และ “ยุทธภพ” นั้น ไม่ใช่ของหลอกเด็ก ไม่ใช่นิทาน แต่มีอยู่จริง
และทุกวันนี้ ก็มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเสมอ


คำว่ายุทธภพ คือ วงการนักเลงที่มีอำนาจมีอิทธิพลมาก ส่งผลต่อประเทศชาติได้ และทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย
นั่นเอง เช่น พวกพ่อค้าที่มีเงินมากพอสนับสนุนให้ใครขึ้นเป็นประธานาธิบดีได้ เขาก็อยู่ในวงการนักเลงนี้
เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการค้าในอนาคต ก็นับเป็นคนใน
“ยุทธภพ” เช่นกัน หากมีการฝึกยุทธ์ เพื่อใช้ประโยชน์
ทางการทหารด้วย เช่น เพื่อการปฏิวัติ สร้างกองทัพ ก็จะเรียกว่าเป็น “จอมยุทธ์” ได้คนหนึ่ง ยุทธภพในปัจจุบัน
ได้ครอบงำโลกทั้งโลกแล้ว มีพรรคสองพรรคใหญ่ คือ พรรคฟรีเมสัน หรือ “พรรคอสูร” ฝ่ายคอมมิวนิสต์ ที่รวมหัว
กับพวกแขกอิสลาม เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันคือล่มประเทศอเมริกาและพรรคอิลูมินาติเสีย และอีกพรรคหนึ่งคือ
พรรคอิลูมินาติ ที่เดิมเป็นพรรคของพระโพธิสัตว์ที่เน้นปัญญาแต่ถูกมารครอบงำในภายหลัง หลังจากที่สมาชิกพรรค
ละเลยการปฏิบัติเพื่อให้รู้แจ้ง กลายเป็น การเข้าพรรคเพียงหวังอำนาจและเงินทอง ซึ่งอยู่ฝ่าย “ทุนนิยม” สองขั้วอำนาจนี้
แผ่อิทธิพลไปทั่วโลก แม้แต่เบื้องหลังนายกของประเทศไทยจำนวนมาก ก็มีพรรคอสูรและพรรคมารเหล่านี้หนุนหลังทั้งสิ้น


เปิดโปงขบวนการพุทธพาณิชย์ คือ เส้นสายพรรคมาร “อิลูมินาติ”

ขบวนการอิลูมินาติ ที่ข้าพเจ้าขอเรียกว่า “พรรคมาร” นี้ เพราะในกายทิพย์ของคนที่อยู่ในเครือข่าย
มักมีกายทิพย์มารอยู่ พวกเขามีอิทธิพลต่อโลกมาก เช่น อยู่เบื้องหลังสตรีหมายเลขหนึ่งของอเมริกา ในขณะที่
พรรคอสูร “ฟรีเมสัน” อยู่เบื้องหลังชายผู้นำที่มีกายทิพย์เป็นอสูรทศกัณฑ์ ขบวนการพุทธพาณิชย์ในไทย
น่าจะเริ่มต้นจาก พระรูปหนึ่งที่ห่มผ้าเหลืองไม่ได้ ไปห่มเขียว แล้วท่องยุทธภพที่อเมริกานานวันเข้า เขาอยากทำ
เพื่อพระศาสนาแต่ไม่เข้าใจ จึงหลวมตัวเดินทางผิดเป็นส่วนหนึ่งของพรรคมาร อิลูมินาติ และได้เงินมากมาย
มาสนับสนุนให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางพุทธศาสนาแห่งโลก” ที่มีสัญลักษณ์รวมใจ เหมือนพีรามิดยอดกลม นอกจากนี้
พรรคมารอิลูมินาติ ยังสนับสนุนการศึกษาพุทธศาสนาโดยเอารูปแบบการศึกษาในทางโลก คือ
ระบบการศึกษาแบบฝรั่งมาใส่ในพุทธศาสนา ทำให้พุทธศาสนาไทยกลายเป็น “พุทธพาณิชย์” เงินมากมายมหาศาล
ก็หลั่งไหลเข้ามาสู่วงการการศึกษาพุทธศาสนาแบบ “วิชาการ” แต่ไม่เกิดมรรคผลแท้จริง


หวังว่าท่านผู้อ่านคงทราบนะครับ ว่าใครบ้าง น่าจะอยู่พรรคมาร “อิลูมินาติ” ถ้าไม่รู้ก็ดูกายทิพย์เลย
ถ้าไม่รู้อีก ให้สังเกตเอา พวกนี้ ถูกกระแสทุนนิยม, วัตถุนิยม ครอบงำหมด งานทำงานของพวกนี้ คือ
การเข้าไปสร้างสัมพันธ์เส้นสายให้พระสงฆ์ดังๆ ในประเทศที่ยอมจำนนและหลงเข้าเป็นพวกโดยไม่รู้เลยว่า
พวกนี้มีเจตนาทางการเมืองซ่อน เร้นอยู่เบื้องหลัง โดยจะทำทีมาช่วยสร้างวัด ให้เงินทำบุญสนับสนุนพุทธศาสนา
พอพระสงฆ์ที่คิดจะทำเพื่อพุทธศาสนา เห็นเขาเอาเงินมาให้คิดว่ามีเจตนาดี ก็เปิดใจรับ แล้วก็หลวมตัวเข้าสู่
ขบวนการพุทธพาณิชย์ อันเป็นส่วนหนึ่งของการแผ่อิทธิพลของพรรคมารนี้


เปิดโปงขบวนการล้มล้างสถาบัน คือ เส้นสายพรรคอสูร “ฟรีเมสัน”

ขบวนการทำลายสถาบันของชาติไทย ที่ข้าพเจ้าขอเรียกว่า “พรรคอสูร” นี้ เพราะในกายทิพย์ของ
คนพวกนี้ เป็น “อสูร” มีหัวหน้าสามตัวใหญ่บงการคือ อสูรทารุณ ที่ก่อให้เกิดไฟลุกโชนในสามจังหวัดภาคใต้ของเรา
ซึ่งมีเส้นสายมาจากพวกแขก, อสูรมหิงสา ตัวนี้เล่นทั้งการเมืองและการทหาร มีฤทธิ์มากและเหลี่ยมจัด
เป็นผู้นำฝ่ายคอมมิวนิสต์ และอสูรราหู ตัวนี้มักเป็นหุ่นเชิดอยู่เบื้องหน้า เพราะครอบงำคนให้ลุ่มหลง เช่น
ที่ประเทศไทยก็เคยได้เจอมาแล้ว คือ อสูรราหูที่ชื่อ “อสุรินทราหูโพธิสัตว์” เป็นพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมี
แต่กำลังอ่อน หลงเข้าฝ่ายอสูรไป แต่ภายหลังอสูรราหูถูกพระนารายปราบต่อด้วยอีกท่านหนึ่งช่วยจัดการจนสิ้นซาก
ทำให้กำลังของพรรคอสูรลดลง และเกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย ต่อมาพวกพรรคอสูรได้เลือกอสูรตัวใหม่
มาแทนที่อสูรราหู คือ อสูรทศกัณฑ์ ซึ่งมีพรรคพวกวงวานเยอะมากนั่นเอง อสูรใหญ่ทั้งสามทำงานในพรรคนี้
หากเราเพ่งด้วยตาทิพย์เห็นกายทิพย์อสูรพวกนี้เข้า ก็รู้ได้เลยว่าพวกเขามีเส้นสายจากพรรคอสูรฟรีเมสัน
ซึ่งใช้การสร้างภาพให้คนยอมรับ เช่น สร้างโครงการมากมาย, การมีมูลนิธิ ฯลฯ ช่วงหลังๆ พรรคอสูรฟรีเมสัน
ได้ อสูร “มังกรดำ” มาร่วมด้วย ในประเทศไทย ข้าพเจ้าได้พบสถานธรรมแห่งหนึ่ง กำลังดังมาก
คนไปแต่ละครั้งประมาณสองพันคน คนกรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่ เงินไหลมามากมายทำให้พวกเขาสร้างตึกใหม่
ราวกับเป็นอาณาจักรทีเดียว ที่นี่ มี “อสูรมังกรดำ” อยู่ เป็นพวกฟรีเมสัน แต่ถูกคุมด้วยพลังของพระอวโลกิเตศวร
เบื้องบน ที่กล่าวนี้ เป็นคนจริง มีชีวิตจริง แต่จิตวิญญาณไม่ใช่มนุษย์ครับ มีกายทิพย์อสูรแทรกอยู่ และเป็นศัตรู
ตัวฉกาจของพรรคมาร “อิลูมินาติ”


วิธีการทำงานที่ชัดเจนของพรรคอสูรฟรีเมสัน คือ การปล่อยข่าวว่า “พระศรีอาริยเมตตรัย”
จะลงมาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ และก่อการ เพื่อล้มล้างสถาบันกษัตริย์ไทย และก่อตั้งสถานธรรมมากมายในประเทศไทย
คนมากมายก็ศรัทธาเพราะเชื่อในคำทำนายนั้น ผู้ที่อยู่ปลายสายไม่รู้ถึง “เจตนาที่ซ่อนเร้น” คือ “การเป็นใหญ่”
ของผู้มีอำนาจที่คอยบงการเบื้องหลัง ซึ่งได้อาศัยสถานธรรมและอนุตรธรรมที่เคยปฏิบัติดีงามมาเก่าก่อน
เป็นที่รวมศรัทธาคน และเบี่ยงเบนไปสู่การกระทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายหลังทำให้อนุตรธรรม
ที่เคยทำงานให้เบื้องบน ถูกครอบงำโดยพวกอสูรเหล่านี้ ทีละน้อย

---------------------------------------------------------------------------------------------
กลุ่มอิลูมินาติและฟรีเมสันมีอยู่ในโลกนี้จริงหรือ?

สมาคมฟรีเมสัน ดร. นิติภูมิ นวรัตน์

ผู้อ่านท่านครับในหลายประเทศจะไม่ยอมให้คณะผู้นำของประเทศขึ้นมาสู่อำนาจอย่างไร้ทิศทาง
บางประเทศเข้มข้นถึงขนาดมีองค์กรลับที่สุด เพื่อที่จะสรรหาและฝึกฝนผู้คนขึ้นไปสู่การมีอำนาจและ
การดูแลอำนาจองค์กรหนึ่งซึ่งทรงพลังมากในสมัยโบราณหลายร้อยปี และยังคงทรงพลังต่อเนื่อง
จนกระทั่งถึงปัจจุบันก็คือ “ฟรีเมสันส์”

ขอเรียนซะก่อนนะครับ ว่าฟรีเมสันส์ไม่ใช่องค์กรศาสนา แต่เป็นศูนย์รวมใจของสมาชิกและภราดรภาพ
ฟรีเมสันส์เคยถูกมองว่าเป็นพวกที่มีแนวความคิดขบถต่อสังคม ผู้อ่านท่านลองไปค้นชื่อของสมาชิก
ขบวนการปฏิวัติในสหรัฐฯและในฝรั่งเศสดูซีครับ ไม่ว่าในสงครามประกาศอิสรภาพเมื่อ พ.ศ. 2318-2326
และการปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ. 2332-2342 หรือในการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งสำคัญ
ในประเทศทางแถบยุโรปและในอเมริกากลาง ท่านจะพบว่าสมาชิกขององค์กรฟรีเมสันส์มีบทบาทนำแทบทั้งสิ้น
จึงมีหลายคนมองว่าฟรีเมสันส์เป็นองค์กรที่มีบทบาททางการเมือง แต่สมาชิกฟรีเมสันส์ก็ออกมาปฏิเสธว่า
พวกตนไม่ยุ่งการเมือง

ฟรีเมสันส์เคยถูกมองว่าเป็นสมาคมลับ แต่พวกฟรีเมสันส์เองมองว่าพวกตนไม่ใช่สมาคมลับ
แต่เป็นสมาคมที่กุมความลับต่างหาก

ถ้าผู้อ่านท่านที่เคารพเข้าไปในเว็บไซต์ ท่านจะเห็นว่ามีการสมัครบุคคลเข้าเป็นสมาชิกของฟรีเมสันส์กันเปอะปะ
ขอเรียนนะครับว่า คำประกาศรับสมัครเป็นสมาชิกฟรีเมสันส์ที่ท่านเห็นนั้น มักจะไม่เป็นความจริง
เพราะการเข้าเป็นสมาชิกฟรีเมสันส์จริงๆจะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดมาก จะต้องเป็นชายที่มีความเป็นอิสระ ไม่ผูกพัน,
เชื่อในความมีตัวตนของพระผู้เป็นเจ้า (จะพระเจ้าตามความเชื่อของชาวคริสต์หรือไม่ก็ได้) มีอายุไม่ตํ่ากว่า 18 ปี
ต้องมีจิตใจดีงาม มีคุณธรรมและจริยธรรม และข้อสุดท้ายก็คือ จะต้องมีชาติกำเนิดที่เป็นไท ไม่เคยตกเป็นทาส

สมัยก่อนห้ามผู้หญิงเป็นสมาชิกของฟรีเมสันส์อย่างเด็ดขาด จนกระทั่งวันหนึ่ง เอลิซาเบธ อัลด์เวิร์ธ มองลอดช่องอิฐผนัง
บังเอิญไปพบเห็นการประกอบพิธีกรรมขององค์กรนี้ที่บ้านของคุณพ่อ เมื่อถูกจับได้ ชาวฟรีเมสันส์จึงแก้ไขปัญหาด้วยการ
ยอมรับเธอเข้าเป็นสมาชิกหญิงคนแรกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็จึงเกิดองค์กรของสมาชิกฟรีเม-สันส์ที่รับผู้หญิงเข้าร่วมด้วย

ก่อนที่จะเข้ารับพิธีกรรมเป็นฟรีเมสันส์เต็มตัว ผู้จะเป็นจะถูกเรียกว่า แคนดิเดต ที่มีความหมายว่า ผู้ถูกเสนอตัว
คนที่เป็นแคนดิเดต จะสวมเสื้อและกางเกงธรรมดา แต่จะต้องพับแขนเสื้อขึ้นไปข้างหนึ่ง ขากางเกงก็จะพับขึ้นไปอีกข้างหนึ่ง
ปล่อยข้างหนึ่ง จะต้องถูกผูกตาด้วยผ้าผูกตาสีดำ ซึ่งหมายถึงว่า ก่อนจะมาเป็นสมาชิกของฟรีเมสันส์ ยังคงอยู่ในโลกมืด
ที่มืดมน แคนดิเดตจะมีเชือกผูกเงื่อนคล้องที่คอ ต้องปล่อยปลายเชือกไว้ให้กับสมาชิกฟรีเมสันส์คนอื่นเป็นผู้ถือ


แคนดิเดตจะถูกนำไปอยู่ตรงระหว่างเสา 2 ต้น ที่หน้าโต๊ะบูชา เสาทั้ง 2 ต้นนี่แทนสัญลักษณ์ของเสา 2 ต้น
ที่เคยอยู่ตรงหน้าวิหารแห่งโซโลมอน ระหว่างเสา 2 ต้น จะมีโต๊ะบูชาที่มีคัมภีร์ฟรีเมสันส์เปิดอยู่
หน้าที่เปิดของคัมภีร์จะมีสัญลักษณ์ไม้ฉากและวงเวียนวางอยู่ ที่นี่แคนดิเดตจะทำพิธีให้สัตย์สาบานปฏิญาณตน
ว่าจะเชื่อในพระเจ้าของฟรีเมสันส์ และจะกระทำตนตามแบบอย่างของฟรีเมสันส์ คำปฏิญาณข้อสำคัญของแคนดิเดต
ก็คือ จะต้องรักษาความลับของหมู่คณะเท่าชีวิต

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงไม่มีเรื่องของพวกฟรีเมสันส์ แพร่งพรายออกสู่โลกภายนอก เมื่อสาบานเสร็จก็จะมี
การเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ เป็นชุดเครื่องแบบของสมาชิกฟรีเมสันส์ เมื่อพิธีสำเร็จแล้ว ก็จะมีการนำผ้าผูกตาและ
บ่วงคล้องคอเอาไปทิ้ง

จากนั้นสมาชิกใหม่ก็ จะได้ผ้ากันเปื้อนที่คาดไว้ตรงเอวแบบผ้ากันเปื้อนของทารกที่ต้องใช้ผ้ากันเปื้อน
ก็เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ พิธีกรรมที่ว่านี้ทำกันโดยเปิดเผย แต่พิธีกรรมหลังจากนั้นเป็นพิธีกรรมลับ
อีกหลายพิธี ซึ่งไม่เป็นที่เปิดเผยต่อคนอื่น ดังนั้น ใครก็ตามที่แอบไปได้เห็นการกระทำพิธีกรรมลับอันนี้ ก็จะต้องถูก
ให้เข้าเป็นสมาชิกของฟรีเมสันส์

การรวมกลุ่มกันของประชาชน เป็นเรื่องดี แต่ต้องเป็นกลุ่มสว่าง การกระดิกพลิกตัวทุกอย่างของผู้นำกลุ่มโปร่งใส
แต่ถ้ากลุ่มนั้นเป็นกลุ่มลับที่มองไม่เห็น ผลก็อาจจะเป็นอีกอย่าง

แกรนด์ลอดจ์ออฟอิงแลนด์ เป็นองค์กรแม่ขององค์กรลับแห่งหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลมาก เรียกว่าองค์กรลับฟรีเมสันสากล
หลายประเทศมีองค์กรลับฟรีเมสันอยู่ในประเทศชาติบ้านเมืองของตน แม้แต่สหรัฐอเมริกาเริ่มมีการตั้งองค์กรลับฟรีเมสัน
ขึ้นมาตั้งแต่ในยุคสมัยอาณานิคม สมาชิกขององค์กรพวกนี้จะมีการช่วยเหลือกันในทางลับอย่างเข้มแข็ง ใครในองค์กร
ไปเล่นการเมืองก็มักจะได้รับการสนับสนุน นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามจึงรวมตัวกันตั้งเป็นพรรคการเมืองที่มีชื่อว่า
“พรรคต่อต้านเมสัน” ขึ้นมา ต่อต้าน

องค์กรลับบางแห่งมีประวัติก่อตั้งมายาวนานหลายร้อยปี มีธรรมเนียมปฏิบัติและกฎระเบียบที่เคร่งครัด
การจัดรับสมาชิกใหม่ก็ทำได้ยาก มาคมลับบางแห่งฆ่าสมาชิกทิ้งทันที หากจับได้ว่าสมาชิกผู้นั้นคิดคดทรยศ
หรือกำลังจะตีจาก


การเริ่มขององค์กรลับพวกนี้ มีประวัติความเป็นมาไม่เหมือนกัน อย่างองค์กรลับฟรีเมสันเกิดจากการรวมตัวของ
ช่างสร้างโบสถ์และวิหาร ในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่เรียกว่าสโตนเมสัน ช่างกลุ่มนี้ชุมนุมสุมหัวรวมตัว
ช่วยกันรับงานจนบั้นปลายท้ายที่สุดก็ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยและมีอิทธิพลต่อพระและประชาชน


ปัจจุบันทุกวันนี้ สำนักงานใหญ่ของแกรนด์ลอดจ์ออฟอิงแลนด์อยู่ที่อาคารฟรีเมสันฮอลล์ กรุงลอนดอน
การรวมตัวกันก็เหมือนสโมสรอื่นๆ เช่น สโมสรโรตารี สโมสรไลออนส์ ฯลฯ แต่สมาคมลับฟรีเมสันนี่เข้มแข็ง
และลึกซึ้งกว่า

สำหรับสมาคมลับฟรีเมสัน แต่ละกลุ่มลับที่จัดตั้งขึ้นมา จะถูกเรียกว่าคือลอดจ์ และหลายลอดจ์รวมตัวกัน
เป็นแกรนด์ลอดจ์

แกรนด์ลอดจ์แต่ละแห่งมีการบริหาร การกำหนดพิธีกรรมและข้อ บังคับเป็นอิสระ แต่มีข้อเหมือนกันคือ
ต้องมีการประชุมแบบลับและมีอุดมการณ์เดียวกันในเรื่องของภราดรภาพ ต้องนำเครื่องมือช่างมาสร้างเป็นสัญลักษณ์
เชิงสถาปัตยกรรมรูปแบบต่างๆ สัญลักษณ์ส่วนใหญ่ของสมาคมลับฟรีเมสันแต่ละลอดจ์และแกรนด์ลอดจ์มักจะมีเป็น
รูปไม้ฉาก วงเวียน ส่วนช่องว่างตรงกลางระหว่างไม้ฉากและวงเวียนมักจะมีรูปดวงดาวที่เจิดจ้า
บางลอดจ์หรือแกรนด์ลอดจ์มีตัวอักษร G ที่มาจาก God พระเจ้า

กลุ่มชมรม หรือสมาคม อะไรก็แล้วแต่ เมื่อตั้งขึ้นมาแล้ว นโยบายหรืออุดมการณ์ของกลุ่มจะต้องแน่นอน
ไม่ใช่รวนเรเป๋ไป เป๋มา แล้วแต่ว่าผลประโยชน์จะวิ่งวนไปทางไหนอุดมการณ์สำคัญ ของสมาชิกสมาคมลับฟรีเมสันก็คือ
การมีขันติธรรมทางศาสนา ยึดมั่นในหลักเสรีภาพ และความเท่าเทียมกันของประชาชน

ไม่ให้ถือ ว่ากลุ่มของข้าใหญ่ พวกข้าจะปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อใช้ประโยชน์ จากข่าวปลอมนี้ ปั่นหัวประชาชน
ให้หมุนไปทางไหนก็ได้ ถ้าเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมชั่วเห็นแก่ตัวและก้าวร้าวอย่างที่ว่า ก็ยากที่จะดำรงคงอยู่
คู่ ประเทศไปได้นาน เผลอแผล็บแป๊บเดียว อ้าว จบแล้ว แต่พวกที่ใช้ความยุติธรรมนำกลุ่มอย่างสมาคมฟรีเมสัน
อยู่มานานตั้งแต่ประมาณ ค.ศ.1800 โน่น ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาล ที่ 1
ต่อเนื่องจนถึงสมัยปัจจุบัน ยาวนานประมาณกว่า 200 ปีแล้ว

สมาชิกของ สมาคมลับฟรีเมสันนี่ไม่มีการจำกัดในเรื่องของ ศาสนา ศาสนิกชนของศาสนาไหนก็เข้าไปเป็นสมาชิกได้
แต่ต้องยอมรับที่จะต้องปรับปรุงตนเอง และต้องช่วยเหลือสาธารณะ การเป็นสมาชิกสมาคมฟรีเมสันนี่เข้มมาก
เข้มกว่าสมาชิกของโบสถ์ ซะอีก ดังนั้น คริสตจักรโรมันคาทอลิกจึงไม่ชอบสมาคมนี้ ทั้งที่ ในสหรัฐฯ และในยุโรป
องค์กรนี้มีเครือข่ายระโนงโยงเยงอย่างกว้างขวาง แต่ในประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเคร่ง
อย่างสเปนรัฐบาลไม่อนุญาตให้ตั้งสมาคมลับนี้เด็ดขาด

เพราะสมาคมลับฟรีเมสัน ทรง อิทธิพล สมัยหนึ่ง จึงมีผู้คนกล่าวหาว่าสมาชิกของกลุ่มทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย
สมาชิกหลายคนถูกทำร้าย จำนวนไม่น้อยที่ภรรยาของสมาชิกถูกบังคับให้ไปดึงสามีออกจากสมาคมให้ได้

ขณะนี้ มีสมาชิกของสมาคมลับฟรีเมสันอยู่กระจัดพลัดพรายทั่วไป ในดินแดนสหรัฐอเมริกาประมาณ 3 ล้านคน

ท่านอาจจะเคยเห็นสถานสงเคราะห์/บ้านเมสันที่ดูแลเด็กกำพร้า คนชรา และภรรยาม่ายที่พึ่งตัวเองไม่ได้
สถานที่พวกนี้นี่แหละ เป็นหนึ่งในมากมายหลายผลงานของสมาคมลับฟรีเมสัน.
ผมได้รับโทรศัพท์สอบถามจากท่านผู้รู้จักว่า องค์กรฟรีเมสันส์นั่นมีจริงๆไหม? ใครเป็นสมาชิกบ้าง?
ขอเรียนยํ้าว่ามีจริงๆครับ มีมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน และผมมีความเชื่อว่าจะยังมีต่อไปในอนาคต
อีกนานเท่านาน

คน ระดับโลกที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกขององค์กรลับตั้งแต่เด็กๆ องค์กรเหล่านี้รับสมาชิกยากมากจริงๆ
แต่เมื่อรับไปแล้ว สมาชิกก็จะเขยิบขึ้นเป็นคนระดับโลก เดินทางมาไหนไปประเทศใด จะมีมือที่มองไม่เห็นคอยจัดการ
อำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง เมื่อปฏิบัติการงานสิ่งใด ก็จะมีมือที่มองไม่เห็นคอยจำกัดศัตรูเพื่อให้ท่านใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น

องค์กรลับระดับโลกดังๆ ก็เช่น องค์กรหัวกะโหลกกระดูกไขว้ หรือ สกัลล์ แอนด์ โบนส์
สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ CFR, ไทรเลตเทรอล คอมมิสชัน, บิลเดอร์เบิร์ก และ อิลลูมิเนติ
องค์กรลับทั้ง 5 แห่งเหล่านี้มีการจับมือแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ช่วยเหลือกัน ต่อมาจึงครองโลก
ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดยิ่งขึ้น


อดีตประธานาธิบดีจอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช ผู้พ่อ สมัยหนุ่มเคยเข้าพิธีสาบานตนต่อหน้าคัมภีร์ฟรีเมสันส์
แต่ไม่ได้เข้าพิธีอย่างสมบูรณ์ จึงไม่ถือว่าเป็นสมาชิกของฟรีเมสันส์ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช คนลูกก็เหมือนกัน
พยายามหาทางเข้าเป็นสมาชิก แต่ทำพิธีได้ไม่ครบจึงไม่ถือว่าเป็นสมาชิกฟรีเมสันส์

บิลล์ คลินตัน ฉายแววผู้นำตั้งแต่ยังเด็ก สมัยเด็กได้ทำพิธีในสำนักเดอ โมเลย์ ซึ่งเป็นสำนักฟรีเมสันส์สำหรับเด็ก
สมาชิกองค์กรลับฟรีเมสันส์ คนอื่นๆ ก็เช่น เฮนรี ฟอร์ด, วอลเตอร์ ไครส์เลอร์, โธมัส เจ วัตสัน, เอิร์ล วอร์เรน
(หัวหน้าคณะทำงานสอบสวนคดีลอบสังหาร จอห์น เอฟ.เคนเนดี,เจ. เอดการ์ ฮูเวอร์ เจ้าพ่อเอฟบีไอ),
กษัตริย์วิลเลียมที่ 4 แห่งอังกฤษ, กษัตริย์จอร์จที่ 4 แห่งอังกฤษ, กษัตริย์จอร์จที่ 6 แห่งอังกฤษ, โฮเซ เดอ ซาน มาร์ติน
(วีรบุรุษของชาวอาร์เจนตินา), นโปเลียน โบนาปาร์ต, กษัตริย์ฮุสเซน แห่งจอร์แดน, ยาวะหะราล เนห์รู, ยิตซัค ราบิน,
ยัสเซอร์ อาราฟัต, เซอร์ วินส์ตัน เชอร์ชิลล์,วูล์ฟกัง อมาดิอุส โมสาร์ต, ลุตวิก ฟาน บีโธเฟน, เกรน ฟอร์ด, คลาร์ค เกเบิล,
จอห์น เวย์น, โธฮัน วูล์ฟกัง, ฟอน เกอเธ, จอห์น เกรน, เจมส์ วัตต์ ฯลฯ

ประธานาธิบดีของ สหรัฐฯ ตั้งแต่คนแรก จอร์จ วอชิงตัน มาจนถึงปัจจุบัน
เป็นสมาชิกฟรีเมสันส์เต็มรูปแบบถึง 15 คน และรองประธานาธิบดี 19 คน

ปัจจุบัน ในสหรัฐอเมริกามีสำนักงานองค์กรลับฟรีเมสันส์ อยู่ครบทุกรัฐ องค์กรฟรีเมสันส์เข้าไปในสหรัฐฯเมื่อ พ.ศ. 2276
สำนักฟรีเมสันส์แห่งแรกตั้งที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเสตต์ แต่เป็นสาขาจากอังกฤษ สำนักงานที่เป็นของสหรัฐฯอย่างแท้จริงนั้น
ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2277 ที่เมืองซาวันนา รัฐจอร์เจีย ต่อมาพวกฟรีเมสันส์ในสหรัฐฯแบ่งเป็น 2 สาย คือสายสมัยใหม่
และสายเก่าแก่ที่เรียกว่าสายแอนเทียนต์


ในหลายประเทศมี องค์กรลับ คอยดูแลความเป็นไปของชาติ โดยการรวบรวมคนที่ฉลาดจริงๆ มีการศึกษาดี
เข้ามาอยู่ด้วยกัน คนพวกนี้จะเข้าใจความเป็นไปของโลก มีเครือข่ายระโนงโยง ไปเหมือนใยแมงมุม
เมื่อมีปัญหาที่ประเทศชาติบ้านเมืองของตนต้องการความช่วยเหลือ สมาชิกขององค์กรลับเหล่านี้ก็จะใช้ความสัมพันธ์
อันแน่นแฟ้นที่สุดของตัวเองเข้า ไปจัดการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

ผมมีความเชื่อเป็นการส่วนตัว ว่า ในประเทศไทยของเรา ก็มีสมาชิก องค์กรลับฟรีเมสันส์อยู่หลายคน
สมาชิกขององค์กรที่ทรงอิทธิพลอย่าง CFR ก็น่าจะมีไม่น้อย

เมื่อใดที่คนเหล่านี้ก้าวเข้าไปสู่การเมืองและดูแลบริหารประเทศ ผมมีความเชื่อเป็นการส่วนตัวว่า
ประเทศชาติจะสุขสงบครับ


หลังจากที่ผมรับใช้เรื่องขององค์กรลับฟรีเมสันส์ไปแล้ว 2 วัน ก็มีคนตั้งคําถามว่า สมาคมลับ องค์กรลับระดับโลกอื่นๆ
ยังมีอีกบ้างหรือเปล่า? และองค์กรลับต่างๆ เหล่านั้นมีอิทธิพลระโนงโยงใยมาถึงเราด้วยหรือไม่?

ขอตอบว่าแน่นอนครับ มีมานานแล้ว ถ้าผู้อ่านท่านยังจําชนวนของสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ อาร์คดยุก ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์
แห่งออสเตรียถูกลอบสังหาร โดยนักศึกษาชาวเซอร์เบีย ซึ่งฆาตกรที่ถูกจับได้เป็นสมาชิกของกลุ่มแบล็กแฮนด์ที่สนับสนุน
โดยองค์กรลับฟรีเมสันส์

สงครามโลกครั้งที่ 1 ทําให้เกิดสันนิบาตชาติ (ภายหลังมีสงคราม โลกครั้งที่ 2 จึงเกิดองค์กรลักษณะเดียวกัน คือ
สหประชาชาติ) แนวความคิดขององค์กรโลก ทําให้คนกลุ่มหนึ่งมองเห็นวิธีการควบคุมโลกอย่างเป็นองค์รวม
จึงตั้งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ Council On Foreign Relations หรือ CFR ขึ้นในสหรัฐฯ เมื่อ พ.ศ.2464
คนที่เริ่มคือ พันเอก เอ็ดเวิร์ด เอ็ม เฮาส์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยเฮาส์วิ่งไปแจกแจงแถลงความคิด
และวิ่งเต้นขอเงินสนับสนุน จาก กลุ่มธุรกิจเซซิล โรดส์, กลุ่มเจพี มอร์แกน, กลุ่มโรธส์ไชลด์, กลุ่มคาร์เนกีและกลุ่มร็อคกีเฟลเลอร์

ประสงค์ที่แถลงอย่างเป็นทาง การในการตั้ง CFR ก็คือ ต้องการให้ CFR เป็นองค์กรที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก
ที่ทุกชาติจะเดินทางไปในแนวทางเดียวกันและ จับมือกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นองค์รวมในระดับนานาชาติ

CFR ต้องการทําให้โลกเป็นหนึ่งเดียวและเป็นเจ้าของตัวจริงในทฤษฎีการจัดระเบียบโลกใหม่
ให้โลกมีสังคมเดียว
ศาสนาเดียว มีรัฐบาลเดียว มีประเทศเดียวในโลกที่เป็นศูนย์กลาง (สหรัฐฯ) ที่ใช้เครือข่ายการบริหารที่กระจายไป
ตามเมืองหลวงใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ปารีส โตเกียว กรุงเทพฯ ลอนดอน ฯลฯ

CFR ต้องการให้ประเทศต่างๆ แปรสภาพเป็นรัฐ
หรือเป็นจังหวัดโดยมีรัฐบาลกลางอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.


เพื่อไม่ให้มหาอํานาจโลกที่เป็นศูนย์กลางล่มสลายได้ง่ายดายเหมือนที่กรุงโรมเคยล่มมาแล้ว
ศาสตราจารย์ ดร.แคร์รอลล์ ควิกลีย์ แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ จึงเสนอทฤษฎีพลวัตของสังคมมนุษย์แนวใหม่
ที่ให้มหาอํานาจซึ่งเป็นศูนย์กลางสร้างเครือข่ายที่ประสานกันได้ทั่วโลก และจะต้องไม่มีการแทรกแซงระหว่างเครือข่ายต่างๆ
แต่ให้มีการร่วมมือกันที่เรียกว่า ภราดรภาพต่อกัน อีกทฤษฎีหนึ่งซึ่ง ดร.ควิกลีย์สร้างขึ้นเพื่อนํามาใช้ในการคุมโลกของ CFR
ก็คือ ทฤษฎีโต๊ะกลม ซึ่งให้ทุกคนในเครือข่ายสามารถนั่งสานประโยชน์ด้วยกันได้อย่างลงตัว

ด้วยทฤษฎีนี้นี่แหละครับ CFR จึงประสานไปยังองค์กรลับที่จัดตั้งมานานแล้วเป็นร้อยปี และองค์กรลับใหม่ๆ
ซึ่งมีอิทธิพลระดับประเทศและระดับภูมิภาคอย่างองค์กรลับ ฟรีเมสันส์, บิลเดอร์เบิร์ก, อิลลูมิเนติ, สมาคมสกัลล์แอนด์โบนส์
(สมาคมหัวกะโหลกกระดูกไขว้) และสมาคมลับไทรเลตเทอรอล คอมมิสชัน

องค์กรลับ CFR จึงเป็นองค์กรที่มีศักยภาพสูงสุดในการควบคุมโลกในยุคนี้ มีการทํางานอย่างเป็นระบบระเบียบมาก
มีผู้นําประเทศ รัฐมนตรี นายทหาร นายธนาคาร ฯลฯ ที่อยู่ตามรัฐบาลต่างๆ ทั้งโลกสูงถึง 4,000 คน

เมื่อรับใช้ถึงฟรีเมสันส์และ CFR แล้ว นิติภูมิก็อดไม่ได้ที่จะลากปากกาถึง บิลเดอร์เบิร์ก ซึ่งจัดประชุมกันครั้งแรก
เมื่อ พ.ศ.2497 ที่โรงแรมบิลเดอร์เบิร์ก เมืองอูสเตอร์บีก ประเทศฮอลแลนด์ สมาชิกกลุ่มนี้ทั้งที่ตายไปแล้วและที่ยังอยู่ก็มี
เฮนรี คิสซิงเจอร์, บิลล์ เกตส์ (เศรษฐี อันดับ 1 ของโลก), เดนนิส เฮียเลย์ (อดีตผู้นําพรรคแรงงานและ รมว.ความมั่นคง
ของอังกฤษ), เดวิด ร็อคกีเฟลเลอร์, เจ้าชายเบิร์นฮาร์ด(พระสวามีของราชินีจูเลียนาแห่งเนเธอร์แลนด์),โรนัลด์ รัมส์เฟลด์ ฯลฯ

กลุ่มบิลเดอร์เบิร์กประชุมสามัญกันทุกปีอย่างเปิดเผย โดยจะมีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 100 ที่นั่ง ประชุมเสร็จก็มีการแถลงข่าว
อย่างเป็นทางการว่าประชุมอะไรกันไปบ้างแต่จะไม่พูดถึงวาระลับซ่อนเร้นที่รู้กันเฉพาะในหมู่สมาชิกเท่านั้น

การถล่มอัฟกานิสถานและอิรัก ความพยายามในการสกัดกั้นจีนความรุนแรงในบางจังหวัดของบางประเทศ ฯลฯ
นโยบายต่างๆ เหล่านี้มีการวางแผนและประสานจาก องค์กรลับของโลกแทบทั้งนั้น ฝีมือระดับประเทศไม่มีทางทราบ
และไม่มีทางแก้ไขได้

ฝากไว้อีก ทีครับ ว่าฝีมือของคนเดียวระดับประเทศไม่มีทางแก้ไขอะไรได้ ต้องฝีมือของคนหลายคนที่มีเครือข่าย
ระโนงโยงใยในหลายองค์กรโลกเท่านั้น

นิติภูมิ นวรัตน์

https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=32&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Nov 19, 2009 10:29 pm, ทั้งหมด 4 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Nov 19, 2009 4:08 pm

สมาคมลับ Illuminati (อิลลูมินาติ)

แปลตรงตัวตามดิกชันนารี่ illuminati หมายถึง ผู้ที่มีสติปัญญาอันล้ำเลิศ

อิลลูมินาติ เป็นกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ตั้งขึ้นมาอย่างลับๆเนื่องจาก พวกตนได้ถูกกลุ่มคริสตจักร ไล่ฆ่า
เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นลัทธิ ของซาตาน เนื่องจากเหล่านักวิทยาศาสตร์เกิดความขัดแย้งขึ้นกลับคริสตจักร
ในเรื่องการ กำเนิดโลก และในอีกหลายๆเรื่อง ประเด็นหลักก็คือ คริสตจักรเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสิ่ง
แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อว่าสสารไม่มีวันเกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า(จึงได้เกิดทฤษฎี บิกแบง ที่เป็นทฤษฎี
การกำเนิดโลกที่ได้รับการเชื่อถือมากที่สุด ในทางวิทยาศาสตร์

เนื่องจากในอดีตศริสตจักรเป็นกลุ่มที่มีอำนาจมาก ทำให้กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ไม่อาจต่อกรได้จึงต้องคอยหลบหนี
หรือแอบซ่อนไม่เปิดเผยตัว จึงได้ตั้งกลุ่มขึ้นมาโดยใช้ชื่อ illuminati และหาที่รวมกลุ่มเพื่อ ใช้สนทนาเรื่องวิทยาศาตร์กัน
หรือแลกเปลี่ยนแนวความคิด สมาชิกกลุ่ม อิลลูมินาติ เช่น กาลิเลโอ

นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อกันว่า กลุ่มอิลลูมินาติได้แทรกซึมเข้าไป ยังกลุ่มเมซันด้วย กลุ่มเมซัน
คือกลุ่มคนที่มีอำนาจทั้งด้านการเมืองและการเงิน เป็นพวกนายธนาคารหรือนักการเมือง อยู่ในกลุ่มนี้

เนื่องจากมีการแทรกซึมของ อิลลูมินาติไปในกลุ่มเมซัน รองประธานาธิบดีวอลเลซ (Henry Agard Wallace
เป็นรองประธานาธิบดีคนที่33ของสหรัฐ) เป็นผู้เสนอสัญลักษณ์ดังกล่าว ให้ประธานาธิบดีโรสเวลต์
(Franklin Delano Roosevelt ประธานาธิบดีคนที่32-33ของสหรัฐอเมริกา) ใช้สัญลักษณ์ดังกล่าว
ในธนบัตรดอลลาร์ เนื่องจากทั้งคู่อยู่ในกลุ่มเมซัน และการที่รองประธานาธิบดีวอลเลซเสนอให้ใช้สัญลักษณ์ดังกล่าว
เป็นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของ อิลลูมินาติด้วย

สรุปได้ว่า กลุ่มอิลลูมินาติ ต้องการที่จะล้มล้างคริสตจักรนั้นเอง โดยการหาทฤษฎี ต่างๆมาหักล้างเรื่องพระเจ้า
เพื่อที่จะเปลี่ยนแกนอำนาจความเชื่อของคนในยุคนั้นจากทางด้านศาสนามาเป็น ด้านวิทยาศาตร์นั้นเอง

อย่างที่บอกกลุ่มอิลลูมินาติ มีการแทรกซึมของ อิลลูมินาติไปในกลุ่มFREEMASON ตอนสร้างเมือง วอชิงตันดี.ซี.
กลุ่มอิลลูมินาติได้ออกแบบเมืองวอชิงตัน ดี.ซี. ถ้ามองจากมุมสูง (มองจากนอกโลก)จะเห็นเมืองวอชิงตัน ดี.ซี.
เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มอิลลูมินาติคือรูปดาวครับขอโทษด้วยที่หาภาพให้ไม่ได้นะครับแต่ลองไปดูใน google earth
ได้ครับ สังเกตดีๆนะครับ

ดิน น้ำ ลม ไฟ ในนิยายเทวากับซาตาน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจ แต่สิ่งนี้ก็กลายเป็นจุดขายของนิยายเรื่องนี้ เพราะสถานที่สำคัญ 4 แห่ง
ดันมีความหมายเป็น ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ ธาตุทั้ง 4 สิ่งเป็นธาตุสากลของหลายชนชาติ
โดยธาตุนี้ถูกนำมาใช้ดูลักษณะของคนตามวิชานรลักษณ์ของหมอดูด้วย

หากจะอ้างว่านี้คือวิธีของนักวิทยาศาสตร์ก็นับว่าน่าสนใจที่นำทฤษฎีนี้มาโยงกับ สมาคมลับอย่าง "อิลลูมินาติ"
เพราะดูมันจะขัดแย้งกันระหว่างวิทยาศาสตร์กับโหราศาสตร์

การสร้างผังเมือง เป็นศาสตร์หนึ่งของพวกสถาปนิก เรื่องนี้จึงโยงไปถึงกลุ่ม "ฟรีเมสัน" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การรื้อฟื้นเรื่องฟรีเมสันในนิยายเรื่องนี้ จึงประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด

ที่มา

::+::สมาคมลับ Illuminati (อิลลูมินาติ)::+:: | Sweet Murder



แกะรอย ระดับขั้นต่างๆของเหล่าฟรีเมสัน

จากที่กล่าวไปตอนที่แล้วนะคับ มาวันนี้ผมจะมานำเสนอเกี่ยวกับระดับขั้นต่างๆของฟรีเมสันนะคับ
เริ่มกันเลยนะคับ ระดับขั้นที่ 1 - 3 ผมได้กล่าวไปตั้งแต่ตอนที่แล้วนะคับ โดยระดับขั้นของฟรีเมสันนั้น
แบ่งได้เป็น 2 สาย คือสายสก๊อตติช ไรท์ กับสายยอร์ก ไรท์หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสายอเมริกากับสายยุโรป
ซึ่งระดับขั้นของสายสก๊อตติช ไรท์นั้นแบ่งเป็น 33 ขั้นซึ่งจะหมายถึงอายุของพระเยซู ส่วน สายยอร์ก ไรท์นั้น
แบ่งเป็น 13 ขั้น ซึ่งหมายถึงวันศุกร์ที่ 13 ที่พวกอัศวินไนท์ เทมปลาร์โดนเผาทั้งเป็นในข้อหานอกรีต ซึ่งในส
สายสก๊อตติช ไรท์นั้นเราจะเห็นได้ว่าระดับขั้นที่ 18 นั้นฟรีเมสันได้รวมกับสมาคมโรซิครูเซียน ซึ่งสัญลักษณ์ของขั้นนี้คือ
กางเขนกับกุหลาบซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสมาคมโรซิครูเซียน โดยสมาคมโรซิครูเซียน ถือกำเนิดขึ้นโดยคริสเตียน โรซิครูสทซ์
ซึ่งเป็นชาวเยอรมัน เหมือนกับสมาคมอิลลูมินาติก็ถือกำเนิดโดยชาวเยอรมันเช่นกัน ส่วนระดับขั้นที่ 33 กับ 13
นั้นซึ่งเป็นระดับขั้นสูงสุดของเมสันหรือที่เราได้ยินกันบ่อยๆว่าสมาชิก ระดับสูง ซึ่งสมาชิกระดับสูงนี้จะได้รับการเปิดเผย
ความลับทั้งหมดเกี่ยวกับเมสัน

ที่มา


http://www.thepeoplesvoice.org/cgi-bin/blogs/voices.php/2008/04/04/is_there_a_secret_world_government

https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=9&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.oknation.net/blog/symbol/2009/02/15/entry-8

องค์กรลับแห่งยุค Freemason Freemason (ฟรีเมสัน)

ฟรีเมสันเป็นองค์กรลับของพวกยิวที่มาตั้งแต่ยุค สมัยโรมันองค์กรนี้ก่อตั้งขึ้น ในเยรูซาเล็มเมื่อเฮโรด
อากริปปาได้เป็นกษัตริย์ของพวกยิวระหว่าง ค.ศ.37-44 กษัตริย์ผู้นี้เป็นหลานของกษัตริย์ เฮโรดมหาราช
ฆาตกรสังหารเด็กๆของชาวเมืองเบธเลเฮมเพราะกลัวการมาปรากฏตัวของ พระเยซูซึ่งเขาเชื่อว่า
จะมาเป็นผู้ทำลายอาณาจักรของเขา

เป้าหมายแรกของพวกฟรีเมสันคือการต่อสู้กับศาสนาคริสต์ หลังจากนั้น เป้าหมายของพวกนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นการต่อสู้
กับทุกศาสนา เพื่อสถาปนาอิสราเอลขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่งและเพื่อกลับไปสู่ปาเลสไตน์ ใน ค.ศ.1717 พวกฟรีเมสัน
ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งภายใต้ชื่อใหม่ว่า"สมาคมฟรีมาโซนิคหรือฟรีเมสัน"เพื่อต่อต้านศาสนาอย่างเปิดเผย
นอกจากนั้นแล้ว พวกนี้ยังได้ใช้เครื่องหมายใหม่เป็นรูปสามเหลี่ยมและวงเวียนปลายแหลมสองด้านเป็นสัญลักษณ์อีกด้วย
แหล่งพบปะหรือที่เรียกกันว่า “ลอดจ์” (lodge) แห่งแรกของคนพวกนี้ถูกตั้งขึ้นในอังกฤษโดยใช้คำขวัญใหม่ว่า
“เสรีภาพ ภราดรภาพและเสมอภาค”ต่อไปนี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มมาโซนิคและสโมสรต่างๆ
ที่กล่าวไว้ข้างต้น

หลังจากนั้น คนพวกนี้ก็ตัดสินใจประกาศเป้าหมายที่แท้จริงของตนดังต่อไปนี้ คือ
1) เพื่อรักษาศาสนายูดาย
2) เพื่อต่อสู้ศาสนาต่างๆโดยเฉพาะนิกายแคธอลิก
3) เพื่อเผยแพร่การไม่เชื่อในพระเจ้าและลัทธิเสรีนิยม

หลังจากนั้น แหล่งพบปะใหม่ๆของพวกฟรีเมสันก็ถูกตั้งขึ้นในสหรัฐฯ มีมุสลิมหลายคนหลงเชื่อไปกับคำขวัญของ
คนพวกนี้และได้ไปเข้าร่วมเป็นสมาชิก ด้วย แต่เมื่อรู้ถึงเป้าหมายที่แท้จริงของคนพวกนี้แล้ว มุสลิมเหล่านี้ก็ถอนตัวออกมา
แต่ไม่กล้าเปิดเผยความลับของคนพวกนี้โดยกลัวว่า จะถูกฆ่า งานศึกษาหลายชิ้นโดยนักเขียนชาวตะวันตกตลอดจน
แถลงการณ์ของพวกยิวและการศึกษาค้นคว้าเป็นการเฉพาะได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพวก ยิวกำลังวางแผนที่จะทำให้โลก
เสื่อมทรามลงโดยคำขวัญที่สวยหรูต่างๆซึ่งมุสลิม จะต้องระวังไว้ให้ดี คนพวกนี้มีคำขวัญว่า

“ศาสนานำไปสู่การแตกแยกในขณะที่ฟรีเมสันนำเราไปสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

มีรายงานในสารานุกรมมาโซนิคที่ออกในฟิลาเดลเฟียเมื่อปี ค.ศ.1906 ว่าแหล่งพบปะทุกแห่งของพวกมาโซนิค
จะต้องเป็นสัญลักษณ์ของวิหารชาวยิวและครูทุกคนจะต้องเป็นตัวแทนของกษัตริย์ยิวและองค์การฟรีเมสันทุกแห่ง
จะต้องรวบรวมผู้ทำงานชาวยิวไว้ ในแถลงการณ์ของพวกมาโซนิคที่ ออกในลอนดอนในค.ศ.1935
กล่าวว่า :
“ความปรารถนาของเราก็เพื่อที่จะก่อตั้งลัทธิความเชื่อที่สมาชิกของลัทธิใช้วิธีการมีความสัมพันธ์ทางเพศ”
ดังนั้นจึงได้มีการตั้งสโมสรต่างๆสำหรับคนชอบเปลือยกายขึ้นและพยายามอย่างเต็มที่ใน
การทำลายคุณค่าทางศีลธรรม เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายของตน พวกฟรีเมสันได้ใช้ชื่อต่างๆกัน เช่น
“ลูกหลานแห่งพันธสัญญา” (Children of covenant) “คิวานี”(Kiwani) “ไลออนเนส” (Lioness)
“ยะฮ์เวห์ เพรสเซนส์” (Yahweh Presence) “เอ็กซเชนจ์” (Exchange) “สโมสรโรตารี” (Rotary Club)
และอื่นๆ ชาร์ลส มาร์ไดน์ (Charles Mardine) ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ใน
หนังสือเรื่อง Rotary and The Like ของเขาซึ่งตีพิมพ์ใน ค.ศ.1936

1)ลูกหลานแห่งพันธสัญญา (Children of covenant) พวกมาโซนิคกลุ่มนี้เกิดขึ้นในนิวยอร์คใน ค.ศ.1843
โดยมีสมาชิกเป็นชาวยิวโดยเฉพาะ หลังจากนั้น กลุ่มนี้ก็มีสาขาหลายแห่งทั่วโลก ในการประชุมครั้งหนึ่งซึ่ง
คนกลุ่มนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3/5/1966 นายฟอร์สเตอร์ ดัลลัส ได้กล่าวในที่ประชุมว่า :
“อารยธรรมตะวันตกวางพื้นฐานอยู่บนความเชื่อของยิว ประเทศตะวันตกทั้งหมดจะต้องป้องกันฐานที่มั่นของ
อารยธรรมของตน นั่นคือ อิสราเอล”

2) “กลุ่มคิวานี” กลุ่มนี้มีคำขวัญว่า “รู้ด้วยตัวเองก็แล้วกันว่าจะทำให้เสียงของพวกท่านเป็นที่รับฟังได้อย่างไร”
กลุ่มนี้ถูกจัดตั้งขึ้นใน ค.ศ.1915 ในเมืองดีทรอยต์ สหรัฐฯ

3)“ไลออเนสส์” สาขานี้ปรากฏขึ้นในชิคาโกมาตุภูมิของสโมสรโรตารี ตามหนังสือพิมพ์อัล-อะฮ์รอม
ฉบับวันที่ 2/12/1985 รัฐมนตรีหญิงได้ไปเปิดสโมสรไลออเนสส์แห่งแรกที่โรงแรมเชอราตันไคโร
รายชื่อสมาชิกของกลุ่มนี้มีอยู่ในหนังสือพิมพ์ด้วย

4) “เอ็กซเชนจ์” ถูกก่อตั้งขึ้นในเมืองดีทรอยต์ในสหรัฐฯเมื่อวันที่ 27/3/1916 โดยชาร์ลส เบอร์คี
ซึ่งเป็นพ่อค้าอัญมณีคนหนึ่ง กลุ่มนี้จัดประชุมครั้งแรกขึ้นใน ค.ศ.1917

5) “ยะฮ์เวห์ เพรสเซนส์” เป็นมูลนิธิของพวกยิวในชื่อคริสเตียน ยะฮ์เวห์เป็นนามของพระผู้เป็นเจ้า (พันธสัญญาเก่า)
ถูกตั้งขึ้นในเพนซิลวาเนีย สหรัฐฯหลังจากนั้นก็ย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์คในค.ศ.1909 ผู้ปฏิบัติงานของมูลนิธินี้
จะออกไปเยี่ยมเยียนผู้คนที่บ้านเพื่อส่งเสริม หลักการที่วางพื้นฐานอยู่บนคัมภีร์โตราห์ (ซึ่งคนพวกนี้ได้บิดเบือนแล้ว)
กลุ่มนี้เป็นสมาคมยิวที่อันตรายที่สุดกลุ่มหนึ่งทั้งนี้เนื่องจากมันหลอกลวง ชาวคริสเตียนและสร้างเรื่องเท็จต่างๆขึ้นมา
เกี่ยวกับศาสดา เช่น การพยากรณ์ถึงดินแดนแห่งพันธสัญญา ใน ค.ศ.1951
ความลับของพวกฟรีเมสันก็แดงขึ้นในวารสารของกองทัพโดยนายทหารคนหนึ่งซึ่งเข้า ไปร่วมกันคนพวกนี้และ
หลังจากนั้นได้ออกมาเปิดเผยความลับของคนพวกนี้

นอกจากนี้แล้ว นายทหารคนหนึ่งยังได้เปิดเผยความลับของคนพวกนี้ในหนังสือเรื่อง
“The World is the Doll of Israel” (โลกนี้คือตุ๊กตาของอิสราเอล) ซึ่งได้ถูกแปลเป็นภาษาอาหรับ
นอกจากนี้แล้วก็ยังมีหนังสือบางเล่มเกี่ยวกับเรื่องฟรีเมสันที่เป็นประโยชน์ และสมควรที่จะกล่าวถึงในที่นี้
เช่น “Freemasonry Open Air” และ “Pawns on the Chase”โดย ดร.มุฮัมมัด อะลี อัซ-ซุบี,
นอกจากนี้ ดร.มุฮัมมัดเคยเป็นพวกมาโซนิคคนสำคัญคนหนึ่งในเลบานอน แต่หลังจากนั้นเขาสำนึกผิด
และได้กลับมาสู่อิสลามและได้ถูกพวกฟรีเมสันฆ่า ต่อไปนี้เป็นกฎระเบียบของชะรีอ๊ะฮเกี่ยวกับเรื่องฟรีเมสัน
และสมาชิกขององค์กร นี้ซึ่งสภานิติศาสตร์อิสลามได้ประกาศออกมาในการประชุมที่จัดขึ้นในมักก๊ะฮ์
เมื่อวันที่ 10/8/ฮ.ศ.1398 ซึ่งตรงกับวันที่ 15/7/1978 ค.ศ.1978 “หลังจากที่ได้ศึกษาและตรวจสอบทุกสิ่ง
ที่ได้ถูกเขียนและตีพิพม์เกี่ยวกับ เรื่องนี้แล้ว สภาขอกล่าวว่า:

1)ฟรีเมสันเป็นลัทธิความเชื่อที่มีหลักการและเป้าหมายลึกลับ ไม่มีใครรู้ความลับของคนพวกนี้แม้แต่สมาชิกส่วนใหญ่
ยกเว้นคนที่มีตำแหน่งสูงๆซึ่งบางครั้งทำงานอยู่ในหมู่ประชาชน

2)องค์กรของลัทธิความเชื่อนี้สร้างความสัมพันธ์ในหมู่สมาชิกของตนออกไปทั่วโลกโดยอาศัยข้ออ้างความเป็นพี่น้อง
แบบหลอกลวงเพื่อที่จะปกปิดเป้าหมายของตนไว้ เป็นความลับ สมาชิกขององค์กรนี้ประกอบด้วยคนจากทุกศาสนา
และความเชื่อ

3)องค์กรของลัทธิความเชื่อนี้ดึงดูดผู้คนโดยการตอบสนองผลประโยชน์ส่วนบุคคล ทั้งนี้เนื่องจากฟรีเมสันทุกคน
จะต้องรับใช้พี่น้องของตนทั่วโลก นั่นคือ เพื่อส่งเสริมสมาชิกให้ประสบความสำเร็จตามที่ใฝ่ฝันไว้ไม่ว่าจะเป็นอะไร
ก็ตามและเพื่อช่วยแก้ปัญหาต่างๆให้แก่สมาชิกในการที่จะบรรลุถึงเป้าหมายนั้น คนพวกนี้จะทำงานร่วมกัน
ทั้งในเรื่องความดีและความชั่ว ความยุติธรรมและความไม่ยุติธรรม แต่โดยหน้าฉากแล้ว คนพวกนี้จะทำงาน
ให้ปรากฏเหมือนกับว่าพวกเขาเป็นผู้ช่วยเหลือกันในสิ่งที่ดี พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ
พวกฟรีเมสันจะทำงานเพื่อให้สมาชิกของพวกตนเข้าไปดำรงตำแหน่งสำคัญในสังคมและ นี่คือสิ่งดึงดูดคนให้เข้าไป
เป็นสมาชิก และสมาชิกเหล่านี้เองที่มีส่วนร่วมอย่างสำคัญต่อการทำงานขององค์กร

4)การเข้าร่วมองค์กรนี้เริ่มต้นด้วยพิธีกรรมที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่น่า สะพรึงกลัวเพื่อข่มขู่ให้สมาชิกกลัว
ถ้าหากเขาหรือเธอฝ่าฝืนคำสอนหรือคำสั่งขององค์กร

5)สมาชิกที่ไม่ประสีประสาจะได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติพีธีทางศาสนาของพวกตน แต่คนพวกนี้จะได้รับคำสั่งให้
ทำงานบางอย่างตามความสามารถและจะถูกเตรียมตัว ให้เป็นผู้ปฏิเสธพระเจ้าและดำรงตำแหน่งตามลักษณะของงาน
ที่จะนำไปสู่เป้าหมายและแผนการที่ชั่วร้ายขององค์กร

6) ฟรีเมสันมีเป้าหมายทางการเมืองและมีบทบาทสำคัญในการรัฐประหารส่วนใหญ่ทั่วโลก

7) โดยพื้นฐานแล้ว องค์กรฟรีเมสันเป็นองค์กรความเชื่อลึกลับของพวกยิวและไซออนิสต์ Cool ในเป้าหมายอันลึกลับนั้น
องค์กรนี้เป็นศัตรูต่อทุกศาสนาโดยเฉพาะอิสลาม

9)พวกฟรีเมสันเลือกสมาชิกของตนจากหมู่คนที่มีสติปัญญา ฐานะร่ำรวย นักวิทยาศาสตร์และบุคคลผู้มีอิทธิพล
ต่ประชาชนทั้งนี้เพื่อใช้บุคคลเหล่านี้ทำงานเพื่อเป้าหมายของตนและสมาชิก

10)องค์กรนี้ใช้ชื่อและลักษณะต่างๆและทำกิจกรรมที่หลากหลายในที่ที่มีการต่อต้านพวกตนเกิดขึ้นในสังคม
ในจำนวนชื่อเหล่านี้ได้แก่ โรตารี, ไลออนเนส และสโมสรไลออนส์ เป็นต้น
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าฟรีเมสัน
มีสายสัมพันธ์ที่ช่วยให้องค์กรของตนควบคุมและชี้นำบุคคลต่างๆทั่วโลกที่มีอำนาจ หน้าที่เกี่ยวกับเรื่องปาเลสไตน์
และแสวงหาผลประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว จากความจริงดังกล่าวเกี่ยวกับเป้าหมายและวิธีการอันชั่วร้าย
ที่พวกฟรีเมสันใช้ดังกล่าวข้างต้นนั้น สภานิติศาสตร์เชื่อว่าองค์กรลัทธิความเชื่อดังกล่าวเป็นองค์กรอันตรายที่
ทำลายอิสลามและมุสลิม และใครที่เข้าไปร่วมองค์กรนี้ถือว่าเป็นผู้ปฏิเสธความศรัทธาในอิสลาม”

(เพิ่มเติม จากคุณ kheeds)ในทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) ว่ากันว่าองค์กรนี้ อยู่เบื้องหลัง
ในเหตุการณ์สำคัญหลายๆ อย่างครับ เช่น การปฏิวัติฝรั่งเศส การประกาศอิสรภาพของอเมริกา หรือ
แม้แต่ การปฏิวัติ 2475 ในประเทศไทยเอง กล่าวกันว่า คนระดับคีย์แมนของ คณะราษฎร บางคนเองก้เป็น
พวกที่ได้รับการล้างสมองมาจากองค์กรนี้ ปัจจุบัน มีหลายองค์กรณ์ที่ถูกเชื่อว่า เป็นหน่วยย่อยของ ฟรีเมสัน


ที่มา
http://www.jihadforjannah.com/bp5/node/235

https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=24&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


เสรีภาพ เสมอภาค และ ภราดรภาพ


The French Revolution

นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานกรรมการ ดำเนินงานชุมนุม สหกรณ์เครดิตยูเนียน ประเทศไทย จำกัด
ในฐานะไวยาวัจกรวัดพระธรรมกาย


http://www.semsikkha.org/review/index.php?option=com_content&task=view&id=41&Itemid=65&date=2006-12-01

การไปสัมมนาที่เชียงใหม่นี้นับว่าสำคัญมากสำหรับงานและชีวิตของมนัสและ
ผมจำได้ว่าก่อนจะขึ้นรถบัสที่หน้าร้านศึกษิตสยาม สามย่านนั้น มีการถามกันว่า
ตกลงจะไปหรือเปล่าเพราะรัฐบาลถนอม-ประภาสปฏิวัติตนเองไม่กี่วันก่อนหน้านั้น
พี่จรัล(จรัล ดิษฐาอภิชัย) ยังพูดให้ฟังว่า วันที่ปฏิวัตินั้นต้องมีคนด่า “......แม่” ผู้นำสองคนนี้
พร้อมๆกันทั้งเมืองแน่ ถ้าใครสามารถได้ยินได้ เมื่อมีความไม่แน่ใจเกิดขึ้น อาจารย์สุลักษณ์
ก็เป็นคนชี้แจงว่าได้โทรไปถามเจ้าชื่น เจ้าของสถานที่และเจ้าเมืองแล้ว ทางโน้นไม่ขัดข้องอะไร
แม้ว่าจะมีการล้มรัฐสภาเกิดขึ้น

ผมอาจนั่งใกล้อาจารย์สุลักษณ์ก็ได้ จำได้ว่าถามแกว่าเวลาแกพูดนี่ต้องเตรียมหรือเปล่า
แกบอกต้องเตรียมตลอดเวลา แกว่าแกนั่งเตรียมตลอดทางที่ไปเชียงใหม่
ตอนนั้นนักกิจกรรมจากทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศมาพบกันที่นั่น เรียกว่ารวมดาวก็ได้
เราเป็นสองคนที่อยู่ในระดับนักเรียน สนุกมากกับการฟังการถกเถียงต่างๆ
เจ้าคุณประยุทธ ปยุตโต และ สังฆราชบาทหลวงบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ก็ไปด้วย
ท่านหลังนี้ตอนนั้นเป็นบาทหลวงธรรมดา ได้ไปโฆษณา “เครดิตยูเนี่ยน” ที่ตอนนั้นใหม่มาก
สำหรับสังคมไทย ผมได้คุยกับเจ้าคุณประยุทธตัวต่อตัวด้วย ตอนนั้นไม่ค่อยศรัทธาท่านนัก
เพราะเรานิยมสวนโมกข์จัด และท่านเจ้าคุณยังมีลักษณะอนุรักษ์นิยมมาก จำได้ว่าเถียงกับท่าน
เรื่องวัฒนธรรมเชื่อฟังผู้ใหญ่ ที่เราเห็นว่าใช้ไม่ได้แล้ว อย่างมากควรแค่รับฟังไว้เท่านั้น
ผมเข้าใจในภายหลังว่าอาจารย์สุลักษณ์ต้องการให้พระทันสมัย ให้รู้เท่าทันความคิดอ่าน
ของคนรุ่นใหม่ ให้รู้ว่าคนรุ่นใหม่คิดอะไร สนใจอะไรทำนองนั้น จึงนิมนต์ท่านไปร่วมด้วย




http://www.khunnamob.info/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=15&PHPSESSID=c31764eba9d8669903eb1509ed42e68c

เรื่องตื่นเต้นเกิดขึ้น เพราะประชุมไปไม่นาน ค่ำวันหนึ่ง พวกเราก็ถูกตำรวจมาล้อม
ตอนนั้นมีชาวต่างประเทศมาประชุมด้วย เป็นอีกรายการหนึ่ง ที่ควบคู่กันไป
แต่อาจารย์สุลักษณ์เป็นเจ้าภาพทั้งสองรายการ เจรจากันไม่นานก็เลิกรากันไป
ไม่ได้จับกุมแต่อย่างใด ผมแปลกใจที่พี่จรัล(จรัล ดิษฐาอภิชัย)มีท่าทางกังวลมากที่สุด
และพยายามหาทางหนีด้วย คนอื่นผมเห็นเฉยๆไม่แสดงอาการสะดุ้งสะเทือนอะไร
ถามพี่เชาวชาติ ว่าทำไม แกว่าอ่านหนังสือปฏิวัติมากไป ตอนนั้นหนังสือ
“ฉันจึงมาหาความหมาย” ของวิทยากร ออกพอดี ถ้าจำไม่ผิด พี่ปรีดี บุญซื่อเป็น
คนจัดพิมพ์ให้เพราะผมได้หนังสือจากพี่ปรีดีโดยตรง พอคุยกันแกรู้ว่าเราอยากเข้าครุศาสตร์
แกยังบอกว่าถ้าจะทำงานให้กับสังคมไปเรียนรัฐศาสตร์ดีกว่า เข้าใจว่าตอนนั้นแกเข้า
โครงการรัฐศาสตร์ศึกษาของอาจารย์เสน่ห์ (เสน่ห์ จามริก)แล้วและเห็นว่ามีคุณค่า
แต่ผมตอนนั้นเห่อโกมล จะเรียนครุศาสตร์ท่าเดียว

ผมจำไม่ได้แน่ว่าพบอาจารย์สุลักษณ์ครั้งแรกเมื่อไร น่าจะเป็นเมื่ออ่านหนังสือโกมล
แล้วก็หนีโรงเรียนไปสืบเสาะหาร้านศึกษิตสยาม จนไปเจอกับรังสิมาและวาสนาดังกล่าว
พบอาจารย์สุลักษณ์ครั้งแรก เห็นแกนั่งกับพื้น เขียนหนังสือบนตั่งแบบโบราน ออกจะเก๋ไก๋
และไม่รู้สึกมีช่องว่างอะไร แต่ไม่ได้สนิทสนมด้วยมากนัก ตอนนั้นก่อตั้งมูลนิธิ
โกมลคีมทองแล้ว
ตอนผม ไปหานั้น พี่เชาวชาติ นัยนะแพทย์ เป็นเลขานุการและ
เป็นคนที่ผมสนิทสนมด้วยมากที่สุด เป็นคนแรก ตอนนั้นแกเป็นผู้ประสานงานจัดปริทัศน์เสวนา
ทำรายการยาวครั้งละครึ่งปี ผมก็ไปตามรายการที่เราสนใจบ่อยทีเดียว เพราะจัดวันเสาร์ตอนบ่าย
ผมตื่นเต้นกับปริทัศน์เสวนามาก เพราะไม่เคยประสบกับการเสวนาถกเถียงจริงจังแบบนี้มาก่อน
แม้จะอ่านจากข้อเขียนของโกมลมาแล้วของจริงมันกว่าอีก และเวลาจัดมักจะมีวิทยากร
ที่ความคิดต่างกันมาพูดเรื่องเดียวกัน เรื่องที่จำได้เรื่องหนึ่งคือ พันธ์ศักดิ์ วิญญูรัตน์
พูดเรื่องขบวนการขบถของคนหนุ่มสาวในตะวันตกและยังมีเรื่องล้มระบบโรงเรียนของไอวาน อิลิช
ที่แม้แต่พวกหัวก้าวหน้าก็ไม่เห็นด้วย จำได้คร่าวๆ ว่าคนที่เสนอความคิดของอิลิชเถียงสู้
ผู้นำฝ่ายซ้ายคนหนึ่งจากธรรมศาสตร์ไม่ได้ จำชื่อไม่ได้เสียแล้ว
พี่เชาวชาติจึงไปกระซิบเรียกพี่เปี๊ยก (พิภพ ธงไชย)ที่กำลังทำอะไรอยู่ด้านหลังให้มาช่วย
พอพี่เปี๊ยกพูดเป็นฉากๆ ฝ่ายค้านก็เสียงอ่อนลง ผมเด็กๆ ก็รู้สึกว่าพี่คนนี้จับประเด็นเก่ง




and "Son of Sam" type. It is worth noting that the late Khomeini was a creation of British Military Intelligence Div. 6, MI6. This detailed work spelled out the step-by-step process which the US Government implemented to put Khomeini in power.15. To export "religious liberation" ideas around the world so as to undermine all existing religions, but more especially the Christian religion. This began with the "Jesuit Liberation Theology",

http://www.khunnamob.info/board/show.php?Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=49&PHPSESSID=59dfaca20134d017e0d0bb5550938674



แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Nov 19, 2009 10:56 pm, ทั้งหมด 4 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Nov 19, 2009 8:52 pm

http://khunnamob.hostignition.com/backup/ben007_us/www.geocities.com/ben007_us/index.html

http://khunnamob.hostignition.com/backup/ben007_us/www.geocities.com/ben007_us/book03/p6.html


สถาบันชาติ พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ คือความมั่นคงของชาติ




พุทธศาสนาคู่ไทยนับแต่สมัยพุทธกาล


ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันสามารถขุดค้นและพิสูจน์ได้นั้น สามารถยืนยันได้ว่า
ชน “ชาติไทย” มีความเจริญก้าวหน้า มากกว่าชนชาติใด มาตั้งแต่ยุคหินเก่าเป็นต้นมา
(หลักฐาน บ้านคูบัว จ.ราชบุรี)และสืบสานการปกครอง เป็นระบอบกษัตริย์ สืบเนื่องยาวนาน
มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษาพูดภาษาเขียน วิทยาการเป็นของไทย
อย่างเป็นเอกเทศตลอดมา เกินกว่า ๖๗,๐๐๐ปี หรือเก่าแก่เกินกว่านั้น (รายละเอียดในหนังสือ
แผ่นดินข้าชื่อว่าไทย...โดยผู้เขียน) จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทำให้เราสามารถทราบได้ถึง
ความเกี่ยวข้อง ทางด้านลัทธิความเชื่อ และศาสนา ของชนชาติไทยว่า มีวิวัฒนาการมาอย่างไร
ในส่วนของพระพุทธศาสนา กับชนชาติไทยนั้น มีปรากฏในสมัยพุทธกาล
รวมไปถึงในพระไตรปิฎกบาลีเถรวาท อันใช้เป็นหลักในการสั่งสอนพระภิกษุสงฆ์ไทย
ในปัจจุบันเสียด้วย ซึ่งได้กล่าวถึงพระอรหันต์เถรเจ้า ซึ่งได้ อุปสมบทแบบ “เอหิภิกขุ อุปสัมปทา
เป็นคนไทยเมืองปราณบุรี ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า สุนาปรันตกา (อำเภอปราณบุรี จ.ประจวบ ในปัจจุบัน)
พระอรหันต์ท่านนั้นมีนามว่า “พระปุณณมหาเถร” ปรากฏในพระไตรปิฎก “จณฺฑา โข ปุณฺณ สุนาปรนฺตกา
ซึ่งปราณบุรี มีระยะทางห่างจากชมพูทวีป ประมาณ ๔๘๐๐ กิโลเมตร (๓๐๐ โยชน์ หรือ ๑๒๐,๐๐๐เส้น)
ตามประวัติมีดังนี้

“ได้ยินว่า สุนารันตรัฐ ณ บ้านพ่อค้าพาณิชยคามแห่งหนึ่ง มีพี่น้องชาย ๒ คน นำเกวียน ๕๐๐
ไปค้าขาย ครั้งได้นำสินค้าไปขายถึงกรุงสาวัตถี ได้พักขบวนเกวียนสินค้าไม่ไกลจากเชตวันวิหาร
อันเป็นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับ ณ ที่นั้น ก็ สมัยนั้น ชาวเมืองสาวัตถี บริโภคอาหารเช้าแล้ว
อธิษฐานองค์อุโบสถศีล มีผ้าห่มขาว มีมือถือของหอม และดอกไม้เป็นต้น เพื่อไปกราบนมัสการ
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเขาเห็นคนเหล่านั้น จึงถามและได้ทราบว่า บัดนี้ได้มีพระบรมศาสดา
สัมมาสัมพุทธเจ้า บังเกิดขึ้นในโลกแล้ว จึงติดตามไปเฝ้าพระพุทธองค์ พี่ชายเมื่อได้ฟังธรรมก็มีศรัทธา
ประสงค์จะบวชในพระพุทธศาสนา จึงมอบสมบัติทั้งสิ้นให้น้องชาย และบรรพชา โดยมี พระอุบาลีมหาเถร
เป็นผู้ให้สรณะ พระอานนท์ เป็นอุปฌายะ โดยกล่าวคำว่า “เอหิภิกขุ อุปสัมปทา” หลังจากได้ปฏิบัติ
จนได้บรรลุอรหันต์แล้ว จึงเดินทางกลับมายังสุนารันตรัฐ (ปราณบุรี) ได้เทศนาสั่งสอน
ให้ผู้คนอุปสมบทและบรรลุอรหันต์ถึง ๕๐๐ รูป และท่านปุณณะได้อาศัยอยู่ ณ ถ้ำราชบุรี
(ปรากฏเป็นหลักฐานในปัจจุบันเรียกว่าถ้ำเขางู) ท่านปุณณะได้เทศนาไว้หลายแห่ง
ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกเกี่ยวกับเทศนาของท่านชื่อว่า นิธิกัณฑสูตร

ในพุทธพัสสา ๒๒ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมายังสุนาปรันตทมพริบพรี(เพชรบุรี)
เพื่อเยี่ยมพระปุณณมหาเถระ และพุทธสาวก ณ ที่นี้ และศาสนาพุทธเป็นที่เคารพสักการะสูงสุด
ของพระมหากษัตริย์ สืบมานับแต่นั้น

ในปี พ.ศ.๒๓๘ พระอรหันต์ ๕ องค์ คือ พระโสณะ พระฌานียะ พระอุตตระ พระมูนียะ
จากชมพูทวีปในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ได้เดินทางมายังราชบุรี เพราะพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรือง
ณ แดนนี้แล้ว ซึ่งขณะนั้นเป็นสมัยของขุนโลกลว้า (ไททวา) ซึ่งเป็นพุทธมามกะ ได้พระราชทานที่ดิน
เป็นวิสุงคามสีมา ให้เป็นที่สร้างพระปฐมเจดีย์ปัจจุบัน ปรากฏเป็นหลักฐานในศิลาจารึกว่า

“โลกกนลว้า ก้านตาเทวี ทั้งสองสู้ส้าง
วัดสีมหาธาตุแดนลว้า คนไททวา
เมืองไทให้อรหัน องโสภณ ฌานีย
ภูริย อุตร มูนิย ปี ๒๓๘ เดือน ๕
ขึ้น ๑๕ ค่ำ เป็นพุทธบูชาเทญ”

ความเป็นพุทธมามกะของพระมหากษัตริย์ไทย สืบเนื่องต่อกันมาจนเป็นพระราชประเพณี
ขนบธรรมเนียม ต่อชาวไทยจวบจนสมัยของ ขุนนาวนำถม เป็นกษัตริย์ปกครองเมืองราชบุรี
(ตามศิลาจารึกสุโขทัยเรียกว่า เมืองราด) จึ่งพากองทัพสหายเจ้าเมืองท่าสองยาง
(อยู่ในเมืองเพชรบุรี ตามศิลาจารึกสุโขทัยเรียกว่า เมืองบางยาง) คือขุนบางกลางท่าว
เดินทัพบนสันเขาตะนาวศรี นำทัพไทยตีขอมที่สุโขทัย แล้วสร้างเมืองสวรรคโลก
ขุนทั้งสองได้ร่วมกันปลูกไม้บริสุทธิ์ศิริมาลา (จำปาขาว) ไว้เป็นที่หมายมิตรนิรันดร์
แต่นั้น ขุนบางกลางท่าว ตั้งวงศ์สยามนับแต่นั้น ขุนนาวนำถมนำทัพกลับเมืองราชบุรี
เขตสองนครติดชิดกันนับแต่นั้น จากจารึกทางประวัติศาสตร์ทำให้เราได้ประจักษ์ว่า
พระพุทธศาสนากับชนชาติไทยได้สืบสาน ต่อเนื่องยาวนานนับแต่ครั้งพุทธกาล
ผู้พันต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด ทั้งแนวการปกครอง ของพระมหากษัตริย์ที่ใช้เมตตา
อันเป็นหลักธรรมในพระพุทธศาสนา มาใช้กับประชาชน จึงเรียกว่า “พ่อขุน
ซึ่งเป็นระบบที่ไม่ได้นำมาจากการปกครองของขอม ที่ใช้ระบบเทวาหรือสมมุติเทพตามลัทธิพราหมณ์
ในยุคสมัยเดียวกัน จึงทำให้ประชาชนไทย และสยามในยุคนั้นมีความรักและผูกพันต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
อันเนื่องมาจากการใช้หลักธรรมในพุทธศาสนาเป็นตัวประสาน ประชาชนในชาติล้วนสามัคคี
เนื่องมาแต่ประเพณีซึ่งมีพระสงฆ์เป็นผู้นำทางสั่งสอนแนวศีลธรรม แก่กุลบุตรธิดา ทั้งสิ้น
จึงจะเห็นได้จากโบราณวัตถุของยุคนี้ อ่อนช้อยนิ่มนวล บ่งบอกถึงความสุข สงบ สุขสมบูรณ์
ของคนในชาติอันมีพระพุทธศาสนาเป็นหลักชัยได้เป็นอย่างดี
กรุงสุโขทัย
ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่เป็นหัวใจของความเป็นชาติไทยอันได้แก่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม
ล้วนมีรากฐานมาจากพระพุทธศาสนา องค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงสถาปนาตั้งชาติไทยมาแต่บรรพกาล
ล้วนแล้วแต่ทรงยึดเอาพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติตลอดมา ด้วยทรงยึดเอาหลักแห่ง
พระธรรมคำสั่งสอนในพุทธศาสนา เป็นหลักแห่งการปกครอง มาตั้งแต่ไทยเริ่มตั้งชาติ
มีปรากฏในศิลาจารึกชัดเจนว่า



“คนในเมืองสุโขทัยนี้
มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน
พ่อขุนรามคำแหง
เจ้าเมืองสุโขทัยนี้
ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า
ท่วยบั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน
ทั้งสิ้นทั้งหลาย
ทั้งผู้ชายทั้งผู้หญิง
ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา
ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน...”


