Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

หน้า 2 จาก 8 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Aug 29, 2009 11:04 am

Arrow นี่หรือ...คือการชุมนุมโดยปราศจากอาวุธของพันธมิตร

Arrow การร่วมมือกันของ ๒ กลุ่มคน ในการล้มล้างสถาบัน

ข่าวสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของประเทศไทยนั้น เกิดจากการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มคนเพียง ๒ กลุ่ม

โดยการทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า กลุ่มคน ๒ กลุ่มนี้ มีความขัดแย้งกัน ต่างฝ่ายต่างทำเพื่อผลประโยชน์และพวกพ้องของตน

ภาพเหตุการณ์ความรุนแรงที่มากขึ้นทุกขณะ ช่างขัดแย้งกับคำกล่าวของผู้นำแต่ละกลุ่มที่ออกมาประกาศว่า ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง

แต่ในทางตรงกันข้าม กลับพูดยุยง ให้ประชาชนรู้สึก เกลียดชัง และต่อต้านกลุ่มตรงข้าม

อันนำมาสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงเกิดขึ้น ก่อขยายวงจนส่งผลกระทบต่อต่างประเทศ

ในขณะที่ต่างฝ่ายต่างอ้างการกระทำของตน เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

เราจะพบได้ทั่วไปว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกดึงลงมาเป็นเครื่องมือ เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามนำไปใช้กล่าวอ้างในการทำลายได้เสมอ

โดยเฉพาะที่เห็นได้ชัดไปทั่วโลกนั่นคือ การที่ราชวงศ์ได้ปรากฎตัวในการไปร่วมงานของหนึ่งใน ๒ กลุ่ม

จากการไปร่วมงานครั้งนี้ ทำให้ทั่วโลกเข้าใจว่า แท้จริงแล้ว ราชวงศ์ได้เป็นผู้สนับสนุนและอยู่เบื้องหลังกลุ่มคนกลุ่มนี้

ล่าสุดตอกย้ำโดยการที่กลุ่มคนกลุ่มนี้ ได้ออกไปใช้อาวุธปืนไล่ยิงกลุ่มคนอีกกลุ่ม โดยได้ชูภาพพระมหากษัตริย์ไว้ตลอดเวลา

ภาพเหตุการณ์นี้ได้เผยแพร่ไปทั่วโลก "ทำให้ดูเหมือน"
เป็นการตอกย้ำกับสายตาประชาคมโลกอีกครั้งว่า
กลุ่มคนกลุ่มนี้มีผู้สนับสนุนและอยู่เบื้องหลังเป็นใคร


พันธมิตรยิงปืนใส่Taxiและเผาทำลายรถ

25.11.08 อย่างบ้าคลั่ง ที่ดอนเมือง
Gun shot from PAD




http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=787&forum=4&page=25&PHPSESSID=525431de4a10153b480d5ae9beae1b90


ภาพที่ชูอยู่ข้างหลังมือปืนน่ะ
ภาพใคร?

ชูภาพขึ้นมาเพื่ออะไร?
ถ้าไม่ใช่เพราะมีจุดประสงค์แอบแฝง
เพื่อดึงลงมา...

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Aug 30, 2009 10:51 am

เขมรขวัญผวาหาไทยส่ง “จักรีนฤเบศร” ขย่ม!




USS Essex Arrives for Historic Visit to Cambodia

Sihanoukville
November 26, 2007

http://cambodia.usembassy.gov/uss_essex_ship_visit.html

Medical and Dental Civic Action Program, Preah Vihear, November 27-29

The Royal Cambodian Armed Forces are partnering with the United States Marine Corps,
and United States Navy in an effort to bring medical and dental care to the Cambodian people in the Preah Vihear province.

ปัญหาคือ เราอาจไม่ได้รบกับเขมรนะสิครับ สังเกตุข่าวข้างบน ทำไมอเมริกาถึงส่งทันตแพทย์ไปเขาพระวิหาร
ทั้งที่คนเขมรตรงนั้นมีไม่เท่าไหร่ เทียบกับคนเขมรทั้งประเทศ ถ้ามีสงครามเราจะเสียมากกว่าที่คิด เหมือนกรณี ร.ศ. 112
อย่าคิดว่าอเมริกาเป็นมิตรแท้ มหาอำนาจ คือ มหาอำนาจ ผลประโยชน์ทั้งนั้น แล้วบริษัทน้ำมันก็ของมหาอำนาจทั้งนั้น
ศึกด้านใต้ยังแก้ไม่ได้ เปิดศึกอีกด้านทั้งที่คนในประเทศแตกแยก แล้วจะเหลืออะไร ขออภัยถ้าใครไม่พอใจความเห็นผม







http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1253352343&grpid=01&catid=

วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 22:22:40 น.
มติชนออนไลน์

โชว์มวยไทยให้เขมรดู พันธมิตรฯปะทะเดือดชาวภูมิซรอล

ประมวลภาพ ปะทะเดือดระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯบุกทวงพระวิหารกับชาวบ้านภูมิซรอล
ทั้งแม่ไม้มวยไทย ปาสิ่งของ ยิงหนังสติ๊ก รวมถึงใช้ไม้รุมตี

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20090919/77870/%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.html

วันที่ 19 กันยายน 2552 18:52
ไทยตีไทย

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
กลุ่มพันธมิตรที่เดินทางไปชุมนุมขับไล่เขรมให้พ้นพื้นที่ทับซ้อน
บริเวณเขาพระวิหาร ตะลุมบอนกับชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วย
โดยตำรวจต้องเข้าระงับเหตุ


http://hi5.com/friend/244896531--%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%2599%25C3%25A0%25C2%25B9%25C2%2589%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%25B3%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%25AD%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%259A--Profile-html
ยามใหญ่คะ
แอนน์ ขอคำอธิบายดีๆสักข้อ เพราะแอนน์ประสานขอไปทาง"ยามใหญ่"
ที่ทราบว่าตอนนั้น(วันพุธ) ยังอยู่ต่างประเทศ แต่--ไม่มีคำตอบใดๆกลับมาให้เลย

"หลุมพราง" นี้ ใครดักล่อไว้คะ
ทำไมการดุแลความปลอดภัยของพี่น้องถึงหละหลวมกว่า ครั้งที่พวกเราเดินทางไปอุดรธานี
ต่างกันราวฟ้ากับเหว พวกเราไม่มีอาวุธกันเลย ห้ามนำติดตัวขึ้นไปเด็ดขาด
ยามใหญ่โปรดอย่าปฎิเสธ ว่าไม่รับทราบ หรือไม่ได้ยินเสียงที่แอนน์ถามไป
เพราะคนที่แอนน์ฝากให้ประสานกับท่าน เสียงมีพลังมากท่านต้องได้ยินทุกเสียงที่ คนผู้นี้ ถามไป

จะรอฟังค่ะ อย่าทำให้หัวใจของผู้หญิงโง่ๆคนหนึ่งต้องเหมือนกับ โง่ดักดาน โง่แล้วโง่อีก

https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=25&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.pattayadailynews.com/forum/thai/show_topic.php?FTopicID=0000001495
สำนักข่าว Ghost Bat รายงานแว่วๆมาว่า


ในการประชุมที่สถานฑูตอเมริกาประจำประเทศไทย ในขณะนี้ มีนายตำรวจใหญ่จาก FBI ๒ คน

ได้เข้ามาคุมระบบการทำงานของประเทศไทย โดยได้มีการเชิญระดับผู้นำตำรวจของไทย

(เน้นเกี่ยวกับการสืบสวนโดยเฉพาะ) ไปประชุมที่อเมริกา ก่อนหน้าที่ จงรัก จะเข้ามารับตำแหน่ง

และหน่วยงานที่คุม นายตำรวจใหญ่จาก FBI คือ CIA

หลังจากนั้น ก็ปรากฎชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

เอ!! ชักสงสัยว่า นี่มันคนละเรื่องเดียวกันหรือเปล่านะ!!!???


แปลกที่ ๒--> นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

มีตำแหน่งอะไร ถึงได้เข้าไปประชุมที่สถานฑูตอเมริกาประจำประเทศไทย


ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ประกอบด้วย เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ และ หัวหน้า FBI สหรัฐ

หรือว่า แท้จริงแล้ว การดำเนินการของกลุ่มพันธมิตรฯ (หรือที่ตามสื่อต่างๆ เรียกว่า ผู้ก่อการร้ายสากล)

เป็นแผนการดำเนินงานของ CIA เพื่อแบ่งแยกประเทศไทย และล้มสถาบันพระมหากษัตริย์--->รึเปล่า??

จากที่รู้มา CIA มีการดำเนินงานโดยใช้แผน Divided & Rules

เพื่อให้เข้าสู่แผนแม่บท นั่นคือ New World Order

ถ้างั้น อาจเป็นไปได้หรือไม่?? ที่ว่า นายสมศักดิ์ โกศัยสุข เป็น CIA ถ้าหากว่าไม่ใช่ งั้นก็ช่วยตอบหน่อยว่า

การเข้าไปประชุมฯ นั้น เข้าไปในฐานะอะไร

เกือบลืม!!! อยากรู้จริงๆ ว่า นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ยังชีพด้วยอาชีพอะไร ถึงได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย

แถมมีเบนซ์ขับอีกต่างหาก

จากข่าวที่แว่วมานี้ ---> จึงไม่แปลกใจว่า

๑. ทำไม กองทัพไทย จึงไม่สามารถขยับ หรือกระทำการใดๆได้ เพราะถ้าหากว่าขยับเพียงนิดเดียว

อาจส่งผลทำให้เงินช่วยเหลือกองทัพจากสหรัฐฯต้องถูกตัดออกไป
เพราะ CIA คือหน่วยงานของ USA

๒. ทำไม ตำรวจไทย ไม่ถือกระบอง แถมยังมีการปล่อยข่าวว่า เบื้องบนมีคำสั่งไม่ให้ตี

ตอนนี้ เข้าใจแล้วว่า เพราะ CIA ตัวดีนั่นเอง---> หรือว่าเข้าใจผิดไปหรือเปล่า ???

๓. นปก.(นรกป่วนกรุง ได้มีการเลื่อนฐานะภายหลังเป็น นรกป่วนชาติ(นปช.)) และ พธม.(ผู้ก่อการร้ายสากล)

จึงมีการสร้างภาพในทุกวิถีทาง เพื่อให้เห็นว่า เหตุการณ์ทุกอย่างนั้นมาจากเบื้องบน...ใช่ป่ะ???

บทสรุป พันธมิตรปฎิบัติการตามแผน CIA เพราะสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ต่อต้านผู้ก่อการร้ายสากล

อย่างแข็งขันมาโดยตลอด กลับไม่มีหน่วยงานใดๆ ของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่อต้าน

แม้แต่วิจารณ์พฤติกรรมการยึดสนามบินของพันธมิตรเลยแม้แต่น้อย ซึ่งผิดกฎหมายสากลโลก (International Law)

หมายเหตุ เนื้อหาในกระทู้นี้ เราให้เวลาผู้เกี่ยวข้องตามปรากฎนามข้างต้น ๒๔ ชั่วโมง

ในการออกมาแก้ต่าง หรือตอบข้อสงสัยให้กระจ่างทั้งหมด

หากภายใน ๒๔ ชั่วโมงนี้ไม่มีการแก้ต่างใดๆ ถือว่าทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือความจริง

http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000107522

บุญหนักศักดิ์ใหญ่ลูกชาย "สมเด็จฯ ดร." เรียนเมกาอีกคน
15 กันยายน 2552 15:54 น.

ครอบครัวใหญ่ที่มีความสุข-- ท่านผู้นำกับ "หลานปู่" คนแรก กับหนุ่มหล่อสาวสวยทั้งห้าทั้งหกที่มีเหย้ามีเรือนกันหมดแล้ว บุตร-ธิดาของท่านผู้นำทุกคนล้วนสมรสกับสมาชิกครอบครัวบรรดาผู้นำ ในวงศ์วานว่านเครือทางการเมืองกลุ่มเดียวกันทั้งสิ้น "ฮุน มณี"(วงกลม) เป็นบุตรชายคนที่ 2 ที่ต้องจากครอบครัวไปศึกษาต่อด้วยทุนของรัฐบาลสหรัฐฯ

สหรัฐฯ เคยต่อต้านรัฐบาลสมเด็จฯ ฮุนเซน อย่างรุนแรงโดยกล่าวหาว่ามีการคอร์รัปชั่นอย่างเป็นระบบ
และละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างสูง และได้ตัดความช่วยเหลือโดยตรงที่เคยให้แก่รัฐบาลประเทศนี้ จนกระทั่งเมื่อปี
2550 จึงได้เริ่มให้การช่วยเหลือระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลเป็นครั้งแรก

ในด้านป้องกันประเทศ สองสามปีมานี้สหรัฐฯได้เพิ่มความร่วมมือช่วยเหลือกองทัพกัมพูชาในหลายด้าน
ทั้งช่วยฝึกอบรมบุคคลกร ช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ทางทหาร รวมทั้งในปี 2550
ได้มอบรถบรรทุกทหารที่แล้วจำนวน 64 คัน ให้แก่กองทัพกัมพูชาด้วย
โดยอ้างว่าเพื่อใช้ในกิจการต่อต้านการก่อการร้าย

ในปี 2550 เช่นเดียวกันสำนักงานตำรวจสืบสวนสอบสวนกลางหรือ FBI (Federal Bureau of Investigation)
ได้เปิดสำนักงานประจำกรุงพนมเปญครั้งแรกเพื่อขยายความร่วมมือด้านต่อต้านการก่อการร้าย
และช่วยฝึกอบรมบุคลากรด้านนี้ให้แก่กัมพูชา


ขณะเดียวกันในทะเลอ่าวไทยกลุ่มเชฟรอนคอร์ป (Chevron Corp) กำลังสำรวจขุดเจาหาน้ำมันและก๊าซ

เชฟรอนเป็นบริษัทน้ำมันต่างชาติในกัมพูชาแห่งแรกที่ประกาศการพบ
น้ำมันปริมาณมหาศาลใน แปลงสำรวจเอ (Block A) ที่อยู่ติดกับ Block 3 หรือ
Area 3 ในเขตทับซ้อนทางทะเลติดกับน่านน้ำของไทย


เจ้าหน้าที่กัมพูชากล่าวว่าอาจจะสามารถนำน้ำมันดิบและก๊าซขึ้นมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2556.
http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t346-15.htm

http://www.dharmniti.co.th/thaizhong/www/issue.php?act=showcontent&id=96

ที่มา 30 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ความร่วมมือระหว่างกัลยาณมิตร 2518-2548
น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ
อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และต่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ
ได้กล่าวว่า "สภาความมั่นคงซึ่งมี พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา เป็นเลขาธิการในขณะนั้น
มองเห็นความจำเป็นที่จะต้องติดต่อกับจีน เพราะการปราบปรามคอมมิวนิสต์ไทยมีความสูญเสียมากทั้งชีวิต
และงบประมาณคอมมิวนิสต์ไทยได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจีน และเวียดนาม

It was no mistake that the Gerald Ford administration and Secretary of State Kissinger backed the Khmer Rouge.
http://www.inteldaily.com/?c=169&a=1283


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Sun Sep 20, 2009 6:22 pm, ทั้งหมด 4 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Sep 16, 2009 10:35 am

http://www.salem-news.com/articles/september032009/israel_cia_wm_9-3-09.php
Sep-03-2009 02:03
CIA, Mossad Take Major Hits in Asian Covert Operations



Wayne Madsen Special to Salem-News.com


(WASHINGTON, D.C.) - WMR has learned from its Asian intelligence sources that
the CIA and Mossad recently suffered major hits in covert operations being conducted in Asia.


Israeli criminal gangs operating methamphetamine labs in northern Burma (Myanmar),
under the protection of a sizeable Israeli security and intelligence presence in the country,
infiltrated the United Nations poppy eradication program.


The program seeks to convince ethnic Wa and Kokang's in the "Golden Triangle" region
famous for opium production to change to other legal crops and turn in their weapons,
mostly Chinese-made AK-47s, for cash.

http://www.thaipost.net/news/160909/10811

ทางเลือกใหม่ของพม่า???

16 กันยายน 2552 - 00:00
ท่านขุนน้อย

ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา...มีรายงานข่าวอยู่ชิ้นหนึ่งที่น่าให้ความ
สนใจอยู่ไม่น้อย แม้นว่าจะเป็นข่าวชิ้นเล็กๆ
ที่ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรกับสถานการณ์ระดับนานาชาติมากมายนัก
และก็ไม่ได้ถึงกับเกี่ยวพันกับประเทศไทยแบบตรง-ตรงมา
แต่ถ้าหากหยิบมาใคร่ครวญ หวนคิดกันให้ลึกๆ
แล้ว...ถือได้ว่าเป็นข่าวคราวความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ว่าต่อประเทศไทย หรือประเทศต่างๆ
ซึ่งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งภูมิภาคก็ว่าได้...

---------------------------------------

ข่าวคราวที่ว่า...ก็คือกรณีที่กองทัพรัฐบาลทหารพม่า จำนวนถึง
20 กองพัน
ได้สนธิกำลังบุกเข้ากวาดล้างชนชาติส่วนน้อยเชื้อสายจีนในพม่า
ที่มีชื่อเรียกๆ กันว่า พวก โกกั้ง หรือ โกก้าง (Kokang)
ซึ่งปักหลักอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณพรมแดนจีน-พม่า
จนทำให้กองกำลังติดอาวุธของชนชาติส่วนน้อยเหล่านี้ (Myanmar National
Democratic Alliance Army-MNDAA) ที่มีอยู่แค่ไม่กี่พันคน
ต้องแตกยับเยินไม่เป็นชิ้นดี ส่งผลให้ชนชาติพม่าเชื้อสายจีน
ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การคุ้มครองดูแลของพวก โกกั้ง
ต้องอพยพหลบหนีทะลักเข้าไปในเขตชายแดนจีนจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน...

----------------------------------------

ไม่ว่าอะไรคือสาเหตุหรือ ข้ออ้าง ของกองทัพพม่า
ในการบุกเข้าโจมตีชนชาติส่วนน้อย
ผู้ซึ่งเคยได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในพื้นที่ เขตปกครองพิเศษ
แห่งนี้ก็แล้วแต่ แต่ในสายตาของนักสังเกตการณ์ต่างประเทศจำนวนไม่น้อย
ล้วนแล้วแต่มองไปในทิศทางคล้ายๆ กันว่า
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถนำมาใช้สะท้อนให้เห็นถึงร่องรอยความปริร้าว
หรือความไม่ลงตัวในสัมพันธภาพระหว่าง จีน กับ พม่า
ที่ใครต่อใครเคยคิดมาก่อนหน้านั้นว่า
เป็นสัมพันธภาพที่เหนียวแน่นซะเหลือเกิน แต่เอาเข้าจริงๆ
แล้ว...ความพยายามที่จะเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองของรัฐบาลทหารพม่า
กับอิทธิพลของจีนซึ่งนับวันจะแผ่ครอบงำพม่าหนักขึ้นเรื่อยๆ
กำลังกลายเป็นสิ่งที่สวนทางกันและกันหนักขึ้นทุกที
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพม่าเริ่มมี ทางเลือก
ในการกำหนดนโยบายของตัวเองเพิ่มมากขึ้นกว่าในยุคอดีตทีผ่านมา...

--------------------------------------------

ก่อนหน้านั้น...ท่ามกลางการโดดเดี่ยวพม่าโดยโลกทั้งโลก
ทางออกหรือทางเลือกของพม่า เหลืออยู่แค่เพียงทางเดียวเท่านั้น
นั่นก็คือการหันไป ซบจีน
แม้นว่าประเทศทั้งสองจะเคยเป็นคู่รัก-คู่แค้นกันมาโดยตลอด
อาจเรียกได้ว่า นับตั้งแต่ยุค กุบไลข่าน
ไปจนถึงยุคจีนกลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปแล้วก็ว่าได้
จนกระทั่งเมื่ออิทธิพลจีนในพม่าได้เริ่มสร้างความตระหนกตกใจให้กับอินเดีย
การเปลี่ยนนโยบายของอินเดียหันมาคบหากับพม่า แบบเน้นๆ เนื้อๆ
นอกจากจะทำให้พม่าเริ่มกลับมาเป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้นแล้ว
ล่าสุด...การปรับนโยบายของสหรัฐอเมริกาต่อพม่า ภายใต้แนวคิดการใช้
พลังอำนาจแบบอ่อน ของรัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา
ยิ่งน่าจะมีส่วนทำให้พม่าพร้อมที่จะประกาศความเป็นตัวของตัวเองให้ชัดเจน
ยิ่งขึ้นไปอีก...

--------------------------------------------

การบุกโจมตีกองกำลังชนชาติส่วนน้อยเชื้อสายจีน
ที่บางส่วนอาจเรียกได้ว่าเป็น พลเมืองจีนแท้ๆ
แต่มาทำมาหากินอยู่ในพม่าอย่างพวก โกกั้ง นั้น
จึงถูกนำมามองกันในแง่มุมเช่นนี้
และแม้นว่ากองกำลังดังกล่าวจะเป็นเพียงแค่กองกำลังเล็กๆ
มีกำลังทหารอยู่แค่ไม่กี่พันคน
แต่ในแง่สายใยความผูกพันที่เชื่อมโยงไปถึงกองกำลังที่มีขนาดใหญ่โตยิ่งไป
กว่านั้นหลายต่อหลายเท่า คือ กองทัพสหภาพรัฐว้า (United Wa State
Army-UWSA) ซึ่งล้วนแล้วแต่เคยใกล้ชิดกับจีน
มาตั้งแต่ครั้งที่แต่ละกลุ่มยังดำรงสถานะเป็น พรรคคอมมิวนิสต์พม่า
ก่อนหน้าที่จะถูกจีนเกลี้ยกล่อมให้เลิกล้มการเป็นปรปักษ์กับรัฐบาลพม่าใน
เวลาต่อมา จึงกลายเป็นตัวสร้าง

แรงกดดัน และก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อจีน
ที่จะต้องเลือกเอาระหว่างการดำรงสัมพันธภาพที่ดีกับรัฐบาลพม่า
หรือจะดำรงรักษาอิทธิพลดั้งเดิม
ซึ่งเคยมีอยู่กับบรรดาชนชาติส่วนน้อยเหล่านี้ต่อไป...

----------------------------------------------


ในช่วงหนึ่งที่จีนและพม่าพยายามลดความระแวงแคลงใจระหว่างกันและกัน
ด้วยวิธีอพยพโยกย้ายชนชาติส่วนน้อยในรัฐว้า ที่เคยตั้งถิ่นฐาน
บ้านเรือน ประชิดติดพันอยู่ในบริเวณชายแดนจีน-พม่า
ให้มาตั้งหลักปักฐานอยู่ในชายแดนไทย-พม่ากันไปแทนที่
แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่การหาทางออกที่ยั่งยืน ถาวร
แต่อย่างใด...โดยเฉพาะในช่วงล่าสุด
ที่รัฐบาลพม่าได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่
ด้วยการฉีกข้อตกลงหยุดยิงกับบรรดาชนชาติส่วนน้อยซึ่งเคยมีการใช้มาโดยตลอด
ระยะ 20 ปีที่ผ่านมา
และประกาศให้กองกำลังติดอาวุธของชนชาติส่วนน้อยทั้งหลาย
ยอมส่งมอบอาวุธให้กับรัฐบาลพม่าอย่างเป็นทางการ
ก่อนที่จะสลายตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังรักษาชายแดน
ขึ้นตรงต่อการบัญชาการของกองทัพพม่าโดยตรง...

---------------------------------------------

นโยบายดังกล่าวไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดการปฏิเสธ แข็งข้อ
ขึ้นมาในหมู่ชนชาติส่วนน้อยที่เรียกว่าพวก โกกั้ง เท่านั้น
แต่ยังทำให้กองทัพสหภาพรัฐว้า ที่มีสายใยผูกพันอยู่กับพวก โกกั้ง
และได้รับการหนุนช่วยโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาโดยตลอด
ตลอดไปจนถึงชนชาติส่วนน้อยรายอื่นๆ
ต่างประกาศตัวว่าพร้อมจะสู้รบกับกองทัพพม่าได้ทุกเมื่อ
และถ้าหากว่ารัฐบาลจีนไม่สามารถยื่นมือเข้ามาคลี่คลาย
หาทางออกให้กับปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวได้อย่างจริงๆ จังๆ
การปะทะระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังชนชาติส่วนน้อย
ในบริเวณพรมแดนจีน-พม่า และพรมแดนไทย-พม่า ที่อาจจะเกิดขึ้นในเร็วๆ
นี้ หรือไม่น่าจะเกินช่วงฤดูแล้งปีหน้า
ก่อนหน้าการเลือกตั้งครั้งใหม่ในพม่าจะเริ่มต้นขึ้น
ก็จะกลายเป็นตัวสร้างปัญหาให้กับทั้งประเทศจีนและไทยไปด้วยกันทั้งคู่...

--------------------------------------------------

แม้นว่าในช่วงที่ผ่านมา...รัฐบาลจีนจะไม่ได้แสดงท่าที วิตก
กังวล อะไรมากมายนัก ต่อการปรับนโยบายของรัฐบาลสหรัฐที่มีต่อประเทศพม่า
แต่เมื่อมาถึงขณะนี้...ดูเหมือนว่าจีนอาจจะ ประเมินสหรัฐต่ำเกินไป
สายใยความผูกพันระหว่างจีน-พม่า ที่เริ่มแสดงรอยร้าว รอยปริ
ให้เห็นขึ้นมาบ้างแล้วรางๆ จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี
ในการแย่งชิงอิทธิพลระหว่างกันและกันอีกมากน้อยแค่ไหน
ย่อมเป็นสิ่งจำเป็นจะต้องติดตามอย่างมิอาจกะพริบตาได้เป็นอันขาด
ส่วนประเทศเล็กๆ ที่มีชื่อว่า ไทยแลนด์แดนสยาม
ของเรานั้น...ก็คงไม่น่าที่จะไปมีบทบาทกำหนดอะไรได้มากมายนัก
นอกจากจะต้อง รับเละ กันในฐานะ หญ้าแพรกที่แหลกราญ
ภายใต้การปะทะกันระหว่างช้างกับช้าง...โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งปีหน้า
คงต้องเตรียมตัวตั้งศูนย์ผู้อพยพลี้ภัยเอาไว้ล่วงหน้าซะแต่เนิ่นๆ...

------------------------------------------------

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก นาวาเอก อาร์เลห์ เอ. เบิร์ก
แห่งนาวีสหรัฐ..."ไม่เคยมีสถานที่อันเหมาะสมสำหรับการทำสงคราม
โดยเฉพาะเมื่อผู้อื่นเป็นผู้เริ่มต้นก่อขึ้น...".

โดยเฉพาะการทำสงคราม เพื่อให้ผู้อื่นได้ประโยชน์

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Sep 16, 2009 10:55 am

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/sisaw/20090916/77276/%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88.html

วันที่ 16 กันยายน 2552 02:00

ถอยไม่ได้ทั้งคู่



โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


ก่อนอื่นผมต้องขออภัยคุณๆ ที่หยุดเขียนคอลัมน์ไปโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า แม้จะไม่ใช่เรื่องฉุกละหุกก็ตามที
เลยต้องมาขอโทษขอโพยกันทีหลัง

ผมไม่ได้ไปไหนไกลหรอกครับ ไปแค่ลาวใต้แขวงจำปาสักนี่เองเป็นเรื่องที่รับปากแฟนรายการวิทยุที่จัดเอาไว้จำนวนหนึ่ง
ว่าจะพาไปเที่ยวปราสาทหินวัดภูแล้วก็เลยถือโอกาสท่องไปจนสุดแดนลาวที่ติดต่อกับชายแดนเขมรแถวๆ
คอนพะเพ็ง-หลี่ผี่ด้วย กว่าจะกลับมาก็ค่ำๆ
วันจันทร์แล้ว ไม่สามารถเขียนคอลัมน์ส่งให้ทันได้ก็เลยงดไปสองวัน วันนี้กลับมาก็ได้เรื่องเลย
อันที่จริงเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ก็เคยประเมินสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงเข้าด้ายเข้าเข็มเอาไว้ก่อนแล้ว
ว่า สมควรระมัดระวังอย่าให้กระทบกระทั่งกันได้เป็นดี
ถ้าหากสุดสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะวันเสาร์ที่ 19 กันยายน ทางกลุ่มพลพรรคเสื้อเหลืองจะหยุดเคลื่อนไหวทวงคืน
เขาพระวิหารได้ละก็แจ่ม งานนี้เป็นเรื่องทิฐิไม่ตรงกัน ถ้าหากปรับเข้าหากันได้ ก็ไม่มีความจำเป็น
จะต้องเคลื่อนไหวอะไรมากไปกว่านี้ เรื่องเขาพระวิหารและปราสาทพระวิหารนี่
ผมเห็นด้วยกับแนวทางที่รัฐมนตรีต่างประเทศคุณกษิต ภิรมย์ กำลังดำเนินการอยู่ครับ
เราไม่มีความจำเป็นจะต้องรบทัพจับศึกกับใครในห้วงเวลานี้จริงๆ
ส่วนที่คงไม่ขอร้อง คิดว่ายังไงก็คงมีการชุมนุมใหญ่ของพลพรรคเสื้อแดง
ในวันเสาร์ที่ 19 กันยายนที่จะถึงนี้ เพราะเห็นว่าทางแกนนำประกาศเอาไว้แล้วว่าจะต้องชุมนุม
ส่วนเป้าหมายสุดท้ายของการชุมนุมจะเป็นเช่นไร ผมเดาใจแกนนำพลพรรคเสื้อแดงไม่ถูกเหมือนกัน
แต่เรื่องที่น่าคิด ก็คือ การเคลื่อนไหวทางการเมืองคนละเรื่องคนละประเด็นของพลพรรคเสื้อเหลืองและ
เสื้อแดงในเวลานี้ แม้ว่าจะเคลื่อนไหวเหมือนๆ กัน แต่น่าจะมีความแตกต่างกันในเนื้อหาสาระพอสมควร
ถ้าหากให้วิจารณ์ก็ต้องบอกว่า กลุ่มเสื้อเหลืองเคลื่อนไหว เพื่อให้รัฐบาลทำตามที่ตัวเองคิด แต่ไม่ได้คิดจะล้มล้างรัฐบาล
ยังมีสถานภาพเป็นแนวร่วมกันระหว่างรัฐบาลนี้กับพลพรรคเสื้อเหลือง
แต่สำหรับกรณีพลพรรคเสื้อแดงนั้น ต้องบอกว่าเป็นเคลื่อนไหว
เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลทางใดทางหนึ่งเท่านั้น ส่วนเงื่อนไขหรือข้อเรียกร้องอะไรไม่ได้มีความสลักสำคัญทั้งนั้น
แบบนี้เขาเรียกว่า มีสถานภาพเป็นปรปักษ์หรือเป็นศัตรูกันอย่างเปิดเผยครับ

เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่แปลกใจว่าทางรัฐบาลดูจะเป็นกังวลกับการเคลื่อนไหวของพลพรรคเสื้อแดง
มากกว่า เพราะคงเห็นว่าหนทางเจรจากันปิดประตูไปแล้ว สิ่งที่รัฐบาลทำเมื่อวานนี้ ก็คือ ประกาศให้ใช้
พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551กำหนดให้เขตดุสิตเป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์
อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรช่วงระหว่างวันที่ 18-22 กันยายน 2552
เข้าใจว่าจะละม้ายคล้ายคลึงกับประกาศในลักษณะเดียวกัน ในห้วงเวลาระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม
ถึง 1 กันยายน 2552 ที่ผ่านมา ถ้าจำกันได้ตอนนั้นพลพรรคเสื้อแดงประกาศชุมนุมใหญ่วันที่ 30 สิงหาคม
แต่ได้เลื่อนการชุมนุมใหญ่ออกไปในภายหลัง แต่คราวนี้คงไม่เลื่อนแน่นอน ทางรัฐบาลเอง
ก็จะใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับนี้ เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์การชุมนุมอย่างแน่นอนเช่นกัน

สำหรับการชุมนุมของพลพรรคเสื้อเหลืองในวันเดียวกันแต่เป็นที่จังหวัดศรีสะเกษนั้น
คงไม่มีการใช้กฎหมายพิเศษ แต่คงจะสกัดกั้นมิให้มีการเดินทางไปยุ่มย่ามแถวอาณาบริเวณ
ที่เป็นกรณีพิพาทกันอยู่ซึ่งคงไม่ยากเพราะพื้นที่ตรงนั้นทางฝ่ายทหารและตำรวจดูแลโดยตรงอยู่แล้ว
ไม่ให้ไปก็ไปไม่ได้หรอกครับ ถ้าขัดขืนก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย

งานนี้ต้องดูแลกันให้ดี อย่าปล่อยให้มีใครบ้าเลือดบุกฝ่าเข้าไปในเขตแดนของเขา แล้วถูกจับกุมตัวไว้
เพราะจะทำให้เรื่องลุกลามบานปลายได้โดยง่าย


สำหรับในพื้นที่เขตดุสิตสถานการณ์คงจะตึงเครียดพอสมควร ส่วนจะมีเหตุการณ์ลุกลามบานปลายหรือเปล่า
ยังพยากรณ์ในวันสองวันนี้ไม่ได้ แต่เข้าข่ายน่าหวาดเสียวบอกตามตรงช่วงตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือน
ผมได้แต่ภาวนาไม่มีเหตุการณ์แทรกซ้อนอะไรมากไปกว่านี้เพราะเท่าที่ติดตามข่าวจากสื่อสิ่งพิมพ์
สื่อวิทยุโทรทัศน์ใจคอไม่ค่อยดีเอาเลย ยังสงสัยอยู่ว่าคุณอภิสิทธิ์จะได้ไปสหประชาชาติหรือเปล่านี่


http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=mscc2&topic=1108&page=2






ถ้าไทยถูกแบ่ง จีนก็ถูกแบ่ง เหมือนรัสเซียถูกแบ่งยุคหลังสงครามเย็น
ตะวันตกจะครองความเป็นจ้าว
ไทยคือปราการสุดท้ายของจีนในภูมิภาคนี้
ต่อรองเพื่อถ่วงดุลกันไทยจะได้ประโยชน์



พธม.ยกทัพบุก“เขาวิหาร”ปักธงเขตแดนไทย - หันครุฑไปฝั่งเขมรแก้เคล็ดมนต์ดำ

28 สิงหาคม 2552 16:41 น.



พันธมิตรฯ ยกทัพนักรบมือตบนับพันคน บุกเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ ปักธงแสดงเขตแดนไทย วันนี้ (28 ส.ค.)

ชนะ หรือ แพ้ ก็เสียขุน เหมือนกัน

http://www.komchadluek.net/detail/20090914/28326/%E0%B9%81%E0%B8%82%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87.html


วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2552
แขกรับเชิญ-พิชัย วาศนาส่งใส่เหลืองไม่ยุ่งเหลือง


คมชัดลึก :"วันนี้ผมใส่เหลือง แต่ผมไม่ไปยุ่งกับอะไรทั้งนั้น ผมยุ่งแต่กับ "สัจธรรม"

0 แล้วการวิเคราะห์ข่าวล่ะคะ ถ้าเราเผลอไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ไหม
ถ้าเราประพฤติอย่างนั้นมันก็เป็นอย่างนั้น แต่ถ้าเราไม่ประพฤติอย่างนั้น
เราควบคุมสติตัวเราเองว่าพูดไปแล้วมันกลายเป็นไปเข้าทางคนโน้นคนนี้
ต้องหยุดทันที เพราะใจเราเริ่มจะเอนแล้ว
อาจจะเป็นเพราะหวังว่าคนนี้เขาจะมาให้ตำแหน่งหรืออะไร ไม่เอา
เราไม่ต้องการ เราจะเป็นสื่อมวลชนอย่างเดียวเท่านั้น

0 เห็นวิเคราะห์แต่ข่าวต่างประเทศ ไม่ค่อยชอบวิเคราะห์การเมืองไทยเหรอคะ
ผมรู้จักการเมืองไทยดีกว่าใครๆ เพราะอยู่ในวงนี้ ปฏิวัติทีไรก็ถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
เสร็จแล้วผมก็ไม่เข้าไปยุ่งด้วยหรอก เขาบอกว่า อเสวนาจพาลานัง
บัณทิตาบัณจะเสวนา นี่เป็นมงคลสูตรบทแรกที่สุดเลย คือไม่คบกับคนพาล
ให้คบกับบัณฑิต นั่นแหละเราจะดีขึ้น ถ้าเราไปคบกับคนพาลมันดึงเราเรื่อยแหละ
ให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้มันเป็นเครื่องมือเขาได้ง่าย

0 ทำอย่างไรประเทศเราถึงจะสงบสุขได้
ประชาชนต้องไม่หูเบาต้องดูมรรค 8 ให้เป็นฐาน อย่างว่านี่แหละ
ถ้าหากไม่ใช้มรรคตัดสินก็ไม่รู้ว่าใครมีมิจฉาทิฐิ หรือสัมมาทิฐิ
สัมมาสังกัปปะ หรือมิจฉาสังกัปปะ สัมมาอาชีวะ หรือมิจฉาอาชีวะ
มันก็มีคู่กัน คนจบปริญญาเอกมีอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง
ทำไมบ้านเมืองถึงยุ่ง เพราะสัมมาทิฐิกับสัมมาสังกัปปะมันไม่มี
มันเอาวิชามาเป็นเครื่องมือในการหากินเอาเปรียบคนอื่นเขา
แต่ว่าสังคมเดี๋ยวนี้มันไม่ได้ดูว่าใครดีใครชั่ว
มันเชื่อการชักจูงจากคนที่เขามาพูดให้เราฟังว่าคนนั้นดีอย่างนี้
คนนี้ดีอย่างนั้น ใครพูดที่มีลอจิกดีก็เชื่อว่าเป็นไปตามที่เขาบอก
มันจะแดงเหลืองหรืออะไรก็ไม่รู้ วันนี้ผมใส่เหลือง
แต่ผมไม่ไปยุ่งกับอะไรทั้งนั้น แต่ผมยุ่งกับสัจธรรมเท่านั้นเอง


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Sep 17, 2009 10:11 pm, ทั้งหมด 4 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Sep 16, 2009 11:00 am


http://www.pinonlines.com/node/2197

เวเนซุเอลาซื้อจรวดยิงไกล 300 กิโลเมตรจากรัสเซีย

ประธานาธิบดีฮิวโก ชาเวซ ผู้นำรัฐบาลฝ่ายซ้ายของเวเนซุเอลา เปิดเผยว่า
เวเนซุเอลาจะได้รับขีปนาวุธพิสัยยิงไกล 300 กิโลเมตรจากรัสเซียในเร็วๆ นี้
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการซื้ออาวุธจากมอสโก
ผู้นำเวเนซุเอลา ซึ่งเดินทางกลับถึงกรุงการากัส
หลังจากตระเวนเยือนประเทศในแอฟริกา เอเชีย และยุโรป เป็นเวลา 10 วัน
ยังได้เจรจาซื้อรถถังที-90 และที -72 จำนวน 100 คันจากรัสเซียอีกด้วย
และในระหว่างที่เยือนกรุงมอสโก ประธานาธิบดีชาเวซ
ได้ลงนามข้อตกลงบางประการกับรัสเซีย
และบอกว่าเวเนซุเอลาจะได้รับจรวดจำนวนหนึ่งในเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตาม
ผู้นำเวเนซุเอลาไม่ได้ระบุจำนวนจรวดและราคาจรวดที่สั่งซื้อครั้งนี้
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เวเนซุเอลาใช้เงินไปแล้วกว่า 4,000
ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซื้ออาวุธจากรัสเซีย
หลังจากสหรัฐห้ามขายอาวุธให้แก่เวเนซุเอลา
ในจำนวนอาวุธที่รัสเซียขายให้เวเนซุเอลาประกอบด้วยเครื่องบินซู-30 จำนวน
24 ลำ เฮลิคอปเตอร์หลาย 10 ลำ และปืนไรเฟิลโจมตีรุ่นเอเค 1 แสนกระบอก
รัฐบาลมอสโกบอกว่าจะขายอาวุธทุกชนิดที่เวเนซุเอลาต้องการ.

http://www.inteldaily.com/news/178/ARTICLE/11785/2009-09-14.html

Venezuela to build strong air defenses with Russian aid


September 14th, 2009

(RIA Novosti)
- Venezuelan President Hugo Chavez has announced plans to create a
multi-layered air defense network in the country with the help of a
Russian $2.2 bln loan secured last week.

"We have decided to
build a strong air defense network...And we have to thank the Russian
government, which approved a $2.2 billion loan for arms spending,"
Chavez said on his weekly television show late on Sunday.

According
to the president, the network will comprise Russian-made S-300, Buk-M2
and Pechora air defense systems to ensure the protection of Venezuelan
air space and key infrastructure from various ranges.

The deal
with Russia, struck during a visit to Moscow by Chavez last week, also
includes the purchase of 92 T-72 main battle tanks and an undisclosed
number of Smerch multiple launch rocket systems (MLRS).

Between
2005 and 2007, Moscow and Caracas signed 12 contracts worth more than
$4.4 billion to supply arms to Venezuela, including fighter jets,
helicopters and Kalashnikov assault rifles.

Chavez reiterated
that the country plans to buy more weaponry from Russia over a possible
increase in U.S. military personnel in neighboring Colombia and alleged
U.S. plans to invade Venezuela and seize its oil fields.

The president said weaponry acquired from Russia "would give us a stronger feel of security."


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Sat Nov 21, 2009 3:11 am, ทั้งหมด 3 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Sep 17, 2009 12:09 pm

http://forum.summoner.in.th/archive/index.php/t-6022.html

เคยสังเกตไหมว่าเวลาเล่นหมากรุก คนส่วนใหญ่จะพูดเมื่อจบเกม ว่า "รุกฆาต"

ซึ่งความเป็นจริงแล้ว "ศัพท์หมากรุกไทย" ไม่ได้นิยามไว้อย่างนั้น

ผมจึงเอานิยาม ของการรุกแบบต่างๆ มาให้ดูครับ

อ้างอิงข้อมูลจาก :http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/thaichess/ct002.htm

รุก
หมายความว่า ฝ่ายหนึ่งเดินหมากตัวใดตัวหนึ่งยกเว้นขุน
เดินเข้าไปถึงตาที่ "ขุนของฝ่ายตรงข้าม" อยู่ในเขตอำนาจของหมากตัวนั้น
หมายความว่า หมากตัวที่ไปรุกนั้นจะกิน "ขุน"
"ขุนฝ่ายที่ถูกรุก" จะต้องแก้ไขด้วยการหนีไปจากตาที่ถูก "รุก" นั้น
หรือกินหมากตัวที่มารุก หรือในกรณี "เรือ" อาจหาหมากตัวอื่นมาปิดทางเรือ
เป็นต้น ขุนจะรุกขุนด้วยกันเองไม่ได้

เปิดรุก
เมื่อขุนดำอยู่ในตากด และในทาง"เรือ" ของฝ่ายขาวมีหมากของฝ่ายขาวขวางอยู่
เช่น "โคน" ตามตัวอย่าง ถ้า "ฝ่ายขาว" เดิน "โคน" ถอยหลังตาทะแยงมาหลัง "ขุนขาว"
เรือจะทำหน้าที่รุกทันที เรียกว่า "โคน เปิดรุก" แต่ถ้าเดิน "โคน" ตาทะแยงไปที่หน้าขุนขาว
ก็เป็นการเปิดรุกเช่นกัน แต่โคนทำหน้าที่รุกด้วย จึงเรียกว่าโคน "เปิดรุก รุก"
คือทั้งเปิดรุกโดยเรือ พร้อมกับรุกด้วย "โคน" พร้อมกันทำให้ยากแก่การแก้ไข
http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/thaichess/image576.gif

ปิดรุก รุก
ปกติการ "ปิดรุก" คือ เมื่อขุนฝ่ายหนึ่ง ถูกอีกฝ่ายหนึ่งรุกด้วยเรือ
ฝ่ายที่ถูกเรือรุกเอาหมากตัวอื่นมาปิดทางเรือ
เรียกว่า ปิดรุก ถือว่าการรุกด้วยเรือขณะนั้นยุติ
ถ้าหมากตัวที่เอาไปปิดทางเรือ นั้น เมื่อปิดแล้ว
ทำหน้ารุกขุนอีกฝ่ายหนึ่งในขณะเดียวกัน เรียกว่า ปิดรุก รุก
คือปิดรุก แล้วรุกเป็นการต่อสู้ด้วย

กินรุก
ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งกินหมากของอีกฝ่ายหนึ่ง
และตาที่กินนั้นเป็นตาที่รุกขุนได้ด้วย เรียกว่า "กินรุก" (กินด้วย รุกด้วย)

รุกฆาต
มักใช้กับ "ม้า" เมื่อเดินม้าไปรุก "ขุน" ฝ่ายตรงกันข้าม
ขณะที่รุกขุนอยู่นั้น "มีหมากตัวอื่นที่อาจจะถูกม้ากินได้อีกด้วย"
กรณีทั้งรุกและอาจกินตัวอื่นได้นี้เรียกว่า "ม้ารุกฆาต"
เช่น อาจจะรุกฆาตกินโคน หรือรุกฆาตกินเรือ เป็นต้น
รุกฆาตอาจใช้กับหมากตัวอื่นนอกจากม้าได้ด้วย
ผู้เล่นหมากรุกฝีมือดี จะสังเกตอยู่เสมอว่าขุนกับหมากตัวอื่นของตน
โดยเฉพาะ เรือจะอยู่ในตาที่เข้าเกณฑ์ถูกม้ารุกฆาตได้หรือไม่
ผู้ที่เดินม้าเก่ง จะสามารถเดินม้าให้ "รุกฆาตกินเปล่า" หมากของฝ่ายตรงข้ามได้บ่อยๆ

รุกจน (บ้างก็เรียก "รุกจนแต้ม")
หมายความว่า การรุก "ขุน" แล้วทำให้ "ขุน" ไม่มีตาเดิน
และไม่สามารถเดินหนีออกจากตารุกได้ถือว่า "จน" และเป็นฝ่ายแพ้

เรื่องของ...ฟ้า ที่กำลัง...ครึ้มฝน



..........หมากกระดานนี้ อยู่ที่ใครจะนำหมากตัวไหนรุกฆาต ให้ขุนอีกฝ่ายหมดตาเดินถึงพ่ายแพ้
และเป็นตาของใครที่จะเดินหมากก่อน ???


ฟ้า.... ยามนี้ กำลัง....ครึ้มฝน... มีสักกี่คนจะรู้ว่า ฟ้ากำลังจะร้องไห้.....!!!??

http://www.wiseknow.com/blog/2009/09/03/3315/


เมื่อผู้มีอิทธิพล-บารมี นอกคณะรัฐมนตรี มีฤทธิ์เดช เกินการควบคุม
“ข่าว” และการ “อ้าง” กลายเป็น “ข้อมูลลับ” ที่ต่างฝ่ายต่างงำประกาย
เมื่อเสียงโทรศัพท์-คำทักท้วง จากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ผู้บัญชาการจากตึกบัญชาการชั้น 5
ไม่สามารถดึง-ดันให้บุคคลที่ต้องการก้าวขึ้นทำเนียบ-ประมุขสีกากี
นายตำรวจคนสำคัญ ที่ชื่อ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย
อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ยุคก่อนรัฐประหาร 2549
และเป็นผู้มากด้วย “คอนเน็กชั่น” กับทั้งคนใน-นอกรัฐบาล
คือชื่อที่ถูกถกเถียง-เสียงดังก้องในตึกไทยคู่ฟ้า
คือชื่อ “จุมพล” รองผู้บัญชาการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ที่เป็นคนเคยรัก-คู่คิด ของกองกำลังต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
และเป็นชื่อที่ถูกอ้าง “คำสั่ง” ทางสายโทรศัพท์จากสหรัฐอเมริกา
ให้เป็นคนสำคัญที่นำกองกำลังไปยังบ้านผู้มีบารมี
แม้ภายหลัง “ขุนพล” ของ “ทักษิณ” อย่าง น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช
อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และน.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
อดีตเลขาธิการพรรคพลังประชาชน จะออกมา “ปฏิเสธ” ว่าไม่มี “คำสั่งลับ”
จากแดนไกล
แต่ก็ยังมีคน “ติดใจ” เรื่องปฏิบัติการ “ลับ” ในอดีต

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sunnews&group=2
สัญญาน"ผู้ใหญ่"/ยุบสภา-ปลด"จอมบงการ"/เคลียร์"ทักษิณ"/สนธิลิ้มเผ่น/ผวาปฏิวัติซ้อน!!
@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานสถานการณ์การเมืองการทหาร ห้วงวันครบรอบ ๓ ปี รัฐประหาร ๑๙ ก.ย.๕๒
ที่ผ่านมา ว่าได้มีความเคลื่อนไหวของกองกำลังทหารฝ่ายตรงข้าม"พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา"
ทั้งก่อนและหลัง การชุมนุมของ"ม็อบเสื้อแดง"โดยเชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหว
การชุมนุมของ"พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย"ภายใต้การนำของ"วีระ สมความคิด"
ที่ยังคงมีติดต่อเชื่อมโยงกับ"พล.อ.สพรั่ง กัลญานมิตร"อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม
หนึ่งในนายทหารที่มีบทบาทในการปฏิวัติ"ทักษิณ ชินวัตร"และมีความสนิทสนมกับพันธมิตรฯ...
และแกนนำจากสันติอโศกของ"โพธิรักษ์ "โดยมี"พล.ท.ปรีชา"จปร.๗ ที่เคยเป็น"เสนาธิการ"ให้กับ
"พล.ต.จำลอง ศรีเมือง"ในปฏิบัติการขับเคลื่อนมวลชนในรูปกองทัพประชาชนหลายต่อหลายครั้ง
รวมถึงครั้งเข้าร่วมกับพันธมิตรฯ ที่มีการปะทะกับ"มวลชนจัดดั้ง"ชาวบ้านภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ..
ที่อยู่ในเส้นทางขึ้นสู่เขาพระวิหาร..


@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า การเคลื่อนไหวอันนำไปสู่การปะทะกันของชาวบ้านกับการ์ดพันธมิตร
นักรบศรีวิชัย ในวันที่ ๑๙ ก.ย.มีความต้องการให้เกิดการขยายพื้นที่ความวุ่นวายไปจนถึงแนวชายแดนจ.บุรีรัมย์
โดยใน"ทางเปิด"เพื่อขยายประเด็นการทวงคืนพื้นที่เขาพระวิหารของพันธมิตรฯ
ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่สามารถขยายผลแนวร่วม"ชาตินิยม"ไปทั่วประเทศโดยสอดคล้อง
กับการเริ่มโครงการร้องเพลงชาติทั่วประเทศของรัฐบาลที่เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๘ ก.ย.๕๒

โดยเป้าหมายใน"ทางปิด"นั้นเกี่ยวข้องไปถึงสถานการณ์ที่กรุงเทพฯที่มีการ
ประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคง ภายใต้การคุมสถานการณ์ของ"สุเทพ เทือกสุบรรณ"รองนายกฯ
ที่มีการเคลื่อนไหวเตรียมพร้อมของ"ทหารนอกเครื่องแบบ "จากกองทัพภาคที่ ๓ และกำลังหน่วย กอ.รมน.
ที่เคยอยู่ภายใต้การดูแลของ"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" รองผบ.ทบ.จำนวนมาก
โดยมีกำลังพลของกองทัพภาคที่ ๒ ที่ถือเป็นกำลังของ"พล.อ.อนุพงษ์"
ล้อมอยู่ภายนอกเขตเมืองและปริมณฑลกรุงเทพฯ


@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าสถานการณ์การปะทะกันของประชาชนที่ชายแดนไทย-เขมร บริเวณเขาพระวิหาร
ตามแผนปฏิบัติการจะทำให้กองทัพต้องส่งกำลังทหารจากกองทัพภาคที่ ๒ เข้าไปตรึงแนวชายแดน
ในกรณีสถานการณ์ถูกขยายเข้าไปในเขมรและอาจมีการกระทบกระทั่งจนถึงขั้นเข้าใจ
ผิดระหว่างชาวบ้าน ๒ ชาติ ที่อาจทำให้มีการใช้อาวุธโจมตีและจุดชนวนไปสู่การเปิดแนวรบระหว่างทหาร
ซึ่งหากถึงจุดนั้นจะทำให้"พล.อ.อนุพงษ์"ต้องสั่งการให้กำลังพลที่ล้อมรอบกรุงเทพของกองทัพภาค
ที่๒ เดินทางไปสมทบที่ชายแดนเขาพระวิหาร ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯจะมีการเคลื่อนไหวของ"มวลชน"
ที่ไม่ใช่"เสื้อแดง"แทรกซึมและสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรงและวุ่นวายโดยเฉพาะในช่วงที่จะมีการ
เคลื่อนย้ายม็อบ"เสื้อแดง"ไปที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ของ"พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์"ตามแผนที่ประกาศไว้..

จากนั้นจะมีการเคลื่อนกำลังภายใต้การดูแลจากทหารสายตรงข้าม"พล.อ.อนุพงษ์"เข้าเคลียร์สถานการณ์
และอาจนำไปสู่สถานการณ์"หักกัน"ระหว่าง"พล.อ.ประยุทธ์"กับ"พล.อ.อนุพงษ์"ใน
ลักษณะ"การเปลี่ยนแปลง"แบบฉับพลันทันทีโดยอ้างเหตุผลสถานการณ์การสูญเสียดินแดน
การปะทะกันของคนไทยและการมุ่งเป้าที่"ขั้วอำนาจสีเขียว"ที่กุมสภาพอำนาจและกำลังพลในกองทัพ

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าสาเหตุของการเคลื่อนไหวดังกล่าว
มีความเชื่อมโยงกับข่าวความขัดแย้งระหว่าง"ขั้วอำนาจใหม่"สีเขียว-สีน้ำเงิน
กับ"พรรคประชาธิปัตย์"ผ่านท่าทีและปฏิบัติการโดย"นายกอภิสิทธิ์"ที่ทำการ
จัดการกับ"พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ"อดีตผบ.ตร.น้องชาย"พล.อ.ประวิตร"
ในทุกวิธีภายใต้การยุแกมขู่จาก"สนธิ ลิ้มทองกุล" จน"พล.ต.อ.พัชรวาท"ตัดสินใจ"ลาออก"
ก่อนครบกำหนดอายุราชการซึ่งทำให้"พล.อ.ประวิตร"ไม่พอใจอย่างมาก และมีการส่ง"สัญญาน"นี้
ผ่าน"สุเทพ เทือกสุบรรณ"รองนายกฯและ"นิพนธ์ พร้อมพันธ์"เลขาธิการนายกฯ
กระทั่งเป็นที่มาของ"สัญญานพิเศษ"ก่อนและหลังการประชุม กตช.ที่ปรากฎการ"หักหน้า"นายกฯ
จนมีการตั้ง"พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์"ขึ้นมารักษาการ ผบ.ตร.
และเตรียมที่จะสรุปชื่อ ผบ.ตร.เป็น"พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ"ในการประชุมครั้งต่อมาวันที่ ๑๖
ก.ย.แล้ว แต่ผลที่สุดก็ต้องมีการลงมติเลื่อนการประชุมเสนอชื่อ ผบ.ตร.ออกไปอีก

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า สาเหตุที่"นายกอภิสิทธิ์"ยืนยันในชื่อของ"พล.ต.อ.ปทีป"นั้นมีความเกี่ยวข้อง
กับ"สัญญานพิเศษ"ที่ได้รับผ่าน"ผู้ใหญ่คนหนึ่ง"ที่เคยใช้บ้านเป็นสถานที่หารือกับ"น.ต.ประสงค์"
"พล.อ.สุรยุทธ์"และ"พล.อ.พัลลภ"ในการโค่นอำนาจ"ทักษิณ" โดยหลังจาก"นิพนธ์ พร้อมพันธ์
"อ้าง"ข้อมูลใหม่จากเยอรมัน"ที่ทำให้ตนกับ"สุเทพ"ต้องยืนยันในชื่อ"พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย"
หลังจากนั้น"นายกอภิสิทธิ์"ก็ได้รับคำเชิญเข้าไปพูดคุยที่บ้านหลังเดิม
และได้รับคำยืนยันใน"สัญญานพิเศษ"ของ"ผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่ง"ที่ส่งผ่านเจ้าของบ้านมา
ทำให้หลังจากวันนั้น"นายกอภิสิทธิ์"มีท่าทีมั่นใจในข้อมูลที่ได้รับมากขึ้น
และกล้าที่จะชนทะลุทะลวง กับ"ขั้วอำนาจใหม่"ในรัฐบาลภายใต้การนำของ"พล.อ.ประวิตร"..

ภายใต้ความเชื่อที่ว่า"พล.อ.ประยุทธ์"ที่แม้จะถูก"พล.อ.อนุพงษ์"กันออกจากตำแหน่ง"เสธ ทบ."
มาเป็น รอง ผบ.ทบ. แต่ก็ยังมีกำลังทหารในมือซึ่งเมื่อรวมกับการสนับสนุนจากขุมกำลัง
"บ้านสี่เสาเทเวศร์"และมวลชนพันธมิตรฯ ก็ยิ่งทำให้"นายกอภิสิทธิ์"มั่นใจ

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า การจัดการกับ"พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ์"โดยอาศัยปปช.นั้น
เป็นความหวาดระแวง ว่า ขั้วอำนาจของ"พล.อ.ชวลิต" ที่ยังคงมีบารมีในกองทัพภายใต้การสนับสนุน
จาก"ผู้ใหญ่"ที่ให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของมวลชน" เสื้อแดง"มาตั้งแต่ครั้งเป็นนปก.

โดยเคยส่งกำลังทหารนอกเครื่องแบบเข้ามาคุ้มกันแกนนำม็อบ นปก.
รวมถึง"น.พ.เหวง โตจิราการ"...จะจับมือกับ"ขั้วอำนาจใหม่"สาย"พล.อ.ประวิตร"และ"พล.อ.อนุพงษ์
" ซึ่งกำลังมีความระแวงกับข่าวรัฐบาลเตรียมดัน"พล.อ.ประยุทธ์"เป็นผบ.ทบ.และเด้ง"พล.อ.อนุพงษ์"ไปเป็น ผบ.สส.
ขณะเดียวกันก็จะมีการตั้ง"พล.อ.สพรั่ง"เข้ามาเป็น รมว.กลาโหม แทน"พล.อ.ประวิตร"เพื่อสลายกำลังขั้วอำนาจนี้
ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวทำให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรง จนถึงขั้นมีข่าวจะมีการทำรัฐประหาร
โดยใช้การชุมนุมของ"คนเสื้อแดง"เป็น"เงื่อนไข"ของการเคลื่อนไหว ในวันที่ ๑๙ ก.ย.๕๒

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงาน ว่า"ผู้ใหญ่"ที่อยู่ต่างประเทศไม่พอใจในท่าทีของ"อภิสิทธิ์"
และมีความพยามที่จะให้นายทหารต่อสายเพื่อให้พูดโดยตรง เกี่ยวกับเรื่อง ผบ.ตร.คนใหม่ แต่"อภิสิทธิ์"
ก็ยังคงมั่นใจในข้อมูลที่ได้รับจาก"ผู้ใหญ่"ที่เป็นเจ้าของบ้านทีใช้วางแผน ๑๙ ก.ย.๔๙ ..


