Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

หน้า 7 จาก 8 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 13, 2009 9:59 pm

http://dek-d.com/board/view.php?id=1305317



สิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ และไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองระหว่างพรรค (Partisan politics)
แต่ต้องการสื่อสาระที่มีความสำคัญบางอย่างต่อสังคมไทย ผมมีโอกาสเห็นการทำงานของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ในคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติในการยกร่าง พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒

และความพยายามที่จะผลักดันกฎหมายนี้ออกมาให้สำเร็จ ในการจัดตั้งสำนักงานกองทุนส่งเสริมสุขภาพ

ในการจัดตั้งคณะกรรมการ ปฏิรูประบบสุขภาพ รวมถึงการได้อ่านได้ฟังการอภิปราย การแสดงความเห็น
ตลอดจนปฏิกิริยาต่อเรื่องต่างๆ ในเวทีการเมืองและเวทีสาธารณะต่างๆทำให้ผมสรุปว่า
คุณอภิสิทธิ์ เป็นนักการเมืองพันธุ์ใหม่และเป็นพันธุ์ที่สังคมไทยต้องการ นักการเมืองพันธุ์ใหม่ที่สังคมไทยต้องการ
จะต้องมีทั้ง I.Q., E.Q. และ M.Q. I.Q. (Intelligence Quotient) = มีพลังทางปัญญา E.Q. (Emotional Quotient)
= มีพลัง หรือ วุฒิสภาวะทางอารมณ์ M.Q.(Moral Quotient) = มีพลังทางศีลธรรม

สังคมปัจจุบันมีความเชื่อมโยง และสลับซับซ้อนมาก คนที่จะทำงานการเมืองจะต้องมีปัญญาเข้าใจความซับซ้อนเหล่านี้
และต้องสามารถ เรียนรู้ตลอดเวลาจึงจะทำงานได้ผล ผู้ใดจะมีปัญญาเท่าใดๆ แต่ถ้าขาดวุฒิสภาวะทางอารมณ์ เช่น
ความอดกลั้น ขันติธรรม ก็จะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงาน ในปัจจุบันมีความเข้าใจถึงความสำคัญ
ของ E.Q. กันมากขึ้นเรื่อยๆ คนที่ปราศจากศีลธรรม (M.Q.) ย่อมนำไปสู่ความล้มละลายทั้งส่วนตัวและส่วนรวมที่ตนเกี่ยวข้อง

นักการเมืองพันธุ์ใหม่ที่สังคมไทยต้องการจึงควรจะมีทั้ง I.Q., E.Q. และ M.Q.
การเมืองไทยได้เข้าสู่ยุคใหม่แล้ว โดยสาธารณะจะเข้ามาตรวจสอบนักการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ และสังคมมีเครื่องมือ
ที่ทรงพลังคือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ เพื่อการปฏิรูปการเมือง อันบัญญัติองค์กรอิสระและกระบวนการ

อันเป็นเครื่องมือของประชาชนในการตรวจสอบ นักการเมืองไว้นักการเมืองใดที่ไม่มีความไวต่อสถานการณ์ใหม่
จะประสบความล้มละลายในทางชื่อเสียง และศักดิ์ศรีของความเป็นคน มนุษย์เป็นสัตว์ที่ปรับตัวได้จากการเรียนรู้

ผมขอใช้ข้อเขียนนี้ สื่อสารมายังนักการเมืองทุกท่าน ไม่ว่าจะอยู่ในพรรคใด ว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะมีนักการเมืองพันธุ์ใหม่
ที่มีทั้ง I.Q. E.Q. และ M.Q. การเป็นผู้มีปัญญา มีวุฒิสภาวะทางอารมณ์ และมีพลังทางศีลธรรม จะเป็นทั้งศักดิ์ศรี และศักยภาพ
ที่จะสร้างสิ่งที่ดีงามทั้งแก่ตัวเอง และแก่บ้านเมือง ขอให้คนไทยทุกคน พัฒนาพลังทางปัญญา วุฒิสภาวะทางอารมณ์
และ พลังทางศีลธรรม เพื่อให้บ้านเมืองของเราพ้นวิกฤต สร้างสรรค์สังคมที่ดีงาม ที่ลูกหลานของเราจะอยู่อย่างมีความสุข
และมีเกียรติ

ที่มา: หนังสือ ๒ ปีกับรัฐมนตรี...อภิสิทธิ์
ที่มา: www.abhisit.org

http://www.abhisit.org/smf/index.php?topic=33022.0
หัวข้อ: ท่านนายกเชิญ อ.ประเวศ วะสี มาเป็นที่ปรึกษา

ขอเสนอให้ท่านนายกเชิญ อ.ประเวศ วะสี มาเป็นที่ปรึกษาด้านสังคมและส่งเสริมจริยธรรมเพื่อสังคม
เพื่อแก้ปัญหาความแตกแยกในปัจจุบันค่ะ

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Dec 15, 2009 5:48 pm

http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000151958

"เหวียนมิงเจี๊ยต" พบโป๊ปในวาติกันความสัมพันธ์ไปโลด

15 ธันวาคม 2552 12:36 น.


นายเหวียนมิงห์เจี๊ยตถวายของที่ระลึกให้กับองค์พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ระหว่างการเยือนนครรัฐวาติกัน
อย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีจากเวียดนาม เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อกระชับความสัมพันธ์
ทางการทูตระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

เอเอฟพี - ประธานาธิบดีแห่งเวียดนาม เหวียนมิงห์เจี๊ยต ลั่นวาจาที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์กับนครรัฐวาติกันมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้เป็นรายงานของสื่อทางการเวียดนามเมื่อวันเสาร์ (12 ธ.ค.) ที่ผ่านมา หลังจากการพบกันระหว่างผู้นำประเทศ
คอมมิวนิสต์กับองค์พระสันตะปาปาเบเนดิคต์ ที่ 16 ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก


ทั้งสองฝ่ายได้ระงับความสัมพันธ์ทางการทูตเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เริ่มกลับมา
สานสัมพันธ์ทางการทูตกันอีกครั้ง

"เวียดนามพร้อมที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับทางวาติกันบนพื้นฐานของความเคารพในหลักการของกฎหมายนานาชาติ
ในเรื่องของสันติภาพ ความร่วมมือและการพัฒนาร่วมกัน" สื่อเวียดนามอ้างคำกล่าวของนายเจี๊ยต

นครรัฐวาติกันได้เรียกการพบกันระหว่างนายเจี๊ยตและผู้นำศาสนาคริสต์ โรมันคาทอลิกในครั้งนี้ว่าเป็น "ขั้นที่สำคัญ"
ในความก้าวหน้าของความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย และรู้สึกยินดีในการเดินทางมาเยือนครั้งนี้ของนายเจี๊ยต

รัฐบาลเวียดนามและคาทอลิกมีปัญหาความขัดแย้งมาอย่างยาวนานในประเด็น เรื่องทรัพย์สินของทางโบสถ์ในเวียดนาม
ซึ่งทรัพย์สินหลายอย่างของฝ่ายคาทอลิกต้องเสียไปในช่วงเวลาหลังจากที่เวียดนามสิ้นสุดการตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส
ในปี 2497 และเรื่อยมาจนถึงการรวมประเทศ หลังยุติสงครามเวียดนามในปี 2518 ในเดือนธ.ค. 2550
คริสตศาสนิกชนคาทอลิกได้เริ่มทำการประท้วงขึ้นหลายครั้งโดยมีศูนย์กลางการประท้วงที่อาคารสถานทูตวาติกันเดิม
ในกรุงฮานอยและกระจายไปทั่วทุกแห่งในประเทศ เพื่อเรียกร้องให้ทางการคืนทรัพย์สินของโบสถ์

การประท้วงเรียกร้องบางครั้งนำไปสู่การปะทะกับตำรวจด้วย จนคุณพ่อเหวียนวันหลี (Nguyen Van Ly)
ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 8 ปี ฐานโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐ

กรณีตัดสินความผิดจำคุกนี้กลายเป็นประเด็นทางการทูตและการละเมิดสิทธิมุษยชนในเวียดนาม
ทำให้ในต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา สมาชิกวุฒิสภา 37 คนของสหรัฐได้มีหนังสือถึงประธานาธิบดีเจี๊ยต
ให้ปล่อยตัวสาธุคุณเหวียนวันหลี


เวียดนามมีชุมชมชาวคาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้รองจากฟิลิปปินส์

โดยมีผู้นับถือศานาคริสต์ประมาณ 6 ล้านคนจากประชาชนในประเทศทั้งหมด 86 ล้านคน

นายกรัฐมนตรีเหวียนเติ๋นยวุ๋ง ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ในการเดินทางไปเยือนวาติกันในปี 2550
นับตั้งแต่คณะผู้แทนจากวาติกันหลายคณะเดินทางมายังเวียดนามเพื่อสร้างความ สัมพันธ์ตั้งแต่ปี 2512
และเมื่อต้นปี 2552 ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของนครรัฐวาติกันได้เดินทางมาเยือนอย่างเป็น ทางการกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวียดนาม
ในกรุงฮานอยเพื่อพูดคุยถึงความสัมพันธ์ทางการทูต แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มเคลื่อนไหวทางศาสนายังคงอยู่
ภายใต้การควบคุมดูแลจาก รัฐบาลเช่นเดิม.

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 17, 2009 5:14 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1261043477&grpid=&catid=06


ความขัดแย้งในเขตทะเลจีนใต้


วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 16:50:13 น.
มติชนออนไลน์

เวียดนามสั่งซื้อเรือดำน้ำ-เครื่องบินรบมูลค่าพันล้านเหรียญจากรัสเซีย


สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า รัฐบาลเวียดนามได้ทำสัญญาซื้อเรือดำน้ำและเครื่องบินรบมูลค่านับพันล้าน
เหรียญสหรัฐจากประเทศรัสเซีย จากการเปิดเผยของนายกรัฐมนตรีเวียดนาม เหงียน ตัน ดุง
โดยสัญญาดังกล่าวจะส่งผลเวียดนามกลายเป็นหนึ่งในลูกค้ารายสำคัญของ อุตสาหกรรมผลิตอาวุธรัสเซีย

ทั้งนี้การซื้ออาวุธดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การโต้เถียงกันเรื่องอำนาจ อธิปไตยระหว่างประเทศต่าง ๆ
ในเขตทะเลจีนใต้ มีมากขึ้น เพราะเวียดนาม จีน รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ในเขตนี้ ต่างพากันกล่าวอ้างว่าตนเอง
เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนหมู่เกาะที่ อาจมีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติซ่อนแฝงอยู่

สำนักข่าวอินเตอร์แฟ็กซ์ของรัสเซียอ้างอิงแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อว่า เรือดำน้ำที่รัฐบาลเวียดนามซื้อ
จากรัสเซียนั้นมีมูลค่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 66,000 ล้านบาท) ขณะเดียวกันสำนักข่าวดังกล่าว
ยังอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวอีกรายหนึ่งว่า รัสเซียจะจัดส่งเครื่องบินรบจำนวน 8 ลำไปให้เวียดนามในปี พ.ศ.2553
และรัฐบาลเวียดนามกำลังตัดสินใจที่จะสั่งซื้อเครื่องบินรบรัสเซียเพิ่มอีก 12 ลำ

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงวิเคราะห์ว่า ความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นในทะเลจีนใต้ ส่งผลให้รัฐบาลเวียดนาม มีความวิตกกังวล
อย่างไรก็ตาม การได้มาซึ่งเรือดำน้ำ น่าจะส่งผลให้เวียดนามมีอำนาจการต่อรองในทางทะเลสูงขึ้น


http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000154229

เวียดนามเซ็นซื้อเครื่องบิน-เรือดำน้ำรัสเซียรับมือจีน

17 ธันวาคม 2552 14:55 น.


ภาพจากเว็บที่ไม่ได้ระบุวันเดือนปีที่ถ่าย มีข้อมูลแต่เพียงว่าเป็นเรือดำน้ำโจมตีชั้นคิโล (แบบ 636) ยุคที่ 2 ของกองทัพเรือรัสเซีย
ปรากฏตัวในเขตทะเลดำ ปัจจุบันเรือดำน้ำในชั้นนี้ พัฒนาขึ้นมาถึงยุคที่ 3 ที่มีความยาวมากขึ้น ขนาดใหญ่ขึ้น และ ติดอาวุธ
ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น สำนักข่าวในรัสเซียรายงานอ้างแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมกลาโหมว่า นายกรัฐมนตรีเวียดนมกับรัสเซัย
ได้เซ็นความตกลงกันเพื่อซื้อเรือดำนน้ำชั้นนี้จำนวน 6 ลำ

ไซ่ง่อนหยายฟง/ASTVผู้จัดการรายวัน--เวียดนามและรัสเซียได้ลงนามในสัญญาซื้อขายอาวุธ
และข้อตกลงในด้านพลังงาน นิวเคลียร์ในวันอังคาร (15 ธ.ค.) ที่ผ่านมาในระหว่างการเยือนรัสเซีย
อย่างเป็นทางการเป็นเวลา 2 วัน (14-15 ธ.ค.) ของนายกฯเหวียนเติ๋นยวุ๋ง ซึ่งนับเป็นสัญญาณ
ในการฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างรัสซียกับเวียดนามฮานอย ที่เป็นพันธมิตรกันมาตั้งแต่ครั้งรัสเซีย
ยังคงเป็นสหภาพโซเวียต


การเซ็นความตกลงดังกล่าวยังมีขึ้นในขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมเวียดนาม พลโทอาวุโสฟุงกวางแทง (Phung Quang Thanh)
กำลังตระเวนเยือนสหรัฐฯ และ ฝรั่งเศส เพื่อขยายความร่วมมือด้านกลาโหมกับกลุ่มประเทศตะวันตก
ขณะที่เวียดนามกำลังเผชิญแรงกดดันจากจีนมากขึ้นเรื่อยๆ ในกรณีพิพาทเหนือหมู่เกาะทะเลจีนใต้

นายกรัฐมนตรีรัสเซีย นายวลาดิเมียร์ ปูตินและนายกฯเวียดนาม นายเหวียนเติ๋นยวุ๋ง ได้ร่วมกันลงนาม
ในความตกลงหลายด้าน รวมทั้งฝ่ายเวียดนามได้ตกลงซื้อ เรือดำน้ำและเครื่องบินที่ผลิตโดยรัสเซีย
สื่อของทางการกล่าว

"เวียดนามได้ลงนามในสัญญาซื้อเรือดำน้ำ เครื่องบิน และอุปกรณ์ทางทหาร ในความร่วมมืออันดีกับรัสเซีย"
นายกฯเวียดนามกล่าวระหว่างแถลงข่าวในกรุงมอสโก โดยจะมีการตกลงในรายละเอียดที่เกี่ยวกับการซื้อขาย
ระหว่างกระทรวงกลาโหมของ เวียดนาม กับบริษัทโรโซโบรอนเอ็กซ์พอร์ต ( Rosoboronexport)
ซึ่งเป็นบริษัทผู้ส่งออกอาวุธ ที่ดำเนินการโดยรัฐบาลแต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอื่นใดอีก


ภาพจากเว็บไซต์ไม่ได้ระบุวันเดือนปีตลอดจนสถานที่ถ่าย แสดงให้เห็นเครื่องบินรบซูคอย 35 (Sukoi 35)
ของกองทัพอากาศรัสเซีย ปัจจุบันกำลังพัฒนาเครื่องบินรบรุ่นนี้เข้าสู่อีกยุคหนึ่ง สำนักข่าวในรัสเซียกล่าวว่า
รัฐบาลเวียดนามได้สังซื้อไปแล้วจำนวน 2 ฝูง รวมทั้งรุ่นล่าสุดที่ยังเป็นเพียงเครื่อบินต้นแบบในขณะนี้

อย่างไรก็ตามสำนักข่าวอินเตอร์แฟ็กซ์ (Interfax) ได้อ้างแหล่งข่าวผู้ไม่ประสงค์จะออกนามจากอุตสาหกรรมอาวุธว่า
เวียดนามได้ตกลงที่จะซื้อเรือดำน้ำชั้น "คิโล" (Kilo Class) จำนวน 6 ลำ ในราคารวมมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์
โดยบริษัทอุตสาหกรรมกลาโหมในรัสเซียจะสร้างเรือดำน้ำที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ให้แก่กองทัพเรือของเวียดนาม ปีละ 1 ลำ

ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ เรือดำน้ำชั้นคีโล ถูกนำเข้าใชการครั้งแรกในทศวรรษที่ 1980 ในยุคสหภาพโซเวียตเป็นเรือดำน้ำโจมตี
ที่ใช้ในสงครามปราบเรือดำน้ำและจู่โจมเรือรบของข้าศึกบนพื้นผิวน้ำ ปัจจุบันได้พัฒนามาจนถึงยุคที่ 3 มีขนาดใหญ่ขึ้น
จากที่มีท่อยิงตอร์ปิโดเพียง 4 ท่อ ได้พัฒนามาติดขีปนาวุธและอาวุธทันสมัยต่างๆ ที่ผลิตในรัสเซีย

นอกเหนือจากมีประจำการในกองทัพเรือของอินเดียแล้ว ปี 2550 กองทัพเรืออินโดนีเซียได้สั่งซื้อเรือดำน้ำชั้นนี้
จากรัสเซียจำนวน 2 ลำ กองทัพเรือเวเนซูเอลา สั่งซื้อีกจำนวนหนึ่ง

สำนักข่าวอินเตอร์แฟ็กซ์รายงานก่อนหน้านี้ ในปี 2550 และ 2551 เวียดนามยังได้ตกลงซื้อเครื่องรบแบบ SU35
จากรัสเซียรวมเป็น 2 ฝูง ในนั้น 1 ฝูงเป็น SU35 รุ่นล่าสุดที่ยังเป็นเพียงเครื่องบินต้นแบบ แต่ยังไม่มีการเปิดเผย
เกี่ยวกับราคาค่างวด หรือรายละเอียดอื่นใดอีกนับตั้งแต่นั้น


ภาพจากเว็บไซต์ไม่ได้ระบุวันเดือนปีตลอดจนสถานที่ถ่าย แสดงให้เห็นเครื่องบินรบซูคอย 35 (Sukoi 35)
ของกองทัพอากาศรัสเซียอีกลำหนึ่ง ปัจจุบันรัสเซียกำลังพัฒนาเครื่องบินรบรุ่นนี้เข้าสู่อีกยุคหนึ่ง
สำนักข่าวอินเตอร์แฟ็กซ์กล่าวว่า รัฐบาลเวียดนามได้สังซื้อไปแล้วจำนวน 2 ฝูง รวมทั้งรุ่นล่าสุดที่ยังเป็นเพียง
เครื่อบินต้นแบบในขณะนี้ แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องบินรบที่สั่งซื้อในสัปดาห์นี้

ในการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีสองประเทศในสัปดาห์นี้ รัสเซียกับเวียดนามยังได้ทำการเซ็นความตกลง
ในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์แห่งแรกของเวียดนามด้วย โดยเมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา สภาเวียดนาม
ได้อนุมัติโครงการดังกล่าว และรัฐบาลเวียดนามกำลังมองหานักลงทุนต่างชาติที่มีศักยภาพเพื่อเข้าร่วมทุน

เวียดนามกำลังหาทุนจะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากนิวเคลียร์ที่ ประกอบด้วยเครื่องปั่นไฟจำนวน 2 หน่วย
กำลังปั่นไฟหน่วยละ 1,000 เมะวัตต์ ซึ่งก่อนหน้านี้เชื่อกันว่า เวียดนามจะเลือกใช้เทคโนโลยีของญี่ปุ่น

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกถูกกำหนดขึ้นใน จ.บิ่งทวน (Binh Thuan) ทางภาคใต้ตอนบนของประเทศ
ซึ่งจะเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีก 2 โรงในอนาคต

ข้อตกลงที่ลงนามในรัสเซียครั้งนี้เป็นข้อตกลงในความร่วมมือกันระหว่างบริษัทการไฟฟ้าของเวียดนาม หรือ
EVN (Electricity of Vietnam) กับบริษัทพลังงานรอสอะตอม (Rosatom) ซึ่งดำเนินการโดยรัฐของรัสเซีย
โดยบริษัทของรัฐแห่งนี้ได้เซ็นความตกลงร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์กับฝ่าย เวียดนามในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

"เวียดนามได้เชื้อเชิญรัสเซียอย่างเป็นทางการในการร่วมมือสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์แห่งแรกของประเทศ
ภายใต้เงื่อนไขที่จำเป็นต่างๆ" นายกฯ เวียดนามกล่าว แต่ไม่ได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมแต่อย่างใด


ภาพจากเว็บไซต์ไม่ได้ระบุวันเดือนปีตลอดจนสถานที่ถ่าย แต่เชื่อกันว่าเป็นเขตทะเลดำ แสดงให้เห็นเครื่องเรือดำน้ำ
ชั้นคีโลของรัสเซีย จอดนิ่งที่ท่าแห่งหนึ่ง ปัจจุบันพัฒนาถึงยุคที่ 3 นอกจากติดตอร์ปีโดแล้ว ยังติดท่อยิงขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ
(SAM) แบสเตรลา-3 (Strela-3) หรือ "อิกลา" (Igla) จำนวน 8 ท่อ ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าเวียดนาม เซ็นสัญญาซื้อคีโลยุคใด

นอกจากนั้น เวียดนามกับรัสเซียได้ตกลงในหลักการจัดตั้งกองทุนจำนวน 500 ล้านดอลลาร์
เพื่อใช้ในการลงทุนในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา อดีต "สามชาติอินโดจีน" ที่เคยมีสหภาพโซเวียต
ให้การสนับสนุนในยุคสงครามเย็น
ไซ่ง่อนหยายฟงกล่าวในวันพุธที่ผ่านมา

ข้อตกลงระหว่างธนาคารเพื่อการลงทุนและพัฒนาแห่งเวียดนามและธนาคารวีเอ็นเอสทอร์ก (Vneshtorgbank)
หรือ VTB ของรัสเซีย จะร่างสัญญาเพื่อลงนามในการเจรจาครั้งต่อไป ด้วยเงินทุนอย่างน้อย 100 ล้านดอลลาร์
ในขั้นเริ่มต้นสำหรับปี 2553 เงินทุนดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่การลงทุนในด้านการท่องเที่ยวอสังหาริมทรัพย์
และโครงการด้านพลังงาน

อย่างไรก็ตามในรายงานฉบับเดิมไม่ได้ระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวจะมีการเซ็นสัญญาเมื่อไหร่ แต่ระบุว่า
การจัดตั้งเงินทุนดังกล่าวเป็นความพยายามที่จะให้รัสเซียเข้าลงทุนในภูมิภาคนี้


ภาพจากเว็บไซต์ไม่ได้ระบุวันเดือนปีเป็นของกองทัพเรืออินเดีย แสดงให้เห็นเรือดำน้ำชั้นคีโล
ที่อู่ต่อในนครเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก รัสเซีย ซึ่งแล้วเสร็จและเตรียมจะนำเข้าประจำการแล้ว เวียดนามได้เซ็นสัญญา
ซื้อเรือดำนน้ำชั้นนี้จำนวน 6 ลำ รวมมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ โดยฝ่ายรัสเซียจะส่งมอบปีละ 1 ลำ


ภาพจากเว็บไซต์ไม่ได้ระบุวันเดือนปีตลอดจนสถานที่ถ่าย แต่เชื่อกันว่าเป็นเขตทะเลดำ แสดงให้เห็นเครื่องเรือดำน้ำ
ชั้นคีโลของรัสเซีย กับลูกเรือขณะลอยลำ ปัจจุบันพัฒนาถึงยุคที่ 3 นอกจากติดตอร์ปีโดแล้ว ยังติดท่อยิงขีปนาวุธ
พื้นสู่อากาศ (SAM) แบสเตรลา-3 (Strela-3) หรือ "อิกลา" (Igla) จำนวน 8 ท่อ ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าเวียดนาม
เซ็นสัญญาซื้อคีโลยุคใด


ภาพจากเว็บไซต์ไม่ได้ระบุวันเดือนปีเป็นเรือดำน้ำชั้นคีโลยุคที่ 3 เข้าใจกันว่าจอดที่ท่าในวลาดิวอสต็อก
ทางภาคตะวันออกไกลของรัสเซียในมหาสมุทรแปซิฟิกสัปดาห์นี้ผู้นำเวียดนามได้เซ็นสัญญาซื้อเรือดำน้ำรุ่นนี้
จำนวน 6 ลำ จากรัสเซีย

วันที่ 14 ธ.ค. ที่ผ่านมารัฐมนตรีกลาโหมเวียดนาม ได้พบหารือกับนายโรเบิร์ต เกตส์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ
รวมทั้งพบหารือกับวุฒิสมาชิกสำคัญอีกหลายคน รวมทั้งนายจอห์น แม็คเคน อดีตทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม
ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการกลาโหม กับวุฒิสมาชิกจิม เว็บบ์ แห่งพรรคเดโมแคร็ต

ฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างเวียดนามกับสหรัฐฯ นั้นมีความสำคัญมาก
สองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนความร่วมมือระดับกลาโหมต่อกลาโหมกันต่อไป


อย่างไรก็ตามสัปดาห์ที่ผ่านมากระทรวงกลาโหมเวียดนามได้ออกหนังสือปกขาวแสดงจุดยืนต่อปัญหาความขัดแย้ง
ในทะเลจีนใต้ โดยระบุว่าเวียดนามจะใช้สันติวิธีและการเจรจาในการแก้ไขทุกปัญหา

หนังสือปกขาวกล่าวด้วยว่า เวียดนามจะขอให้สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เวียดนามเป็นสมาชิกอยู่ด้วย
กับประชาคมระหว่างประเทศเข้าร่วมในขบวนการแก้ปัญหาและความขัดแย้งดังกล่าว.


ภาพเอเอฟพีวันที่ 15 ธ.ค.2552 นายกฯ เวียดนาม นายเหวียนเติ๋นยวุ๋งและนายกฯรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน
จับมือหลังลงนามในเอกสารข้อตกลงก่อตั้งกองทุนจำนวน 500 ล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าลงทุนในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา
ผู้นำเวียดนามและรัสเซียยังได้เจรจาความสัมพันธ์และความร่วมมือในด้านต่างๆ โดยมีการเซ็นสัญญาข้อตกลง
การซื้อขายอาวุธและการร่วมมือพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ด้วย

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พี่ไทยไปอยู่ไหนหว่า หรือกำลังกัดกันเอง แล้วก็ทำแต่เรื่องโง่ๆ หาเรื่องใส่ตัว

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 18, 2009 10:12 am

http://www.thaipost.net/news/181209/15149

ไทยแลนด์สู้ๆ!!!

ท่านขุนน้อย

18 ธันวาคม 2552 - 00:00

เผลอแว้บเดียว...กองทัพนักกีฬาเวียดนาม ก็กวาดเหรียญทองไปแล้ว 68 เหรียญ พุ่งแรงแซงโค้งเบียดกองทัพนักกีฬาไทย
ไปถึง 6 เหรียญทอง ขณะที่เขียนต้นฉบับชิ้นนี้ก็เหลือเวลาแค่อีกไม่กี่วัน ไม่กี่ชั่วโมง...คงต้องมาลุ้นกันตัวโก่งว่าระหว่าง
ไทยแลนด์สู้ๆ...ไทยแลนด์สู้ตาย กับเวียดนามดึ๋งๆ เวียดนามด่าวๆ...ใครจะผงาดขึ้นเป็น จ้าวซีเกมส์ กันแน่???

--------------------------------------------------

แต่ที่แน่ๆ...ชนิดที่ไม่ต้องเสียเวลาลุ้นใดๆ ให้เมื่อย นั่นก็คือ กองทัพเวียดนาม ที่พุ่งแรงแซงโค้งทิ้งห่าง กองทัพไทย
ออกไปทุกที ไม่ใช่แต่ในแง่ปริมาณอัตรากำลังพล ซึ่งเฉพาะกองทัพบกเวียดนามเพียงกองทัพเดียว ก็ปาเข้าไป
ถึง 500,000 นาย ทิ้งห่างกำลังพลของกองทัพไทยทั้งหมดไปเกือบ 200,000 คน ยังต้องบวกกองทัพเรืออีก 30,000
กองทัพอากาศอีก 15,000 นาย ยิ่งถ้าหากนับรวมไปถึงกำลังพลสำรองด้วยแล้ว ก็ต้องบวกเข้าไปอีก 3 ล้าน-4 ล้านคน

จนได้ชื่อว่าเป็นกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานแล้ว...แต่ในแง่ของศักยภาพด้านอาวุธ
จากที่เคยได้ใช้แต่รถถังโทรมๆ เครื่องบินรบเก่าๆ ที่ตกทอดมาแต่ยุคสงครามเย็น มาบัดนี้เมื่อเวียดนามตัดสินใจ
เดินหน้าเข้าสู่เศรษฐกิจทุนนิยมแบบเต็มสูบ คนป่า ก็ใช่ แต่จะ มีปืน เท่านั้น...แต่กำลังจะลาก เรือดำน้ำ
รุ่นล่าสุดเอามามุดๆ โผล่ๆ ลาดตระเวณรอบๆ อ่าวตังเกี๋ยกันในอีกไม่ช้าไม่นาน...

-------------------------------------------------

ตามข่าวที่หน้าต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ฉบับวันวานได้รายงานเอาไว้ ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า...
ในการเดินทางไปเยือนรัสเซียครั้งล่าสุด ของนาย เหวียน เติ๋น ยวุ๋ง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ช่วงวันที่ 14-15 ธันวาคม
ที่ผ่านมานี้ นอกจากจะมีการร่วมลงนามข้อตกลงในเรื่องการจัดสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในเวียดนาม
เรื่องการจัดตั้งกองทุนเพื่อลงทุนใน 3 ชาติอินโดจีน มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ กระทรวงกลาโหมเวียดนาม
ยังได้ลงนามในสัญญาซื้อขายเรือดำน้ำและเครื่องบินรบ กับบริษัทค้าอาวุธโรโซโบรอนเอ็กซ์ ของรัฐบาลรัสเซีย
อันจะทำให้ในอีกไม่นานนัก ประเทศเวียดนามจะกลายเป็นประเทศที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซึ่งมีเรือดำน้ำเข้าประจำการในกองทัพต่อจากประเทศอินโดนีเซีย พี่เบิ้ม รายใหญ่แห่งอาเซียน...

-----------------------------------------------

ส่วนประเทศไทยแลนด์แดนสยามของเรา ซึ่งเคยยักเข้า ยักออก คิดจะมีเรือดำน้ำเข้าประจำการมาตั้งแต่สมัย
พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ยังคงใส่กางเกงหูรูดนั้น อย่างที่ทราบๆ กันไปแล้วว่า...ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงเป็นไปในแบบ
ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก มาโดยตลอด แนวความคิดที่จะจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการในกองทัพไทย
พร้อมๆ ไปกับการสร้างท่าเรือน้ำลึกในฝั่งทะเลด้านอันดามัน ตัดถนนแลนด์บริดจ์เชื่อมสองฟากฝั่งทะเล
แทนการตัดขุดคอคอดกระ รวมไปถึงการจัดหาที่ดินเพื่อตั้งฐานทัพเรือแห่งใหม่ ฯลฯ
ล้วนแล้วแต่เละเทะ เลอะเทอะ เหลวเป๋ว ไปด้วยกันทั้งสิ้น ขนาดที่ดินซึ่งเล็งเอาไว้สร้างฐานทัพเรือแท้ๆ
ยังถูกนายทุนกว้านซื้อเอาไปเก็งกำไร ออกดอกออกผลกันในฐานะ ผลประโยชน์ส่วนตัว

ขณะที่ ผลประโยชน์แห่งชาติ นั้น...คงต้องรอเอาไว้ตอนบ่ายๆ ชาติหน้าถึงจะพอมีโอกาสได้เห็นๆ กันมั่ง...

-------------------------------------------------

อย่างไรก็ตาม...การที่เวียดนามคิดจะจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการในกองทัพอีก ไม่นานนับจากนี้
ก็คงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับประเทศไทยซักเท่าไหร่ แม้นว่าต่างฝ่ายต่างจะวิ่งหายใจรดต้นคอกันในแทบทุกเรื่อง
ทุกกรณีก็ตาม แต่สิ่งที่น่าจะเป็นแรงจูงใจ แรงบันดาลใจ ให้เวียดนามอยากจะลงไปผลุบๆ โผล่ๆ ในก้นทะเลกับเขาบ้าง...
น่าจะแยกไม่ออกไปจากประเทศพี่เบิ้มรายใหญ่ ไม่ว่าทั้งในระดับเอเชียและในระดับโลก อย่างประเทศจีนนั่นแล
แม้นว่าเวียดนามจะเป็นแค่ประเทศเล็กๆ ระดับซีเกมส์ แต่ด้วยเหตุที่ที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ดันไปติดกับจีนมา
ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้นความเป็นประเทศก็ว่าได้ ปัญหาการกระทบกระทั่ง ไล่ฟัด ไล่งับ ระหว่างจีนกับเวียดนาม
จึงมีมาโดยตลอด กระทั่งในยุคที่ต่างฝ่ายต่างก็เป็นคอมมิวนิสต์ด้วยกันทั้งคู่ ยังหนีไม่พ้นที่จะต้องทำ สงครามสั่งสอน
ชนิดเลือดตกยางออกกันมาแล้ว และแม้นว่าต่างฝ่ายต่างจะหันไปเป็นทุนนิยมด้วยกันทั้งคู่...แต่ผลประโยชน์
ในน่านน้ำทะเลจีนใต้ การอ้างกรรมสิทธิ์ในหมู่เกาะต่างๆ ล้วนแล้วแต่ทำให้เวียดนามจำเป็นจะต้องมีเขี้ยวเล็บ
เอาไว้ข่วน ไว้ขูด ประเทศยักษ์ๆ ให้พอเจ็บ พอคัน ได้บ้างก็ยังดี...

--------------------------------------------------

พูดง่ายๆ ว่า...การซื้อเรือดำน้ำของเวียดนามในคราวนี้ คงไม่ได้เกี่ยวกับการคิดจะเป็น จ้าวซีเกมส์ แต่อย่างใด
และก็ไม่จำเป็นที่ประเทศไหนๆ จะต้องไปเสียเวลาแข่งกับเวียดนามในเรื่องราวเหล่านี้ โดยเฉพาะประเทศไทย
ที่แม้นจะต้องลุ้นเหรียญทองกับเวียดนามชนิดเหงื่อไหล ไคลย้อย แต่ก็ด้วยภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศ
ซึ่งพระสยามเทวาธิราชท่านได้ประทานไว้ให้ตั้งแต่เริ่มแรก ต้องถือว่าเป็นโชคดีเอามากๆ ที่
อาณาบริเวณพรมแดนของประเทศไทย ไม่ต้องประชิดติดพันอยู่กับประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ใดๆ
เอาเลยแม้แต่นิด อย่างมาก...ก็แค่กระทบกระทั่งเล็กๆ น้อยๆ แบบลิ้นกับฟัน พอหอมปากหอมคอ
กับเพื่อนบ้านที่มีกำลังพอฟัดพอเหวี่ยง ไม่ว่าจะเป็นลาวเป็นพม่า หรือมาเลเซีย...แม้นจะต้องปวดหัว เวียนเฮด
เปรี้ยวมือ เปรี้ยวเท้าสุดๆ กับมิสเตอร์ ฮวยเซ็ง แห่งกัมพูชาอยู่ในทุกวันนี้ก็ตามที...

-----------------------------------------------------


ต่างไปจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรือพม่า...ซึ่งก็เป็นอีกรายหนึ่งที่ต้องรบกับจีนมาตั้งแต่ยุคกุบไลข่านโน่นแหละ
ถึงแม้นปัจจุบันนี้จะซี้แหงย่ำปึ่กกันเพียงไรก็ตาม แต่เมื่อเจอกับพวกว้า พวกโกกั้ง พวกไทยใหญ่ โดดข้ามไป-ข้ามมา
ระหว่างพรมแดนที่ประชิดติดพันกัน ก็เล่นเอาทั้งจีน ทั้งพม่า แทบมองหน้ากันไม่ติดในช่วงหลังๆ ยิ่งมีมหาอำนาจสูงสุด
อย่างอเมริกา โดดเข้ามาแทรกกลาง แถมลากเอาอินตระเดียเข้ามาร่วมแจมอีกด้วยต่างหาก ย่อมเป็นอะไรที่น่าปวดหัว
ยิ่งกว่ามิสเตอร์ ฮวยเซ็ง รายเดียวไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า กระทั่งพี่เบิ้มใหญ่อย่างอินโดนีเซียก็ตาม เขตพรมแดนน่านน้ำ
ที่ประชิดติดพันกับประเทศน้องๆ ยักษ์ อย่างออสเตรเลีย...ก็ทำเอาถึงขั้นต้องยอมปล่อยมือจากติมอร์ตะวันออก
ไปเรียบร้อยแล้ว...