การส่งพระภิกษุสงฆ์ไปศึกษาพระธรรมในประเทศลังกา และนำพระไตรปิฎกมาจารลงในใบลาน
เพื่อใช้เป็นหลักการศึกษา ของพระภิกษุสามเณรในประเทศไทยเรียกว่า “ลังกาวงศ์
จึงแพร่พัฒนาขยายการศึกษาทางพระพุทธศาสนา เจริญก้าวหน้าในดินแดนสยามนับแต่นั้น
ในการพัฒนาทางด้านการปกครอง ได้มีการปริวัฒน์ นำเอาหลักพระสัทธรรมคำสอน
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นหลักในการปกครอง ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมของไทย
ปรากฏให้เห็นอยู่มากมาย ในประวัติศาสตร์ยุคกรุงสุโขทัย เช่นจารึกเรื่อง “นางนพมาศ
และ ประเพณี ๑๒ เดือน
” เป็นต้น ทั้งประเพณีการสร้างวัดวาอาราม และโบสถ์วิหาร อันวิจิตร
สร้างพระพุทธรูปด้วยทองคำบริสุทธิ์เพื่อเป็นพุทธบูชา ดังปรากฏให้เป็นพยานหลักฐาน คือ
หลวงพ่อทองคำสุโขทัยไตรมิตร ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ วัดไตรมิตร ซึ่งทำให้ชนรุ่นหลัง
ได้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรม ของคนไทย ในสมัยสุโขทัย ซึ่งมีความก้าวหน้าล้ำยุคในด้าน
เสรีภาพ และ สิทธิมนุษยชน” มาก่อนฝรั่งจะรู้จักสร้างบ้านเป็นของตนเสียอีก ภูมิปัญญาทางพุทธศาสนา
สมัยสุโขทัย ปรับปรุงที่เห็นได้ชัด คือหลักสูตรการสอนศีลธรรมให้ กับประชาชน ทำให้ความเป็นอยู่ของ
สังคมไทย จากในสมัยนั้น สงบเรียบร้อยเป็นอย่างดี โดยมีพระภิกษุสงฆ์เป็นผู้สั่งสอนพระสัทธรรม
ให้แก่ประชาชนทำ ให้ประชาชนมีศีลธรรม และงดเว้นการกระทำความชั่ว รู้จักเสียสละและการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ซึ่งกันและกัน เป็นยุคที่พระสงฆ์ มีส่วนในการปกครองมากที่สุด และในสมัยสุโขทัยนี้เอง ที่นับเป็นแบบอย่าง
ที่พระมหากษัตริย์ทรงออกผนวช เป็นพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา โดยพ่อขุนบาลเมือง กษัตริย์องค์ที่ ๒
แห่งราชวงศ์สุโขทัย ซึ่งทำให้พระมหากษัตริย์ไทยในยุคต่อมาดำเนินตามหลักนี้เช่นกัน

ด้วยหลักศีลธรรมของพระพุทธศาสนา ทำให้ประชาชนในชาติ มีความหวาดกลัวในการกระทำความชั่ว

โดยการปรับเอาหลักศีลธรรมคำสอน มาบรรจุไว้เป็นหลักแห่งการปกครอง ทำให้ประชาชนชาวสุโขทัย
มีความเป็นอยู่อย่างมีความสุข เพราะประชาชนกลัวต่อบาปกรรม ตามหลักคำสอนใน “ไตรภูมิพระร่วง
ทำให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข “ไพร่ฟ้าหน้าใส” ไม่มีขโมยขโจร ประชาชนอยู่ในศีลในธรรม
เป็นยุคที่พระพุทธศาสนาเจริญที่สุด จะเห็นได้จากการก่อสร้าง และการแต่งคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
อย่างมากมายหลายคัมภีร์ มีการติดต่อนิมนต์พระสงฆ์ ไปศึกษาพระธรรมวินัยจากเกาะลังกา
โดยเฉพาะในยุคนั้น พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ล้วนเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก
จนสามารถแต่งคัมภีร์ทางศาสนาได้ด้วยพระองค์เอง

ยุคกรุงศรีอยุธยา

หลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา เป็นเสาหลักในการสร้างชาติ
นับเป็นศูนย์รวมของจิตใจคนในชาติ ผูกพันเป็นสถาบันความมั่นคงของพระมหากษัตริย์
มาแต่ยุคโบราณ ประดุจดั่งลมหายใจกับชีวิต


ในยุคกรุงศรีอยุธยานี้ นับว่าเป็นยุคที่พระพุทธศาสนา มีความสัมพันธ์กับสถาบันชาติ
และสถาบันพระมหากษัตริย์ มากที่สุด แทบจะตลอดทั้งยุคเลยก็ว่าได้ เริ่มนับแต่สมัยของ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ความผูกพันของพระสงฆ์ กับสถาบันพระมหากษัตริย์ นับแต่
พระมหาเถรคันฉ่อง” ซึ่งเป็นอาจารย์ของพระยาเกียรติ และพระยาราม ซึ่งพม่าส่งพระยาเกียรติ
พระยาราม มาซุ่มดักลอบ ปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรฯ ณ เมืองคัง
พระมหาเถรคันฉ่องจึงกราบบังคมทูล ให้สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงทราบ จึงทำให้พระองค์ประกาศ
ให้สยามเป็นอิสระภาพจากพม่านับแต่นั้น นับว่าพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา มีส่วนสำคัญในการกู้เอกราช
ของไทยเป็นอย่างยิ่ง พระมหาเถรคันฉ่อง ได้รับอัญเชิญจากสมเด็จพระนเรศวรฯ ไปจำพรรษาที่วัดป่ามะม่วง
และท่านเป็นผู้สั่งสอนวิชชาชาตรี ให้กับสมเด็จพระนเรศวร และพระเอกาทศรถพระอนุชา
รวมทั้งอาทมาต (หน่วยกล้าตาย) คู่พระทัย ซึ่งวิชชาชาตรีนี้ ทำให้ทหารไทยมีความหาญกล้ามีกำลังใจ
เนื่องจากคงทนต่อศาสตราวุธ ปืนผาหน้าไม้ทุกชนิดมิได้ระคายผิวจริง

ซึ่งทำให้สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงให้จัดทำตำรับพิชัยสงคราม ซึ่งบรรจุยุทธวิธีการรบ การทำสมาธิจิต
และเครื่องอานพิธีการสำหรับการรบด้วย และผู้ที่จะรับตำแหน่งเป็นแม่ทัพนายกองหรือขุนพลได้นั้น
จะต้องผ่านการศึกษาและชำนาญครบถ้วน ในตำหรับพิชัยสงครามนี้ด้วย ขุนพลนักรบผู้กล้าเหล่านี้
เมื่อเสร็จศึกจึงบวชเป็นพระภิกษุ ในพระพุทธศาสนา สร้างวัตถุมงคล ให้กับนักรบของชาติ
ซึ่งเป็นต้นแบบอย่างให้กับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา ทำเครื่องราง รวมทั้งพระเครื่อง ตระกรุด พิศมร
ออกแจกจ่ายนักรบไทย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจการกู้ชาติรักษาแผ่นดินไทยให้เป็นเอกราช ความผูกพันใน
พุทธานุภาพ ธรรมานุภาพและ สังฆานุภาพ จึงฝังแน่นในจิตใจ วิญญาณของบรรพบุรุษไทย นับแต่นั้น

จากประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชให้ความกระจ่างถึงความสำคัญในตำหรับพิชัยสงคราม
ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกำหนดเป็นคุณสมบัติ ที่แม่ทัพนายกองจะต้องเจนจบ นั้นหมายถึง
จะต้องเชี่ยวชาญในด้านสมาธิจิต ซึ่งได้รับการถ่ายทอดโดยอาจารย์ ผู้เป็นพระภิกษุสงฆ์
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ในสมัยโบราณจึงนิยมส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในวัด ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
นอกจากจะได้รับการอบรม ทางด้านศีลธรรม อันเป็นหลักในการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแล้ว
ยังได้ศึกษาสมาธิจิต และตำหรับพิชัยสงคราม จากพระอาจารย์ ซึ่งเป็นนักรบขุนศึกมาก่อนบรรพชา
สิ่งพิสูจน์ประจักษ์ในความมหัศจรรย์ของทหารกล้า ผู้เชี่ยวชาญพิชัยสงคราม
ปรากฏในประวัติศาสตร์ไทยมากมาย และที่เด่นชัดในต่างประเทศ ก็คือ
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งได้ส่งเจ้าพระยาโกศาปาน ไปทำสัมพันธ์ไมตรีกับ
พระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔ ซึ่งได้มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า


“...........เมื่อเรือสำเภาอันจะเข้าสู่กรุงฝรั่งเศสนั้น จะต้องผ่านวังน้ำอันวนเชี่ยวใหญ่
เรือสินค้ามากมายถูกดูดลงสู่วังน้ำวน จมลงนับร้อย เรือสำเภาอันเจ้าพระยาโกศาปานราชทูต
โดยสารมานั้น จะถูกดูดเข้าวังวน ปะขาวอาจารย์ของเจ้าพระยาโกศาปาน ได้ตั้งพิธีขึ้น
ระลึกถึงพุทธานุภาพ ทำอาโปกสิณ บัดหนึ่งก็เกิดลมสลาตันยกเรือสำเภาของพระยาโกศาปาน
ข้ามผ่านวังน้ำวนนั้นไปเป็นที่อัศจรรย์ ...........ในเวลาเที่ยง พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔
ได้ทรงให้ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์แม่นปืนสองหมู่ หมู่หนึ่งชุดแต่งกายแดงร้อยคน
หมู่หนึ่งชุดแต่งกายดำร้อยคน ตั้งกองอยู่ตรงข้ามกัน ห่างกันสักสี่สิบห้าสิบวา
ฝ่ายทหารชุดแต่งกายแดงทั้งร้อยคน ยิงปืนไปยังหน่วยทหารแต่งกายดำ

ลูกปืนเข้าสู่ลำกล้องของทหารแต่งกายดำทั้งร้อยกระบอก พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงตรัสว่า
พระเจ้าแผ่นดินสยาม มีทหารแม่นปืนเช่นนี้หรือไม่ ? เจ้าพระยาโกศาปานตอบว่า
ในเมืองสยามไม่มีทหารแม่นปืน เหมือนเช่นในฝรั่งเศส เพราะอาวุธปืน ไม่อาจทำอันตรายทหารสยามได้
จึงไม่มีความจำเป็น ในการตั้งกองทหารปืน พระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔ จึงตรัสว่า มีเหตุเช่นนั้นจริงหรือ ?

เจ้าพระยาโกศาปานจึงกราบทูลตอบว่า
“ข้าพระพุทธเจ้า จะขอแสดงให้ทอดพระเนตรในวันพรุ่ง โดยขอให้หน่วยทหารทั้งชุดแดงและชุดดำ
เป็นผู้ยิงปืน” ในวันรุ่งขึ้น ปะขาวได้ตั้งศาลเพียงตา แลวางสายสิญจน์รอบปักธงธวัชแล้ว
ให้กลาสีเรือชายสยามทั้งร้อย เข้าไปอยู่ภายในวงรอบสายสิญจน์ มลฑลพิธีภายนอกห่างไปสักยี่สิบวา
ทหารชุดแต่งกายแดง และทหารชุดแต่งกายดำ พร้อมปืนยืนรออยู่ เมื่อปะขาวผู้ทรงศีลให้สัญญาณ
เจ้าพระยาโกศาปาน จึงกราบทูลให้พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ รับสั่งให้ทหารปืนทั้งหมด
เล็งยิงไปยังกลาสีเรือชายสยามทั้ง ๑๐๐ คนนั้น เสียงปืน ๒๐๐ กระบอก ดังสนั่นหน้าพระที่นั่ง
ควันปืนอบอวลคลุ้งกระจาย ลูกกระสุนปืนทั้ง ๒๐๐ นัด มิได้ระคาย แม้ชายเสื้อทหารสยามทั้งหลาย
เป็นที่อัศจรรย์ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ จึงทรงตรัสถามเจ้าพระยาโกษาปานว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
มียอดทหารเช่นนี้อีกเท่าใด? เจ้าพระยาโกษาปานกราบทูลตอบว่า “ชายสยามเหล่านี้ เป็นเพียงประชาชน
ชาวบ้านธรรมดาทั่วๆ ไป ที่เกณฑ์มาเป็นกลาสีเรือเท่านั้น ส่วนทหารของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเจ้านั้น
เยี่ยมยอดกว่านี้มากมาย (ความจริงแล้ว กลาสีเรือทั้ง ๑๐๐ คนนี้ คือหน่วยอาทมาต ที่ได้ศึกษาวิชชาชาตรี
เจนจบในตำหรับพิชัยสงครามมาเป็นอย่างดีแล้ว)
พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ตรัสสรรเสริญ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ว่ามีบารมี ที่มีทหารหาญ ที่แกร่งกล้า
และคงทนแก่ศาสตราวุธ จึงสามารถรักษาประเทศสยาม ให้เป็นเอกราชไว้ได้.....”

ความสำคัญแห่งพระพุทธศาสนาผูกพันไปถึงระบบการปกครองเพื่อ ให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข
แก่ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ แห่งสยามประเทศ ซึ่งจะเห็นได้จากหลัก “ทศพิธราชธรรม” หรือ
หลักธรรม ๑๐ ประการ” ซึ่ง พระมหากษัตริย์ไทย ทรงใช้เป็นหลักการปกครองแผ่นดิน
นับตราบเท่าปัจจุบัน(พ.ศ.๒๕๔๒) ซึ่งนำมาจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนา อันมีว่า

๑. ทาน
๓. บริจาค
๔. อาชวะ
๕. มัทวะ
๖. ตบะ
๗. อโกทะ
๘. อวิหิงสา
๙. ขันติ
๑๐. อวิโรธนะ

พร้อมกันนั้น พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ก็จะเป็นสถาบันที่ให้ความรู้ ทั้งทางด้านการรบ
การเรียนและศีลธรรม พร้อมกันไปในเวลาเดียวกัน เนื่องจากผู้ที่ได้เข้ามาบวช เป็นพระภิกษุ
ในพุทธศาสนายุคนั้น ล้วนแล้วแต่เป็น ขุนพล นักรบ ที่ร่วมก่อร่างสร้างชาติ
จึงได้ปลูกฝังความรักชาติ และวิชาการในการป้องกันชาติ ให้แก่เยาวชนที่เป็นศิษย์
ซึ่งเป็นอุดมการณ์ปลูกฝัง ดังจะเห็น ได้ว่าขุนศึกผู้กล้า แม้กระทั่งวีรกษัตริย์มหาราชทั้งปวง
ที่กอบกู้ชาติกู้แผ่นดิน ให้ลูกหลานไทย ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์วัด ในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น
นี่คือความผูกพันใกล้ชิด และความสำคัญของสถาบันชาติ สถาบันพระพุทธศาสนา
และสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งมีความหมาย รวมถึงความมั่นคงแห่งเอกราช
และอธิปไตยของชาติไทยตลอดมา ที่ศาสนาอื่นมิอาจเอ่ยอ้าง

ความเหนียวแน่นแห่งศรัทธาในพระพุทธศาสนาดังกล่าวนั้น ทำให้ประเทศไทยสามารถอยู่รอดปลอดภัย
จากการล่าอาณานิคม ของต่างชาติมาได้โดยตลอด เช่นในยุคพระนารายณ์มหาราช ประเทศฝรั่งเศส
โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ได้เพียรพยายามที่จะเอาประเทศไทย เป็นเมืองขึ้น โดยอ้างเอาศาสนาเป็นตัวนำ
มีพระราชสารให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เข้ารีตเป็นคริสเตียน แต่ด้วยพระปรีชาญาณของ
พระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งทรงตระหนักในความสำคัญของพระพุทธศาสนาจึงมีพระราชสาร
ตอบพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ อันมีความตอนหนึ่งว่า

พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ จะให้เราเข้ารีตดังนั้นหรือ เรื่อง นี้เป็นเรื่องใหญ่มาก
เพราะในราชวงศ์ของเรา ก็ได้นับถือพระพุทธศาสนามาช้านานแล้ว

จะให้เราเปลี่ยนศาสนาอย่างนี้ เป็นการยากอยู่ และถ้าพระผู้เป็นเจ้าของท่าน
ผู้สร้างฟ้า สร้างดิน จะต้องการให้คนทั่วไป นับถือศาสนาคริสต์เช่นเดียวกัน
พระเจ้าของท่าน มิจัดการให้เป็นเช่นนั้นเสียแล้วหรือ ใยจึงต้องให้เราตัดสินใจ


เมื่อสันตะปาปาไม่สามารถใช้พระราชสารของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ บังคับพระทัย
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้

จึงหันมาสนับสนุนทางด้านการเงิน แก่คอนสแตนตินฟอลคอน หรือเจ้าพระยาวิชชาเยน
ซึ่งเป็นฝรั่งต่างชาติ ที่ได้แฝงตัวเข้ามา ทำลายเศรษฐกิจของชาติ โดยใช้เงินซื้อตำแหน่ง
จากขุนนางขายชาติกลุ่มหนึ่ง ในยุคปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ในขณะที่พระองค์ ทรงพระประชวร และสร้างอิทธิพลอำนาจ
ออกกฎหมายทำลายวัดวาอาราม พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ให้สิ้นสูญไปจากแผ่นดินสยาม
เพื่อนำเอาศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคเข้าแทนที่
ตามบันทึกของบาทหลวงชาวฝรั่งเศส
ระบุว่า พระภิกษุสงฆ์ยุคนั้น ถูกฆ่าวันละ ๕๐๐ รูป พระคัมภีร์ใบลาน อันบรรจุพระธรรมคำสั่งสอน
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันล้ำค่า ซึ่งได้บันทึกไว้ในยุคกรุงสุโขทัย ถูกใส่เกวียนนำไปเผาทิ้งทุกวัน
แต่ก็ได้พระมหากษัตริย์ไทย และทหารหาญ สามารถกู้ชาติ และพระพุทธศาสนากลับมาได้ทันเวลา

ความพยายามในการยึดครองประเทศไทยจากประเทศมหาอำนาจ โดยความร่วมมือของคริสตจักร
มีมาโดยตลอดและรุนแรง ถึงขนาดซ่องสุมผู้คน ก่อการกบฏ ปลอมแปลงพระสัทธรรมคำสอนของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นใหม่ ในยุคพระเจ้าขุนหลวงท้ายสระ ซึ่งทำให้พระองค์ ทรงสั่งเนรเทศบาทหลวง
ผู้ทำการกบฏ และให้สลักศิลาจารึก พระบรมราชโองการ เป็นราชอาญา ให้นำไปปักไว้
ณ หน้าโบสถ์เซ็นต์โยเซฟ ของโรมันคาทอลิค มีความว่า

“........ ๑. ห้ามมิให้ใช้ตัวหนังสือ เขมร มอญ และหนังสือสยาม
สำหรับไปเขียนหนังสือ ซึ่งสอนศาสนาคริสต์


๒. ห้ามมิให้พวกมิชชันนารีเผยแพร่ศาสนาเป็นภาษาสยาม

๓. ห้ามมิให้สยาม มอญ ลาว ซึ่งถือพุทธศาสนาอันประเสริฐของสยาม
แม้จะยากจนอย่างไร ไปยืมข้าวของเงินทอง จากพวกมิชชันนารี และห้ามมิให้สยาม มอญ ลาว เข้ารีต
ห้ามมิให้สยาม มอญ ลาว เชื่อและนับถือศาสนาคริสต์ ห้ามมิให้สยาม มอญ ลาว ไปคบค้าสมาคมกับพวก
เข้ารีต และห้ามมิให้มิชชันนารีรับคนสยาม มอญ ลาว เข้ารีตเป็นอันขาด


๔. ห้ามมิให้มิชชันนารีแต่งหนังสือ ซึ่งติเตียนศาสนาพุทธแห่งสยาม ให้บรรดามิชชันนารีทั้งหลาย
อย่าได้กระทำผิดต่อข้อห้ามสี่ข้อนี้ แม้แต่ข้อใดข้อหนึ่งเป็นอันขาด


ถ้าหากว่าพวกมิชชันนารีที่เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาได้เห็นและได้ทราบข้อความตามประกาศพระราชโองการ
ซึ่งจารึกไว้ในแผ่นศิลานี้ไม่ปฏิบัติตาม แต่ขืนทำความผิดในข้อห้ามสี่ข้อนี้ แม้แต่ข้อหนึ่งข้อใด
เมื่อได้ไต่สวนพิจาณาได้ความจริงแล้ว ก็จะต้องลงโทษหัวหน้าของพวกมิชชันนารี ถึงประหารชีวิต
และพวกมิชชันนารีอื่นๆ นั้น ได้รับพระราชอาญาเฆี่ยนแล้ว จะต้องถูกไล่ออกไปให้พ้น
ราชอาณาเขตสยามทั้งหมด


อีกประการหนึ่ง พวกสยาม มอญ และลาว ซึ่งได้ไปเข้ารีตในครั้งสังฆราชดอมยากซ์
จะต้องลงอาญาเฆี่ยนอย่าง หนัก และจะต้องประหารชีวิตด้วย ถ้าแม้นต่อไป สยามก็ดี มอญก็ดี
ลาวก็ดี ซึ่งเป็นผู้ถือศาสนาพุทธแห่งสยาม เมื่อได้ทราบประกาศพระราชโองการ ซึ่งจารึกในแผ่นศิลานี้
กระทำการขัดขืน ประกาศพระราชโองการ โดยละศาสนาพุทธอันประเสริฐของสยาม
กลับไปเข้าด้วยคริสต์ศาสนาแล้ว ก็จะต้องได้รับพระราชอาญาอย่างหนัก คือจะต้องถูกตัดหัวแล้ว
จะได้เอาหัวไปเสียบไว้หน้าบ้าน บาทหลวงที่บางปลาเหต ส่วนบิดามารดา บุตรภรรยาและพี่น้อง
จะได้รับพระราชอาญาอย่างหนัก จะต้องถูกริบทรัพย์สมบัติให้สิ้นเชิงด้วย


ประกาศพระราชโองการนี้ ได้จารึกลงในแผ่นศิลาเมื่อวันพุธขึ้น ๙ ค่ำ ปีจอ โทศก”

จากพระบรมราชโองการดังกล่าวนี้ทำให้ นักล่าเมืองขึ้น ที่อาศัยคริสต์ศาสนาเป็นตัวนำ
ไม่สามารถแอบอ้าง ซ่องสุมกำลัง เพื่อยึดครองประเทศสยามได้ตลอดมา
นี่คือพระปรีชาของพระมหากษัตริย์ไทย แต่โบราณที่ทรงเล็งเห็นมหาภัยที่จะเกิดขึ้น
จากกลุ่มต่างศาสนา อันจะเกิดขึ้นโดยการชวนเชื่อ เพื่อให้เกิดการบ่อนทำลายความมั่นคง
ของสถาบันหลักทั้ง ๓ ของประเทศ


ยุคกรุงธนบุรี



ความอาฆาตแค้นของนักล่าอาณานิคมชาวคริสต์ มิได้ลืมเลือน และทิ้งความพยายามที่ต้องการล้างแค้น
ซึ่งปรากฏใน บันทึกประวัติศาสตร์ยุคสุดท้าย ของกรุงศรีอยุธยา เมื่อพม่าล้อมกรุง
แต่ก็ไม่สามารถเข้ายึดกรุงได้นั้น พวกมิชชันนารี ที่อยู่ภายในกำแพงพระนคร ก็ได้ติดต่อกับพ่อค้า
ที่เป็นชาวโปตุเกสคริสเตียน ส่งอาวุธปืนใหญ่อันทันสมัย และกระสุนดินดำ ให้กับพม่า
เพื่อใช้ในการยิงถล่มกรุงศรีอยุธยา และเข้าเผาเมืองได้ในที่สุด ซึ่งหากปราศจากอาวุธปืนใหญ่
อันคริสเตียน สนับสนุนพม่านั้นเสียแล้ว ทัพพม่า ก็ไม่อาจตีหักเข้ายึดกรุงศรีอยุธยาได้
เพราะอีกเพียงชั่วเดือนเดียว หลังจากนั้น ก็จะเข้าฤดูน้ำหลาก พม่าก็จะต้องถอนทัพกลับไป
และไทยก็จะไม่เสียแผ่นดิน นี่คือการล้างแค้นของชาวคริสเตียน ต่อสยามอย่างสุดโหดเหี้ยม
ยังความเจ็บปวดให้กับประชาชนชาวสยาม รวมทั้งพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งเป็นลูกศิษย์วัดมหาโลก
เมื่อทรงนำผู้กล้ากอบกู้อิสระภาพ ให้กับไทยได้สำเร็จ ก็ทรงให้ทหาร ไปนำเอาหลักศิลาจารึก
พระราชโองการของพระเจ้าขุนหลวงท้ายสระ ที่กรุงศรีอยุธยา เพื่อจะนำมาปักไว้ ณ โบสถ์คริสเตียนคาทอลิคอีกครั้ง
แต่ปรากฏว่า “พวกคริสเตียนได้ทำลายศิลาอันจารึกพระราชโองการนั้นเสียแล้ว

มิชชันนารีคริสเตียน เห็นว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพิ่งจะกู้อิสระภาพได้ใหม่ๆ
คงไม่เข้มแข็งนัก เหมาะเป็นอย่างยิ่ง ที่จะยุยงให้ผู้ที่นับถือคริสต์โรมันคาทอลิคก่อการกบฏ โดยอ้างว่า
เป็นบัญชาของพระเจ้าไม่ให้ไปร่วมทำ “พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาสาบานตน กับพระเจ้าตากสินมหาราช
ปรากฏเป็นหลักฐานในประวัติศาสตร์ดังนี้

“........ใน พ.ศ. ๒๓๑๘ ได้มีพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ศาสนิกในศาสนาอื่นเข้าร่วมทุกศาสนา
แต่พวกบาทหลวงศาสนาคริสต์ ไม่ยอมเข้าร่วม และไม่ยอมให้คนสยามนับถือคริสต์เข้าร่วม
ทางราชการจึงได้จับบาทหลวงกูเต และ บาทหลวงการ์โนลด์ ไปเผ้าพระเจ้าตากสินมหาราช
รับสั่งให้จองจำด้วยการขังคุก คนละ ๑ ปี และให้สมุหนายกทำทัณฑ์บนไว้ ให้ถือปฏิบัติตามกฎหมาย
ประเพณีของไทย แต่บาทหลวงไม่ยอมรับทัณฑ์บน จึงต้องขังต่อไปอีกระยะหนึ่ง ที่ร้ายคือ
ห้ามมิให้ชาวสยามที่นับถือคริสต์ เข้าร่วมพิธีที่เป็นราชพิธีของไทย โดยให้เหตุผลว่า

๑. คนทำกิจของพระเจ้าจึงมีหน้าที่ห้ามมิให้คริสต์ชนปฏิบัติผิดประเพณีของศาสนาคริสต์

๒. การปฏิบัติพิธีกรรมและประเพณีไทย ถือว่าเป็นการอ่อนข้อให้กับศาสนพิธีของพวกมิจฉาทิฏฐิ”

พร้อมกันนั้นบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิค ได้จดหมายไปขอกำลังทหารจากฝรั่งเศสมาช่วย

และให้ชาวไทยที่เข้ารีตนับถือคริสต์ ก่อการแข็งข้อขึ้น โดยจะนำเอากองทัพเรือและอาวุธจากทางใต้
ของไทยมาช่วยเหลือ แต่ความทราบถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เสียก่อน
ดังความปรากฏในประวัติศาสตร์กรุงธนบุรีว่า

“..........ในปี พ.ศ.๒๓๒๑ พระเจ้าตากสินมหาราช รับสั่งให้มีพระราชพิธีทางชลมาตร
ให้ประชาชนที่อยู่ในเมืองหลวงทุกชาติ ทุกศาสนาเข้าร่วมพิธี

แต่พวกคริสเตียนโรมันคาทอลิคไม่ยอมร่วมมือ เพราะบาทหลวงคอยขัดขวางไว้ไม่ยอมให้เข้าร่วม
โดยออกประกาศท้าทายอำนาจ ของพระมหากษัตริย์สยามว่า ทางราชการไทยจะทำอย่างใดก็ได้
แต่ชาวคริสเตียนจะไม่ยอมก้มหัวให้ จนในที่สุด พระเจ้าตากสินมหาราช เห็นว่า
บาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิคจะเป็นภัยต่อบ้านเมือง จะประหารเสียก็ใช่ที่ รังแต่จะเกิดบาปกรรม
พระองค์จึงทรงให้เนรเทศ บาทหลวงออกจากอาณาเขตเมืองสยาม โดยฝากไปกับสำเภาจีน
แต่ใต้ก๋งสำเภาจีน ก็ไม่ยอมรับบาทหลวงคริสเตียนเหล่านั้น เพราะกษัตริย์รัฐบาลจีน มีคำสั่งเด็ดขาด
ห้ามเรือสำเภาที่มีพวกบาทหลวงคริสเตียน เข้าเทียบท่าแผ่นดินจีน.....”

.............ถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๒๒ พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงรับสั่งให้เจ้าพระยาพระคลัง
ขับบาทหลวง โรมันคาทอลิค ออกนอกประเทศอีก แต่บาทหลวงทั้งนั้น ก็ดื้อดึงไม่ยอมออกไป
ในที่สุดทรงชี้ความผิดของพวกบาทหลวงว่า


๑. บาทหลวงชอบรังแกชาวสยามที่เข้ารีต โดยห้ามพวกเข้ารีต เข้าร่วมพระราชพิธีต่างๆ
ที่เกี่ยวด้วยพระพุทธศาสนา


๒. ถ้าพวกสยามเข้ารีตคนใดขืนมาช่วยงานของชาวสยาม พวกบาทหลวงก็คอยรังแกข่มเหงอยู่เสมอ

พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงมีพระกรุณาต่อบาทหลวงโรมันคาทอลิค โดยภาคทัณฑ์ว่า
ต่อไปพวกบาทหลวงจะให้สัญญาว่า จะไม่รังแกชาวสยามที่เข้ารีตอีก จึงจะให้อยู่ในแผ่นดินสยามต่อไป
พวกบาทหลวงเหล่านี้ ก็ไม่ยินยอม ดังนั้นพระองค์จึงทรงขับพวกบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิค
ออกจากเมืองสยามไป ทั้งบาทหลวงเลอบอง และคนอื่นๆ...


และพร้อมนั้น ได้ทรงออกพระบรมราชโองการ เพื่อป้องกันภัยและความมั่นคงของชาติในอนาคต
มีความว่า

..........ด้วยพวกเข้ารีต เป็นคนที่อยู่นอกพระพุทธศาสนาเป็นคนไม่มีกฎหมายและไม่ประพฤติตาม
พระพุทธวจนะ ถ้าพวกสยามไม่ประพฤติตามพระพุทธศาสนา ถึงกับลืมชาติ กำเนิดของตัว
ถ้าสยามไปประพฤติปฏิบัติลัทธิของพวกเข้ารีต

ก็ตกอยู่ในฐานะความผิดร้ายกาจ......ถ้าจะปล่อยให้คนพวกนี้ ทำตามชอบใจ ถ้าไม่ห้ามไว้แล้ว
พวกนี้ก็จะทำวุ่นวายขึ้นทีละน้อย โดยไม่รู้ตัว จนในที่สุดพระพุทธศาสนา ก็จะต้องเสื่อมทรามลงไป


เพราะเหตุฉะนี้ จึงห้ามขาดมิให้สยาม มอญ ไม่ว่าผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก หรือผู้ใหญ่ ไปเข้าพิธีของพวกเข้ารีต
ถ้าผู้ใดมีใจดื้อแข็ง เจตนาไม่ดี มืดมัวไปด้วยกิเลสต่างๆ จะฝ่าฝืนไปเข้าพิธีของพวกเข้ารีตใดๆ ก็ตาม
ก็ให้พนักงานจับกุมสังฆราช หรือบาทหลวงมิชชันนารี หรือบุคคลที่เข้ารีตนั้นๆ ไว้ และลงโทษประหารชีวิต
ให้เจ้าพนักงานจับกุมคนสยาม หรือมอญ ซึ่งได้ไปร่วมพิธีของพวกเข้ารีตนั้น วางโทษประหารเหมือนกัน......


ประกาศมา ณ วันอาทิตย์ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะเมีย ฉศก


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Fri Nov 20, 2009 10:00 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Nov 19, 2009 9:33 pm

จากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยพระปรีชาพระองค์จึงทรงเห็นภัย อันจะเกิดแก่ชาติและพระพุทธศาสนาในอนาคต
โดยคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค จึงทรง “ยกแผ่นดินสยามทั้งประเทศให้เป็นพุทธศาสนสมบัติ
เพื่อให้ทหารหาญ และประชาชนสยามทั้งแผ่นดิน พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา ให้คงสถาพรคู่ชาติสยาม
โดยจารึกไว้ ณ วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) ความว่า

อันตัวพ่อ ชื่อว่า พระยาตาก
ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสนา


ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา
แด่พระศาสดา สมณะ พุทธโคดม


ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี
สมณพราหมณ์ชี ปฏิบัติ ให้พอสม


เจริญสมถะ วิปัสสนา พ่อชื่นชม
ถวายบังคม รอยบาท พระศาสดา


คิดถึงพ่อ พ่ออยู่ คู่กับเจ้า
ชาติของเรา คงอยู่ คู่พระศาสนา


พระพุทธศาสนา คงอยู่ คู่กษัตรา
พระศาสดา ฝากไว้ ให้คู่กัน


ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่นำมาแสดงนี้ ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า การดำเนินการของคริสต์ศาสนา
เป็นไปในทางก่อการกบฏ สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้น ทำลายความมั่นคงของชาติ
มีเป้าหมายในการยึดครองประเทศ ให้เป็นเมืองขึ้น ของประเทศมหาอำนาจตลอดมา
ฉะนั้นพระมหากษัตริย์ไทย ทรงมีพระปรีชา ตระหนักในมหาภัยอันจะเกิดขึ้นกับประชาชน
และประเทศชาติ ในอนาคต จากแนวทางและคำสอนของคริสต์ศาสนา
ซึ่งสอนไม่ให้บุตรธิดา มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ เพราะเด็กเหล่านั้น เป็นผู้ที่พระเจ้าสร้างมา
ไม่ต้องกตัญญูรู้คุณครูอาจารย์ หรือผู้มีพระคุณนอกจากบาทหลวง หรือสันตะปาปาเท่านั้น
ซึ่งตรงกันข้าม กับหลักพระสัทธรรมคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นรากฐานของ
วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของไทย และศาสนพิธี อันเกี่ยวเนื่องแนบแน่น ต่อสังคมครอบครัว
ชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ประดุจดั่งลมหายใจกับชีวิต ซึ่งหากปล่อยให้มีการขยายแพร่เชื้อ
ไวรัสศาสนา เปลี่ยนแปลงหลักพระธรรมวินัย คำสอนของพระพุทธองค์ นั่นหมายถึงความสิ้นชาติ
สิ้นแผ่นดิน พระมหากษัตริย์ไทย จึงได้ทรงสืบต่อพระปณิธานและปฏิญาณ ที่จะรักษาทำนุบำรุง
พระพุทธศาสนา “โดยถวายแผ่นดิน ให้เป็นพุทธศาสนสมบัติ” เพื่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ
ท่านจึงใช้พระปรีชา ชีวิตและเลือดเนื้อเข้ารักษาพระพุทธศาสนา ทหารหาญของชาติ
ต่างปฏิญาณสาบานตนต่อธงชัยเฉลิมพล ซึ่งประดิษฐานด้วยพระพุทธปฏิมาไว้
ณ ยอดธงนั้น ว่าต้องมีหน้าที่ พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา ดังนั้นองค์กรคริสต์ศาสนาย่อมทราบว่า
ถ้าต้องการยึดครองประเทศไทย ต้องมีอำนาจ เหนือสถาบันพระมหากษัตริย์ และทำลายแนวป้องกัน
คือทหารหาญของชาติ และยึดครององค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย อย่างเบ็ดเสร็จให้ได้ เท่านั้น


การโจมตีด้วยหลักยุทธศาสตร์


ซุนวู กล่าวว่า
“.....หนทางที่ดีที่สุดในการทำสงครามคือ การเอาชนะด้วยการโจมตียุทธศาสตร์ของข้าศึก

สงครามศาสนา...!!!


ref: https://khunnamob.globat.com/backup/thaimisc/www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php-user=mscc2&topic=1365.htm

รวบรวม...น่่าสนใจ

ประกาศ ไปยังผู้ก่อกวน

ตำรวจปลอมหมายศาล ความผิดโทษสถานใด ?


http://www.thaksin.net/speeches/Phutas.htm

พุทธทาสที่ข้าพเจ้ารู้จักในทางการเมือง
ตัดตอนและเรียบเรียงจากการปาฐกถาพิเศษ


เรื่อง"พุทธทาสที่ข้าพเจ้ารู้จักในทางการเมือง"
โดย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย

จัดโดยมูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐ วันอาทิตย์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๒
ณ หอประชุมกรมประชาสัมพั
นธ์


“ทักษิณ”อ้างศึกษา“พุทธทาส”ลึกซึ้ง-ใช้“ธรรมนำการเมือง”

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

“ทักษิณ” ได้ทุกเรื่อง วันนี้ลึกซึ้งหลักธรรมคำสอนพระพุทธองค์ ระบุก่อนตั้งพรรคไทยรักไทยได้ศึกษาคติธรรมของ
“พระพุทธทาส” อย่างลึกซึ้งจึงสามารถ “ปล่อยวาง” ทำให้เข้าใจตัวเองและเข้าใจคนอื่น ใช้ธรรมนำการเมือง

วันนี้ (22 ต.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “นายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน”
โดยเล่าให้ฟังว่า พระพุทธทาส ภิกขุ เป็นพระที่มีคุณูปการต่อชีวิตของตนเป็นการส่วนตัว
เพราะก่อนที่จะตั้งพรรคไทยรักไทย ไม่ค่อยมีความลึกซึ้งกับธรรมะเท่าที่ควร จึงใช้เวลาก่อนตั้งพรรคอ่านหนังสือของ
ท่านพุทธทาสเป็นสิบเล่ม และทำความเข้าใจ ซึ่งในรอบแรกยังไม่ค่อยเข้าใจ จึงอ่าน 2 รอบและบางเล่มก็อ่านถึง 3 รอบ
ทำให้เกิดความเข้าใจลึกซึ้ง มีความเข้าใจตัวเองและเข้าใจคนอื่นมากขึ้น รู้จักคำว่าปล่อยวางคืออะไร

“คำหนึ่งที่พระพุทธทาสพูดไว้ ในหนังสือธรรมะกับการเมือง คือ ท่านให้ความสนใจต่อบุคลากรทางการเมืองมาก
ประชาธิปไตยจะรุ่งเรืองหรือไม่อยู่ที่คุณภาพของบุคลากรทางการเมืองเป็นหลัก ระบบอย่างเดียวไม่พอ ท่านพูดว่า
ถ้านักการเมืองไม่เป็นนักการเมืองโพธิสัตว์ ถ้านักการเมืองไม่รักเพื่อนมนุษย์ ไม่เข้าใจว่าเพื่อนมนุษย์คือ
เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งสิ้น ถ้ามีนักการเมืองแบบนั้นมาก ๆ ประชาธิปไตยจะกลายเป็น
ประชาธิปตาย
เป็นสิ่งที่ดีมาก ท่านให้สติมาก” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องที่องค์การยูเนสโก ยกย่องพุทธทาสภิกขุ เป็นบุคคลสำคัญของโลกในวาระชาตกาล
ครบ 100 ปี ซึ่งจะมาถึงในวันที่ 27 พฤษภาคม 2549 นี้ว่า สาเหตุที่พุทธทาสภิกขุ ได้รับการยกย่องเพราะได้ตั้งปณิธาน
ของชีวิตไว้ 3 ข้อ คือ

ข้อ 1.ให้ศาสนิกชนไม่ว่าศาสนาใดก็ตามเข้าถึงความหมายอันลึกซึ้งแห่งศาสนาของตน เพราะว่าเวลานี้บางคน
ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจศาสนาของตนอย่างลึกซึ้ง ชาวพุทธก็เช่นกัน ชาวพุทธก็ไปเข้าใจว่า
ศาสนาพุทธนั้นก็คือความศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อในสิ่งที่มันไม่ใช่ศาสนาพุทธ
เพราะศาสนาพุทธนั้นอยู่ที่หลักธรรมะเป็นหลัก

การบูชาอะไรทั้งหลายนั้นก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ตัวแทนพระพุทธเจ้าตัวแทนของธรรมะ
แต่การปฏิบัติตนตามธรรมะ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นหัวใจของศาสนาพุทธมากกว่า
เพราะฉะนั้นอย่างนี้เราก็จะต้องเข้าใจ


ข้อ 2.พุทธทาสภิกขุ ตั้งใจว่าจะทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนาอันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
เพราะว่าศาสนาทุกศาสนา ต้องอยู่ร่วมกันได้ ไม่ใช่ว่า จะต้องอยู่คนเดียว ศาสนาอื่นอย่ามาอยู่ร่วมด้วย
แล้วก็ไปรังแกเขา เหมือนที่พวกคนบ้า ๆ

ที่ตามจังหวัดภาคใต้ที่พยายามรังแกเขาอย่างนี้ โดยอ้างศาสนา อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เพราะศาสนาเป็นของสูง
สูงกว่าที่ใครจะมาใช้เป็นประโยชน์แห่งตน หรือการใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง เพราะศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจ
ที่ต้องการทำให้คนเป็นคนดี อันนี้คือสิ่งที่พุทธทาสตั้งปณิธานไว้แต่ต้น

ข้อ 3. คือดึงเพื่อนมนุษย์ให้ออกมาจากวัตถุนิยม แน่นอนการอยู่ในโลกของวัตถุนิยมจะต้องรู้เท่าทัน
และไม่ถูกมันมอมเมาด้วยกิเลสและตัณหาที่ไม่สามารถที่จะยับยั้งชั่งใจได้


โดย ผู้จัดการออนไลน์ 22 ตุลาคม 2548 14:40 น.



อืม...ตกลงเป็นที่ อาจารย์ สอนไม่ดี หรือ ลูกศิษย์ มันห่วยแตก ดีหว่า


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
และผู้นำสำนักสันติอโศก ซึ่งเป็น
ศาสนาพุทธลัทธิใหม่ โดยยึดถือลัทธิ “ Hare Krisna ”


http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index.php?option=com_content&task=view&id=375&Itemid=3

รายการทุกข์ปัญหาชีวิต

รายการทุกข์ปัญหาชีวิต ที่เผยแพร่ทาง TTV. ๓ วันที่ ๒๒ เม.ย. ๒๕๔๘ โดยมี พ่อท่าน กับ
อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นวิทยากร
และคุณประพจน์ ภู่ทองคำ เป็นผู้ดำเนิน รายการ สมณะ เพาะพุทธ จันทเสฏโฐ
เป็นผู้ประสาน การจัดรายการนี้ขึ้นมา ด้วยเห็นว่ากำลัง เป็นประเด็นที่ประชาชน สนใจเรียนรู้ แม้จะใช้เวลา ไม่ถึงชั่วโมง
แต่ก็มีประเด็นที่หลากหลาย น่าสนใจยิ่ง แปลกและต่าง ไปจาก ที่สื่อต่างๆได้นำเสนอไปแล้ว


คุณประพจน์ : ขอต้อนรับคุณผู้ชมเข้าสู่รายการทุกข์ปัญหาชีวิตครับ วันนี้ผมประพจน์ ภู่ทองคำ รับหน้าที่
ดำเนินรายการครับ รายการในวันนี้เราจะเรียนรู้หลักธรรมครับ จากปรากฏการณ์ หรือว่า ภาพข่าว จากทางหน้าหนังสือพิมพ์
ที่เกิดขึ้น ในสังคมไทยเราครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้น ในการเตรียมตัว เพื่อที่จะจัดงาน วิสาขบูชา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานวันวิสาขบูชา ที่ทางรัฐบาลได้ดำริขึ้น ที่จะจัดงาน ในวันที่ ๒๒-๓๑ พฤษภาคม ที่พุทธมลฑล
ท่ามกลาง ความขัดแย้งนั้น เราเห็นธรรมกันอย่างไร วันนี้เรามี วิทยากร ที่จะมาร่วมให้หลักธรรมให้การเรียนรู้ธรรมะ
ผ่านรายการ แห่งนี้ครับ ท่านแรก
สมณะ โพธิรักษ์ จากสันติอโศกครับ กราบนมัสการครับ ท่านที่ ๒ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์
นักคิดนักเขียน ของสังคม ไทยเราครับ อาจารย์ สวัสดีครับ ผมเริ่มที่อาจารย์สุลักษณ์ก่อนดีไหมครับ อาจารย์สุลักษณ์
เห็นอะไร จากปรากฏการณ์ ตามข่าวที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ เกี่ยวข้องกับเรื่อง การจัดงาน วิสาขบูชานี้ครับ


อ.สุลักษณ์ : ข้อที่หนึ่ง ให้นึกถึงกาลามสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า แม้ถ้อยคำในพระคัมภีร์ก็อย่าเชื่อ
เป็นชาวพุทธที่ดี อ่านข่าว ฟังข่าวอย่าเชื่อ บางทีสื่อนั้นส่งสารที่ไม่เป็นสัจจะ บางทีมีการบิดเบือนโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ ก็ตาม
เพราะฉะนั้น พุทธศาสนิกชนที่ดี ฟังข่าวแล้วก็ฟังหูไว้หู เจริญสติ ให้มาก อันที่หนึ่ง อันที่สอง ความขัดแย้งต่างๆ ผมว่าเป็นธรรมดา
ในสังคมนะ เมื่อเจริญสติ แล้วก็ปลง ปล่อยวาง การจัดงาน วิสาขบูชา จะเป็นระดับโลก ระดับชาติเป็นของดี เพื่อบูชา พระพุทธเจ้า
ซึ่ง
ทรงตื่นแล้ว เราควรจะทำตัวเราให้ตื่นตามพระองค์ เพราะฉะนั้น
อย่าไปเอาเรื่อง เลวร้าย ขัดแย้ง มาเป็นอารมณ์ สำคัญมากครับ ประเด็น
มันอยู่ตรงนี้ผมว่า ในแง่ของผมนะฮะ มองให้เห็นตัวธรรมะ


คุณประพจน์ : จะให้ประชาชนใช้หลักกาลามสูตรได้อย่างไรอาจารย์ครับ เพราะในเมื่อมหาเถรสมาคม ในอดีต
มีคำสั่ง ออกมาแล้วว่า สันติอโศกมีปกาสนียกรรม ไม่ทำสังฆกรรมร่วมกัน
ประชาชน ทั่วไป ก็รับทราบ
กันหมดแล้วนะฮะอาจารย์


อ.สุลักษณ์ : อันนี้ก็ต้องแยกกันให้ชัดนะฮะ ปกาสนียกรรมหมายความว่าเขี่ยออกไปว่างั้นเถอะแล้วสงฆ์
จะไม่ทำ สังฆกรรมร่วมกัน ก็เรื่องของสงฆ์ แต่วิสาขบูชานี้ ไม่ใช่เรื่องของสังฆกรรมนะครับ ต้องเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องของ
สังฆกรรม แม้สงฆ์ นานาสังวาส แม้สงฆ์มหายาน เถรวาท วชิรญาณ เข้าร่วมกันได้ วัดบวรนิเวศ ซึ่งเป็นที่ตั้ง ที่ประชุม
มหาเถรสมาคม สมเด็จพระสังฆราช ประทับที่นั่น ผมเคยพา พระนิกาย วชิรญาณ พระธิเบต พระจากภูฐาน
ไปเฝ้าตรงกับ วันมาฆบูชา รับสั่งให้นั่ง บนอาสน์สงฆ์ร่วม ให้พระวชิรญาณ จากธิเบต จากภูฐาน นั่งบนอาสน์สงฆ์
ในวัดบวรนิเวศ แล้วก็ ให้เดินเวียนเทียนร่วม พระองค์ท่านนำ นี่เป็นตัวอย่างของ สังฆบิดรเลยทีเดียว ไม่ใช่สังฆกรรม นี่ครับ
ถ้าสังฆกรรม เรียก อุปสมบท หรือเรื่อง ปาฏิโมกข์ ถูกต้อง ต้องแยกกันให้ชัดเจนนะครับ นี่ผมถึงบอก ชาวบ้าน จะต้องให้ชัด
เมื่อไม่ชัดแล้ว ไขว้เขวหมด


คุณประพจน์ : พ่อท่านครับ หลายปีที่ผ่านมาทางสำนักสันติอโศกเองก็ไม่ได้ไปร่วมที่จะจัดงานวัน วิสาขบูชา
หรือจัดงานในพระพุทธศาสนาอื่นใดเลย ร่วมกับมหาเถรสมาคม ทำไมครั้งนี้ จึงจำเป็น ต้องไปร่วม หรือทำไมต้องไปร่วม


พ่อท่าน : ไม่ใช่นะ จัดที่สนามหลวงนี่ เราก็ร่วมอยู่ด้วยเกือบทุกปีแต่ปีนี้มันจะเกิดมาพร้อมกับสึนามิ หรือ ยังไง
ก็ไม่ทราบ มันก็เลยเกิดเรื่องเกิดราวกันขึ้นมาเท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่าไม่เคยจัดร่วมกัน แต่ไม่รู้ว่า มันเกิด อะไรขึ้นมา
ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน


คุณประพจน์ : ไอ้สึนามิที่ว่านี่มันเป็นเพราะคนทำ หรือว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ มันเป็นยังไงครับ

พ่อท่าน : อาตมาแสลง คนทำ

คุณประพจน์ : อาจารย์สุลักษณ์ว่าไงครับ

อ.สุลักษณ์ : คือเดี๋ยวจะพูดสึนามินิดหนึ่งนะครับคือปรากฏการณ์ธรรมชาตินี่เกี่ยวข้องกับทุกนิยาม เรื่องของ
ดินฟ้าอากาศ แต่อุตุนิยาม นี่มันโยงมาสู่ กรรมนิยาม ประชาชนผู้คนเกี่ยวข้อง หรือแม้ แยกกัน นะครับ ทั้งหมดเป็นเรื่องของ
กรรมนิยาม ถ้าเข้าใจ ถูกต้องแล้ว มันก็ถูกต้อง เข้าใจ ไม่ถูกต้อง ก็ไขว้เขว เช่นเดียวกันนะครับ ในความคิดที่จะจัดงาน
วิสาขบูชา ร่วมกันนี่ เป็นผลดี ควรจะมาร่วมกันทุกๆฝ่าย นะครับ ไม่ควรจะมารังเกียจรังงอนกัน สำคัญมาก อย่าไป แสดง
ความคับแคบ ต้องความเปิดกว้าง แม้คนซึ่งไม่ใช่พุทธศาสนิก เขาอยากจะมาร่วม ก็ควร จะเชิญ เขามาร่วม เสียหายอะไรนัก
เพราะคนที่ มาเฝ้าพระพุทธเจ้า สมัยก่อนนี้ก็มีพวกพราหมณ์มีพวก
เดียรถีย์ มีพวกนิครนห์ เขามาเฝ้าท่าน ก็ไม่เห็น เสียหายอะไร
อย่าไปขีดแวดวง ให้พุทธศาสนาแคบ ของเราต้อง เปิดกว้างทั้งหมด


คุณประพจน์ : จากเรื่องดังกล่าวครับ พ่อท่านครับ หลายคนเขาตั้งข้อสังเกตมา ทำไมถึงมี ความพยายาม ที่จะให้
ศูนย์คุณธรรม หรือชื่อเต็มๆนี่ บอกว่า
ศูนย์ส่งเสริม และพัฒนา พลังแผ่นดิน เชิงคุณธรรม หรือ ศูนย์คุณธรรม
ที่พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นประธาน
หรือเป็นแกนหลัก ในการ จัดงาน แล้วก็ในการจัดงาน ครั้งนี้ ก็ไม่ได้แจ้ง
มหาเถรสมาคมว่า ทางศูนย์คุณธรรม จะเป็นแกนนำ ในการจัดงาน


http://en.wikipedia.org/wiki/Hare_Krishna



http://www.harekrishna.com/

http://www.google.co.th/search?q=hare+krisna&ie=utf-8&oe=utf-8&aq=t&rls=org.mozilla:en-US:official&client=firefox-a

http://www.sulak-sivaraksa.org/th/index.php?option=com_content&task=view&id=275&Itemid=3

ปัจฉิมกถา ครบรอบการสถาปนา ๔๐ ปี ๒๕๐๙–๒๕๔๙ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

เขียนโดย ส.ศิวรักษ์

การที่โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มีอายุอยู่มาได้ถึง ๔๐ ปีนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี โดยเฉพาะก็
ในสังคม
ซึ่งเต็มไปด้วยความจริงปนเท็จและชนชั้นปกครองเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เพราะตำราที่แท้ย่อมจะเน้นที่สัจจะ
และยิ่งมีการเผยแผ่
สัจจะออกไปในวงกว้าง โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับข้อเสนอนั้นๆ
ที่อ้างว่าเป็นสัจจะและมีการยอมรับทัศนะที่ต่างกันออกไปได้มากเพียงไร นั่นย่อมเป็นพื้นฐานที่สำคัญในอันที่จะสร้างกระแส
ในทางประชาธิปไตยที่เนื้อหาสาระ


ที่ในยุโรปนั้น เมื่อเกิดการตีพิมพ์หนังสือแพร่หลาย หมายความว่าเป็นการเริ่มยุคสมัยใหม่
ที่ผู้คนเริ่มต่อต้านการผูกขาดความรู้ที่อยู่ในแวดวงของศาสนจักรชั้นสูง เท่านั้น ทางเมืองไทยเอง พอขึ้นรัชกาลที่ ๔
ก็เริ่มเปิดเสรีภาพให้กับการพิมพ์หนังสือกฎหมาย ซึ่งเดิมถือว่าไพร่บ้านพลเมือง รับรู้ในเรื่องพวกนี้ไม่ได้เพราะ
ความรู้ดังกล่าวเป็นของชนชั้นปกครองเท่านั้น แต่การตีพิมพ์หนังสือให้แพร่หลาย ก็ไม่ได้หมายถึงความเป็นทาง
ประชาธิปไตยเสมอไปเพราะยุโรปเองก็เพิ่งมาเริ่มมีเค้าในทางประชาธิปไตยเมื่อกลางศตวรรษที่ ๑๙ นี่เอง


อมาตยเสน ยืนยันว่าประชาธิปไตยเกี่ยวข้องโดยตรงกับการกล้าอภิปรายปัญหาต่างๆ ในหมู่ราษฎร
และกล้าออกความเห็นอย่างขัดแย้งกัน โดยใช้เหตุผลเป็นแกน อมาตยเสน ยืนยันว่าวัฒนธรรมดังกล่าวมีอยู่แม้
ในอดีตกาลอันนานในชมพูทวีป เขาเอ่ยว่าพุทธศาสนาเป็นรากฐานที่สำคัญทางประชาธิปไตย
เพราะพุทธศาสนาไม่สอนให้คนเชื่อ หากสอนให้ตั้งคำถาม และแสวงหาคำตอบจากการศึกษาและปฏิบัติ
ดังพิมโร แอมเบดก้า ผู้รับผิดชอบกับรัฐธรรมนูญอินเดียแต่ตอนประเทศนั้นได้รับเอกราช และหันมาสมาทานพุทธศาสนา
ครบครึ่งศตวรรษ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคมนี้ ก็ยืนยันว่า คณะสงฆ์คือสาระในทางประชาธิปไตยแห่งแรกใน
โลก
ดังขอให้ดูได้ที่
ความเสมอภาคและภราดรภาพของสงฆ์ ซึ่งต้องการประพฤติพรหมจรรย์
เพื่อเข้าถึงเสรีภาพจากความโลภ โกรธ หลง หากสถาบันสงฆ์ไทยในกระแสหลัก ได้ทำลายคุณค่าที่ว่านี้ไปจนเกือบหมดแล้ว


https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=11&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


การแพร่เชื้อไวรัสศาสนาโดยกลุ่มปัญญาชน




อำนาจแห่งความสามัคคีของชนในชาติ ที่เกิดจากการอบรมบ่มนิสัย โดยพระภิกษุสงฆ์ที่ได้ถ่ายทอดหลักศีลธรรม
ให้แก่กุลบุตรกุลธิดาของประชาชนไทย ทำให้เป็นการยากในการเข้ายึดครอง ของต่างชาติต่างศาสนามาโดยตลอด
แม้กระนั้นความพยายาม ที่จะทำลายพระพุทธศาสนา ก็มีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรุนแรงมากยิ่งขึ้น การทำลายได้
มีการปรับเปลี่ยนวิธีการ ในการทำลายล้างกันอย่างเปิดเผย "VATICAN COUNCIL 2 การประชุมใหญ่สำนักวาติกันที่ ๒
ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ ๑๑ ต.ค.๒๕๐๕ ถึง ๒๕๐๘ (๓ ปี) เป็นการจัดประชุมบิชอฟของคาทอลิคทั่วโลก
อันถูกคัดสรรว่าเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพสูง ๔,๐๐๐ คน ซึ่งผลของการประชุม ได้มีมติออกมาเป็นคำประกาศ ซึ่งเรียกว่า
"
Declaration on relations of the church with non - christian religions คำแถลงของสภาประชุม
เรื่อง ความสัมพันธ์แห่งศาสนจักรกับศาสนาที่มิใช่คริสต์ศาสนา
" ซึ่งมองเป้าหมายทางด้าน เอเซียซึ่งมีฐานทางด้าน
การเกษตร อันสามารถอำนวยผลประโยชน์ให้กับองค์กร คริสตจักรของวาติกันได้เป็นอย่างดีแต่มีด่านสำคัญคือ
พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งอยู่ในตำแหน่งใกล้เส้นศูนย์สูตรและเส้นแบ่งกึ่งกลาง ของการสื่อสาร
และการคมนาคมของโลก เพราะฉะนั้นประเทศไทย จึงเป็นจุดสำคัญที่จะต้องกลืนให้ได้โดยดุษณีและไร้การต่อต้าน
โดยการทำลายพระพุทธศาสนา นั่นหมายถึงจำนวนประชากรชาวพุทธ ซึ่งมีจำนวนถึง ๙๕% ของ ประเทศ
ที่จะต้องสยบยอมในที่สุด จึงมีมติเห็นชอบร่วมกันโดยเป็นคำสั่ง ๒ ประการ ปรากฏเป็นหลักฐาน คือ


(10:24) "ให้วาติกันสนับสนุนหาผู้เชี่ยวชาญ ไปจัดการเปลี่ยนแปลงพระไตรปิฎก
คัมภีร์ในพระพุทธศาสนา ให้มาเป็น คริสต์ศาสนา
"


(9:12:15) "ให้แยกและแทรกศาสนธรรมที่แท้จริง อันทรงคุณค่าในพระพุทธศาสนาให้ได้โดยอาศัยพระวจนะ
เผยของพระเจ้า ในคริสต์ศาสนาเป็นเครื่องส่องทาง ให้ดำเนินการพิจารณาหาหนทาง จัดทำให้เห็นได้ว่า
ศาสนธรรมอันทรงคุณค่าในพระพุทธศาสนานี้ จะสมบูรณ์ได้ด้วยการอาศัยคำของคริสต์ศาสนา
"


ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ของสำนักวาติกันขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๐๙ คือ

๑. The Secret Congregation of Propaganda กระทรวงโฆษณาเผยแพร่ศาสนา
รับผิดชอบวิธีการเผยแพร่แบบมิชชั่น (การรุกแบบตรงตัวแตกหัก)


๒. Secretariat for non-Christians สำนักงานเลขาธิการเพื่อผู้ไม่นับถือคริสต์ศาสนา
รับผิดชอบงานแบบไดอาล็อค เมื่องานของ (๑) ไม่สามารถทำได้แบบเฉียบพลัน ให้ใช้หน่วยงานนี้
เข้าทำงานในระบบกลืนศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นไปเลย

หน่วยงานทั้งสองนี้เองได้ออกเอกสารลับเฉพาะซึ่งใช้สำหรับการสั่งการระหว่างสำนักงานเลขาธิการฯ
กับบาทหลวงชั้นผู้ใหญ่ ตั้งแต่บิชอฟขึ้นไป ซึ่งมีการปฏิบัติภารกิจอยู่ทั่วโลก เรียกว่า
Bulletin Confidential Publication เรียกสั้นๆ ว่า Bulletin หรือวารสารแถลงกิจ ซึ่งเป็นคำสั่งที่สำคัญ
ทั้งนี้ทั้งนั้น จะต้องยึดหลักการ ๓ ข้อของมติที่ประชุมแห่งวาติกันคือ


(7:15) "ภารกิจของงานเผยแพร่แบบมิชชั่น ไม่จำกัดอยู่ที่การเปลี่ยนใจบุคคลทีละคนให้มานับถือ
คริสต์ศาสนาต่อไปแล้ว แต่ภารกิจในบัดนี้คือ การเปลี่ยนตัวศาสนาทั้งศาสนาให้มาเป็นคริสต์ศาสนา
"


(10:7) "ท่านจงไปทำให้ประชาชาติทั้งหมดให้เป็นสาวกของพระเยซู ถ้อยคำนี้ควรต้องจารึก
ด้วยตัวทองลงหน้าแท่นบูชา ของวาติกัน ที่ 2
"




(10:25:27) "ในประเทศพระพุทธศาสนา คริสต์ศาสนจักรจะต้อง นำเอาองค์ประกอบต่างๆ
ของพุทธมาใช้ และเปลี่ยนรูปเสียใหม่ ด้วยการให้ความหมายทางคริสต์ศาสนาลงไป เพื่อที่จะดัดแปลง
ให้เข้ากันกับคริสต์ให้ได้
"


ต่อมาได้มีการจัดระบบในการดำเนินการเหล่านี้ จากข้อมูลหลักฐานชี้ชัดว่า
การเริ่มอย่างเป็นรูปธรรม
ในการทำลายพระพุทธศาสนาในประเทศไทย คือ


ในเดือน มกราคม พ.ศ.๒๕๑๐ ได้มีการออกหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "คริสตธรรม- พุทธธรรม"
ปาฐกถาซินแคลร์ ทอมสันอนุสรณ์ ชุดที่ ๕
หนังสือดังกล่าวได้แอบอ้างว่า เป็นถ้อยคำของพระพุทธทาส
แห่งสวนโมกข์ฯ
ตีพิมพ์เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ เพราะขณะนั้นพระพุทธทาสกำลังโด่งดังเป็นที่รู้จัก
โดยอาศัยแจกจ่ายในพื้นที่ภาคเหนือเป็นหลัก
แต่ถูกจับได้เพราะข้อความในหนังสือนั้น อ้างคัมภีร์ไบเบิล
อย่างละเอียด แม้กระทั่งเลขหน้าคัมภีร์ ทุกๆ คำพูด จึงไม่เกิดผลกับชาวพุทธเท่าใดนัก
(การปลอมปนแอบอ้างพระพุทธทาส ยังปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด ถึงขนาดปลอมลายมือพระพุทธทาส
เสียด้วยซ้ำในหนังสือชื่อ "
พุทธ-คริสต์ ในทัศนะท่านพุทธทาส" ซึ่งเป็นการเทศนาเรื่องคริสเตียนล้วนๆ



หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร กลับได้รับการต่อต้านจากชาวพุทธไม่สามารถสร้างความศรัทธาในตัวศาสนา
โดยคำสอนได้ด้วยวิธีการแทรกข้อความหรือปลอมปน เนื่องจากยังไม่มีความกระจ่างในคำสั่งสอนทาง
พระพุทธศาสนา และยังไม่มีประสบการณ์


ในปี พ.ศ.๒๕๑๔ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ และนายประเวศ วะสี กับพวก ได้ร่วมกันจดทะเบียน
มูลนิธิโกมลคีมทอง จากการ เปิดเผยของนาย ส.ศิวรักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธินี้ว่า "มูลนิธิโกมลคีมทอง
ได้เงินสนับสนุนจากองค์กรคริสเตียน และองค์กรต่างชาติโดยร่วมกับ สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย
และจัดตั้งกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) ซึ่งเป็นตัวทำงานของคริสต์ในกลุ่มพุทธ
ซึ่งกลุ่ม กศส.นี้ จัดเป็นแกนหลักในการปฏิบัติภารกิจสำคัญภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พร้อมทั้งให้ทุนจัดตั้งมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ๕ มูลนิธิอีกด้วย


https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=15&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Fri Nov 20, 2009 4:46 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Nov 20, 2009 10:51 am

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=23&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm



ประธานาธิบดีจอนห์ เอฟ เคเนดี..อายุสั้นเพราะเหตุใด?