@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าเหตุผลสำคัญของการยืนยันเสนอชื่อ"พล.ต.อ.ปทีป"
ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการของพันธมิตรฯ ที่ไม่ต้องการให้คดีบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
และคดีบุกยึดสนามบินดอนเมืองรวมไปถึงคดีที่ติดค้างต่างๆ
ที่หากคดีหลุดไปอยู่ในมือตำรวจสาย"ทักษิณ"จะเป็นอันตรายกับพันธมิตร
ขณะเดียวกันในส่วนของกลุ่มอำนาจที่เคยร่วมกันล้ม"ทักษิณ"ก็เป็นห่วงว่าข้อมูลเหตุการณ์ความรุนแรง
ถึงขั้นชีวิต ที่เกิดขึ้นระหว่างการเข้าพบ"ผู้ใหญ่"ในช่วงคืน ๑๙ ก.ย.๔๙ ของคณะ"พล.อ.สนธิ "
จะถูกขยายผล
ขณะที่ฝ่ายของ"ผู้ใหญ่"ที่อยู่ต่างประเทศก็ยืนยันว่ารับไมได้ที่จะให้
"พล.อ.ปทีป"เป็นผบ.ตร.เพราะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์วันที่ ๑๙ ก.ย.๔๙ ด้วย

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานการเสียชีวิตปริศนาของ"พระประเสริฐ"ซึ่งต่อมาทราบว่าเป็นเลขาฯของ
"ผู้ใหญ่" ท่านหนึ่งมีความเกี่ยวข้องกับอาการป่วยของ"ผู้ใหญ่"ที่ไม่สบายใจกับสถานการณ์การเมือง
ที่โยงสถาบัน โดยเฉพาะ" ข้อมูล"ที่"พระประเสริฐ"ได้รับทราบและมีการบอก กับ"ผู้ใหญ่"
ถึงแผนการณ์ในอนาคตเกี่ยวกับการขึ้นสู่อำนาจของ"ผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่ง" ซึ่งทำให้ต่อมาภายหลัง
"ผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่ง"ทำการสั่งปลดกลางร้านอาหารแห่งหนึ่ง..ก่อนที่จะไปบวช
และถูกสังหารหลังจากนั้นเพียง ๕ เดือน

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=406428
http://76.nationchannel.com/playvideo.php?id=56784
http://tnews.teenee.com/crime/40853.html

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า"ผู้ใหญ่ในต่างประเทศ"ได้รับรายงานสาเหตุที่มาของอาการของผู้ใหญ่อีกท่าน
หนึ่ง ว่ามาจากเจตนาของ"ผู้ใหญ่"๒ ท่านที่จะไม่นำ"ผู้ใหญ่"เข้าทำการรักษาตัว ทำให้"ผู้ใหญ่"จากต่างประเทศ
ไม่ไว้ใจและให้ผู้ใหญ่อีก ๒ ท่าน คอยดูแลแทน พร้อมทั้งประกาศว่าภายในวันที่ ๒๕ ก.ย.จะเดินทางกลับเข้ามา
ในประเทศไทย โดยตามกำหนดในวันที่ ๒๘ ก.ย.จะเดินทางไปประกอบพิธีกรรมบางอย่างในพื้นที่ภาคใต้ด้วย

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า"ผู้ใหญ่"ที่อยู่ต่างประเทศได้พยายามให้มีการกดดันรัฐบาลให้ยุบสภา
จากนั้นนำไปสู่การปลด"บุคคลสำคัญ" ที่"เสื้อแดง"ระบุว่าอยู่เบื้องหลังสถานการณ์ทั้งหมด
ให้พ้นจากตำแหน่งเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจเสนอชื่อ"ผู้ใหญ่"อีกท่านขึ้นสู่อำนาจแทน" ผู้ใหญ่"


@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าขณะที่"ผู้ใหญ่"มีความต้องการให้สถานการณ์ประเทศคลี่คลาย
ไม่ลุกลามสู่สถาบันสูง หลังผิดหวังกับ"รัฐบาลอภิสิทธิ์" โดยต้องการให้มีการเคลียร์โทษให้กับ"ทักษิณ"
ขณะที่"ผู้ใหญ่"อีกท่านมีการส่งสัญญานผ่านกระบวนการยุติธรรมและคดีกล้ายางของ"นายเนวิน ชิดชอบ"
ที่ส่งผลทำให้"สนธิ ลิ้มทองกุล"ออกมาปูดข้อมูลการตัดสินของศาลฎีกา ว่า"เนวิน"จะพ้นผิดก่อนที่"สนธิ"
จะเดินทางออกไปยังต่างประเทศโดยไม่เข้าพูดในรายการ ASTV มา ๓ สัปดาห์แล้ว
ทั้งที่มีคดีอาญาติดตัวและอยู่ระหว่างประกันตัวในหลายคดี


--------


Create Date : 23 กันยายน 2552
Last Update : 23 กันยายน 2552 2:14:54 น.

http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=11&PHPSESSID=498ecb53fce66e75f401b288574dd871
บันทึกประเทศไทย 2550 เรื่อง สถานการณ์สามก๊กในประเทศไทย ตอนที่ 2
เพื่อความเข้าใจอันชัดเจนของผู้อ่าน ผมขอลำดับโครงสร้างการข่าวของประเทศไทยให้รับรู้กันพอคร่าวๆซักนิด


การข่าวระดับลับสุดยอดของประเทศไทย ที่ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งในและต่างประเทศ
จะถึงพระเนตรพระกรรณ์ของพ่ออยู่หัว และ พระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย
และดำเนินการรับสถานการณ์ เพื่อป้องกัน คนไทยทั้ง 64 ล้าน ไม่ให้ได้รับผลกระทบจนยาก
แก่การอยู่อย่างปรกติสุข จึงเป็นเหตุให้ผู้แทนพระองค์ รวมทั้ง พระบรมวงศานุวงศืทุกพระองค์
ต้องทรงงานเต็มพระกำลัง โดยเฉพาะองค์พระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
และ พระสหาย
ที่ต้องเสด็จต่างประเทศบ่อยที่สุด แต่ทั้งนี้ ในประเทศไทยที่มีมากถึง 64 ล้านนี้
จะหาใครที่จะรับรู้ถึง การทรงงานหนักนี้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ เพราะ ผู้คนในแผ่นดินยังอ่อนด้อย
ด้วยปัญญา และถูกการเมืองครอบงำมายาวนานจนไม่รู้อะไรเป็นอะไรไปแล้ว


การข่าวลับสุดยอดและมากที่สุดแต่ไม่ครอบคลุมทุกด้าน ที่กระจายลงมาถึงระดับผู้รับใช้ใกล้ชิด
ทั้ง องคมนตรี ข้าราชบริพาร ทหาร ตำรวจ ในสังกัดของสถาบันพระมหากษัตริย์ จะถูกจำกัด
การแพร่กระจายเพื่อ ดูแลเสถียรภาพความมั่นคงภายใน แต่นี่เองที่เป็นจุดอ่อนให้ เกิดการซื้อคนวงใน
เพื่อการเข้าถึงแหล่งข่าวเบื้องสูงโดยนักการเมือง นายทุน และใครต่อใคร ก็จะอยู่ในชั้นนี้
และทักษิณ ชินวัตร ก็เริ่มต้นการทำลายสถาบันจากในชั้นนี้

ถัดลงมาคือระดับงานข่าวกรอง ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานข่าวกรองต่างประเทศ
ที่จะทำการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มาประมวลผลวิเคราะห์และสรุปรายงานส่งแก่
ผู้บังคับบัญชาในสังกัดของตนเอง ซึ่งจะว่าไปแล้ว ที่จริงเป็นเรื่องของการตรวจสอบว่า
ข่าวสารจากระดับสูงสุด หลุดรั่วออกมาจากทางไหน และมีการนำมาใช้ในเชิงสงครามข่าวสาร
มากน้อยเพียงใด นอกเสียจากว่า เป็นการทำสงครามข่าวจากภายนอกซึ่งจะเป็นเรื่องใช้เวลา
และความยุ่งยากนิดหน่อยในการติดตามว่า คนที่ทำการปล่อยข่าวคือใคร จุดประสงค์ใด
และในระดับชั้นนี้เองที่ วงการสื่อสารมวลชนระดับอาวุโส ซึ่ง มักจะเป็นสายทหาร สายตำรวจ
และสายความมั่นคง เช่น เซี่ยงเส้าหลงก็ได้นำมาใช้เพื่อการรับสถานการณ์ และ นำเสนอ
ในบทความของท่านอยู่เนืองๆ

ซึ่งทั้งสามระดับที่กล่าวมา ยังมีรายละเอียดอีกมากที่ไม่อาจกล่าวถึง และ ผมไม่คิดจะกล่าวถึง
แต่ที่เจาะจงอธิบายให้ทราบ นั่นเพราะ ประเทศไทยหากไม่มีโครงสร้างที่กล่าวมา หรือ โครงสร้าง
ที่กล่าวมา ถูกบ่อนทำลายจนหมดสภาพเมื่อไหร่ ประชาชนไทยทุกท่านก็เตรียมตัวฆ่ากันได้เลย
เพราะทุกประเทศทั่วโลกเวลานี้ที่ทำสงครามกันกลางเมืองก็เพราะ
โครงสร้างด้านความมั่นคงของชาติถูกทำลาย และคนในสังคมอ่อนแอ
ด้านการพัฒนาศักยภาพของตนเอง เช่นกรณีของประเทศไทย
ก็อยู่ในกลไกการทำลายตัวเองนี้เช่นกัน


http://www.weopenmind.com/board/index.php?topic=8360.0
มาตรา ๑๘ ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร
หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่ง
เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนอง
พระบรมราชโองการ


มาตรา ๑๙ ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ตามมาตรา ๑๘ หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ
แทนพระองค์เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อ
ผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งสมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อ
ขอความเห็นชอบ
เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธย
พระมหากษัตริย์ แต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์


ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภา
ในการให้ความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง

มาตรา ๒๐ ในระหว่างที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘
หรือมาตรา ๑๙ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราว
ไปพลางก่อน
ในกรณีที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙
ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน


ในระหว่างที่ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามวรรคหนึ่ง หรือใน
ระหว่างที่ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามวรรคสอง ประธานองคมนตรี
จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นประธานองคมนตรีมิได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้คณะองคมนตรีเลือก
องคมนตรีคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่ประธานองคมนตรีเป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน

มาตรา ๒๑ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๑๘
หรือมาตรา ๑๙ ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภาด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้
“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์
(พระปรมาภิไธย) และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน
ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”
ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภา
ตามมาตรานี้

มาตรา ๒๒ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๓ การสืบราชสมบัติให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาล
ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาล
ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
โดยเฉพาะ
เมื่อมีพระราชดำริประการใด ให้คณะองคมนตรีจัดทำร่างกฎมณเฑียรบาลแก้ไขเพิ่มเติม
กฎมณเฑียรบาลเดิมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อมีพระราชวินิจฉัย เมื่อทรงเห็นชอบและ
ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประธานองคมนตรีดำเนินการแจ้งประธานรัฐสภาเพื่อให้ประธานรัฐสภา
แจ้งให้รัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และเมื่อได้ประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือ
สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาในการรับทราบตามวรรคสอง

มาตรา ๒๓ ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้ง
พระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ แล้ว
ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ
และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้
ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ


ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาท
ไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามมาตรา ๒๒ ต่อ
คณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภาเพื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ในการนี้ จะเสนอพระนามพระราชธิดา
ก็ได้ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์
เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ


ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภา
ในการรับทราบตามวรรคหนึ่งหรือให้ความเห็นชอบตามวรรคสอง

มาตรา ๒๔ ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศอัญเชิญองค์พระรัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์
ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ตามมาตรา ๒๓ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทน
พระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน แต่ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลงในระหว่างที่ได้แต่งตั้งผู้สำเร็จ
ราชการแทนพระองค์ไว้ตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙ หรือระหว่างเวลาที่ประธานองคมนตรีเป็น
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง ให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น ๆ
แล้วแต่กรณี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อไป ทั้งนี้ จนกว่าจะได้ประกาศอัญเชิญองค์
พระรัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์
ในกรณีที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งไว้และเป็นผู้สำเร็จราชการแทน
พระองค์ต่อไปตามวรรคหนึ่งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จ
ราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน
ในกรณีที่ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามวรรคหนึ่ง หรือทำหน้าที่
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวตามวรรคสอง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐ วรรคสาม
มาใช้บังคับ

มาตรา ๒๕ ในกรณีที่คณะองคมนตรีจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๓
วรรคสอง หรือประธานองคมนตรีจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง หรือ
มาตรา ๒๔ วรรคสอง และอยู่ในระหว่างที่ไม่มีประธานองคมนตรีหรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้คณะองคมนตรีที่เหลืออยู่เลือกองคมนตรีคนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ประธานองคมนตรี หรือปฏิบัติหน้าที่
ตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือตามมาตรา ๒๔ วรรคสาม แล้วแต่กรณี


http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9520000118867
“บิ๊กจิ๋ว” รับภารกิจหินกล่อม “ป๋า” อโหสิ “แม้ว” คืนรัง-หากไม่ได้ เปิดเกมยึดอีสาน
8 ตุลาคม 2552 09:09 น.

“บิ๊กจิ๋ว” เดิน 2 ขา หวังเจรจา “กล่อมป๋า-อุ้มแม้วกลับบ้าน” พร้อมนำทัพปักธงอีสาน
กลับมายิ่งใหญ่ได้ ฟากปชป.ชี้หวือหวาชั่วคราวต้องวัดใจระยะยาว
จับตาเกมลดบทฮาร์ดคอร์แก๊ง 3 เกลอ สัญญาณแม้วแผ่ว
ขณะที่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชี้บิ๊กจิ๋วขาดแรงดึงดูดซ้ำร้ายอาจสร้าง
ความแตกแยกในพรรคแตกทำเสียมวลชน เหตุเป็นคนมีบารมีใต้ปีกอำมาตย์...


แม้ว่าจะมีการแสดงจุดยืนในหลายครั้งต่อมา ทั้ง ทฤษฎีโซ่ข้อกลาง หรือ
การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งการกลับมาครั้งล่าสุดในฐานะ ประธานพรรคเพื่อไทย
ที่คนในพรรคมองว่ามีศักดิ์เหนือชั้นกว่าหัวหน้าพรรคอย่าง ยงยุทธ วิชัยดิษฐ
และอาจจะเหนือกว่า พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโรประธานที่ปรึกษาพรรคด้วยซ้ำ

เป้าหมายหลักที่วางไว้ คือ ยุทธศาสตร์ อีสานแดง ที่หวังยึดกุมเก้าอี้ ส.ส.138
คนในภาคอีสานมาอยู่ในมือเพื่อนำไปสู่การเป็นรัฐบาลในสมัยหน้าและวางหมากยาว
ถึงการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนั่นเอง


หลุมพราง...นิรโทษกรรม

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=410369
นายกฯเตรียมเข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
12 ตค. 2552 08:52 น.
ผู้สื่อข่ารายงานภารกิจของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ในวันนี้ว่า นายกฯเดินทางถึงทำเนียบรัฐบาลแล้ว โดยมีกำหนดการจะเข้าเฝ้า
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่จะเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน
ที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ในเวลา 15.30 น. พร้อมทั้ง จะประชุมคณะกรรมการอำนวยการ
จัดงานฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา
สิริโสภา-พัณณวดี ในเวลา 13.00 น.โดย ในขณะนี้ นายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างบันทึกเทป
คำปราศรัยในวันตำรวจและจะเดินทางไปเปิดการสัมมนาสมัชชาการจัดการที่อยู่อาศัย
และที่ดินทำกิน


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Mon Oct 12, 2009 10:24 am, ทั้งหมด 11 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Sep 17, 2009 2:27 pm

http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=mscc2&topic=1108&page=2





http://www.komchadluek.net/detail/20090917/28846/%E2%80%9C%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%842%E2%80%9D%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%86%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%A3.html

“แม่ทัพภาค2”ยันไม่มีทหารไทยฆ่าวัยรุ่นเขมร
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2552

คม
ชัดลึก :“แม่ทัพภาคที่ 2 ” ระบุ ไม่มีทหารไทยฆ่าวัยรุ่นเขมร
วอนประชาชนเลิกชุมนุม"เขาพระวิหาร" หวั่นเพิ่มปัญหา
กระทบเจรจา-ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

(17ก.ย.) ที่สโมสรทหารบก
พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2
ให้สัมภาษณ์กรณีสื่อต่างประเทศเสนอข่าวกองกำลังทหารพรานของไทย
ได้ยิงวัยรุ่นชาวกัมพูชาคนหนึ่ง
ก่อนจุดไฟเผาทั้งเป็นที่บริเวณแนวพรมแดนว่า
ได้ตรวจสอบทุกหน่วยในพื้นที่แล้ว ไม่พบเหตุการณ์ดังกล่าวตามที่มีข่าวออกมา
โดยคณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนระหว่างกองทัพภาคที่ 2
กับทหารภูมิภาคที่ 4
ของประเทศกัมพูชาเรามีความร่วมมือในการแก้ปัญหาความสงบเรียบร้อยตามแนวชาย
แดน ซึ่งทุกอย่างเราทำตามกรอบกฎหมายและข้อตกลงทุกครั้ง
เหตุที่เกิดขึ้นยืนยันว่าไม่มีในพื้นที่ ทั้งนี้
ตนไม่ทราบเหตุใดกัมพูชาจึงเสนอข่าวแบบนั้น
แต่เท่าที่ตรวจสอบยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์นี้

เมื่อถามถึงกรณี
ที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะเดินทางไปชุมนุมบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร
พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ กล่าวว่า
พื้นที่บริเวณเขาพระวิหารหรือพื้นที่อ้างสิทธิ์
เป็นพื้นที่ที่อันตรายและมีพื้นที่จำกัดพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกค่อน
ข้างน้อย ซึ่งครั้งที่ผ่านมาก็มีปะทะกันระหว่างกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย
ซึ่งเราได้ให้แนวทางเจ้าหน้าที่ว่า ต้องไม่ให้มีการปะทะกัน
และประชาชนต้องได้รับความปลอดภัย ทั้งนี้
เราจะดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนที่จะไปร่วมชุมนุมในพื้นที่

“เจ้า
หน้าที่ได้เตรียมพื้นที่ไว้สำหรับผู้ชุมนุมและทุกฝ่ายพยายามทำความเข้าใจ
ประชาชน แต่อยากขอความร่วมมือผู้ที่จะมาชุมนุมว่า
จะทำอะไรขอให้อยู่ในกรอบกฎหมายและอยู่ในความปลอดภัย ทุกคนทราบดีว่า
ปัญหาคืออะไร
การที่จะทำให้การแก้ปัญหาประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือ
ประชาชน ขอให้คำนึงถึงความสัมพันธ์ต่อประเทศเพื่อนบ้าน
และการชุมนุมนั้นอาจจะมีส่วนที่เพิ่มปัญหาในการเจรจาระหว่าง 2 ประเทศ
อย่างไรก็ตาม
สถานการณ์ในตอนนี้มีแกนนำผู้ชุมนุมบ้างส่วนได้มาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทหาร
และมีการเคลื่อนไหวและเคลื่อนย้ายมาในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
แล้ว” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000108575

ทหารไทยขนรั้วลวดหนามสกัด ปชช.ทวงคืนแผ่นดิน“เขาวิหาร” - “เด็กยี้ห้อย” ขึ้นป้ายต้าน
17 กันยายน 2552 13:22 น.
ศรีสะเกษ

ทหารไทยชายแดนเขาพระวิหารวางรั้วลวดหนามพร้อมตั้งจุดตรวจเตรียมรับมือทัพปชช
.-พันธมิตรฯเดินทางมาชุมนุมทวงคืนแผ่นดินไทยครั้งใหญ่ 19 ก.ย.นี้
ส่วนถนนบริเวณตามแยกต่างๆ ได้ติดตั้งป้ายขนาดใหญ่ต้านการชุมนุมในครั้งนี้
อ้างความสงบ สันติในพื้นที่ชายแดน ตามบัญชาของผู้ว่าฯ เด็กสายตรง“ยี้ห้อย”


วันนี้ (17 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
ที่บริเวณด้านหน้าด่านเก็บค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร
ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
ทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา
ได้เริ่มวางจุดตรวจ
พร้อมนำรั้วลวดหนามหีบเพลงมาวางโดยรอบบริเวณทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาพระ
วิหาร เพื่อเตรียมสกัดกั้นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)
และประชาชนทั่วประเทศ
ที่จะเดินทางมาชุมนุมเรียกร้องทวงคืนแผ่นดินไทยเขาพระวิหารพื้นที่ 4.6
ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) ในวันที่ 19 ก.ย. นี้


นอกจากนำลวดหนามหีบเพลงวางรอบ
บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารแล้ว
ทหารไทยยังได้จัดเวรยามประจำจุดตรวจเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง
และตามเส้นทางระหว่าง อ.น้ำขุ่น กับ อ.กันทรลักษ์
ก็ได้มีการตั้งจุดตรวจเพิ่มขึ้นอีก 2 จุด
จากเดิมที่มีอยู่เพียงจุดตรวจของทหารพรานที่ตั้งไว้นานแล้ว


ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ตามแยกสำคัญ ๆ เช่น สี่แยกบ้านจาน
ถ.ทางหลวงหมายเลข 24 สามแยกบ้านหนองงูเหลือม ถ.สายกันทรลักษ์- อุบลราชธานี
ได้มีการนำป้ายข้อความขนาดใหญ่มาติดตั้งไว้เช่นกัน
ซึ่งเป็นป้ายข้อความไม่เห็นด้วยในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ
และประชาชนทั่วประเทศ ที่จะเดินทางมาทวงคืนเขาพระวิหารในวันที่ 19 ก.ย.นี้
โดยอ้างความสงบ สันติในพื้นที่ชายแดนเขาพระวิหาร

ทั้งนี้
การขึ้นป้ายต่อต้านการชุมนุมทวงคืนแผ่นดินไทยเขาพระวิหาร
ดังกล่าวเป็นไปตามกระแสข่าวที่ออกมาก่อนหน้าว่า นายระพี ผ่องบุพกิจ
ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ
ได้เรียกประชุมส่งสัญญาณให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ออกมาคัดค้านไม่
เห็นกับการชุมนุมดังกล่าวของพันธมิตรฯ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า นายระพี
ผ่องบุพกิจ มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับกลุ่มนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย
ของนายเนวิน ชิดชอบ เป็นอย่างมาก
และเพิ่งได้รับการเลื่อนชั้นพุ่งพรวดจากรองผู้ว่าฯ อุทัยธานี
มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา แทนนายเสนีย์
จิตตเกษม ที่ถูกย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี

ขณะ
ที่กลุ่มการ์ดพันธมิตรฯ ส่วนหนึ่งที่ได้เดินทางมาล่วงหน้า
ขณะนี้ได้ปักหลักพักค้างคืนอยู่ที่บริเวณภายในอาคารชั้นเดียวของอุทยานแห่ง
ชาติเขาพระวิหาร โดยหุงหาอาหารรับประทานกันเอง
จากสิ่งของข้าวสารอาหารแห้งต่างๆ ที่จัดเตรียมมา ซึ่งการ์ดพันธมิตรฯ
ดังกล่าวได้คุมเข้มด้านความปลอดภัยเป็นอย่างมาก
ไม่ให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใกล้บริเวณที่พักค้างอยู่
หรือทำการตรวจค้นทุกคนที่เข้าไปใกล้บริเวณดังกล่าว

http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=31&PHPSESSID=a7a79ee95df1cadf7a8ac83191cd1d05

BUSH AND CHENEY, WHO AVOIDED THE VIETNAM
WAR, ARE PREPARING FOR A NEW U.S. MILITARY PRESENCE IN SOUTHEAST ASIA: AFTER THE
MIDDLE EAST DISASTER, GET READY FOR INDOCHINA WAR II.



Fri, 02 Mar
2007 11:39:00

Wayne
Madsen Report




While in Southeast Asia, this editor looked into rumors that
the Bush/Cheney administration has initiated a major military move into Southeast Asia
to secure for itself large oil deposits discovered in the waters of the Gulf of Thailand.
The U.S. military push into the region is centered on the Cambodian coast, particularly around
Sihanoukville.


With three countries -- Thailand, Cambodia, and Vietnam -- vying for the off-shore oil booty in seas
where maritime borders are contested, the Bush/Cheney cartel hopes to achieve a dominant position
to exploit the oil reserves for
their oil industry friends and backers.
...

The Thais continue to be wary of U.S. intentions in Cambodia.
The Thai-Cambodian border is in dispute and some Khmers make no secret of their desire
to take back historically Khmer territory in eastern Thailand.



อเมริกาสนับสนุนทั้งสองฝั่ง ต้องการสร้างสถานการณ์สงครามในภูมิภาคนี้
เพื่อนำกองกำลัง อเมริกา ในนาม UN เข้ามาควบคุม
เหมือนช่วงสงครามเวียดนาม ที่เข้ามาตั้งฐานทัพในไทย เป้าหมายคือ จีน
อเมริกาเปลี่ยนผู้นำ แต่นโยบายผลประโยชน์แห่งชาติไม่เปลี่ยน
เพราะเบื้องหลังรัฐบาลอเมริกัน คือ บรรษัทข้ามชาติ


http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sunnews&group=2

ผวาแดงนองเลือดสงกรานต์/ป๋าชิ่งโคราช/ฑูตมะกันขู่/ศึกเขมรลึกลาม/เปลี่ยนCIAไทย-มาเลย์

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานสถานการณ์ความเคลื่อนไหวการเมืองการทหารและมวลชน...ว่า
สถานการณ์"ดีเดย์"วันที่ ๘ เม.ย.๕๒ ของ"กลุ่มคนเสื้อแดง"นั้นหนนี้"ไม่ธรรมดา"และมีผลในทางลึก
กับฝ่าย"อำนาจรัฐ"และอำนาจที่เหนือกว่าอำนาจรัฐและมีแนวโน้มไปสู่สถานการณ์ความรุนแรงในระดับที่
สังคมไทยไม่เคยสัมผัสมาก่อน(แรงและลึกในระดับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมากกว่า ตุลา ๒๕๑๖-๑๙
และ พ.ค.๒๕๓๕ และอาจมากกว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕) ทั้งในกระบวนการขับเคลื่อน
ของทั้ง ๒ ฝ่ายคู่"ปฏิปักษ์"ทางการเมือง...โดยเฉพาะในด้าน"ยุทธการ"ยุทธวิธี ทั้งทางเปิดและปิด..
ทุกมิติไม่ว่าจะเป็นด้าน"มวลชน".."ข่าวสาร","ทุน","กองกำลัง" และ"อำนาจรัฐ"ทั้งนี้โดยมีแนวทางยุทธวิธี
การขับเคลื่อนในรูปแบบเดียวกับที่"
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย"ปฏิบัติการเมื่อปี ๒๕๔๘-๕๑

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า การประกาศ"ปฏิวัติประชาชน"ระดมมวลชนนับแสนคนมาขับไล่รัฐบาล
โดย"พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"นั้น ส่งสัญญาณตรงถึง"คำตอบ"ในท่าทีการ"แตกหัก"กับฝ่ายตรงข้าม...
ขณะเดียวกันก็เป็นการ"ส่งสัญญาณ"เหมือนเป็นการ"ยืนยัน"ให้มั่นใจ
ไปยัง"แนวร่วม"ภายใน"กลุ่มเสื้อแดง"(ที่ไม่ใช่กลุ่มคนรักทักษิณที่เป็นมวลชน
จัดตั้งทางการเมืองของพรรคพลังประชาชนหรือพรรคไทยรักไทยเดิม)ที่ล่าสุดมีการยืนยัน
เป็นการ"ภายใน"ของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)และรวมถึงฝ่ายรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
แล้วว่า "แนวร่วม"ที่เกิดขึ้นภายใน"ม็อบเสื้อแดง"ครั้งนี้"จริงจัง"ใน"เป้าหมาย"ในเชิงอุดมการณ์ที่เป็น"ปฏิปักษ์"
กับ"สถาบันฯ"ที่พวกเขาสรุปมานานแล้วว่าเป็น"อุปสรรค"ต่อกระบวนการประชาธิปไตยและการพัฒนาประเทศทุกมิติ
การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ดังที่"จักรภพ เพ็ญแข"พยายามย้ำตลอดบนเวทีเสื้อแดงโดยใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐
เป็น"รูปธรรมตัวอย่าง"ของการเรียกร้องทวง"สิทธิเสรีภาพ" และ"ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์"จากฝ่ายตรงข้าม
ที่เขากำลังต่อสู้และใช้สรรพนามแทนฝ่าย"ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย"ที่เขาพยายามอธิบายให้ชนชั้นล่างและชนชั้นกลาง
ที่เข้ารวมเข้าใจว่าหมายถึง"พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์"ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษและพวก

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า"สัญญาณแตกหัก"ของ"ทักษิณ"ก่อนหน้านี้ยังไม่เป็นที่ไว้วางใจจาก"แนวร่วม"
กระทั่งเข้าเปิดแนวรบตรงกับ"พล.อ.เปรม"ในฐานะ"ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ"และการให้"พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี
"เป็น"พยานปากสำคัญ"ในการแฉเบื้องลึกเบื้องหลังการนัดประชุมหารือกันที่บ้านของ"ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา
"ของ"พล.อ.สุรยุทธ์ จลานนท์"และบุคคลระดับสูงในแวดวงตุลาการอย่าง"อัคราทร จุฬาลักษณ์"ฯลฯเพื่อตอกย้ำ
กับ"ข้อมูล"ที่เขาเคยระบุว่าถูก"ลอบสังหาร"ในห้วงเป็นนายกรัฐมนตรีหลายต่อหลายครั้ง..ที่ไม่เคยมีใครเชื่อ..
โดยครั้งนี้เขาได้ขยายความทันทีว่า จากบ้านของ"ปีย์" เกิดกระบวนการหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับ"การลอบสังหาร"ตน
ตั้งแต่การเดินทางไปเชียงใหม่และที่สนามหลวง ที่มีการตั้งปืนที่ธรรมศาสตร์ และ เรื่องคาร์บอมบ์ที่ดักแยกซังฮี้
ในที่สุดจับผู้ต้องหาได้ซึ่งคนที่อยู่เบื้องหลังสั่งการชื่อ"นายบัง"(พล.อ.สนธิ)..ทั้งนี้"ข้อมูลนี้"สอดรับกับปากคำของ
"พล.อ.พัลลภ"ที่ระบุว่า"นายปีย์"เคยเปรยกับตัวเองว่าให้"จัดการกับทักษิณ"อย่างใดอย่างหนึ่ง

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าผลจากการเปิดเบื้องหลังการพูดคุยกันที่บ้านของ"นายปีย์"และบุคคลในวงสนทนา
ต่างออกมายอมรับว่ามีการคุยกันจริงแต่ปฏิเสธว่าเป็นการวางแผนยึดนาจ"ทักษิณ"ทำให้ส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรง
กับความเชื่อถือของ"ชนชั้นกลาง"ที่สะท้อนผ่านภาพการมี"คนชั้นกลาง"เข้าไปร่วมกับ"ม็อบคนเสื้อแดง
"มากขึ้นเรื่อยๆโดย"สนธิลิ้มทองกุล"ได้พยายามเตือนเรื่องนี้ผ่านASTVของเขาไปยังรัฐบาลมานานแล้วว่า
ให้ระมัดระวังการเข้าร่วมของ"ชนชั้นกลาง"ที่จะเป็น"ตัวตัดสิน"ว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะ..ทั้งนี้มีการสรุปกัน
ใน"วอร์รูม"หลายคณะแล้วว่าประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็น"จุดติด"ที่ทำให้สถานการณ์นำไปสู่ปฏิบัติการ"
ปฏิวัติประชาชน"
ดังที่"ทักษิณ"ประกาศมีความเป็นไปได้สูงมากยิ่งขึ้น

@@"
หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า"สัญญาณ"แตกหักที่มีแนวโน้มความรุนแรงไปสู่การนองเลือด
ดังกล่าวเป็นที่ไม่สบายใจของ"ผู้ใหญ่"..โดยเฉพาะความไม่สบายใจที่การแตกหักดังกล่าว
จะนำไปสู่ผลสะเทือนครั้งใหญ่กับ"สถาบันฯ" ซึ่งมีผู้ให้คำแนะนำกับ"ผู้ใหญ่"ท่านนี้ถึงการจัดการปัญหานี้
ด้วย"การเจรจา"กับ"ทักษิณ"ซึ่งเป็นที่มาของการออกมาให้ข่าวจาก"ชัย ชิดชอบ"ประธานรัฐสภาบิดาของ"เนวิน
ชิดชอบ"แกนนำ"พรรคภูมิใจไทย" และท่าทีของ"สุเทพ เทือกสุบรรณ"รองนายกฯด้านความมั่นคงในห้วงสัปดาห์
ที่ผ่านมาที่ดูเหมือนจะพร้อมเปิดทางเจรรจา แต่ตั้งเงื่อนไขห้ามนิรโทษกรรม ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่สน"ทักษิณ"
แต่กลับมีการตั้ง"วอร์รูม สื่อ"และทำการบล๊อกสัญญาณดาวเทียม ของ"ทักษิณ"ทางดีทีวี. -
รวมไปถึงความเคลื่อนไหวของ"เนวิน"ที่เข้าพบ"ป๋าเหนาะ"ในงานวันเกิดที่มีการระบุว่า
เป็นการขอให้ช่วยคุมสถานการณ์บางจุดที่ทางกลุ่มของเขาไม่สามารถควบคุมแต่ "ป๋าเหนาะ"
ที่ยังคงมีจุดยืนในเรื่อง"รัฐบาลแห่งชาติ"ปฏิเสธ

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของ"ม็อบเสื้อแดง"ที่ในทางการข่าว
ของฝ่ายความมั่นคงรวมถึงในทางการวางยุทธศาสตร์ม็อบสรุปตรงกันว่า"จุดติด"นั้น
ได้ตีคู่ขนานไปกับการเคลื่อนตัวของม็อบเสื้อแดงตามต่างจังหวัดกว่า ๔๐ จังหวัดทั่วประเทศ
ที่ทำให้"สุเทพ"และรวมถึงทีมงาน"บ้านป๋า"ต้องกลับมาประเมินอีกครั้งจากที่เตรียมใช้วิธีการ
"แข็งกร้าว"จากกำลังทหารที่ใช้โดย"อำนาจรัฐ"..

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า"สัญญาณ"ที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มข้างต้นได้เกิดขึ้นในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ตั้งแต่การย้ายที่พำนักจากบ้านสี่เสาเทเวศน์ไปยัง"บ้านไร้กังวล"ในกองทัพภาคที่๒ ที่จ.นครราชสีมา
และการพยายามปลุกกระแสมวลชนในหลายพื้นที่หลายกลุ่มสังคมเพื่อให้กำลังใจ (ศิษย์เก่ามหาวิชิราวุธ,
ศิษย์เก่าสวนกุหลาบ(นำโดยวิเชียร,วีระ)
, วันนี้
(2 เม.ย.) นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายต่อต้านการคอร์รัปชัน
ในฐานะศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น 90 กล่าวว่า ในวันนี้เวลาประมาณ
10.00 น. ตนจะนำศิษย์เก่าจากหลายรุ่นเดินทางเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
สมาคม อปท,อบต.ของพรรคปชป., สมาคมคนใต้,สงขลาฯลฯ) รวมไปถึงการออกมาปฏิเสธว่าเป็น"ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ"
และบงการการรัฐประหารของ"พล.อ.เปรม"และการออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองผ่านสื่อมวลชนของ"องคมนตรี"
หลายท่าน อาทิ "พล.อ.พิจิตร"(บิ๊กเสือ)ที่ถือเป็น"มือขวา"ของ"พล.อ.เปรม"ตั้งแต่ยุคในอดีต และ "นายอำพล เสนาณรงค์"
รวมถึงความเคลื่อนไหวออกมาชี้แจงของ"พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์"องคมนตรี และ"นายปีย์"และรวมถึง
"ตัวละคร"ในตุลาการอย่าง"อัคราทร"ก่อนหน้านี้

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า ความเคลื่อนไหวและท่าทีนี้สอดรับกับการเคลื่อนไหว
เมื่อห้วงปลายสัปดาห์(ปลายเดือนมี.ค.๕๒)มีรายงานทางลับ ว่ามีการพูดคุยกันระหว่าง"ลูกป๋า"
ในระดับแกนนำพันธมิตรที่เป็น"นายทหาร"ยศนายพลที่เคยมีบทบาทอย่างสูงใน"การนำ"ในเหตุการณ์
"จลาจล"ที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ กับ "ลูกป๋า"ในบ้านสี่เสาฯ
ถึงทางออกในการใช้"มวลชนสู้มวลชน"โดย"ทหารลูกป๋า"ที่มีบทบาทในบ้าน ได้เตรียมประสานเชื่อมโยง
ระหว่าง"สุเทพ"กับ"สนธิ ลิ้มทองกุล"ในการใช้นำมวลชนของ"พรรคประชาธิปัตย์"และ"พันธมิตร"ที่มีอยู่
มาใช้ในแผนการนี้ ที่ทำให้มีการประเมินจากฝ่าย"เสื้อแดง"ว่า"ป๋าเปรม"ได้เข้าเล่นกับสถานการณ์นี้แล้วอย่างตั้งใจ
ซึ่งยิ่งทำให้ประเด็นนี้ถูกขยายผลไปถึงสถานการณ์ในอดีตที่"อดีตนายทหารยศพลตรี"รายนี้เข้าไปมีส่วนสำคัญ
ในฐานะ"ลูกป๋า"ที่มีความใกล้ชิดและมีเพื่อนเป็น"ยังเติร์ก"ในกองทัพเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติการตั้งแต่
กรณีเหตุการณ์เดือนตุลาคม ๒๕๑๖-๑๙ จนถึง พ.ค.๒๕๓๕
และยิ่งเป็นการ"จุดชนวน"ให้"แอคตี้วิทต์"
จำนวนหลายคนที่เคยเข้าร่วมวางแผนการขับไล่ล้มอำนาจ"ทักษิณ"หันมาเข้าร่วมกับฝ่าย"เสื้อแดง"
พร้อมกับมีการชักชวน"ชนชั้นกลาง"ที่เคยเป็นกำลังสำคัญให้พันธมิตรฯมาเข้าร่วมด้วย

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าสถานการณ์ที่ลุกลามและมีแนวโน้มที่จะเป็นอันตรายกับพรรคประชาธิปัตย์
ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนในหลายประเด็นที่เกิดขึ้นทำให้"ชวน หลีกภัย"ต้องออกมาเตือน"สุเทพ"และ
"อภิสิทธิ์"อย่างแรงเป็นครั้งแรกว่า มีการไปทำอะไรโดยไม่มีการหารือ"ผู้ใหญ่"ของพรรค ทำให้พรรคเสียหาย
ซึ่งเรื่องนี้"บัญญัติ บรรทัดฐาน"เองก็เคยมีการหารือกันในวงหารือระดับผู้ใหญ่ของพรรคแล้วว่า
สถานการณ์นี้อันตรายกับพรรคประชาธิปัตย์ และไม่เห็นด้วยกับวิธีการของ"สุเทพ"ที่นำพรรคถลำเข้าไปลึก
กับการร่วมเกมเป็น"รัฐบาล"ต่อจาก"รัฐบาลสมชาย"โดย"หักดิบ"และไม่สง่างาม

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าการออกมาพูดแรงของ"พล.อ.พิจิตร"โดยเฉพาะในประเด็น"เกาะเคย์แมน"
ซึ่งพาดพิงระบุถึง"ลาฟวอยส์"ฑูตสหรัฐคนเก่าว่าเป็นคนเปิดข้อมูลว่ามีการนำเงินไปซุกที่"เคแมน"ของ"ทักษิณ"
และ"ผู้นำอิตาลี"นั้นมีความเชื่อมโยงกับกรณีการเข้าพบ"ป๋าเปรม"ของ"ฑูตสหรัฐ"คนใหม่
(ที่ทำให้ป๋าเปรมต้องยอมเลิกหมายนัดกับศิษย์เก่าสวนกุหลาบ)
โดยประเด็นการคุยกันมี ๒ ข้อ
ข้อหนึ่งเกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยที่ถูกระบุว่าป๋าและกองทัพมีความเกี่ยวข้อง
กับสถานการณ์รวมไปถึงการรัฐประหาร ๑๙ก.ย. และรวมถึงการให้ขอให้ไทยคลี่คลายปัญหานี้

โดยไม่ใช้วิธีการรุนแรงขณะเดียวกันก็มีการแจ้งถึงความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของ
องค์กรสืบราชการลับของสหรัฐในประเทศไทย CIA ที่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับ"หัวหน้า"
ระหว่าง มาเลเซียกับไทย
ซึ่งข่าวนี้สร้างความไม่สบายใจให้กับ"ผู้ใหญ่"ด้วย


@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาขณะนี้มีเบื้องหลังที่เกี่ยวข้องกับ
สถานการณ์การปะทะกันระหว่างอำนาจภายในประเทศไทย และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงในระดับเสียเลือดเนื้อระยะยาว..

โดยจะมีความสัมพันธ์กับสถานการณ์ภายในประเทศไทย..ตั้งแต่เรื่อง"กษิต ภิรมณ์"ไปจนถึงสถานการณ์ความขัดแย้ง
ภายใน"องคมนตรี"ทั้งนี้จาก"การข่าว"มีการเตือนจากฝั่งเขมรถึงเพื่อน-ญาติของพวกเขาว่า
สถานการณ์จะรุนแรงและครั้งนี้ทหารเขมรเอาจริงตามคำสั่งของ"ฮุนเซน"นายกฯของพวกเขา
โดยมีการสั่งการให้ชุดกองกำลัง"มือหนึ่ง"ที่เคยปราบ"นายพลตาม็อก"และเคยรบกับไทยที่"ช่องบก" เข้ามาตรึงกำลังบริเวณเขาพระวิหารด้วย

http://www.periclespress.com/Cambodia_Khmer.html
The UN vote in November 1979 was the culmination of a year of strange occurrences.
As Vietnamese troops entered Phnom Penh on the morning of January 7, 1979,
two helicopters took off for Thailand.
Pol Pot was one of the passengers.
Pol would set up a new headquarters, Office 131, in July of 1979, at Mount Thom,
twenty miles from the Thai town of Trat.
The Thai General Chaovalit was ordered to provide protection for the headquarters.
He created Unit 838, a Thai Special Forces group. [5] Unit 838 would be assigned to guard Pol again in 1985


ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวมีการประเมินจาก"หน่วยข่าว"ว่า
อาจเกี่ยวข้องกับ"ทักษิณ"และอาจเกี่ยวข้องกับแผนการดึงความสนใจของกองทัพ โดยภาค ๑ ของ
"พล.อ.ประยุทธ"นั้นถูกทิ้งไว้ที่ส่วนกลางและจะเผชิญกับ"มวลชน"ภาค๔ เผชิญกับสถานการณ์ ใต้
ภาค ๓ ถูกกลืนกับฝ่ายแดง ส่วนภาค๒ ที่"ป๋าเปรม"เข้าไปหลบในที่กำบังนั้นจะถูกล่อให้รบกับเขมร
จนไม่สามารถแบ่งกำลังเข้าไปช่วยส่วนกลางได้..ซึ่งการประเมินดังกล่าวเป็นที่มาของการปล่อย
ข่าวว่า"ทักษิณ"อยู่ในเขมรที่บ้านของ"ฮุนเซน"ของ"สนธิ ลิ้มทองกุล"

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าการประเมินของ"หน่วยข่าว"มีการระบุว่าหลังวันที่ ๙ เม.ย.ไปจนถึงช่วงสงกรานต์
(ที่มีรายงานเบื้องต้นว่าด้วยสถานการณ์ที่จุดติดเสื้อดงจะไม่หยุดวันสงกรานต์เหมือนพันธมิตร)
สถานการณ์จะชัดเจนว่าการเจรจาระหว่าง ๒ ขั้วอำนาจจะ"จบลง"อย่างไร(ซึ่งมีรายงานทางลับว่า
"ผู้ใหญ่"กำลังตัดสินใจกับการคงไว้ซึ่งบทบาทของคณะองคมนตรีชุดปัจจุบัน) โดยเฉพาะการ"ยกระดับ"
ของความรุนแรงที่มีลักษณะ"ตัวเปิด"และ"ตัวปิด"ที่จะมีการกระจายไปในหลายจุดในลักษณะก่อความวุ่นวาย..
โดยมีอดีตผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย.

Create Date : 05 เมษายน 2552
Last Update : 5 เมษายน 2552 11:05:11 น.

http://www.thaizhong.org/thaizhong/index.php/foundingthaichina-m/172-cor5.html
ตอนที่ 5 การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518
ที่มา 30 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ความร่วมมือระหว่างกัลยาณมิตร 2518-2548
ทัศนคติของคนไทยตลอดจนมติมหาชนที่มีต่อจีนโดยทั่วไปได้ดีขึ้นกว่าเดิมอัน
เป็นผลมาจากการติดต่อระหว่างไทยกับจีน และท่าทีของจีนที่เป็นมิตรต่อไทย
จุดหักเหสำคัญที่เป็นตัวเร่งการตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์กับจีนคือการ
เปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอินโดจีน
ที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ประสบชัยชนะยึดอำนาจได้ในเวียดนามใต้ ลาว และกัมพูชา
ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2518 และท่าทีที่แข็งกร้าวของเวียดนาม
ทำให้ผู้นำพลเรือนของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฯพณฯ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
หัวหน้าพรรคกิจสังคม ซึ่งขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมี พล.ต.
ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ
ตัดสินใจปรับความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
โดยจัดตั้งคณะทำงานภายใต้การนำของ นายอานันท์ ปันยารชุน
เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน และผู้แทนถาวรประจำองค์การสหประชาชาติ
ซึ่งประกอบด้วยนายเตช บุนนาค นายชวาล ชวณิชย์ จากกรมการเมือง นายสุจินดา
ยงสุนทร จากกรมสนธิสัญญา เพื่อเตรียมการเจรจาเปิดความสัมพันธ์
ฝ่ายจีนประกอบด้วยนายเคอะหวา อธิบดีกรมเอเชีย นายเฉิงรุ่ยเซิง รองอธิบดี
และเจ้าหน้าที่แผนกไทย จางจิ่วหวน หลิวหย่งชิง นายอานันท์ ปันยารชุน
และคณะ เดินทางไปเจรจากับฝ่ายจีนในวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2518
เพื่อตกลงในรายละเอียดเกี่ยวกับการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

ประเด็นสำคัญของฝ่ายไทยคือ

1.การถือสัญชาติของชาวจีนในไทย
2.การสนับสนุนของจีนต่อพรรคคอมมิวนิสต์ไทย
3.การค้าระหว่างไทยกับจีน

ประเด็นสำคัญของฝ่ายจีนคือ
1.ฐานะความเป็นจีนที่ถูกต้องเพียงรัฐเดียว
2.การมีฐานทัพของสหรัฐฯ ตั้งอยู่ในประเทศไทย

http://blog.eduzones.com/olce/10320
1 ตุลา วันชาติจีน มีความสำคัญอย่างไร



วันชาติจีน
คำว่า “กั๋วชิ่ง(国庆)”
ในภาษาจีนหมายถึง กิจกรรมเฉลิมฉลองการสถาปนาประเทศ
ปรากฏครั้งแรกในยุคราชวงศ์จิ้นตะวันตก (西晋) ทั้งนี้
สามารถสืบค้นได้จากผลงานประพันธ์ของลู่จี (陆机)
นักประพันธ์ที่มีชีวิตอยู่ในยุคดังกล่าว อย่างไรก็ดี
การเฉลิมฉลองวันชาติที่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่
กลับไม่ได้มีความสลักสำคัญเท่ากับวันพระราชสมภพ (诞辰)
และวันขึ้นครองราชย์(登位) ของกษัตริย์แต่อย่างใด
(ในสมัยราชวงศ์ชิงถึงกับขนานนามวันพระราชสมภพว่าเป็น “เทศกาลหมื่นปี” 万岁节) ดังนั้น ชาวจีนโบราณจึงรวมเรียกวันที่กษัตริย์เสด็จขึ้นครองราชย์และวันพระราชสมภพว่าเป็น “วันชาติจีน” ขณะที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (中华人民共和国) กลับยึดเอาวันสถาปนาประเทศเป็นวันชาติโดยถือเอาวันที่ 1 เดือนตุลาคมของทุกปี


http://www.intell.rtaf.mi.th/newsdetail.asp?id=1882
จีน
กำลังรบนิวเคลียร์ของจีน ประกอบด้วย
ขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป (ICBMs)
อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ (SLBMs) และเครื่องบินทิ้งระเบิด
(Bombers) รวมทั้งสิ้น 275 ฐานยิง
และคาดว่าถือครองหัวรบนิวเคลียร์อยู่ประมาณ 225 นัด
จีน เป็นประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์
ที่มีขีดความสามารถที่จะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Attack)
ได้ครอบคลุมทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย อาจเว้นก็แต่ทวีปอเมริกาใต้
เท่านั้น ด้วยขีปนาวุธ CSS-4 ระยะยิงสูงสุด 13,000 กิโลเมตร และขีปนาวุธ
DF-31 ระยะยิงสูงสุด 8,000 กิโลเมตร

สหรัฐฯ
กำลังรบนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ประกอบด้วย
ขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป ICBMs ,
อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ SLBMs และเครื่องบินทิ้งระเบิด Bombers
รวมทั้งสิ้น 1,074 ฐานยิง ถือครองหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 5,170 นัด
และรวมอำนาจการทำลายที่คิดเป็นน้ำหนักระเบิด TNT มากกว่า 1,560 Megaton
สหรัฐฯ
เป็นชาติมหาอำนาจที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ที่มีศักยภาพสูงที่สุดในโลก
มีระบบซัดส่ง เช่น ระบบอาวุธปล่อย ขีปนาวุธ อากาศยานทิ้งระเบิดระยะไกล
หรือ ระบบทำการยิงจากใต้น้ำ
ซึ่งสามารถนำพาหัวรบนิวเคลียร์ไปสู่เป้าหมายได้ทุกแห่งหนบนโลก
ด้วยเทคโนโลยีที่สูงกว่า และไม่มีที่ใดในโลกนี้ที่หัวรบนิวเคลียร์สหรัฐฯ
ไปไม่ถึง
สหรัฐฯ แสดงเจตจำนงมาโดยตลอด ที่จะถือครองอาวุธนิวเคลียร์ไว้
เพื่อเผชิญหน้ากับความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งชาติในระดับสูง
สุด ที่กระทบต่อความอยู่รอดของชาติ (Survival Interest)
กับใช้เพื่อการป้องปรามทางยุทธศาสตร์

รัสเซีย
กำลังรบนิวเคลียร์ของรัสเซีย ประกอบด้วย
ขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป ICBMs ,
อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ SLBMs และเครื่องบินทิ้งระเบิด Bombers
รวมทั้งสิ้น 1,174 ฐานยิง ถือครองหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 5,972 นัด
และรวมอำนาจการทำลายที่คิดเป็นน้ำหนักระเบิด TNT มากกว่า 2,800 Megaton
รัสเซีย
เป็นประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ที่มีศักยภาพเป็นรองก็แต่เพียงสหรัฐฯ
มีขีดความสามารถที่จะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Attack)
ได้ครอบคลุมทั่วโลก ด้วยขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป
(ICBMs) อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ (SLBMs)
และเครื่องบินทิ้งระเบิด (Bombers) โดยมีจำนวนฐานยิง
และจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ มากกว่าสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น
ปฏิบัติการนิวเคลียร์ (Nuclear Operations) ต่อสหรัฐฯ
จะใช้เส้นทางผ่านขั้วโลกเหนือเป็นหลัก กับการใช้เรือดำน้ำนิวเคลียร์
เล็ดลอดเข้าไปจ่อยิง เพื่อให้มีเวลาการป้องกันเหลือน้อยที่สุด
เป็นที่คาดกันว่าหัวรบนิวเคลียร์ของรัสเซีย
จะสามารถฝ่าข่ายการป้องกันของสหรัฐฯ ไปสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ได้จำนวนหนึ่ง
ซึ่งจะทำให้พื้นที่ 1/3 ของสหรัฐฯ ถูกทำลายสิ้น ดังนั้น
กำลังรบนิวเคลียร์ของรัสเซีย จึงถือเป็นภัยคุกคามอันดับ 1 ต่อสหรัฐฯ
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000119218
ผู้บริหารปทุวัน-อุเทนถวาย คาดมือที่สามจุดชนวนความขัดแย้งให้บานปลาย
8 ตุลาคม 2552 15:52 น.
จากที่ได้รับหารือร่วมกันระหว่างผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
ตะวันออกวิทยาเขตอุเทนถวาย และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน
โดยได้ข้อมูลว่าในช่วงค่ำของวันที่ 6 ตุลาคม
ได้มีชายนุ่งกางเกงขาสั้นใส่หมวกนิรภัยยิงปืนเข้ามาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลตะวันออกวิทยาเขตอุเทนถวาย ต่อมาช่วงเวลาประมาณ 02.00 น.
ได้มีคนขี่จักรยานยนต์ไปไล่ยิงนักศึกษาปทุมวัน
ที่บริเวณด้านหน้าสถาบันขณะกลับจากงานเลี้ยง
โดยกระสุนถูกคนที่อยู่ใกล้เคียงได้รับบาดเจ็บ 1 ราย
ทั้งนี้ทางผู้บริหารสถาบันทั้ง 2
แห่งไม่แน่ใจว่าผู้ที่ก่อเหตุในช่วงค่ำวันที่ 6 ตุลาคม
เป็นนักศึกษาของทั้ง 2 สถาบันหรือไม่
ซึ่งอาจเป็นมือที่สามหรือผู้ไม่หวังดีที่ต้องการให้ความขัดแย้งระหว่าง 2
แห่งบานปลาย

ข่าวนี้ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในกระทู้ แค่เอามาแปะไว้ดูเล่น


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Oct 08, 2009 5:36 pm, ทั้งหมด 11 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Sep 18, 2009 11:10 am

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sunnews&month=03-2009&date=31&group=9&gblog=55

"ทักษิณ"ชำแหละ"ป๋าเปรม" ยันตัวเองไม่เคยมีอะไรกับป๋า
(๓๑ มี.ค.๕๒)พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เข้ารายการบนเวทีผ่านระบบวีดีโอลิงก์ ว่า
วันนี้พลเอกเปรมบอกว่าไม่มีอะไรกับตน ตนไม่มีอะไรกับท่าน
แต่ท่านมีอะไรกับตนนั้นตนไม่รู้ ท่านอายุมากแล้ว
แต่ใส่เครื่องแบบเดินไปโรงเรียนเหล่าเพื่อด่าตนในช่วงที่เป็นนายกฯ
ส่วนพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีจะเกี่ยวข้องหรือไม่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล
แกนนำพันธมิตรฯพูดชัดเจนโดยที่ตนเห็นด้วยเป็นครั้งแรกคือคำว่ากล้าทำ
กล้ารับ เรื่องถามควรไปถามนายสุริยะใส กตะศิลา
ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯว่าใครอยู่เบื้องหลังปฏิวัติและเมื่อเสร็จแล้วก็
กระดี้กระด้าใหญ่ เรื่องนี้มันชัดอยู่แล้วโดยไม่ต้องแก้ตัว

อดีตนายกฯกล่าวว่า วันนี้คนไทยคงรู้แล้วว่า สิ่งที่พลเอกเปรมบอกว่าประเทศไทยโชคดีที่ได้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เป็นนายกฯ แต่โชคดีหรือไม่นั้น ตนไม่รู้ แต่ที่แน่ๆนายอภิสิทธิ์โชคร้ายที่ได้นายกษิต ภิรมย์ มาเป็นรมว.ต่างประเทศ
เพราะมีความผิดครั้งใหญ่ในการปิดสนามบิน วันนี้นายกษิตออกมาพูดแล้วตนก็รู้ว่าบ้า สติไม่ดี
เพราะลูกน้องที่ไม่รักดีและไม่อยู่กับเราแล้วโบราณว่า ต้องตัดหางปล่อยวัด
เรื่องนี้ต้องถามนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทยอดีตรองนายกฯว่าการบริจาคเงินเข้ากองทุนสึนามิที่อเมริกา
แต่ขอดูหลักฐานบอกไม่มีแต่นายกษิตอ้างว่าขอจัดการเอง ตรงนี้น่าสนใจและตอนที่นายกษิตอยู่เยอรมัน
กระทรวงยังไม่มีคำสั่งแต่นายกษิตรีบไปลาประมุขเยอรมันโดยบอกว่าตนจะรีบใช้ตัว ทั้งๆที่ตนไม่ค่อยได้เรียกใช้เลย

อดีตนายกฯกล่าวว่า ส่วนพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าตนปราศรัยให้คนเสื้อแดงชุมนุมเพราะต้องการทำลาย
สถาบัน ทำเพื่อตัวเองและต้องการเปลี่ยนการปกครองนั้น ความวุ่นวายทั้งหมดในประเทศเริ่มต้นที่พรรคประชาธิปัตย์
ที่ไม่ทำการเมืองตามกฎเกณฑ์ พรรคนี้ไม่สามารถเอาชนะได้ก็ใช้วิธีอื่นๆ ไปเกาะท็อปบูท พันธมิตรฯ
และกลุ่มเพื่อนเนวิน ใช่ไหม คราวที่พรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้งจนนาย ชวน หลีกภัย เป็นนายกฯสมัยแรก
เพราะนายชวนบอกว่ายึดมั่นระบอบประชาธิปไตย ต่อต้านการปฏิวัติและเผด็จการ มันเป็นจุดยืนที่ถูกต้อง ประชาชนจึงเลือก
แต่ช่วงที่นายชวนเป็นนายกฯสมัยที่สองเพราะงูเห่า ตนขอบอกนายอภิสิทธิ์ว่า อยากเลียนแบบนายชวนนั้น
ต้องเลียนแบบครั้งแรก ไม่ใช่เลียนแบบงูเห่า อีกทั้งนายชวนไม่เคยเกาะท็อปบูทและไม่เล่นการเมืองนอกสภาเหมือนนายอภิสิทธิ์


อดีตนายกฯ กล่าวต่อว่า ตนไม่เคยมีจิตใจแม้แต่น้อยที่จะทำลายสถาบันหรือทำให้สถาบันเสียหาย
ช่วยคิดนิดเถอะ เกือบ6ปีที่เป็นนายกฯตนถวายงานรับใช้สถาบันอย่างไรบ้าง
ขอเล่าเล็กๆน้อยๆว่าตั้งแต่เป็นประเทศไทยมา มหาอำนาจ 3 ประเทศซ้อนมาเป็นพระราชอาคันตุกะ
คือ
อเมริกา รัสเซีย จีน ตนกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาต เพราะปกติปีหนึ่งจะรับพระราชอาคันตุกะ
ปีละๆไม่เกิน 2 ครั้ง
รัสเซียขอเยือนอย่างเป็นทางการ อเมริกาก็เช่นกัน ตนก็ไปกราบบังคมทูลและทรงพระเมตตา
และตนกราบบังคับทูลล่วงหน้าว่าจีนกำลังมีผู้นำใหม่และจะมาร่วมประชุมเอเปก จะขอเข้าเฝ้าฯ
ตนก็ไปกราบบังคับทูลเพราะจีนมาเยือนนั้นจะเป็นประโยชน์กับไทย ถามว่าใครทำอย่างนี้ได้บ้าง
วันที่ผู้นำเอเปกมาประชุมนั้น ตนได้นำผู้นำเอเปกเข้าเฝ้าเพื่อสัมผัสพระหัตถ์

นี่คือความจงรักภักดีและถวายพระเกียรติให้ตลอดเวลา คนทำไม่พูด คนพูดไม่ทำ วันนี้ด่ามาก ตนจะพูดมาก
ด่าอีกพูดอีกเพื่อให้ประชาชนเข้าใจและเทิดทูนสถาบันเช่นเดียวกับตน


Create Date : 31 มีนาคม 2552
Last Update : 31 มีนาคม 2552 23:23:19 น.

อืมมม...นั่นสินะมีใครทำอย่างนี้ได้บ้างหว่า

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1253261722&grpid=03&catid=

วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 15:15:11 น.
มติชนออนไลน์

ทูตสหรัฐฯ ระบุ"เสื้อแดง"ชุมนุม 19 ก.ย.เป็นสิทธิ์ที่ทำได้

P { margin: 0px; }

นายอีริค จี จอห์น เอกอัคราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
เพื่อหารือเกี่ยวกับการเดินทางไปร่วมประชุมสหประชาชาติ ที่สหรัฐอเมริกา
ระหว่างวันที่ 21-27 ก.ย.นี้ โดยใช้เวลาหารือประมาณ 1 ชั่วโมง

จากนั้นนายอีริคให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุมในวันที่ 19 ก.ย.นี้
ว่า สหรัฐฯเป็นมิตรกับประเทศไทย การชุมนุมในวันที่ 19 ก.ย.นี้
เป็นการแสดงออกที่ทุกคนมีเสรีภาพ สามารถแสดงออกได้
และคิดว่าทางกลุ่มคนเสื้อแดงจะแสดงออกอย่างสันติ

เมื่อถามว่าเป็นห่วงในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่อยู่ใน
ประเทศไทยหรือไม่ นายอีริค กล่าวว่า ไม่
เรื่องการดูแลความปลอดภัยนั้นเป็นเรื่องภายในของไทย
ทางสหรัฐฯคงไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว นอกจากนี้การที่รัฐบาลประกาศ
พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ก็ถือเป็นเรื่องภายในที่สามารถดำเนินการได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าในการหารือกับนายอภิสิทธิ์วันนี้ได้มีการสอบถาม
เกี่ยวกับปัญหาสถานการณ์บริเวณปราสาทพระวิหารหรือไม่ นายอีริค กล่าวว่า
เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างไทยกับกัมพูชา สหรัฐฯคงไม่เข้ามาแทรกแซง
จริงเหรอ


http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=406263

ทูตสหรัฐฯพบหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

18 กย. 2552 16:40 น.