----------------------------------------------------------

ด้วยเหตุนี้...ปัญหาที่น่าหนักอกหนักใจของประเทศไทยในวันนี้ คงไม่ใช่เรื่องกองทัพนักกีฬาไทย
ถูกกองทัพนักกีฬาเวียดนามคว้าเหรียญทองแซงหน้า หรือกองทัพเวียดนามซื้อเรือดำน้ำตัดหน้าแต่อย่างใด
ด้วยภูมิรัฐศาสตร์ที่สุดแสนจะโชคดีเอามากๆ เราคงไม่ถึงกับต้องไปดิ้นรน ทะเยอทะยาน อะไรกันมากมาย...
เพียงแต่สิ่งที่สำคัญเอามากๆ ก็คือว่า ทำอย่างไรที่เราจะไม่หันมา กัดกันเอง จนทุกสิ่งทุกอย่างต้องฉิบหาย
วายวอด ไปเพราะอุปนิสัย สันดานดั้งเดิมของตัวเราเอง ความสุขสบาย ไม่เดือดร้อนลำเค็ญ ไม่ต้องถูกแรงกดดัน
คุกคาม เหมือนบ้านอื่น เมืองอื่น อันกลายเป็นเหตุปัจจัย ที่ทำให้คนไทยมักจะหันมากัดกันเองซะจนเคย
ยิ่งในระยะหลังๆ...ต้องเรียกว่ากัดไม่ปล่อย ไม่ไล่ไม่เลิก แถมยังไปลากคนอื่นเข้ามากัดคนในชาติเดียวกัน
ซะอีกต่างหาก...ลองถ้าหากเป็น เช่นนี้ ถึงแม้นบอลไทยจะได้ไปบอลโลก หรือถึงแม้นกองทัพไทย
จะสั่งซื้อจรวดนิวเคลียร์เข้ามาประจำการก็ตาม...แต่สุดท้าย...คงหนีไม่พ้นที่จะต้องสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน
ไม่วันใดก็วันหนึ่งนั่นแหละ....


----------------------------------------------------------

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก พลเอก แมทธิว บี. ริดจ์เวย์ แห่งกองทัพบกสหรัฐ..."ยังมีอาวุธที่สมบูรณ์ยิ่งอยู่อย่างหนึ่ง...
อาวุธนั้น ก็คือคนนั่นเอง....".
-------------------------------------------------------

เชียร์ จนเบื่อที่จะเชียร์แล้วล่ะ ท่านขุน เพราะมันเชียร์ไม่ค่อยขึ้นจริงๆ
ระวัง เราเคยไปทำอะไรกับเขาที่เวียดนาม เขาจะมาเอาคืนอ่ะนะ


http://www.thaipost.net/news/211209/15289

ในยุทธการข่าว"เผาบ้าน-เผาเมือง"

เปลว สีเงิน

21 ธันวาคม 2552 - 00:00

แล้วทักษิณเขาก็ค่อยๆ เร่เข้ามาใกล้เมืองไทย พูดกันแบบลูกผู้ชายก็คือ เข้ามายึดเขมรตั้งเป็น
"กองบัญชาการหลัก" เพื่อทำสงครามชิงอำนาจครองประเทศ เป็นการ "เล่นไพ่ใบสุดท้าย"
ของทักษิณและคณะสหาย ถ้าชนะ-ได้ครองเมือง แต่ถ้าแพ้-กบฏแผ่นดิน ทักษิณจะต้องเผด็จศึก
ให้ได้ก่อนเดือนพฤษภา ๕๓ ถ้าพ้นจากนั้นไปมีแต่ "ตายกับคุก" เหตุที่ทักษิณจำต้องเสี่ยงหัว-ก้อย
ระหว่างคำว่า "ชนะเป็นจ้าว-แพ้เป็นโจร" ในช่วงเวลานี้ ก็ด้วยเงื่อนไขในสถานการณ์

๑.เหลือพื้นที่ในไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่ยินดีให้ที่ซุกหัว แม้กระทั่งที่ดูไบ

๒.คดียึดทรัพย์ ๗๖,๐๐๐ ล้าน ประเมินแล้วไม่เป็นคุณ ต้องสร้างสถานการณ์มวลชนบีบเหมือนคดีซุกหุ้น

๓.เงื่อนไขเอื้ออำนวย เพราะ "อำนาจรัฐ" ไม่เด็ดขาด รัฐบาลอภิสิทธิ์อ่อนแอประสิทธิภาพลงทุกขณะ

๔.ทหาร-ข้าราชการ-ตำรวจ ไร้เอกภาพ และเสื่อม รอจ้องแต่จังหวะ "ใครชนะร่วมด้วย"

๕.ขวัญ-กำลังใจของกองทัพส่วนหน้าทักษิณ "เพื่อไทย-นปช." ถูกปลุกได้ที่แล้ว และประเมินสถานการณ์
ลงตัวว่า รบแพ้ก็เสมอตัว แต่ถ้าชนะเท่ากับแจ็กพอตแตก ทักษิณเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ทั้งสิ้น...สบายทุกคน

๖.ไม่มีที่ไหนในศตวรรษนี้ ที่มีผู้นำประเทศหนึ่งยอมสมคบกับอาชญากรแผ่นดินของอีกประเทศถึงขนาด
"ยกประเทศให้" เป็นฐานบัญชาการชิงเมือง จึงเป็นเรื่องที่เขื่องโขทางจิตวิทยา

๗.โหรฟันธงแล้วว่า ครานี้...ชนะแน่ และ

๘.จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องกลับไทย เพราะต้องใกล้แพทย์เฉพาะทางด่วน!?

ครับ..หลักๆ ก็มีอย่างนี้ ช่วงนี้ผมเห็น "สงครามข่าว" หรือสงครามน้ำลายท่วมบ้าน-ท่วมเมือง
ผมก็เกรงว่าจะมีบางท่านจมน้ำลายจน ป.ส.ด.ไปซะก่อน ก็อยากจะคุยถึงเรื่องที่รุมเมืองอยู่ขณะนี้
เผื่อจะได้ช่วยบรรเทาความสับสน-ว้าวุ่นกันได้บ้าง

เรื่อง "การเมือง" กับเรื่อง "บ้านเมือง" ท่านต้องแยกแยะให้ดีนะครับ เหมือนรับประทานปลาช่อน
ปลาหมอ มันอร่อย แต่ต้องระวังก้าง อย่ากล้อมแกล้มแล้วกลืนเลย บรรยากาศข่าวสารบ้านเมืองช่วงนี้
ก็ทำนองนั้น ท่านจะอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ หรือดูข่าวตามหน้าจอโทรทัศน์

ต้องดูด้วยสติ-สัมปชัญญะ และแยกแยะเรื่องราวด้วยปัญญาตามรู้ ไม่ใช่แยกแยะด้วยการวางตัวเองว่า
อยู่พวกไหน แล้วสรุปว่าใช่-ไม่ใช่ ตามพวก ตามหมู่ ถ้าขืนดูและฟังแบบนี้ เขาเรียกว่าบริโภคข่าวสารแบบ
"บี้-บอด-ใบ้"

บ้านเมืองอันเป็น "ส่วนรวม" อันตรายจากข่าวลวง และข่าวบิดเบือน!

ประเทศชาติของเราช่วงนี้ "น่าสงสาร" ครับ ความจริงน่าสงสารมา ๒-๓ ปีแล้ว ถ้าจะพูดไป
ประเทศก็เหมือนคนคนหนึ่ง ย่อมมีห้วงเวลาของ สุข-ทุกข์, ผิดหวัง-สมหวัง, เฟื่องฟู-ร่วงโรย
หมุนเวียนเปลี่ยนสลับไปตามกาลเวลา

ถามว่า "ประเทศมีกรรมหรือ"?

จะว่าใช่ หรือไม่ใช่ก็ถูกทั้งนั้น แต่ต้องไม่ลืมว่า "ประเทศ" เป็นนามธรรม ไม่สุข-ไม่ทุกข์อะไรหรอกครับ
แต่มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในประเทศนั่นตะหากที่รู้สุข-รู้ทุกข์ นั่นก็คือ

"กรรมของประเทศ เกิดจากกรรมของคน"!

ที่ประเทศชาติเราเป็นอย่างนี้ ก็เพราะการกระทำของคนในชาติ ฉะนั้น ถ้าจะแก้กรรมของแผ่นดิน
แก้ได้....คือต้องแก้ที่การกระทำของคนอันเป็นประชาชนพลเมืองไทยนั่นแหละ

แต่ที่เป็นทุกวันนี้ "กรรมของประเทศ" ไม่ได้เกิดจากการกระทำที่ไม่รู้-ไม่ตั้งใจของประชาชน หากแต่
"ส่วนหนึ่ง" เกิดจากความจงใจ ความต้องการ คือ "มีเจตนา" ทำให้เป็นอย่างนี้ และพอดีกับ "สื่อ" ทุกวันนี้
เหมือน "กระดาษซับ" คือซับทุกอย่าง ซับทั้งขี้ ทั้งเยี่ยว ทั้งสารพิษ ทั้งสารคุณภาพ
แล้วก็บอกว่า "สื่อ-ต้องเป็นกลาง" และกลางในความเข้าใจของเขาคือ

"ซับ" อะไรมาก็ "ซัด" ใส่จอ ใส่หน้ากระดาษ ใส่คลื่น แบบดิบๆ อย่างนั้นทั้งหมด โดยไม่มีการสังเคราะห์!?

นี่คือการทำหน้าที่ "สื่อเป็นกลาง" ที่เสนอสองด้าน หรือทุกด้านของวงการสื่อ ดังนั้น สภาพโลกข่าวสารทุกวันนี้
ผู้บริโภคจึงตกอยู่ในลักษณะ "สำลักข่าวสารเจือพิษ" จนสติ สัมปชัญญะ หรือที่เรียกรวมๆ ว่า
"สมองเบลอ error" ไปหมด!

ไม่ต้องดูอะไร ดูอย่างเรื่องเขมรจับคนไทยหาว่าจารกรรมข้อมูลตารางการบินพาณิชย์ที่ทักษิณ
เช่ามาลงพนมเปญ ถามว่า "ผิดกฎหมายไหม" ถ้าใครจะไปสอบถามเวลาการเข้า-การออกของเครื่องบินพาณิชย์

คำตอบคือ "ไม่ผิด"!

นั่นคือ การที่นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอก ณ สถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ
จะโทร.ไปสอบถามที่วิทยุการบิน ไม่ว่าจะถามกับนายศิวรักษ์ หรือนายไหนก็ตาม เป็นเรื่องปกติที่
"คนทั้งโลก" ทำได้ และทำอยู่แล้ว

แต่เมื่อเขมรฮุน เซน จับนายศิวรักษ์ และศาลเขมรบอกว่าผิด สุดท้ายก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ
สิ่งที่ชาวโลกรับรู้ได้ด้วยสามัญสำนึกก็คือ ความไม่ผิดที่ต้องผิดของนายศิวรักษ์ คือสะพานที่หวังจะโยงไปถึง
"นายคำรบ" ซึ่งเป็นเลขานุการเอกฯ พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องการผูกเรื่องไปถึงกระทรวงการต่างประเทศ
อันมี "นายกษิต ภิรมย์" เป็นเป้าเท่านั้น

แทนที่คนไทยจะเข้าใจ และให้ความเห็นใจทั้งนายศิวรักษ์และนายคำรบที่ถูกทักษิณ-ฮุน เซน ใช้เป็นเหยื่อ
ในสถานการณ์ และช่วยกันปกป้อง-พิทักษ์รักษาศักดิ์ศรีคนของเรา และผลประโยชน์ของประเทศชาติ

แต่คนไทยจากพรรคเพื่อไทย กลับพูดแบบตัดตอนสาระมาบิดเบือนประเด็น จากที่ว่านายคำรบโทรศัพท์ไป
สอบถามจริงซึ่งไม่ผิด ก็พยายามยัดเยียดให้เข้าใจว่า...นั่นไง..นั่นไง..คนสถานทูตไทยโทร.ไปใช้ให้
นายศิวรักษ์ไปจารกรรมตารางการบินเขาจริงๆ!?

นี่ไง..การเมืองที่ "ขายบ้าน-ขายเมือง" เอาเรื่องที่ไม่ผิดมาตัดตอนชี้ประเด็นให้คนเข้าใจว่าผิด
ผมจึงบอกให้ท่านใช้สติในการบริโภคข่าวสาร เพราะพรรคเพื่อไทย เขาทำเพื่อเขมรและทักษิณ
จนกลายเป็นว่า นายคำรบที่ทำทั้งงาน ทำทั้งการข่าวเป็นหูเป็นตาให้ประเทศที่ควรต้องชมเชย
กลายเป็นจำเลยสังคม หาว่าไปจารกรรมข้อมูลลับเสียนี่!?

เรื่องจับเครื่องบินบรรทุกอาวุธสงครามเหมือนกัน จะยูเอ็นประสานงานมา หรือจะเราจับเองก็ช่าง
ประเด็นสำคัญที่ควรตั้งสติเพื่อเข้าใจก็คือว่า ใครก็ตาม เมื่อเข้ามาในเขตแว่นแคว้นแดนสยามของเราแล้ว
ไม่ว่าจะเป็น น่านฟ้า-น่านน้ำ-น่านดิน จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย และเมื่อทราบ กระบวนการรัฐไทย
ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายจับกุม ดำเนินคดี

แต่พิลึก คนไทยจากพรรคเพื่อไทย กลับด่าว่ากล่าวรัฐบาลไทยว่า "ชักน้ำเข้าลึก-ชักศึกเข้าบ้าน" พูดง่ายๆ คือ
ไม่ต้องการให้ไทยไปจับ-ไปยึดอาวุธที่ชาวต่างชาติบรรทุกเครื่องบิน บินเข้ามาในเขตน่านฟ้าไทย

คนขนอาวุธร้ายเข้าประเทศ กลับไปปกป้อง แต่กับความปลอดภัยประเทศตัวเอง ไม่ปกป้อง
นี่น่ะเรอะ...การเมืองเพื่อชาติบ้านเมืองของพรรคเพื่อไทย?

อะไรที่ขบวนการทักษิณเสียประโยชน์ ก็หาว่ารัฐบาลไทย "ใช้ ๒ มาตรฐาน" แล้วทีอย่างนี้ รัฐบาลไทยใช้
"มาตรฐานเดียว" ในการจับกุมคนขนอาวุธร้ายเข้าประเทศ กลับด่าว่า ทำไมไม่ใช้มาตรฐานที่ ๒!?

หรืออย่างเรื่องที่สนุกปากกันอยู่ นายจตุพรนำ "เอกสารลับ" ทางราชการมาเผยแพร่
เพื่อการโจมตีรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงว่า กรอบทำงานที่เสนอขึ้นไป
ตามเอกสารนั้นผิดหรือถูกแต่มันอยู่ตรงว่า ความลับของชาติอันเป็นกรอบทำงานเพื่อ
พิทักษ์รักษาประเทศชาติบ้านเมือง แล้วเราซึ่งเป็นคนไทย

ควรช่วยกันรักษาผลประโยชน์ประเทศชาติตัวเอง หรือว่าควรเอา "ความลับของชาติ" ไปขาย
เพื่อแลกกับมือเขมรลูบหัวแล้วชมว่า

"เป็นหมาพันธุ์ที่ชาติเลี้ยงไม่เชื่องดีจริงๆ!?"

ช่วงนี้ "ดาวพุธ" เป็นประ ดังนั้น ข่าวสารลวง การพูดจาใส่ร้ายป้ายสี คำพูดที่หาความจริง
หาความน่าเชื่อถือไม่ได้ จะท่วมบ้าน-ท่วมเมือง ต้องมีสติและยึดมั่นกันนะครับ คือยึดมั่นในความเป็น
ชาติบ้านเมือง ยึดมั่นในคุณธรรมความดี ว่าสิ่งนี้ต้องอยู่เหนือความระยำอัปรีย์ทั้งมวล

และก็อยากบอกท่านว่า ที่เขาโฆษณา มกราจะทำสงครามชิงประเทศ บวกกับที่บรรดาโหราออกมา
ประสานเสียง "ต้นปีหน้าเลือดทาแผ่นดิน" นั้น ผมจะปักทวนทับธงไปเลยว่า "ถ้าจะทา เลือดนั้นคือเลือดกบฏ"
อยู่กันให้สบายใจเถอะครับ อย่างเก่งก็ทนกันถึงแค่พฤษภาปี ๕๓ ปีนี้-จะเป็นปีที่ประเทศไทยจะได้โชคลาภใหญ่
จากต่างชาติ-ต่างภาษา และมีมาให้ฮือฮากันแบบฟลุกๆ ชนิดปุบปับฉับพลัน สำคัญแต่ว่าถึง
"กลางปีหน้า" ไม่รู้ใคร...

อาจต้อง "เคาะฝาโลง" เรียกให้กินข้าว!?

http://www.thaipost.net/news/211209/15285

ฝนตกขี้หมูไหล

ท่านขุนน้อย

21 ธันวาคม 2552 - 00:00

แม้นว่าในช่วงประมาณครึ่งเดือนที่ผ่านมา จะมีตัวเลขผลสำรวจวิจัยของสำนักวิจัยหลายต่อหลายสำนัก
ซึ่งให้ภาพสะท้อนออกไปในทิศทางเดียวกันว่า ถือเป็นช่วงเวลาที่คนไทยมีความสุขที่สุด
อันเนื่องมาจากบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองในวาระมหามิ่งมงคลของปวงชนชาวไทย
...แต่ก็อย่างว่า ภายใต้ความสุขเหล่านั้น อาจยังมีความทุกข์เจือปนผสมผสานอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ด้วยเหตุที่สถานการณ์การเมืองไม่ว่าในประเทศหรือระหว่างประเทศก็แล้วแต่
...ต่างก็ยังคงสร้างความเปรี้ยว ความคัน ให้กับผู้คนในสังคมกันเป็นระยะๆ โดยไม่คิดที่จะเลิกราเอาง่ายๆ...

---------------------------------------

การผนึกกำลังกันระหว่างชาวเขมรบางคน กับชาวไทยใจเขมรบางกลุ่ม บางราย มีส่วนทำให้การเมืองในประเทศ
กับการเมืองระหว่างประเทศ กลายเป็น คนละเรื่องเดียวกัน จนได้ ขณะที่ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน
ซึ่งมีพรมแดนใกล้ชิดติดกัน อย่างสมเด็จ ฮวยเซ็ง พยายามสาดแข้ง ออกอาวุธใส่ประเทศไทยไม่เว้นแต่ละวัน
โดยไม่คิดที่จะลดราวาศอกเอาเลยแม้แต่น้อย นักการเมืองแห่งพรรคเพื่อไทย (หรือ เพื่อเขมร ก็มิอาจสรุปได้)
ก็ถือเป็นจังหวะที่จะหันมารุมกระทืบรัฐบาลไทย หรือคนไทยด้วยกัน ชนิดมึงมั่ง-กูมั่ง จนยากที่จะแยกแยะ
รสชาติฝ่าตีน ว่าอันไหนเป็นส้นตีนคนไทย หรือส้นตีนคนเขมรกันแน่!!!

----------------------------------------

ล่าสุด...ตามรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ รัศมีกัมพูชา หรือ เรียะซะเมียกัมปุเจีย นอกจากจะระบุถึง
คำแก้ตัว ของสมเด็จ ฮวยเซ็ง กรณีการดักฟังโทรศัพท์สถานทูตไทยในกัมพูชา ด้วยการหยิบยกเอา
ตารางการโทรศัพท์ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชามาใช้เป็นเอกสารอ้างอิง ไม่ต่างอะไรไปจาก
ตารางการบิน แล้ว ผู้นำกัมพูชารายนี้ยังได้ถือโอกาสหักศอกใส่หน้า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรีไทย ด้วยการท้าทายให้ไปลาก น้องปราง มาลองติดคุกเขมรกันดู เพื่อที่จะพิสูจน์ว่า งานนี้....
เป็นการ จัดฉาก แสดงละครหรือไม่???

------------------------------------------

ขณะที่ผู้นำกัมพูชากำลังฟาดงวง ฟาดงา ใส่นายกรัฐมนตรีไทยอย่างเมามันซ์ซ์เช่นนี้
นักการเมืองไทยใจเขมรอย่างนาย จตุเพลี๊ยะ ก็ได้ถือโอกาสหันมาโดดถีบกระทรวงต่างประเทศไทยเอาดื้อๆ
ด้วยการจับแพะ ชนแกะ นำเอาเอกสารการวิเคราะห์ หรือรายงานการประเมินสถานการณ์ธรรมดาๆ
มาใส่สี ตีไข่ ทั้งยุ ทั้งแยง ทั้งตะแคง รั่วๆ มั่วๆ ไปตามขนาดของมันสมอง ซึ่งอาจพอๆ กับเมล็ดถั่ว
เมล็ดงา หรือเมล็ดก๋วยจี๊ก็ตามแต่ สรุปความว่าประเทศไทยกำลังคิดจะปฏิวัติรัฐบาลกัมพูชา
ไปจนถึงกำลังคิดจะวางแผนลอบสังหาร นาย ทักเคี๊ยะ ชินาเวียเตรี๊ยะ ที่ปรึกเซี๊ยะรัฐบาลกัมปุเจี๊ยะไปโน่น...
เรียกว่าเล่นเอา แมงโม้ บินว่อน ฟุ้งกระจาย ไปตลอดทั่วแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเอาเลยถึงขั้นนั้น...

--------------------------------------------

การร่วมมือ ร่วมตีน แยกกันเดิน รวมกันตีน หรือแยกอาณาเขตแดน แต่หันมารวมตัวกันรุมกระทืบประเทศไทย
รัฐบาลไทย ระบบยุติธรรมไทย กองทัพไทย หรือแม้กระทั่งการสร้างข้อเปรียบเทียบระหว่างสถาบันบางสถาบัน ฯลฯ
เช่นนี้ ไปๆ-มาๆ แล้ว...ชักจะดูเป็นกิจการ และเป็นกระบวนการชัดเจนยิ่งขึ้นทุกที ยิ่งในช่วงหน้าข้าว-หน้าเหล้า
หรือช่วงใกล้จะมีข่าวการยึดทรัพย์ในอีกไม่นานไม่ช้า กระบวนการที่ว่า...ก็ดูจะยิ่งกระเหี้ยนกระหือรือยิ่งขึ้นเท่านั้น
ดังมีรายงานข่าวในเว็บไซต์ มติชน ช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า "แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคเพื่อไทย (พท.)
อ้างว่า มีแนวโน้มสูงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะย้ายฐานบัญชาการจากเมืองดูไบ
ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ มาปักหลักอยู่ที่ประเทศกัมพูชา ไปจนถึงช่วงการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง
ในวันที่ 20 มกราคมปีหน้า เพื่อให้การติดต่อ สื่อสาร ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับคนเสื้อแดง และ
ส.ส.พท.สะดวกยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันนายยงยุทธ ติยะไพรัช และนายจักรภพ เพ็ญแข
ก็ได้พำนักอยู่ในกัมพูชาด้วย...โดยนายยงยุทธจะทำหน้าที่ประสานงานกับฝ่าย
ต่างๆ ขณะที่นายจักรภพทำหน้าที่ประสานงานกับสื่อต่างประเทศ..."

----------------------------------------------------

นี่...เรียกว่าอะไรจะไหลมารวมตัวกันอย่างเป็นระบบ เป็นกิจการเช่นนี้ ย่อมไม่มีอีกแล้ว
แต่ก็เอาเถอะ...ถึงแม้นจะเป็นหน้าหนาว ไม่ใช่หน้าฝน แต่การที่อุจจาระสุกรในแต่ละก้อน
จะซึมซับน้ำในแหล่งใดๆ ก็แล้วแต่ จนก่อให้เกิดความเหลวในระดับสามารถไหลมารวมตัวกันได้เช่นนี้
ก็ใช่ว่าจะก่อให้เกิดผลสรุปออกมาในทางที่ดี หรือในทางที่สร้างสรรค์ก็หาไม่
แม้แต่ตัวของอุจจาระเองก็เถอะ!!!...โอกาสที่จะเผชิญกับความวิบัติ
ความจังไร จนต้องฉิบหาย วายวอด ลงไปทั้งเล้าสุกร...ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ...

------------------------------------------------------

ไล่มาตั้งแต่ตัวของสมเด็จ ฮวยเซ็ง ในทุกวันนี้ ก็ใช่ว่าจะอยู่ดี กินดี เกิดความสุขกายสบายใจ
อันเนื่องมาจากการได้สำเร็จความใคร่ทางปาก หรือการได้ด่าทอผู้นำประเทศเพื่อนบ้านในแต่ละครั้ง
ถ้าหากฟังจากนักการเมืองชาวกัมพูชาด้วยกันเอง ที่แม้นจะเป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้นำรายนี้มาโดยตลอด
แต่ก็เป็นผู้ซึ่งแสดงออกถึงความมีเหตุมีผล มีวัฒนธรรมทางการเมือง อันเป็นที่ยอมรับจากทั้งระดับภายในประเทศ
และระดับระหว่างประเทศ ตรงตามธรรมเนียมมาตรฐานสากล นั่นก็คือ นาย สม รังสี ที่ได้ให้สัมภาษณ์
หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ฉบับสุดสัปดาห์ อธิบายถึงสถานะของผู้นำกัมพูชา และประเทศกัมพูชาขณะนี้เอาไว้ว่า...
"กัมพูชากำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่รุนแรงมาก วิกฤตการณ์ที่ว่านี้กำลังนำไปสู่ภาวะวิกฤติ
ทั้งในด้านการเงิน สังคม และวิกฤตการณ์ทางการเมืองในที่สุด ความรู้สึกไม่พอใจของชาวกัมพูชา
กำลังเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ชาวกัมพูชาที่ไม่พอใจต่อระบอบการปกครองแบบเผด็จการของฮุน เซน
กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน" และ "ชาวกัมพูชาส่วนใหญ่รับไม่ไหวกับพฤติกรรมของฮุน เซน
ซึ่งครองอำนาจมาเป็นเวลายาวนานถึง 30 ปี ฮุน เซน เคยเป็นสมาชิกของกลุ่มเขมรแดง
และเขากำลังนำเอาวิธีการบางอย่างของพวกเขมรแดงมาใช้ในการปกครองประเทศ..."

------------------------------------------------------

แน่ล่ะว่า...ก็ไม่ใช่แต่เฉพาะนักการเมืองฝ่ายค้านอย่าง สม รังสี รายเดียวเท่านั้น ที่จะเกิดความรู้สึกทำนองนี้
ถ้าลองมองลึกลงไปถึงความรู้สึกของผู้คนในกองทัพกัมพูชา นับตั้งแต่ได้มีการปลดผู้บัญชาการระดับสูงไปเมื่อเร็วๆ นี้
จนตัวนายกรัฐมนตรีต้องซุกหัวซุกหางอยู่ในค่ายทหารอยู่จนบัดนี้ หรือแม้แต่ความรู้สึกของอดีตผู้นำเขมรแดง
ที่เคยร่วมยืนหยัด เคียงบ่า เคียงไหล่ นำเอากองทัพเวียดนามบุกเข้ายึดประเทศกัมพูชามาด้วยกัน อย่าง
เฮง สัม ริน หรือ เจีย ซิม ก็ตาม ไปจนกระทั่งถึงผู้มีอำนาจในประเทศเวียดนามด้วยซ้ำ!!!
ความพยายามที่จะดึงเวียดนามให้เข้ามามีบทบาทแทนที่ประเทศไทยในทางเศรษฐกิจ เอาไป-เอามาแล้ว...
ก็ใช่ว่าจะเป็นไปโดยสะดวกโยธินก็หาไม่ ยิ่งเวียดนามขณะนี้ กำลังเจอเข้ากับวิกฤติแหนมเนืองแบบเต็มๆ
ทั้งปัญหาเงินเฟ้อ ปัญหาค่าเงินดอง แถมวิกฤติดูไบยังพัวพันลุกลามมาติดๆ
จนโรงแรม 6 ดาวสร้างยังไงก็สร้างไม่เสร็จ ภายใต้สภาพเช่นนี้...ใช่ว่าจะทำให้บทบาทของผู้นำกัมพูชา
ที่ต่ำกว่ามาตรฐานโลกอยู่แล้ว จะเป็นที่โปรดปราน ยอมรับของเวียดนามไปโดยตลอด...

----------------------------------------------------------

ส่วนอุจจาระสุกรไทย ที่ดันไหลไปรวมกับอุจจาระสุกรเขมรนั้น คงแทบไม่ต้องเสียเวลา

พูดถึง...ไม่ว่าฮุน เซน จะอยู่หรือไป ยังไงๆ ตัวเอง...ก็เลยพ้น จุดยูเทิร์น มานานแล้ว...
คือไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มีมาโดยตลอด โอกาสจะใช้เขมรเป็นหลังพิงดำเนินสงครามประชาชน
ก่อการจลาจลแยกเมือง แยกประเทศ...เพียงแค่จุดเริ่มต้น ก็มองไม่เห็น เงื่อนไข ใดๆ
ที่จะหยิบยกมาอ้างอิงเพื่อให้เกิดความสมเหตุสมผล หรือเพื่อให้เกิด ความชอบธรรม เอาเลยแม้แต่น้อย
และในเมื่อปราศจากความชอบธรรมซะอย่าง ตามทฤษฎีมาร์กซ-เลนิน วงเล็บเหมาเจ๋อตง
ได้สรุปเอาไว้ชัดเจนว่า..."จากที่ใหญ่...ย่อมไปสู่เล็ก...จากที่มี...ย่อมไป สู่ความไม่มีในท้ายที่สุด" นั่นแล....

-------------------------------------------------------------

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก พิชัยสงครามซุนหวู่..."ประมุขแห่งประเทศย่อมไม่ก่อสงครามด้วยความโกรธแค้น
และผู้เป็นขุนพลย่อมไม่รุกรบด้วยความขึ้งเคียด แต่จะลงมือปฏิบัติการต่อเมื่อเห็นผลประโยชน์ชัดเจนแล้ว
และพึงระงับเสียเมื่อเห็นทีจะเสียผล...".


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Mon Dec 21, 2009 5:09 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 18, 2009 4:05 pm

http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=13445:2009-11-23-04-25-43&catid=90:2009-02-08-11-24-34&Itemid=425

เวียดนาม-กัมพูชา-ลาวชื่นมื่น

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2009 เวลา 11:24 น.



กัมพูชาหันเพิ่มความร่วมมือการค้า-การลงทุนกับเวียดนาม-ลาว ผ่านกรอบ 3 ประสาน "สามเหลี่ยมการพัฒนา"
นักวิเคราะห์ในกรุงพนมเปญเผยการค้าเวียดนาม-กัมพูชาแนวโน้มทะยานในปีหน้า เชื่อเวียดนามแซงหน้าไทย
เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของกัมพูชาไม่เกินปี 2553


จากเวทีการประชุมร่วม 3 ฝ่ายภายใต้กรอบ "3 เหลี่ยมการพัฒนาเวียดนาม-ลาว-กัมพูชา" ครั้งที่ 4
ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองดักลัค ซึ่งตั้งอยู่ในที่ราบสูงทางตอนกลางของประเทศเวียดนามเมื่อเร็วๆ นี้
นายเหวียน วัน ตรุง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวางแผนและการลงทุนของเวียดนาม
ในฐานะเจ้าภาพได้ประกาศชัดเจนว่า เวียดนามให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งกับนโยบายกระชับความร่วมมือ
กับประเทศ ลาวและกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นในด้านการท่องเที่ยว การลงทุน หรือการค้า จากการที่ทั้ง 3 ประเทศ
มีความสัมพันธ์กันมายาวนานในช่วงที่เรียกว่า "ช่วงเวลาแห่งการสร้างและป้องกัน" ประเทศ เวียดนาม ลาว
และกัมพูชาได้เพิ่มขอบเขตความร่วมมือระหว่างกันขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้ทั้ง 3 ฝ่ายได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการ
ประสานงานร่วมเพื่อการพัฒนาพื้นที่ที่ เรียกว่า 3 เหลี่ยมแห่งการพัฒนา หรือ Development Triangle
เพื่อทำหน้าที่จัดทำโครงการความร่วมมือระหว่างกันเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลของแต่ละประเทศ
"นอกเหนือจากการมีโครงการร่วมลงทุนระหว่างกันเพิ่มมากขึ้นแล้ว เชื่อว่าเราจะมีกิจกรรมร่วมทางด้านการค้า
และการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย รวมทั้งนโยบายร่วมซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันในระดับรัฐบาลของทั้ง 3 ประเทศ"
รัฐมนตรีช่วยกระทรวงวางแผนและการลงทุนของเวียดนามกล่าว จากสถิติล่าสุดของทางการเวียดนามพบว่า
ปัจจุบันเวียดนามเป็นผู้ลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดอันดับหนึ่งในประเทศลาว โดยมีเม็ดเงินทุนจดทะเบียน
รวมทั้งสิ้น 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งยังเป็นผู้ลงทุนต่างชาติรายใหญ่ชั้นแนวหน้าในกัมพูชา
โดยมีตัวเลขมูลค่าโครงการลงทุนรวมประมาณ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในทางกลับกัน เวียดนามเป็นแหล่งต้อนรับ
การลงทุนจากลาวจำนวนรวม 8 โครงการในปัจจุบัน คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ส่วนการลงทุนจากกัมพูชามีจำนวนทั้งสิ้น 7 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 6.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ปีที่ผ่านมา (2551) เมื่อพิจารณาในแง่การค้าเวียดนามนับเป็นคู่ค้ารายสำคัญของกัมพูชา โดยฝ่ายเวียดนามเป็น
ผู้ส่งออกสินค้ามายังกัมพูชามากเป็นอันดับสอง (รองจากไทย)
ส่วนใหญ่สินค้าที่กัมพูชานำเข้าจากเวียดนาม
เป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เหล็กและเหล็กกล้า ปุ๋ย สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และอาหาร มูลค่าการค้าสองฝ่าย
(เวียดนาม-กัมพูชา) เพิ่มขึ้นถึง 37% เป็นมูลค่ารวมถึง 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีที่แล้ว และเป็นที่คาดหมายว่า
จะเพิ่มขึ้นถึงระดับ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีหน้า (2553) นักวิเคราะห์ในกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา
ระบุผ่านเว็บไซต์ข่าวธุรกิจ VNBusinessNews.com ว่า ปี 2553 จะเป็นปีที่มูลค่าการค้าระหว่างเวียดนามและกัมพูชา
ทะยานสูงขึ้นมาก และเชื่อว่าเวียดนามจะวิ่งแซงหน้าไทยกลายเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของกัมพูชา
"แม้ปีนี้การค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายจะลดลงมาก เพราะวิกฤติการเงินโลก แต่เมื่อเศรษฐกิจกัมพูชาฟื้นตัวในปีหน้า
เชื่อว่ามูลค่าการค้าระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายน่าจะขยับขึ้นถึงระดับ 2,000 ล้านดอลลาร์" ทั้งนี้สถิติของหอการค้าและ
อุตสาหกรรมเวียดนาม ชี้ว่า 8 เดือนแรกของปีนี้ การค้าสองฝ่าย ลดลง 29.2% มาอยู่ที่ 848 ล้านดอลลาร์
และเป็นการส่งออกจากเวียดนามสู่กัมพูชา 726 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบันทั้ง 2 ประเทศ มีด่านชายแดนเป็น
ประตูการค้า-การลงทุนระหว่างกัน 9 แห่ง ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อมองในแง่การลงทุน ปีที่แล้วเวียดนาม
มีโครงการลงทุนใหม่ในกัมพูชามากเป็นอันดับ 3 คือ 52 โครงการ รองจากจีน (82 โครงการ)
และมาเลเซีย (56 โครงการ)
แต่ใน 9 เดือนแรกของปีนี้ เวียดนามแซงหน้าทุกประเทศโดยมีโครงการลงทุนใหม่
ในกัมพูชาถึง 40 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 114 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,481 22 พ.ย. - 25 พ.ย. 2552

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 18, 2009 5:08 pm

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000154742

“เรือเหาะบอลลูน” อาวุธตัวใหม่ของกองทัพเพื่อแก้ปัญหาชายแดนใต้

18 ธันวาคม 2552 13:04 น.