บทวิจารณ์
ครั้งที่ ๒ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๕ ได้มีการฆ่าพระภิกษุสงฆ์เผาทำลายวัดมากมาย
ทำให้นายทหารอากาศ ที่นับถือพุทธศาสนาทนไม่ได้ ได้ขับเครื่องบินไปทิ้งระเบิดทำเนียบรัฐบาล
ขณะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อหยุดพฤติกรรมอันชั่วร้าย ที่กระทำต่อพุทธบริษัทของรัฐบาล
แต่กลุ่ม โง ดินห์ เดียม ก็รอดไปได้ การแสดงออกของกองทัพและทหารนี้แทนที่รัฐบาล โง ดินห์ เดียม
จะเปลี่ยนนโยบายทำลายพุทธ กลับเร่งการเข่นฆ่าพระและนางชี รวมทั้งผู้นับถือพุทธศาสนามากขึ้น
เนื่องจากเป็นคำสั่งโดยตรงจากวาติกัน ซึ่ง โง ดินห์ ถึก อันเป็นสังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิค
ได้ไปร่วมประชุมสังคายนาวาติกัน ๒ ที่กรุงวาติกัน (เริ่มประชุมปี พ.ศ. ๒๕๐๕) ซึ่งนับว่าเป็นการใช้
แผนปราบปรามชาวพุทธครั้งแรกของ VATICAN COUNCIL 2 ทีเดียว

นายทหารระดับผู้นำทัพผู้นำเหล่าจึงถูกขึ้นบัญชีดำ และติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด
ในฐานะอาจเป็นบุคคลที่ก่อกบฎ มีนายทหารที่นับถือพุทธศาสนาหลายคนถูกตำรวจลับ
ซึ่งเป็นคริสเตียนยิงทิ้ง โดยอ้างสาเหตุว่ามีพฤติกรรมเป็นกบฏ

การกลั่นแกล้งในวงการทหารโดยการใส่ความเพื่อมิให้เลื่อนยศเกิดขึ้นมากมาย
แม้ว่านายทหารที่นับถือพุทธเหล่านี้จะถูกสะกดรอย โดยตำรวจลับของ โง ดินห์ ถึก
สังฆราชคริสเตียนและอธิบดีกรมตำรวจ ทุกฝีก้าวแต่วิญญาณของนักรบความตายเป็นเรื่องเล็ก
ความชำนาญในการรบ ที่แตกต่างจากประสพการณ์อันอ่อนด้อย ของพวกตำรวจสอพลอ

จึงเทียบกันไม่ได้ทำให้ผู้นำทหารเหล่านี้ สามารถจัดประชุมลับกัน จนได้ซึ่งมี
นายพลทราน วัน ดง หัวหน้ากองเสนาธิการ, นายพลเดือง วัน มินทร์, นายพลวัน คิม และ
นายพลทราน เทียน เคียม สำหรับนายพลเดือง วัน มินทร์ ได้เสียสละถึง ๕ ปี เพื่อเข้าแทรกซึม
อยู่ในหน่วยของ CIA เพื่อหาข่าวข้อมูล

การทำลายล้าง พุทธบริษัท ไม่เว้นแม้กระทั่งพระภิกษุสงฆ์ การเผาทำลายวัดพุทธสถาน
การเข่นฆ่าพระภิกษุ ขณะสวดมนต์ทำสมาธิ หรือแม้กระทั่งผู้ที่ถือศีลประกอบศาสนกิจ
ก็ถูกตำรวจยิงกราดตายมากมาย เอารถยนต์วิ่งชนดื้อ ๆ นี่ไม่ใช่วิสัยของมนุษย์

มันเป็นวิสัยของพวกภูตผีปีศาจ เสียงของพุทธศาสนิกชนที่เรียกร้องหาความชอบธรรม
ความยุติธรรมถูกตอบกลับด้วยเสียงปืน พระสงฆ์องค์เจ้าถูกโยนลงจากเจดีย์ร่างแหลกเละตายกับพื้น
หลายรูปต้องเผาตัวเองตาย เพื่อประท้วงการกระทำอันผิดมนุษย์ ของเหล่าคริสเตียนโรมันคาทอลิค
โดยคำสั่ง VATICAN COUNCIL 2

ฉะนั้นเพื่อชีวิตของประชาชนเวียตนาม จึงจำเป็นต้องหยุดยั้งการกระทำอันบ้าคลั่งของ
กลุ่มโรมันคาทอลิคในทันที นายพลทั้ง ๔ จะรอช้าต่อไปไม่ได้เพราะทุกวินาทีหมายถึงชีวิตของ
ชาวพุทธเวียตนามที่จะสิ้นไป ที่ประชุมพร้อมใจกันดำเนินการรัฐประหาร

บ่าย ๑.๓๐ น.ของวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๖ กลุ่มรัฐประหารได้ติดต่อกับ CIA หลายครั้ง
เพื่อให้อเมริกาวางตัวเฉยในเหตุการณ์นี้ ทางไวท์เฮ้าท์ได้ส่งคำแนะนำมายัง ทูต ลอดจ์ ประจำไซ่ง่อน
ลงวันที่ ๕ ตุลาคม มีใจความว่า "ไม่สนับสนุนการรัฐประหาร แต่อเมริกาไม่อยากถูกมองว่าเป็น
ตัวอุปสรรคในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล" กลุ่มรัฐประหารได้ใช้ชื่อนายพลดง เรียกประชุมผู้บัญชาการ
และเสนาธิการทหารหน่วยต่างๆ ให้มาพร้อมกันที่กรมเสนาธิการทหารเวลา ๑๑ โมงเช้าตรง
และได้จับกุมพวกนายพลและนายทหารยศสูงๆ ซึ่งเห็นด้วยกับรัฐบาล โง ดินห์ เดียม
(ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกคริสเตียนสอพลอ) ที่นี่ โดยให้นายพลมินท์เป็นผู้อ่านแถลงการณ์ภายนอก
เวลาบ่ายโมงตรง หน่วยนาวิกโยธิน หน่วยพลร่ม และทหารจากกองพลที่ห้า อยู่บริเวณตอนเหนือ
ของเวียตนามใต้ หน่วยละสองพัน ได้นำรถถังจำนวน ๓๖ คัน เข้าสู่กรุงไซ่ง่อน การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด
ระหว่างทหารคริสเตียน ที่รักษาทำเนียบประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม พี่น้องโง ดินห์ เดียม และ โง ดินห์ ถึก
ได้หนีลงทางลับใต้ดินภายในทำเนียบ ออกสู่ชายฝั่งแม่น้ำโขง และซ่อนตัวอยู่ในเมืองโซลอง ซึ่งเป็นย่านคนจีน
ที่นับถือคริสเตียน แต่ในที่สุดก็ถูกจับได้ภายในโบสถ์คริสต์โรมันคาทอลิค ในระหว่างทางที่นำตัว
โง ดินห์ เดียม,โง เดียน คาน,โง ดินห์ ถึก (สังฆราชคริสเตียนโรมันคาทอลิคพี่ชายผู้สร้างกรรมไว้กับชาวพุทธ)
ก็ถูกพลขับยิงทิ้งเสียทั้งสามคน และเอาเชือกผูกศพ ลากกลับไปยังทำเนียบประธานาธิบดี
สำหรับตำรวจลับและข้าราชการ ที่ได้ใช้อำนาจเข่นฆ่าทำลายพุทธบริษัท และวัดในพุทธศาสนา
ก็ถูกพิพากษาลงโทษประหารทั้งหมด เรียกว่า "ล้างบาง" ส่วนประธานาธิบดี จอนห์ เอฟ เคเนดี้
ของสหรัฐอเมริกาผู้สนับสนุน โง ดินห์ เดียม ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกลอบสังหาร

รวมทั้งวงศาคณาญาติอื่นๆ นับตั้งแต่ เคเนดี้ เป็นวุฒิสมาชิก ก็ถูกลอบสังหารที่มลรัฐเท็กซัส
พี่น้องตระกูลเคเนดี้ทั้งหมด ล้วนถูกลอบสังหาร และกระทั่งลูกชายของประธานาธิบดีจอนห์ เอฟ เคเนดี้
ก็เครื่องบินประสบอุบัติเหตุตกตายในปี พ.ศ.๒๕๔๒ เช่นกัน ผลกรรมที่ได้กระทำต่อชาวพุทธ
ได้สนองต่อบุคคลผู้มีส่วนในการทำลายล้างพระพุทธศาสนาอย่างถ้วนหน้า นี่คือหลักฐานข้อพิสูจน์
การปฏิบัติการ และความร่วมมือระหว่างประเทศมหาอำนาจ กับคริสต์จักรโรมันคาทอลิค
รวมถึงการใช้คำสั่ง VATICAN COUNCIL 2 ในภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ทำลายพระพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม

หากจะนับระยะเวลาที่ โง ดินห์ เดียม ล้มสถาบันกษัตริย์ แล้วขึ้นครองอำนาจเป็นประธานาธิบดี
ร่วมกับพรรคพวกก่อกรรมทำเข็ญ แก่พุทธบริษัทเวียตนาม ถือว่าสั้นมาก เพียง ๙ ปีเท่านั้น
ผลกรรมดังกล่าวตามทัน สมจริงดังพุทธพจน์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า "กมฺมุนา วตตี โลโก
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" (ที่มาของข้อมูลจาก คำสัมภาษณ์ของผู้เขียน กับ นายเตรือง นู
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เวียตนาม และ พลเอก เหงียน เกา กี อดีต ประธานาธิบดีเวียตนาม
ที่มลรัฐ California USA. ๑๙๘๕)

จากความล้มเหลวในการใช้แผนแบบ "มิชชั่น" ในประเทศเวียตนาม อันทำให้เกิดภาพพจน์เสียหายแก่วาติกัน
ซึ่งสนับสนุนการกระทำของพวกบาทหลวงและรัฐบาล โง ดินห์ เดียม นั่นเอง ทำให้มีการปรับกลยุทธ์ทำลาย
พระพุทธศาสนาใหม่ โดยเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นประเทศไทยแทน
เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางคริสต์จักรโรมันคาทอลิคในภาคพื้นเอเซีย


http://gotoknow.org/blog/peacewarrior/90249
http://www.baanmaha.com/isan-variety/profile/lukhin_inter/?sa=showPosts;start=45



ยุทธการล้างพุทธศาสนา-ล้มสถาบันกษัตริย์ในเวียตนาม


ในช่วงการรบระหว่างฝรั่งเศสกับกองทัพกู้ชาติเวียตนามนั้น ได้มีการวิเคราะห์
สถานการณ์ดังกล่าวขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๓ โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ
(National Security Council (NSC) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมองเห็นว่า เป็นช่วงที่จะต้อง
รีบฉกฉวยโอกาส ที่ฝรั่งเศสเพลี่ยงพล้ำนี้ เข้ายึดครองเวียตนามเสียเองจึงได้มีความเห็น
ร่วมกันว่า

"ประเทศสหรัฐอเมริกา จะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อปกป้อง
ผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มที่ประเทศเวียตนามนี้
ให้ได้โดยฉับพลันและไม่ต้องคำนึงถึงรูปแบบวิธีการในการปฏิบัติการแต่ให้บรรลุเป้าประสงค์
คือการ ยึดครองให้ได้หมดทั้งภูมิภาค ทั้งนี้ให้ถือเป็นนโยบายถาวรของสหรัฐอเมริกา
ซึ่งรัฐบาลทุกรัฐบาลจะต้องปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายตามนี้
(PANTAGONConfidential Report, Feb ๑๙๕๐) เป็นนโยบายถาวรมหาอำนาจ
"
ไม่สนับสนุนระบบกษัตริย์" ทุกกรณี ในลักษณะเดียวกันจึงให้การสนับสนุนในการโค่นล้ม
ระบบกษัตริย์ของประเทศเวียตนาม โดยร่วมมือกับองค์กรคริสเตียนคาทอลิค
ให้การสนับสนุน โง ดินห์ เดียม ให้โค่นล้มระบอบกษัตริย์ในประเทศเวียตนาม
ในทันทีที่จังหวะและเวลาเอื้ออำนวย


จากการพ่ายแพ้ในยุทธการ "เดียนเบียนฟู" นั่นเอง ทำให้ประเทศฝรั่งเศส
วางแผนการใหม่ ที่จะใช้อิทธิพลทางการเมืองเพื่อประโยชน์ทางการค้า
ในทรัพยากรธรรมชาติของเวียตนามต่อไป จึงได้มีการเสนอให้มีการลงนาม ในสัญญาเจนีวา
เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศขึ้น (รวมเหนือใต้) โดยฝรั่งเศส
จะใช้เงินลงทุนที่จะสนับสนุนคนของตน ให้ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี และครองเสียงข้างมาก
ในรัฐบาลประเทศเวียตนาม


ก่อนที่เราจะดำเนินเรื่องต่อไป ขอพาผู้อ่านมารู้จักกับบุคคลซึ่งต่อไปจะมีบท
บาทในการทำลายล้างพระพุทธศาสนา ตามคำสั่ง VATICAN COUNCIL 2 ดังนี้




๑. โง ดินห์ เดียม
เกิด เมื่อวันที่ ๓ มกราคม ๒๔๔๔ ในครอบครัวคริสเตียนโรมันคาทอลิคที่เคร่งศาสนามาก
ที่เมือง ไดฮอน มลฑลวานบินซึ่งเป็นตอนกลางของประเทศเวียตนาม โง ดินห์ เดียม
ลักษณะภายนอกจะเห็นเป็นคนที่เรียบร้อย สุขุม พูดจาเจ้าหลักการเชือดเฉือนฝ่าย ตรงข้าม
แต่ไม่หยาบคาย มองดูแล้วจะมีลักษณะอ่อนน้อมถ่อมตน แต่โดยนิสัยแท้จริงกลับตรงกันข้าม
เป็นบุคคลที่มีความคดในข้องอในกระดูก พร้อมที่จะหักหลัง หรือเหยียบย่ำทันที่ที่บุคคลใด
ก็ตามไร้ประโยชน์ หรือจะทำให้เกิดโทษกับเขา ทำลายทุกคนที่เป็นอุปสรรคทางการเมือง
ในทุกวิถีทาง นี่คือลักษณะที่ตรงกันข้ามในคนๆ เดียวกันนับถือและเคร่งในศาสนาคริสต์
นิกายโรมันคาทอลิคที่สุด




๒. มาดาม โง ดินห์ นู
ภรรยาของ โง ดินห์ นู เป็นผู้นับถือคริสต์โรมันคาทอลิคและมีความพอใจในการกระทำทุกอย่าง
ที่จะก่อความสูญเสียให้เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา เพราะเธอเชื่อว่า "ผู้ไม่นับถือในพระเจ้าคือ
สาวกซาตานที่ต้องถูกกวาดล้างทำลาย"
และมีความเห็นสำหรับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาว่า
"คุณไม่คิดหรือว่าพวกที่เป็นพุทธน่ะ คือพวกอันธพาลนี่เอง แต่อาศัยห่มผ้าเหลืองเท่านั้น"



๓. โง ดินห์ ถึก เป็นพี่ชายของ โง ดินห์ เดียม
ได้รับแต่งตั้งจากวาติกัน ให้มีตำแหน่งเป็น สังฆราชของคริสเตียนโรมันคาทอลิค
จากผลงานการปราบปรามและฆ่าล้างศาสนาพุทธ
โดยควบคุมกระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงมหาดไทยและตำรวจลับที่เป็นชาวเวียตนามที่เข้ารีตคริสเตียนแล้ว
ทั้งยังมีอิทธิพลต่อกองทัพเวียตนามด้วย


ช่วงปี ๒๔๙๔ ถึง ๒๔๙๖ โง ดินห์ เดียม ได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา
เพื่อรับการอบรมในหลักสูตรลับเฉพาะโดยการสนับสนุนจาก "วุฒิสมาชิก แมนฟิล
(ซึ่งต่อมาได้ถูกย้ายมาเป็นเอกอัคราชทูตประจำประเทศญี่ปุ่น)และวุฒิสมาชิกจอนห์ เอฟ. เคเนดี้
(ต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐเอมริกา) และบุคคลผู้นำของสหรัฐอเมริกาอื่นๆ
อันเป็นการปูทางวางตัวบุคคล ที่จะเป็นผู้นำในการโค่นล้มระบบกษัตริย์ของประเทศเวียตนาม


วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๔๙๗ เป็นช่วงก่อนสัญญาเจนีวาจะถูกลงนามโดยจักรพรรดิเบ๋าได๋
กษัตริย์เวียตนาม ได้มอบหมายให้ โง ดินห์ เดียม จัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นในวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๔๙๗
จึงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งรัฐบาล โง ดินห์ เดียม เป็นรัฐบาลตามกฎหมาย สหรัฐอเมริกา
ได้จัดส่ง นายพลรันเดล คริสเตียนโรมันคาทอลิคผู้เคร่งศาสนา หัวหน้าซี.ไอ.เอ มาเป็นที่ปรึกษา
ทางการทหารให้กับรัฐบาล โง ดินห์ เดียม ซึ่งวางแผนให้รัฐบาลใช้กลยุทธ์จิตวิทยาหลอก
พุทธศาสนิกชนชาวเวียตนาม เพื่อสร้างกระแสความนิยมของประชาชน ให้ยอมรับมหาอำนาจ
คือ สหรัฐอเมริกา และ โง ดินห์ เดียม โดยประกาศว่า จะยกเลิกพระราชกฤษฏีกาที่กดขี่
พุทธบริษัท ชาวเวียตนาม ซึ่งฝรั่งเศสประกาศมีผลใช้บังคับอยู่นั้นโดยเร็วที่สุด




ในปี พ.ศ.๒๔๙๘ ชาวพุทธในเวียตนามได้ก่อตั้งวัดซาลอย และพุทธสมาคมมหายานขึ้นที่
ปลายถนนแวร์ดัง ห่างไปทางด้านทิศใต้ของทำเนียบรัฐบาล ๑ กม. พร้อมกับได้ร่วมกัน
ก่อสร้างเจดีย์สูงสง่า ๙ ชั้นขึ้น นับว่าเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดจัดเป็นศูนย์กลางและศูนย์รวมจิตใจ
ของชาวพุทธในเวียตนาม เจดีย์นั้นภายในแบ่งเป็นห้องๆ หลายร้อยห้องใช้เป็นที่ปฏิบัติภาวนา
ของพระภิกษุสงษ์ และพุทธบริษัทโดยทั่วไป ซึ่งสามารถบรรจุคนได้เป็นจำนวนพัน
นับว่าเป็นช่วงที่ศาสนาพุทธ กลับมารุ่งเรืองในประเทศเวียตนามอีกครั้งหนึ่ง โดยมีผู้สร้างวัด
ฝ่ายเถรวาทขึ้นอีกถึง ๔๐ กว่าวัดในปีเดียวกันนั้นเอง โดยชาวเวียตนามที่ศรัทธาในพุทธศาสนา
และเข้ามาอุปสมบทในประเทศไทย กลับไปเป็นเจ้าอาวาสในวัดเหล่านี้แต่ใครจะรู้บ้างว่า
นี่คือแสงสว่างของเทียนวูบสุดท้ายเมื่อใกล้ดับของ พระพุทธศาสนาในประเทศเวียตนาม
การรวมตัวอย่างเข้มแข็งของชาวพุทธนี้เอง สร้างความไม่พอใจให้กับ นายพลรันเดล
และบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิคเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพุทธศาสนากำลังจะกลับมา
มีอิทธิพลในประเทศเวียตนามอีกครั้ง โดยการสนับสนุนของสถาบันพระมหากษัตริย์

และพุทธศาสนิกชนอันเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ อันจะทำให้ผลประโยชน์
ซึ่งคริสจักรจะได้รับจากคริสต์ชน ซึ่งผูกขาดธุรกิจในเวียตนามจะลดน้อยลงไปด้วย


ดังนั้น เพื่อผลประโยชน์ร่วมของคริสต์จักรโรมันคาทอลิคและประเทศมหาอำนาจ
จึงมีความเห็นร่วมกัน ที่จะต้องโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ลงไปให้ได้ แต่ทั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก
เพราะสถาบันกษัตริย์ยังมีกองทัพ ที่จงรักภักดีต่อราชบัลลังค์อยู่ การวางแผนจึงต้องแนบเนียน
และได้ผล จึงเป็นหน้าที่ของบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิคจะต้องดำเนินการ โดย CIA
จะให้เงินทุนสนับสนุนในการปฏิบัติการดังกล่าวนี้ ในเวียตนามขณะนั้น กองทัพที่สนับสนุน
สถาบันกษัตริย์จักรพรรดิเบ๋าได๋ มีอยู่ ๓ กองทัพด้วยกันคือ


๑. กองทัพปิ่นเชวียง ซึ่งนำโดยนายพลเวียน จัดว่ามีกำลังมากที่สุด และดูแลกรมตำรวจด้วย
๒. กองทัพก๋าวด่าย มีกำลังพลพอประมาณ
๓. กองทัพหว่าหาว นำโดยนายพลบากัด มีกำลังน้อยที่สุด

ทั้งสามกองทัพนี้ล้วนมีทหารที่นับถือพุทธศาสนาทั้งสิ้นจัดเป็นศัตรูตัวสำคัญ
ของการขยายตัว และผลประโยชน์ของคริสต์ศาสนาอย่างยิ่งการวางแผนดังกล่าวนั้น
ได้กำหนดเอาตัวบุคคลคือ โง ดินห์ เดียม ซึ่งเป็นผู้ใต้อาณัติของอเมริกันและเป็นคริสเตียน
โรมันคาทอลิค ขึ้นปกครองประเทศแทน การดำเนินงานต้องทำอย่างรวดเร็วฉับพลัน
โดยอาศัยจังหวะเวลาที่ จักรพรรดิเบ๋าได๋เสด็จเยือนยุโรป เพื่อกระชับสัมพันธไมตรี
และประกาศให้ชาวโลกรู้ว่า ประเทศเวียตนามจะมีการเลือกตั้ง ตามที่พระองค์ได้ทรงลงนามไว้
ในสัญญาเจนีวากับฝรั่งเศส เพื่อให้ประเทศเวียตนามมีสันติสุขเสียที หลังจากที่รบทัพขับสู้กัน
มาเป็นร้อยปี ดังนั้นการปฏิบัติการสลายกองทัพทั้งสาม และสถาบันกษัตริย์จึงเกิดขึ้น
โดย
ทหารเวียตนามคริสเตียน ภายใต้การวางแผนของ CIA ส่วนหนึ่ง
ทำหน้าที่เผาทำลายหมู่บ้านที่นับถือพุทธศาสนา แล้วประกาศว่าเป็นคำสั่งของราชวงศ์เบ๋าได๋
ให้มากวาดล้างชาวพุทธ และในการปฏิบัติภารกิจทุกครั้ง จะประสานกับชาวเวียตนาม
ที่เข้ารีตเป็นคริสเตียน จะกระจายข่าวให้กับผู้นับถือพุทธว่า วันไหนทหารของพวกราชวงศ์เบ๋าได๋
จะเผาวัดพุทธศาสนาที่ใดหมู่บ้านไหนบ้าง ซึ่งก็เกิดขึ้นตามนั้นเพราะเป็นการวางแผนโดย CIA
เพื่อทำลายความจงรักภักดีของประชาชน และสร้างความเกลียดชังต่อสถาบันพระมหากษัตริย์


ทหารอีกส่วนหนึ่งได้ส่งคนปลอมใส่เครื่องแบบกองทัพปิ่นเชวียงหลายสิบคน
ทำเป็นเมาแล้วไปทำร้าย และฆ่าทหารของกองทัพก๋าวด่ายตายหลายคน จากนั้นใช้สาย CIA
ชาวเวียตนามที่อยู่ภายในกองทัพก๋าวด่าย ปลุกกระแสให้ล้างแค้นกองทัพปิ่นเชวียง
ซึ่งก็ได้ผลกองทัพก๋าวด่ายส่งทหารออกไปล้อมกรมตำรวจ ทหารทั้งสองกองทัพสู้รบกันอยู่ ๓ วัน
ในที่สุดฝ่ายก๋าวด่าย ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆ จาก CIA ได้รับชัยชนะ เป็นอันว่า
กองกำลังที่รักษาราชบัลลังค์กษัตริย์สลายไปหนึ่งกอง ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นทำให้จักรพรรดิเบ๋าได๋
ไม่สามารถเสด็จกลับประเทศเวียตนามได้ จึงยังคงพำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศสต่อไป
กระแสของประชาชนเวียตนามเริ่มสับสนต่อสถาบันกษัตริย์




ในด้านของ CIA หากยังไม่สามารถทำลายกองทัพที่จงรักภักดีต่อราชบัลลังค์ได้หมดแล้ว
ก็นับว่าอุปสรรคของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค และประเทศมหาอำนาจที่ต้องการยึดครอง
เวียตนามยังไม่หมดไป ฉะนั้นการกวาดล้างกองทัพของกษัตริย์ที่เหลือจึงถูกดำเนินการ
อย่างเร่งด่วนก่อนที่จะมีผู้ไหว ตัวรู้เท่าทันในแผนการไม่มีอะไรใหม่คงใช้แผนเดิม คือ
ใช้พรรคพวกปลอมเป็นทหารของกองทัพหว่าหาว ไปฆ่าทหารของกองทัพก๋าวด่าย
ก็เกิดสู้รบกันขึ้น และช่วงนี้เอง CIA ได้มีคำสั่ง ให้ โง ดินห์ เดียม แสดงผลงาน
โดยสั่งให้กองทัพออกช่วยกองทัพก๋าวด่าย อันที่จริงคือการทดสอบการใช้อำนาจสั่งการว่า
ทหารจะเชื่อฟัง โง ดินห์ เดียม หรือไม่ เพราะตามกฎหมายแล้ว โง ดินห์ เดียม
ไม่ใช่ผู้สำเร็จราชการและไม่มีอำนาจสั่งการทหารเลย แต่เนื่องจากว่ากองกำลังของอเมริกัน
ขณะนั้นมีอยู่ในเวียตนามบ้างแล้ว และ โง ดินห์ เดียม ได้ถูกสร้างภาพว่า เป็นผู้สามารถเรียกใช้
กองทัพต่างชาติได้ ซึ่งเป็นการวางแผนปูทางให้กับ โง ดินห์ เดียม ไว้ตั้งแต่ต้น
ดังนั้นจึงเป็นที่ยอมรับกลายๆ ของกองทัพเวียตนามไปด้วยในการสั่งการต่อกระทรวงกลาโหม

แน่นอนที่สุด โง ดินห์ เดียม ย่อมได้รับชัยชนะ เพราะกองทัพหว่าหาว เป็นกองทัพที่เล็กที่สุด
และปราศจากอาวุธอันทันสมัย จึงถูกตีแตกไปเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้ โง ดินห์ เดียม
สามารถกลายเป็นผู้นำของกองทัพไปโดยปริยาย เพราะไม่มีกองทัพใดเหลืออยู่พอที่จะแข็งข้อ
ได้อีกต่อไปนับเป็นแผนการชั้นประถมแต่ใช้ได้ผลนั่นเพราะมีบุคคลที่ขายชาติร่วมด้วยนั่นเอง


ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นจักรพรรดิเบ๋าได๋ ยังไม่สามารถกลับสู่ประเทศเวียตนามได้
เพราะมีการสร้างสถานการณ์ว่า มีการสู้รบอยู่แทบทุกพื้นที่ ในขณะเดียวกัน CIAและบาทหลวง
คริสเตียนก็ร่วมกันปล่อยข่าวว่า "
จักรพรรดิเบ๋าได๋ ผู้ทำลายพุทธ เป็นผู้ละทิ้งแผ่นดินและประชาชน
ไม่สมควรเป็นกษัตริย์ปกครองชาวเวียตนามต่อไป
"

สื่อมวลชนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ CIA ออกข่าวต่อเนื่องซึ่งไม่ตรงต่อความจริง
เพราะโดยความเป็นจริงแล้วจักรพรรดิ ไม่เคยทอดทิ้งราษฏรของพระองค์เลย

ทรงดูแลไพร่ฟ้าประชาชน อย่างเต็มพระสติกำลัง ข้าราชการของพระองค์คนใด
ที่กดขี่ข่มเหงประชาชน ก็จะเสด็จไปสอบสวนลงโทษ ด้วยพระองค์เอง(ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ
ข้าราชการที่เข้ารีตเป็นคริสเตียนโรมันคาทอลิค) การเสด็จตรวจราชการ ก็ไม่มีพิธีรีตรอง
ไม่มีกำหนดการจึงสามารถจับทุจริตข้าราชการ ที่ร่วมมือกับต่างชาติได้เสมอ ทำให้พลเมือง
ทั้งประเทศเวียตนามทั้งสิ้น รวมทั้งกองทัพทั้งสามนั้น ถวายความจงรักภักดีต่อพระองค์เป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนย่อมเคารพเทิดทูนท่านอย่างที่สุด แต่กลับกลายเป็นศัตรูที่สำคัญ
ของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะคริสต์จักรโรมันคาทอลิค จะมีอุดมการณ์ว่า
"
พระเจ้าย่อมมีความสำคัญสุด ส่วนกษัตริย์ไร้ความหมาย" จึงจะเห็นได้ในทุกประเทศ
ที่เป็นคริสเตียนนั้นจึงทำลายสถาบันกษัตริย์ จนเกือบหมดสิ้น
เพราะเชื่อว่าสันตะปาปา
ย่อมอยู่เหนือกษัตริย์ในโลกนี้

ดังนั้นการสร้างกระแสรุนแรงทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ในเวียตนามจึงดำเนินไป
อย่างต่อเนื่อง อันเป็นไปตามแผนที่มหาอำนาจและคริสต์จักรโรมันคาทอลิคได้วางไว้ทำให้
พระราชวงศ์ซึ่งล้วนนับถือพระพุทธศาสนา ต้องพากันอพยพเดินทางออกจากประเทศเวียตนาม
เพื่อความปลอดภัย ส่วนจักรพรรดิเบ๋าได๋ก็ไม่สามารถเสด็จ นิวัติกลับสู่ประเทศเวียตนามได้


และในเดือน กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๙ โง ดินห์ เดียม ประกาศไม่ยอมรับการลงนาม
สัญญาเจนีวา และไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศ ตามสัญญาเจนีวา โดยอ้างเหตุผลว่า
"
รัฐบาลเวียตนามไม่ได้เป็นผู้ลงนามในสัญญาที่เจนีวา ผู้ลงนามไม่ได้เป็นตัวแทนรัฐบาล
(จักรพรรดิเบ๋าได๋ เป็นผู้ลงนาม) ดังนั้นข้อตกลงในสัญญาที่ให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศนั้น
จึงไม่มีสิทธิ์มาผูกมัดรัฐบาล (โง ดินห์ เดียม) ได้
"

http://www.onec.go.th/publication/4210042/c1.htm

และนี่คือคำพูดที่ทำให้ประเทศเวียตนามแบ่งออกเป็น ๒ ประเทศ โดยเขตเส้นขนานที่ ๑๗
เหนือเมืองเว้ ๘๐ กม. ตามแผนที่ยุทธศาสตร์ฝรั่งเศสได้ทำไว้ เป็นการเริ่มต้นของ
สงครามเวียตนาม นับแต่นั้นเป็นต้นมา โง ดินห์ เดียม จึงกลายเป็นประธานาธิบดี
โดยการโค่นล้มสถาบันกษัตริย์จากการสนับสนุนของ CIA และคริสต์จักรโรมันคาทอลิคซึ่ง
เป็นผู้วางแผนการขึ้นนั่นเอง สถาบันกษัตริย์ของเวียตนามที่สืบเนื่องนับเป็นพันปี
ก็หายไปจากประวัติศาสตร์เวียตนามชั่วนิรันดรนับแต่นั้นมา


จากการแบ่งประเทศเวียตนามโดย โง ดินห์ เดียม นี้เอง ทำให้พุทธศาสนิกชน
และประชาชนผู้รักชาติ พากันอพยพขึ้นสู่ภาคเหนือ (เวียตนามเหนือ) นับล้านคนเป็นชาวเขา
ซึ่งติดตามจักรพรรดิเบ๋าได๋ประมาณ ๒ แสนคน และเขาเหล่านี้เอง ที่ได้กลายเป็นผู้ที่ถูก
ประเทศมหาอำนาจ ตั้งให้เป็น "
ผู้ร้าย" ไปในที่สุด สำหรับรัฐบาล โง ดินห์ เดียม
เข้าปกครองประเทศภายใต้การบริหารของอเมริกา และสภาคริสต์จักรโรมันคาทอลิค
จึงเป็นเพียงรัฐบาลหุ่นเชิดเท่านั้น


การปราบปรามผู้ต่อต้านนี้เองจึงเป็นโอกาสให้คริสเตียนโรมันคาทอลิค
อันมี โง ดินห์ ถึก อธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งเป็นพี่ชายของประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม
ทำการทำลายล้างพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาทุกท้องที่ ตำรวจลับทั้งหมดล้วนเป็น
ชาวเวียตนามที่เข้ารีตเป็นคริสเตียน มีหน้าที่กำจัดพระสงฆ์ และชาวพุทธเท่านั้น
และมีรางวัลในการฆ่า หรือกวาดล้างชาวพุทธโดยการให้เงินหรือเลื่อนขั้น

ทำให้พุทธบริษัทเวียตนามอยู่อย่างหวาดผวา แม้กระทั่งพระภิกษุสงฆ์ทำการสวดมนต์
หากตำรวจลับได้ยินจะฆ่าทิ้งในข้อหาสวดมนต์สาปแช่งรัฐบาลจากผลงานในการ
กวาดล้างพุทธศาสนิกชนอย่างหฤโหดนี้เอง ทำให้วาติกันพอใจและแต่งตั้งให้ โง ดินห์ ถึก
เป็นสังฆราชของคริสเตียนโรมันคาทอลิคเวียตนาม พร้อมกับแต่งตั้งให้ โง ดินห์ ถึก
ควบคุมกระทรวงศึกษาธิการอีกตำแหน่งหนึ่ง โดยเป็นผู้มีอำนาจ กำหนดตำราเรียน
แก่เยาวชนในประเทศเพียงผู้เดียว ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมบทเรียนที่สนับสนุนพระพุทธศาสนา

และคุมสมองเยาวชนของชาติให้ยอมรับ เฉพาะคริสต์ศาสนาเท่านั้น ในส่วนหนังสือที่เป็น
หลักสูตรพุทธศาสนานั้น ก็แก้ไขแทรกคำสอนคริสเตียนเข้าไปโดยบาทหลวงโรมันคาทอลิค
เป็นผู้จัดทำขึ้น


กลุ่มคริสเตียนโรมันคาทอลิคยังได้ตัดโค่นป่าไม้ตามโครงการเกษตรของ โง ดินห์ เดียม
และเงินทั้งหมดที่ขายไม้ได้ ถูกนำไปให้กับองค์กรคาทอลิคทั้งหมด โดยคำสั่ง โง ดินห์ เดียม


การทำลายขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณีที่สืบทอดต่อกันมานับแต่บรรพบุรุษ
ระดมผ่านเข้ามาโดยนักธุรกิจอเมริกัน ทั้งยาเสพย์ติด และซ่องโสเภณี เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย

โดยข้าราชการที่เป็นคริสเตียนให้การสนับสนุน แม้กระทั่งใช้วัด เพื่อจัดงานสังสรรค์ พร้อมหญิงโสเภณี
และบังคับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา ทำหน้าที่เสริฟอาหารบริการข้าราชการเหล่านี้


บาทหลวงหรือผู้เข้ารีตนับถือคริสเตียนโรมันคาทอลิคจะได้รับประโยชน์พิเศษ
หลายประการ เช่นสามารถทำอะไรก็ได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องขออนุญาต โดยเฉพาะของกินของใช้
ในตลาดเมืองเว้ ซึ่งติดป้ายไว้ว่า "
ห้ามขายหรือแลกเปลี่ยน - ของสำหรับแจกคนยากจนเท่านั้น"
ก็ปรากฏว่าบาทหลวงคาทอลิคก็นำออกขายเก็บรายได้เป็นของตนเป็นปกติ ในขณะที่พระสงฆ์ใน
พุทธศาสนาไม่สามารถจะหาซื้อสินค้าได้ในตลาด เพราะจะถูกตำรวจลับของ โง ดินห์ ถึก
จับในข้อหาสะสมเสบียงไว้ต่อต้านรัฐบาล


http://www.geocities.com/ben007_us/book03/p11.html

http://www.reformation.org/vietnam.html


The Religious Beginnings of an Unholy War

The Shocking Story of the Catholic "Church's" Role in Starting the Vietnam War


By Avro Manhattan

http://www.reformation.org/chapter21.html
Chapter 21

Secret Deal Between the Pope and the Communists of North Vietnam






Ho Chi Minh began before World War II to maneuver for a Communist Vietnam.
He received help from the U.S. against the Japanese but used that aid to consolidate
his hold on the highlands of Tonkin. In August, 1945, he marched into Hanoi and
set up the provisional government of the Democratic Republic of Vietnam. A master strategist,
he cooperated in the transplanting of nearly a million Catholic North Vietnamese into the South
knowing that the resulting disruption would seriously weaken the Diem regime.
After the election of Pope John XXIII, and the turn of the Vatican away from the Cold War
toward cooperation with Marxism, Ho Chi Minh made a secret deal with Pope John
which eventually led to full control of the country by the North.



แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Fri Nov 20, 2009 4:54 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Nov 20, 2009 11:01 am




คำแปล: ผู้อพยพลี้ภัยชาวตังเกี๋ยจากทางเหนือที่นับถือคาธอลิก
เดินทางอย่างยาวนาน
เข้าสู่เวียดนามใต้
มีจำนวนมากกว่า 600,000 คน ถูกขนส่งโดยเรือของ สหรัฐอเมริกา (US)
ภายใต้การดูแลการปฏิบัติการทางทหารของ CIA.
เป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านคนที่เคยมีถิ่นฐานที่แน่นอน,
และเป็นเกษตรกรต้องขุดรากถอนโคนและย้ายถิ่นฐานอย่างอดอยากหิวโหยเข้าสู่เวียดนามใต้ ,
ที่ซึ่งพวกเขาออกเดินทางโดยไม่มีการเตรียมการ
พวกเขาสิ้นเนื้อประดาตัว,ไร้บ้าน,ไม่มีอาหาร,
และไม่มีใครต้องการ
หนีไม่พ้นที่พวกเขาจะกลายเป็นโจร,กบฏ,ศัตรู สำหรับสงครามที่จะตามมาในไม่ช้า



คำแปล: พี่น้องตระกูล ดัลเลส และการปฏิบัติการทางทหารในไซ่ง่อนของ CIA

มีชื่อว่า "raised hell"
ชาวตังเกี๋ย 1,100,000 คน ละทิ้งบ้านของพวกเขาจากเวียดนามเหนือ
และเดินทางเป็นระยะทาง 1,500 ไมล์
หรือมากกว่านั้น ไปสู่อนาคตที่ไม่แน่นอนและความเกลียดชังเป็นศัตรูกัน
ในการสร้างเวียดนามใต้ขึ้นใหม่,ในปี 1954-1955 การขนส่งทั้งหมดถูกสนับสนุนโดยเรือของกองทัพเรืออเมริกา
และเครื่องบินขนส่งด้านพลเรือนของ CIA


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=620&forum=6&page=8&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm
http://www.komchadluek.net/detail/20091120/38111/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2100%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%94.html


วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2552

ไฟไหม้'สยามสมาคม'อายุกว่า100ปีวอด



คมชัดลึก :เพลิงเผาวอดอาคารสยามสมาคมฯย่านอโศก สมัย ร.5 อายุกว่า 100 ปี
ชี้เป็นความเสียหายทางประวัติศาสตร์-โบราณสถานครั้งใหญ่
เหตุด้านในอาคารเป็นหอสมุดเก่าแก่ที่ดีที่สุดในไทย-พิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยง
เผยยังประเมินค่าไม่ได้ เตรียมรอ พฐ.สรุปสาเหตุอีกรอบ

(20พ.ย.) เวลา 04.30 น.ร.ต.ท.ธนพล เทพมณี ร้อยเวร สน.ลุมพินี รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้
ภายในสยามสมาคม ถ.อโศก ตัดสุขุมวิท ซ. 21 แขวงวัฒนา เขตวัฒนา กทม.
จึงไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน รถดับเพลิงจากกทม.กว่า 10 คัน
ที่เกิดเหตุเป็นอาคารชั้นเดียว อยู่ด้านข้างอาคารห้องสมุดเก่า โครงสร้างเป็นไม้สัก
ผนังเป็นปูนปลูกสร้างเพียง 1 หลัง หลังคาบนเป็นกระเบื้องชนิดโบราณ เพลิงได้ลุกไหม้
ด้านในตัวอาคาร เจ้าหน้าที่เร่งระดมฉีดน้ำ ใช้เวลาดับเพลิงประมาณ 20 นาที เพลิงจึงสงบ
ความเสียหายที่เกิดขึ้นปรากฏว่าอาคารทั้งหลังได้รับความเสียหาย โดยหลังคาด้านบนซีกขวา
ถูกเพลิงไหม้ทำให้ทรุดตัวลงมาด้านล่าง จากการตรวจสอบพบว่า ด้านในแบ่งเป็นร้านหนังสือ
อาคารสำนักงานของสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ร้านจำหน่ายเครื่องประดับต่างๆ
และร้านขายของที่ระลึก ซึ่งเป็นของเอกชนที่เช่าสถานที่ของสยามสมาคมฯ ได้รับความเสียหายทั้งหมด
เบื้องต้นไม่พบผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด สอบสวนนายจรูญ สิงห์เทพ 55 ปี
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอาคารดังกล่าว เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาราว
04.00 น. ตนกำลังปฏิบัติงานห่างจากตัวอาคาร 10 เมตร ปรากฏว่าได้ยินเสียงดังแปะๆ
จากช่วงบนของหลังคาที่เป็นไม้ สักพักเห็นประกายไฟออกมาก่อนที่ไฟจะลุกท่วม
ด้วยความตกใจจึงรีบวิ่งไปหาน้ำมาดับแต่ไม่สามารถดับได้ จึงรีบแจ้งหัวหน้า
รปภ.ให้ทราบก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ความเสียหายและสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้
ตำรวจระบุว่ายังไม่ทราบชัดเจน ต้องรอให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง
ก่อนสรุปสาเหตุที่แน่ชัดอีกครั้ง ส่วนความเสียหายยังประเมินค่าไม่ได้
ประวัติสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2447
ในปลายรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีวาระครบ 100
ปี แห่งการก่อตั้งสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม
พ.ศ.2547 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทางสมาคมได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจาก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ ทรงรับสมาคมไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ตลอดมาทุกรัชกาล
สยามสมาคมฯ มีวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งเพื่อศึกษาและส่งเสริมด้านศิลปศาสตร์
และวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง
โดยดำเนินการจัดตั้งห้องสมุดพิพิธภัณฑ์ จัดพิมพ์วารสารและหนังสือ
จัดปาฐกถา กิจกรรมทางวิชาการ ตลอดจนจัดการแสดงต่างๆ
ทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติ
โดยภายในพื้นที่ของสยามสมาคมฯ จะประกอบไปด้วยห้องสมุด
พิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยง และเรือนแสงอรุณ ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นอาคารดีเด่น
โดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ในปี 2544 ทั้งนี้อาคารห้องสมุดของสยามสมาคมฯ
นับเป็นห้องสมุดที่มีความเก่าแก่และดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ เป็นแหล่งรวบรวมหนังสือต้นฉบับ
เอกสารหายาก และเอกสารด้านมานุษยวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา สิ่งแวดล้อม
และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง
ส่วนพิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยงนั้น อยู่ในการดูแลของสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์
ซึ่งเป็นสมาคมที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่ออนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและ
สิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยเรือนคำเที่ยงนี้เป็นเรือนเครื่องสับแบบล้านนาไทยดั้งเดิม
หรือที่รู้จักกันว่า "เรือนกาแล" เป็นเรือนเก่าแก่อายุร้อยกว่าปี สร้างขึ้นครั้งแรกริมฝั่งน้ำปิง จ.เชียงใหม่
ผู้สร้างคือ นางแซ้ด ลูกหลาน สืบเชื้อสายธิดาเจ้าเมืองแช่ ชาวไทลื้อจากแคว้นสิบสองปันนา
ซึ่งถูกกวาดต้อนมาอยู่เมืองเชียงใหม่ สมัยที่พระเจ้ากาวิละเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ กระทั่ง พ.ศ.2506
นางกิมฮ้อ นิมมานเหมินทร์ เจ้าของเรือนในขณะนั้น ได้มอบเรือนเก่าแก่ของตระกูลให้แก่สยามสมาคมฯ
เพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยา และรักษาศิลปะล้านนาไทยชิ้นนี้เอาไว้
เรือนหลังนี้จึงถูกรื้อถอนขนย้ายมาประกอบขึ้นใหม่ในบริเวณปัจจุบัน
พร้อมทั้งตั้งชื่อไว้ว่า "เรือนคำเที่ยง" ซึ่งมาจากชื่อของ นางคำเที่ยง
อนุสารสุนทร แม่ของนางกิมฮ้อ และเป็นผู้หนึ่งที่เกิดบนเรือนหลังนี้นั่นเอง

http://www.krobkruakao.com/kkn/?a=news&s=detail&news_id=11702

ระยอง-ทะเลาะกับพระขับรถชน พระเจ็บสาหัส

16/11/2552



หนุ่มใหญ่เจ้าของนวดแผนโบราณเมืองระยองทะเลาะกับพระที่เดินบิณฑบาตผ่านหน้าบ้าน
ถึงกับขับรถไล่ชนพระจนได้รับบาดเจ็บสาหัส พร้อมกับเด็กวัดอีก 2 คน

เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ขณะที่พระสมเกตุ เฟื่องเกษม อายุ 40 ปี ซึ่งเป็นพระลูกวัดของวัดโขดทิมทาราม
อำเภอเมือง จังหวัดระยอง กำลังเดินบิณฑบาตมาถึงบริเวณหน้าบ้านนายสมชาย กิตติเดชา
หรือที่คนระยองเรียกว่า หลงจู๊ เจ้าของฟลอริด้า นวดแผนโบราณ ในซอยย่านศูนย์การค้าสาย 4 เมืองระยอง
อยู่ ๆ นายสมชายก็มาพูดจาชวนทะเลาะกับพระสมเกตุ ที่กำลังเดินบิณฑบาตเท่านั้นไม่พอ ยังใช้ไม้ถูบ้านไล่ตีพระ
จนต้องวิ่งหนี เด็กนักเรียนที่มาช่วยถือของบิณฑบาต 2-3 คน จึงเข้าไปช่วยเหลือ นายสมชายจึงหันไปขับ
รถยนต์เก๋ง ฮอนด้า ซีอาร์วี สีขาว ป้ายแดง ซึ่งจอดอยู่หน้าบ้าน ไล่ชนพระสมเกตุ แถมยังลากพระครูดไปกับถนน
เกือบ 200 เมตร จนชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต้องขับรถจักรยานยนต์ไปขวางเพื่อนำพระสมเกตุซึ่ง กำลังได้รับ
บาดเจ็บสาหัสออกจากตัวรถ และส่งโรงพยาบาลได้ นอกจากพระและเด็ก ๆ ที่มาช่วยบิณฑบาตรจะได้รับบาดเจ็บแล้ว
รถของเพื่อนบ้านที่มีทั้งรถกระบะ และรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ริมถนนยังถูกชนได้รับความเสียหายไปอีก 3 คันด้วย
ส่วนนายสมชายหลังก่อเหตุขับรถหลบหนีไป ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้

สำหรับสาเหตุเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน ว่านายสมชายกับพระสมเกตุ มีเรื่องโกรธเคืองอะไรกัน
ถึงต้องลงมือขนาดนี้ แต่ชาวบ้านบริเวณดังกล่าว บอกว่าปกติพระสมเกตุ หรือพระหนึ่งจะบิณฑบาตบริเวณนั้น
อยู่เป็นประจำไม่เคยมีปัญหา แต่วันนี้ไม่มีใครทราบว่าเพราะสาเหตุอะไร ซึ่งเจ้าหน้าที่คงต้องสอบสวน
เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป





http://news.thaiza.com/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B0%20%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%20%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%95%20%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%AA_1212_169097_1212_.html


http://www.thairath.co.th/content/region/47177
หนุ่มใหญ่ทะเลาะกับพระบิณฑบาตหน้าบ้านที่ระยอง เลือดขึ้นหน้าโดดขึ้นรถหรูป้ายแดงไล่ชนพระเจ็บ
พร้อมลากไปไกลร่วม 400 เมตร ชาวบ้านรับเคราะห์อีก 3...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (16 พ.ย.) ร.ต.ท.บัณฑิต เหล่าสุทธิวงศ์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองระยอง
รับแจ้งรถชนพระและลากไปถึงหน้าร้านค้าแห่งหนึ่ง ย่านถนนทุ่งชายกระต่าย ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง
ห่างจากจุดที่เกิดเหตุประมาณ 400 เมตรทำให้มีผู้บาดเจ็บ 4 คน ถูกนำส่งโรงพยาบาลระยอง จึงไปตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุพบรถยนต์ ซีอาร์วี สีขาว ทะเบียนป้ายแดง ก 5422 ชลบุรี จอดอยู่ สภาพด้านหน้ารถ
และกันชนขวาบุบ มีพระได้รับบาดเจ็บ ถูกนำส่งโรงพยาบาลระยอง

จากนั้น ไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุจุดแรกซึ่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ค น อยู่บริเวณศูนย์การค้าสาย 4
พบรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงิน ทะเบียน ขพ713 ระยอง และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟสีน้ำเงิน
ทะเบียน กลย-883 ระยอง ล้มทับกันอยู่ ใกล้กับยังพบรถกระบะโตโยต้า ทะเบียน บย-4444 ระยอง
กระบะท้ายยุบ และมีบาตรพระตกบนพื้น 1 ใบ

ต่อมาไปตรวจสอบที่โรงพยาบาล ระยองทราบว่า ผู้บาดเจ็บรายแรก คือ พระสมเจสน์ ศิริปัญโญ อายุ 30 ปี
พระวัดโขดทิมธาราม สภาพขาขวาหัก ลำตัวมีแผลถลอก รายที่ 2 คือ นายฐานิต เฟื่องเกษม อายุ 28 ปี
น้องชายพระสมเจสน์ ที่เดินตามพระเวลาบิณฑบาต สภาพบาดเจ็บที่หัวไหล่ทั้งสองข้าง รายที่ 3 คือ
นาย ธนาคม วงศ์พิทักษ์ อายุ 15 ปี อยู่บ้านเลขที่ 44/5 ม. 2 ต.หนองตะพาน อ.บ้านค่าย จ.ระยอง
นักเรียนชั้น ม.3/1 โรงเรียนวัดลุม สภาพศีรษะแตก และรายที่ 4 คือ นายรุ่งโรจน์ วิริยะมัติ อายุ 19 ปี
ได้รับบาดเจ็บ ที่ขาขวา

สอบสวน นายฐานิต อ้างว่า ขณะที่พระสมเจสน์ บิณฑบาตมาถึงบริเวณศูนย์การค้าสาย 4 ต.ท่าประดู่ อ.เมือง ระยอง
พบนายสมชาย จุติกิตติ์เดชา อายุ 45 ปี เจ้าของบ้านหลังหนึ่งในย่านดังกล่าว ยืนอยู่หน้าบ้าน และได้ทะเลาะกับ
พระสมเจสน์ จากนั้น นายสมชายคว้าไม้ถูพื้นไล่ตีพระสมเจสน์จนบาตรหลุดมือ พระสมเจสน์จึงหนีจะไปขึ้น
รถจักรยานยนต์ที่ตนจอดรอรับ แต่นายสมชายกลับวิ่งไปขึ้นรถยนต์ ฮอนด้า ซีอาร์วี สีขาว ป้ายแดง
ขับพุ่งเข้าชนรถจักรยานยนตร์ฮอนด้า ทะเบียน กลย-883 ระยอง ที่นายธนาคมขับขี่ผ่านมา กำลังจะไปโรงเรียน
มีนายรุ่งโรจน์ ซ้อนท้ายจนล้ม

นาย ฐานิต ให้การต่อว่า จากนั้น รถของนายสมชายยังชนรถจักรยานยนต์ของตนและรถกระบะของตัวเอง
ที่จอดอยู่อีก 1 คัน พร้อมชนพระสมเจสน์และดึงจีวรเข้าไปพันติดอยู่กับรถทำให้รถลากรพระสมเจสน์
ไปประมาณ 400 เมตร จึงหยุดรถ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายสมชายไปดำเนินคดีต่อไป


ใส่เงินในบาตรบาปนะครับ เพื่อนๆ อย่าได้ทำตามเด็ดขาดเพราะพระจะพลอยอาบัติไปด้วย
คนขับรถคนนี้เลวมากนะ พูดกับพระได้ไง ไม่รู้จักทำมาหากิน
http://www.gunsandgames.com/smf/index.php?PHPSESSID=a1075952572cf4eacdfa08acdaf23790&topic=79053.15

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1258674864&grpid=&catid=17
วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 06:53:44 น.
มติชนออนไลน์

2พี่น้องหลาน ส.ส. ปชป.ซิ่งรถกระบะบนถ.กาญจนาภิเษก เสียหลักมุดท้ายรถบรรทุกสิบล้อดับคาที่ทั้งคู่


เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. วันที่ 19 พ.ย. เกิดเหตุ รถกระบะมิตซูบิชิ รุ่นแอล 200 สีน้ำเงินเทา ยธ-4017 กทม.
สภาพเป็นรถแต่งได้พุ่งชนท้ายรถบรรทุก 10 ล้อ บนถนนกาญจนาภิเษก ขาออก ช่วงจุดกลับรถจรัญสนิทวงศ์ 13
สภาพหน้ารถกระบะพังยับยู่ยี่ ส่งผลให้คนขับ และคนที่นั่งข้างคนขับ เสียชีวิตคาที่ เป็นชาย 2 ราย
และยังมีผู้โดยสารที่มากับรถกระบะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส 3 ราย เป็นหญิง 1 ราย และ ชาย 2 ราย
นำส่ง รพ.ธนบุรี 2 ส่วนรถบรรทุก 10 ล้อ ได้ขับหลบหนีไป เหตุเกิดพื้นที่ สน.หลักสอง

ต่อมาทราบชื่อ ผู้เสียชีวิต 2 ราย คือ นายพีระวิทย์ ธารณา หรือ
โต๊ด อายุ 19 ปี เป็นคนขับ และ นายสมชาติ ธารณา หรือ ตูน อายุ 17 ปี
นั่งข้างคนขับ ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ ทราบชื่อ 1.นายสุชาติ มาลีตาล 25 ปี
2.น.ส.ศุภมาศ อ้อนวรินทิพย์ 19 ปี 3.นายทิวา เจริญมาศ 23 ปี
สำหรับผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คน เป็นลูกชายของนายวินัย ธารณา น้องชายแท้ ๆ
ของนายโกวิทย์ ธารณา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขตบางแค หรือวิทย์​ บางแค


สอบสวนทราบว่า นายพีระวิทย์ และน้องชายมักจะนำรถคันดังกล่าวมาขับซิ่งประลองความเร็ว
กับกลุ่มเพื่อนๆ ที่ถนนกาญจนาฯ ทุกวันพฤหัสบดี โดยก่อนเกิดเหตุผู้ตายได้ขับขี่รถมาด้วยความเร็วสูง
เมื่อถึงที่เกิดเหตุปรากฏว่าบริเวณด้านหน้าประมาณ 100 เมตร มีการซ่อมแซมพื้นผิวจราจรอยู่ช่องทางซ้ายสุด
นายพีระวิทย์ตัดสินใจหักพวงมาลัยหลบทำให้รถเสียหลักมุดชนใต้รถบรรทุกสิบล้อ ซึ่งขับอยู่ด้านหน้าอย่างจัง
ทำให้รถถูกลากไปกว่า 30 เมตร ทำให้มีคนตายและบาดเจ็บดังกล่าว ส่วนรถบรรทุกสิบล้อได้หลบหนีไป
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งติดตามคนขับรถบรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวมาดำเนินคดีต่อไป
ส่วนศพผู้เสียชีวิตนำส่งโรงพยาบาลธนบุรี 2 ก่อนติดต่อให้ญาติมารับศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

พ.ต.อ.บรรหาญ สมเกียรติ ผกก. สน.บางเสาธง กล่าวถึงอุบัติเหตุดังกล่าวว่า สอบสวนทราบว่า
เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ไปถึงยังจุดเกิดเหตุนั้น พนักงานสอบสวนได้พบแต่รถยนต์ของผู้เสียหายเพียงอย่างเดียว
โดยไม่พบรถของคู่กรณีแต่อย่างใด รวมทั้งช่วงเวลาที่เกิดเหตุก็ไม่มีพยานผู้เห็นเหตุการณ์บอกเล่าเหตุการณ์ต่อ
เจ้าหน้าที่แต่อย่างใด จึงทำให้ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าอุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะอะไร
ซึ่งตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งสืบสวนติดตามถึงข้อเท็จจริงของ อุบัติเหตุดังกล่าวเพื่อดำเนินการต่อไป

พ.ต.อ.บรรหาญ กล่าวอีกว่า ส่วนรถบรรทุกที่พยานของผู้ตายได้อ้างถึงนั้น ยังไม่ทราบว่ารถของผู้ตาย
ได้ประสบอุบัติเหตุชนกับรถบรรทุกจริงหรือไม่ซึ่งคงจะต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง


http://www.komchadluek.net/detail/20091120/38109/%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA.%E0%B8%AA.%E0%B8%9B%E0%B8%8A%E0%B8%9B.%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A.html#source_video


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Fri Nov 20, 2009 4:54 pm, ทั้งหมด 6 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Nov 20, 2009 11:46 am

Chapter 23
Vietnam - the Croatia of Asia

President Ngo Dinh Diem, of South Vietnam.
President Diem was a fanatical Catholic who ruled South Vietnam with an iron fist.
Hetransformed the Presidency into a virtual Catholic Dictatorship, which he used to crush
his religious and political opponents with the utmost ruthlessness.


He persecuted non-Catholics, and particularly the Buddhists.
By his discriminatory methods he caused the disruption of the Army and Government.
This eventually was to lead to the USA's military intervention in South Vietnam.


He ruled with the spiritual and political terrorization of his two equally fanatical Catholic brothers,
the Chief of the Secret Police and the Archbishop of Hue.


President Diem had originally been "planted" into the Presidency by Cardinal Spellman
and Pope Pius XII.
Buddhist monks committed suicide by fire, burning themselves alive
in protest against his religious persecutions.

He, with one of his brothers, was murdered immediately after hearing mass on Nov. 2, 1963.
(3 weeks before Kennedy's death)!!


http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t163.htm
signs_of_satan.htm:

More Symbols and Signs

เผยหลักฐานลับ "ทักษิณ" สังกัด "แก๊งอาชญากรรมโลก"


.....ตามภาพที่เห็นข้างบนนี้ ท่านทั้งหลายคงผ่านตา..หลาย ๆ ที่ หลายครั้ง





..... ต้องบอกกันเสียตรงนี้ก่อนว่า ภาพทำมือ ที่เห็น "แม้ว" ทำอยู่นี้ เป็นสัญญลักษ์ของ
" แก๊งอาชญากรรมระดับโลก ซึ่งเรียกว่า แก๊งซาตาน"ซึ่งมีประวัติ ที่มา และเครือข่ายโยงใยไปทั่วโลก
....นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันเล่น ๆ...เรื่องนี้มีหลักฐานชัดเจน ที่ได้นำเสนอมาให้ทราบแล้วนี้

... และ มันเป็นคำตอบได้เป็นอย่างดีว่า ทำไม " แม้ว" จึงต้องไปพักอาศัยซ่อนตัวอยู่ที่ "ลอนดอน" ?..

.... รายละเอียดทั้งหมด ท่านสามารถศึกษาได้ที่
http://nonlaw.com โดยเลือกที่รูปภาพของ ." แม้ว "
ซึ่งอยู่ในท่าทำมือนี้ จากนั้นให้ศึกษารายละเอียดทั้งหมดจาก VDO หลักฐานต่อเนื่องกันจากในเวปไซร์ดังกล่าวนั้น
โดย sunny [3 ก.ย. 2551 , 10:18:38 น.]



....จึงไม่ต้องแปลกใจ...ว่าเหตุใด ... " แม้ว " จึงมีอุดมการณ์ในการล้มล้างสถาบัน ฯ เพราะนั่นเป็น "
งานหลัก ขององค์กรอาชญากรรมโลก"
ดังกล่าวนี้นั่นเอง


....................................

จากหลักฐานลับที่ได้ถูกรวบรวมไว้นี้ อาจจะเป็นแนวทาง ช่วยให้นักเคลื่อนไหว ได้ใช้ประกอบในการวิเคราะห์แนวทาง
หรือ เป้าประสงค์ของ "แม้ว" และสมุน ที่เสวยอำนาจเป็นรัฐบาลของประเทศไทยในปัจจุบันได้อีกทางหนึ่งด้วย

ด้วยความปราถนาดีอย่างจริงใจ











http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=15&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


The "Black Pope"

http://www.reformation.org/general-number27.html
Jean Baptiste Janssens This photo, taken from The Saturday Evening Post, January 17, 1959,
is of the "Black Pope", who in 1963, reigned over his Jesuit Order -
the world's most powerful Secret Society - and gave the command to
assassinate President John F. Kennedy.

The Twenty-Seventh Superior General of the Society of Jesus from 1943 to 1964;
the POWER having ruled over Popes Pius XII (Hitler's Pope), John XXIII (Khrushchev's Pope),
and Paul VI (Johnson's Pope), including their hierarchies; in command of the Masters of
international secret societies including: the Sovereign Military Order of Malta,
Scottish-Rite Shriner Freemasonry, the Order of the Illuminati, the Knights of Columbus,
the Knights of the Ku Klux Klan, the Nation of Islam and its private army called
"the Fruit of Islam", the Mafia Commission, and Opus Dei along with a host of lesser brotherhoods.

The Murderers and Traitors in the Assassination and Cover-up of President John F. Kennedy.


http://www.vaticanassassins.org/francis_cardinal_spellman.htm

This photo, taken from Swanberg's Luce and His Empire, 1972, displays five of
the most important assassins. On center stage at the Waldorf ballroom during
Time's fortieth anniversary party in 1963, only months before "the crime of the century",
we see from left to right:

Henry Luce - Knight of Malta; Member, Council on Foreign Relations;
Editor, Time/Life, whose office was in Rockefeller Center across the street
from Cardinal Spellman's St.Patrick's Cathedral;
purchased the Zapruder Film
for 150,000 Federal Reserve Notes and published the notorious forgery of Oswald
holding a rifle on the cover of Life magazine.

Dean Rusk - President Kennedy's Secretary of State and "Brutus" to his "Caesar";
Member, Council on Foreign Relations;

J. Peter Grace - (incorrectly identified by Swanberg as Secretary of Treasury
Douglas Dillion) Head, American Branch of the Knights of Malta; Member,
Council on Foreign Relations; in charge of at least ten Knights of Malta involved in
the assassination and cover-up including Frank Shakespeare of CBS
(using Walter Cronkite), Francis Stankard of Chase-Manhattan Bank
(using CFR member John J. McCloy on the Warren Commission),
Lee Iacocca of Ford Motor Company (using Carl Renas, head of security for
the Dearborn Division to drive the bullet-ridden Presidential limousine from
Washington D.C. to a Ford dealership in Cincinnati for the purpose of removing
all evidence of multiple gunshots) and John McCone, Director of
the Central Intelligence Agency who personally delivered National Security
Memorandum 273 for President Johnson's signature, thereby reversing
President Kennedy's decision to de-escalate "Spelly's War" in Vietnam.

Clare Boothe Luce - Dame of Malta; Member, Council on Foreign Relations;
former ambassador to Italy under President Eisenhower (Allied Commander
who led Rome's Crusade in Europe during the Jesuits' Second Thirty Years' War
(1914-1945) which included the betrayal and murder of the heroes American
General Patton and the Russian General Vlasov, as both sought to overthrow
the Jesuits' Grand Inquisitor, Joseph Stalin) ; aided Thomas "Tip" O'Neill,
Papal Knight and Speaker of the House of Representatives, along with
Robert Blakey in hindering the Assassinations Committee of 1976;
(Blakey, for a job well done, went on to be employed as a law professor
at Rome's Notre Dame University in Indiana. The University President
who employed Blakey was another darling of the Jesuits, CFR member and
Civil Rights agitator who further centralized power in Washington D.C.
with his 1964 Civil Rights Act; priest Theodore Hesburgh.)

Francis Cardinal Spellman - Jesuit-trained at Fordham University in New York
and the American College in Rome; Archbishop of Rome's wealthiest and
most powerful Diocese; "Military Vicar" of the American Empire controlling
the Knights of Malta, Shriner Freemasonry, the Knights of Columbus and
the Mafia's Commission
; the acting King of the Pope's Fourteenth Amendment
"Holy Roman" American Empire (ruling from his Palace in the city of "the Empire State",
along with his Papal "Maltese Knights of the Roundtable") overseen by
the Professed Jesuits (Jesuits under Extreme Oath of the Fourth Vow) at Fordham University

including now "Cardinal" Avery Dulles (the nephew of past Secretary,
Vice President, and President of the Cardinal's Council on Foreign Relations
(1933-1950), past CIA Director until fired by President Kennedy and
member of the deceptive Warren Commission. The Jesuit's notorious
uncle was none other than The Gentleman Spy, Rome's prostitute
Protestant Presbyterian and Shriner Freemason, Allen Dulles.)
Spellman therefore controlled the Council on Foreign Relations, the FBI,
the CIA, Military Intelligence (including the Office of Naval Intelligence)
and the Secret Service; the Power and Mastermind behind the assassination
of President Kennedy
and subsequent Cover-up, continued by Cardinals Cooke
and O'Connor. The present Archbishop Egan will continue the Great Jesuit Cover-up;
as, evidenced by his Oath as a Cardinal, his first and foremost loyalty is not to the People
of the Constitutional Republic of these United States,
but to his master in the Vatican,
his "King of kings and Lord of lords"
,



Jesuit General Kolvenbach's "infallible" god who sits in St. Peter's Chair, Pope John Paul II!
For he holds the Devil's Papal Office of the Jew-hating and blasphemous seventh Roman Caesar
who has not yet come and, when indwelt by Satan upon rising from the dead, will be the eighth
Vatican Assassins - jesuits,kennedy assassination, nights of malta,cia ,kgb ,fbi ,secret service ,
black pope, free masonry

Roman Caesar - the beast (Revelation 17:10,11).

Now go rent the movie, JFK, Director's Cut and watch the pieces as they fall together!


Cardinal Avery Dulles SJ Dies at age 90



http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=11&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


เครดิตยูเนียน เป็นของประเทศวาติกัน ระบุชัดเจนว่า เงินสนับสนุนการปฏิบัติการ ออกไปจากเครดิตยูเนียน

ศพพ.
ถูกจัดตั้งและบริหารโดยบุคคลสัญชาติวาติกัน เป็นคนของประเทศวาติกัน
และสนับสนุนเงินทุนโดยเครดิตยูเนียน จากการเปิดเผยของนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์
ซึ่งเป็นผู้บ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์
ตามนโยบายของประเทศวาติกันอยู่แล้ว



http://www.trosch.org/msn/mason-graphics.html

By Bankrupting the United States and the U. S. Catholic Church, the Illuminati,
coupled with Freemasonry and using HomoSexuals as Dupes, plan for a Global Government
which They Intend to Control.
It should be known that for many years
when one votes one is commonly voting for a Freemason or an affiliate.
For a Catholic to vote for a Freemason is to commit mortal sin. Keep in mind that regardless of party
or stated beliefs, all Freemasons, Skull and Bones members, Bohemian Club members, et al are under
the authority of their high Grand Master who is now believed to be legal only Pope John Paul II
who consults with high ranked personages of various organizations such as the Bavarian Illuminati
and the Jewish Masons of B'nai B'rith; an organization similar to the masonic Shriners but operating
on a broader scale and principally focused upon those of Jewish descent.

The following are additional references to the most important promoter of the
"One World Religion, " the necessary component of the "One World Order" that was openly promoted
by former U. S. A. president George H. W. Bush, the current president's father.



รับเชิญเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาฯ
ในฐานะผู้แทนชาวพุทธจากประเทศไทย
ประชุมสันติภาพ ณ นครวาติกัน พ.ศ. 2529

http://www.bangkokzone1.com/number010/picture.asp


http://ac.assumption.ac.th/admnews/ac_news.php?nwId=263&typeId=1
http://www.prajan.com/webboard/view.php?id=7262
พระเมตฺตานนฺโท พระไทยผู้สนับสนุนคริสต์

https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=620&forum=6&page=3&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

ปริศนาคดีลอบสังหาร "เคนเนดี้"

คดีลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้

ยังคงเป็นความลับดำมืดอยู่แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 40 ปีแล้วก็ตาม
หลักฐานที่ได้จากฟิล์มภาพยนตร์ และรูปถ่ายในวันเกิดเหตุแสดงให้เห็นถึงชายลึกลับ 2 คน
ที่อยู่ใกล้กับเคนเนดี้ มากที่สุดในวินาทีที่เขาถูกยิง แต่กลับดูเหมือนว่าชายทั้ง 2 จะไม่มีตัวตน!

วันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1963 ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้
ได้เดินทางไปยังเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส

ตามกำหนดการเดินสายหาเสียงในรัฐต่างๆ ทางใต้ เพื่อเตรียมการสำหรับ
การเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นสมัยที่ 2 ของเขา

เวลา 11:40 น. ประชาชนชาวดัลลัสต่างต้อนรับการเดินทางมาของเคนเนดี้และ
สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งอย่างอบอุ่น ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส จอห์น คอนเนลลีย์ และภรรยา


นั่งในรถลิมูซีน คันเดียวกับท่านประธานาธิบดีเพื่อเดินทางจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมือง
เมื่อขบวนรถได้เคลื่อนมาถึงเดลีย์พลาซา




ณ เวลา 12:30 น. ก็เลี้ยวขวาจากถนนเมน เข้าถนนฮิวส์ตัน เพื่อที่เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเอล์ม

ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารเก็บหนังสือโรงเรียนเท็กซัส (Texas School Book Depository)


ทันทีที่รถคันที่เคนเนดี้นั่งแล่นผ่านป้ายบอกชื่อถนนทางด่วนสเตมมอนส์ ที่อยู่ข้างหน้า

ภรรยาของผู้ว่าจอห์นก็ได้ยินเสียงปืน เธอจึงเหลี่ยวหลังไปมองเคนเนดี้ที่นั่งอยู่เบาะหลังของรถ
เธอเห็นท่านประธานาธิบดีเอามือกุมที่คอ วินาทีถัดมาผู้ว่าฯ จอห์นก็รู้สึกปวดที่ด้านหลังเขารู้ทันทีว่าเขาถูกยิง

http://users.skynet.be/mar/Eng/SBT/223-226-eng.htm



ไม่กี่วินาทีต่อมาผู้ว่าจอห์น ก็ได้ยินเสียงปืนนัดที่ 3 ภรรยาของท่านประธานาธิบดียังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เธอคิดว่าเป็นเสียงประทัดหรือดอกไม้ไฟที่ประชาชนจุดต้อนรับขบวน แต่เมื่อเธอหันหน้ามามองสามีเธอ
ที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอก็ต้องตกใจที่เห็นท่านประธานาธิบดีถูกยิงเข้าที่ศรีษะ มันเป็นกระสุนนัดสุดท้ายที่
สังหารเคนเนดี้


http://www.assassinationresearch.com/v2n2/zfilm/zframe313.html

เมื่อประชาชนที่คอยเฝ้าต้อนรับรถขบวนอยู่ 2 ข้างทางรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ต่างก็แตกตื่นพากันนอนราบ
ลงกับพื้นหรือไม่ก็วิ่งหนีออกไปจากบริเวณนั้น เพื่อหลบลูกกระสุนที่อาจเกิดการยิงขึ้นมาอีก


ยกเว้นคน 2 คน!


http://www.dallasnews.com/cgi-bin/bi/dallas/photography/photography.cgi?step=View%20Slideshow&show=420&thisImage=6583
http://www.dallasnews.com/s/dws/spe/2005/jfk

ปริศนาคนถือร่มจากการวิเคราะห์ฟิล์มภาพยนตร์ขนาด 8 มม. ที่ถ่ายโดย อับราฮัม แชพรูเตอร์
http://youtube.com/watch?v=GU_cbEIPXw0&search=Abraham%20Zapruder



และภาพถ่ายจากกล้องของผู้อื่นที่อยู่ในเหตุการณ์ ประกอบกับคำให้การของพยานขณะที่
จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ถูกลอบสังหารนั้นแสดงให้เห็นสิ่งผิดปรกติที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีนั้นมากมาย
ภาพถ่ายจากพยานที่ยืนอยู่ริมถนน ตรงกันข้ามกับป้ายบอกชื่อถนนทางด่วนเสตมมอนส์
จับภาพชาย 2 คนนั่งอยู่ริมถนนบริเวณป้ายนั้น


ซึ่งเป็นคนที่อยู่ใกล้กับประธานาธิบดีมากที่สุด ชายทั้ง 2 ดูเหมือนเป็นเพียงประชาชนธรรมดาๆ
ที่มาต้อนรับ ประธานาธิบดีในดวงใจของพวกเขาเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่อยู่ในที่นั้น
แต่เมื่อรถของประธานาธิบดีแล่นมาถึง หนึ่งในนั้นก็ลุกขึ้นยืนกางร่ม



ที่มันน่าแปลกก็เพราะว่าวันนั้นเป็นวันที่อากาศแจ่มใส ไม่มีเค้าว่าจะมีฝนหรือแดดก็ไม่จัด ที่สำคัญคือ
ชายคนนั้นเป็นเพียงคนเดียวที่กางร่มในที่เกิดเหตุ เขากางร่มออกเพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็หุบมันลง
ในขณะที่ชายคนที่นั่งข้างๆ เขาลุกขึ้นยืนโบกมือ และวินาทีเดียวกันนั้นเองเสียงปืนก็ดังขึ้น!