นายอีริค จี จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้เข้าพบนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ
หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่อาคารที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถ.พระรามสี่
โดยใช้เวลาหารือนานกว่า 1 ชั่วโมง โดยนายยงยุทธ
ปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียด ระบุเพียงว่าเป็นการมาเยี่ยมเยียนและพูดคุยเรื่องทั่วไปเท่านั้น
ส่วนตัวกับนายอีริคก็รู้จักกันเป็นการส่วนตัวโดยเป็นเพื่อนเล่นเทนนิสด้วย
กัน ไม่ได้พูดคุยเรื่องการเมืองของไทยแต่อย่างใด

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pol01200952&sectionid=0133&day=2009-09-20

วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11516 มติชนรายวัน

3 ปี 19 กันยาฯ "ความเหมือนที่แตกต่าง"
บรรยากาศภายในทำเนียบรัฐบาลยามค่ำคืน วันที่ 19 กันยายน 2549 ดูเผินๆ
อาจไม่แตกต่างไปจากบรรยากาศในยามค่ำคืนของวันเดียวกัน เมื่อ 3 ปีก่อน

แต่ทว่า เป้าประสงค์ของชายชุดพรางนับพันนาย ที่ระดมกำลังเต็มอัตราย่ำคอมแบตเสียงดังกระหึ่ม
เรียงแถวอย่างพร้อมเพรียง ในวันวาน กับวันนี้แตกต่างกัน

ในวันที่ 19 กันยายน 2549 ชายชุดพรางย่ำเท้าเข้ามาในทำเนียบ เพื่อปฏิบัติการ "ยึดอำนาจ"
จากรัฐบาล "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี

ภายใต้ชื่อเรียกคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(คปค.) นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. เป็นผู้ก่อการ

แต่
3 ปีต่อมา เขาเหล่านั้น
กลับย่ำเข้ามาเพื่อปกป้องค้ำยันบัลลังก์ให้กับรัฐบาล นายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีจากการชุมนุมของ "กลุ่มเสื้อแดง" ในวันที่ 19
กันยายน 2552

โดยไม่ได้เอารถถังหรือปืนติดตัวมาด้วยเหมือนครั้งก่อน มีเพียงโล่และกระบองกับภารกิจ
ป้องกันผู้บุกรุกอย่างเต็มความสามารถ

ปฏิทินถูกฉีกไปแล้ว 3 ปี หลายภาคส่วนของสังคมไทยวันนี้ รำลึกถึงเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง
ราวกับว่ามันเพิ่งผ่านมาเมื่อวันวาน
บ้างก็เข้าใจได้ในความจำเป็นที่ต้องตัดสินใจ
กระทำการบางอย่าง เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด และเพื่อปกป้องสถาบันอันเป็นที่รัก

บ้างก็บ่นว่า เป็นความเสียโอกาสของประเทศ เพราะเงื่อนไขปมปัญหาต่างๆ หาได้หมดไป
ซ้ำยังทวีความร้อนผ่าวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเลือกข้างความแตกแยกของคนไทยด้วยกันเอง
และการพาดพิงต่อสถาบันอันเป็นที่รักหาได้เบาบางลงแต่อย่างใด

ทุกวันนี้ คนไทยแบ่งออกเป็นสีๆ เกือบครบทุกแม่สีทั้ง "สีเหลือง" "สีแดง" "สีน้ำเงิน"

บรรยากาศคืนวันที่ 18 กันยายน 2552 ในรั้วทำเนียบผ่อนคลายกว่าคืน วันที่ 19
กันยายน 2549 ที่ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกฯ ในฐานะรักษาการนายกฯ
กับ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ
ต้องกุลีกุจอชิงจังหวะเข้ามาเก็บกวาดเอกสารสำคัญ
ในกระเป๋าเจมส์บอนด์สีดำใบใหญ่ ประกอบด้วย คำสั่งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และคำสั่งปลด
พล.อ.สนธิ ผู้ก่อการ โดยหัวใจสำคัญคือ แฟกซ์ลงลายมือ พ.ต.ท.ทักษิณเพื่อเป็นกุญแจ
ไขฉากการต่อสู้กับอำนาจกระบอกปืน

นพ. พรหมินทร์หายใจถี่ไม่เป็นจังหวะ เมื่อภารกิจในมือของเขา
ยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน กับการตั้งกองกำลังต่อต้านการปฏิวัติ
ที่กองบัญชาการทหารสูงสุด (บก.สส.) ถนนแจ้งวัฒนะ ที่มี พล.อ.เรืองโรจน์
มหาศรานนท์ ผบ.สส. ในกางเกงขาสั้นสูบบุหรี่ควันโขมงนั่งรออยู่อย่างเคร่งเครียด
พอๆ กับอาการกระสับกระส่ายของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกรัฐบาล
ที่เดินไปเดินมาอยู่กับพ.ต.ท.ทักษิณที่นิวยอร์ก อีกฝั่งโลก

นาทีนั้น ไม่มีใครไว้ใจใคร รถยนต์ของ 2 ขุนพลทักษิณต้องค่อยๆ ย่องอย่างเงียบๆ
ในยามราตรี สับหลีก หลบเลี่ยง ความเสี่ยงทุกประการ อย่าให้ถูกรวบตัวได้

แม้เขาทั้งสองจะได้กลิ่นไม่ดีมาแต่ต้นหลายเดือน ตามที่ พล.ต.อ.ชิดชัยระบุ
แต่ด้วยความมั่นใจเครือข่ายในกองทัพ ที่มี พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ
อยุธยา รมว.กลาโหม กุมบังเหียน คอยเช็คอุณหภูมิอยู่ทุกนาที

กับคำพูดยืนยันของ พล.อ.ธรรมรักษ์ในเช้าวันประวัติศาสตร์ก่อนการประชุม ครม.
นายทหารมาดนักบู๊คนนี้ ยืนยันกับ นายภูมิธรรม เวชยชัย ว่าไม่มีอะไร
เป็นการสับเปลี่ยนกำลังเฉยๆ

ผลตอบรับของข้อมูลในเช้าวันนั้น นายภูมิธรรมได้สัมผัสโดยตรงกับตัวเอง เพราะเขาต้องจำใจ
ย่างเข้าถ้ำเสือเพื่อพบกับ พล.อ.สนธิ และ พล.อ.วินัย ภัททิยะกุล เลขาธิการ คมช.ที่บ้านเกษะโกมล

เพื่อยืนยันว่า เขาจะไม่ช่วย พ.ต.ท.ทักษิณต่อสู้กับอำนาจรัฐประหารอีก ขณะที่ พล.อ.ธรรมรักษ์
ได้หายตัวไปเป็นแรมปี

"ในคืนยะเยือก 7 ขุนพลทักษิณ ใต้ปฏิบัติการลับ-ลวง-พราง" เป็นหนังสืออ่านสนุก
เหมือนผู้อ่านเป็นตัวละครในหนังสือ มีจังหวะลุ้นจังหวะโล่ง

แม้ความพยายาม "สู้" ของขุนพลทักษิณเหล่านั้น จะไร้ผล แต่นาทีของการต่อสู้
ล้วนมีคุณค่าในเชิงประวิติศาสตร์การเมือง

ไม่มีใครการันตีได้ว่า คำบอกเล่าจากฝ่ายเสียอำนาจ หรือผู้แพ้ ทุกพยางค์จะเป็นจริง
หากแต่การเปิดใจกว้าง รับฟังเสียงจากทุกฝ่ายรอบด้านแล้วใช้สติปัญญาเป็นตาชั่ง
มากกว่าความเชื่อ

จะทำให้ผู้อ่าน ได้ลิ้มรสประวัติศาสตร์ อย่างมีสติ

เป็นเหรียญอีกด้าน จากปาก 7 ขุนพลทักษิณ ได้แก่ พล.ต.อ.ชิดชัย นพ.พรหมินทร์
นายภูมิธรรม นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายวิษณุ เครืองาม นายยงยุทธ ติยะไพรัช
และนายเนวิน ชิดชอบ

ที่
ผู้เขียน อิศรินทร์-หทัยกาญจน์-จำนง เหยี่ยวข่าวการเมือง หวังว่า
คงไม่ต้องเขียนหนังสือภาคต่ออีก สำหรับการยึดอำนาจในครั้งต่อไป...


หน้า 11

http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=11&PHPSESSID=d2cace8e8ef7ab23d77c2aab98141eae
บันทึกประเทศไทย 2550 สถานการณ์สามก๊กในประเทศไทย ตอนที่ 5 (ตอนจบ)

แบบจำลองของประเทศไทยนับจากนี้ถึงอนาคตในอีก 10 ปี
จะถูกวิเคราะห์และสร้างให้เห็นในบทความนี้อย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อจุดมุ่งหมายเดียว นั่นคือ หากจะต้องรับกับสถานการณ์เลวร้ายสุดขั้วอย่างน้อยที่สุด
ก็จะต้องมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่เตรียมตัวไว้พร้อมจะรับมือกับความเลวร้ายนั้น
และนั่นอาจเป็นกลุ่มคนที่เป็นความหวังสุดท้ายของแผ่นดินนี้ภายใต้เงื่อนไขของการเป็น
กลุ่มชนที่เหลือรอดอยู่ท่ามกลางหายนะครั้งประวัติศาสตร์โดยการยึดมั่นต่อ
คำสอนของผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษนี้ของแผ่นดินนี้
คำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช.

เส้นเวลาของประเทศไทยได้เดินทางมาถึงจุดที่ถึงคราวต้อง เปลี่ยนยุคสมัย
เมื่อเหล่าผู้เป็นตัวแทนของยุคสมัยจำนวนมากในแผ่นดินนี้ได้เริ่มทยอยพากันสิ้นชีวิต
และทิ้งผลงานทั้งชั่วดีทั้งหลายเอาไว้เบื้องหลัง

เหล่าผู้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ เหล่าผู้สร้างรากฐานของสังคมไทยนับเป็นเวลาหลายสิบปี
ไม่ว่าจะทิ้งอะไรไว้ ผู้ยังมีชีวิตก็คือผู้ที่ต้องรับผลจากการกระทำทั้งหลายนั้น
และกิจกรรมของสังคมก็ยังดำเนินไปอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย
ทั้งการสร้างสรรค์ และ ทำลายล้าง ของผู้เชื่อมั่นต่อการกระทำของตนเอง
ต่อการยึดถือในแนวคิดที่เชื่อว่าถูกต้อง เหมาะสมกับตนเอง
ซึ่งก็เป็นเหมือนวัฏจักรของสิ่งที่เรียกว่า คน

เมื่อพิจารณากันอย่างตรงๆ เราทุกคนก็เหมือนมีชีวิตเพื่อสนองตอบต่อ
ความคิดอ่านความคิดเห็นของตนเองเท่านั้น !!!

เรามาเริ่มต้นบทความตอนจบกัน...

มาทบทวนความรู้พื้นฐานความรู้เรื่องโครงสร้างการปกครองของประเทศไทยกันหน่อยนะครับ

ตลอดเวลามากกว่า 700 ปีมานี้ การพัฒนาอารยธรรมของไทยวางอยู่รากฐานของ
การเป็นแผ่นดินที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ ในฐานะของผู้รวบรวมแผ่นดินจนเป็นหนึ่ง
และสร้างรูปแบบการดำรงชีวิตที่ยึดมั่นอย่างหนักแน่นต่อ แนวทางความเชื่อ
และรูปแบบการดำรงชีวิตด้วยคำสอนของศาสนาพราหมณ์ และ ศาสนาพุทธ
ซึ่งถือได้ว่าเป็นแนวคิดระดับแก่นกลางของโลกที่มีอายุยาวนานนับได้หลายพันปี
เป็นสุดยอดอารยธรรมของโลกซีกตะวันออก

หนึ่งในเหตุผลแรกเริ่มที่ทำให้ชนชาติไทยดำรงอยู่มาได้จนถึงวันที่ท่านได้อ่านบทความนี้
โดยไม่เคยถูกทำลายให้สูญหายไปจากบันทึกทางประวัติศาสตร์โลก ก็เพราะ
รากฐานความเชื่อและการดำรงวิถีชีวิตด้วยการยึดมั่นต่อศาสนาดังที่กล่าวมา
โดยมีต้นแบบของการรวมศูนย์การปฏิบัติตนเองอย่างเหมาะสมที่ พระมหากษัตริย์!!!

ดังนั้นแล้วโครงสร้างแรกเริ่มของการเป็นชนชาติจึงผูกเอาสองสิ่งไว้ร่วมกัน นั่นคือ
ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ เป็นรากฐานแรกเริ่มที่ทำให้รูปร่างของชนชาติ
ที่เรียกว่าไทยยังเป็นชนชาติอยู่ได้และด้วยสองสิ่งนี้เองที่ทำให้
ผู้อาศัยอยู่ในขอบเขตของแผ่นดินที่เรียกว่าไทย
สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปรกติสุข ไม่เดือดร้อน ไม่วุ่นวายใจ
ไม่สับสนไปด้วยสิ่งแปลกปลอมหรือมลภาวะทางความคิด จากดินแดนอื่นๆ

เมื่อผู้คนส่วนใหญ่ในแผ่นดินเชื่อมั่นต่อองค์กษัตริย์ผู้ยึดมั่นต่อนิติราชประเพณี
ที่ผูกพันกับศาสนาการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปเชิงวัตถุจึงเกิดขึ้นอย่างสมดุล
กับการที่จิตใจได้รับการปลูกฝังเรื่องแนวคิดทางศาสนา หรือที่เรียกว่า
ศีลธรรมระดับบุคคล นั่นคืออดีตกาลของชนชาติของเรา

ดังนั้นปัญหาต่างๆทางสังคมจึงมีน้อยมากจะมีที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
ของแผ่นดินนี้ก็จะมีแค่สงครามระหว่างไทยกับดินแดนอื่นเช่นพม่า หรือ
การรุกรานของประเทศที่พยายามล่าเมืองขึ้น ซึ่ง พระมหากษัตริย์
ก็เป็นผู้แบกรับหน้าที่ในการเผชิญหน้ากับอันตรายเหล่านั้นเป็นคนแรกเสมอมา
และก็ถูกลืมเลือนไปเกือบหมดแล้วในเวลาปัจจุบัน

และเมื่อถึงคราวผลัดเปลี่ยนแผ่นดินในแต่ละครั้งปัญหาจึงน้อยมากเพราะ
โครงสร้างของนิติราชประเพณีได้ตีกรอบของผู้จะขึ้นเสวยราชสมบัติ จะต้อง
ถูกผูกมัดด้วยภาระอันหนักหนาต่อความรับผิดชอบในทุกชีวิตบนแผ่นดินของพระองค์
ไม่เพียงแค่นั้น มณเฑียรบาลที่แข็งแกร่ง ประกอบกับหลักธรรม
อันเปรียบได้กับเส้นทางพระราชดำเนินที่สร้างจากเหล็กเพชรสำหรับกษัตริย์ไทย
นั่นคือ หลักธรรมข้อทศพิธราชธรรม ทำให้ โลกนี้จึงไม่มีสิ่งใดทำลายพระเกียรติยศ
ของพระมหากษัตริย์ไทยได้ นั่นเพราะสิ่งที่ทรงเป็นคือสิ่งที่ผู้มีศีลธรรมประจำใจ
ต่างพากันก้มกราบได้อย่างหมดจิตใจด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
เพราะต่างรู้ว่า กษัตริย์ของตนทำทุกสิ่งอันเป็นคุณประโยชน์แก่ประชาชน!!!

และเบื้องหลังของพระมหากษัตริย์ไทยนับจากอดีตกาลทั้งที่ปรากฏให้พบเห็น
ในประวัติศาสตร์และไม่ได้รับการบันทึกเอาไว้ให้เป็นที่รู้จัก ก็คือ
เหล่าผู้ที่ทุ่มเทด้วยชีวิตเพียงเพื่อจะทำหน้าที่ถวายงานต่อองค์พระมหากษัตริย์
อย่างเต็มกำลังสามารถด้วยความภักดีอย่างถึงที่สุด
พร้อมด้วยปวงประชาที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีและถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติในเรื่อง
ของการเป็น “ผู้มีศีลธรรมมั่นคงในจิตใจ” เป็นที่ประจักษ์เป็นผู้ทำหน้าที่
ต่างพระเนตรพระกรรณ์ผู้ที่พระมหากษัตริย์จะทรงให้ความไว้วางพระราชหฤทัย
ได้เต็มเปี่ยมและเป็นผู้ที่ทรงเรียกเขาและเธอเหล่านั้นเพื่อเป็นขวัญกำลังใจและ
แบบอย่างอันควรแก่การทำตามว่า “ผู้ปิดทองหลังพระ”

“ เธอมาช่วยฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้เป็นสิ่งตอบแทน นอกจากความรู้สึกที่เป็นสุข
จากบุญกุศลที่ได้จากการช่วยเหลือผู้คน “ ( คำกล่าวจากใครคนหนึ่งที่ทำให้
ผมติดตรึงในความทรงจำไว้เสมอจนชั่วชีวิต )


ในแต่ละรัชสมัยแผ่นดินนี้ได้รับการทดสอบมากมายถึงความสำคัญและความจำเป็น
ยิ่งยวดในอันที่จะต้องมี สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะอดีตกาลนับตั้งแต่แรกเริ่ม
มีชนชาติหรือในวันนี้ และ เรื่อยไปจนถึงอนาคตแต่สิ่งที่กำลังเป็นไปวันนี้ในปัจจุบัน
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกำลังมาและการท้าทายครั้งใหม่ของความอยู่รอด
เป็นชาติของผู้คนในแผ่นดินนี้ก็ถูกทดสอบอีกครั้งและมันจะนำพาไปสู่
คำตอบหนึ่งเดียวในที่สุด

ณ เวลาปัจจุบัน เดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2550 ถึง 2560

จากนี้จะเริ่มต้นการวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ข้อมูลต่างๆ อย่างถึงที่สุด
เพื่อสร้างแบบจำลองที่มีความเป็นไปได้สำหรับอนาคตของประเทศไทยนับจากวันนี้
และขอเริ่มด้วยคำกล่าวสองประโยคนี้


....................... หากวันใดสิ้นไร้พระบารมีของพระเจ้าอยู่หัว ..........................
....................... ผู้คนในแผ่นดินจะลุกขึ้นมาเข่นฆ่ากันเพื่อชิงความเป็นใหญ่ .........................


สองประโยคข้างต้นนี้เป็นความเห็นของผู้ที่ผ่านร้อนหนาวในการทำงาน
ในกองทัพอากาศจนถึงวันที่ท่านลาออกพร้อมยศพลอากาศโทที่ถือได้ว่า
เป็นหนึ่งในผู้ที่มีเกียรติภูมิสูงสุดท่านหนึ่งในกองทัพอากาศ
ด้วยความซื่อตรงต่อความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของท่าน
และเป็นเกียรติที่ท่านผู้นี้ได้สละเวลาในการวิเคราะห์ อรรถาธิบายในประเด็นนี้

ซึ่งสอดรับกับความเห็นของ นักคิด นักวิเคราะห์ไม่เฉพาะในประเทศไทย
ที่ต่างเฝ้ามองประเทศไทยมาอย่างยาวนานและต่างลงความเห็นว่า
ประเทศไทยมีแกนหลักที่พระเจ้าอยู่หัวส่วนเนื้อในและโครงสร้างของชาติ
ในส่วนอื่นๆได้ถูกกัดเซาะบ่อนทำลายและไม่เหลือสภาพที่จะทำงานใดๆ
เพื่อการรักษาสภาพของการเป็นชนชาติไว้ได้อีกแล้วในเวลานี้โครงสร้างอันประกอบด้วย

โครงสร้างศาสนา ที่เปลี่ยนแปลงบิดเบี้ยวและไร้เหตุผลมุ่งเน้นแต่พิธีกรรมและ
หนักข้อจนถึงขั้นไม่รู้ว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่าง เจตนารมณ์คำสอนของพระศาสนา
กับวัตถุและพิธีกรรม ที่สร้างกระแสให้คนเชื่อว่า วัตถุนำพาความมั่งมีและความสุข
มาสู่ผู้คนที่ครอบครองแทนที่การศึกษาและเข้าใจถึงหนทางการพบความสุข
ด้วยการหยุดสะสมซึ่งวัตถุและเติมเต็มกิเลสที่ไม่มีวันเต็มของตนเอง

โครงสร้างภาคราชการ ที่วันนี้กลายเป็นกลไกที่เหมือนดินแดนลี้ลับที่มีตัวตนอยู่เพียง
เพื่อหล่อเลี้ยงตนด้วยเงินภาษีที่รีดจากทั่วแผ่นดินมาเพื่ออยู่รอดโดยไม่รู้ว่า
ตนเองจะดำรงสภาพไปทำไมเมื่อไม่สามารถผลักดันการบำบัดทุกข์สุขของประชาชน
ทั่วทั้งแผ่นดิน และมีสภาพไม่ต่างกับต้นไม้ยืนต้นตาย หรือ ตาลยอดด้วน

โครงสร้างภาคเอกชน ที่วันนี้กลายเป็นซากปรักหักพังที่รอวันพังครืนลงมาทับ
คนที่เป็นผู้ประกอบการที่พยายามยึดโยงโครงสร้างธุรกิจของตนเองเอาไว้
อย่างสุดกำลังเพียงเพราะมันคือ หยาดเหงื่อแรงกายหยดเลือดของตนเองและ
บรรพบุรุษที่สร้างไว้ให้แก่ตระกูลแต่ละตระกูล ซึ่ง ก็ยังไม่พบว่าแสงสว่าง
ปลายทางที่จะทำให้รอดพ้นจากการพังทลายทางเศรษฐกิจ

โครงสร้างภาคสังคม ที่ วันนี้ถูกตัดขาดจากทุกระบบการช่วยเหลือจากรัฐ
เน่าหนอนไปด้วยการก่ออาชญากรรมและการพอกพูนปัญหามากมายที่กำลังกัดกินตัวเอง
และ ท้ายสุด มิคสัญญีที่เกิดจากภาคสังคม จะกลายเป็นแผลเรื้อรังที่ลุกลามไป
ทุกระบบของประเทศจนไม่สามารถยับยั้งและเมื่อถึงเวลานั้น เราคงได้เห็นการทุบหัวคนกันสดๆ
เพียงเพราะต้องการแย่งชิงสิ่งของ เงินทอง อาหาร โดยที่ระบบกฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้

โครงสร้างภาครัฐ ที่ วันนี้ได้หยุดทำงานไปแล้ว แม้จะมีความพยายามสร้างภาพว่า
รัฐมีผลงานและการขับเคลื่อนมากมายแต่นั่นก็เป็นภาพลวงตาที่เกิดจากการพูดชี้นำ
โดยผู้นำรัฐบาลที่ถูกครอบงำด้วยผู้มีอำนาจตัวจริงที่วันนี้กำลังสร้างสม
ฐานกำลังมวลชนขึ้นมารองรับตนเองอย่างเต็มที่ที่รู้กันอยู่ว่าใคร ?

และผลงานที่มีแต่ในหน้ากระดาษและคำพูดที่ไม่อาจจับต้องมองเห็นได้จริง
ที่กำลังดำเนินไปในสภาเป็นเครื่องบ่งบอกยืนยันได้เป็นอย่างดีของระบบกลียุค
ที่เกิดขึ้นครั้งใหม่และอาจเป็นครั้งสุดท้าย

โครงสร้างกองทัพ ที่ วันนี้ยังเป็นกองทัพไทยที่ว่ากันโดยเนื้อแท้นั้น
หมดแล้วซึ่งขีดความสามารถของทรัพยากรบุคคลในการที่จะปกป้องอธิปไตย
จากการรุกรานของชาติอื่น หากต้องเผชิญหน้ากับกำลังรบที่เหนือกว่า
และหากจะให้เห็นภาพชัด วันนี้ หากมีการรุกรานประเทศไทยทั้ง ทางบก
เรือและอากาศ ประเทศไทยจะถูกยึดได้ทันทีโดยง่าย ในเวลาไม่ถึง 1 ชม.
หรืออาจน้อยกว่านั้น และเหตุการณ์ในภาคใต้ของไทยก็ชัดเจนพอแล้ว
ที่จะยืนยันความเป็นจริงนี้


โครงสร้างเศรษฐกิจ วันนี้เศรษฐกิจของประเทศกลายเป็นเรื่องที่เหมือนหมอกควันพิษ
ที่กำลังฆ่าภาครัฐและ ภาคส่วนต่างๆ ด้วยการปกปิดลับสุดยอดในทุกข้อมูลที่จะนำไปสู่
การรับสภาพที่แท้จริงว่าประเทศไทยวันนี้ ล้มละลายไปแล้วด้านเศรษฐกิจภายใต้
การสร้างภาพโดยภาครัฐว่ายังเดินหน้าไปต่อได้

โครงสร้างของสถาบันกษัตริย์ วันนี้เป็นโครงสร้างหลักที่เปรียบได้กับระบบสุดท้าย
ที่ยังทำงานอยู่ เพื่อค้ำจุนทุกระบบให้ยังมีรูปร่างดูว่ายังเป็นประเทศไทย แต่เมื่อวันใด
ที่แกนกลางของระบบสถาบันหยุดทำงาน เนื่องจากการท่วมทะลักของปริมาณปัญหา
ของแผ่นดินในภาคส่วนต่างๆ เกินขีดความสามารถของสถาบันกษัตริย์ที่จะตรึง
โครงสร้างทั้งหมดเอาไว้เมื่อถึงเวลานั้นโครงสร้างสุดท้ายนี้จะถูกฉีกกระชากทำลาย
ด้วยมือของผู้คนในแผ่นดินไทยเอง และนั่นหมายถึง “คนไทยทุกคนจะต้องมีส่วน
รับผิดที่เป็นตราบาปไปชั่วกาลนานที่ตนเองกลายเป็นคนเข่นฆ่าสถาบันที่สร้างแผ่นดินนี้
มาแต่แรกเริ่มและเป็นเวลาสิ้นสุดของบทบาทหน้าที่ของ สถาบันกษัตริย์ที่ยังมั่นคง
กับการทำหน้าที่จนถึงวินาทีสุดท้าย”

กลไกของประเทศจากที่ลำดับมานั้น มันคือภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่จะมีทิศทางดังนี้
ไปจนถึงอนาคต ซึ่งพยายามอย่างเต็มที่เพียงใดก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
ไปในทางที่ดีกว่านี้ได้เลย ใน เวลานับจากนี้ 5 – 10 ปี

นั่นเพราะโครงสร้างทั้งหมดของชาติ ได้มาถึงจุดที่หมดสิ้นสภาพอย่างแท้จริงก็เนื่องจาก
พลเมืองของประเทศนี้หมดสิ้นซึ่งศักยภาพในการพัฒนาชาติในทุกๆด้านไปหมดสิ้นแล้วนั่นเอง !!!

สาเหตุที่ทำให้พลเมืองของประเทศไทยหมดสิ้นศักยภาพในการพัฒนาตนเอง ก็เพราะ
สิ่งที่เรียกว่า “การล่มสลายของความคิดดั้งเดิมของความเป็นชนชาติไทย”
ซึ่งหมายถึงสังคมทั้งระบบสร้างการยอมรับให้สิ่งแปลกปลอมต่างๆอันเป็นมลพิษ
ทางความคิดไหลทะลักเข้ามาสู่แผ่นดิน สู่ผู้คน สู่ลูกหลาน โดยไม่มีการจัดการควบคุม
กลั่นกรองใดๆ และมันแทรกซึมเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตแทนที่ อารยธรรม
ที่เคยเป็นวิถีชีวิตของคนไทยแต่ดั้งเดิมจนหมดสิ้น และเรามักเรียกว่า
เป็นผลพวงจากความล้มเหลวของระบบการศึกษาชาติ ซึ่งไม่มีหนทางใดจะกอบกู้
ระบบนี้กลับมาได้อีกแล้ว เหมือนระบบอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน

วันนี้ เราจึงได้เห็น การขายเครื่องสำอางและสินค้าฟุ่มเฟือย และ วัตถุสารพัดรูปแบบ
แทนที่การให้การศึกษาที่มีประสิทธิภาพและการปลูกฝังมรดกทางวัฒนธรรมทุกชนิด
ลงในตัวของคนรุ่นต่างๆ และนี่คือข้อเท็จจริงที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้ และเด็กไทย
อย่างน้อย 3 ชั่วอายุคนนับจากนี้ จะเป็นคนปิดฉากประเทศไทยของตนเอง

ด้วยการถูกทำให้กลายเป็น ทาส หรือ พลเมืองชั้นสองของ ผู้ปกครองจากแผ่นดินอื่น
ซึ่งทุกวันนี้ ผู้ปกครองจากแผ่นดินอื่น
ก็ได้ปกครองคนไทยรุ่นใหม่ๆไปแล้ว
ด้วยการใช้พลังอำนาจทางธุรกิจและประเทศไทยที่ไม่หลงเหลือซึ่งทรัพยากรบุคคล
ชั้นยอดระดับประเทศอีกต่อไปก็จะมีสภาพเป็นฟาร์มผลิตวัตถุดิบของโลกที่ถูกกำหนด
ให้เป็นแค่แหล่งผลิตอาหารส่งไปให้ประเทศที่มีอิทธิพลเหนือกว่า แหล่งผลิตผู้หญิง
ที่จะใช้สำหรับการแพร่พันธุ์ของชาติที่มีอำนาจมากกว่าแหล่งผลิตปัจจัยต่างๆ
ที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของชาติอื่น โดยที่ตนเองไม่ได้รับคุณประโยชน์ใดๆ
นอกจากการแค่การได้แค่การกินเพื่ออยู่รอดของประชาชนที่เป็นแรงงานชั้นต่ำ
ที่จะหมายถึง คนไทยทุกคนที่มีชีวิตและได้เกิดมาใหม่ในรุ่นต่อๆไป ซึ่งไม่อาจคาดได้ว่า
จะต้องใช้เวลาอีกกี่ชั่วคนถึงจะสามารถสร้างชาติและสร้างสมอารยธรรมกันขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
จนเป็น เอกเทศ เป็นไท แก่ตนเอง

ในขณะที่แผ่นดินได้ถูกเปลี่ยนแปลงสภาพไปเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบต่างๆแก่ชาติอื่น
คนในแผ่นดินไทยในอนาคตนับจากนี้ก็จะมีการแตกเป็นส่วนๆและการสร้างสมกำลังคน
และอาวุธเพื่อการยกเข้าทำสงครามขยายดินแดนมีผู้นำที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง
โลภโมโทสันใช้กำลังและอำนาจขู่เข็ญคนไทยด้วยกันให้เกิดความเกรงกลัวต่อความเจ็บปวด
และความตาย สร้างระบบการปกครองของตนเองขึ้นมาและใช้มันเป็นเครื่องมือใน
การสร้างผลผลิตเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายกับชาติอื่นๆ ที่เข้ามามีอิทธิพลเหนือแผ่นดินไทยก่อนนี้


ซึ่งเวลานั้นจะปรากฏกองกำลังมากมายในชื่อต่างๆ ที่จะอ้างเรื่องราวสารพัดและ
ใช้สื่อเพื่อการสร้างภาพให้กับตนเองเป็นข้ออ้างในการ เข่นฆ่าคนไทยที่แตก
เป็นหลายก๊กหลายพวกหลายเหล่า ...

หากแบบจำลองนี้จะเกิดขึ้น นั่นก็เพราะมันคือชะตากรรมของแผ่นดินไทยแห่งนี้
หลังยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ปัจจุบันไปแล้ว !!!


และหากสิ่งนี้จะเกิดขึ้น นั่นก็เพราะ เหล่าผู้จงรักภักดีทั้งแผ่นดินไม่อาจพานพบ
ซึ่งการรวมตัวกันเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ และ ผู้สืบทอด
แห่งราชบัลลังก์ได้อีกต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่า ผู้ที่ต่างสาบานตนด้วยชีวิต
ที่จะปกป้องราชบัลลังก์และผู้ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวจะสามารถรวมตัว
รวมกำลังกันได้อย่างแท้จริงเพียงใด และใช้พลังของการรวมกันนั้นเข้ายื้อรั้ง
โครงสร้างชาติทั้งหลายที่พังไปหมดแล้วนั้นอีกครั้ง เพื่อทำการฟื้นระบบของชาติ
ที่พังไปแล้วนั้นขึ้นมาใหม่แต่นั่น หมายถึง การที่สุดยอดนักคิด นักปราชญ์ และ
ยอดคนทุกสาขาอาชีพจากทุกหนแห่ง จะต้องมาร่วมมือกัน พร้อมด้วย
การปรากฏตัวของเหล่าพระอริยเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยอภิญญาญาณ และ
วัตรปฏิบัติอันล้ำลึกที่เร้นกายทั่วแผ่นดิน มาเป็นผู้นำจิตวิญญาณในยามนั้น
ซึ่ง มันเป็นเหมือนกับคำว่า “ ปาฏิหาริย์ “ ซึ่งมีโอกาสน้อยกว่า 1 ใน แสนล้าน
ที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

สุกฤษณ์ อุดมเดชวัฒน์ ( ธุลีพระบาท )

23 พ.ค. 2550

http://www.cgi2you.com/members/message/tuleeprabath/00040.shtml
https://khunnamob.globat.com/backup/thaimisc/www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php-user=mscc2&topic=1246.htm


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Tue Sep 29, 2009 10:09 am, ทั้งหมด 8 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Sep 19, 2009 9:57 am

http://www.thaipost.net/news/190909/10973

เกมการเมืองที่เขาพระวิหาร

บทบรรณาธิการ

19 กันยายน 2552 - 00:00

แม้ในข้อเท็จจริงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
ด้านเขาพระวิหารจะอยู่ในระหว่างการรอเจรจาระดับทวิภาคีเพื่อแก้ไขปัญหาเขต
แดนในบริเวณพื้นที่พิพาทที่ยังหาข้อตกลงไม่ได้ แต่ในสถานการณ์จริง
กำลังทหารในพื้นที่ทราบดีว่ามีความตึงเครียดขนาดไหน
เหตุเพราะกำลังที่ตั้งประชิดกันในระยะห่างพอสมควร
แต่สำหรับทหารที่ติดอาวุธครบมือนั้นสุ่มเสี่ยงที่จะมีเรื่องกันได้ง่าย
ที่สำคัญกลยุทธ์ของทหารกัมพูชาในการรุกคืบในลักษณะที่ทหารไทยเผลอไม่ได้
ทำให้ในหลายครั้งก็พบว่ามีการแย่งชิงแบบตอดนิดตอดหน่อย

เพราะฉะนั้น การเคลื่อนตัวของกลุ่มทวงคืนเขาพระวิหาร
ที่มีนายวีระ สมความคิด ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงวันที่ 19 กันยายน
นอกจากจะได้ชิงพื้นที่ข่าวของกลุ่มเสื้อแดงแล้ว
ยังมีนัยบางประการที่ส่งสัญญาณให้รัฐบาล
หรือแม้กระทั่งกองทัพก็ให้ความสนใจปัญหาเรื่องนี้มากขึ้น
เพราะในต้นปีหน้า
กัมพูชาต้องส่งรายงานการพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวรอบบริเวณปราสาทพระ
วิหาร การเดินเกมของกัมพูชาในแต่ละตารางนิ้วมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
อย่างน้อยที่สุดคือการเจรจาในระดับคณะกรรมการชายแดนกัมพูชาจะมีแต้มต่อใน
หลายประเด็นมากกว่า

การเคลื่อนไหวของนายวีระ
แม้จะสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ในการปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดนรอบเขาพระวิหาร
แต่ทว่าก็ไม่ได้เป็นความเห็นร่วมของแกนนำพันธมิตรที่ไม่ต้องการให้กลุ่ม
ประชาชนที่เดินทางไปด้วยต้องได้รับอันตราย หรือตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์
ที่อาจถูกมองว่าเป็นตัวปัญหาทำให้สถานการณ์บานปลาย
ในขณะที่รัฐบาลและทหารเองก็ไม่อยากให้เกิดการปะทะกันจนกลายเป็นสงคราม
เพราะนั่นเป็นการเปิดทางให้มหาอำนาจ หรือยูเอ็น
ในการเข้ามาแทรกแซงได้ง่าย

ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ
เพราะไทยถือเป็นประเทศใหญ่กว่ากัมพูชา
ซึ่งประเทศมหาอำนาจมักจะเอื้อมมือเข้ามาช่วยเหลือประเทศเล็กมากกว่า
อีกทั้งในแง่กฎหมาย
และการที่ยูเนสโก้ประกาศให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ไทยย่อมตกอยู่ใน

สถานการณ์ที่เสียเปรียบอย่างแน่นอน ดังนั้น
รัฐบาลและผู้นำกองทัพจึงได้เดินเกมอย่างระมัดระวัง
ไม่ให้ไทยตกหลุมพรางในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยง
และมีพวกในประชาคมโลกน้อยกว่ากัมพูชา

กระนั้น การเคลื่อนไหวของนายวีระ
และกลุ่มหากทำในระยะหวังผลที่เหมาะสม
เชื่อมั่นว่าจะส่งผลในทางที่ได้เปรียบ กล่าวคือ
ต้องไม่หวังที่จะเข้าไปสร้างเงื่อนไขให้ทางกัมพูชาดำเนินการใดๆ
ในทางรุนแรง ในขณะที่ก็ชิงพื้นที่ข่าวในวันที่ 19 กันยายน
ที่พุ่งเป้าไปที่การรำลึกเหตุการณ์ 19 กันยายน
ที่ม็อบเสื้อแดงไปบุกบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ได้ในระดับหนึ่ง
แต่หากเป้าหมายเป็นไปในทางตรงกันข้าม
และมีผลเสียจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือหวังผลทางการเมืองมากเกินไป
สิ่งที่ตามมาอาจจะเสียหายมากกว่าที่คิด

ทั้งนี้ เมื่อผ่านสถานการณ์วันที่ 19 กันยายนไปได้
จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปอีกครั้ง
ที่ไทยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะให้กัมพูชากลับไปยึดข้อตกลงเดิมที่ได้มีการลง
นามกันไว้
ในการพิจารณาเจรจาเรื่องเขตแดนให้แล้วเสร็จก่อนที่จะมีการขอขึ้นทะเบียนเขา
พระวิหารด้วยกัน
ที่แน่นอนว่าการพิจารณาลงนามในข้อตกลงของคณะกรรมการร่วมระดับทวิภาคีนั้นจะ
ต้องมีการนำข้อตกลงนั้นเข้าสภา
โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการถอนทหารออกจากพื้นที่ทับซ้อน
ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่
แต่ก็ยากในการปฏิบัติจริงที่จะทำตามข้อตกลงนั้นได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

เพราะฉะนั้น
สถานการณ์ที่เขาพระวิหารจึงมีความซับซ้อนและอ่อนไหว
มีคนใช้ประเด็นตรงนี้เพื่อหวังผลทางการเมืองภายใน และภายนอกประเทศ
ที่แม้จะมีบางมุมที่ส่งผลดี
แต่ทว่าก็สุ่มเสี่ยงต่อความพลาดพลั้งที่จะเกิดขึ้น ประการแรก คือ
ชีวิตคนบริสุทธิ์ที่อาจได้รับอันตราย ประการที่สอง คือ
การพลาดท่าที่จะทำให้มหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงสถานการณ์บริเวณดังกล่าว
ที่หากเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้การเดินเกมของกัมพูชาในการยึดครองพื้นที่พิพาท
บริเวณดังกล่าวง่ายกว่าที่เป็น.

http://www.thaipost.net/news/190909/10972

ณ ภาคพื้นดิน:ในภาพด่าวดิ้นของสรรพสัตว์

เปลว สีเงิน

19 กันยายน 2552 - 00:00

วันนี้-วันเสาร์ที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๒ ตรงกับแรม ๑๕ ค่ำ
เดือน ๑๐ ปีฉลู เป็นวันอมาวสีจันทร์ดับ ณ เวลา ๐๑.๔๕ น.
ที่ศรีสะเกษ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)
บุกทวงพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ๔.๖ ตารางกิโลเมตร
ที่ทหารและชาวบ้านเขมรรุกล้ำเข้ามาปักหลักหวังครอง และที่กรุงเทพฯ ณ
ลานพระบรมรูปทรงม้า เสื้อแเดง
นปช.บุกทวงอำนาจกินเมืองด้วยเรื่องให้ทักษิณกลับมาครอง

แต่ดูเหมือนว่า วันนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ไม่อยู่ ท่านไปแล้ว
เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ผู้นำประเทศบนเวทีโลกที่สหประชาชาติ
สหรัฐอเมริกา อยู่ทางนี้ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง "นายสุเทพ
เทือกสุบรรณ" ทำหน้าที่รักษาประเทศ-รักษารัฐบาล โดยมี
พ.ร.บ.ความมั่นคง เป็นเครื่องมือสำคัญในเขตดุสิต!

ก่อนอื่น ขอคลี่คลายข้อกังวลให้แจ้งก่อนว่า จากวันนี้ไป จนถึงวันที่นายกฯ เดินทางกลับ ๒๗ ก.ย.

๑.จะไม่มีการปฏิวัติ (แน่นอน)

๒.อภิสิทธิ์ไปดี กลับมามีโชคชัย

๓.การชุมนุมของ พธม.ที่ศรีสะเกษ และการชุมนุมของ นปช.ที่กรุงเทพฯ "ไม่รับประกัน" อุบัติเหตุฉับพลัน

อุบัติเหตุมาจากไหน?

อุบัติเหตุมาได้หลายทาง แต่ทางที่ควรระมัดระวัง คือ

ก..อย่าไปยั่วยุ หรือกระทำการท้าทายบุคคลในเครื่องแบบ ทั้งโดยคำพูด โดยการสื่อสาร และโดยการกระทำ

ข.ระวังมือที่สาม จะเสี้ยมเขาควายให้ชนกัน เป้าหมายเพื่อให้ฝ่ายตำรวจ-ทหารออกอาวุธ

ค.ระวังข่าวสารที่มาจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ จากทางไกลๆ
รวมทั้งข่าวลือ ข่าวปล่อย อันหาต้นตอ ที่มา-ที่ไปไม่ได้
จะเป็นไม้ขีดก้านเดียวในน้ำมันที่หกเรี่ยราด ถ้าเกิด-จะระเบิดแบบฉับพลัน
และรุนแรง

สรุปแล้ว ๑๙ กันยานี้ ต้องระวังการสื่อสาร คำพูด-คำจา
ข่าวทางไกล การก่อเหตุจากมือลึกลับอันหาตัวตนไม่ได้
มวลชนที่ตกเป็นเหยื่อจะคุคลั่งเหมือนสะเก็ดไฟ "บังเอิญ"
กระเด็นไปสปาร์กกับ "บุคคลในเครื่องแบบ"

แล้วมันจะ "พรึ่บบบบบ" อย่างที่ไม่มีใครต้องการ และคาดฝันมาก่อน!?

เรียกว่า เหตุการณ์ใดๆ ในช่วงวันที่ ๑๙-๓๐ กันยานี้
มีความเป็นไปได้ที่จะไม่ Smooth as silk เหมือนทุกๆ
เหตุการณ์ที่ผ่านมา ข้อควรระวังเพื่อการหลีกเลี่ยง คือช่วงนี้

อย่าาาาา....อย่าไปแหย่มัน!

อย่าไปแหย่ อย่าไปยั่ว อย่าไปยุ "บุคคลในเครื่องแบบ"
โดยเฉพาะทหาร มีบุคคลในเครื่องแบบชนิดเดียวที่พอจะยั่วได้ ยุได้
แหย่ได้โดยไม่เป็นภัยในระยะนี้ คือ

บุคคลในเครื่องแบบ รปภ.!

บุคคลที่ราศียังเด่น โหงวเฮ้งยังแจ๋ว ยังคงเป็นนายกฯ
อภิสิทธิ์ แต่บุคคลที่ระยะนี้โหงวเฮ้งปรับเปลี่ยนมีรังสี
"สมรูป-สมลักษณ์" เตะตาเป็นพิเศษ แถมเป็นรังสีไม่ขัดแย้งกับอภิสิทธิ์
ผมบอกไปท่านอาจจะไม่เชื่อ

พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.นั่นไงครับ!

โหงวเฮ้งเริ่มเดินสู่ตำแหน่งตามจักรราศีแห่งวัย
เหมือนผลไม้ที่เริ่มจากเกสร เกสรผสมติดเป็นตุ่ม
จากตุ่ม-โตเป็นรูปลักษณ์ จากรูปลักษณ์เข้าสู่ภาวะแห่งรูปทรง
จะเข้าสู่ระยะกาลบ่มเพาะตัวเองจนถึงระดับ โต-เต่งตึง-สมบูรณ์
หรือว่าจะมีอันต้องสลัดหลุดขั้วหล่นลงไปเสียก่อน
นั่น...คงไม่ต้องดูกันถึงขนาด "หนังชีวิต" หรอกครับ

ประมาณว่าระดับซีรีส์เท่านั้น!

นี่ผมมองบ้านเมืองในภาพรวมๆ ดิบๆ นะครับ ไม่ได้มองโดยใช้
"ตัวช่วย" ใดๆ มาบวก มาลบ แต่ต้องไม่ลืมกันว่า "รากเหง้า"
ก่อกำเนิดของแผ่นดินไทย-คนไทย นั้น-มี และเป็นการมี "ทรงเอกลักษณ์"
เข้าสู่มิติพลูโตแนบแน่น ชาติอื่น-บ้านอื่น-เมืองอื่น เขาก็มีแบบของเขา

แต่ของเรา "ราก" นั้น เป็นรากแห่งจิตวิญญาณ
เป็นบ้านเมืองที่มีบรรพบุรุษดูแล ดูเหมือนห่างไกล ยากจะสัมผัสถึงได้
แต่เบื้องลึก หยั่งรากฝากติดไว้กับพระพุทธศาสนา ฉะนั้น
ต้นไม้ที่มีดอกติดผล และผลที่ติดนั้น
จะเติบโตติดขั้วจนสู่ขั้นเป็นผลใช้เพาะขยายพืชพันธุ์สมบูรณ์
พรั่งพร้อมด้วยความหอมหวานได้หรือไม่?

นั่นต้องเข้าใจคำว่า กรรมล้างไม่ได้ แต่ใช้ "ปัจจุบันกรรม" ปรับแต่งได้!

นี่ก็ขึ้นอยู่กับว่า "เจ้าตัว" ใดๆ จะเข้าใจขนาดไหน
และจะทำหรือไม่ทำตามความเข้าใจนั้นอย่างใด ก็สุดแต่บุญแต่กรรม ณ
ปางนี้ และปางบรรพ์ ทั้งของแต่ละบุคคล และทั้งของ
"ประเทศชาติ-บ้านเมือง" เถอะ!

ทุกอย่าง มันมีตัวเกิด ในตัวเกิดก็มีตัวทำลาย
และในตัวทำลายก็มีตัวเกิด อย่างในการเกิดของระบบคอมพิวเตอร์
มันก็มีสิ่งที่เรียกว่า "ไวรัส" มาเป็นตัวทำลาย
ถ้าใครเก่งเหนือไวรัสตัวนั้นก็ "กู้" ได้ จากตายให้ฟื้น

สถานการณ์บ้านเมืองเราที่ถามกันว่า......

"แล้วมันจะไปอย่างไรกัน?

แล้วมันจะไปจบกันตรงไหน เมื่อไหร่?"

คำตอบมันก็อยู่ที่แต่ละคนถามนั่นแหละ
มันจะไปอย่างไรกัน...มันจะจบกันตรงไหน...มันก็อยู่ที่ว่า
"พวกคุณ-พวกท่าน" จะเลิกกัดกันเมื่อไหร่

จุดที่ทำให้เปลี่ยนจาก "กัดกัน" ไปเป็น "กอดกัน" มีมั้ย?

มี....ใครว่าไม่มีล่ะ!

สนิมนั้น เกิดแต่เนื้อในตน, มะเดื่อนั้น
หนอนเกิดแต่เนื้อในตน, มอดนั้น กัดกินเนื้อไม้หุ้มในตน
บ้านเมืองของเราเหมือนกัน อ่านประวัติศาสตร์จะพบว่า
แต่ละยุคที่เป็นไปสาเหตุ "เกิดแต่เนื้อในตน" เกือบทั้งนั้น

จะว่าเป็นกรรม ก็ไม่เถียง กรรมจากสร้างในชาติ
กรรมจากสร้างในพระศาสนา กรรมจากสร้างในสถาบันพระมหากษัตริย์
ส่วนใครจะเป็นผู้สร้างที่ไหน-อย่างไร

ใคร-ไหนเล่า จะรู้เท่าตัวเอง?!

ก็กรรมเหล่านั้นแหละสั่งสมเป็น "มรดกรรม" ร่วมชาติ
พวกเราทุกคน ไม่ว่าสีไหนทั้งนั้น ต้องรับสภาพ "กรรมทายาโท"
คือเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นเฉลี่ยกันไปในฐานะเกิดร่วมชาติ ร่วมแผ่นดิน

บางที-พวกเราชาวบ้าน "เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง" แต่ต้องยอมให้กระดูกแขวนคอ!

คิดแล้วมันก็น่าอนาถใจ แล้วเราเหลือง-แดง "ชาวบ้านด้วยกัน"
จะถูกกรรมแผ่นดินที่ไม่รู้ "ใครสร้าง"
มอมหน้าให้ต้องมาฆ่าแกงกันเองไปทำไม คิดแล้วหดหู่ สังเวชใจจริงๆ

พวกเรารักบ้านเมืองบริสุทธิ์ใจ
แล้วก็ทำตามที่คิดด้วยวิธีและแนวทางผิดบ้าง-ถูกบ้างแตกต่างกันไป
โดยมีเป้าหมายรวมอยู่ที่เดียวกัน คือ ต้องการให้บ้านเมืองไร้ทุกข์
ชาวบ้านอยู่สุขตามฐานานุรูป

แต่ในขณะที่เราเกือบต้องฆ่ากันบนเป้าหมาย "เพื่อบ้านเมือง"
เดียวกัน ปรากฏว่า มีบางคน บางส่วน ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้ร้อน
ไม่รู้หนาว ไม่รู้ว่ากูมีภาวะอะไร กำลังประพฤติตนเหมือนด้วงในคอมะพร้าว
กำลังมัวเมาสร้างกรรมให้ชาติ เสาประเทศขณะนี้เหมือนปักอยู่บนหน้าผาเทลาด
แล้วพวกเราส่วนหนึ่งก็ขึ้นไปขย่ม ถล่มทะเลาะตบตีกัน และอีกส่วนหนึ่งก็
ก้มหน้าก้มตาชอนไช กัดเซาะรากเสา!

พี่น้องเอ๋ย เราเป็นลูกหลานรากเหง้าบรรพบุรุษไทยเดียวกัน
พวกเราไม่ใช่ควายที่เพียงเขาเอาผ้าต่างสีมาคลุมก็ไล่ขวิดกันเอง
เราจะยอมให้เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไปได้อย่างไร ใครจะล้างแค้นใคร
นั่นก็ค่อยเช็กบิลกันเป็นรายๆ ไป แต่การล้างแค้นโดยเอาความสงบสุข
และอนาคตชาติบ้านเมืองเป็นเดิมพัน
เป็นลานแห่งงานสัประยุทธ์ล้างแค้นเช่นนี้

ไม่ถูกต้อง พี่เอ๋ย..น้องเอ๋ย ไม่ควรทำเลย บ้านเมืองเจ็บ
พวกเราเจ็บทุกคนใช่ไหม เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว จะทำตามที่เขาหลอกไปทำไม
ไอ้พวกข้างบนนั้น เขาสมประโยชน์ในโพดผลนั่งอยู่บนหัวเราอยู่ตลอด
พวกเราไปรู้เรื่องอะไรกะเขาซักเท่าไหร่ วันไหนเขาหมดธุระที่จะใช้พวกเรา
เขาก็มองพวกเราแค่ "หมาขี้เรื้อน" ที่เลิกเลี้ยงตัวหนึ่งเท่านั้น!

เชื่อผมเถอะ นี่คือความจริง ประชาชนนั้น ไม่ได้มีไว้หลอก แต่ทุกยุค-ทุกสมัย ประชาชน "ถูกหลอกใช้" ตลอดกาล!?

แต่นี่ไม่หลอก "ของจริง" ตลอดกาล คืองานพระพุทธศาสนา
ซ่อม-สร้างโบสถ์หลวงพ่อตามใจ วัดพญาไม้ ราชบุรี
เป็นรายชื่อผู้ร่วมสมทบสร้างต่อจากวานนี้

๑,๕๓๑.คุณทรายทอง เลาหธนาคม ๑,๐๐๐/คุณชุมพล เลาหธนาคม
๑,๐๐๐/คุณชวนชม แท่นรัตนกุล ๕๐๐/คุณวรนุช ไกรสุทรังค์ ๕๐๐/คุณเมทินี
แท่นรัตนกุล ๑,๐๐๐/คุณมัณฑนา เลาหธนาคม ๙๕๐/คุณอนุพงษ์ เลาหธนาคม
๑,๐๐๐/คุณบุศรินทร์ เลาหธนาคม ๑,๐๐๐/คุณสุหัส-พิมพ์ทอง-พิมพ์สุดา
เยื่อใย ๑,๐๐๐/คุณสมศักดิ์-สุวิมล ศรีธรรมศักดิ์ และครอบครัว ๕๐๐
ถวายท่าน ว.วชิรเมธี รวม ๙,๔๕๐ บาท

๑,๕๓๒.คุณวรรธนะ-ทิพาภรณ์ กาญจนวรรธนะ ๑๐๐/คุณกันตยา-เพชร
กาญจนวรรธนะ ๑๐๐/คุณศุภกฤต ตั้งมั่นสุจริต และครอบครัว
๑,๐๐๐/คุณสิรภพ-จิตรา-สกาว-สรัชญา อ่ำพันธุ์ ๒,๐๐๐/คุณสมศักดิ์
รัตนอติกุล และครอบครัว ๑,๐๐๐/คุณธนานันท์ อินทรลักษณ์
๑,๐๐๐/คุณคุณฐิติวิชญ์ สุวรรณไพรพัฒนา และครอบครัว ๒,๕๐๐/คุณศุภวัตร
รัตนอนันต์ ๑,๐๐๐ โบสถ์+ว.วชิรเมธี รวม ๘,๗๐๐ บาท

๑,๕๓๓.คุณปฏิการ์ เกษโกวิท ถวายท่าน ว.วชิรเมธี ๕๐๐ บาท

อย่าลืมนะครับ บ้านเมืองไทยเป็นของเราทุกคน
ไม่ใช่ของคนเสื้อสีไหนๆ ไม่ใช่ของฝ่ายรัฐบาล ไม่ใช่ของฝ่ายค้าน
ไม่ใช่ของรัฐสภา ไม่ใช่ของตำรวจ-ทหาร
ไม่ใช่ของใครฝ่ายเดียว-คนเดียวทั้งนั้น เรา-คนไทยเป็นเจ้าของกันทุกคน
เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ "แบกชาติ" ให้อยู่ได้ ก็ไม่ใช่ใคร
คือพวกเราที่ฟัดกันเองนี่ไง

ชาติเจ็บ-ไม่มีใครเจ็บ พวกเราทุกคนนี่แหละ "เจ็บ"

โปรดจำ.

http://hi5.com/friend/244896531--%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%2599%25C3%25A0%25C2%25B9%25C2%2589%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%25B3%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%25AD%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%259A--Profile-html


ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่ -- อาจจะอารมณ์คนละแบกับคนอื่นๆ ที่ช่วงนี้
ด่าคนไทยหัวใจเขมร..ขอโทษที อารมณ์ยังไปไม่ถึง เพราะนั้นถือว่า ศึกนอก
..ซึ่งถ้าร่วมมือร่วมใจกันจริงๆ มีความจริงใจกันมากกว่านี้ในระดับบนๆ
เหตุการณ์แบบเมื่อวานจะไม่เป็นแบบนั้น

ลองใช้สมอง และสติคิดดูนะคะว่า..การไปเขาพระวิหาร ถือเป็น สมรภูมิรบ ทางทหาร
นั้นคือ killing zone เป็นแดนสังหาร

ทำล้อเล่นได้หรือ เอาชีวิตคนจำนวนเป็นหมื่นไปเสี่ยงโดยที่รู้อยู่เต็มอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น
แต่ ใจดำกันเหลือเกิน ที่ นิ่งเฉยจะไม่ให้รู้สึกว่า -เลือดเย็น ได้อย่างไร

คุณวีระ ก็มีกลุ่มทุนอีกกลุ่มสนับสนุน และกลุ่มทุนนี้ก็ไม่ได้นำเงินเข้า "ส่วนกลาง"
นี่คืออีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ ส่วนกลางนิ่งเฉย..อยากเก่งไปเลยไปคนเดียว

และอย่างที่เขียนไปในโพสต์คอมเม้นต์ที่แล้ว เล่นเกมส์กัน โดยมี
ความปลอดภัยของมวลชนเป็นเดิมพัน..เราพยายามที่จะเตือนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ที่เขาพระวิหาร เพราะเราบอกแล้วว่า ทหารเขาขอมาว่า เขาไม่เปิดทางนะ
เราก็อยากรู้ว่าคุณวีระจะเอายังไง วันอังคารหรือวันพุธนี่แหละ
..เราอยู่ที่บ้านพระอาทิตย์ในตอนดึกจนถึงตีสอง

มองออกตั้งแต่ต้นว่า ถ้าคุณวีระไปคนเดียว ไม่มีศักยภาพในการนำมวลชน และ
เดินเกมส์ ที่จะมีพลังมากพอที่จะ ยื้อและดัน เข้าไปให้ได้จนถึงผามออีแดง

เพื่อนๆ เรารู้ ยังพูดกันว่า วัดใจกันรอบสุดท้าย พอแล้ว พอกันที
และเขาก็รู้ว่าอันตราย แต่จำเป็นต้องไป ก่อนจะออกเดินทาง
ยังประวิงเวลาเพื่อที่จะลูกๆไปกินข้าวของโปรดลูกเสียก่อน เพราะเพื่อนเรา
เปรยว่า อยากทำให้ลูก เพราะกลัวจะไม่ได้กลับมา

และไอ้พวกที่มันนั่งเล่นเกมส์กัน .. บนสีหน้าที่ดูเหมือนเสียใจ
และต้องรีบใช้สถานการณ์นี้ให้เป็นข้อได้เปรียบเพื่อโจมตี คนไทยหัวใจเขมร
แต่เบื้องหลังสีหน้าที่แสดงความเสียใจ คงจะแอบหัวเราะร่วนกันเชียว


คำตอบอยู่ด้านบน

http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7443&user=ruarob
วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 15:28:00 น.