ปัตตานี –ผู้บัญชาการทหารบกติดตามความคืบหน้าการสร้าง เรือเหาะตรวจการณ์
ซึ่งทางรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 350 ล้านบาทเพื่อจัดซื้อ “เรือเหาะ” หรือบอลลูนขนาดยักษ์
ติดกล้องอินฟาเรดเพื่อใช้ในยุทธการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้


วันนี้ (18 ธ.ค.) ที่หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี กองพลทหารราบที่ 15 ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคณะติดตามความคืบหน้าการสร้าง เรือเหาะตรวจการณ์
ซึ่งทางรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 350 ล้านบาทเพื่อจัดซื้อ “เรือเหาะ” หรือบอลลูนขนาดยักษ์ติดกล้องอินฟาเรด
เพื่อใช้ในยุทธการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ตามการเสนอของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งถือเป็นอาวุธใหม่ล่าสุด
ที่กองทัพได้รับเพื่อนำมาช่วยในการแก้ปัญหาการก่อการร้ายภาคใต้ โดยการนำกล้องอินฟาเรด
ติดตั้งมากับตัวเรือเหาะ กล้องตัวนี้มีการอวดอ้างสรรพคุณว่า สามารถจับภาพด้วยแสงอินฟราเรดได้
ในเวลากลางวันและกลางคืนเพื่อลดจุดอับที่ เกิดขึ้นจากการตรวจการณ์ภาคพื้นดิน


สำหรับระบบเรือเหาะดังกล่าวนี้ จะเป็น “เรือบอลลูน” ขนาดใหญ่ ใช้สำหรับตรวจการณ์บนอากาศ
โดยจัดซื้อจากบริษัทแอร์เรียอินเตอร์เนชันแนล ประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 1 ลำ เฉพาะตัวเรือบอลลูน
มีราคา 260 ล้านบาท กล้องส่องกลางวันและกลางคืนรวม 2 ตัว ราคา 70 ล้านบาท ส่วนอีก 20 ล้านบาท
ใช้สำหรับจัดซื้ออุปกรณ์สื่อสารภาคพื้น ซึ่งทั้งหมดจะรวมเป็นระบบเรือเหาะ 1 ชุด

โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการประกอบ อุปกรณ์ให้ครบถ้วน คาดว่าสามารถประกอบเสร็จสิ้นและสามารถใช้ปฏิบัติการได้
ในราวกลางเดือนมกราคม 2553 จากนั้นได้เรียกประชุมหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจที่รับผิดชอบดูแลความสงบ
ในพื้นที่ 3 จังหวัดชาดแดนภาคใต้เพื่อรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน จากหน่วยเฉพาะกิจ ตำรวจ และฝ่ายปกครอง
เพื่อรับฟังบรรยาย โดยเน้นย้ำมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่
เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ใช้ความระมัดระวัง ในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และ เข้าตรวจค้นพื้นที่ อีกด้วย







http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2009/08/19/AR2009081903712.html

High-Tech Balloon to Help Forces Keep Watch

By Walter Pincus

Washington Post Staff Writer

Thursday, August 20, 2009


http://www.thaiarmedforce.com/forum/viewtopic.php?f=5&t=393

Thailand Contracts Aria for Blimps, Communications

04-May-2009 15:49 EDT

Related Stories: Americas - USA, Asia - Other, Blimps & LTA Craft, C4ISR,
Contracts - Awards, Domestic Security, Issues - International, Security
Contractor, Signals Radio & Wireless, Warfare - Lessons

Aria International, Inc. recently announced a contract from the Royal Thai
Army to provide in-country surveillance and communications solutions
and services, for an aggregate purchase price of $9.7 million. The RTA
surveillance system consists of a manned airship with military-grade
imaging and communications systems, a state-of-the-art Mobile Command
and Control Vehicle, and upgrades to existing communications and
facilities to receive real-time surveillance data.

Thailand has the questionable distinction of being saddled with the bloodiest
Islamist insurgency most people have never heard of…

The Thai government recently began to alter its approach, but this does not
remove the need for military operations – or for the long-endurance
surveillance that must accompany holding operations in contested zones.
Major General Chawalit Srisilpanandana, Director General-Directorate of
the Royal Thai Army’s Logistics Department, says that:

“The deployment of these new systems and services by Aria International
Incorporated will make a significant impact on the capabilities of our
deployed forces in the South of Thailand.”

Under this contract, Aria is responsible for integrating all system components and
delivering a complete turn-key solution, conducting initial operations
and continuing maintenance tasks as well as providing the training to
the RTA personnel on the equipment. A condition of the contract
requires the Company to configure equipment in the U.S. and integrate
and deliver the hardware in Thailand within 120-days of contract award.


Aria will also provide the RTA with certain ancillary services
including installation, training and the construction of an airship
hangar. Aria International release.

http://www.defenseindustrydaily.com/Tha ... ons-05401/

Aria International Incorporated Awarded $9.7 Million Contract from the Royal Thai Army

Released: 04/30/09 08:00 AM EDTAria International Incorporated, the wholly-owned
subsidiary of Aria International Holdings, Inc. (OTC BB:ARAHE, “Aria”),
a company focused on providing specialized surveillance and
communications solutions to a global customer base is pleased to
announce today that it has been awarded a contract from the Kingdom of
Thailand, Royal Thai Army (“RTA”) to provide in-country surveillance
and communications solutions and services. The RTA agreed to purchase certain intelligence
and surveillance equipment from Aria for an aggregate purchase price of $9.7 million.
Aria will also provide the RTA with certain ancillary services including
installation, training and the construction of an airship hangar. A
condition of the contract requires the Company to configure equipment
in the U.S. and integrate and deliver the hardware in Thailand and the
terms of the contract require delivery within 120-days of contract award.

The Royal Thai Army selected Aria International Incorporated after a number
of real-time demonstrations of the system that were conducted in the
United States. The RTA system is composed of select airborne assets, imagery capability from
high-definition cameras and down linked communication facilities to a
mobile command platform that are targeted to meet the requirements for
this special procurement
. Under this contract, Aria is
responsible for integrating all system components and delivering a
complete turn-key solution, conducting initial operations and
continuing maintenance tasks as well as providing the training to the
RTA personnel on the equipment.

The RTA surveillance system consists of a manned airship with special
state-of-the-art imaging and communications systems, a state-of-the-art
Mobile Command and Control Vehicle, and upgrades to existing
communications and facilities to receive real-time surveillance data.

Aria staff will train Royal Thai Army personnel to pilot, effectively
utilize and maintain the deployed surveillance and communications
systems. In addition to the cameras on the airship, Aria will also install and integrate high-definition
day/night camera systems on select Royal Thai Army helicopters.

President of Aria International, Mr. Mike “Bing” Crosby, stated: “the
employment of a manned airship and upgraded helicopters equipped with
state-of-the-art surveillance and communications systems, provides the
Royal Thai Army another system with the necessary capabilities it
requires to counter the increased activity and threats of crime, drug
trafficking and terrorism.”

“The deployment of these new systems and services by Aria International Incorporated will make a
significant impact on the capabilities of our deployed forces in the
South of Thailand,” Major General Chawalit Srisilpanandana, Director
General-Directorate of Logistics Department stated. “The RTA is
contracting with Aria for these services because of their unique
experience and ability to integrate into the mission of our forces; we
look forward to a very long and successful relationship.”

About Aria International Incorporated

Aria International Incorporated is a wholly-owned subsidiary of Aria
International Holdings, Inc. (“Aria”). Aria is focused on providing
specialized surveillance and communications solutions to a global
customer base. Aria operates as a solutions provider, systems
integrator, and operator of surveillance and communications systems.
Working closely with our clients in a flexible and responsive manner,
we are able to provide highly effective solutions that respond well to
our customers' defense and security requirements. For more information,
visit http://www.aria-int.com.

http://studio-5.financialcontent.com/ir ... ID=8705235

ระบบดังกล่าวที่กองทัพบกจะจัดหาเป็นของบริษัท ARIA ครับซึ่งก็มีทั้งระบบที่เป็น UAV และแบบมีคนบังคับ
ก็ไม่ทราบเหตุผลครับว่าทำไมกองทัพบกเลือกแบบมีคนบังคับ

ภาพตัวเรือเหาะที่จัดหามาน่าจะอยู่ใน Banner หน้าแรกของ Website ของ ARIA เองครับ
http://www.aria-int.com/

เอาฟังคนมาเลเซียพูดถึงเจ้าเรือเหาะมหัศจรรย์นี้ของไทยครับ

Thai Army Buying Blimp Surveillance System


KUALA LUMPUR: Its looking obvious that although Malaysian big arms purchases have grind to a halt,
our neighbours seemed to continue with their buying spree. The latest is the Royal Thai Army contract
with Aria International Inc of the US to provide in-country surveillance and communications solutions
and services, for an aggregate purchase price of $9.7 million.


The RTA surveillance system consists of a manned airship with military-grade imaging and
communications systems, a state-of-the-art Mobile Command and Control Vehicle,
and upgrades to existing communications and facilities to receive real-time surveillance data.

Major General Chawalit Srisilpanandana, Director General-Directorate of the Royal Thai Army’s
Logistics Department, says that:

“The deployment of these new systems and services by Aria International Incorporated will make
a significant impact on the capabilities of our deployed forces in the South of Thailand.”

Under this contract, Aria is responsible for integrating all system components and delivering
a complete turn-key solution, conducting initial operations and continuing maintenance tasks
as well as providing the training to the RTA personnel on the equipment. A condition of the contract
requires the Company to configure equipment in the U.S. and integrate and deliver the hardware
in Thailand within 120-days of contract award.

Aria will also provide the RTA with certain ancillary services including
installation, training and the construction of an airship hangar.

It appears with the surveillance system, the Thais will be able to see whats going on our side of the border
although Malaysian Defence could not determined the range of the system. Its highly probable that
if the airship is based near Narathiwat, the system coverage may well even be able to monitor
the Gong Kedak Air Base where our Sukhois are based.


This development does not augur well for us as we lacked “looking over the hill” capabilities
which are now both owned by the Singaporeans with their G550 AEW aircraft (range of more than 370km)
and the Thais. Next year, the Thai air force will take delivery of a Saab 340 AEW aircraft as part of their purchase
of six Gripens and another 340 which was signed in 2007.

Malaysian Defence is not suggesting that we rushed out and buy our own AEW aircraft to counter the threat
( I still believe its still cheaper to buy S400 SAM system than maintaining a fleet of aircraft)
but just pointing out the scenario which is happening today.

–Malaysian Defence

http://www.malaysiandefence.com/?p=587

<blockquote>NoteTasurahings wrote:พึ่งมาเห็น
สนใจอันนี้นะครับ "การควบคุมบอลลูนจากภาคพื้นดินยิ่งยากมากขึ้น เพราะ UAV[Unmanned Aerial Vehicle]
หรืออากาศยานไร้คนขับ ที่เคยใช้งานในภาคใต้ก็ไม่ได้ผล" UAV นี่ใช้ไม่ได้ผลหรือครับ

ข้อนี้ผมไม่ทราบมาก่อนเลย ผม ไม่เห็นด้วยกับการใช้พวกเครื่องอุลตร้าไลท์กับร่มบินนะครับ
ความสูงที่พวกนี้บินได้ก็ไม่ได้มากนัก อีกอย่างไม่มีอะไรป้องกันผู้บังคับเลยด้วย
การตรวจการณ์ก็น่าจะได้แค่ด้วยสายตาอย่างเดียว
</blockquote>

ได้ข่าวบางอย่างว่า ลาเวร บางตัวตกไปแล้วครับ เนื่องจากภูมิประเทศเป็นป่าภูเขาสูงซับซ้อน
ทำให้ Lost Communication จนตกครับ

แต่ที่แปลกคือ ตาม Spec หาก Lost Communication ต้องบินกลับได้เอง อืมมม
ยิวลืมแถมอะไรมาให้เราหรือเปล่าเนี้ย



หรือว่าเราลืมซื้อ

<blockquote>Wingboy wrote:อย่างที่เคยให้ความเห็นไว้ครับว่า เรือเหาะนั้นดีในบ้างแง่ แต่ถ้าถามว่าเหมาะสม
กับการนำมาใช้จริงกับทั้ง พท.นั้น ผมว่าไม่ค่อยเหมาะครับ การสอดแนม สังเกตุการทางอากาศนั้น
ใช้ได้ดีกับ พท.เมือง ทางถนนหนทาง แต่ในพท.สามชต.ส่วนใหญ่เป็นพท.ป่าเข้าซึ่งยากต่อการ
สังเกตุการทางอากาศครับ

อีกทั้งการเคลื่อนที่เข้าสู่เป้าหมายของบอลลูนนั้นช้า กว่าการใช้ ฮ. หรือ uav มาก ในกรณีที่ต้องการ
เข้าสังเกตุการที่เกิดเหตุ แต่ ด้วยความทีสามารถลอยนิ่ง และเงียบ ก็ทำให้ในบางกรณีก็มีประโยชน์
เช่นสอดแนมในเวลากลางคืนในพท.เป้าหมายที่ระบุไว้แล้ว สังเกตุการพท.เมือง
ในความเห็นส่วนตัวผมยังคิดว่า การมีฮ.พร้อมบินในแต่ละ กลุ่ม อำเภอ ซึ่งน่าจะมีประโยชน์มากกว่า
ในการเข้าสู่พท.ทั้งสังเกตุการ ติดตาม สอดแนม ส่งกำลังเข้าช่วยเหลือ นำคนเจ็บออกจากพท.
แต่แน่นอนว่า ค่าใช้จ่ายก็แตกต่างกันมากครับ

ป๋าครับ เจ้าราเวนนี้เค้าออกแบบให้ตอนลงต้องตกและแยกร่างนี่ครับ แต่ที่ป๋าบอกนั้นหมายความว่า
ตกหายไปเลยใช้มั้ยครับ
</blockquote>


จากการรีดข่าวจากทหารหนีทัำพได้ความว่า ไอ้ ลาเวร ไปแสคงความสามารถในการแยกธาตุในป่า ครับ

แต่ตามคำโบราณว่า ของหลวงตกน้ำไม่ไหม้ ตกไฟไม่ไหล ( เมพขิง ยิ่งกว่า ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้อีกน่ะเนี้ย )
ทำให้ผู้ดแลระบบชุดนี้ ต้องเปลี่ยนจากทหาร UAV เป็นทหารราบเดินเ้ท้าปีนเขาเข้าไปเก็บซากมาครับ

ส่วนเรือเหาะนี้ ตัวเดียวไม่พอกินแน่ครับ ต่อให้ตัวล่ะจังหวัดก็เถอะ กว่าจะร่อนไปถึง ฝั่งนู้นเค้า อาบน้ำ ล้างตัวไป
แถมกินข้าวเย็นไปแล้วอีกหนึ่งรอบ ไอ้เรือเหาัะนี้มันคงยังไปไม่ถึง แถมลอยอยู่บนฟ้าเด่นขนาดนั้น
ก็สังเกตการง่ายครับ ดังนั้นก็ซุ่มโป่ง จิบน้ำชา เลี้ยงนกเขา เหมือนเดิม ออกมาให้เป็นดาราหน้ากล้องทำไม

อันนี้ถามเพิ่มครับ เรือเหาะที่ว่านี้ ทำเป็นสถานีทวนสัญญานสำหรับวิทยุสื่อสารได้หรือไม่ครับ
เพราะภูมิประเทศเป็นแบบ ป่าภูเขาซับซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อนทรยศแบบทางใต้
วิทยุ FM ธรรมดาน่าจะติดภูเขา ไม่สามารถส่งวิทยุกันได้ไกลๆ

http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2009/03/X7622690/X7622690.html

ขอบคุณ Skyman ครับ ที่เข้ามาตอบ ยินดีอย่างยิ่งเช่นกัน เราเคยได้คุยกันแล้ว ไม่รู้ว่าจำได้มั้ย 55

ณ เวลานี้การปฏิบัติภารกิจ ในการลาดตระเวนทางอากาศ 3 จ.ชายแดนไทย มีดังนี้ เอาเฉพาะที่เปิดเผยได้ครับ
1. ฝูงบิน UAV ที่มาปรักหลัก ภารกิจบินลาดตระเวน แต่ด้วย เทคโนโลยี
ที่จัดซื้อมานานแล้ว ของ UAV ของอิสราเอล แบบ Searcher ผลิตโดยบริษัท
Israel Aircraft Industries (IAI) ในภารกิจตรวจการณ์ แต่ด้วยจำนวนเพียง 4
เครื่อง (1 ระบบ) จึงไม่เพียงพอต่อภารกิจ โดย UAV
นี้ก็เป็นของกองร้อยค้นหาเป้าหมาย (ร้อย.คปม.) กองพลทหารปืนใหญ่ (พล.ป.) ทบ.

เอารูป มาให้ดูกันครับ แต่รูปจริงตอนปฎิบัติภารกิจไม่สามารถนำมาลงได้จิงๆ
<table width="100%" bgcolor="#222244" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tr><td></td></tr></table>




นำข่าวเกี่ยวกับ UAV เรือเหาะ 350 ล้าน มาเพิ่มเติมครับ
รัฐแจงข้อดี"เรือเหาะ"หวังทำแผนที่ทางอากาศ สกัด-ป้องปรามกลุ่มป่วนใต้

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2009 00:32น.
ทีมข่าวอิศรา โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา


กระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสมและคุ้มค่ากรณีรัฐบาล อนุมัติงบประมาณ 350 ล้านบาท
จัดซื้อ “เรือเหาะ” หรือบอลลูนขนาดยักษ์ติดกล้องอินฟาเรด เพื่อใช้ในยุทธการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ
ในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ทำให้ "สถาบันอิศรา" พยายามเสาะหาข้อมูลจากภาครัฐ
เพื่อชี้แจงถึงความจำเป็นของการใช้ "เรือเหาะติดกล้อง" ดังกล่าว

รศ.ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ในฐานะนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางทหาร ชี้ว่า ฝ่ายความมั่นคงต้องการใช้
"บอลลูนติดกล้อง" เพื่อทำแผนที่ทางอากาศ หลังจากไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องบินตรวจการณ์
ขนาดเล็กควบคุมระยะไกล โดยไม่ใช้นักบิน หรืออากาศยานไร้นักบิน (Unmanned Aerial Vehicle : UAV)
ในภารกิจภาคใต้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

"เราเคยซื้อเครื่องบินตรวจการณ์ภูมิประเทศ หรือ ยูเอวี จากอิสราเอลมาเมื่อหลายปีก่อน และนำไปใช้ในภารกิจภาคใต้
แต่กล้องถ่ายไม่เห็น เพราะเป็นระบบที่ใช้ดูทัศนวิสัยมุมสูง จึงต้องหาเครื่องมือใหม่"

รศ.ปณิธาน ระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไปดูงานในหลายประเทศ เช่น ปาปัวนิวกินี และพบว่า
ระบบบอลลูนติดกล้องใช้ได้ดี โดยเฉพาะการทำแผนที่ทางอากาศเพื่อดูเส้นทางหลบหนีของ
กลุ่มก่อความไม่สงบ หากมีแผนที่จะสามารถบล็อคการหลบหนี และป้องกันไม่ให้ก่อเหตุได้

"การทำแผนที่ทางอากาศเคยวางแนวทางมา 4-5 ปีแล้ว เพราะเชื่อว่าถ้าเรามีแผนที่จะดักทางหลบหนี
และป้องปรามไม่ให้กลุ่มก่อความไม่สงบก่อเหตุบนถนนได้ เหมือนเรามีดวงตาบนท้องฟ้า (Eye in the sky)
เพราะบอลลูนจะลอยไม่สูงมากนัก คนที่อยู่บนภาคพื้นดินก็มองเห็น น่าจะส่งผลทางจิตวิทยามากกว่า
ยูเอวีที่บินสูง คนมองไม่เห็น จึงไม่กลัว"

"ต้องยอมรับว่าเป็นหลักการที่ดี ถ้านำมาใช้ได้จริงจะติดตามการหลบหนีของกลุ่มผู้ก่อเหตุได้
และถ้ากลุ่มคนร้ายเห็นก็จะกลัวถูกจับ กลัวถูกติดตาม ก็จะไม่กล้าก่อเหตุ"

อย่างไรก็ตาม รศ.ปณิธาน บอกว่า ทั้งหมดนี้คือทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติต้องติดตามดูกันต่อไปว่าซื้อมาแล้ว
จะใช้ได้จริงหรือเปล่าเพราะรัฐบาลเองก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่าซื้อมาแล้วอาจใช้งานไม่ได้จริง เหมือนยูเอวี

ต่อ.....................


att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 20, 2009 1:10 pm








ผู้นำโลกถูกทำร้ายเมื่อโทสะบดบังอารยะ


วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม 2552

คมชัดลึก :นับแต่นักข่าวอิรัก มุนตาเซอร์ อัล-ไซดี สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการอาจหาญลุกขึ้นมา
ถอดรองเท้าปาใส่ อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชแห่งสหรัฐ ระหว่างเดินทางเยือนอิรักเมื่อปลายปีที่แล้ว
พฤติกรรมทำร้ายผู้นำโลกก็กลายเป็น "พฤติกรรมเลียนแบบ" ที่คนเกลียดชังผู้นำโลก หรือผู้นำตัวเอง ลุกขึ้นมาทำตาม

และผู้ที่ได้รับการยัดเยียดให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกคนล่าสุดของทำเนียบผู้นำโลกถูกทำร้าย เห็นจะเป็นใครไปไม่ได้
นอกจาก นายกรัฐมนตรีซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ผู้นำมหาเศรษฐีของแดนมะกะโรนีที่เพิ่งพบประสบการณ์ตรงมาหมาดๆ
ระหว่างเดินทักทายประชาชนที่มารอต้อนรับ อยู่ดีๆ สภาพใบหน้าอันยิ้มแย้มของแบร์ลุสโคนีก็กลายสภาพเป็น
โชกเลือดท่ามกลางความตื่นตะลึงชุลมุนวุ่นวายของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งยังปะติดปะต่อเหตุการณ์ไม่ทัน
ส่วนผู้นำอิตาลีที่เซถลาไปเล็กน้อยจากแรงปะทะบนใบหน้าก็ถูกนำตัวไปขึ้นรถเพื่อรีบส่งโรงพยาบาล
แต่ยังไม่วายโผล่ขึ้นมาจากรถหวังอวดหน้าให้คนเห็นว่าตัวเองไม่เป็นอะไร ก่อนจะถูกองครักษ์ผลักให้เข้าไปในรถ
และขับออกไปอย่างรวดเร็ว จังหวะนั้นผู้คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่อิตาลีก็ช่วยกันจับตัว มาสซิโม ทาร์ทาเกลีย
หนุ่มสติไม่ดีวัย 42 ปี คนก่อเหตุเอาไว้ หลังจากที่พบว่าเป็นมือปารูปปั้นมหาวิหารดูโอโมแห่งมิลาน
ใส่หน้าผู้นำอิตาลี จนได้รับบาดเจ็บส่งผลให้แบร์ลุสโคนีผู้ภูมิใจความหล่อเหลาของตัวเองยิ่งกว่าสิ่งใด
ดั้งหัก หน้าแตก แถมยังฟันหักอีก 2 ซี่ หมดสภาพหนุ่มเจ้าสำอางทันที

ย้อนหลังกลับไปหลังเกิดเหตุการณ์ "รองเท้าบิน" ใส่ผู้นำสหรัฐ ผู้นำคนต่อมาที่ประสบเหตุการณ์นี้
โดยไม่คาดฝันคือ นายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่าแห่งจีน ประเทศคู่แข่งมหาอำนาจกับสหรัฐ
ที่ถูกนักศึกษาคนหนึ่งลุกขึ้นมาขว้างรองเท้าใส่ระหว่างปราศรัยที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

สถานที่ของผู้มีการศึกษาดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งแม้นายเหวินจะฉุนที่เจอพฤติกรรมถ่อยแบบนี้
แต่ก็ยังใจดีเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ยกโทษให้ มาร์ติน ฮานเก
นักศึกษาชาวเยอรมันวัย 27 ปีผู้ก่อเหตุได้ศึกษาต่อกับสถาบันนี้ต่อไป



ผู้โชคดีคนต่อมาได้แก่ รัฐมนตรีธุรกิจของอังกฤษ ปีเตอร์ แมนเดลสันที่ถูกนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม
สาดของเหลวสีเขียวใส่ระหว่างเดินทางไปร่วมการประชุมที่หารือเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ขณะที่ เบนนี ดากาน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสวีเดน ก็เป็นอีกหนึ่งเหยื่อการปารองเท้า
หลังถูกหญิงวัย 25 ปีคนหนึ่งลุกขึ้นมาปารองเท้าใส่ระหว่างบรรยายที่มหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม
เพื่อระบายความโกรธแค้นที่อิสราเอลโจมตีฉนวนกาซา



ซึ่งนอกเหนือจากประเด็น เรื่องเกลียดชังทางการเมืองแล้ว หนึ่งในประเด็นที่มองข้ามไปไม่ได้สำหรับหนึ่งปัจจัย
ที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นก็คือ การรักษาความปลอดภัย ที่ผ่านมา
ตัวอย่างการรักษาความปลอดภัยที่หละหลวมบวกกับความเกลียดชังทางการเมืองได้ทำให้เกิดการสูญเสียมาแล้ว
เช่นในปี 2533 วูล์ฟแกง แชอูเบิล อดีตรัฐมนตรีมหาดไทยเยอรมนีก็เคยถูกชายโรคจิตยิงได้รับบาดเจ็บ
ระหว่างออกไปหาเสียง จนทำให้เขาเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงเอวลงมา ตามมาด้วยการลอบสังหาร พิม ฟอร์ทูยน์
นักการเมืองประชานิยมในเนเธอร์แลนด์เมื่อปี 2545 และในปีต่อมาก็เกิดเหตุฆาตกรรมรัฐมนตรีต่างประเทศสวีเดน
แอนนา ลินด์ห ที่ถูกคนร้ายแทงจนเสียชีวิตระหว่างออกไปซื้อของที่ห้างแห่งหนึ่งในกรุงสตอกโฮล์มตามลำพัง
ซึ่งนับแต่นั้น สำนักงานความมั่นคงตำรวจของสวีเดน ก็ได้ตั้งหน่วยองครักษ์สำหรับนักการเมืองขึ้นมา
เพื่อปกป้องคนสำคัญของประเทศ
ในขณะที่อิตาลีก็นำประเด็นนี้ขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์เช่นเดียวกันว่า
จะต้องใช้การรักษาความปลอดภัยมากขนาดไหนสำหรับนักการเมืองที่ต้องการจะไป สัมผัสใกล้ชิดกับประชาชน
"การรักษาความปลอดภัยล้มเหลว เพราะเหมือนอย่างเคย แบร์ลุสโคนีทำสิ่งที่ไม่ควรทำ คือ
การพบปะกับฝูงชนโดยตรง"
แอนเดรีย นาติวี นักวิจัยประจำศูนย์ทหารเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์
ในกรุงโรมกล่าว โดยระบุว่า การที่ผู้นำออกปรากฏตัวตามที่สาธารณะ และเดินไปตามถนนโดยไม่ได้รับการป้องกัน
เป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดคนร้าย ไม่เฉพาะแต่เพียงผู้ก่อการร้ายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ประท้วงทางการเมือง
พวกอยากดัง หรือผู้ที่มีปัญหาทางจิตด้วย นาติวีกล่าวอีกว่า ในอิตาลี ซึ่งเคยประสบกับคลื่นก่อการร้ายและความรุนแรง
ทางการเมืองในช่วงทศวรรษที่ 2513 และ 2523 ทำให้องครักษ์ต้องรู้ดีกว่าเดิมว่าควรจะให้แบร์ลุสโคนีออกไปหาฝูงชน
อย่างที่ผู้นำเจ้าสำอางเคยทำหรือไม่ โดยเหตุการณ์สำคัญคือ
เหตุการณ์ที่นายเมห์เหม็ด อาลี อักคา มือปืนชาวตุรกี ลอบยิงสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2
ระหว่างประทับบนรถเปิดประทุนเพื่อพบคริสตศาสนิกชน ในนครวาติกันเมื่อปี 2524

อีกทั้งที่ผ่านมา นายแบร์ลุสโคนีเอง ก็เคยถูกทำร้ายมาแล้วเมื่อปี 2548 เมื่อชายคนหนึ่งใช้ขาตั้งกล้องตีหัว
ระหว่างเขาเดินผ่านจัตุรัสปิอัซซา นาโวนา จัตุรัสชื่อดังในกรุงโรม นักวิจัยคนเดิมยังแนะนำอีกว่า
อิตาลีควรนำวิธีปฏิบัติแบบเดียวกับสหรัฐมาใช้ เพราะสหรัฐมีตำรวจลับ
คอยทำหน้าที่ปกป้องประธานาธิบดีโดยเฉพาะ

ในขณะที่สำนักงานความมั่นคงภายในของอิตาลี ผู้ทำหน้าที่รับประกันความปลอดภัยของนายแบร์ลุสโคนี
กลับต้องแบ่งปันข้อมูลการรักษาความปลอดภัยให้ตำรวจท้องถิ่น ตำรวจลับ และองครักษ์ "ไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนใด
ที่มีอำนาจพอจะบอกกับแบร์ลุสโคนีว่า "คุณไม่ควรทำอย่างนั้น" นาติวีกล่าว แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ทำเนียบขาวของ
ประธานาธิบดีบารัก โอบามาแห่งสหรัฐ เองก็เพิ่งขายหน้าหมาดๆ จากเหตุการณ์ที่สามีภรรยาอยากดังคู่หนึ่ง
สามารถผ่านการรักษาความปลอดภัยเข้าไปร่วมงานเลี้ยงแบบรัฐพิธีรับรอง นายกรัฐมนตรีมันโมฮัน ซิงห์
ที่ทำเนียบขาว ทั้งๆ ที่ไม่ได้รับเชิญแถมยังเข้าไปถ่ายรูปจับมือกับทั้งนายโอบามา และนายโจ ไบเดน
รองประธานาธิบดีและนำออกมาโพสต์อวดทางหน้าอินเทอร์เน็ตด้วย ด้านคณะกรรมาธิการรัฐสภาอิตาลีเอง
ก็เริ่มเต้นเรื่องการพิจารณาเรื่องการ ปัดฝุ่นมาตรการรักษาความปลอดภัยให้บุคคลสำคัญของประเทศ
ในขณะที่รัฐมนตรีมหาดไทย โรเบอร์โต้ มาโรนี ยืนกรานว่าไม่มีข้อบกพร่องใดๆ กับการรักษาความปลอดภัย
ให้นายกรัฐมนตรี ก่อนจะกล่าวโทษว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะบรรยากาศตึงเครียดทางการเมือง
ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอิตาลี
"ทุกฝ่ายตรวจสอบหมดแล้ว และนายแบร์ลุสโคนีก็มีสิทธิที่จะใกล้ชิดกับผู้สนับสนุน
เพราะนี่คือหนทางของการเมืองและประชาธิปไตย" มาโรนีกล่าวอย่างหนักแน่น
ขณะที่นายแบร์ลุสโคนีเอง ก็ไม่ได้ออกอาการฟาดงวงฟาดงาหลังออกจากโรงพยาบาลที่พักรักษาตัวมานานถึง 4 วัน
ก่อนจะขอให้ผู้สนับสนุนของเขาสงบจิตสงบใจ และอยู่อย่างมีความสุข พร้อมเสริมว่า
"ความรักมักมีชัยเหนือความเกลียดชังและริษยาเสมอ"

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปธน. เคนเนดี้ ทำไมถูกยิง ทั้งๆ ที่มีทั้ง CIA และ FBI ใครตอบได้บ้าง

Jesuit Papal Assassins Unmasked at Last!!




A hand holding a gun aims from the crowd at Pope John Paul II as he rides
through St. Peter's Square at the Vatican on May 13, 1981, the Feast Day of our Lady of Fatima.
An instant later he was shot.


Jesuit General Pedro Arrupe—the Assassin of Pope John Paul II

Spanish Inquisition Don Pedro Arrupe was the 31st Black Pope to be elected for LIFE:



Don Pedro Arrupe (1907-1991) was the Black Pope or Jesuit General from 1965 to 1981.


Meanwhile back in Washington DeCeit

Meanwhile back in the District of Columbia,
the Fatima Crusade began in earnest. Just weeks before the Pope's shooting,
President Ronald Reagan was shot by another Jesuit assassin named John Hinckley.
Like the Pope, the stricken President became greatly debilitated.
Vice President George Bush (former CIA head) assumed the duties of President
while the acting was left to President Reagan.



President Ronald Reagan is hit by a bullet
as he enters his limousine in Washington City.


On March 31,
1981, "lone gunman" John Hinckley fired 6 shots at President Ronald Reagan as he entered his limousine in Washington City.
His Vice President George Bush (father of George W. Bush) became de-facto President as Ronald Reagan became the acting President. The family of the assassin John Hinckley, Jr., had close ties with skull and bonesman George Bush. After the shooting of the Pope, Reagan and the Pope had something in common and they became good friends. This led to the establishment of diplomatic relation between the U.S. and the Vatican in 1984.

Here is a quote from George Bush: The Unauthorized Biography:
"A summary of this material was made generally available through the Associated Press,
which published the following short note on March 31:

The family of the man charged with trying to assassinate President Reagan
is acquainted with the family of Vice President George Bush and had made large contributions
to his political campaign....Scott Hinckley, brother of John W. Hinckley Jr. who allegedly shot at Reagan,
was to have dined tonight in Denver at the home of Neil Bush, one of the Vice President's sons....
The Houston Post said it was unable to reach Scott Hinckley, vice president of his father's Denver-based firm,
Vanderbilt Energy Corp., for comment. Neil Bush lives in Denver, where he works for Standard Oil Co. of Indiana.
In 1978, Neil Bush served as campaign manager for his brother, George W. Bush, the Vice President's eldest son,
who made an unsuccessful bid for Congress. Neil lived in Lubbock, Texas, throughout much of 1978,
where John Hinckley lived from 1974 through 1980. "(Tarpley & Chaitkin, George Bush: The Unauthorized Biography).


http://www.jfkmurdersolved.com/bush.htm

Did the Bushes help to kill JFK?

If nothing else, these pages will show the reader the following:

- Although he does not recall when asked, George (Herbert Walker) Bush
was in Dallas the day JFK was assassinated.

- Bush lies about the fact that he was a high-ranking CIA official at the time of JFK's death.

- Bush allowed the escape of a convicted terrorist from prison to go to work for him
as an undercover CIA asset in Iran-Contra.

- Bush has released another convicted terrorist.

- Both these terrorists were present on Dealey Plaza on 11/22/1963.

- Both these terrorists were convicted for killing 73 people by blowing up an airliner.

- Bush is personal friends with a close associate of these convicted terrorists,
who was also a participant in Iran Contra.

- Bush has taken a leading role as CIA official in structuring/organizing
these terrorists in effective organizations.

Shall we say: "Only in America, the land of unlimited opportunities"?


+ All three generations Bush are members of a most powerful and most secret society.
It's called The order of Skull and Bones. Those who want to learn more about Skull and Bones
can do so by clicking here. Or read this book click here.




Three generations

And those who argue that Skull and Bones is just a harmless fraternity or boy scout's club,
may ask themselves whether it is okay for leaders of open and democratic societies,
to be members of secret organizations whose agendas are not to be disclosed to the public.


"My senior year, I joined Skull & Bones, a secret society, so secret, I can't say anything more."
George W. Bush, President of the United States

See George W. Bush admitting his membership of Skull and Bones by clicking here



The unauthorized biography of George H.W. Bush can be read here

Some more of many links on Bush connections to the JFK assassination:

http://www.ciajfk.com/home4.html
http://www.davidicke.net/tellthetruth/coverups/bronfmanbush.html
http://www.angelfire.com/ky/ohwhy/Bush.html
http://www.hereinreality.com/familyvalues.html
http://www.lizmichael.com/bushykno.htm
http://forums.alternet.org/guest/motet?show+-ugYR2t+-chjz+Currents+908+1
http://www.jrryan.cc/poetry/what_know.htm
http://www.sumeria.net/politics/kennedy.html

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 20, 2009 2:17 pm



Where were you, George?

+ Prescott Bush (father of George) made his fortune by financing the war effort of Adolph Hitler
together with his banking partners and fellow "bonesmen" Averell and Roland Harriman.
Prescott was stripped of his holdings in the Union Banking Corporation in 1942 under the
"Trading with the Enemy Act".


"On March 19, 1934, Prescott Bush handed Averell Harriman a copy of that day's New YorkTimes.
The Polish government was applying to take over Consolidated Silesian Steel Corporation
and Upper Silesian Coal and Steel Company from "German and American interests"
because of rampant "mismanagement, excessive borrowing, fictitious bookkeeping and gambling in securities.
" The Polish government required the owners of the company, which accounted for over 45%
of Poland's steel production, to pay at least its full share of back taxes. Bush and Harriman would eventually
hire attorney John Foster Dulles to help cover up any improprieties that might arise under investigative scrutiny."
Source: "Heir to the Holocaust" by Toby Rogers: http://www.clamormagazine.org/issues/14/feature3.shtml


John Foster Dulles was the brother of Allen Dulles, the later CIA director, who was the architect -
together with Vice President Richard Nixon and George Bush - of the Bay of Pigs invasion to overthrow
Fidel Castro's Cuba. Allen Dulles was fired by President Kennedy because of the fiasco of the Bay of Pigs.
Yet Allen Dulles was appointed by Lyndon Johnson to serve on the Warren Commission to "investigate" JFK's death.

+ A vice-president of Empire Trust in Dallas was Jack Crichton (also president of Nafco Oil & Gas, Inc.)
who was connected with Army Reserve Intelligence. In a 1995 book written by Fabian Escalante,
the chief of a Cuban counterintelligence unit during the late 1950s and early 1960s,
he describes that as soon as intelligence was received from agents in Cuba that Fidel Castro had
"converted to communism," a plan called "Operation 40" was put into effect by the National Security Council,
presided over by Vice-President Richard Nixon. Escalante indicates that Nixon was the Cuban "case officer"
who had assembled an important group of businessmen headed by George Bush and Jack Crichton,
both Texas oilmen, to gather the necessary funds for the operation.

Source: http://www.davidicke.net/tellthetruth/coverups/bronfmanbush.html


In Dick Russell's book, The Man Who Knew Too Much (New York: Carroll & Graf Publishers/Richard Gallen, 1992),
at pp. 614-615, under a section called "Origins of the Cover-up" there is a description of a group of Dallas men
who surrounded Marina Oswald as soon as her husband had been arrested, but before he was killed by Jack Ruby.
These were intelligence operatives seeking out Russian speakers. Ilya Mamantov knew George Bush and spoke Russian.
A geologist with Sun Oil, he received a call five hours after the assassination from Jack Crichton, who was at that time
the president of Nafco Oil and Gas, Inc. and a former Military Intelligence officer then attached to Army Reserve Intelligence. Crichton was also director of Dorchester Gas Producing Co. with D.H. Byrd, who owned the Texas School Book Depository building and was a close friend of Lyndon Johnson.