สิ้นเสียงปืนความโกลาหลก็บังเกิดขึ้น ฝูงชนแตกตื่นไปคนละทิศละทาง ยกเว้นชาย 2 คนนี้ที่ทรุดตัวนั่ง
ลงที่เดิม หนึ่งในนั้นหยิบวัตถุบางอย่างที่มีเสาอากาศออกมา เขาจ่อมันที่ปากเหมือนกับว่าเขากำลังพูด
วิทยุรับ-ส่ง จากนั้นชายทั้ง 2 ก็แยกย้ายกันไปคนละทาง ชายที่ถือร่มเดินไปทางอาคารเก็บหนังสือโรงเรียน
ส่วนอีกคนเดินไปทางถนนลอดใต้ทางด่วน

http://www.copweb.be/Orlando%20Bosch%20Avila.htm
http://www.acorn.net/jfkplace/09/fp.back_issues/01st_Issue/rr.html
http://hobrad.angelfire.com/umbrella.html


"ชายผิวคล้ำ" (Dark complected Man) หยิบวัตถุบางอย่างที่มีเสาอากาศมาจ่อที่ปากหลังจากที่เคนเนดี้ถูกยิง


หลังจากที่เคนเนดี้ถูกยิง เขาก็ลุกขึ้นยืนเอาวิทยุเหน็บหลังแล้วเดินจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

สัญญานมรณะ

เป็นไปได้ไหมว่า ชายทั้ง 2 คนกำลังส่งสัญญานให้กับมือปืนที่ซุ่มรออยู่ เพื่อบอกให้เริ่มปฏิบัติการได้
ที่ต้องให้สัญญานก็เพราะมือปืนไม่ได้มีแค่คนเดียวอย่างที่เอฟบีไอ ได้ทำสรุปสำนวนการสืบสวน
เป็นที่แน่นอนว่าเมื่อเสียงปืนดังขึ้น ความโกลาหลย่อมเกิดขึ้น หน่วยรักษาความปลอดภัยและ
"เหยื่อ" จะต้องรู้ตัว

ดังนั้นเพื่อให้ปฏิบัติการสัมฤทธิ์ผล ปืนอย่างน้อย 3 กระบอกจะต้องถูกยิงในเวลาเดียวกันจากมุมต่างๆ
หลังจากนั้นชายทั้ง 2 จะหยุดดูผลงาน แจ้งข่าวและหนีออกจากที่เกิดเหตุอย่างสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

มีผู้ตั้งข้อสังเกตุว่า สัญญาน "ร่ม" อาจเป็นสัญลักษณ์สื่อความหมายถึงปฏิบัติการส่งกองกำลังสนับสนุนทางอากาศ
ย้อนกลับไปเดือนเมษายน ค.ศ. 1961 เมื่อ ซีไอเอ ได้ส่งกำลังทหารเข้าไปยังคิวบาเพื่อเข้าต่อต้านกองทหาร
ฝ่ายปฏิวัติของ ฟิเดล คาสโตร เรียกว่า ปฏิบัติการบุกอ่าวสุกร (Bay of Pigs Invasion) ซีไอเอ ได้ให้สัญญากับ
กองทัพของเขาว่าจะมีการส่งกำลังสนับสนุนทางอากาศเข้าไปช่วยหลังจากที่พวกเขาถึงอ่าวสุกรแล้ว แต่เหตุการณ์
ไม่เป็นไปตามแผน เนื่องจากประธานาธิบดีเคนเนดี้ ปฏิเสธคำขอของซีไอเอ ที่จะส่งกำลังทหารเข้าไปช่วยกองทัพ
ของซีไอเอราว 1,300 คน ที่ล่วงหน้าไปยังที่นั่นแล้ว ปฏิบัติการครั้งนั้นจึงล้มเหลวไม่เป็นท่า การกางร่มออกของ
ชายลึกลับอาจสื่อความหมายถึง กองกำลังสนับสนุนทางอากาศที่พวก ซีไอเอ รอคอย

ร่มเป็นอาวุธลับ



โรเบิร์ท คัทเลอร์ นักวิจัยที่มีชื่อเสียงได้ตั้งข้อสังเกตุว่า "ร่ม" อาจเป็นปืนยิงลูกดอก
ซึ่งทฤษฏีนี้ได้รับการยืนยันว่า มีความเป็นไปได้ เนื่องจากในปี ค.ศ. 1975 นักวิจัยทางด้านอาวุธของ ซีไอเอ
ผู้หนึ่งได้ให้การต่อเจ้าหน้าที่สืบสวน สอบสวนว่าในปี ค.ศ. 1963 ซีไอเอ ได้สั่งผลิตอาวุธลับปืนยิงลูกดอก
ที่เป็นรูปร่มจำนวน 50 กระบอก ลูกดอกจะถูกยิงอย่างเงียบๆ ออกมาจากก้านร่มขณะที่ผู้ถือกางร่มออก



โรเบิร์ท ยังได้ให้ความเห็นอีกว่า รอยบาดแผลที่คอของประธานาธิบดีเคนเนดี้ นั้นอาจเป็นบาดแผล
ที่เกิดจากกระสุนลูกดอก แต่มันถูก "ตกแต่ง" เสียใหม่ระหว่างที่มีการชันสูตรศพ

http://www.jfkmurdersolved.com/images/BE3_HI.jpg

และเจ้าลูกดอกอาบยาพิษนี่เองที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านประธานาธิบดีไม่แสดงอาการตอบสนอง
และนั่งเป็น "เป้านิ่ง" ขณะที่เสียงปืนดัง

ข้อสังเกตุทั้งหลายที่กล่าวมานี้ยังไม่มีหลักฐานแน่นหนาพอที่จะยืนยันได้ว่าถูกต้อง ดูเหมือนทฤษฏีกางร่ม
เป็นสัญญานนั้นจะฟังดูเป็นไปได้มาก แต่คำตอบที่ดีที่สุดก็คือ การนำเอาตัวชายลึกลับทั้ง 2 คน
มาสอบสวนปากคำ แต่ว่าจะหาตัวพวกเขาได้ที่ไหน?

ไม่มีตัวตน

เป็นเรื่องเหลือเชื่อมากที่ชายทั้ง 2 คนไม่มีตัวตนอย่างเป็นทางการทั้งเอฟบีไอและคณะกรรมาธิการวอร์เรน
(Warren Commission เป็นหน่วยงานเฉพาะกิจที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อสอบสวนคดีลอบสังหาร
ประธานาธิบดีเคนเนดี้) ไม่เคยพูดถึงชายลึกลับทั้ง 2 คนในการสืบสวนสอบสวน

แต่ต่อมาเมื่อได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการรัฐสภา เพื่อให้มาดูแลการสืบสวนสอบสวนคดีสำคัญนี้
พวกเขาได้สั่งให้หาตัวชายลึกลับทั้ง 2 คนมาสอบสวน อีกทั้งยังได้ติดประกาศรูปชายทั้ง 2
ให้ประชาชนช่วยชี้เบาะแสหากว่าเคยเห็นหรือรู้จักพวกเขา

หลังจากที่ติดประกาศตามหาตัวได้ไม่นาน จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์จากผู้ไม่ประสงค์จะออกนามแจ้งมายัง
เพนน์ โจนส์ หนึ่งในคณะกรรมาธิการรัฐสภาว่าชายลึกลับที่ถือร่มนั้นเป็นพนักงานขายประกัน
ในดัลลัสชื่อ หลุยส์ สตีเวน วิทท์ (Louie Steven Witt) เพนน์ จึงรีบประสานงานกับแหล่งข่าวของเขา
ในดัลลัสทันที



พยาน "เตี๊ยม"

ในที่สุด เพนน์ ก็พบชายถือร่ม หลุยส์ ยอมรับว่าวันที่ประธานาธิบดีถูกลอบสังหาร เขาอยู่ในที่เกิดเหตุ เพนน์
มีความรู้สึกว่า หลุยส์ ได้รับการ "เตี๊ยม" มาเป็นอย่างดีในการให้ปากคำ อันที่จริงเขายังไม่ได้ถูกตั้งข้อหา
ซึ่งเขามีสิทธิที่จะปฏิเสธการตอบคำถามแต่เขาก็ไม่ได้ทำ เขาตั้งข้อแม้แค่เพียงว่าเขาจะตอบคำถามจาก
การไต่สวนของคณะกรรมาธิการรัฐสภาเท่านั้น

คำถามทุกคำถามที่ เพนน์ ถาม หลุยส์ ได้รับคำตอบอย่างรวดเร็ว ดูลงตัวสมบูรณ์แบบไปในด้านบวก
(พยานบริสุทธิ์) เขาบอกว่าที่เขากางร่มออกขณะที่รถขบวนของประธานาธิบดีเคนเนดี้ แล่นผ่านก็เพราะว่า
มีคนบอกเขาว่าเคนเนดี้ จะโกรธมากถ้าเขาเห็นคนกางร่มโดยไม่มีเหตุผลต่อหน้าเขา

หลุยส์ บอกแต่เพียงว่าเขาต้องการยั่วให้ท่านประธานาธิบดีโกรธเท่านั้น แต่เขาไม่ยอมบอกว่าทำไมเขา
ถึงต้องทำอย่างนั้น เขายังให้การต่ออีกว่าตอนนั้นเขานั่งอยู่บนสนามหญ้าริมถนน เมื่อรถขบวนของ
ประธานาธิบดี แล่นมาถึงเขาก็ลุกขึ้นยืนและกางร่มออก ขณะที่กางร่มนั้นเขาก็เดินมาที่ริมถนน
ซึ่งเป็นวินาทีเดียวกับที่เคนเนดี้ถูกยิง

กรรมการสอบสวนท่านหนึ่งได้ตั้งข้อคิดว่าบิดาของประธานาธิบดีเคนเนดี้
เคยรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำอังกฤษ



ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ร่มเป็นสัญลักษณ์แทนนายกรัฐมนตรีเนวิลล์ เชมเบอร์เลน
(ซึ่งมีนิสัยชอบถือร่มเป็นประจำ)



และนโยบายทางการเมืองของเขาที่โน้มเอียงไปทางลัทธินาซี
โดยที่นโยบายของเขาได้รับการสนับสนุน โดยบิดาของเคนเนดี้

คำให้การขัดแย้ง

เนื่องจาก หลุยส์ อยู่ใกล้กับท่านประธานาธิบดีมากที่สุดในขณะที่ท่านถูกลอบสังหาร
ดังนั้นเขาอาจจะเห็นอะไรบางอย่าง ที่พอจะเป็นเบาะแสให้คณะกรรมาธิการรัฐสภาใช้ในการสืบสวนคดีได้
แต่คำตอบที่ได้จากเขานั้นกลับไม่เป็นอย่างที่คิด!

เมื่อคณะกรรมาธิการรัฐสภาถาม หลุยส์ ว่าเขาเห็นอะไรบ้างระหว่างที่เคนเนดี้ถูกยิง หลุยส์
กลับตอบว่าเขาไม่เห็นอะไรเลย เขาบอกว่าเขานั่งอยู่บนสนามหญ้าใกล้ถนน และเมื่อรถขบวนแล่นมาถึง
เขาก็ลุกขึ้นยืนเพื่อกางร่มในเวลาเดียวกันนั้นเอง เขาก็เดินตรงไปที่ถนน ซึ่งเป็นวินาทีที่เขาเข้าใจว่า
"คนอื่นๆ" ได้เห็นท่านประธานาธิบดีถูกยิง แต่เขามองไม่เห็นอะไรเลย
เนื่องจากเจ้าสิ่งนี้(ร่ม)มันบังเขาอยู่ ช่วงวินาทีนั้นทัศนวิสัยถูกบังโดยร่มที่กำลังกางออก

แต่คำให้การของ หลุยส์ ขัดแย้งกับหลักฐานที่เป็นภาพถ่ายและภาพยนตร์ เนื่องภาพที่เห็นจากในนั้น
"คนถือร่ม" นั้นยืนอยู่ ในขณะเดียวกันก็ชูร่มขึ้นเหนือศรีษะในท่าเตรียมพร้อม เมื่อรถของท่านประธานาธิบดี
แล่นผ่านจุดที่เขายืนอยู่ เขาก็กางร่มออกทันที กรรมการสอบสวนหลายท่านลงความเห็นว่าคำให้การ
ของหลุยส์เป็นเท็จและไม่เชื่อว่าเขาเป็นชายถือร่มตัวจริง (Umbrella Man)

ชายลึกลับยังคงลึกลับ

เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ถามถึงชายอีกคนที่ยืนโบกมืออยู่ข้างๆเขา หลุยส์ ก็ตอบว่าเขาไม่รู้จักชายคนนั้น
แต่เมื่อคณะกรรมการยืนยันว่ามีพยานหลายคนเห็น หลุยส์ พูดคุยกับชายคนนั้น เขาบอกว่าเขาจำได้แต่เพียงว่า
มี "ไอ้มืด" (Nigro Man) คนหนึ่งนั่งอยู่ใกล้กับเขาเอาแต่บ่นพึมพำว่า "พวกนั้นยิงพวกเขาแล้วเพื่อนเอ๋ย"
ดูเหมือนจะไม่ได้อะไรคืบหน้าจากการสอบสวน หลุยส์ สตีเวน วิทท์ เขาอาจเป็นเพียงคนที่ถูก "เมค" ขึ้นมา
เพื่อให้คณะกรรมาธิการรัฐสภา ได้ไต่สวนตามที่ปรากฏในหลักฐานภาพถ่ายเท่านั้น ส่วนชายที่ยืนโบกมือข้างๆ
เขาซึ่งถูกเรียกว่า "ชายผิวคล้ำ" (Dark complected Man) ที่มีพยานบางคนระบุว่าเห็นเขาหยิบวัตถุบางอย่าง
ที่มีเสาอากาศมาจ่อที่ปากหลังจากที่เคนเนดี้ถูกยิงนั้นตามตัวเขาไม่พบจนบัดนี้

ทั้งชายถือร่มและชายผิวคล้ำยังคงเป็นบุคคลลึกลับที่ชวนสงสัยว่าพวกเขาเป็นใครและทำไมพวกเขาจึงมี
อากัปกิริยาแตกต่างไปจากคนอื่นๆ ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ?

ปริศนาคดีลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ชายถือร่มและชายผิวคล้ำ สรุปสำนวนสอบสวน
ของเอฟบีไอ ยังมีเรื่องอื่นที่ขัดแย้งกับความจริง แม้ว่าภายหลังจะมีการจับกุม
ลี ฮาร์วี ออสวอลด์ ผู้ที่ถูกระบุว่า
เป็นคนลั่นกระสุนประวัติศาสตร์ แต่เขาเป็นฆาตกรตัวจริงแน่หรือ?

http://www.ratical.org/ratville/JFK/GoD.html


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Sun Nov 22, 2009 9:23 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Nov 21, 2009 3:02 am

http://www.thairath.co.th/content/oversea/48332

46 ปี คดีสังหาร 'จอห์น เอฟ. เคนเนดี้'

http://www.americanrhetoric.com/speeches/jfkcubanmissilecrisis.html

จอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ เคนเนดีจอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ เคนเนดี (John Fitzgerald Kennedy) หรือที่รู้จักกันในนาม
เจเอฟเค (JFK) เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2460 ที่เมืองบรูกลิน รัฐแมสซาชูเซตส์ เป็นบุตรชายคนที่ 2
ในจำนวน 9 คน ของนาย โจเซฟ แพทริก เคนเนดี (Joseph Patrick Kennedy)
อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสหราชอาณาจักร

ศึกษาระดับมัธยมใน รัฐคอนเนตทิคัต และอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ต่อจากนั้นเข้าร่วมหน่วยนาวิกโยธิน
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับเหรียญกล้าหาญจากวีรกรรมช่วยเพื่อนทหารให้รอดชีวิตจากเรือที่ถูก ข้าศึกโจมตี



เริ่มก้าวสู่เวทีการเมือง

เป็นวุฒิสมาชิกรัฐบ้านเกิด และเสนอตัวเป็นตัวแทนเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในนามพรรคเดโมแครต
เมื่อปี 2499 จากนั้นในปี 2503 จึงเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 35
ด้วยวัยเพียง 43 ปี นับเป็นผู้นำประเทศที่อายุน้อยที่สุด

ผลงานประวัติศาสตร์

ผลงานโดดเด่นท่ามกลางวิกฤตการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รอยต่อของยุคสงครามเย็น โดยยุติวิกฤตการณ์
ทางการเมืองต่างประเทศ ด้วยการยื่นคำขาดให้สหภาพโซเวียตถอนฐานยิงขีปนาวุธในประเทศคิวบา
ความสำเร็จอีกประการหนึ่งคือ สนธิสัญญาระหว่างประเทศในการห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์
และต่อสู้ปัญหาความยากจน รวมถึงเจรจาทางการทูตเพื่อยุติสงครามเวียดนามก่อนหมดวาระ



เหตุการณ์ลอบสังหาร

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2506 เวลาประมาณ 12.30 น. เกิดเหตุไม่คาดฝัน เมื่อนายเคนเนดี พร้อมคณะ
เดินทางไปหาเสียงเลือกตั้งสมัยที่ 2 ที่เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส แต่ถูกลอบสังหารเมื่อเสียงปืนดังขึ้น โดย 1 นัดเข้าที่คอ
นัดที่ 2 เข้าที่หลัง และนัดสุดท้ายเข้าที่ศีรษะ ขณะนั่งอยู่ในรถเปิดประทุน มีนางแจ็กเกอลีน ภรยา นั่งเคียงข้าง
เจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวนายเคนเนดี้ส่งยังโรงพยาบาลปาร์คแลนด์ เมมโมเรียล จากนั้นไม่นานจึงมีแถลงการณ์
ถึงการเสียชีวิตของผู้นำสหรัฐฯ

ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยนามว่า นาย ลี ฮาร์วี ออสวอลด์ (Lee Harvey Oswald)
ชาวเมืองดัลลัส วัย 24 ปี แต่อย่างไรก็ตามมีผู้เชื่อว่านายออสวอลด์เป็นเพียงแพะรับบาป
โดยมีบุคคลจากหน่วยงานของรัฐ เช่น CIA และ FBI โยงใยเรื่องทั้งหมด แต่ในขณะนี้ความจริงยังไม่ประจักษ์ชัด
โดยนักประวัติศาสตร์ และคณะกรรมการของรัฐบาลยังคงทำงานสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป
แต่มือสังหารที่แท้จริงอาจจากไปตามกาลเวลาแล้ว

สำหรับวันที่ 22 พฤศจิกายน 2552 นี้ เป็นวาระครบรอบ 46 ปี การจากไปของอดีตผู้นำของสหรัฐฯ
เจ้าของวาทะอมตะ "โปรดอย่าถามว่าประเทศของคุณจะทำอะไรให้คุณบ้าง
แต่จงถามว่าคุณจะทำอะไรบ้างให้กับประเทศของคุณ
"






รำลึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์



ประเภทของปืนที่ใช้ในการลอบสังหารนายเคนเนดี้
ปืนไรเฟิล Mannlicher-Carcano ขนาด 6.5 มิลลิเมตร หมายเลข C2766 ขณะนี้ถูกเก็บรักษาที่
คลังข้อมูลแห่งชาติ ในคอลเลจ พาร์ค รัฐแมรี่แลนด์ พร้อมชุดที่นายเคนเนดี้สวมในวันเกิดเหตุ

ภาหนะที่นายเคนเนดี้และภรรยานั่งในวันเกิดเหตุ
● รถยนต์เปิดประทุน เลขทะเบียน GG300 DC ในวันเกิดเหตุมีผู้ร่วมนั่งภายในรถทั้งสิ้น 6 คน คือ
- นายบิล เกรเออร์ (Bill Greer) คนขับรถ วัย 44 ปี
- นายรอย เคลเลอร์แมน (Roy Kellerman) ตัวแทนพิเศษของทำเนียบขาว วัย 48 ปี
- นายจอห์น คอนเนลลี (John Connally ) ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส และภริยา
- นายจอห์น เอฟ เคนเนดี้ และภริยา นางแจ๊กเกอลีน ( Jacqueline Kennedy)
โดยบุคคลทั้งหมดที่ร่วมนั่งบนรถล้วนเสียชีวิตแล้วทั้งสิ้น ขณะนี้รถยนต์คันดังกล่าวถูกเก็บรักษาที่
พิพิธภัณฑ์ แฮนรี่ ฟอร์ด ในเมืองเดียร์บอร์น รัฐมิชิแกน

ระยะเวลาในการยิง ตั้งแต่กระสุนนัดแรกจนถึงนัดสุดท้าย

● 4.6 วินาที
(ความเห็นส่วนตัว ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะยิงจากปืนกระบอกเดียวกัน
และปืนไรเฟิลรุ่นนี้ยิงแล้วต้องขึ้นลำทีละนัด)
http://en.wikipedia.org/wiki/John_F._Kennedy_assassination_rifle
http://en.wikipedia.org/wiki/Single_bullet_theory
https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=541&forum=6&page=13&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://en.allexperts.com/q/U-S-History-672/2008/2/jfk-assasination.htm
H. "Oswald had fired 3 rifle shots from the sixth floor of the school book depository.
This conclusion has now been proved to be thanks to Dallas police tapes, recovered in 1978
which indicated that 4 shots had been fired. These Dallas police tapes came from the microphone,
mounted on one of the motorcycles which escorted the motorcases, which had picked up the sounds
in Dealey Plaza at the time of the assassination.These sounds which had been collected on a dictabelt
( a recording of police transmission) were analysed by experts who were able to distinguish 4 rifle shots
as well as the timing of the shots and their direction. It was concluded by these experts that ”four shots,
over a total period of 7.91 seconds were fired at the Presidential limousine.
The first second and third
came from the Depository; the third came from the Grassy Knoll.”


http://www.thaipoliceshootingclub.com/forum/index.php?topic=390.0
http://www.gunsandgames.com/smf/index.php?topic=29448.45

http://www.ifm.go.th/articles/article006_007p2.php

2.แผลทางออกของกระสุนปืน(exit wound)

แผลทางออกของกระสุนปืนจะมีลักษณะใดก็ได้
1. เป็นรูกลม
ถ้ากระสุนปืนผ่านร่างกายโดยไม่กระทบกับกระดูกหรือของแข็งใดก็อาจจะคงรูป
ร่างเดิมและทะลวงออกจากร่างกายทำให้แผลที่ออกเกิดเป็นรูค่อนข้างกลมและมักจะ
ใหญ่กว่าทางเข้าเนื่องจากการควงตัวช้าลง(ในกรณีที่ยิงจากปืนลำกล้องเกลียว)
แต่จะไม่พบขอบถลอกรอบแผล
2. เป็นรูปอื่นคล้ายถูกของแข็งมีคม
เนื่องจากการที่หัวกระสุนมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปเป็นรูปต่างๆจากการที่กระ
แทกกระดูก
3. แผลทางออกอาจจะมีมากกว่าหนึ่งแผลได้
เนื่องจากการที่หัวกระสุนแตกออกหรือกระทบกับกระดูกทำให้กระดูก
แตกออกเป็นหลายชิ้นทะลุออกไป
4.บางครั้งพบแผลทางออกที่เกิดมีถลอกหรือช้ำรอบแผลได้
ในกรณีนี้ถือว่าผิดปกติและอาจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผิวหนังส่วนที่หัว
กระสุนออกอยู่แนบติดกับของแข็งทำให้แรงที่หัวกระสุนดันผิวหนังให้กระแทกกับ
ของแข็งนั้นเกิดเป็นแผลช้ำและถลอกได้

กรณีที่หัวกระสุนผ่านกระดูกจะสามารถบอกได้ว่าผ่านจากด้านไหนไปด้านไหน
เนื่องจากกระดูกที่เป็นทางเข้าขอบกระดูกจะเรียบแต่ทางออกขอบกระดูกจะวิ่นออกไป(ภาพที่11)
และพบเห็นได้ง่ายในกะโหลกศีรษะ

ในกรณีกระสุนเจาะศีรษะหลายนัด อาจจะบอกได้ว่านัดไหนเข้าศีรษะก่อน
เพราะแนวการแตกของกะโหลกที่เกิดทีหลังจะไม่ผ่านแนวแตกที่มีอยู่ก่อนแล้ว

หลังจากการผ่าศพและทราบบาดแผลทางเข้าทางออกแล้ว
สามารถบอกทิศทางการเดินทางของหัวกระสุนทุกนัดในร่างกายได้
และแพทย์จะรายงานเป็นสามมิติ โดยสมมุติว่าผู้ตายอยู่ในท่ายืน

1. จากด้านหน้าไปด้านหลังหรือจากด้านหลังไปด้านหน้า

2. จากด้านบนลงด้านล่างหรือจากด้านล่างขึ้นด้านบน

3. จากด้านซ้ายไปด้านขวาหรือจากด้านขวาไปด้านซ้าย

การบอกทิศทางนี้ต้องคำนึงถึงการแฉลบ(ricochet)ของหัวกระสุนในร่างกายด้วย
เพราะหัวกระสุนเมื่อกระทบกระ ดูกสามารถแฉลบเปลี่ยนทิศทางไป
เช่นถูกยิงด้านข้างขวา หัวกระสุนกระทบถูก กระดูกสันหลัง
แฉลบขึ้นด้านบนพบหัวกระสุนในช่องอกขวา

การตั้งสมมุติฐานว่าผู้ตายอยู่ในท่ายืนขณะถูกยิงอาจจะไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก็ได้

บางครั้งหัวกระสุนปืนทะลุเข้าไปในเส้นเลือดแดงใหญ่พอดี
ทำให้เลือดดันเอาหัวกระสุนนัดนั้นเคลื่อนไปอยู่ห่างจากจุดทางเข้ามากก็ได้เช่น
เข้าที่หน้าอกซ้ายทะลุปอดทะลุเข้าเส้นเลือดแดงใหญ่ในช่องอก
เมื่อผ่าศพพบว่าหัวกระสุนไปติดอยู่ที่ในเส้นเลือดแดงใหญ่ที่แยกออกไปเลี้ยงขาทั้งสองข้าง

เมื่อได้หัวกระสุนจากร่างกายแล้วต้องทำตำหนิไว้ในส่วนที่ไม่รบกวนการตรวจหัวกระสุน
เพื่อให้แน่ใจว่าหลังจากผ่านการตรวจเวียนกันไปหลายแห่งแล้ว
ยังใช่หัวกระสุนที่เอาออกมาจากศพจริง


http://www.jfkfiles.com/jfk/html/concl3.htm
http://karws.gso.uri.edu/JFK/Critical_thinking/Strong_evidence.html



http://en.wikipedia.org/wiki/John_F._Kennedy_autopsy
http://www.assassinationweb.com/ag6.htm
http://www.flickr.com/photos/jtedesco/3076353822/



http://www.flickr.com/photos/jtedesco/3076353878/



A very graphic picture of the head wound. How could this possibly be part of an entrance wound?

http://history-matters.com/archive/jfk/hsca/reportvols/vol1/html/HSCA_Vol1_0173a.htm

That chart/diagram is wrong in several different ways -- e.g., Wecht has the bullet entering JFK's back in a place
that's way too far right of the true entry point....plus, the lateral (Right-to-Left) angle shown in the diagram is way,
way off....and Wecht doesn't have Governor Connally turned to his right in his seat in the diagram. So, essentially,
Wecht's F-320 diagram is worthless, because it isn't an accurate representation of what Bullet CE399 did on 11/22/63.
Sorry, I got sidetracked into talking about Wecht's strange anti-SBT theory and his nutty diagram. My apologies.
Back to John Canal's lunacy now......
The "EOP Entry" theory is kind of crazy and illogical from another point-of-view (purely a garden-variety,
common-sense POV): If the bullet entered JFK's head fairly LOW on his head (near the EOP),
and if the bullet didn't change course after entering the head, then why wasn't the exit wound much LOWER
on JFK's head than where the exit wound really was?
IOW -- How can Oswald shoot the President from six floors above the street in the back of the head NEAR THE EOP
and have the bullet exit JFK's head much HIGHER on his head IF THE BULLET DIDN'T CHANGE COURSE QUITE A BIT
after entering the head? We can see via this still picture of Z-Frame 312.....

http://reclaiming-history.googlegroups.com/web/136a.+ZAPRUDER+FRAME+%...

....that JFK wasn't leaning forward very much. His head certainly wasn't pitched forward far enough
to support a theory that has the bullet entering the EOP but exiting VERY HIGH on the head in the RIGHT/
FRONT/TOP areas of the head. But per Dale Myers' website and computer images on this webpage....

www.jfkfiles.com/jfk/html/concl3.htm

....We can see that the COWLICK entry site makes much more sense when ALL of the facts are put into the mix -- e.g.,
the position of JFK's head just prior to the point of impact (Z312), the angle of trajectory from the sixth-floor window
of the TSBD, the known entry-wound location (the real location, not the make-believe EOP location),
and the exit location for Oswald's bullet. Via the "cowlick" entry location, the bullet enters HIGH on
the President's head and it exits HIGH on the President's head.
But via the make-believe "EOP" entry site, the bullet enters much LOWER on JFK's head,
but is exiting HIGH on the head. So, the cowlick entry site makes more sense from nearly every point-of- view
anyone could think of. http://twitter.com/DavidVonPein

ระยะเวลาในการนำตัวนายเคนเนดี้ส่งโรงพยาบาล ปาร์คแลนด์ เมมโมเรียล

● 6 นาที

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนายเคนเนดี้อยู่ที่โรงพยาบาล
● เข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉิน 1 มีทีมแพทย์ดูแลทั้งสิ้น 3 คน คือชาร์ลส์ เจ. คาร์ริโอ (Charles J. Carrico)
นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 แมริออน ที. เจนกินส์ (Marion T. Jenkins) หัวหน้าแผนกวิสัญญีวิทยา และ
วิลเลี่ยม คลาร์ก (William Clark) แพทย์ผู้ประกาศการเสียชีวิตของนายเคนเนดี้

สื่อแห่งแรกที่นำเสนอการเสียชีวิตของนายเคนเนดี้
● เวลา 12.36 น. โดยนายดอน การ์ดิเนอร์ (Don Gardiner) ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว เอบีซี เรดิโอ
แต่คลื่นถูกรบกวนด้วยเพลง ฮูเรย์ ฟอร์ ฮอลลีวูด (Hooray for Hollywood) ของนักร้องหญิงชื่อดัง
ดอริส เดย์ส (Doris Day's) จากนั้นสถานีโทรทัศน์ช่อง ซีบีเอส จึงงดการฉายละคร และเสนอข่าวในเวลา 12.40 น.
ตามด้วยช่อง เอ็นบีซี นำเสนอข่าวเมื่อเวลา 12.45 น. โดยการระงับการฉายแฟชั่นโชว์

หนังสือตีพิมพ์เรื่องราวการลอบสังหารนายเคนเนดี้
● 440 เล่ม จากฐานข้อมูลหนังสือของโบว์เกอร์ ระบุเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552

คณะรัฐมนตรีของนายเคนเนดี้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดีน รัสก์ (Dean Rusk )
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดิลลอน ซี ดักลาส ( Dillon C. Douglas)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โรเบิร์ต เอส. แมคนามารา (Robert S. McNamara)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สจ๊วต เอล.ยูดาลล์ (Stewart L. Udall)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ออร์วีล แอล. ฟรีแมน (Orville L. Freeman )
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลูเธอร์ เอช. ฮอดจส์ (Luther H. Hodges )
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน อาร์เธอร์ เจ. โกลเบิร์ก (Arthur J. Goldberg )
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อับราฮัม เอ.ไรบิคอฟฟ์ (Abraham A. Ribicoff)
และแอนโทนี่ เจ. เซเลบรีสส์ (Anthony J. Celebrezze) อัยการสูงสุด นายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี้
( Robert F. Kennedy) ผู้อำนวยการไปรษณีย์ทั่วไป เจ. เอ็ดเวิร์ด เดย์ (J. Edward Day)


http://khunnamob.hostignition.com/backup/nonlaw/nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t206.htm

ที่กล่าวไปในหัวข้อที่แล้วว่า นายโอบามา ไม่มีทางเป็นประธานาธิบดี สหรัฐ โดยปกติธรรมดา
หากไม่มีการจัดตั้งด้วยองค์กรลับ Freemason

เพราะอะไร ???

ก็เพราะนายโอบามา เป็น " อิสลาม " ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยของ USA อีกทั้งในสหรัฐ ประชากรส่วนใหญ่
ถือศาสนาคริสต์ จึงกล่าวว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับเลือก

ก็คงมีคำถามอีกน่ะแหละว่า แล้วเลือกให้มาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐทำไม ?

ตอบ....

เอามาใช้งานเฉพาะกิจ เสร็จแล้วก็ฆ่าทิ้ง.... เพราะ ชาวคริสต์ ไม่ยอมรับหน้าที่จัดระบบโลก(New World Order)
ซึ่งโหดสุด ๆ อันจะส่งผลเสียแก่ " วาติกัน " ดังนั้น จึงต้องเลือกเอาบุคคลที่เป็น " อิสลาม " มาทำหน้าที่

หลักฐานที่ยืนยันการเป็น " มุสลิม = อิสลาม " ได้นำมาให้พิจารณา(ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเปิดเผยต่อชาวโลก) ดังนี้












หลักฐานลับ ชื่อเดิมไม่ใช่ โอบามา แต่เป็นชื่ออิสลาม ว่า อีวาน ฮุสเซน(สกุลเดียวกับ ซัดดัม ฮุสเซน)




หมายเหตุ
ในระยะช่วงปี 2009-2011 จะเป็นช่วงที่ต้องใช้ปฏิบัติการทางทหาร ในการเข้ายึดหรือ สังหาร กวาดล้าง ประเทศใด ๆ
ที่ไม่เข้าสู่ระบบ New World Order โดยไม่คำนึงถึงคำว่า " มนุษยธรรม " หรือ " ความถูกต้อง "

...
ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ บุคลากรของวาติกัน ไม่อาจรับหน้าที่ได้เพราะจะส่งผลเสียในระยะยาวต่อ
" คริสตศาสนจักรโรมันคาทอลิค " ดังนั้น นายโอบามา ซึ่งเป็น " อิสลาม " จึงถูกคัดสรรให้ทำหน้าที่นี้
ซึ่งนอกจากจะเป็นการทำลายภาพพจน์ของ " อิสลาม " แล้ว ยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า การกระทำของ " อิสลาม "
ขาดความเป็นมนุษย์เป็นพวกโหดร้าย กระหายเลือด

......... ดังนั้น ภายหลังงานบรรลุเป้าหมาย นายโอบามา ก็ต้องถูกสังหาร และประชาคมโลกก็จะรุมกวาดล้าง
" อิสลาม " พร้อมกันไป " วาติกัน " ก็จะกลายเป็นพระเอก ที่เข้าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก ประสพภัย
จากการกระทำของอิสลาม และได้รับความนิยม ยกย่องจากสังคมโลกอย่างแนบแน่น


....
นี่คือ เหตุผลว่า เพราะเหตุใด และทำไม.. โอบามา จึงได้รับเลือกเป็น
ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ทั้ง ๆ ที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์!!!

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

HISTORY CAN REPEAT ITSELF !
BUT HISTORY CAN CHANGE BY...

http://freethais.com/
เจตนารมณ์

เว็บไซต์ www.FreeThais.com ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

1. เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองภายในประเทศ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเร่งสร้าง เสรีภาพ เสมอภาค และ ภราดรภาพ ให้เกิดขึ้น ในประเทศไทย โดยเร่งด่วน

2. ไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง การใช้ถ้อยคำหยาบคาย การดูหมิ่น/การยุยงให้เกลียดชัง ต่อผู้หนึ่งผู้ใดหรือคนกลุ่มใด

3. เราเห็นด้วยกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ นปช.
เพียงบางส่วนเท่านั้น ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตาม เจตนารมณ์สองข้อแรก

ปลดปล่อยเราเถิด!

"เพราะเลือดเราแดงบริสุทธิ์"


http://konthaiuk.com/forum/index.php?topic=3470.0

คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร”
หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 13
โดย จักรภพ เพ็ญแข

เรื่อง จุดยืนและก้าวย่าง

เสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายในหมู่คนเสื้อแดงขณะนี้ เป็นคุณและมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการก้าวเดินของฝ่ายประชาธิปไตย
ในระยะที่มีอารมณ์ความรู้สึกมาก ก็ควรปล่อยให้ระบายบ้าง

หลังจากนั้นคือเวลาใคร่ครวญอย่างรอบคอบ ประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริง กำหนดจุดยืนและย่างก้าวของทั้งขบวนการต่อไป

ไม่มีอะไรน่าห่วงกังวลเลยครับ

ระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริง ซึ่งเป็นธงของพวกเรา จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ถกเถียงอย่างนี้อีกมากมายนัก
ใครที่ไม่คุ้นเคยควรทำความคุ้นเคยไว้เสีย ระบอบการปกครองของไทยที่จะทำให้คนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
ไม่ใช่กระซิบกันอย่างไพร่ๆ ว่าให้เงียบเสียง สังคมจะได้สงบสุขมั่นคง แต่จะระดมเอาความคิดเห็นที่หลากหลาย
มาสู่เวทีถกเถียงที่ชอบธรรม ซึ่งแปลว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมก่อสร้างหรือส่งตัวแทนมาร่วมในเวทีนั้น
และเมื่อถกเถียงได้ที่แล้วก็ต้องรู้จักหยุดเป็นห้วงๆ เพื่อลงมือปฏิบัติ

เราอยากได้รัฐสภาเช่นนั้นในอนาคตรัฐสภาที่เป็นตัวแทนของของอำนาจอธิปไตยในมือคนส่วนใหญ่ของประเทศ
มีความยืดหยุ่นมากน้อยขึ้นลงได้ตามประชามติ เป็นคณะกรรมการกำหนดนโยบายของประเทศที่ประคับประคอง
ระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต สามารถหาจุดสมดุลระหว่างความเป็นชาติกับความเป็นนานาชาติได้
แสวงหาผู้บริหารที่ดีที่สุดมาทำหน้าที่เดินงานบ้านเมือง และมีขีดความสามารถสูงพอในการป้องกันตัวเอง
ไม่ให้ถูกทำลายโดยการรัฐประหาร โดยตรงหรือการรัฐประหารโดยอ้อม เช่น องค์กรอิสระ อำนาจตุลาการ
นักวิชาการสายอำมาตย์ เป็นต้น

ถ้าเราปรารถนาเช่นนั้น เราต้องทำขบวนการเสื้อแดงให้สะท้อนภาพนั้นเสียตั้งแต่บัดนี้

มีผู้หวังดีถามกันมากว่า จักรภพเป็นอะไร ทำไมถึงเกิดขัดแย้งกันเอง บางท่านหวังดีแต่มีอารมณ์ก็เลยไปถึง
เรื่องผลประโยชน์ขัดกันหรือความอิจฉาริษยาแกนนำไปโน่น

คำตอบทั้งหมดอยู่ในช่วงต้นของบทความนี้ครับ

ไม่น้อยกว่านี้ ไม่มากกว่านี้

แต่รัฐสภาอันแท้จริงที่ไม่ใช่หุ่นกระบอกของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ก็เป็นเพียงรูปธรรมอย่างหนึ่ง
คำตอบที่ละเอียดขึ้นคือเป้าหมายที่แน่ชัดว่ารัฐสภาต้องเอื้ออำนวยให้เกิดผล ต่างๆ เหล่านี้ครบถ้วน

๑. อำนาจอธิปไตยหรืออำนาจการเมืองสูงสุดที่ไม่มีอะไรสูงกว่า เป็นของปวงชนชาวไทย

๒.บ้านเมืองปกครองด้วยหลักกฎหมาย และด้วยตัวบทกฎหมายที่ปวงชนชาวไทยร่วมกำหนด
ไม่ใช่ด้วยกระบวนการฝ่ายอำมาตย์ที่แอบควบคุมสังคมไทยอยู่โดยอ้างคำว่ากฎหมาย

๓. ประชาชนต้องมีเสรีภาพ


๔. สังคมต้องมุ่งความเสมอภาค

๕. รัฐบาลและผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนชาวไทยในเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ เข้ามาได้ก็ต้องออกไปได้
ต้องมาจากการเลือกตั้งซึ่งเป็นวิถีการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ยังไม่มีอะไรดีกว่า

สังคมเสื้อแดงและฝ่ายประชาธิปไตยควรหยุดถกเถียงและใคร่ครวญเป็นระยะๆ ว่า ทิศทางของเรานำไปสู่
เป้าหมายใหญ่ทั้ง ๕ ข้อนี้หรือไม่

ทั้งหมดนี้คือความละเอียดอ่อน ขณะพูดต้องพูดตรง ไม่กำกวม ไม่ห่วงภาพลักษณ์ชื่อเสียงที่เป็นสิ่งไร้สาระ
แต่ในขณะลงมือทำต้องมีศิลปะประคองตัว เพราะเราไม่ได้หาเสียงเลือกตั้งเพื่อเป็นรัฐบาลให้เขาเชือดทิ้งเหมือนรัฐบาล
ภายใต้นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร สมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่เราต้องการตัวแทนประชาชน
ที่มีขีดความสามารถในการปกป้องตัวเองได้

ชนะเลือกตั้งอย่างงดงาม แล้วแพ้ในศึกชิงอำนาจรัฐ ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลของราชอาณาจักรไทยแต่ไม่ได้อำนาจรัฐ
ในการบริหารงานในราชอาณาจักรนั้น ถือว่าเปล่าประโยชน์

เราจึงตั้งคำถามว่าการเคลื่อนไหวแต่ละครั้งของฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งมวลชนเข้าร่วมอย่างน่าปลื้มใจทุกครั้ง
เรามีข้อเรียกร้องที่ใหญ่พอและคุ้มค่าต่อความเหนื่อยกายและเหนื่อยใจของประชาชนหรือไม่

เราเข้าใกล้เป้าหมายทั้ง ๕ ข้อนั้นมากขึ้นหรือไม่

ถ้าไม่ แสดงว่ายุทธวิธีของเราอาจไม่ได้เป็นไปตามยุทธศาสตร์

หลายท่านบอกผมว่าเราต้องแกล้งทำ ต้องลับลวงพราง และต้องใจเย็น ในใจของแต่ละท่านก็คือรอให้ธรรมชาติช่วยตัดสิน
แล้วทุกอย่างจะพลิกผันมาเข้าทางเราโดยอัตโนมัติ

ผมต้องขอประทานโทษ-ผมไม่เชื่อ

สังคมไทยวันนี้ไม่ได้คลุมด้วยตาข่ายทางสังคมที่ประชาชนเป็นผู้ใหญ่และมีส่วนร่วม ในการตัดสินชะตากรรมของตัวเอง
แต่เป็นการครอบงำของสิ่งที่เรียกว่า “รัฐภายในรัฐ” นั่นคือมีรัฐบาลตัวจริงที่คอยชี้นำทิศทางของประเทศอยู่
และชี้นำทุกอย่างไปสู่การรักษาอำนาจอันล้นเหลือและความมั่งคั่งร่ำรวยที่ อธิบายที่มาไม่ได้ของตัวเองและพวกเท่านั้น

รัฐบาลที่ว่านี้ไม่เคยมาจากการเลือกตั้ง ไม่สนใจที่จะมาจากการเลือกตั้งแต่เป็นรัฐบาลที่คอยล้มการเลือกตั้ง
ของฝ่ายประชาธิปไตยและทำให้แน่ใจอยู่ ตลอดเวลาว่าประชาชนจะไม่ได้เป็นใหญ่และเป็นรัฐบาลที่เต็มไปด้วย
ความคั่งแค้นต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ จนต้องทำทุกอย่างเพื่อหมุนเข็มนาฬิกาของประเทศกลับไป
ก่อนหน้านั้นให้จงได้

รัฐบาลนี้เขามีพวกมาก แผ่ซ่านไปในทุกวงการ ถ้าเป็นมะเร็งก็ระยะสุดท้าย ต้องหาทางเกิดใหม่อย่างเดียว

ภารกิจหลักของรัฐบาลนี้คือการทำลายโครงสร้างของระบอบประชาธิปไตย

ถ้าเราขอความร่วมมือกับรัฐบาลที่ว่านี้ในการคืนประชาธิปไตยให้กับเรา ถ้าเขาไม่ใจร้อนฆ่าเราเสียเลย
เขาก็อาจแสร้งว่าเห็นใจและโยนเศษเนื้อข้างเขียงมาให้ อาจจะเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีให้สักคน
เพราะเรารุมกันประณามนายกรัฐมนตรีคนที่เขาเลือก อาจเปลี่ยนข้อความบางข้อในรัฐธรรมนูญให้เรารู้สึกหายใจโล่งขึ้น
แต่ไม่ยอมแตะต้องส่วนสำคัญที่ทำให้เราอยู่ในสภาพน้ำใต้ศอกอยู่อย่างนี้ตั้งแต่ต้น

แล้วเราก็จะไม่ได้แม้แต่ข้อแรก คืออำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทย

ไม่ต้องหวังว่าจะได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งที่มีอำนาจรัฐจริง มาอำนวยเสรีภาพและความเสมอภาคทางสังคม
ให้กับประชาชน และไม่ต้องหวังว่ากระบวนทางกฎหมายจะเป็นไปเพื่อฝ่ายประชาชน

เพราะถ้าไม่ได้ข้อแรก เราก็จะเสียหมดทุกข้อ

เป้าหมายทั้งห้าข้อไม่ใช่ความรู้ใหม่ หมอเหล็ง ศรีจันทร์และคณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง ร.ศ. ๑๓๐
และปัญญาชนสยามสมัยนั้นท่านก็รู้อย่างนี้ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์และคณะราษฎร พ.ศ.๒๔๗๕ ท่านก็เสี่ยงชีวิต
เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ จนถึง ดร.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้นมา ก็เพราะมั่นใจอย่างนี้


ความใหม่ในวันนี้คือ ประชาชนท่านต้องการสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาจริงๆ แล้ว หมดสมัยของปัญญาชนคิดพิมพ์เขียว
มานำเสนอให้ประชาชนเฮตามทั้งที่ไม่รู้ความหมายแล้ว

ครับ วันนี้ปัญญาชนของฝ่ายประชาธิปไตยคือตัวประชาชนเอง โดยมีอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่
เป็นเลขานุการให้

กว่าสามปีที่ต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตยมา ประชาชนก้าวหน้า แต่ปัญญาชนอุปถัมภ์ของอำมาตย์
กลับถอยหลังลงคลอง จนล้าหลังเป็นอย่างยิ่ง แล้วยังจะมาเรียกร้องขอเล่นบทบาทนำทางสังคมอีกล่ะหรือ

ที่สุดแล้วคืออะไร?

จุดยืนของฝ่ายประชาธิปไตยคือสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตยที่ไม่ได้มีแต่คุณเปรมคนเดียว

สู้โดยสติปัญญาความสามารถโดยไม่ใช่เอาเลือดเข้าแลก

ก้าวย่างคือเตรียมแผ่นดินให้พร้อม เครือข่ายของอำมาตย์เขาก็เตรียมอยู่ต่อหลังฤดูผลัดใบเช่นกัน
เพราะเขาคิดว่าเขาเป็นเจ้าของสวนพฤกษชาติแห่งนี้ เตรียมเครื่องมืออย่างหลากหลายเพื่อกระทำภารกิจ
ที่แตกต่างกันในแต่ละห้วงแต่ละสถานการณ์ และจุดสำคัญคือเมื่อถึงเวลาเดินก็ต้องเดิน
ไม่ชวนวนอยู่กับที่เหมือนวัวพันหลัก

ขอเรียนเสนอไว้ให้ฝ่ายประชาธิปไตยถกเถียงต่อไปด้วยใจเคารพ.

-------------------------------


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Sun Nov 22, 2009 8:49 pm, ทั้งหมด 9 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Nov 21, 2009 8:51 pm









https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=29&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://en.wikipedia.org/wiki/United_Airlines_Flight_93
http://www.youtube.com/watch?v=-59kouBgO_s
No plane crashed in Shanksville.

Correction: The Usgs scar is not the exact one/ Whatever made the hole in shanksville was not flight 93.






ตัวกลาง:เคล็ดลับของสหรัฐในการสนับสนุนการก่อการร้าย

เพื่อมิให้ปฏิบัติการลับของสหรัฐในการเกื้อหนุนเครือข่ายก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรงเป็นที่ล่วงรู้
สหรัฐจึงจำเป็นต้องทำการผ่าน ตัวกลาง (GO BETWEEN) อีกทีหนึ่ง หากความลับนี้เกิดรั่วไหล สหรัฐก็สามารถ
ปฏิเสธข้อกล่าวหาได้โดย ตัดตอน เฉพาะข้อมูลและหลักฐานที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับ
ตัวกลางออกไป เพื่อให้เข้าใจว่าตัวกลางเท่านั้นคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการสนับสนุนการก่อการร้าย

นายวิลเลียม เคซี อดีตผู้บัญชาการหน่วยงานซีไอเอ ในยุครัฐบาลเรแกน ยอมรับว่าเขาเองเป็นผู้ติดต่อ
ประสานงานกับตุรกี ปากีสถาน และซาอุดิอารเบีย ในการร่วมมือสนันบสนุนเครือข่ายก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรง
ตามข้อตกลงนี้ สหรัฐ ปากีสถาน ตุรกีและซาอุดิอารเบีย จะร่วมกันให้การสนับสนุนผ่านหน่วยงานข่าวกรองปากีสถาน
หรือ ไอเอสไอ และอีกส่วนผ่านเครือข่ายองค์กรศาสนานิกายวาฮาบีที่มีอยู่ทั่วโลก 3 หรืออีกนัยหนึ่ง

สหรัฐใช้ ไอเอสไอและวาฮาบีเป็นตัวกลางนั่นเอง


อัลไคดาไม่เกี่ยวข้องกับสหรัฐแล้วจริงหรือ?

เป็นความจริงที่สหรัฐและชาติพันธมิตรเคยให้ความสนับสนุนเครือข่ายก่อการร้ายมุสลิมและกลุ่มอัลไคดา
แต่เมื่อสงครามเย็นยุติลงพวกเขาก็ได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นฝ่ายต่อต้านสหรัฐ  นี่คือคำอธิบายที่สื่อกระแสหลักทั่วโลก
ใช้อธิบายเหตุผลในการก่อการร้ายชองกลุ่ม อัลไคดา นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ณ์ 11 กันยาเป็นต้นมา
ทว่ามีข้อมูลหลักฐานอยู่มากมายที่ส่อว่า แท้จริงแม้จนถึงปัจจุบันโครงข่ายการให้การสนับสนุน
เครือข่ายผู้ก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรงที่สหรัฐและพันธมิตรได้สร้างขึ้นยังคงดำรงอยุ่
และสหรัฐก็ยังคงอาศัยโครงข่ายนี้สนับสนุนเครือข่ายก่อการร้ายเหล่านี้อยู่เช่นเดิม อาทิเช่น
หนึ่ง สถานีโทรทัศน์ ซีบีเอสของสหรัฐโดยนายแดน แรเทอร์ ได้รายงานว่าในวันที่ 10 กันยายน 2544
เพียงหนึ่งวันก่อนเหตุวินาศกรรมตึกเวิร์ลเทรด นายบิน ลาเดนได้เข้ารับการบำบัดด้วยเครื่องฟอกไตใ
นโรงพยาบาลของกองทัพอากาศปากีสถาน ในเมืองราวันบินดี4
ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์เลอ ฟิกาโร
ของผรั่งเศสได้ลงข่าวโดยอ้างแหล่งข่าวภายในหน่วยงานไอเอสไอ ในช่วงวันที่ 4-14 กรกฎาคม ปี2544
สองเดือนก่อนเกิดเหตุ 11 กันยา นายบิน ลาเดน ได้เข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลอเมริกัน
ณ เมือง ดูไบประทศอาหรับ เอมิเรตส์ ในช่วง 10 วัน ที่เขาพักรักษาตัวอยู่นั้น ได้มีเครือญาติในตระกูลบินลาเดน
บุคคลสำคัญจาก ซาอุดิอาราเบีย และอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงเจ้าหน้าที่
ซีไอเอประจำดูไบ ได้ข้าพบนายบิน ลาเดน
5

หากข่าวทั้งสองชิ้นนี้มีมูลความจริงเป็นไปได้หรือที่ทางการสหรัฐจะไม่ทราบถึงที่อยู่ของนายบินลาเดน
เหตุใดจึงไม่เข้าจับกุมทั้งๆที่ก่อนหน้าสหรัฐได้ตั้งรางวัลนำจับตัวเขาเป็นจำนวนหลายล้านเหรียญสหรัฐ
ในข้อหาเกี่ยวข้องกับการวางระเบิดกงสุลสหรัฐ 2 แห่งในอัฟริกาตะวันออกเมื่อปี 2536
สอง สถานีโทรทัศน์เอบีซี ของสหรัฐได้เสนอข่าวว่า เอฟบีไอพบว่า ก่อนเหตุการณ์ 11 กันยา ไม่กี่เดือน
ได้มีการโอนเงินจำนวนอย่างต่ำ สี่ล้านาบาท จากธนาคารในปากีสถานไปยังบัญชีของนายมูฮัมหมัด อัททา
หัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายในการก่อวินาศกรรมตึกเวิร์ลเทรด การโอนเงินนี้เป็นไปตามคำสั่งของนายพล มามูด อัคหมัด
หัวหน้าหน่วยงานไอเอสไอ ของปากีสถาน ข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันอีกครั้งโดย สำนักข่าว เอเอฟพี ของฝรั่งเศส7
สิ่งที่ผิดสังเกตคือ ในวันที่ 4 กันยายน หนึ่งอาทิตย์ก่อนเหตุการณ์ 11 กันยา นายพล อัคหมัด
ได้เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อเข้าพบและปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของซีไอเอ
อย่างเป็นทางการตามธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติมาโดยตลอด และในวันที่ 12-13 กันยายน
หนึ่งวันหลังเหตุการณ์วินาศกรรมตึกเวิร์ลเทรด นายพล อัคหมัด ก็ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมมือ
ในการปราบปรามการก่อการร้ายร่วมกับนายริชาด อาร์มีเทจ รองเลขาธิการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ
และยังได้เข้าพบนายพล คอลิน พาวเวล เลขาธิการกระทรวงกลาโหมเป็นการส่วนตัวอีกด้วย8

เป็นไปได้หรือ ที่ทางการสหรัฐไม่ทราบระแคะระคายมาก่อนหน้านี้เลยว่า บุคคลสำคัญที่เป็นถึงหัวหน้า
หน่วยงานข่าวกรองปากีสถาน หน่วยงานที่สหรัฐเป็นตัวตั้งตัวตีในการก่อตั้ง อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกัน
มาเป็นเวลานานและให้ความไว้วางใจถึงกับขอให้ร่วมมือในการปราบปรามการก่อการร้ายจะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด
ในการก่อการร้ายที่มุ่งทำลายสหรัฐ สาม จวบจนวันนี้ เครือข่ายองค์กรศาสนานิกายวาฮาบีของซาอุดิอารเบีย
ยังคงให้การสนับสนุนสหรัฐ ดังที่เป็นมา ในบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์อัลคุด อัล อาราบี
ที่เพิ่งตีพิมพ์ในประเทศอังกฤษ ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน ศกนี้ อ้างถึงคำวินิจฉัยสูงสุดทางศาสนา
หรือฟัดวา ที่ประกาศห้ามมิให้มุสลิมนิกายวาฮาบีทำการสู้รบกับกองทัพสหรัฐในอิรัก
และเตือนระวังชาวซาอุดิอารเบีย มิให้หลงผิดเชื่อคำหลอกลวงเพื่อไปร่วมรบกับพี่น้องมุสลิมในอิรัก
9


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=30&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

ความสำเร็จในการเคลื่อนไหวนั้นไม่ได้เป็นไปอย่างไร้ระบบ ตามมีตามเกิดเหมือนขบวนการอื่นในภูมิภาค
ทว่าเป็นระบบที่ด็อกเตอร์คนหนึ่งหยิบยืมมาจากขบวนการ
“อิควานุลมุสลิมีน” (ภราดรมุสลิม) ที่ก่อตั้งโดย ฮะซัน บันนา
นักคิดและนักต่อสู้มุสลิมแห่งอิยิปต์ นโยบายของขบวนการอิควานุลมุสลิมีนได้กลายเป็นนโยบายขบวนการต่อสู้สากล
ที่มุสลิมทั่วโลกสามารถนำเอาไปใช้ในภูมิภาคที่พวกตนอยู่ อิควานุลมุสลิมีนใน อิยิปต์ต่อสู้กับกษัตริย์ทรราชและต่อสู้กับ
ลัทธิบะอัฟษ (บาธ) ขอญะมาลอับดุลนาซิร (นัซเซอร์) และได้กลายเป็นขบวนการที่ผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับอิควานุลมุสลิมีน
ในตูนิเซีย ซีเรียในทศวรรษต่อมาหรือในปัจจุบัน ขบวนการอิควานุลมุสลิมีนมีเป้าหมายเพื่อก่อตั้งรัฐอิสลามและปกครองด้วย
ระบอบอิสลามาธิปไตย ทว่าการต่อสู้นั้นแตกต่างกันไปตามกาละและเทศะ ในขณะที่อิควานุลมุสลิมีนต่อสู้ด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์
พรรคอิควานในจอร์แดนกลับเล่นการเมืองและมีผู้แทนในรัฐสภา


แก้ไขเมื่อ 04 ต.ค. 46 19:08:28

จากคุณ : Shiblee - [ 4 ต.ค. 46 19:07:14 ]



๕.๑๓,ประเทศไทย

ทางภูมิศาสตร์มีความสำคัญเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเชี่ยน ซึ่งในอดีตเคยถูกสหรัฐใช้เป็นฐานที่มั่น
ในการจัดส่งกำลังเข้าสู้รบในสมรภูมิ เวียตนาม ลาว กัมพูชา นับได้ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์หนึ่งที่มีความสำคัญมาก
ซึ่งมีความเหมาะ สมทางภูมิศาสตร์ในการปิดล้อมจีนทางตะวันออกเฉียงใต้
ปัจจุบันรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ได้ดำเนินนโยบาย ทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง อย่างมีวิสัยทัศน์ ที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ต่อสถานการณ์
การเปลี่ยนแปลงทางสากล นโยบายการกลับมาสู่ความร่วมมือทางด้าน เศรษฐกิจ-การเมือง ฉันมิตรประเทศเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน
ในกลุ่มอาเซียน


การมีความเห็นร่วมกันกับการให้ความสำคัญ ต่อคณะทำงานระหว่างประเทศที่ว่าด้วยอนุภูมิภาคแห่งลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS
(The Great Mekong Sub-region) จะเป็นการปูพื้นฐานการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน ด้วยการรวมเศรษฐกิจเป็นตลาดเดียวแบบอียู
ภายในระยะเวลา ๒๐ ปี หรือในปี ๒๕๖๓ ภายใต้ชื่อ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่มีประชากร รวมมากถึง ๕๐๐ ล้านคน


ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้จะทำให้เกิดเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ด้วยจำนวนประชากร ๑,๘๐๐ ล้านคน และมูลค่าการค้า ๑.๒ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า การเดินทางไป
เจริญสัมพันธ์ไมตรี จีน – รัสเชีย ของ นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร จะนำไปสู่อำนาจต่อรองกับการพึ่งพาสหรัฐอเมริกา
เพียงด้านเดียว จากวิสัยทัศน์ ดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทย เกิดภูมิคุ้มกันหลุดพ้นจากอุบัติเหตุ ที่อาจตกเป็นจุดยุทธศาสตร์สงคราม
ในการปิดล้อมจีนทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ได้ในอนาคต


๕.๑๔,กรณีไฟใต้
สถานการณ์ความสับสนในภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๔๖ มากระทั่งถึงปัจจุบัน ดูเหมือนการปราบปรามของรัฐบาล
ยิ่งระดมกำลังเข้าปราบปราม สถานการณ์ ยิ่งสับสนรุนแรงขึ้น ข้อน่าสังเกตก็คือ หากเป็นขบวนการแบ่งแยกดินจริง
การเคลื่อนไหวน่าจะเดินแนวทางเคลื่อนไหวทาง การเมือง และวัฒนธรรม มากกว่าการกระทำอันโหดเหี้ยมป่าเถื่อน
จงใจที่จะสร้างความยั่วยุให้สถานการณ์ขยายตัว ไปสู่ความขัดแย้งทางศาสนา ระหว่างชาวพุทธ กับมุสลิม และจงใจให้เกิด
การล้อมปราบจลาจลจากรัฐบาลกลาง เช่นกรณี การล้อมปราบที่มัสยิดกรือเซะ


กรณีไฟใต้หากรัฐบาลหลงทิศหลงทาง สถานการณ์อาจถูกชักนำไปสู่การขยายตัวเป็นสงครามประชาชน
ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อถูกผูกเชื่อมโยงเข้ากับสถานการณ์ในอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
ก็อาจจะเป็นข้ออ้างของสหรัฐอเมริกาในการที่จะเคลื่อนกำลังนาวิกโยธินเข้า ประจำการช่องแคบมะละกา ก็เป็นได้

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Nov 29, 2009 10:30 pm

http://ronakorn.wordpress.com/2009/09/03/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B6%E0%B8%94-%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%99/

ronakorn 10:22 am on กันยายน 3, 2009


สั่งยึด สนามกอล์ฟอัลไพน์ คืนเป็นธรณีสงฆ์-จับตา ‘วิชัย’ เกียร์ว่าง


สนามกอล์ฟอัลไพน์

นายกฯ สั่งยึดสนามกอล์ฟอัลไพน์ อสังหาริมทรัพย์ฺในเครือข่าย “นช.แม้ว” คืนให้เป็นธรณีสงฆ์
ตามคำวินิจฉัยของกฤษฎีกา ขณะลิ่วล้อสุเทพ”ปลัดมหาดไทย”เข้าเกียร์ว่าง ส่อละเว้นปฏิบัติหน้าที่
โดยมิชอบ ผิด ม.157
เผยกรมที่ดินเคยทำหนังสือทวงแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังนิ่งเฉย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือสั่งการไปถึงนายชวรัตน์ ชาญวีรกุล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่กำกับดูแลกรมที่ดิน เพื่อให้ดำเนินการเพิกถอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน
หมู่บ้าน และสนามกอล์ฟอัลไพน์ ให้กลับมาเป็นที่ดินธรณีสงฆ์ ตามที่กฤษฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่า ที่ดิน หมู่บ้าน
สนามกอล์ฟดังกล่าว เป็นที่ธรณีสงฆ์ และให้เพิกถอนกรรมสิทธิ์ ให้กลับมาเป็นสาธารณะประโยชน์
ตามกฎหมายคณะสงฆ์ พ.ศ.2505
สำหรับเรื่องดังกล่าว หลังจากที่มีคำวินิจฉัยกฤษฎีกา
กรมที่ดินได้ทำหนังสือไปถึงนายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย แล้วถึง 2 ครั้ง เพื่อให้ดำเนินการเพิกถอน
คือ หนังสือลงวันที่ 15 มิถุนายน 2552 และ 9 กรกฎาคม 2552 ครั้งล่าสุดคือ วันที่ 1 กันยายนนี้ แต่นายวิชัย
ไม่ได้เร่งดำเนินการ ทั้งๆ ที่ ในคำวินิจฉัย กฤษฎีากระบุชัดเจนว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยไม่ต้องดำเนินการ
ตามคำเห็นของปลัดฯ คนก่อน คือ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่เคยนั่งเป็น
ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้เพียง 1 เดือน ที่ทำการยื่นอุทธรณ์คำสั่งของกรมที่ดินที่ให้เพิกถอน
ซึ่งจะเป็นเหตุทำให้นายวิชัย ถูกฟ้องร้องเป็นคดีความ ในฐานะการเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือ
ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ประเด็นดังกล่าว มีที่มาจาก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จำนวน 22 คน นำโดยนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
ได้เคลื่อนไหวและทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้สั่งการเพิกถอนกรรมสิทธิ์ในสนามกอล์ฟอัลไพน์
จนในที่สุดนายกฯ ได้ทำหนังสือถึง รมว.มหาดไทยแล้ว
ทั้งนี้ การที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ร้องเรียน
เรื่องดังกล่าว เนื่องจากที่ดินดังกล่าวมีการถือครองโดยมิชอบเพราะมีนักการเมืองเข้าไปมีส่วนเกี่ยงข้อง
แต่หลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกา เคยมีมติ 55 ต่อ 3 เสียง เมื่อต้นปี 2545 ว่าที่ดินบนสนากอลฟ์อัลไพน์
เป็นธรณีสงฆ์ ต้องคืนให้แก่วัด
แต่หลังจากนั้นได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ไปอีกหลายทอดจนถึง พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันหลบหนีคดีทุจริตไปอยู่ต่างประเทศ เท่ากับเชื่อได้ว่ามีการใช้ตำแหน่ง
หน้าที่นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นให้ได้มา ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยมีการซื้อขายในราคาที่ต่ำเกินจริง

สำหรับที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ มีเนื้อที่ประมาณ 770 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณคลอง 5 จ.ปทุมธานีนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา
เจ้าของที่ดินเดิมได้เขียนพินัยกรรมยกให้เป็นที่ดินธรณีสงฆ์ แต่ภายหลังกลับมีการทำผิด พ.ร.บ.คณะสงฆ์ด้วยการ
นำที่ดินไปขายให้กับกลุ่มนายเสนาะ เทียนทอง ทำเป็นสนามกอล์ฟ และต่อมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ได้ซื้อสนามกอล์ฟแห่งนี้ต่อจากนายเสนาะ
กรณีดังกล่าวมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์
รมว.มหาดไทย สังกัดพรรคไทยรักไทย เมื่อปี 2545 รวมทั้งมีการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ในปีเดียวกัน
แต่เรื่องกลับเงียบหายไป จนกระทั่งเมื่อวันที่ 28 พ.ค.2552 นายสมเกียรติ และ 22 ส.ส.ได้ยื่นหนังสือถึง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการเพื่อนำที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์กลับมาเป็น
ที่ดินธรณีสงฆ์ต่อไป

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน

http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t620.htm

http://tnews.teenee.com/politic/4598.html

อำนาจหมด ตอผุด ขุดคุ้ย สนามกอล์ฟอัลไพล์


<table width="95%" border="0" cellpadding="2" cellspacing="2"><tr><td class="A14" valign="top">มีชัย ทวงถามใครเอ่ย ? ต้องรับผิดกรณี สนามกอล์ฟอัลไพน์ "เพื่อให้ความยุติธรรมเดินหน้าต่อไปได้"

จากประชาชาติธุรกิจ

สัปดาห์ที่ผ่านมาคนที่รับใช้ระบอบทักษิณถูกเช็กบิลไม่เว้นแต่ละวัน
วันพฤหัสฯ (28 ก.ย.) พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
ชิงยื่นใบลาออกกับนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง
ในฐานะประธานคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ไปเรียบร้อยแล้ว
โดยอ้างว่าจะไปทำงานส่วนตัว

</td></tr></table>
<table width="95%" border="0" cellpadding="2" cellspacing="2"><tr><td class="A14" valign="top">ล่า
สุด "พิบูลรัฐ รักยุติธรรม" ได้ตั้งกระทู้ถาม นายมีชัย ฤชุพันธุ์
เจ้าของเว็บไซต์ meechaithailand.com และประธานร่างรัฐธรรมนูญการปกครองว่า


ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาฯเคยให้แนวทางในเรื่องที่ดินที่เป็นมรดกของวัด
ที่มีการนำมาจัดสรรส่วนหนึ่งและเป็นสนามกอฟล์อัลไพน์ส่วนหนึ่งนั้น
ทำไมไม่มีการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายเสียที


เรื่องนี้มีคำพิพากษาฎีกาเป็นบรรทัดฐานไว้หลายฎีกา และไม่มีอายุความน่าจะทำให้ถูกต้อง
ไม่ควรปล่อยให้ผิดกฎหมายต่อไปอย่างไม่รู้จบ เป็นหน้าที่ของผู้ใด หน่วยงานใด
ที่จะต้องดำเนินการให้ถูกต้อง หรือว่าทักษิณอยู่เหนือกฎหมาย ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
เรื่องนี้นักกฎหมายเข้าใจดีทุกคน (ครับ)

</td></tr></table>
<table width="95%" border="0" cellpadding="2" cellspacing="2"><tr><td class="A14" valign="top">นายมีชัยตอบคำถามแบบสั้นๆ แต่ตรงประเด็นว่า
ว่างๆ ก็น่าจะลองไปกล่าวโทษอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นคนทำเรื่องนี้ดู
ความยุติธรรมจะได้เดินหน้าต่อไปได้

มื่อย้อนกลับไปดูปลัดกระทรวงมหาดไทยในช่วงเกิดเหตุมีเพียงคนเดียวคือ
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ คนนี้นี่เอง


</td></tr></table>
<table width="95%" border="0" cellpadding="2" cellspacing="2"><tr><td class="A14" valign="top">จริงๆ แล้วกรณีสนามกอล์ฟปรากฏอยู่ในสำนวนคดีซุกหุ้น โดยตอนหนึ่ง
พ.ต.ท.ทักษิณได้ให้สัมภาษณ์นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง (22 เมษายน 2542) ว่า

"สนามกอล์ฟนี้นะครับ ราคาที่ผมจ่ายไป 500 ล้าน มีที่อยู่ประมาณเกือบ 500 ไร่
และมีคลับเฮาส์หลังเบ้อเร่อ สร้างด้วยเงินร้อยกว่าล้าน worth ไหมครับ
และเป็นสนามกอล์ฟที่ใช้แข่งเอเชียนเกมส์ เพราะฉะนั้นไม่เป็นการช่วยเหลือหรอกครับ
เป็นการซื้อกันทางธุรกิจในฐานะคนรู้จักกันมาเจรจาค้าขายกันและมองว่าเป็น
สิ่งที่ worth ที่จะซื้อกัน ผมก็เลยซื้อก็เท่านั้น

คงไม่เป็นเรื่องบุญคุณ ผมไม่ได้มีบุญคุณอะไรกับคุณเสนาะ (เทียนทอง)
เป็นเรื่องของผม เพราะคุณเสนาะมาเสนอขาย ราคามันสมเหตุสมผล ผมก็เลยซื้อ
บังเอิญเป็นคนรู้จักกันเท่านั้นเอง"</td></tr></table>

<table width="95%" border="0" cellpadding="2" cellspacing="2"><tr><td class="A14" valign="top">นี่คือปฐมบทที่ทักษิณ หรือเอสซี แอสเสทไปซื้อสนามกอล์ฟอัลไพน์ซึ่งเดิมเป็นที่ดิน
ของวัดธรรมิการามวรวิหาร มรดกนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา

"ประชาชาติธุรกิจ" ตามค้นคว้ากลับไปดูคำวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขที่ 73/2544
พบว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาที่มีนายชัยวัฒน์ วงศ์วัฒนศานต์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
ในยุคนั้น ฟันธงไว้แบบชัดๆ โต้งๆ แบบดิ้นออกทางอื่นไม่ได้ หากไม่มีเจตนาซ่อนเร้น

</td></tr></table>
<table width="95%" border="0" cellpadding="2" cellspacing="2"><tr><td class="A14" valign="top">ครั้งนั้นนายชัยวัฒน์สรุปแบบฟันธงว่า กรณีของที่ดินมรดกสองแปลงของนางเนื่อม
ที่เป็นปัญหานี้

นางเนื่อมได้สั่งไว้ในพินัยกรรมว่า ยกให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหาร
ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมจึงชอบแต่จะจัดการจำหน่าย จ่าย โอน ที่ดินมรดกให้แก่วัด
ผู้รับมรดกตามพินัยกรรมเท่านั้น จะโอนให้แก่บุคคลอื่นที่พินัยกรรมมิได้ระบุให้เป็นผู้รับพินัยกรรมไม่ได้

</td></tr></table>
<table width="95%" border="0" cellpadding="2" cellspacing="2"><tr><td class="A14" valign="top">สำหรับพินัยกรรมที่ระบุให้เจ้าอาวาสวัดจัดการมอบอสังหาริมทรัพย์และจำนวนเงิน
ซึ่งได้แก่วัด รวมทั้งสิ้นแก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยช่วยจัดทำผลประโยชน์
เพื่อใช้บำรุงวัดนั้น

ย่อมมีเจตนาเป็นเพียงการมอบหมายให้มูลนิธิดำเนินการจัดหาผลประโยชน์จาก
ที่ดินมรดกแทนวัด ไม่ใช่ให้มูลนิธิเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวต่อจากวัดแต่อย่างใด

ดังนั้นการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินมรดกที่ตกได้แก่วัดตามพินัยกรรมให้แก่มูลนิธิ ตามความในข้อ 4
ของพินัยกรรม จึงย่อมเป็นอันตกไป

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น มูลนิธิ ในฐานะ ผู้จัดการมรดกของนางเนื่อม จึงต้องโอนที่ดิน
มรดกตามพินัยกรรมที่ระบุให้ตกแก่วัด ให้แก่วัดได้เท่านั้น จะโอนให้แก่บุคคลอื่นนอกเหนือจากวัด
ไม่ได้การโอนที่ดินมรดกให้แก่บุคคลอื่นนอกเหนือจากบุคคลที่ระบุให้เป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรม
จึง
เป็นการกระทำที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของเจ้ามรดกซึ่งไม่ผูกพันทายาทและจะต้องรับ
ผิดต่อทายาทตามมาตรา 1720 (21) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ชั่วโมงนี้เมื่อน้ำลด ตอย่อมผุดเป็นธรรมดา เรื่องแบบนี้กรรมใดใครก่อ (โยม)


</td></tr></table>

โดย :พราวฟอง
โพสเมื่อ [ วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม 2549 เวลา 06:14 น.]

http://tnews.teenee.com/etc/12567.html
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน นายรุจิระ บุนนาค ทนายความผู้รับมอบอำนาจ
จาก นายทวีพงษ์ นายชุติพงษ์ และนายสำรวม วิชัยดิษฐ ญาติของนายธวัช อดีตส.ส.พรรคประชาธิปตย์
และนางวราภรณ์ วิชัยดิษฐ บิดาและมารดา ซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินแอร์บัส เอ 310 -240 ตก
ที่ จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541 ไปศาลแพ่งรัชดาเพื่อยื่นฟ้อง บ.จำกัด ร่วมทุนแอร์บัส
เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งในความผิดฐานละเมิดเรียกค่าเสียหายกว่า 99 ล้านบาท


ภาพประกอบข่าวจากอินเตอร์เนต
คำฟ้องโจทก์ระบุความผิดจำเลยสรุปว่า เนื่องจากจำเลยออกแบบผลิตเครื่องบินลำดังกล่าว

โดยขาดความเฉลียวและละเอียดรอบคอบ ปราศจากความระมัดระวัง เป็นเหตุให้ในขณะที่เครื่องบิน
เข้าสู่ภาวะร่วงหล่นได้
และหากบังเอิญมีความผิดพลาดของระบบไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
สามารถนำไปสู่อุบัติเหตุเครื่องตกได้ ซึ่งจากผลการตรวจสอบทางเทคนิคของคณะกรรมการสอบสวนแห่งชาติ
และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ทราบว่าเครื่องบินลำดังกล่าวมีปัญหา ประกอบกับทางบริษัทฯ
ไม่เปิดเผยข้อบกพร่องบางประการให้บริษัท การบินไทยทราบ ทำให้นักบินประสบปัญหาดังกล่าว
ศาลนัดพร้อมคู่ความวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ ส่วนการฟ้องร้องบริษัทการบินไทยฯ ได้ถอนฟ้องไปแล้ว
หลังมีการไกล่เกลี่ย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุการณ์เครื่องบินตกในครั้งนั้น

นายเจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ นักร้องดังและผู้บริหารค่ายดนตรีมีฟ้าสังกัดเครือแกรมมี่
ได้เดินทางไปพร้อมกับเครื่องบินแอร์บัสลำดังกล่าวด้วย แต่ได้รับบาดเจ็บเพียงเพียงเล็กน้อย
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:



http://www.oknation.net/blog/print.php?id=117308
ย้อนรอย..โศกนาฎกรรม..บินไทย..ตกรันเวย์สนามบินสุราษฎร์..มาถึง..วันทูโก..หลุดรันเวย์ภูเก็ต


โศกนาฎกรรม!!ที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินในประเทศไทยมีน้อยครั้งนักไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินระเบิดกลางเวหา
พุ่งชนรันเวย์ หรือ แม้กระทั่งลอบวางระเบิด
หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้วประเทศไทยมีน้อยครั้ง
ที่จะเกิดอุบัติเหตุรุนแรงลักษณะนี้
เมื่อเกิดขึ้นกับสายการบินใด สายการบินหนึ่งแล้วย่อมนำมาซึ่ง
ความสูญเสียอย่างมหาศาล ทั้งสูญเสียชีวิต ความน่าเชื่อถือไว้วางใจบริการสายการบินนั้นๆ หรือ
ภาพของการท่องเที่ยว
ย้อนมองไปในอดีตโศกนาฎกรรม!!ที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินมีให้เห็นมาแล้วครั้งหนึ่ง
โดยครั้งนั้นทำให้ลูกเรือสังเวยชีวิตไปกว่าหนึ่งร้อยราย
เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนั้นเกิดขึ้นช่วง
ย่ำค่ำวันที่ 11 ธันวาคม 2541
เครื่องบินแอร์บัส เอ 310-204 เที่ยวบิน"ทีจี 261" ของบริษัทการบินไทย
บรรทุกผู้โดยสาร 146 คนเตรียมที่จะลงแตะรันเวย์ภายในสนามบิน จ.สุราษฎร์ธานี ตามปกติ

แต่เริ่มไม่ปกติและทำให้ผู้โดยสารทั้งลำใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ก็เห็นจะเป็นความพยายามของกัปตัน
ประจำเครื่องที่พยายามนำเครื่องลงจอดถึง 2 รอบ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
และแล้วสิ่งที่ทุกคน
ประหวั่นพรั่นพรึงก็เกิดขึ้นในความพยายามนำเครื่องลงจอด ครั้งที่ 3 เมื่อเจ้านกยักษ์เสียหลัก
ไถลออกจากรันเวย์แล้วพุ่งชนทุกอย่างที่ขวางหน้าไป หยุดอยู่ที่ป่าละเมาะห่างจากสนามบินประมาณ 500 เมตร
แรงกระแทกทำให้เครื่องขาดออกเป็น 3 ท่อน ไฟไหม้ส่วนหาง ส่วนกลางและส่วนหัว เครื่องจมน้ำ
ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 101 ศพ และมีผู้รอดชีวิตเพียง 45 คน !!!