แสดงความคิดเห็น [0] , จำนวนผู้อ่าน [251]





"อนุสนธิจากการประกาศเจตนารมณ์บนมออีแดง"

By ruarob

ความสำเร็จอีกครั้งหนึ่งของกลุ่มพันธมิตร
ในการที่จะทำอะไรก็ได้ในบ้านเมืองนี้ปรากฏอีกครั้ง
ด้วยการที่ทางการจำยอมให้พวกเขาขึ้นไปบนผามออีแดง
จุดยุทธศาสตร์ประจันหน้าชายแดนไทย-กัมพูชา
เพื่ออ่านแถลงการณ์ทวงคืนดินแดนที่เขมรฮุบเราไป
ผลที่ตามมาน่าจะเกิดผลดีต่อพวกเขาไม่มากก็น้อย
แต่สำหรับฝ่ายที่เหลือไม่ว่ารัฐบาล ทหาร ชาวบ้านท้องถิ่น
ตลอดจนประชาชนส่วนอื่นของชาติล้วนอยู่ในความวิตก
และอาจจำต้องยอมรับความจริงว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของเขมรโดยพฤตินัยตลอดกาล
อย่างแน่นอน เว้นเสียแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง

ยุทธวิธีการช่วงชิงคะแนนเสียงจากคนเสื้อเหลืองด้วยกัน
โดยการลงทุนยกโขยงไปท้าทายทั้งฝ่ายบ้านเมือง ชาวบ้านและกัมพูชาถึงปากประตู
น่าจะทำให้ผู้ที่เป็นแฟนร่วมทั้งประชาธิปัตย์และพันธมิตรต้องคิดหนัก
บางส่วนอาจเปลี่ยนข้างมาเชียร์พันธมิตรเป็นหลัก
เพราะประทับใจในความห้าวหาญ การรักษาจุดยืน และแนวคิดชาตินิยมสุดลิ่ม
ขณะที่เบื่ออาการชักช้า แลดูอ่อนข้อของรัฐบาล ดังนี้
ไม่ว่าคนกลุ่มนี้จะมีเท่าไรก็ถือเป็นกำไรของฝ่ายพันธมิตรเท่านั้น
เพราะนี่เป็นวิธีการเดียวที่สามารถดึงคะแนนเสียงที่ทับซ้อนกับประชาธิปัต
ย์ไปได้ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ขอให้ได้ที่นั่งในสภาแค่ที่เดียว
ก็มีน้ำหนักมากไม่น้อยกว่าพรรคอย่างภูมิใจไทย
ส่วนใครจะยิ่งเกลียดชังมากขึ้น พวกเขาไม่แคร์อยู่แล้ว

ปรากฏการณ์ชาตินิยมล้มเหลว กลายเป็นพวกนิยม (Communalism)
ชัดเจนได้ถูกแสดงให้เห็นจากเหตุการณ์นี้
กลุ่มที่ถือธงชาตินิยมต้องปะทะกับกลุ่มที่เอาผลประโยชน์ของท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง
ถ้าเป็นในยุคคลั่งชาติ ฝ่ายหลังอาจถูกประณาม
แต่ปัจจุบันที่ความรู้สึกร่วมของรัฐชาติเป็นรองลงไปกว่าความต้องการที่แท้
จริงของท้องถิ่น เรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องน่าเห็นใจ
ชาวบ้านในพื้นที่ต้องการสงบสุขสันติ
ซึ่งเป็นหลักกว้างของการใช้ชีวิตแบบของจริงกินได้ (Pragmatic)
พวกเขาอาจวิตกที่เห็นชาวเขมรห่างออกไปไม่ไกลมีจำนวนเพิ่มขึ้น
แต่ก็เห็นว่าการอยู่ร่วมกันอย่างมิตรภาพนั้นเป็นเงื่อนไขที่ทำให้พวกเขาค้า
ขายได้ อยู่ดีกินดี มีความสุข กว่าการเป็นหนังหน้าไฟ ขอบหน้าพื้นที่การรบ
หรือการเอื้อประโยชน์ให้ชาติ (หรือใครที่อ้าง) โดยเสียสละสังคมของตนเปล่าๆ


เมื่อฝ่ายกัมพูชาเห็นสถานการณ์การปะทะระหว่างพวกของไทย
พวกเขาก็น่าจะใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์
ในเมื่อกระแสชาตินิยมไทยปลุกไม่ขึ้น เขมรก็ไม่ต้องออกจากพื้นที่ของไทย
ความจริงพวกเขาก็ดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนมายาวนานแล้ว
เพื่อสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาชายแดนภาคตะวันตกทั้งระบบของกัมพูชา
ลำพังแค่ครอบครองปราสาทพระวิหารเปล่าๆ
นั้นไม่สามารถทำให้ชายแดนกัมพูชาพ้นจากการจำต้องพึ่งพาไทยในหลายมิติไปได้
แต่การที่ได้พื้นที่เพิ่มเติมพร้อมกำลังพลบุกเบิก
จะทำให้กัมพูชาสร้างบ้านแปงเมืองชายแดนของตนเองอย่างเป็นระบบ
ดึงดูดเงินทุนต่างชาติและพัฒนาจนเมืองชายแดนใหม่ๆ เป็นอิสระจากไทยได้
การตั้งกองพลสนับสนุนที่ 3 ทำให้เขมรหมดห่วงด้านความมั่นคง
และพร้อมหนุนหลังการยึดครองพื้นที่ ขณะที่ฝ่ายไทยได้แต่ทำตาปริบๆ
การขยายพรมแดนของกัมพูชานี้ไม่จำกัดเฉพาะด้านศรีสะเกษเท่านั้น
แต่เลื้อยยาวไปที่สุรินทร์และในอนาคตคงต่อไปในทะเลด้วย

กัมพูชาไม่จำเป็นต้องใช้กำลังในการรุกคืบเข้าชิงพื้นที่
เพราะอ่านเกมออกว่าฝ่ายไทยยกเว้นพันธมิตรนั้นล้วนแต่ต้องการเจรจา
ไม่ใช่การรบ แต่การเจรจานั้นจะยังไม่แล้วเสร็จในเวลาอันสั้น
เอาแค่เรื่องการปักปันอย่างเดียวก็วุ่นไม่รู้จบแล้ว
ทั้งยังไม่มีทางที่เขมรจะยอมรับการถอยออกจากพื้นที่ที่ครอบครองแล้วให้เสีย
ยุทธศาสตร์ของตน การเรียกร้องจากบางกลุ่มให้ศาลโลกตัดสินข้อพิพาทนั้น
เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติไม่เช่นนั้นป่านนี้แคชเมียร์คงเป็นของปากีสถานไป
แล้ว ทั้งนี้ เพราะด้วยหลักฐานอำนาจต่อรองทางกฎหมายที่เป็นรองในมือ
ฝ่ายไทยไม่ยอมไปกรุงเฮกอย่างแน่นอน
ซึ่งถ้าคู่กรณีไม่เห็นทางว่าตัวเองจะชนะและยอมสละอำนาจทางการพิพากษาชี้ขาด
ให้ศาลก็ไม่มีใครบังคับได้ เว้นแต่จะเป็นรัฐที่ล้มเหลว
จนโดนประชาคมโลกแทรกแซงเท่านั้น ดังนั้น ปัญหานี้ต้องคาราคาซังเรื่อยไป
เขมรก็รุกคืบเข้ามาจนได้ตามที่เขาต้องการ

การยอมผ่อนปรนให้กลุ่มพันธมิตรได้ในสิ่งที่ต้องการ
อาจทำให้รัฐบาลโล่งใจได้นิดหน่อย ที่การปะทะกันขั้นบาดเจ็บจบลงวันเดียว
แต่การเสียเชิงให้พันธมิตรขึ้นไปด่ากัมพูชาถึงในฐานของทหารได้นั้น
รัฐบาลก็ต้องเตรียมใจไว้ว่าฝ่ายกัมพูชาอาจมองว่าเรื่องนี้เป็นการสมรู้ร่วมคิดกัน
รัฐบาลยืมปากของพันธมิตรพูดในสิ่งที่ระดับรัฐต่อรัฐพูดอย่างนี้ไม่ได้
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการแก้ไขปัญหาชายแดนคงยากขึ้นกว่าเดิม
สถานะของพื้นที่เขาพระวิหารจะเป็นเช่นนี้เรื่อยไป
และตัวรัฐบาลเองจะถูกมองอย่างเคลือบแคลงจากฝ่ายในประเทศบางกลุ่มเองว่าเล่น
เกมเตะถ่วงการแก้ไขปัญหานี้กับเขาด้วย
นี่ยังไม่นับถึงความแตกร้าวในพรรคประชาธิปัตย์และระหว่างพรรคประชาธิปัตย์
กับผู้มีน้ำหนักในสังคมที่อาจมีขึ้นจากประเด็นนี้อีกด้วย

ประชาชนทั่วไปที่กำลังมองเกมชิงไหวชิงพริบนี้อยู่
คงเบื่อหน่ายกับสถานการณ์คลุมเครือเช่นนี้เต็มที่
แต่ก็คงได้แต่ทำใจต่อการแก้ปัญหาของฝ่ายไทย
และดูการเติบโตเข้มแข็งขึ้นของกัมพูชา
บางภาคส่วนอาจจะกล้ำกลืนความรู้สึกขัดเคือง
เข้าไปแสวงประโยชน์ร่วมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่จะรุ่งเรืองขึ้นได้อีกมากใน
พื้นที่พิพาทบางภาคส่วนอาจสานความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศและประชาชนให้มากขึ้น
ผ่านทางวัฒนธรรมและความรู้สึกที่เท่าเทียมกัน แล้วหวังว่าสิ่งดีๆ
ที่จะเกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเป็นเบาะฟูกรองรับแรงกระแทกใดๆ
ที่อาจจะเกิดขึ้นจากปัญหาชายแดนนี้ได้ไม่มากก็น้อย

http://www.thairath.co.th/content/region/34831
สหรัฐยกพลขึ้นภูเก็ต 5พันนาย เงินสะพัด500ล้าน
http://76.nationchannel.com/playvideo.php?id=56593


เรือ โรนัลด์ เรแกน เทียบท่าเรือนํ้ำลึก ภูเก็ต ยกพล 5,000 นาย ขึ้นบก
คาดเงินสะพัดในจังหวัดกว่า 500 ล้านบาท เตือนลูกเรือ อย่าสนุกจนเกินเลยเมื่อ
เวลา 10.00 น.วันที่ 22 ก.ย. นาวาโท แมทธิว แอซ์ดี ผู้ช่วยทูตทหารเรือ
สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และคณะนำสื่อมวลชนภูเก็ต เยี่ยมชมเรือ
โรนัลด์ เรแกน (USS Ronald Reagan) ระหว่างแวะจอดเทียบท่าที่ท่าเทียบเรือนำลึก บ้านอ่าวมะขาม ต.วิชิต จ.ภูเก็ต

พลเรือตรี Scott Hebner ผู้บัญชาการเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีกลุ่มที่ 7 กล่าวว่า
ประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา มีความสัมพันธ์อันดีมานาน
ทุกคนมีความรู้สึกตื่นเต้นดีใจที่ได้ขึ้นมาพักที่ จ.ภูเก็ต
สำหรับตนชอบอาหารไทยมาก โดยเฉพาะอาหารทะเล นอกจากนี้
ประเทศไทยยังมีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามอีกด้วย
การการจอดเทียบท่าดังกล่าว ยังมีการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนในหลายชุมชน
เรียนรู้ประเพณีของไทย รวมไปถึงมีการทำกิจกรรมที่จ.พังงา ด้วย

...

ลูกเรือทุกคนสามารถสนุกสนานรื่นเริงได้แต่อย่าให้เกินขีดจำกัด

ด้านนาวาโท แมทธิว แอซดี ผู้ช่วยทูตทหารเรือ สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวว่า
เรือสหรัฐฯจะเข้าเทียบท่าที่ประเทศไทยประมาณ 60-70 ลำต่อปี โดย 1 ใน 3
ของเรือทั้งหมดจะแวะมาเทียบท่าที่ จ.ภูเก็ต อย่างไรก็ดีเรือที่มาประเทศไทย
สถานที่ที่ลูกเรืออยากมาพักผ่อนมากที่สุดคือ พัทยา จ.ชลบุรี และ จ.ภูเก็ต
การขึ้นเทียบท่าของเรือสหรัฐฯครั้งนี้ มีจำนวน 3 ลำ
จะทำให้จ.ภูเก็ตมีรายได้ประมาณ 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ 34 ล้านบาทต่อวัน

ด้านนายกฤษฎา ตันสกุล ผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต
และอุปนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต
กล่าวถึงการยกพลขึ้นบกของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ว่า
จะทำให้การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตโดยเฉพาะหาดป่าตองคึกคักมากขึ้น
ส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวโดยภาพรวมอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามจะต้องช่วยกันดูแลให้เกิดความเรียบร้อยในทุกๆเรื่องเพื่อ
ไม่มีปัญหาเกิดขั้น คาดว่าในระยะเวลา5-6 วัน
ทำให้อัตราการพักของโรงแรมต่างๆในพื้นที่ป่าตอง อ.กะทู้ เพิ่มสูงถึง 70%
และคาดว่าจะมีเงินสะพัดใน จ.ภูเก็ตประมาณ 500 ล้านบาท

สำหรับเรือโรนัลด์ รีแกนเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Nimitz
ที่ใหญ่ และใหม่ที่สุด และเป็นเรือลำที่ 9 ของเรือชั้น Nimitz นอกจากนี้
ยังเป็นเรือรบลำแรก ของสหรัฐอเมริกา
ที่ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เรือโรนัลด์ เรแกน
มีระบบขับเคลื่อนด้วยเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ จำนวน 2 เครื่อง
เครื่องจักรหลัก จำนวน 4 เครื่อง ลิฟต์สำหรับอากาศยาน จำนวน 4 ตัว
ความยาวตลอดลำ 1,092 ฟุต (322.85 เมตร) ความกว้างดาดฟ้าบิน 257 ฟุต (78.34
เมตร) พื้นที่ดาดฟ้าบิน ประมาณ 4.5 เอเคอร์ ความกว้างกลางลำ 134 ฟุต
(40.84 เมตร) ระวางขับน้ำเต็มที่ ประมาณ 100,000 ตัน ความเร็ว 30 + นอต
อากาศยานประจำเรือ 85 เครื่อง

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdPREl6TURrMU1nPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBd09TMHdPUzB5TXc9PQ==

ขึ้นบกแล้ว-หญิงสาวในสถานบันเทิง จ.ภูเก็ต คึก คักกับการต้อนรับทหารเรืออเมริกัน
ที่มากับกองเรือรบ จอดแวะพักที่จ.ภูเก็ต วันที่ 22-27 ก.ย.คาดว่าจะมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท


วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6873 ข่าวสดรายวัน
เกาะภูเก็ตคึกคัก เงินสะพัด กองเรือบรร ทุกเครื่องบินสหรัฐ เข้าเทียบท่า
หลังเสร็จภารกิจอัฟกานิสถาน ปล่อยให้ลูกเรือกว่า 4,000 นาย
ยกพลขึ้นบกท่องเที่ยว ที่หาดป่าตอง หาดกะตะ-กะรน ตามบาร์เบียร์
แหล่งบันเทิงยอดนิยม เต็มไปด้วยทหารมะกัน ด้านผู้ว่าฯ
สั่งตำรวจเข้มงวดความปลอดภัย กำชับผู้ประกอบการอย่าเอารัดเอาเปรียบ
คาดตั้งแต่วันที่ 22-27 ก.ย.นี้ เงินสะพัด 200-300 ล้านบาท

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ก.ย. ที่ท่าเรือน้ำลึก จ.ภูเก็ต
กองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีที่ 7 กองทัพเรือ ประเทศสหรัฐอเมริกา
ที่เสร็จภารกิจจากสงครามในประเทศอัฟกานิสถาน เดินทางมาถึง จ.ภูเก็ต
โดยเปิดโอกาสให้สื่อมวลชน และประชาชน
ขึ้นไปชมเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส โรนัลด์ เรแกน
ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์
ที่ใหญ่และใหม่ที่สุด อีกทั้งเป็นเรือรบลำแรกของสหรัฐ
ที่ตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ คือนายโรนัลด์ เรแกน
ขณะยังมีชีวิตอยู่ เรือลำดังกล่าวมีความยาว 332.85 เมตร ความกว้างดาด
ฟ้าบิน 78.34 เมตร ระวางขับน้ำ 100,000 ตัน
และบรรทุกเครื่องบินรบได้ทั้งสิ้น 85 ลำ

น.อ.เคนเนธ นอร์ตันผู้บังคับการเรือยูเอสเอส โรนัลด์ เรแกน กล่าวว่า จะจอดเทียบท่าที่
จ.ภูเก็ต ในวันที่ 22-27 ก.ย.นี้ ในระหว่างนั้นจะปล่อยให้ลูกเรือกว่า 4,000 นาย พักผ่อนที่เกาะภูเก็ต
ส่วนใหญ่ระบุว่าจะท่องเที่ยวตามชายหาดต่างๆ โดยเฉพาะหาดป่าตอง
เป็นชายหาดที่ลูกเรือต้องการเที่ยวมากที่สุด


ก็มีแค่นี้แหละ คนไทยขายมันไปตั้งนานแล้ว ถ้ารบกับเขมร
อเมริกาไม่ขายอาวุธให้ไทยก็จบเห่
ข้างบนเอามาแค่ข่มขวัญไว้ก่อน อย่าหือนา เละเหมือนอิรักได้ง่ายๆ หุๆ

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0105250952&sectionid=0101&day=2009-09-25
วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11521 มติชนรายวัน
กห.เปิดองค์การมหาชนผลิตอาวุธ เริ่มทำ"จรวดหลายลำกล้อง"ให้ปตอ.


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Sat Sep 26, 2009 12:03 am, ทั้งหมด 9 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Sep 19, 2009 11:53 pm

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000113242
Gripen สนใจลงทุนด้านการบินในไทย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
27 กันยายน 2552 14:34 น.

นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวถึงการหารือกับ
ผู้บริหาร บริษัท Gripen International ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินรบให้กับหลายประเทศ ว่า
ทาง Gripen แสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มเติม ทั้งศูนย์ข้อมูลด้านการบิน
ศูนย์ซ่อมบำรุงเครื่องบิน โดยจะติดต่อรายละเอียดกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
หรือ บีโอไอ ในขั้นตอนต่อจากนี้ทั้งนี้ ในเดือนตุลาคม 2550 รัฐบาลไทยได้จัดซื้อเครื่องบินรบจาก
บริษัท Gripen แล้ว 6 ลำ จึงถือว่า Gripen มีฐานลูกค้าอยู่ในไทยแล้ว ดังนั้น การลงทุนศูนย์ซ่อมบำรุง
จะทำให้ธุรกิจดำเนินการได้ครบวงจรในระยะยาว ขณะที่ประเทศไทย
ก็จะมีเงินลงทุนและได้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศด้วย นายชาญชัย กล่าวว่า จะหาโอกาส
หารือกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับอนาคต
การเกิดขึ้นของโรงงานผลิตเหล็กหลังจากก่อนหน้านี้ มีข้อมูลว่า รัฐบาลสั่งให้ชะลอ
และทบทวนการสร้างโรงงานผลิตเหล็กในประเทศไทย เนื่องจาก กระทรวงอุตสาหกรรม
เห็นว่า ไทยควรเปิดกว้างสำหรับอุตสาหกรรมทุกประเภทและพิจารณาความเหมาะสมเป็นรายอุตสาหกรรม
โดยยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลักนอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
รวบรวมข้อมูลประกอบว่า หากยุติ หรือห้ามการตั้งโรงงานผลิตเหล็ก จะเกิดผลกระทบในด้านใด และมากน้อยเพียงใดด้วย
http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=587&forum=6&page=5&PHPSESSID=498ecb53fce66e75f401b288574dd871


http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01way01270952&sectionid=0137&day=2009-09-27
วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่
11523 มติชนรายวัน
เมื่อมังกรเลื้อยรัดพญานาค

โดย ธรา จามีกร ทีมงานสนามข่าวสีแดงบ่อนการพนันแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
โครงการ Kings Romans of Laos Asian & Tourism Development Zone
ซึ่งอ้างว่าเป็นการพัฒนาเขตเศรษฐกิจครบวงจรริมฝั่งแม่น้ำโขง
โดยทางการลาวได้ให้สัมปทานแก่กลุ่มบริษัท ดอกงิ้วคำ จำกัด ซึ่งเป็นนักธุรกิจชาวจีน
ที่ทำมาหากินอยู่ในประเทศลาว โดยก่อนหน้านี้นักธุรกิจกลุ่มนี้ได้ทำการเปิดบ่อนในเมืองอื่นๆ
ตามริมแม่น้ำโขงนับตั้งแต่แขวงจำปาสักที่อยู่ทางตอนใต้สุดของลาวเรื่อยมา
เพียงแต่ที่นี่ดูยิ่งใหญ่และกล้าหาญยิ่ง เพราะอัครบ่อนแห่งนี้ตั้งประจันหน้ากับพระพุทธรูป 4
แผ่นดินองค์ใหญ่ที่สถิตเหลืองทองอร่ามริมน้ำโขงฝั่งไทย

http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/K3672497/K3672497.html
สงครามระหว่างจีนกับเวียดนาม
จีนตัดสินใจบุกทางตอนเหนือของเวียดนามที่รู้จักกันในนามของ สงครามสั่งสอน
มีวัตถุประสงค์ทางการทหารเพื่อดึงกำลังรบหลักของเวียดนามไม่ให้ไหลลงไป
กัมพูชา ซึ่งขณะนั้นยึดเต็มพนมเปญไปหมดแล้ว

ก่อนที่จีนจะบุกเวียดนาม เติ้ง เสี่ยว ผิง ได้เดินทางไปเจรจากับอเมริกาก่อน เพื่อหาหลักประกันว่า
โซเวียตจะไปตลบหลังบุกจีนบ้าง

หลังจากเติ้งเดินทางกลับ จีนก็บุกทันที

จีนประสบความสูญเสียอย่างมาก เพราะใช้ยุทธวิธีคลื่นมนุษย์
ซึ่งเป็นการรบที่กองทัพปลดแอกคุ้นเคย แต่ไม่เหมาะกับสงครามสมัยใหม่
แม่ทัพนายกองหลายคนถูกสับเปลี่ยนด้วยข้อหาเคลื่อนย้ายทัพอย่างอุ้ยอ้ายไม่ทันการ

ในช่วงเวลาเดียวกัน จีนได้ส่งรถถังและปืนใหญ่ลงมาให้กับไทยเพื่อใช้ยันทัพเวียดนามในกัมพูชา
ที่มีแนวโน้มที่จะบุกเข้ามาทางชายแดน

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนต่อกรณีเวียดนาม กัมพูชานี้
ใช้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นเครื่องต่อรอง
ซึ่งจีนได้เลือกรัฐบาลไทยโดยยุติการช่วยเหลือ
โดยประเดิมด้วยการปิดสถานีวิทยุก่อนเป็นอันดับแรก

ไทยตอบแทนการช่วยเหลือทางการทหารของจีนในการยันทัพเวียดนามครั้งนี้
ด้วยการให้การช่วยเหลือกลุ่มเขมรแดงแบบ(อยาก)ลับ ๆ แต่ก็เป็นที่รู้ดีทั่วโลก


สิ่งที่จีนได้ประโยชน์จากการทำสงครามครั้งนี้คือรักษาดุลอำนาจระหว่างจีนกับโซเวียตเอาไว้ได้ระดับหนึ่ง
เพราะในอินโดจีนเวียดนามและลาวเข้าข้างโซเวียตหมดแล้ว

ส่วนเขมรแดงที่เป็นพวกเดียวกับจีนก็ร่อแร่ ซึ่งหากเวียดนามกุมอำนาจในอินโดจีนไว้ได้หมด
ก็เกิดลักษณะการปิดล้อมจีนอย่างรอบด้าน ซึ่งไม่เป็นผลดีกับจีนเลย

ความพยายามของจีนนอกเหนือจากนี้คือการหาทางออก เช่น การเข้าไปตั้งฐานทัพในพม่า
หรือพยายามสานความร่วมมือกับไทย เพื่อแก้เกมการถูกปิดล้อมของโซเวียต

ส่วนประโยชน์ทางด้านการทหาร หรือการยึดดินแดนเวียดนามอย่างเป็นรูปธรรมนั้น
ไม่ได้มีประโยชน์หรืออยู่ในเป้าหมายของจีนในการทำสงครามครั้งนี้
เพราะรู้ดีว่าจะสร้างปัญหาตามมาอย่างไม่รู้จบ

ส่วนเหจุผลอื่น ๆ ที่นำมาอ้างต่อชาวโลกก็มีสารพัดเหตุ เช่น
ทหารเวียดนามรุกอธิปไตยของจีนตามแนวชายแดนอยู่ตลอดเวลา
รวมทั้งการคุกคามอธิปไตยทางทะเลของจีนด้วย

จากคุณ :สื่อศิลป (สื่อศิลป) - [16 ส.ค. 48 14:42:22]


ความคิดเห็นที่ 11


คนในนี้ไม่รู้จริง แต่สะเออะออกความคิดเห็น

สัญญาที่จีนทำกับโซเวียต เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีผลต่อการจะทำหรือไม่ทำสงครามของจีน

แต่เวียดนามมีสัญญาที่ทำกับโซเวียดต่างหากโดยมีเนื้อหาว่า หากประเทศใดถูกประเทศอื่นรุกล้ำทางทหาร
ประเทศที่เหลือจะต้องเข้าช่วยเหลือ แต่จีนไม่สนใจว่าโซเวียดจะช่วยเวียดนามหรือไม่
จีนยกกองทัพลงใต้รบกับเวียดนามโดยไม่เกรงกลัวสัญญาที่เวียดนามทำกับโซเวียด

แต่โซเวียดได้เคยติดจรวดต่อสู้อากาศยานให้เวียดนามไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วก่อนสงครามจะเกิด
ทางชายแดนตอนเหนือเวียดนาม มีจรวดไว้ดักยิงเครื่องบินจีนโดยเฉพาะ

ตอนนั้น รองนายกเติ้งเสี่ยวผิง เป็นคนแรกที่สนับสนุนให้ทำสงครามสั่งสอนเวียดนาม
เพื่อสกัดกั้นความลืมตัวของเวียดนาม ที่อ้างว่าเวียดนามคือมหาอำนาจอันดับสามของโลก
แล้วเวียดนามยังยิงปืนใหญ่เข้ามาตอดตามชายแดนจีน ทำให้ชาวนาจีนตายไป 2 คน
เวียดนามมีความต้องการที่จะยึด ลาวเขมรไทย อยู่แล้ว
แต่กับไทย เวียดนามพกความแค้นมาด้วย ผู้บัญชาการทหารบกของเวียดนาม (ชื่อไรจำไม่ได้ )
เคยประกาศจะเอาเลือดคนไทยล้างเท้าสังเวยคนเวียดนามที่ตายในสงครามเวียดนาม
หากตอนนั้น เวียดนามเข้ามาไทยได้ รับรองเกิดหายนะบนแผ่นดินไทยแน่นอน
เวียดนามไม่เหมือนญี่ปุ่นนะครับ เพราะญี่ปุ่นไม่เคยมีความแค้นกับไทยมาก่อน
แล้วไทยก็ยอมเป็นลูกน้องญี่ปุ่นโดยดีด้วย

รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศจีนตอนนั้น (ชื่อไรจำไม่ได้อีกแหละ )
คนๆคนนี้ หัวรุนแรงมาก เคยประกาศว่าจะเอาไทยให้เป็นคอมมิวนิสต์ให้ได้
ตอนที่ไทยมาขอความช่วยเหลือจากจีนรัฐมนตรีคนนี้ ไปบอกกับเติ้งเสี่ยวผิงว่า ให้ช่วยเหลือไทย
แต่ให้ช่วยหลังจากที่เวียดนามได้ปู้ยี้ปู้ยำประเทศไทยไปแล้ว
จากนั้นจีนจึงค่อยเอากำลังทหารเข้ามาปลดปล่อยประเทศไทยจากเวียดนาม
และให้คงกองกำลังทหารจีนไว้ที่แผ่นดินไทยต่อไปเรื่อยๆ
แต่เติ้งเสี่ยวผิงได้กล่าวในที่นั้นว่า
" ช่วยเหลือมิตร ต้องช่วยให้ทันการณ์ "
รองนายกเติ้ง จึงออกคำสั่งให้ทหารจีนจาก 2 มณฑลทางใต้ เตรียมรบกับเวียดนาม
โซเวียตรรู้ว่าจีนเอาจริง เลยประกาศว่า " หากทหารจีนรุกล้ำเวียดนาม ปักกิ่งจะได้ลิ้มรสอาวุธนิวเคลียร์ "

จีนก็ประกาศกลับเช่นเดียวกัน" เมื่อโซเวียตใช้อาวุธนิวเคลียร์ มอสโคก็จะได้ลิ้มรสอาวุธนิวเคลียร์เช่นกัน "


Specifications

Official name: DongFeng 31A (DF-31A)
NATO reporting name: CSS-9 Mod-2
Contractor: CASIC 4th Academy
Service status: In service
Configuration: Three-stage, solid propellant
Deployment: Road mobile, 8X8 tractor truck + 8-wheel trailer; or silo
Length: 13m
Body diameter: 2.25m
Launch weight: 42,000kg
Range: 10,700~11,200km
Re-entry vehicle mass: 700kg (or 1,050~1,750kg)
Warhead: One single 1,000kT yield
Guidance: Inertial + stellar update
Accuracy: 100~300m CEP
Launch preparation time: 15~30 min


Last update: 15 February 2009

http://www.sinodefence.com/strategic/missile/df31.asp

จีนทำสงครามกับเวียดนาม โซเวียดไม่กล้าเข้ามายุ่งกับจีนสักนิด
ทั้งที่เวียดนามกับโซเวียดมีสัญญาที่จะต้องช่วยเหลือกัน

ทหารที่จีนเอาเข้ามาในเวียดนาม ไม่ใช่ 6 แสนคนแต่เอามาแค่ 2 แสนคนนอกนั้นไม่ใช่ทหาร
จีนเข้าเวียดนาม โดยไม่เน้นกำลังรบทางอากาศเพราะกลัวจรวดต่อสู้อากาศยานที่โซเวียด
ให้กับเวียดนามที่พรมแดนตอนเหนือจีนจึงเน้นกำลังรบทางบก รบกัน 16 วัน จีนเดินทัพถึงฮานอย
เวียดนามหนีกระเจิงผู้ใหญ่จีน สั่งทหารจีนห้ามยิงหรือทำร้ายชาวบ้านเด็ดขาด
และสั่งห้ามทหารจีนเข้าไปในบ้านของชาวบ้านด้วย
หากบ้านใดเปิดประตูบ้านทิ้งอ่าซ่าไว้ ทหารจีนก็ช่วยปิดประตูบ้านให้ด้วย
เพราะกลัวทหารเวียดนามจะมาปล้นขโมยของชาวบ้านเวียดนามด้วยกันเอง

แล้วที่จีนถอยทัพกลับหลังจากที่ยึดฮานอยได้เพราะ จีนต้องการประกาศให้โลกรู้ว่า
จีนไม่ต้องการขยายอำนาจอิทธิพลใดๆแล้ว ประเทศต่างๆที่หวาดกลัวภัยคอมมิวนิสต์นั้น
เป็นเพราะได้รับการฝังหัวถึงความโหดร้ายของคอมมิวนิสต์จากชาติตะวันตก
ตอนนั้น ในเมืองไทยมีไอ้บ้านายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง กับอีกหนึ่งรัฐมนตรี
ที่ชอบด่าจีนแดง คำสองคำก็ไอ้เจ๊ก ไอ้จีนโจรคอมมิวนิสต์
ผมอยากรู้ว่า ไอ้สองคนนี้ มันทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง
ตอนนั้น ใครด่าเจ๊ก จะได้คะแนน ได้เสียงเฮ สนุกสนาน


ผมอยากรู้ว่า ในแผ่นดินสยามนี้ ชนเชื้อชาติใดที่ทำบุญคุณให้กับแผ่นดินนี้มากกว่ากัน
อย่าอ้างถึงความเป็นคนพื้นเมืองเลยครับ

ผมขอประกาศตัวเลย ผมโปรจีน ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆกระทำโดยเปิดเผย
และไม่กลัวข้อหาเจ๊กคอมมิวนิสต์หรอกครับเพราะตัวผมก็เจ๊กโดยสายเลือด
ผมไปอยู่แผ่นดินไหนในโลก ก็คือเจ๊กอยู่วันยังค่ำสัญชาติเปลี่ยนเมื่อไหร่ก็ได้เหมือนเสื้อผ้า
แต่เชื้อชาติติดตัวไปจนตายลูกเราหลานเรา มันก็ยังเจ๊กเช่นเดียวกับเรา


อย่าว่าแต่ทำสงครามกับเวียดนามเลยครับ จีนก็ทำสงครามกับอินเดียมาแล้ว
อินเดียเป็นลูกน้องโซเวียด มีสัญญาช่วยเหลือกันไม่เห็นโซเวียดจะกล้าเข้ามาช่วยเหลืออินเดีย
ทหารจีนรุกเข้าพรมแดนอินเดียมาตลอด ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด อินเดียต้องไปฟ้องชาวโลก
เทียวไปเทียวมาไร้จุดหมายไปหาอเมริกาให้ช่วย แต่อเมริกาเงียบเป็นเป่าสาก

จากคุณ :
รู้จริง - [19 ส.ค. 48 12:19:09A:61.91.84.62 X: TicketID:093548]


http://www.matichon.co.th/mtc-flv-window.php?newsid=1253370101



โฟนอิน-พ.
ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโฟนอินครบ 3
ปีรัฐประหารบอกให้คนไทยปรองดองจะเป็นพระโอสถชั้นดีที่คนไทยจะได้ร่วมกันถวาย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว



2009-09-19 เวลา 21:18:46

มติชนออนไลน์
"ทักษิณ"โฟนอินชี้โอสถที่ดีที่สุดคือความปรองดอง

P { margin: 0px; }

ต่อคลิปวิดีโอ "ทักษิณ" โฟนอิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่
19 กันยายน ที่ลานพระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่ 5 ในเวทีคนเสื้อแดงจัดงานรำลึก
3 ปีรัฐประหารโค่นล้มอำนาจพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี มีประชาชนคนเสื้อแดงเดินทางเข้าร่วมจำนวนมาก
จากนั้นพ.ต.ท.ทักษิณสวมเสื้อสีขาวทับด้วยแจ๊คเก็ตสีแดง
ได้โฟนอินเข้ามากล่าวว่า ตอนนี้อยู่ใกล้เสียงชัดดี ก่อนจะกล่าวถึง
นายนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่ที่ฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอตายใต้สะพานลอยถนนวิภาวดีรังสิตต่อ
ต้านการรัฐประหารและขอให้คนเสื้อแดงยืนไว้อาลัย
นายนวมทองที่ยอมเสียสละชีวิตเพื่อรักษาประชาธิปไตย
เห็นว่าอำนาจเผด็จการเป็นสิ่งเลวร้ายต่อแผ่นดินควรภูมิใจที่นายนวมทองได้เสียสละชีวิต
ไม่มีใครเสียสละชีวิตเพื่อประชาธิปไตยและขอยืนไว้อาลัยให้กับนายนวมทอง
และขอบริจาคเงินให้แก่ภรรยาลุงนวมทองเล็กน้อย จำนวน 5 หมื่นบาท


ขณะที่เวทีคนเสื้อแดงได้มอบเงินจำนวน 5 หมื่นบาทให้กับภรรยานายนวมทองถึงกับเป็นลม จนต้องหามลงจากเวที

"วันนี้เป็นวันที่ครบ 3 ปีการปฏิวัติรัฐประหารศตวรรษที่ 21
คนทั้งโลกมองว่าประเทศไทยได้พัฒนาตัวเองเกือบจะพัฒนาแล้ว
และได้ถอยหลังเข้าคลองสู่เผด็จการรัฐประหาร ผมเป็นห่วงคนทั้งประเทศบอบช้ำ
การที่พยายามจะขจัดกันโดยอยู่ระบอบนอกประชาธิปไตย
การต่อสู้ซึ่งสามารถที่จะใช้การพูดจาก็จบแต่ใช้อาวุธมากมายแม้แต่อาวุธ
นิวเคลียร์ก็ต้องใช้แล้วถูกสารกัมมันภาพรังสีตายไปเอง" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว


พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า อยากให้ทุกคนในชาติปรองดองกัน
เพราะความสามัคคีปรองดองของคนในชาติจะเป็นพระโอสถชั้นดีที่คนไทยจะได้ร่วม
กันถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1253372943&grpid=01&catid=


วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 22:25:50 น.
มติชนออนไลน์

บรรยากาศ"เสื้อแดง"ชุมนุมท่ามกลางสายฝนกระหน่ำน้ำท่วมเจิงนองก็ไม่ถอย

P { margin: 0px; }
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมือเวลา 16.30 น. วันที่ 19 กันยายน
ที่ลานพระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่ 5 กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
หรือกลุ่มคนเสื้อแดงได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งหลังจากที่พายุฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้กลุ่มผู้
ชุมนุมแยกย้ายกันไปหาที่หลบฝน จนกระทั่งฝนหยุดขจึงได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
ทั้งนี้บนเวทีเริ่มเปิดปราศรัยอย่างดุเดือดอีกครั้ง
และเชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมชุมนุมในโอกาสครบ 3 ปี รัฐประหารภายใต้ชื่อ "3 ปีต้านอำมาตยา สถาปนารัฐไทยใหม่"


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1253355498&grpid=&catid=08



วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 17:17:57 น.
มติชนออนไลน์

พบศพ"นักเขียนชินจัง"แล้ว ที่จังหวัดกุมมะ นอนอยู่ใต้ก้อนหิน

P { margin: 0px; }
จากกรณีที่มีข่าวนายยชิโอะ อุสึอิ เจ้าของผลงานการ์ตูนเรื่อง "ชินจังจอมแก่น" ได้หายตัวไประหว่างปีนเขา
ล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศรายงาน โดยอ้างสถานีโทรทัศน์ทีบีเอสของญี่ปุ่นว่า ขณะนี้ได้พบศพของนายโยชิโอะ
นักเขียนการ์ตูนชาวญี่ปุ่น ชื่อดัง วัย 51 ปี เจ้าของผลงานซีรีย์การ์ตูนยอดนิยม "เครยอน ชินจัง" หรือ "ชินจังจอมแก่น"
ที่ได้รับความนิยมจากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วยเช่นกันทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นของญี่ปุ่น
ระบุชี้ชัดว่าเป็นร่างของนักเขียนชินจัง จากการสันนิษฐานเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายของศพ

ร่างของนายอุสึอิถูกพบบริเวณใต้ก้อนหิน ของภูเขาจังหวัดกุมมะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเวลา 15.53 น. ตามเวลาท้องถิ่น
หรือราว 14.00 น. ตามเวลาประเทศไทย หลังสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่านายอุสึอิ
ได้หายตัวไปจากบ้านพัก ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยสื่อท้องถิ่นเผยว่านักเขียนการ์ตูนออกเดินทางไปปีนเขา

เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมาม มีรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า
ตรวจพบสัญญาณมือถือของนายอุสึอิ ก่อนที่หายตัวไป พบว่าอยู่บริเวณเมืองคารุอิซาว่า จ.นางาโนะ
ซึ่งห่างจากเมืองคาซึคาเบะ บ้านของเขาราว 100 กิโลเมตร ที่สำคัญบริเวณดังกล่าวมีสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขา
และอยู่ติดกับจังหวัดกุมมะพอดี


http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000109572

“ผู้บริหาร-นักเตะ เรือใบสีฟ้า” เดือด! แฉ “นช.ทักษิณ” เกือบทำทีมฉิบหาย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
19 กันยายน 2552 17:02 น.


อ่านรายงานภาษาอังกฤษฉบับเต็ม :
- How the takeover of Manchester City came just in time to rescue a club in disarray จาก The Guardian

เกี่ยวกันมั๊ยน้อ

เนวินปัดข่าวหลุดคดีกล้ายาง วอนฟังตัดสินพรุ่งนี้
วันที่ 20 กันยายน 2552 21:34
"เนวิน"ปฏิเสธ ไม่เคยพูดหลุด"คดีกล้ายาง" ยันไม่จัดงานฉลองวันประชุมพรรค 22ก.ย.
วอนคนปล่อยข่าว หยุดโจมตี ให้รอฟังคำตัดสินพรุ่งนี้

เนวินสาบาน! ไม่ได้เข้าพบ ป๋าเปรม

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน 2552

Posted by
ศรีลำดวน

http://video.google.com/videoplay?docid=7237021767380110529&hl=en#
[googlevideo] [/googlevideo]

หากวันนั้น...คนไทย เลิกศรัทธาต่อคำว่า "ประชาธิปไตย"

วันที่ 21 กันยายน 2552 02:00
หากวันนั้น...คนไทย เลิกศรัทธาต่อคำว่า "ประชาธิปไตย"

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมเดินทางอยู่ข้างนอกแต่ติดตามข่าวคราวผ่านอิน
เทอร์เน็ตได้นาทีต่อนาทีอีกทั้งยังสามารถส่งข่าวและความเห็นผ่านTwitterได้
ตลอดเวลา
ยิ่งสามารถรับรู้ข่าวสารและความเห็นต่อบ้านเมืองเรารวดเร็วฉับพลันมาก
เท่าไร ก็ยิ่งเกิดความรันทดกับสภาพบ้านเมืองของตนเองมากเท่านั้น
เพราะทุกแห่งที่ผมไปและสนทนากับผู้คน ก็ยิ่งเห็นว่าคนไทยเรากำลัง "หมดสภาพ"
ในการลุกขึ้นมาร่วมกันสร้างชาติบ้านเมืองอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อีก..
อย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้นี้
ผมเคยมีความรู้สึกอย่างนี้กับบางประเทศในเอเชียหรือในยุโรปตะวันออกและ
แอฟริกา แต่เชื่อไหมว่าแม้ประเทศที่ผมเคยรู้สึกว่าแย่ที่สุด
ฟื้นยากที่สุดเพราะมัวแต่ฟาดฟันและทำลายล้างกันเองไม่หยุดหย่อนนั้น
ท้ายที่สุด เขาก็หาทางออกร่วมกันจนได้
เพราะเมื่อบ้านเมืองต้องพังพินาศจากการยื้อแย่งอำนาจของกันและกันแล้ว
ถึงจุดหนึ่งคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแก่งแย่งผลประโยชน์อย่างบ้า
คลั่ง ไม่ได้ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ก็จะลุกขึ้นมาแสดงจุดยืนของตนที่จะไม่ยอมให้พวกเขากระชากลากถูประเทศชาติให้
เสื่อมทรุดลงไปต่ำกว่าก้นเหว
ไม่ต้องแปลกใจว่า เมื่อสำรวจความเห็นคนไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา
ผลออกมาก็คือส่วนใหญ่มองว่าความขัดแย้งระหว่างคนเสื้อสีต่างๆ นั้น คือ
ปัจจัยบั่นทอนความเชื่อมั่นของเขาต่อสังคมไทย
ที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่เพียงว่าคนไทยมองไม่เห็นทางออกจากความแตกแยกของ
สังคมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
แต่ที่วิเคราะห์ได้โดยที่คนไทยยังไม่ได้พูดออกมาชัดเจน คือ
ความเลื่อมใสศรัทธาต่อระบอบ "ประชาธิปไตย" เริ่มจะสั่นคลอนอย่างเห็นได้ชัด
เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยคงจะสรุปกับตัวเองว่าหากสิ่งที่เราประสบมาหลายปี
แห่งความวุ่นวายปั่นป่วนคือส่วนหนึ่งของความเป็น "ประชาธิปไตย" พวกเขาก็อาจจะเริ่มเห็นว่า
นี่คงไม่ใช่สิ่งที่ประเทศชาติควรจะได้เพราะถ้าประชาธิปไตย
หมายถึง การที่ผู้คนจะต้องถูกบังคับให้เลือกเพียงระหว่าง "ระบอบทักษิณ"
หรือ "การปฏิวัติ" เท่านั้น นั่นย่อมเป็นการผลักดันให้คนไทย "ติดมุม"
และถูกกดดันให้ต้องเลือกในสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการจะเลือก
ครบรอบ 3 ปีหลังการปฏิวัติ
คนไทยก็คงจะยิ่งเห็นชัดว่าความขัดแย้งที่มีผลกระทบต่อทุกด้านของสังคมไทย
นั้น มิได้อยู่บนพื้นฐานของการแสวงหาทางออกที่สังคมจะได้ประโยชน์ที่สุด
หากแต่อยู่ที่ว่า ฝ่ายไหนจะสร้างอำนาจต่อรองได้มากกว่าหรือพูดให้เห็นภาพง่ายกว่านั้น
ก็คือฝ่ายไหนจะสามารถกดดันขู่เข็ญให้คนจำเป็นต้องอ้างว่าอยู่ข้างพวกเขาได้มากกว่าเท่านั้น
ที่ตะโกนก่นด่ากันไปมาว่าฝ่ายนั้นคือ "อำมาตย์" และฝ่ายนี้เป็น
"ซ้ายคืนชีพ" หรือจะเรียกขานกันด้วยศัพท์แสงการเมืองหยาบๆ กร้านๆ
ก็ล้วนเป็นลูกเล่นเพื่อสาดใส่ข้อหาต่อกันเท่านั้น
หาได้มีความหมายที่เป็นสาระที่แท้จริงแต่ประการใดไม่
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าไม่นานคนไทยก็จะเลิกศรัทธาต่อสิ่งที่เรียกว่า "ประชาธิปไตย"
เพราะมันหมายความถึงเพียงการปะทะกันของคนไม่กี่กลุ่มในสังคมเพื่อเอาชนะด้วย
วิธีการต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการแห่งความเท่าเทียม เสมอภาค
และการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง
อะไรจะเกิดขึ้น หากคนไทยเลิกเชื่อใน "ประชาธิปไตย" และตัดสินใจว่าไม่มีผู้ที่กำลังเผชิญหน้า
เพื่อยึดอำนาจรัฐเป็นของตนฝ่ายใดจริงใจกับประชาชนอย่างแท้จริง?
ภาพที่พอจะมองเห็นน่าหวาดหวั่นเกินกว่าที่ผมจะไม่กล้าคิด

เทิดทูน เสรีภาพ เสมอภาค และ ภราดรภาพ
ตั้งแต่ 2475 กันไม่ใช่หรือ? ผลจึงออกมาแบบนี้









http://www.thaipost.net/news/240909/11248

ตอบ คุณทัสสึ

ไม่เอาเพลงแผ่นดินของเราหรือครับ ให้คุณวีระ สมความคิด
ทำเสียงใหญ่ๆ เข้มๆ แล้วขยับลูกกระเดือก
"แผ่นน..ดีนนน...ของงง...ราววว...ต้องเปนนน...ของราววว..ชาติทายยยย"
คงจะฮึกห้าวเหิมหาญปลุกความรักชาติจนน้ำตาไหลเป็นเผาเต่า
เร้าใจยิ่งกว่าดูหนุ่มมาร์คแย่งเด็กประถมร้องเพลงชาติ (ไม่รู้ไอเดียใคร
ไร้กึ๋นสิ้นดี เปรียบเทียบกับแม้วคว้านกกระดาษจากมือ อ.สุริชัย
หวันแก้ว เอาไปสร้างภาพพับนกทั่วประเทศ จะเห็นว่ากึ๋นการตลาดคนละชั้น
อ.สุริชัยยังอ้าปากค้างอยู่จนเดี๋ยวนี้ ฮิฮิ)

พูดถึงเหตุการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ผมคิดว่าถ้าสื่อเป็นกลางจริง ตอนเช้าก็ต้องพาดหัวว่า
"แดงสงบเหลือง..."(โปรดเติมคำในช่องว่าง) เพราะม็อบเสื้อแดงชุมนุมโดยสงบ
ใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องใช้เส้น
ขนาดเจอฝนก็ยังมีคนเต็มลานพระบรมรูปฯ
แต่พวกกระแนะกระแหนก็ยังว่าไม่สามารถต่อแถวถึงบ้านป๋าอย่างคำคุย
เสียดายถ้าผมยอมเป็นทัพที่สิบ ก็อาจจะยึดบ้านสี่เสาฯ ไปแล้ว
โดยส่งคุณทัสสึปีนข้ามรั้วเข้าไปล้างสมองเอามาเป็นพวก ฮิฮิ

อันที่จริงผมก็อยากจะไปไหนสักแห่งในวันที่ 19
ก.ย.เพื่อแสดงเจตนาต่อต้านรัฐประหารโดยไม่ต้องเห็นหน้า 3 เกลอ
แต่ไม่ยักมีใครจัด มาอ่านข่าวย้อนหลังก็มีแต่พวก
สนนท.กับกรรมกรไทรอัมพ์เขาจัดที่อนุสรณ์สถาน
แต่ไม่เป็นวงใหญ่ไม่กว้างขวาง อีกแห่งก็ที่เชียงใหม่ มหา'ลัยเที่ยงคืน
โห-ผมไม่มีปัญญาไป (ห้าทุ่มก็หลับแล้ว ฮิฮิ)
เอาไว้ปีหน้าฟ้าใหม่ใครอยากจัดทัพที่สิบก็ชวนด้วย
เชื่อว่ามีคนอยากร่วมเยอะ

ที่เตรียมตัวไปอีกครั้งก็เดือนหน้านี้แหละครับ 33 ปี 6
ตุลา หวังว่าเพื่อนพ้องน้องพี่คงจะจัดงานกันง่ายๆ
ตามประสาม็อบไม่มีเส้นถูกฆ่าตายเกลื่อนกลาด
ส่วนพวกคนตุลาเสื้อเหลืองก็ขอให้ไปเตรียมจัดงานครบรอบปี
วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ 7 ตุลา อย่ามายุ่งกับงาน 6
ตุลาให้เสื่อมเสียอุดมการณ์ลูกเสือชาวบ้านอันสูงส่งเล้ย

ลูกเสือชาวบ้านภิวัตน์ก็ขอให้เดินหน้าทวงแผ่นดินไทยคืน
ผมสนับสนุนนะครับ ไม่ได้ซ้ำเติมซักหน่อย บอกแล้วว่าด่าไอ้เหล่ขายชาติ
จนมาร์ค ม.7 กับกษิต ภิรมย์ มีอำนาจแล้ว ไม่ทวงแผ่นดินไทยคืน
คุณยอมได้ไง ไหนว่าฮุน เซน เป็นกุ๊ย
ไหนว่าแผ่นดินใต้ปราสาทพระวิหารเป็นของไทย ทำไมอยู่เฉย

ส่วนพวกชาวบ้านภูมิซรอลที่บังอาจมาราวีม็อบมีเส้น เห็นชัดๆ
ว่าเป็นคนไทยหัวใจเขมร (พูดเขมรด้วย-ฮิฮิ) สมควรแล้วที่ทั่น
ส.ว.จะเสนอให้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านแม่มซะเลย
ถ้าเอาจริงต้องเปลี่ยนหมดนะครับ หมู่บ้านตำบลในสุรินทร์ บุรีรัมย์
ศรีสะเกษ ที่ไหนมีชื่อเขมรต้องเปลี่ยนให้หมด เช่น ตำบลกันทรอม
ปล่อยไว้ได้ไง แน่จริงต้องเปลี่ยนชื่อหมอผีเขมรแต่ชื่อพม่าด้วย ฮิฮิ
แต่ตอนนี้เขาเป็นคนบริสุทธิ์ผุดผ่องแล้วนะครับ ไหนว่าแน่
คตส.ก็แค่ยืมชื่อผมไปจัดงานราตรี

ซ้ายรุ่นคุณทัสสึน่าจะเลียนแบบซ้ายรุ่นผม
(ซึ่งไม่รู้เลียนแบบใครมาอีกต่อหนึ่ง) สมัยผมอยู่ธรรมศาสตร์ ปี 17
ชมรมดนตรีไทยได้ชื่อว่าสุดจะล้านปี พี่แกไม่สนใจใครจะม็อบใครจะมา
ชาวบ้านชาวนามานอนเต็มมหา'ลัยก็ยังตีฉิ่งฉับกันไปเรื่อย
พวกผมก็วางแผนยึด แบบที่คุณทำนี่แหละ แห่ไปสมัครสมาชิกกันล้นหลาม
ความจริงก็น่าสงสารเพราะพวกนี้ยังพาซื่อ
หลงดีใจว่ามีคนอยากเรียนดนตรีไทยเยอะ ที่ไหนได้พอเลือกตั้งกรรมการ
พวกฝ่ายซ้ายยึดเรียบ นี่คือที่มาของวงต้นกล้า เจ้าการะเกดเอย
ที่ไปดึงพี่เนาว์มาเป่าขลุ่ย เป่าไปเป่ามา
พี่เนาว์แกก็เป่าอุดมการณ์ประชาธิปไตยทิ้งไปด้วย ฮิฮิ

วิธีการศรีธนญชัยแบบนี้
เข้าใจว่าใช้กันมาทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวานั่นแหละครับ
คือเอาชนะโดยไม่เลือกวิธีการ
(ไอ้พวกนักดนตรีไทยที่หลั่งน้ำตาเก็บของออกไปจากชมรมก็จะบอกว่าไม่แฟร์นี่
หว่า แต่ฝ่ายเราบอกว่าต้องเอาฉิ่งฉับมารับใช้ประชาชน)
แล้วมันก็ติดนิสัยอยู่ในการเมืองไทย ไม่ว่าพวกก้าวหน้า ล้าหลัง ขวา
ซ้าย มีอุดมการณ์ ไร้อุดมการณ์ โตแล้วแก่แล้วก็ยังใช้วิธีเหมือนตอนเด็กๆ

ส่วนที่ว่าเสื้อแดงเขาจะตั้งโรงเรียน
พรรคการเมืองใหม่เขาเดินสายซึมลึก จัดตั้งกันมานานแล้วครับ
ไอเดียเจ๋งกว่าด้วย
อย่างที่ผมเล่าว่าเขาตั้งโครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อสุขภาวะ
สังคม ของบ สสส. 126 ล้านบาท
ตั้งเป้าสร้างเครือข่ายผู้ตื่นตัวทางการเมือง 76 จังหวัด
เป็นแกนนำหลัก 2,200 คน แกนนำรอง 4,400 คน
ภาคีผู้ตื่นตัวอีกไม่รู้เท่าไหร่ ในระยะเวลา 4 ปี หัวใสมาก
(ฮิฮิ-ฮาไม่ออกเพราะมัวแต่ฮิฮิ)
จะเอาภาษีบุหรี่ที่เก็บจากผมไปสร้างพรรคการเมืองใหม่
ที่จริงเขาก็ไม่ได้บอกหรอกนะว่าเป็นพันธมิตร
แต่ผู้อำนวยการโครงการชื่อพี่เปี๊ยก ฮิฮิ ทีมงานนักวิชาการก็เช่น
พิชาย รัตนดิลก นักวิจัยก็เช่น แสงธรรม ชุนชฎาธาร ฮิฮิ
ผู้ก่อการดีทั้งนั้น เขาของบไว้พร้อมทั้งเงินเดือนผู้บริหาร 7 ล้านบาท
เงินเดือนคณะทำงาน 20 ล้านบาท ค่าจัดประชุมสัมมนา
เช่นงานมหกรรมภาคีเครือข่ายผู้ตื่นตัวทางสังคมและการเมืองแห่งชาติ
ของบไว้ 5.3 ล้านบาท เผื่อต้องยึดสนามบิน เอ๊ยไม่ใช่
เผื่อต้องมาประชุมโห่สามลาแบบทาร์ซาน

ไม่อยากจะพูดเล้ยว่าเท่าที่ผมได้ยินมา
ปีที่แล้วช่วงยึดทำเนียบฯ มีองค์กรเครือข่ายของบ
สสส.มาประชุมสัมมนาในกรุงเทพฯ พร้อมเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก ค่าเดินทาง
แต่เอาเข้าจริงไปประชุมกันที่ตึกไทยคู่ฟ้า (ฮาไม่ออก ฮิฮิ) ไม่รู้
สสส.รู้หรือเปล่า หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้

มันก็คงเหมือนสมัยเราเป็นฝ่ายซ้าย ยึดองค์การนักศึกษา
ยึดสภานักศึกษา แล้วจัดสรรงบประมาณให้ชุมนุมต่างๆ
ชุมนุมผมได้มากหน่อยเพราะพวกเดียวกัน
ชุมนุมเชียร์ตอนแรกโดนตัดงบซะหน้าเขียว
ก่อนจะมีฝ่ายซ้ายกลางบอกว่าเราต้องยึดชุมนุมเชียร์สิ
จะได้เอาน้องใหม่มาเป็นพวก ชุมนุมเชียร์เลยได้งบมากขึ้น

เสียอย่างเดียวนี่มันเป็นเงินภาษีบุหรี่ผมสิครับ จะใช้อะไรต่อไปต้องตรวจสอบกันให้ถึงที่สุด

ขอแสดงความนับถือ

ใบตองแห้ง


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Sun Sep 27, 2009 3:31 pm, ทั้งหมด 6 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Sep 23, 2009 4:58 pm

http://www.thaipost.net/news/250909/11303

25 กันยายน 2552 - 00:00

ตอบ คุณไทยนอกคอก

หนังสือพิมพ์ผู้จัดการเขาบอกว่า "นายแน่มาก" แต่นอกจากเนวินแล้ว คนที่เปิดแชมเปญฉลองยังได้แก่เครือซีพี.
เจ้าสัวธุรกิจข้ามชาติผู้มีเขยเป็นรัฐมนตรีทุกยุค กระทั่งนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ยังขอผ่อนส่งไถ่ถอนซับไพรม์ไม่สำเร็จ
โอ้ ถ้าเครือซีพี.ต้องคำพิพากษาว่าทุจริตคิดมิชอบ แหลกกระทั่งกล้ายาง เจ้าสัวผู้ชอบอวดตัวเป็นปราชญ์ พูดทีไร
ต้องมีคนฟัง (ทั้งที่พูกไม่ชัก) จะเอาหน้าไปทำธุรกิจกับเจ๊กแขกฝรั่งที่ไหนละคร้าบ แต่ฟามจิงก็ต้องเป็นฟามจิง
พวกลื้อว่าจิงหมาย ศาลท่านพิเคราะห์ถี่ถ้วงแล้ว ยกฟ้องให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง 8-1 ล่วย ม่ายช่าย 5-4

ผมละขำกลิ้ง วันสองวันที่ผ่านมาใครต่อใครพากันเขียนดักคอว่า พวกเสื้อแดงอย่าว่าศาลท่าน 2 มาตรฐานนะ
ท่านใช้มาตรฐานเดียวทุกคดี แสดงให้เห็นว่าท่านไม่ได้ตัดสินให้ผิดทุกคดีไป บลาๆๆ
ผมไม่บังอาจไปว่าศาลท่าน 2 มาตรฐาน แต่ที่ผมขำคือสังคมไทยนี่แหละ 2 มาตรฐานไปแล้ว ผู้มีคุณธรรมจริยธรรม
ที่เคยประณามไอ้ห้อยไอ้ยี้ ตอนนี้ก็ช่วยกันรับประกันว่า ฯพณฯ บริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นยองใย ศาลตัดสินชอบแล้ว ฯลฯ
เคยย้อนถามมโนสำนึกตัวเองหรือเปล่าว่าถ้าเนวินยังอยู่กับทักษิณ จะออกมาช่วยกันอุ้มช่วยเรียกร้องให้เคารพ
คำพิพากษาอย่างนี้หรือไม่

ยุทธ ตู้เย็น เอ๋ย ถีบหัวทักษิณทิ้งไปเหอะ เหลิม 3 เกลอ ถ้ากลับตัวกลับใจสังคมไทยก็พร้อมจะโอบอุ้ม
ปล่อยให้ทักษิณมันผิดไปคนเดียว! ผมยังขำว่ามันเป็นหน้าที่อะไรของพวกเสื้อแดง หรือพวกปากหอยปากปู
อย่างผมที่จะต้องไปโวยวายคำพิพากษา ก็พวกท่านเชียร์รัฐประหาร ตั้ง คตส. รวบรวมคนดี คนซื่อ คนเก่ง
อย่างทั่นอุดม เฟื่องฟุ้ง ทั่นบรรเจิด สิงคะเนติ มาสอบสวนเอาผิดนักการเมืองผู้ถูกตราหน้าเป็นยี้ ขี้โกง
เห็นคุยนักคุยหนา คุยเฟื่องคุยฟุ้งว่าเอาผิดได้แน่ ทำงานเป็นปียังปิดคดีไม่ได้ ต้องต่ออายุ ไม่รู้หมดงบประมาณ
หมดค่าจ้างเงินเดือนไปเท่าไหร่ (แถมบางคนยังกินเงินเดือน 2 เด้ง 3 เด้ง)

ผมรึนึกว่าทั่นจะออกมาแถลงข่าวยืนยันผลการสอบสวน โต้แย้งคำพิพากษา ซึ่งมีสิทธิ์ทำได้นะครับ
พวกท่านก็ผู้พิพากษาทั้งนั้นย่อมรู้ว่าไม่หมิ่นศาล แสดงพยานหลักฐานที่พวกทั่นบอกว่ามัดแน่น เอาผิดได้แน่
เพื่อให้สังคมติดตามตรวจสอบต่อไป เผื่อครั้งนี้เอาผิดไม่ได้ ครั้งหน้าขุดคุ้ยหาหลักฐานเพิ่มมาเปิดคดีใหม่

ที่ไหนได้ ทั่นกลับออกมาแถลงข่าวด่าอัยการเป็นไฟ สรุปว่าผิดที่อัยการยังงั้นหรือครับ หรือว่าแก้ขวยที่ตัวเอง
ทำคดีล้ม เสียแรงมวลชนเสื้อเหลืองผู้มีคุณธรรมจริยธรรมฝากความไว้วางใจ OMG ไหนๆ ก็ไหนๆ จัดงาน
"ราตรีหมาเห่า" ฉลองความบริสุทธิ์ให้จำเลยทั้ง 44 ท่านเสียดีไหมครับ

ผมจำได้แม่นด้วย ว่าสื่อรายแรกที่เปิดโปงเรื่องทุจริตกล้ายางอย่างน่าปรบมือชื่นชม ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน
แต่เป็นหนังสือพิมพ์ผู้จัดการนี่เอง เขาถึงกัดฟันกรอดๆ "นายแน่มาก" ฉะนั้นถ้ามวลชนเสื้อเหลืองจะอ่อนน้อม
ยอมรับว่า ฯพณฯ เนวินเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เรื่องเก่าๆ จูบปากลืมเสีย พวกเสื้อแดงเขาก็คงไม่ว่ากระไรหรอกครับ

ขอแสดงความนับถือ

ใบตองแห้ง

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20090924/78601/%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88.html
วันที่ 24 กันยายน 2552 14:22

ชมรมสื่อออนไลน์หนุนเคารพลิขสิทธิ์เผยแพร่

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ผนึกกำลังประกาศเจตนารมณ์ หนุนเคารพสิทธิ์เผยแพร่

และในกรณีที่มีการนำเนื้อหาจากเว็บไซต์ของผู้ผลิตข่าวออนไลน์ไปเผยแพร่ในช่องทางเว็บไซต์อื่นที่มีลักษณะ
เป็นเชิงพาณิชย์หรือเจ้าของเว็บไซต์ได้รับประโยชน์ทางธุรกิจ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
ผู้ประกอบการเว็บไซต์ที่นำข่าวสารนั้นไปผลิตซ้ำต้องเคารพในความมีลิขสิทธิ์และงานสร้างสรรค์ที่ผลิต
โดยเว็บไซต์สมาชิก

...http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9520000110369

好好先生

หาวห่าวเซียนเซิง : สุภาพบุรุษแสนดี
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
23 กันยายน 2552 18:24 น.