Source: http://www.newsmakingnews.com/lm4,4,02,harvardtoenronpt2.htm


+ In 1968, six months after the assassination of Robert Kennedy, Prescott writes this letter (click here)
to Clover Dulles, wife of Allen Dulles. Note that he blames the Kennedy's for the failure of the Bay of Pigs.


+ In the 1950's Prescott and the Harrimans are the founding fathers of CBS. In 1963,
CBS reporter Dan Rather makes his career break with theKennedy Assassination by lying to
the American public that he sees JFK's head move violently FORWARD on the Zapruder film.
To hear Dan Rather lying click here.

The lie is possible, because the Zapruder film was bought by Time Life and kept lock and barrel from the public
for 14 years. Time Life is founded and owned by Henry Luce, also a member of Skull and Bones.
Luce had many friends, among them general Edward Lansdale, a known covert operative for the CIA.
Henry's wife, Clare Booth Luce, Congresswoman, is a radical supporter of the Anti-Castro movement
and personal friends with another high-ranking covert operative for the CIA and a resident from Fort Worth:
David Atlee Phillips. Edward Lansdale and David Phillips are widely accepted as key planners of
the JFK assassination. They are also exact matches for the "covert operations specialist"(Phillips)
and the "top brass in military intelligence from Asia" (Lansdale) as described in Sam Giancana's
biography "Double Cross" (to read the page click here).





David Atlee Phillips and Edward Lansdale

+ David Atlee Phillips was the mastermind for the CIA staged coup by Pinochet in 1973,
as well as the overthrow in 1954 of the Guatemala regime headed by Jacobo Arbenz.
He is working closely with CIA officer E. Howard Hunt, another suspect in the plot to kill JFK
and the leader of the infamous Watergate burglar team. In the 1950's and 1960's,
Phillips is the CIA case officer for the anti Castro Cubans in Havana and Mexico City.
He is also the CIA controller for Lee Harvey Oswald and James Files. James Files has confessed that
he fired the shot into JFK's head from behind the picket fence on the grassy knoll in Dealey Plaza.
This story is completely ignored by the mainstream media, which seems strange, because even if he were lying,
one would expect some exposure. The star of David Atlee Phillips rises to CIA director of Covert Operations
for the Western Hemisphere. According to his nephew Shawn Phillips, who is quite a famous musician,
David Atlee Phillips confirmed to his brother James Atlee Phillips that he was in Dallas the day Kennedy died.
To read Shawn's email: click here.


+Prescott Bush advised Eisenhower to run for President and then launched Richard Nixon into the Vice Presidency. Subsequently he was a major financer of Nixon's presidential campaign against Kennedy. Prescott Bush was an avid
JFK opponent and Nixon has always been a puppet for the interests of the Bush family. To read the details click here.




Prescott Bush with President Dwight Eisenhower



Prescott with his protégé Dick Nixon



Prescott and Ike

+ George Herbert Walker Bush is one of the very few Americanswho does not recall where he was when JFK was killed.
Yet, thefollowing document, recently declassified, places him very close to Dallas within 2 hours of JFK's assassination:





But who says the Bush telephone call really came from Tyler,Texas? To his own admission, this document places Bush IN Dallas for the remainder of the day and night of November 22, 1963. He is implicating a political activist (James Parrott)
in the process. Why did Bush want to keep his telephone call confidential? And why does he not remember it?
Why did he give his warning AFTER the assassination, if he thought Parrott was a serious threat for Kennedy in Houston?
Kennedy had just visited Houston the day before ! And why are the sources of this hearsay information unknown?

Who told him this, if anyone? Or is this just a document to furnish Bush with an alibi and plausible denial?
Thirty years later the same James Parrott that Bush was accusing is working on Bush's presidential campaign
against Bill Clinton.

"Figure that one out; if someone had tried tofinger me for killing President Kennedy, that person would have been

my worst enemy. See volume one and ten for damning evidence. The FBI agent that took Bush's call was Graham Kitchel,
whose brother George Kitchel knew both de Mohrenschildt (Oswald's best friend in Dallas) and Bush.
(NOTE: Graham was a favourite of FBI Director, J. E. Hoover who was briefing Bush of the CIA on November 23, 1963).

On October 13, 1999, Adamson called Kenneth B. Jackson the FBI agent who investigated Parrott and received Bush's complaint. Mr. Jackson, refused to return Adamson's phone call. why? "
Source: Bruce Adamson
http://www.ciajfk.com/home4.html

"The greater our knowledge increases the more our ignorance unfolds."

John F. Kennedy

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 20, 2009 2:29 pm

http://www.jfkmurdersolved.com/bush2.htm

Behind the Bushes

+ Nixon admitted he was in Dallas, but gave conflicting accounts. To read about those conflicting
accounts click here or click here. Is there other evidence to tie Nixon to key players in the JFK assassination?
Yes, there is! Look at this bombshell document that states Jack Ruby worked for Nixon: Click here.
And Ruby was just a punk with no connections to anyone?

+ One of the most tantalizing nuggets about Nixon's possible inside knowledge of JFK assassination
secrets was buried on a White House tape until 2002. On the tape, recorded in May of 1972,
the president confided to two top aides that the Warren Commission pulled off "the greatest hoax that
has ever been perpetuated." Unfortunately, he did not elaborate. But the context in which Nixon raised
the matter shows just how low he could stoop in efforts to assassinate the character of his political adversaries.

The Republican president made the "hoax" observation in the immediate aftermath of the assassination
attempt against White House hopeful George Wallace, a long-time Democratic governor of Alabama.
The attempt left Wallace paralyzed below the waist. Nixon blurted out his comments about the falsity of
the Warren findings in the middle of a conversation in which he repeatedly directed two of his most ruthless aides,
Bob Haldeman and Chuck Colson, to carry out a monumental dirty trick. He urged them to plant a false news story
linking the would-be Wallace assassin — Arthur Bremer — to two other Democrats, Sen. Edward Kennedy
and Sen. George McGovern —possible Nixon opponents in that year's fall elections. "Screw the record,"
the president orders on at one point. "Just say he was a supporter of that nut (it isn't clear which of the two senators
he is referring to). And put it out. Just say we have an authenticated report."

As well as helping to perpetuate the Kennedy assassination "hoax" by turning down Haldeman's proposal
for a new JFK probe, Nixon had a major hand in perpetrating it. In November of 1964,
on the eve of the official release of the Warren Report, private citizen Nixon went public in support of
the panel's coming findings. In a piece for Reader's Digest, he portrayed Oswald as the sole assassin.
And Nixon implied that Castro — "a hero in the warped mind of Oswald" — was the real culprit.

He claimed that Robert Kennedy, as attorney general, had authorized a larger number of wiretaps than
his own administration. "But I don't criticize it," he declared, adding, "if he had ten more and —
as a result of wiretaps — had been able to discover the Oswald Plan, it would have been worth it."

Whoops! The president apparently didn't realize his reference to "the Oswald Plan" didn't square with
the government's official lone-killer finding. For if Lee Harvey Oswald had been solely responsible for
the assassination, then there would not have been anyone for Oswald to conspire with about his "plan"
— on a bugged telephone, or otherwise. Was Nixon inadvertently revealing his knowledge that
Mob leaders (Robert Kennedy's main wiretap targets) had a role in President Kennedy's slaying?
Was such a belief based on information acquired as a result of Nixon's own solid ties to organized crime
and the Mafia-infested Teamsters union? Source: click here.

+ A photograph exists of the Texas School Book Depository while the Dallas Police is sealing off the building.
Among the bystanders is a civilian that could be a twin brother of George H.W. Bush.





George on one of his Zapata oil platforms

+ George H.W. Bush is provably lying about his CIA career. He claims that his CIA directorship in 1976
was his first job for the CIA. Difficult to believe? Page 3 will show the proof for this lie. The truth is that
he was actively involved in the preparation and financing of the ill faithed Bay of Pigs invasion,
as a high ranking CIA official, at which time he made acquaintance with the now notorious
CIA agent and Iran Contra operative Felix Rodriguez, a veteran of the Bay of Pigs and Operation 40.





Felix Rodriguez and Luis Posada Carriles: Veterans of the Bay of Pigs, members of Operation 40,
friends, anti-Castro Cuban exiles, CIA assets, trained assassins and operatives for Iran Contra.


Jim Marrs : During that time, during the time of the Bay of Pigs, while you were training and moving
around in the Caribbean, No Name Key and all that, did you ever hear the name George Herbert Walker Bush?

James Files: Oh Yeah!

Jim Marrs: What was his role?

James Files: George Herbert Walker Bush. I don't know if, I think a lot of people are not going to believe this,
but he worked for the CIA back as early as 1961 that I know of.

Jim Marrs : How did he work? What did he do?

James Files : I don't know all he did, but he did a lot of recruiting work. I know he was there at the beginning
for what we called Group 40, a special operations group, Group 40. If you wonder what Group 40 was,
an assassination group.


Operation 40 was a top secret CIA project to train selected cuban exiles in guerrilla warfare and assassinations,
aimed against the Castro regime. Apart from Felix Rodriguez, other members were now infamous CIA agents
and Anti Castro terrorists like Luis Posada Carriles, Orlando Bosch, Guillermo and Ignacio Novo Sampoll
and later Watergate plumbers Frank Sturgis, Eugenio Martinez, Virgilio Gonzalez and E. Howard Hunt.
Most of the operation 40 members were recruited from JM/Wave, a much larger clandestine operation
to train a cuban exile army for the Bay of Pigs invasion. JM/Wave is headed by CIA official Theodore Shackley.
James Files, the confessed gunman on the grassy knoll, was recruited for the CIA by David Atlee Phillips
on a recommendation of Ted Shackley. Shackley becomes George Bush's deputy director for Covert Operations
in 1976. The CIA controller of JFK's assassin is provably close to Shackley, Shackley is provably close to Bush.
Not significant?


Ted Shackley

Shackley's second man in command of JM/Wave is David Sanchez Morales, who is also working close with
David Atlee Phillips and develops a reputation as "best CIA assassin for Latin America".
Cuban State security officials speculate that Morales was the "dark complexed man" as seen by several witnesses
in the 6th floor window of the Texas School Book Depository. Just after telling friends he was afraid of his "own people",
and just before he was scheduled to testify for the House Select Committee of Assassinations, Morales died in 1977
a sudden heart attack under mysterious circumstances. Under influence of alcohol, he had hinted to close friends
that he had been involved in the Kennedy assassination (We took care of that bastard, didn't we?").
Morales was a big muscular man of very dark complexion, nicknamed "el Indio". Several witnesses on Dealey Plaza,
most of whom were not called to testify before the Warren Commission, described a man fitting Morales.
These witnesses saw such a man in the windows of the sixth floor of the Texas School Book depository shortly
before Kennedy's motorcade passed by, as well as minutes after the shooting, fleeing from the back of the building
with two other men in a station wagon.




[b]David Sanchez Morales



George and Felix chilling in the VP's office.

+ Bush and Rodriguez are still close personal friends today, as can be well documented. In 1967

Rodriguez is heading the CIA team that tracks down Che Guevara in Bolivia, ending with his murder.



Above is a picture of Felix Rodriguez with a captured Che Guevara.

Rodriguez still shows Guevara 's Rolex watch and the transcripts of the interrogations to intimate friends

in his Miami home, which is decorated with photos of him and his old friend George. Below a 1988 Christmas

note from George to Felix referring to Iran-Contra hearings.



George and Felix

"The great enemy of the truth is very often not the lie, deliberate, contrived and dishonest,
but the myth, persistent, persuasive and unrealistic."

John F. Kennedy

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Dec 21, 2009 5:16 pm

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000156099

ภาพหายาก! ควีนอังกฤษเสด็จนั่งรถไฟ

21 ธันวาคม 2552 16:26 น.


เหตุเกิดที่ชานชลา 11 บี สถานีคิงครอส


เดลิเมล์ - ภาพหญิงสูงวัยขณะะก้าวขึ้นรถไฟภาพนี้ ไม่ใช่ภาพของสุภาพสตรีทั่วๆ ไป
แต่เป็นสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ ซึ่งทรงซื้อตั๋วโดยสาร(ในราคาผู้สูงอายุ)
เดินทางออกนอกเมืองเพื่อเตรียมฉลองเทศกาลคริสมาต์กับพระบรมวงศานุวงศ์ในแคว้นนอร์ฟอล์ก


แม้ไม่มีหมายกำหนดการประกาศให้ประชาชนทราบอย่างเป็นทางการ แต่ผู้โดยสารที่กระจัดกระจาย
อยู่ที่สถานีคิงครอสในกรุงลอนดอน กลับมาออกันที่ชานชลา 11บี เมื่อทราบว่า
หนึ่งในผู้โดยสารที่ตีตั๋วชั้นหนึ่งนั้น คือ พระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ซึ่งกำลังจะเสด็จแปรพระราชฐาน
ไปยังพระตำหนักแซนดริงแฮม ในช่วงคริสตมาส์นี้

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี(17) ที่ผ่านมา แอนดรูวส์ สมิธ ผู้โดยสารเที่ยวเดียวกัน
กล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า "เหลือเชื่อ ภรรยาผมคงไม่เชื่อผมแน่ๆ " ขณะที่นักเดินทางบางส่วน
รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย เมื่อตำรวจปิดกั้นพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พระองค์เพียง 5 นาที
ก่อนที่รถไฟจะออกเดินทาง

ประมุขแห่งอังกฤษมีข้าราชบริพารติดตามเพียงไม่กี่คนในการเสด็จครั้งนี้ ทรงประทับนั่งในตู้โดยสารที่มี 8 ที่นั่ง
โดยพระองค์ทรงพระองค์นั่งเคียงข้างองค์รักษ์ในห้องโดยสารที่มีบานประตูกั้น แยกจากที่นั่งห้องอื่นๆ
ทรงมีท่าทางผ่อนคลายอย่างเป็นที่สุด ขณะที่มีปฏิสันถารกับองค์รักษ์ ในการเดินทางบนขบนรถไฟ
เฟิร์สแคปิตอลคอนเน็ค ไปยังสถานีคิงสลิน สถานีที่ใกล้กับพระตำหนักซานดริงแฮมที่สุด

และมีเพียงเด็กน้อยคนเดียวเท่านั้นที่ฝ่าด่านความปลอดภัยเข้าไปได้ เมื่อเด็กน้อยวิ่งไปตามทางเดิน
ขณะที่พ่อวิ่งไล่ตาม แต่เด็กน้อยก็ได้แต่เพียงชะเง้อหน้าขึ้นมองบานกระจกรถไฟ เขาตัวเล็กเกินไป
ที่จะเอื้อมกดปุ่มเปิดประตู อย่างไรก็ตาม เด็กชายได้รับรอยยิ้มสดใสจากสมเด็จพระราชินี
ผู้มีพระชนมายุ 83 พรรษาแล้วในปีนี้

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสถานียืนยันว่า สมเด็จพระราชีนีอลิซาเบธที่ 2
และข้าราชบริพารของพระองค์ทั้งหมดได้จ่ายเงินซื้อตั๋วโดยสาร โดยราคาตั๋วไป-กลับ(ยังไม่ระบุเที่ยวกลับ)
สำหรับวันนั้น คือ 86 ปอนด์ (4,655 บาท)แต่เขากล่าวติดตลกว่า พระองค์จะทรงได้ประหยัดเงินมาก
เพราะซื้อตั๋วในราคาผู้สูงอายุได้และจากการซื้อตั๋วล่วงหน้า ทั้งนี้ ราคาตั๋วล่วงหน้าสำหรับรถไฟชั้นหนึ่ง
ในราคาลดแล้วอยู่ที่ 44.40 ปอนด์(2,403 บาท)

ทั้งนี้ หลังจากถึงสถานคิงสลิน เมื่อเวลา 12. 20 น. รถแรนโรเวอร์ก็มารถรับพระองค์ต่อไปยังซานดริงแฮม
การเดินทางครั้งนี้ พระองค์เสด็จเพียงลำพัง โดยดยุคแห่งเอดินเบอระ พระสวามี เสด็จเดินทางไปก่อนหน้านี้
สองสามวัน โฆษกของเฟิร์สแคปิตอลคอนเน็ค ระบุว่า พระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ไม่ได้รับการปฏิบัติพิเศษ
เหนือกว่าผู้โดยสารธรรมดาและพระองค์ก็ซื้อตั๋วล่วงหน้าด้วย

ด้านโฆษกสำนักพระราชวังบักกิงแฮม เผยว่า พระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงพระราชินีทรงเดินทาง
ด้วยโรถไฟสาธารณะอยู่บ่อยๆ

"เราต้องพิจารณาเรื่องต่างๆ เช่นความคุ้มค่าและความปลอดภัย และเราจะลองหากทุกอย่างเหมาะสม"

แน่นอนว่า สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ ทรงมีสิทธิ์ใช้ขบวนรถไฟส่วนพระองค์ แต่การเดินทางแต่ละครั้ง
ต้องใช้ภาษีของประชาชนถึง 57,142 ปอนด์ (3,090,000 บาท)เลยทีเดียว







ทรงทอดพระเนตรออกมาจากหน้าต่างชั่วขณะก่อนออกเดินทาง


att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Dec 22, 2009 11:15 pm

http://www.the-diplomat.com/featnwft0913.aspx

Asia’s Next Flashpoint?

Luke Hunt

November 17th 2009

The offer to former Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra of a position as an economic adviser
to Cambodia
n Premier Hun Sen has inflamed relations between the two countries. The Diplomat contributor
Luke Hunt travels to Phnom Penh, Bangkok and Preah Vihear and
finds out how Thaksin’s new role
has upset the Thai monarchy and quietly amused Beijing.


For more than a decade, villagers in the remote foothills of the rugged Dangrek Mountains saw brisk business
from tourism as local Cambodians and Thais struck friendly cross-border deals that gave tourists access to
the fabled temple at Preah Vihear.


Vendors sold the simple stuff--bottled water and cans of coke to the thirsty--as well as wood carvings
and trinkets that resembled the 11th century ruins. This convivial trade went on against a backdrop of monks
in saffron robes endlessly plodding up and down the crumbling staircases.


The warm ties that existed were also a business necessity.

Perched on a steep cliff, Preah Vihear has majestic views that stretch for miles across Cambodia’s tropical landscape.
It also sits a comfortable 700 metres inside Cambodian territory, despite access into the complex being directed
from the Phra Viham National Park on the Thai side of the border, where Western and Asian travellers enjoy facilities
on par with the first world and can be bussed-up a gentle incline on wide paved roads in air-conditioned comfort to
the temple’s gates.


Access was convenient and villagers shared the spoils that were only made possible by the end of conflicts
that had bedevilled Cambodia for the last three decades of the 20th century.


That was until a firestorm erupted under the guise of a dispute over sovereignty.

‘Business was good,’ says one vendor on the steps of the main chamber. ‘We worked well with the authorities
and with the Cambodians, everybody made a living but now it’s a mess.’


The furore first erupted after the United Nations granted the temple World Heritage status in mid-2008.
The Thais were incensed, and troops were dispatched across the border. Bloody confrontations followed
amid diplomatic efforts to resolve the dispute peacefully.


And, until recently, those efforts seemed to be gaining some traction. But increasingly recalcitrant politicians
and bloody-minded protestors have seized on the historical significance of this tiny outpost to push
their own ambitious agendas.


Thousands of Yellow Shirts, supporters of Thailand’s People’s Alliance for Democracy (PAD),
took the tourist route here, determined to take back what they say is theirs. They are equally determined
that ousted premier Thaksin Shinawatra will only return to Thailand in handcuffs.

.
Fearing a repeat of their earlier, sometimes violent, exploits, Thai officials shut down the area
and politely turned the Yellow Shirts away.


Meanwhile, Cambodian Prime Minister Hun Sen--the region’s longest serving leader--seemed set on
inflaming tensions further by offering Thaksin, a convicted fugitive whose former policies surrounding
Preah Vihear have raised more than eyebrows, a home in Cambodia.


Thailand recalled its ambassador and Cambodia followed suit.

Hun Sen proceeded to add some grist to his reputation as Cambodia’s ‘strongman’ and ordered his troops,
Brigade 8, stationed at the temple alongside the Thais, to shoot on sight anyone seen crossing illegally
into Cambodian territory.


He also offered Thaksin a job as an economics advisor, prompting Bangkok to retaliate by tearing-up
hard-won agreements over oil exploration rights in the Gulf of Siam. Thai newspapers derided Hun Sen,
as a ‘Big Bully’ and for his ‘lack of class and tact.’


‘It’s easy to see why Thaksin would want to locate himself in Cambodia--it’s a much better base for him
from which to maintain his connections in Thailand than, say, Dubai,’ says Greg Barton,
a professor of Southeast Asian Studies at Monash University in Melbourne.


‘Short of an actual return to Thailand this is arguably the next best thing for him,’ he says.

But the recent flare-up over Preah Vihear is only part of the story. The real problem is rooted in the colourful
relationships between politicians who have upset senior brass within the Thai military at a time of rising national
concern over the monarchy.


‘It’s an emotional choice,’ says Chheang Vannarith, Executive Director of the Cambodian Institute for
Cooperation and Peace (CICP) on the move by Hun Sen to reach out to Thaksin. ‘The friendships are
far more important than rational calculations.’
Hun Sen and Thaksin share both a close personal friendship
and a mutual loathing of Thailand’s current premier, Abhisit Vejjajiva.

http://www.the-diplomat.com/featnwft0913_2.aspx

Asia’s Next Flashpoint? - II

Luke Hunt

November 17th 2009

‘It started at the personal level but has since been elevated into the political sphere,’ Chheang says.

Complicating relations between the two nations is the international boundary that separates the two countries.

The border was finalized by Siam and Cambodia’s colonial ruler, France, in 1908. However,
Bangkok never really reconciled itself to the loss of Preah Vihear.


More important than the temple, though, is the surrounding real estate--a slice of land, most of which is only
a few hundred metres wide, isolated by the 800 kilometre border on one side and sky scraping cliffs on the other.
This is the military high ground looming over Cambodia the Thai military always wanted to control.


Thailand sided with Japan in World War II and grabbed what it wanted from Cambodia and Laos,
including Preah Vihear and the much grander temples of Angkor Wat.


But the confiscated lands were handed back when Britain threatened to lump Thailand in the same axis basket
as Germany, Japan and Italy. Bangkok challenged again for the land in 1962, but the International Court of Justice
ruled in Cambodia’s favour.


The latest blow to Thai pride was delivered by the UN last July, when Preah Vihear was granted a World Heritage
listing. Military and civilian leaders were outraged as the decision took confirmation of Khmer sovereignty
over Preah Vihear to a much higher level.


But they were also stunned because the listing was granted after Bangkok failed to lodge any objections
to the decision. It would later transpire that the Thaksin-friendly government had signed off in
support of Cambodia’s claim.


In return, extensive Thai developments in the southwest Cambodian town of Koh Kong,
where Thaksin spent much of his time ogling potential investments, were apparently approved.
Located on an island close to Thailand, Koh Kong has been tipped as an ideal location for
a Thaksin government in exile.


Shortly before the listing, Defence Minister Tea Banh said Hun Sen trusted Thaksin as an advisor in
the development of Koh Kong as a Special Economic Zone. Other dispatches have signalled Thaksin
intends to build a second casino and entertainment complex, a financial district and shipping port.


‘No doubt Thaksin worked hard and long for this invitation. But it wouldn’t have come unless Hun Sen
wanted to send a signal to the government of Prime Minister Abhisit,’ Barton says.


This was not the first time Thaksin’s business dealings had upset Bangkok’s chattering classes or
the all-powerful military. The sale of his Shin Corp in 2006 for $1.88 billion dollars to Temasek,
a Singapore Government sovereign wealth fund, was staggering for its sheer gall--not one cent was paid
in taxes, and the idea that a sitting prime minister could sell a communications satellite network that also
carried sensitive military data to a foreign government flabbergasted many.


Thaksin was ousted in a putsch soon after. But his policies, which included universal health care
and debt relief for farmers, ensured the overwhelming support of the Thai masses, particularly in the countryside.


He was tried and found guilty of corruption in 2008 but fled before a two year jail sentence could be imposed.
The Constitutional Court and the Administrative Court also ruled his policies on Preah Vihear seriously violated
the constitution and prejudiced national sovereignty.


However, in exile Thaksin continued to pull the political strings and his Thai Rak Thai Party (TRT) reinvented itself
as the People’s Power Party (PPP), with his loyal Red Shirts routinely confronting their adversaries in yellow on
the streets of the capital.


Gavin Greenwood, a regional security analyst with Hong Kong-based Allan & Associates said Thaksin challenged
the entrenched powers of Thailand in a manner unseen in any Asian country in recent times.


‘Their experiment with democracy--as enshrined by the 1997 Constitution--is continuing and will not be
concluded until even greater challenges are met,’ Greenwood says.


The PPP easily won the 2007 election, but protests continued. Yellow Shirts led by media mogul Sondhi Limthongkul
invaded and closed Suvarnabhumi Airport leaving thousands of holidaymakers stranded and ruining
the vacation plans of thousands more.


Yellow Shirt protests eventually made the government untenable, despite its popular mandate.
Thaksin ally Samak Sundaravej resigned as prime minister after less than a year in office and Abhisit
emerged as the newest leader with a loose coalition that appeased most factions in Thailand’s brawling political arena.

http://www.the-diplomat.com/featnwft0913_3.aspx

Asia’s Next Flashpoint? - III

Luke Hunt

November 17th 2009

But despite the poisonous atmosphere, Chheang says he is still upbeat about ties between Thailand and Cambodia
and says that Hun Sen’s support for Thaksin reflects the ousted leader’s popular support at home,
with Abhisit seen as only a short term leader.


‘We like Thais, we like the Thai language we like Thai products. But I think it’s a lose-lose situation
over the short term,’ he says. ‘But we are predicting the PPP will win the next election and that means
Thaksin and his supporters will be returned…The value of Thaksin will be a win-win.’


Thais are expected to go to the polls by mid-2010, but Greenwood says he believes
Hun Sen may have miscalculated.


‘In a single stroke he boosted Abhisit’s popularity, cast Thaksin as a near traitor and diverted attention away
from the King’s health and its inevitable intimations of his mortality and the implications of what many fear
will be a troubled, contentious and even divisive succession.’


And as the political convulsions over Preah Vihear, Thaksin and Hun Sen take centre stage,
two very different players are keenly focused on unfolding events—
Thailand’s Crown Prince Maha Vajiralongkom and China.


Thailand’s Unwanted Threesome

If left to its own devices, Thailand is capable of managing the prickly relations with Cambodia.
But Cambodia’s ties with China complicate matters considerably.


Khmers have sent tributes to Chinese emperors and regarded Beijing as the centre of the universe
since the first Chinese diplomats arrived in Angkor in 1296.


As the once mighty Angkor Kingdom headed into terminal decline, the Middle Kingdom emerged
as a significant counterweight to neighbourhood ‘pests’ Thailand and Vietnam who fancied Cambodia
as a vassal state. That policy suited China for centuries.


The issue resurfaced in 1955, when Prince Norodom Sihanouk sought to re-fashion his country’s foreign policy
after independence from France and met with then Chinese Foreign Minister Zhou Enlai.


Misjudged backing of the Khmer Rouge by China and Vietnamese support for Hun Sen and the 1978
invasion that ousted Pol Pot, left Sino-Cambodian relations in tatters.


But more recently, Western countries have provided the bridge between Cambodian foreign policy
and nations like Australia, France and the United States, who have stepped-in and restructured
the Cambodian military along more professional lines.


The men of Brigade 8 on the hilltops around Preah Vihear are a vastly different breed to the press-ganged cadre
that fought here in the vicious cycle of Cold War conflicts.


Yet Western influence is waning. The United States’ CIA has complained the US embassy no longer enjoys
the access to Phnom Penh’s power brokers that it once did.
And Hun Sen’s irritation with Western carping
over Cambodia’s atrocious human rights record is now legendary.


Western criticism is normally accompanied by much-needed foreign aid, usually in the order of $500 million
and $1 billion a year. So when Phnom Penh went searching for alternative sources of funding with fewer strings
attached, Beijing was only too happy to oblige. It began in November 2002, at a meeting on the sidelines of
an Association of Southeast Asian Nations conference, held in Cambodia for the first time.


As the only Westerner present at the meeting, this reporter can confirm Hun Sen was afflicted by
a rare bout of nerves at the meeting. He was also apologetic as the air conditioning wasn’t functioning,
meaning the room was stifling hot.


But Chinese Premier Zhu Rongji was cavalier, nonchalantly proclaiming: ‘the hotter the better.’

The pair sat down and signed a cluster of documents in which China wrote-off the equivalent of $2 billion
worth of debt incurred by the Khmer Rouge. Bilateral relations have flourished ever since.

‘The Chinese influence is very strong in Cambodia,’ Chheang says. ‘Cambodia is playing a very good game
in using Beijing to balance the United States.’

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Dec 22, 2009 11:29 pm

http://www.the-diplomat.com/featnwft0913_4.aspx

Asia’s Next Flashpoint? - IV

Luke Hunt

November 17th 2009

These days, Cambodia holds additional gems for China--a deep water port at Sihanoukville
and scores of strategically important islands in the Gulf of Siam where the Chinese, Russian
and US navies are vying for influence. Potential oil reserves are an additional bonus.


The islands are part of a wider chain known in China as the String of Pearls--a succession
of military bases scattered around Southeast Asia designed to secure Beijing’s trading interests.


‘As the region’s superpower, China is following all these events very closely,’
Chheang says on recent developments between Cambodia and Thailand.


Asked whether Hun Sen was mindful of Chinese considerations when challenging Thailand,
one Cambodian Interior Ministry source tells me quickly: ‘Oh yes, definitely yes.’


Chheang adds that a further complication for Thailand is that it does not enjoy good relations
with any of its immediate neighbours.


‘They’re smart diplomats when it comes to dealing with superpowers like the US,
but they don’t treat their neighbours well. Thailand has a conflict going on with every one
of its neighbours
,’ he says about Malaysia, Burma, Laos and Cambodia.


And, with the US remaining Thailand’s most important ally, Beijing has positioned itself accordingly.

China is Cambodia’s biggest supplier of military hardware, but the actual figures are a well-guarded
secret and the International Monetary Fund and the extensive NGO networks that operate here
are critical of money being channelled into military spending rather than poverty reduction.


Of the expenditure figures the government does make public, Cambodia revealed that escalating
cross-border tensions will result in the rise of military spending by 23 percent next year to $274 million.


Much of the recent bellicosity has a familiar ring, harking back to the dark days of the 1960s and 1970s
when Indochina became a battlefield for Cold War proxies.


Greenwood says he hopes tensions ease into a low-frequency grumble, barely audible to rest of the world.
But he warns that if Hun Sen continues to push Thailand, then Abhisit’s options will narrow.


‘He might feel impelled to demonstrate the unequal nature of the Thai-Cambodian relationship
with a display of something far stronger than moral certainty,’ he says. ‘This could once again develop
into an armed stand-off, with the high risk of small unit-level clashes, if not an all-out confrontation.’


‘Once troops face each other under such circumstances, events risk being driven by miscalculation,
indiscipline or provocation rather the calculations of a rational strategy.’


The mismatch between the countries was a point apparently not entirely lost on Hun Sen.

At a carefully staged joint press conference held with Thaksin on November 11 he refused
a Thai extradition request for Thaksin and accused Bangkok of adopting a
‘Cold War mentality … where your neighbour is your enemy.’


But he also noted the collective GDPs of Burma, Laos and Cambodia were less than 10 percent of Thailand’s.

‘Why are you so worried when your neighbours are so poor? They need help,’ he said in regards to
the current Thai leadership. Sounding a little irritated, he added: ‘They’re trying to pester me everywhere.’


Thaksin said he wanted to use his economic experience to help Cambodia’s poorest out of poverty,
although such pronouncements are unlikely to impress villagers in the Dangrek Mountains.


‘People living along the border are very scared,’ Chheang says. ‘However, war, a conflict on the border?
I don’t think so. I can’t see serious repercussions [from Thaksin’s appointment]…Some people fear that
Thaksin might be allowed to set-up a government in exile here but that won’t happen. That fear isn’t justified.
The days of the Vietnam War, the Cold War, when we allowed our country do that kind of thing are over.’

But the view in Bangkok, where Cambodian influence is minimal and political friendships in tatters,
is less certain. Here, domestic politics are driving foreign policy and the biggest issue is
the health of King Bhumibol Adulyadjej, who has ruled since 1946.


http://www.the-diplomat.com/featnwft0913_5.aspx

Asia’s Next Flashpoint? - V

Luke Hunt

November 17th 2009

Land of Disappearing Smiles

Widely seen as the sole unifying force in Thailand, 81-year-old King Bhumibol was hospitalized
in mid-September with a lung infection. His condition sparked panic selling on the Thai stock market
and a sell-off of the Thai Baht a month later.


In early November, the monarch looked frail as he made a rare public appearance in a wheel chair
with his wife Queen Sirikit and heir apparent Crown Prince Vajiralongkom.


Vajiralongkom’s hugely popular sister, Princess Sirindhorn, is next in line to the throne while his fifth
and youngest son Prince Dipangkorn Rasmijoti, born in 2005 to his third wife, is also a contender.


Divorce and family squabbles have distanced from royal circles
the children of Vajiralongkom’s previous marriages.


Greenwood says Thais are involved in a transitional struggle between the traditional elite--as embodied
by the monarchy, the military and sections of the professional middle classes--and the enfranchised and
mainly poor majority who Thaksin and his PPP have come to represent.


‘The Thai catharsis will almost certainly centre on the future of the monarchy following
the death of the king and could prove difficult and dangerous,’
he says.


But discussion of the succession is enormously sensitive--any comment, any perceived slight that
can be interpreted as an offence against the dignity of the monarchy risks charges of lese Majeste,
which carry a jail term of between 3 and 15 years.


Charges have already been brought against The Times, BBC, The Economist,
an American author an Australian novelist and the entire board of Thailand’s Foreign
Correspondents Club (FCC).


Attempts to publish details of Thaksin’s business dealings with Vajralongorn, meanwhile,
have also resulted in lese majeste charges being brought by supporters of the Crown Prince.

Over the years these supporters have been friends with Thaksin, who has carried
what Vajralongorn lacked--popular support--while the Crown Prince in return held
the key to royal circles.


A tie-up between the two would fill the missing gaps in each one’s resume. But,
given the current depth of animosity, each would also risk alienating their traditional support base.


‘The monarchy is in turmoil and the future is uncertain,’ Chheang says. ‘Some people have
even suggested a republic. So any relationship between Thaksin and the Crown Prince
could be short term.’


The ramifications for the region could be enormous, with many believing the recent spats
over Preah Vihear and Thaksin’s indulgence of Cambodia could prove to be little more than
a side show to the main event. Those wishing to avoid an escalation therefore are suggesting Hun Sen
back off or risk the situation getting out of hand.


A tumultuous showdown between the factions, whether at Preah Vihear or on the streets of Bangkok,
would not please the vast majority of Cambodians or Thais who are struggling to make ends meet amid
a depressing economic downturn.


One opinion poll in Thailand taken after Thaksin arrived in Cambodia found more than 60 percent
of Thais favoured diplomatic and peaceful resolution to the dispute at Preah Vihear.


This correspondent’s view based on his conversations in Cambodia suggest any similar survey
conducted
here would probably find similar results--most would prefer to see cooler heads prevail.

But here, Hun Sen rules as a popularly elected dictator with little opposition and he holds
the moral high ground. Cambodia is internationally recognised as the legitimate sovereign
owner of Preah Vihear and it was the Thais who crossed the border and occupied the site.


Still, by attaching himself to Thaksin, Hun Sen may have overstepped the mark.

‘His contempt for Abhisit--who he apparently views as a metropolitan neo-Western acolyte
with no business in the neighbourhood--may have coloured his judgement,’ Greenwood says.

‘Thaksin has absolutely no chance, in my view, of recovering his political mantle in Thailand.
Apart from the legal issues involved, there have been sufficient warnings by
‘elements close to the military’ that there are those who would be willing to kill him if necessary.’