ในหมู่ผู้เสียชีวิตมีผู้มีชื่อเสียงหลายคน อาทิ นายธวัช วิชัยดิษฐ ส.ส.สุราษฎร์ธานีและภรรยา คือ
นางวราภรณ์ วิชัยดิษฐ นางศิริรัตน์ ศรีเทพ น้องสาว นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รมว.คมนาคม
(ในขณะนั้น) น.พ.โกวิท วรพงษ์สิทธิกุล ผอ.โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชฉวาง และแพทย์ชนบทดีเด่น
ปี 2541 เป็นต้น
ส่วนผู้รอดชีวิตก็โด่งดังไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ นายเรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ หรือ
"เจมส์ ข้าวมันไก่" นักร้องชื่อดังค่ายอาร์เอส
ที่ชูสองนิ้วออกมาจากเครื่องได้อย่างปาฏิหารย์




ในส่วนของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ก็ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้เสียชีวิต
คนละ 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.6 ล้านบาทต่อค่าเงินในขณะนั้น) และจ่ายให้แก่ผู้บาดเจ็บ
คนละ 2 แสนบาท
สำหรับ สาเหตุการตกของเครื่องบินยังไม่เป็นที่แน่ชัดจนบัดนี้
บ้างก็ว่าอาจจะมาจากความประมาทของนักบินบวกกับสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย
บางกระแสก็ว่าน่าจะมาจากการรบกวนของคลื่นโทรศัพท์มือถือ
(จนตอนหลังต้องรณรงค์ให้เลิกใช้โทรศัพท์ขณะโดยสารอยู่บนเครื่อง)
รวมทั้งประเด็นความบกพร่องของสนามบินที่ไม่มีอุปกรณ์นำร่องในการลงจอดที่ทันสมัยเพียงพอ

จนมาถึงเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2544 หลายคนยังจำกันได้ในสมัย "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"เป็นนายกรัฐมนตรี
ในครั้งนั้นเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วประเทศและทั่วโลก
เมื่อเครื่องบินของสายการบินไทย ที่จอดเทียบท่า
อยู่สนามบินดอนเมือง เพื่อรอรับผู้โดยสารบินไปยังจังหวัดเชียงใหม่ โดยหนึ่งในผู้โดยสารในเที่ยวบินดังกล่าว
ก็มีผู้นำของประเทศ"พ.ต.ต.ทักษิณ"
ก่อนที่ผู้โดยสารขึ้นเครื่องไม่กี่นาทีเครื่องบินลำดังกล่าวเกิดระเบิดขึ้น
กลางสนามบินดอนเมือง สร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนจำนวนมาก
โชคดีของผู้โดยสารที่ยังไม่มีใครขึ้นบนเครื่องบินจึง
ไม่มีใครสังเวยชีวิตในครั้งนั้น
แต่ก็เป็นที่กังขาของหลายฝ่ายว่าระเบิดเครื่องบินไทยครั้งนั้นเกิดจากเหตุอะไรกันแน่
ลอบวางระเบิดนายกฯ..? วินาศกรรม..? ความประมาท..? อุบัติเหตุ..? จนวันนี้คำถามเหล่านี้ก็ยังไม่ได้รับความชัดเจน


24ชั่วโมงของทักษิณ:บทที่ 1 เสียงโทรศัพท์ยามรุ่งอรุณ(ตอนที่1)
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทักษิณเอาชีวิตรอดมาได้ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 มีนาคม2544
เมื่อเขาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียง 25 วันเขาก็ได้รับรู้รสชาติของการถูกลอบสังหารในวันนั้น
เครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำหนึ่งของการบินไทยซึ่งบรรทุกผู้โดยสารจำนวน 129 คนเดินทางจากกรุงเทพฯ
ไปยังจังหวัดเชียงใหม่ผู้โดยสารบนเครื่องซึ่งรวมทั้งทักษิณที่เพิ่งได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วย
ลูกชายรวมทั้งข้าราชการจำนวน 20 คนเตรียมพร้อมขึ้นเครื่องวินาทีที่เครื่องบินเตรียมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้านั้น
ที่นั่งชั้นหนึ่งหมายเลข 11A ที่เขาได้จองไว้เกิดระเบิดขึ้นกะทันหัน ผู้โดยสารที่อยู่บริเวณรอบๆที่นั่งนั้น
ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากแต่ที่โชคดีก็คือที่นั่งนี้ไม่มีใครนั่งอยู่ในตอนนั้น ทักษิณผู้ซึ่งตรงต่อเวลามาโดยตลอด
ตัดสินใจที่จะรอลูกชายซึ่งก็คือนายพานทองแท้ที่มาถึงช้า วันนั้นลูกชายก็ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงมาช้า 25 นาที
แต่ในที่สุดก็ได้ช่วยชีวิตพ่อของตนไว้ได้

http://www.karoon-saingam.net/violence_thaksin.pdf

3. การปฏิบัติของหน่วยที่รับผิดชอบภายหลังเครื่องบินเกิดเหตุระเบิด
3.1 เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน กองสรรพาวุธ สถาบันนิติ เวชวิทยา พนักงานสอบสวน
กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และแผนกทำลายวัตถุระเบิด
กรมสรรพาวุธทหาร อากาศ ได้นำเขม่าที่ติดอยู่กับชิ้นส่วนของเครื่องบินและที่ศพผู้เสียชีวิตไปตรวจสอบ
ด้วยเครื่องมือ Gas Chromatograph พบสาร Research Department Explosive (RDX) เป็นส่วนใหญ่
และสารประกอบประเภท Chlorates ด้วย โดยที่สาร RDX เป็นส่วนประกอบ สำคัญของดินระเบิดแบบ
ซีโฟร์ (Composition-4) คณะพนักงานสอบของ สตช.ได้ข้อสรุปเบื้องต้น เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2544 ว่า
การระเบิดขึ้นในบริเวณห้องเก็บสินค้าส่วนด้านหน้าในสุด ค่อนไปทางซ้ายของลำตัวเครื่องบิน
บริเวณใต้ที่นั่งชั้นประหยัด (Y-Class) หมายเลข 32-36 ห่างจากที่นั่งชั้น ธุรกิจ (J-Class) ประมาณ 5-6 แถว

http://www.eppo.go.th/admin/cab/cab-2545-01-22.html#16
http://www.thaicabincrew.com/forums/viewtopic.php?f=6&t=40347
โบอิ้ง 737-400 เวอร์ชั่น 1 (734) -- 9 ลำ
-- ชั้นธุรกิจ จัดแบบ 2-2 จำนวน 12 ที่นั่ง , ชั้นประหยัด จัดแบบ 3-3 จำนวน 137 ที่นั่ง รวมทั้งหมดจำนวน 149 ที่นั่ง



http://aviation-safety.net/database/record.php?id=20010303-1



http://jetphotos.net/showphotos.php?regsearch=HS-TDC
http://www.airdisaster.com/cgi-bin/view_details.cgi?date=03032001%C2%AE=HS-TDC&airline=Thai+Airways+International

http://www.hflight.net/forum/v-print/m-1128161955/
http://www.thaicabincrew.com/forums/viewtopic.php?f=23&t=9279
"Boeing
737-400" (เมื่อกล่าวถึง Boeing รุ่นนี้ทีไรจะทำให้ผมร้องไห้ทุกครั้งไป
เครื่องบินรุ่นนี้นับเป็นรุ่นที่ได้พรากคนที่ผมรู้จักไป 1 คนอย่างไม่มีวันกลับ
เพราะลำที่ชื่อพระราชทานว่า "นราธิวาส (HS-TDC)"
ที่เกิดเพลิงไหม้อย่างไม่ทราบสาเหตุขณะจอดอยู่ที่ Gate 62
เพื่อเตรียมทำการบินไปยัง จ.เชียงใหม่ ซึ่งทำให้มีลูกเรือชาย เสียชีวิต 1 คน ครับ


ในที่สุดโศกนาฎกรรม..ทางเครื่องบินก็เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกครั้ง....



ช่วงบ่ายวันที่ 16 ก.ย. "วันทูโก"หลุดรันเวย์ ที่สนามบินภูเก็ต พุ่งชนกำแพงดินข้างรันเวย์ทำให้ลูกเรือ
เสียชีวิต 88 ศพ บาดเจ็บ 42 คน
นับเป็นความสูญเสียอีกครั้งของพี่น้องชาวไทย..รวมทั้งนักท่องเที่ยว
ขอไว้อาลัย ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

https://www.fly12go.com/b2c/aboutus.php
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2533 เมื่อคุณอุดม ตันติประสงค์ชัย ประธานบริหาร และกรรมการผู้จัดการ
บริษัทโอเรียนท์ ไทย แอร์ไลน์ ได้เริ่มต้นธุรกิจสายการบินในกัมพูชาขึ้น จนกระทั่งในปี 2537
จึงย้ายฐานทางธุรกิจเข้ามาเริ่มต้นเปิดเส้นทางการบินภายในประเทศ โดยใช้จังหวัดในอีสานและ
ภาคเหนือเป็นศูนย์กลาง ในยุคที่รัฐบาลยังคงเป็นผู้ผูกขาดธุรกิจการบินในประเทศไทย
แม้จะต้องฝ่าฟันมรสุมทางธุรกิจการบินที่โหมกระหน่ำในยุคผูกขาดน่านฟ้ามากว่า 10 ปี
หากแต่โอเรียนท์ ไทย ก็ยังหยัดยืนเป็นสายการบินหนึ่งในไม่กี่สายการบินของคนไทย
ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้โดยสารมาอย่างยาวนาน ไม่เฉพาะแค่คนไทยเท่านั้น
แม้แต่องค์กรระดับนานาชาติ ก็ยังเชื่อถือให้โอเรียนท์ไทยเข้าร่วมเป็นสายการบินช่วยอพยพ
ผู้ลี้ภียจากประเทศต่าง ไม่ว่าจะเป็นการอพยพผู้ลี้ภัยชาวโคโซโวจากประเทศออสเตรเลีย

หรือการช่วยส่งผู้ลี้ภัยชาวติมอร์กลับประเทศ เป็นต้น และด้วยความไว้วางใจที่ได้รับมาตลอดนี่เอง
ที่ทำให้โอเรียนท์ไทยแอร์ไลน์ กล้าที่จะประกาศศักยภาพของสายการบินไทย ด้วยการก้าวลงสู่
สนามการแข่งขันทางธุรกิจ "สายการบินราคาประหยัด" ( Lowcost Airlines )
ทันทีที่ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศนโยบายเปิดน่านฟ้าเสรี ในปี 2545
http://www.naewna.com/news.asp?ID=137352
บุคคลแนวหน้า ประจำวันที่ 8 ธันวาคม 2551

<li type="square">ถืออยู่ในมือท่านฉบับนี้ คือ หนังสือพิมพ์แนวหน้า ทุกบรรทัดตรงไปตรงมา..

</li><li type="square">..เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาถนนการเมืองฝุ่นตลบไปค่อนประเทศ
เพราะมีการเดินเกมชิงจัดตั้งรัฐบาลและสังคมไทยโล่งอกโล่งใจไปได้หน่อยหนึ่ง
หลัง สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รวม สส.จากอดีต
พรรคชาติไทย,อดีตพรรคมัชฌิมาธิปไตย,พรรคเพื่อแผ่นดิน,พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
และกลุ่มเพื่อนเนวิน(อดีตพลังประชาชน)..

</li><li type="square">..รวมได้ 260 เสียง สามารถส่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้เลย..

</li><li type="square">..เงื่อนไขนี้ ภาคเศรษฐกิจ อย่าง ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย บอกว่า รับได้ เป็นไปตามข้อเรียกร้องของเอกชน..

</li><li type="square">..สมภพ มานะรังสรรค์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬา ก็บอกว่า เห็นทางสว่างแล้ว เพราะเป็นการปลดล็อกทางการเมือง..

</li><li type="square">..สมชัย จิตสุชน จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ก็เชื่อว่า สลับขั้วการเมืองใหม่
ลดความขัดแย้งได้ และไม่มีเหตุผลที่"เสื้อแดง" จะออกมาก่อความวุ่นวาย
เพราะทุกอย่างเป็นไปตามครรลองระบบประชาธิปไตย..

</li><li type="square">.. "มือปราบ"ก็อยากเห็นบ้านเมืองสงบเรียบร้อย อยากเห็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี..

</li><li type="square">..ขอชื่นชม ทุกกลุ่มที่ร่วมกันสร้างการเมืองใหม่ตามที่สังคมต้องการ โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนเนวิน คาวบอยอีสานในคราบผู้ร้ายที่กลายเป็น ริงโก้ จังโก้ พระเอกของประชาชน ..

</li><li type="square">..กลุ่มเพื่อนเนวิน มาร่วมสร้างการเมืองใหม่ ชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาก็ต้องมาด้วย งานนี้เรียกว่ายอมเจ็บเพื่อชาติ..

</li><li type="square">..บรรทัดนี้ทุกฝ่ายต้องหยุดเรื่อง ส.ป.ก.4-01,คดีบีบีซี การโชว์จับกระจง
เอาไว้ก่อนและปล่อยให้เป็นตำราการเมืองของคนรุ่นหลัง(ฮา!)
เพราะจะได้มีเวลาทำงานกันซะที..00..น่าเสียดาย ป๋าเหนาะ-เสนาะ เทียนทอง
เจ้าพ่อวังน้ำเย็น สถานการณ์แบบนี้เหมือนเปิดถ้วยแทงไฮโล ยังแทงผิดอีก..

</li><li type="square">..แต่เชื่อว่าสุดท้าย ป๋าเหนาะ ก็ต้องมาร่วมการเมืองใหม่..

</li><li type="square">..เราคงเห็นรัฐบาลการเมืองใหม่ในเร็วๆ นี้ แต่ช้าก่อน!!!"แห้ว"เป็นของแสลงใจที่ไม่เข้าใครออกใคร กลุ่มอำนาจเก่าที่หลงเหลืออยู่ คือ พรรคเพื่อไทย(อดีตพลังประชาชน),พรรคประชาราช
และพวกลูกผีลูกคนอีกจำนวนหนึ่ง ก็ประกาศจัดตั้งรัฐบาลด้วย โดยอ้างว่า
รวบรวมสส.ได้ 228 เสียง แต่ยังไม่รู้จะให้ใครเป็นนายกฯ
เพราะยังมีเวลาเหลือเฟือ ที่จะดูด สส.เข้าพรรค..

</li><li type="square">..แต่ก่อนหน้านี้ คนในพรรคเพื่อไทยมีข่าวเป็นนายกรัฐมนตรีบนหน้าหนังสือพิมพ์หลายคน ทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม
อยู่บำรุง และ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ถึงวันนี้ก็อาจจะต้องรอไปก่อน..

</li><li type="square">..จะว่าไปแล้ว ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เป็นเรื่องอาถรรพ์ คนอยากเป็นก็ไม่ได้เป็น คนที่ไม่อยากเป็นก็ได้เป็น..

</li><li type="square">..ประชุมพรรคเพื่อไทย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้บรรลัยทางการเมือง มาร่วมด้วย โดยไม่ต้องหนีม็อบมือตบ..

</li><li type="square">..บรรยากาศเหงาสุดท้าย ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย..

</li><li type="square">..ยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นคนสุราษฎร์ธานีเป็นน้องชายของ ดร.ธวัช วิชัยดิษฐ อดีต สส.สุราษฎร์ธานี
พรรคประชาธิปัตย์ที่ตกเครื่องบินเสียชีวิต เมื่อ 11 ธันวาคม 2541 ..

</li><li type="square">..ยงยุทธ ผู้นี้ เคยเป็นปลัดเทศบาลนครหาดใหญ่ ผวจ.ตรัง พุ่งพรวดพราดถึงเก้าอี้ รักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย ..

</li><li type="square">..มีผลงานฉาว คือ การแก้ปัญหา กรณี คุณยายเนื่อม ชำนาญชาติศักดา บริจาคที่ดินย่านปทุมธานีเป็นธรณีสงฆ์ แต่ถูกโจรอุบาทว์ขโมยไป ทำสนามกอล์ฟ บ้านจัดสรร ในยุค เสนาะ เทียนทอง เป็น มท.2..

</li><li type="square">..มีการอภิปรายในสภาทั้งชวน หลีกภัย และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ท้าทายจริยธรรมนักการเมืองในขณะนั้นเป็นอย่างมาก..

</li><li type="square">..สุดท้าย ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ในฐานะรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ ใช้หลักทางรัฐศาสตร์ ทางการปกครอง ยุติความวุ่นวาย สับสนในกรณีดังกล่าว ส่งผลให้ การขโมยธรณีสงฆ์ เป็นสิ่งชอบธรรมไม่มีใครเสียหาย..

</li><li type="square">...จะว่าไปแล้ว วิทยายุทธ ของ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ยังต่ำชั้น กว่า นพดล ปัทมะ หลายช่วงตัว..

</li><li type="square">..เพราะ นพดล สามารถเสก พื้นที่พิพาทปราสาทพระวิหาร ให้เป็นของกัมพูชาได้สบายๆ ..

</li><li type="square">..ทว่า2 ผลงานดังกล่าว จึงถูกบันทึกไว้ในบัญชีหนังหมา และติดหน้าผาก ทั้ง ยงยุทธ-นพดล ตลอด 24 ชั่วโมง..

</li><li type="square">..สวัสดีครับ

มือปราบ </li>


วันที่ 8/12/2008


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Sun Nov 29, 2009 10:35 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Nov 30, 2009 3:40 pm

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01301152&sectionid=0130&day=2009-11-30

วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11587 มติชนรายวัน

หยุดทำร้ายประเทศไทย-ของจริง โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา พูดถึงข้อเสนอ "นครปัตตานี" ของ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ว่า
"ผมไม่เข้าใจสิ่งที่พลเอกชวลิตเสนออย่างชัดเจน คงต้องอภิปรายกันมากกว่านี้ แต่ผมเชื่อว่าท่านมีวาระแฝงในเรื่องนี้"
(แปลกลับจากภาษาอังกฤษ จึงอาจไม่ตรงทุกถ้อยคำ)

พลเอกชวลิตไม่เคยพูดอะไรชัดพอที่จะทำให้คนอื่นเข้าใจสักครั้งในชีวิต จึงเป็นธรรมดาที่คนอื่นมักเข้าใจว่า
ท่านมีวาระแฝงเสมอ ผลก็คือไม่เป็นที่ไว้วางใจของใคร โดยเฉพาะผู้มีอำนาจ เพราะผู้มีอำนาจย่อมอยากรู้อย่างแน่ชัดว่า
ท่านจะเอาอย่างไรกันแน่ ส่วนนักการเมืองอีกมากไม่สนใจว่าท่านจะเอาอะไรแน่ รู้แต่ว่าตัวจะเอาอะไรแน่
ถ้าเข้าไปเป็นบริษัทบริวารของท่าน

พลเอกชวลิตจึงเป็นคนอาภัพ เพราะหาบริษัทบริวารที่จะส่งเสริมบารมีของท่านจริงๆ ไม่ได้

ความไม่แน่ชัดนั้นเริ่มจากคำว่า "นคร" หากท่านหมายความว่าปัตตานีควรมีการปกครองเหมือนกรุงเทพฯ
คือเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดเอาเอง ย่อมก่อให้เกิดความสงสัยมากมาย เช่น ปัตตานีไม่ได้เป็นเขตเมืองเกือบ 100%
อย่างกรุงเทพฯ ท่านแน่ใจหรือว่า โครงสร้างการปกครองของกรุงเทพฯ เหมาะกับปัตตานี ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นชนบท

และเอาเข้าจริง ผู้ว่าฯกรุงเทพฯ มีอำนาจเพราะรัฐบาลกลางคืนอำนาจให้มากมายหรือ? ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว
อะไรๆ ก็ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐมนตรีมหาดไทย อำนาจที่พอมีอยู่บ้างไม่ได้มาจากโครงสร้างการบริหาร
เท่ากับ กทม.มีเงินมาก จึงสามารถทำอะไรได้เองหลายอย่างภายใต้กรอบแคบๆ ที่กฎหมายอนุญาตไว้ให้

ยิ่งมองไปถึงประชาชนกรุงเทพฯ แล้ว ยิ่งจะพบว่าไม่สามารถกำหนดอะไรได้สักอย่าง นอกจากไปเลือกตั้ง
เพื่อเปิดให้ผู้สมัครคนใดคนหนึ่งขึ้นมาดำรงตำแหน่ง เขาอนุญาตให้ทำอะไรต่อมิอะไรได้หลายอย่างข้างบ้านตัวเอง
เช่น เปิดศูนย์การค้า, สร้างตึกสูง, ปิดถนนเข้าบ้าน, ขุดท่อ ฯลฯ โดยไม่เคยต้องถามคนกรุงเทพฯ เลยสักอย่าง

ถ้าคิดว่าชีวิตของคนปัตตานี ถูกคนที่ไหนไม่รู้มากำกับควบคุม จนหมดทางเลือกในชีวิตของตน
รูปแบบการปกครองของกรุงเทพฯ จะช่วยให้เขาได้พบทางเลือกอันหลากหลายในชีวิตของเขาได้ละหรือ?

แท้ที่จริงแล้ว ปัญหาการรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจไว้ที่รัฐส่วนกลางมากเกินไปนั้นเป็นปัญหาของคนไทยทั้งประเทศ
ไม่เฉพาะแต่ในสามจังหวัดภาคใต้ ดังนั้น ระหว่างการทำเขตปกครองพิเศษเฉพาะพื้นที่กับการรณรงค์กระจายอำนาจ
กันอย่างจริงจัง ผู้นำที่เป็น "ความหวังใหม่" ของชาติ ควรจะทำอย่างไรกันแน่

ผมไม่ได้ปฏิเสธ "เขตปกครองพิเศษ" สำหรับสามสี่จังหวัดในภาคใต้ แต่เขตปกครองพิเศษนั้น
ควร "พิเศษ" ตรงไหนอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันคิดให้มากกว่าการบริหารรัฐกิจในรัฐที่รวมศูนย์อย่างหนัก
เพราะถึงอย่างไรก็ต้องยอมรับว่า สาม-สี่จังหวัดภาคใต้นั้นมีความ "พิเศษ" ทางด้านชาติพันธุ์, ศาสนา,
และวัฒนธรรมเป็นพิเศษ

เช่นเดียวกับข้อเสนอว่าต้องใช้การเจรจา หรือเปิดการเจรจา

คำถามที่ทุกคนคงนึกในใจทันทีก็คือเจรจากับใคร?

อาจจะเป็นเพราะความคุ้นเคยกับการต่อสู้กับการแข็งข้อของประชาชนบางกลุ่มที่รัฐไทยเคยทำมาก่อน
(เช่น พคท.) ฝ่ายรัฐมักคิดถึงการก่อการในภาคใต้ว่า มีการกำกับจากศูนย์บัญชาการที่จุดใดจุดหนึ่งเสมอมา
และด้วยเหตุดังนั้นจึงมีกลุ่มเคลื่อนไหวที่เข้ามารับสมอ้างว่า ตัวคือศูนย์บัญชาการดังกล่าว เช่น PULO
แต่ไม่มีหลักฐานหรือวี่แววใดๆ ที่ส่อว่า PULO มีอำนาจกำกับการเคลื่อนไหวจริง เช่นเดียวกับ BRN-Coordinate
ซึ่งฝ่ายข่าวกรองเชื่อว่าเป็นแกนหลักเบื้องหลัง

ในทางตรงกันข้าม จากการศึกษาเก็บข้อมูลกับผู้ปฏิบัติการจำนวนหนึ่งของนักวิชาการบางท่าน
พบว่าการระดมพล (recruitment) ก็ตาม, การฝึกก็ตาม, ความสัมพันธ์ของกลุ่มปฏิบัติการในท้องถิ่นก็ตาม,
การสื่อสารจากเบื้องบนถึงหัวหน้ากลุ่มปฏิบัติการในท้องถิ่นก็ตาม ล้วนมีแบบแผน (pattern) ที่ตรงกันทั้งสิ้น
จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปฏิบัติการแข็งข้อของคนเหล่านี้ในภาคใต้ต้องมีการกำกับจากจุดใดจุดหนึ่งบ้าง
ทั้งนี้ ยังไม่นับปฏิบัติการในพื้นที่กว้างขวางบางครั้ง เช่น การปล้นปืนจากค่ายทหาร หรือแผนก่อวินาศกรรม
เมืองขนาดใหญ่ เช่น ยะลา ในเวลาเดียวกัน ฯลฯ ทั้งหมดนี้ทำได้ก็ต้องมีศูนย์อย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่จะวางแผนและสั่งการให้เกิดการประสานงานกันได้ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม หากมีศูนย์ดังกล่าวนั้นจริง เขายังไม่ปรากฏตัว (ซึ่งแสดงว่าเขายังไม่พร้อมขึ้นโต๊ะเจรจา) ส่วนผู้ปรากฏตัว
ก็ดูเหมือนจะอ้างเอาเองฝ่ายเดียว นอกจากนี้ เท่าที่นักวิชาการสามารถสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติการ ในหน่วยย่อยท้องถิ่นได้
ก็ส่อว่าถึงมีศูนย์บัญชาการ แต่การจัดองค์กรของผู้ก่อการเหล่านี้ค่อนข้างจัดตั้งน้อย (unorganized)

เหมือนการก่อการร้ายและการต่อสู้ด้วยกองโจรทั้งหลาย การรักษาสายบังคับบัญชามักทำได้ยาก
และในระยะเวลานานหน่อย ก็มักทำให้กองกำลังแตกออกเป็นหน่วยย่อยๆ ที่มีแนวโน้มเป็นอิสระต่อกัน
แม้แต่ พคท.ซึ่งมีการจัดองค์กรรัดกุม ในระยะท้ายๆ ก่อนล่มสลาย ก็ดูเหมือนจะแตกออกเป็นหน่วยเฉพาะพื้นที่
ซึ่งไม่ได้อยู่ในความควบคุมบังคับบัญชาของพรรคมากนัก

ปัญหาจึงกลับมาอยู่ที่ว่า ในสภาพที่กองกำลังของผู้ปฏิบัติการในภาคใต้มีลักษณะดังกล่าว รัฐจะเจรจากับใคร
ไม่ว่าจะตกลงอะไรกัน ก็ไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าจะมีผลปฏิบัติจริงในภาคสนามหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ท่าทีที่พร้อมจะเจรจาของฝ่ายรัฐก็มีความสำคัญ แม้ไม่รู้ว่าจะเจรจากับใครก็ตาม
เพราะท่าทีเช่นนี้เปิดทางเลือกอีกทางหนึ่งให้แก่ผู้ปฏิบัติการกลุ่มต่างๆ ว่าจะยุติการปฏิบัติการแล้วกลับคืน
สู่ชีวิตปกติได้ ส่วนจะเป็นทางเลือกที่เขาจะเลือกหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่าง

แต่รัฐต้องเปิดทางเลือกดังกล่าวไว้เสมอ

การเจรจาอาจเกิดขึ้นกับกลุ่มปฏิบัติการระดับท้องถิ่น และหากเงื่อนไขอำนวยจนทำให้พวกเขายอมวางอาวุธ
เฉพาะกลุ่ม (เช่น 25 คน) ก็ยังดีกว่าที่เขาไม่มีทางออกนี้ไว้เลย

อันที่จริงผมคิดว่านโยบายเจรจาซึ่งนักการเมืองหลายคนเคยพูดถึงมาก่อนพลเอกชวลิต ควรเน้นการเจรจา
กับกลุ่มปฏิบัติการย่อยก่อน ในเมื่อเราไม่รู้ว่าใครคือศูนย์ควบคุมกำกับการแข็งข้อทั้งหมด

ดังนั้น จึงน่าเสียดายที่ ผบ.ทบ.กลับประกาศอย่างชัดเจนว่า "เราจะไม่เจรจากับเขา แต่เราจะใช้มาตรการ
ทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด" เพราะเมื่อปิดทางเลือกของเขา ก็เท่ากับปิดทางเลือกของเราด้วย สันติสุข
จะกลับคืนมาสู่ภูมิภาคนี้ได้ก็โดยวิธีเดียวคือ "สงคราม" ซึ่งทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตและเลือดเนื้ออีกมาก

นอกจากนี้ผบ.ทบ.ยังย้ำอีกว่า ท่านไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของพลเอกชวลิตที่ให้ประกาศนิรโทษกรรม
แก่ผู้ก่อการ พลเอกอนุพงษ์กล่าวว่า คนเหล่านี้เป็นฆาตกร ฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์ อีกทั้งยังต้องการแยกดินแดน
จึงไม่อาจปล่อยให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของกฎหมายได้

หากนโยบายเจรจากับผู้ปฏิบัติการกลุ่มย่อยระดับท้องถิ่น (หรือแม้แต่เจรจากับตัวการใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลัง
การแข็งข้อทั้งหมด) จะมีผลให้เกิดประโยชน์ได้จริง เงื่อนไขนิรโทษกรรมมีความสำคัญ แน่นอนการกระทำผิด
ต่อประชาชนผู้ไม่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องหนึ่งซึ่งรัฐไม่น่า จะมีอำนาจให้อภัยได้ แต่การกระทำผิดต่อรัฐ เช่น
ก่อวินาศกรรมสมบัติของแผ่นดิน, แยกดินแดน, ประทุษร้ายกองกำลังของฝ่ายรัฐในระหว่างการต่อสู้, ฯลฯ
ย่อมอยู่ในอำนาจของรัฐที่จะนิรโทษกรรมได้

ที่จริงแล้ว หากเชื่อว่า เราสามารถเริ่มต้นกันใหม่ได้ ก็ต้องยอมรับด้วยว่าเหตุที่เกิดขึ้นในภาคใต้เวลานี้
รัฐเองก็มีส่วนเป็นฝ่ายผิดด้วย (การรังแกประชาชน, การดูหมิ่นถิ่นแคลนอัตลักษณ์ของประชาชน, การรีดไถ,
การไม่ให้ความยุติธรรม ฯลฯ) ดังนั้น จึงต้องให้อภัยต่อการต่อต้านรัฐของพวกเขาที่ผ่านมา
และมาเริ่มต้นกันใหม่อย่างจริงจัง

ผบ.ทบ.ต้องพูดอย่างแยกแยะ การฟันธงดะไปหมดเช่นนี้ไม่ช่วยให้สถานการณ์เลวร้ายในภาคใต้ดีขึ้นแต่อย่างไร
นอกจากช่วยสร้างความไม่น่าเชื่อถือให้แก่คำพูดซึ่งไม่ค่อยน่าเชื่อถืออยู่ แล้วของประธานพรรคเพื่อไทยเท่านั้น

ความแตกแยกในการเมืองไทยเวลานี้ เพียงแค่มีประชาชนสองฝ่ายต่อสู้กันโดยไร้กติกาและเหตุผล
ก็ทำร้ายประเทศไทยจนอ่อนเปลี้ยถึงขนาดนี้แล้ว

ยังมีรัฐบาลที่เอาแต่วิวาทกับทักษิณรายวัน ก็ยิ่งซ้ำเติมให้ประเทศไทยเสียขาไปด้วย

หวังอยู่ว่าข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนจะไม่เข้าไปกระหน่ำซ้ำเติมความแตกแยกให้หนักข้อขึ้นไปอีก

แต่คำให้สัมภาษณ์ของ ผบ.ทบ.ไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากวนอยู่ในเกมการเมืองน้ำเน่า

เหมือนนักการเมืองที่พยายามจะเพิ่มเงินเดือนตัวเองเท่านั้น


หน้า 6

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Nov 30, 2009 3:52 pm

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000134769

ฝ่าวิกฤตโลก ยุทธศาสตร์โลก......ไทย (1)


9 พฤศจิกายน 2552 14:52 น.

โดย ยุค ศรีอาริยะ

วันนี้สังคมไทยกำลังก้าวถึงทางตัน เส้นทางที่เหลืออยู่ดูราวกับว่ามีเพียง 2 เส้นทางเท่านั้น ทางหนึ่งคือ
เส้นทางแบบประชาธิปัตย์ ที่แก้ปัญหาแบบไปวันๆ และไร้ทิศทางนำพาประเทศ ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งคือ
หวนกลับไปศิโรราบกับระบอบทักษิณ (แบบโกงบ้านกินเมือง)

ผู้คนจำนวนหนึ่งจึงเริ่มแสวงหาทางออกใหม่ ที่ไม่ใช่ทั้งแบบประชาธิปัตย์และระบอบทักษิณ

อะไรคือ “ทางออก” นี้

นี่คือ ที่มาของการคิดวาง “ยุทธศาสตร์ใหม่”

ไม่นานมานี้ ผมได้รับเชิญให้ไปร่วมอภิปรายเสนอแนวยุทธศาสตร์ให้แก่พรรคการเมืองใหม่และหลังจากนั้นไม่นาน
ผมก็ต้องเดินทางไปใต้ (ที่จังหวัดตรัง) เพื่อนำเสนอเรื่องยุทธศาสตร์เช่นกัน แต่ครั้งนี้เป็นยุทธศาสตร์ภาคประชาชน

พอไปถึงที่ประชุมพรรคการเมืองใหม่ ทางพรรคได้ทำเอกสารนำเสนอทิศทางทางยุทธศาสตร์ของพรรค
ผมอ่านแล้วพบว่าบทเสนอทางยุทธศาสตร์ส่วนใหญ่ยังเป็นการคิดและวางยุทธศาสตร์ ในกรอบของประเทศไทย

ผมจึงเริ่มอภิปรายว่า

ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของระบบโลก ถ้าเราจะคิดวางยุทธศาสตร์โดยเอาประเทศไทยเป็นกรอบคิด
ในเชิงยุทธศาสตร์เท่านั้นไม่ได้ พูดง่ายๆ พรรคการเมืองใหม่ต้องมียุทธศาสตร์ 4 ระดับคือ ยุทธศาสตร์ระดับโลก
ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ รวมทั้งระดับเมืองและชุมชน

จะวางยุทธศาสตร์โลก.....ไทยได้ ต้องใช้หน่วยวิเคราะห์ที่เรียกว่า “ระบบโลก” กล่าวคือ เราต้องรู้ว่า
ระบบโลกมีความเป็นมาอย่างไร และกำลังจะเคลื่อนตัวไปในทิศทางเช่นไรในอนาคต

ผมกล่าวต่ออีกว่า

ที่ผ่านมา ไม่มีพรรคการเมืองใดวางยุทธศาสตร์โลก.....ไทย เราคิดกันแค่ยุทธศาสตร์ระดับประเทศ ทั้งๆ ที่คนไทย
เริ่มตระหนักรู้ว่าประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของระบบโลกแล้ว

ที่น่าสังเกตก็คือ ประเทศมหาอำนาจ อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย จะมีการกำหนดวางยุทธศาสตร์โลก
และถือว่านี่คือยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญสูงสุด แต่ในทางกลับกัน บรรดาประเทศเล็กๆ ส่วนใหญ่ รวมทั้งประเทศไทย
ไม่มีการวางยุทธศาสตร์โลก

หรือพูดอีกแบบหนึ่งว่า ประเทศเล็กๆ เหล่านี้ ในเมื่อไม่มียุทธศาสตร์โลกของตัวเอง ทิศทางใหญ่ทางยุทธศาสตร์
เกือบทั้งหมดจะถูกกำหนดวางจากประเทศใหญ่ๆ เพื่อให้บรรดาประเทศเหล่านี้ปฏิบัติตาม

มองย้อนประวัติศาสตร์ไทย อย่างน้อยย้อนไปตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งถือว่าเป็นยุคที่ประเทศไทย
ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนโลกอย่าง สมบูรณ์แบบ ในยุคนี้ ชนชั้นนำสหรัฐอเมริกามีอิทธิพลเหนือ
การวางยุทธศาสตร์โลก…ไทย

ยุทธศาสตร์ของไทยจึงไม่เป็น “ไท” และเพื่อ “คนไทย” เพราะรัฐไทยมีฐานะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ
ยุทธศาสตร์สงครามของสหรัฐอเมริกา ถูกใช้เพื่อต่อต้านการลุกขึ้นสู้เพื่อเอกราชในสงครามอินโดจีน
รวมทั้งต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในเอเชีย

ภายใต้ยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา รัฐไทยจึงถูกสร้างให้เป็นรัฐทหารและรัฐราชการขนาดใหญ่แบบรวมศูนย์อำนาจ
โดยมีเป้าหมายยุทธศาสตร์สำคัญอยู่ที่การปราบปรามคอมมิวนิสต์ ดังนั้น กองทัพไทยจึงทำหน้าที่กลายเป็นส่วนหนึ่ง
ของกำลังรบของสหรัฐอเมริกา

แต่ในเวลาเดียวกัน ชนชั้นนำอเมริกันตระหนักรู้ว่า การปิดล้อมจีนและคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จะปิดล้อมเฉพาะด้านทหารอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องปิดล้อมทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมด้วย

ชนชั้นนำอเมริกาจึงช่วยวางยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจให้แก่ไทยด้วย นี่คือที่มาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติซึ่งมีการกำหนดวางแผนกัน ทุกๆ 5 ปี ภายใต้การชี้นำของ World Bank สถาบันการเงินโลก
ที่สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุน โดยมีเจตนาเพื่อผนวกระบบเศรษฐกิจไทยให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก
ที่มีศูนย์กลางที่ประเทศอเมริกา

เราจึงกลายเป็นประเทศทุนนิยมที่ต้องพึ่งพาและขึ้นต่อการลงทุนของทุนข้ามชาติ และมีระบบเศรษฐกิจ
ที่รวมศูนย์ความมั่งคั่งไว้ที่ศูนย์กลาง

ในช่วงประวัติศาสตร์นี้ ประเทศไทยไม่ได้ถูกถอนรากทางระบบการเมืองและเศรษฐกิจเท่านั้น
ประเทศไทยถูกถอนรากทางวัฒนธรรมอย่างสิ้นเชิงด้วย ผู้เชี่ยวชาญอเมริกันได้เข้ามาช่วยวางแผนปฏิรูป
ระบบวัฒนธรรมและการศึกษาของไทยใหม่หมด

วัฒนธรรมตะวันออกและระบบการศึกษาแบบเก่า (รวมทั้งหลักพุทธธรรม) ถูกหาว่าเป็นของโบราณล้าสมัย
และไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ประเทศไทยจึงหันไปรับวัฒนธรรมทุนนิยมอย่างเต็มตัวและวางระบบการศึกษาใหม่
ที่เป็นแบบตะวันตกขึ้น

ในยุคนั้น สหรัฐอเมริกากลายเป็น “ศูนย์กลาง” การศึกษาของไทย ถ้าจะเรียนปริญญาโท...เอก นักศึกษาไทย
ต้องเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งนักศึกษาด้านการทหารก็ต้องจบหลักสูตรสูงสุดจากสหรัฐอเมริกา

วัฒนธรรมอเมริกันคาวบอยแพร่ระบาดเข้าสู่ประเทศไทย เริ่มจากวัฒนธรรมพัฒนพงศ์....บรรดาสาวไทยใจกล้า
เต้นแก้ผ้า.....ชายไทยหันไปใส่กางเกงยีน สูบบุหรี่นอก และใส่หมวกแบบคาวบอย

ความสุขในมิติทางพุทธว่าด้วย ‘ความสุขสงบ’ ถูกแทนที่ด้วยความเชื่อใหม่ว่า “งานคือ เงิน เงินคืองานบันดาลสุข”

ความสุขแบบใหม่นี้ถูกสร้างได้จากอำนาจเงินตรา

ประเทศไทยจึงพัฒนากลายเป็นประเทศรัฐบริวาร (แบบกึ่งเมืองขึ้น) มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมพึ่งพาและ
ผลิตซ้ำวัฒนธรรมทุนนิยมแบบอเมริกานิยมในเวลาเดียวกัน

ไม่นานมานี้ ผมเคยนำเสนอในวงการวิชาการแห่งหนึ่งว่า

“ถ้ามองในกรอบของประเทศ เราจะเข้าใจว่าจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดคือ การปฏิวัติ 2475
แต่ถ้ามองจากกรอบของระบบโลกแล้ว จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไทยที่สำคัญที่สุดคือ ช่วง พ.ศ. 2500 ถึง 2516
การผนวกไทยเป็นส่วนหนึ่งของระบบโลกทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างสมบูรณ์แบบ รวมทั้งการรื้อถอน
ฐานวัฒนธรรมไทยเก่าอย่างสิ้นเชิง”

นอกจากนั้น ผมยังกล่าวอีกว่า

“ที่จริงแล้วการผนวกทางวัฒนธรรมมีความสำคัญยิ่งกว่าการผนวกประเทศทางเศรษฐกิจการเมืองเสียอีก
เพราะการผนวกทางวัฒนธรรมนี้สามารถเปลี่ยนค่านิยม ความเชื่อ ทฤษฎี และสร้างจิตวิญญาณใหม่
แก่ประชาชนไทยทั้งประเทศ”

ระบบการศึกษาใหม่สอนให้เยาวชนไทยและปัญญาชนไทยเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วน
ตัว โลภ และอยากรวย ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความมั่งคั่ง

เราถอนรากฐานระบบการศึกษาโบราณ (แบบตะวันออก) ที่เชื่อว่า คุณธรรมต้องนำความรู้ คุณธรรม
ต้องนำการเมืองและเศรษฐกิจ

เราจึงหลงผลิตแต่ “ผู้คนที่เห็นแก่ตัวและอยากรวย” ใส่เข้าไปในระบบเศรษฐกิจการเมืองและระบบราชการ
ผลที่หลีกเลี่ยงได้ยากคือ การเกิดขึ้นของระบบการเมืองและระบบราชการที่คอร์รัปชัน
หรือการโกงกินแผ่นดินทั้งระบบ

ประมาณปี 1970 สหรัฐอเมริกาพ่ายแพ้ในสงครามเวียดนาม นักศึกษาไทยได้ใช้โอกาสนี้ก่อเหตุการณ์
ประวัติศาสตร์ 14 ตุลาโค่นล้มรัฐทรราชทหารซึ่งส่งผลทำให้ฐานะรัฐทหารสั่นคลอน และในที่สุดสหรัฐอเมริกา
ต้องถอนฐานทัพออกจากประเทศไทย

แต่ถึงอย่างไร โครงสร้างระบบวัฒนธรรมการศึกษาและเศรษฐกิจแบบทุนนิยมพึ่งพายังคงฝังรากลึก

ชนชั้นนำไทยส่วนใหญ่จึงไม่สามารถสวิงหลุดออกจากจิตวิญญาณแบบ ‘ขี้ข้า’ ได้จริงๆ

ยังคิดอะไรเอง...ไม่เป็น

ในช่วงประวัติศาสตร์นี้เอง ประเทศญี่ปุ่นได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นในฐานะเสือเศรษฐกิจของโลก ชนชั้นนำญี่ปุ่น
เริ่มขยายฐานเศรษฐกิจมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชนชั้นนำทางธุรกิจไทยจึงได้ “เจ้านายใหม่”

ประเทศไทยจึงถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การขยายการผลิตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกของญี่ปุ่น

ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งผลิตสินค้าที่ก่อมลภาวะสูงซึ่งนักธุรกิจญี่ปุ่นเองไม่ต้องการผลิตในประเทศของตน
และยังกลายเป็นทั้งตลาดบริโภคสินค้าญี่ปุ่นและแหล่งประกอบรถยนต์เพื่อการส่งออกให้กับประเทศญี่ปุ่น

พอถึงปี 1990 เกิดฟองสบู่แตกครั้งใหญ่ที่ประเทศญี่ปุ่น ฐานะความเป็นมหาอำนาจใหม่ของญี่ปุ่นเริ่มเสื่อมถอยลง
ในขณะเดียวกัน เจ้านายเก่า (หรือสหรัฐอเมริกา) ได้ฟื้นฐานะขึ้นมาเป็นผู้นำโลกอีกครั้งหนึ่ง พร้อมๆ กับ
การปฏิวัติทางการสื่อสารและเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกกันต่อมาว่า ยุคโลกาภิวัตน์

ชนชั้นนำไทยก็พลอยลิงโลด ดีใจฝันหวาน หลงชื่นชมกระแสโลกาภิวัตน์ที่ยิ่งใหญ่ พวกเขากลัวจะตกกระแส
จึงรีบเปิดเสรีทางการค้าและการเงิน วิ่งตามยุทธศาสตร์ตลาดเสรีซึ่งผู้นำสหรัฐอเมริกาเสนอ
หวังว่าจะนำสังคมไทยสู่ความรุ่งโรจน์

เสรีทางการค้าและการเงินนำความรุ่งเรืองแบบฟองสบู่มาให้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
แต่ในที่สุดก็เกิดหายนะฟองสบู่แตกใหญ่ในปี 1997

ทั้งหมดที่ผมกล่าวมาข้างต้นสะท้อนภาพว่า ชนชั้นนำไทยไม่เคยคิดวางยุทธศาสตร์โลก.....ไทย
อย่างน้อยย้อนไปตั้งแต่ปี 1957 จนถึงปัจจุบัน

กล่าวอย่างสรุป

การเปลี่ยนแปลงแบบอภิวัตน์จากปี 1957 ถึง 1973 ได้ก่อเกิดผลผลิตที่สำคัญ 2 ประการ

ประการที่ 1 การสร้างระบบรัฐทหารเผด็จอำนาจและระบบเศรษฐกิจที่รวมศูนย์อำนาจ
ผูกขาดความมั่งคั่งไว้ที่ส่วนกลาง

บรรดานายทหารและนายตำรวจที่มีอำนาจเด็ดขาด สามารถสร้างความมั่งคั่งจากการมีอำนาจเหนือระบบการเมือง
และสามารถหารายได้ผล ประโยชน์พิเศษจากการลงทุนทางธุรกิจและจากผลประโยชน์พิเศษที่ชนชั้นนำอเมริกัน
มอบให้ (ทั้งที่ทำภายใต้กฎหมายและนอกกฎหมาย)

ภายใต้กฎหมาย
คือ บรรดาผลประโยชน์ร่วม โดยการอ้างสิทธิสัมปทานแหล่งแร่ธาตุและทรัพยากรที่มีค่าทั้งหมด
เพื่อยกให้ทุนข้ามชาติอเมริกาเข้ามาลงทุน เช่น การตัดป่าไม้และการผลิตดีบุกในช่วงอดีต
รวมถึงกรณีเรื่องน้ำมันและแก๊สในยุคปัจจุบัน

นอกกฎหมาย
คือ การหารายได้พิเศษ อย่างเช่น การค้าเฮโรอีนในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รวมทั้งการค้าของเถื่อน
การค้าอาวุธ ค้าน้ำมันเถื่อนและยาบ้าในยุคปัจจุบัน

ระบบอำนาจพิเศษเหล่านี้กลายเป็นที่มาของระบบมาเฟียทหารและมาเฟีย ตำรวจซึ่งสามารถเชื่อมตรงและ
ควบคุมบรรดามาเฟียท้องถิ่นสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

นักวิชาการ (สีแดง) มักจะเรียกระบบรัฐทหารเผด็จอำนาจนี้ว่า ระบบอำมาตย์ โดยมีเจตนาเพื่อจะเชื่อม
ระบบที่กล่าวว่า “ชั่วร้าย” นี้ ว่าเป็นส่วนหนึ่ง (ข้ารับใช้) ของระบบกษัตริย์ของไทยในสมัยโบราณ

ผมคิดว่า นี่คือ ความเข้าใจผิด.....

ที่จริงแล้ว รัฐทหารเผด็จอำนาจนี้เชื่อมตรงและขึ้นต่อกับระบบทุนโลกเป็นสำคัญ ที่สำคัญในยุคจอมพลสฤษดิ์นั้น
สถาบันทหารไทยมีฐานะ “อำนาจสูงสุด” เหนือกว่าสถาบันอำนาจอื่นๆ ทั้งหมดในประเทศไทย

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา และพฤษภาทมิฬ การเผด็จอำนาจของทหารเหนือรัฐไทยเริ่มเสื่อมอำนาจลงเรื่อยๆ
ชนชั้นนายทุนไทยเริ่มมีบทบาททางการเมืองสูงขึ้น การเมืองไทยจึงเปลี่ยนจากยุคทหารมาสู่ยุครัฐสภา

แต่เนื่องจากชนชั้นนายทุนไทยเติบโตขึ้นมาจากระบบทุนนิยมแบบพึ่งพา การพัฒนาของทุนไทยจึงต้องขึ้นต่อ
ผลประโยชน์ของทุนต่างชาติ (อเมริกา ญี่ปุ่น และสิงคโปร์) เป็นสำคัญ

ไทย จึง ไม่เป็น “ไท” และเพื่อ “คนไทย”

ประการที่ 2

โครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมและการศึกษาต้องพึ่งพาทั้งด้านข่าวสาร ความรู้ ทฤษฎี รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญ
จากโลกตะวันตก โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา

ยิ่งพัฒนาจึงยิ่งด้อยพัฒนา (ทางปัญญา)

ชนชั้นปัญญาชนไทยกลายเป็นชนชั้นที่ช่วยกันผลิตซ้ำความคิดทฤษฎี (อเมริกา) สอนและยกย่อง
ภูมิปัญญาตะวันตกและวัฒนธรรมตะวันตก

คลั่งคำว่า “เสรีประชาธิปไตย” คลั่ง “ความขาว และของนอก” รวมทั้งคลั่งคำว่า “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
และความทันสมัยตะวันตก”

เยาวชนไทยถูกผลิตให้ “เห็นแก่ตัว หลงอำนาจเงินตรา”

บรรดาสื่อไทยส่วนใหญ่ก็ช่วยทำหน้าที่เป็นศูนย์ในการเผยแพร่วัฒนธรรมทุนนิยม ทั้งด้านแฟชั่นและค่านิยม

สื่อไทยทำหน้าที่เพียงแค่การ ‘เล่าข่าว’ เล่าข่าวตามที่ศูนย์ข่าวสารโลก เช่น CNN ABC CBS วิเคราะห์ตีความ
และนำเสนอ

ชนชั้นนำไทย รวมทั้งปัญญาชนไทย และคนไทยทั่วไปจึงพลอยกลายเป็น “คนว่านอนสอนง่าย”
คิดตามตะวันตกและหลงตามก้นอเมริกา

การตกเป็นทาสภูมิปัญญาและวัฒนธรรมตะวันตกหยั่งรากลึกมาก จนยากที่จะแก้ได้ง่ายๆ

วันก่อนผมเจอนักการเมืองท่านหนึ่ง ท่านกล่าวกับผมว่า

“ที่ประเทศไทยเจริญมาได้ทุกวันนี้ เพราะเรายอมตัวเป็นขี้ข้าฝรั่ง เรียกว่ายอมเป็นขี้ข้าจึงได้ดีและรุ่งเรือง”

คงยากที่จะเถียงว่า ถ้าเรารู้ค่าของ “ความเป็นไท” ประเทศไทยจะไปได้ดีกว่านี้

ผมเลยต้องยกกรณีเปรียบเทียบว่า

“ลองคิดเปรียบเทียบระหว่างไทยกับจีน ประมาณ 25 ปีที่ผ่านมา ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ล้าหลังและ
ยากจนกว่าประเทศไทยในทุกๆ ด้าน แต่ปัจจุบันประเทศจีนเจริญกว่าไทยในเกือบทุกๆ ด้าน”

สิ่งที่น่าคิดคือ ชนชั้นนำจีนมีทฤษฎีการพัฒนาของตัวเองและวางยุทธศาสตร์โลก.....จีน ด้วยตัวของตัวเอง

ผู้นำจีนตระหนักรู้ ‘ค่าของอุดมการณ์แห่งชาติ’ และรู้ว่า ‘ผลประโยชน์แห่งชาติ’ ของประเทศอยู่ที่ไหน
พวกเขาได้คิดวางยุทธศาสตร์และวางจังหวะก้าวในการพัฒนาประเทศเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

แต่ชนชั้นนำไทยทำทุกอย่างเพื่อ ‘อยากรวย’ ไม่มีอุดมการณ์แห่งชาติ จึงพร้อมจะขายผลประโยชน์ของชาติ
เพื่อความร่ำรวยส่วนตัวและความมั่งคั่งของบรรษัทยักษ์ข้ามชาติ

วันนี้ ประเทศไทยเจริญขึ้น หรือว่าความมั่งคั่งที่ก่อเกิดขึ้นมีไว้สำหรับบรรษัทข้ามชาติ
และคนไทยส่วนน้อยเท่านั้น


ทุนข้ามชาติอเมริกาควบคุมเหนือบรรดาแหล่งแร่ธาตุที่มีค่า (น้ำมัน) ทุนข้ามชาติญี่ปุ่นควบคุมเหนือการลงทุน
เพื่อการส่งออก ทุนสิงคโปร์มีอิทธิพลเหนือสถาบันการเงินของประเทศนี้

การคิดวางยุทธศาสตร์โลก.....ไทย ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะคนไทยไม่เคยคิดทำหรือคิดวางมานานมากแล้ว
(ยังมีต่อ)

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000135954

ฝ่าวิกฤตโลก ยุทธศาสตร์โลก......ไทย (2)

11 พฤศจิกายน 2552 15:06 น.

โดย ยุค ศรีอาริยะ

ทิศทางใหญ่ของโลกอนาคต..... รุ่งโรจน์ หรือหายนะ

การวางยุทธศาสตร์โลก.....ไทย ผมคิดว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจทิศทางใหญ่ของระบบโลกให้ได้ ว่า
ระบบโลกจะเคลื่อนตัวไปทางไหนแน่..... รุ่งเรือง หรือ หายนะ

สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ เรื่องของเวลา (จังหวะ) เราต้องค้นให้พบว่าระบบโลกกำลังเคลื่อนตัวอยู่ในช่วงเวลาเช่นไร
และมีทิศทางหลักไปทางไหนแน่

ตัวอย่างเช่น ชีวิตคนเราก็เคลื่อนตัวผ่านช่วงเวลาต่างๆ โดยมีทิศทางที่ค่อนข้างแน่นอน เช่น ช่วงเกิด (อยู่ในท้องแม่)
ช่วงเด็ก ช่วงวัยรุ่น ช่วงแก่ และช่วงตาย

วิถีชีวิต วิถีโลกและจักรวาล มีทิศทางใหญ่แยกออกไป 2 ทาง เส้นทางหนึ่งสู่การขยายเติบโต ที่เราเรียกว่า
“รุ่งเรือง” อีกเส้นทางคือช่วงหดตัว ความเสื่อมและความตาย หรือเรียกว่า “หายนะ”

ช่วงเวลาขยายตัว ก็มีจังหวะขยายตัวเป็นจังหวะๆ หรือลูกคลื่นเชิงขยายเป็นช่วงๆ

ช่วงเวลาหดตัว ก็มีจังหวะแบบลูกคลื่นวิกฤต ที่ขยายตัวใหญ่ขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เป็นจังหวะๆ เช่นกัน

ถ้าเราเรียนรู้เรื่องราวของประวัติศาสตร์โลกที่ผ่านมา จะพบชีวิตของ Empire ต่างๆ ที่ก่อเกิดขึ้นในโลก
ไม่ว่าจะเป็น Empire ของจีน อินเดีย เปอร์เซีย นับแต่ยุคโบราณมา ทุกEmpire เคลื่อนไปตามจังหวะชีวิต 2 แบบ
(ขยายตัว หรือ หดตัว) เสมอ

การอ่านโลกและวางยุทธศาสตร์โลกจึงต้องอ่านให้ขาดว่า “ระบบโลกกำลังก้าวเดินไปอยู่ในช่วงไหน
และมีทิศทางพื้นฐานเช่นไร”

ผมขอเล่าย้อนประวัติศาสตร์ กลับไปประมาณปี 1992 ถึง 1993 ช่วงกระแสโลกที่เรียกว่า “โลกาภิวัตน์”
ขยายตัวไปทั่วโลกและแพร่เข้ามาประเทศไทย

นักวิชาการไทยส่วนมากหลงยืนยันว่าระบบโลกกำลังก้าวสู่ช่วงแห่งความรุ่งเรืองครั้งใหญ่อย่างยิ่ง
จนอาจจะถึงขั้นอภิวัตน์ใหญ่

ในช่วงนั้นมีนักวิชาการส่วนน้อย (น้อยมาก) ที่ไม่เห็นด้วย

ผมคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยและบอกว่าจากนี้ไประบบโลกจะก้าวสู่ช่วงประวัติศาสตร์ที่ผมเรียกว่า “กลียุค”

ผมอธิบาย กลียุค ว่าคือเอกภาวะของวิกฤตในทุกๆ ด้าน ที่จะหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆในทุกด้านในเวลาเดียวกัน
จนเกิดหายนะใหญ่ที่รุนแรงอย่างมากๆ

ผมจำได้ว่า ผมถูกวิพากษ์อย่างรุนแรง และถูกหาว่าเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายอย่างสุดๆ

ชนชั้นนำไทยและนักวิชาการไทยทั่วไปเชื่อว่าระบบโลกกำลังรุ่งเรืองจึงกำหนดวางยุทธศาสตร์ไทยไปในแนวที่เชื่อว่า
‘ต้องตามโลก’ หรือ ‘ตามกระแสโลกให้ทัน’

ชนชั้นนำไทยจึงเปิดเสรีทางการเงินและการค้าตามก้นอเมริกา ในที่สุดก็เผชิญหายนะใหญ่ในปี 1997

หลังจากนั้น ฟองสบู่ก็แตกอีกในปี 2000 และ 2008 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน ความเชื่อเรื่องความรุ่งเรืองยิ่งใหญ่ของกระแสโลกาภิวัตน์เริ่มลดทอนลงไปบ้างแล้ว

นี่คือบทเรียนบทแรกที่ต้องเรียนรู้ แต่ถึงอย่างไรชนชั้นนำไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนักธุรกิจไทยและ
นักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ ก็ยังคิดชื่นชมกระแสโลกาภิวัตน์อยู่ดี

ผมขอสรุปสั้นๆ ว่า

ในยุคโลกาภิวัตน์ ความรุ่งเรืองจอมปลอมแบบฟองสบู่จะมาพร้อมกับหายนะใหญ่

จุดไหนของโลกรุ่งเรืองมาก.....มากที่สุด ที่นั่นก็จะเกิดการแตกของฟองสบู่อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
เริ่มที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งรุ่งเรืองสูงสุดในช่วงปี 1980 ถึง 1990 ในที่สุดก็เกิดการแตกของฟองสบู่ในปี 1990

หลังจากนั้น คลื่นฟองสบู่ขยายตัวใหญ่ก็ไหลมาที่เอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศที่เรียกตัวเองว่า
NICs รวมทั้งประเทศไทย หลังจากนั้นหายนะฟองสบู่ก็เกิดขึ้นในปี 1997

ต่อมา คลื่นฟองสบู่นี้ก็ปรากฏขึ้นที่ประเทศอเมริกา สหรัฐอเมริกาได้เกิดการแตกของฟองสบู่ถึง 2 รอบ
คือในปี 2000 และ 2007

ที่สำคัญ ผมพบว่าการระเบิดของฟองสบู่ในแต่ละครั้งจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แบบทวีคูณ เนื่องจากทุนปั่นกำไร
แบบฟองสบู่โลกมีแต่ขยายตัวเพิ่มขนาดและเติบใหญ่ขึ้นทุก ขณะ

นี่หมายความว่า พลังในการสูบกำไรแบบฟองสบู่มีแต่เพิ่มขนาดและความรวดเร็วยิ่งๆ ขึ้น
และส่งผลทำให้พลังอำนาจในการทำลายตัวเองรุนแรงและเพิ่มขึ้นด้วย

กล่าวอย่างสรุป

ถ้าเราอ่านทิศทางใหญ่ของระบบโลกออก ก็จะสามารถมองเห็นจังหวะของการเคลื่อนตัวแบบลูกคลื่นวิกฤต
(พองและแตก) ได้เป็นช่วงๆ และอาจจะคาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนตัว ตำแหน่ง หรือจุดรุ่งเรืองและจุดแตกเป็นช่วงๆ
เป็นจังหวะได้ด้วย

แต่คงต้องกล่าวในที่นี้ว่า คลื่นวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ไม่ใช่คลื่นวิกฤตเพียงลูกเดียวที่นำโลกสู่ทิศทางหายนะเท่านั้น
ยังมีคลื่นวิกฤตอีกลูกหนึ่งที่ช่วยกำหนดทิศทางโลกสู่หายนะ ที่จะหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

นั่นคือ คลื่นวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก

ความจริงแล้ว คลื่นวิกฤตนี้รุนแรงยิ่งว่าคลื่นวิกฤตหรือหายนะทางเศรษฐกิจเสียอีก

เราพบว่าคลื่นวิกฤตลูกนี้เคลื่อนตัวคล้ายวิกฤตฟองสบู่ที่มีความรุนแรงหนักหน่วงแบบทวีคูณ
และจำนวนเพิ่มขึ้นในทุกๆ ช่วง 10 ปี

เราพบว่า ในช่วงปี 1970 ถึง 1980 ได้เกิดวิกฤติสิ่งแวดล้อมใหญ่ เพียง 25 ครั้ง

จากปี 1980 ถึง 1990 เพิ่มขึ้นเป็น 50 ครั้ง

จากปี 1990 ถึง 2000 เพิ่มขึ้นเป็น 150 ครั้ง

ไม่ใช่จำนวนเท่านั้นที่เพิ่มขึ้น แต่ขนาดความรุนแรงก็เพิ่มขึ้นด้วย

ผมเองยังไม่พบตัวเลขว่าช่วงปี 2000 ถึง 2010 จำนวนวิกฤตสิ่งแวดล้อมเกิดเท่าไร หากจะให้ประเมินแบบเดาๆ
น่าจะเกิน 400 ครั้ง และในช่วงนี้ความรุนแรงได้เพิ่มทวี

ถ้าเราเอาตัวเลขจำนวนคนตายทั้งหมดในช่วงสิบปีนี้มารวมกัน จากกรณีสึนามิ นาร์กีส พายุใหญ่
แผ่นดินไหวใหญ่ที่ประเทศจีน บังกลาประเทศ และที่อื่นๆ ตัวเลขจำนวนคนตายรวมๆน่าจะเกือบ 1 ล้านคน
ความเสียหายรวมๆ กันทั้งหมดน่าจะมากกว่าล้านล้านบาท

ผมกล่าวเสมอว่า

ถ้ามองในมิติของชีวิตผู้คนและความเสียหาย วิกฤตสิ่งแวดล้อมนี้รุนแรงมากกว่าวิกฤตเศรษฐกิจหลายเท่า
แต่ผู้คนมักจะหลงอยู่ในโลกเศรษฐกิจโดยเฉพาะบรรดานายทุนและนักเศรษฐศาสตร์ จึงมักจะมองข้าม
และให้ความสำคัญกับเรื่องวิกฤตสิ่งแวดล้อมน้อยมาก อาจเนื่องจากคนที่ต้องเสียชีวิตและล้มตายส่วนใหญ่
คือ ‘บรรดาคนจนๆ’

ลองคิดง่ายๆ ผมคาดว่า ปี 2010 ถึง 2020 จะมีวิกฤตสิ่งแวดล้อมประมาณมากกว่า 1,000 ครั้งขึ้นไป
จำนวนคนตายก็น่าจะหลายล้านคน

ปี 2020 ถึง 2030 อย่างน้อยก็ต้องประมาณ 3,000 ครั้งขึ้นไป จำนวนคนตายและความหายนะคงประเมินได้ยาก

ผมคงไม่กล่าวต่อว่า หลังปี 2030 ถึง 2050 อะไรจะเกิดขึ้น เพราะถ้าคลื่นลูกนี้เคลื่อนตัวรุนแรงแบบทวีคูณจริง
เราจะพบหายนะที่ใหญ่มากๆ.....มากจนคนทั้งโลก.....คาดคิดไม่ถึงว่าจะรุนแรง ถึงขนาดนี้

สำนักอุตุนิยมวิทยาของอังกฤษคาดว่า 40 ปีนับจากนี้ไป อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้นอีก 4 องศาเซลเซียส
ระดับน้ำทะเลจะสูงกว่าปัจจุบันประมาณครึ่งเมตร ในช่วงเวลานี้แทบไม่ต้องพูดถึงกรุงเทพฯ และบรรดาเมืองต่างๆ
ที่อยู่ชายทะเล

คนไทยมักจะคิดว่า “ร้อนขึ้นเท่านี้คงไม่มาก” แต่เราต้องรู้ว่าการเพิ่มขึ้นของความร้อนโลกในแต่ละจุดไม่เท่ากัน
ในย่านขั้วโลกความร้อนจะพุ่งสูงขึ้นมากกว่าหลายเท่าตัว

มาร์ก ไลนัส เขียนงานเรื่อง “6 องศา โลกาวินาศ” ซึ่งน่าจะประมาณ 50 ถึง 60 ปีจากนี้ไป
แต่ผมเองยังคิดว่าคุณไลนัสมองในแง่ดีเกินไปเพราะผมเชื่อว่าแค่ 4 ถึง 5 องศา โลกาก็วินาศแล้ว
เพราะโลกจะวินาศไม่จำเป็นต้องรอไปถึงจุดที่น้ำแข็งโลกละลายหมด
ความพินาศใหญ่น่าจะเริ่มปะทุก่อนเวลาที่จุดน้ำแข็งโลกจะละลายหมด

ผมเคยพูดว่า

“อย่าคิดหนีไปอยู่ที่สูงๆ หรือไปหาซื้อที่ตามภูเขา ถึงวันนั้นแม้อยู่ในที่สูงก็ยากที่จะรอด และอาจจะตายอย่างทารุณกว่า”

ผมบอกเพื่อนๆ แบบทีเล่นทีจริงว่า

ลองคิดง่ายๆ ถ้าน้ำแข็งโลกละลายครั้งใหญ่ สิ่งที่มนุษย์ต้องเผชิญจะไม่เพียงแต่เรื่องน้ำท่วมโลกครั้งประวัติศาสตร์
เท่านั้น อาจจะเกิดเหตุการณ์อื่นๆ ที่คิดไม่ถึงและรุนแรงกว่าตามมาอีก อย่างเช่น การที่น้ำแข็งละลายใหญ่ (มากๆ)
และไหลทะลักลงมาอย่างแรงสามารถส่งผลกระเทือนโดยตรงต่อรอยแยกของพื้นโลก จนส่งผลทำให้เกิดการสั่นตัว
อย่างแรงมากในเวลาเดียวกัน และเกิดแผ่นดินไหวใหญ่หลายๆ จุดพร้อมๆ กัน

เมื่อเกิดแผ่นดินไหวใหญ่หลายจุดพร้อมกันก็จะเกิดปรากฎการณ์สึนามิหลายลูกในเวลาเดียวกัน
อาจจะรุนแรงพอให้เกิดการเคลื่อนตัวของทวีปขึ้นใหม่ได้

ผู้คนจำนวนมหาศาลจะตายพร้อมกันจากสาเหตุทั้งเรื่องน้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินไหว และกรณีสึนามิอย่างพร้อมๆ กัน
จนไม่สามารถเก็บศพได้หมด

ในเมื่อเก็บศพไม่ได้หมด หลังจากนั้นจะเกิดการระบาดของเชื้อโรคร้ายแรง แพร่ระบาดไปทั่วโลก

หลังจากนั้นความร้อนของโลกจะเพิ่มสูงขึ้นมากจนทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่สามารถมีชีวิตอยู่
ใน พื้นที่หลายพื้นที่ได้ คนจำนวนหนึ่งจะตายเพราะความร้อน

แต่หลังจากโลกร้อนจัดอย่างมากๆ ไม่นานนัก ก็จะเกิดการสวิงจากร้อนจัดมาก เป็นหนาวจัดมากอีก
เพราะน้ำจะละลายเป็นไอ ไอน้ำจะขึ้นไปครอบโลกไว้จนเกิดยุคที่คล้ายๆ ‘ยุคน้ำแข็งโลก’ ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ผู้คนก็จะตายด้วยความเย็น และหลังยุคน้ำแข็งใหม่ ระบบโลกก็จะก้าวเข้าสู่ดุลยภาพใหม่

ผมมักจะกล่าวปิดท้ายกับเพื่อนๆ ในการจำลองฉากอนาคตว่า

“นี่ผมพูดเล่นๆนะ” ที่ผมกล่าวนี้น่าจะไม่เกิดขึ้น ถ้าเราเริ่มคิดที่จะทำอะไรอย่างจริงจัง และผมจะย้ำเตือนด้วยว่า

“อย่ารีรอ.....จนถึงวันที่น้ำท่วมโลก”

แต่ถึงอย่างไร ผู้คนทั่วโลกยังหลงมองโลกในแง่ดีเสมอ และมักหลงผิดคิดว่า
“ทุกวันนี้ ได้มีการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมกันอย่างมากแล้ว วิกฤตนี้น่าจะลดทอนลงไปได้”

Lester R. Brown อดีตประธานสถาบัน World Watch และประธานสถาบันนโยบายโลก ออกมาเตือนว่า
“...แม้จะมีการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมโลก สถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกยังมีแต่เลวลง…”

วันก่อนผมไปออกรายการทีวีที่ช่องสุวรรณภูมิ ได้กล่าวเตือนว่า

อย่าไปฝากความหวังไว้กับการประชุมของชาติมหาอำนาจและที่ประชุมสหประชาชาติ (UN) ในเรื่องสิ่งแวดล้อม
เนื่องจากการกำหนดมาตรการควบคุมเรื่องชั้นโอโซนและการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
ซึ่งถูกถือว่าเป็นที่มาของปัญหาโลกร้อนยังเป็นเรื่องที่หาข้อตกลงได้ยากมาก

การควบคุมดังกล่าวมีความสำคัญอยู่มาก แต่ยังไม่ใช่หัวใจของการแก้ปัญหาวิกฤตธรรมชาติทั้งหมดจริงๆ
เพราะแม้ว่าจะมีส่วนช่วยลดจำนวนคาร์บอนและควบคุมเรื่องชั้นโอโซนได้ แต่หากทุกประเทศในโลกยังมุ่ง
วางแผนเศรษฐกิจที่หวังเพิ่มขยาย GNP แล้ว วิกฤตสิ่งแวดล้อมโลกก็จะยังคงมีแต่แย่ลง

ลองคิดดูง่ายๆ

ปัจจุบันมีการคาดการณ์ว่า ประมาณปี 2030 ถึง 2040 เศรษฐกิจจีนและอินเดียจะขยายตัวใหญ่และรุ่งเรืองมาก

นักคิดบางคนคาดว่า จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และอินเดีย รวมทั้งประเทศในย่านเอเชียจะทยานขึ้นมาเป็นศูนย์
ของระบบโลกแทนที่สหรัฐ อเมริกา

สมมติว่า แนวคิดนี้มีโอกาสเป็นจริง

ลำพังประเทศจีนประเทศเดียวมีประชากร 1,300 ล้านคน ถ้าจีนยังคงขยายตัวแบบเศรษฐกิจทุนนิยม
เดินตามวิถีวัฒนธรรมตะวันตกแบบบริโภคนิยม

หากทุกบ้านมีรถยนต์ตามอย่างอเมริกา จำนวนการบริโภคน้ำมันจะเกินกว่า 80 ล้าน Barrels ต่อวัน
ซึ่งมากเกินกว่าความสามารถในการผลิตน้ำมันโลก

เวลาเดียวกัน ถ้าคนจีนต้องใช้กระดาษในปริมาณเดียวกับที่คนอเมริกันใช้ในช่วงปัจจุบัน
แค่จีนประเทศเดียวก็ต้องการการบริโภคกระดาษเกินกว่าความสามารถในการผลิตได้ทั่วโลก

จำนวนป่าไม้และทรัพยากรอื่นๆ ที่เหลืออยู่ในโลกจะต้องหมดสิ้นลง

ถ้าอินเดียและประเทศในย่านเอเชียอื่นๆ ขยายตัวขึ้นเช่นกัน และบริโภคตามอย่างจีน ตามอย่างตะวันตกอีก
คาดกันว่าอีกไม่เกิน 50 ปีข้างหน้า ทรัพยากรในโลกที่เหลืออยู่ก็จะหมดสิ้นลง

จากการศึกษาของ Happy Planet Index พบว่าในปี 2006 มนุษย์บริโภคในอัตราที่เกินกว่าความสามารถ
ในการฟื้นตัวของทรัพยากรธรรมชาติ ถึงร้อยละ 23 และรายงานล่าสุดระบุว่าในปี 2008 ได้เพิ่มสูงขึ้นไป
ถึงร้อยละ 30

หากเรายังบริโภคแบบนี้ อย่างน้อย เราต้องการโลกถึง 2 ใบ จึงจะรองรับได้

กล่าวสรุปสั้นๆ ถ้าทุกประเทศในโลกยังเน้นการขยายตัวของ GNP อย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก
จะไม่มีทางลดลง โลกจะเผชิญไม่ใช่วิกฤตโลกร้อน (ที่ควบคุมไม่อยู่) เท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญวิกฤตอื่นๆ เช่น
วิกฤตน้ำ วิกฤตป่าไม้ วิกฤตน้ำมัน วิกฤตราคาข้าว วิกฤตความแห้งแล้ง และอื่นๆ

หรือแม้ว่าประมาณปี 2020 ถึง 2030 ประเทศมหาอำนาจทั่วโลกจะควบคุมจำนวนการปล่อยแก๊สคาร์บอนได้
และสามารถควบคุมเรื่องชั้นโอโซนได้ในระดับที่ตกลงกัน แต่ระดับความร้อนโลกจะคงยืนอยู่ในระดับที่น่ากลัว
(ระดับปี 2030 เป็นอย่างน้อย) และความร้อนโลกจะคงอยู่ในระดับนี้อีกได้นับเป็น 100 ปี (เพราะจนถึงวันนี้
มีแค่มาตรการควบคุมการเพิ่มขึ้นของความร้อน แต่ยังไม่พบมาตรการที่จะลดความร้อนโลกลงได้)

ดังนั้น อันตรายจากวิบัติภัยขนาดใหญ่อย่างมากๆ ก็จะยังคงดำรงอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เราทำได้เพียงแต่ยืดเวลาหายนะใหญ่ (มากๆ) ออกไปได้บ้างเท่านั้น

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Nov 30, 2009 4:02 pm

Lester R. Brown จึงเสนอว่า ถึงเวลาแล้วที่มนุษยชาติและประเทศต่างๆ ทั่วโลกต้องคิดสร้างระบบเศรษฐกิจ
แบบใหม่ (จริงๆ) เข้าแทนที่ระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม โดยการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่มนุษย์สามารถ
มีชีวิตอยู่กับสิ่งแวดล้อมได้

Lester R. Brown เรียกระบบเศรษฐกิจนี้ว่า “Eco-Economy”

ใครสนใจเรื่องนี้ก็อ่านหนังสือที่ท่านเขียน ชื่อเรื่องคือ Eco-Economy

ผมเองเห็นด้วยกับ Brown ในเรื่องเศรษฐกิจโลกใหม่ที่เขาออกแบบขึ้นทั้งหมด แต่ผมขอคิดเสริมว่า

“ต้องไม่คิดในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น มนุษย์จะอยู่รอดได้ต้องสร้างระบบวัฒนธรรมใหม่ที่ไม่ได้มุ่ง
เพื่อสร้างความรุ่งเรืองหรือความเจริญทางด้านวัตถุอีกต่อไป แต่เป็นระบบวัฒนธรรมที่เน้น
การสร้างความเจริญในแง่จิตใจเป็นสำคัญ

ที่สำคัญ ต้องรื้อทิ้งความเชื่อในเชิงมนุษย์นิยมซึ่งเชื่อว่า มนุษย์เป็นศูนย์กลางของโลกธรรมชาติ
สู่ระบบวัฒนธรรมใหม่ที่ถือว่า ธรรมชาติเป็นศูนย์กลางของชีวิตทั้งหมด”


ในงานชิ้นนี้ ผมคงไม่ต้องขยายความเรื่องวิกฤตในด้านอื่นๆ ซึ่งมีแต่เลวร้ายลงเช่นกัน

เช่น วิกฤตสุขภาพ วิกฤตการเมือง วิกฤตวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ

สิ่งที่แน่ๆ คือ หลังจากนี้ไประบบโลกไม่มีทางหนีพ้น “กลียุค” หรือสภาวะที่ต้องเผชิญวิกฤตที่หนักขึ้นเรื่อยๆ
ในทุกด้านและแบบหลากหลายชนิดในเวลาเดียวกัน

ผู้อ่านคงพบคำตอบแรกแล้วว่า “ระบบโลกจากนี้ไป กำลังเคลื่อนตัวไปในทิศทางใดแน่ๆ”

เมื่อเราตระหนักรู้ว่า ระบบโลกกำลังเคลื่อนตัวสู่หายนะใหญ่และความตาย เราก็ต้องวางยุทธศาสตร์ (เฉพาะ)
เพื่อการเผชิญวิกฤตโลก

ที่สำคัญ ต้องตระหนักชัดว่า “วิกฤตใหญ่ครั้งนี้ใหญ่มาก เคลื่อนมาทุกทิศทุกทาง”
ถ้าเปรียบประเทศไทยเป็นเรือลำหนึ่ง เราต้องรู้ว่าเรือลำนี้กำลังจะต้องวิ่งฝ่าคลื่นลมที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ลำพังมีแต่ผู้นำที่ดีและชาญฉลาดเท่านั้นยังไม่พอ บรรดาผู้นำที่ชาญฉลาดยังต้องสามารถระดมผู้คน
มาช่วยกันประสานพลังเป็นหนึ่งเดียวกัน

ประเทศชาติจึงอยู่รอดได้

“การคิดสร้างพรรค” ก็คือรูปแบบหนึ่งในการระดมผู้คนจำนวนมากมาร่วมกันเพื่อสร้าง “การนำใหม่”

ประเทศไทยกำลังต้องการ “กลุ่มพลังใหม่” ที่ช่วยกันคิดแนวปรัชญา คิดทฤษฎี และแนวทางยุทธศาสตร์ใหม่

ไม่ใช่เพียงแค่สร้างระบบวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองของประชาชนไทยเท่านั้น
แต่ต้อง “กล้า” คิดออกแบบโลกใหม่ขึ้นมาด้วย

งานทางยุทธศาสตร์ครั้งนี้จึงมีความหมายและความสำคัญมาก ไม่ใช่เรื่องของคนไทยเท่านั้น
แต่เป็นเรื่องของคนทั่วโลก (ยังมีต่อ)



att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Nov 30, 2009 4:15 pm

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000140206

ฝ่าวิกฤตโลก ยุทธศาสตร์โลก......ไทย (4)

19 พฤศจิกายน 2552 15:53 น.