(hǎo) อ่านว่า ห่าว แปลว่า ดี (อักษรเสียง 3 เมื่อวางหน้าอักษรเสียง 3 ด้วยกันจะผันเสียง 2 ออกเสียงเป็น หาวห่าว)
先生 (xiān shēng) อ่านว่า เซียนเซิง แปลว่า สุภาพบุรุษ (เป็นคำสุภาพใช้เรียกผู้ชายหรือสามี)


ในสมัยปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ยังมีชายชาวเมืองอิ่นชวนผู้หนึ่ง นามว่า ซือหม่าฮุย(สุมาเต็กโช) ฉายา เต๋อเชา
เขาเป็นผู้ที่มีความถนัดจัดเจนในด้านการอ่านผู้คน
และเฟ้นหายอดฝีมือผู้ที่มีความเป็นเลิศในด้านต่างๆ
ในช่วงชีวิตที่อาศัยยังเมืองจิงโจว ได้เคยสนับสนุนจูเก๋อเหลียง(ขงเบ้ง) และผางถ่ง(บังทอง)
ซึ่งในตอนนั้นต่างก็เป็นยอดคนอันดับต้นในแผ่นดิน ให้กับหลิวเป้ย(เล่าปี่) ได้รู้จัก

ทว่าในช่วงเวลาดังกล่าว อยู่ในยุคสังคมเสื่อมโทรมตกต่ำ
การต่อสู้ทางการเมืองมีการชิงไหวชิงพริบและซับซ้อนยิ่ง ซือหม่าฮุย
จึงแสร้งทำตนให้ดูภายนอกคล้ายดั่งเลอะเลือน
ไม่ว่าผู้ใดวิพากษ์วิจารณ์หรือกล่าวถึงเรื่องอันใด ไม่ว่าจะร้ายหรือดี
เขากลับกล่าวเป็นเพียงคำเดียวคือ "ดี"

วันหนึ่ง ขณะเดินบนทางเท้า ซือหม่าฮุยบังเอิญพบกับคนคุ้นเคยรายหนึ่ง คนผู้นั้นเอ่ยทักทายเขาว่า
"สุขภาพของท่านเป็นอย่างไรบ้าง ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีหรือไม่?" เขาจึงตอบกลับอย่างไม่ลังเลว่า "ดีแล้ว"

อีกวันหนึ่ง มีสหายเก่าแก่ผู้หนึ่งเดินทางมาที่บ้านของซือหม่าฮุย
แจ้งข่าวร้ายด้วยความเศร้าโศกเสียใจเนื่องจากการตายของบุตรชายอันเป็นที่รัก
ของตน โดยไม่มีใครคาดคิด ซือหม่าฮุยกลับเอ่ยตอบกลับเพียงคำเดียว
เป็นคำที่แสนคุ้นปากว่า "ดีแล้ว"

ภรรยาของซือหม่าฮุยทนไม่ไหว ได้แต่รอให้บรรดามิตรสหายเดินทางกลับไปแล้วจึงได้กล่าวโทษเขาว่า "
ผู้คนต่างก็คิดว่าท่านเป็นผู้ทรงคุณธรรม จึงได้พากันเชื่อฟังท่าน
เปิดเผยความในใจต่างๆ ออกมาให้ท่านฟัง
ทว่าเมื่อท่านได้ยินว่าบุตรชายของสหายเสียชีวิต กลับเอ่ยว่า "ดีแล้ว"
เช่นนี้ท่านนับเป็นอะไรได้"


ยิ่งไม่มีผู้ใดคาดคิด เมื่อซือหม่าฮุยเอ่ยตอบภรรยาไปว่า "ดีแล้ว คำกล่าวนี้ เจ้ากล่าวได้ดีแล้ว!"
เมื่อฝ่ายภรรยาได้ยินเขาเพียงกล่าวคำ "ดีแล้ว" ก็ให้เกิดบันดาลโทสะมากยิ่งขึ้น อับจนหนทาง
กระทั่งหัวร่อมิออกร้องไห้มิได้เลยทีเดียว

ต่อมาภายหลัง ผู้คนนำสำนวน "หาวห่าวเซียนเซิง" หรือ "สุภาพบุรุษแสนดี" มาใช้เพื่อเปรียบเปรยกระทบผู้
ที่ไร้จุดยืนของตนเอง ไม่แยกแยะผิดถูก ไม่กล้าทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ใด
เอาแต่โอนอ่อนผ่อนปรนตามผู้อื่นร่ำไป
เพียงเพื่อรักษาความอยู่รอดปลอดภัยให้กับตนเองเท่านั้น

สำนวนนี้ใช้ในตำแหน่งประธาน(主语) หรือกรรม(宾语)

ตัวอย่างประโยค
小马是个好好先生。他总是盲目赞同老板说的话。
เสี่ยวหม่า เป็นพวก ~ เอาแต่หลับหูหลับตายกยอคำพูดของเจ้านาย





ชั่วฤาพอเลี่ยงได้.....................ทำดี

แต่เกิดมาอัป..รีย์....................เปลี่ยนยาก

ห่อนรู้จักความดี......................ทำอย่างไรฤา

เสพสมแต่ชั่วช้า.....................ดุจหนอนอาจม ฯ


หนอนกินอาจมร้อง...............หอมหวาน

ดุจพาลส่อสัน_ดาน...............ชั่วช้า

กลับกลิ้งสังคมกาล...............ให้ชั่ว ตามเฮย

ความดีมิอาจรู้......................ด้วยชาติแห่งสกุล ฯ


ความดีมิยากนัก................จักทำ

แต่ยากแยกสิ่งนำ..............ดีชั่ว

ใครเล่าจักชี้นำ.................แปลกชั่ว ดีเฮย

จึ่งยากจะแยกล้ำ...............ชั่วช้าฤาดี ฯ



โดย 333unit [25 ส.ค. 2551 , 04:05:30 น.]

http://www.intell.rtaf.mi.th/newsdetail.asp?id=45504

ตำราพิชัยสงคราม SUNTZU ๑๓ บทไม้ตาย
น.อ. จอม รุ่งสว่าง
คำนำของผู้แปล
SUNTZU เป็นชื่อตำราพิชัยสงคราม ๑๓ บทไม้ตายที่เก่าแก่ที่สุด ๑ ในหนังสือว่าด้วยการทหารของจีนโบราณ ๗ เล่ม
เสียงที่ชาวไทยอ่านว่า “ซุนซู๊ “ เป็นเสียงอ่านตามที่ชาวตะวันตกอ่าน มิใช่เสียงที่ชาวจีนอ่านออกเสียง คาดว่าไม่ ซุนวู
( ๕๑๔–๔๙๗ ปีก่อน ค.ศ.) หรือไม่ก็ ซุนปิง ( ๓๔๐ ปีก่อน ค.ศ.) เป็นผู้ประพันธ์ขึ้น โดยใช้สำนวนจีนที่คมคาย เข้าใจง่าย
ประกอบกับใช้แนวคิดของชาวตะวันออกล้วนๆ และเป็นแม่บททางความคิดของทั้งลัทธิเต๋า และลัทธิขงจื๊อ อีกด้วย
อย่างไรก็ตามหากถอดความตรงตัวแล้ว อาจแปลได้ว่า “ ปราชญ์แซ่ซุน” มีการอ้างถึง SUNTZU บ่อยครั้งในระหว่าง
การเรียนการสอนเกี่ยวกับการสงครามของสถาบันการศึกษาวิชาชีพทางทหาร แต่ความจริงแล้วทหารไทยน้อยคนนัก
ที่เคยได้อ่านฉบับจริงจนจบเล่มหรือไม่ก็เพียงเคยได้อ่านจากเอกสารเรื่องอื่นๆที่ยังขาดความสมบูรณ์
...
ผู้แปลหวังอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่รักการอ่านทุกท่าน เพราะนอกจาก มันจะสามารถประยุกต์ใช้ในชีวิต
และการทำงานประจำวันแล้ว เนื้อหาสาระของ SUNTZU ยังได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าอัดแน่นไปด้วย
“ FUNDAMENTAL DOCTRINE ” ที่จะทำให้ผู้ที่อ่านได้แตกฉาน สามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของสงคราม
ได้เป็นอย่างดี ……
น.อ. จอม รุ่งสว่าง
รอง ผบ.รร.สธ.ทอ./ ผู้แปล
ตำราพิชัยสงคราม SUNTZU ๑๓ บทไม้ตาย

บทที่ ๑ แผนศึก
บทที่ ๒ เตรียมศึก
บทที่ ๓ นโยบายศึก
บทที่ ๔ ศักย์สงคราม
บทที่ ๕ จลน์สงคราม
บทที่ ๖ หลอกล่อ
บทที่ ๗ การแข่งขัน
บทที่ ๘ เก้าเหตุการณ์
บทที่ ๙ เคลื่อนกำลัง
บทที่ ๑๐ ภูมิประเทศ
บทที่ ๑๑ เก้าสนามรบ
บทที่ ๑๒ ไฟ
บทที่ ๑๓ สายลับ

บทที่ ๑ แผนศึก
๑. SUNTZU กล่าวไว้
การสงครามเป็นงานยิ่งใหญ่ มีความสำคัญต่อชาติใหญ่หลวง
ชี้ขาดความเป็นตายคนในชาติเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของชาติ
จึงต้องคิดอ่านพิจารณาด้วยความรอบคอบอย่างถึงที่สุด

ฉะนั้นจะต้องคิดคำนึงถึงเรื่องสำคัญ ๕ ประการ และพิจารณาเปรียบเทียบ ๗
ประการ เพื่อเข้าใจสถานการณ์ได้ถ่องแท้ .... ๕ ประการดังกล่าว ได้แก่ :-

  • หนทาง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนแต่ละชั้นว่าสามารถอยู่ร่วมกัน ตายร่วมกันได้เพียงใด ( การเมืองภายใน )
  • สภาพแวดล้อม เงื่อนไขเอื้ออำนวยของจังหวะเวลา และภูมิอากาศ
  • สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์
  • แม่ทัพนายกอง ลักษณะคน
  • กฎ ระเบียบ วินัย


ปกติการคิดคำนึง และศึกษาเรื่องราว ๕ ประการ แม่ทัพนายกองทุกคนเข้าใจดีอยู่แล้ว
แต่ผู้เข้าใจลึกซึ้งกว่าเป็นผู้ชนะ ผู้เข้าใจลึกซึ้งน้อยกว่าเป็นผู้ไม่อาจชนะ
ฉะนั้นเพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งกว่าจำเป็นต้องมีการพิจารณาเปรียบเทียบอีก ๗ ประการ ดังนี้ :-

  • ผู้นำประเทศฝ่ายใดกำจิตใจคนในชาติมากกว่ากัน
  • แม่ทัพนายกองฝ่ายใดมีความสามารถมากกว่ากัน
  • เงื่อนไขทางภูมิศาสตร์ฝ่ายใดได้เปรียบ
  • ฝ่ายใดรักษากฎ ระเบียบ วินัย เคร่งครัด กว่ากัน
  • กองทัพฝ่ายใดเข้มแข็งกว่ากัน
  • ทหารหาญฝ่ายใดได้รับการฝึกมามากกว่ากัน
  • การให้รางวัล และการลงโทษ ฝ่ายใดมีความยุติธรรมกว่ากัน


สำหรับ SUNTZU แล้ว จากที่กล่าวมา แม้ยังมิได้รบก็รู้แพ้ชนะกระจ่างแจ้งแล้ว

๒. ในกรณีแม่ทัพนายกองปฏิบัติตามการคิดคำนวณ ๕ ประการ และเปรียบเทียบ ๗ ประการของข้าพเจ้า
ถ้าเอาคนนี้มาใช้งานจะได้รับชัยชนะแน่นอนต้องเอาคนคนนี้มาใช้งานในกรณีแม่ทัพนายกองมิได้ปฏิบัติตาม
การคิดคำนวณ ๕ ประการ และเปรียบเทียบ ๗ ประการของข้าพเจ้า ถ้าเอาคนนี้มาใช้งาน
จะประสบความพ่ายแพ้แน่นอนต้องปลดคนคนนี้ทิ้งเสียถ้าปฏิบัติตาม และเข้าใจความคิดอ่านนี้
การเตรียมการก่อนออกศึกจะเกิด “พลังอำนาจ ” ซึ่งจะช่วยกองทัพในการศึกพลังอำนาจที่กล่าว
ช่วยให้ฝ่ายเราสามารถใช้ความอ่อนตัวบังคับสถานการณ์ได้ เปรียบให้ตกอยู่กับฝ่ายเรานั่นเอง
( พลังอำนาจ ...... ศักย์สงคราม )

๓. การศึกนั้นเป็นการเคลื่อนไหวด้วยเล่ห์เหลี่ยม
หมายถึงการกระทำที่กลับกันกับการกระทำปกติ ฉะนั้นเมื่อเข้มแข็งต้องให้เห็นว่าอ่อนแอ
เมื่อกล้าต้องให้เห็นว่ากลัว เมื่อใกล้ให้ดูไกล เมื่อไกลให้ดูใกล้เมื่อข้าศึกต้องการประโยชน์
เอาประโยชน์เข้าล่อ เมื่อข้าศึกวุ่นวายสับสนให้ฉวยโอกาสข้าศึกเหนียวแน่นให้ป้องกัน
ข้าศึกเข้มแข็งให้ถอยออกมา เมื่อข้าศึกโกรธให้ยั่วยุ ข้าศึกสบายทำให้พวกเขาเหนื่อยล้า
เมื่อข้าศึกกลมเกลียวทำให้แตกแยก โจมตีข้าศึกในที่ซึ่งไม่มีการป้องกัน รุกเข้าไปในที่
ซึ่งข้าศึกไม่คาดคิดเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ข้าศึก ก่อนรบไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่า
จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นไร ..

๔. ปกติการคิดอ่านก่อนออกศึกแล้วชนะ หมายถึงผลจากการคิดคำนวณ ๕ ประการเปรียบเทียบ๗ ประการ
แล้วมีทางชนะมากกว่าทางแพ้นั่นเอง แต่หากคิดอ่านก่อนออกศึกแล้วไม่อาจชนะก็หมายถึงผลจาก
การคิดคำนวณ ๕ ประการเปรียบเทียบ ๗ ประการแล้วมีทางชนะน้อยนั่นเอง ดังนั้น
จากการคิดคำนวณก่อนออกศึก ถ้ามีทางชนะมากจะชนะ ถ้ามีทางชนะน้อยกว่าก็จะมิอาจชนะ
สำหรับข้าพเจ้า เพียงสังเกตดังกล่าวก็รู้แพ้ชนะชัดเจนแล้ว


http://www.youtube.com/watch?v=OqWVO7d65PE&feature=player_embedded
เห็น คอมเม้นกันเยอะนึกว่า มีอะไร ด่ากันนี่เอง

แม่รงยิงใส่พวกเดียวกันเอง จรวด2.75 นิ้วทำเอง
ก็เงี้ยะห่วยไม่มีคุณภาพ เก่งแต่ปฎิวัติถุยยย
ไปตีกอลฟเหอะวะ

กองทัพไทยตกต่ำสุดๆ พอหรือยัง

http://www.oknation.net/blog/saedang/2009/02/07/entry-1
เล่าเรือง ฮ.คอบบร้า ยิงจรวด FFAR ขนาด 2.75 นิ้ว ช๊อตใส่พันจู่โจมเจ็บ 19

ทหารม้ารถถังเวลารบร่วมทหารราบบนพื้นดิน เมื่อเข้าตีด้วยกัน ใกล้ที่หมายก็จะหยุดเป็นฐานยิงเวลาทหารราบ
เข้ายึดที่หมาย วันนี้คอบบร้าสมมุติคือทหารม้าอากาศ ก็ทำการยิงสนับสนุนทหารราบจากบนฟ้าแทน พันจู่โจมเล่นเป็น
ทหารราบ มี ฮ.คอบบร้าเป็นทหารม้าอากาศ ยิงข้ามหัว เวลาเข้าตี เหมือนฐานยิงที่พื้นดิน แต่ลูกมันเก่าเก็บ 25 ปี
หมดอายุใช้งาน บ้านเราฝนตกชื้นด้วย วิ่งออกจากลำกล้องหล่นลงหัว ทหารพันจู่โจมโคตรซวยสุดๆ

ลูกจรวดขนาด 2.75 นิ้ว อายุเท่าเครื่องบิน หูตาไม่ค่อยดีแก่เต็มทน ยิงออกก็บุญแล้ว พันจู่โจมเป็นหน่วยขึ้นตรง
ของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ หน่วยบัญชาการนี้ใส่หมวกแดงทั้งหน่วยตั้งอยู่ลพบุรี มีค่าปีกโดดร่มทหารทั่วไป
ไม่มี ประกอบด้วยกองพลรบพิเศษ 4 กองพล รับผิดชอบ ลาว เขมร พม่า ปักษ์ใต้ แยกกันไป แต่พันจู่โจมเอาไว้เป็น
หน่วยเคลื่อนที่เร็ว ตั้งมาหลังจากการรบที่ช่องบกเลิก ออกงานแรกไปยิงกรือเซะเสียตายเรียบ
จนใต้รบไม่เลิกทุกวันนี้
ฟิตทั้งกองพัน ได้ จปร.เก่งๆไปอยู่ทั้งนั้น เป็นผู้บังคับกองพัน งานนี้ฟิตวิ่งกันเต็มที่แต่ไม่ได้แหงนมองฟ้า จรวดหล่นใส่หัว
ดีไม่ตาย รบบ้านร่มเกล้าก็แบบนี้ เครื่องเอฟ 5 ทิ้ง ระเบิดนาลม์ลาว ขนาด 500 ปอนด์ ทิ้งผิดลงใส่ทหารกองพัน
ทหารม้าที่ 14 ที่กำลังบุกเข้าตีลาว ตายเรียบ 54 ศพ
และที่ลพบุรีนี่แหละ กรมทหารราบ ที่ 31 พัน 2 ฝึกใช้กับระเบิดกบกระโดด
ครูฝึกพลาดอย่างไรไม่รู้ ลูกศิษย์ตายเรียบพร้อมครู 18 ศพ ไม่มีใครเล่าได้ เพราะตายเรียบทั้งครูนักเรียนโชว์รูป
ฮ.อาปาเช่ หน้าอกเสื้ออาแดง ไอ้กันไปถึงไหนแล้ว ทหารม้าอากาศก็ยังไม่มา

ป๋าหลบพักบ้านไร้กังวล ไม่หวั่นม็อบเสื้อแดง
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
วันที่ 16 ตุลาคม 2552 21:15

เมื่อลงจากรถ พล.อ.เปรม ได้กล่าวทักทายทุกคนที่มาให้การต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
พูดคุยทักทายเป็นกันเอง ก่อนเดินทางเข้าไปพักผ่อนภายในบ้านพักและได้เรียกให้พล.ท.วีร์วลิตฯ , พล.ท.ธวัชชัยฯ ,
พล.ต.ท.กฤษฎาฯ และนายประจักษ์ฯ เข้าหารือเป็นการส่วนตัว 15 นาที จากนั้นได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน
กับผู้ที่มาต้อนรับโดยขณะนั่งทานอาหาร 1 ชั่วโมง โดยพล.ท.วีร์วลิตฯ มีสีหน้าเคร่งเครียดและนั่งไม่ติดถึงกับต้องลุกเดิน
ออกจากห้องเพื่อรับสายโทรศัพท์มือถือถึง 3 รอบ อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า การเดินทางมาบ้านพักเที่ยวนี้
พล.อ.เปรมฯไม่ได้แจ้งกำหนดการให้ทราบ และไม่ได้ใช้รถตู้โฟล์ค หมายเลขทะเบียน ฮง - 9229 กทม.
แต่ได้ใช้รถตู้โตโยต้า อัลพาสแทนและในช่วงเย็นมีกำหนดจะไปตีกอล์ฟออกรอบที่สนามกอล์ฟภายค่ายสุรนารี
โดยมีการเตรียมกำลังสารวัตรทหารรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=26&PHPSESSID=3b689551733ed474a972d7f5817ffaa0






http://topicstock.pantip.com/rajdumnern/topicstock/2006/08/P4589085/P4589085.html
ความคิดเห็นที่ 8
หมู่บ้านร่มเกล้า เป็นหมู่บ้านหนึ่งในหลายหมู่บ้านในเขตอำเภอชาติตระการ จ.พิษณุโลก ที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่ห่าง
ออกไปทางทิศตะวันตกของ อ.ชาติตระการประมาณ 70 กม. (พอกับ กทม.-อยุธยา) และอยู่ห่างจากลาว
ประมาณ 10 กม.

ภูมิประเทศของหมู่บ้านร่มเกล้าเป็นทิวเขาสลับซับซ้อนและสูงชัน เช่น ภูสอยดาวที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นอุทยานแห่ง
ชาติไปแล้ว ราษฏรที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวม้งประมาณ 100 ครัวเรือนหรือประมาณเกือบ 700 คน
มีถนนเชื่อมต่อ 3 จังหวัด คือ อ.นาแห้ว จ.เลย อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก และ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์

ก่อนหน้าที่จะมีการปะทะกับทางลาวนั้น ทหารรัฐบาลเคยมีปัญหากับ ผกค.แถบนี้มาหลายครั้งแล้ว เพราะเป็น
พื้นที่ชายแดนที่ติดกับลาว

ในส่วนของพื้นที่ที่เป็นสมรภูมิ จะเป็นพื้นที่บริเวณภูเมี่ยง ภูสอยดาว ซึ่งเป็นทิวเขาที่กั้นระหว่างไทยกับลาว
สาเหตุที่เรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่าบ้านร่วมเกล้า เพราะในอดีตเป็นฐานที่มั่นแห่งหนึ่งของ พคท.ซึ่งทางการไทยได้ใช้
กำลังเข้าปราบปรามหลายครั้ง จนกระทั่งสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ และมีผู้เข้าร่วมพัฒนาชาติไทย
อพยพลงมาหลังปี 2525 ที่พคท.แพ้ศึกอย่างเด็ดขาด ทางรัฐบาลจึงได้จัดสรรที่ดินทำกิน และตั้งหมู่บ้านให้โดยให้
ชื่อว่าบ้านร่มเกล้า โดยได้จัดทหารพรานไว้เป็นชุดคุ้มครองหมู่บ้าน 1 กองร้อย

เหตุการณ์บ้านร่มเกล้าเกิดขึ้นในปี 2530 ซึ่งจากการสืบทราบภายหลัง ทราบว่าได้มีการขนย้ายอาวุธปืนอาร์ก้า
จำนวน 50 กระบอก พร้อมกระสุน 50,000 นัด กระสุนอาร์พีจี 1,500 นัด ลูกจรวด 150 ลูก ปตอ.57 จำนวน 2
กระบอก ออกจากคลังอาวุธที่เมืองหลวงพระบางเมื่อวันที่ 11 พ.ค.2530 และเดินทางต่อมายังแขวงไชยบุรีที่ติด
กับไทย ขณะที่ในไทยยังไม่มีการรายงานเหตุการณ์ผิดปกติแต่อยางใด
วันที่ 30 พ.ค.2530 ได้มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายประมาณ 30 คนใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาที่บ้านร่มเกล้า และเผา
ทำลายรถแทรกเตอร์ของบริษัทที่ทำไม้สัมปทาน ทหารพรานที่ทำหน้าที่คุ้มครองหมู่บ้านได้เข้าไปปะทะกับกอง
กำลังนี้ ผลปรากฏว่าได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ชาวบ้านเสียชีวิต 1 นาย พนักงานขับรถแทรกเตอร์เสียชีวิต 1 นาย

วันที่ 1 มิ.ย.30 กองกำลังในเครื่องแบบของทหาร สปป.ลาว ได้เข้มาจับราษฏรไทยในเขตประเทศไทย พร้อมพา
ตัวข้ามเขตไปจำนวน 7 คน ซึ่งสามารถหลบหนีมาได้ 1 คน นำไปขังไว้ที่บ่อแตน และส่งเรื่องมาให้นายอำเภอนา
แห้วให้เข้าไปเจรจาว่ามีราษฏรไทยบุกรุกเข้าไป ซึ่งนายอำเภอไม่ยอมเจรจา เนื่องจากยืนยันได้ว่าเป็นเขตแดน
ไทย
27 ก.ย.2530 ได้เริ่มปะทะกับกองกำลังจำนวนมาก และมีการใช้อาวุธหนักเข้าโจมตี การปะทะยืดเยื้อไปจนถึง 6
ต.ค.และสถานการณ์ได้เงียบสงบลงจนเหมือนกับเหตุการณ์ยุติลงแล้ว

20 ต.ค.30 ทหารไทยเข้าไปเคลียร์พื้นที่ พบร่องรอยการก่อสร้างเพื่อตั้งฐาน และพบว่ายังมีกองกำลังต่างชาติอยู่
ในเขตแดนไทยอีกจำนวนหนึ่งและอยู่ระหว่างการสับเปลี่ยนกำลังและส่งกำลังบำรุง

4 พ.ย.30 กองทัพภาค 3 เสริมกำลังจำนวน 1 กองร้อย ป.155 เข้าสนับสนุนการปฏิบัติการในพื้นที่ เพื่อเตรียมเข้า
ยึดที่หมายที่ 1 และ 2 โดยเคลื่อนกำลังเข้าโจมตีจากแนวด้านตะวันตกไปทางตะวันออก สามารถยึดพื้นที่เป้า
หมายแรกได้ แต่ไม่สามารถขึ้นไปยึดพื้นที่หมายแห่งที่ 2 ได้ (เนิน 1428) เนื่องจากถูกต่อต้านจากจรวดแซมและ
ปืนใหญ่อย่างหนักถึง 5-600 นัด โดยไม่สามารถพิสูจน์ทราบตำแหน่งที่ตั้งปืนใหญ่ข้าศึกได้

6 พ.ย. เปลี่ยนแผนเข้าตีใหม่ โดยเข้าจากทางทิศเหนือ และได้ตรวจพบกองกำลังฝ่ายตรงข้ามจำนวนประมาณ
100 คน ที่ริมน้ำเหือง จึงเข้าโจมตีจนกองกำลังดังกล่าวถอยร่นข้ามเขตแดนไป เสร็จแล้วจึงขึ้นไปตีที่หมายเดิมอีก
ครั้ง แต่ไม่สามารถเข้าถึงได้

8 พ.ย. เข้าตีใหม่อีกครั้ง ทางด้านทิศใต้ แต่พบว่าเป็นพื้นที่ที่สูงชันกว่าเดิม ไม่สามารถเข้าถึงได้ จึงต้องกลับมา
ปรับแผนใหม่อีกครั้ง

ในการรบที่บ้านร่วมเกล้านั้น กองทัพอากาศมีส่วนในการรบอย่างมาก โดยมีการนำเอาเครื่องเอฟ 5 เข้าโจมตี
หลายครั้ง ซึ่งเครื่องหนึ่งได้ถูกจรวดแซม 7 (แบบประทับบ่า)ยิงขึ้นมาถึง 3 ลูก แม้ว่าจะหลบไปได้ 2 ลูก แต่อีกลูก
หนึ่งได้ยิงถูกท้ายเครื่องบิน ทำให้เครื่องยนต์หลุดออกมา แม้ว่านักบินจะกระโดดออกมาได้ แต่ก็ต้องเสียเครื่อง
บินไป ซึ่งซากเครื่องบินลำดังกล่าวทางลาวได้นำมาตั้งแสดงไว้ที่เวียงจันจนทุกวันนี้

ในส่วนของกองทัพอากาศที่ได้เข้าปฏิบัติการระหว่าง วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๓๐ ถึง วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑
นอกจากเอฟ 5 ซึ่งเป็นเครื่องบินโจมตีหลักแล้ว ยังมีการสนับสนุนด้วยเครื่องโอวี 10 (เครื่องบินที่ผลิตมาเพื่อ
ปราบคอมมิวนิสต์โดยเฉพาะ) ซึ่งมีวีรกรรมที่น่ายกย่องของเสืออากาศไทย ซึ่งท่านทั้ง 2 ได้รับเหรียญกล้าหาญ
จากสมรภูมินี้ด้วย จึงขอยกมาอ้างถึงในที่นี้เสียด้วยเลย

"ในวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ เวลา ๑๒ นาฬิกา ๕๗ นาที นาวาอากาศโท สมนึก เยี่ยมสถาน และ เรืออากาศ
เอก ไพโรจน์ เป้าประยูร นักบินกองบิน ๔๑ ฝูงบิน ๔๑๑ ได้รับมอบภารกิจให้นำเครื่องบินโจมตีแบบ ๕ (OV-10)
ปฏิบัติการบินโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหาร ขณะบินปฏิบัติการเหนือพื้นที่ดังกล่าว เครื่องบินถูกกอง
กำลังภาคพื้นของฝ่ายตรงข้ามยิงด้วยอาวุธต่อสู้อากาศยานชนิดต่าง ๆ อย่างหนัก นาวาอากาศโท สมนึกฯ และ
เรืออากาศเอก ไพโรจน์ฯ ได้ใช้ความรู้ความสามารถในการบินหลบหลีกการยิงต่อต้านของฝ่ายตรงข้าม โดยมิได้
หวาดหวั่นต่ออันตรายใด ๆ คงทำการบินด้วยความมุ่งมั่นให้ภารกิจที่ได้รับมอบสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี จนในที่สุด
เครื่องบินถูกยิงที่บริเวณส่วนหางและเครื่องยนต์ด้านขวา ทำให้เครื่องยนต์ระเบิดกลางอากาศ ได้รับความเสีย
หายอย่างหนักไม่สามารถบังคับเครื่องบินต่อไปได้ จำเป็นต้องสละเครื่องบินเหนือพื้นที่ที่ฝ่ายตรงข้ามครอบครอง
อยู่และได้ถูกควบคุมตัวโดยกำลังฝ่ายตรงข้าม จนกระทั่งในวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
(พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) ได้รับนักบินทั้งสองนายกลับประเทศไทย และทั้ง 2 นายได้รับเหรียญกล้าหาญจากการ
ปฏิบัติภารกิจนี้ด้วย
เอฟ 5 ลำที่ถูกยิงตกนั้น เป็นหัวหน้าฝูงที่ดิ่งเข้าโจมตีเป็นลำแรก ซึ่งหัวหน้าฝูงเดิมเป็นนักบินอีกคนหนึ่ง ซึ่งก่อนที่
เครื่องบินจะขึ้น มี hot line เข้ามา ห้ามคนนี้ขึ้นบิน (คนนี้เป็นใคร คุณสื่อศิลป คงทราบดีอยู่)

นักบินที่รับตำแหน่งหัวหน้าฝูงแทน ได้รับคำสั่งให้เข้าโจมตีโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซี่งแหล่งข่าวแจ้งว่าเป็นที่เก็บอาวุธ
และไม่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศ แต่เจอ "แซม" เข้าเต็มๆ

นักบินและผู้ช่วยนักบิน ดีดตัวออกได้ทัน แต่ด้วยแรง "จี" ทำให้สลบไปทันที มารู้สึกตัวอีกครั้ง ตอนถูกจับขังไว้
แล้ว
แต่จากคำบอกเล่า ทางลาวปฏิบัติต่อเชลยทั้งสองเป็นอย่างดี

นักบินเอฟ 5 คนที่ถูกยิงตกและจับได้นี้ ภายหลังได้ไปเป็นผู้บัญชาการฝูงบินที่เชียงใหม่
ทหารไทยพยายามที่จะหาทางขึ้นเนินเพื่อตีฐานกองกำลังต่างชาติโดยสับเปลี่ยนทิศทาง
ไปเรื่อย เพราะแต่ละจุดล้วนมีลักษณะที่สูงชัน ซึ่ง ภาษาทหารเขาเรียกว่า "สูงข่ม" ทำให้ยากลำบากต่อการเข้าตี
และสูญเสียมากเวลาที่ถูกตอบโต้ ซึ่งหลังจากความพยายามหลายครั้งเข้าก็ได้ข้อสรุปว่าทิศเดียวที่สามารถขึ้น
เนินได้สะดวกที่สุด คือการตีทางทิศตะวันตกสู่ทิศตะวันออก

การโจมตีทางอากาศด้วยการทิ้งระเบิดเกิดขึ้นช่วงนี้แหละครับ โดยมีการทิ้งระเบิด 2 รอบจากเครื่องบินของไทย
ลงหัวทหารไทยด้วยกันเอง สูญเสียหลักร้อยทีเดียว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทหารจากกองพลทหารม้าภูเขา

การเข้าตียังดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถึงวันที่ 23 ธันวาคมจึงยึดพื้นที่ได้ และทางกองทัพภาค 3 ได้ส่ง
กำลังเพิ่มเติมเข้าไปอีก โดยเฉพาะทหารพรานอีก 2 กองร้อย

23 มกราคม สถานการณ์เริ่มเบาบางลง พล.อ.เปรม เดินทางเข้าตรวจเยี่ยมหน่วย ฉก.พล.ม.1 ซึ่งมีพล.อ.ชวลิต
ผบ.ทบ.ในขณะนั้นร่วมคณะด้วย และได้มอบนโยบายให้ทหารไทยตีรุกเข้าไปในดินแดนลาว

2. ก.พ.ฝ่ายตรงข้ามรุกกลับอีกครั้ง โดยใช้จรวดแซมยิงเข้ามาในไทย จำนวน 10 นัด กระสุนตกแถว อ.ด่านซ้าย
จ.เลย

16 ก.พ. กองทัพภาค 3 สับเปลี่ยนกำลังพล นำ พล.ร.4 เข้าไปแทน พล.ม.1 เพื่อเตรียมการเข้าโจมตีขั้นเด็ดขาด

17 ก.พ. กองทัพภาค 3 ได้รับคำสั่งจาก T.O.C (Technical Operation Control) ให้ระงับการโจมตีตามแผนที่
กำหนดไว้ และการโจมตีที่หมายอื่น ๆ ต่อกองกำลังต่างชาติทุกระดับ

18 ก.พ.กองกำลังต่างชาติได้ยิงปืนใหญ่ขนาด 105 และ 152 เข้ามายังพื้นที่รวมพลของทหารไทยหลายร้อยนัด
ทำให้ฝ่ายเราสูญเสียอย่างหนักอีกครั้ง เพราะไม่ได้มีการเคลื่อนกำลังเข้าตีตามแผนเดิม

19 ก.พ. พล.อ.ชวลิต ในฐานนะ ผบ.สส.ได้แจ้งให้ทางกองบัญชาการทราบว่าได้ทำการตกลงหยุดยิงกับทางรัฐ
บาลลาวแล้ว และให้แต่ละฝ่ายถอยห่างจากจุดสู้รบฝ่ายละ 1 กม. (บ้านร่มเกล้าห่างจากชายแดนไทยลาว 10
กม.+ 1 กม.เท่ากับเราเสียดินแดนไป 11 กม.


การยุติสงครามครั้งนั้นมีข่าวมาว่า พล.อ.เกรียงศักดิ์ กับอีกท่านหนึ่งจำชื่อไม่ได้ อดีตเคยเป็น รมว.อุตฯในสมัยรัฐ
บาลเกรียงศักดิ์และมีความสนิทคุ้นเคยกับผู้ใหญ่ในลาว ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยเดินทางไปเจรจาสงบศึก

ปัจจุบันท่านผู้นี้เสียชีวิตไปแล้ว ในหนังสือที่ระลึกงานศพ ได้มีการเล่าเรื่องนี้ไว้ด้วย โดยให้ชื่อว่า "ผู้ข้ามโขงยาม
อรุณรุ่ง" แต่ไม่มีรายละเอียดการสู้รบ เป็นเพียงเรื่องของการเจรจาให้สงครามยุติเท่านั้น

ประเด็นที่เป็นข่าวลืออกมามาก เช่น ทำไมจึงสั่งให้ทหารพล.ท.1 ซึ่งเป็นหน่วยทหารม้าภูเขาเข้าตีเนิน 1428 ก่อน
พล.ร.4 ซึ่งเป็นหน่วยทหารราบที่น่าจะส่งเข้าเปิดทางก่อน

ประเด็นการทิ้งระเบิดของกองทัพอากาศที่ลงบนพื้นที่ของกองกำลังพวกเดียวกันถึง 2 ครั้ง ทั้งที่บินไปตามวัน ว.
เวลา น.ที่สั่งไว้ทุกอย่าง โดยมีข่าวลืออกมาว่า การสู้รบของทหารไทยกับกองกำลังต่างชาติในช่วงเวลานั้นดุเดือด
มาก ถึงขั้นประจัญบานในระยะ 100 หลา และอยู่ในสภาพได้เปรียบ แต่ก่อนที่จะมีการทิ้งระเบิด ทหารฝ่ายตรง
ข้ามถอนกำลังถอยไปแล้ว จึงทิ้งระเบิดใส่พวกเดียวกันเอง ซึ่งทำให้ทหารม้าที่ขึ้นไปรบติดพันอยู่ตายและบาดเจ็บ
เป็นจำนวนมาก (ถ้านับตามใบปลิวที่ออกมาภายหลังบอกว่ากว่า 500 คนที่ต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บจากการทิ้ง
ระเบิดครั้งนี้

แม้แต่สาเหตุของการสู้รบ ก็มีการกล่าวกันว่าเป็นเพราะตกลงกันในเรื่องสัมปทานป่าไม้ไม่ได้ระหว่างไทยกับลาว
ซึ่งไทยเองก็เป็นภาคเอกชนเท่านั้น

เรื่องเหล่านี้ ยังหาคำตอบที่เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ สามารถนำไปอ้างอิงได้ ไม่มีสักที (หรือมีแล้ว
ผมไม่รู้ ใครรู้ช่วยสงเคราะห์หน่อย)

เรื่องของการรบที่ร่มเกล้าก็เลยกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่กระจ่างของไทยไปอีก 1 เรื่อง




แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Mon Oct 19, 2009 4:49 pm, ทั้งหมด 10 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Sep 25, 2009 5:16 pm

http://www.thaizhong.org/thaizhong/index.php/foundingthaichina-m/172-cor5.html

ตอนที่ 5 การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 การเจรจามีขึ้นในวันที่ 18 - 20 มิถุนายน ภายใต้บรรยากาศที่เป็นมิตร
ประเด็นต่าง ๆ สามารถตกลงกันได้ ฝ่ายจีนจึงแจ้งให้คณะผู้แทนไทยทราบว่า
นายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลของจีนขอเชิญนายกรัฐมนตรีไทย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
ให้มาเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

นายอานันท์ ปันยารชุน ได้พูดถึงการเจรจาในครั้งนั้นว่า "หลักใหญ่ ๆ ก็คือ ทั้งสองฝ่ายยอมรับ
หลักห้าประการของการอยู่ร่วมกัน เป็นหลัก 5 ประการที่ประกาศตั้งแต่สมัยปฏิญญาบันดุง
(Bandung Declaration) ซึ่งขณะนั้นกรมหมื่นนราธิปพงษ์ประพันธ์ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ
ไทยเรายอมรับแล้วประเด็น คือ การยอมรับหลัก 5 ประการนั้น
ในทางทฤษฎีมันมีมานาม แต่ไม่เชื่อว่าในทางปฏิบัติจะทำจริงหรือเปล่า
ไม่ว่าจะในเรื่องของการเคารพเอกราชและบูรณภาพแห่งดินแดน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการไม่แทรกแซงกิจการภายใน...
ทางด้านจีนมีอยู่เรื่องเดียวว่า เราต้องยอมรับว่ามีจีนประเทศเดียว หลักการ
One China ซึ่งก่อนหน้าเราไป ฟิลิปปินส์ก็ยอมรับแล้ว และใคร ๆ
ก็ตามที่ไปเจรจาต้องยอมรับหลักการนี้... อีกอันหนึ่งที่สำคัญก็คือว่า
จีนเขาย้ำว่าเขาไม่ยอมรับสิ่งที่เรียกว่าสองสัญชาติ (Dual Nationality)


อันนี้มีความสำคัญทางจิตใจของเมืองไทยมากเพราะตอนนั้นไทยก็ถูกโจมตีว่าเราซ้าย
เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าคนไทยเชื้อสายจีนที่มีอยู่ในเมืองไทยจะมีความจงรักภักดีกับเมืองไทย...
การที่จีนเขาไม่ยอมรับ 2 สัญชาติเขาพูดอย่างเปิดเผยว่า ขอให้คนไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในเมืองไทยนั้น
เป็นคนไทยที่ดีมีความจงรักภักดีกับเมืองไทย...ยังมีการพูดถึงการไม่แทรกแซงกิจการภายในต่าง ๆ

จีนก็ต้องลดบทบาทของตนในการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย...
ต่างคนต่างอยู่ในระยะที่ดูแลจิตใจกันว่ามีความจริงใจในเรื่องเหล่านี้หรือเปล่าต่อมาปรากฏว่าความจริงใจมันเกิดขึ้น..."

ในวันที่ 30 มิถุนายน ฯพณฯ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปถึงกรุงปักกิ่งพร้อมกับ
พล.ต. ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ และคณะ และเจรจากับเติ้งเสี่ยวผิง
รองนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นเจ้าภาพ วันรุ่งขึ้น 1 กรกฎาคม ตอนเช้า ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้รับแจ้งว่า
ประธานเหมาเจ๋อตุงพร้อมให้เข้าพบ นายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และรัฐมนตรีต่างประเทศ
พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เดินทางไปจงหนานไห่ และเข้าพบประธานเหมาเจ๋อตุงในห้องสมุด
ทั้งสองได้พูดคุยอย่างฉันท์มิตร เหมาเจ๋อตุงเริ่มการทักทายว่า "ท่านนายกมาหาคอมมิวนิสต์อย่างข้าพเจ้า
ไม่รู้สึกกลัวหรือ" ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ตอบว่า "หามิได้ ข้าพเจ้าเลื่อมใสท่านประธานมานานแล้ว
ข้าพเจ้ามิใช่คอมมิวนิสต์ แต่ข้าพเจ้ามาหาเพื่อน" ทั้งสองสนทนากันเกือบ 1ชั่วโมง เหมาเจ๋อตุงกล่าว
ในตอนท้ายว่า "ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงจะลุกจะนั่งก็ปวด อีกไม่นานก็จะตาย" ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ตอบว่า
"อย่าพูดเช่นนี้เลย โลกมนุษย์มิอาจขาดผู้ร้ายหมายเลขหนึ่งอย่างท่านได้" ประธานเหมาหัวเราะชอบใจ

นายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ลงนามใน "แถลงการณ์ร่วมสถาปนาความสัมพันธ์
ทางการทูตอย่างเป็นทางการ" กับโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีจีน ในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2518
ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ 101 ที่รับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน และเป็นประเทศที่สาม
ในกลุ่มอาเซียนแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทย
กับสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นฟูความสัมพันธ์และการประนีประนอมระหว่างกัน
เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน แม้ว่าทั้งสองประเทศจะมีความแตกต่างด้านอุดมการณ์ระบอบการปกครอง
และเศรษฐกิจก็ตาม แถลงการณ์ร่วมได้ระบุว่า ประเทศทั้งสองได้ยอมรับในหลัก 5 ประการ
ของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
และจะต่อต้านการสถาปนาความเป็นใหญ่ของประเทศ
หรือกลุ่มประเทศใด ๆ
ไทยได้รับรองว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลอันชอบด้วยกฎหมายของประเทศจีน
เพียงรัฐบาลเดียว และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนที่แบ่งแยกไม่ได้ ส่วนจีนก็ประกาศไม่ยอมรับ
การถือสองสัญชาติของคนจีนในประเทศไทย

หลังการลงนามในแถลงการณ์ร่วม นายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลได้กล่าวกับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่า
"ในหลายสิบศตวรรษที่ผ่านมาประเทศของเราทั้งสองมีการไปมาหาสู่กัน อยู่ใกล้ชิดกัน
จะติดต่อทางทะเลก็สะดวกมาก ดังนั้น พูดไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับเป็นญาติกัน"
หลิวหย่งชิง ล่ามภาษาไทยขณะนั้น (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตจีนประจำลาว)
ได้ย้อนพินิจถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ว่า คณะของนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
เป็นคณะสุดท้ายที่นายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลลงนามในเอกสารและเป็นการต้อนรับ
แขกต่างประเทศครั้งสุดท้ายเพราะหลังจากนั้นโจวเอินไหลป่วยหนักและถึงแก่กรรม

พล.อ.อ. สิทธิ เศวตศิลา ซึ่งร่วมเดินทางไปกับคณะด้วย ได้เล่าในภายหลังเกี่ยวกับบรรยกาศการเจรจา
ระหว่างเติ้งเสี่ยวผิงซึ่งเป็นเจ้าภาพแทนนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลซึ่งป่วย กับ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่า
"เติ้งเสี่ยวผิงยืนยันว่า จีนไม่คิดรุกรานหรือคุกคามไทย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ตอบว่า
ให้จีนเขียนคำดังกล่าวในล็อคเก็ต จะเอาไปให้เด็กไทยห้อยคอ เติ้งเสี่ยวผิงหัวเราะชอบใจ"

รัฐบาลไทยเห็นว่า การเป็นมิตรกับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นจะส่งผลดีต่อไทยมากกว่าผลเสีย
เพราะไทยจะได้รับผลประโยชน์หลายประการทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจทางด้านการเมือง
และความมั่นคงระหว่างประเทศ ไทยคาดหวังว่า จีนซึ่งเป็นประเทศใหญ่และขณะนั้นเป็นมิตร
ที่สนับสนุนเวียดนามในการทำสงครามต่อสหรัฐฯ อาจมีอิทธิพลและบทบาทในการยับยั้งเวียดนาม
ในกรณีที่เวียดนามจะคุกคามความมั่นคงของไทย
ส่วนทางด้านการเมืองและความมั่นคงภายใน
การมีความสัมพันธ์อันดีระดับรัฐกับสาธารณรัฐประชาชนจีน อาจส่งผลให้จีนลดการให้ความสนับสนุน
ต่อผู้ก่อการร้ายและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งคงทำให้พรรคคอมมิวนิสต์อ่อนแอลง
เปิดโอกาสให้รัฐบาลปราบปรามได้ง่ายขึ้น ทางด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยก็หวังจะซื้อน้ำมันดิบ
และน้ำมันเตาจากจีนในราคามิตรภาพเพื่อลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศอันเนื่องมาจาก
การขึ้นราคาน้ำมันของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์เชื้อเพลิงภายในประเทศ
อีกทั้งยังหวังที่จะขายผลิตผลทางการเกษตรบางอย่าง เช่น น้ำตาลดิบ ข้าวและยางพารา ให้กับจีนด้วย

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/world/20090925/78769/%E0%B8%8B%E0%B8%B9-%E0%B8%88%E0%B8%B5-%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2.html

วันที่ 25 กันยายน 2552 12:35
ซู จี ขานรับสหรัฐสานสัมพันธ์พม่า

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



ย่างกุ้ง - ซูจี แสดงความยินดีที่สหรัฐ เตรียมเปลี่ยนการดำเนินนโยบายต่อรัฐบาลทหารพม่า


Code:
ปัญหากรณีเขมร ภาคใต้ ความขัดแย้งทางการเมือง แบงค์ปลอม โจรสลัด เป็นเรื่องเดียวกัน
มีรากเหง้ามาจากการแย่งชิงจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก แหล่งอาหาร แหล่งน้ำมัน และภูมิยุทธศาสตร์
ที่ช่วยลดต้นทุนจากระบบโลจิสติกของมหาอำนาจตะวันตก
ด้วยการอาศัยการสร้างความแตกแยกระหว่างสถาบันหลักซึ่งมีทหารปกป้องดูแลกับกลุ่มนักการเมือง
เพื่อทำการล้มล้างระบบอำนาจแบบเดิมแล้วสร้างระบบอำนาจขึ้นใหม่ที่ทำให้ง่ายต่อตะวันตก
ในการแทรกตัวเข้ามาครอบครองจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ ประเทศไทย แห่งนี้

เพื่อดำเนินการแยกย่อยไม่ให้มหาอำนาจอีกกลุ่มที่ต้องการอยู่อย่างสันติห้าประการ
ในการรวมตัวสร้างความอำนาต่อรองที่เข้มแข็งโดยใช้เงินสกุลเดียวกันเหมือนก๊กอียู
เพราะหากสามารถแยกย่อยเราได้ โดยสนับสนุนนักการเมืองขายชาติเป็นเป้าล่อให้สถาบัน
หวังชนะสงครามในระดับยุทธการ แต่สงครามในระดับยุทธศาสตร์
เขาสามารถทำให้สังคมโลกสนับสนุนเขาเพราะการเข้าไปยุ่งเกี่ยวนั้นกระทบระบอบประชาธิปไตย
เหตุการณ์ในอนาคตจะบานปลายคล้ายๆ กรณีเนปาล ที่ดึงสถาบันมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง

ในกรณีเขมรหากสร้างความขัดแย้งจนเกิดสงครามยกระดับปัญหาสู่สากล
เมื่อเกิดการตัดสินหลักฐานเราเสียเปรียบเพราะปี ๔๓ เราไปเซ็นยอมรับ
ใช้แผนที่มาตราสองแสนเป็นกรอบในการแบ่งปัน เมื่อตัดสินมีการปักปันในหลักเจ็ดสิบสาม
เราจะสูญเสียดินแดนในทะเลที่อุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำมัน รัฐบาลที่มีทหารหนุนหลังก็จะเสียรังวัด

เพราะทำให้ไทยเสียดินแดนและผลประโยชน์ของชาติ

กรณีภาคใต้หากมีเหตุการณ์ในช่องแคบเฮอร์มุช กระแสมุสลิมจะรุนแรง
อันวาผู้นำฝ่ายค้าน จะใช้กระแสดังกล่าวและขุดคดีที่ผู้นำในอนาคตคือนาจิ๊บ
มีส่วนผัวพันธ์คดีฆาตกรรมนางแบบสาวชาวมองโกเลีย จนเป็นรัฐบาลมาเลเซียไทยมาเล
จะคุยปัญหาภาคใต้ไม่รู้เรื่อง อันวาจะสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนไทยอย่างเปิดเผย
โดยอ้างว่าดูแลพี่น้องมุสลิม ตามข้อบังคับ โอไอซี ในขณะที่ไทยบอกว่ามาเลรุกล้ำอธิปไตยไทย
เกิดสงครามระหว่างกันกลุ่มก่อการร้ายสามารถยกระดับปัญหาภายในประเทศไทยเป็นปัญหาระดับสากล
การฆาตกรรมรายวัน เมื่อนานเข้าจำนวนจะมาก จึงเป็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน ยูเอ็นเข้าแทรกแซง
ให้ไทย มาเลสงบศึก แล้วให้คนในพื้นที่เลือกที่จะอยู่กับไทย มาเล ท้ายสุดก็จะแยกตัวเป็นอิสระเหมือนติมอร์

การเมืองก็ทำให้สังคมแตกแยกเป็นเหนือ อิสาน ภาคกลางรวมภาคใต้ตอนบน และภาคใต้ตอนล่าง
เหลือแค่ตัวคะตะไล้และเงื่อนเวลาเท่านั้น ไทยจะแตกเป็นสี่ประเทศเป็นอย่างน้อย
ถ้าคนไทยไม่รีบแก้ไขถอดชนวนไม่ให้โรดทูไคซิสนี้เกิดขึ้น ในอนาคตตามข้อตกลง ดับบิวที่โอ
อัตราภาษีจะเป็นศูนย์ การแยกย่อยเราจะทำให้มหาอำนาจอีกขั้วไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้
เพราะสามารถกีดกันทางด้านการค้าที่ไม่ใช่รูปแบบภาษีได้
นั่นก็คือเขาสามารถปิดกั้นโอกาสความเจริญของไทย และกลุ่มเอเชียนั่นเอง

http://www.thaipost.net/news/300909/11533

พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล-หลักเขตแดนที่ ๗๓

เปลว สีเงิน
30 กันยายน 2552 - 00:00

มาถึงเรื่อง "ประวัติศาสตร์สาป" บ้าง เมื่อวานนี้สื่อมวลชนไทย ไม่ว่าวิทยุ-โทรทัศน์-หนังสือพิมพ์
อ้างแหล่งข่าว AFP บอกว่า ท่านสมเด็จฮุน เซน นายกฯ กัมพูชา พูดจาคำโตสั่งทหารเอาลูกปืนให้มันกิน
ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือทหารไทย ถ้าล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรของไทยรอบๆ
ปราสาทพระวิหาร

ยิงได้ทันที เพราะถือว่าพื้นที่เหล่านั้นเป็นของเขา!

ความจริงผมเห็นข่าวนี้ตั้งแต่คืนวันที่ ๒๘ ก.ย.แล้ว ก็อยากดูเหมือนกันว่า ฝ่ายไทยจะออกอาวุธอะไร
รับแม่ไม้มวยเขมร ปรากฏว่าใช้ลูกปิดป้อง และไม่ออกอาวุธโต้กลับ คือบอกว่า "เป็นเรื่องที่เขาพูดภายใน
กับสื่อที่ไปถาม" ปกติสมเด็จฮุน เซน ท่านก็ชอบพูดทำนองนี้ให้เป็นข่าวประจำอยู่แล้ว

สรุปว่า ไทยซึ่งเป็นผู้ใหญ่กว่า "ไม่ถือสา" นำมาเป็นอารมณ์!

คิดได้งั้นก็ดี สมเด็จฮุน เซน นั้น ผมเห็นตั้งแต่สวมเสื้อพระราชทานตัวเดียวขี้เกลือขึ้นหลัง
มาหาพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งเป็นนายกฯ ในสมัยนั้น นอบน้อมถ่อมตน มือไม้อ่อน
เรียกว่าคนไทยเห็นก็สงสาร และเอ็นดูท่าน ค่าที่ว่ากัมพูชาตอนนั้นเพิ่งฟื้นไข้ ฟื้นสงคราม
หลายๆ อย่างยังต้องพึ่งพาจากไทย

แต่ตอนนี้ชักมีเนื้อ-มีหนัง ประกอบกับมีแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติที่ "ชาติมหาอำนาจ"
ทางเศรษฐกิจหวังเข้าไปตีสนิทและเคลมเอาขุมทรัพย์นั้น สมเด็จฮุน เซน ท่านก็เลยอ้าขาผวาปีก
ปตามประสา ซึ่งอย่าว่าแต่ท่านเลยครับ

เป็นผม เผลอๆ จะหนักกว่าท่านสมเด็จฮุน เซน เป็นร้อยเท่า ยิ่งรู้ว่าเมื่อวาน ป.ป.ช.จะชี้มูลคดีรัฐบาล
"สมัครนอมินีทักษิณ" เรื่องแถลงการณ์ร่วม มันก็ต้องเล่นบทกร้าวเอาใจเพื่อนกันหน่อย เป็นธรรมดา!

มีแฟกซ์มาให้ผมแผ่น พร้อมก๊อบปี้ต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นมาให้ดูด้วย เขาแปลมาอย่างนี้ครับ

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ NIPPON KEIZAI SIMBUN (NIKEI) ข่าวเศรษฐกิจญี่ปุ่น
ฉบับลงวันที่ ๑๓ สิงหาคม ค.ศ.๒๐๐๙ ที่ผลประโยชน์สืบเนื่องมาจากกรณีเขาพระวิหาร

หัวข้อข่าว: รัฐบาลญี่ปุ่นปล่อยเงินกู้สกุลเยนให้กับประเทศกัมพูชา เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงท่าเรือ


รัฐบาลญี่ปุ่นปล่อยเงินกู้สกุลเยนแก่ประเทศกัมพูชาเพื่อปรับปรุงท่าเรือสีหนุวิลล์
ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการขนถ่าย
สินค้าที่เพิ่มขึ้น และเรือสินค้าขนาดใหญ่เข้าเทียบท่าได้

ขณะนี้ธุรกิจของญี่ปุ่นกำลังดำเนินการพัฒนาขุดเจาะน้ำมันและแก๊สธรรมชาติกลางทะเลนอกฝั่ง

ท่าเรือสีหนุวิลล์ เป็นท่าเรือขนาดเล็ก ล้าสมัย จึงไม่สามารถรองรับการขนถ่ายสินค้าประเภทโลหะ
ถ่านหิน และสินค้าเกษตรได้อย่างเพียงพอ รัฐบาลญี่ปุ่นให้การสนับสนุนในการขยายท่าเรือ
คอนเทนเนอร์เก่า และสร้างท่าเรือคอนเทนเนอร์ใหม่ สำหรับเรือสินค้าขนาด ๕ หมื่นตัน
กำหนดแผนงานแล้วเสร็จในปี ค.ศ.๒๐๑๔ เมื่อถึงปี ค.ศ.๒๐๑๖ ความสามารถในการขนถ่ายสินค้า
จะเพิ่มขึ้นเป็น ๖ เท่าของปี ค.ศ.๒๐๐๗ หรือเท่ากับ ๑๑,๒๐๐ ล้านตัน/ปี

รัฐบาลญี่ปุ่นปล่อยเงินกู้แก่รัฐบาลกัมพูชาเป็นจำนวนเงิน ๗,๑๗๖ ล้านเยน โดยผ่านองค์การ JICA ของญี่ปุ่น
และเงินกู้ครั้งนี้นับเป็นการให้กู้ที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ ๒ ประเทศนี้ คิดดอกเบี้ย ๐.๐๑% ต่อปี
ชำระคืนในเวลา ๔๐ ปี สัญญาการกู้ได้ลงนามแล้วเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ค.ศ.๒๐๐๙

บริษัท MITSUI PETROCHEMICAL กำลังพัฒนาขุดเจาะน้ำมันและแก๊สธรรมชาติอยู่นอกฝั่งสีหนุวิลล์
คาดว่าท่าเรือนี้จะมีบทบาทมากในการขนถ่ายน้ำมันและแก๊สธรรมชาติไปยังญี่ปุ่นในอนาคตนี้

ด้วยความเคารพ

จาก แฟนไทยโพสต์


ครับ..ข่าวจากหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นก็สอดรับกับข่าวที่รัฐบาลกัมพูชาแถลงเมื่อเร็วๆ นี้ว่า มีบริษัทพลังงาน ๔ ราย
เข้าพบฮุน เซน ขอสิทธิ์ในสัมปทานการสำรวจหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา
เขตที่ ๔ รายแรกที่เข้าพบฮุน เซน คือ กลุ่ม Mitsui Oil Exploration Corp จากญี่ปุ่น


รายที่สองเป็นกลุ่ม Chevron Corp จากสหรัฐ ส่วนกลุ่มที่สาม และที่ ๔
เป็นของญี่ปุ่นทั้งคู่ คือกลุ่ม INPEC Oil and Gas
และกลุ่ม Marubeni Oil and Gas Corp อยู่ระหว่างสมเด็จฮุน เซน จะตัดสินใจเลือกเอากลุ่มไหน

ในเขตสัมปทานการสำรวจ เขตที่ ๔ นี้ นอกจาก ๔ กลุ่มนี้เข้ามะรุมมะตุ้มสมเด็จฮุน เซน แล้ว
กลุ่ม TOTAL จากฝรั่งเศส ดังที่ทราบกันอยู่ กับกลุ่ม China National Offshore Oil Corporation ของจีน
ก็ร่วมวงเข้าชิงสิทธิ์สัมปทานในการเข้าสำรวจด้วย

เนื้อหอมซะไม่มีอย่างนี้ มิตรแท้เก่าๆ อย่างไทยจึงเป็นสนิม สู้มิตรเทียมใหม่ๆ ไม่ได้ หน้าตาจุ๋มจิ๋ม สมเด็จฮุน เซน
จึงสวมบทเจ้าคุณ และยัดเยียดบท "อีเย็น" ให้ไทยเฉยเลย!

เรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชานี้ ตามกฎหมายสากลยึดแนวไหล่ทวีปลากออกไป ๒๐๐ ไมล์ทะเล
เขมรประกาศเมื่อ ๑ กรกฎาคม ๒๕๑๓ ลากเส้นจากจุดอ้างอิงที่ละติจูด ๑๑ องศา ๓๘.๘๘ ลิปดาเหนือ
ลองจิจูด ๑๐๒ องศา ๕๔.๘๑ ลิปดาตะวันออก ผ่านยอดเขาสูงสุดของเกาะกูด ตราด เลยไปถึงระยะกึ่งกลาง
ระหว่างหลักเขตที่ ๗๓ คลองใหญ่ ตราด

ฝ่ายไทยประกาศเขตไหล่ทวีป เมื่อ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๑๖ กำหนดจุดอ้างอิงที่ ๑ ที่ละติจูด ๑๑ องศา
๓๙ ลิปดาเหนือ ลองจิจูด ๑๐๒ องศา ๕๕ ลิปดาตะวันออก ที่บ้านหาดเล็ก คลองใหญ่ ตราด
แล้วลากเส้นไปยังเกาะกงของกัมพูชา จากนั้น แบ่งครึ่งมุมระหว่างเส้นฐานตรงออกเป็นมุมภาคทิศ ๒๑๑ องศา
ไปยังตำแหน่งของจุดที่ ๒ ทำให้เกิดพื้นที่เหลื่อมทับซ้อนกันประมาณ ๓.๔ ตารางกิโลเมตร

ทั้งไทย-กัมพูชา เคยจ้างบริษัท Chevron สำรวจและประเมินว่าบริเวณดังกล่าวมีก๊าซธรรมชาติ
มูลค่า ๓.๕ ล้านล้านบาท และน้ำมันดิบมูลค่า ๑.๕ ล้านล้านบาท เดี๋ยวมูลค่าเพิ่มเป็นเท่าไหร่ก็ไม่รู้แล้วนะ!

ไอ้ตรงหลักเขตแดนที่ ๗๓ บนบกนี่แหละ ทุกวันนี้เข้าใจกันสับสนลากโยงลงไปถึงเขตทับซ้อนทางทะเล
"พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ" อดีตเจ้ากรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ท่านไขข้อข้องใจไว้ชัดมาก
ผมจะตัดตอนเฉพาะส่วนไทย-กัมพูชามาให้อ่านอีกครั้งดังนี้

-การให้สิทธิสัมปทานในพื้นที่ทับซ้อนไทยกัมพูชานั้น ไทยได้ให้ไปทั้งหมดแล้วตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๑
โดยแบ่งเป็น ๑๐ แปลง และกัมพูชาก็ให้สิทธิสัมปทานไปทั้งหมด เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๐ โดยแบ่งเป็น ๔ แปลง
การให้สัมปทานเช่นว่านี้ ผู้รับสิทธิยังไม่สามารถเข้าไปดำเนินการสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมจนกว่าไทย
และกัมพูชาจะสามารถตกลงกันได้

ความจริง เป็นเพียงการจับจองสิทธิเท่านั้น!