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 23, 2009 10:33 am

http://www.komchadluek.net/detail/20091223/42403/%E0%B8%9D%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B0.html


วันพุธที่ 23 ธันวาคม 2552

ฝรั่งอ้างเป็นสารวัตรซิ่งรถติดไซเรนชนดะ

คมชัดลึก :ตำรวจ พัทยาจับฝรั่งสวีเดน อาสาตำรวจท่องเที่ยวพัทยา กร่างใหญ่โตอ้างเป็นสารวัตรทหาร
ขับรถซิ่งติดไฟไซเรนแตรรถเลียนแบบรถตำรวจ ซิ่งชนพ่อค้าขายผลไม้แล้ววิ่งหลบหนี แต่ไปไม่รอด

(23ธ.ค.) เวลา 02.00 น. พ.ต.ท.ภูมิพัฒน์ นามพุธรา พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี
รับแจ้งมีชายชาวต่างชาติขับรถยนต์กระบะ โตโยต้า พรีแลนเนอร์ สีขาว ติดทะเบียนป้ายแดง
หมายเลข ก- 2379 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถติดสัญญาณไฟกระพริบ ไฟไซเรน ทั้งด้านหน้าและหลัง
และติดแตรสัญญาณหวอเลียนแบบรถสายตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อเหตุขับชนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง
ของพ่อค้าขายผลไม้ ที่บิเวณกลางซอย 7 พัทยา จนรถจักรยานยนต์ของพ่อค้าเสียหาย จากนั้นผู้ก่อเหตุ
ก็ขับรถหลบหนีพร้อมเปิดสัญญาณไฟและบีบแตรคล้ายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยความเร่งรีบเพื่อสะดวก
ในการหลบหนีประสานกำลังตำรวจสกัดจับกุม จนสามารถจับกุมนรถยนต์คันก่อเหตุไว้ได้บริเวณ
ถนนทัพพระยา หน้าสวนอาหารชำนาญ ย่านพัทยาใต้ ม.10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
โดยภายในรถเจ้าหน้าที่ตำรวจพบชายต่างชาติเป็นคนขับ ซึ่งอยู่ในอาการคล้ายเมาสุรา
จึงเรียกตัวลงจากรถเพื่อสอบสวนตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายและจับกุมไว้

โดยผู้ต้องหาชายต่างชาติรายนี้ได้พูดจาอวดเบ่งอวดอ้างตัวเองโดยพูดเป็นภาษาไทยว่า
ตัวเองชื่อ นายจอน อูเกเบอรี่ อายุ 47 ปี สัญชาติสวีเดน พร้อมอ้างตัวเป็นสารวัตรทหาร
อยู่ที่สวีเดนและยังได้นำบัตรบัตรประจำตัวอาสาสมัครช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยา
มาโชว์ให้ตำรวจดู และนามบัตรต่างๆที่อ้างว่าตัวเองทำงานอยู่
แต่พบว่าบัตรประจำตัวอาสาฯดังกล่าวหมดอายุตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมาแล้ว
จากนั้นตำรวจจึงยึดรถยนต์กระบะของผู้ต้องหาไว้เป็นของกลางพร้อมถ่ายรูปบันทึกบริเวณร่องรอย
การเฉี่ยวชนที้กันชนหน้าด้านซ้ายใต้ไฟหน้ารถซึ่งมีรอยแตกไว้เป็นหลักฐาน
ก่อนที่จะคุมตัวนายจอน อูเกเบอรี่ ผู้ต้องหาที่อ้างตัวเป็นสารวัตรทหารปะเทศสวีเดน
รายนี้ไปสอบสวนดำเนินคดี เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหาว่า
ขับรถโดยประมาทและหลบหนี,ขับรถโดยใช้สัญญาณไฟโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่จำเป็น,
ทำให้เกิดเสียงดังก่อความเดือดร้อนรำคาญเกินควรส่งดำเนินคดีต่อไป ทั้งนี้รายงานเพิ่มเติมแจ้งว่า
นายจอน อูเกเบอรี่ ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุขับรถชนผู้อื่นแล้วหลบหนี ก่อนหน้านี้เคยเป็นทหารระดับสารวัติทหาร
อยู่ที่ ประเทศสวีเดน และได้ออกภาคสนามรบแต่ตัวเองพลัดตกเครื่องบินมาก่อนจะเกษียณอายุราชการ
แล้วมาเที่ยวเมืองพัทยามีแฟนสาวไทย ทั้งยังมีพฤติกรรมชอบอวดเบ่งกับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติในเมืองพัทยาว่า
ตัวเองว่าเป็นสารวัตรทหาร และเป็นหน่วยพิเศษลับประจำประเทศไทย ชอบข่มขู่ชาวต่างชาติรายอื่นเพื่อให้กลัวตัวเอง
ซึ่งมีชาวต่างชาติหลายรายเคยแจ้งความร้องทุกข์ไว้ และตบแตงรถยนต์กระบะซิ่งเลียนแบบเจ้าหน้าที่
ก่อนจะมาถูกจับเพราะขับรถชนคนอื่นแล้วหลบหนีขึ้นดังกล่าว


มาแบบพิลึกๆ อีกแล้ว

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1261472505&grpid=&catid=04


(ภาพประกอบ)

วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 16:00:28 น.
มติชนออนไลน์

ครม.ไฟเขียวกม.จัดระเบียบขอทาน กำหนดโทษมาเฟีย ใช้กำลังบีบบังคับ สูงสุดประหารชีวิต !

ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน ฉบับใหม่ ระบุ " ... การทำร้ายร่างกายบุคคลอื่นจนบาดเจ็บสาหัส
เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการขอทาน มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ... "



เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
กล่าวว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบในหลักการร่างพ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ. ....
ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นผู้เสนอ โดยให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ปรับปรุงถ้อยคำก่อนส่งกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ทั้งนี้ ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญคือการปรับปรุง
พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน ฉบับปี 2484 ที่ไม่ทันสมัย เน้นป้องกันการหาประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
จากผู้ที่มีความอ่อนด้อยทางร่างกาย สติปัญญา ความสามารถ หรือจิตใจของบุคคลอื่น
อันส่งผลให้เกิดความเสียหายและสงบเรียบร้อยของสังคม จึงจัดให้มีการจัดระเบียบการขอทานและ
การสงเคราะห์ให้มีความชัดเจนและเหมาะสมยิ่งขึ้น และกำหนดให้บุคคลที่บังคับให้ผู้อื่นขอทาน
ได้รับโทษทางอาญา เพื่อคุ้มครองไม่ให้บุคคลดังกล่าวตกเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ของผู้อื่น

นพ.ภูมินทร์ กล่าวว่า เรื่องนี้มีการพูดคุยกันอย่างกว้างขวางในที่ประชุมครม.โดยใช้เวลาถกเถียงเป็นเวลานาน
ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวย้ำว่า สาเหตุที่เห็นชอบหลักการร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว
ไม่ได้เป็นเพราะต้องการจัดระเบียบการขอทาน แต่เป็นเพราะต้องการป้องกันการค้ามนุษย์ และการหาประโยชน์
จากบุคคลยากไร้ด้อยโอกาส ที่สำคัญยังเป็นการสงเคราะห์ให้กับผู้ยากไร้ เด็ก และ คนชราที่ถูกเอาเปรียบ
ทั้งนี้ได้ส่งความเห็นของรัฐมนตรีคนต่างๆประกอบการพิจารณาให้กับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่างพ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ. ....มีสาระสำคัญ
คือการกำหนดโทษให้กับผู้ที่บังคับขู่เข็ญหรือกระทำอื่นใดให้ผู้อื่นขอทาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท แต่หากผู้ถูกบังคับให้ขอทานเป็นบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปี ผู้สูงอายุ
คนพิการ สตรีมีครรภ์ บังคับบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป นำบุคคลภายนอกราชอาณาจักรให้มาขอทาน
ให้เพิ่มโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท แต่หากเป็นการทำร้ายร่างกายบุคคลอื่นจนบาดเจ็บสาหัส
เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการขอทาน มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต



มีปัญญาคิดได้แต่เรื่องพวกนี้กันเหรอ ไม่ผิดหลักสิทธิมนุษยชนหรือ


http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26156

องค์กรสิทธิฯไทย วอนนายกฯ เลิกโทษประหารชีวิต

Sat, 2009-10-10 16:00

องค์กรสิทธิฯไทย ส่งจดหมายเปิดผนึก วอนนายกฯ เลิกโทษประหารชีวิต เนื่องในโอกาสวันรณรงค์สากล
เพื่อยุติโทษประหารขีวิตวันที่ 10 ตุลาคม 2552 ใน วันยุติโทษประหารฯสากล
10 ต.ค. 52 - เนื่องในโอกาสวันรณรงค์สากลเพื่อยุติโทษประหารขีวิตวันที่ 10 ตุลาคม 2552
ใน วันยุติโทษประหารฯสากล สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ร่วมกับองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน
รวมถึงประชาชน ร่วมกันขานรับเจตนาดีในครั้งนี้รวมถึงประสานการรณรงค์เรียกร้องให้ยกเลิกโทษประหารชีวิต
โดยนำการลงโทษจำคุกตลอดชีวิตมาใช้แทน และยกเลิกการตีตรวน โดยได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี

จดหมายเปิดผนึกถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

10 ตุลาคม 2552

เรื่อง การคัดค้านโทษประหารชีวิต
เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

ในนามขององค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยนำโทษประหารชีวิตกลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ประเทศไทย
มีความพยายามที่จะละเว้นโทษประหารนี้ไปตั้งแต่ปี 2546 แต่เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา
นายบัณฑิต เจริญวานิชและนายจิรวัฒน์ พุ่มพฤกษ์ ผู้ต้องโทษที่รอการประหารกลับถูกประหารชีวิต
โดยไม่มีการบอกกล่าวแก่ตัวผู้ต้องขังและครอบครัวให้ทราบล่วงหน้า ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน
เราขอประณามการกระทำของรัฐบาลในการกระทำดังกล่าว ซึ่งในช่วงระยะเวลาหกปีที่สังคมไทยได้มีความพยายาม
เปลี่ยนแปลงทัศนคติเกี่ยวกับการใช้โทษประหารชีวิต และขอคัดค้านการใช้โทษประหารชีวิตเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน
โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้

1. ปัจจุบันนานาอารยประเทศมีความตระหนักเพิ่มมากขึ้นว่าสิทธิในการมีชีวิตอยู่เป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐานขั้นต่ำสุด
ซึ่งที่ผ่านมาประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก (ปัจจุบัน134ประเทศ)ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว โดยยึดถือหลักการที่ว่า
ไม่มีผู้ใดสามารถทำลายชีวิตของใครได้ หรือ ไม่มีผู้ใดมีอำนาจที่จะทำลายชีวิตของผู้ใดได้ เราจึงขอถามท่านว่าเหตุใด
ประเทศไทยจึงยังคงประหารชีวิตประชาชนของตนเอง การที่รัฐบาลของท่านเคยแสดงเจตจำนงที่จะเคารพสิทธิมนุษยชน
อันเป็นหลักประกัน หนึ่งในระบอบประชาธิปไตยแต่เหตุใดในทางปฏิบัติกลับตรงกันข้ามกับเจตจำนงดังกล่าว
เหตุใดหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาซึ่งหล่อหลอมวัฒนธรรมไทยไม่ได้นำไปสู่การ เคารพชีวิตทุกชีวิตและ
ไม่นำมาสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิตได้เลย ความจริงความเข้าใจของศาสนาพุทธไม่ต่างจากศาสนาอิสลาม
ซึ่งพระอัลเลาะห์ผู้สง่างามและมีเมตตากรุณา ได้แสดงเจตนาในหลักการที่สอดคล้องกันกับพุทธคือหากสามารถ
ที่จะให้อภัยผู้กระทำผิดและสร้างความปรองดองกันได้ ก็ควรจะทำ(อัลกุรอาน 42: 40-43)
ความปรารถนาให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตของผู้คนทั่วโลกปรากฏเป็นที่ประจักษ์ จากผลการลงมติในที่ประชุม
สมัชชาสหประชาชาติเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2550 และอีกครั้งในปี 2551 โดยมีมติให้ทุกประเทศทั่วโลก
งดเว้นโทษประหารชีวิตเพื่อเป็นหนทางนำไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิตในที่สุด ถึงแม้มติดังกล่าวไม่ได้เป็นข้อบังคับ
แต่กลับส่งผลเชิงศีลธรรมอย่างมหาศาล (มติที่ 620149 ว่าด้วยการยกเลิกโทษประหารชีวิต)

2. การประหารชีวิตผู้ต้องขังคดียาเสพติดเมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมาส่งผลต่อเนื่องกับผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายอื่นๆ
ตามรายงานกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของ สหประชาชาติระบุว่า
ความผิดข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดไม่ถือเป็นความผิดให้ต้องโทษประหารชีวิต รัฐบาลไทยในฐานะภาคีของกติกาดังกล่าว
ไม่สามารถเพิกเฉยได้ เนื่องจากคำสั่งให้ประหารชีวิตผู้ต้องขังทั้งสองรายนี้จำเป็นต้องผ่าน กระทรวงยุติธรรม
และปลัดกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบันได้เข้าร่วมในที่ประชุมรายงานดังกล่าว ณ กรุงเจนีวาด้วย (CCPR/CO/84/THA)

3. การประหารชีวิตผู้ต้องขังทั้งสองรายโดยแจ้งให้ทราบเพียงหนึ่งชั่วโมงล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ
และไร้มนุษยธรรมอย่างสิ้นเชิง ผู้ต้องขังถูกปฏิเสธที่จะมีโอกาสเตรียมตัวก่อนถูกประหาร มิได้พบครอบครัวและญาติพี่น้อง
ทำธุระส่วนตัวและอบรมสั่งเสียบุตร ความไร้มนุษยธรรมยังขยายไปถึงครอบครัวที่ไม่มีโอกาสได้พบหน้าและเอ่ยคำร่ำลา
เป็นครั้งสุดท้าย

4. ความอยุติธรรมดังกล่าวยังส่งผลถึงผู้ต้องขังรายอื่นๆ ที่ต้องอยู่อย่างหวาดผวานับจากนี้ไป โดยที่ไม่สามารถ
รู้ได้เลยว่าชั่วโมงสุดท้ายของชีวิตจะมาถึงเมื่อใด

5. นอกจากนั้นคำสั่งประหารชีวิตที่ไม่โปร่งใส จากเบาะแสข่าวว่า เป็นเพราะผู้ต้องขังทั้งสอยังคงพัวพันกับ
การค้ายาเสพติดขณะอยู่ในเรือนจำ หาก เบาะแสดังกล่าวมีมูลความเป็นจริง พวกเขาควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
เพื่อให้มีการพิสูจน์ความผิดต่อไป ทั้งนี้ผู้ต้องขังที่ต้องโทษประหารชีวิตทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐาน
เบื้องต้นว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะพิพากษาว่ากระทำผิดจริง และไม่มีใครสามารถถูกทำให้จบชีวิตได้โดยเหตุจาก
เบาะแสที่ไม่มีข้อพิสูจน์ได้

กล่าวโดยสรุป การประหารชีวิตนั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงที่สุดที่ไม่สมควรเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในสังคมใดๆ
และพวกเราในฐานะองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนร้องขอให้ประเทศไทยได้ไตร่ตรองถึง พันธะสัญญาแห่งการเคารพ
สิทธิมนุษยชนที่พัฒนามาอย่างยาวนาน และการประกาศจุดยืนร่วมกับนานาอารยะประเทศ ในการปฏิบัติตาม
มาตรฐานที่ว่าโทษประหารชีวิตเป็นมาตรการอันป่าเถื่อน ถือเป็นการกระทำฆาตกรรม ที่ระบบยุติธรรมของประเทศ
ที่พัฒนาแล้วโดยทั่วไป มิอาจสามารถยอมรับได้


ลงชื่อ ประธานกรรมการ
(ดร. แดนทอง บรีน)
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.)

ลงชื่อ เลขาธิการ
( นายเมธา มาสขาว )
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.)

ลงชื่อ ผู้อำนวยการ
(นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์)
ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติธรรม

ลงชื่อ ประธานมูลนิธิ
( นายสมชาย หอมลออ )
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

ลงชื่อ ผู้อำนวยการ
(นางสาวจันทร์จิรา จันทร์แผ่ว )
เครือข่ายนักกฏหมายสิทธิมนุษยชน

ลงชื่อ ประธาน
(นายโคทม อารียา)
มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา


http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20090927/78961/%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C-%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B9%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99.html

วันที่ 27 กันยายน 2552 11:49

อภิสิทธิ์ กล่าวสุนทรพจน์ที่ประชุมยูเอ็นชูสิทธิมนุษยชน

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

นายกฯกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ หนุนองค์กรปรับตัว ใช้กลไกพหุพาคี
ระบุอาเซียนจะเน้นประชาชนศูนย์กลางพัฒนา ชูสิทธิมนุษยชน

วันนี้เวลา 09.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ ที่ประชุมสมัชชาสหประชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 64
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลง สรุปสาระสำคัญดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงโลกกำลังเผชิญกับสิ่งท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด ความยากจน การก่อการร้าย
วิกฤติ น้ำมัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และบทบาทของสหประชาชาติว่า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัย
ความร่วมมือพหุภาคีเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหา ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น ประเทศมหาอำนาจก็ไม่สามารถ
อยู่โดยลำพังและทิ้งประเทศอื่นไว้ข้างหลัง แต่ต้องร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาเพื่ออนาคต เช่นเดียวกับประเทศไทย
ที่พร้อมจะร่วมมือและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไทยมีความเชื่อว่า สันติและความมั่นคง การพัฒนาตลอดจน
สิทธิมนุษยชนจะมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ จึงจะทำให้เสาหลักทั้งสามนั้นยั่งยืน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ซึ่งเน้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจและความทันสมัย ที่จะต้องมีความสมดุล และการพัฒนาได้นำปรัชญาดังกล่าว
มาปรับใช้ในโครงการพระราชดำริ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและประเทศ ซึ่งหลาย ๆ ประเทศได้นำแนวทางดังกล่าว
เป็นหลักในการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้รัฐบาลได้ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ
และสังคม ที่การพัฒนาจะต้องมีทั้งปริมาณและคุณภาพ รัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการลงทุนและแผนปฏิบัติการ
เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งและให้โฮกาสทางเศรษฐกิจที่กว้างยิ่งขึ้นสำหรับประชาชนในระดับรากหญ้า
การวางพื้นฐานเพื่อการเติบโตระยะยาว และศักยภาพการแข่งขันในหลายๆภาคส่วน การเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง
และสร้างภูมิคุ้มกันจากภายนอกประเทศไทย ในฐานะประธานอาเซียน เห็นว่าการใช้กลไกพหุภาคีภายใต้กรอบ
อาเซียน บวก 3 มุ่งสร้างความมั่นคงทางการเงินในระดับภูมิภาค และไทยในฐานะประเทศเกษตรกรรมพร้อมให้
ความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาวิกฤต อาหารและพลังงานของโลก เพราะมีประสบการณ์ในฐานะเป็นผู้ส่งออกอาหาร
สำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เชื่อว่า สหประชาชาติจะใช้การเจรจาระหว่างประเทศและความร่วมมือ
ในสาขาดังกล่าว โดยยึดหลักเดียวกัน ต่างกันที่ความรับผิดชอบ และไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเรื่องดังกล่าว
ในวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2552 ที่กรุงเทพมหานคร และเชื่อว่าการพัฒนาต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
จึงยกเรื่องพลังงานทดแทนเป็นวาระแห่งชาติ และลงทุนเพื่อพัฒนาในสาขาดังกล่าว รวมถึงพืชพลังงาน
นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำถึงการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย การให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนและสิทธิมนุษยชน
ซึ่งรัฐบาลได้ปลูกฝังให้เกิดประชาธิปไตยที่ยั่งยืน โดยการสร้างสถาบันประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง
ประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงกฏของเสียงข้างมาก แต่เสียงข้างน้อยก็ต้องให้ความสำคัญ ในส่วนภูมิภาคอาเซียน
เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา รวมทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย ซึ่งได้บรรจุในกฎบัตรอาเซียน
รวมถึงการให้ความสำคัญต่อสตรีและเด็ก โดยกำลังดำเนินการจัดตั้ง คณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วย
การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเด็กและสตรี ในตอนท้ายของการกล่าวสุนทรพจน์
นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำถึงบทบาทของสหประชาชาติ ในฐานะกลไกสำคัญพหุภาคีที่ต้องปรับตัว และใช้โอกาสนี้
ร่วมกันสร้างรากฐานและรับมือกับความท้าทาย ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อสันติสุขและความเจริญรุ่งเรือง
ของมนุษยชาติ


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Wed Dec 23, 2009 11:01 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Dec 23, 2009 10:43 am

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1261398972&grpid=&catid=01

วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 21:49:24 น.
มติชนออนไลน์


"เสื้อแดง"ยื่นเงื่อนไขสงบศึกทำ"สัญญาสี"นำผลเลือกตั้งมาแข่งขัน
เดิมพันด้วย "แผ่นดิน"แพ้หยุดชนะทำงานต่อ


"สุเทพ" ปฏิเสธเงื่อนไข "ทักษิณ"ยื่น 3 เงื่อนไขเจรจา เสื้อแดงรับลูกพร้อมยุติเคลื่อนไหวทำ"สัญญาสี"
แข่งกันด้วยผลเลือกตั้งเดิมพัน"แผ่นดิน"ใครแพ้หยุด ใครชนะได้ทำงาน อย่าปล่อยอำมาตย์ออกมาตบตาเสื้อแดง



นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธเงื่อนไขที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ตั้งขึ้น 3 ประการ ในการที่จะเจรจาเพื่อสร้างความปรองดองระหว่างกัน โดยต้องให้บ้านเมืองย้อนกลับไปสู่
จุดก่อนการรัฐประหาร ประกอบด้วย
1.นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 หรือฉบับที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันมาประกาศใช้
2.ยุบสภา และ
3.มีการเลือกตั้งใหม่
โดยทุกสีต้องให้สัตยาบันยอมรับผลการเลือกตั้ง

ในการให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายสุเทพกล่าวว่า รัฐบาลยังไม่ได้ปรึกษากัน
แต่ก็เป็นข้อเสนอที่คนทั้งหลายควรจะฟังและพิจารณา ซึ่งการที่พ.ต.ท.ทักษิณเสนอให้ทุกอย่างกลับสู่สถานะเดิม
ก่อนที่จะเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั้นเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่มีเหตุผลอย่างยิ่ง
เพราะการปฏิวัตินั้นจบไปนานแล้ว จนมีการเลือกตั้งใหม่ตามกระบวนการประชาธิปไตย
หากต้องย้อนกลับไปอาจจะยุ่งยากและทำไม่ได้ แต่เข้าใจดีว่าเหตุผลของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ
ก่อนที่จะมีการปฏิวัตินั้นกลุ่มของพรรคเพื่อไทย (พท.) ยังกุมอำนาจในการบริหารประเทศ
โดยยังไม่มีการดำเนินคดีใดๆ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ดังนั้น ที่แท้แล้วเงื่อนไขทั้งหมดคือ
1.คืนอำนาจให้เหมือนเดิม
2.นำทรัพย์สินคืน พ.ต.ท.ทักษิณไปและ
3.ต้องไม่ให้ติดคุก
และสรุปก็คือไม่ต้องการปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งไม่เห็นด้วย

นายสุเทพกล่าวว่า สำหรับข้อเรียกร้องให้ยุบสภานั้นก็เป็นแนวทางที่สามารถทำได้ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี ได้บอกแล้วว่าหากสถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น ไม่ทำให้เกิดเหตุที่นำไปสู่การจลาจลวุ่นวาย
รัฐบาลก็น่าจะพิจารณาได้ แต่ต้องดูเรื่องอื่นประกอบด้วย เช่น เรื่องเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน
ความปลอดภัยของบ้านเมือง และต้องให้ชัดเจนว่าทุกฝ่ายทุกกลุ่มที่ทำกิจกรรมนอกกฎหมายหรือ
ไม่เคารพกฎเกณฑ์ กติกาบ้านเมืองต้องสลายตัว ไม่เช่นนั้นเมื่อไปหาเสียงเลือกตั้งก็ไปทุบไปตีกัน
กลางสนามเลือกตั้งบ้านเมืองก็แย่ อย่างนี้ต้องให้ชัด ดังนั้น เรื่องที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรจะพิจารณา แต่การย้อนกลับไปนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาใช้นั้นสู้มาร่วมมือกันแก้ไข
รัฐธรรมนูญกับรัฐบาลไม่ดีกว่าหรือเพราะรัฐบาลก็ทำตามมติของคณะกรรมการสมานฉันท์อยู่แล้ว
เพื่อที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ

"ข้อเรียกร้องใดๆ ก็ตามที่แสดงให้ประชาชนทั้งประเทศเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณนั้นอยู่เหนือกฎหมาย
ไม่ต้องถูกดำเนินคดี ไม่ต้องติดคุก ไม่ต้องถูกยึดทรัพย์แม้จะทำผิดกฎหมายนั้นอย่างนี้รับไม่ได้แน่
เพราะมันจะทำให้ประเทศนี้ไม่มีบรรทัดฐานอะไรเลย และผิดหลักการปกครองของบ้านเมือง
นอกนั้นข้อเสนออื่นๆ พิจารณาได้ ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมายไทย ทำตัวอยู่เหนือคนไทย
คนไทยอื่นๆ ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายทุกคน ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนเดียวที่อยู่เหนือกฎหมาย
ก็อยู่ต่างประเทศดีแล้ว" นายสุเทพกล่าว

รองนายกฯกล่าวกรณี เมื่อพิจารณาดูแนวโน้มแล้วสถานการณ์ในช่วงปีใหม่ น่าเป็นห่วงหรือไม่ว่า
เรื่องของบ้านเมืองเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องกังวลใจติดตามช่วยกันแก้ไขปัญหา แต่ความกังวลใจอย่าให้กลายเป็น
ความทุกข์ถือว่า มีหน้าที่แก้ไขปัญหาบ้านเมืองต้องช่วยกันไป ส่วนตัวก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดที่จะรักษาบ้านเมือง
ให้อยู่ในกฎเกณฑ์ กติกา ให้มีความสงบสุข

ส่วนที่พรรคการเมืองใหม่ (กมม.) ระบุ อาจมีการสั่งการให้ ส.ส.พท. 100 คน ลาออกเพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภา
มีความเป็นไปได้หรือไม่นั้น นายสุเทพกล่าวว่า ได้ติดตามสถานการณ์และพอจะคาดการณ์ได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ
จะต้องทำด้วยวิธีการต่างๆ นานา ทั้งในกฎหมาย และนอกกฎหมาย เป้าหมายคือ ต้องการโค่นล้มรัฐบาล
ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในประเทศไทย ซึ่งก็ชัดเจนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า
สถานภาพของรัฐบาลในสภาก็ไม่มั่นคง เพียงแต่ต้องเตรียมการแก้ไขปัญหา และบอกให้ประชาชนทราบ
รัฐบาลจะทำโดยเปิดเผย ผู้สื่อข่าวถามว่า ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่ฝ่ายเดียวเพราะฝ่ายตรงข้าม
รุกหนักมาก นายสุเทพกล่าวว่า ทำอย่างไรได้ เมื่อเราเจอกับคนที่ร้ายกาจอย่างนี้ก็ต้องเหนื่อยหน่อย
ซึ่งทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พท. และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
หรือกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวกรณีหาก พ.ต.ท.ทักษิณ บรรลุเงื่อนไขการเจรจา 3 ข้อ กลุ่มคนเสื้อแดงจะยุติการเคลื่อนไหว
หรือไม่ว่า ก็ให้เปิดแถลงข่าวทำสัญญากันไปเลย ทั้งกลุ่มเสื้อแดง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)
พรรคประชาธิปัตย์ พท. และเสื้อน้ำเงิน ว่าจะเอาผลเลือกตั้ง เอาเสียงประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศมาตัดสิน
ใครแพ้หยุด ใครชนะได้ทำงาน เดิมพันแผ่นดินกันไปเลย ผลออกมาอย่างไรทุกฝ่ายต้องยอมรับ

แต่ที่สำคัญอย่าใช้วิธีสกปรก ซึ่งขึ้นอยู่ที่ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
กล้าหรือไม่ ถ้ากล้า วันที่ 22 ธันวาคม พวกตนก็พร้อมทำสัญญาทันที

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขานุการ นปช.-แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี
เข้าตาจนแล้วจึงออกมาเสนอให้มีการเจรจา เนื่องจากล่าสุด นายสุพร อัตถาวงศ์ อดีต ส.ส.นครราชสีมา
พรรคไทยรักไทยและแกนนำคนเสื้อแดง ได้รับมติจากแกนนำคนเสื้อแดงให้นำประชาชนที่ไร้ที่ทำกินจำนวนหนึ่ง
ขึ้นหักล้างถางพงที่ดินบริเวณเขายายเที่ยงที่พล.อ.สุรยุทธ์ ถือครองและมีบ้านพักตากอากาศอยู่
ในวันที่ 11 มกราคม 2553 เพราะแกนนำคนเสื้อแดงเห็นว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ซึ่งเป็นถึงองคมนตรียังสามารถถือครอง
ที่ดินในเขตป่าสงวนฯได้ ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่ไร้ที่ดินทำกินก็ต้องเข้าไปจับจองเป็นเจ้าของได้เหมือนกัน

"การออกมานำเสนอเรื่องการเจรจาของ พล.อ.สุรยุทธ์นั้นเป็นเพียงเล่ห์อำมาตย์ฯ ที่ออกมาตบตาคนเสื้อแดง
ดังนั้น ไม่ว่าการเจรจาจะเกิดขึ้นในมุนไหนอย่างไร
จะไม่มีผลกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง
และยังจะดำเนินการตามมติแกนนำคนเสื้อแดงที่ได้มอบหมายให้นายสุพร พาพี่น้องประชาชนไร้ที่ทำกิน
บุกขึ้นยึดที่ดินเขายายเที่ยงเพื่อทำกินเหมือนเดิม" นายณัฐวุฒิกล่าว

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องการเจรจามีการพูดกันมานานแล้ว
เมื่อถามว่าจะเข้าไปช่วยเป็นตัวกลางในการเจรจาหรือไม่ ก็ช่วยอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะตนเพราะคนไทยทุกคน
มีหน้าที่ทำให้สงบ เมื่อถามว่าการที่เจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณหมายถึงพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นตัวปัญหาใช่หรือไม่
พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่การพูดคุยกันเป็นสิ่งที่ควร

ขอโทษแผ่นดินเป็นของพวกมึง แค่ไม่กี่กลุ่มตั้งแต่เมื่อไหร่


http://www.thairath.co.th/gallery/view/pol/1216

January 4, 2010, 8:43pm



ชาวโคราช ทยอยกลับบ้าน มีสุนัขแสนรู้ ปีนนั่งบนหลังคา เรียกเสียงหัวเราะจากผู้พบเห็น


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Mon Jan 04, 2010 8:47 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Dec 24, 2009 10:14 am

http://www.thaipost.net/news/241209/15462

ปูดข่าวFBIสอบแฮ็กบัญชีซิตีกรุ๊ป

24 ธันวาคม 2552 - 00:00

วอลสตรีทเจอร์นัลปูดข่าวเอฟบีไอสอบแฮ็กเกอร์รัสเซียลอบขโมยเงินจากบัญชีธนาคารซิตีกรุ๊ปนับร้อยล้านเหรียญฯ
ต้อนรับซาร์ไซเบอร์คนใหม่หมาดของสหรัฐ ที่ประธานาธิบดีโอบามาเพิ่งแต่งตั้งหลังเฟ้นหานาน 7 เดือน
แต่ซิตีกรุ๊ปนอนยันไม่มีเงินสูญหาย ระบบคอมพ์แบงก์เปล่าถูกเจาะ

หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัลรายงานอ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลสหรัฐที่ไม่ระบุนามเมื่อวันอังคารว่า
การโจมตีในโลกไซเบอร์ที่เชื่อว่าเชื่อมโยงกับแก๊งอาชญากรรมจากรัสเซีย ที่สำนักสอบสวนกลางสหรัฐ
(เอฟบีไอ) กำลังสอบสวนนี้ มีเป้าหมายที่ธนาคารซิตีแบงก์ บริษัทลูกของซิตีกรุ๊ป คาดว่าคนร้ายอาจเจาะเข้า
ระบบของธนาคารผ่านบุคคลที่สาม

รายงานกล่าวว่า การโจมตีดังกล่าวน่าจะเกิดเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาและถูกตรวจพบตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
แต่พนักงานสอบสวนสงสัยว่าการลอบจารกรรมทางออนไลน์นี้อาจเกิดมาตั้งแต่หนึ่งปีก่อนหน้านั้นแล้ว
นอกจากซิตีแบงก์แล้วยังมีหน่วยงานอีก 2 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นสำนักงานของรัฐบาลสหรัฐ
ตกเป็นเป้าหมายของแฮ็กเกอร์เหล่านี้ด้วย

อย่างไรก็ดี รอยเตอร์เผยว่า ริชาร์ด โคลโค โฆษกของเอฟบีไอ ปฏิเสธจะตอบคำถามถึงเรื่องนี้
โดยอ้างเหตุผลว่าเอฟบีไอมีนโยบายจะไม่ยืนยันหรือปฏิเสธเกี่ยวกับการสอบสวนที่กำลังดำเนินอยู่
โฆษกของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิก็ปฏิเสธจะให้ทัศนะเช่นกัน

ด้านซิตีกรุ๊ปออกแถลงการณ์ยืนยันว่าไม่มีการรุกล้ำเข้าระบบของธนาคารหรือมีการขโมยเงินจากบัญชี

สกอตต์ เวอร์นิค ทนายความจากฟอกซ์รอธไชลด์แอลแอลพี ที่ดูแลปัญหาการรักษาข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
ของลูกค้าด้วย กล่าวว่า สถาบันการเงินแทบทุกแห่งที่มีขนาดใหญ่โตเช่นนี้พยายามกันอย่างหนักเพื่อ
ป้องกันการจารกรรมข้อมูล แต่ปัญหาก็คือพวกอาชญากรทำงานหนักยิ่งกว่า

วอลสตรีทเจอร์นัลอ้างถึงลูกค้าซิตีแบงก์รายหนึ่งที่พบว่าเงินถูกโอนออกจากบัญชีมากกว่า 1 ล้านเหรียญฯ
ไปยังบัญชีธนาคารในลัตเวียและยูเครน โดยซิตีแบงก์ช่วยนำเงินส่วนใหญ่กลับคืนมาได้
และยังเติมเงินที่หายไปจนครบ แต่หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เสริมว่ายังไม่มีความชัดเจนว่ากรณีของลูกค้ารายดังกล่าวนั้น
เป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีซิตีกรุ๊ปครั้งดังว่าหรือไม่ คำแถลงของธนาคารบอกว่าคดีนี้เป็นคดีฉ้อโกงแยกต่างหาก

ซิตีกรุ๊ปกล่าวด้วยว่า พวกแฮ็กเกอร์โจมตีบริษัทหลายแห่งทั่วโลก และเคยมีความพยายามเจาะเข้าระบบของ
ธนาคารมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่มีครั้งไหนที่ประสบความสำเร็จ

แต่เฟร็ด เคต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความมั่นคงไซเบอร์ประยุกต์จากมหาวิทยาลัยอินเดียนา กล่าวว่า
หลักฐานที่มีท่วมท้นทุกวันนี้ชี้ว่า การโจมตีประสบผลในหลายๆ กรณีโดยเฉพาะการใช้ยุทธวิธี
สร้างกลลวงทางสังคมออนไลน์

ในขณะที่ปัญหาการลอบโจรกรรมผ่านการจารกรรมข้อมูลจากสถาบันการเงินกำลังสร้างความวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ นั้น
วันอังคารที่ผ่านมา ทำเนียบขาวได้แถลงข่าวว่าประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้แต่งตั้งฮาวเวิร์ด ชมิดต์
ขึ้นเป็นผู้ประสานงานด้านความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติแล้ว หลังจากที่ใช้เวลาเสาะหามานาน 7 เดือน
กว่าจะพบบุคคลที่ยินยอมรับตำแหน่งนี้

ชมิดต์มีประสบการณ์ในการทำงาน 40 ปีทั้งกับหน่วยงานของรัฐ, ธุรกิจเอกชน และตำรวจ
เขาเคยเป็นผู้บริหารของอีเบย์และไมโครซอฟท์ที่เคยให้คำปรึกษาด้านไซเบอร์แก่
ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู
. บุช
ปัจจุบันเขาเป็นประธานของอินฟอร์เมชั่นซีคิวริตีฟอรัม กลุ่มความร่วมมือ
ไม่แสวงหากำไรขององค์กรสาธารณะและบริษัทขนาดใหญ่รวม 300 แห่งที่ทำงานด้านความมั่นคงโลกไซเบอร์

ซาร์ไซเบอร์รายนี้จะสังกัดคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติและทำหน้าที่ประสานนโยบายความมั่นคงไซเบอร์
ของรัฐบาลกลางกับทั้งสำนักงานพลเรือนและทหาร โดยเขาจะทำหน้าที่อย่างใกล้ชิดกับทีมเศรษฐกิจของประธานาธิบดี
และรายงานต่อประธานาธิบดีเป็นระยะๆ.

http://www.komchadluek.net/detail/20091224/42543/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%898%E0%B8%9B%E0%B8%B5.html


วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2552

อิหร่านกักเมีย-ลูก"บิน ลาเดน"ไว้8ปี



คมชัดลึก :อิหร่านกักบริเวณในบ้านพัก ภรรยากับลูก 6 คนของนายอุสมา บิน ลาเดนไว้ 8 ปี
ซึ่งบุตรสาววัย 17 ปีเพิ่งหนีไปลี้ภัยในสถานฑูตซาอุดิอาราเบียได้ไม่ถึงเดือน