โดย ยุค ศรีอาริยะ

ปัจจุบันแห่งโลกาภิวัตน์

หลังจากศึกษาประวัติศาสตร์ย่ออย่างคร่าวๆ แล้ว สิ่งที่หลีกหนีไม่พ้นคือ ต้องศึกษาปัจจุบัน
หรือโลกในยุคโลกาภิวัตน์ให้ถ่องแท้ ว่าคืออะไรกันแน่

ขอโทษที่ดูเหมือนจะกล่าวซ้ำกับตอนที่แล้ว แต่ผมคงต้องลงรายละเอียดมากกว่าตอนช่วงประวัติศาสตร์ฉบับย่อ

หลังจากเศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างต่อเนื่องหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี 1970 ระบบโลกก็ก้าวสู่
ช่วงวิกฤตอุตสาหกรรม ซึ่งมีรากมาจากปัญหา Over-production หรือการผลิตที่ล้นเกิน อันมีสาเหตุสำคัญ
มาจากความสามารถในการผลิต และเทคโนโลยีในการผลิตพัฒนาก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ ปรากฏการณ์สำคัญคือ
การหดตัวของกำไร

ในเวลาเดียวกัน สหรัฐอเมริกาซึ่งทุ่มงบมหาศาลสู่การสร้างแนวการปิดล้อมการขยายตัวของโลกคอมมิวนิสต์
และในที่สุดก็ต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ในสงครามเวียดนาม

ในเมื่อเศรษฐกิจโลกหดตัวฐานะทางเศรษฐกิจและการเมืองของอเมริกาจึงย่ำแย่ลงอย่างมาก ค่าเงินดอลลาร์
ก็พลอยตกต่ำ จนนำสู่วิกฤตน้ำมันและการรวมกลุ่มของประเทศผู้ผลิตน้ำมัน

คลื่นวิกฤตโลกลูกแรกก็ก่อตัวขึ้นในช่วงปี 1973 ถึง 1976 และแพร่ไปทั่วโลก เพื่อแก้วิกฤตเศรษฐกิจหดตัวอย่างแรง
World Bank ได้ทำหน้าที่ดึงเงินทุนที่กระจุกอยู่ที่ศูนย์กลางของระบบโลกมาปล่อยกู้ให้ประเทศโลกที่สามเพื่อนำไป
สร้างโครงสร้างพื้นฐาน อย่างเช่น การลงทุนสร้างถนน เขื่อน และไฟฟ้า เพื่อเป็นเงื่อนไขพื้นฐานให้เกิดการลงทุนใหม่
ในประเทศโลกที่สาม

แต่การณ์กลับปรากฏว่า สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ทำให้การลงทุนไม่ขยายตัวเท่าที่ควร
ประเทศโลกที่สามจำนวนมากต้องตกเป็นหนี้สิน จนหลายประเทศต้องประกาศล้มละลาย
นำสู่การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกใหญ่ (ระบบโลกรอบ 2) ในช่วงปี 1980 ถึงปี 1984

เพื่อแก้วิกฤตดังกล่าว จึงได้เกิดแนวคิดในการใช้สื่อโฆษณากระตุ้นการบริโภค (นี่คือที่มาของลัทธิบริโภคนิยม)

ที่สำคัญ เนื่องจากประชาชนไม่มีเงินที่จะใช้ในการบริโภค จึงมีการคิดนวัตกรรมทางการเงินใหม่
นี่คือระบบเครดิต (หรือการใช้เงินอนาคต)

กินก่อน จ่ายก่อน ผ่อนทีหลัง

สื่อ (ทีวี วิทยุ และหนังสือพิมพ์) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปลุกกระแสบริโภคนิยมอย่างสุดๆ

ยุคของสื่อโลกพัฒนาตัวต่อไป ด้วยการคิดค้นเครื่องคอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่อสื่อเป็นเครือข่ายทั่วโลก
หรือการสร้างระบบสื่อสารไร้พรมแดน

นี่คือ ที่มาของโลกในยุคการสื่อสารไร้พรมแดน และในเวลาเดียวกันระบบการสื่อสารไร้พรมแดนได้ก่อเกิด
“การเชื่อมระบบเงินทั่วโลก” เข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน

เงินจึงสามารถสลัดหลุดจากกรอบของประเทศ ไหลจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่งได้โดยมีเวลาเท่ากับศูนย์

ระบบเศรษฐกิจโลกจึงถูกผนวกให้เป็นหนึ่งเดียวทางด้านการเงินและการสื่อสารโดยมีสหรัฐอเมริกา
หรือ Wall Street เป็นศูนย์กลาง

นี่คือที่มาของ ‘โลกที่เป็นหนึ่งเดียว’ ในยุคโลกาภิวัตน์

เงินและสื่อไร้พรมแดน ช่วยทำให้อำนาจของบรรษัทยักษ์ข้ามโลกด้านการเงิน ด้านข่าวสาร และวัฒนธรรม
สามารถขยายกิจการและขยายเครือข่ายไปที่ไหนก็ได้ในโลก

ที่สำคัญคือ การเกิดขึ้นของตลาดการเงินและการลงทุน (แบบปั่นกำไร) ซึ่งมีเครือข่ายอำนาจ
และผลประโยชน์ครอบโลก

ถ้าทุนการเงินจากทั่วโลกไหลไปกระจุกที่ตลาดไหน จะเกิดการปั่นกำไร

ด้วยเงินต่อเงิน กำไรขยายตัวไปได้เองอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องไปลงทุนทำการผลิตอีกต่อไป

นี่คือ การอภิวัตน์ทางการเงินและการแสวงหากำไรยุคใหม่ แบบที่เรียกว่า “รวดเร็ว” หรือ
“สามารถสร้างความมั่งคั่งแบบติดจรวด” หรือที่เรียกว่า Turbo-accumulation

ความมั่งคั่งนี้ ได้ก่อให้เกิดชนชั้นนำโลกใหม่ เรียกว่าพวก Super–class หรือชนชั้นอภิมหาเศรษฐีโลก
ที่เรียกว่า Super-rich

ตลาดเงินไร้พรมแดนโลกดังกล่าวได้กลายเป็นศูนย์ใหม่ของการระดมทุนและการเงินโลกในระดับประเทศด้วย
ในเวลาเดียวกัน ตลาดดังกล่าวได้ผนวกตลาดเงินที่เรียกว่า “นอกระบบ” เข้าเป็นส่วนหนึ่งของตลาดเงินโลกด้วย

เงินนอกระบบ ซึ่งมีที่มาจากการค้าอาวุธ การค้ายาเสพติด การพนัน และสิ่งนอกกฎหมายอื่นๆ
ก็ไหลเข้าสู่ตลาดเงินโลก

ช่วยทำให้บรรดามาเฟียโลกกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Super-class เมื่อสามารถใช้เงินทำกำไรแบบปั่นกำไรได้ง่าย
จำนวนเงินก็หมุนกลับมาขยายกิจการค้ายาเสพติด ค้าผู้หญิง และเปิดแหล่งการพนันขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

ยิ่งการสื่อสารไร้พรมแดนและการท่องเที่ยวขยายตัว แหล่งบันเทิงโลก แหล่งยาเสพติดโลก แหล่งการพนันโลก
ก็ยิ่งเติบใหญ่

ในเวลาเดียวกัน สื่อสารโลกที่ไร้พรมแดนก็สร้างอาณาจักรสื่อและการบันเทิงโลกขนาดใหญ่
ที่สามารถทำกำไรได้เรียกว่า Entertainment Complex ขึ้น

Entertainment Complex ได้กลายเป็นศูนย์ผลิตวัฒนธรรมเยาวชนของโลกในยุคโลกาภิวัตน์

ทำให้เยาวชนเสพติดการบริโภคนิยม ชอบความรุนแรง ชอบเซ็กซ์ รักสวยรักงาม เสพติดเกม และติดการพนัน

กิเลส ตัณหา การพนัน และความโลภแบบสุดๆ จึงได้กลายเป็นจิตวิญญาณของวัฒนธรรมโลกในยุคโลกาภิวัตน์

กล่าวอย่างสรุป ศูนย์ของระบบเศรษฐกิจโลกประกอบด้วยส่วนที่เป็นใจกลางคือ ตลาดเงินและหุ้น
รวมทั้งตลาดสินค้าอนาคต ซึ่งมี Wall Street เป็นศูนย์กลาง โดยมีส่วนประกอบรอบนอกที่สำคัญ 4 ส่วน

ส่วนแรกคือ ตลาดการค้าอาวุธ ค้ายาเสพติด และตลาดการพนัน

ส่วนที่สองคือ ตลาดขายสินค้าทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ขายเกม ภาพยนตร์ ซีดี และการขายความงาม
แหล่งกำไรสูงสุดคือศูนย์บันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex)

ส่วนที่สามคือ ตลาดทางการเงินที่เกี่ยวเนื่องกับการประกันภัย ตั้งแต่เรื่องสุขภาพ รถยนต์ และอื่นๆ ทั้งหมด

ส่วนที่สี่คือ บรรดาเงินออมจากทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ และที่สำคัญคือจำนวนเงินมหาศาลของภาครัฐ
อย่างเช่น จีน และประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ที่ได้จากการเกินดุลการค้า

ตลาดเงินทั้งหมดถูกผนวกเป็นหนึ่งเดียวกัน กลายเป็นศูนย์พลังเงินตราโลกที่สามารถครอบโลก
และมีอำนาจเหนือระบบเศรษฐกิจระดับชาติทุกแห่ง และมีอำนาจเหนือตลาดการผลิตจริง

เงินจึงเพิ่มทวีและไร้พรมแดน สามารถทำกำไรแบบปั่นกำไร สร้างกำไรได้แบบอภิมหากำไร
หรือที่ผมใช้คำว่า “Turbo-accumulation”

ยิ่งได้มาก และได้มาง่ายๆ นักปั่นกำไรก็ยิ่งโลภและอยากได้มากขึ้นอีก

จิตวิญญาณแห่ง “ความโลภ” และ “ความหลงติด” จึงพัฒนากลายเป็นจิตวิญญาณของระบบโลกาภิวัตน์

พลังแห่งความโลภที่ยิ่งใหญ่กลายเป็นพลังที่ยากจะควบคุมได้ พลังเงินจะหมุนไปทุกที่ที่ทำกำไรได้สูงสุด
และปั่นกันอย่างสุดๆ เพื่อทำกำไรจนถึงที่สุด

นี่คือที่มาของเศรษฐกิจแบบฟองสบู่ และได้แปรเปลี่ยนเป็นพลังในการทำลายตัวเอง

ยุคนี้ จึงเป็นยุคที่ความรุ่งเรืองสูงสุดกับหายนะ เป็น 2 ด้านของเหรียญเดียวกัน


ยุคขยาย (หรือรุ่งเรือง) ก็เกิดความมั่งคั่งแบบรวดเร็วและเกินจริง ใครมีเงินมากก็ยิ่งรวยมากขึ้นเรื่อยๆ
จนเงินของพวกเขากลายเป็นเพียงตัวเลขในทางบัญชี มากเหลือล้น...จนไม่รู้ว่าจะหามาทำอะไร

พอเศรษฐกิจหายนะ (หรือฟองสบู่แตก) ก็สามารถทำกำไรจากหายนะได้แบบชั่วพริบตา

แต่ช่วงหายนะขนาดใหญ่ก็สามารถ “ทำกำไร” ได้อีก เรียกว่า เข้ามาซื้อของถูก (กิจการทั้งหลายที่ล้มละลาย)
ทำให้ระบบผูกขาดความมั่งคั่งในระบบโลก ผนวกตัวและรวมศูนย์ “ความมั่งคั่ง” มากยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกัน บรรดาบรรษัทยักษ์ใหญ่ทางการเงินโลกและทางธุรกิจจะมีฐานะพิเศษ เรียกว่า
“Too Big to Fall” วลีๆ นี้หมายความว่า ถึงแม้บรรษัทยักษ์จะล้มละลาย แต่รัฐก็ไม่สามารถปล่อยให้ล้มได้
ก็ต้องขนเงิน (ภาษี) ประชาชนเข้ามาอุ้มไว้อีก

เรียกว่า “ยิ่งกว่าล้มบนฟูก”

ผู้รับกรรม คือ ประเทศและประชาชน ซึ่งต้องตกเป็นหนี้ที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น
และประเทศอาจจะถึงขั้นที่สามารถล้มละลายได้ทั้งระบบ

พอเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวใหม่ การเทคโอเวอร์ขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นอีก และบรรดานักปั่นฟองสบู่ก็เริ่มสร้าง
“วีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ใหม่”

เริ่มปั่นกำไรกันใหม่อย่างเมามันอีก

กล่าวอย่างสรุป

ระบบโลกจึงเคลื่อนไปตามวัฏจักรพองและแตก และวัฏจักรแห่ง “ความโลภอย่างยิ่ง”
ที่มีแต่เพิ่มขยายความโลภไปเรื่อยๆ การแตกก็จะหนักและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

ในขณะเดียวกัน ระบบการเงินโลกจะพุ่งสู่....ทิศทางของการกระจุกรวมความมั่งคั่งไว้ที่ชนชั้นมหาเศรษฐีโลก
ที่ยืนอยู่เหนือกว่าชนชั้นอื่นๆ หรือเรียกว่า Super-class ที่จะรวมศูนย์ความมั่งคั่งมากขึ้น และมากขึ้น

ผลที่ตามมาและหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ระบบโลกจะก้าวสู่สภาวะที่เสียดุลยภาพอย่างยิ่ง

ประการแรก ช่องว่างระหว่างอภิมหาเศรษฐี (Super-class) กับประชาชนทั่วโลกมีแต่ขยายตัวไปเรื่อยๆ
และหนักขึ้นเรื่อยๆ

เราพบว่า ประชาชนทั่วโลกนับวันจะมีหนี้สินล้นพ้นตัว
และบรรดาประเทศต่างๆ
รวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็จะมีหนี้สินเพิ่มทวีมากขึ้นเรื่อยๆ
หลายประเทศเจอสภาวะใกล้จะล้มละลาย

ปัจจุบัน คนที่รวยที่สุดในโลก 2 คนมีรายได้และทรัพย์สินเท่ากับรายได้และทรัพย์สินของ
ประเทศยากจนที่สุด 40 ประเทศรวมกัน

ประการที่สอง
การทำลายล้างสิ่งแวดล้อมจะรุนแรงมากขึ้นอย่างมากเพราะการเพิ่มขึ้นของเงิน (ไร้พรมแดน) ที่ขยายตัว
ได้ด้วยตนเองอย่างมหาศาล มีพลังพลิกขยายเศรษฐกิจโลกอย่างหน้ามือเป็นหลังมือได้

ประการที่สาม
วัฒนธรรมโลกกำลังจะเสื่อมโทรมอย่างยิ่ง เพราะอำนาจของสื่อโฆษณาและการแพร่ระบาดของวัฒนธรรมการพนัน
การใช้ยาเสพติด ติดเซ็กซ์ และการใช้ความรุนแรง นี่สะท้อนถึงความเสื่อมทรามของระบบเศรษฐกิจโลก
และความเสื่อมทรามทางจิตวิญญาณของผู้คนที่ดำรงชีวิตอยู่ภายใต้ระบบดังกล่าว

คนที่เรียนมาจากศาสตร์ตะวันตกมักจะมองข้ามความสำคัญในแง่จิตวิญญาณ
(กิเลส ตัณหา และความโลภ) มักจะหลงคิดและโทษแค่เรื่องของระบบ

พวกเขามักจะคิดกันว่า “ถ้าระบบไม่ดี ก็แก้ได้ด้วยการแก้กฎหมายหรือแก้รัฐธรรมนูญ”

เราลืมไปว่าเรื่อง “จิตวิญญาณที่ติดหลง” และ “ความโลภ” แก้ไม่ได้ด้วยการรื้อปรับเปลี่ยนระบบ

บรรดาอภิมหาเศรษฐี “หลงอำนาจเงินตรา” ที่ฝังรากลึก

ประชาชนติดหลง “บริโภคนิยม” และ “การพนัน” ที่ฝังรากลึก

เยาวชนโลก “ติดเกม ติดเซ็กซ์ ติดความงาม และคลั่งความทันสมัย”

จะแก้ไขได้ ต้องคิด “ปฏิวัติจิตวิญญาณ” ของผู้คนใหม่

กล่าวถึงตอนนี้.....ทำให้ผมคิดถึงคำกล่าวของท่านพุทธทาสที่ว่า

“ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา.....โลกาจะวินาศ”

เราจะนำเอา “ธรรมะ” กลับมาสู่โลก มาสู่สังคมได้อย่างไร.....กลายเป็นปัญหาทางยุทธศาสตร์อีกอันหนึ่ง
ที่ต้องช่วยกันคิดค้น (ยังมีต่อ)

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000141402

ฝ่าวิกฤตโลก ยุทธศาสตร์โลก......ไทย (5)


22 พฤศจิกายน 2552 14:31 น.

โดย ยุค ศรีอาริยะ

ศึกษายุทธศาสตร์แบบจีน .........ฝ่าวิกฤตโลก

งานชิ้นนี้ ผมคงไม่ได้บอกว่า คนไทยจะต้องทำตามจีน แต่ในยามที่มีวิกฤตซับซ้อนและแก้ยาก
การเรียนรู้บทเรียนจากประเทศอื่นๆ ในเวลาเช่นนี้ มีค่ามาก

งานนี้จะไม่พูดถึงด้านที่เป็นจุดอ่อนของจีน แต่จะเน้นกล่าวเฉพาะด้านที่เป็นจุดแข็งเป็นสำคัญ

ปัจจุบัน หลังจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ คำว่า “วิถีพัฒนาแบบจีน” กำลังโด่งดังไปทั่วโลก
และคนทั่วโลกกำลังหันมาศึกษาความสำเร็จของจีน

ทำไมถึงกล่าวเช่นนี้

เราพบว่า ช่วงโลกาภิวัตน์ซึ่งถือว่าเป็นช่วงวิกฤตและเป็นความพลิกผันใหญ่ ประเทศญี่ปุ่นซึ่งได้ชื่อว่าเป็น
เสือเศรษฐกิจก็ล้มคว่ำแบบไม่เป็นท่ามาแล้ว ในช่วงปี 1990 ต่อมาบรรดาประเทศที่ต้องเผชิญหายนะก็คือ
บรรดาประเทศที่เรียกตนเองว่า NICs รวมทั้งประเทศรัสเซีย (อดีตผู้นำค่ายสังคมนิยม) และหลังจากนั้น
สหรัฐอเมริกา (ประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด) ก็เจอหายนะใหญ่

จีน คือ ประเทศเดียวที่สามารถฝ่าวิกฤตโลกาภิวัตน์ได้ดีที่สุด

การเรียนรู้ความยิ่งใหญ่และความสำเร็จของจีนจึงมีค่ามากๆ อย่างน้อยก็ช่วยให้เราตระหนักรู้ว่า
เราควรจะเดินยุทธศาสตร์เช่นไรในยุคนี้

ในตอนต้นของงานชิ้นนี้ ผมได้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างไทยกับจีนไว้ว่า

ย้อนไปสัก 25 ปี จีนล้าหลังกว่าไทยมากๆ เรียกว่าเทียบไทยไม่ได้เลย มาวันนี้
จีนก้าวแซงหน้าไทยไปแล้วหลายก้าว

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ประการแรก

คือ ชนชั้นนำจีนได้พยายามค้นหาและนำเสนอทฤษฎี และวางยุทธศาสตร์โลก....จีน ซึ่งเป็นตัวของตัวเอง
โดยมีเป้าหมายแน่นอน เพื่อความยิ่งใหญ่ของจีนและประชาชนจีน

หมายความว่า จีนไม่ยอมเดินตามทฤษฎีตะวันตก หรือที่เรียกว่า ทฤษฎีตลาดเสรี ที่เสนอความเชื่อว่า
ตลาด คือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และตลาดรู้ดีที่สุด และควรจะลดบทบาทของรัฐ ปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจ
เคลื่อนตัวไปอย่างเสรี

ผู้นำจีนตระหนักถึงความสำคัญของ “ตลาด” แต่กลับเชื่อว่า รัฐและพรรคต้องมีบทบาทที่ยิ่งใหญ่
ในการควบคุมการเคลื่อนตัวไปของตลาด


ผู้นำจีนตระหนักถึงอันตรายของตลาด หรือวัฏจักรพองและแตก จึงพยายามหาทางควบคุมไม่ให้เกิดขึ้น
จุดไหนที่เริ่มพองตัวเกินจริงจะต้องถูกภาครัฐเข้าไปสกัดไว้ก่อน

ประการที่สอง
ลัทธิตลาดเสรี จะเอื้อประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างความมั่งคั่งแก่คนส่วนน้อยหรือบรรดานายทุนเก็งกำไรข้ามชาติ
เป็นสำคัญ ผู้นำจีนถือว่า “ที่สุดแล้ว การพัฒนาต้องมุ่งเป้าที่การสร้างความมั่งคั่งแก่ประชาชนจีน
ทั้งประเทศเป็นสำคัญ”
เพื่อบรรลุเงื่อนไขดังกล่าว รัฐและพรรคต้องมุ่งสู่การพัฒนาที่สร้างระบบสังคมจีน
ในแบบที่มีดุลยภาพภายใน

หมายความว่า จีนจะต้องเป็นทุนนิยมที่พึ่งตนเองได้ จึงพุ่งเป้าไปที่การขยายตัวทั้งด้านการผลิตและตลาดภายใน
ไม่พึ่งพาเฉพาะตลาดต่างประเทศเท่านั้น

ประการที่สาม หูจิ่นเทา เคยกล่าวถึงความสำเร็จของจีนไว้ว่า หัวใจอยู่ที่การสร้าง “ศรัทธา”

ผู้นำไทยน้อยนักที่จะเข้าใจความหมายของคำคำนี้ เพราะมันไม่ปรากฏในลัทธิการเมืองตะวันตก

แต่คำว่า ศรัทธา นี้สำคัญมากในลัทธิการเมืองแบบตะวันออก

การจะสร้างศรัทธาได้ ผู้นำต้องเสียสละและทำตัวเป็นแบบอย่าง รวมทั้งต้องเป็นผู้นำทางศีลธรรม ในเวลาเดียวกัน

ประการที่สี่ การค้นพบยุทธศาสตร์ (เฉพาะ) ในการเผชิญกระแสโลกาภิวัตน์

เนื่องจากจีนเป็นประเทศสังคมนิยมมาก่อนจึงค่อนข้างจะระมัดระวังอย่างยิ่งในการเคลื่อนตัวเข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์
เรียกว่า ผู้นำจีนตระหนักรู้ถึง “อันตราย” ยิ่งใหญ่เบื้องหน้า

แต่ชนชั้นนำจีนก็ตระหนักรู้ว่า ถึงจะอันตราย จีนก็จำเป็นต้องก้าวผ่าน เติ้งเสี่ยวผิงเคยกล่าวไว้ทำนองว่า

จีนโชคดีมากที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตลาดของโลกหลังประเทศอื่นๆ

ที่โชคดีคือ จีนได้เรียนบทเรียนความสำเร็จและความล้มเหลวของประเทศอื่นๆ มาก่อน

เริ่มจากเรียนรู้อย่างเอาจริงเอาจัง การใช้บทเรียนจากทุกประเทศมาผนึกรวมกัน

เริ่มจากการปฏิวัติภูมิปัญญาครั้งใหญ่ กล่าวคือ ต้องมีระบบคิดชี้นำที่ชัดเจนก่อน โดยเริ่มต้นจาก “ความเป็นจริง”
ไม่ติดยึดในทฤษฎีสังคมนิยมแบบเก่าๆ ที่ล้าสมัย

พลิกฐานการมองระบบทุนนิยมใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาถือว่า “เลว” ทั้งหมด กลับมามองและวิเคราะห์ระบบนี้อย่างแยกแยะว่า
ระบบทุนนิยมมีทั้งด้านที่ดีและเลว

เรียนรู้ค่าพลังของตลาดโลก ว่าพลังดังกล่าวสามารถทำหน้าที่เป็นพลังที่สำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการขยายตัว
ของการผลิต (ไม่ว่าจะผลิตแบบทุนนิยม หรือแบบรัฐเป็นผู้ผลิต) ดังนั้น เพื่อกระตุ้นการปฏิวัติทางการผลิต
ประเทศจีนจะต้องเคลื่อนตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลกให้ได้

นอกจากนี้ อย่ามอง ทุน หรือ ผู้ลงทุนเอกชน ว่า“เลว” แบบแนวคิดซ้ายโบราณแบบด้านเดียวไม่ได้
การลงทุนไม่ว่าจะเป็นเอกชนหรือรัฐ น่าจะได้รับการส่งเสริมได้ทั้ง 2 แบบ ที่สำคัญการลงทุนภาคเอกชน
จะมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาสังคมนิยมแบบการตลาดได้

แน่นอน ทุนนิยม หรือการลงทุนแบบเอกชน ก็สามารถทำให้เกิดการผูกขาดและรวมศูนย์ของความมั่งคั่งได้ ดังนั้น
ภาครัฐและพรรคจะต้องทำหน้าที่ช่วยกระจายความมั่งคั่งสู่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ ได้


เติ้งเสี่ยวผิง ตระหนักว่า

เมื่อประเทศจีนผนวกตัวเข้าสู่ระบบการตลาดโลกก็ย่อมมีขยะและสิ่งสกปรก ไหลทะลักเข้ามาจำนวนมาก
ภาครัฐและพรรคก็ต้องคอยดูแล หาทางสกัด จัดการกับขยะและสิ่งสกปรกเหล่านี้

ที่สำคัญ จีนตระหนักรู้ว่า ยุคโลกาภิวัตน์ คือยุคอภิวิกฤตซึ่งมีอันตรายรอบด้าน ผู้นำจีนจึงวางยุทธศาสตร์
แบบก้าวทีละก้าว ก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง

ผมขอเรียกยุทธศาสตร์นี้ว่า “กบกระโดด”

กบจะกระโดดข้ามสายน้ำที่เชี่ยวกรากได้ต้องเคลื่อนตัวไปตามกระแสน้ำ ก่อนจะกระโดดแต่ละครั้ง
ต้องพิจารณาดูให้รอบคอบก่อน เมื่อแน่ใจแล้วจึงจะกระโดดข้าม

พูดง่ายๆ จีนไม่ได้เดินไปเรื่อยๆ คำว่า “กระโดด” คือ การก้าวย่างแบบปฏิวัติเป็นขั้นๆ ไป แต่ถ้าไม่แน่ใจ
ก็อาจจะกระโดดกลับอย่างรวดเร็ว

หรือเรียกว่า ต้องเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วแบบกระโดด และกระโดดเป็นจังหวะๆ ไป

นี่หมายความว่า ยุทธศาสตร์จีนต่างกับประเทศอื่นๆ ทั้งหมด ซึ่งมีรากมาจากการเข้าใจว่า
กระแสโลกาภิวัตน์อันตราย แต่ประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น หรือประเทศไทย
ต่างมองกระแสโลกาภิวัตน์ในด้านที่เป็นบวกอย่างมากทั้งนั้น

ประการที่ห้า
ผู้นำจีนตระหนักชัดว่า จะเผชิญกระแสโลกาภิวัตน์ได้ รัฐต้องมีบทบาทสูงยิ่ง ดังนั้น รัฐต้องเข้มแข็งและมีเอกภาพสูง
เพราะรัฐต้องช่วยกันควบคุมการเคลื่อนตัวของทุน และพยายามกำหนดทิศทางการเคลื่อนตัวไปในทิศทางที่ก่อประโยชน์
(การลงทุนทำการผลิตจริง)

ผู้นำจีนตระหนักชัดว่า รัฐจะเข้มแข็งได้ ก็ต้องมีระบบพรรคที่มั่นคงอย่างยิ่ง ซึ่งในเงื่อนไขเหล่านี้
จีนโชคดีมากตรงที่ประเทศจีนเป็นรัฐแบบรัฐสังคมนิยมมาก่อน

ความเป็นรัฐสังคมนิยมที่สามารถรวบศูนย์อำนาจจึงมี “ค่า” อย่างยิ่ง

รัฐและพรรคที่เข้มแข็งจะต้องช่วยกันทำหน้าที่คล้ายกำแพงเมืองจีนที่ คอยสกัดกั้นวัฒนธรรมทุนนิยมที่เลวร้าย
และเสื่อมทรามจากโลกตะวันตก ไม่ให้ไหลเข้าประเทศ เลือกเฉพาะวัฒนธรรมที่มีค่า นำมาประสานกับ
วัฒนธรรมตะวันออกที่ดีงามและสูงค่า

ประการที่หก ต้องเรียนรู้ และเปิดรับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างจริงจัง แต่ไม่ได้หลงบ้าคลั่งเทคโนโลยี
อย่างหลับหูหลับตา เลือกรับและเลือกค้นคว้า

ผู้นำจีนกำหนดวางเป้าหมายเฉพาะเป็นเรื่องๆ ที่จะลงทุนศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพราะจีนถือว่า
เทคโนโลยีสมัยใหม่ มีบทบาทสำคัญมากในการเปลี่ยนประวัติศาสตร์โลก

แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่ทิ้งชุดความรู้โบราณของจีนที่มีค่า

อย่างเช่น เรื่องการแพทย์ ผู้นำจีนเรียนรู้ความรู้และศึกษาการแพทย์ตะวันตก
แต่ยังคงถือว่าระบบการแพทย์ที่มี “ค่า” มากกว่า คือ การแพทย์แผนจีน

ประการสุดท้าย ผู้นำจีนจึงสร้างสถาบันศึกษาและตามเรื่องวิกฤตโลกตลอดเวลา
เมื่อคาดว่าจะเกิดวิกฤตอะไร อย่างไร ก็จะเตรียมรับมือล่วงหน้าไว้ก่อน

ตัวอย่างเช่น ก่อนเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ผู้นำจีนคาดว่าจะเกิดวิกฤตน้ำมันรุนแรงขึ้นมาก่อน
ในช่วงนั้นราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างมาก จนทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกถดถอย แต่ปรากฏว่าประเทศจีนทั้งๆ ที่
ต้องพึ่งน้ำมันอย่างมหาศาล กลับเผชิญผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันน้อยที่สุด

เมื่อคาดการณ์ล่วงหน้าถูก ผู้นำจีนก็เตรียมรับวิกฤตน้ำมันโดยลงทุนเปิดฐานการผลิตน้ำมันใหม่ๆขึ้นจำนวนมาก

ที่สำคัญยิ่ง ผู้นำจีนมีความสามารถเปลี่ยน “วิกฤต” เป็น “โอกาส” ได้ดีมากๆ

หมายความว่า ผู้นำจีนมีสถาบันติดตามศึกษาวิกฤตโลกในทุกแบบ ทุกเรื่อง อย่างแยกแยะ

เมื่อศึกษาอย่างจริงจังก็จะสามารถเตรียมรับวิกฤต และเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้

ผู้นำจีนจะใช้ “ปฏิบัติการที่รวดเร็ว” หรือปฏิบัติการ “เชิงรุก” เพื่อเป็นฝ่ายกระทำก่อน

ตัวอย่างเช่น หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ผู้นำจีนได้เปิดแนวรุกแรก เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการ
พยายามพลิกวิกฤตนี้ เปิดเงื่อนไขในการผนึกประเทศต่างๆ ในเอเชียเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อสร้าง
ศูนย์อำนาจของโลกขึ้นใหม่ ขึ้นมาแทนที่สหรัฐอเมริกา

จีนรู้ว่า ต้องร่วมกับญี่ปุ่นและเกาหลี สร้างประชาคมโลกใหม่ในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือขึ้น
จีนจึงให้ความสำคัญต่อญี่ปุ่นมากเพราะผู้นำจีนตระหนักว่า ถ้าจีนกับญี่ปุ่นผนึกเป็นหนึ่งเดียวกันได้
ก็เท่ากับว่าสามารถผนึกหน่วยเศรษฐกิจโลกระดับ 2 (ญี่ปุ่น) และ 3 (จีน) ของโลกมารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นมีความสำคัญอย่างมากเพราะมีฐานะทางยุทธศาสตร์เป็นฐานทางยุทธศาสตร์ใน
การปิดล้อมจีนของสหรัฐอเมริกาทางการทหาร ถ้าทลายจุดยุทธศาสตร์ที่เป็นหัวใจได้แนวปิดล้อมจีน
ทางทหารก็จะพังลงอย่างสิ้นเชิง


ดังนั้น การกระชับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันระหว่างจีนกับญี่ปุ่นจึงมีความสำคัญอย่างมาก

เรียกว่า ยิงนกทีเดียวได้นกถึง 2 ตัว

แนวรุกที่สองคือ การพยายามลดบทบาทของการใช้เงินดอลลาร์ในการซื้อขายและแลกเปลี่ยนสินค้าในโลก
โดยเสนอให้มีการใช้ระบบตระกร้าเงินแบบใหม่ขึ้นมาแทน

แนวรุกที่สามคือ การเรียกร้องให้โลกตะวันตกหาทางควบคุมการไหลเวียนของระบบเงินตรา

หมายความว่า จีนไม่ได้เพียงแต่เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้เท่านั้น จีนยังมีบทเสนอที่เป็นรูปธรรมต่อชาวโลก

“การปฏิบัติการเชิงรุกที่รวดเร็ว” ในเวลาเดียวกันก็คือ
ขบวนการสร้างฐานะความเป็นผู้นำ Leadership ในระบบโลก

ทั้งหมดที่กล่าวคือ ‘ความเป็นจีน’ ที่เราคนไทยต้องศึกษาและเรียนรู้
(ยังมีต่อ)

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Nov 30, 2009 4:31 pm

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000143112

ฝ่าวิกฤตโลก ยุทธศาสตร์โลก......ไทย (6)

25 พฤศจิกายน 2552 14:35 น.

โดย ยุค ศรีอาริยะ

ยุทธศาสตร์โลก.....ไทย

เมื่อมองจีน แล้วหันกลับย้อนมองประเทศไทย

ในกรณีของประเทศไทย ชนชั้นนำไทยไม่เคยมีการคิดสร้างหลักปรัชญาทฤษฎีการพัฒนา
และการวางยุทธศาสตร์โลก.....ไทย ที่เป็นของตัวเอง

เราคิดได้ ทำได้ เพียงแค่เดินตามก้นตะวันตก

ทำไมเราจึงไม่สามารถผลิตฐานคิดของเราเองขึ้นมาได้

คำตอบคือ การถูกครอบทางวัฒนธรรมและการศึกษา หลังจากไทยถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบโลก
ในยุคจอมพลสฤษดิ์ เราได้ถอนรากวัฒนธรรมตะวันออกเก่าทิ้งอย่างสิ้นเชิง และแปรสู่ระบบการศึกษาใหม่
แบบตะวันตก

“ทาส” ทางทฤษฎี จึงถูกผลิตขึ้น

เวลาที่นักศึกษาไทยต้องทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกหรือโท นักศึกษาทุกคนจะถูกบังคับให้ต้องใช้ทฤษฎี
จากโลกตะวันตกมาใช้เป็นฐานทางทฤษฎี ซึ่งเท่ากับว่าผลงานวิทยานิพนธ์ที่ทำเป็นเพียงแค่พิสูจน์ความถูกต้อง
ของแนวคิดและทฤษฎีตะวันตกชุดใดชุดหนึ่งที่เราคิดว่า “ดี” เท่านั้น

การศึกษาไทยไม่ส่งเสริมให้นักศึกษาไทย “กล้าคิด” หรือ นำเสนอ “ทฤษฎี” ของตัวเอง

เราเรียนรู้กันแค่ “ทฤษฎีตะวันตก” และมักจบลงเพียงแค่ทฤษฎี เพราะระบบการศึกษาไทยจะแยกเรื่องยุทธศาสตร์
และยุทธวิธีออกจากกระบวนการการเรียนรู้

นักศึกษาไทยจึงคิดตามก้นทฤษฎีตะวันตก และคิด “วางแผน” ด้วยตัวเองไม่เป็น

นี่คือ ที่มาของความด้อยพัฒนาทางปัญญา ที่ต้องพึ่งพาผู้รู้จากโลกตะวันตกเป็นผู้ชี้นำ (จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ)

แต่ทำไมเล่า ผู้นำจีนสามารถคิดวางทฤษฎีและวางยุทธศาสตร์ของตัวเองได้

คำตอบคือ ชนชั้นนำจีนตระหนักรู้ถึงอันตรายของลัทธิการล่าอาณานิคมทั้งแผนเก่าและแผนใหม่(จากโลกตะวันตก)
จีนรู้ว่าถ้าเดินตามตะวันตกก็ต้องตกเป็นเบี้ยล่าง หรือหนีไม่พ้นที่จะต้องกลายเป็นประเทศทุนนิยมล้าหลังด้อยพัฒนา
และพึ่งพาเช่น ประเทศโลกที่สามทั้งหลาย

ถ้าหากจีนจะยอมผนวกตัวเองเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจการตลาดของโลก จีนจะต้องคิดสลัดหลุดจากเงื่อนไขพื้นฐาน
ในการเป็นประเทศทุนนิยมด้อยพัฒนา อย่างไรให้ได้ก่อน

คำตอบสำคัญที่ต้องหาให้พบคือ “อะไรคือรากที่มาของความเป็นทุนนิยมด้อยพัฒนาและพึ่งพา”

ผู้นำจีนพบว่า ความด้อยพัฒนาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ปัญญาชนและชนชั้นนำในประเทศโลกที่สามมีฐานะเป็น
“ทาสทางปัญญา” และ “ทาสทางทฤษฎี (ตะวันตก)”

ที่ผ่านมา ชนชั้นนำอเมริกาได้นำเสนอทฤษฎีพัฒนาแก่ประเทศโลกที่สามที่เรียกว่า Modernization ทฤษฎีนี้เสนอว่า
“จะพัฒนาต้องถอนรากวัฒนธรรมโบราณที่ล้าหลังก่อน และแทนที่ด้วยวัฒนธรรมทุนนิยม” นอกจากนี้
ได้นำเสนอแนวทางในการพัฒนาว่า “จะต้องเริ่มจากการกระจุกรวมความมั่งคั่งไว้ที่ส่วนกลางระบบก่อน และในที่สุด
ก็จะเกิดกระจายความมั่งคั่งสู่คนทั้งประเทศได้เอง”

ผลของการพัฒนาก็จะเกิดการแพร่กระจายไปของวัฒนธรรมทุนนิยมตะวันตก
และระบบโครงสร้างที่รวมศูนย์อำนาจและผลประโยชน์อย่างยิ่งไว้ที่ศูนย์กลาง

วัฒนธรรมทุนนิยมแบบตะวันตก คือรากที่มาของวัฒนธรรมของชนชั้นนำและปัญญาชนที่ “เห็นแก่ตัว”
ส่วนโครงสร้างที่รวมศูนย์นี้ คือที่มาของระบบที่สร้างความมั่งคั่งและให้อำนาจแก่คนจำนวนน้อย

เอา “ความเห็นแก่ตัว” บวกกับโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์ ก็คือที่มาของ ‘ระบบการนำ’ ที่คอร์รัปชัน
ขายชาติและขายแผ่นดิน


เบื้องหลังระบบอำนาจคือ อภิมหาทุนจากอเมริกา ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ กับชนชั้นนำเพียงจำนวนน้อย
ที่ความมั่งคั่งส่วนใหญ่ มาจากการเข้ามาลงทุนของทุนต่างชาติ

ยิ่งพัฒนา ทรัพยากรที่มีค่าของประเทศจะถูกปล้นชิง และคนส่วนใหญ่จึงยิ่งยากจนและล้มละลาย
มีเพียงคนกลุ่มน้อยกับบรรษัทข้ามชาติเท่านั้นที่ร่ำรวย

นี่คือ ที่มาของคำกล่าวของเติ้งเสี่ยวผิงที่ว่า คนจีน “โชคดีมาก” ที่เข้าสู่ระบบทุนนิยมโลก
หลังกว่าประเทศอื่นๆ


การมาทีหลังทำให้จีนได้บทสรุปจากความผิดพลาดของประเทศอื่นๆ และใช้ความผิดพลาดเหล่านั้น
มาเป็นบทเรียนและไม่ก้าวตาม

ผู้นำจีนจึงคิดสร้างทฤษฎีของตัวเอง (สังคมนิยมการตลาด) ปฏิเสธที่จะเดินตามทฤษฎี Modernization ของตะวันตก

ที่สำคัญ ผู้นำจีนยังคงตระหนักรู้ถึงคุณค่าของวัฒนธรรมจีนโบราณ

วัฒนธรรมจีนโบราณมีคุณค่าอย่างไร

วัฒนธรรม 3,000 ปีของจีนจะสอนเรื่องการสร้างผู้นำที่ดี สร้างผู้นำที่มีคุณธรรม เสียสละ และซื่อสัตย์

วัฒนธรรม 3,000 ปีของจีน สอนว่า “ระบบการเมืองและเศรษฐกิจที่ดี คือ ระบบที่มีดุลยภาพ”

นอกจากนี้ วัฒนธรรม 3,000 ปีสอนคนจีนให้เข้าใจ “ค่า” ของการคิดค้นทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธี

จีนจึงมีวัฒนธรรมในเชิงยุทธศาสตร์ ชาวจีนตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการวางแผน และ How to
จีนจึงเป็นนักปฏิบัตินิยมที่ยิ่งใหญ่

แต่ในกรณีประเทศไทย ระบบการศึกษาไทยโยนทิ้งวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย และลอกเรียนจากตะวันตกทั้งดุ้น

ระบบการศึกษาไทยปัจจุบัน สอนให้ปัญญาชนไทย นักธุรกิจไทย คิดแค่ “รวย...รวยๆ และมหารวย”
ปัญญาชนและชนชั้นนำทั้งประเทศจึงไม่มีอุดมการณ์เพื่อชาติ

ในงานสัมมนาครั้งหนึ่ง ผมได้เสนอว่า

เราต้องรื้อระบบวัฒนธรรมและการศึกษาแบบตะวันตกทิ้ง วางฐานใหม่โดยหันกลับมาใช้วัฒนธรรมตะวันออก
(ไทยโบราณ) เป็นฐานการศึกษา


วัฒนธรรมไทยนับพันปีสอนให้คนไทยตระหนักรู้ว่า จะสร้างปัญญาชนและชนชั้นผู้นำที่ดีได้อย่างไร

ปราชญ์ตะวันออกสอนว่า ต้องใช้ “ธรรมะ” นำหน้าทุกอย่าง ธรรมนำหน้าการเมือง ธรรมนำหน้าความรู้
ธรรมนำหน้าเศรษฐกิจ

ผู้นำที่ดีก็ต้องมี “ธรรมะ” นำหน้า

ถ้าย้อนประวัติศาสตร์ไทย ผู้นำที่เราต้องเรียนรู้คนแรกคือ กษัตริย์หญิง พระนางจามเทวี พระองค์ท่านเป็น
ผู้นำทั้งด้านศาสนาและการปกครอง หมายความว่า ท่านเป็นผู้นำที่เข้าใจพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง
ท่านจึงทำหน้าที่เป็นผู้นำทางศีลธรรมและจิตวิญญาณด้วย

วันนี้ เราต้องการผู้นำทางศีลธรรมและผู้นำผู้ที่เข้าใจพุทธธรรมอย่างลึกซึ้ง

ต่อมาคือ พ่อขุนรามคำแหง ผู้นำที่ผูกพันรักใคร่ประชาชนมากๆ ราวกับว่าประชาชนทุกคน
เป็นลูกที่รักของพระองค์

ผมคิดว่า ชนชั้นนำใหม่ต้องเรียนรู้ “ค่า” วัฒนธรรมการนำแบบเก่า การนำที่ไม่แยกศาสนา
ออกจากการเมือง (แบบตะวันตก) และการนำเป็นหนึ่งเดียวกับประชาชน (พ่อกับลูก)


ศาสนาธรรมต้องกลับมานำการเมือง

ที่ผมเสนอการสร้างผู้นำใหม่แนวตะวันออก ก็ไม่ได้หมายความว่าการสร้างผู้นำแบบตะวันตก
ใช้ไม่ได้เสียทีเดียว แต่เราก็ต้องเรียนรู้สิ่งที่มี “ค่า” จากตะวันตก

ผู้นำแบบตะวันตก จะเป็นผู้นำที่ตื่นรู้และเห็นค่าแห่งปัญญาหรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา

ผนึกวัฒนธรรมออกและตะวันตก ก็คือ “การสร้างผู้นำใหม่” ที่นำเอาธรรมะและปัญญา
(แบบเปิดกว้าง) ประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน


วันก่อนผมไปถกกับเพื่อนเรื่องการสร้างพรรค ที่ฝรั่งเรียกว่า Mass Party ผมบอกเพื่อนๆว่า

“ต้องระวังสักนิด เพราะคำว่า Mass หมายถึง ประชาชน แต่การสร้างพรรคที่แท้แล้วคือ การสร้างชนชั้นนำใหม่

พรรคนี้จะต้องทำหน้าที่ “นำ” ประชาชน ไม่ใช่ “ตาม” ความต้องการของประชาชน

นำ ในแง่การนำเสนอปรัชญา แนวทาง ทฤษฎี และยุทธศาสตร์”


การคิดสร้างทฤษฎีของพรรค ก็ไม่จำเป็นต้อง “คิดใหม่” ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับทฤษฎีเก่าๆ
เราอาจจะนำเอาข้อดีของแนวคิดและทฤษฎีที่มีอยู่แล้วมาประกอบประสานกัน และผลิตซ้ำขึ้นมาใหม่

ในที่ประชุมพรรคการเมืองใหม่ ผมเสนอว่า

ในแง่ทฤษฎีและอุดมการณ์ น่าจะนำเอา 3 แนวทางอุดมการณ์เข้ามาใช้ประสานกัน

แนวแรก คือ สีเหลือง

แนวที่สอง คือ สีเขียว

แนวที่สาม คือ สีแดงอ่อนๆ

สีเหลือง
แทนที่แนวคิดทางศาสนา ทางศีลธรรม และปัญญา สีนี้ต้องมาก่อนสีอื่นๆทั้งหมดเพราะผู้นำไทยใหม่
ต้องเป็นผู้นำแบบ Moral Leadership ซึ่งเข้าใจค่าของศาสนาและความดีงามแบบตะวันออก

ผู้นำใหม่ที่มี “ธรรมะ” นำเท่านั้น จึงจะสร้าง “ศรัทธา” และนำประชาชนได้

ที่สำคัญ “พรรคใหม่” จะต้องมีกองทัพธรรมเป็นฐาน หมายความว่าต้องสามารถเชื่อมประสาน
ผนึกกำลังกับผู้นำทางศาสนา (ตะวันออก) ของไทยและสากลได้

สีเขียว ก็คือ เรื่องสิ่งแวดล้อมและแนวคิดเรื่องการพัฒนาแบบยั่งยืน รวมทั้งแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

พรรคสีเขียวและขบวนการสีเขียวมีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก ทำอย่างไรจึงจะเชื่อมประสานพลังสีเขียว
ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

สีแดงอ่อนๆ
คือ แนวคิดเรื่องสวัสดิการสังคม หรือระบบสังคมที่มีดุลยภาพ ต้องคิดวางแผนสร้างสังคมที่มีระบบสวัสดิการ
ที่มั่นคงตั้งแต่ระบบชุมชน ผมเรียกว่า แดงอ่อน เพราะว่าแนวคิดเรื่องสวัสดิการที่ผมนำเสนอไม่ใช่เรื่อง
รัฐสวัสดิการแบบเก่าซึ่งอำนาจจะรวมศูนย์อยู่ที่รัฐและข้าราชการ

ผมเสนอระบบสังคมสวัสดิการที่ศูนย์ของระบบอยู่ที่ภาคประชาชน

ชุมชนต้องจัดระบบสวัสดิการของตนเอง ผมยกตัวอย่างระบบสังคมสวัสดิการ คือแนวคิดของนายแพทย์ยูนูฟ
และ แนวทางของสันติอโศก ที่สร้างระบบชุมชนแบบใหม่ ที่มีความบูรณาการในทุกๆ ด้าน
และมีระบบสวัสดิการของตัวเอง กล่าวคือมีทั้งโรงเรียนและโรงพยาบาลเป็นของตนเอง

ในแง่ระบบเศรษฐกิจใหม่ ผมอยากให้เพื่อนๆ อ่านงานเรื่อง Eco-economy ของ Lester Brown ประสานกับ
งานของ ฟริตจ็อฟ คาปร้า เรื่อง The Hidden Connection งานนี้มีแปลเป็นภาษาไทยแล้ว

แนวคิดเศรษฐกิจใหม่นี้ คือการหันไปเรียนรู้การสร้างเศรษฐกิจใหม่จากกระบวนการทางธรรมชาติ

ประการแรก ธรรมชาติจะมีขบวนการการผลิต หรือการเกิดก่อมหาศาล
แต่ธรรมชาติจะไม่มีของเสีย หรือมลพิษเลย

กล่าวได้ว่า ธรรมชาติมีวัฏจักรที่ครบวงจรของตัวเอง เริ่มจากอนินทรีย์สาร เปลี่ยนมาเป็นอินทรีย์สาร
และหวนกลับสู่ความเป็นอนินทรีย์สาร โดยสามารถเปลี่ยนของเสียหรือมลพิษเป็นอาหารของจุลินทรีย์
และแบคทีเรียได้ อย่างสมบูรณ์แบบ

การผลิตอุตสาหกรรม ในยุคปัจจุบันยังคิดแค่การผลิตสินค้าให้ได้มากๆ
เท่านั้น และขบวนการสิ้นสุดลงแค่การขายสินค้า จึงสร้างปัญหามลพิษมหาศาล

ตัวอย่างเช่น ในการผลิตกระดาษ เราโค่นป่า และสกัดเซลลูโลสจากไม้ เราใช้เพียง 20 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์
ของต้นไม้เท่านั้น ที่เหลืออีก 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ กลายเป็นของเสีย

โรงผลิตเบียร์ สกัดแค่ 8 เปอร์เซ็นต์ของข้าวเจ้าหรือข้าวบาร์เลย์มาใช้ทำเบียร์

น้ำมันปาล์มก็ใช้แค่ 4 เปอร์เซ็นต์จากต้นปาล์ม

เราต้องคิดใหม่ด้วยการใช้ทรัพยากรทุกอย่าง อย่างคุ้มค่าสูงสุด

ตัวอย่างเช่น

ที่ประเทศโคลัมเบีย ชาวไร่ปลูกกาแฟเป็นพืชเพื่อการส่งออก ปรากฏว่าราคาตกต่ำมาก องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม
ชื่อ ZERI ได้เข้าไปช่วย องค์การนี้พบว่าชาวไร่ใช้เพียง 3.7 เปอร์เซ็นต์ของต้นกาแฟในการผลิตกาแฟ
แต่ปล่อยส่วนที่เหลือทิ้งและสร้างมลพิษ จึงคิดนำของเสียมาใช้งานโดยการค้นพบว่า
ชีวมวลของต้นกาแฟสามารถใช้ในการเพาะปลูกเห็ดหอมเขตร้อน ใช้เลี้ยงปศุสัตว์ ทำปุ๋ยชีวภาพ
มูลของปศุสัตว์ก็สามารถนำกลับมาทำก๊าซชีวภาพและนำไปทำปุ๋ยของไร่กาแฟและสวนผักรอบๆ
ขณะที่พลังงานชีวภาพที่เหลืออยู่ก็นำมาใช้ในกระบวนการเพาะเห็ดได้อีก

นี่คือระบบคิดใหม่ที่มีค่าอย่างมาก สำหรับประเทศที่ทำเกษตรกรรม
เช่น ประเทศไทย ถ้าเรากล้าคิดและค้นคว้ากันจริงๆ เราก็จะสามารถสร้าง “การปฏิวัติเขียว”
ในด้านเกษตรกรรมขึ้นมาได้

ในกรณีการใช้กระดาษ ปัจจุบันได้มีเทคโนโลยีในการผลิตน้ำหมึกใหม่ที่สามารถล้างออกได้
ทำให้เราสามารถใช้กระดาษซ้ำแล้วซ้ำอีกได้นับสิบๆ ครั้ง

ประการที่สอง ธรรมชาติไม่ได้สอนมนุษย์ในแง่ของวัฏจักรที่ไม่มีมลพิษเท่านั้น
ธรรมชาติยังสอนเรื่องระบบธรรมชาติที่มีดุลยภาพ

ถ้าเราเดินทางไปป่า เราจะพบว่า ต้นไม้เล็กและใหญ่ สัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ อยู่ด้วยกันได้ในพื้นที่เล็กๆ
และการอยู่ด้วยกันช่วยเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของกันและกัน

ความอุดมสมบูรณ์ร่วมกันกับความหลากหลายทางชีวภาพประกอบกันเป็นหนึ่งเดียว

แต่ มนุษย์ปัจจุบัน คิดได้เพียงระบบเศรษฐกิจ ก็เพื่อคนกลุ่มน้อยที่มั่งคั่งเท่านั้น
เราไม่เคยคิดว่าเราสามารถสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีดุลยภาพและเพื่อคนทุกคนอยู่ร่วมกันได้

การเกิดขึ้นของเมืองที่เรียกว่า ไชน่าทาวน์ น่าจะช่วยสะท้อนภาพระบบเศรษฐกิจแบบนี้ได้ดีว่า “สร้างได้”

ไชน่าทาวน์ คือ เมืองตลาดซึ่งเต็มไปด้วยธุรกิจขนาดเล็กๆ มากมาย แต่ในเวลาเดียวกัน
ก็จะมีธุรกิจขนาดใหญ่ด้วย พวกเขาเชื่อมกันแบบเครือข่ายที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในฐานะ
เป็นธุรกิจของคนจีนเหมือนกัน

ความเป็นตลาดที่ “อุดม” ทำให้เศรษฐกิจไชน่าทาวน์ก็จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน
แม้ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขนาดใหญ่

นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่กระจายตัวและอุดมสมบูรณ์ในตัวเอง

แต่ระบบไชน่าทาวน์ ก็ยังมีจุดอ่อนที่ต้องแก้หลายประการ

อย่างเช่น ความเป็นเมือง (โลกวัตถุ) ต้องเอาแนวคิดเรื่องเมืองนิเวศน์มาปรับใช้ เช่น
ควรปรับอาคารพาณิชย์ทั้งหมดให้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม

ระบบการขนส่งภายในเมืองควรจัดเป็นเขตปลอดรถยนต์และมลพิษ
ควรจะทำเป็นระบบรถไฟฟ้าทั้งหมด หรือใช้รถจักรยาน

นอกจากนี้ ต้องสร้างเสริม “ความเป็นชุมชนที่เอื้ออาทรต่อกัน และมีกิจกรรมร่วมกัน” ขึ้นกลาง
ใจกลางความเป็นเมือง และต้องเพิ่มพื้นที่ป่าขึ้น ประสานพื้นที่เมือง

ที่สำคัญ ต้องสร้างศูนย์ชุมชนที่เข้มแข็ง โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง ใช้วัดเป็นฐานผลิตทางวัฒนธรรม
ให้คนในชุมชนเอื้ออาทรต่อกันและเอื้ออาทรต่อธรรมชาติ

ปัจจุบัน เมืองใหญ่ๆ หลายเมืองในแคนาดาและยุโรป อย่างเช่น แวนคูเวอร์ มิวนิค ซูริค ได้พยายาม สร้างเมืองนิเวศน์ขึ้น
ซึ่งช่วยให้ผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในเมืองเหล่านี้สามารถประหยัดพลังงานและอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย

ถ้าเราเรียนรู้และศึกษาระบบโลกอย่างจริงจัง เราจะรู้ว่าโลกเปลี่ยนไปทุกวัน “ความคิดใหม่ๆ”
กำลังก่อเกิดขึ้นในทุกมุมโลก


อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมดูทีวีจีน มีการสัมภาษณ์กรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนท่านหนึ่ง

ขอโทษที่ผมจำชื่อท่านไม่ได้ แต่ท่านพูดไว้น่าสนใจ

ท่านพูดเรื่อง 60 ปีพรรคคอมมิวนิสต์ ท่านกล่าวว่า

จากยุคเหมา ถึงยุคเติ้ง ประสบความสำเร็จเพราะผู้นำจีนกล้าปฏิวัติทางความคิด
และกล้าเปลี่ยนยุทธศาสตร์เป็นช่วงๆ


ในยุคเหมา ท่านประธานเหมา “กล้า” นำเสนอแนวการปฏิวัติของชาวนาซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
จากแนวความคิดลัทธิมาร์กซ์โดยทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องการต่อสู้ของชนชั้นผู้ใช้แรงงานหรือกรรมกร


พอถึงยุคเติ้งเสี่ยวผิง ท่าน “กล้า” นำเสนอ แนวคิดสังคมนิยมการตลาด ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน

ทฤษฎีที่ถูกต้องเหล่านี้ ได้นำจีนสู่ความเจริญรุ่งเรืองมาถึงปัจจุบัน

แต่วันนี้ ถึงเวลาที่จีนต้อง “กล้า” คิดค้นหาแนวคิดปฏิวัติใหม่ และวางยุทธศาสตร์ใหม่อีกแล้ว

ผู้สัมภาษณ์ถามท่านว่า “จะเป็นแนวคิดเรื่องอะไร”

ท่านกล่าวทำนองว่า

จีนต้องสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และต้องสนใจแนวคิดเรื่องการพัฒนาแบบยั่งยืน
อย่าไปหลงติดอยู่กับความเชื่อเรื่องการขยายตัวของ GNP รวมทั้งท่านยังกล่าวย้ำว่า
ปัจจุบันจีนต้องแก้ปัญหาความยากจนในชนบทให้ประสบความสำเร็จให้ได้ (ยังมีต่อ)

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000144983

ฝ่าวิกฤตโลก ยุทธศาสตร์โลก......ไทย (จบ)

29 พฤศจิกายน 2552 14:49 น.