-จากข่าวที่ทราบก็คือ เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๐ บริษัทที่รับสิทธิสัมปทานในแปลง ๓ และ ๔ ของกัมพูชายกเลิก
สิทธิสัมปทาน ดังนั้น ก็ปรากฏว่าบริษัทของฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และจีน แสดงความสนใจที่จะเข้ารับสิทธิสัมปทาน
ในแปลง ๓ และ ๔ ของกัมพูชาที่ว่างลง

คงจะเห็นแล้วว่า เรื่องนี้เป็นการดำเนินการทางธุรกิจธรรมดาไม่มีอะไรน่ากังวลใจ
ดูเหมือนว่าวันนี้คนไทยหวั่นไหว และไม่รู้จะเชื่อใครได้ เพราะเราแตกแยก และอ่อนแอ

-อีกประเด็นหนึ่งที่ขอถือโอกาสเรียนให้ทราบคือ เส้นเขตไหล่ทวีปในทะเล เราได้พิจารณาแล้ว
ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๖ ว่าเส้นเขตแดนบนบกมีปัญหา น่าจะต้องใช้เวลาเจรจายาวนาน
เราจึงประกาศเขตไหล่ทวีป โดยเริ่มจาก "จุดที่ ๑" แล้วกำหนดค่าฟิกด์แลต ลองเลย
โดยไม่อ้างอิงหลักเขตแดนที่ ๗๓ บนบกแต่อย่างใด

เอาไว้เมื่อเจรจาหลักเขตแดนบนบกที่ ๗๓ (บ้านหาดเล็ก) เสร็จแล้ว จึงจะเอาเส้นเขตแดนทางทะเล
เข้าบรรจบ จึงขอเรียนว่า "อย่ากังวล" กับปัญหาเรื่องเขตแดนบนบกจะมามีผลกับเส้นเขตแดนในทะเล
เราเว้นช่องว่างโดยทางเทคนิคไว้แล้ว

ครับ...ประเด็นตรงนี้นับว่าสำคัญมาก และยังเข้าใจสับสนจนนำไปสู่ "ความขัดแย้งโดยสุจริต" กันอยู่มาก
น่าที่รัฐบาลจะนำมาอธิบายให้ประชาชนได้เข้าใจมากกว่านี้ "พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ" ท่านทำเรื่องนี้
มากะมือแต่ต้น เชิญท่านมาช่วยอธิบายให้แทนก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรนี่ครับ...ท่านนายกฯ

http://www.oknation.net/blog/saedang/2009/02/05/entry-5
ไปดูหลักเขต ไทย-เขมร ที่ ๗๓ หลักเขตสุดท้ายปลายสุดชายแดนไทยตะวันออก จ.ตราด


หลักเขตที่ ๗๓ อยู่ต่ำเพราะดินทับถมไม่เหมือนหลักเขตที่ ๒๘ ในป่าทึบ บนเทือกเขา
พนมดงรัก มองไปด้านหลังเห็นกำแพงคือเขตแดนเขมร และตรงหูซ้ายอาแดงมองตรง
ไป จะเห็นธงชาติเขมรพรมแดน และเป็นทะเลตรงนั้นต่อแผ่นดินไทยเรียกเกาะกง ที่
จริงไม่ใช่เกาะ คนไทยเอาเงินไปทิ้งที่นั่นทุกวัน...ลืมไปตลอดแนวชายแดนอีสาน
ใต้ ตะวันออกอรัญฯด้วย ดูนานๆ ไม่รู้เขมรหรือไทย เป็นควายถูกดูดเงิน
ตอนรัชกาลที่ ๑ พอเราเกรณ์เขมรขุดคลองคูเมืองเสร็จ ตอบแทนมันโดยเอามาฝังประตูเมือง
แบบทั้งเป็นสร้างวังตามพิธีพรามณ์ วันนี้เขมรขู่ไทยทุกวัน ถอยไป ไม่งั้นจะดำเนินสงครามเต็มรูปแบบ
ไทย...ถอย จำไว้ยุคขันฑีที่สอยนายกไทย นอนตายเรียงกัน ๓ ศพ ทักษิณ - สมัคร - สมชาย
ก่อนหน้า ๒๖ ปี สอยยังเติกส์นอนตายเรียงกัน ๔๒ ศพ ขันฑีผู้ซึ่งไม่เคยแพ้ใครในปัฐพี ยกเว้นรบแพ้เขมรกับลาว
ดีส่งบิ๊กจิ๋วไปกอดกับลาว ก่อนเมื่อปี ๒๕๓๒ ไม่งั้นไม่รู้หมู่หรือจ่า เพราะตอนนั้นรัสเซียยังไม่แตก
เป็น ๑๕ ประเทศ มาแตกปี ๒๕๓๔ เขมร ๓ ฝ่ายจึงเลิกรบไปรวมเป็น ๔ ฝ่าย และลาว
ก็เลิกรบจับมือไทย ...เกือบไปยุคหน้าพระสยามเทวาธิราชที่สร้างโดยรัชกาลที่ ๔ จะแข็ง
ทำประเทศไทยโชคดีแบบนี้อีกหรือเปล่า รอดทุกที


http://www.oknation.net/blog/biggun191/2008/06/25/entry-1
วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน 2551
ตุกติกเขมร!! บิดเบือนแผนที่ไทยในเอกสารมรดกโลก

ภาพถ่ายจากมุมสูงที่ตั้งปราสาทพระวิหารจากปลายหน้าผาบริเวณ "เป้ยตาดี" มองเห็นแผ่นดินไทยลิบๆ อยู่ไกลโพ้น
เส้นสีแดงขีดขึ้นใหม่แสดงให้เห็นแนวสันปันน้ำ ที่ควรจะเป็นเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาตามหลักสากล ส่วนเส้นประสีน้ำเงิน
เป็นแนวเส้นเขตแดนที่ไทยกล่าวอ้างมาตั้งแต่ปี 2505 มิใช่เพิ่งจะยกขึ้นมากล่าวอ้าง "เมื่อเร็วๆ นี้" ตามที่กัมพูชาพยายาม
จะให้ฝ่ายต่างๆ เข้าใจ
รัฐบาล กัมพูชาภายใต้สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซน
(Samdach Akkak Moha Sena Pdei Techo Hun Sen) นายกรัฐมนตรี ได้เริ่มเจรจากับไทยเรื่องการจดทะเบียน
ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกมาตั้งแต่ ปี 2543 ซึ่งเป็นรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร


http://mblog.manager.co.th/phakri/2-769/
๑๔. มิ.ย.๔๓
ได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย - กัมพูชา ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมไทย – กัมพูชา
ทำการสำรวจและ จัดทำหลักเขตแดนไทย –กัมพูชา การดำเนินการยังอยู่ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี
และต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะหนึ่ง กว่าจะถึงพื้นที่ปราสาทพระวิหารดังนั้นทางราชการไทยจึงยังยึดถือ
แนวเขตแดนไทยตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ.๒๕๐๕ เป็นหลัก

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_53_%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
คณะรัฐมนตรีคณะที่ 53 ของไทย


คณะรัฐมนตรีคณะที่ 53 (14 พฤศจิกายน 2540 - 9 พฤศจิกายน 2543)
นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงลงพระปรมาภิไธยในประกาศ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000120118
แผนที่ 1 : 200,000 ปีศาจร้ายจากปี 2505 ถึงปี 2552 !
โดย คำนูณ สิทธิสมาน

10 ตุลาคม 2552 15:34 น.

กรณีพฤติกรรมของรัฐบาลที่อาจทำให้ไทยเสียดินแดนให้กัมพูชานั้น มีข้อมูลใหม่ประเด็นใหม่ที่ ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์
ได้เปิดมาทาง ASTV รายการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2551 และในนสพ. ASTV
ผู้จัดการรายวันฉบับเช้าวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2551 ที่พาดหัวว่า
“แฉรัฐบาลน้องเขยแม้วสอดไส้แผนที่เขมรผ่านสภา” นั้นคนไทยทุกคนต้องรับรู้ร่วมกัน

เพราะถ้าไม่ร่วมกันแก้ไข เราอาจจะเสียดินแดนให้กัมพูชามากกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่ตัวปราสาทพระวิหารที่เสียไปแล้ว
เมื่อปี 2505 ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ 4.6 ตารางกิโลเมตรที่วันนี้กัมพูชาสร้างวัดสร้างถนนมีชุมชน
และไม่ใช่ทั้งหมดของ 4.6 ตารางกิโลเมตร

แต่อาจจะมากกว่านั้นมหาศาล – ตามแผนที่ฝรั่งเศส 1 : 200,000 ที่เราไม่ยอมรับมาตลอด !

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการรณรงค์ครั้งนี้ ที่ต้องเริ่มต้นให้รัฐสภาลงมติไม่เห็นชอบกับบันทึกการประชุม
คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) รวม 3 ฉบับ ที่จะเข้าสู่การประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ภายในไม่ช้าไม่นานนี้

โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2551 รัฐสภาทำผิดพลาดมาแล้วครั้งหนึ่งด้วยการอนุมติกรอบการเจรจา
ไทย-กัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง 409 ต่อ 7 งดออกเสียง 1 และ 406 ต่อ 8 งดออกเสียง 2

แน่นอนครับ – ผมเป็นเสียงหนึ่งใน 7 และ 8 เสียงที่คัดค้านนั้น !

เพื่อนสมาชิกรัฐสภาท่านอื่นที่คัดค้านล้วนเป็นส.ว.ทั้งสิ้น คือ พ.ท.กมล ประจวบเหมาะ, พล.ต.ต.เกริก กัลยาณมิตร,
คุณรสนา โตสิตระกูล, คุณวรินทร์ เทียมจรัส, คุณสมชาย แสวงการ, คุณสุรจิต ชิรเวทย์ และท่านอาจารย์มณเฑียร บุญตัน
(เฉพาะกรอบหลัง) โดยท่านที่งดออกเสียงทั้ง 2 กรอบคือท่านประธานวุฒิสภาอาจารย์ประสพสุข บุญเดช
และคุณหมออนุศักดิ์ คงมาลัยงดออกเสียงเฉพาะกรอบหลัง

ท่านนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและส.ส.พรรคประชาธิปัตย์โหวต “เห็นด้วย” กับทั้ง 2 กรอบ !!
แต่นั่นก็เป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2551 ที่สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมด

กรอบทั้ง 2 กรอบที่รัฐสภาอนุมติไปเมื่อเกือบ 1 ปีที่แล้วไม่ดีอะไรหรือ ?

นอกเหนือจากประเด็นถอนทหารทั้ง 2 ฝ่ายออกจากบริเวณวัดแก้วสิขาคีรีสะวาราซึ่งเป็นดินแดนไทย
อันดูเหมือนดี แต่จะเป็นผลให้ไทยต้องถอนทหาร แต่กัมพูชาแม้ถอนทหารก็ยังมีวัด ชุมชนและทหาร คงอยู่แล้ว
ก็คือประเด็นการจัดทำหลักเขตแดนภายใต้สิ่งที่เรียกในกรอบ 1 ว่า “แผนแม่บท...” และในกรอบ 2
ให้เป็นไปตามแนวทางเอกสาร 3 รายการ คือ สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904, สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907
และ....ตรงนี้สำคัญครับ.....

“แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยาม
กับอินโดจีน ที่จัดทำขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1907 กับเอกสารอื่น
ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1907 ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส”


อย่าลืมขีดเส้นใต้ตรงคำว่า “แผนที่” นะ !

แผนที่ที่ว่านี้ผมเข้าใจว่ามี 11 ระวาง หรือ 11 แผ่น เป็นแผนที่อัตราส่วน 1 : 200,000 ที่ฝรั่งเศสจัดทำขึ้นในปี ค.ศ. 1908
ในระวางหนึ่งที่รู้จักกันต่อมาในชั้นการพิจารณาของศาลโลกระหว่างปี 2502 –2505 ในนาม “ภาคผนวก 1” หรือ
“ANNEX 1” นี่แหละที่มาผนวกเอาปราสาทพระวิหารไปไว้ในดินแดนกัมพูชา อันเป็นผลให้ไทยแพ้คดีเสียปราสาทพระวิหาร
ให้กัมพูชาเพราะหลัก “กฎหมายปิดปาก” เพราะศาลโลกพิจารณาเห็นว่าไทยมีโอกาสที่จะคัดค้านแผนที่ที่ว่านี้ในหลายกรรม
หลายวาระแต่ไม่ได้คัดค้าน

ท่านอาจารย์ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์บอกว่าเรายอมรับแผนที่ ANNEX 1 ที่ทำให้เราเจ็บปวดทั้งประเทศมาแล้วในปี 2505
ก่อนหน้านั้นแล้วในแผนแม่บทและ TOR ปี 2546 (2003) สมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นเอกสารประอบหมายเลข 4
เป็นภาษาอังกฤษ แจกจ่ายในวันที่ 28 ตุลาคม 2551 โดยในเอกสารนี้ที่ผมยังเก็บไว้ถึงขนาดมีวงเล็บไว้ด้วยว่าแผนที่นี้คืออะไร
...เขาวงเล็บไว้ในข้อ 1.1.3 ว่า....

“...hereinafter referred to as the Maps of 1 : 200,000”


จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของพ.ต.ต.ทักษิณ ชินวัตรที่ทำขึ้นในปี 2546 และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
(โดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ต่างประเทศในขณะนั้น) นำมาเสนอเป็นกรอบเจรจาต่อรัฐสภา
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2551 หรอกครับ


มันเป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยตั้งแต่ปี 2543 โน่น !


เพราะแผนแม่บทและ TOR ปี 2546 (2003) ที่มีชื่อเต็ม ๆ ว่า “Terms of Reference and Master Plan for
the Joint Survey and Demarcation of Land Boundary between the Kingdom of Thailand and
the Kingdom of Cambodia” ที่มีระบุประโยคเชิงยอมรับ “the Maps of 1 : 200,000”
ไม่ได้ลอยลงมาจากฟากฟ้าหรือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรคิดขึ้นมาเองหรอก


มันมาจากเอกสารชื่อเต็ม “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่ง
ราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก”
ที่เรียกย่อ ๆ ว่า MOU ปี 2000 ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ทำกับกัมพูชาในปี 2543 !

เจบีซีเตือนอย่าเอาเขตแดนไทย-กัมพูชาไปเล่นการเมือง
วันที่ 12 ตุลาคม 2552 18:03
เจบีซีเตือนอย่าเอาเขตแดนไปเล่นการเมือง ด้านผู้เชี่ยวชาญเขตแดนทางทะเล
เผยเอกสารสนธิสัญญาระหว่างประเทศ 2 ฉบับ ยันเกาะกูดเป็นของไทย

...
เพื่อให้ความรู้และชี้แจงต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจ
และจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย- กัมพูชา ปี 2543 จะทำให้ไทยสูญเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Mon Oct 12, 2009 9:36 pm, ทั้งหมด 8 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Sep 25, 2009 10:23 pm

เพื่อความเข้าใจง่าย ๆ อยากให้จำเอกสารชิ้นนี้ในนาม MOU 2000 และจำเอกสารปี 2546 ในนาม TOR 2003
เพราะในการต่อสู้กรณีนี้เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีข้อมูลและมีเหตุมีผล

ใน MOU 2000 ที่ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตรขณะดำรงตำแหน่งรมช.ต่างประเทศลงนามร่วมกับนายวาร์ คิม ฮง
ของกัมพูชาเมื่อปี 2543 นั้นจำไว้ให้แม่นเลยนะครับว่า “ข้อ 1 (ค)” หรือในภาษาอังกฤษก็เป็น “Article 1 (c)”

นั่นแหละที่เป็นปัญหาใหญ่

ข้อความในฉบับภาษาไทยก็เป็นข้อความเดียวกับในข้อ 3 ของกรอบที่ 2 ที่รัฐสภาอนุมติไป
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2551 เป๊ะ


“แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยาม
กับอินโดจีน ที่จัดทำขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1907 กับเอกสารอื่น
ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1907 ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส”


มีต่างกันคำเดียวแค่คำว่า “ที่” ที่ใน MOU 2000 ข้อ 1 (ค) ใช้คำว่า “ซึ่ง” เท่านั้น
หันไปดูข้อความในฉบับภาษาอังกฤษ Article 1 (c) ของ MOU 2000 ก็จะพบข้อความที่เหมือนกันเป๊ะกับ TOR 2003
ข้อ 1.1.3 ซึ่งก็เป็นคำแปลมาจากภาษาไทยข้างต้น

แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ตรงที่ใน TOR 2003 ก่อนประโยค “, and other documents relating to the...”
(แปลมาจาก “...กับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง...”) ทะลึ่งใส่วงเล็บแทรกไว้ให้ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์จับได้...

“...(hereinafter referred to as the Maps of 1 : 200,000)...”

ถ้าเราเห็นว่าการเขียนข้อตกลงกับกัมพูชาในเชิงยอมรับแผนที่ 1 : 200,000 (หรือ ANNEX 1) นี้ผิด ไม่อาจยอมรับได้

มันก็ไม่ได้ผิดแค่รัฐบาลน้องเขยแม้วที่เสนอ 2 กรอบต่อรัฐสภาเมื่อ 28 ตุลาคม 2551 เท่านั้น

แต่มันต้องผิดมาตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2543 ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
ยุคท่านชวน หลีกภัย – โดยม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร – ไปทำ MOU 2000
กับกัมพูชาแล้ว !


http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000120120

แผนที่ 1 : 200,000 ปีศาจร้ายจากปี 2505 ถึงปี 2552 ! (ตอนที่ 2)

เพราะมันคือขบวนการ CIA ไทยรบเขมร คิดว่าใครเสียเปรียบ
ไส้ศึกเต็มเมืองไทย!!!
ไทยรบกับเขมรตอนนี้ ก็ไม่ต่างอะไรจาก ช่องบก และ ร่มเกล้า
แต่สถานการณ์ต่างกันที่ ชนะจะถูกบังคับให้สูญเสียดินแดนโดยกองกำลังของอเมริกา
ในนาม UN เข้ามาควบคุม ถ้าแพ้กองทัพไทยจะสาบสูญไปจากโลกนี้
รวมถึงสถาบันสำคัญ


http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000123162
40 ส.ว.เล็งจัดสัมมนาปราสาทพระวิหาร เผยมีข้อมูลลับทหารขายชาติ
16 ตุลาคม 2552 14:10 น.
ด้าน นายเทพมนตรีกล่าวว่า เราได้พบเอกสารบางอย่างระหว่างที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมจะไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ที่ประเทศสเปน
พบว่ามีการส่งมอบรูปภาพและการวางกำลังของกองทัพไทย
โดยมีนายทหารบางคนของไทยที่แอบส่งข้อมูลและภาพถ่ายฝูงบินเอฟ 16
และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทหารไทยจะนำขึ้นไปตรึงกำลังบนเขาพระวิหารไปให้กัมพูชา

ถือว่าประเทศไทยมีไส้ศึกที่เป็นนายทหารของไทยเองและนายทหารคนนี้ยังรับราชการอยู่


http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%8C_%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C

การดำรงตำแหน่งที่สำคัญ
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เคยดำรงตำแหน่งทางทหาร และตำแหน่งพิเศษอื่นดังนี้

ราชการทหาร


  • รับราชการประจำศูนย์การทหารราบ พ.ศ. 2508
  • ผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 1 กรมผสมที่ 31 พ.ศ. 2509
  • ผู้บังคับชุดปฏิบัติการ กองร้อยรพิเศษ กองรบพิเศษ (พลร่ม) ที่2 พ.ศ. 2513
  • ครูโรงเรียนสงครามพิเศษ ศูนย์สงครามพิเศษ พ.ศ. 2515
  • ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 4 กรมผสมที่ 23 พ.ศ. 2521
  • ผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ 1 กองพลรบพิเศษที่ 1 พ.ศ. 2526
  • ผู้บัญชาการกองรบพิเศษที่ 1 พ.ศ. 2532
  • ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ พ.ศ. 2535
  • แม่ทัพภาคที่ 2 พ.ศ. 2537
  • ที่ปรึกษาพิเศษ กองทัพบก พ.ศ. 2540
  • ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก พ.ศ. 2540
  • ผู้บัญชาการทหารบก พ.ศ. 2541 - 2545
  • ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พ.ศ. 2545 -2546

ตำแหน่งพิเศษ


  • ราชองค์รักษ์เวร พ.ศ. 2526
  • นายทหารคนสนิท นายกรัฐมนตรี (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์) พ.ศ. 2521-2531
  • นายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ พ.ศ. 2531
  • สมาชิกวุฒิสภา ครั้งที่ 1 และ 2 พ.ศ. 2535 และ 2539
  • ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2546
[แก้] เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 ภายหลังจากที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร
ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีประชาชนรวมตัวกันชุมนุมตามสถานที่ต่างๆ
เพื่อขับไล่ พล.อ.สุจินดา ให้ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลของ
พล.อ.สุจินดา ต้องสลายการชุมนุม โดย พล.อ.สุรยุทธ์
ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี ได้เป็นผู้นำกองกำลังทหาร
เข้าสลายการชุมนุมในบริเวณโรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตมากที่สุด

http://74.125.153.132/search?q=cache:Zqms1GJg3PwJ:www.numtan.com/nineboard/view.php%3Fid%3D1851+%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B9%8C+%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%8A%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99+(CheMan,+W.K.)&cd=3&hl=th&ct=clnk&gl=th&client=firefox-a

ภารกิจลับของสหรัฐอเมริกา ..!! สร้างความปั่นป่วนตามแนวชายแดนไทย


๏ ๏ ๏
ในรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ เมื่อวันศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม 2547 ที่ผ่านมา สนธิ ลิ้มทองกุล
ได้พูดถึงเรื่อง CTIC - Counter Terrorist Intelligence Center ที่เข้ามาตั้งศูนย์ปฏิบัติการลับในบริเวณ
พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเปรียบเทียบว่าน่าจะใกล้เคียงกับ ฉก. 399 ที่ ชายแดนไทย-พม่า
และได้เอ่ยถึงชื่อเสียงเรียงนามของ อเมริกันชน นายหนึ่ง แบร์รี่ ชาปิโร ที่พอภารกิจในประเทศไทยซาลง
ก็ถูกหน่วยเหนือโยกย้ายไปอยู่ที่ อัฟกานิสถาน นั้นวันนี้ “เซี่ยงเส้าหลง” ขอทำหน้าที่ เก็บตก มาอรรถาธิบาย
ขยายความตามข้อมูลที่พอรู้มาต่อเนื่องอีกสักวันนะ

๏ ๏ ๏ อันว่า แบร์รี่ ชาปิโร (ภาษาอังกฤษเขียนว่า Barry Shapiro) เป็นนายทหารบกแห่งกองทัพสหรัฐอเมริกา
ยศ พันเอก ตำแหน่งในประเทศไทยเมื่อ ปี 2543 – 2545 คือ หัวหน้าหน่วยจัสแมกไทย เคยมาทำงาน
ในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 3 ครั้ง จึงไม่แปลกที่จะ พูดภาษาไทยได้ดี และแต่งงานกับ ผู้หญิงไทย
แถมจบการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก (หลักสูตรหลักประจำชุดที่ 66)
เมื่อพ้นจากตำแหน่งแห่งที่ในประเทศไทยแล้วก็ไปประจำการต่อในตำแหน่ง นายทหารติดต่อแห่ง
กองกำลังผสม/ร่วมเฉพาะกิจที่ 180 ใน อัฟกานิสถาน ส่วนผู้ที่ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าหน่วยจัสแมกไทย
แทนคือ พันเอกเควิน คลาร์ก การโยกย้ายครั้งนั้นที่เกิดขึ้นในช่วง กันยายน 2545
แน่นอนว่าในทางเปิดเผยแล้วก็ต้องบอกว่าเป็นไป ตามปกติ และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ
ความไม่สงบชายแดนไทย-พม่า ที่คุกรุ่นมาตั้งแต่ ปี 2543, 2544 และเกือบจะ บานปลาย
ในช่วง เมษายน 2545 แต่หากไล่เรียงลำดับวันเวลา จะพบว่าเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับที่
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจ โยกย้ายก่อนฤดูกาล เลื่อนชั้นให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
ลุกจากตำแหน่ง ผบ.ทบ. ไปเป็น ผบ.สูงสุด
และยังเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ อเมริกา คอลิน พาวเวลล์ เดินทางมาพบรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการต่างประเทศของไทย สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ที่ในทางลึกแล้ว แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิด
บอก “เซี่ยงเส้าหลง” ไว้ว่าหนึ่งใน Dialogue ที่ต้อง ขีดเส้นใต้หลายเส้น คือแจ้งอย่างเป็นทางการว่า

สหรัฐอเมริกาขอปฏิเสธการดำรงอยู่อย่างเป็นทางการของนโยบายใด ๆ ที่อาจสร้างเข้าใจผิดให้กับไทยและพม่า
การโยกย้ายที่เกิดขึ้นกับ พันเอกแบร์รี่ ชาปิโร จึงเสมือน การยุติปฏิบัติการบางประการบริเวณชายแดนไทย-พม่า
แต่จะยุติปฏิบัติการพิเศษบางประการในหน่วย CTIC ที่ขณะนั้นต้องยอมรับว่า เข้ากับสถานการณ์
หลังเหตุการณ์ 9/11 มากกว่า หรือไม่ ไม่มีใครรู้ เพราะขณะนั้นไม่มีใครรู้ถึงการคงอยู่ของ CTIC

แต่ที่แน่ ๆ คือเรื่องราวของ CTIC จะต้องผ่านการรับรู้ของ พันเอกแบร์รี่ ชาปิโร และเจ้าหน้าที่
ใน หน่วยงานความมั่นคงของไทย โดยเฉพาะหน่วยที่ ทำงานประสานกับสหรัฐอเมริกา มาจนเรียกได้ว่า
คุ้นเคย-นานวัน จนเห็นว่าเป็น เรื่องปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ,
สำนักข่าวกรองแห่งชาติ
ที่ทำงานประสานด้านการข่าวและรับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา
ในด้าน ข่าวกรอง มาตั้งแต่ยุคที่ยังเป็น กรมตำรวจ, กรมประมวลข่าวกลาง โน่น

๏ ๏ ๏อันที่จริง เครือข่าย ของ อเมริกันชน ที่เข้ามาฝังตัวในบ้านเราและทำงานบริเวณ
ชายแดนไทย-พม่า นั้นมีมานานแสนนานทั้ง เป็นทางการ และ ไม่เป็นทางการ ในประการหลังนี้
ก็โดยผ่าน องค์กรเอกชนที่บำเพ็ญสาธารณประโยชน์, นักสอนศาสนา กรอบอ้างอิง สิทธิมนุษยชน
เข้าไปสัมพันธ์กับ กะเหรียงคริสต์ และ กองพล 93
ภารกิจเปิดเผยก็คือ ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
รวมทั้งมีส่วนเสนอแนะต่อ UNHCR ในงานด้าน บริหารจัดการศูนย์อพยพ และ คัดเลือกผู้ลี้ภัยไปยัง
สหรัฐอเมริกา ส่วนภารกิจไม่เปิดเผยคือ งานข่าวกรอง บริเวณพื้นที่ยุทธศาสตร์ ด้านทิศใต้
ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
เครือข่ายที่ว่านี้ก่อนหน้าการถือกำเนิดของ ฉก. 399 และบทบาทโดดเด่น
ของ แบร์รี ชาปิโร มีคนที่โด่งดังมาก ๆ ในบริเวณนั้นชื่อ เดวิด ยูแบงก์ เป็นอดีตนายทหารอเมริกันยศ
พันตรี เคยประจำการอยู่ใน หน่วยรบพิเศษ ที่ 1 Fort Lewis, Washington State เข้ามาทำงานด้าน สิทธิมนุษยชน
และให้ความช่วยเหลือต่อ บุคคลผลัดถิ่น (Internal Displaced Persons) คน ๆ นี้มีบิดาเป็น นักสอนศาสนา

ความรู้และความผูกพันบริเวณ ชายแดนไทย-พม่า จึงกล่าวได้ว่า สูงมาก ทั้งยังเชื่อว่าน่าจะได้รับการสนับสนุนจาก
คนใหญ่คนโตในแวดวงการเมืองอเมริกัน อย่าง วินสตัน ลอร์ด ผู้ที่ก็มีความผูกพันกับ ชายแดนไทย-พม่า
อีกคนหนึ่งผ่าน สายใยรัก ของ ผู้หญิงจีน ที่รู้จักกันนาม เบ็ตตี้ บาว ผู้ที่มี เตี่ย เป็นพลพรรคระดับนำของ
กองพล 93 เครือข่ายอเมริกันชนกลุ่มนี้ดำเนินนโยบาย ต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า ใน ทุกรูปแบบ
โดยไม่ยึดถือเคร่งครัดในหลัก สันติภาพ ไม่พยายามป้องกัน สงครามไทย-พม่า แต่กลับ ไม่ได้ผลเท่าที่ควร
เพราะ สมช. - สภาความมั่นคงแห่งชาติ ยุค พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ คัดค้านขัดขวางและดำเนินนโยบาย สวนทาง
จนเกือบจะบรรลุวัตถุประสงค์ ชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มตกลงกับรัฐบาลทหารพม่าอย่างสันติ มาติดขัดอยู่ก็ที่
ไทยใหญ่ กับ กะเหรี่ยงคริสต์ ที่มีเครือข่ายสายสัมพันธ์กับ อเมริกันชน กลุ่มที่ว่านี้

๏ ๏ ๏ มีข้อน่าสังเกตในยุครัฐบาล ชวน หลีกภัย ภายใต้การกุมบังเหียนนโยบายต่างประเทศของ
สุรินทร์ พิศสุวรรณ และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้เกิดปรากฎการณ์ 3 จุด นักศึกษาพม่ายึดสถานทูต,
กะเหรี่ยงยึดโรงพยาบาลราชบุรี และ กำเนิดฉก. 399 ที่มีโอกาส พลิกสถานการณ์ ก่อให้เกิด สงครามไทย-พม่า ได้


๏ ๏ ๏ จะให้ “เซี่ยงเส้าหลง” สืบสาวเรื่องราวโดยไม่ยกแต่ Conspiracy Theory สถานเดียวได้อย่างไรเล่าในเมื่อ 2
เหตุการณ์แรกเสมือนล้อกัน-แก้กัน เพราะตัวการเปิดเผยในเหตุการณ์แรกถูก วิสามัญฆาตกรรมทุกคน
ในเหตุการณ์ที่ 2 ส่วนเหตุการณ์ที่ 3 นั้นเป็นไปตามนโยบายของ กองทัพไทย ยุค พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ
พล.อ.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์
นึกไม่ออกเหมือนกันว่าหากไม่เกิด เหตุการณ์ 9/11 ขึ้นมาผนวกกับ
ทิศทางนโยบายต่างประเทศไทยไม่แปรเปลี่ยนจากเดิม (หรือพูดง่าย ๆ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยังคง
กุมบังเหียนประเทศ
) สถานการณ์จะพัฒนาไปสู่ระดับใดแล้ว

๏ ๏ ๏ ก่อนหน้า เหตุการณ์ 9/11 หนึ่งในจุดล่อแหลมที่สหรัฐอเมริกายุคใหม่ The Military Complex ของ
จอร์
จ ดับเบิ้ลยู บุช พุ่งเป้ามา กดดัน ก็คือ ชายแดนไทย-พม่า ภายใต้เหตุผลฟังดูดี ทำสงครามกับยาเสพติด
แต่หลังจากนั้นเป้าหมายหลักเคลื่อนมาที่ อัฟกานิสถาน และตามมาด้วย อิรัก เพราะเหตุผล ทำสงคราม
กับขบวนก่อการร้ายสากล นั้น ขายได้, โดน มากกว่า

๏ ๏ ๏ ในมุมมองนี้ประเทศไทยก็เลยออกจะ โชคดี ที่ในช่วง ต้นปี 2544 ระหว่างรอยต่อ 2 รัฐบาล
สามารถ ยับยั้งพัฒนาการของสถานการณ์ไว้ได้ ด้วยการที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จั่ว ไพ่จีน แต่ขณะที่
สถานการณ์ยังไม่ปลอดภัยโดยพื้นฐานอีกไม่กี่เดือนถัดมาก็เกิด เหตุการณ์ 9/11
ส่งผลดีต่อปฏิบัติการ
ถอนชนวน ในระยะเวลาสั้นคงไม่มีใคร สร้างสถานการณ์ เพื่อนำไปสู่ สงครามไทย-พม่า ได้ง่าย ๆ อีกต่อไป

๏ ๏ ๏ เกมการเมืองระหว่างประเทศเมื่อ ต้นปี 2544 ที่เรียกว่า จั่วไพ่จีน ครั้งนั้นคงจะจำกันได้ว่า
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เชิญแขกอาวุโสคนสำคัญจากเมืองจีน พลเอกสือโห้วเถียน ผู้ที่ในขณะนั้นนอกจาก
จะดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แล้วยังมีตำแหน่งใน พรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นถึง
คณะกรรมการกลาง – รับผิดชอบกิจการด้านพม่า มา เยือนไทย หลังจากนั้น ไม่ถึง 10 วัน เหตุความไม่เข้าใจ
จากฝั่ง พม่า ก็เริ่ม สงบ
และแม้จะเกิดเหตุรุนแรงช่วง ปลายเดือนเมษายน 2545 สถานการณ์โดยรวม
ก็ยังคง สงบ รายละเอียดในเรื่องนี้ “เซี่ยงเส้าหลง” เขียนไว้เมื่อ วันที่ 18 พฤษภาคม 2547 แล้ว

๏ ๏ ๏ จริง ๆ แล้วในทาง กฎหมาย ไม่มีทางจะโยง พันเอกแบร์รี่ ชาปิโร ให้เข้ากับ ชายแดนไทย-พม่า,
ฉก. 399 รวมทั้ง CTIC ได้เลยแม้แต่น้อย

๏ ๏ ๏ เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบใน การบริหารจัดการศูนย์อพยพ รวมทั้ง การ คัดเลือกผู้ลี้ภัยไปยังสหรัฐอเมริกา
ในทาง กฎหมาย คือ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR – United Nations
High Commissioner for Refugees ซึ่งในพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-พม่านั้นมี Field Offices ตั้งอยู่ที่ แม่ฮ่องสอน,
แม่สอด และ สังขละบุรี
และก็ไม่ได้คัดไปเฉพาะ สหรัฐอเมริกา แต่ใช้คำรวม ๆ ว่า ประเทศที่ 3 ต่างหาก

๏ ๏ ๏ แต่ใน ทางปฏิบัติ แล้วยากจะแยกออกจาก บทบาท ของ สหรัฐอเมริกา ในการเฝ้าระวังพื้นที่
แถวนั้นมานานวันในฐานะ ปากประตูด้านใต้ของจีน มีเรื่องราวเล่าขานกันมาจนเป็น ประวัติศาสตร์ และ ตำนาน
มากหลาย


๏ ๏ ๏ ใน เอเชีย-แปซิฟิค ยุทธศาสตร์โลกของ สหรัฐอเมริกา กำหนด หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ไว้ที่ ญี่ปุ่น,
เกาหลีใต้ และ ออสเตรเลีย ประเทศใน อาเซียน อย่างมากก็มีค่าแค่ พันธมิตร แน่นอนว่าประเทศที่จะ
ถูกปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ ในอาเซียนก็คือ มาเลเซีย และ พม่า โปรดสังเกตว่า ประเทศไทย
นอกจากจะ อยู่ตรงกลางระหว่างพม่ากับมาเลเซีย แล้วยังมี ความสลับซับซ้อนของปัญหา
ในบริเวณพื้นที่ ชายแดนไทย-มาเลเซีย และ ชายแดนไทย-พม่า ด้วย

๏ ๏ ๏ในส่วน ชายแดนไทย-พม่า เราต้อง รับผลกระทบจากความไม่สงบภายในพม่า และในส่วน ดินแดน
3 จังหวัดภาคใต้ เรามีพื้นฐานของ ปัญหาชนกลุ่มน้อย แม้ว่า ก่อนปี 2547 จะถือได้ ไม่รุนแรง แต่ก็เป็น ตัวแปร
ที่พัฒนาได้เร็ว อย่างยิ่ง

๏ ๏ ๏ ปัญหาที่ ละเอียดอ่อนมากที่สุด คือระบบการเมืองของประเทศวันนี้ ถึงอย่างไรก็ยังขึ้นอยู่กับ
กระแสความนิยม จริงอยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความชำนาญสุดยอดใน การบริหารกระแส
แต่ก็จริงอยู่เช่นกันว่า แนวทางที่ถูกต้อง ในการบริหาร ปัญหาชายแดน, ปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน
โดยทั่วไปแล้วไม่เป็นที่ ถูกใจ ของ แนวคิดชาตินิยม ที่แม้จะ ไม่ตรงกับประวัติศาสตร์ที่แท้จริง
แต่ก็ถูกฝังรากลึกมาจาก ยุคสร้างชาติ-ยุครัฐนิยม โดยเฉพาะในสมัย จอมพลป. พิบูลสงคราม,
พล.ต.หลวงวิจิตรวาทการ และ ฯลฯ ที่มักจะเป็น กระแสหลัก ในยามเกิดปัญหา

๏ ๏ ๏ จะเพราะการเกิดขึ้นของ CTIC หรือเหตุผลใดอื่นก็ตาม หน่วยสืบราชการลับ ของทั้ง
สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย เข้ามาอยู่ใน ประเทศไทย และ อาเซียน ทั้ง เป็นทางการ, ไม่เป็นทางการ
เต็มไปหมดในนามของ การต่อต้านการก่อการร้าย ตั้งแต่ ภาคใต้ ยัน กัมพูชา
มาแล้วตั้งแต่ช่วงหลัง
เหตุการณ์ 9/11 ไม่ต้องพูดถึง เชื้อความคิด ที่ฝังรากลึกอยู่ในหมู่ ข้าราชการประจำ ที่ถึงอย่างไร
ก็มองอเมริกา, ตะวันตก เป็น มิตร โดยพื้นฐาน


๏ ๏ ๏ ปัญหาหลักของ ข่าวกรองด้านความมั่นคง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ มุสลิม นั้นคือ
ขาดความรู้ความเข้าใจพื้นฐานต่อโลกอิสลาม ยิ่งอาศัย เครือข่ายข่าวกรอง จาก สหรัฐอเมริกา + พันธมิตร
เป็น หลัก ยิ่งเสมือนซ้ำเติมสถานการณ์เลวร้าย


๏ ๏ ๏เป็นต้นว่า....ย่อมเป็นปกติของ โลกอิสลาม ไม่ต่างจาก โลกคริสต์, โลกพุทธ ที่มี การสนับสนุนและช่วยเหลือ
ทางการเงิน จาก ประเทศร่ำรวย ทั้งในฐานภาพ รัฐ, เอกชน ไปยัง ประเทศยากจน และก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน
ที่มีกิจกรรม เผยแพร่ศาสนา, สอนศาสนา กระจายไป ทั่วโลก โดยเฉพาะ ประเทศกำลังพัฒนา, ประเทศยากจน
ทำให้ต้องมี ครูสอนศาสนา, อาสาสมัครสอนศาสนา หากไม่จำแนกระหว่าง องค์กรศาสนาอิสลาม กับ ขบวนก่อการร้าย
ก็จะเกิดลักษณะ เหมารวม, เลือกปฏิบัติ และนำไปสู่ปฏิบัติการ ปิดกั้นกิจกรรมขององค์กรศาสนาอิสลามทั้งหมด

ที่สุดโลกก็จะกลายเป็น สงครามอารยธรรม สมดังสมมติฐานที่ แซมมวล ฮันติงตัน วาดไว้ในงานเรื่อง
The Clash of Civilization (and the Remaking of World Order) ดู กัมพูชา ก็ได้ที่มี องค์กรภาคเอกชน,
องค์กรศาสนา เข้าไปเคลื่อนไหว มากกว่า 100 องค์กร ส่วนใหญ่เป็น คริสต์ศาสนา ทั้งจาก สหรัฐอเมริกา
และโดยเฉพาะ ออสเตรเลียเสีย มากกว่า 80 องค์กร กลับถือเป็น ปกติ, ไม่เป็นข่าว

แต่พอมีการเคลื่อนไหวจาก โลกมุสลิม เข้าไป ไม่กี่องค์กร กลับ เป็นเรื่อง, ถูกจับกุม และกำลังนำไปสู่วิธีการ สุดขั้ว
คือ กีดกันกิจกรรมของศาสนาอิสลามโดยไม่มีการจำแนก ทั้ง ๆ ที่โดยพื้นฐาน หลักธรรมอิสลาม นั้นสอนให้
ประชาชนมุ่งหวัง สันติ, สงบ และ สมถะ และแม้แต่จะพยายาม จำแนก แต่ถ้ารายชื่อ บัญชีดำขบวนก่อการร้าย
ของสหรัฐอเมริกา ขยาย กว้าง กิจกรรมปกติของ องค์กรศาสนา ก็มีโอกาสถูกกวาดเข้าไปอยู่ใน ขบวนก่อการร้าย
มิพักต้องพูดถึง มาตรฐาน, ความถูกต้อง ในการพิพากษาให้องค์กรใดขบวนใดเข้าไปอยู่ใน บัญชีดำ ล้วนเป็นเรื่อง
ของ สหรัฐอเมริกา โดย เอกเทศ อย่างแท้จริง

๏ ๏ ๏ ใน ขอบเขตทั่วโลก สหรัฐอเมริกาให้ข่าวประณาม อัลกออิดะห์ พอมาใน ขอบเขตเอเชียอาคเณย์
พวกเขาให้ข่าวเสริมสร้าง ความไม่ดีไม่งาม ให้กับ เจไอ ที่ก็พอดีสอดคล้องกับ ปัญหาภายใน ของ สิงคโปร์,
อินโดนีเซีย กลายเป็น ขนม(จีน)ผสมน้ำยา พอดี

๏ ๏ ๏ ทางด้าน สิงคโปร์ ความเป็นฐานที่มั่นของ ทุน รวมทั้ง เชื้อชาติของชนชั้นปกครอง ย่อมไม่สบายใจอย่างยิ่ง
ต่อ กระแสสถาปนารัฐอิสลาม ที่เกิดขึ้น ทั่วโลก และประเทศเพื่อนบ้านก็มี มาเลเซีย, อินโดนีเซีย ประชิดติดอยู่
ชนชั้นปกครองอินโดนีเซีย เองนั้นกล่าวได้ว่าเป็น “...อิสลามที่ลอยลงมาจากฟากฟ้า.”, “...โมเดิร์นอิส ลาม.”
มีวัตรปฏิบัติที่ แตกต่างออกไป และคบหาสมาคมใกล้ชิดกับ สหรัฐอเมริกา ย่อมเป็น เป้าหมายแห่งการโค่นล้ม
ของ กระแสสถาปนารัฐอิสลาม สถานการณ์ วิกฤตเศรษฐกิจ, วิกฤตชนกลุ่มน้อย ก็ทำให้ เสถียรภาพสั่นคลอน
ประเทศทั้งสองจึงมี ความจำเป็นทางการเมือง ใน การเดินร่วมทิศทางเข็มมุ่งของสหรัฐอเมริกา ในที่สุด

๏ ๏ ๏ แต่ ประเทศไทย มีสถานการณ์เฉพาะที่ แตกต่าง จาก อินโดนีเซีย, สิงคโปร์ ถ้าเรา ก้าวผิด เข้าไป
เดินร่วมทางกับสหรัฐอเมริกา เราก็เหมือน ชักศึกเข้าบ้าน โดยแท้


..............................................

โดย เซี่ยงเส้าหลง ....
http://www.manager.co.th/Politics/PoliticsView.asp?NewsID=4779554116129

โดย : น้ำตาล เมื่อ : 26/05/2004 10:46 AM
http://friskodude.blogspot.com/2008/10/king-of-thailand-wikipedia-page-banned.html

จะว่าไป อย่างน้อย เซี่ยงเส้าหลง ก็ตอบแทนบุญคุณแผ่นดินมากพอควรล่ะนะ

ฮุนเซนสั่งทหารยิงผู้บุกรุกดินแดนพิพาทไทย-เขมร

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2552
คมชัดลึก :
"ฮุน เซน"

ห้าวสั่งทหาร-ตำรวจชายแดนยิงได้ทันทีหากมีใครบุกรุก โต้ไทยอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่
4.6 ตารางกิโลเมตร ขู่จะฟ้องยูเอ็น หากไทยมีพฤติกรรมก้าวร้าว
เมื่อวันที่ 28 กันยายน สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชามีคำสั่งให้ทหารและตำรวจ
หรือกองกำลังติดอาวุธทุกหน่วยที่ประจำการอยู่บริเวณพรมแดนเขาพระวิหาร
ยิงผู้บุกรุกคนใดก็ตามที่รุกล้ำเข้าไปในเขตแดนที่เป็นกรณีพิพาทระหว่างไทย
กับกัมพูชา"หากมีใครรุกล้ำเข้าไปอีก จะต้องถูกยิง

...

"นี่เป็นการอ้างสิทธิแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยมีเป้าหมายเพื่อครอบครองดิน
แดนกัมพูชาหากนายกรัฐมนตรีไทยนำแผนที่ที่เขียนขึ้นแต่เพียงฝ่ายเดียว
ขึ้นมาวางต่อหน้าจะฉีกทิ้งทันที กัมพูชาไม่ต้องการสงคราม
แต่กัมพูชามีสิทธิที่จะทำลายศัตรูบนดินแดนตัวเอง"
นายฮุน เซน
กล่าวก่อนจะขู่ว่าจะรายงานต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
(ยูเอ็น) ทันทีหากไทยมีท่าทีก้าวร้าว



ยูเอ็นเป็นพ่อมันมั๊ง องค์โลกบาลสร้างเงื่อนไขให้ทำสงครามกันเอง
อดีต ฮุนเซน คือส่วนหนึ่งของเขมรแดงซึ่ง อเมริกาเป็นผู้ที่ก่อตั้งและสนับสนุนอาวุธ
ผ่านพ่อค้าอาวุธชาวอิสราเอล แค่ใช้อาวุธที่ผลิตในจีนเท่านั้น
ไม่ใช่จีนก่อตั้งและสนับสนุน


http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7597&user=pracha
วันที่ 23
ตุลาคม
พ.ศ. 2552
เวลา 07:45:12 น.
"จิ้งจอกฮุนเซน"
By pracha

กลางปี 2517 พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา (เขมรแดง) ยึดกรุงพนมเปญ ชักธงแดงเหมาอิสต์ขึ้นสู่ยอดเสา
ต่อมา "ไทยเกาะกง" (คนเขมรเชื้อสายไทย) ถูกเขมรแดงไล่ล่าล้างเผ่าพันธุ์

แล้วอัศวินม้าขาวก็มาถึงเกาะกง นั่นคือ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ ซึ่งในเวลานั้น เป็นนายทหารปฏิบัติการลับ
"ส่วนโครงการ 315" ขึ้นตรงต่อศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) โดยอยู่ในความรับผิดชอบของ
พล.อ.ชวลิต

นี่เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่าง เตีย บันห์ นักรบไทยเกาะกง กับ "วิชิต 315" !

หากในวันนั้น ทหารไทยหน่วย 315 เข้าไปช่วยเหลือไม่ทัน "ไทยเกาะกง"
คงสูญพันธุ์ด้วยน้ำมือเขมรแดง แต่อีก 3 ปีถัดมาประวัติศาสตร์ดันเล่นตลก

เมื่อพรรคประชาชนกัมพูชา (เขมรเฮงสัมริน) พร้อมด้วยกองทัพเวียดนามยึดพนมเปญ
ขับไล่เขมรแดงออกมาอยู่ตามป่าเขาชายแดนไทย-กัมพูชา

ด้วยความกลัวเวียดนามขึ้นสมอง พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกฯ สมัยนั้น จึงส่ง "ทูตลับ" ไปเมืองจีน
และมอบภารกิจดังกล่าวให้ พล.อ.ชวลิต หัวหน้า ศปก.ทบ.ที่รับผิดชอบด้านกัมพูชา
นำคณะไปเจรจากับตัวแทนพรรคคอมมิวนิสต์จีน

เพื่อหาทางช่วยเหลือ "เขมรแดง" พร้อมกับจัดตั้งกองกำลังแนวร่วมเขมร 3 ฝ่าย
(เขมรสีหนุ-เขมรซอนซาน-เขมรแดง) ทำการสู้รบกับเขมรเฮงสัมริน
ซึ่งนักรบเขมรเกาะกงก็เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพรัฐบาลใหม่ใต้ร่มธงเวียดนาม

BUSH AND CHENEY, WHO AVOIDED THE VIETNAM WAR,
ARE PREPARING FOR A NEW U.S. MILITARY PRESENCE IN SOUTHEAST ASIA:
AFTER THE MIDDLE EAST DISASTER, GET READY FOR INDOCHINA WAR II.


Fri, 02 Mar 2007 11:39:00
Wayne Madsen Report

With the U.S. support for the September 19, 2006 military coup
in Thailand that overthrew that nation's democratically-elected government
becoming clear (U.S. ambassador to Thailand Ralph Boyce now sports a yellow tie,
a show of support for the royalist-backed coup -- yellow being the color of the monarchy),

...

The Thais continue to be wary of U.S. intentions in Cambodia.
The Thai-Cambodian border is in dispute and some Khmers make no secret of their
desire to take back historically Khmer territory in eastern Thailand.


Israel double game in Southeast Asia:
Arming terrorists with Khmer Rouge weapons


Sat, 03 Mar 2007 08:07:00
Wayne Madsen Report

As the United States faced imminent defeat in the Indochina War
at the hands of the Vietnamese, Laotian, and Cambodian communist-nationalist forces,
Eisenberg wasted no time in cashing in on America's defeat and the new power alignments
in Southeast Asia. He began selling weapons from his new business partner - China -
to the Cambodian forces of Khmer Rouge leader Pol Pot.
After the defeat of the U.S.
-backed military government of General Lon Nol, installed after
Richard Nixon's
National Security Adviser Henry Kissinger
, a close friend of Eisenberg
,
ordered the CIA to overthrow Cambodian head of state Prince Norodom Sihanouk,
Cambodia fell victim to a bloody civil war between Vietnamese troops backing
Pol Pot's one-time ally Hun Sen
and
the Chinese-backed "Democratic Kampuchea"
government of Khmer Rouge leader Pol Pot.


http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=31&PHPSESSID=3630d6be6a5c898ffc4a66f0d062fb12

https://khunnamob.globat.com/backup/thaimisc/www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php-user=mscc2&topic=1116&page=4.htm

http://www.surfbypass.info/

http://nonlaw.com/powdo2.html

http://nonlaw.com/powdo3.html

โรงแรมดุสิตธานีก่อตั้งและเปิดบริการเมื่อปี ๒๕๑๓ ได้ชื่อว่าเป็นโรมแรมสุดหรูและโด่งดังที่สุดแห่งยุคในเวลานั้น
จนกระทั่งหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ อันเป็นช่วงที่ประชาธิปไตยเบ่งบานสุดขีด ก็ปรากฎมีชื่อ
นายเทอดภูมิ ใจดี หัวหน้าแผนกทำความสะอาดเครื่องใช้ในการทำอาหารและเครื่องดื่ม (
Steward)

ซึ่งเป็นหัวหน้าสหภาพแรงงานโรงแรมและเป็นนักเคลื่อนไหวชนิดแส่ไปสิบทิศ ที่ไหนมีการประท้วงคุณแส่คนนี้
จะต้องไปร่วมกับเขาทุกงาน


ผมไม่ทราบว่าด้วยสาเหตุแห่งความวุ่นวายอันเกิดจากพนักงานของโรงแรมที่ชื่อนายเทอดภูมิ ใจดี
คนนี้หรือเปล่าที่ทำให้นายสมพจน์ ปิยะอุย น้องชายท่านผู้หญิงชนัตถ์
ต้องตกกระไดพลอยโจน เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง และนายสมพจน์ก็เลือกที่จะเล่นการเมือง
ด้วยวิธีโตทางลัด โดยเป็นนายทุนสนับสนุนด้านการเงินตลอดจนอาหารเครื่องดื่ม (เรียกว่าเต็มที่เลยทีเดียว)
ในการปฎิวัติเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๒๐
แต่ไม่สำเร็จจึงได้ชื่อว่าเป็นกบฎ นายสมพจน์
ก็เลยต้องดำดินหายหน้าหายตาไปจากวงการ

CIA กับ 14 ตุลาและพฤษภา 35 ดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ

http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=37&PHPSESSID=7a33771f5a19c1b46e488b16c9986482


http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=32&PHPSESSID=7a33771f5a19c1b46e488b16c9986482
หลังปฏิวัติ พ.ศ.2475 กลุ่มปฏิวัติมีแนวคิดขัดแย้งกัน จอมพล ป. นิยมเผด็จการทหาร
ปรีดีย์ พนมยงค์ นิยมคอมมิวนิสต์ เกิดขัดแย้งกันเองมีการออกกฏหมายการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ขึ้น

และในที่สุดในยุคจอมพลสฤษดิ์ อเมริกาก็สามารถควบคุมการบริหารประเทศไทยได้มากขึ้นจนสามารถ
ผลักดันแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ ๑ ได้สำเร็จ ผู้นำทางทหารที่เกี่ยวข้องกับ CIA
และขึ้นมามีอำนาจบริหารประเทศก็หลายท่าน
ซึ่งถ้าเพื่อนๆ ท่านใดสนใจก็หาอ่านได้ครับ
จะทำให้รู้ว่าที่คนไทยทะเลาะกันเพราะ CIA สนับสนุนทั้งสองฝ่ายขวา ซ้ายให้ทะลาะกันเอง

http://www.youtube.com/watch?v=tKDyyceOf3Q


ฉบับไหนเบื้องหลังก็กลุ่มเดียวกัน


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Fri Oct 23, 2009 10:57 am, ทั้งหมด 23 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Sep 25, 2009 11:23 pm


Thaksin Bush DC 20030610


http://commons.wikimedia.org/wiki/File:Thaksin_Bush_DC_20030610.jpg
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000093560

คุกนรกของ CIA ในไทย : เรื่องจริงหรืออิงนิยาย?

โดย สุรพงษ์ ชัยนาม

17 สิงหาคม 2552 18:07 น.

การเสนอข่าวเกี่ยวกับคุกนรกของสหรัฐฯ ที่มีในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก (รวมไทยด้วย)
ถูกเปิดเผยเป็นครั้งแรกโดยนักข่าวอาวุโสชื่อดังตั้งแต่ พ.ศ. 2512 ด้วยเขาเป็นบุคคลแรกที่เปิดโปง
การสังหารหมู่ชาวบ้านที่หมู่บ้าน My Lai โดยทหารอเมริกันช่วงสงครามเวียดนาม และมีความเชี่ยวชาญสูง
ด้านการสืบสวน (investigative journalism) หาความจริงและข้อเท็จจริง บุคคลดังกล่าวคือ นาย Seymour M. Hersh
ในหนังสือชื่อ “Chain of Command” ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2547 ซึ่ง Hersh ได้ยกตัวอย่างโดยระบุชื่อประเทศไทย สิงคโปร์
และปากีสถานว่าเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งที่ตั้งของคุกนรกของสหรัฐฯ ที่มีอยู่ทั่วโลก เพื่อใช้เป็นสถานที่
ทำการสอบสวนบุคคลที่ฝ่ายสหรัฐฯ สงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้าย โดยสหรัฐฯ หวังจะได้ข่าวกรองที่มีคุณค่าสูง
ที่จะเป็นประโยชน์ ต่อการป้องกันได้ทันท่วงทีก่อนหน้าที่ฝ่ายก่อการร้ายจะสามารถปฏิบัติการก่อการร้ายได้
และเป็นข่าวกรองที่จะช่วยชี้นำไปสู่การจับกุมผู้ก่อการร้ายระดับแกนนำคนอื่นๆ

ตลอดจนการทำลายเครือข่ายการก่อการร้ายทั่วโลก (ไม่ว่าจะเป็น Al Qaeda หรือ Jemah Islamiyah)
ซึ่งโครงการจัดตั้งคุกนรกเริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน พ.ศ. 2544
โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ภายใต้การกำกับดูแลของนาย Donald Rumsfeld รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ในยุคของรัฐบาลประธานาธิบดี George W. Bush ได้จัดตั้งโครงการลับที่สุดภายใต้ชื่อ
special-access program หรือ SAP มีบทบาทโดยตรงปฏิบัติการทางลับเพื่อตามล่า ลักพาตัว
จับกุมและสังหาร (หากจำเป็น)


ผู้ที่ฝ่ายสหรัฐฯ สงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายระดับแกนนำหรือหัวโจก (high-value detainees) โดยนำผู้ต้องสงสัยเหล่านี้
ไปกักขังและทำการสอบสวนด้วยเทคนิคและวิธีการทรมาน (torture) ในรูปแบบต่างๆ (ที่ฝากรอยแผล
ทั้งทางร่างกายและจิตใจ) เพื่อหวังผลให้ผู้ถูกทรมานสารภาพออกมาตามที่ผู้ทำการทรมาน (หรือผู้ทำการสอบสวน)
ประสงค์ (Chain of Command หน้า 16–20) โดยในระยะแรกเริ่มของการประกาศสงคราม ต่อต้านการก่อการร้าย
(สงครามในอัฟกานิสถาน และต่อมาในอิรัก)

คุกนรกสำคัญ ได้แก่ ฐานทัพอากาศเมืองบากรัมในอัฟกานิสถาน คุกอาบูเกร็บในอิรักและคุกกวันตานาโม
(พื้นที่ส่วนหนึ่งบริเวณอ่าวกวันตานาโมใกล้ประเทศคิวบาที่สหรัฐฯ ถือสิทธิใช้ตลอดกาล อันเป็นผลมาจาก
ชัยชนะของสหรัฐฯ ในสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับสเปนเมื่อ พ.ศ. 2441)

เป็นที่น่าสังเกตได้ว่า หลังจากที่นาย Hersh เปิดโปงเรื่องคุกนรกของสหรัฐฯ ภายใต้การดำเนินการของ
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่มีชื่อว่า special-access program (SAP) ซึ่งต่อมาได้ขยายเครือข่ายออกไปทั่วโลก
(รวมทั้งในประเทศไทยสมัยยุคพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล พ.ศ. 2544-2549) ทางหน่วยงานด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ
(ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงกลาโหม หรือองค์การข่าวกรอง ซีไอเอ) แม้จะไม่ยอมรับหรือยืนยันว่าคุกนรกของสหรัฐฯ
ทั่วโลกมีจริง แต่ก็ไม่เคยปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง (Jane Mayer “The Dark Side” หน้า 370-371)

หลังจากที่หนังสือของ Seymour Hersh ออกมาแล้ว ได้มีนักข่าวและนักวิชาการอีกหลายคน ที่ได้ทำการค้นคว้า
เพื่อหาความจริงและรายละเอียดเพิ่มเติมล่าสุดที่สำคัญ ได้แก่ หนังสือชื่อ
“A Question of Torture: CIA Interrogation, from the Cold War to the War on Terror”
พิมพ์ พ.ศ. 2506 เขียนโดย Alfred McCoy นักวิชาการชื่อดังแห่งมหาวิทยาลัย Wisconsin และเป็นที่ยอมรับนับถือ
อย่างกว้างขวางทั่วไป และหนังสือของ Jane Mayer นักข่าวและนักเขียนของนิตยสาร The New Yorker และ
หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal และเป็นนักข่าวหญิงคนแรก ประจำทำเนียบขาวของหนังสือพิมพ์
The Wall Street Journal หนังสือของ Jane Mayer “The Dark Side” พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2551

ทั้ง Alfred McCoy และ Jane Mayer ตอกย้ำให้ผู้อ่านได้เห็นว่า การเค้นให้ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายสารภาพ
หรือให้ข้อมูลด้วยวิธีการ ทรมานหลายรูปแบบไม่ใช่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ หรือเป็นเรื่องโดยบังเอิญ
หากแต่เป็นเรื่องที่ทางการสหรัฐฯ ได้ให้ความใส่ใจและสนใจศึกษา เป็นพิเศษมาโดยตลอด

40 กว่าปีของยุคสงครามเย็นจนถึงปัจจุบัน (สหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาเป็นพิเศษด้านเทคนิคการทรมาน
ของระบอบคอมมิวนิสต์โซเวียตยุคของ สตาลินและของเกาหลีเหนือในเรื่องของกระบวนการล้างสมอง
และการควบคุมเปลี่ยน ความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์)
ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ Alfred McCoy และ
Jane Mayer ต่างมีความเห็นตรงกันว่าข้อมูลที่สหรัฐฯ ได้จากการทรมานผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเกือบ 100%
หาได้มีคุณค่าสำคัญอะไรมากต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของการทำสงครามกับการก่อการร้ายหรือ
มีคุณค่าเชิงข่าวกรองแต่อย่างใด (เพราะผู้ถูกทรมานส่วนใหญ่มักรีบสารภาพทุกอย่างตามที่
ผู้ทำการสอบสวนประสงค์ เพื่อไม่ต้องถูกทรมานเจ็บปวดถึงขั้นเสียชีวิตหรือพิการ) ตรงกันข้ามที่ผ่านมาสหรัฐฯ
มักจะได้ข้อมูลที่เป็นจริงและเป็นประโยชน์แท้จริงจากผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายจากวิธีการสอบสวนแบบปกติ
และเป็นวิธีการที่พึ่งการสร้างความรู้สึก ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างผู้สอบสวนกับผู้ถูกสอบสวนมากกว่าการพึ่งวิธีการทรมาน

...