(24ธ.ค.) หนังสือพิมพ์"อัสฮาร์ค อัล-อาวแซท"ของซาอุดิอาราเบียรายงานเมื่อวันพุธ
โดยอ้างถ้อยแถลง ของนายโอมาร์ บิน ลาเดน บุตรชายคนที่ 4 ของนายอุสมาร์ บิน ลาเดน
ผู้นำเครือข่ายก่อการร้ายอัล ไกด้า ผู้พำนักอยู่ที่ประเทศกาตาร์ ที่ว่า นางไคริย่า ภรรยาคนหนึ่งของนายบิน ลา เดน
ได้ถูกอิหร่านกักบริเวณไว้ในบ้านพักที่กรุงเตหรานมานาน 8 ปีแล้ว พร้อมบุตรและธิดา 6 คน
ประกอบด้วยซาอัด วัย 29 ปี , อัทแมน วัย 25 ปี , ฟาติมา วัย 22 ปี ,ฮัมซ่า วัย 20 ปี และบาคร์วัย 15 ปี
ส่วนอิหมาน วัย 17 ปี เพิ่งหนีเข้าไปขอลี้ภัยในสถานฑูตซาอุดิอาราเบียในกรุงเตหรานเมื่อเร็วๆนี้ นายโอมาร์ กล่าวว่า
นับจากสหรัฐ,ฯบุกอาฟกานิสถานเมื่อ ปี 2544 เขากับพี่น้องคนอื่นๆไม่ทราบว่าพี่น้องกลุ่มนี้หายไปไหน
เพิ่งรู้เมื่อประมาณ 1 เดือนก่อนว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ เพราะนายอัทแมนขอยืมโทรศัพท์มือถือของชาวอิหร่านคนหนึ่ง
โทรศัพท์มาหา นายโอมาร์กล่าวด้วยว่ารัฐบาลอิหร่านไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรกับพวกเขากลุ่มใหญ่
ซึ่งไม่มีประเทศไหนต้องการ จึงเก็บพวกเขาไว้เพื่อความปลอดภัยซึ่งนายโอมาร์บอกว่าเขาซาบซึ้งมาก
เขากล่าวว่า ญาติๆกลุ่มนี้เล่าว่าใช้ชีวิตปกติที่สุดที่จะทำได้ เช่นทำอาหาร ดูโทรทัศน์และอ่านหนังสือ
นานๆครั้งถึงจะได้รับอนุญาตให้ออกไปชอปปิ้ง ซึ่งครั้งหนึ่งเมื่อเดือนที่แล้ว เป็นจังหวะที่อิหมานใช้หลบหนี
และว่าเธออยู่ในสถานฑูตซาอุดิอาราเบียมา 25 วันแล้ว

เชื่อกันมานานก่อนหน้านี้ว่าอิหร่านได้ควบคุมตัวบุตรบางคนของนายบิน ลาเดนไว้ นับจากพวกเขาหนีจากอาฟกานิสถาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งซาอัตกับฮัมซ่า ผู้ที่เชื่อกันว่ามีตำแหน่งในอัล ไกด้า และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯแถลงในปีนี้ว่า
ซาอัตอาจถูกสังหารในปฏิบัติการทางอากาศครั้งหนึ่งของสหรัฐฯในปากีสถานเมื่อ 18 เดือนก่อน
และคาดว่าเขาอาจไปที่นั่นหลังเป็นอิสระจากอิหร่าน แต่ก็ไม่อาจยืนยันรายงานข่าวได้
หนังสือพิมพ์"เดอะ ไทมส์" ของอังกฤษรายงานด้วยว่า หลานๆ 11 คนของนายบิน ลาเดนอยู่ในที่พัก
ที่มีการรักษาความปลอดภัยแน่นหนานอกกรุงเตหะรานด้วย และว่าช่วงไม่นานก่อนเกิดเหตุ
วินาศกรรม 11 กันยายน 2554 ในสหรัฐฯ ครอบครัวนี้ได้หนีออกจากอัฟกาสานิสถานโดยเดินไปที่ชายแดนอิหร่าน
ถูกจับและถูกนำมาควบคุมตัวไว้ที่นั่น ซึ่งนายฟูอัต กัสซาส อุปฑูตซาอุดิอาราเบียในเตหรานยืนยันว่าอิหม่านอยู่ที่นั่น
และกำลังขออนุญาตออกจากอิหร่าน แต่ยังไม่ได้รับอนุญาต

โอมาร์กล่าวด้วยว่าบุตรอีก 5 คนของนายบิน ลาเดนอยู่ ที่ซาอุดิอาราเบีย ส่วนอีก 3 คนรวมทั้งนางนัจวา
มารดาของเขาอยู่ที่ซีเรีย เขาคาดหวังว่าพวกที่อิหร่านจะได้รับอนุญาตให้ออกจากที่นั่นและว่าพวกเขาอยาก
อยู่ด้วยกันในฐานะครอบครัว เขามีหลาน 11 คนที่ไม่เคยได้พบกันและว่าเด็กๆไม่สมควรถูกตัดสิน
จากบาปกรรมที่บิดาของพวกเขาก่อขึ้น

มีรายงานว่านายบิน ลาเดนซึ่งมีวัย 50 ปีเศษ มีบุตรรวม 19 คนกับภรรยาหลายคน และเขามีภรรยาอย่างน้อย 1คน
กับลูกๆอยู่กับเขาที่อาฟกานิสถานในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990หลังถูกขับจากซูดานซึ่งเป็นที่ลี้ภัยก่อนหน้านี้
และพวกเขาหนีเมื่อสหรัฐฯบุกอาฟกานิสถาน

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 25, 2009 5:03 pm

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1261720354&grpid=01&catid=

วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 12:52:11 น.
มติชนออนไลน์



ระทึก หญิงสติฟั่นเฟือนชนโป๊ปล้มขณะประกอบพิธีมิซซาคริสต์มาสอีฟ(ชมคลิปวีดีโอ)

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.ว่า เกิดเหตุระทึก หญิงรายหนึ่งได้ก่อเหตุพุ่งเช้าชน
สมเด็จพระสันตปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 เมื่อคืนวันพฤหัสบดีทีผ่านมา ทำให้พระองค์ล้มลงกับพื้นขณะที่ทรงเดินเข้า
มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์เพื่อประกอบพิธีสวดวันก่อนคริสต์มาส แต่เคราะห์ดีพระองค์ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
โดยสามารถประกอบพิธีได้ตามเดิม

คลิปวิดีโอแสดงภาพให้เห็นว่า หญิงรายหนึ่งใส่เสื้อกันหนาวสีแดง กระโดดข้ามรั้วกั้น พุ่งตรงเข้าหา
สมเด็จพระสันตะปาปา พระชนมายุ 82 พรรษา ขณะที่พระองค์ทรงเดินนำขบวนพระคาร์ดินัลร่วม 30 พระองค์
เข้าไปในสถานที่ประกอบพิธี โดยเธอสามารถคว้าเสื้อคลุมขององค์สันตะปาปาไว้ได้ และกระชากเสื้อ
จนทำให้พระองค์ล้มลง แต่ทรงไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ ก่อนจะถูกรวบตัวและนำตัวไปสอบปากคำแล้ว
โดยตำรวจสำนักวาติกัน

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคนที่ได้รับผลกระทบในเหตุชุลมุนดังกล่าวโดยพระคาร์ดินัลโรเจอร์ เอเชกาเรย์ วัย 87 ปี
จากฝรั่งเศสก็เป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งได้รับบาดเจ็บขาหักจากเหตุการณ์นี้ แม้พระคาร์ดินัลรูปนี้จะอยู่ห่างจาก
พระสันตะปาปา หลายเมตรก็ตาม


http://www.thairath.co.th/content/oversea/56659
January 4, 2010, 8:36pm


โป๊ปอภัย สตรีคลั่ง พุ่งข้ามรั้ว



ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ทรงรับสั่งให้เลขาฯ เยี่ยมสตรีคลั่งที่ศูนย์โรคจิต ขณะที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นระบุ
อภัยโทษให้ ส่วนการฟ้องร้องต้องสืบประวัติจิตเวชโดยละเอียด...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 3 ม.ค. ว่า เมื่อวันคริสต์มาสอีฟที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16
ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ มองซินญอร์ ยอร์ก เกนชไวน์ เลขาธิการส่วนพระองค์ เดินทางไปเยือนสถานบำบัดทางจิต
ใกล้กับกรุงโรม เพื่อเยี่ยม ซูซานนา มาอีโอโล วัย 25 ปี ผู้กระโดดข้ามรั้วกีดขวาง พุ่งร่างเข้าหาสมเด็จพระสันตะปาปา
จนทำให้พระองค์ล้มลงกับพื้น ขณะทรงเดินนำขบวนพระคาร์ดินัลเข้าไปในสถานที่ประกอบพิธีมิสซา

โดย หนังสือพิมพ์ อิล จิโอนาล ของอิตาลีระบุว่า พระองค์พระราชทานอภัยโทษให้ และ ซูซานนา อาจไม่ถูกดำเนินการฟ้องร้อง
แต่ทั้งนี้ต้องสืบประวัติทางจิตเวชโดยละเอียด


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Mon Jan 04, 2010 8:41 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

==เรื่องจริงจากแดนใต้==

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Dec 26, 2009 11:15 pm

ยึดขีปนาวุธหนัก 40 ตันบรรทุกเครื่องบินเกาหลีเหนือส่งต่อยูเครน
ดักทาง...เรื่องขีปนาวุธ

==เรื่องจริงจากแดนใต้==

by Skyman » 05 Feb 2009 15:15
กระทู้นี้รวมรูปจากภาคใตเท่าที่ผมมีครับ และจะหามาเพิ่มเรื่อย ๆ ท่านใดมีรูปก็มาแชร์กันได้ครับ

ผมจะเริ่มขุดของเก่ามาใส่ก่อนนะครับผม ถ้าเอาของเก่ามาใส่เต็มเมื่อไหร่จะทะยอย ๆ เอาของใหม่มาลงครับ



Thai soldiers and police officers stand as pay their respects to a colleague who was shot dead by militants
during a funeral ceremony at the airport in Narathiwat province, 03 August 2007.
Three Muslims have been shot dead by suspected militants in separate attacks in Thailand's insurgency-torn south,
police said. AFP PHOTO/Madaree (Photo credit should read MADAREE TOHLALA/AFP/***** Images)



Thai soldiers check the site of a roadside bomb in Thailand southern province of Pattani, 28 September 2007.
Seven people were injured in the attack among them are three teachers, two soldiers and two policemen.
More than 2,500 people have been killed in the far south since the latest unrest erupted in January 2004.
The Muslim region was annexed by mainly Buddhist Thailand a century ago,
and separatist tensions have simmered since. AFP PHOTO/Tuwaedaniya MERINGING
(Photo credit should read Tuwaedaniya MERINGING/AFP/***** Images)


A Thai explosive ordinance device expert checks a damaged car destroyed by a roadside bomb in Thailand
southern province of Pattani, 28 September 2007. Seven people were injured in the attack among them are three teachers,
two soldiers and two policemen. AFP PHOTO/Tuwaedaniya MERINGING
(Photo credit should read Tuwaedaniya MERINGING/AFP/***** Images)

Thai troopers march towards their duty areas in Thailand's restive southern Yala province, 01 November 2007.
Suspected rebels fighting for a separate Muslim state in southern Thailand shot dead an army sergeant
and two civilians in the embattled region. Separatist violence erupted in the three Muslim-majority provinces
bordering Malaysia in January 2004. AFP PHOTO/ Muhammad SABRI
(Photo credit should read MUHAMMAD SABRI/AFP/***** Images)

Thai soldiers patrol the streets following a bomb blast that injured four villager and three police officers
in Thailand's southern Yala province, 02 November 2007. Three Muslim men were shot dead in separate
attacks in Thailand's violent south and 10 people were wounded when a bomb exploded in a busy market.
More than 2,700 people have been killed in the south since unrest erupted in January 2004,
with both Buddhists and Muslims the target of almost daily shootings, bombings and ambushes.
AFP PHOTO / Muhammad SABRI (Photo credit should read MUHAMMAD SABRI/AFP/***** Images)

A Thai soldier assits polling agents in setting up a booth on the eve of the general elections in
Thailand's southern Yala province, 22 December 2007. Thailand was poised for the first election
since last year's bloodless coup, under the close watch of the military and the looming shadow of deposed
prime minister Thaksin Shinawatra. AFP PHOTO/ Muhammad SABRI
(Photo credit should read MUHAMMAD SABRI/AFP/***** Images)


A Thai soldier (R) casts his vote as a Thai Muslim officer (L) looks on at a polling booth in restive
Muslim majority province of Yala southern Thailand, 15 December 2007. Thai voters across country
cast their vote in advance voting prior the general election scheduled on December 23, 2007.
Nearly 2,500 people died in the violence crackdown in three Muslim majority provinces of Pattani, Yala and Narathiwat

A voter leaves after casting her vote and passing a Thai army soldier manning a polling station in Yala,
in the restive Muslim majority province in the deep south of Thailand , site of bloody separatist violence,
in the Thai general elections 23 December 2007. Millions of Thais cast their votes Sunday in a general election
restoring democracy to the country after last year's coup that ousted former premier Thaksin Shinawatra
whose shadow looms large over the polls. Some 43 political parties registered to contest the election,
but the two main rivals are the People Power Party (PPP), whose main platform has been to bring Thaksin back
to Thailand and give him a fair trial on numerous corruption charges, and the Democrat Party,
the main opposition party during Thaksin's controversial premiership

A Thai border police officer examines the dead body of a Muslim villager killed by suspected militants
in Thailand's violence-torn southern Yala province, 19 November 2007. More than 2,700 people have been killed
in nearly four years of unrest in Thailand's south, which was an ethnic Malay sultanate until Buddhist Thailand
annexed it a century ago, provoking decades of tension. AFP PHOTO/ Muhammad SABRI
(Photo credit should read MUHAMMAD SABRI/AFP/***** Images)


Thai soldiers carry his comrade who was injured after the ambush roadside bomb attack in Yala province
southern Thailand, 27 February 2008. Suspected separatist Muslim militant set up a roadside bomb trap
killed one Thai rangers and injuring four, police said. Nearly 2,900 people have died in government crackdowns,
bombings, revenge killings and beheadings since 2004 in three Muslim majority provinces of Narathiwat, Pattani and Yala

Thai soldiers with their M16 guns make their way to vote as a Thai Muslim officer (C) check their names
during the advance votes for senators election at a polling booth in restive Muslim majority province of Yala,
southern Thailand, 23 February 2008. Thailand's Election Commission (EC) hold advance voting for senators election
scheduled on March 2, to allow workers to cast ballots in places outside their hometowns. Nearly 2,900 people
died in the violence crackdown in three Muslim majority provinces of Pattani, Yala and Narathiwat

A Thai soldier stands guard during a security check in front of muslim mosque in Yala province on February 19, 2008.
More than 2,900 people have been killed since separatist unrest erupted in January 2004 in the south,
which was an autonomous Malay Muslim sultanate until mainly Buddhist Thailand annexed it in 1902,
provoking decades of tension. AFP PHOTO/Muhammad SABRI
(Photo credit should read MUHAMMAD SABRI/AFP/*****Images)

A soldier helps an injured colleague after a roadside explosion in Thailand's restive southern Pattani province
on March 27, 2008. Four soldiers were injured when their Humvee was blown up by a roadside bomb in Pattani.
More than 3,000 people have been killed in separatist violence in the south since January 2004.
The region was once an autonomous Malay sultanate until Buddhist Thailand annexed it a century ago,
provoking decades of tension. AFP PHOTO / Tuwaedaniya MERINGING
(Photo credit should read Tuwaedaniya MERINGING/AFP/***** Images)

Thai soldiers inspect a wreckage of a military humvee vehicle at a bomb blast site in Pattani province southern Thailand,
27 March 2008. Suspected Muslim militants set up a roadside bomb trap that injured five Thai soldiers, police said.
Nearly 2,900 people have died in government crackdowns, bombings, revenge killings and beheadings since 2004
in three Muslim majority provinces of Narathiwat, Pattani and Yala

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Dec 26, 2009 11:41 pm

sunny Today at 10:37 pm


นายวิคเตอร์ อนาโตลเจวิช บูต ( Viktor Bout ) หรือบอริส ( Boris ) สัญชาติรัสเซีย อดีตเคจีบี

ทั่วโลกเขารู้กันดีว่า คุกในประเทศไทย เป็นคุกที่สามารถกระทำการชิงตัวนักโทษได้ง่ายที่สุด(รึเปล่า)

ดีไม่ดี อาจมีรายการชิงตัวนักโทษ “วิกเตอร์ บูต” ขึ้นมาก็ได้ ใครจะรู้

เมื่อใดก็ตามที่ “วิกเตอร์ บูต” เกิดมีการแหกคุกขึ้นมาจริงๆ ประเทศที่จะกระโดดมาเสนอหน้าก่อนใครก็คือ อเมริกา นี่แหละ

แล้วก็จะมีการจัดส่งกองทัพยูเอ็นเข้ามาดำเนินการฝังรากลึก แบบไล่ยังไงก็ไม่ไป(ดื้อด้าน)

ฝังรากลึกอย่างเดียวไม่พอ ยังเป็นตัวซวย ทำให้ประเทศชาติที่พวกนี้เข้าไปฝังรากต้องพังฉิบหาย

ก็เขียนๆไปอ่ะนะ เผื่อจะมีใครมาอ่าน
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
จากความเห็นของ sunny ก็มีความเป็นไปได้ในกรณีนี้ ถือว่า ดักทางความเป็นไปได้อีกข้อหนึ่ง
แต่ในความรู้สึกของคนทั่วไปยังไม่แรงพอที่จะหาเหตุอ้างเอากองกำลัง UN เข้ามาได้
ดังนั้นจำเป็นต้องสร้างเหตุการณ์ที่แรงประมาณ 911 ในไทยจึงจะใช้ข้ออ้างเหมือนอิรัก
คือ การโจมตีก่อน ซึ่งตอนนั้น บุช บุกอิรัก ก็ไม่ได้สนใจ UN เลยแม้แต่น้อย

แต่ในกรณีของ โอบามา ไม่สามารถทำแบบบุชได้ จึงอ้างเหตุ
โดยใช้กำลัง UN เข้ามาช่วยเหลือได้อย่างมีเหตุผล


http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t671-40.htm

ความเห็นของ กระผมก็ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริง คือ
ตระกูลบุช มีความสนิทสนมกับ นักธุรกิจที่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายในเลบานอนชื่อว่า เฮซบอลเลาะห์
ซึ่งอเมริกากล่าวหาว่า อิหร่านและซีเรีย อยู่เบื้องหลัง อเมริกาดูเหมือนว่าจะทะเลาะกับอิหร่าน
แต่จริงๆ แล้ว ตั้งแต่สมัยปฏิวัติโคไมนี โค่นล้ม พระเจ้าชาห์ ของอิหร่าน
โคไมนีก็ถูกสนับสนุนโดย หน่วย MI6 ของอังกฤษ โดยไม่เปิดเผย เพื่อล้มระบอบกษัตริย์ในอิหร่าน
และก็เป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มที่ควบคุม นโยบาย new world order เพราะฉนั้นความขัดแย้งกับ อิหร่าน
เป็นแค่การปั่นราคาน้ำมันในตลาดโลกเท่านั้นเอง

ข่าวตอนแรกก็ออกมาแบบเหมารวมกลุ่มก่อการร้ายเกือบทุกกลุ่ม จนสุดท้ายไปลงเอยที่แถบตะวันออกกลาง
ทำให้สามารถใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างเรื่องว่า ไทยเป็นศัตรูกับกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้ (ที่เป็นศัตรูกับอิสราเอล)
และช่วงหลัง 11 กันยา อมริกาก็ประกาศว่ากลุ่มนี้ เป็นอันตรายมากกว่าอัลไกด้า
ซึ่งจะสามารถทำให้สร้างสถานการณ์โดยใครก็ได้ ที่คล้ายกับ 11 กันยา ในไทย โดยอ้างว่า กลุ่มก่อการร้าย นี้ทำ
เพราะไทยผูกติดเรื่องการข่าวกับอเมริกาอยู่แล้ว บอกให้ทำอะไรเชื่อหมด แล้วทำตามคำสั่งตลอด


จากนั้นจึงเคลื่อนกำลังเข้ามาในไทย ในลักษณะเป็นความช่วยเหลือของพันธมิตร
ซึ่งกองทัพของไทยอยู่ในความควบคุมของเขา โดยความร่วมมืิอของคนระดับสูงๆ ของไทยเอง
ทำให้อเมริกาสามารถใช้ ไทย เป็นฐานคานจีนได้

โดยปรกติกลุ่มบุช เป็นกลุ่มที่ทำมาหากินกับธนาคารข้ามชาติ ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
คือให้เงินทุนกับ ฮิตเลอร์ เพื่อสร้างอาวุธเอามารบกับพันธมิตรที่มีอเมริกาเป็นพี่ใหญ่
ทั้งๆ ที่ บุชเป็นคนอเมริกัน แปลกดีไหม? เป็นการสนับสนุนทั้งสองฝั่งเหมือนกับพ่อค้าอาวุธนั่นแหละ


เพราะฉนั้นการที่อเมริกา จับอาวุธที่ผลิตในรัสเซียและกล่าวหาว่า รัสเซีย อยู่เบื้องหลัง
ทั้งๆ ที่ข่าวก็บอกอยู่แล้วว่า บูท ขายให้ใครก็ได้ที่จ่ายเงินให้ทั้งสองฝ่าย และ ใครซื้อก็ได้
บูทจึงไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งของ รัสเซีย ก็ย่อมได้


จึงเป็นการยิงนัดเดียวได้นกหลายตัว คือ ทำให้ รัสเซีย มีภาพเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้าย
ในประชาคมโลก และ เป็นข้อต่อรองกับจีนเพราะจีนสนับสนุนเกาหลีเหนือ รวมถึง
หาเหตุเอากองกำลังมาตั้งในไทย เพื่อ ปิดล้อมจีนด้านใต้ เป็นการเข้าสู่ระบบ การปกครอง
โดยรัฐบาลโลก และ จัดระะเบียบโลกใหม่ ให้ทุกประเทศกลายเป็นทาส



http://www.weopenmind.com/board/index.php?topic=2522.msg23311;topicseen
อภิมหาคาร์บอมบ์ ระเบิด 1 ตัน แถม 1 ศพ

อานุภาพความรุนแรงระเบิดคาร์บอมบ์ลอบสังหารนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ ระบุว่า...รุนแรงเป็นอันดับสอง

อันดับหนึ่ง ครั้งใหญ่ที่สุด...รุนแรงที่สุด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2537

ข้อมูลจากแฟ้มข่าว ศูนย์ข้อมูลไทยรัฐ บันทึกว่า สน.ลุมพินี รับแจ้งเหตุพบระเบิดบรรจุอยู่ในแท็งก์น้ำเหล็ก
บนกระบะหลังรถบรรทุก 6 ล้อยี่ห้อ อีซูซุ สีฟ้า ทะเบียน 71-7888 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ริมถนนวิทยุ
ติดกับรั้วสวนลุมพินี ตรงข้าม สน.ลุมพินี

แท็งก์น้ำมีขนาด 120 เซนติเมตร คูณ 120 เซนติเมตร...บรรจุปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรตคลุกน้ำมันโซล่า
ไว้แน่นแท็งก์ ท้ายรถกระบะมีกระป๋องน้ำมันโซล่า 4 แกลลอน ใช้ไปแล้ว 2 แกลลอน

เมื่อเจ้าหน้าที่สรรพาวุธ ตักแอมโมเนียมไนเตรตออก พบวัตถุระเบิดชนิดซีโฟร์บรรจุในขวดน้ำอัดลม
ขนาด 2 ลิตร ขนาด 2 ปอนด์ จำนวน 2 ลูก ภายในมีเชื้อปะทุไฟฟ้า 10 ดอก และยังพบดินระเบิดซีโฟร์
ขนาด 1 ส่วน 4 ปอนด์อีก 5 ลูก มีเชื้อปะทุภายในรวม 6 ดอก

หลักฐานสะดุดใจ...สำคัญ คือการพบศพ...นายชม ทิหล้า อายุ 43 ปี คนขับรถของ
บริษัทธรรมวุฒิการขนส่ง จำกัด ซึ่งถูกห่อด้วยผ้าพลาสติก คาดว่าเสียชีวิตมาแล้ว 4-5 วัน

สถาบันนิติเวชวิทยา กรมตำรวจ ชันสูตรศพพบว่า รอบบริเวณลำคอมีรอยเป็นแนวคล้ายถูกบีบอย่างแรง
ศีรษะบวมมีเลือดคั่ง กระดูกกล่องเสียงหัก

สันนิษฐานว่า...ตายเพราะขาดอากาศหายใจเนื่องจากถูกรัดคอ

จ.ส.ต.สมเกียรติ นาคอ่อน เจ้าหน้าที่ตรวจงานเก็บกู้วัตถุระเบิด กก.3 กองสรรพาวุธ กรมตำรวจ
บอกว่า ระเบิดแสวงเครื่องที่พบ พร้อมจะระเบิดทุกเวลา หากมีใครมาเคลื่อนที่หรือแตะต้องฟิวส์
ที่ต่อเชื่อมกับแบตเตอรี่

เมื่อกลไกแรกทำงาน...แอมโมเนียมไนเตรตที่ผสมกับน้ำมันโซล่า น้ำหนัก 1 ตัน หรือ 1,000 กิโลกรัม
ก็กลายเป็นดินระเบิดเพิ่มแรงดันอีกเท่าตัว

ระเบิดชุดนี้ ถือเป็นระเบิดแสวงเครื่องขนาดใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยเห็นมา

ในช่วงที่พบระเบิดครั้งแรก ผู้เชี่ยวชาญระเบิดบอกว่า อำนาจการทำลายสูง สามารถพังตึกได้ทั้งหลัง
รัศมีการทำลาย ไกลถึง 1-2 กิโลเมตร

การสอบสวน...วันที่ 8 มีนาคม 2537 มีชายลักษณะเป็นชาวตะวันออกกลาง พูดไทยได้น้อยมาก
รูปร่างอ้วน ผิวดำ สูงประมาณ 178 เซนติเมตร อายุประมาณ 30 ปี มาขอเช่ารถกับนายถวิล ปวรัตน์วิจิตร
เจ้าของบริษัทธรรมวุฒิการขนส่ง จำกัด บอกว่าจะขนสินค้าไปเชียงใหม่ ตกลงกันในอัตรา
ค่าจ้าง 12,000 บาท มัดจำไว้ 500 บาท

ปริศนา...ทำไมรถบรรทุกระเบิด...จึงไปจอดนิ่งอยู่ หน้า สน.ลุมพินี เริ่มถูกคลี่คลาย ตำรวจสอบพบว่า
วันที่ 11 มีนาคม 2537 รถบรรทุกคันระเบิด ให้บังเอิญไปชนกับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ทีแซดอาร์ สีแดง
ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ที่หน้าห้างชิดลม

บุญเสริม แสนดี เจ้าของมอเตอร์ไซค์ ให้การว่า ชายลักษณะเป็นชาวอาหรับพูดไทยไม่ชัด
ลงมาจากรถบรรทุก ควักเงินดอลลาร์ยื่นให้

ข้อสะดุดใจ ยื่นเงินให้แล้ว แทนที่จะขับรถต่อไป กลับทิ้งรถ แล้วหายตัวไป

บุญเสริมจึงต้องแจ้งความ...ตำรวจก็มา นำรถไปจอดไว้ริมถนนวิทยุ และก็จอดอยู่อย่างนั้น 7 วัน 7 คืน

จนเมื่อเจ้าของรถบรรทุกนำเอกสารมาติดต่อรับรถคืน...จึงพบระเบิด

จุดที่จอดรถ ทิศทางที่คาดว่ารถบรรทุกระเบิดมุ่งหน้าเข้าหา เชื่อกันว่า เป็นสถานทูตสำคัญแห่งใดแห่งหนึ่ง
ไม่กี่วันต่อมา เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง มอสสาด จากอิสราเอล...เดินทางไปดู และเชื่อว่า
เป้าหมายรถบรรทุกระเบิดอยู่ที่สถานทูตอิสราเอล


ผู้เชี่ยวชาญจากอิสราเอล ประเมินรัศมีทำลาย รถบรรทุกระเบิดว่า ไม่น่าจะระเบิดได้แค่ 1-2 กิโลเมตร
ระเบิดขนาดนี้จะมีรัศมีการทำลายล้างไกลไปถึง 7 กิโลเมตร

ผู้เชี่ยวชาญระเบิดฝ่ายไทยบอกว่าอานุภาพของระเบิดแบบนี้ ตึกไม่ว่าจะกี่ชั้นก็ถล่มได้
ถ้าอยู่ในที่โล่งอานุภาพก็จะลดลง

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า สารแอมโมเนียมไนเตรตที่พบ และระเบิดซีโฟร์ เป็นประจุเพื่อทำลายล้าง
หากมีปุ๋ยกับเชื้อปะทุอย่างเดียว อาจทำให้อำนาจการทำลายล้างไม่สมบูรณ์

แอมโมเนียมไนเตรต ผสมน้ำมันโซล่าหรือเบนซิน เมื่อต่อเข้ากับเชื้อปะทุไฟฟ้าและระเบิดซีโฟร์
จะเป็นระเบิดที่มีชื่อเรียกว่า เอเอ็นเอฟโอ มีลักษณะเป็นดินพลาสติกคล้ายดินน้ำมัน ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น

ปั้นเป็นรูปร่างอะไรก็ได้ การนำเข้าก็ทำได้ง่าย

เชื้อปะทุ...ส่วนมากใช้ในราชการทหาร ดูจากลักษณะการติดเชื้อปะทุไฟฟ้า และซีโฟร์ไว้หลายจุด
เมื่อกดสวิตช์ ทุกตัวจะทำงานพร้อมกันหมด ตัวไหนพลาดก็มีอีกตัวสำรองไว้

แน่นอน...ผู้ที่ทำระเบิด เป็นผู้ที่มีความชำนาญทางวัตถุระเบิดสูง

การใช้รถบรรทุกระเบิด ก่อวินาศกรรม มีอยู่ 2 แบบ อาจนำไปจอดทิ้งไว้ที่เป้าหมาย
เพื่อให้คนภายนอกไปกดสวิตช์เปิดจึงเกิดระเบิด หรือการขับรถพุ่งเข้าชน แต่วิธีนี้
ตัวคนขับก็ต้องตายไปด้วย

ความรุนแรงระเบิดหนนี้ เทียบกับเหตุระเบิดที่สถานกงสุลอิรักท้องที่ สน.จักรวรรดิ เมื่อปี 2525
ครั้งนั้นใช้ระเบิดเพียง 10 กิโลกรัม ระเบิดตึก 3 คูหา


ครั้งนี้...ใช้ระเบิดถึง 1,000 กิโลกรัม...รัศมีทำลายจะขนาดไหน

เป้าหมายหลักของผู้ก่อวินาศกรรม ชุดสืบสวนมั่นใจว่า...คือ สถานทูตอิสราเอล
เป้าหมายรอง คือ สถานทูตอเมริกา


เจ้าหน้าที่เชื่อว่า เป็นความร่วมมือระหว่างขบวนการก่อการร้ายสากล กับขบวนการหัวรุนแรงภาคใต้
และขบวนการตามแนวชายแดน

เหตุระทึกใจ ผ่านไปเกือบสิ้นเดือนมีนาคม ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศไม่ระบุประเทศไหน
ประเมินอานุภาพระเบิด 1 ตัน ว่า ปุ๋ยที่พบในแท็งก์น้ำ ที่เข้าใจกันว่า เป็นปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรต
ที่จริงแล้วเป็นปุ๋ยยูเรียธรรมดา

หากเป็นปุ๋ยยูเรียธรรมดา อำนาจการทำลายก็จะน้อยมาก...อาจทำให้เสียงดังแท็งก์น้ำระเบิด
และรัศมีการทำลายก็น้อยกว่า ไม่น่าจะใช่ 1 กิโลเมตร หรือ 7 กิโลเมตร


ข้อมูลข่าวรถบรรทุกระเบิดชุดนี้ ชี้ว่า รัศมีการทำลายของระเบิดแต่ละชุด ไม่ใช่ประเด็น
ที่จะพูดกันง่ายๆ ไกลไปเท่านั้นเท่านี้

http://www.thaiarmedforce.com/forum/viewtopic.php?f=13&t=223
http://www.sk-local.go.th/modules/news/index.php?mode=detail&id=317

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังเปรียบเทียบให้เห็นถึงการระเบิดครั้งใหญ่ๆ
ที่ผ่านมาในอดีตว่า เมื่อปี 2536 มีการใช้ระเบิดขนาดใหญ่ในรถบรรทุก 6 ล้อ บรรจุในแท็งค์น้ำ
มีส่วนประกอบของปุ๋ยผสมแอมโมเนียไนเตรท ผสมกับทีเอ็นที เพื่อทำให้ระเบิดมีพลังมากขึ้น
โดยขณะนั้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม "เฮซบอลเลาะห์"
ที่เคลื่อนไหวอยู่ในประเทศเลบานอน ครั้งนั้นฝ่ายความมั่นคงประมาณว่า
รถบรรทุกคันดังกล่าวได้บรรทุกระเบิดน้ำหนัก 2 ตัน มีรัศมีทำลายล้างประมาณ 1 กิโลเม

ถ้านำมาเปรียบเทียบกับระยะรัศมีทำลายล้างที่เจ้าหน้าที่ได้กล่าวอ้างมาในวันที่ 24 สิงหาคมนั้น
คงไม่เหมือนกัน เนื่องจากน้ำหนักระเบิดที่จับได้มีเพียง 67 กิโลกรัม แต่ครั้งนั้นเกือบสองตัน
ตนอยากจะนำภาพเหตุการณ์ระเบิดที่เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2546
มาเปรียบเทียบให้ดู เนื่องจากในครั้งนั้นมีการใช้สารประกอบถึง 300 กิโลกรัม ทำให้อานุภาพ
การทำลายล้างกินบริเวณกว้างที่สำคัญการบรรทุกระเบิดต้องใช้รถขนาดใหญ่ 2 ถึง 3 คัน
ไม่ใช่รถเก๋งเหมือนอย่างนี้


http://www.the-thainews.com/misc/journal/jn140348_1.htm
http://topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/08/X5669013/X5669013.html
เหตุการณ์ก่อการร้ายสากลในประเทศไทย (ฉบับปรับปรุง)

1. การบุกยึดสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ระหว่าง 28-30 ธันวาคม 2515
โดยสมาชิกขบวนการก่อการร้ายปาเลสไตน์ อัลฟาตาห์ กลุ่ม BLACK SEPTEMBER
บุกเข้ายึดสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล

2. การปล้นยึดเครื่องบินจากฟิลิปปินส์มาลงไทยระหว่าง 7-13 เมษายน 2519
โดยผู้ก่อการร้ายขบวนการแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติโมโร (MORO NATIONAL
LIBERATION FRONT OF MINDANAO) 3 คน
ปล้นยึดเครื่องบินโดยสารภายในประเทศจากฟิลิปปินส์ มาแวะพักที่ดอนเมือง

3. การปล้นยึดเครื่องบินจากอินโดนีเซียมาลงไทย ระหว่าง 28-31 มีนาคม 2524
โดยผู้ก่อการร้าย คอมมานโดญิฮาด (COMMANDO JIHAD MOVEMENT) ของอินโดนีเซีย
จํานวน 5 คน ได้ปล้นยึดเครื่องบินโดยสารจากอินโดนีเซีย
เพื่อไปลงยังประเทศศรีลังกา และได้แวะลงที่ กทม. ในวันเดียวกัน

4. กรณีระเบิดบริษัท A E NANA จํากัด เมื่อ 2 ธันวาคม 2525 ได้มีผู้นําระเบิดซ่อนไว้ในกระเป๋าเอกสาร
ทิ้งไว้ในสํานักงานบริษัท และได้เกิดระเบิดขึ้นขณะที่ จนท.ตํารวจพยายามจะนํากระเป๋ษ
ออกจากตัวอาคารทําให้อาคารของบริษัทพังถล่มลงมา

5. การปล้นยึกเครื่องบินจากไทยไป ลงแอลจีเรีย ระหว่าง 5-20 เมษายน 2531
โดยผู้ก่อการร้ายกลุ่ม HIZBALLAH~ จํานวน 6-8 คน ได้ปล้นยึดเครื่องบินโดยสารของ
สายการบินคูเวตจากกรุงเทพฯไปอิหร่าน




6. คนร้ายลอบสังหารนาย SALEH AL-MALIKI เลขนุการตรี สถานทูตซาอุดีอาระเบีย 4 ธันวาคม 2532

7. นักศึกษาพม่า 2 คน จี้เครื่องบิน 6 ตุลาคม 2532 จี้จากเมืองมะริด สหภาพพม่า มาลงสนามบินอู่ตะเภา

8. นักศึกษาพม่า 2 คน จี้เครื่องบินสายการบินไทย 10 พฤศจิกายน 2532 เครื่องบินลํษดังกล่าว
เส้นทาง กรุงเทพฯ-ย่างกุ้ง โยนักศึกษาพม่าจี้ไปลงอินเดีย

9. ไทยจับกุมผู้ก่อกการร้ายอียิปต์ 3 คน 22 มกราคม 2537 ผู้ก่อการร้ายชาวอิยิปต์
ที่ถูกทางการอิยิปต์ออกหมายจับกุมได้หลบหนีเข้าไทย พักอษศํยอยู่ที่บ้านอัลฟารุก IIRO
อําพรางเป็นครูสอนศาสนา

10. คนร้ายขับรถบรรทุก 6 ล้อ บรรทุกระเบิดขนาดใหญ่ แสวงเครื่อง 11 มีนาคม 2537


ระเบิดดังกล่าว ประกอบด้วย แอมโมเนียไนเตรด ดินระเบิด ซี 4 ขนาด 2 ปอนด์ 2 ลูก เชื้อประทุ 10 ดอก
แท่งดินระเบิดซี 4 1/4 ปอนด์ 3 แท่ง เชื้อประทุ 6 ดอก คนร้ายขับรถชนจักรยานยนต์จึงหลบหนีไป

11.กลุ่ม GOD ARMY บุกยึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี 24 มกราคม 2543 กลุ่ม GOD ARMY ตายเรียบ 9 ศพ

(จากหนังสือ อภิมหาวินาศกรรมอเมริกา กรุงเทพธุรกิจ ,2544)




http://www.youtube.com/watch?v=9Ml_itmtP68

Crazy Truckbomb explosion on Sept. 2, 2007

I don't think any amount of reinforcing to any vehicle would save you from this....
This is a video of a suicide VBIED that hit a few days ago. The explosions are definitely
not like the movies. No Americans hurt. The trucks pulling up behind were Iraqi Army Humvee's



http://www.globalsecurity.org/military/systems/munitions/explosives-anfo.htm

Explosives - ANFO (Ammonium Nitrate - Fuel Oil)

Ammonium nitrate-fuel oil (ANFO) blasting agents represent the largest industrial explosive manufactured
(in terms of quantity) in the United States. This product is used primarily in mining and quarrying operations.
The components are generally mixed at or near the point of use for safety reasons. The mixed product is relatively safe
and easily handled and can be poured into drill holes in the mass or object to be blasted.