โดย ยุค ศรีอาริยะ

ยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค

ที่จริงแล้ว คำว่า ยุทธศาสตร์โลก......ไทย ตรงจุด.....จุดๆ ต้องมีคำว่า ภูมิภาค อยู่ด้วย จึงจะคิดได้ครบวงจรจริงๆ

แต่การคิดวางยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคไม่ง่ายนัก เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังหลงเป็น “ทาส” ปัญญาตะวันตก
ด้านประวัติศาสตร์ในเรื่องเกี่ยวกับความเป็นชาติ หรือเรื่องรัฐชาติ

คำว่า รัฐชาติ คือ รัฐของชนชาติใดชนชาติหนึ่งเป็นสำคัญ

อย่างเช่น คนไทยก็ต้องมาจากชนชาติไต ที่เคยอยู่ที่ภูเขาอัลไต แล้วมาสร้างราชธานีแห่งแรกที่สุโขทัย

ประวัติศาสตร์แบบอิทธิพลฝรั่ง ไม่เพียงเป็นการแยกผู้คนเป็นชนชาติเท่านั้น
ยังช่วยสร้างประวัติศาสตร์สงครามระหว่างชนชาติ

อย่างเช่นเรื่อง ไทยรบกับพม่า และไทยรบกับขอม

เราจึงไม่มีประวัติศาสตร์ของคนหลายชนชาติที่อยู่รวมกันอย่างสงบและ สันติ ประวัติศาสตร์ที่สอน “ค่า”
ของเรื่องการดำรงอยู่ร่วมกันและเอื้ออาทรต่อกันระหว่างชนชาติที่แตกต่างกัน ในดินแดนแถบนี้

ความเป็นคนไทย ไม่ได้มาจาก “ชนชาติไต” เท่านั้น แต่เกิดจากการผสมผสานทางเชื้อชาติ
และวัฒนธรรมที่หลากหลาย

ที่สำคัญ เราจึงไม่มีประวัติศาสตร์วัฒนธรรมแบบที่มองผ่านมิติที่เป็นหนึ่งเดียวกันในระดับภูมิภาค

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า เรามีประวัติศาสตร์แค่ระดับประเทศ แต่เราไม่ประวัติศาสตร์ภูมิภาค


ความคิดที่จะผนึกรวมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นหนึ่งเดียวกันจึงไม่มี

วันนี้ อารยธรรมโลกก็กำลังเคลื่อนมาทางทิศตะวันออก จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ประเทศในย่านตะวันออกกลาง
และอินเดีย กำลังกลับเข้ามามีบทบาทนำในระบบโลกมากขึ้นเรื่อยๆ

ผู้นำญี่ปุ่นกำลังเสนอจีนให้สร้างชุมชนเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือขึ้น
เพราะในย่านนี้มีประวัติศาสตร์วัฒนธรรม (เดิม) ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน

ความจริงแล้ว ในยุคอารยธรรมโลกโบราณ ผู้คนในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด
มีความเป็นหนึ่งเดียวกันทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม

ในสมัยโบราณ ชาวอินเดียเรียกดินแดนแถบนี้ว่า “สุวรรณภูมิ” คำว่า สุวรรณภูมิ ไม่ได้หมายถึง
ประเทศไทยเท่านั้น แต่น่าจะกินความแบบรวมๆ ถึงดินแดนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด
เพราะในยุคนั้น ดินแดนแถบนี้ไม่ได้มีพรมแดนที่แยกออกจากกัน จึงถือว่าเป็นดินแดนลุ่มแม่น้ำหลายสาย
มีพื้นที่ป่าที่อุดมอย่างยิ่ง และอุดมด้วยแร่ธาตุและทรัพยากร (รวมทั้งทองคำ)

“ความอุดมอย่างยิ่งทางธรรมชาติ” คือ ฐานที่มาของวัฒนธรรมที่เชื่อมคนหลายเชื้อชาติให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ
และผู้คนทุกเชื้อชาติล้วนนับถือเป็นพี่น้องกัน

จุดเริ่มของอารยธรรมขนาดใหญ่ของดินแดนแถบนี้ เริ่มประมาณศตวรรษที่ 6 หรือ 7 เริ่มจากประวัติศาสตร์วัฒนธรรม
ที่เรียกว่า ทวาราวดี ซึ่งเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกับประวัติศาสตร์วัฒนธรรมทางใต้ที่เรียกชื่อว่า ศรีวิชัย
เพราะทั้งสองสายวัฒนธรรมต่างเป็นวัฒนธรรมพุทธศาสนาทั้งคู่

ดังนั้น เส้นทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมชุดนี้จึงเชื่อมตั้งแต่ประเทศพม่าไปถึงลุ่มแม่น้ำโขง รวมถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
ลงไปถึงภาคใต้ของไทย และเกาะชวา

ยุคนี้คือ การก่อเกิดวัฒนธรรมเมืองที่มีชนชาติที่หลากหลายมาอยู่ด้วยกันอย่างเอื้ออาทร

ถือว่านี่คือ วัฒนธรรมเมืองที่อุดม งดงาม และเปิดกว้าง ยอมรับความแตกต่างกันทางเชื้อชาติ
และใช้ชีวิตอยู่รวมกันอย่างสงบสันติ

จนกล่าวได้ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือฐานรากของวัฒนธรรมพุทธที่งดงามที่สุดของโลก

หลังจากนั้น ประมาณหลังศตวรรษที่ 10 สายวัฒนธรรมชุดที่สองก็ไหลบ่าเข้ามา นั่นคือวัฒนธรรมพราหมณ์

วัฒนธรรมชุดนี้คือ รากที่มาของการสร้างอาณาจักรขนาดใหญ่ ที่กินพื้นที่ไปเกือบทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กินพื้นที่จากลุ่มแม่น้ำโขงถึงแม่น้ำเจ้าพะยา และทางใต้ไปถึงเกาะชวา และไปถึงเวียดนาม

ยุคที่เรียกกันว่า ยุควรมัน ที่สามารถแผ่อิทธิพลไปทั่ว และสร้างอำนาจหรือสร้างอาณาจักรขนาดใหญ่
ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน

ยุควรมัน มาสิ้นสุดลงประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 และถูกสืบทอดต่อด้วย ยุครามคำแหง และ ยุครามาธิบดี
โดยมีฐานสร้างอาณาจักรที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา (สุโขทัยและอยุธยา) ซึ่งถือว่าเป็นยุคที่พุทธศาสนา
เริ่มกลับมามีอิทธิพลอีกครั้งหนึ่ง

แต่ “ความเป็นอยุธยา” คือการผสมประสานวัฒนธรรมที่หลากหลายเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน
มากกว่าความเป็นแบบเดียวทางวัฒนธรรม

นี่คือ ที่มาของการเชื่อมพุทธและพราหมณ์เข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน

นอกจากนี้ ในยุคอยุธยาถือเป็นช่วงประวัติศาสตร์ที่วัฒนธรรมจีนเริ่มไหลทะลักเข้ามาสู่ประเทศไทย
และแพร่ระบาดขยายตัวไปทั่วดินแดนแถบนี้

ชนชาติต่างๆ ในดินแดนแถบนี้เรียนรู้วัฒนธรรมจีนผ่านวัฒนธรรมด้านการค้า ด้านยุทธศาสตร์
การจัดการปกครอง อาหาร และการรักษาโรค

“ความเป็นอยุธยา” ก็สามารถผนึกความเป็นจีนเข้ากับความเป็นพุทธและพราหมณ์แบบอินเดียได้อย่างลงตัว

ราวกับว่าคือ ระบบวัฒนธรรมเดียวกัน

ในยุคนี้ แม้ว่าศูนย์ทางวัฒนธรรมและการเมืองจะแยกเป็น 2 ศูนย์ คือ สายแบบพุทธ–พราหมณ์บวกจีนแบบอยุธยา
ที่มีอิทธิพลไปถึงทางใต้และชวา และสายพุทธ-ผีบวกจีนซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศพม่า

แต่ถึงอย่างไร ทั้งสองสายวัฒนธรรมก็เชื่อมกันหรือแลกเปลี่ยนกันทางวัฒนธรรมผ่านเครือข่าย
ระบบวัฒนธรรมโลกโบราณที่เชื่อมโยงกันทางเครือข่ายศาสนาและการค้าขายติดต่อระหว่างกัน
(ไทย พม่า อินเดีย จีน ทิเบต เปอร์เซีย และศรีลังกา)

ที่สำคัญ อาณาจักรแถบนี้ไม่เคยมีพรมแดน และใช้ประเพณีการแต่งงานกันเองระหว่างชนชั้นปกครอง
เพื่อเชื่อมและสร้างความ เป็นหนึ่งเดียวกันทางการเมือง

ดังนั้น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงถือได้ว่าเป็นดินแดนที่ไม่เคยมีพรมแดน และสามารถผสมผสาน
ความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมเข้าเป็นหนึ่งเดียว จึงเป็นดินแดนที่ค่อนข้างสงบสุข
จะมีสงครามระหว่างกันบ้างก็น้อยครั้ง

ทำไมเราจึงต้องเปลี่ยนความเข้าใจประวัติศาสตร์ใหม่

ประการแรก

ทำให้เราสามารถก้าวผ่านความเชื่อ (แบบตะวันตก) เรื่องรัฐชาติที่มีพรมแดน ซึ่งแยกผู้คนในดินแดนแถบนี้
เป็นชนชาติ และเป็นประเทศๆ และมุ่งแต่ทำสงครามระหว่างกัน

ประการที่สอง
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือศูนย์ผลิตของอารยธรรมเอเชียโบราณที่สำคัญของโลก ซึ่งเกิดจากความสามารถ
ในการผสมผสานความแตกต่างทางวัฒนธรรม และผลิตซ้ำขึ้นมาใหม่

ในสมัยโบราณ เราเป็นดินแดนที่สามารถผลิตวัฒนธรรมที่ละเอียดอ่อนที่สุดของเอเชีย

ไม่ว่าจะมองในแง่ศิลปะ การก่อสร้าง อาหารและยารักษาโรค

ประการที่สาม
ถ้าผู้คนในย่านนี้ตระหนักถึงความเป็นหนึ่งเดียวในอดีต การคิดที่จะหาทางผนึกเป็นหนึ่งเดียวกันของคน
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็จะ
เกิดขึ้นได้

ปัจจุบัน ถ้าผู้คนในย่านนี้ผนึกเป็นหนึ่งเดียว จะกลายเป็นพลังอำนาจในระดับภูมิภาคในการต่อรองกับ
ศูนย์อำนาจอื่นๆ ในระบบโลก

ถ้าผนึกเป็นหนึ่งเดียวกัน เราจะกลายเป็น “แหล่งผลิตสินค้าเกษตรกรรม” ที่สำคัญและยิ่งใหญ่ของโลก

ถ้าผนึกเป็นหนึ่งเดียวกัน ดินแดนแถบนี้จะกลายเป็น “ศูนย์ของการพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่สร้างได้ง่ายที่สุดในโลก
เพราะดินแดนแถบนี้มีความอุดมทางธรรมชาติสูงมาก เรามีทั้งน้ำมันและทรัพยากรที่มีค่าอื่นๆ เรียกว่า
“เราอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร”


ถ้าคิดผนึกกัน เราจะกลายเป็น “ฐานภูมิปัญญาโบราณในด้านสมุนไพรและวิถีการดูแลสุขภาพ”
แบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ถ้าผนึกกัน เราจะกลายเป็น “แหล่งผลิตอาหารโลก” (ไทยบวกเวียดนาม บวกพม่า รวมทั้งอาหารอิสลาม)

ถ้าผนึกรวมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็น “แหล่งผลิตวัฒนธรรมที่อุดมและหลากหลาย” เพราะดินแดนแถบนี้
ในสมัยโบราณเป็นดินแดนที่เปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมจากทั่วโลก และเป็นแหล่งผลิตซ้ำ
และแต่งเติมเสริมสร้างวัฒนธรรมที่เป็นตัวของตัวเองออกมาได้

นี่คือ ตัวอย่างหนึ่งของการคิดวางยุทธศาสตร์ระดับการคิดระดับภูมิภาค

ผมคงฝากไว้ให้ช่วยกันคิดต่อ

บทสรุป

ขอโทษที่ชิ้นงานนี้ค่อนข้างยาวไปสักหน่อย เพราะเรื่องยุทธศาสตร์เป็นเรื่องที่แยกไม่ออกจากเรื่องราวของ
ระบบโลกทั้งระบบ

ผมจึงต้องพาเพื่อนท่องโลก ย้อนไปตั้งแต่กำเนิดระบบ (เศรษฐกิจ)โลก เพื่อชี้ให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์โลก
ที่กำหนดเหนือยุทธศาสตร์ไทย มีฐานปรัชญา ฐานทฤษฎีอะไรและอย่างไร

ผมพาเพื่อนมาถึงปลายยุคเศรษฐกิจโลก หรือยุคที่ผมเรียกว่า “กลียุค” และบอกเพื่อนๆ ว่า
ถึงเวลาที่เราต้องคิด “ยุทธศาสตร์โลก...ไทยใหม่” แบบถอนราก และแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
จากยุคระบบ (เศรษฐกิจ) โลก

จะวางยุทธศาสตร์ได้ ต้องวางฐานปรัชญา ฐานทฤษฎีใหม่

ยุทธศาสตร์เฉพาะหน้าที่ต้องคิดคือเรื่องว่า เราจะเผชิญสภาวะกลียุคอย่างไร หรือทำอย่างไร
จึงจะปรับและสร้างโลกใหม่ที่มีดุลยภาพทั้งทางธรรมชาติและสังคมอีกครั้งหนึ่ง


และผมเคยเสนอว่า หลังยุคเศรษฐกิจโลกแล้ว ระบบโลกกำลังก้าวสู่ยุคโลกสีเขียว

แต่อะไรเล่าคือ “ยุทธศาสตร์ใหม่” ที่สอดคล้องกับทิศทางโลกอนาคตนี้

คำตอบที่พบ อาจจะดูล่องลอยอยู่บ้าง

อย่างเช่น การปฏิวัติพลังงานทางเลือก เศรษฐกิจเชิงนิเวศน์ เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจธรรมชาติ
รวมทั้งการสร้างเมืองแบบใหม่ที่เรียกว่า เมืองนิเวศน์

การรื้อฟื้นวัฒนธรรมตะวันออก ที่ใช้ “ธรรมะ” นำการเมือง นำเศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

ก่อนจบ ขอย้ำว่า การเข้าใจเรื่องยุทธศาสตร์นั้น มีมิติที่หลากหลายมาก อย่าไปคิดเฉพาะเรื่องการเมืองใหม่เท่านั้น
เราต้องเริ่มจากการวางฐานคิดทางปรัชญาโลกใหม่ ฐานคิดทางทฤษฎีใหม่ ก่อนที่จะคิดเรื่องยุทธศาสตร์

ที่สำคัญ ต้องเข้าใจว่า การคิดในเชิงยุทธศาสตร์นั้นมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับโลกมาถึงระดับภูมิภาค
และมาถึงระดับประเทศ และต้องไม่ลืมคิดวางในระดับเมืองและชุมชนด้วย


นอกจากนี้ การคิดในเชิงยุทธศาสตร์ ยังมีระดับความลึกในการแก้ปัญหาหลายระดับ อย่างน้อย 3 ระดับ

1. ระดับพื้นผิว เช่น การแก้วิกฤตเศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรม รวมทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมที่กำลังเผชิญอยู่

2. ระดับโครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์ที่รวมศูนย์และกระจุกตัวอย่างยิ่ง ซึ่งซ่อนอยู่ภายใน

3. ระดับที่ลึกสุดคือ ระดับฐานผลิตวัฒนธรรมและภูมิปัญญา

ก่อนอื่นต้อง “กล้าคิด” ในเชิงอภิวัตน์ใหญ่ กล้าคิดสร้างโลกใหม่

“เราต้องช่วยกันคิด ช่วยกันวาง” เพราะเรื่องยุทธศาสตร์เป็นเรื่องของชาวไทยทุกคน
ไม่ใช่เป็นเรื่องของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น

สุดท้าย การวางยุทธศาสตร์เป็นเรื่องของโลก.....ไทยและการสร้างพรรคก็เช่นกัน
ต้องมีมิติทางสากลที่สามารถเชื่อมประสานกับพลังประชาชนที่ก้าวหน้าทั่วโลก

จนกว่าจะพบกันอีก

ยุค ศรีอาริยะ

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Dec 01, 2009 12:44 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1259573920&grpid=&catid=02

วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 18:29:32 น.
มติชนออนไลน์



"15สัญญาณ"สังคมมะกันล่มสลาย! คนรวยแค่หยิบมือ คนจนหมดปัญญาหาหมอ
บริษัท"ขายปืน"กำไรเพียบ



เว็บไซต์ www.alternet.org แม็กกาซีนออนไลน์ของสหรัฐ ได้เผยแพร่บทความน่าสนใจ
หัวข้อ "15 สัญญาณบ่งชี้สังคมอเมริกัรกำลังจะแตกสลาย" เขียนโดนนายเดวิด เดโกรว
ซึ่งระบุว่า กลุ่มคนที่ร่ำรวยทางเศรษฐกิจในสหรัฐ คือ ตัวการสำคัญในการทำร้ายสังคมอเมริกัน
ซึ่งเริ่มแก้ไขได้ลำบากมากขึ้นทุกขณะ หลายคนอาจไม่ได้รับรู้เรื่องนี้จากสื่อกระแสหลัก
แต่ผลการชีวัดทางสังคม สามารถยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
ซึ่งตัวชี้วัดดังกล่าวสามารถแยกออกเป็น 15 สัญญาณอันตราย ดังนี้


1) ความไม่เสมอภาคและขาดสมดุลในด้านความมั่งคั่งของชาวสหรัฐ
ได้พุ่งพรวดสูงขึ้นอย่างคาดไม่ถึง

ในปัจจุบันสหรัฐเป็นประเทศผู้นำทางอุตสาหกรรมที่ขาดสมดุลในด้านนี้สูงที่สุด
ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ
ช่องว่างของจำนวนคนรวยและคนชั้นกลางคนจนได้แตกต่างมากขึ้นอย่างมาก

2) กรณีที่ตลาดหุ้นพุ่งสูงเกินกว่า 10,000 จุด ในเวลาอันรวดเร็วเพียง 13 เดือน
ส่งผลให้ธนาคารยักษ์ใหญ่ 3 แห่งคว้าผลประโยชน์จากการจากผู้เสียภาษี

และได้ประโยชน์อย่างมากจากการที่รัฐบาลสหรัฐตัดสินให้เงินช่วยเหลือแก่ธุรกิจที่ล้มเหลว
ซึ่งธนาคารเหล่านี้ได้สร้างสถิติใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ เพราะสามารถยให้โบนัสพนักงาน
เป็นจำนวนเงินสูงถึง 30 พันล้านเหรียญ ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 60 %

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า "โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนากรอันดับหนึ่งของสหรัฐ
สามารถสร้างกำไรได้แล้วเพียงแค่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี แถมยังสามารถสำรองเงินชดเชย
สำหรับการใช้จ่ายได้อีกถึง 16.7 พันล้านเหรียญ"

โกลด์แมน แซคส์ จึงกลายเป็นวาณิชธนากร ที่สามารถขยับขยายและเติบโตได้
ที่สุดในประวัติศาสตร์


3) กำไรของกลุ่มคนที่ร่ำรวยถูกค้ำประกันจากผู้เสียภาษีตาดำๆ ในมูลค่าสูงถึง 23.7 แสนล้าน
แสดงให้เห็นว่าขณะที่กลุ่มคนร่ำรวยไต่ขึ้นสูงไปเรื่อยๆ แต่ชนชั้นกลางกลับกำลังเริ่มล้มลง

4) คนทำงานในช่วงอายุระหว่าง 55 - 60 ปี ซึ่งทำงานมานานถึง 20 - 29 ปี
ได้สูญเสียเงินในกองทุนเงินเก็บออมสำหรับใช้หลังเกษียณการทำงานโดยเฉลี่ย 25 %
ขณะที่ในเวลาเดียวกัน ชาวอเมริกันที่ร่ำรวย 400 คนยังรวยขึ้นไปอีกถึง 30 พันล้านเหรียญ
ซึ่งจากจุดนี้ทำให้คน 400 คนดังกล่าวมีทรัพย์สินรวมกันมากถึง 1.57 แสนล้านเหรียญ

5) จำนวนบ้านที่ถูกที่จำนองพุ่งสูงขึ้นสุดขึดในไตรมาสที่ 3 ของปี 2552
โดยเริ่มย่ำแย่ขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ไตรมาสแรก เชื่อหรือไม่ว่า มีบ้านทั้งหมด 937,840 หลัง
ที่ถูกจำนอง ขณะที่บ้านอีก 3.4 ล้านหลังมีโอกาสสูงมากที่จะถูกจำนองในช่วงปลายปีนี้
แถมนักวิเคราะห์ยังเชื่อว่า สำหรับปี 2553 เรื่องบ้านถูกจำนองจะแย่ลงไปกว่านี้อีก

นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐออกกฎหมายตั้งกองทุนสำหรับผู้เสียภาษี
ในวงเงิน 75 พันล้านเหรียญ ซึ่งผลปรากฎออกมาว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
วัดได้จากจำนวนบ้านที่ถูกจำนอง ซึ่งพิสูจน์ชัดว่ากฎหมายดังกล่าวทำให้ต้องเสียเงิน
ภาษีของประชาชนกว่าเป็น พันๆ ล้านเหรียญไปฟรีๆ


6) ประชาชนอเมริกันกว่า 25 ล้านคนไม่มีงานทำหรือได้ทำงานแบบไม่เต็มเวลา
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐมีประชาชน 25 ล้านคนที่ต้องการเพิ่มรายได้ แต่กลับไม่มีทางเลือก
อัตราการว่างงานคาดว่าจะสูงขึ้นอีกในอนาคตและจะยังคงสูงต่อไปอีกหลายปี

7) ล่าสุดธนาคารสหรัฐถึง 123 แห่งล้มเหลวลงไปในปีนี้
เมื่อเร็วๆ นี้ที่ผ่านมา ธนาคาร 3 คนซึ่งทางการระบุว่ามีความเข็มแข้งต้องปิดกิจการลง

8) การล้มละลายพุ่งทะลุความคาดหมาย รัฐ 10 แห่งร่อแร่ใกล้ล้มละลาย
บางรัฐถึงขั้นประกาศว่าเกิดวิกฤตการเงิน รัฐแคลิฟอร์เนีย, อาริโซน่า, ฟลอริดา, อิลลินอยส์,
มิชิแกน, เนวาดา, นิว เจอร์ซีย์, โอเรกอน, โรด ไอส์แลนด์ และวิสคอนซิน
กำลังตกอยู่ในวิกฤตทางเศรษฐกิจ ซึ่งต่างก็พยายามแก้ด้วยวิธีง่ายๆ อย่าง
การขึ้นอัตราภาษีและการลดจำนวนข้าราชการ

9) ทุกอย่างนี้อาจเกิดขึ้นจากใช้งบประมาณแบบขาดดุล จำนวน 1.4 แสนล้านเหรียญ
ซึ่งนับกว่ามากกว่างบประมาณปีที่ผ่านมาหลายแสนเหรียญ
สรุปแล้วสหรัฐมีหนี้สูงจำนวน 12 แสนล้านเหรียญเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
หนี้จำนวนนี้เริ่มเยอะใกล้ถึงจุดลิมิตตามกฎหมาย ที่กำหนดไว้ที่ 12.104
แสนล้านเหรียญ หมายความว่าสภาคงต้องออกกฎหมายปรับเพดานลิมิตให้สูงขึ้น
เพื่อให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าทำงานต่อไปได้

10) แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามปรับแต่งตัวเลขความยากจนให้ดูต่ำจากความเป็นจริง
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประชาชน 47.4 ล้านคนต้องอยู่อย่างยากแค้น

นอกจากนี้ จำนวนคนยากจนของสหรัฐยังมีอัตราสูงที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรม
เหมือนกัน คาดการณ์ได้เลยว่า จำนวนคนไร้บ้านจะเพิ่มขึ้นอีกมาก อย่างเมื่อปีที่แล้ว
ก็มีคนไร้บ้านมากถึง 3 ล้านคน

11) วิกฤตเศรษฐกิจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเด็กๆ ทั้งนี้ เฉลี่ยแล้วเด็กอเมริกันประมาณ 50 %
ต้องใช้แสตมป์แลกอาหารประทังชีพ
ความอดอยากเป็นสิ่งคุกคามสหรัฐตัวสำคัญ หนังสือพิมพ์นิว วอชิงตัน โพตส์ รายงานว่า
"วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ทำให้จำนวนชาวอเมริกัน ที่มีอาการบริโภคไม่เพียงพอเพิ่มขึ้น
คิดไม่ถึงเลยจริงๆ มันเหมือนกับว่า เรากำลังอาศัยอยู่ในประเทศโลกที่สาม"


12) ปี 2552 จำนวนประชาชนสหรัฐ ที่ยากในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์
เพิ่มขึ้นเป็น 46.3 ล้านคน

ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการตกงานและไร้งานทำ

13) การที่ไม่มีเงินจ่ายประกันสุขภาพเป็นสาเหตุให้ประชาชนราว 45,000 คน
ต้องเสียชีวิตเมื่อปี 2551

มีรายงานข่าวระบุว่า 2 ใน 3 ของการล้มละลายเกิดจากค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์
และแม้บางคนมีปัญญาจ่ายประกันสุขภาพ ก็ยังต้องเผชิญปัญหากับจำนวนเงินในกระเป๋า
หากเจ็บป่วยจากโรคที่ร้ายแรง ขณะที่เด็กอีกกว่า 17,000 คนต้องเสียชีวิตลง
เพราะขาดการดูแลทางการแพทย์ที่ดีพอ

14) อุตสาหกรรมผลิตปืนและลูกกระสุนในสหรัฐกลับโตขึ้นอย่างสวนทาง
เห็นได้จากบริษัทขายสินค้าดังกล่าวกว่า 100 แห่ง ทำเงินได้หลายพันล้นเหรียญ
ในเวลาเพียง 1 ปี สืบเนื่องจากความต้องการปืนและลูกกระสุนได้ทะยานขึ้นสูงมาก
แต่บริษัทผู้ผลิตไม่สามารถผลิตสินค้า ตอบสนองตลาดได้ทัน

เห็นได้ชัดเลยว่า ชาวอเมริกันกำลังติดอาวุธตัวเองกันยกใหญ่

15) เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา กลุ่มติดอาวุธหน้าใหม่ผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ดถึง 100 กลุ่ม
ส่วนจำนวนสมาชิกในสังกัดนั้น มีมากกว่าอีกเป็น 2 เท่า ทางการเป็นกังวลกับปรากฎการณ์นี้มาก
เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเปิดเผยว่า "การที่ทุกอย่างย่ำแย่ลงเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดกลุ่มติดอาวุธ
อีกไม่นานหรอกเราจะได้เห็นความรุนแรงและการคุมคามไปทั่ว"


สรุปได้แล้วว่า ขณะนี้สหรัฐมีประชาชนกว่า 50 ล้านคนที่เงินขาดมือและต้องการเงินมาก
ไม่มีประกันสุขภาพและไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายค่าหมอหรือขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานใด
ขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งมีคนรัก ที่เจ็บป่วยใกล้ตายแต่ไม่ได้รับการรักษา
หรือไม่ก็ตายไปแล้วเรียบร้อย


ขณะที่ประชาชนอีก 1 % ซึ่งเป็นคนรวยกลับมีความสุขจากวิกฤตครั้งนี้
ทั้งที่คนอีกหลายล้าน ทั้งจนหมดตัว กระเสือกกระสนเอาชีวิตรอด อยู่อยากอดๆ อยากๆ
และติดอาวุธ
แน่ใจได้เลยว่าเรากำลังจะได้เป็นพยานรู้เห็นความแตกสลายของสังคมสหรัฐ
ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า
!!



"Population Control"
--Even though the heading on this card says, "Population Reductionl",
the scene depicted shows clearly the Twin Towers under attack.
With the Twin Towers under attack, and the tops of them hidden by the black smoke,
the New York Empire State Building is again the tallest building in the City!
Further, notice that the smoke is shaped in the form of a demon's face.
This is highly significant for several reasons:


* During the filming of the actual fire pouring forth from the Twin Towers,
several cameras caught what seemed to be a demon face in the smoke.
While most people were discounting this face as purely coincidental,
two former Satanists called me within a couple of hours after those pictures were released,
to tell me that those faces looked exactly like demons they had seen during a ritual
when demons physically manifest themselves in this dimension. Cisco Wheeler further
said that some of the most powerful demons in Satan's kingdom were known as Fire Demons;
it was to these demons that the ancient peoples -- including Jews -- sacrificed their children
to Molech. The appearance of these demon faces might be proof of what I have been saying
-- that the attack was a Fire Ritual Sacrifice carried out by the Illuminati.



This attack on the Twin Towers also was a perfect Satanic Fire Sacrifice,
as we detail in
NEWS1541 . Many pictures abounded on 9/11
that showed a demon's face in the fire high up on the Twin Towers.
This was not a coincidental phenomenon.


* The fact that this card shows a demon face in the smoke of the Twin Towers
in 1995 demonstrates that the Illuminati planned to make the Twin Towers a Fire Sacrifice
that would call up Fire Demons. This card predicted it, and the demons manifested themselves
through the fire. Just as Waco and Oklahoma City were fire sacrifices, so was the attack
on the Twin Towers.


*This card depicts a symbolic connection between the attack on the Twin Towers
in New York City with the global plan of the Illuminati to effect a dramatic change in population!
What possible connection could there be? This card may be telling us that the 9/11 attacks
on the World Trade Center Twin Towers is the opening blow in the campaign to dramatically
reduce global population. We know already that the 9/11 attack was the opening blow to begin
the final "birth pangs" stage to allow Antichrist to appear on the world scene, as he strides out
of the smoke, dust, and debris of World War III. Now, this card seems to be telling us
that the attack on the Twin Towers is the opening salvo in
the final stage of population reduction.
Since the goal is to dramatically reduce population by four billion people,
exactly the level predicted in the Book of Revelation, we should not be too surprised
to learn that the judgments foretold of the Fourth Seal are now on the horizon,
and in your Daily News. What are these judgments?


+ Sword -- War, World War III
+ Hunger -- Famine, clearly on the horizon
+ Death -- literally can mean plague, pestilence [Amplified Bible Commentary]
+ Beasts of the field -- Strongs # 2226 -- literally means "living being".
This could refer to the many living pathogens about to be released upon the earth,
like the Aids virus. Rev 6:8 (KJV)


http://lewiscrusade.wordpress.com/2009/05/26/secret-meeting-of-billionaires-club-in-manhattan-setting-strategy-for-population-control/

Tuesday, May 26, 2009

"Secret Meeting" of "Billionaire's Club" in Manhattan: setting strategy for "Population Control."

According to LifeSite News
, the New York Times, of all publications, reports that, on May 5,
there was a "secret meeting" of billionaires. The meeting was chaired by Bill Gates,
whose father once ran a local Planned Parenthood. Among the attendees were NYC Mayor
Michael Bloomberg (who was recently and surreptitiously honored by Fordham University),
Oprah Winfrey, Ted Turner, Warren Buffet, George Soros, and David Rockefeller, Jr.
(of course, the Conspiracy Theorists all agree that the Rockfellers run "everything",
since, technically, they own the Federal Reserve and thus the US economy).


"Combined Disasters" --
Once again, how did this inventor of role-playing games know that,
in addition to planned attacks on 9/11, and infectious diseases,
the Illuminati has a myriad of other planned disasters that, when combined,
they will so panic the peoples of the world that they will allow their liberties
to be taken away and their freely elected governments to be abolished?
What did Jesus predict?


"Men's hearts failing them for fear." Luke 21:26 (KJV)
What are the types of planned disasters the Illuminati has planned in combination?

<blockquote> Wars -- World War III will be comprised of three wars:

<blockquote> Middle East with Iraq attack the likely trigger. Will China come to
the aid of Saddam by triggering wars elsewhere?

Korean Peninsula, as North Korea attacks the South with unconventional
weapons and China takes her side, causing a Cuban Missile type crisis
China invades Taiwan
Terrorist Attacks in Cities
Unprecedented earthquakes
Economic Collapse
Supernatural scenes from the heavenlies
</blockquote></blockquote>
Bill Cooper sums all this combined threat up very nicely and succinctly.
Listen:


<blockquote>"Can you imagine what will happen if Los Angeles is hit with a 9.0 quake,
New York City is destroyed by a terrorist-planted atomic bomb,
World War III breaks out in the Middle East, the banks and stock markets collapse, Extraterrestrials land on the White House lawn, food disappears from the markets,
some people disappear, the Messiah presents himself to the world,
and all in a very short period of time? Can you imagine?
The world power structure can, and will if necessary, make some or all of
these things happen to bring about the New World Order."
["Behold A Pale Horse"., p. 177-8]


</blockquote>
http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=10&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm





http://www.his-forever.com/chinese_8-0_earthquake_deliberately_caused_by_harrp.htm

Russian and Chinese leaders are reportedly angry at the United States
They believe that the huge Chinese 8.0 earthquake on May 12 was deliberately
caused by America's HARRP electromagnetic waves.

David Bay, 7/19/08

This is the story as we have observed on the Internet.

NEWS BRIEF: "HAARP Caused China Earthquake! China Considers War Against U.S.A. Over Earthquake
'Attack' ", Let's Roll Forum, June 5, 2008


"Photos prove 90 Million Watt, Pulsed, Long-Wave, Radio Waves from HAARP array in Alaska,
combined with Pulsed Microwaves from a US Military Satellite in orbit, caused Chinese land to
'resonate'. As the land began resonating, it's own movement tore itself apart,
causing the massive earthquake."


The photos which are then shown on this website, above, are interesting,
but I cannot verify that they actually occurred over the skies of China prior to the earthquake.
Furthermore, the Cutting Edge webmaster, Jim Hedgepath, talked directly to Dr. Nick Begich,
the world's leading expert on HAARP and the author of the DVD, shown above.
Dr. Begich said that, while it is certainly possible that the United States launched a HAARP attack
on China on May 12, causing the 8.0+ earthquake, he cannot confirm that.


Dr. Begich also said that an electromagnetic attack causing a quake emits tell-tale signs
just prior to the attack which would alert officials of the nation under attack that the quake was
deliberately set. Therefore, if the huge earthquake were to have been caused by
HAARP electromagnetic waves, Chinese authorities would know it.


That brings us to our final segment on this subject.

Rumors are flying around the Internet that both Russian and Chinese leaders are
so angry that they are planning to retaliate against America by staging their own massive
earthquake on American soil.


One Cutting Edge subscriber called me yesterday to tell me that he had heard on
a Christian radio station that President Putin was planning a Russian strike on America.


We cannot confirm this, either.

However, we have been saying for a very long time that the Illuminati Plan for
the World War III scenario which will produce Antichrist does foresee a massive attack on
the San Andreas Fault, most likely in Los Angeles!


Our sources for this information come from two writings.

FEMA warned on September 10, 2001, that America faced three extreme dangers,
the last of which was a massive earthquake on the San Andreas Fault.


NEWS BRIEF: "12 lessons that S.C. can learn from Katrina",
The State Newspaper, September 4, 2005


"In 2001, the Federal Emergency Management Agency ranked the most likely
and deadly disasters that could befall the United States. The top three were a terrorist attack
on New York, an earthquake in San Francisco and a hurricane in New Orleans.
The list was announced at a conference on Sept. 10. The next day was 9/11."


This news is so incredible that we need to stop right here, so we can accurately
understand what we have just been told. On September 10, 2001, FEMA accurately "predicted"
three"most likely and deadly disasters that could befall the United States".
These deadly disasters foretold were:


A) Terrorist attack on New York

B) An earthquake in San Francisco

C) A hurricane in New Orleans

On the very next day after this FEMA prediction, the attacks of 9/11 occurred --
the Twin Towers and The Pentagon were attacked, precisely as the IlluminatiCard Game predicted in 1995!
Obviously, disasters #1 and #3 from this list have already occurred. Therefore, one has to worry
that an unprecedented earthquake on the West Coast -- either in Los Angeles or San Francisco --
might be next on the "hit list" of the Illuminati. Remember, Scalar Wave Technology and HAARP
can produce both hurricanes and earthquakes in whatever magnitude is desired,
and precisely at the location desired.


As we have noted before, New Age author, Bill Cooper, noted that an unprecedented earthquake
was planned for Los Angeles, and the movie "10.5" depicted just this scenario. So, will the massive
coming quake occur in Los Angeles or San Francisco, or both, since both cities lie on the same end
of the same geological quake faults.


New Age author, Bill Cooper, warned in his book "BeholdA Pale Horse",
that Los Angeles was going to be hit with an unprecedented quake of 9.0 or greater,
and that this quake would be part of the Illuminati Plan for the World War III
that would produce the
Masonic Messiah.


http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=9&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm


http://www.maitreyaproject.org/en/

http://indianskyscraperblog.wordpress.com/2007/07/26/kushinagar-the-maitreya-buddha-project-152m-indias-and-the-worlds-tallest-statue-and-buddhist-temple/





"Worldpeace must develop from inner peace. Peace is not the absence of violence.
Peace is the manifestation of human compassion."

— His Holiness the Dalai Lama




"Can you imagine what will happen if Los Angeles is hit with a 9.0 quake,
New York City is destroyed by a terrorist-planted atomic bomb,
World War III breaks out in the Middle East, the banks and the stock markets collapse,
Extraterrestrials land on the White House lawn,
food disappears from the markets, some people disappear,
the Messiah presents himself to the world, and all in a very short period of time?
"
[BeholdA Pale Horse , Bill Cooper, p. 177]


Therefore, there will be an earthquake deliberately triggered in Los Angeles! And,
when you see it, you will know that the appearance of Antichrist is very close.


And, you will know that Russia's Scalar Weaponry was the cause of it.

http://board.palungjit.com/f2/illuminati-card-game-%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A8-215353.html

Illuminati Card Game ไพ่ทำนายวันโลกาวินาศ

http://board.upmaxclub.com/index.php?topic=34581.0

New World Order การจัดระเบียบโลกใหม่ หรือ “การปฏิวัติโลก”


Georgia Stoneguide หรือ American Stonehence

มิถุนายน 1979 มีชายนิรนามคนหนึ่งใช้ชื่อปลอมว่า R. C. Christian ได้ว่าจ้างบริษัท Elberton Granite Finishing
เพื่อสร้างอนุสรน์บางอย่างขึ้นในอุทยานแห่งชาติที่รัฐจอเจีย โดยให้ช่างแกะสลักศิลาขนาดใหญ่
และวางเรียงตามภาพ และได้สลักข้อความ 10 ข้อเหมือนเป็นหมายหรือพันธสัญญาไว้บนศิลา
แต่ละด้านด้วยภาษา 8 ภาษา คือ อังกฤษ สเปน ซวาฮีลี ฮินดู ฮิบรู อราบิค จีน และรัสเซียครับ

และมีข้อความดังนี้คือ
1. Maintain humanity under 500,000,000 in perpetual balance with nature.
ควบคุมปริมาณประชากรโลกไว้ที่ 500 ล้านคน เพื่อให้สมดุลย์กับธรรมชาติ
2. Guide reproduction wisely - improving fitness and diversity. คุมกำเนิด พัฒนาความสมบูรณ์ และ
ให้มีความหลากหลาย(เชื้อชาติ)
3. Unite humanity with a living new language. ให้มนุษยชาติใช้ภาษาใหม่และภาษาเดียว
4. Rule passion - faith - tradition - and all things with tempered reason.ปกครองด้วยความเชื่อและศาสนาใหม่
5. Protect people and nations with fair laws and just courts.ปกป้องคนและชาติด้วยกฏหมาย
ที่เท่าเทียมและระบบศาล
6. Let all nations rule internally resolving external disputes in a world court. ให้ทุกประเทศปกครองตนเอง
และแก้ข้อพิพาทระหว่างประเทศด้วยศาลโลก
7. Avoid petty laws and useless officials. หลีกเลี่ยงกฏหมายที่จุกจิด และระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ
8. Balance personal rights with social duties. สร้างสมดุลย์ระหว่างสิทธิส่วนบุคคลกับหน้าที่ทางสังคม
9. Prize truth - beauty - love - seeking harmony with the infinite. เชิดชู ความจริง ความงาม ความรัก
และความลงตัวอย่างไม่สิ้นสุด
10. Be not a cancer on the earth - Leave room for nature - Leave room for nature.
ไม่เป็นเหมือนเชื้อมะเร็งของโลก เผื่อที่ว่างให้กับธรรมชาติ เผื่อที่ว่างให้กับธรรมชาติ

หรือสรุปสาระสำคัญ ก็คือ

1. ลดจำนวนประชากรลง 95% และคุมกำเนิด
2. New World Government รัฐบาลเดียวปกครองโลก
(U.N. หรือองค์การสหประชาชาติ)

3. New World Currency ทั่วโลกใช้เงินสกุลเดียว ( ผ่าน IMF หลังจากล้มเศรษฐกิจทั่วโลก
และล้มเงินที่เป็นเงินสำรองสกุลหลักของโลก)
4. New World Language ทั่วโลกใชัภาษาเดียวกัน
5. New World Religion & Spiritual ศาสนา และ ศาสดาองค์ใหม่
(Lucifer หรือลัทธิซาตาน)

6. New World Judge & Court System ระบบศาลโลก




แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Wed Dec 02, 2009 12:47 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 02, 2009 11:14 am

http://www.thaipost.net/news/021209/14336

วิกฤติทุนนิยม???

ท่านขุนน้อย

2 ธันวาคม 2552 - 00:00

วิกฤติอูฐแดดเดียวที่อุบัติขึ้นมา ณ นครรัฐดูไบ...จะแพร่พิษอยู่ในวงจำกัด หรือจะส่งผลกระทบลุกลามไปถึงไหนต่อไหน
ก็คงต้องปล่อยพวกนักเศรษฐกิจ ธุรกิจ ควักเครื่องคิดเลขออกมา บวก ลบ คูณ หาร คาดคำนวณประมาณการณ์ไป
ตามอัธยาศัย และไม่ว่าผลสรุปจะออกมาในลักษณะใด...ท่ามกลางบรรยากาศวูบๆ ไหวๆ ไม่จีรัง ยั่งยืน สะท้อนถึง
ความไร้เสถียรภาพ ไร้ภาวะสมดุลอย่างเห็นได้ชัดเจน ของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่กำลังครอบงำโลกทั้งโลกอยู่ในทุกวันนี้...
เชื่อเถอะว่า นอกเหนือไปจากดูไบ ยังคงต้องมีรายใหม่ๆ ที่รอคิวจะวิกฤติกันในชนิดไม่มีวันขาดสาย...

---------------------------------------------


การตัดสินใจลดค่าเงินดองของเวียดนาม...จะถือเป็นแนวโน้มอันอาจนำไปสู่ วิกฤติแหนมเนือง ในอนาคตกันอีกหรือไม่?
ก็ยังคงเป็นคำถามที่ใครต่อใครกำลังเขม้นมอง ค้นหาคำตอบกันอยู่ในขณะนี้ แม้กระทั่งประเทศซึ่งได้ชื่อว่า
มีความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ ต่อเนื่องยาวนานนับเป็นทศวรรษๆ อย่างประเทศจีนก็เถอะ
ถึงจะมีทุนสำรองมากมายมหาศาลกว่าใครต่อใครในโลก มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับ 8 เปอร์เซ็นต์ 10 เปอร์เซ็นต์
มาโดยตลอด สวนทางกับเศรษฐกิจโลกอย่างแทบไม่น่าเชื่อสายตา แต่โอกาสที่จะเกิด วิกฤติติ่มซำ ในอนาคตข้างหน้า
หรือแม้แต่ในอนาคตอันใกล้...ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เอาเลยทีเดียว!!!

-----------------------------------------------

เอาเป็นว่า...ถ้าหากไม่อยากปวดหัว เสียเวลา กับการควักเครื่องคิดเลข จิ้มไป จิ้มมา เพื่อค้นหาคำตอบในแบบพวก
นักเศรษฐกิจ นักธุรกิจทั้งหลาย ก็แค่ลองนำเอาภาพของประเทศอภิมหาศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งระบบทุนนิยมโลก
อย่างสหรัฐอเมริกา มาใช้เป็นตัวเปรียบเทียบ...ก็น่าจะพอพบเค้าโครงคำตอบขึ้นมาบ้างแล้วรางๆ ถึงจะเคยได้ชื่อว่า
เป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อเทียบอัตราส่วนจากจีดีพีมีฐานะไม่ต่างอะไรไปจาก
หัวขบวนรถจักรทุนนิยม ในการฉุดดึงระบบเศรษฐกิจของโลกทั้งโลก ให้สามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หยุดนิ่ง
หรือถอยหลังได้ทุกเมื่อ...แต่เมื่อมาถึงทุกวันนี้ อเมริกา ก็ต้องกลายไปเป็น อมาลิเก...ไปจนได้ คือนอกจาก
จะไม่เหลือแรงเอาไว้ลาก เอาไว้ฉุด ใครต่อใครแล้ว กระทั่งตัวของตัวเองยังทำท่าว่าอาจจะต้องหงายท้อง
หกคะเมน ตีลังกา ตกราง เอาดื้อๆ...

------------------------------------------------

ยิ่งถ้าหากไปอ่านบทรายงานเรื่อง 15 สัญญาณอันตราย ของระบบเศรษฐกิจอเมริกา โดย เดวิด เดโกรว
จากเว็บไซต์ alternet.org ที่หนังสือพิมพ์ มติชน ฉบับวันวาน นำมาถ่ายทอดต่อ ก็พอจะเห็นภาพได้ไม่ยากว่า
จักรวรรดินิยมอเมริกาซึ่งอยู่ยั้งยืนยง ยิ่งใหญ่ เกรียงไกร ไม่ต่างไปจากจักรวรรดิโรมในอดีตมานับเป็นศตวรรษๆ
เอาไป-เอามาแล้ว...ชักทำท่าว่าเริ่มส่อแวว ส่ออาการ ใกล้จะล่มสลายกันได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นปัญหา
ในเรื่องช่องว่างทางสังคม ระหว่างคนรวย คนจน ตลอดไปจนถึงชนชั้นกลางที่นับวันจะค่อยๆ ถ่างออกไป
จนมีระยะห่างพอๆ กับนรกและสวรรค์ยังไงยังงั้น....

----------------------------------------------

ไม่เพียงแต่คนรวยประมาณ 400 คน จะรวยขึ้นๆ ถือครองทรัพย์สินรวมกันมากถึง 1.57 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่คนจนนับสิบๆ ล้านคน จนลงๆ ระดับที่ประชากรนับเป็นล้านๆ ตกอยู่ในภาวะขาดแคลนอาหารบริโภคกันไปแล้ว
ถึงขั้นนั้น เด็กกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ในประเทศ ต้องเติบโตขึ้นมาด้วยการใช้แสตมป์แลกอาหารเพื่อยังชีพ
ประชากร 46.3 ล้านคนไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ บรรดาชนชั้นกลางที่เคยเป็นฐานรองรับ
สังคมประชาธิปไตยในสหรัฐ ก็กำลังล้มระเนระนาดตามไปด้วย เมื่อผู้คนซึ่งทุ่มเททำงานมาโดยตลอดช่วงอายุ
ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ กำลังตกอยู่ในสภาพสูญเสียเงินออมสำหรับใช้หลังเกษียณอายุกันไปเป็นแผงๆ
ตัวเลขบ้านที่อยู่อาศัยอันเป็นทรัพย์สมบัติสุดท้าย ที่ถูกเอาไปจำนองกับธนาคารในช่วงไตรมาสแรกของปี 2552
มีจำนวนเกือบ 1 ล้านหลัง และคาดว่าเมื่อถึงไตรมาสสาม จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 3.4 ล้านหลัง...

-----------------------------------------------

ในขณะที่หนี้สินของประเทศเข้าสู่จุดสูงสุด คือประมาณ 12 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ใกล้จะถึงเพดานที่กฎหมายกำหนด
ว่าจะต้องไม่ให้เกิน 12.104 ล้านเหรียญโดยเด็ดขาด ตลอดไปจนถึงสถานะทางเศรษฐกิจของรัฐแต่ละรัฐตกอยู่ในสภาพ
ใกล้จะล้มละลายไม่ต่ำกว่า 10 รัฐเป็นอย่างน้อย แต่จำนวนเงินภาษีอากรที่ถูกขูดถูกรีดเข้าไปสู่มือของรัฐบาลกลาง
และรัฐแต่ละรัฐ มักถูกนำเอาไปใช้จ่ายเพื่อประคับประคองเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้กับระบบเศรษฐกิจ
ที่มุ่งสนองตอบต่อคนรวยกันเป็นหลัก ไม่ว่าเอาไปใช้จ่ายเพื่อรักษาสถานะของสถาบันการเงิน ธนาคาร อุตสาหกรรมต่างๆ
เยียวยาตลาดหุ้นสหรัฐให้เดินหน้าต่อไปได้ ฯลฯ ด้วยเหตุนี้...ท่ามกลางช่องว่างความแตกต่างในแทบทุกชนิด
แทบทุกระดับ ว่ากันว่า...ธุรกิจที่กำลังทำรายได้อย่างระเบิดเถิดเทิงในสังคมสหรัฐขณะนี้ ก็กลับกลายเป็นธุรกิจผลิตอาวุธ
ร้านขายปืน ขายกระสุนทั้งหลาย ที่ฟันเงินกำไรในปีที่ผ่านมานับเป็นพันๆ ล้านดอลลาร์ อันเนื่องมาจากชาวอเมริกัน
จำนวนไม่น้อย ได้หันไปหาทางออกด้วยการก่อตั้ง กลุ่มติดอาวุธอิสระ ขึ้นมาใหม่ไม่ต่ำกว่า 100 กลุ่มเฉพาะในรอบปีที่ผ่านมา
และมีจำนวนสมาชิกในแต่ละกลุ่มมากกว่ายุคก่อนๆ ถึง 2 เท่า...!!!

--------------------------------------------

ในเมื่อ หัวขบวนทุนนิยมโลก และ ต้นแบบทุนนิยมฉบับของจริง-ของแท้...ยังต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
แล้วบรรดา ทุนนิยมของปลอม หรือ ทุนนิยมลอกเลียนแบบ ทั้งหลายจะไปเหลืออะไร!!!
ถึงแม้นจะพยายามดำรงรักษาเอกลักษณ์ของเอกบุรุษกันเป็นการเฉพาะดังเช่น ทุนนิยมที่มีลักษณะเผด็จการ อย่างจีนก็เถอะ...
เจอเข้ากับช่องว่างทางชนชั้นขยายตัวไปถึงจุดสูงสุดขึ้นมา เมื่อไหร่ ไม่ว่าชนชั้นกลาง หรือชนชั้นล่างในจีน เผลอๆ
อาจต้องลุกฮือขึ้นมาปฏิวัติทางชนชั้นกันใหม่อีกรอบได้ง่ายๆ...

---------------------------------------------

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า ในช่วงวาระครบรอบ 20 ปี แห่งการพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน
อันถือเป็นสัญลักษณ์ชัยชนะของระบบทุนนิยมนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1989 เป็นต้นมา เมื่อสำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษ
ได้ถือโอกาสสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง จำนวนประมาณ 29,000 คน จาก 27 ประเทศทั่วโลก
ถึงความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจชนิดนี้ ระหว่างช่วงเดือนมิถุนายนไปจนถึงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา...ผลสรุปปรากฏว่า
มีผู้คนจำนวนแค่ 11 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ยังเห็นว่า...ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมยังสามารถทำงานได้ดี
หรือยังเป็นระบบเศรษฐกิจที่สอดคล้อง เหมาะสมกับความเป็นไปของโลกในขณะนี้ และในอนาคตข้างหน้า
แต่อีกกว่า 23 เปอร์เซ็นต์กลับเห็นว่า...ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนั้น กำลังเข้าสู่จุดแห่งความล่มสลายในอีกไม่นานไม่ช้า
และโลกทั้งโลกมีความจำเป็นที่จะต้องค้นหาระบบเศรษฐกิจแบบใหม่เข้ามาแทนที่ ให้ได้โดยเร็วที่สุด...
ส่วนจะเป็นระบบอะไรนั้น ก็ยังคงเป็นคำ

ถามที่ไม่อาจหาคำตอบได้ชัดเจนอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้...???

----------------------------------------------------------

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก เอพิกเทธุส (อีกครั้ง)..."จงสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวท่าน ด้วยความสันโดษ
(พอเพียง)...เพราะนี่คือป้อมปราการที่ไม่มีผู้ใดจะตีแตก...".

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000146521

รมว.กลาโหมจีน พบนายกฯสร้างสัมพันธ์ทางกองทัพ

2 ธันวาคม 2552 11:27 น.

รมว.กลาโหมจีน เข้าเยี่ยมคารวะนายกฯที่ทำเนียบรัฐบาล
เนื่องในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมถกความร่วมมือไทย-จีน
สร้างสัมพันธ์ด้านยุทศาสตร์ทหาร ด้านนายกฯ ชื่นชมจีน
ด้านการป้องกันประเทศเตรียมขอความสนับสนุนความมั่นคงทางทะเล

วันนี้ (2 ธ.ค. ) พลเอก เหลียง กวงเลี่ย ( Liang Guanglie ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สาธารณรัฐประชาชนจีน
เข้าเยี่ยมคารวะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ
ในฐานะแขกของกระทรวงกลาโหม พร้อมทั้งนำความระลึกถึงและความปรารถนาดีจากนายกรัฐมนตรีมอบแด่
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในโอกาสนี้ด้วย นอกจากนี้ ได้กล่าวแสดงความชื่นชมความสัมพันธ์ไทย-จีน
ที่แนบแน่นเหมือนญาติสนิทมายาวนาน มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับ
รวมถึงความสำเร็จในโครงการความร่วมมือต่างๆ ทั้งด้าน การค้า เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และวัฒนธรรม
ซึ่งสมารถสร้างประโยชน์มหาศาลแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ พลเอก เหลียง กวงเลี่ย กล่าวต่อว่า ในปี 2553 ไทยและจีนจะครบรอบ 35 ปีของการ สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต
จีนมีความยินดีร่วมมือกับไทยในการเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือ ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นและกว้างขวางยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ต่างๆ รวมถึงการเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ของโลกและภูมิภาค
ส่วนความสัมพันธ์ทางด้านการทหารไทย-จีนนั้น นับว่าเป็นส่วนสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-จีน
ผู้นำทั้งสองประเทศจึงให้ความสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือของกองทัพ เช่น
การฝึกร่วมผสม การแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ และการฝึกอบรม ของทั้งสองประเทศให้มีความก้าวหน้า
และยืนยันว่าจะช่วยผลักดันความร่วมมือต่างๆให้พัฒนายิ่งขึ้นต่อไป

ในโอกาสนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กล่าวแสดงความยินดีกับการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี
ของการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ยิ่งใหญ่และสง่างาม รวมถึงความสำเร็จในการดำเนิน
นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน และได้ชื่นชมในความร่วมมือทางด้านการป้องกันประเทศ
ระหว่างสองประเทศที่มีพัฒนาการ มีกิจกรรม และความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง
มีการแลกเปลี่ยนการเยือนของบุคลากรและการฝึกร่วม
รัฐบาลไทยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศให้เกิดขึ้นในไทย
และหวังว่าจีนจะให้การสนับสนุน รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล
ที่นับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ในโอกาสครบรอบ 35 ปีของการสถาปณาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน
ไทยยังยืนหยัดพัฒนาและสร้างเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยส่งเสริมความสัมพันธ์กับมณฑลต่างๆของจีน
ซึ่งนับว่าได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี เช่น สินค้าเกษตร และการท่องเที่ยว




http://www.thaipost.net/news/031209/14384

เมื่อจีนเดินผิด...โลกก็เพี้ยนไปด้วย

ท่านขุนน้อย

3 ธันวาคม 2552 - 00:00

หน้าต่างประเทศหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ฉบับวันวาน ได้เผยแพร่รายงานข่าวชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย
นั่นก็คือกรณีที่รัฐบาลจีน โดยกระทรวงเกษตร ได้ออกประกาศนียบัตรรับรองความปลอดภัย ในการผลิต
และการบริโภคข้าวและข้าวโพดจีเอ็มโอ ที่ผ่านกระบวนการตัดแต่งพันธุกรรมในประเทศจีนอย่างเป็นทางการ
อันจะนำไปสู่การนำเอาผลผลิตเหล่านี้มาใช้เพาะปลูกภายในประเทศได้อย่างกว้างขวาง รวมทั้งนำไปผลิต
เป็นสินค้าการเกษตรเพื่อบริโภคภายในประเทศ และเพื่อส่งออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ
ภายในช่วงระยะเวลาอีกแค่ไม่กี่ปีข้างหน้า...

------------------------------------------------


อันที่จริงแล้ว...ถ้าหากจะพูดถึงการผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารในประเทศจีนทุกวันนี้ จีนก็ไม่ได้ถึงกับลำบากยากแค้น
เกิดความอดอยาก หิวโหย ระดับต้องหันไปฆ่าเด็กเอามารับประทาน เหมือนกับแผ่นดินจีนในยุคอดีตเอาเลย
แม้แต่น้อย ตรงกันข้าม...นอกจากชาวจีนในทุกวันนี้จะได้ชื่อว่าเป็น สุดยอดนักบริโภค มีปริมาณการขยายตัว
ของการบริโภคผลิตผลต่างๆ อย่างล้างผลาญ แหลกลาญ ไม่น้อยไปกว่านักบริโภคอันดับ 1 ของโลก
อย่างสหรัฐอเมริกา ผลผลิตที่เป็นอาหารหลักของชาวจีนและชาวเอเชียทั้งหลาย อย่างเช่น ข้าว ประเทศจีน
ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีผลผลิตข้าวสูงที่สุดในโลก แม้นว่าปริมาณการส่งออกจะน้อยกว่าประเทศไทยอยู่
หลายช่วงตัวก็ตาม...

------------------------------------------------

ถึงจะมีจำนวนประชากรมากมายมหาศาลระดับเป็นพันๆ ล้าน แต่นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2523-2544 (ยกเว้นบางปี) เป็นต้นมา
จีนก็ได้แสดงศักยภาพในการผลิตข้าวให้เห็นว่า พร้อมที่จะกลายเป็นประเทศ ส่งออก สินค้าชนิดนี้ไปยังตลาดโลก
ได้อย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง โดยเฉพาะในช่วงปี พ.ศ.2541-2546 ปริมาณการส่งออกข้าวจีนโดยเฉลี่ย มีจำนวนสูงถึง
2.65 ล้านตัน ระดับน้องๆ เวียดนามและไทย อันเป็นผู้ส่งออกระดับต้นๆ ของโลกเอาเลยก็ว่าได้
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม...สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้รัฐบาลจีนเกิดความพอเพียง หรือเกิดความพึงพอใจอยู่กับตัวเลข
ปริมาณการผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารที่เข้มแข็ง มั่นคง ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ....

-----------------------------------------------

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทิศทางการพัฒนาประเทศของจีนมุ่งที่จะแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายกับผู้นำสูงสุด
แห่งโลกอย่างสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด การหันไปวิ่งไล่กวดเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไบโอเทคโนโลยี
หรือเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม อันได้ชื่อว่า...ถือเป็น 1 ใน 4 ของเทคโนโลยีหลักๆ
(1.ไบโอเทคโนโลยี 2.เทคโนโลยีหุ่นยนต์ 3.เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ 4.นาโนเทคโนโลยี)
ที่สามารถผลักดันให้ใครต่อใครสามารถก้าวสู่ยุคแห่งการปฏิวัติเทคโนโลยีได้ถนัดๆ ก็ดูจะทำให้ความพอเพียง
ที่เคยถูกเอ่ยขึ้นมาเป็น วาทะ ของบรรดาผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนในแต่ละราย ค่อยๆ
ถูกแปรสภาพให้กลายเป็น ความโลภ ยิ่งขึ้นทุกที...

--------------------------------------------------

การทุ่มเทเงินทุนอย่างมากมายมหาศาล สำหรับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชนิดนี้ ทำให้จีนขึ้นชั้น
กลายเป็นประเทศที่อยู่แถวหน้าในเอเชีย หรือแม้กระทั่งในโลกไปแล้วก็ว่าได้ อีกทั้งแรงกดดัน ต่อต้าน
ภายในประเทศที่ค่อนข้างจะมีอยู่น้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ หรืออา

จจะไม่มีเลย ต่างไปจากประเทศในสหภาพยุโรปที่ผู้คนต่างก็หวาดหวั่น สยดสยอง กับผลผลิตจีเอ็มโอทั้งหลาย
จนถึงกับมีคำเรียกขานว่าเป็น อาหารแฟรงเกนสไตน์ ไปเลยถึงขั้นนั้น ส่งผลให้การพัฒนาเทคโนโลยีชนิดนี้
เพื่อการค้า ไม่ว่าในภูมิภาคอเมริกาเหนือ หรืออเมริกาใต้ ต่างต้องเกิดอาการสะดุดไป เพราะอุปสรรคกีดขวาง
ด้านการตลาด ที่มีส่วนช่วยฉุดรั้งการพัฒนาเทคโนโลยีชนิดนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า...

------------------------------------------------

แต่สำหรับจีนแล้ว...ความใหญ่โตของตลาดภายในประเทศ ด้วยปริมาณประชากรนับเป็นพันๆ ล้านคน
กลายเป็นช่องทางที่เปิดโล่งให้กับการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวได้เป็นอย่างดี เพราะขนาดยังไม่ได้มีการผลิตข้าว
จีเอ็มโอออกมาวางตลาดอย่างเป็นกิจการ บรรดาพ่อค้าจีนก็สามารถนำเอา ข้าวหอม ของไทย ไปปลอมปนกับ ข้าวจีน
แล้วออกวางขายให้ชาวจีนรับประทาน หรือนำไปส่งออกต่อ จนตัวเลขการนำเข้าข้าวคุณภาพสูงไปยังตลาดจีนลดลง
อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ยิ่งถ้าหากสามารถผลิตข้าวจีเอ็มโอออกมาวางขายเป็นสินค้า ภายในช่วงเวลา 2-3 ปีข้างหน้า
ตามที่ทางการจีนได้ประมาณการเอาไว้ การผสมปนเประหว่างข้าวจีเอ็มโอกับข้าวหอมมะลิไทย ก็คงไปไม่กลับ-
หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มียิ่งไปกว่านี้ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า...

---------------------------------------------

อย่างไรก็ตาม...นั่นก็เป็นเรื่องของจีน เป็นแนวนโยบายและทิศทางการพัฒนาของรัฐบาลจีน ซึ่งคงจะไปป้องกัน ขัดขวาง
อะไรแทบไม่ได้ ในเมื่อ เทคโนโลยี หรือ องค์ความรู้ อันมีสภาพไม่ต่างอะไรไปจาก กุญแจไขความลับของพระเจ้า
ได้ถูกมนุษย์ค้นพบซะแล้ว มนุษย์แต่ละกลุ่ม แต่ละราย แต่ละประเทศ ย่อมสามารถนำเอาสิ่งเหล่านี้ไปใช้ในทางที่ดีหรือเลว
ที่ถูกหรือผิด ได้เสมอๆ...แม้นว่าองค์ความรู้นั้นๆ จะขัดแย้ง สวนทาง กับความเป็นไปตามธรรมชาติอย่างเห็นได้ชัดเจน
เช่น การนำเอายีนแปลกๆ เข้าไปสอดแทรกผสมรวมกับโครโมโซม ซึ่งธรรมชาติได้สรรค์สร้างเนรมิตรเอาไว้แต่ดั้งเดิม
จะด้วยการอาศัยจุลินทรีย์เป็นพาหะ ด้วยการใช้ปืนยีน (Gene Gun) ยิงยีนเหล่านี้เข้าไปสู่เซลล์ของพืช ของสัตว์
เพื่อให้เกิดผลผลิตประหลาดๆ อันจะมีผลกระทบต่อผู้ซึ่งบริโภคสิ่งเหล่านี้เป็นอาหารแน่ๆ อยู่แล้ว
ยังหนีไม่พ้นที่จะทำให้พืชพันธุ์ สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ ต้องเกิดความวิปริต ผิดเพี้ยน ตามไปด้วย ทั้งในวงแคบและในวงกว้าง
อย่างมิอาจควบคุมได้เลย...แต่ก็นั่นแหละ ในเมื่อประเทศซึ่งประกอบไปด้วยมวลมนุษย์นับเป็นพันล้านคน อย่างประเทศจีน...
ได้ตัดสินใจที่จะนำเอาองค์ความรู้เหล่านี้มาใช้เพื่อการค้า เพื่อเพิ่มความมั่งคั่งให้กับประเทศตัวเอง อย่างเป็นระบบ
และเป็นกิจการ...ก็คงอีกไม่นาน...ที่โลกทั้งโลกย่อมต้องวิปริต ผิดเพี้ยน ตามจีนไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้...

------------------------------------------------------------

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จากสุนทโรวาท อิหม่าม อาลี..."โลกนี้...คือสถานที่ซึ่งกำลังเสื่อมทรามลงไปตามผู้ซึ่งอาศัยมัน
ที่ซึ่งพระบัญญัติถูกผสมปนเปด้วยสิ่งที่ผิดไปจากพระบัญญัติ ที่ซึ่งความดีผสมปนเปไปกับความชั่ว ความหวานชื่น
ผสมปนเปไปกับความขมขื่น..."

http://onopen.com/agon/295
ผูกมิตรกับสาธารณรัฐประชาชนจีน



http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=109&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm
ต่อมาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2514 ดร.เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ได้เดินทางมาเอเชียอาคเนย์และประเทศไทย
ก่อนเดินทางต่อไปปากีสถาน สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้นัดเจ้าหน้าที่
กระทรวงการต่างประเทศ 2 คน มาร่วมรับประทานอาหารเช้ากับ ดร.คิสซิงเจอร์ คือ นายนิสสัย เวชชาชีวะ
และนายเตช บุนนาค (ซึ่งในขณะนั้นทำงานในกองประมวลวิเคราะห์ข่าว กรมสารนิเทศ) และ
นายดำรง ลัทธพิพัฒน์ กับนายสุลักษณ์
ประเด็นที่พูดคุยกันในระหว่างรับประทานอาหารเช้า คือ
สถานการณ์ในภูมิภาคและในเวียดนาม นายเตช บุนนาค ได้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า
"ดร.คิสซิงเจอร์ ได้ถามฝ่ายไทยว่า กุญแจที่จะนำไปสู่สันติภาพในสงครามเวียดนามคืออะไร "

คุณสุลักษณ์ตอบว่า จีน คิสซิงเจอร์นิ่งเงียบไป หลังจากนั้น คิสซิงเจอร์เดินทางต่อไปปากีสถาน
และเลยเข้าไปในจีนเพื่อเจรจากับผู้นำจีน ทั้งเหมาเจ๋อตุงและโจวเอินไหลอย่างลับ ๆ
ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาปรับความสัมพันธ์สู่ปรกติระหว่างสหรัฐ อเมริกากับสาธารณรัฐประชาชนจีน

ตามมาด้วย 14 ตุลาคม 2516

The “peace-keepers”


When Brotherhood organizations use a word in their name they invariably mean the opposite.
The Carnegie Endowment for International Peace manipulates war and ‘Democratic Fronts
all over the world introduce dictatorships.
It can be the same with ‘peace-keepers’ and ‘peace negotiators’.
Henry Kissinger goes around the world talking about “peace” and yet when he leaves a country
all hell often breaks out
.
It’s not that he’s a bad negotiator, he’s just doing his job for the Tribe.



-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Kissinger operates in the highest levels of the Royal Institute of International Affairs,
Bilderberg Group, Trilateral Commission, Council on Foreign Relations, and the Club of Rome
,
and he is a member of the Grand Alpine Freemasonry Lodge in Switzerland, which controlled
the notorious Italian terrorist lodge known as P2.


The world will not be safe while this man is on the streets. Another of his ‘specialities’ is
genocide in the Third World to dramatically reduce the number of non-white faces
and to cull those members of the white races considered the lower stock.

This programme is being introduced by manipulating famine, disease (including those created in laboratories),
war, sterilisation and ‘
population control’. See ... And The Truth Shall Set You Free.
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=97&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://fathersforlife.org/health/population_control.htm

World Population Control — U.S. Strategy and UN Policy Program

In April 2002, LifeSite Daily News published a report from The Interim
, apparently first published in Australia's The Age.

The report identified that Australian Nobel Prize winner and world-famous microbiologist Sir Macfarlane Burnet
supported biological warfare as a form of population control, moreover, that Third World de-population
has been U.S. strategic policy since '74.
(
Full Story)

The story seems far-fetched and totally unbelievable. Unfortunately it is true. A search of the Internet for
"Implications of Worldwide Population Growth for U.S. Security and Overseas Interests",
(the title of the U.S. National Security Study Memorandum 200 (NSSM 200), written by Henry Kissinger)
provides 182 search returns [as of 2002; in 2006 the number of those search returns had increased to 299]
. Whole books have been written about the US strategy for the depopulation of the less developed countries.

There is, for instance, a book written by Stephen D. Mumford: THE LIFE AND DEATH OF NSSM 200 —
How the Destruction of Political Will Doomed a U.S. Population Policy
.
1

Dr.. Stephen D. Mumford is president of the Center for Research on Population and Security.
He identifies that,
<blockquote>President Nixon's "Special Message" on Population
[m]arks the moment in 1969 when the President proposed creation of the Commission
on Population Growth and the American Future.
</blockquote>The web pages that display Stephen Mumford's book explain that,<blockquote>NSSM 200 was the definitive interagency study of world population growth
and its implications for United States global security, requested by President Nixon in 1974.
The study was undertaken by the National Security Council, the CIA, the Defense, Agriculture
and State Departments, and the Agency for International Development. Among its conclusions:
"World population growth is widely recognized within the Government as a current danger of
the highest magnitude calling for urgent measures.... There is a major risk of severe damage
[from continued rapid population growth] to world economic, political, and ecological systems
and, as these systems begin to fail, to our humanitarian values."


</blockquote>NSSM 200 goes into great detail on what needs to be done to implement
the strategy of world population control. Although Stephen Mumford castigates the Vatican's efforts
in opposing the U.S. world population control strategy, it is difficult to see much wrong with the Vatican
opposing directions such as these:


<blockquote>NSSM 200 went into detail about avoiding U.S. responsibility for population-control programs
by ensuring that the UN and international financial institutions such as the IMF and World Bank
adopt population-control policies as prerequisites to their giving of aid. The report suggested furthering
the camouflage by mandating that countries accepting aid from the UN or the banks form their own
population-control ministries. (From the
article in The Interim; 2)</blockquote>

http://www.population-security.org/index.html


See also:


  • The strategy of using food as a weapon made another step in its transformation
  • from the planning stage to reality.
<blockquote><blockquote>Monsanto Buys ‘Terminator’ Seeds Company

- by F. William Engdahl - 2006-08-27

The US Government has been financing research on a genetic engineering technology which,
when commercialized, will give its owners the power to control the food seed of entire nations
or regions.
....With Terminator patent rights, once a country such as Argentina
or Brazil or Iraq or the USA or Canada opened its doors to the spread of GMO patented seeds
among its farmers, their food security would be potentially hostage to a private multinational company, a company which, for whatever reasons, especially given its intimate ties to
the US Government, might decide to use ‘food as a weapon’ to compel a US-friendly policy
from that country or group of countries.


Sound far-fetched? Go back to what then-Secretary of State Henry Kissinger did in countries like Allende’s Chile to force a regime change to a ‘US-friendly’ Pinochet dictatorship by withholding USAID and private food exports to Chile. Kissinger dubbed it ‘food as a weapon.’ Terminator is merely the logical next step in food weapon technology.

The role of the US Government in backing and financing Delta & Pine Land’s decades of
Terminator research is even more revealing. As Kissinger said back in the 1970’s,
‘Control the oil and you can control entire Continents. Control food and you control people…


In a June 1998 interview, USDA spokesman, Willard Phelps, defined the US Government policy
on Terminator seeds. He explained that USDA wanted the technology to be ‘widely licensed and
made expeditiously available to many seed companies.’ He meant agribusiness GMO giants like
Monsanto, DuPont or Dow. The USDA was open about their reasons: They wanted to get
Terminator seeds into the developing world where the Rockefeller Foundation had made
eventual proliferation of genetically engineered crops the heart of its GMO strategy from
the beginnings of its rice genome project in 1984. ....
(
Full Story — off-site)

</blockquote>Keep in mind that the Rockefeller Foundation is one of the primary forces
that fund and promote the drive for global population control.
</blockquote>


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Dec 03, 2009 11:42 am, ทั้งหมด 3 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 02, 2009 11:48 am

Change Human Mankind Project












http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&forum=6&No=620&picfolder=mXT0HkNN&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm#top
ปี ค.ศ. 1953 ผอ. อัลเลน ดูลเลส (Allen Welsh Dulles)

สั่งให้มีการทดลองการควบคุมจิตใจมนุษย์ Mind control ภายใต้ชื่อการทดลอง MKULTRA

Headed by Dr. Sidney Gottlieb, the MK-ULTRA project was started on the order of CIA director Allen Dulles
on April 13, 1953,[11] largely in response to Soviet, Chinese, and North Korean use of mind-control techniques
on U.S. prisoners of war in Korea.[12]
The CIA wanted to use similar methods on their own captives.
The CIA was also interested in being able to manipulate foreign leaders with such techniques,[13

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1232709307&grpid=03&catid=06
วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552 เวลา 18:13:51 น.
มติชนออนไลน์

ฆ่าโหดหนุ่มจีนตัดคอเพื่อนสาวม.เวอร์จิเนียเทค









สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเกิดเหตุฆ่ากันตายแบบสยองขวัญในมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียเทค สหรัฐอเมริกาอีกครั้ง
โดยนักศึกษาสาวจีนที่เพิ่งเข้าเรียนในระดับปริญญาโทโดนเพื่อนชายที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาเอกฆ่าตัดคอ
ในร้านโอบอง แปงต์ ที่ตั้งอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย เมื่อเช้าวันที่ 22 มกราคมหลังจากทั้งสองเข้าไปนั่งดื่นกาแฟกัน
ภายในร้านดังกล่าว โดยสาเหตุยังไม่ทราบแต่อย่างใด

http://shanghaiist.com/2009/01/23/chinese_grad_student_murdered_at_vi.php


Chinese grad student murdered at Virginia Tech



On Wednesday night, a Virginia Tech (维吉尼亚理工大学) graduate student from Beijing
was decapitated in a cafe on the campus of the university. Yang Xin, 22-years-old,
was starting her first semester as an accounting graduate student.
She had only been on the campus for 13 days.

The accused is a fellow graduate student from China, a Ningbo native named Zhu Haiyang.
He has been charged with first-degree murder and is currently under police custody.

Details about the the motive for the gruesome crime are scant at the moment.
The fact that the victim and the suspect knew each other has been corroborated
by preliminary eyewitness accounts that state that the two students were having
dinner together at the cafe when the suspect suddenly pulling out a knife and
decapitated the victim.

Police revealed that Yang had listed Zhu as her emergency contact with the school,
suggesting some prior relationship. It could have also been because Zhu,
a doctoral student in agricultural and applied economics, had been the first to assist her
in adjusting to life at VTech - a normal tradition amongst the 500 or
so Chinese students there.

But what led to the attack is still a mystery: The two had not been arguing and
nobody could point to previous signs of trouble between them.

After Zhu's arrest, the campus alert system, put in place after the shootings
by Korean-American student Seung-Hui Cho in 2007, sent out safety notifications
to about 30,000 subscribers in the area.

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1261460012&grpid=01&catid=

วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 12:33:15 น.
มติชนออนไลน์


หนุ่มจีนยอมรับผิดจริงฆ่าตัดหัวนศ.หญิงปริญญาเอกสหรัฐ พยานแฉภาพสยองถือศีรษะในมือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ว่า นายซู ไฮหยาง ยอมรับว่า
กระทำผิดต่อคดีฆ่าตัดศีรษะน.ส.หยาง ซิน นักศึกษาปริญญาเอกมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เทค ในสหรัฐ
และคาดว่าเขาจะถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในเดือนเม.ย.ปีหน้า โดยสำหรับคดีนี้ ก่อนหน้านี้
นายซูได้ก่อเหตุสยองขวัญ ใช้อาวุธมีดคอน.ส.หยาง ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 21 ม.ค.
โดยพยานผู้หนึ่งบอกว่าเมื่อมาถึงร้าน เธอพบภาพสยองนายชูได้ถือศีรษะน.ส.หยางด้วยมือของเขา

ทั้งนี้ สำหรับมหาวิทยาลัย"เวอร์จิเนีย เทค"เคยประสบเหตุโศกนาฎกรรมนักศึกษากราดกระสุนคร่าผู้คนตายหมู่
เมื่อปี 2007 โดยนายโช ซึง ฮุย นักศึกษาวัย 23 ปี ชาวเกาหลีใต้ ได้ใช้อาวุธปืนยิงเพื่อนร่วมชั้นเรียน
และครูอาจารย์ 32 รายเสียชีวิตก่อนจะปลิดชีพตัวเอง

http://fisherwy.blogspot.com/2009/01/yang-xin-zhu-haiyang-virginia-tech.html
http://fisherwy.blogspot.com/2009/01/zhu-haiyang-picture-virginia-tech-phd.html

http://www.zimbio.com/Haiyang+Zhu

http://www.youtube.com/watch?v=yILYPwvULbk

Canada #01 - News : Man accused in beheading - 06.10.2008



http://www.youtube.com/watch?v=5a68-FEohdY

Man Beheaded On Greyhound Bus

The killer makes his first public appearance in this follow-up video:
http://www.youtube.com/watch?v=O5UHdG...