ทั้งหนังสือของ Seymour Hersh และของ Jane Mayer ล้วนมีเนื้อหายืนยันอย่างชัดแจ้งว่า
หากในยุคสงครามเย็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ คือ ลัทธิคอมมิวนิสต์
ในยุคหลังสงครามเย็น (หรือยุคโลกาภิวัตน์) สหรัฐฯ ถือว่าศัตรูหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ
คือ ขบวนการก่อการร้ายทั้งภายในและนอกประเทศ และว่าในยุคสงครามเย็นสหรัฐฯ
จะให้การสนับสนุนรัฐบาลที่เป็นเผด็จการ (ไม่ว่าเผด็จการทหารหรือพลเรือน) ของประเทศต่างๆ
ตราบใดที่รัฐบาลเผด็จการของประเทศเหล่านี้ร่วมมือกับสหรัฐฯ ต่อต้านประเทศคอมมิวนิสต์

ฉันใดก็ฉันนั้น หากรัฐบาลของประเทศต่างๆ ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการทำสงครามกับการก่อการร้าย
อย่างปราศจากเงื่อนไขใดๆ สหรัฐฯ ก็จะยกย่องและให้การสนับสนุนโดยไม่สนใจว่ารัฐบาลของประเทศ
ที่ให้ความร่วมมือ กับสหรัฐฯ จะเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ (Seymour Hersh, Chain of Command หน้า 287-291
และ Jane Mayer, The Dark Side หน้า 112-118 และหน้า 132)

นอกจากนั้นสำหรับสหรัฐฯ รัฐบาลของประเทศยากจนและกำลังพัฒนาทั้งหลาย หากเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
และสนับสนุนสหรัฐฯ ทำสงครามกับกลุ่มที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นฝ่ายก่อการร้าย สหรัฐฯ ก็ถือว่ารัฐบาลของประเทศ
ที่สนับสนุนสหรัฐฯ เป็นประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่รัฐบาลนั้นโกงการเลือกตั้ง ทำลายระบบการตรวจสอบถ่วงดุล
แทรกแซงองค์กรอิสระ ผูกขาดอำนาจบริหารและนิติบัญญัติ ขาดธรรมาภิบาล ละเมิดสิทธิมนุษยชน
ทำลายหลักนิติรัฐ/นิติธรรม ลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของปัจเจกชน แทรกแซงอำนาจตุลาการ
จำกัดและทำลายเสรีภาพของสื่อมวลชน ตลอดจนลุแก่อำนาจ และผูกขาดอำนาจทุกด้าน

ทั้งนี้ด้วยเหตุผลสำคัญเป็นเพราะสำหรับสหรัฐฯ และประเทศตะวันตกทั่วไป คำนิยามของคำว่าประชาธิปไตย
ที่ใช้กับประเทศยากจนและกำลังพัฒนาทั้งหลายถูกจำกัดความหมายไว้เพียงแค่ประชาธิปไตยคือ
การมีการเลือกตั้งและการไปใช้สิทธิ หย่อนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจอะไร
ทำไมคุกนรกของสหรัฐฯ จึงมีในประเทศยากจนและกำลังพัฒนาทั้งหลายของทวีปเอเชีย แอฟริกา
ภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลาง เพราะประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียและแอฟริกาส่วนใหญ่ ประกอบด้วย
รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยแต่ในรูป แบบเท่านั้น (เพราะมาจากการเลือกตั้ง) อีกทั้งยินดีให้สหรัฐฯ มีฐานทัพ
ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 900 แห่ง (โปรดดู Chahmers Johnson “The Sorrow of Empire” และ “Blow Back” ซึ่ง
หนังสือทั้งสองเล่มดังกล่าวอธิบายให้ข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับความเป็นมา ของบรรดาฐานทัพของสหรัฐฯ
ในทวีปต่าง ๆ ของโลก) โดยในยุคของรัฐบาลประธานาธิบดี George W. Bush ฐานทัพเหล่านี้ส่วนใหญ่
ถูกใช้เป็นคุกนรกของสหรัฐฯ แต่ปัจจุบัน ประธานาธิบดี Barack Obama ได้ประกาศ ให้มีการปิดคุกนรกของสหรัฐฯ
ที่มีอยู่ทั่วโลกไปแล้ว

ในขณะที่ฝ่ายกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มีโครงการที่เรียกว่า special-access program (SAP) เป็นกลไกสำหรับใช้
ดำเนินการสอบสวนผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ฝ่ายพลเรือนคือ องค์การข่าวกรอง CIA ก็มีโครงการพิเศษ
เพื่อการส่งมอบตัว (extraordinary rendition program) เพื่อทำหน้าที่อย่างเดียวกับโครงการ SAP ของฝ่ายทหารสหรัฐฯ
โดยโครงการพิเศษเพื่อการส่งมอบตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายของ องค์การ CIA จะอยู่ภายใต้การควบคุม
ดูแลของศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายขององค์การ CIA (Counterterrist Center) การดำเนินตามโครงการพิเศษ
เพื่อการส่งมอบตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการ ร้าย (extraordinary rendition program) ภายใต้การกำกับดูแลของ
องค์การ CIA นั้น จะเกี่ยวข้องกับการลักพาตัว (ทางลับ) ผู้ต้องสงสัยแล้วนำไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ของประเทศต่างๆ
ที่ยินดีให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อกักขังและทำการสอบสวนด้วยวิธีการปกติและไม่ปกติ (ทรมานในรูปแบบต่างๆ)
เป็นการดำเนินในทางลับที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นที่รับรู้ของประชาชนของประเทศ ที่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ
ในเรื่องนี้ (outsourcing torture) และในเรื่องของการดำเนินการสอบสวนผู้ต้องสงสัยนั้น

บางกรณีฝ่ายสหรัฐฯ จะเป็นฝ่ายดำเนินการเอง บางกรณีสหรัฐฯ จะฝากคำถามให้กับเจ้าหน้าที่ (ผู้ชำนาญการ
ด้านการทรมานผู้ต้องสงสัย) ของรัฐบาลประเทศเจ้าภาพที่ตั้งของคุกนรกเพื่อทำการสอบสวนแทนฝ่ายสหรัฐฯ
บางกรณีก็อาจมีการดำเนินการร่วมกัน นอกจากนั้น ในกรณีที่การสอบสวนยังไม่ได้ผลตามที่คาดหวังไว้
ก็จะมีการเคลื่อนย้ายผู้ต้องสงสัยไปส่งมอบตัวให้กับรัฐบาลของประเทศอื่นๆ ที่ยินดีร่วมมือกับสหรัฐฯ
ในเรื่องนี้ ผู้ต้องสงสัยบางรายถูกโยกย้ายไปอยู่ ในคุกนรกของหลายประเทศ ผ่านการทรมานในหลายรูปแบบ
จนเจ้าตัวกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ วิธีการและ เครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการทรมาน
(Jane Mayer “The Dark Side” หน้า 102-119)

ในประเด็นเกี่ยวกับเหตุผลทำไมสหรัฐฯ จึงคิดค้นโครงการ special-access program (ของฝ่ายกระทรวงกลาโหม)
และ rendition program (ขององค์การข่าวกรอง CIA) ขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกดำเนินการด้านสอบสวน (ทางลับ)
ด้วยวิธีการทรมานผู้ต้องสงสัยนั้น กล่าวได้ว่ามีเหตุผลสำคัญมาจากข้อจำกัดที่มีในกฎหมายระหว่างประเทศ
เป็นสำคัญ กล่าวคือ ในเมื่อการประกาศทำสงครามกับกลุ่มก่อการร้ายถือได้ว่าเป็นลักษณะของการขัดกันทางอาวุธ
(armed conflict) อย่างหนึ่ง ตามกฎหมายระหว่างประเทศ และมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกฎหมายมนุษยธรรม
ระหว่างประเทศ ดังปรากฏในอนุสัญญากรุงเจนีวา พ.ศ. 2492 ซึ่งกำหนดห้ามกระทำความรุนแรงต่อชีวิตและ
ร่างกายบุคคล การทรมาน การลักพาตัว การจับตัวประกัน และอื่นๆ สหรัฐฯ เองก็ได้ให้สัตยาบันแก่อนุสัญญา
กรุงเจนีวา พ.ศ. 2492 จึงมีพันธกรณีที่จำต้องปฏิบัติตามและไม่ละเมิดอนุสัญญาดังกล่าว

นอกจากนั้นก็ยังมีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายของสหรัฐฯ เอง ที่มีข้อความห้ามในเรื่องของ
การใช้ความรุนแรงต่อชีวิตและร่างกาย การทรมานผู้ต้องสงสัย รวมทั้งมีหลักสากลและเหตุผลด้านมนุษยธรรม
ที่สหรัฐฯ ในฐานะเป็นอารยประเทศพึงให้การเคารพและยึดถือปฏิบัติ ประจวบกับสหรัฐฯ ได้ให้สัตยาบันแก่
อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน พ.ศ. 2537 ซึ่งห้ามมิให้สหรัฐฯ ส่งตัวนักโทษไปยังประเทศอื่นโดยไม่ทำการทบทวน
ศึกษา พิจารณาประวัติและพฤติกรรมของประเทศที่เกี่ยวข้องว่าเป็นประเทศที่มี ประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชน
อย่างกว้างขวางและร้ายแรงมากน้อยเพียงใด ซึ่งอนุสัญญาต่อต้านการทรมานดังกล่าวมีผลใช้บังคับกับบุคคล
ที่อยู่ในความควบคุมของสหรัฐฯ ทั่วโลก มิใช่แค่บุคคลที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในสหรัฐฯ เท่านั้น (The Dark Side หน้า 108-109)

ดังนั้นในเมื่อข้อเท็จจริงเป็นดังกล่าวทั้งหมดข้างต้น ประธานาธิบดี George W. Bush
รองประธานาธิบดี Dick Cheney รัฐมนตรีกลาโหม Donald Rumsfeld และ
ผู้อำนวยการองค์การ CIA นาย George Tenet จึงร่วมกันวางแผนเพื่อหาทางหลีกเลี่ยงข้อกฎหมาย
ทั้งภายในและกฎหมายระหว่าง ประเทศ ไม่ให้กฎหมายมาเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการตามโครงการ
special-access program (ของกลาโหม) และ rendition program (ของ CIA) ด้วยการว่าจ้างนักกฎหมาย
ระดับแนวหน้าที่พร้อมให้ความร่วมมือ กับฝ่ายบริหาร ให้คำแนะนำเพื่อหาทางเลี่ยงข้อกฎหมาย


ข้อสรุปที่ได้จากนักกฎหมายก็คือ ให้ถือว่าผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายที่อยู่ในการควบคุมของสหรัฐฯ
ล้วนมีสถานะเป็น “พลรบที่ผิดกฎหมาย” (illegal enemy combatants) และการดำเนินการสอบสวนตามโครงการ
special-access program และ rendition program ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการนอกประเทศสหรัฐฯ ดังนั้นกฎหมายภายใน
ของสหรัฐฯ และกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องจึงไม่มีผลใช้บังคับกับการดำเนินการสอบสวน (ทางลับ)
ด้วยวิธีการทรมานผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้าย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นการดำเนินการที่อยู่เหนือและพ้นจาก
เงื้อมมือของกฎหมาย (Seymour M. Hersh, Chain of Command หน้า 18-19, 46-47 และ 53-55 และ Jane Mayer,
The Dark Side หน้า 7-9 และหน้า 108-115)

สำหรับเรื่องของคุกนรกในไทยโดยเฉพาะนั้น หนังสือ The Dark Side ของ Jane Mayer ได้กล่าวไว้ 2 ตอน
(หน้า 149 และหน้า 225) โดยในหน้า 149 Mayer ได้กล่าวถึงหัวหน้าฝ่ายส่งกำลังบำรุงของ Al Qaeda ชื่อจัดตั้ง Zubayda
(ชื่อจริง Zayn al-Abidin Muhammed Hussein) เกิดในประเทศซาอุดีอาระเบีย และเคยร่วมในขบวนการมูจาฮีดิน
ทำสงครามขับไล่กองทัพอดีตสหภาพโซเวียตออกจาก อัฟกานิสถานในยุคสงครามเย็น และได้มีโอกาสรู้จัก
ทำความสนิทสนมกับ Osama Bin Laden ณ สมรภูมิในอัฟกานิสถาน จึงทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ เชื่อว่า Zubayda น่าจะรู้ที่ซ่อน
ของ Bin Laden ในอัฟกานิสถาน เป็นผลทำให้นาย Zubayda ถูกทางการสหรัฐฯ จับกุมได้ในเดือนมีนาคม 2545
บริเวณชายแดนระหว่างอัฟกานิสถานกับปากีสถาน ทำให้ Zubayda เป็นผู้ถูกคุมตัวที่มีค่าตัวสูง (high-value detainee)

คนแรกที่สหรัฐฯ สามารถจับกุมได้ในอัฟกานิสถานหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2545
และได้นำไปกักขังไว้ในคุกนรกในประเทศไทย (แต่ไม่ได้ระบุว่า ณ ที่ใดของประเทศไทย)
รัฐบาลไทยในช่วงนั้น (รัฐบาลไทยรักไทยของทักษิณ ชินวัตร)

ได้มีข้อกำหนดไว้ประการเดียว นั่นคือ ต้องไม่ให้เรื่องนี้เป็นที่เปิดเผยแก่สาธารณชนโดยเด็ดขาด
และว่าหากปฏิบัติการและความร่วมมือระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในครั้งนี้สามารถปิดได้อย่างมิดชิดตลอดกาล
ทางฝ่ายไทยยินดีให้ CIA ใช้สถานที่ในไทย ซึ่งมีห้องขังใต้ดินอีกด้วย

ส่วนในหน้า 225 Mayer ได้กล่าวถึงนาย Abd al-Rahim al-Nashiri ผู้ถูกคุมตัวที่มีค่าตัวสูงรายที่ 2 ซึ่งถูกย้ายมาจาก
คุกนรกในอัฟกานิสถานมากักขังและทรมานในไทยเมื่อปลาย พ.ศ. 2547 Jane Mayer ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า
นาย Adb al-Rahim al-Nashiri ถูกทรมานด้วยการอัดน้ำ (water boarded) และการทรมานรูปแบบอื่นๆ และว่าทาง CIA
ได้ทำการถ่ายวิดีโอเทปการสอบสวนนาย al-Rahim al-Nashiri เป็นรายสุดท้าย ในส่วนที่เกี่ยวกับนาย Hambali นั้น
Jane Mayer ไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมาก นอกจากกล่าวถึงนาย Hambali ว่าได้ถูกจับกุมช่วง พ.ศ. 2546
มีชื่อจริงว่า Riduan Isamuddin และเป็นหัวหน้าขบวนการก่อการร้าย Jemaah Islamiya สาขาของ Al Qaeda
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นผู้บงการการวางระเบิดสถานบันเทิงกลางคืนที่เกาะบาหลี
และเป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถของ Al Qaeda ในการผลิตสารพิษ anthrax (หน้า 269)

เมื่อข้อเท็จจริงเป็นดังกล่าวทั้งหมดข้างต้น คำถามสุดท้ายก็คือ คุกนรกของ CIA ในไทยมีจริงหรือไม่?
เรื่องนี้หากไปถามฝ่ายสหรัฐฯ ก็จะได้รับคำตอบที่เป็นสูตรสำเร็จรูปที่ฝ่ายสหรัฐฯ ใช้ตอบคำถามที่เกี่ยวกับ
เรื่องที่สหรัฐฯ ถือว่าเป็นเรื่อง “ลับที่สุด” นั่นคือ “ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นรื่องจริง พร้อมทั้งไม่สามารถ
ปฏิเสธได้ว่าไม่จริง” (can neither confirm nor deny) ถอดรหัสเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ “ขอไม่พูดดีกว่า”
ถอดรหัสเป็นภาษาการทูตก็คือ “รู้แต่พูดไม่ได้” หรือ “ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูด” ทิ้งไว้ให้เป็นปริศนา
แต่สามัญสำนึกบอกเราได้ว่า ถ้าไม่จริงก็ควรได้รับการปฏิเสธตั้งแต่ต้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนชาวไทยก็ไม่ควรไปหลงผิดตื่นเต้นดีใจ ภูมิใจอะไรกับการที่
อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร พยายามประโคมข่าวใหญ่โตให้ชาวไทยทั้งประเทศ
มีความปีติยินดีกับการที่รัฐบาล ประธานาธิบดี George W. Bush มอบให้ประเทศไทย
มีฐานะเป็นพันธมิตรหลักนอกนาโต้ (Major Non-Nato Ally) เพราะไทยให้ความร่วมมือกับ
สหรัฐฯ อย่างดี อีกทั้งประชาชนชาวไทยก็ไม่ควรตกใจหรือรู้สึกประหลาดใจว่า
ทำไมสหรัฐฯ จึงมีปฏิกิริยาท่าทีเป็นฟืนเป็นไฟต่อการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549


http://www.scoop.co.nz/stories/HL0602/S00121.htm

http://www.defenselink.mil/photos/newsphoto.aspx?newsphotoid=4504

http://www.mfa.go.th/web/showNews.php?newsid=4700&Qsearch=adulyadej

Joint Statement between the United States of America and the Kingdom of Thailand June 11, 2003.

*************************** 13 June 2003
(คำแปลภาษาไทยอย่างไม่เป็นทางการ)
แถลงการณ์ร่วมระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐอเมริกา วันที่ 11 มิถุนายน 2546
ประธานาธิบดีจอร์จ ดับบลิว บุช และนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร พบหารือกันเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2546
เพื่อยืนยันความเป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งระหว่างสหรัฐอเมริกา กับราชอาณาจักรไทย
ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและอบอุ่นระหว่างประเทศทั้ง สองเป็นระยะเวลากว่า 170 ปี
เพื่อเป็นการรับรองถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งสอง
ประธานาธิบดีบุชมีความยินดีแจ้งให้นายกรัฐมนตรีของไทยทราบว่า สหรัฐฯ กำลังดำเนินการพิจารณา
อย่างเต็มที่ให้ไทยมีสถานะเป็นพันธมิตรหลักที่มิได้เป็นสมาชิกองค์การสนธิ
สัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (Major Non NATO Ally-MNNA)

************************************ 16 มิถุนายน 2546


[table width="100%"][tr][td class="main"]http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1254126879&grpid=&catid=02
วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 15:29:43 น.
มติชนออนไลน์

เมื่อ 5 พี่น้อง "หะยีเตะ" ตกเป็นผู้ต้องขัง กับ 24 ชีวิต "คนข้างหลัง" ที่จำต้องรับกรรม

โดยปรัชญา โต๊ะอิแต โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา


http://teenoi.freeforums.org/cia-t659-25.html
ลำพังกำลังทหารลาวฝ่ายขวาที่อเมริกาสนับสนุนอยู่นั้นไม่มีปัญญาที่จะป้องกัน
ประเทศได้อย่างแน่นอนเพราะในสมัยการสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือดรุนแรง
(2512-2516)ประเทศลาวไม่สามารถพึ่งตัวเองได้ทั้งในทางเศรษฐกิจและทางทหาร
จะว่าไปแล้วคนลาวอยู่ได้เพราะข้าวจากองค์การยูเสดส่งไปช่วยเหลือผ่านบริษัท
เออร์เป็งเชียงที่หนองคาย หรือที่รู้จักในนาม ส.ส.ปลาทูเค็ม "กิมก่าย"
ซึ่งต่อมาลูกชายได้เป็นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
สมัยนั้นที่ท่าเรือบั๊ค อ.เชียงของ และที่ท่าเสด็จ จ.หนองคาย
จะเห็นขบวนรถบรรทุก 10 ล้อขนข้าวสารจากฝั่งไทยไปส่งยังฝั่งลาวไม่เว้นแต่ละวัน
บางส่วนจะเลยไปถึงวังเวียงซึ่งเป็นโกดังใหญ่เก็บข้าวสารของ
ยูเสดเพื่อส่งต่อให้ครอบครัวทหารม้งของนายพลวังเปาซึ่งมีเป็นหมื่นๆครอบครัว
นอกจากนั้นยังมีข้าวของที่บริจากจากประเทศทางแถบยุโรป
อเมริกาและออสเตรเลียผ่านองค์กรต่างๆ
แต่องค์กรใหญ่และมีข้าวของบริจากเข้ามายังลาวมากที่สุดในสมัยนั้นคือ
"World Vision Foundation" หรือมีชื่อเป็นภาษาลาวและไทยว่า
"มูลนิธิศุภนิมิต"
http://www.worldvision.or.th/about_history.html
ซึ่งผมรู้จักผู้อำนวยการของมูลนิธิดีเพราะเป็นมิชชั่นนารีจากคณะ
ซี.เอ็ม.เอ.ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่จังหวัดนครราชสีมาในขณะนั้น
อาจารย์ดอน สก็อต เป็นผอ.โดยมีคนไทยที่ชื่อคุณศักดา ผาภูมิ เป็นผู้ช่วย
ข้าวของที่บริจากมาจากประเทศต่างๆทั่วโลกจะถูกส่งมาผ่านทาง "ศุภนิมิต"
เรียกว่ามาแต่ละครั้งๆละหลายคันรถ 10 ล้อซึ่งของบริจากได้แก่เสื้อผ้า
ข้าวสารอาหารกระป๋องชั้นดีจากนอกโดยตรง


http://www.gotomanager.com/news/printnews.aspx?id=8565

เมื่อทายาท กิมก่ายวิ่งหาฐานการเมือง

นิตยสารผู้จัดการ( กันยายน 2529)


“สนธิ” ชำแหละการเมืองไทย ปชป.จับมือ “ยี้” สืบทอดการเมืองเก่า

[size=9]Wed 11/03/2009 14:44 น.

“สนธิ” ฉายภาพการเมืองไทย ยุค ปชป.จับมือ “เพื่อนเนวิน” มีคิงเพาเวอร์
ช่วยจ่ายเงิน ส.ส. “บิ๊กป้อม-บิ๊กป๊อก”คุมกองทัพหนุนหลัง เก็บบทเรียนจาก “ทักษิณ”
คิดสูตรใหม่ ต่ออายุการเมืองเก่า นักการเมืองโกงกินอย่างไรก็ได้
ขออย่าจาบจ้วงเบื้องสูง และจัดการกับคนเสื้อแดงให้จริงจัง ขณะพันธมิตรฯ
ถูกถีบหัวส่ง ระบุเป็นหายนะของบ้านเมือง ปล่อยระยะยาวสถาบันหลักของชาติ
จะสั่นคลอน เชื่อภายในสิ้นปีนี้ ปชป.ต้องเลือกยืนข้าง พันธมิตรฯ หรือจะยอมอายอยู่กับอีกฝ่าย


http://www.mof.go.th/leader2002/suchart.htm

สมัยก่อนนั้นการซื้อเสียงขายเสียงนั้นไม่มี การซื้อเสียงขายเสียงนั้นเริ่มครั้งแรก
ด้วยบิดาของคุณสุชาติ เชาว์วิศิษฐและ ส.ส. คนนั้นคือคุณสุจินต์ เชาว์วิศิษฐ
นั่นคือที่เขาเรียกว่า ส.ส.ปลาทูเค็ม คือการเอาปลาทูนั้นไปแจกกับชาวบ้านเพื่อแลก
กับเสียงที่ลงมาหลังจากนั้นก็เป็นเหล้าขาวบ้าง แม่โขงบ้าง เบียร์บ้าง พัฒนาไปเป็น 50 บาท
พัฒนาไปเป็นร้อยบาท สองร้อยบาท สามร้อย ห้าร้อย ในบางเวลาจ่ายกันเสียงละพันก็มี
สองพันก็มี บางครั้งต้องการหมื่นเสียงเพื่อต้องการจะชนะ ก็จ่ายไป 20 ล้าน
พัฒนาการของการเมืองนั้น เป็นพัฒนาการที่สังคมได้เปิดโอกาสให้คนที่ไม่มีโอกาส
จะมีอำนาจ สมัยก่อนอำนาจในสังคมไทยนั้น รวมศูนย์อยู่เพียงคนไม่กี่กลุ่มเรามี
สถาบันกษัตริย์อยู่ข้างบน แล้วสถาบันกษัตริย์ก็มีอำมาตยาธิปไตย
ซึ่งเป็นผู้ที่รับใช้สถาบันกษัตริย์อยู่ อำมาตยาธิปไตยคือใคร
คือข้าราชการชั้นสูง ปลัดกระทรวง อธิบดี ตำรวจ ทหาร
เสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็เป็นสามเศร้า พระมหากษัตริย์ ทหารอยู่ทางซ้าย
ขวามือคือประชาชน และกลุ่มอมาตยาธิปไตยก็อยู่ตรงกลางของสามเหลี่ยม

พอมามีพรรคการเมืองปั๊บ ก็มีวงกลมอีกวงกลมหนึ่งทับซ้อนกับกลุ่มอมาตยาธิปไตย
http://www.oknation.net/blog/naiman/2007/08/29/entry-1/comment

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000118183

“สนธิ” เปิดวิสัยทัศน์ “ก.ม.ม.” ย้ำเป็นเครื่องมือสานต่ออุดมการณ์พันธมิตรฯ
ส่วนกรรมการบริหารพรรคส่วนที่สมาชิกลงคะแนนเลือกตั้ง 12 คน ได้แก่
1.นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก แนวร่วมพันธมิตรฯ 2.พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์
อดีตผู้บังคับการตำรวจ ภาค 4 3.นายเทิดภูมิ ใจดี อดีตผู้นำแรงงาน http://downmerng.blogspot.com/2008/09/blog-post_2912.html
4.พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ อดีตผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
อดีตนายทหารราชองครักษ์เวร 5.นางลักขณา ดิษยะศริน ตะเวทิกุล ผู้จัดการโรงเรียนนานาชาติดิอเมริกันสกูลออฟแบงค็อก

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000118245

บอกแล้วไงว่าพวกเดียวกัน

http://topicstock.pantip.com/rajdumnern/topicstock/P3829093/P3829093.html
ด้านแหล่งข่าวจากมูลนิธิคิงเพาเวอร์ เปิดเผยว่าได้นำข้อความเหล่านั้นมาจาก “ในหลวงกับ คึกฤทธิ์”
ของนายสละ ลิขิตกุล ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2546 และยอมรับว่า ไม่ได้มีการขอพระบรมราชานุญาต
จัดทำข้อความเหล่านั้นอย่างเป็น ทางการหากแต่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ในบริษัทได้ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม
ได้มีการตรวจทาน ข้อความต่างๆ ในใบแทรกหลายครั้ง แต่ทุกอย่างที่มูลนิธิฯทำขึ้นนั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด

ที่มา http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=news&id=57504&PHPSESSID=3e1b5a1223e95b9ddf1dd6c8901ec648



36 แผนที่ชีวิตของพ่อ( พระบรมราโชวาทจากในหลวง)

1. ขอบคุณข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยด อาหารทุกจานอย่างจริงใจ
http://www.newmana.com/yabb/index.php?action=printpage;topic=1698.0
2. อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใด นอกจาก ปัญญา และความกล้าหาญ
3. เพื่อนใหม่ คือของขวัญที่ให้กับตัวเอง ส่วนเพื่อนเก่า หรือ มิตร คืออัญมณีที่นับวันจะเพิ่มคุณค่า
4. อ่านหนังสือธรรมะปีละเล่ม
5. ปฏิบัติต่อคนอื่น เช่นเดียวกับที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา
6. พูดคำว่า ขอบคุณให้มากๆ
7. รักษา ความลับ ให้เป็น
8. ประเมินคุณค่าของการให้ อภัย ให้สูง
9. ฟังให้มาก แล้วจะได้คู่สนทนาที่ดี
10. ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง หากมีใครตำหนิ และรู้แก่ใจว่า เป็นจริง
11.หากล้มลง จงอย่ากลัวกับการลุกขึ้นใหม่
12. เมื่อเผชิญหน้ากับงานหนัก คิดเสมอว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะล้มเหลว
13. อย่าถกเถียงธุรกิจภายในลิฟต์
14. ใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก อย่าใช้เพื่อก่อหนี้สิน
15. อย่าหยิ่งหากจะกล่าวว่า ขอโทษ
16. อย่าอายหากจะบอกใครว่า ไม่รู้
17 ระยะทางนับพันกิดลเมตร แน่นอนมันไม่ราบรื่นตลอดทาง
18. เมื่อไม่มีใครเกิดมาแล้ววิ่งได้ จึงควรทำสิ่งต่างๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป
19 การประหยัดเป็นบ่อเกิดแห่งความร่ำรวย เป็นต้นทางแห่งความไม่ประมาท
20. คนไม่รักเงิน คือคนไม่รักชีวิต ไม่รักอนาคต
21. ยามทะเลาะกัน ผู้ที่เงียบก่อน คือผู้ที่มีการอบรมสั่งสอนที่ดี
22. ชีวิตนี้ฉันไม่เคยได้ทำงานเลยสักวัน ทุกวันเป็นวันสนุกหมด
23. จงใช้จุดแข็ง อย่าเอาชนะจุดอ่อน
24. เป็นหน้าที่ของเราที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจ ไม่ใช่หน้าที่ของคนอื่นที่จะทำความเข้าใจสิ่งที่เราพูด
25. เหรีญเดียวมีสองหน้า ความสำเร็จกับล้มเหลว
26. อย่าตามใจตัวเอง เรื่องยุ่งๆเกิดขึ้นล้วนตามใจตัวเองทั้งสิ้น
27. ฟันร่วงเพราะมันแข็ง ส่วนลิ้นยังอยู่เพราะมันอ่อน
28. อย่าดึงต้นกล้าให้โตไวๆ ( อย่าใจร้อน)
29. ระลึกถึงความตายวันละ 3 ครั้ง ชีวิตจะมีสุข มีอภัย มีให้
30. ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดต่อๆไปก็ผิดหมด
31. ทุกชิ้นงานจะต้องกำหนดวันเวลาแล้วเสร็จ
32. จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตลอด
33. ดาวและเดือนที่อยู่สูง อยากได้ต้องปีน บันไดสูง
34. มนุษย์ทุกคนมีชิ้นงานมากมายในชีวิต จงทำชิ้นงานที่สำคัญที่สุดก่อนเสมอ
35. หนังสือเป็นศูนย์รวมปัญญาของโลก จงอ่านหนังสือเดือนละเล่ม
36. ระเบียบวินัย คือคุณสมบัติ ที่สำคัญในการดำเนินชีวิต

ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ของปลอมครับ

ข้อความ แปลมาจากบทความจากหนังสือต่างประเทศ
ชื่อ Life's Little Instructions ของ H. Jackson Brown Jr.


http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=51936
[size=12]ผู้จัดการรายวัน12 กันยายน 2549
เอื้อคิงเพาเวอร์โกย2หมื่นล.
***ให้สิทธิ์2แบงก์ตอบแทนคุณ**

http://www.suanboard.net/view.php?p=view&kid=56868
หนุ่มเสกเปิดใจเรื่องป๋า โต้ไม่เคยมีอะไรกับป๋า มากสุดป๋าแค่หอมแก้ม

เมื่อพูดคุยกันจบแล้ว
"หนุ่มเสก" ได้ เดินไปส่ง "เจเจ" จุลจิตต์ บุณยเกตุ ในฐานะที่ดำรงตำแหน่ง
คณะกรรมการบริหารสถานทีโทรทัศน์กองทัพบกและรองประธานบริหารกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์


ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Fri Jan 15, 2010 12:34 pm, ทั้งหมด 17 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Sep 26, 2009 11:10 pm

[/size]http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000113614
"กษิต" อ้างสหรัฐฯ ให้เงินพัฒนา ปชต.ถือเป็นน้ำใจ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
28 กันยายน 2552 13:21 น.

นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกามอบเงินทุน
จำนวน 680 ล้านบาท ผ่านทางสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ
หรือ ยูเสด USAID ) ให้กับประเทศไทย เพื่อฟื้นฟูพัฒนาประชาธิปไตยของไทยว่า
เรื่องดังกล่าวเป็นการให้ความช่วยเหลือตามปกติ โดยองค์กรยูเสดเป็นศูนย์กลางในการให้ความช่วยเหลือ
ในภูมิภาคด้วยรวมถึงที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ และองค์กรภาคประชาคมของสหรัฐฯ
เคยส่งผู้เชี่ยวชาญด้านประชาธิปไตย ด้านการมีส่วนร่วมและด้านสิทธิมนุษยชนมาบรรยายก่อนหน้านี้แล้ว
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองภายในขณะนี้
ซึ่งไม่ใช่เรื่องสลับสับซ้อนแต่อย่างใด เนื่องจาก สหรัฐฯ มีน้ำใจที่จะส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาพัฒนา
ทางด้านการมีส่วนร่วมภาคประชาคมเป็นการหันหน้าเข้าสู่ท้องถิ่น

น้ำใจดีจริงๆ ให้เงินเพื่อเผาบ้านเผาเมืองคนอื่น

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1253975145&grpid=00&catid=
วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 21:45:17 น.
มติชนออนไลน์

ทม์ชี้"มาร์ค" แค่ภาพลักษณ์ดี ปลอดโกง แก้วิกฤตไม่ได้ ระบุมะกันวิตกสถานการณ์การเมือง ให้เงินฟื้นปชต.

นิตยสารไทม์แพร่บทความ เปรียบ "มาร์ค" สะพานเชื่อม 2 ขั้วฟื้นฟูความเชื่อมั่นประชาธิปไตย บอกแค่ภาพลักษณ์ดี
ปลอดคอร์รัปชั่นแก้วิกฤตไม่ได้ อ้างสหรัฐเป็นกังวลสถานการณ์ให้เงินฟื้นปชต.ที่ไม่เคยเกิดในรอบ 15 ปี


P { margin: 0px; }
"ไทม์"ระบุ"มาร์ค"พยายามฟื้นฟูปชต.

เมื่อวันที่ 26 กันยายน รายงานข่าวแจ้งว่า นิตยสารไทม์รายสัปดาห์ของสหรัฐอเมริกา
ฉบับตีพิมพ์วันที่ล่วงหน้าวันที่ 5 ตุลาคมเผยแพร่บทความของฮันนาห์ บีช ผู้สื่อข่าวประจำประเทศไทย
ที่เข้าพบสัมภาษณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก่อนหน้าที่จะเดินทางไปร่วมการประชุม
สมัชชาสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกา
และร่วมสังเกตการณ์การประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ หรือจี 20
ในฐานะประธานอาเซียน โดยผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า นายกรัฐมนตรีวัย 45 ปีของไทยดูสบายๆ
กับการทำหน้าที่เชิงการทูตระหว่างประเทศมากกว่าการต้องเผชิญหน้ากับหลากหลายประเด็น
ทางการเมืองโดยเฉพาะความขัดแย้งรุนแรงในประเทศ

ฮันนาห์ บีช ระบุว่าความแตกแยกขัดแย้งทางการเมืองในไทยไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวนายกรัฐมนตรี
ตรงกันข้ามนายอภิสิทธิ์กลับพยายามอย่างมากที่จะฟื้นฟูสถาบันประชาธิปไตยที่
เสื่อมถอยลงอย่างมากจากความแตกแยกในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
และอ้างความเห็นของสุนัย ผาสุก ตัวแทนองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์
ประจำประเทศไทยไว้ว่า นายกฯคนนี้เป็นนายกฯจากการเลือกตั้งคนแรกที่ประกาศจะใช้สิทธิมนุษยชนและ
ความยุติธรรมนำหน้าในการบริหารของรัฐบาลเพื่อสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติขึ้น
แต่ไม่มีอำนาจพอที่จะขับเคลื่อนรัฐบาลผสมให้แปรคำพูดเป็นการกระทำจริงๆ ได้ ซึ่งนายกฯปฏิเสธ
โดยระบุว่าทุกอย่างยังคงรุดหน้าเพียงแต่จำเป็นต้องให้แน่ใจว่า คนกลุ่มน้อยที่โน้มเอียงไปในทาง
ใช้ความรุนแรงและก่อเหตุโกลาหลจะไม่สามารถสร้างความยากลำบากให้เกิดขึ้นกับประเทศได้เท่านั้น

ชี้สหรัฐวิตกให้เงินสร้างปชต.ในไทย

ผู้สื่อข่าวไทม์ระบุว่าสถานการณ์ทางการเมืองในไทยยังอยู่ในสภาพน่าวิตก
ความขัดแย้งทางการเมืองมักนำไปสู่การต่อสู้ระหว่างกลุ่มและฝักฝ่าย
ทำให้การสำรวจความคิดเห็นทั่วประเทศเมื่อไม่นานมานี้มีคนไทยเพียง 1 ใน 3
เท่านั้นที่เห็นว่า ประเทศกำลังเดินไปถูกทาง

"จริงๆ แล้วสหรัฐวิตกกับสภาวการณ์ในเมืองไทยมากถึงขนาดตัดสินใจมอบเงินทุนจำนวนหนึ่งให้
กับสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (ยูเสด)
เพื่อดำเนินการสร้างประชาธิปไตย
ขึ้นในไทยซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมายาวนานเกือบ 15 ปีแล้ว"
ข้อเขียนดังกล่าวระบุ

อืมม...ยอมรับแล้วสินะว่าอยู่เบื้องหลัง พฤษภาทมิฬ

http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t346-30.htm

http://www.usaid.gov/
U.S. Agency for International Development runs overthrowOf Thailand’s government


AFL - CIO lead revolt against Thai government

บทความแปลจาก Executive Intelligence Review ฉบับ May 29,1992 by an EIR Investigative Team

AFL – CIO นำการจลาจลต่อรัฐบาลไทยโดยทีมงานสืบข่าวของ EIR

ภายหลังจากการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมประท้วงและทหารไทย บนท้องถนนของกรุงเทพฯ
เป็นเวลา ๕ วัน ตั้งแต่ ๑๗ ถึง ๒๑ พ.ค.๓๕ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย ๔๐ คน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช พระเจ้าแผ่นดินของไทยทรงเข้าแทรกแซง
ในระบบการเมืองโดยตรงเพื่อให้ประเทศไทยกลับคืนเข้าสู่ความเป็นระเบียบเรียบร้อย
โดยมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า
“ ถ้ากรุงเทพฯ ถูกทำลายก็เท่าประเทศถูกทำลาย ”
พระราชดำรัสนี้ถูกต้อง : วิกฤติการณ์ในประเทศไทย คือ การต่อสู้แลกชีวิตเพื่อชาติไทย
อย่างไรก็ตามจากการสืบของ EIR พบว่า

แทนที่การจลาจลที่เกิดขึ้นเมื่อ ๑๗ พ.ค.๓๕ นำโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตผู้ว่าราชการ
จังหวัดกรุงเทพมหานครผู้นำของกลุ่มศาสนาพุทธลัทธิใหม่สันติอโศกจะเป็นเพียงข้อขัดแย้ง
ภายในประเทศเท่านั้น

กลับเป็นผลงานจากการวางแผนที่รัดกุมเพื่อก่อการจลาจลต่อรัฐบาลไทยและพระมหากษัตริย์
ควบคุมและสั่งการเต็ม ๑๐๐% โดยองค์กรขององค์การ CIA และ AFL – CIO ของสหรัฐฯ
การปฏิบัติการ
ที่มีพื้นฐานให้เกิด “ มูลเหตุ ” ที่จะจุดชนวนให้มีการปฏิบัติการ ที่นำโดยสหรัฐฯ อย่างเต็มตัว
เพื่อล้มล้าง
สถาบันทหารของไทยเบื้องหลังข้อเรียกร้องเพื่อ “ประชาธิปไตย ”
จากนิสิตนักศึกษาและชนชั้นล่าง
ของไทยบนท้องถนนของกรุงเทพฯ


นั้น คือ การตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ของคณะผู้บริหารงานของประธานาธิบดี BUSH เพื่อ :

๑) วาระเป้าหมาย เพื่อทำลายสถาบันทหารของไทยซึ่งเป็นสถาบันหลักของประเทศ
แบบเดียวกับที่เคยทำมาแล้วกับสถาบันทหารของประเทศต่างๆ ในทวีปอเมริกา


๒) ให้การทำลายเสถียรภาพเพื่อทำลายชาติไทย เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายหลักที่จำเป็น
ในการจัดระเบียบโลกใหม่ ของ George Bush : และ

๓)ใช้ความพินาศของประเทศไทยเป็นก้าวกระโดดเพื่อทำลายประเทศที่เหลือในกลุ่ม
ประเทศอาเซียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย
เพราะประเทศเหล่านี้
จะต้องต่อต้านต่อการเข้ายึดครองประเทศต่างๆ หรืออาจต่อต้านวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์
ของสหรัฐฯในประเทศไทย
แหล่งข่าวจากสถานทูตสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันที่ ๑๕ พ.ค.๓๕
สองวันก่อนที่จะประชุมประท้วงรัฐบาลจะมีขึ้นว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ
ภายในไม่กี่วันหลังจากนั้นวอชิงตันก็ผลักดันจุดวิกฤติของประชาธิปไตยซึ่งจะจุดชนวน
ให้เกิดการจลาจล

การเลือกตั้งของไทยมีขึ้นใน ๒๒ มี.ค.ตามความประสงค์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
พรรคทหาร, พรรคสามัคคีธรรม ชนะ โดยมีที่นั่งมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร และเสนอ
นายณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นนายกรัฐมนตรี ภายในสัปดาห์นั้นเอง นางมากาเร็ด ทัทไวเลอร์
โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ประกาศว่า สหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะออกวีซ่าให้ นายณรงค์ ฯ
ในปี ๒๕๓๔ โดยสงสัยว่าจะเกี่ยวพันกับการค้ายาเสพติด ในสัปดาห์ต่อมา นายณรงค์ฯ
ก็ถอนตัว และพรรคการเมืองนี้ก็เสนอชื่อ พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด
เป็นนายกรัฐมนตรี

http://www.youtube.com/watch?v=6KHCX7znTfc&NR=1






http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=27&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

เอกสารแถลงนโยบายสำหรับสมาชิกสภาฯ ยืนยันว่า “ ไม่มีมาตรา ๗๑ ในนโยบายของรัฐบาล”
การปรับใช้ “ แผนเบ๋าได๋” โค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

ขั้นตอนที่ ๑
ใช้อิทธิพลไม่ให้รัฐบาลพิทักษ์รักษาสถาบันกษัตริย์ไทยอีกต่อไป โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ
( แม้ในปัจจุบัน) บัญญัติบังคับให้รัฐบาลต้องมีหน้าที่พิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์
และต้องบรรจุเป็นนโยบายของรัฐบาลข้อแรกด้วย ปรากฏใน หมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
มีทั้งหมด ๑๘ มาตรา โดยระบุไว้ในมาตรา ๘๘ ว่า “ บทบัญญัติในหมวดนี้มี่ไว้เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการตรากฎหมาย
และกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน” โดยเริ่มจากมาตรา ๗๑ ถึง มาตรา ๘๙ ส่วนเกี่ยวกับ
สถาบันพระมหากษัตริย์คือ มาตรา ๗๑ อันเป็นมาตราแรกของการร่างนโยบายของรัฐ มีว่า มาตรา ๗๑
“รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช และบูรณภาพแห่งอาณาเขต”

ผล : นโยบายของรัฐบาล ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ได้ตัดมาตรา ๗๑ ทิ้ง
ปทั้งหมด โดยนโยบายรัฐบาลเริ่มที่ มาตรา ๗๒ ซึ่งหมายถึง รัฐบาลไม่มีหน้าที่จะต้องป้องกัน
พิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือรักษาอธิปไตยของชาติด้วยประการใด ๆ ทั้งสิ้น

ประเทศใด ก็สามารถเข้ามายึดครองไทยได้โดยเสรี เพราะรัฐบาลไม่ต้องทำหน้าที่รักษาเอกราชของชนชาติไทย
เพราะอ้างว่ารัฐธรรมนูญระบุไวในมาตรา ๓๐ ชัดว่า “ ห้ามรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์” เพราะการพิทักษ์รักษาไว้
ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นคือ การเลือกปฎิบัติที่แตกต่างด้วยฐานะทางสังคมขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐


ขั้นตอนที่ ๒ สลายฐานมวลชนจากสถาบันพระมหากษัตริย์ ( Separate & Terminate )
การสลายฐานมวลชนจากสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ได้เริ่มกระทำมาอย่างเป็นกระบวนการ
นับตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๑๗ ( ช่วงสงครามเวียดนาม ) โดยองค์กร “ วาติกัน” ภายใต้การปฎิบัติการของ
“ องค์กรเครดิตยูเนียน”
ทั้งนี้เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ได้ประสพความสำเร็จในการปลดหนี้
เกษตรกรโดยการจัดตั้ง “ สหกรณ์หุบกะพง” ดังนั้น วาติกันจึงมีคำสั่งให้ส่งนักศึกษาปริญญาโทลงไปในพื้นที่
ทั่วประเทศ ทำรายงานส่งไปยัง “วาติกัน” เป็นภาษาอังกฤษเพื่อวิเคราะห์ และปรับแผนยุทธศาสตร์ใหม่
จึงเป็นครั้งแรกของไทยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ปรับเปลี่ยนการสอบปริญญาโทจากภาษาไทย
เป็นภาษาอังกฤษ และจัดตั้งองค์การบัณฑิตอาสา โดยอ้างว่าเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร อันเป็นคำสั่งของ
อธิการบดีธรรมศาสตร์ขณะนั้น พร้อมกับประสานงานเน้นหนักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


ในปี พ.ศ.๒๕๔๐ ภายหลังจากประเทศไทยประสบกับความหายนะทางด้านเศรษฐกิจ
สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ได้คิดค้นวิธีการแก้ปัญหาความยากจน และหนี้สินคนในชาติด้วยโครงการ
“เศรษฐกิจพอเพียง” ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนไทยหลุดพ้นจากหนี้สิน และสามารถพึ่งตัวเองได้โดยยึดอุดมการณ์
“พออยู่พอกิน”


โครงการเศรษฐกิจพอเพียง ของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย
เป็นอุปสรรคสำคัญต่อ “นโยบายการค้าเสรี” และ “ นโยบายสร้างหนี้ของ IMF และ BIRD
( ธนาคารโลก) “ ซึ่งมีหลักการข้อปฎิบัติคือ

“ ขยายเครือข่ายแนวปฎิบัติการของเรา ต้องลงให้ถึงระดับรากหญ้า ( Grassroots)
จึงจะสามารถปฎิวัติแนวความคิด ค่านิยม วัฒนธรรมของชนชาตินั้น ๆ ได้อย่างถาวร ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์
แก่เราและสมาชิก คือ


๑. เพื่อประเทศนั้น ๆ มิอาจหลุดพื้นขากการควบคุม ซึ่งเราจะต้องสร้างองค์กรที่ส่งเสริมหนี้ระดับจุลภาค
( Micro Finance ) ให้มากที่สุด
๒. เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวในทุกส่วนของสังคม ให้สามารถลงลึกถึงระดับรากหญ้าได้
๓. เพื่อที่เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคม สถาบัน พฤติกรรม ของสังคมประเทศนั้น ๆ ได้
๔. เพื่อที่เราสามารถสร้างความต้องการของสังคม ให้เอื้อกับระบบการค้าเสรีของเรา


ผล : นโยบายรัฐบาลประกาศนโยบายสร้างหนี้ระดับจุลภาค ให้กับประชาชนทั่วประเทศ
ทั้งนี้เพราะหากประชาชนใช้ระบบเกษตรพอเพียง หรือ อุดมการณ์ “พออยู่พอกิน” ปลดหนี้สินของตนเองได้
ก็จะมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะเป็นโครงการที่พระมหากษัตริย์ไทยคิดค้นขึ้น
ย่อมหมายถึงมวลชนของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพิ่มขึ้น ยากแก่การย่อยสลาย
แต่หากประชาชนไทยเป็นหนี้ได้ทุกระดับแล้ว ก็สามารถขับเคลื่อนมวลชนที่เป็นลูกหนี้นี้
โดยอำนาจของ “เจ้าหนี้” ที่ CIA จะถ่ายโอนหนี้ในภาพของการรับซื้อหนี้จากรัฐบาล โดยใช้
วิธีการว่า “เป็นการช่วยเหลือลดภาระรัฐบาลไทย” การเคลื่อนไหวในอนาคต ใช้การปลดหนี้
หรือ พักชำระหนี้เป็นเครื่องมือเคลื่อนไหวมวลชนเหล่านี้ต่อไป


ขั้นตอนที่ ๓
ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยใช้ชาวมุสลิมเป็นแพะรับบาป


การประกาศเข้าร่วมสงครามศาสนา ( สงครามครูเสด) เท่ากับเป็นการประกาศสงครามกับชาวมุสลิม
โดยตรง
จากการศึกษาของฝ่ายวิเคราะห์ของ CIA พบว่า ประชาชนไทยไม่มีความรู้และความเข้าใจในเรื่องของ
กฎหมายอย่างเพียงพอ ส่วนใหญ่จะอาศัยความเข้าใจตามประเพณีและความเชื่อผู้นำเป็นหลัก
ปฎิบัติการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย อาจได้ถูกกำหนดขึ้นหลังจากประชุมเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๔
โดยมียุทธวิธี ดังนี้


๑. ภายหลังจากเข้าตั้งฐานทัพในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว ให้เจ้าหน้าที่กองทัพยื่นหนังสือต่อรัฐบาล
ให้เน้นย้ำถึงความสำคัญในข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกากับไทย


๒. ในขณะที่สหรัฐอเมริกาโจมตีประเทศ หรือกลุ่มชนที่เป็นมุสลิม ให้ CIA ในประเทศไทย
ดำเนินการสร้างกระแสต่อต้านสหรัฐอเมริกาขึ้น



๓. ตามข้อ ๒. เมื่อดำเนินการได้ระดับหนึ่ง ให้เปลี่ยนประเด็นเป็น
รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ให้เน้นย้ำประโยคนี้ในสื่อมวลชนทุกแขนง
และเพิ่มอัตราความถี่ให้ถึงระดับ CC


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1243946771&grpid=00&catid=01
วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2552 เวลา 10:20:24 น. มติชนออนไลน์
ชี้เหตุการณ์ที่เกิดเหมือนสงคราม

นายนิพนธ์กล่าวว่า ได้ดับเครื่องรถที่จอดหลบอยู่ประมาณ 25 นาที กลุ่มคนเสื้อแดงได้พยายาม
ส่องที่กระจกและตะโกนบอกว่า "นายนิพนธ์อยู่นี่" จากนั้นจึงเรียกผู้ชุมนุมมาสมทบเพิ่มเติม จึงตัดสินใจ
ขับรถพุ่งออกจากกระทรวงมหาดไทย แต่ไปไม่ได้เนื่องจากติดรถแท็กซี่ กลุ่มคนเสื้อแดงได้ใช้อิฐบล็อค
เหล็กแหลม ของแข็งทุบตีรถ ทำให้ได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่ถึงขั้นซี่โครงหัก จากนั้นมีเสียงประกาศให้หยุดทำร้ายตน
ซึ่งภาพที่เผยแพร่ตามสื่อมวลชน ตอนที่ถูกดึงออกมาไม่ได้เป็นการทำร้าย แต่เป็นความพยายามเข้ามาช่วยเหลือ
ส่งโรงพยาบาลพญาไท 2 แต่ไม่สามารถเล่าให้ฟังได้ว่าใครเข้ามาช่วย เพราะจะเป็นการมิบังควรอย่างยิ่ง
ส่วนคนที่เข้ามาทำร้ายจะเป็นแดงแท้หรือแดงเทียมนั้น ไม่ทราบ


๔. ให้จัดตั้งกระแสว่า “ การตัดสินใจของรัฐบาลนั้นสถาบันกษัตริย์ต้องเห็นชอบด้วยรัฐบาลจึงจะ
ประกาศได้เพราะเป็นเรื่องสงคราม ให้อ้างใช้รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๒๓ บางส่วน เพื่อแสดงให้เห็นว่า
รัฐบาลตัดสินใจเองไม่ได้และไม่จำเป็นต้องเข้าสภาเพราะเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ และที่
สถาบันกษัตริย์ไทยตัดสินใจเป็นฝ่ายตรงข้ามเพื่อทำสงครามกับชาวมุสลิม เพราะกษัตริย์ไทย
ไม่ได้เป็นมุสลิม แต่เป็นชาวพุทธ”
ให้กระแสกระจายไปในพื้นที่ชาวมุสลิมภาคใต้ เน้นที่หัวหน้าศาสนา


Special Force

๕. ให้จัดตั้งชุดพิเศษปฎิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อบุคคลในสถาบันกษัตริย์ เพื่อให้เอื้อกัน
กับสถานการณ์ที่ได้สร้างไว้ จัดชุดบุคคลสร้างกระแสความไม่ปลอดภัยของสถาบันกษัตริย์
และความโหดร้ายของชาวมุสลิม ทั้งนี้ให้ประสานพร้อมกับปฎิบัติการของกองทัพขณะที่เข้าปฎิบัติการ
ในประเทศมุสลิม


๖. ให้สื่อทั้งหมดนำเสนอข่าว ความไม่ปลอดภัยของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยอย่างต่อเนื่อง
ให้นักวิชาการในสังกัดดำเนินการอภิปราย เสนอความเห็น ให้ปรับอัตราเร่งและความถี่ ทั้งนี้ให้สายงานใน
รัฐสภาเสนอญัตติด่วนเพื่อนำเสนอแนะให้ บุคคลในสถาบันพระมหากษัตริย์ เสด็จไปอยู่ในที่ปลอดภัย
หรือประเทศที่ไม่มีอันตราย ภายใต้อารักขาของกองทัพสหรัฐอเมริกา

( ยุทธวิธีดังกล่าวนี้ จะสามารถใช้ได้ผลจากการวิเคราะห์ของ CIA คือ อาศัยความไม่รู้ข้อกฎหมายของประชาชนไทย
มาตรา ๒๒๓ ที่ถูกอ้างถึงในแผนยุทธวิธีดังกล่าวนั้น มีข้อความเต็มดังนี้คือ “มาตรา ๒๒๓ พระมหากษัตริย์ทรงไว้
ซึ่งพระราชอำนาจในการประกาศสงคราม เมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา มติความเห็นชอบของสภา
ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ทั้งสองสภา”


ความหมายที่แท้จริงในมาตรา ๒๒๓ นี้ก็คือ “พระมหากษัตริย์ทรงไม่สามารถที่จะประกาศสงครามได้
โดยลำพังพระองค์เอง หรือทรงมีพระราชโองการให้รัฐบาลประกาศสงครามกับประเทศใด ๆ ได้ทั้งสิ้น “

เนื่องจากได้กำหนดไว้ในกฎหมายชัดเจนว่า การประกาศสงครามต้องเป็นมติของสภาทั้งสองเท่านั้น
( ประชาชนไทยควรเข้าใจในความจริงของข้อกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ตกไปเป็นเหยื่อ ของกระแสที่
จะถูกสร้างขึ้นโดย CIA ซึ่งมีจุดมุ่งประสงค์ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ และทำลายชนมุสลิมออกไป
จากสังคมโลก
ไม่มีเหตุผลอื่นที่ฟังได้ หรือมี ...)


สถานการณ์ ภายหลังเมื่อเกิดกรณีดังกล่าวข้างต้น ชาวพุทธซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่
ก็จะกลับกลายเป็นศัตรูของชาวมุสลิม และเป็นการง่ายที่ CIA จะสร้างสถานการณ์ให้เกิดความเกลียดชัง
อาฆาตแค้นขึ้นทั้งสองฝ่าย เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในติมอร์ตะวันออก
ผู้ที่รับผลประโยชน์ก็คือ “วาติกัน
กลุ่มโรมันคาทอลิกจะทำเป็นพ่อพระผู้ประสานประโยชน์ และนักสิทธิมนุษยชนโดยจะปรากฏตัวขึ้น
ในช่วงของความขัดแย้ง และความรุนแรงดังกล่าว



กษัตริย์ราชวงศ์ “พิเรนทรา” ถูกสังหารสิ้นพระชนม์ทั้งหมดเมื่อ มิ.ย. ๒๕๔๔

การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เกิดขึ้นโดย CIA ล่าสุดคือในประเทศเนปาล เส้นทางขึ้นสู่ธิเบต

http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&forum=6&No=630&picfolder=mXT0HkNN&PHPSESSID=017f974f830075724d6db3b76a7e7760#top

<TABLE width="100%">

<TR>
<td class=main align=left>http://www.monthlyreview.org/0902madsen.htm
Comparisons Between Recent U.S.-Backed Coups: Caracas and Kathmandu
by Wayne Madsen
</TD></TR></TABLE>
According to unblemished sources in Kathmandu, the king and his family were quickly dispatched
by a Nepali army commando unit trained at the time by U.S. Special Operations forces sent by
U.S. Pacific Commander in Chief Adm. Dennis Blair
(he's the same guy who propped up Gen. Wiranto
with special training while the good general was committing genocide in East Timor
).


http://query.nytimes.com/gst/fullpage.html?res=990CEED6143AF930A15750C0A963958260&sec=&spon/size]
C.I.A. Nominee Backed U.S. Arms in East Timor

Published: March 23, 1995
To the Editor:
The nomination of Deputy Defense Secretary John M. Deutch as Director of Central Intelligence
is not consistent with promoting human rights and democracy in the world.


http://www.angelfire.com/ca3/jphuck/Book16Ch.2.html
A SUMMARY OF CIA INCURSIONS

EAST TIMOR - 1974 - After the Dutch departed East Timor, Sukarno invaded the island country.
The CIA supported Indonesia's invasion, supplying weapons. Approximately 200,000 were killed.


http://news.sanook.com/education/education_241022.php

ติมอร์ตะวันออก(1): ซานานา กุสเมา

โดย ข่าวสด วัน จันทร์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2551 10:48 น.
30 สิงหาคม 2542 อินโดนีเซียยอมให้มีการลงประชามติ โดยมีเจ้าหน้าที่จากสหประชาชาติ
เป็นผู้ควบคุมการลงประชามติ ผลปรากฏว่าร้อยละ 78.5 ของชาวติมอร์ตะวันออกต้องการเป็นเอกราช
แต่หลังจากนั้นฝ่าย militias ที่ได้รับการติดอาวุธจากทหารอินโดนีเซีย ออกมาเข่นฆ่าชาวติมอร์ตะวันออก
ล้มตายจำนวนมาก เผาบ้านเรือนหมดสิ้น ส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยไปอยู่ติมอร์ตะวันตกถึงกว่า 200,000 คน
ช่วงเวลานั้นซานานาได้รับการปล่อยตัว เขาลี้ภัยการเมืองไปออสเตรเลีย


15 กันยายน 2542 กองทหารสหประชาชาติเข้ารักษาความสงบในติมอร์ตะวันออก
กวาดล้างพวก militias พร้อมกับที่ซานานาได้กลับติมอร์ ร่วมสร้างชาติที่ยับเยินขึ้นใหม่
และในการเลือกตั้งทั่วไป 14 เมษายน 2545 เขาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนแรก


<TABLE width="100%">

<TR>
<td class=main align=left>
http://www.nhrc.or.th/news.php?news_id=677〈=EN
</TD></TR>
<TR></TR>
<TR>
<td class=txt vAlign=top align=left>
</TD></TR></TABLE>
<TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=1 width="100%">

<TR>
<td vAlign=top align=left>
สายสัมพันธ์ของอินโดนิเซียและออสเตรเลียในปัจจุบัน
</TD></TR></TABLE>
ขอบฟ้ากว้าง: สายสัมพันธ์อันเปราะบางของ 'อิเหนา-ออสซี' Source - โพสต์ ทูเดย์ (Th)

Monday, March 27, 2006 13:00

กรุงเทพฯ-27 มี.ค.--โพสต์ทูเดย์

โดย — จันทร์สินี แก่นแก้ว
อินโดนีเซียและออสเตรเลีย ถือเป็น 2 ประเทศยักษ์ใหญ่แห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่มีความสัมพันธ์ทางด้านการเมือง
เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศเกี่ยวเนื่องกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันโดยบ่อยครั้งที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองสิงห์
แห่งภูมิภาคในอดีต จะกลายมาเป็นที่มาแห่งท่าทีและการดำเนินนโยบายของอินโดนีเซียและออสเตรเลีย ในปัจจุบัน
ชนวนที่สร้างรอยร้าวในสายสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเริ่มขึ้น เมื่อติมอร์ตะวันออกประกาศเอกราช
ถือเป็นเสมือนกับมีดกรีดกลางใจชาวอินโดนีเซียทั้งหลาย เพราะเป็นที่รู้กันว่า รัฐบาลอินโดนีเซียนั้นหมายมั่นปั้นมือ
มาตั้งแต่อดีตแล้ว ที่จะทำให้ติมอร์ตะวันออกแห่งนี้เป็นจังหวัดที่ 27 ของตนให้ได้ ท่าทีของรัฐบาลอิเหนาได้ปรากฏให้เห็น
ได้ชัดเจนเมื่อโปรตุเกสถอนทหารออกไปจาก ติมอร์ตะวันออกในปี 2518 รัฐบาลอินโดนีเซีย ก็รีบฉวยโอกาสนี้เข้าไป
ยึดครองแทน โดยอ้างว่าเข้าไปเพื่อปราบปรามกลุ่มคอมมิวนิสต์ในติมอร์ตะวันออก ซึ่งอาจส่งผลกระทบ
ต่อความมั่นคงของอินโดนีเซียได้ทว่า
สถานการณ์ของติมอร์ตะวันออกภายใต้การปกครองของอินโดนีเซียนั้น
กลับเต็มไปด้วยความวุ่นวายและการนองเลือดของประชาชนที่ลุกฮือต่อต้าน เนื่องจากความไม่พอใจ
ต่อการปกครองของอินโดนีเซีย และความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรมและศาสนา

(ติมอร์นับถือคริสต์คาทอลิก)



- การข่าวของไทยตกอยู่ภายใต้การข่าวสารของ CIA งานข่าวด้านความมั่นคงของไทย
ทุกส่วนด้านงานข่าวส่วนใหญ่จะรับจากหน่วยงานของ CIA ประจำประเทศไทย ซึ่งถือว่าสหรัฐฯ
มีเครื่องมือด้านการข่าวที่ทันสมัยแต่เมื่อเกิดปัญหาระหว่างสหรัฐอเมริกากับชาวมุสลิม
ผลกระทบที่จะติดตามมาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือชาวไทยมุสลิม ซึ่งกลายเป็นกลุ่มชนที่ถูกเพ่งเล็ง
จากทางการสหรัฐอเมริกาว่า “สนับสนุนขบวนการก่อการร้าย
เป็นกลุ่มชนที่จะต้องจับตาเป็นพิเศษ
ดังนั้นพวกเขาจะไม่มีอิสระในการใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ย่อมต้องถูกติดตามและตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา
ด้วยความหวาดระแวงของสหรัฐฯ หากเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้
เขตจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีชาวสหรัฐอเมริกาทำธุรกิจจำนวนมาก
ชาวไทยมุสลิมจะถูกชี้ให้เป็น “บุคคลอันตราย
และเชื่อมั่นได้อย่างไร้ข้อสงสัยว่า ข้อมูลข่าวสารทางลบเกี่ยวกับชาวไทยมุสลิม ทางการไทยจะได้รับรายงาน
จาก CIA
ซึ่งได้เข้ามาเตรียมการในประเทศไทยเป็นการล่วงหน้า โดยความเห็นชอบของรัฐบาลให้ CIA ควบคุม
ระบบการข่าวความมั่นคงของไทย
ต่อความลับนี้รั่วไหลจึงได้รีบการคัดค้านจากสื่อมวลชนไทย จนเป็นข่าวต่อสาธารณชน



แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Wed Oct 07, 2009 1:15 pm, ทั้งหมด 8 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Sep 27, 2009 10:02 pm

]http://www.komchadluek.net/detail/20090624/18237/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89.html

มะกันแนะ"ต้องถอนทหาร"ดับไฟใต้
วันที่ 24 มิถุนายน 2552

คมชัดลึก :อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกหนังสือมะกันเปรียบ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ชี้ “ควรถอนทหาร”
เลิกวิธีคิดดับไฟ ด้วยความรุนแรง "แม่ทัพภาค 4ควง พญ.คุณหญิงพรทิพย์พบญาติผู้เสียชีวิตที่ถูกยิงกราดในมัสยิด
ทหารร่วมชาวบ้าน300ละหมาดฮายัดหลังคนร้ายยิงอาคารโรงงานฮาลาลปัตตานี


(24 มิ.ย.) ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการจัดงานเปิดตัวหนังสือ “รัฐศาสตร์ไม่ฆ่า”
เขียนโดย ศ.เกล็น ดี.เพจ นักวิชาการชาวสหรัฐอเมริกา โดยนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ
เป็นผู้แปล นายชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมข้อมูลไว้ว่า
มี 20 ประเทศทั่วโลกที่ไม่มีกองกำลังทหาร หรือกองทัพ
ซึ่งอาจารย์สอนวิชารัฐศาสตร์ในประเทศไทยบางคนและคนไทยทั่วไปอาจไม่รู้

อย่างไรก็ตามการปราศจากกองกำลังทหารมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ
ไม่มีกองทัพเลย หรือการมีสนธิสัญญาป้องกันไว้
ทั้งนี้ที่ผ่านมาเราไม่เคยตั้งคำถามว่า
ประเทศไทยจะไม่มีกองทัพได้หรือไม่ ประเทศอื่นเขาทำมาแล้ว
ถ้าเราเอาสถาบันโครงสร้างบางอย่างออกไปจากสังคม ทรัพยากรที่มีในระบบที่เคยถูกนำไปใช้ในกองทัพ เช่น
งบประมาณ ซึ่งแต่ละปีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็จะสามารถถูกนำไปใช้ในเรื่องอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็น
ในเรื่องสุขภาพอนามัย หรือการแก้ปัญหาความยากจนของประชาชน

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ขอตั้งคำถามว่าจะนำไปสู่การถอนกำลังทหารของจากพื้นที่ 3 จังหวัด
ชายแดนภาคใต้ได้ หรือไม่ แต่ตนไม่ได้หมายถึงให้ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ทั้งหมดในเวลานี้
ซึ่งสถานการณ์ยังมีความรุนแรงเป็นอย่างมาก แต่โจทย์ใหญ่คือในอนาคตจะคิดวิธีการอื่นในการจัดการปัญหานี้
ได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาการมีกำลังทหารและการใช้ความรุนแรงในพื้นที่ก็ไม่สามารถแก้ ปัญหาให้จบลงได้
ทั้งนี้สำหรับความรุนแรงที่เกิดขึ้นอีกในระลอกนี้ ตนคิดว่าเป็นเพราะในพื้นที่มีการซ่องสุมอาวุธไว้มาก
โดยมีอาวุธปืนเป็นแสนกระบอกในมือของผู้คนมากมาย ไม่เฉพาะเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ซึ่งแต่ละฝ่าย
ล้วนขาดวินัยในการใช้กำลังและอาวุธ

ด้านนายศิโรตม์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มี การใช้งบประมาณ
และกำลังทหารทุ่มลงไปมาก แต่ไม่ก็ไม่เกิดผลใดๆ ตนคิดว่าใช้ความรุนแรงตลอดไปก็ไม่ได้ผล
ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าเกิดความสงบขึ้นในพื้นที่ ในช่วงที่เราใช้มาตรการทางการเมืองนำการทหาร
ดังนั้นเห็นว่ารัฐควรจะทบทวนเรื่องนี้หรือไม่


http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=626&forum=6&page=24&PHPSESSID=fbf7a716b6baca36686ad757b77c7c8f

http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=24&PHPSESSID=fbf7a716b6baca36686ad757b77c7c8f



http://www.oknation.net/blog/print.php?id=372974

จากชวน ถึง..เขยพอกะเทิน.. อภิสิทธิ์


........................................................................
ตอนที่ 1
........................................................................คน
ที่เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนใหญ่พูดน่าฟัง และมั่นใจในคำพูดของตนเอง ไม่ว่านายชวน หลีกภัย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร
นายสมัคร สุนทรเวช และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแต่ก็มีการพูดไม่จริง ที่คนตามไม่ทันและทันอยู่มาก เช่น "ตายคนเดียว"
"ผมเป็นคนทำให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่น ทำให้ประเทศเจริญ" เป็นต้นพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พูดชวนหลับ
สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พูดปากปราศรัย ใจเชือดคอ นักการเมืองบางครั้งก็ไม่ทราบว่าตนเองพูดอะไร เพราะไม่เข้าใจเหตุการณ์
ที่ผ่านมา พูดเพียงให้ประทับใจคนได้ยินเท่านั้น คนพูดอาจจะคิดว่าพูดตนเองพูดประทับใจ แต่คนได้ยินไม่ประทับใจ
นายกชวน หลีกภัย ผู้สื่อข่าวให้ฉายาการพูดของท่านไว้หลายแบบ "เจ้าหลักการ" 'ชวน เชื่องช้า" "ชวน แช่มช้อย"
"ใบมีดโกน อาบน้ำผึ้ง" การบริหารประเทศผิดทิศทางตลอดเวลา ซ้ำเติมปัญหาของประเทศให้เลวร้ายลงตลอดเวลา
ชาร์ต 1 ระยะเวลารัฐบาลบริหารประเทศระหว่างปี 2535 - 2549


ชื่อนายกรัฐมนตรี

ช่วงระยะเวลาเป็นรัฐบาล

อานันท์ ปันยารชุน 2)

10 มิถุนายน 1992 - 22 กันยายน 1992

ชวน หลีกภัย 1)

23 กันยายน 1992 – 12 กรกฎาคม 1995

บรรหาร ศิลปอาชา

13 กรกฎาคม 1995 - 24 พฤศจิกายน 1996

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

25 พฤศจิกายน 1996 – 8 พฤศจิกายน 1997

ชวน หลีกภัย 2)

9 พฤศจิกายน 1997 17 พฤศจิกายน 2000

พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร1)

18 พฤศจิกายน 2000 – 11 มีนาคม 2005

พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร2)

12 มีนาคม 2005 – 19 กันยายน 2006




นายกชวน มีโอกาสเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ 2 สมัย (ตามชาร์ตที่ 1)
ชาร์ต 2[/size] SET Index 2535 -2549 (1992 - 2006)
ต้นเหตุวิกฤติเศรษฐกิจ ประเทศไทยอยู่ในปี 2535 - 2543(1992-2000) ตรงกับรัฐบาลชวน 1 คน
ทั่วไปเข้าใจว่าวิกฤติเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นในปี 2540 (1997) ซึ่งไม่ตรงจริง
จุดเริ่มต้นวิกฤติประเทศไทย เกิดขึ้นในปี 2536 - 2537 (1993 - 1994)
ตรงกับรัฐบาลชวน 1 และมีการแก้ปัญหาแบบผิดทิศทาง และผิดวิธีการ
ทำให้เหตุการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ กระทั่งต้องลอยค่าเงินบาทกลางปี 2540


ปี 2540 จึงเป็นปีที่วิกฤติคลี่คลาย ไม่ใช่ปีที่เกิดวิกฤติ การ
ที่วิกฤติเศรษฐกิจคลี่คลายในปี 2540ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยแก้ปัญหาได้ถูกต้อง แล้ววิกฤติคลี่คลาย
แต่เป็นเพียงหมดเงินหน้าตักในการปกป้องค่าเงินบาท ไม่รู้จะทำอย่างไรหรือทำสิ่งใดต่อไม่ได้ ได้ซมซาน
ไปหาความช่วยเหลือ "Stand by loan" จากไอเอ็มเอฟ มาเป็นทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศ
แล้วก็ลอยค่าเงินบาทเดือนที่ลอยค่าเงินบาท ประเทศไทยเหลือทุนสำรองฯเพียง 1,144 ล้านเหรียญสหรัฐ
จากที่ปี 2537 - 2538ประเทศไทยมีทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศ 38,000 ล้านเหรียนสหรัฐ

ประเทศไทยตายยิ่งกว่าเขียด


เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญในรัฐบาลชวน 11) เปิดเสรีทางการเงิน ..และ
2) ตั้งคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.)กลต.
นำ Maintenance margin & forced sell มาใช้ในตลาดหุ้น ระบบดังกล่าวคือให้มีการกู้ยืมเงินมาซื้อขายหุ้น
และถ้าหุ้นตกหนัก ให้มีการเรียกหลักประกันนักลงทุนเพิ่มถ้าไม่สามารถนำหลักประกันมาเพิ่มได้ ก็จะถูกบังคับขายหุ้น
การเปิดเสรีทางการเงิน ไม่ใช่ต้นเหตุให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจของชาติตลาดหุ้น เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
ของประเทศมา 2 ครั้งแล้ว
........................................................................