Melvin
A. Cook's life is intimately connected with the history of explosives,
he is a scientist,, inventor, teacher, businessman, theorist,
consultant, expert witness, entrepreneur, and author. Cook, a professor
of metallurgy
at the University of Utah, was a businessman and author of works on explosives. He also published works on creationism,
particularly
on the relationship between science and Mormonism. Cook's personal
involvement in both the theoretical and practical aspects of the field
of explosives spans more than fifty years.
Cook's greatest commercial explosives invention
was
formulated in December of 1956, when he created a new blasting agent
using an unusual mixture of ammonium nitrate, aluminum powder, and
water. The safety and efficiency of this new explosive were apparent,
and the use of water was
revolutionary. Tests that followed resulted in the development of a new field of explosives: slurry explosives.
This invention converted the commercial explosives industry from "dangerous dynamite" to "safe slurry" and
dry blasting agents [ANFO]. In 1972 Cook developed the BLU-82, the largest and most powerful chemical bomb,
using aluminized slurry.


Blasting agents consist of mixtures of fuels and oxidizers, none of which are classified as explosive.
Nitrocarbonitrate is a classification given to a blasting agent under the US Department of Transportation
regulations on packaging and shipping. A blasting agent consists of inorganic nitrates and carbonaceous fuels
and may contain additional nonexplosive substances such as powdered aluminum or ferrosilicon to increase density.
The addition of an explosive ingredient such as TNT changes the classification from a blasting agent to an explosive.
Blasting agents may be dry or in slurry forms. Because of their insensitivity, blasting agents should be detonated
by a primer of high explosive.
Ammonium nitrate- fuel oil has largely replaced dynamites and gelatins in bench blasting.
Denser slurry blasting agents are supplanting dynamite and gelatin and dry blasting agents. The most widely used
dry blasting agent is a mixture of ammonium nitrate prills (porous grains) and fuel oil. The fuel oil is not precisely CH2,
but this is sufficiently accurate to characterize the reaction. The right side of the equation contains only the desirable
gases of detonation, although some CO and N02 are always formed. Weight proportions of ingredients for the equation
are 94.5 percent ammonium nitrate and 5.5 percent fuel oil. In actual practice the proportions are 94 percent and
6 percent to assure an efficient chemical reaction of the nitrate.


Uniform mixing of oil and ammonium nitrate is essential to development of full explosive force.
Some blasting agents are premixed and packaged by the manufacturer. Where not premixed, several methods
of mixing in the field can be employed to achieve uniformity. The best method, although not always the most
practical one, is by mechanical tier. A more common and almost as effective method of mixing is by uniformly
soaking prills in opened bags with 8 to 1O percent of their weight of oil. After draining for at least a half hour
the prills will have retained about the correct amount of fuel oil.
Fuel oil can also be poured onto the ammonium nitrate
in approximately the correct proportions as it is poured into the blasthole. For this purpose, about i gal of fuel oil
for each 100 lb of ammonium nitrate will equal approximately 6 percent by weight of oil. The oil can be added
after each bag or two of prills, and it will disperse relatively rapidly and uniformly. Inadequate priming imparts
a low initial detonation velocity to a blasting agent, and the reaction may die out and cause a misfire.
High explosive boosters are sometimes spaced along the borehole to as sure propagation throughout the column.


As in other combustion reactions, a deficiency of oxygen favors the formation of carbon monoxide
and unburned organic compounds and produces little, if any, nitrogen oxides. An excess of oxygen causes more
nitrogen oxides and less carbon monoxide and other unburned organics. For ammonium nitrate and fuel oil (ANFO)
mixtures, a fuel oil content of more than 5.5 percent creates a deficiency of oxygen.
Ammonium nitrate and fuel oil
(ANFO) has a broad spectrum of Velocities of Detonation according to numerous references. However,
some of these references are more specific when establishing parameters. A military catering charge lists a VOD
of 10,700 feet per second (fps). A 4" diameter steel tube confinement is at 10,000 fps, while a 16" diameter tube is
at 16,000 fps. In charge diameters of 6 in. or more, dry blasting agents attain confined detonation velocities
of more than i2,000 fps, but in a diameter of 1- 1/2 in., the velocity is reduced to 60 percent. When ANFO is used
in boreholeing, the VOD has a positive slope as a function of depth, the VOD increases as the detonation front
progresses down the borehole. Enhanced effects of very large quantities, which is essentially self tamping,
the VOD is expected to be in the 13,000-15,000 fps range. A ballpark approximation for very large quantities
of blasting agents, which is accepted in the commercial industry, is roughly half the VOD of C-4/plastics,
which equates to 13,000 fps. The recognized VOD of urea nitrate, however, is 11,155 to 15,420 fps.


The specific gravity of ANFO varies from 0.75 to 0.95 depending on the particle density and sizes.
Confined detonation velocity and charge concentration of ANFO vary with borehole diameter.
Pneumatic loading results in high detonation velocities and higher charge concentrations, particularly in holes
smaller than 3 in. (otherwise such small holes are not usually recommended for ANFO blasting).


The simple removal of a tree stump might be done with a 2-step train made up of an electric blasting cap
and a stick of dynamite. The detonation wave from the blasting cap would cause detonation of the dynamite.
To make a large hole in the earth, an inexpensive explosive such as ANFO might be used. In this case,
the detonation wave from the blasting cap is not powerful enough to cause detonation, so a booster must be
used in a 3- or 4-step train. The yield from the blasting caps and safety fuses used in these trains are usually
small compared to those from the main charge, because the yields are roughly proportional to the weight of
explosive used, and the main charge makes up most of the total weight.
Advantages of insensitive dry blasting
agents are their safety, ease of loading, and low price. In the free-flowing form, they have a great advantage
over cartridge explosives because they completely fill the borehole. This direct coupling to the walls assures
efficient use of explosive energy. Ammonium nitrate is water soluble so that in wet holes, some blasters pump
the water from the hole, insert a plastic sleeve, and load the blasting agent into the sleeve. Special precautions
should be taken to avoid a possible building up of static electrical charge, particularly when loading pneumatically.
When properly oxygen-balanced, the fume qualities of dry blasting agents permit their use underground.
Canned blasting agents, once widely used, have unlimited water resist-ance, but lack advantages of loading
ease and direct coupling to the borehole.


In 2001, US explosives production was 2.38 million metric tons (Mt), 7% less than that in 2000;
sales of explosives were reported in all States. Coal mining, with 69% of total consumption, continued to be
the dominant use for explosives in the United States. Kentucky, West Virginia, Indiana, Wyoming, and Virginia,
in descending order, were the largest consuming States, with a combined total of 46% of US sales.

After completing an investigation into dumping of ammonium nitrate from Ukraine that was begun in 2000,
the US International Trade Commission (ITC) issued its final determination in August 2001. The ITC determined
that imports of ammonium nitrate from Ukraine were sold in the United States at less than fair market value and
that critical circumstances did not exist with regard to these imports. As a result of the negative determination
regarding critical circumstances, the duties were not retroactive and only apply to ammonium nitrate that has been
imported since March 5, 2001. The antidumping duty of 156.29% ad valorem that was finalized by
the International Trade Administration in July 2001 was applied.


Sales of ammonium-nitrate-based explosives (blasting agents and oxidizers) were 2.34 Mt in 2001,
which was an 8% decrease from that of 2000, and accounted for 98% of US industrial explosives sales.
Sales of permissibles and other high explosives increased slightly. Data for 2001 are not exactly comparable
to the 2000 data. One company, Nelson Brothers LLC, did not provide data to the Institute of Makers of Explosives
(IME) in 2001, and no estimate for its sales was included in the totals.
By 2001 engineers in the Fuels and
Lubricants Group of Shell Co. of Australia developed a technique to blend waste oil with ANFO for a product
that can be used in blasting. Mines throughout the world produce thousands of liters of waste fuel oil that
needs to be disposed of in an environmentally safe manner. By using the fuel oil in a blasting compound,
transporting the waste oil is eliminated, the quantity of fuel oil needed for blasting is reduced, and potentially toxic
hydrocarbons in waste oil can be destroyed by the high blast temperature. Shell tested the ANFO-waste oil blend
at Hamersley Iron's Marandoo mine site, and found that the ratio of waste oil to ANFO blend could be as much as
50-50 without any detrimental effect to the final blasting performance.


Urea nitrate is also considered a type of fertilizer-based explosive, although, in this case,
the two constituents are nitric acid (one of the ten most produced chemicals in the world) and urea.
A common source of urea is the prill used for de-icing sidewalks.
Urea can also be derived from
concentrated urine. This is a common variation used in South America and the Middle East by terrorists.

Often, sulfuric acid is added to assist with catalyzing the constituents. A bucket containing the urea is used
surrounded by an ice bath. The ice serves in assisting with the chemical conversion
when the nitric acid is added. The resulting explosive can be blasting cap sensitive.
Urea nitrate has a destructive power similar to ammonium nitrate.


By one estimate, the bomb used to attack the Alfred Murrah Federal Building in Oklahoma City
on April 19, 1995 consisted of an ANFO explosive main charge of approximately 4,000 pounds, based on
an estimate of the Velocities of Detonation [VOD] of approximately 13,000 fps. Other estimates claim that
the 1995 explosion that collapsed portions of the Murrah Federal Building in Oklahoma City

contained 4,800 pounds of ammonium nitrate and fuel oil. Later estimates suggested that the bomb had
in excess of 6,200 pounds of various energetic materials, including explosives other than ANFO,
equivalent to 5,000 pounds of TNT.
In the Salameh World Trade Center bombing case resulting from
the bombing of the World Trade Center (WTC) on February 26, 1993, FBI Explosives Unit examiner
David Williams opined
that the main explosive used in the bombing consisted of 1,200 pounds of
urea nitrate explosive.

The FBI chemists specializing in the examination of explosive residue, however, did not find any residue
identifying the explosive at the World Trade Center.
Not all large truck bombs have used ANFO.
On June 25, 1996, Saudi terrorists sponsored by Iran attacked the Khobar Towers barracks,
a high-rise building complex in a densely populated urban environment in Saudi Arabia.
T tanker truck loaded with at least 5,000 pounds of plastic explosives was driven into the parking lot in front
of the Khobar Towers residential complex in Dhahran. Nineteen American service members
were killed in the blast, and hundreds of other service members and Saudis were injured. There is no doubt
that the extent of the casualties at Khobar Towers resulted, in part, from the extraordinary size of the terrorist bomb.
Reports initially estimated that the bomb contained the equivalent of 3,000 to 8,000 pounds of TNT, but a study
by the Defense Special Weapons Agency concluded that the power of the bomb was actually



closer to 20,000 pounds of TNT.


http://www.oklahomacitybombing.com/oklahoma-city-bombing.html

The Alfred P. Murrah Federal Building after the explosion

http://911research.com/non911/oklahoma/index.html


http://911review.com/precedent/decade/okc.html



http://www.truthdig.com/report/item/20060221_oklahoma_city_bombing/


http://www.jewishworldreview.com/0405/oklo_bombing.php3

Alfred P. Murrah Federal Building immediately after bombing

http://faculty.umf.maine.edu/~walters/web%20104/104%20outline%2014_08.htm



Oklahoma, 1995, Timothy McVeigh


Khobar Towers, Dhahran, Saudi Arabia, in June 1996;


U.S. Embassies in Tanzania and Kenya bombed, August 1998 ;


U.S.S. Cole, October 2000.


NYC: World Trade Center, 9/11

Khadafy (1988 Lockerbie), Al-Qaeda, Taliban: Who are the extremist terrorists?
U.S. Politics: Red states and Blue. Wherefore art the art of compromise, common ground.
Half truths and empty rhetoric.

http://www.youtube.com/watch?v=2jevOj3Qh-w

World Trade Center 911 BOMBINGS COVER UP

9/11 - focused analyzed video of the WTCs falling. Notice the early EXPLOSIONS as the floors collapse,
in near perfect timing. Funny how Guiliani and Hillary Clinton were arm in arm that AM and how Bush
has been recorded stating that he knew about the bombings - before it happened; trying to explain
away his lack of surprise when told in the classroom. Share and spread this video around the world,
so everyone can see what is going on in the USA. See http://www.saunalahti.fi/wtc2001/H-de... -
for some excellent analysis of this controlled demolition. Also : http://www.infowars.net/WTC7Report/ -
great info from Alex Jones' InfoWars.Who caused this tragedy ? Republican, Democrat, two sides of
the same Illuminati/Freemason coin. the only way to stop it is to NOT VOTE. Pass the word !



http://www.globalresearch.ca/articles/SCH404A.html

EXTRAORDINARY ADMISSION

This extraordinary admission that the FBI had advance plans and the full documentation of where to find everyone
and everything was blithely reported. Only after the detonation of the bomb in the World Trade Center did
"the FBI finally open the boxes." They had been receiving regular reports from "the man they called ‘the Colonel,’
[who] wore a hidden microphone as he moved the inner circle. … There … federal agents heard first-hand
as another plot evolved," one promulgated by their own operative and the rationale for the arrests of June 24.

All the while that the U.S. has sounded the alarm about "Muslim Fundamentalist terror," it has funded
the Islamic Fundamentalist group in Afghanistan led by Gulbuddin Hekmatyar, who has received
to date $3.3 billion in official U.S. aid administered by the CIA.

Many of the figures in the Muslim movement in the U.S., including those accused of involvement in
the World Trade Center bombing, were among those who organized the sending of CIA arms
and funds to Hekmatyar.
(See "Late For Work," Prevailing Winds #1.)


The U.S. rulers are terrorizing the American people with operations of their own authorship,
deployed as a rationale for "maintaining vast military budgets for devastating assaults upon Iraq,
Somalia and targets now on the Pentagon drawing board.


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Sun Dec 27, 2009 12:54 am, ทั้งหมด 2 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 27, 2009 12:47 am


Soldiers carry a wounded colleague to a hospital in the largely Muslim province of Yala, 1,100 km (684 miles)
south of Bangkok, May 23, 2008. A soldier was wounded after an ambush by suspected Muslim militants, police said.
REUTERS/Surapan Boonthanom (THAILAND)

Thai soldiers (R) carry the coffin of a Thai soldier who was killed by a roadside bomb in Pattani,
as they load the body onto a plane at the Pattani airport on May 28, 2008. More than 3,000 people have been
killed since separatist unrest broke out in January 2004 in the south, which was an autonomous Malay Muslim
sultanate until mainly Buddhist Thailand annexed it in 1902, provoking decades of tension.



Thai muslim villagers volunteer to train use rifles provided by Thailand's army in Yala province on June 03, 2008.
More than 3,000 people have been killed since separatist unrest broke out in January 2004 in the south,
which was an autonomous Malay Muslim sultanate until mainly Buddhist Thailand annexed it in 1902,
provoking decades of tension. AFP PHOTO/MUHAMMAD SABRI
(Photo credit should read MUHAMMAD SABRI/AFP/***** Images)

Thai soldiers offer food to Thai Buddhist monks during a morning alms to mark the Vesak Day
at the Muslim majority restive province of Pattani southern Thailand, 19 May 2008.
Thai Buddhists across the country on 19 May 2008 mark the United Nations Day of Vesak
or Visakha Bucha, which commemorates of the Birth, Enlightenment and
Passing Away of the Buddha Gautama
. Nearly 3,000 people have died in government crackdowns, bombings,
revenge killings and beheadings since 2004 in three Muslim majority provinces of Narathiwat, Pattani and Yala

Police inspect the site of a roadside bomb explosion in southern Thailand's Yala Province July 29, 2008.
Two soldiers were injured after insurgents detonated a remote-controlled roadside bomb in Yala,
police said. REUTERS/Surapan Boonthanom (THAILAND)

Thai children look at an automatic rifle as they participate with Thai soldiers for the National Children's day
in Thailand's restive southern Narathiwat province on January 10, 2009. The southern region was once
an autonomous Malay sultanate until Buddhist Thailand annexed it a century ago,
provoking decades of tension. Successive governments have failed to curb the unrest.

Rescue workers remove one of the two bodies belonging to the killed Thai soldiers in southern Thailand's
Pattani province, south of Bangkok February 2, 2009. Suspected Muslim rebels killed and then decapitated
two Thai paramilitary rangers on Monday in the Muslim-majority far south, which has been plagued
by five years of separatist unrest, police said.
(Reuters)

Police officers survey the site of a bomb attack by suspected Muslim militants, by a roadside in
southern Thailand's Pattani province, south of Bangkok February 17, 2009. Five policemen were injured
in the bomb attack, police said. Reuters

Thai policemen inspect a damage police vehicule caused by a bomb planted by Muslim militants at a roadside
in Pattani province on February 17, 2009. More than 3,500 people have been killed since separatist unrest
erupted five years ago in Thailand's Muslim-majority far south. AFP/***** Images

Bomb injured Thai soldier is rushed of helicopter to hospital in Yala province, southern Thailand,
18 February 2009. Suspected Muslim insurgents detonated a bomb on a road to ambush a unit of Thai soldiers
as they patrol past with a humvee vehicle wounded six of them police said. More than 3,500 people have died
in government crackdowns, bombings, revenge killings and beheadings since 2004 in three Muslim majority
provinces of Narathiwat, Pattani and Yala

An armed Thai police officer secures the site of a murder as Thai Muslim villagers stand by in Pattani province,
southern Thailand, 07 March 2009. Suspected Muslim insurgents launched separate attacks that killed five people
including two soldiers, police said. Nearly 3,500 people have died in government crackdowns, bombings,
revenge killings and beheadings since 2004 in three Muslim majority provinces of Narathiwat, Pattani and Yala

ตั้งข้อสังเกตุว่า สำนักข่าวต่างประเทศมักจะย้ำข้ิอความเหล่านี้เสมอ?
Muslim majority
More than xxxx people have died

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 27, 2009 1:07 am


Thai soldiers inspect the wreckage of a pickup truck after an ambush by a roadside bomb attack in Pattani province,
southern Thailand, 19 March 2009. The four soldiers patrolling the area in a pickup truck were killed instantly
when their vehicle ran over and detonated a bomb planted on a road in Pattani‘s Khapoh district,
about 700Km south of Bangkok police said. Nearly 3,500 people have died in government crackdowns, bombings,
revenge killings and beheadings since 2004 in the three Muslim majority provinces of Narathiwat, Pattani and Yala


Thai police officers inspect the body of a suspected militant killed in a clash with Thai military in the Rue Sok
district of Thailand's restive southern province of Narathiwat on April 4, 2009. Thai security officials shot dead
two suspected separatist militants during a gunfight in the restive southern border area, police said.
More than 3,600 people have been killed and thousands more injured in five years of separatist violence
in Thailand's Muslim-majority provinces near the Malaysian border.

Thai soldiers stand alert beside the site of a bomb blast set off by suspected separatist militants,
in the Takbai district of Thailand's restive southern province of Narathiwat on April 1, 2009.
Five villagers were injured in the blast, as more than 3,600 people have been killed and thousands more injured
in five years of separatist violence in Thailand's Muslim-majority provinces near the Malaysian border.
Buddhist-majority Thailand annexed the ethnic Malay area in 1902, sparking decades of tension.
AFP PHOTO/MADAREE TOHLALA (Photocredit should read MADAREE TOHLALA/AFP/Getty Images)

Thai passengers wait for a train as a Thai soldier stands guard at a railway station in Thailand's restive
southern Yala province on April 22, 2009. A policeman was injured in a bomb blast detonated by
suspected Muslim separatists. The southern region was an autonomous Malay Muslim sultanate
until Thailand annexed it in 1902, provoking decades of tension.


Thai bomb experts inspect a bomb blast scene following a roadside bomb ambush in Yala,
southern Thailand, 04 June 2009. Two teachers and three policemen were wounded in separate bomb attacks
in the violence-plagued southern Muslim majority provinces. Nearly 3,700 people have died in
government crackdowns, bombings, revenge killings and beheadings since 2004 in three Muslim majority
provinces of Narathiwat, Pattani and Yala

เห็นด้วยกับคุณ kwangmpn. ผมนั่งๆคิดดู เหตุการณ์มันก็คล้ายๆ เดิม รุนแรงน้อย รุนแรงมาก
นี่ก็ 4 - 5 ปีมาแล้ว ผมยังสงสัยอยู่ สอง สามอย่างคือ

1. ทำไมเรายังให้ทหาร หรือ ตำรวจ นั่งรถกระบะ อยู่ครับ (ห้ามอ้างไม่มีงบประมาณครับ ) @@@ รถสายพานลำเลียงพล
เช่น M-113, Type-85 ....น่าจะเอามาใช้ได้แล้ว แล้วเอาปืนกล 12.7มม. ออกก้ได้ครับ ถ้ารัฐบาลกลัวจะถูกชาติมุสลิม
หาว่าใช้ทำร้ายพวกแบ่งแยกดินแดน ผมว่าประเทศที่เจริญแล้ว เขาคงเข้าใจว่าเราใช้ปกป้องชีวิตทหาร ตำรวจ
และประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของแผ่นดินผืนนี้ ผมคิดว่าชีวิตทุกชีวิตสำคัญเท่ากัน ไม่ว่าจะจนจะรวย ก็มีคุณค่าเท่ากัน
หากบุคคลนั้นเป็นคนไทย และ อย่างน้อยรถสายพานลำเลียงพลคงจะลดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ให้น้อยลง )

2. รถประจำตำแหน่ง 1 คัน เช่น BMW หรือ BENZ หรือ เครื่องบินประจำตำแหน่ง 1 ลำ สามารถเปลี่ยนเป็น
เสื้อเกราะกันกระสุนได้กี่ตัว ท่านใช้รถโตโยต้าได้หรือไม่ ครับ ( ผมเห็นโมษณาทางทีวี / เคเบิ้ลในจังหวัดที่ผมอยู่
มีการขอรับบริจาคเสื้อเกราะให้ทหาร ตำรวจ ....เห็นแล้วปลงครับ )

3. ทำไมเราต้องให้มาเลย์ มาชี้นำว่าการศึกษาในภาคใต้ 4 -5 จังหวัดต้องเป็นอย่างไร ต้องปรับปรุงโรงเรียนปอเนาะอย่างไร
ผมอยากทราบว่ากระทรวจศึกษาคิดเองไม่ได้หรือครับ คนเรานับถือศาสนาอะไรไม่สำคัญ หากคุณเป็นคนไทย
คุณเรียนโรงเรียนในไทย รัฐบาลก็ต้องให้เรียนภาษาไทย เรียนให้วิชาสามัญเหมือนกันให้หมด ตามหลักสูตรการศึกษา
ทุกดรงเรียน ส่วนวิชารอง หากคุณเป็นพุทธก็เรียนศาสนาพุทะ คุณเป็นคริสต์ก็เรียนศริสต์ คุณเป็นฮินดูก็เรียนฮินดู
โรงเรียนไหนทำไม่ได้ก็ไม่ออกใบอนุญาตให้เปิดโรงเรียน

หรืออีกกรณี อย่างพระทำผิด ตำรวจก็จับพระได้ หากบาทหลวงทำผิต ตำรวจก็จับได้
กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ทำไมพวกนี้ทำผิด จับไม่ได้ครับ


อืมม...บาดหลวงโดนจับ อย่าลืมว่าตอนนี้เขาใช้คำว่า พระสงฆ์แทนแล้ว


http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t620.htm
http://thaipriest.cbct.net/


แล้วก็ไม่ค่อยได้ยินว่า โดนจับสักเท่าไหร่

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 27, 2009 1:18 am


A Thai soldier holds a bullet-proof jacket and a helmet after inspecting an overturned pick-up truck which was hit
by a road-side bomb planted by suspected Muslim militants in Thailand's restive southern province of Narathiwat
on June 8, 2009. Suspected separatists detonated the road-side bomb as Thai soldiers were patrolling, injuring
nine of them. More than 3,700 people have been killed and thousands more wounded in five years of separatist
violence across the three restive provinces of Pattani, Yala and Narathiwat.

เห็นสีหน้าทหารแล้วคงจะรู้สึกไม่ดีเลยในใจเขาคงคิดว่าซักวันนึงอาจจะเป็นตัวเค้าที่โดน
อยากให้รัฐหันมาสนใจความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่ระดับล่างบ้างครับ
อย่างที่คุณ Penguinว่าครับ รถประจำตำแหน่งทำไมต้องเป็น Benz/BMW ด้วยล่ะครับ
เข้าใจว่าถ้าเป็นรถกันกระสุน 2ยี่ห้อนี้คุณภาพนั้นดีมาก
แต่ถ้าเป็นที่จะพาไปไหนมาไหนธรรมดาน่ะ พวกโตโยต้า ฮอนด้า
ก็น่าจะพอแล้วครับ แต่พวกผู้ใหญ่นี่ชอบทำตัวรวยกันจังเลยครับ
ขอโทษครับที่ใช้คำแรงไปหน่อย แต่อดไม่ไหวแล้ว
ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพอตนเองมีตำแหน่งสูงขึ้น ถึงเห็นเงินและอำนาจสำคัญกว่าหน้าที่
คำสาบานที่เคยสาบานไว้ตอนเข้ารับตำแหน่งลืมกันไม่หมดแล้วหรือครับ

<blockquote>Penguin wrote:3.
ทำไมเราต้องให้มาเลย์ มาชี้นำว่าการศึกษาในภาคใต้ 4 -5 จังหวัดต้องเป็นอย่างไร
ต้องปรับปรุงโรงเรียนปอเนาะอย่างไร ผมอยากทราบว่ากระทรวจศึกษาคิดเองไม่ได้หรือครับ
คนเรานับถือศาสนาอะไรไม่สำคัญ หากคุณเป็นคนไทย คุณเรียนโรงเรียนในไทย
รัฐบาลก็ต้องให้เรียนภาษาไทย เรียนให้วิชาสามัญเหมือนกันให้หมด
ตามหลักสูตรการศึกษา ทุกดรงเรียน ส่วนวิชารอง หากคุณเป็นพุทธก็เรียนศาสนาพุทะ
คุณเป็นคริสต์ก็เรียนศริสต์ คุณเป็นฮินดูก็เรียนฮินดู โรงเรียนไหนทำไม่ได้ก็ไม่ออกใบอนุญาตให้เปิดโรงเรียน
</blockquote>


ผมยังไม่ได้อ่านรายละเอียดเรื่องนี้นะครับ
แต่โดยส่วนตัวมองว่า มันก็ไม่เสียหายที่เราจะฟังคนอื่นเขาพูดบ้าง
ตัวเราเองมองตัวเองไม่รอบหรอกครับ บางครั้งก็ต้องให้คนอื่นช่วยมองถึงจะรู้ว่าบกพร่องตรงไหน

และอีกอย่าง ถึงเขาจะชี้นำอย่างไร ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องทำตามอย่างนั้นเป๊ะๆ ครับ
เพียงแต่เราเอาความเห็นของเขามาพิจารณา อันไหนดีก็เอามาใช้ อันไหนไม่เหมาะก็โยนทิ้งไป น่าจะดีกว่านะครับ
ไม่ใช่เห็นว่าเป็นเรื่องของเรา ห้ามคนอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวแม้่แต่น้อย บางทีมันก้อเป็นผลเสียนะครับ


Police officers survey the site of a bomb attack by suspected Muslim militants outside a police station
in Pattani province, south of Bangkok June 16, 2009. A bomb killed two policemen and a Buddhist teacher
was shot dead on Tuesday in the latest surge of violence in Thailand's rebellious Muslim south. Reuters

Military tanks guard at a Chinese cemetery in southern Thailand's Yala province, about 1,084 km (674 miles)
south of Bangkok, June 23, 2009. More than five years after a Muslim insurgency erupted in southern Thailand,
the conflict remains shrouded in mystery. No one has made a credible claim of responsibility
for the bloodshed in a once independent Malay Muslim land with a history of rebellion to Buddhist Thai rule.



Policemen and soldiers inspect the bodies of suspected Muslim militants after a raid in southern Thailand's
Yala province, about 1,084 km (674 miles) south of Bangkok June 18, 2009. In the rustic villages of Thailand's
Muslim south, Prime Minister Abhisit Vejjajiva's promise of large-scale development aid to tackle a brutal
insurgency sounds all too familiar. Four suspected Muslim militants were killed on Thursday during the raid,
police said after a 30-minute gunbattle. He said they had received a tip that militants were using
a house in the area as a hideout.



Thai policemen inspect the body of a suspected separatist militant killed during a clash with police
in the Bannang Sata district of Thailand's restive southern province of Yala, on June 27, 2009.
A Thai soldier, a policeman and a suspected Muslim militant were killed in an early morning clash
in the kingdom's troubled south, police said. More than 3,700 people have died since early 2004

in the mostly ethnic Malay provinces of Yala, Pattani and Narathiwat.

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 27, 2009 1:21 am





Soldiers prepare to storm the house of suspected Muslim militants after an encounter in southern Thailand's
Yala province, about 1,084 km (674 miles) south of Bangkok June 27, 2009. A soldier, policeman and a suspected
insurgent were killed in a gun battle in Thailand's restive Muslim south, security forces said on Saturday.



Reuters Pictures 6 days ago Police officers inspect the site where a teacher was shot dead in southern Thailand's
Narathiwat province June 28, 2009. The female Buddhist teacher was shot dead by suspected insurgents
in Thailand's restive Muslim south on Sunday, police said. Two gunmen riding a motorcycle fled
after killing the 38-year-old victim on a road in Narathiwat province.

Getty Images 11 hours ago Thai bomb squad members collect evidence at the site of a bomb blast triggered
by suspected separatist militants in the Ra-ngea district of Thailand's restive southern province of Narathiwat
on July 4, 2009. No casualties were reported as more than 3,700 people have been killed in
a five-year insurgency in the southern provinces of Narathiwat, Yala and Pattani, which has seen
a spike in violence in recent weeks.

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 27, 2009 1:34 am






Getty Images 1 day ago
Thai Buddhist villagers offer food to Buddhist monks during Asahna Bucha Day in Thailand's restive
southern Narathiwat province on July 7, 2009. Asahna Bucha Day is marked throughout Thailand and
commemorates the day on which Buddha delivered a first sermon to his first five chief disciples.

Getty Images 1 day ago
Thai soldiers secure the area at the scene of a bomb blast believed to be the work of suspected Muslim militants
in Thailand's restive southern province of Yala on July 7, 2009. More than 3,700 people have been killed
in a five-year insurgency in the southern provinces of Narathiwat, Yala and Pattani, which has seen a spike
in violence in recent weeks.


Policemen inspect the wreckage of an army vehicle after a bomb attack by suspected Muslim militants on
a roadside in southern Thailand's Yala province, July 7, 2009. A 20 kg (44 lbs) bomb was detonated on Tuesday,
injuring 3 soldiers who were patrolling in Yala province, police said. No deaths were reported.

Reuters Pictures 2 hours ago
Soldiers patrol on an army vehicle after a roadside bomb attack in southern Thailand's Pattani province
July 9, 2009. A soldier was killed by a bomb and a Muslim civilian was shot dead in the latest violence
in Thailand's restive south, police said on Thursday. The bomb was detonated as troops travelled in a pickup
on a patrol in the town of Yarang in Pattani province. Five soldiers were wounded.

Getty Images 2 hours ago
Thai army and police officers inspect the site of a bomb attack in Thailand's restive southern Pattani province
on July 9, 2009. A bomb attack in Pattani province killed a 46-year-old army sergeant and injured five
other soldiers who were travelling by motorcycle to begin road patrol duty early on July 9, police said.

Reuters Pictures 2 hours ago
Policemen and soldiers inspect the site of a roadside bomb in southern Thailand's Pattani province July 9, 2009.
A soldier was killed by a bomb and a Muslim civilian was shot dead in the latest violence in Thailand's restive south,
police said on Thursday. The bomb was detonated as troops travelled in a pickup on a patrol in the town
of Yarang in Pattani province. Five soldiers were wounded.

Police officers survey the site of a car bomb attack by suspected Muslim militants in Yala province,
south of Bangkok July 17, 2009. Two soldiers were killed and three others wounded when a bomb hidden in a
truck exploded. in Thailand's restive deep south, police said on Friday. Reuters

Thai bomb squads inspect a wreckage of a truck hidden home-made bomb exploded near Yaha police station in Yala province, southern Thailand, 17 July 2009. Suspected Muslim insurgents detonated a car bomb killing two Thai soldiers and seriously injuring five others include one villager, police said. Nearly 3,700 people have died in government crackdowns,
bombings, revenge killings and beheadings since 2004 in three Muslim majority provinces of Narathiwat, Pattani and Yala


A plainclothes policeman arrives at the scene of a bomb attack in Thailand's Yala province, about 1,084 km (674 miles)
south of Bangkok September 4, 2009. A bomb in a pick-up truck exploded in Thailand's southern Yala province
on Friday, killing a policeman and wounding 10 villagers, police said, the latest deadly blast in a region plagued by
insurgent violence. The bomb, hidden in a truck parked near an intersection, exploded as a police officer
drove past in his car,
a police spokesman said. "His body was trapped and burned," he said. Reuters

efighters extinguish a fire on a pick-up truck after a bomb attack in Thailand's Yala province, about 1,084 km
(674 miles) south of Bangkok September 4, 2009. A bomb in a pick-up truck exploded in Thailand's southern
Yala province on Friday, killing a policeman and wounding 10 villagers, police said, the latest deadly blast
in a region plagued by insurgent violence. The bomb, hidden in a truck parked near an intersection,
exploded as a police officer drove past in his car, a police spokesman said.
"His body was trapped and burned," he said. Reuters






Police create anti-terror squads
DEEP SOUTH INSURGENTS USING RADIO DETONATION

Writer: POST REPORTERS
Published: 6/09/2009 at 12:00 AM
Newspaper section: News

YALA : Two police units have been set up to hunt down the terrorists behind
Friday's truck bomb attack in Yala in which a police officer was killed and 12 civilians wounded.

Yala police chief Sayan Krasaesaen said one unit would trace the origin of the vehicle used in the attack
and go after two suspects seen leaving the blast scene seconds before the explosion.

The second team was tasked with pursuing another suspect who escaped on a motorcycle after parking the
explosives-laden pick-up truck.

The suspect was caught on a surveillance camera.


Pol Maj Gen Sayan yesterday called a meeting to discuss ways to hunt down the suspects.

Jian Wajeeworasithi, owner of a food shop damaged by the bomb, asked for immediate relief support from the government.

The bomb attack was another nail in the coffin for the local economy already battered by the chronic violence, she added.

An intelligence source said there was a strong possibility that wanted militant bomb makers
Faisol Hayesama-aae and Zaifulloh Zafuke were the masterminds behind the attack.

The two are also suspected of having a role in three earlier car bombings in the deep South
as Friday's truck blast bore close similarities to those attacks.

The source said more such attacks could be expected because the insurgents believe they could use
the terror tactic to instil fear and discourage locals from helping the government fight the insurgency.


Meanwhile, a source with good bomb disposal knowledge said Friday's truck bomb was triggered by a radio transceiver.

The
transceiver-detonated explosion was activated by separatist rebels for
the first time during a car bomb attack in Yaha district on July 17,
which killed a special task force deputy chief and his aide.

Since then, three more transceiver-detonated car bomb attacks have occurred in Narathiwat, Pattani and Yala.

The insurgents switched to radio transceiver detonation after members of the security forces
began to use a mobile phone jammer to stop such attacks.


The source said another concern was the attack on food shops, especially those run by Buddhists.

Muslim-owned food shops suspend business during the holy month of Ramadan, so the
period makes it a lot easier for insurgents to carry out attacks against Buddhist-owned shops.

Fourth Army commander Pichet Wisaijorn, who is in charge of security in the far South, yesterday
urged local people to keep an eye out for insurgents, saying they could help the authorities foil more attacks.

Elsewhere in Yala, a married couple was attacked in an ambush while they were on their way
to tap rubber in Betong district yesterday. The husband was killed but his wife escaped.

http://www.bangkokpost.com/news/local/2 ... ror-squads

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 27, 2009 1:43 am


Policemen inspect the bodies of military rangers after an attack by suspected Muslim militants in Thailand's
Yala province, about 1,084 km (674 miles) south of Bangkok, September 13, 2009. Five military rangers
were killed in Thailand on Sunday, police said, when an armed group attacked their base in Yala,
a province in the far south that has seen an upsurge in separatist violence. Reuters

A soldier guards as villagers prepare for the burial of a Buddhist military ranger in Thailand's Yala province,
about 1,084 km (674 miles) south of Bangkok September 14, 2009. Five military rangers were killed
in Thailand on Sunday, police said, when an armed group attacked their base in Yala, a province in the far south
that has seen an upsurge in separatist violence. Reuters


Thai bomb squad units inspect damage motorcycles caused from a bomb hidden in a motorcycle parked in front of
a market in Yala province on October 19, 2009. The bomb attack on a crowded market in Thailand's troubled
south wounded 24 people including three soldiers, local police said.