The killer and victim have been identified in this follow-up video:
http://www.youtube.com/watch?v=wk43cJ...

A man stabbed another man to death on a Greyhound bus in Manitoba,
Canada on July 30, 2008, and then beheaded him.



http://www.mediatakeout.com/2009/5611-graphic_picswoman_beheaded_while_waiting_for_the_bus.html



May 09, 2007. This is story was originally printed on December 13, 2006.
It's a shocking reminder of the dangers that women around the world face daily.


<BLOCKQUOTE>(AP) A 21-year-old woman was beheaded in front of horrified onlookers
at a bus terminal in this Caribbean nation's capital, police said.

Stacy Wilson was returning home from work as a hospital clerk yesterday
when a machete-wielding assailant pulled her off an idling bus in Kingstown,
according to Assistant Police Superintendent Eckron Lockhart.

The attacker, identified by police as Sean Samuel, carried the woman's severed head
for several seconds before dropping it to the ground, witnesses said.

Wilson's right hand was also chopped off at the wrist.

Police detained Samuel shortly after the slaying. They did not release a motive for the attack.

Samuel, who is in his early 30s, is expected to be charged later this week, Lockhart said.

It was the second beheading in recent years in the eastern Caribbean island.

In 2003, 69-year-old Albert Browne's headless corpse was found in mountains
near a small village in the southern St. Vincent region of Marriaqua.

The man's head, wrapped in his pants, was later found buried in a shallow hole.
His attacker is on death row for the slaying.




http://www.pe.com/forums/viewtopic.php?t=2224

480. The real killer behind Virginia Tech. massacre (1) (4/23/07)

I think the Virginia Tech. massacre was done by Feds.

1. A very detailed news which disappeared later

On 4/16, I heard the tragedy from local Chinese TV news. It reported
that the gunman's visa was issued in Shanghai, and his entry port was
San Francisco. My first thought was: "How efficient they are. They got
everything right away." Then I became suspicious. Shanghai? My family
came from Shanghai. San Francisco? My parents, my sisters live in San
Francisco, and have their business there. Next day was 4/17, the day I
alleged for the breakout of a framed case. In message of March, I
alleged the Feds had collaborated with Chinese secret police for a new
drug case. The V.T. killer, obviously was a Chinese, according to the
news. Was that part of new plot? When people didn't know what exactly
happened inside Virginia Tech. was that strange we got such a detail
news on 4/16? Nobody could have that detail except Feds. And nobody
could release that to the media except Feds.

Here is the reference for that news. Watch the date the news was
issuing. That news now is not available in Sun-Times URL. It was
replaced by some different description.
Re: "Gunman kills 32 at Virginia Tech before being killed

April 16, 2007

BY MICHAEL SNEED Sun-Times Columnist

Sneed hears authorities were investigating whether the gunman who
killed 32 people in a rampage on the Virginia Tech campus was a Chinese
national who arrived in the United States last year on a student visa.

The 25-year-old man being investigated for the deadliest college
carnage in U.S. history reportedly arrived in San Francisco on a United
Airlines flight on Aug. 7, 2006, on a visa issued in Shanghai, the
source said. Investigators had not linked him to any terrorist groups,
the source added."

2. The purpose of Virginia Tech. massacre

The US intelligence used to influence American people by media with
psychological operation. The news about WMD, the mushroom cloud threat,
the film "300", numerous video tape of Bin Laden, Zhawahiri, Zhaqawi,
the beheading tape of Nick Berg are all belong to this category. It is
used to vilify Islamic and to inflame and agitate people. What if the
plot was successful to their plan? People would have believed what Feds
told them: the Chinese (Shanghainese) were evil people. They did drug
smuggling; they massacre American students.

The most important role of V.T. killing was: it was planned to
distract. I have revealed since last October to this March, in each
month there was a plot. Each time I emphasized that they used Iran war
as distract. Though I talked a lot about April 17 plot, this time I
haven't talked about Iran war because I found none. Did Feds abandon
their tactic? No, distract is an important tactic in Feds plan. When it
became a familiar one to the people, Feds replaced it by a massacre.
They killed students as many as possible to make it the worst in US
history. This news withdraws public attention from other would be news
such like drug case or unusual death in police brutality.

3. The Chinese killer replaced by Cho Seung Hui.

Mercury News on next day reported "Gonzales hearing postponed in wake
of campus shooting". I have viewed this hearing as a mark of 4/17 plot
in which Attorney General " ..... He'll have one last chance to do
that, and perhaps keep his job, when he testifies before the Senate
Judiciary Committee on April 17." (see #477) Now it was postponed. It
means the April plot was postponed. Then will China bear the accusation
of "massacre American students"?

China is a big power. When it will to bear an unsavory reputation,
the payment in secret deal must be huge. Now the plot went soured. Feds
had to seek another replacement. That's why Cho Seung Hui became a
killer. He is S. Korean. S. Korea, you know, a country controlled by
US. (or protected by US, whatever you think) The image transfer is
easy, at least it accords with the definition that "the killer is an
Asian."

(To be continued.)

481. Feds ordered stand down (2) (4/28/07)

4. A strange "stand down" after the first shooting occurred at 7:15.
The police and University did nothing to pursue the killer and warn
students that there was killer(s) at large. According to authority's
story, Cho was the only one did all killings. He was given a two hours
and a half to do his work without a disturbance. That was indeed a very
generous gift from authority and an unbelievable negligence on security
rule, particularly at the time after 911.

(1) Another strange news which disappeared later. The original news
said the reason of no-reaction was that information showed that killer
was out of state. But it took time for killer to escape out of state,
even if he took a plane. And how could they learn that? Did they knew
whom he was and tracked him all the time? Since the no-reaction was
from the beginning, this was a justification with big flaw. It was
never heard of since. Local officials didn't know the business out of
state. This news, as well as that detail of Chinese suspect, obviously
was from Feds too.

(2) If you were Cho Seung Hui, once you fired the first shoot, you knew
you were on a road of no-return, would you do something else? In common
sense, a killer would go on with his shooting spree because he knew
there was little time left for him. The police would arrive in minutes.
Would you still care for mailing something? But Cho seemed think in
other way. He thought of he hadn't mailed the tapes, (Authority story
was that tapes was not made on 4/16) It took him one hour and three
quarters to bring the tapes to post office, (7:15 - 9:01) enough time
for him to have a breakfast and do a laundry if he wished. Cho didn't
worry about police arrest. He was right. Police and University did
response with no re-action.

(3) “Setting up a series of roadblocks, controlling access to very
large pieces of property, is very much routine on any university campus
in Canada and in the United States,” Though it is a criminal negligence
of no-response to the first two murders in University dorm, we saw
little pressure to investigate and affix the responsibility of this
massacre. Because it will trace to the Feds. ( Now they may try to find
a scapegoat for it) They gave the order of "stand down". They need a
history worst to distract another framed case.

Quote, "Feds Ordered VA Police To Stand Down

Local authorities were told to take no action to pursue killer

Paul Joseph Watson

Prison Planet

Friday, April 20, 2007


Police and EMT workers at Virginia Tech tell us that campus police were
given a federal order to stand down and not pursue killer Cho Seung-Hui
as Monday's bloodshed unfolded.

Though wishing to remain anonymous for obvious reasons, we have
received calls from police and EMT's who tell us that a stand down
order was in place, and this is also confirmed by eyewitness Matt
Kazee, who is a student at VA Tech.

Kazee talked to local EMT's and police who told him the same thing,
that the order was to wait until federal back up arrived before any
action was taken. This explains the complete non-response of the police
in the two hour gap between Cho's first two murders and the wider
rampage that would follow later that morning.

The policy of federal control over the University was put in place
following a previous shooting in August 2006 in which a police officer
and a hospital security guard were killed.

In addition, a former long-term University police officer, George
French, told the Alex Jones Show that it is routine to seal off a
campus on which a suspected gunman is loose.

“Setting up a series of roadblocks, controlling access to very large
pieces of property, is very much routine on any university campus in
Canada and in the United States,” said French.

“After a double homicide, when you’re looking for a dangerous fellow
with a firearm, I find it unfathomable that a series of roadblocks
weren’t set up…to prevent the felon from escaping.”

French could find no logical conclusion other than deliberate inaction
on the part of officials. “We have another coordinated, allowed
event…the parallels are so common in each case; you can write the
script in advance.”

(http://www.itszone.co.uk/zone0/viewtopic.php?t=71573&sid=46a585298128996c43550b3544fce1a3)

(To be continued)

The URL came with the reference if you are not a selective blind.

------------

482. The collapse of Highway 580. (5/3/07)

Recently, I was harassed heavily in internet again. I was blocked to
post in my own homepage as well as other web sites such like Google. I
think it is a response to my revelation on Virginia Tech shootings.
Feds don't want people to read it.

The persecution is so intensified that they created a highway collapse
four days ago. I have talked about several times that one of their
option to eliminate one of my sisters who lives in Oakland is to force
her taking Bart while the Feds had planned a "terror bombing" in
tunnel. The way to force my sister to take Bart instead of driving is
to shut off the Bay Bridge. (see #433. 9/2 plot (9/5/06)) When this
trick was revealed, Feds developed another one: to shut off one of the
exit way of the Bay Bridge. The collapsed highway 580 is a road of
"must" if she drives from San Francisco to her home in Oakland. The
shut off of Bay Bridge is too evident. It causes alert. This time one
of the exit will be closed at least for half years. It saves them a
sub-plan during that period.

Another motive of this created event is to cover up the 911 plot. To
prove a fire could melt steel. It is a case of killing two birds by one
stone. If they created 911, it's much easier to create I-580 collapse.
Just cut loose a support screw and then having a tanker fire. It's that
simple.

It's not the motive only that makes me conclude it was a planned crime.

1. Timing: The newspaper said, "In the early morning hours, the freeways were nearly deserted." (Mercury News, April 30)

What is that "early morning hours"? 3:52 am. It was night that most
people were in deep sleep. I can assure you, no outsider had the
opportunity to witness the event. (Of course, exclude those prepared
witness. Feds used to have "reliable witness" to prove their framed
case.

Such as Moussaoui to 911) At 3:52 am in week-days, there still may be
chance that some one happened to drive by. Feds made it on Sunday. 3:52
am on Sunday, a most deserted time for freeway. A safest time to create
an artificial accident.

2. The damaged overpass was just above highway 880. The tanker
happened to burn right underneath at that point. The fire would have
burned in open air if the oil tanker crashed a little bit farther or a
little bit lesser. Was it a lottery winner that crash took place at the
spot? The whole journey of the truck mission is 100 miles? 200? 300?
Compare the crash spot (span at 30 to 40 feet), the chance is too rare.

3. Location. A place with busy traffic: the exit of the Bay Bridge,
where highway 880 and 580 going through. The best place for propaganda
because hundreds of thousands of people drive by there every day.

A right accident (to reason the WTC collapse) at a right place (just at
the cross point where a fire can burn the upper overpass. A place about
half million commuters pass by every day, a best place for propaganda,
) at the right time. (the most deserted time of highway, so rare people
could witness it)

So Bush and his accessories can beat the drum this time. It could
be an accident. How rare the chance is, there is still lucky man who
win the lottery or unlucky man who was hit by a thunder.

It also could be a black box operation to justify 911 attack. If you
believe 911 was an inside job. Then this group has the motive to cover
it up. If you think it was not a coincidence that the WTC was changed
hands three months before 911 attack( to enable that group to set up
explosives inside the building), then you have full reason to recognize
it was not a coincidence too on timing and location for this event. It
is another covert job to cover up the 911 event.

483. The video tape of Cho Seung Hui (3) (5/8/07)

5. The man in video tape is not Cho Seung Hui.

(1) Cho's acquaintance and his roommates don't recognize the man in video tape.

Re: "A pastor at a Korean church in Centreville watched the tapes on
television with his family. He told the Seoul newspaper JoongAng Ilbo,
" All my family said that was not the Seung-Hui we knew. It was the
first time we saw him speaking in full sentences." ("Shooter/ A
lifetime of silence" Mercury News, 4/22/07)

Re: "April 18, MSNBC, Scarborough Country -- Michele Kosinski
reports at about 10:13 PM eastern time that Cho's roommates say they do
not recognize him in the film from the package sent to NBC."
http://www.rense.com/general76/cho.htm

Go to that site to compare the pictures. Though they are similar, the
ratio of the head is a big difference. (the ratio of the length to
width of the head) Different camera won't produce such big difference.

(2) The man in video has a different temperament from Cho Seung Hui.

We all know Cho was "extraordinary lonely", "a life time of silence".
He is also very shy and avoid to be in focus. Re: "When a candidate for
student council visited the suite this year to pass out candy and ask
for votes, Cho refused even to make eye contact.". "Mary Shaw said
yearbooks indicate that Cho's only extracurricular activity was the
science club during his sophomore year. He did not supply a picture of
himself for his senior yearbook.". ("Shooter/ Classmates feared he
would kill", Mercury News, 4/18/07)

But in video, the man liked to show off himself. He made different
posts with guns, even with a hammer. He spoke fluent sentences. He
stares at the focus. In his package, there is not only an 1,800 words
statement, (For a real Cho, that's enough) there are also video tape
and 43 photographs. Is that too much for him?

(3) These characters don't fit for Cho, but fit for Feds. The video
tape resembles other "terrorist" tapes used to broadcast in TV. Those
tapes used to do a negative propaganda on "terrorists" themselves.
Painted themselves extreme, violent, savage by arms in hand, shooting
machine guns, or even beheading. Those tapes used to fit the demand of
Pentagon and the Feds - "Don't look for other suspects. I, (terrorist,
or criminal) did it." Is there anything else more convenient to solve a
case by someone to confess?

Re: "U.S. Government Caught Red-Handed Releasing Staged Al-Qaeda Videos"

(http://www.prisonplanet.com/articles/october2006/051006redhanded.htm)

(4) An interesting message for reference.

Quote, "VIDEO PROOF THAT NBC FOOTAGE WAS NOT SHOT BY CHO ALONE

Posted By: Never_Surrender (Send E-Mail (http://www.rumormillnews.com/cgi-bin/forum.cgi?bem=103149)

Date: Thursday, 19 April 2007, 10:01 p.m.

......

Well let me ask a question then, if he shot it by himself, WHY is the camera shaking, like someone ELSE is holding it?

The CHO character is sitting perfectly still in FRONT of the camera and not touching the camera YET it is moving!

At one point in this video I could swear I hear someone cough or clear
their throat off camera and at another point I think someone hits the
camera and you can hear the BUMP sound or the THUD sound that it makes
and it shakes a little....

I believe that what we have here is video proof that CHO did NOT make
this video, there was someone else holding the camera, again, I do NOT
even believe it is Cho in this video but I have covered that in another
post.
Here is the video....

Embedded video does not appear to be showing up so here is link to video....

(http://www.vloggingtheapocalypse.com/view_video.php?viewkey=3efbc24c7d2583be6925 NS)

(http://groups.yahoo.com/group/IssuesAndAlibis_The_Forum/message/18347)

(To be continued)

484. Gunman is a professional killer(4) (5/13/07)

6. The gunman is not Cho Seung Hui.

(1) The gunman is a professional killer. Cho is a new comer. Cho bought
the gun on March 13. (There were different saying about the other gun,
but it was bought around that time too. ) Only one month before the
shooting case. He practiced in a shooting range on Mar. 22. That's all
his relationship to the gun.

But according to Professor of Criminology:

Quote, "Seung-Hui Cho Was a Mind Controlled Assassin

Charles Mesloh, Professor of Criminology at Florida Gulf Coast
University, told NBC 2 News that he was shocked Cho could have killed
32 people with two handguns absent expert training. Mesloh immediately
assumed that Cho must have used a shotgun or an assault rifle.

"I'm dumbfounded by the number of people he managed to kill with these
weapons," said Mesloh, "The only thing I can figure is that he got
close to them and he simply executed them."

Mesloh said the killer performed like a trained professional, "He had a
60% fatality rate with handguns - that's unheard of given 9 millimeters
don't kill people instantly," said Mesloh, stating that the handguns
Cho used were designed for "plinking at cans," not executing human
beings."

(http://infowars.com/articles/us/va_tech_shooter_was_mind_controlled_assassin.htm)

From media report, we know the weapon is not assault rifle. It is
the 9 millimeter handgun and the killer shot at distance, (shooting at
the door, not the execute style) So the gunman is a professional of the
professionals.

(2) Cho was 5'8". Gunman is ""He was, I would say, about a little bit
under six feet tall, young looking, Asian, dressed sort of strangely,
almost like a Boy Scout, very short-sleeved light, tan shirt and some
sort of ammo vest with black over it. He just stepped within five feet
of the door and started firing.

"He seemed very thorough about it, getting almost everyone down. I
was trying to act dead," the freshman mechanical engineering student
says. "He left for about 30 seconds, came back in, did almost exactly
the same thing. I guess he heard us still talking.

http://www.theglobeandmail.com/servlet/story/RTGAM.20070417.wxshootingticktock17/BNStory/specialComment

(3) The gunman didn't want to be recognized.

If Cho planned this tragedy, he knew it was a way of no return. He
was ready to die himself. It was unnecessary to cover up himself with
masks or sunglass..... But the gunman did all the cover up. He seemed
know he would be alive and didn't want to be recognized later.

Quote, " Pai Cheong Ming - 27 years old, an engineering student, came
from S. Korea - was wounded in breast and arm and was in hospital. He
told "Central Daily" (S. Korean Newspaper): "The gunman wore a mask
covering face, his brown cap wore low to his eyes. He wore glass,"
(Though the news didn't say it's a sunglass, I think it should be,
because Cho Seung Hui wore contact lens that morning according to his
roommate. Or there was another killer.)

Pai Cheong Ming's description was quite different from others. I
never saw it from "mainstream media". Perhaps because it would
contradict to the Authority's story. I read it from a Chinese newspaper
"The Epoch Times" April 20.

(4) If Cho real hated the "rich kids, debauchery and deceitful
charlatans", then there must be some model he knew. He shoud target on
these models. In fact, he chose unknown as victims.

All witnesses referred the killer as "gunman" or "he". No one call the
killer "Cho". It means they don't know Cho. Only media describe the
killer as Cho. Did they witness the scene?

(5) Another mark of Feds: Silence the witness.

For a random killer, Cho should pick up easy one to shoot at. He
should go on to other classroom where there were plenty of easy
targets. But he came back to kill the survivor. "He seemed very
thorough about it", "I was trying to act dead" he came back "I guess he
heard us still talking" (see reference in (2)) Cho has no reason to be
thorough on people he didn't know.
It is only a mark of Mafia or the Feds. They kill witness of their
crime. Mafia has no motive in this case. Feds does. (see "480. The real
killer behind Virginia Tech. massacre (1) (4/23/07)")

(to be continued)

485. Media censorship on VT case (5) (5/18/07)

7. The issue media accepted and rejected.

(1) For a crime, media used to have a field report. It used to come
with a map. Investigate reporter would track every step of the killer
to detail the story in minute. VT shooting is the worst camp case in US
history. There is no such report. What happened in the dorm when first
two people were killed? how many classrooms in Norris Hall building?
What did other students in same building react during shooting? There
is not a word about that. Different media reported odds and bits from
survivors but all silenced later about this case.

(2) The no response of the police and University after the first two
killings was the main reason that caused the later mass killing. Media
has the responsibility to supervise the government. The criminal
negligence should be the big issue in first page. Yet, no media had an
article about it. They distract this big topic by gun ban. Let the big
criminal skip away.

(3) Instead of reporting the detail of the whole story which might
reveal the flaws of the framed case, media concentrated to report Cho's
private life, tried to prove he is the real killer. I went through all
these materials, find nothing could prove Cho was a violent man. True,
he was lonely, life time silent. It fits for a word: autism. But media
avoid this word, attribute all these for the killing spree. To prove
Cho was anger, they said he wrote violent and profane plays. They even
gave a sample of his play. "I hate him." the boy says of the stepfather
in a copy of the play on the Web site. "Must kill Dick. Must kill Dick.
Dick must die."

It's ridiculous. With such standard to judge a person, Shakespeare
would be a big suspect. So were many ancient Greek tragedy writers.
Hitch Cock (spelling?) - a terror film producer, would be a suspect
too, so was Spieldsburg (spelling? who produces film Indiana Jones, the
Temple of Doom).

Cho's only relationship to violence was that he bought a gun (or two)
on March 13 and practiced one hour in a shooting ranch of March 22. I
think he was going for an operation. Before I talk about this, I'd like
you to read a news:

8. Cho was under surveillance

Re: "Cho went to bed early by college standards, about 9p.m. He
often rose early, but in recent weeks he had been rising even earlier,
frequently before dawn, Aust said. Such was the case Monday.

Cho awoke before 5 a.m., then sat down to work on his computer and
awakened his roommate in the process. Grewal, who shares a room in the
same suite, saw Cho in the bathroom shortly after 5 a.m.

As usual, Cho did not say anything to Grewal. No good morning, no
hello, Grewal said. Cho stood in the bathroom, brushing his teeth,
wetting his contact lenses and applying a moisturizer.

He also took a prescription medicine, though neither Aust nor Grewal
knew what the medication was for." (Mercury News "Shooter/ classmates
feared he would kill", 4/18/07)

To get up early before dawn is not popular, especially for those
who do not habituate to. Did Cho's suitemate follow up Cho's routine?
The description was so detailed that it seems like Cho was under
surveillance.

(to be continued)

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&forum=4&No=791&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba&page=33.htm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&forum=6&No=619&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba&page=110.htm


April 27-29, 2007 -- In
a follow-up to our April 25 story about how the federal government is able to track those
who are prescribed anti-depressant controlled drugs, we have learned that the capability to track
such drug users is far more widespread than first reported. ABC News first admitted that senior
federal sources revealed that federal records were checked to find out about Virginia Tech killer
Cho Seung Hui's history of anti-depressant use -- the search having turned up negative results.
ABC News then reversed itself and said there was no such tracking system.

Under Progressive Community Treatment (PACT) laws, individuals enrolled in mental health
programs are automatically reported to authorities when they either fail to renew their anti-depressant
prescriptions or fail to keep a mental health appointment. The first such mental health reporting program,
called the Texas Medication Algorithm Program (TMAP), was initiated in Texas by
then-Governor George W. Bush as a program to screen mental patients for mandatory psychotropic drug use.
According to our sources in the mental health community, a private company, Comprehensive NeuroScience, Inc.,
tracks mental health patients and their psychotropic drug prescriptions and, furthermore, law enforcement has
access to this data. Comprehensive NeuroScience (CNS) is a subsidiary of Big Pharma firm
Eli Lilly,
a company that has close financial links to the Bush family.
As far as the federal government reporting to
ABC News that Cho had no records in their systems concerning anti-depressant use, they failed to consider
the records of CNS, which tracks those who have prescriptions for anti-depressants.
If Cho's drugs were
legally prescribed, our sources say the records would be held by the CNS system. Patients who stop their
anti-depressant drug use often become extremely violent, a condition known as "discontinuation syndrome."

</BLOCKQUOTE>


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Tue Dec 22, 2009 5:32 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 03, 2009 11:17 pm

http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000147558

ใบปลิวว่อน! “การบินไทย” แฉคนในบอร์ดพาเมียทัวร์ใช้ตั๋วฟรีขนกระเป๋าอื้อ 50 ใบ

3 ธันวาคม 2552 19:46 น.

ASTV ผู้จัดการรายวัน-ใบปลิวร่อนทั่วการบินไทย แฉพฤติกรรมบอร์ดที่เคยเป็นอดีตผู้บริหารทำงามหน้า
พาเมียทัวร์ญี่ปุ่น ใช้ตั๋วฟรี แถมหอบกระเป๋ากว่า 50 ใบ ยัดสินค้าหนักเกือบ 1 ตันกลับมาขายซอยละลายทรัพย์
โดยผ่านทางช่องกระเป๋าหาย หนีภาษีแบบไร้ต้นทุน พนักงานสุดทนต้องประจาน ชี้สวนทางนโยบาย “ปิยสวัสดิ์”
ให้ช่วยประหยัด แต่ผู้บริหารกลับทำเอง


แหล่งข่าวจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีใบปลิวแฉพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของ
กรรมการบริษัทคนหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นอดีตผู้บริหารบริษัท ในการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว
ซึ่งสวนทางกับนโยบายการทำงานของ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทคนใหม่
โดยระบุว่ากรรมการบริษัทรายหนึ่งพร้อมภรรยา ได้ใช้สิทธิพิเศษตั๋วโดยสารเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น
และยังใช้อำนาจการเป็นบอร์ดบริษัท ขนสัมภาระน้ำหนักเกินกว่าที่กำหนด
สร้างความวุ่นวายให้กับพนักงานอย่างมาก

ทั้งนี้ ข้อมูลระบุว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2552 ที่ผ่านมา บอร์ดคนดังกล่าวพร้อมภรรยาได้เดินทาง
จากโตเกียวมายังกรุงเทพฯ เที่ยวบิน ทีจี 677 ในชั้นหนึ่ง (First Class) ที่นั่ง 4 F กับ 4 E
แต่มีความวุ่นวายเกิดขึ้นที่สนามบินนาริตะ เนื่องจากมีสัมภาระกระเป๋าส่วนตัวถึง 40 ใบ
ซึ่งพนักงานในบริษัททราบดีว่า ภายในกระเป๋าทั้งหมดบรรจุสินค้าจำนวนมาก เป้าหมายเพื่อนำมาจำหน่าย
ในร้านของภรรยาบอร์ดคนดังกล่าว ที่ 117 ซอยละลายทรัพย์ ถนนสีลม

แหล่งข่าวกล่าวว่า การกระทำดังกล่าวได้รับการอำนายความสะดวก ผ่านนายสถานีนาริตะ
และยังมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทให้ความร่วมมือในการรับผิดชอบกระเป๋าอีก 10 ใบ ซึ่งรวมกับ 40 ใบ
มีน้ำหนักถึง 700 กิโลกรัม ในขณะที่มีข้อสงสัยในการนำกระเป๋า 50 ใบเข้าประเทศไทยได้อย่างไร
โดยไม่มีปัญหาในขั้นตอนการผ่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)เนื่องจากกระเป๋าทั้งหมดไม่ได้ผ่านไปยัง
สายพานลำเลียงกระเป๋า แต่มีการจัดการให้ไปเข้าระบบ Lost and Found (LL) หรือแผนกกระเป๋าหาย
ซึ่งเลี่ยงภาษีได้ทั้งหมด

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า วิธีการดังกล่าวเป็นเรื่องปกติที่ได้รับความร่วมมือจากพนักงานระดับล่างและ ตม.บางคน
ที่ช่วยกันลำเลียงกระเป๋าผ่านทางพิเศษดังกล่าว เพราะครั้งนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดครั้งแรก
แต่เป็นพฤติกรรมของบอร์ดคนนี้ตั้งแต่สมัยเป็นผู้บริหารระดับ EVP. รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่
และจะให้นายสถานีที่ญี่ปุ่นช่วยจัดการหากไม่ร่วมในขบวนการก็จะถูกย้าย

การที่บุคคลที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ได้กลับเข้ามามีอำนาจเป็นบอร์ดบริษัทและยังเป็นถึงประธานบอร์ดบริหาร
ที่มีอำนาจมาก เป็นคนที่บริหารงานในช่วงที่การบินไทยยังไม่มี ดีดี.ตัวจริง ผลประกอบไตรมาส 3 จึงออกมาขาดทุน
ถึง 5,200 ล้านบาท และยังเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่เปิดบินเส้นทาง โจฮันเนสเบอร์ก และนิวยอร์ก แบบขาดทุนย่อยยับ
ทั้งยังร่วมกันกระบวนการจัดซื้อแอร์บัส A340ด้วย
” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ นายปิยสวัสดิ์ประกาศแนวทางการบริหารโดยขอความร่วมมือจากพนักงาน
ในการช่วยกันลดค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงลงถึง 10,000 ล้านบาท ซึ่งแนวทางหนึ่งของการลดค่าใช้จ่าย
และยังมีผลต่อการสร้างรายได้เพิ่ม คือ ผู้บริหารตั้งแต่ระดับ ดีดี.ลงไป ที่ได้รับสิทธิ์บินในชั้นหนึ่ง (First Class)
ให้ลดลงมาเป็นชั้นธุรกิจ(Business) เพื่อเอาที่นั่งชั้นหนึ่งไปขายโดยเฉพาะเส้นทางไกลและต้องหาช่องทางขายตั๋ว
ให้ได้ราคาสูงขึ้น การประทำของบอร์ดคนนี้จึงเป็นพฤติกรรมที่สวนทางกับนโยบายอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ยังมีการระบุถึงการต่ออายุอามาดิอุส ระบบการจองตั๋ว E-Ticket ผ่านระบบอามาดิอุส ที่มีเม็ดเงินตกหล่น
ถึง 2,000 ล้านบาท ก็มีบอร์ดคนดังกล่าวเกี่ยวข้องอยู่ด้วย จากเดิมที่การบินไทยขายตั๋วโดยสารในประเทศผ่านระบบ
Royal แต่มีการปรับแก้สัญญาให้ต้องสั่งซื้อผ่าน อามาดิอุส แบบผูกขาด


http://www.ryt9.com/s/prg/66680

การบินไทยเปิดจุดบินใหม่บินตรงสู่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก สาธารณรัฐแอฟริกาใต้

www.ThaiPR.net -- จันทร์ที่ 30 ตุลาคม 2006 17:33:08 น.

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเส้นทางบินใหม่ทำการบินตรงสู่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก สาธารณรัฐแอฟริกาใต้
เริ่มทำการบินแรกเที่ยวบินที่ ทีจี 703 เส้นทางกรุงเทพฯ —โจฮันเนสเบิร์ก ในวันอังคารที่ 31 ตุลาคม 2549
โดยมี นายธีรพล โชติชนาภิบาล ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายขาย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีเปิด
โดยมี นายเรืองยศ ภมรมนตรี ผู้อำนวยการฝ่ายภาคพื้นยุโรปและแอฟริกา ฝ่ายบริหาร นักบิน ลูกเรือในเที่ยวบินดังกล่าว
ร่วมในพิธีและร่วมเดินทางไปในเที่ยวบินดังกล่าว ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเมื่อเดินทางถึงสาธารณรัฐแอฟริกาใต้
ฯพณฯ นายโดมเดช บุนนาค เอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย นายอดิศัย ธรรมคุปต์ อัครราชทูตสำนักงานส่งเสริมการค้า
ในต่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย ร่วมในพิธีต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ดังกล่าว ณ ท่าอากาศยาน O.R.Tambo
เมืองโจฮันเนสเบิร์ก
นายวัลลภ พุกกะณะสุต รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
เปิดเผยว่าบริษัทฯ มีนโยบายในการพัฒนาเครือข่ายการบินทั้งในเส้นทางข้ามทวีปและภูมิภาค
ให้เชื่อมต่อกันอย่างทั่วถึง โดยจะขยายเครือข่ายการบินให้มากขึ้นและครอบคลุมไปทั่วโลกเพื่อเพิ่มความ
สะดวกสบายให้แก่ผู้โดยสารและสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและประเทศไทย
เป็นศูนย์กลางการบินของเอเชีย โดยปีที่ผ่านมา การบินไทยได้เปิดเส้นทางบินตรงไปยังนิวยอร์ก มอสโก โอ๊คแลนด์
และลอสแองเจลีส ทั้งนี้ที่ผ่านมาการบินไทยยังไม่มีจุดบินในทวีปแอฟริกามาก่อน

...

ส่วนนักธุรกิจจะเข้าไปติดต่อธุรกิจเกี่ยวกับอัญมณี เนื่องจากแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์
เป็นแหล่งแร่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ที่สุดในโลกและมีแร่ธาตุที่สำคัญมากมาย



http://www.pantown.com/board.php?id=13754&name=board6&topic=32&action=view

http://tnews.teenee.com/etc/39866.html

http://www.radiokrabi.com/th/krabipost-previous-news/681/3266.html

http://www.newswit.com/news/2005-09-06/3b953f6ea2258bb76ebc497704ee21f4/

"UN-IMF" เซ็นสัญญาใช้บริการ "การบินไทย"ขนเจ้าหน้าที่ประชุมเอเซียอาคเนย์
ใช้งบเดินทางกว่าล้านเหรียญสหรัฐ


Tuesday, 6 September 2005 16:33

กรุงเทพฯ--6 ก.ย.--การบินไทย

"สหประชาชาติ ไอเอ็มเอฟ" เซ็นสัญญารายปีใช้บริการ "การบินไทย" นำเจ้าหน้าที่มาประชุมในภาคพื้นเอเซียอาคเนย์
คาดทำรายได้มหาศาล ซึ่งทั้ง 2 องค์กรระหว่างประเทศ ใช้งบประมาณในการเดินทางรวมมูลค่ากว่าล้านเหรียญสหรัฐ
"นายวัลลภ พุกกะณะสุต" เผยเป็นผลมาจากการบินไทยเปิดเที่ยวบิน กรุงเทพฯ นิวยอร์ก เชื่อว่าเป็นเที่ยวบินที่จะเอื้อ
ต่อการลงทุน การท่องเที่ยว ทำกำไรในอนาคต และเพิ่มมูลค่าต่อระบบเศรษฐกิจไทยมหาศาล นายวัลลภ พุกกะณะสุต
ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายขาย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ล่าสุด สหประชาชาติ (United Nations)
และ ไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund : IMF) ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศ
ที่มีสำนักงานใหญ่
ที่นครนิวยอร์ก

และใช้งบประมาณเดินทางปีละกว่า 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้เซ็นสัญญารายปีแล้วกับการบินไทยในการให้บริการ
นำเจ้าหน้าที่เดินทางมาประชุมในแถบเอเซียอาคเนย์ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายหน่วยงาน ทั้งในยุโรปและอเมริกา
ที่กำลังจะเซ็นสัญญาจะใช้บริการของสายการบินไทย อาทิ Merrill Lynch ที่จะใช้เที่ยวบินจากสนามบิน JFK
(สหรัฐฯ) กรุงเทพฯ
, ลอนดอน กรุงเทพฯ, ซูริค กรุงเทพฯ, แฟรงก์เฟิร์ต กรุงเทพฯ, JP Morgan Chase,
Tory Corp (นิวเจอร์ซี่), Harvard Business Review รวมไปถึง BASF, Chevron Texaco,
Exxon Mobil Regional, Daimler Chrysler, Unilever, IBM Regional, Roche, Siemens, Ericsson

ทั้งนี้ผลพวงที่ได้รับจากการเปิดเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯนิวยอร์กที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา
เป็นเวลาร่วม 4 เดือน นับว่าประสบความสำเร็จ เพราะมีผู้โดยสารใช้บริการเต็มทุกเที่ยว นอกจากนี้ผู้โดยสาร
ยังใช้เป็นจุดเปลี่ยนเพื่อเดินทางต่อไปในเมืองต่างๆของ สหรัฐฯอีกกว่า 42 เมือง โดยเฉพาะเดือนแรกที่เราเปิด
ให้บริการเที่ยวบินตรง กรุงเทพฯนิวยอร์ก ปรากฏว่ามีผู้โดยสารบินต่อไปยังเมืองอื่นๆ อาทิ ไมอามี่, นิวเจอร์ซี่
และเมืองอื่นๆอีกมากมาย "การเซ็นสัญญากับหน่วยงานต่างๆ ทั้งสหประชาชาติ ไอเอ็มเอฟ หรือภาคเอกชนของ
สหรัฐต่างๆ ล้วนเป็นปรากฏการณ์ที่ดี และคาดว่าจะเป็นเที่ยวบินที่จะเพิ่มรายได้อย่างมหาศาลในอนาคต
เพราะประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ประชากรมีรายได้สูง ซึ่งไม่ใช่แค่รายได้
ที่การบินไทยจะได้รับเท่านั้นแต่จะมีผลดีต่อธุรกิจการค้า ท่องเที่ยว การลงทุน การส่งออกระหว่างไทยสหรัฐฯ
ที่จะได้ประโยชน์ตามมาอีกมหาศาล อย่างน้อยที่สุดคือทให้ประเทศไทย เป็นที่รู้จักและมีคนสนใจมากขึ้น
แล้วมีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่เจาะตลาดตรงนี้
" นายวัลลภกล่าว

นายวัลลภกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในช่วงปลายปีการบินไทยมีแผนที่จะเปิดเส้นทางใหม่ กรุงเทพฯมอสโคว
เพิ่มเติมเพื่อขยายเส้นทางบินให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น

"หนี้"-->ไทย กลายเป็น ทาส

http://www.saknid.com/index.php?action=printpage;topic=1250.0
อนึ่งสำหรับเครื่องบินแอร์บัสเอ 340-500 เป็นเครื่องบินพิสัยไกล ที่ต้องใช้พลังงานสูง
บมจ.การบินไทยสั่งซื้อมาในสมัย ดร.ทนง พิทยะ เป็นประธานบอร์ด เพื่อรองรับการเปิดเส้นทางบินตรง
กรุงเทพฯ-นิวยอร์ก โดยใช้เส้นทางบินโพลารูต สมัยนายกนก อภิรดี เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี)


ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=T0124184&issue=2418

http://www.thaiarmedforce.com/forum/viewtopic.php?f=13&t=340
http://www.thaitransport-photo.net/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=1775&highlight=


http://thaiinsider.info/space/content/view/2356/20/

โกงกินจนชาติเสียหาย THAI ขาดทุน 5 พันล. นายหน้า‘บ.’ยุซื้อ 8 ลำ บินไป LA ซดน้ำมันอื้อ





http://www.soc.soc.go.th/SLK/SHOWLISTALL.ASP?BDate=2005/08/01&EDate=2005/08/31&Showdate=2005/08/23&Pagegroup=1

รายงานผลการกู้เงินสำหรับการจัดซื้อเครื่องบินแอร์บัส A340 - 500 และ A340 - 600
จำนวน ๔ ลำ ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวง การคลังรายงานผลการกู้เงินสำหรับการจัดซื้อ
เครื่องบินแอร์บัส A ๓๔๐-๕๐๐และ A ๓๔๐-๖๐๐ จำนวน ๔ ลำ ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
โดยเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๘ ได้มีการลงนามในสัญญาเช่าซื้อและเอกสารที่เกี่ยวข้องสำหรับการจัดซื้อ
เครื่องบินดังกล่าวมีกำหนดรับมอบในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๘ ในวงเงินรวม ๔๓๓.๕๙ ล้านเหรียญสหรัฐ
ระหว่างบริษัท การบินไทย ฯ ในฐานะผู้เช่าซื้อ Chao Phraya Hire Purchase Limited ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อ
Barclays ในฐานะผู้จัดการจัดหาเงินกู้ และ ECAs ในฐานะผู้ค้ำประกัน
และเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๔๘
บริษัท การบินไทย ฯ ได้เบิกรับเงินกู้พร้อมรับมอบเครื่องบินแอร์บัส A ๓๔๐-๕๐๐ ลำที่ ๑ เป็นจำนวน
๘๒,๕๑๗,๘๖๒.๖๙ ยูโร เทียบเท่า ๑๐๖.๒๕ ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ รวมทั้งได้เบิกรับเงินกู้พร้อมรับมอบ
เครื่องบินแอร์บัส A ๓๔๐-๕๐๐ ลำที่ ๒ เป็นจำนวน ๘๒,๕๑๙,๑๖๐.๘๐ ยูโร เทียบเท่า ๑๐๖.๕๙ ล้านเหรียญสหรัฐ
เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๘ โดยชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา ฯ
สำหรับการรับมอบเครื่องบิน แอร์บัส A ๓๔๐-๖๐๐ ลำที่ ๑ และ ๒ ซึ่งมีกำหนดรับมอบในเดือนมิถุนายน
และเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๘ นั้น ทาง ECAs ได้ขอปรับราคาและวงเงินกู้ใหม่ตามหลัก Evening Out
เป็นราคาที่หักส่วนลดจำนวน ๘,๘๑๐,๙๐๐ เหรียญสหรัฐ และ ๘,๘๒๘,๘๓๘ เหรียญสหรัฐ ตามลำดับ
[๒๓/๐๘/๒๕๔๘]


http://www.oknation.net/blog/print.php?id=322513
“กรุงเทพ-นิวยอร์ก” ผลาญหมื่นล้าน


สุกรี แมนชัยนิมิต
Positioning Magazine
สิงหาคม 2551

บินไป“กรุงเทพ-นิวยอร์ก” สำหรับเส้นทางบินตรงแบบนอนสต็อปไม่เกิน 17 ชั่วโมง ควรเป็น “จุดขาย”

สร้างรายได้ให้ “การบินไทย” ตรงกันข้ามกลับเป็นจุดเริ่มต้นของ “สินบนเครื่องบิน” ทำให้การบินไทยถึงขั้น

“โคม่า” ในปัจจุบัน

3 ปีอาจเป็นความทรงจำที่ดีของกัปตันและลูกเรือหลายคนที่ให้บริการผู้โดยสารใน เที่ยวบินตรง TG 972

กรุงเทพ-นิวยอร์ก แต่หลังจากวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นมา TG 972 กลายเป็นประวัติศาสตร์

และเป็น 3 ปีที่สร้างบทเรียนทำให้ “จำปี” ช้ำหนัก เพราะตัวเลขขาดทุนมหาศาล จนการบินไทยหมดทางเลือก

ต้อง “หยุดบิน”

ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2548 ที่สนามบินนานาชาติ “JFK” มหานครนิวยอร์ก มีโอกาสต้อนรับ

เที่ยวบินปฐมฤกษ์ ซึ่งมีทั้งแขกวีไอพีและสื่อมวลชนบนเครื่องบินแอร์บัส A340-500 ของการบินไทย
ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมของผู้บริหารการบินไทยว่าจะเป็นเส้นทางใหม่ที่เป็น จุดขายของการสายการบินแห่งชาติ

ในการบินตรงแบบ “นอนสต็อป” ไม่แวะพักระหว่างทาง ในเวลาเพียง 17 ชั่วโมง และที่สำคัญเที่ยวบินนี้

เป็นเครื่องบินใหม่เอี่ยม มีเพียง 26 ลำในโลกที่ให้บริการเท่านั้น

3 ปีผ่านไป การลงทุนนับหมื่นล้านบาท ทั้งการฝึกนักบิน ลูกเรือสำหรับเครื่องบินใหม่ ขณะที่ค่าเครื่องบิน

ที่สั่งซื้อมากกว่า 16,000 ล้านบาทยังไม่ได้ทุนคืน ตรงกันข้ามแต่ละวันที่บิน มีแต่ตัวเลขขาดทุน

ออกอาการเลือดไหลไม่หยุด จนกระทั่งกลางเดือนมิถุนายน 2551 บอร์ดมีมติให้วันที่ 1 กรกฎาคม 2551

หยุดบิน หลังพบตัวเลขขาดทุนสูงกว่าปีละ 1,000-3,000 ล้านบาท รวมประมาณ 3 ปีขาดทุนจากบริการ

เกือบ 7,000 ล้านบาท และหากบินต่อไปจะถึงหลักหมื่นล้านอย่างรวดเร็ว

5 เหตุผลกรุงเทพ-นิวยอร์กขาดทุน

ทั้งนี้จากบันทึกการประชุมบอร์ดการบินไทย เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2551 “วรเนติ หล้าพระบาง”

ผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานและประเมินผลกลยุทธ์ รายงานว่า เส้นทางบินตรงทวีปอเมริกาเหนือ

ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน “ประสบการขาดทุนมาโดยตลอด” หากต้องการมีรายได้คุ้มค่าใช้จ่าย (Break Even)

ต้องมีผู้โดยสาร (Cabin Factor) สูงกว่า 100% นั่นหมายถึงการมีผู้โดยสารเกินจำนวนเก้าอี้ที่มีไว้บริการ

สาเหตุการขาดทุนมี 5 ข้อคือ 1.ราคาน้ำมันที่สูงกว่า 50% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งแพงขึ้นจากที่เคยทำ

แผนวิสาหกิจ 2545 ไว้ 82 USC/USG (US Cents a gallon) เมื่อบินจริงในปี 2548 ราคาน้ำมันปรับตัว

เป็น 162 USC/USG และในเดือนพฤษภาคม 2551 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 349 USC/USG หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า

2.ความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยน ที่เงินบาทแข็ง เงินเหรียญสหรัฐอ่อน ทำให้รายได้ลดลง เพราะรายได้ส่วนใหญ่

จากเส้นทางนี้เป็นเงินเหรียญสหรัฐ เมื่อแปลงเป็นเงินบาททำให้ได้ลดลง

3.ปัญหาแบบเครื่องบินที่เป็น A340-500 มี 4 เครื่องยนต์ เพื่อบินพิสัยไกลพิเศษ แบบบินข้ามทวีป

(Super หรือ Ultra Long Range) มีจำนวนที่นั่งบนเครื่องบินเพียง 215 ที่นั่ง เพื่อไม่ให้แออัดจนเกินไป
เพราะต้องบินแบบนอนสต็อป ในเวลา 16-17 ชั่วโมง แบ่งที่นั่งเป็น 3 คลาส คือ รอยัลซิลค์ 60 ที่นั่ง

พรีเมียร์อีโคโนมี 42 ที่นั่ง และอีโคโนมี 113 ที่นั่ง

แม้การบินไทยจะขายตั๋วได้ 79.0% จากจำนวนที่นั่งโดยสารทั้งหมด ซึ่งในระดับนี้ในเส้นทางปกติก็ถึงจุดคุ้มทุน

แต่สำหรับกรุงเทพ-นิวยอร์ก ยังไม่เพียงพอ และต้องขายตั๋วถึง 100.9% เมื่อเจอปัจจัยราคาน้ำมัน
และอัตราแลกเปลี่ยนที่ทำให้แลกได้เงินบาทลดลง จุดคุ้มทุนต้องถึง 120% และแม้การบินไทยจะแก้ปัญหา

ด้วยการเพิ่มที่นั่งเป็น 229 ที่แล้วก็ยังมีรายได้ไม่เพียงพอ

4.ความนิยมการใช้เครื่องบิน A340-500 ที่ใช้สำหรับบินพิสัยไกลพิเศษ เหมาะกับตลาด เฉพาะเจาะจง

(Niche Market) ปัจจุบันจึงมีเครื่องนี้ใช้อยู่ในอุตสาหกรรมการบินเพียง 26 ลำ ทำให้โอกาสที่จะขาย

“ค่อนข้างยากมาก”

5.ราคาขายและสภาวะการแข่งขันในเส้นทางอเมริกาเหนือที่มีสายการบินคู่แข่งบินผ่านจุดบินต่างๆ โดยเฉพาะ

การบินตรงไปยังนิวยอร์ก มีจุดแวะเปลี่ยนเครื่อง ทำให้การบินไทยไม่สามารถปรับราคาค่าโดยสารบินตรงได้สูงนัก

เพราะการใช้บริการสายการบินที่แวะเปลี่ยนเครื่องจะเสียเวลาในการต่อเที่ยวบินอีกประมาณ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น

หากการบินไทยเพิ่มค่าโดยสาร ผู้โดยสารอาจยอมเสียเวลาเลือกสายการบินที่แวะพักมากกว่า

มีการประเมินด้วยว่าหากการบินไทยยังคงบินกรุงเทพ-นิวยอร์ก ต่อไปจนถึงช่วงกรกฎาคม-ธันวาคม 2551

จะขาดทุนอีก 2,235.19 ล้านบาท

จากตัวเลขที่ฝ่ายบริหารรายงานต่อบอร์ดนั้น ชัดเจนว่าการขาดทุนของ “กรุงเทพ-นิวยอร์ก” ไม่ใช่เกิดจากน้ำมัน

เป็นจุดเริ่มต้น เพราะปี 2548 เส้นทางบินในอเมริกาเหนือ ซึ่งมีกรุงเทพ-ลอสแองเจลิส และกรุงเทพ-นิวยอร์ก
ก็ขาดทุนถึง 1,592.7 ล้านบาท แต่จากเหตุผลในข้อ 3 แล้วสะท้อนให้เห็นถึงความผิดพลาดในการตัดสินใจ

ซื้อเครื่องบิน A340-500 ที่เป็นรุ่นที่ต้องใช้น้ำมันจำนวนมาก และแบบเครื่องบินที่ไม่สามารถเพิ่มจำนวนที่นั่ง

ให้มากพอที่จะคุ้มทุน

เพียงแต่ว่าเมื่อมาเจอวิกฤตราคาน้ำมันแพงขึ้น จึงทำให้แผลของกรุงเทพ-นิวยอร์กยิ่งสาหัสมากยิ่งขึ้น

โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2551 ระหว่างมกราคม-มีนาคม การบินไทยขาดทุนไปแล้วถึง 980.4 ล้านบาท

สาเหตุที่แท้จริงเป็นสิ่งที่ผู้บริหารชุดปัจจุบันอย่าง “ร.อ.ท.อภินันท์ สุมนะเศรณี” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่
หรือดีดีหลีกเลี่ยงที่จะกลับไป “แฉ” ผู้บริหารรุ่นพี่ ความเป็นดีดี ณ ปัจจุบันทำได้แต่เพียงการอธิบายถึงราคาน้ำมัน

ที่สูงขึ้นจนยากที่จะควบคุมว่า เป็นสาเหตุหลักเท่านั้น ซึ่งการบินไทยไม่มีทางเลือกนอกจากต้องหยุดบินกรุงเทพ-นิวยอร์ก
และลดเที่ยวบินเส้นทางกรุงเทพ-ลอสแองเจลิส และเปลี่ยนเครื่องบินมาเป็นโบอิ้ง 777-200ER ยอมเลิกจุดขาย “บินตรง”
และแวะโอซากาก่อน พร้อมให้ขายเครื่องบิน A340-500 ทั้ง 4 ลำ ภายใน ปี 2552

โละเครื่องบินสูญอีก 4 พันล้าน

การตัดสินใจหยุดบินกรุงเทพ-นิวยอร์กครั้งนี้ นอกจากสะท้อนถึงความผิดพลาดในการเปิดเส้นทางบินและเลือกซื้อ

เครื่องบินในอดีตแล้ว ยังทำให้ปัจจุบันการบินไทยต้องสูญเสียจากการขายเครื่องบิน A340-500 ทั้ง 4 ลำ

เป็นการเสีย “ค่าโง่” ถึง 4,237.4 ล้านบาท เพราะต้องขายทิ้งแบบขาดทุน ได้มูลค่าตลาดรวม 4 ลำ

เพียง 12,553.2 ล้านบาท ขณะที่การบินไทยซื้อเครื่องบินมาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว บันทึกตามมูลค่าทางบัญชีอยู่ที่

16,796.6 ล้านบาท ทั้งที่มีอายุการใช้งานไม่เกิน 3 ปี และลำสุดท้ายเพียง 1 ปีเศษ

จากรายงานการประชุมคณะกรรมการ ได้ระบุชัดเจนว่าเมื่อหยุดบินกรุงเทพ-นิวยอร์ก ตามมาด้วยปลดระวาง

และจำหน่ายเครื่องบิน A340-500 จะทำให้ขาดทุนในปี 2551 จำนวน 1,963.8 ล้านบาท และปี 2552

อีก 2,279.6 ล้านบาท แต่เมื่อชดเชยจากที่ไม่ต้องบินกรุงเทพ-นิวยอร์กแล้ว มีผลทำให้การบินไทยมีกำไรลดลง

โดยปี 2551 กำไรสุทธิลด 726.1 ล้านบาท และปี 2552 จะกำไรสุทธิลด 698.3 ล้านบาท ปี 2553-2555
จะไม่ได้รับผลกระทบจาการขายเครื่องบิน แต่จะมีกำไรในปี 2553-2555 รวมกว่า 10,000 ล้านบาท

สรุปว่านี่คือทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อให้ภายใน 5 ปี หรือปี 2551-2555 ผลประกอบการดีขึ้น 15,225.9 ล้านบาท

นี่คือบทเรียน ซึ่งระหว่างการประชุม “วิกรม คุ้มไพโรจน์” อดีตเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงลอนดอน

ในฐานะบอร์ดคนหนึ่งให้ความเห็นว่า การซื้อเครื่องบิน (A340-500) มาใช้เพียง 3 ปี และต้องปลดระวาง
แสดงให้เห็นว่าการวางแผนวิสาหกิจไม่เป็นไปตามแผน แม้จะมีสาเหตุที่ไม่คาดคิดและควบคุมไม่ได้ เช่นราคาน้ำมัน

เพราะฉะนั้น “ในการวางแผนต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนไม่คำนึงถึงความจำเป็นเฉพาะหน้า หรือต้องการได้เครื่องบินใหม่

จึงหวังว่าในอนาคตจะไม่เกิดกรณีเช่นนี้อีก”

ในประเด็นนี้ “ร.อ.ท.อภินันท์” ได้ชี้แจงต่อบอร์ดว่า คณะทำงานจะทบทวนแผน 10 ปีของบริษัทใหม่ทั้งหมด
ตามสมมติฐานที่เปลี่ยนแปลงไปมากในปัจจุบัน

ดูเหมือนจะสมเหตุสมผล ที่จะมีผลประกอบการดีขึ้น หากทำตามอย่างที่บอร์ดอนุมัติเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2551

ในการปิดเส้นทาง และโละเครื่องบิน แต่หากพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว ผลประกอบการของการบินไทยจะดีขึ้นกว่านี้

หรืออาจมากกว่า 15,225.9 ล้านบาท ถ้าในปี 2546 ไม่มีการซื้อ A340-500 จำนวน 4 ลำ
และไม่ฝืนทนบินขาดทุนมานานถึง 3 ปี

เบ็ดเสร็จผลเสียจากการทำตาม “ใบสั่ง” ทางการเมือง การบินไทยต้องสูญเสียเกือบ 20,000 ล้านบาท

แก๊ง “กรุงเทพ-นิวยอร์ก”

เส้นทางกรุงเทพ-นิวยอร์ก สะท้อนให้เห็นความต้องการซื้อเครื่องบินมากกว่าการพิจารณาเรื่องความเป็นไปได้

ในทางธุรกิจ โดยเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการตั้งแต่รัฐบาลจนมาถึงบอร์ด และดีดีการบินไทย ที่เป็น “พรรคพวก”

เดียวกัน ทำให้การจัดซื้อแอร์บัส A340-500 มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท สำหรับเส้นทางบินตรงกรุงเทพ-นิวยอร์ก
เกิดขึ้นอย่างราบรื่น

เริ่มจากเดือนเมษายน 2546 ช่วงที่รัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” กำลังผุดนโยบายรายวัน มี “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ”
เลขาธิการพรรคไทยรักไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งกำกับดูแลการบินไทย มี “ทนง พิทยะ”
เป็นประธานบอร์ดการบินไทย และมี “กนก อภิรดี” เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ หรือดีดี


ช่วงต้นเดือนเมษายน 2546 บอร์ดอนุมัติซื้อเครื่องบินทั้งหมด 8 ลำ คือมีทั้ง A 340-500 และ A340-600

สำหรับบินพิสัยไกลพิเศษ กรุงเทพ-นิวยอร์ก และกรุงเทพ-ลอสแองเจลิส ท่ามกลางโลกที่กำลังเจอวิกฤตการณ์

ภาวะเศรษฐกิจและการเมืองที่ไม่มีความแน่นอน หลังจากสหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู

เปิดฉากสงครามถล่มอิรัก และไข้หวัดนกกำลังระบาด ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้แม้กระทั่งสิงคโปร์แอร์ไลน์ส

ยังลดเที่ยวบินในช่วงนั้น ถึง 125 เที่ยวบิน รวมทั้งปลายทางนิวยอร์ก

ปลายปี 2547 ก่อนที่รัฐบาลทักษิณจะหมดวาระการเป็นรัฐบาลได้อนุมัติทิ้งทวนซื้อเครื่องบินล็อตใหญ่
มูลค่ารวม 96,355 ล้านบาท ซึ่งรวม A340-500 ในฝูงบิน

2 ปีสำหรับการเตรียมการ และสานต่อนโยบายด้านอื่นๆ ของรัฐบาลสมเหตุสมผลและเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ไม่กี่เดือนรัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” กลับมาอีกครั้ง ช่วงต้นปี 2548
กระทรวงพาณิชย์ ได้เช่าอาคาร
ในย่าน Fifth Avenue เพื่อเปิด “ไทยแลนด์พลาซ่า” นำสินค้าโอท็อปจากเมืองไทยมาจำหน่าย
เพื่อเพิ่มความคึกคักให้กับกรุงเทพ-นิวยอร์ก ที่จะมีทั้งเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ และสินค้าโอท็อปโดยสาร

http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=alls&topic=390

กระทั่ง พ.ศ. 2549 คุณวสิงห์ผู้ใจดีเกษียณ
นายวัลลภ พุกกะณะสุต ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน ปีนี้ พ.ศ. 2550 เด็กกำพร้าไทยก็ไม่ได้ตั๋วฟรีหรือตั๋วลดราคาอีกต่อไป
นายวัลลภอ้างว่าต้องให้ทางออสเตรเลียพิจารณา ปีนี้ มูลนิธิและชาวออสเตรเลียจึงส่งและรับเด็กกำพร้าไทยได้แค่ 3 คน
โดยต้องไปขอตั๋วทั้ง 3 ใบจากที่อื่น

ผมอ่านข่าวจากไทยรัฐเห็นนายวัลลภ พุกกะณะสุต ยืนประกบกับทีมนักแสดง AF the Musical ตอนเงิน เงิน เงิน
ทั้งมิ้น-มิณฑิตา, ตุ้ย-เกียรติกมล, ว่าน-ธนกฤต, อ๊อฟ-ศุภณัฐ, ซาร่า-นลินธารา, เปรี้ยว-อนุสรา ฯลฯ
โดยการบินไทยออกค่าตั๋วให้เหล่านักล่าฝันอะคาเดมี แฟนเทเชีย 8 คน แถมให้ค่าทัวร์และมีค่าตัวให้อีกต่างหาก

ผมอ่านจากคอลัมน์ “บุคคลในข่าว” ของไทยรัฐนี่แหละ ยังพบข่าวอีกชิ้นว่า
ชุมชนไทยนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ส่งข่าวมาว่า ไม่ได้รับความร่วมมือจากการบินไทย ในการจัดงาน
เฉลิมพระเกียรติครบ 80 พรรษา...จนต้องหันไปพึ่ง สายการบินเอมิเรตส์ ในการขนเครื่องไม้เครื่องมือและอุปกรณ์
ไปจัดแสดงที่นั่น...งานมหามงคลของคนไทยแท้ๆ...ไม่สมกับเป็นสายการบินแห่งชาติเลยพับผ่า...
”.

นิติภูมิ นวรัตน์ นสพ. ไทยรัฐ 30 เม.ย. 2550


http://203.155.19.145/detialnews.php?id=T0122692&issue=2269

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2269 11 พ.ย. - 14 พ.ย. 2550


++++แฉ"ลักไก่"ลงนามแก้สัญญา

แหล่งข่าวตั้งข้อสังเกตว่า ในทางตรงกันข้ามกับสัญญาเดิมที่ไม่ได้มีการระบุไว้ชัดเจนว่าการบินไทยต้องออกตั๋ว
ในประเทศด้วยระบบอมาดิอุส เพียงแต่ระบุว่าการบินไทยจะต้องไม่ไปทำข้อตกลงกับระบบซีอาร์เอสคู่แข่ง
อะมาดิอุส ในบริการที่มีเหมือนกัน

"การทำสัญญาใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นการแก้ไขสัญญาโดยไม่ได้ผ่านการพิจารณาของบอร์ดการบินไทย
เหมือนสัญญาเดิม เพราะสัญญาเดิมที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2545 จะหมดอายุวันที่ 31 พฤษภาคม 2550
ผู้ลงนามฝ่ายการบินไทยคือกรรมการผู้อำนวยการใหญ่หรือดีดีของการบินไทย แต่ยังไม่ทันที่สัญญาจะหมดอายุ
ก็ได้มีการต่อสัญญาอีกหนหนึ่ง ซึ่งฝ่ายการพาณิชย์ได้ต่ออายุสัญญาออกไปอีกเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2549-
วันที่ 1 มีนาคม 2553 ลงนามโดยรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการพาณิชย์ ซึ่งขณะนั้น
นายวัลลภ พุกกะณะสุต เป็นผู้ลงนาม"

http://www.sakulthai.com/DSakulcolumndetailsql.asp?stcolumnid=4385&stissueid=2672&stcolcatid=1&stauthorid=139
จารุวรรณ พุกกะณะสุต เสน่ห์งานกระดาษ
โดย อรุณี

ฉบับที่ 2672 ปีที่ 52 ประจำวัน อังคาร ที่ 3 มกราคม 2549

ชื่อหรือไม่ว่ากระดาษแผ่นเดียวบวกกับความคิดสร้างสรรค์ช่างประดิษฐ์อีกนิดหน่อย
คุณก็สามารถที่จะทำกล่องกระดาษน่ารัก ๆ ได้หนึ่งใบแล้ว

ถ้าไม่เชื่อ คุณจารุวรรณ พุกกะณะสุต จะสาธิตให้ดู เพราะว่าเธอเป็นคนเดียวที่ได้ร่ำเรียนศิลปะการทำ “ทันซึ”
หรือกล่องกระดาษสไตล์ญี่ปุ่น รวมถึงงานศิลปะจากกระดาษแบบอื่น ๆ จากประเทศเจ้าของความคิดโดยตรง
และเธอก็รอเราอยู่แล้วที่ร้านมูซูเม่ (Musume) ที่ทรินิตี้ มอลล์ ๓ ในซอยละลายทรัพย์ที่บรรดาขาช็อปฯ รู้จักกันดี
พร้อมงานฝีมือจากกระดาษละลานตาไปทั้งร้านเลย

“เป็นคนชอบงานฝีมืออยู่แล้วค่ะ พอได้ติดตามสามี (คุณวัลลภ พุกกะณะสุต ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการขาย
บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ไปประจำที่ประเทศญี่ปุ่น ๓ ปีครึ่ง ก็ได้ไปเห็นงานฝีมือพวกนี้ก็ชอบ
พอรู้ว่ามีการสอนก็เลยไปเรียนทุกอย่าง ทั้งงานเพ้นท์ การพับกระดาษโอริกามิและการทำกล่องกระดาษ
พอกลับมาเมืองไทย เพื่อนก็ไม่มี ด้วยความที่ไปอยู่ต่างประเทศนานเป็นสิบปี เลยคิดว่าเราน่าจะเปิดสอน
เพราะว่าเป็นของใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนก็เริ่มต้นเล็ก ๆ ที่บ้าน สักพักพอมีการเวิร์คช็อปที่เซ็นทรัล
ดิฉันก็ติดต่อไปและได้รับเลือกให้เข้าไปสอนที่นั่น จนมีช่วงหนึ่งไม่สบายจึงหันมาเปิดร้านของตัวเองและ
รับสอนบ้างจนถึงตอนนี้ เปิดร้านได้ ๔ ปีแล้ว ทั้งที่ตอนไปเรียนไม่เคยมีความคิดว่า
วันหนึ่งเราจะต้องมาเปิดร้านหรือรับสอนเลย”

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 04, 2009 4:06 pm

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01way03131252&sectionid=0137&day=2009-12-13

วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11600 มติชนรายวัน

แอบขนกระเป๋า 600 กก.ของการบินไทย บอกอะไรกับเรา
โดย วันชัย ตัน


มีคนเคยถามผู้เขียนบ่อยๆ ว่า เหตุใดราคาค่าโดยสารของการบินไทย จึงแพงกว่าสายการบินของประเทศอื่น
เขาบอกว่า คุณภาพของเครื่องบินก็เก่ากว่าของคนอื่น สิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการของพนักงานบนเครื่องบิน
ก็ไม่ได้แตกต่างกันอีกต่อไปแล้ว

น้องแอร์โฮสเตสของการบินไทยที่เคยได้ชื่อเสียงในเรื่องการบริการ ตอนนี้ก็ถูกบริการของน้องแอร์ของสิงคโปร์แอร์ไลน์
หรืออีวาแอร์ของไต้หวันหายใจรดต้นคอ แถมราคาค่าตั๋วยังถูกกว่าด้วย

ครัวการบินไทยที่เคยมีชื่อเสียงระดับโลก มาบัดนี้อาหารบนการบินไทยก็ไม่ได้โดดเด่นไปกว่าสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิก
ที่สำคัญคือ สายการบินอื่นมีจอโทรทัศน์ทันสมัยประจำเก้าอี้ผู้โดยสารกันหมด ยกเว้นบนเครื่องการบินไทยมีแค่จอหนังตรงกลาง
ที่เรียกกันด้วยความขบขันว่า จอหนังกลางแปลง แต่กล้าพอจะเก็บค่าโดยสารราคาแพงได้

ตั๋วโดยสารชั้นหนึ่ง ก็ไม่ค่อยมีใครอยากซื้อ เพราะไม่อยากไปนั่งร่วมกับบรรดาอภิสิทธิ์ชน ลูกท่านหลานเธอทั้งหลาย
ที่ใช้ตั๋วฟรีเป็นการไม่ยุติธรรมกับคนที่จ่ายค่าตั๋วราคาแพง

เมื่อก่อนผู้โดยสารหลายคนพยายามอุดหนุนสายการบินไทย ด้วยความภาคภูมิใจในชื่อเสียงการบินไทย
ที่เคยติดอันดับโลกในอดีต เพื่ออุดหนุนของไทยด้วยกัน แต่หนักๆ เข้าหลายคนก็เริ่มถอยห่างความรักชาติแบบนี้
ที่ไม่ได้ช่วยชาติ

เพราะเริ่มรู้แล้วว่า สาเหตุที่สายการบินไทย รักคุณเท่าฟ้า ราคาค่าโดยสารแพงระยับ เพราะปัญหาการทุจริต
ซื้อของมาราคาแพงกว่าปกติ จนทำให้ผลประกอบการของบริษัทสิ้นสุดปีที่แล้ว ขาดทุนถึงสองหมื่นกว่าล้านบาท

การบินไทยมีปัญหาสั่งสมการคอร์รัปชั่นมาเป็นเวลานานตั้งแต่ระดับบนลงล่าง โดยเฉพาะผู้บริหารการบินไทย
และนักการเมืองหลายคนอิ่มหมีพีมันจากการเป็นเหลือบเกาะการบินไทยมาเป็นเวลานานนับสิบปี

การจัดซื้ออุปกรณ์ทุกอย่างในการบินไทยก็ไม่ต่างจากราชการทั่วไป คือจะต้องจัดซื้อในราคาแพงแสนสาหัส
ตั้งแต่ชนิดของเครื่องบิน อะไหล่เครื่องยนต์ ไปจนถึงผ้าห่ม เบาะคลุมเก้าอี้ผู้โดยสาร หม้อกาแฟในครัวการบินไทย


เล่ากันว่า ผ้าห่มชั้นเฟิร์สต์คลาสในเครื่องบิน ราคาแพงระยับผืนละเกือบสองหมื่นบาท

เล่ากันว่า ค่าเหมารถตู้ให้พนักงานการบินไทยจากสนามบินดอนเมืองไปสุวรรณภูมิ คิดค่ารถเที่ยวละ 1,500 บาท
วันหนึ่งไม่รู้กี่สิบเที่ยว ขณะที่คนทั่วไปสามารถจ้างรถตู้ได้ทั้งวันในราคา 1,500 บาท

เมื่อปี พ.ศ.2548 สมัยรัฐบาลคุณทักษิณ ได้มีการจัดซื้อเครื่อง แอร์บัส เอ340-500 จำนวน 4 ลำ
ในราคาแพงมหาโหด 1.6 พันล้านบาท และมีสายการบินน้อยรายที่จะซื้อเครื่องรุ่นนี้
เพราะกินน้ำมันมากไม่คุ้มการลงทุน

แต่ผู้บริหารและนักการเมืองอ้างว่า เพื่อไปใช้เปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ-นิวยอร์ก โดยวาดฝันว่า
จะนำสินค้าโอท็อปจากเมืองไทย ไปขายในย่านกิ๊บเก๋บนถนน 5th avenue กลางเกาะแมนแฮตตัน


ผ่านไปไม่นานเส้นทางกรุงเทพฯ-นิวยอร์กก็ ฝันสลาย สินค้าโอท็อปไม่มีใครแล ขาดทุนกันบานเบอะ
จากค่าน้ำมันและจำนวนผู้โดยสาร จนเมื่อสองปีก่อนผู้บริหารการบินไทยต้องประกาศยกเลิกเส้นทางนี้
ส่วนแอร์บัสรุ่นนี้ก็ถูกปลดระวาง ประกาศขายราคาถูก แต่ก็ยังไม่มีสายการบินใดซื่อบื้อพอจะมาซื้อเครื่องบิน
ในราคาน้ำมันสูงขนาดนี้ เบ็ดเสร็จการบินไทยขาดทุนย่อยยับไปหมื่นกว่าล้านบาท

แต่เอาผิดผู้บริหารไม่ได้สักรายเดียว

ล่าสุดเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีข่าวว่า ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
คนหนึ่งพร้อมภรรยาได้ใช้อภิสิทธิ์ในการบินชั้นเฟิร์สต์คลาส โดยการขนกระเป๋าส่วนตัวกว่า 40 ใบ
น้ำหนักกว่า 600 กิโลกรัม ขึ้นเครื่องบินของการบินไทย กลับจากประเทศญี่ปุ่น ทั้งยังไม่มีการเสียภาษีนำเข้าของต่างๆ
ในกระเป๋าอีกด้วย

หลังจากสื่อทุกฉบับพร้อมใจกันเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประธานกรรมการบริหารบริษัท การบินไทย
นายวัลลภ พุกกะณะสุต ได้ออกมายอมรับว่า ได้นำกระเป๋าจากสนามบินนาริตะมาสุวรรณภูมิจริง

เข้าประเทศโดยไม่ผ่านกระบวนการศุลกากร โดยอ้างว่ามีผู้ใหญ่ฝากสัมภาระนำไปถวายพระวัดปากน้ำ
ภาษีเจริญ
และยืนยันว่าไม่ได้ซุกซ่อนสินค้าหนีภาษีใดๆ เข้ามา และยังกล่าวตอนท้ายว่า

"ผมได้คุยกับประธานบอร์ดการบินไทย และ รมว.คมนาคมแล้ว ซึ่งทั้งสองมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ"

แต่สำหรับคนไทยที่ได้อ่านข่าวนี้ คงไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่เป็นเรื่องสะเทือนใจมากกว่า

นายวัลลภย่อมรู้แก่ใจว่าผู้โดยสารชั้นเฟิร์สต์คลาสมีสิทธิขนกระเป๋าได้ไม่เกิน คนละ 40 กิโลกรัม
แต่นายวัลลภผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร กลับทำผิดระเบียบของบริษัทเสียเอง
และนักข่าวมติชนได้ไปสอบถามพระวัดปากน้ำว่ามีใครฝากสัมภาระมาถวายหรือไม่
ก็ได้รับการปฏิเสธว่าไม่มีใครฝาก


หรือการละเมิดกฎของบริษัทเป็น เรื่องที่ทำกันมานานจนเป็นเรื่องปกติ แถมยังใช้ความเป็นอภิสิทธิ์ชน
ไม่นำของเข้าช่องทางเพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสอบ แต่กลับลำเลียงสัมภาระดังกล่าวไปยัง
แผนกกระเป๋าหายแทน ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงการเสียภาษี

พนักงานการบินไทยประจำสาขาที่ โตเกียวผู้เปิดเผยเหตุการณ์ครั้งนี้ คงจะสุดทนต่อพฤติกรรมของ
ทั่นผู้ทรงเกียรติทั้งหลายที่ละเมิดกฎกันบ่อยๆ จนเป็นเรื่องปกติ และครั้งนี้คงไม่ใช่ครั้งแรกหรือ
ครั้งสุดท้ายแน่นอน

มิหนำซ้ำ นายอำพน กิตติอำพน ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทย กลับออกมาให้สัมภาษณ์แบบขำๆ ว่า
เรื่องดังกล่าวเป็นของที่ฝากกันมา คงไม่ใช่ของหนีภาษีแต่อย่างใด
--------------------------------------------------------
http://www.boi.go.th/thai/about/list_name.pdf
http://www.boi.go.th/thai/about/who_is_who.asp
http://www.boi.go.th/thai/about/agriculture_policy.pdf




http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=T0124023&issue=2402
http://203.155.19.145/detialnews.php?id=T0124023&issue=2402
แบ่งเค้กบอร์ดใหญ่บีโอไอลงตัว ประชาธิปัตย์-เพื่อแผ่นดินชื่นมื่น
เปิดโผบอร์ดใหญ่บีโอไอ " ประชาธิปัตย์ - เพื่อแผ่นดิน" แบ่งเค้กกันมีทั้งนักการเงิน นักการเมือง นักธุรกิจจากภาคไอที
และอสังหาริมทรัพย์ ลุ้นประชุมนัดแรก"อภิสิทธิ์" นั่งหัวโต๊ะต้นมี.ค.นี้
ด้าน"หิรัญญา"เผยตัวเลขรอพิจารณาในคณะอนุกรร