Members of the army patrol along railway tracks, the site of a bomb attack by suspected Muslim militants,
in southern Thailand's Yala province, about 1,084 km (674 miles) south of Bangkok, October 27, 2009.
A policeman and a suspected Muslim separatist were killed in a shootout in Thailand's restive south,
and another policeman was seriously wounded, police said on Tuesday. (Reuters)


Police officers survey the site of a bomb attack by suspected Muslim militants at a railway in southern Thailand's
Yala province, about 1,084 km (674 miles) south of Bangkok, October 27, 2009. In neighbouring Yala province,
a bomb buried under the road near the railway in Raman district exploded early on Tuesday, injuring one
ranger badly while he was on patrol. (Reuters)

Thai police bomb squad officers inspect the site of a bomb blast on railway tracks in Yala province
on October 27, 2009. No victims were reported from the blast but in separate incidents suspected Islamic insurgents
shot dead three villagers in Thailand's restive south while a policemen and a militant were killed in a clash
between rebels and security forces, police said. More than 3,900 people have been killed in Thailand's
southernmost provinces since a bitter uprising erupted in January 2004. The shadowy insurgents in
the Muslim-majority region target civilians and security forces, both Buddhists and Muslims.
Around 60,000 troops are now stationed in the area.

Thai military rescuers carry a stretcher after a soldier was injured during gunfire with insurgents in Thailand's
restive southern province of Pattani on November 17, 2009. Thai police shot dead six Islamist insurgents
while suspected militants killed a school bus driver and two other Muslim men in the country's troubled south,
police said. More than 4,000 people have been killed and thousands more wounded in Thailand's
Muslim-majority provinces bordering Malaysia since a separatist insurgency erupted nearly six years ago.

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=independent-infantry&group=28

*เรื่องสมมุติที่เหมือนเรื่องจริงของกองทัพไทย-รัฐบาลไทยกับเรื่อง๓จชต.*

- ก่อนอื่นขอบอกก่อนเลยว่า ไม่ว่าใคร พรรคไหน จะเป็นใหญ่เป็นรัฐบาลในบ้านเมือง สิ่งที่ผมหวังโดยตลอดก็คือ
ดับไฟใต้ซะที แม้โดยส่วนตัวผมไม่เคยชอบพรรค ปชป. แต่เมื่อเค้าเป็นรัฐบาล ผมก็คงต้องฝากความหวังไว้กับรัฐบาล
ถึงจะดูเลือนลางเต็มทีก็ตาม


- ทุกวันนี้ 3-4รัฐบาลที่ผ่านมา รวมทั้งผบ.ทบ.กี่คนก็พูดเหมือนกันหมดว่า ต้องแก้ปัญหาใน3จชต.
มึงจะแก้ได้อย่างไรกันในเมื่อ ข้าศึกมีปืน ทหารมึงก็มีปืน ข้าศึกยิงทหารยิงประชาชนของมึง ทหารของมึงก็ยิงข้าศึกเหมือนกัน
ฆ่ากันไปฆ่ากันมา4-5ปีผ่านไปตายห่าไป3-4พันศพ ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม ล้มเหลวหมดทุกอย่าง ที่รัฐออกมาแถลง
ที่ผบ.ทบ.ออกมาพูด มึงหลอกตัวเองและหลอกประชาชนทั้งนั้น ในความเป็นจริงคือ จกร.ตาย1เกิด10 ประชาชน+จนท.รัฐ
ตาย1ยังเหลืออีกหลายแสน วนเวียนอยู่แบบนี้
ทุกวันนี้ก็ยังฆ่ากันอยู่เป็นเรื่องปกติ นี่หรือวะที่ทั้งรัฐและกองทัพออกมา
ประสานเสียงว่า *เรามาถูกทางทางแล้ว* ถามเสธ.แดงดูก็ได้ว่าที่ผมเขียนเนี่ยถูกมั้ย


- การแก้ปัญหา3จชต.ไม่มีทางทำได้จริง ไม่มีทางเกิดผลได้ครบถ้วนตามที่รัฐบาลออกนโยบาย คนใน3จชต.
ไม่มีทางได้สันติสุขแบบเมื่อ30ปีก่อนกลับคืนมาแบบที่กองทัพพยายามจะทำ เพราะอะไร อ่านย่อหน้าบนอีกครั้งสิ
เมื่อเราเป็นรัฐ เมื่อเราเป็นชาติ เมื่อเรามีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน3จชต. เรามีกลไกทางการปกครองอยู่ครบถ้วน
ทุกคนที่อยู่บนแผ่นดินต้องอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของความเป็นรัฐ ใครไอ้อีตัวไหนละเมิด รัฐมีหน้าที่ต้องปราบปราม
จากนั้นจึงจะถึงขั้นตอนของการแก้มูลเหตุของปัญหา
พุดแบบชาวบ้านคือ ใครจับอาวุธต่อตีรัฐ รัฐต้องกระทืบให้จมดิน
จะเอาอะไร จะเรียกร้องอะไร วางปืน ปลดอาวุธก่อน อย่าทำเยี่ยงโจร แล้วค่อยมาคุยกันแบบสันติวิธี ทางสมานฉันท์
จึงจะบังเกิด ทางออกร่วมกันจึงจะบรรลุ หากคุยกันไม่รู้เรื่องค่อยฆ่ากันอีกรอบ ทีนี้ฆ่ากันให้สิ้นเชื้อเผ่าพันธุ์กันไปเลย
เพราะคนไทยอย่างพวกกูไม่รู้จะหนีไปไหนอีกแล้ว ที่นี่คือแผ่นดินปู่ย่าตายายผืนสุดท้าย ยังไงคนไทยอย่างกู
อีกหลายสิบล้านคนก็ไม่ยอมเสียแน่นอน ให้คนไทยตายหมดแผ่นดินก่อน จากนั้นมึงเอาไปเลย *ปฐพีไม่มีคน*


- ก่อนคิดแก้ปัญหาถึงมูลเหตุและรากเหง้า รัฐพันธมิตร เอ๊ย รัฐบาล จะต้องปราบปรามพวกกองกำลังติดอาวุธ
พวกนี้ให้หมดอำนาจกำลังรบก่อน ประเทศไทยจะต้องไม่เจรจากับกลุ่มคนติดอาวุธใดๆที่ก่อความไม่สงบในพื้นที่ของ
ประเทศ เพราะเราคือนิติรัฐ การคงอยู่แบบศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจหลักทั้ง3ของชาติบนแผ่นดิน3จชต.
คือเครื่องหมายที่ทั้งโลกจะต้องรู้ว่าที่นี่ปกครองโดยรัฐบาลไทย
รัฐบาลจะต้องออกนโยบายให้กองทัพจัดการ
แบบเด็ดขาดสำหรับกลุ่มคนติดอาวุธ รัฐบาลต้องยื่นดาบอาญาสิทธิ์ให้กองทัพโดยไม่แทรกแซงขั้นตอน
ทางการทหารทุกรูปแบบ รัฐบาลมีหน้าที่บอกกล่าวให้โลกรู้เท่านั้นว่าประเทศไทยโดยกองทัพไทยจะทำอะไร
ใน3จชต. ทำกับใคร ยังไง และเพื่ออะไร แบบนี้แล้วชาติมุสลิมอื่นๆใครเค้าจะกล้าต่อว่ารัฐบาลไทยได้
เพราะนี่คือการรักษาความมั่นคงของประเทศโดยชอบธรรม มีเหตุและมีผลที่อธิบายกับนานาชาติบนเวทีโลกได้
อิสราเอล จีน อเมริกา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สเปน อินเดีย เค้าก็ทำแบบนี้ทั้งนั้น นิติรัฐที่เอ่ยชื่อมานี้นั้น
เค้ามีนโยบายทางความมั่นคงแบบนี้ทั้งนั้น ปัญหาในประเทศเค้าที่เกิด ก็คล้ายๆกับเรา ไม่เห็นมีใครไปแทรกแซง
นโยบายของเค้าแม้แต่ยูเอ็นก็ตาม เพราะอย่างที่บอก *มันคือความชอบธรรมของกองทัพที่มีนิติรัฐรับรองอยู่*

แม้ต้องทุ่มเทงบประมาณเพื่อการนี้สักเท่าใด รัฐบาลก็ต้องทำ เพราะทุกรัฐในโลกนี้เค้าจะยึดถือเหมือนกันหมดคือ
*ความมั่นคงของชาติคือสิ่งสำคัญสูงสุด*


- เมื่อผ่านขั้นตอนการปราบปรามกลุ่มติดอาวุธ แม้จะไม่ราบคาบ แต่ก็หวังให้เบาบางลงกว่า80-90เปอร์เซนต์
เพียงแค่ให้เราควบคุมพื้นที่และใช้กฎหมายในพื้นที่ได้100เปอร์เซนต์ ไม่มีพื้นที่สีแดงใน3จชต.อีกต่อไป
ซึ่งจะว่าไปแล้วนั้น ด้วยศักยภาพเนื้อๆของกองทัพไทยนั้น ไม่เกินขีดความสามารถแน่นอน ด้วยกำลังพล2-3หมื่นคน
จาก4กองทัพภาคในปัจจุบันที่อยู่ในพื้นที่นั้น หากแก้ไขโครงสร้างการบังคับบัญชาให้รัดกุม รวบรัด และเป็นเอกภาพ
ได้นายดี ได้ลูกน้องสด และการเมืองไม่มาเกี่ยวข้องหรือแทรกแซง ไม่มีทางที่กองทัพไทยจะล้มเหลว
รัฐบาลจะเห็นผลจากการนี้ได้ในห้วงไม่เกิน6เดือนเท่านั้น(เวียดนามใช้กำลังพล พอๆกับเราในการปราบปราม
กลุ่มติดอาวุธใน5จังหวัดของเค้า เค้าใช้เวลาแค่2เดือนเศษ ราบคาบ ที่เค้าทำได้เร็วเพราะประเทศเค้า
รัฐบาลเค้าสามารถควบคุมข่าวสารภายในได้ทุกช่องทางการสื่อสาร แต่เราคงทำแบบนั้นได้ยาก
เพราะเราชอบอวด และเราให้อิสระกับสื่อมวลชนแทบจะทุกเรื่องแม้แต่เรื่องที่ล่อแหลม
หรือสุ่มเสี่ยงกับความมั่นคง
)


- การแก้ไขมูลเหตุและปัญหาตรงนี้นั้นรัฐบาลประชาธิปัติย์น่าจะทำได้ดีแบบไม่น่าที่จะต้องมีใครแนะ
เป็นเรื่องพื้นๆของรัฐศาสตร์การเมืองแบบมหภาค ใช้วิธีไหน ใช้นโยบายแบบใด ตรงนี้ไม่ยากถ้ารัฐบาลรู้โจทย์ที่จะต้องแก้
รัฐควรให้ในสิ่งที่เค้าควรได้ ควรแก้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบของความเสมอภาคของชนทั้งชาติ
ลองมาดุเหตุการณ์สมมุติกันเพื่อความเข้าใจง่ายๆ


รัฐบาล : ไง สงครามจบแล้ว ต้องการอะไร ถึงต้องจับอาวุธเป็นปฎิปักษ์กับราชอาณาจักรไทย

3จชต. : ก็อยากจะปกครองกันเองอ่ะ บรรพบุรุษเราเคยอยู่ตรงนี้และเป็นเอกราชมาก่อนจะถุกสยามรุกราน

รัฐบาล: ไม่ได้ว่ะ ประเทศไทยต้องมีรัฐบาลเดียว ถ้าเขตปกครองพิเศษ อันนั้นต้องพิจารณากันอีกที อาจจะเป็นไปได้
แต่ไม่ง่ายนัก ส่วนเรื่องในปวศ.นั้น ให้มันเป็นเสี้ยวหนึ่งในปวศ.ต่อไปเถิด ยอมรับความจริงที่เผชิญตรงหน้าดีกว่า
หากรอดจากสยามในครั้งนั้น แน่ใจรึว่าจะไม่เสร็จญี่ปุ่น รึอังกฤษ พวกนั้นอ่ะมันไม่ใจดีแบบสยามนะ
แล้วพวกมึงทำไรอยู่ตั้งเป็นร้อยปีกู้เอกราชไม่ได้ซักที ของกู8เดือนเองอ่ะ ฮ่าๆๆ

3จชต.: เอ้า กวนตีนนะนี่ พูดง่ายนี่ ยังงี้กุขอไปรวมกับมาเลเซียดีกว่าว่ะ อย่างน้อยก็อิสลามด้วยกัน

รัฐบาล: มึงคิดรึว่า มาเลเซียเค้าอยากได้มึง กุว่ามึงไปดูการเมืองของมาเลเซียให้แตกฉานก่อนดีกว่าว่ะ
โดยเฉพาะรัฐที่ติดกับมึงอ่ะ ทุกวันนี้เค้ายังกัดกันไม่เลิกเรื่องเชื้อชาติและแนวคิด

3จชต.: ห่านี่ พูดไม่รู้เรื่อง งั้นกูกลับไปขุดเอาปืนที่ฝังดินซ่อนไว้มายิงพวกมึงต่อ

รัฐบาล : ตามใจมึงดิ กูก็ส่งทหารมาปราบมึงต่อ กองทัพกูได้งบพิเศษ ได้ พสร. ได้วันทวีคูณ งั้นเดี๋ยวกูส่งทหาร
ตามรอยมึงไปเลยตอนมึงกลับ

3จชต.: ง่า กี้นี้พูดเล่น วางอาวุธหมดแล้ว งั้นเอางี้ ขอใช้กฎหมายอิสลามใน3จชต.ได้ป่ะ

รัฐบาล: ไม่ได้โว้ย กุจัดให้มีดาโต๊ะแล้วนี่ เป็นคนไทย อยู่แผ่นดินไทย ต้องอยู่ใต้กฎหมายเดียวกันทั้งประเทศ
แต่ถ้าจะให้เพิ่มบางหมวด บางอนุ สำหรับอิสลามใน3จชต.ก็อาจจะได้นะ ส่วนคนที่ไม่มีคดีค้างติดตัว
เมื่อวางอาวุธ รัฐจะจัดนิรโทษกรรมให้ แบบที่เคยทำให้ ผกค.สมัยก่อนอ่ะ

3จชต.: ง่า คับ ขอให้จัดการคืนความยุติธรรมให้เราด้วย กรณีที่จนท.รัฐละเมิดเรา ทั้งตำรวจทั้งทหาร

รัฐบาล: ได้ กุจัดให้ แต่ต้องเป็นไปตามมูลเหตุและคดีความนะ แต่พวกมึงที่มีหมายจับและมีคดีติดตัว
ก็ต้องโดนเหมือนกันนะ ว่ากันไปตามพฤติกรรม ส่วนจะได้อภัยรึไม่ อันนั้นค่อยว่ากัน

3จชต. : คับ แล้วสิทธิพิเศษต่างๆที่รัฐเคยจัดให้สำหรับมุสลิมใน3จชต.ในทุกๆด้าน ยังให้เหมือนเดิมป่ะคับ
ขอเพิ่มนิดๆหน่อยได้มั้ยคับ

รัฐบาล: มึงรู้ป่ะ สิทธิต่างๆเหล่านั้นน่ะ มีคนไทยในภาคอื่นๆเค้าไม่เคยได้แบบนั้นเลยนะ คนไทยภาคอื่นน่ะ
เหมือนผัดไทย25บาท แต่พวกมึงอ่ะเหมือนผัดไทย30บาทรู้ไว้ด้วย

3จชต. : อ่อ คับๆ แล้วเรื่องการส่งเสริมและสนับสนุนกิจการศาสนาล่ะคับ

รัฐบาล: รัฐบาลไทยไม่เคยมีนโยบายกีดกั้น ขัดขวาง ริดรอน ทุกศาสนา แม้แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงอุปถัมภ์ทุกศาสนา
ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง แม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นพุทธ มึงดูซิขนาด รธน.ไทยยังไม่ได้ระบุเลยว่าศาสนาประจำชาติไทย
คือศาสนาอะไรมึงดูความใจกว้างของพวกกุละกัน

3จชต: คับ งั้นผมจะบอกให้พวกเราได้รู้กันทั่วๆว่าความสมานฉันท์แท้ๆได้เริ่มนับหนึ่งเกิดขึ้นจริงๆแล้วที่นี่

รัฐบาล:ดี ต่อไปนี้ถ้ามีอะไรคับข้องใจ หรือมีอะไรที่ไม่ถูกต้องให้ร้องเรียนได้ในทุกช่องทางที่รัฐเปิดให้ มาคุยกัน
พูดจากัน หนักนิดเบาหน่อยก็อภัยกัน ไฟใต้จะได้ดับซะที

3จชต.: คับ ยังมีหลายเรื่องนะคับที่พวกเรารู้สึกว่าไม่เป็นธรรมกับชาวมุสลิมในพื้นที่

รัฐบาล: อ่อ เรื่องที่แล้วไปแล้ว ไม่ว่าจากรัฐบาลไหน รัฐบาลนี้จะแก้ไขให้ถูกต้องให้เหมาะสมและยุติธรรมกับ
ชาวมุสลิมใน3จชต.ทุกคน เพื่อความปรองดองของคนในชาติ ต่อไปนี้ไม่มีพวกมึง ไม่มีพวกกู มีแต่พวกเรา จำไว้นะ

3จชต. : T-T

รัฐบาล: ^^

คนเขียน: 5555+ กว่าจะมีแบบนี้ มาถึงตรงนี้จริงๆ กุว่านาซ่าส่งคนไปดาวพลูโตได้ก่อนแน่ๆ





Create Date : 17 กรกฎาคม 2552
Last Update : 16 ธันวาคม 2552 20:59:00 น.


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Sun Dec 27, 2009 2:18 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Dec 27, 2009 2:28 am

ดับไฟใต้ 5ปีผ่านไป ใช้งบไปแล้ว109,000 ล้านบาท แน่ใจนะว่ามาถูกทางแล้ว?

- เห็นตัวเลขแล้วโคตรเหนื่อยใจ นี่ถ้าเป็นธุรกิจการค้าขาย ต้องเรียกว่าขาดทุนชิบหายวายป่วง
ประเดี๋ยวจะแจกแจงให้อ่านกันว่า หนึ่งแสนเก้าพันล้านบาท รัฐบาล+กองทัพ เอาไปทำอะไรบ้างในห้วง5ปีที่ผ่านไป
เจตนารมณ์ในการเขียนกระทู้นี้ ไม่ได้มุ่งหมายโจมตีรัฐหรือกองทัพ แต่ให้คิดซะว่า นี่คือคำท้วงติงและต่อว่า
ของประชาชนอย่างพวกกูที่เป็นคนเสียภาษีให้รัฐ


- ห้วง5ปีที่ผ่านไป รัฐ+กองทัพลงมือตรวจค้น จับกุม ปิดล้อม เรียกแบบทหารว่า เปิดโอเปอเรชั่นทางทหาร
ไปกว่า1หมื่นครั้ง หมื่นกว่าครั้งนี้เป็นเรื่องเป็นราวเข้าสู่ขบวนการยุติธรรมในอัตราแค่ร้อยละ 2.5เปอร์เซนต์เท่านั้น
ดูตามรูปการณ์และข้อมูลทางสถิติในห้วง5ปีที่ผ่านไปแล้วนั้นสิ่งที่เราได้รู้ ได้เห็นกัน(แต่รัฐ+กองทัพเค้าแถลงแบบ
ดูเหมือนจะดีให้เรางงเล่นๆ) นั่นคือ ในทางทหาร เหตุการณ์รุนแรงทางทหารมันลดลง แต่เหตุร้ายรายวัน รายเดือน
ยังมีอัตราเฉลี่ยในห้วง5ปีนั้นยังแปรปรวนอยู่ แปลไทยแบบชาวบ้านได้ใจความว่า เหตุปะทะหรือการปฎิบัติการทางทหาร
ของพวกโจรใต้ที่มุ่งต่อตีเจ้าหน้าที่รัฐนั้นลดลง แต่เหตุการณ์ที่โจรใต้มุ่งต่อตีทำร้ายพลเรือนไทย ยังคงมีอยู่ ลดบ้าง เพิ่มบ้าง
ในห้วง5ปีที่ผ่านไป (สรุปแล้วตกลงมันลดลงหรือเท่าเดิมวะกุก็งงว่ะ)


- และแล้วเมื่อเจาะลึกในข้อมูลทางสถิติ ความงงก็หายไป กลายเป็นความสงสัยแทน นั่นคือ 5ปีที่ผ่านไป
ตายเยอะอันดับ1คือ พลเรือนไทย ทั้งพุทธและมุสลิม ตายตามมาเป็นอันดับ2คือ ทหารและเจ้าหน้าที่รัฐ
(อ่านให้ดีนะ อ่านช้าๆและทำความเข้าใจด้วย เดี๋ยวงงตายห่า) *ช่วงแรก* ของห้วง5ปีนั้น เป้าหมายหลักของ จกร.คือ
ทหารและเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจ ครู ผู้ใหญ่บ้าน และทรัพน์สินของทางราชการ แต่ช่วงหลังของห้วง5ปีที่ผ่านไปนั้น
เป้าหมายเหล่านี้ทำได้ยากขึ้นเพราะกองทัพส่งทหารลงไปคุ้มครองในพื้นที่หลาย หมื่นคน ดังนั้นเป้าหมายของ จกร.
จึงเปลี่ยนมาเป็น พลเรือนไทยตาดำๆแทน ยอดเจ็บ ยอดตาย เมื่อครบห้วง5ปีจึงแซงหน้าทหารและเจ้าหน้าที่รัฐไป
โดยปริยาย นี่รึเนี่ยนะคือสิ่งที่รัฐ+กองทัพภูมิใจแถลงต่อคนไทยทั้งมวลถึงงานดับไฟใต้ในห้วง 5ปีว่า *เรามาถูกทางแล้ว*
ลดความสูญเสียของรัฐได้ แต่ประชาชนทั่วไปในพื้นที่รับแดกลูกปืนและระเบิดแทนจนท.รัฐ
นี่รัฐไม่รู้เลยรึไงว่า การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือนไทยนั่นก็เหมือนสิ่งที่รัฐสูญเสียเช่นกัน เพราะ
รัฐมีหน้าที่ให้ความคุ้มครอง ปกป้องดูแลพลเรือนของรัฐ ทหาร-ตำรวจ -จนท.รัฐ คือผู้ที่จะต้องตายก่อนประชาชน
ตายแทนประชาชนเมื่อเกิดเหตุทางความมั่นคง
ไม่ใช่มุ่งลดการสูญเสียจนท.รัฐเป็นหลัก โดยไม่สามารถลดการสูญเสีย
ของพลเรือนของรัฐได้เลย แล้วยังเสือกจะทำมาเป็นคุยว่าที่ผ่านมาสถานการณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ ดีเหี้ยอะไร เปลี่ยนแม่ทัพไป6คน
ผบ.ทบ.2คน รมต.กลาโหมอีก4คน ใช้งบละเลงยังกะเบี้ย คนยังถูกลอบฆ่าตายทุกวันโดยเฉลี่ย ประชาชนอย่างกูมองมุมไหน
ก็เห็นว่าไม่คืบหน้าเลยสักนิด(รัฐ+กองทัพเอานี่ไป 1อันจากเจ้าของกระทู้ ๐II๐ )


- งบหนึ่งแสนเก้าพันล้านบาท 5ปีผ่านไปถูกละลายไปกับ
1. ค่าตอบแทนกำลังพลที่ลงทำงานในพื้นที่(มีทั้งผีทั้งคน อย่าเถียงกุ กุรู้ดี ปะมาณว่า ตัวอยู่นี่ ชื่ออยู่นู่น และก็มีไม่ใช่น้อยๆด้วย)
รวมทั้งค่าวัสดุคุรุภัณฑ์สิ้นเปลืองทั้งหลายแหล่ กองทัพเถียงดิว่า ไม่ได้มาล้วงเอาจากงบตรงนี้ อย่าเถียงเลย ตีงูให้กากินเปล่าๆ
รถจอดเป็นแถว น้ำมันไม่มีเติมเพราะนายเอาตังค์ไปแดกหมดแล้ว 555+ )

2.งบพัฒนาชุมชน (ยังรบกันโครมๆ ระเบิดตรงนู้นตูม ตรงนี้ตูม มันถึงขั้นตอนของการพัฒนาชุมชนแล้วรึไง
เคยเขียนไปครั้งนึงแล้วเรื่องอะไรก่อนอะไรหลังในการดับไฟใต้ มันผิดขั้นตอนทางยุทธศาสตร์การต่อสู้ ทำให้ตายตอนนี้
ก็ไม่เกิดผล ได้ไม่คุ้มเสีย เหอะ พอพวกมึงพัฒนาเสร็จ โจรก็เข้ามาฝังตัวสร้างแนวร่วมต่อ พาพวกมายิง ชรบ.เอาปืนลูกซองไปแดก
ถ้าอยากทำขั้นตอนนี้จริงๆ มึงทำแล้วต้องส่งกำลังตั้งฐานเฝ้าทุกชุมชนที่เข้าไปทำ เพื่อกันพวกมันกลับมาแทรกซึมฝังตัวในพื้นที่
เมื่อพลเรือนในชุมชน มีความปลอดภัย อยู่ดี กินดี ศาสนกิจดี แนวร่วมถึงจะลดลงตามธรรมชาติ ต้องทำอย่างนี้ ไอ้ฟายยยย
ไม่ใช่ให้ฝ่ายปกครองกับ กอ.รมน.พื้นที่ทำกันเอง สิ่งนึงที่พวกมึงไม่เคยเข้าใจจนวันนี้เลยคือ 3จชต.ไม่มี ขนพร.ที่ชัดเจน
มึงจะเอาตำราทหารมากางแล้วกำหนดเขตพื้นที่อำนาจกำลังรบแต่เพียงฝ่ายเดียวตาม รูปแบบทางทหารได้ยังไง
เพราะที่นี่คือเขต ขนพร.ที่ทับซ้อน ชุมชน ป่า ชายป่า เมือง รบกันทุกที่แบบสงครามกองโจรตามแต่จะกำหนดเป้าหมาย
ไหนทหารคนไหนรู้ว่า ขนพร.ของ3จชต.อยู่ตรงไหน บอกกูทีซิ เจตโด้-*- )


3. งบฟื้นฟูเยียวยา กำลังพลและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ร้ายใน3จชต. (โอเค ตรงนี้ไม่มีอะไร
สมควรที่จะต้องใช้ต้องทำ แต่ แต่ แต่ พิจารณากรณี *งบฟื้นฟุเยียวยาญาติพี่น้องโจรที่ตาย*อีกทีก็น่าจะดีไม่น้อยนะ
ว่าสมควรได้รับมั้ย น่าจะให้มั้ย กุสงสัยอย่างนึงว่า ทำไมพี่น้อง พ่อแม่ ลูกเมีย ของ จกร.ทำไมไม่ห้าม รึห้ามไม่ได้
ก็ควรชี้ช่องให้ จนท.รัฐเข้าจับกุม เออ ยังงี้น่ะ น่าจะให้ แต่ที่มาลอบยิงพลเรือน ตำรวจ ทหาร แล้วปะทะตายในที่รบน่ะ
กรณีเคสแบบนี้รัฐ+กองทัพมึงจะใจดีไปถึงไหน ใจดีมากไปบางครั้งมันจะดูเหมือนอ่อนแอนะจ๊ะ ว่างๆเข้าไปขอคำแนะนำ
จาก พลเอก กิตติ รัตนฉายา อดีตแม่ทัพภาค4 มั่งนะ แนวคิดท่านในเรื่องนี้เจ๋งทีเดียว


4. งบจัดซื้อ จัดหา เครื่องป้องกันชีวิตของผู้ปฎิบัติหน้าที่ใน3จชต. (จริงๆตรงนี้มองดูรูปการณ์
เรายังคงต้องยืดเยื้ออีกนานใน3จชต. รัฐ+กองทัพควรเจียดงบตรงนี้ อนุญาตให้มหาวิทยลัย วิทยลัย ที่มีความสามารถ
ในเรื่องการประดิษฐ์คิดค้น วิจัย ทำเรื่องพวกนี้ให้จับต้องได้ เพื่อลดงบจากการที่ต้องจัดซื้อ เพราะรู้ๆกันดีอยุ่ว่ามันแพงแค่ไหน
ในการจัดซื้อของพวกนี้ รึว่าตรงนี้มีรู มีช่องสำหรับนายคนไหนรึเปล่า ถึงไม่คิดแก้ไขปรับปรุง พัฒนาการจัดหา เสื้อเกราะตัวนึง
3-4หมื่น ในขณะที่กำลังพลทำงานเป็นหมื่น ต้องเงินเท่าไรล่ะ ถึงจะได้ครบทุกคน )


5. งบทางการปฎิบัติงานสนาม (ตรงนี้ไม่ขอออกความเห็นในเชิงติเตียนรึต่อว่า งานพวกนี้ผมรู้ดีว่ามันหินขนาดไหน
ทั้งงานข่าวกรอง งานต่อต้านข่าวกรอง งานจิตวิทยามวลชน งานโอเปอเรชั่นทางทหาร ตรงนี้ต้องใช้เงินทั้งนั้นและ
มีผลคาบเกี่ยวกับงบในข้อที่1 งบตรงนี้บางเคส บางตัว บางยุทธ เป็นเรื่องที่ยากที่จะเขียนออกไป ความหนักใจของ
ผุ้มีหน้าที่ทำงานในกลุ่มนี้นั้นผมเข้าใจได้ดีว่า เหมือนปิดทองหลังพระ ได้นายดีมีหัวใจงานก็ไปโลด ได้นายเหี้ย
งานก็เน่าบวกแถมด้วยความเสี่ยงแบบโง่ๆที่ไม่น่าจะต้องมาเสี่ยง เคราะห์หามยามร้ายถึงที่ตายก็ตายเงียบ น้อยคนนัก
จะรู้ซึ้งถึงวีรกรรม จะว่าไปแล้วนั้นงานในสนามต่างๆ ถ้าไม่มีคนปิดทองหลังพระหาข่าว มันก็ยากที่จะลุล่วงในแบบ
ที่เราเห็นๆกันในหน้า นสพ.น้ำเน่า มีตายกันแยะนะสำหรับงานในกลุ่มนี้ เพียงแต่มันไม่เป็นข่าวไง ผมถึงเรียกว่า
นี่คือการตายเงียบ ไม่เข้าถ้ำเสือ ก็ไม่ได้ลูกเสือ พลาดพลั้งถูกเสือแดกคาถ้ำในรูปแบบคนขายกับข้าว คนขายไม้กวาด
คนขายไอติม บ่อยไป 2 นย.ที่ตายเมื่อ2-3ปีก่อนนี้ก็ใช่ พวกเราอยู่แนวหลังคงไม่รู้หรอกว่า เรื่องพวกนี้เราก็ทำ
และมันก็ทำเหมือนกับเราเช่นกัน ตามอำเภอ ตามหน่วยราชการ มีพวกมันปะปนอยู่ทั้งนั้น เพียงแต่เรายากที่จะรู้
แน่ชัดเท่านั้นว่าใครเป็นใคร )


- หมดแล้ว 5ข้อ 5งบหลัก 5เรื่องที่หมดไปถึง หนึ่งแสนเก้าพันล้านในรอบ5ปีที่ผ่านไป เนื้องานที่ได้มา
จากการละเลงงบนี้มันอยู่ตรงไหน ผมเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน มองภาพรวมนั้นเขียนแบบไม่โกหกได้คือ
มันเหมือนกับเราเพิ่งจะเริ่มงานเริ่มต้นมา2-3เดือนนี้เองในเชิงของผลที่ออก มาให้เราจับต้องได้ แต่เวลามันผ่านไปแล้ว
ถึง5ปี คนตายไปไม่น้อย ยังไม่เห็นหนทาง ไม่เห็นช่องทางจะยุติเสียที ในมุมมองของพลเรือนนั้นต่างจากมุมมองของทหาร
เป็นอย่างมาก ทหารเราไม่เคยคิดอะไรสวยงามน้ำเน่าไปวันๆแบบนักการเมือง แต่การเมืองนั้นอยู่ได้และดำเนินกิจกรรม
ด้วยการขายฝัน ขายความหวังให้กับชนในชาติ มีทั้งจับต้องได้จริง และมีทั้งลมๆแล้งๆ 5ปีผ่านไป กองทัพถูกการเมือง
แทรกแซงตลอดมาในทุกๆด้าน ผู้ใหญ่ ผู้นำของกองทัพเองก็ไม่มีน้ำอิ๊วพอที่จะแข็งขืน ลู่ตามลมตลอดเวลาทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจ
ว่าตัวเองอยู่ในทัพก็แค่อีกไม่นาน แต่กลับก็ไม่เคยคิดจะฝากชื่อเสียงเกียรติยศของขุนทหารไว้บนแผ่นดินสักครั้ง
ในชีวิตด้วยการดับทุกข์เข็ญของปวงประชาเพื่อนร่วมชาติที่ต้องตกอยู่ในดง กระสุนและควันระเบิด สิ่งเหล่านี้ทำให้กองทัพ
และประชาชนจะค่อยๆเหินห่างกันในความรู้สึกความศรัทธาในแบบไทยๆ


- *บทสรุป*
- 5ปีที่ผ่านพ้น รัฐบาลคับ ผู้นำกองทัพคับ พ่อแม่พี่น้องประชาชนไทยทั้งชาติคับ เราเห็นกันแล้วกับความจริงตรงหน้า
ในวันนี้แล้วใช่ไหมว่า *กองทัพไทยโดยรัฐบาลไทย ไม่สามารถดับทุกข์ของคนไทยใน3จชต.ได้เลย
ไทยพุทธใน3จชต. เคยมีถึง3แสนกว่าคน วันนี้เหลือ7หมื่นเศษๆเท่านั้น มุสลิมไทยเองใน3จชต.ก็ดูแปลกแยก
ในสายตาของคนทั้งชาติไปโดยปริยาย ทั้งๆที่มุสลิมไทยใน3จชต.ส่วนใหญ่นั้นไม่ใช่กลุ่มคนที่เลวร้ายหรือคิดร้าย
กับราชอาณาจักรไทย จะว่าไปแล้วนั้น มุสลิมไทยใน3จชต.เองนั้นมียอดเจ็บยอดตายสูงกว่าไทยพุทธเสียด้วยซ้ำ
แต่วันนี้คนเหล่านี้ถูกเพื่อนร่วมชาติเหมารวมไปกับ จกร.เสียแล้วในมุมมองของความรู้สึก รัฐบาลไทยและกองทัพไทย
ควรจะเร่งแก้ไขเรื่องนี้ให้ถูกทาง ก่อนที่เหตุจะบานปลายกลายเป็นการผลักดันให้คนที่ไม่ได้รู้เรื่องกับ จกร.เหล่านี้
ไปอยู่ในมุมที่ตรงข้ามกับราชอาณาจักร เมื่อถึงวันนี้ รูปการณ์เป็นแบบนี้ กองทัพไทยควรจะต้องยอมรับความจริง
ที่ขมขื่นเสียทีว่า กองทัพทำเรื่องนี้โดยลำพังตามวิถีทางของทหาร ตามมุมมองของทหาร ตามยุทธศาตร์และ
ยุทธวิธีของทหาร ไม่ได้แล้ว เพราะมิติรูปแบบของความมั่นคงใน3จชต.ในวันนี้ มันอยู่นอกเหนือความเข้าใจ
ในแบบทหารไปแล้ว กองทัพไทยถึงรบไม่เคยชนะเสียทีกับศึกนี้ ต่อจากนี้ไป กองทัพไทยควรทบทวนทุกบริบท
ของกองทัพที่ผ่านมาในงาน3จชต.เสียที ระดมสมองเคาะปัญหาและอุปสรรคออกมาให้เป็นยุทธศาสตร์ใหม่ที่เข้มแข็ง
และมีจุด หมายที่จับต้องได้ มิใช่ยุทธศาสตร์ลมๆแล้งที่แทบไม่เห็นฝั่งแบบที่ทำอยู่ทุกวันนี้ หยุดเถอะคับกองทัพไทย
หยุดแล้วทบทวนใหม่
รัฐบาลเองก็ทำงานในหน้าที่ของตัวเองให้ดีเถอะคับ หยุดก้าวก่ายและหยุดเสือกกับงานของกองทัพซักที
อย่าเอากองทัพไปทำงานที่ไม่ใช่หน้าที่ของทหาร อย่าเอากองทัพมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

เพราะหากวันใดประชาชน ทั้งมวลหมดศรัทธาทั้งรัฐบาลและกองทัพ วันนั้นหายนะจะมาถึงชาติเรา
ทั้งจากภายนอกและภายในอย่างที่ยากจะคาดคิด ถ้าถึงวันนั้น 100ผบ.ทบ. 100ประชาธิปัตย์ 100พันธมิตร
ก็จะมิอาจต้านพลังของประชาชนมวลรวมได้นะจะบอกให้



Create Date : 17 กรกฎาคม 2552
Last Update : 16 ธันวาคม 2552 21:00:06 น.


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Tue Dec 29, 2009 1:13 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 7 จาก 8 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