ตอนที่ 2
........................................................................ประเทศไทยมีจุดอ่อนในตลาดทุน และตลาดเงิน หลายด้าน
1) SET Index เบี่ยงเบนสูงเป็นลำดับที่ 7 ของโลก
การมีตลาดหุ้นอยู่ในระบบเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอยู่แล้ว SET Index ที่อ่อนแอสูง จึงอ่อนแอสูง
ง่ายแก่การโจมตี หรือถูกปั่นได้ง่าย(ปัญหาตลาดทุน)

2) มีการนำระบบ Maintenance margin & forced sell
มาใช้ ในต้นเดือนตุลาคม 2536 (1993) เป็นจุดเชื้อเชิญให้ Hedge Fund ตัดสินใจเข้าโจมตีตลาดหุ้นไทย วิธีการโจมตี
คือการไล่ซื้อให้ราคาหุ้นสูงขึ้นเต็มที่ แล้วถล่มทุบขายลงมาภายหลัง(ปัญหาตลาดทุน)

3) กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
ถูกตั้งขึ้นหลังเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจของไทยระหว่างปี 2520 - 2525 ตอนนั้นทำให้ประเทศไทยเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ
เป็นครั้งแรกโดยเชื่อว่างานของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯจะช่วยอัดฉีดสภาพคล่องให้สถาบันการเงินในช่วงที่มีปัญหา
จะทำให้สถาบันการเงินมั่นคง และไม่ล้มลง(ปัญหาตลาดเงิน)

4) มีการผูกค่าเงินบาทไว้คงที่
(ปัญหาตลาดเงิน) เมื่อตลาดหุ้นพังทลายอย่างรุนแรงจากต้นปี 2537 - 2539 (1994 - 1996)
ระบบ Maintenance margin & forced sell ทำให้มีการบังคับขายหุ้นของนักลงทุนอย่างบ้าคลั่ง
ซ้ำเติมให้หุ้นตกหนักลงไปอีก สภาพคล่องทางการเงินเสียหายหนัก
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เข้าไปอัดฉีดสภาพคล่องเต็มที่ ถมเท่าใดก็ไม่เต็ม
ต้องยอมแพ้ ยุติการอัดฉีด แล้วเปลี่ยนไปปิดชั่วคราวและปิดจริงสถาบบันการเงิน แล้วก็ควบกิจการ(ยึด)
เอาสินทรัพย์สถาบันการเงินมาใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯหุ้นหรือสินทรัพย์ที่เป็นของคนไทย
ก็คือทรัพย์สินของชาติ การบังคับขายหุ้นของนักลงทุน ก็คือการบังคับขายทรัพย์สินของชาติ คือการขายชาติ
ส่งผลเศรษฐกิจของชาติซวนเซมาจนถึงทุกวันนี้ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ เมื่อก่อนนี้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
ธนาคารทหารไทย
แต่ทุกวันนี้กองทัพบกมีแค่ 1.44 เปอร์เซนต์ แต่ดันมีชื่อเป็น "ทหารไทย" มัน
ถูกขายให้ต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ และขายไม่ได้ราคาอีกต่างหาก
มีอีกหลายธนาคารที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ
และกระทรวงการคลังไปยึดจากเอกชนมาอยากจะขาย แต่ขายไม่ออก ตลาดหุ้นพังทลาย ทำให้ค่าเงินบาทพังทลาย
แต่การผูกค่าเงินไว้ตายตัว ทำให้ค่าเงินบาทแข็งเกินจริง จึงมีการขายบาทออก หันไปถือเงินสกุลที่แนวโน้มแข็งขึ้นแทน
(เงินไหลออก) ทางการได้เข้าไปทำการปกป้องค่าเงินบาท แต่ขาดความเข้าใจความเป็นไปของค่าเงิน จึงปกป้องไว้ไม่ได้
ต้องลอยค่าเงินบาทในที่สุดกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯนอกจาก

(1)ไม่สามารถฟื้นฟูสถาบันการเงินตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้แล้ว
(2)ยังทำให้สถาบันการเงินล้มทั้งระบบ และ
(3)ก่อหนี้สาธารณะไว้กว่า 1.44 ล้านล้านบาท

คนทั่วไปเข้าใจว่าประเทศไทยพ่ายแพ้ต่อการปกป้อง ค่าเงินบาทอย่างเดียว แท้จริงประเทศไทยพ่ายแพ้ทั้ง 2 ด้าน
"พ่ายแพ้ต่อการปกป้องค่าเงินบาท" และ "พ่ายแพ้ต่อการปกป้องสถาบันการเงิน" สถาบันการเงินและภาคการผลิตจริง
ล้มลงทั้งระบบ อัตราดอกเบี้ยผันผวนหนักเงินเฟ้อสูงเป็นประวัติการณ์ คนตกงานเป็นเบือความเสียหายเกิดขึ้นทุก
ด้าน ตลาดทุนเสียหาย ค่าเงินบาทเสียหายมูลค่าสินทรัพย์ตกต่ำมากเป็นประวัติการณ์ ภาคการผลิตขนาดใหญ่เสียหาย
ผู้ประกอบการรายกลางรายย่อยเสียหายทั่วประเทศ คนฝากเงินก็เสียหายมีรายได้จากเงินฝากลดลง
ประชาชนทั่วประเทศ 63 ล้านคนต้องมารับกรรมในวิสัยทัศน์ปรัชญาที่เบี่ยงเบนของการบริหารประเทศ
รับกรรมที่ค่าเงินเฟ้อสูงขึ้นและต้องมาร่วมชดใช้หนี้สาธารณะที่ผู้บริหารประเทศสร้างไว้กว่า 1.44 ล้านล้านบาท
วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ (ต้นเหตุในรัฐบาลชวน 1) ก่อความเสียหายแก่ระบบประมาณ 9.50 ล้านล้านบาท

(วิกฤติเศรษฐกิจครั้งแรก ต้นเหตุเกิดในรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์) หลังรัฐบาลชวน 1 ก็มาเป็น
รัฐบาลนายบรรหาร รัฐบาลพล.อ.ชวลิต รัฐบาล ชวน 2 และรัฐบาลพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ 1 และ 2 (ชาร์ต 1)
ทั้ง 4-5 รัฐบาลที่ตามมา ต่างมารับกรรม ที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลชวน 1 แล้วซ้ำเติม ด้วยการบริหารประเทศ
ที่ผิดทิศทางเหมือนเคยรัฐบาลบรรหาร มีคนพยายามฆ่าตัวตายที่ตลาดหุ้น รัฐบาลชวลิต รับเคราะห์
พาประเทศเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ และลอยค่าเงินบาท การเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ
แสดงถึงการหมดสภาพทางเศรษฐกิจรัฐบาลชวน 2 ก็ต้องมารับกรรม ที่ตนเองก่อไว้ในรัฐบาลชวน 1
ต้องมาประกาศปิดและเข้าควบกิจการสถาบันการเงิน 54 แห่งโดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา
ระบบสถาบันการเงิน แล้วตั้งปรส.มาขายทรัพย์สินสถาบันที่ไปควบกิจการมา(ยึดมา)ทุกวันนี้
สถาบันการเงินถูกปิดกิจการไปแล้วกว่า 70 แห่ง รัฐบาลทักษิณ 1 ตั้งบสท.เข้ายึดทรัพย์ภาคการผลิตจริง
ที่ล้มลง นำมาขายทอดตลาด




เอกชน ประชาชน คือองค์ประกอบของประเทศชาติ เมื่อเอกชน ประชาชนเสียหาย
ก็คือประเทศชาติเสียหาย
นายกชวน เป็นเจ้าของสถิติ "ที่สุดทางเศรษฐกิจ" ที่ยังไม่มีนายกท่านใด
ทำลายลงได้ ที่สุดของ SET Index ค่าเงินบาท อัตราเงินเฟ้อ การล้มละลายของเอกชน และคนตกงาน
ของรัฐบาลชวน
1) SET Index (รัฐบาลชวน 1) สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 1,750 จุด (ชาร์ต 1)

2) SET Index (รัฐบาลชวน 2) ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ 207 จุด รวมแล้วตกลงแรงถึง 88 เปอร์เซนต์ (ชาร์ต 1)

3) ค่าเงิน Baht (รัฐบาลชวน 2) ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ 56 บาทต่อเหรียญสหรัฐ (ชาร์ต 3)

4) ทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศ
เสียหาย เงินทุนไหลออกเกลี้ยง กระทั่งต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ เป็นครั้งที่ 2 เหตุเกิดมาจากรัฐบาลชวน 1
แต่ต้องมาลอยค่าเงินบาทและเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ


5) อัตราเงินเฟ้อ

(รัฐบาลชวน 2) สูงเป็นประวัติการณ์ การพังทลายของค่าเงินบาท เงินบาทมีค่าน้อยลง ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น
กองนโยบายและวางแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังกระทรวงการคลัง
รายงาน "อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 เดือน (มกราคม-ตุลาคม) 2541 อยู่ในระดับร้อยละ 8.9 เมื่อเทียบกับ
ช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยเคลื่อนที่ถอยหลัง 12 เดือน ณ สิ้นเดือนตุลาคม
2541 อยู่ที่ร้อยละ 8.6"


6) สถาบันการเงิน และภาคการผลิตจริง
(รัฐบาลชวน 2) ล้มมากเป็นประวัติการณ์ ล้มลงทั้งประเทศ


7) คนตกงาน
(รัฐบาลชวน 2) จากเหตุการณ์ 6 ข้อที่กล่าว ที่ทำให้คนตกงานมากเป็นประวัติการณ์

มูลค่าหุ้น
(Market capitalization) จากชวน 1 ถึง ชวน 2 มูลค่าตลาดหุ้นเสียหาย 3.27 ล้านล้านบาท

ความเสียหายและความเดือดร้อนของคนในชาติ เกิดจากการบริหาร
และปกครอง..คนระดับบน การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เกิดจากวิสัยทัศน์ปรัชญา
คุณธรรมและจริยธรรม ของของศักดินาเสนาอำมาตย์ (คนระดับบน)ในยุคนั้น อ่อนแอ
มักง่าย เห็นแก่ตัว เห็นแก่พวกพ้องและเอาแต่ประโยชน์ส่วนตน

การเสียกรุงครั้งนั้นเพียง 6 เดือน พระเจ้าตากสินมหาราช ก็สามารถกอบกูเอกราชกลับคืนมาได้

การเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ยังดี ยังรู้ว่าเสียกรุง พระเจ้าตากสินมหาราชใช้เวลา 6 เดือนกอบกู้คืนกลับมาได้
ทุกวันนี้เราเสียประเทศแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าเสียประเทศ
แล้วก็ยังคงพากันชำเราชาติต่อเนื่อง
เดินหน้าขายสินทรัพย์ให้ต่างชาติ
และให้ต่างชาติเช่าชาติระยะยาว


BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Tue Oct 20, 2009 10:31 pm, ทั้งหมด 5 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Sep 27, 2009 10:26 pm

........................................................................
ตอนที่ 3
........................................................................ประโยคแรก ของการเข้ารับตำแหน่งในฐานะหัวหน้ารัฐบาล
ไม่ว่ารัฐบาลใด เป็นเรื่องน่าสนใจ ประโยคแรกของรัฐบาลชวน 2 เมื่อได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 บอก "คนไทยต้องยอมรับความเจ็บปวด" คนไทยทั่วไปขาดข้อมูล
และตามไม่ทันมิจฉาวาจานักการเมือง อาจจะไม่รู้สึกกับประโยคที่ว่า "คนไทยต้องยอมรับความเจ็บปวด"
แต่หากดูตามข้อมูลที่นำเสนอช่วงต้น ผู้เขียนเจ็บปวด เพิ่มขึ้น จากวาทะดังกล่าวของนายกชวน ไม่พูดยังจะดีกว่า
แทนที่นายกชวน "จะไปเอาเรื่องกับคนที่ทำให้ประเทศไทยเสียหายและทำให้คนไทยเจ็บปวด"
ซึ่งนายกชวนมีส่วนด้วย แต่นายกชวนกลับมาบอกให้คนไทยยอมรับความเจ็บปวดเสียเอง
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะหลังก็เบี่ยงเบน และล้มเหลวต่อเนื่อง กระทั่งถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ
ค่าเงินเป็นตัวสะท้อนความมั่งคั่งของประเทศ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ค่าเงินบาทอยู่ที่ 20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
วิกฤติครั้งแรก ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟครั้งแรกมีการลดค่าเงินบาท 3 ครั้ง ทำให้เงินบาทตกลงมา
อยู่ที่ 26 - 27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ วิกฤติเศรษฐกิจจากรัฐบาลชวน 1 ทำให้ค่าเงินตกไปแรงสุดที่ 56 บาท
ต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงรัฐบาลพล.อ.ชวลิต " ค่าเงินบาทได้เสียหายตั้งแต่ปี 2537 - 2538 แล้ว
ตามการพังทลายของตลาดหุ้นเพียงแต่มีการผูกค่าเงินไว้ จึงไม่เห็นว่าค่าเงินบาทตกลง"
เมื่อลอยค่าเงินกลางปี 2540 จึงพบว่าค่าเงินบาทเสียหายจริง


ชาร์ต 3 Baht : (Baht / USD) 2535 - 2549 (1992 - 2006)


วิสัยทัศน์ปรัชญาการบริหารจัดการประเทศ แท้จริงมาจากข้าราชการประจำ
จะเห็นว่ารัฐบาลใดมา ก็ไม่แตกต่างกัน มีรูปแบบที่คล้ายกัน(Patterns)ยกตัวอย่าง ..รัฐบาลชวน 2 ตั้งปรส.
มาจัดการหนี้ที่มีปัญหาของสถาบันการเงิน
รัฐบาลทักษิณ 1 ตั้งบสท.มาจัดการหนี้ที่มีปัญหาของ
ภาคการผลิตจริง
ผู้บริหาร ทำให้เอกชนเสียหายในช่วงต้น แล้วก็ตามมายึดทรัพย์ของเอกชน
ขายทอดตลาดช่วงถัดมา ตามมาตืบซ้ำ"ใบมีดโกน อาบน้ำผึ้ง" แท้จริงแล้ว
"ใบมีดโกน เชือดคอ ประเทศไทย"........................................................................
ตอนที่ 4
........................................................................

"หล่อใหญ่" คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีผู้ที่ 27 นอกจากจะมีรูปงามนามเพราะ บุคลิกดี
ยังเป็นเป็นนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งที่พูดจาน่าฟัง เป็นนักพูดระดับนักพูดแนวหน้าต้องเรียกปู่ ชาติวุฒิ
และคุณวุฒิ ชีวิตครอบครัว สมบูรณ์ ไม่มีที่ติ คุณอภิสิทธิ์ เริ่มชีวิตการเมืองประมาณปี 2535
พร้อมกับการเกิดขึ้นของกลต. หรือปีที่นายชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก หรือ รัฐบาลชวน 1
เขาอยู่ในเส้นทางการเมืองมา ประมาณ 16 ปี จึงได้รับตำแหน่งผู้นำประเทศในปี 2551รัฐบาล ชวน 2
มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคู่ใจนายกชวน ด้วยฝีปากดี
ทำให้ชีวิตการเมืองรุ่งโรจน์ตั้งแต่เยาวัย บางตอน จากวาทะที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี1) "หน้าที่เบื้องต้นของผม คือ การยุติการเมืองที่ล้มเหลว
การเมืองที่ล้มเหลวคือต้นเหตุของความขัดแย้ง การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งภาค แบ่งสี ที่เกิดขึ้นอยู่ในประเทศ
ของเราในขณะนี้ ผมจะขจัดการเมืองที่ล้มเหลวออกไปและจะนำความสมัครสมานสามัคคีกลับคืนมา
โดยอาศัยความยุติธรรมเป็นกระบวนการนำหน้า รัฐบาลภายใต้การนำของผมจะยึดหลักนิติธรรม นิติรัฐ
จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค และจะเคารพในกระบวนการและเจตนารมณ์ของการปกครอง
ในระบอบประชาธิปไตย วันนี้ประเทศของเราต้องมีความสามัคคี ผมขอยืนยันว่า
ผมจะทำงานให้กับคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเลือกผมหรือไม่เลือกผม ไม่ว่าจะสนับสนุนผมหรือแม้แต่ต่อต้านผม
ท่านจะเป็นใครก็ตาม หากท่านไม่คิดร้ายต่อบ้านเมือง ท่านไม่ใช่ศัตรูของผม และท่านเป็นอีกคนหนึ่งที่ผมต้องรับใช้
อย่างเต็มความสามารถ"..โดยอาศัยความยุติธรรมเป็นกระบวนการนำหน้า เป็นวาทะที่ใช้ได้ ที่สำคัญกว่าการพูด
คือการกระทำให้เป็นจริง


2) "ผมมีความตั้งใจอย่างเต็มที่ครับ ที่จะดูแลให้พี่น้องเกษตรกรของเราไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะ
ราคาพืชผลที่ตกต่ำอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยาง ปาล์ม ผมจะดูแลให้พี่น้องประชาชน
ที่อยู่นอกภาคเกษตร ยังมีงานทำ มีรายได้มีโอกาส และผมจะทำทุกวิถีทางที่ลดภาระค่าครองชีพของ
พี่น้องประชาชนตามแนวทางวาระประชาชนและแผนปฏิบัติการเร่งด่วน ซึ่งผมเคยนำเสนอต่อพี่น้องประชาชน
มาก่อนหน้านี้"วาทะนี้ ..เป็นการพูดแบบขอไปที พูดเพียงขอให้ผ่านไปก่อน ที่ผ่านพบมา เช่นรัฐบาลชวน 1 และ 2
และรัฐบาลอื่น จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นส่วนใหญ่ รัฐบาลใดมา ก็ไม่แตกต่างกัน ไม่มีอะไรพิเศษ ใช้เงินประกัน
ราคาสินค้าเกษตร
หากทราบและตามทันกลไกการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าเกษตร สามารถนำมากำหนดเป็น
นโยบายเพิ่ม-ลดการผลิตสินค้าเกษตรจะช่วยให้เกิดความเสียหายน้อยลง
รัฐบาลแปรรูปรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้น
ทำให้ราคาพลังงานสูงเกินจริงการโฆษณาประชาสัมพันธ์นำสังคมไปแต่ในทางเสื่อม ราคาน้ำมันแพง ราคาปุ๋ย
ยาในอุตสาหกรรมเกษตรแพง ค่าขนส่งแพง ค่าเดินทางแพง ค่าความเป็นอยู่แพงขึ้น
กลับบ้านเปิดทีวี มีข่าว
และรายการ โน้มนำให้ คุณภาพชีวิตต่ำทรามลงอีก
ตอนหลังมาเจอผลผลิตเกษตรและอุตสาหกรรมตกต่ำลงอีก
สินค้าเกษตรปี 2008 เบี่ยงเบนสูงมาก ราคาข้าวโพดช่วงที่ผ่านมา 8 - 9 บาท แต่ช่วงนี้เหลือ 4 - 5 บาทต่อ ก.ก.
ราคายางพาราช่วงที่ผ่านมา 80 - 100 บาทช่วงนี้เหลือ 20 -
30 บาทต่อ ก.ก.

3) "งานด้านการศึกษายังเป็นงานที่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศ และผมจะดำเนินการให้การเรียนฟรี
มีคุณภาพเกิดขึ้น" ทิศทางการเรียน ดูเหมือนเรียนมาเพื่อที่จะมาเป็นเจ้าคนนายคน เรียนเพื่อมาเอารัดเอาเปรียบ
คนอื่นมากกว่า
การศึกษาระดับสูง เป็นมิจฉาทิฏฐิ และเฟ้อ ระดับปริญญาตรี ทุกวันนี้ไม่พอต้องระดับปริญญาโท-เอก
รัฐบาลทักษิณยกฐานะสถาบันราชภัฏทั่วประเทศเป็นมหาวิทยาลัย
กำหนดว่า ผู้กำกับ ผู้อำนวยการโรงเรียน ฯลฯ
ต้องจบปริญญาโท ค่าเล่าเรียนเป็นแสน คนไม่มีเงิน ไม่มีโอกาสได้เรียนปริญญาโท-เอก ไม่มีโอกาสเป็นผู้กำกับ
ไม่มีโอกาสได้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน เรียนปริญญาเอกต่างประเทศใช้เงิน 3 ล้านบาท เรียนในไทยใช้ 1 ล้านบาท
ต่างมุ่งแต่หน้าไปเรียน
ใครว่าการศึกษาของประเทศไทยไม่เจริญ การศึกษาไทยเจริญสุดขีดต่างหาก..
วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และสถาบันพระปกเกล้าตั้งมาเป็นสถาบันการศึกษาคนระดับสูงขึ้นไปอีก
ให้เฉพาะคนระดับสูงไปเรียนกัน มีสภา สส. และ สว.แล้ว แล้วยังมีสภาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติอีก อยากตั้งอะไร
ก็ตั้งขึ้นมา ตั้งและตั้ง ตั้ง
แต่ชีวิตของคนในชาติ เลวลง ประเทศไทยเบี่ยงเบนมากคนในชาติต้องทำมาหากิน
เลือกคนให้ไปบริหารประเทศแล้ว ยังไว้ใจไม่ได้ ยังมีเลือกตั้งองค์กรอิสระมาคอยดูแลผู้บริหารอีก
ประเทศไทยผิดปกติไหม ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ละต่อไปก็ต้องเลือกตั้งองค์กรอิสระ มาควบคุมองค์กรอิสระก่อนหน้านี้
อีก
ตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น ไทยกลายเป็นประเทศที่หัวโตขึ้น และตัวเล็กลง หมายถึงกำลังคนด้านราชการ
โตมากขึ้น งบประมาณถูกนำไปเลี้ยงส่วนหัวมากขึ้นหรือแต่อย่างเดียว
งบประมาณถูกใช้อย่างสำส่อน..
สส.สว.จะออกกฎหมายให้บำเหน็จ บำนาญแก่ตนเองอีก คิดทำแต่ประโยชน์แก่ตน
มากกว่าประเทศชาติประชาชน
การเรียนระดับประถม ถึงมัธยมปลาย โรงเรียนกวดวิชาร่ำรวยไปตามๆกัน
สถาบันการเรียนระดับปริญญาโท เอก ก็ร่ำรวยไปตามๆกัน แข่งขันกันเรียนไปเป็นเจ้านายคนอื่น ไปเอารัดเอาเปรียบคนอื่น
สถาบันการศึกษามั่งคั่งขึ้นเท่าใด การศึกษาของประเทศจะเสื่อม และคุณภาพจะต่ำลงเท่านั้น
น่าจะมีโรงเรียนกวดวิชาทำไร่ ไถ่นา มีโรงเรียนกวดวิชาให้ไปเสียสละและให้ไปรับใช้คนอื่น เช่นยิ่งเรียนสูงเท่าใด
ยิ่งต้องเสียสละเท่านั้นเช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรรัฐกรรมการองค์กรรัฐ ทำงานฟรี
ไม่เอาเงินเดือนและค่าตอบแทนไม่ให้สะสมทรัพย์สมบัติเป็นของส่วนตนแล้วรัฐเลี้ยงดูผู้บริหารระดับสูงนี้อย่างดี ไปจนตาย


4) "ผมต้องการเห็นประเทศไทยเป็นต้นแบบของการพัฒนา ตามวิถีทางประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ ที่มีความยั่งยืน"..
ถ้าท้องหิว คนก็ไม่สนใจ อะไรคือประชาธิปไตย อะไรไม่ใช่ประชาธิปไตย คำว่าประชาธิปไตย เป็นเรื่องของคนระดับสูง
นำมาอ้าง แย่งอำนาจแย่งผลประโยชน์ระหว่างกัน ชาวบ้านมีแต่เดือดร้อน

5) นอกเหนือจากการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในประเทศแล้วในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมกำลังจะดำรงตำแหน่ง
ประธานของอาเซียนด้วยผมตั้งใจที่จะให้เพื่อนสมาชิกในอาเซียนมีความมั่นใจในการนำของเราในฐานะเจ้าภาพ
การประชุมสุดยอดที่จะเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดต่อไป ..อาเซียนมีมานานแล้ว พบว่าภูมิภาคอาเซียนไม่ได้มั่นคงแต่อย่างใด
รวมทั้งประเทศไทย แล้วอะไรคือปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทยและของภูมิภาคอาเซียน ดูเหมือนทำเพื่อการท่องเที่ยว
มากกว่าหรือการท่องเที่ยวได้ประโยชน์แต่อย่างเดียว

6) สิ่งที่พี่น้องประชาชนชาวใต้ ..ใฝ่ฝันที่จะเห็นที่สุด ก็คือ"เรื่องของความเป็นธรรม" และแน่นอนสำหรับพี่น้อง
ใน 3 จังหวัดผมไม่ลืมครับว่า ความใฝ่ฝันสูงสุดของท่าน ก็คือ ความสันติสุขและความสงบสุข ที่ท่านรอคอยที่จะ
ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ของท่าน ..วลี "ความเป็นธรรม" นี้ใช้ได้ โฆษณาชวนเชื่อให้รักสามัคคีชาติแบบผิดข้อเท็จจริง
หรือไม่ดูข้อเท็จจริงเป็นความมักง่ายของ "ศักดินาชาติ" หลงยุค ..ดั่งเพลง .."รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย ฯลฯ "
โฆษณามาหลายสิบปีแล้ว ร้องให้คอแตก ความรักความรักความสามัคคีก็ไม่เกิดขึ้น สิ้นเปลืองงบโฆษณา
พบว่าผู้คนแตกแยก แตกความสามัคคีมากขึ้น
การโฆษณาที่ถูกทิศทาง ต้องเปลี่ยนเนื้อร้องใหม่ ..
"ยุติธรรมไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย ฯลฯ"
"ไม่มีความเป็นธรรม" ความรักความสามัคคีจะเกิดขึ้นไม่ได้
"มีความเป็นธรรม" ความรักความสามัคคี จึงจะเกิดขึ้นได้
เรื่องเลวร้าย "ของจักรภพ" คือตัวอย่างความเลวของตำรวจ
คนคนหนึ่งว่าเลวแล้วตำรวจยังเลวกว่า เรื่องของจักรภพเป็นเรื่องของคนคนเดียว แต่เรื่องตำรวจเป็นเรื่องของระบบ .
"หากไม่มีการ "เปลี่ยนขั้ว" ทางการเมือง แล้วจะมีการ "เปลี่ยนข้าง" ในการทำงานของ "ตำรวจ" หรือไม่? ฤาประเทศนี้
"กฎหมาย" จะให้คุณแก่ "ผู้มีอำนาจ"
เพียงอย่างเดียว" " ตำรวจ" "อัยการ" ต้นเหตุหลักความแตกแยกของคน
ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ผ่านมาปรับโครงสร้างตำรวจ เป็นเพียงเปลี่ยนต้นสังกัด จากกระทรวงมหาดไทย
มาสำนักนายกฯ ยิ่งปรับยิ่งใหญ่โตขึ้นยังไม่เห็นมีการปรับโครงสร้างที่จะเป็นผลดีแก่ระบบ

7)..ผมไม่ลืมพี่น้องชาวเหนือ ..ในการหาเสียงครั้งที่ผ่านมา ในภาคเหนือมีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง วิ่งตามรถแห่หาเสียง
และตะโกนกับผม ว่าอยากฝากบ้านเมืองไว้กับผม..ประโยคข้างต้นไม่สมควรนำเสนอ ทำให้ไปพ้องกับเ
หตุการณ์เบื้องสูง..เหตุการณ์ที่ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์
เพื่อทรงศึกษาวิชาการเพิ่มเติม เมื่อกลางเดือนสิงหาคม พ.ศ.2489 ระหว่างประทับรถพระที่นั่งไปสู่
สนามบินดอนเมือง พระองค์ทรงได้ยินราษฎรคนหนึ่ง ตะโกนลั่นว่า"ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน"
พระองค์ทรงนึกตอบบุคคลผู้นั้นในพระราชหฤทัยว่า "ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้า
แล้วข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนได้อย่างไร"


..สำหรับพี่น้องชาวอีสาน ..ที่ผมอดที่จะเอ่ยถึงไม่ได้ คือ คุณยายเนียม ที่ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี
ที่ครั้งสุดท้ายที่ผมได้ไปรณรงค์หาเสียงนั้น ท่านมอบแหวนวงนี้ให้กับผม และบอกผมว่า ยายหมั้นคุณอภิสิทธิ์
ให้กับคนอีสานแล้ว การพูดถึงยายเนียน ก็คล้ายๆนายกทักษิณ พูดถึงคนจน เป็นห่วงคนจน เป็นคำพูดหาเสียง
แต่บริหารงานจริงทำไม่ได้
ที่จริงแล้วมีคนจำนวนมากมอบของให้นายกอภิสิทธิ์ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ
เช่นปัญหาต่างๆ มีอีเมล์จำนวนมากบอกกับผู้เขียน ว่ามอบให้คุณอภิสิทธิ์ คุณอภิสิทธิ์เอาแต่ที่ของยายเนียนให้
แต่ที่คนอื่นให้ คุณอภิสิทธิ์ไม่เอามาด้วย ไม่นำพามาพูดถึง
แต่ละรัฐบาลไม่เคยจำรัฐบาลใดเข้ามาบริหารประเทศ
รัฐบาลนั้นต่างก็ทำความเดือดร้อนให้ประชาชน
ไม่ได้แก้ปัญหาให้ประชาชน ถูกประชาชนขับไล่ทุกรัฐบาลไป
รัฐบาลชวน 1 ล้มเหลว เป็นที่มาของรัฐบาลบรรหาร รัฐบาลบรรหาร ล้มเหลวของ เป็นที่มาของรัฐบาลชวลิต
รัฐบาลชวลิตล้มเหลว ทำให้เกิดรัฐบาลชวน 2
รัฐบาลชวน 2 ล้มเหลว จึงเป็นที่มาของรัฐบาลทักษิณ
(ขอข้ามรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย)รัฐบาลทักษิณ ล้มเหลว จึงเป็นที่มาของรัฐบาลอภิสิทธิ์
รัฐบาลอภิสิทธิ์ .. ก็คงล้มเหลวเหมือนทุกรัฐบาลที่ผ่านมา

แล้วต่อไป.. ใครจะมา

........................................................................
ตอนที่ 5
........................................................................
เหตุการณ์ดี - ร้ายทุกวันนี้ เกิดจากวิสัยทัศน์ปรัชญา เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว
หรือเมื่อ 8-9 ปีที่แล้ว หรือเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว

เศรษฐกิจ การเมือง สังคม มีปัญหาทั้งหมด ก็พากันแก้แต่ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียว
ประเทศไทยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้ว 2 ครั้ง เพราะการเตรียมการป้องกันหลังการเกิดปัญหาครั้งแรกผิดพลาด
ผิดทิศทางจึงทำให้เกิดวิกฤติครั้งที่ 2เหมือนไฟไหม้บ้าน หรือไหม้ประเทศ ทุก 10 - 20 ปี แต่ละครั้ง ทำลายภาคการเงิน
และภาคการผลิตจริงทั้งหมดของประเทศ แบบไม่เหลือ ที่เหลือก็ตกไปเป็นของต่างชาติ ประเทศจะอยู่ได้อย่างไร
นับวันประเทศก็มีแต่จะจนลง มีการเอารัดเอาเปรียบกันมากขึ้น คนจนก็ยิ่งจนลง คนเอารัดเอาเปรียบมั่งคั่งขึ้น
ช่องว่างระหว่างคนรวย และคนจนถ่างห่างมากขึ้น...คนไทยลืมง่าย...
คนไทยอึดอัดกับการบริหารงานของรัฐบาลชวน 2 ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
เสียงก่นด่า วิจารณ์นายกชวนเกิดทั่วหัวระแหง ตั้งแต่ท้ายซอยถึงต้นซอย ตั้งแต่มัคทายก มัคทายิกา ถึงคนขับแทกซี่
มีคนวาดรูปหน้านายกชวนไว้ที่ถนนข้ามทางม้าลาย ที่คนเดินข้ามไปมา นายกชวน ออกอุบายลดความผิดหวัง
และทุกข์ระทมชาวบ้าน โดยบอกว่า "จะอยู่ไม่ครบเทอม" ซึ่งนายกชวนก็ทำจริง ก่อนครบวาระรัฐบาลชวน 2
ไม่กี่สัปดาห์ รัฐบาลชวน 2 ประการลาออก และอยู่เป็นรัฐบาลรักษาการณ์ กระทั่งมีการเลือกตั้งเสร็จ
เป็นที่มาของรัฐบาลทักษิณ
... แสดงถึงความล้มเหลวรัฐบาลชวน 2 ชาวบ้านแทบกราบเท้า
ฝากความหวังไว้อย่างเต็มที่ กับรัฐบาลที่มาใหม่ ..รัฐบาลทักษิณ ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
จากชุมชนอโศก หลวงตามหาบัว แห่งวัดบ้านตาด อุดรธานี ช่วยกันล่าชื่อประชาชน ได้มานับล้านชื่อ
มาสนับสนุน "อัศวินควายดำ" ของหมอเสม ที่โดนคดีซุกหุ้นขอให้เมตตาประเทศชาติด้วย ขอให้ทักษิณ
อยู่บริหารประเทศให้ได้ด้วยเถิด..เจ้าประคู้น..


ตอนหลัง ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ชุมชนชนอโศก หลวงตามหาบัว ผิดหวังกับ
การบริหารประเทศของนายกทักษิณ นอกจากบริหารประเทศไมาเจริญแล้ว พวกเขาโกงกันทั้งโคตร
คนสนับสนุนพากันยูเทิร์น เปลี่ยนมาเป็นขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท. ดร.ทักษิณแทน แต่รัฐบาลก็ "ด้านทนทายาท"
ไล่อย่างไร ก็ไม่ยอมออกพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ยี่ระ ใช้ลมปากทุกเช้าวันเสาร์ และกลไกการโฆษณาผ่านสื่อ
ได้คนกลุ่มใหม่มาสนับสนุน ได้ วัดธรรมกาย วัดสวนแก้ว และคนเสื้อแดงมาแทน พาความแตกแยกมาสู่คนในชาติ
อย่างน่าเศร้า.. อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย ประเทศไทยหวังคนระดับสูงที่บริหารประเทศได้ยากไม่ว่า

"
ข้าราชการ นักวิชาการ ระดับสูง สื่อมวลชน และนักการเมือง"
คนทั้ง 4 กลุ่มนี้ (ขอเรียกคำรวมว่า "ศักดินา 4")
เข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย ต่างมุ่งหวังแต่ประโยชน์ส่วนตน มีประเทศชาติ
ประชาชนคนไทยและพ่อหลวง เป็นเหยื่อ

คนระดับสูง สมัยกรุงศรีอยุธยา และ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ..ไม่ได้แตกต่างกัน

ซ้ำรอยอีกแล้ว..การล้มเหลวของรัฐบาลทักษิณ เป็นที่มาของรัฐบาลอภิสิทธิ์
การเป็นนายกก็ยากตอนก่อนที่จะได้เป็นนายก แต่เมื่อเป็นนายกแล้วจะสบายกว่า
คนพากันสอพลอแทบไม่มีเวลาว่าง ทุกฝ่ายแย่งตัว เหมือนแย่งลูกรักบี้ทุกวันนายกอภิสิทธิ์ ไม่เคยพกปัญหาใดไว้กับตัว
พกแต่แหวนทองเหลืองวงเดียวไว้ติดตัว ผู้สื่อข่าวไทยก็เหลือเกิน ไม่มีสาระพอกัน ถามหาแหวนยายเนียนทีไร
นายกอภิสิทธิ์ควักมาให้ดูทันที
คนหนุ่มหน้าตาดี พูดดี ไปเยี่ยมเยียนคนมีอายุ ก็ดูน่ารักดี
คนแก่เห็นก็เมตตา เอ็นดู รักใคร่
ไม่เพียง "ยายเนียน" เท่านั้นที่สวมแหวนหมั้นคุณอภิสิทธิ์ ..เป็นเขยอีสาน
ผู้เฒ่า ผู้แก่ ทางอีสาน บางท่านก็เหน็บแนม ด้วยความรัก "โอ้ย น๊อ เขยพอกะเทิน" คำว่า "พอกะเทิน" เป็นวลีไทยอีสาน
ให้ความหมายว่า งั้นๆแหละ คือดูไม่สมจริง
"เขยพอกะเทิน" หมายความว่า เป็นเขยที่ไม่เนียน เป็นเขยงั้นๆแหละ เป็นเขยได้ไม่จริง

ประเทศไทยเคราะห์ร้ายอีก...ดูการจับไม้กวาด กวาดบริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล ดูเก้ๆกังๆ
ดูท่าว่าใช้ไม้กวาดไม่เป็น "พอกะเทิน"ดูเป็นผู้ดีตีนแดง ตะแคงตีนเดิน ไม้กวาดยังใช้ไม่เป็น แล้วจะไปทำอย่างอื่นอะไรเป็น..
อ้อ พูดเป็นอีกอย่างการปฏิบัติตัวของคนที่จะมาเป็นผู้นำประเทศ พอจะบอกได้ว่า เขาจะนำพาประเทศชาติเจริญก้าวหน้าหรือไม่ ?"ประชาชนต้องมาก่อน" ..เป็นคำขวัญของนายอภิสิทธิ์ ก่อนที่จะได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีการหาเสียงเลือกตั้งครั้งล่าสุด
คณะของประชาธิปัตย์ ได้ไปเยี่ยมหน่วยงานราชการต่างๆ ใน "ศักดินา 4"
สอบถามถึงปัญหา ข้อมูล และนโยบาย
ที่ควรจะเป็น แล้วให้ข่าวว่า "นโยบายตรงกัน" (กับหน่วยงานทางการ)นายอภิสิทธิ์เดินทางไปพบ "กลุ่มคนที่สร้างปัญหาให้ประเทศชาติ" แล้วจะแก้ปัญหาของชาติได้อย่างไร เขาก็ปกปิดสิ่งที่เขาทำไม่ถูกต้องไว้ แล้วก็แนะนำอวิชชาอย่างใหม่นักการเมืองรับไปตัดสินใจ แท้จริงแล้ว ศักดินา 4 ต่างหาก ที่มาก่อนประชาชน มี "นายทุน" วิ่งอยู่ทางคู่ขนาน กับศักดินา 4 และรัฐบาล"ประชาชนต้องมาก่อน" จึงเป็นเรื่องที่ไม่จริง ประชาชน ประเทศชาติ ต้องต่อท้ายแถวเหมือนเดิมไม่เห็นว่าจะเป็นการเมืองใหม่ตรงไหน เก่า คร่ำครึ สนิมเขรอะ ยิ่งกว่าเดิมรัฐมนตรีคนหนึ่ง ไม่ทราบตั้งที่ปรึกษาไปทำอะไรมากมายถึง 33 คนไหนว่าตั้งคนดีมีฝีมือมาบริหารประเทศ เก่งจริง มีฝีมือจริง ทำไมจึงตั้งที่ปรึกษาจึงมากเช่นนั้น
บริหารน้ำเน่า บนซากปรักหักพังของประเทศ

วันที่ 22 ธันวาคม 2551
นายกฯ
และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ และเกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด
ประเทศอังกฤษเดินทางไปเยี่ยมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตลาดฯ ทราบข่าวแต่เช้านายกจะไปเยี่ยม
ตลาดหลักทรัพย์ หุ้นตกทันทีตั้งแต่เปิดตลาดภาคเช้า แล้วดิ่งลงตลอดทั้งวัน และปิดที่ต่ำสุดของวัน -12.93 จุด........................................................................

ตอนที่ 6
........................................................................ประเทศไทย ไม่มีตัวเลือก ไม่มีตัวเลือกที่พอจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทย
ไม่ต้องระวังหมาจนตรอกทักษิณ ประเทศไทยต้องระวัง "เขยพอกะเทิน" ไว้ให้ดี อภิสิทธิ์ ไม่ใช่ไม่เคยผ่านงาน
เขาเคยผ่านงานมาแล้ว ในรัฐบาลชวน 2 ช่วยนายกชวนบริหารประเทศ ..จนได้ "รัฐบาลทักษิณ" เป็นสิ่งตอบแทน
มาแล้ว
ทักษิณ หากไม่ติดคุก รักษาเนื้อ รักษาตัวไว้ให้ดี ไม่ต้องไปใช้บริการ 3 เกลอหัวขวด ให้เสียเวลา เสียเงิน เสียทอง
เสียความรู้สึก แต่อย่างใดนายกฯ อภิสิทธิ์ จะทำให้ดร.ทักษิณกลับมาเป็นนายกฯ ใหม่ได้..............................................................เขียนนำเสนอ ตามข้อมูลที่ได้รู้ได้เห็นมา เช่นนั้นจริง เป็นเช่นนี้มาทุกรัฐบาล

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Sep 30, 2009 3:24 pm

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01300952&sectionid=0130&day=2009-09-30

วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11526 มติชนรายวัน

ทหาร การเมือง คอร์รัปชั่น

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ

โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร


พอล แชมเบอร์ส นักวิชาการชาวอเมริกัน คร่ำหวอดกับการศึกษาเรื่อง
บทบาทของกองทัพกับการเมืองไทยมาเป็นเวลานาน งานเขียนของเขาชิ้นล่าสุด
ซึ่งเสนอในการสัมมนาที่จุฬาฯ เมื่อเร็วๆ นี้ ความยาวประมาณ 100 หน้า
เป็นบทความสำคัญที่ผู้สนใจการเมืองไทยทุกคนควรอ่าน

ในงานชิ้นนี้พอลแสดงให้เห็นว่า หลังการรัฐประหารปี 2549
ฝ่ายกองทัพได้หวนกลับคืนสู่ศูนย์กลางของอำนาจการเมืองไทยอีกครั้ง
หลังจากที่เสียความน่าเชื่อถือไปภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535

โดยขณะนี้ ทหารมีบทบาทนำเหนือรัฐบาลพลเรือน (จนกล่าวได้ว่าเป็นอิสระจากรัฐบาลพลเรือน)
ในหลายด้านด้วยกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพมีบทบาทสำคัญอยู่เบื้องหลังการเป็นรัฐบาลของพรรคประชา
ธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลและยังเป็นกำลังสำคัญในการดูแลความมั่นคงของนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน
และกิจกรรมสำคัญของรัฐบาลในภาวะซึ่งรัฐบาลไม่สามารถกุมบังเหียนกำกับด้านความมั่นคงภายในได้เต็มที่

พอลเห็นด้วยกับนักวิเคราะห์ไทยท่านหนึ่งที่สรุปว่า
"ทหารแต่งตั้งตัวเอง เป็นผู้พิทักษ์และปกป้องการเมืองไทยในอนาคต"

โดยเขาขยายความต่อไปว่า "กองทัพเป็นผู้ปกป้องอนาคตจริงๆ
ในเรื่องการพิทักษ์ชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่กองทัพก็แสดงให้เห็นว่า
สนใจที่จะปกปักษ์ประชาธิปไตยและรัฐบาลพลเรือนน้อยลงทุกที"

และเขายังสรุปอย่างตรงไปตรงมาอีกว่า "เมืองไทยวันนี้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของทหาร
เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ประชาธิปไตยกำลังอยู่ในช่วงขาลง อาจกล่าวได้เลยว่า เมืองไทยได้ลดฐานะลงไป
เป็นประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์หรือประชาธิปไตยปีกหักไปแล้ว"

อีกนัยหนึ่งพอลกำลังบอกว่า รัฐบาลขณะนี้เป็น "นอมินี" ของกองทัพนั่นเอง

พอลชี้ว่าฝ่ายกองทัพซึ่งเป็นฝ่ายนำอยู่ในขณะนี้ (พันธมิตรสามขาระหว่าง
พลเอกอนุพงษ์ พลเอกประวิตร และพลเอกเปรม) ได้ตระหนักภายหลังความล้มเหลวของอดีต คมช.ว่า
ตั้งรัฐบาลนอมินีที่พอจะควบคุมได้ดีกว่าทำรัฐประหารแล้วพยายามเป็นรัฐบาลเสียเอง
เมื่อรัฐบาลนอมินีล้มเหลวก็ไม่ถูกว่า ลอยตัวไป แล้วยังมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลนอมินีอื่นๆ แทนได้อีก

บทวิเคราะห์นี้จึงนำไปสู่คำถาม "เป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์จำเป็นต้องมีทหารหนุนหลังจึงจะอยู่ได้
แต่ทหารจำเป็นต้องมีหรือต้องการให้รัฐบาลประชาธิปัตย์อยู่ในอำนาจต่อไปหรือเปล่า"

คำถามนี้แสดงความเปราะบางทางการเมืองปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือรัฐบาลปัจจุบัน
ต้องพึ่งพากองทัพเป็นอย่างมาก

แต่ใช่ว่าสถานะภาพของทหารจะแน่นปึ๊กอย่างที่คาดหวัง เนื่องจากขณะนี้ทั้งกลุ่มคนเสื้อเหลือง
และกลุ่มคนเสื้อแดงล้วนไม่พอใจและแสดงความเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายกองทัพอย่างโจ่งแจ้ง

มากขึ้นเรื่อยๆ และเนื่องจากแต่ละกลุ่มสีเสื้อต่างก็มีพรรคการเมืองและพลังมวลชนหนุนหลัง
อยู่เป็นจำนวนมาก แผ่กระจายไปหลายภาคของประเทศ

สถานภาพของกองทัพจึงไม่มั่นคง และอาจจะนำไปสู่สภาวะการสูญเสียความน่าเชื่อถือ
หรือความชอบธรรมได้อีกในทำนองเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นสมัยหลัง 14 ตุลาคม
2516 และพฤษภาทมิฬ 2535 ตามมาด้วยผลพวงต่างๆ ที่เป็นภาพลบ
รวมทั้งการถูกตัดงบประมาณทหารได้อีก

ถ้าฐานะของทหารไม่มั่นคงความพยายามที่จะเป็น King maker อยู่เบื้องหลังรัฐบาล "นอมินี"
ดังที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ อาจจะไปได้ไม่กี่น้ำ

ดังนั้นทหารจึงยังจะต้องวางแผนอื่นๆ เพื่อเป็นหลักประกันว่าบทบาทของตนจะยังอยู่
ในศูนย์กลางของการเมืองไทยภายใต้กรอบของ "ประชาธิปไตยแบบกำกับได้"

ในบทความชิ้นนี้ พอลจึงพูดถึงความเป็นไปได้ที่ทหารจะต้องการก่อตั้งพรรคการเมือง
ที่จะเป็นตัวแทนปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มตน ดังที่เคยพยายามทำในอดีต (พรรคสามัคคีธรรม)

ซึ่งในขณะนี้ก็มีข่าวคราวแล้วว่าในอนาคต พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หรือพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ
อาจจะเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่หรืออาจจะเข้าร่วมมือกับพรรค เช่น ภูมิใจไทย
ซึ่งพลเอกประวิตรมีความโยงใยอยู่กับเนวิน ชิดชอบ

ข้อเสนอของพอลมีความเป็นไปได้สูง กองทัพอาจเลือกทำทั้ง 2 อย่าง คือ ทั้งตั้งพรรคใหม่
และทั้งเข้าไปร่วมมือกับพรรคปัจจุบันบางพรรค

การตั้งพรรคใหม่มีภาษีตรงที่น่าจะเป็นตัวแทนของฝ่ายกองทัพได้ดีกว่า
กรณีที่จะไปร่วมมือกับพรรคเดิมซึ่งมีกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ กำกับอยู่แล้ว

ในการตั้งพรรคใหม่ ฝ่ายทหารก็ต้องพึ่งนักการเมืองหน้าเก่าๆ อยู่ดี
เพราะลำพังฝ่ายทหารคงไม่มีฐานเสียงในระดับพื้นที่
ด้านพลังมวลชนที่แน่นหนาแต่อย่างใด หรือมีบ้างก็คงไม่มากพอ

ในประเด็นนี้ ก็มีนักการเมืองหน้าเก่าที่ยังมีฐานเสียง มีกระสุนและมีชนักปัญหาต่างๆ
เป็นแรงจูงใจให้ต้องการหวนคืนสู่อำนาจให้ความร่วมมือด้วย (วัฒนากำนันเป๊าะ ฯลฯ )
เราจึงอาจจะเห็นพัฒนาการหลายรูปแบบรวมทั้งการร่วมมือกันระหว่างทหารกับนักการเมือง
ประเภทเจ้าพ่อหน้าเดิมๆ

โดยสรุป เป็นที่ชัดเจนจากงานศึกษาของพอล แชมเบอรส์และจากการติดตามสถานการณ์ความเป็นจริง
ที่มองเห็นอยู่ว่าทหารได้หวนคืนสู่ศูนย์กลางอำนาจการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง
และคงจะพยายามดำรงสถานะนี้อยู่เป็นเวลานานด้วยภาวะของการแตกสลายของฟากพรรคการเมือง
และด้วยความร่วมมือของพรรคการเมืองบางส่วนเอง

พอลแสดงความวิตกกังวลกับอนาคตของประชาธิปไตยไทยว่าปีกหัก
เขาเกรงว่าประชาธิปไตยจะอยู่ในกำกับของทหารต่อไปในอนาคต
ซึ่งจะทำให้การเมืองไทยเกิดภาวะไร้เสถียรภาพและแนวโน้มที่จะเกิดรัฐประหารก็เป็นไปได้อีก
โดยฝ่ายกองทัพสามารถอ้างสภาวะความมั่นคงภายในถูกคุกคามจากความไร้เสถียรภาพ
ทางการเมืองเป็นเหตุผล

นัยของการหวนคืนสู่ศูนย์กลางอำนาจของฝ่ายทหาร
ปรากฏให้เห็นแล้ว จากการที่งบประมาณทหารได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.2
ของงบประมาณประจำปี 2548 เป็นร้อยละ 8.5 ในปี 2551 ส่งผลให้เห็นเงินงบประมาณที่จะนำไปใช้
ในด้านการสังคมการศึกษาและอื่นๆ ต้องลดลงไป

นอกจากนี้ยังมีนัยต่อประเด็นเรื่องปัญหาคอร์รัปชั่น
ในการศึกษาของผู้เขียนและคณะร่วมวิจัยที่จุฬาฯ จากผลงานหลายชิ้น
เรามีข้อค้นพบว่า สมัยทหารเป็นใหญ่ (สฤษดิ์ ถนอม ประภาส)
การคอร์รัปชั่นอาจจะสูงกว่าสมัยประชาธิปไตย และสมัยทหารเป็นใหญ่
การตรวจสอบทำได้ยากกว่า ส.ต.ง.ไม่อาจตรวจสอบงบฯทหารได้ และสื่อถูกปิดปาก
ทำให้ไม่อาจเปิดโปงปัญหาการคอร์รัปชั่นได้
จะมารู้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลทหารดังกล่าวล่มสลายไปแล้ว

อดีตผู้อำนวยการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (ส.ต.ง.)ท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์กับคณะวิจัย
โดยกล่าวว่ารัฐบาลทหารเป็นใหญ่"...มีโอกาสคอร์รั่ปชันสูงสุด เพราะการกระจุกตัวของอำนาจมีสูง
และไม่ต้องแบ่งกับใคร ยุคประชาธิปไตยอัตราการคอร์รัปชั่นน่าจะต่ำกว่าเพราะทำได้ยากขึ้น..."

อนึ่งกรณีการคอร์รัปชั่นโดยนักการเมืองที่ถูกฟ้องร้องถึงชั้นศาลจนมีนักการเมือง
ระดับ ร.ม.ต.และผู้มีอิทธิพลถูกลงโทษรายสำคัญๆ (รักเกียรติ กำนันเป๊าะวัฒนา ฯลฯ)
ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นในสมัยประชาธิปไตยทั้งสิ้น

ขณะนี้เราพูดถึงการร่วมมือกันระหว่างข้าราชการ นักธุรกิจและนักการเมืองในการคอร์รัปชั่น
ว่าร้ายแรงและแก้ยากพยายามหาทางแก้ไขอยู่แต่ที่ร้ายแรงกว่าและจะแก้ยากกว่าจะเป็นการร่วมมือกัน
ระหว่างทหารและนักการเมือง


หน้า 6

สุดท้ายกองทัพไทยจะเหลือเพียงแค่อดีต
หมายเหตุ: ปัจจุบันก็แทบจะไม่เหลือความเป็นกองทัพแห่งชาติไทยอยู่แล้ว
กลายเป็นกองกำลังส่วนตัวของใครต่อใครบ้างก็ไม่รู้
เปรอะไปหมด


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1254467217&grpid=03&catid=
วันที่ 02 ตุลาคม พ.ศ. 2552 เวลา 14:06:37 น.
มติชนออนไลน์

อดีตผช.ประธานกมธ.ทหารจี้นายกฯทบทวนอนุมัติซื้อ"ฮ.ซีฮอร์ค"

P { margin: 0px; }
ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 2 ต.ค. นายสุระภูมิ จิตอารีรัตน์ผู้ช่วยพล.อ.หาญ ลีนานนท์
อดีต ส.ว.สตูลและอดีตประธานคณะกรรมาธิการการทหารวุฒิสภา
เปิดเผยภายหลังยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ยับยั้งหรือทบทวน
โครงการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ แบบซีฮอร์ค
ตามมติครม.เมื่อวันที่ 22 กันยายน 52 ว่า โครงการซื้อเฮลิคอปเตอร์แบบซีฮอร์คด้วยวิธีพิเศษนั้น
จะทำให้กองเรือยุทธการซึ่งเป็นเรือรบหลวงที่ประจำการอยู่ได้รับความเสียหาย
สูญเสียศักยภาพและประสิทธิภาพในการภารกิจทางยุทธการอย่างรุนแรง
สมัยที่ พล.อ.หาญ ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารฯ และได้ศึกษาโครงการนี้
และมีมติไม่เห็นด้วยกับโครงการเพราะถือว่าเป็นการขออนุมัติซื้อเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้กับเรือรบ
ของกองทัพเรือไม่ได้ เพราะเฮลิคอปเตอร์แบบซีฮอร์ค สามารถใช้กับภารกิจบนบกเท่านั้น
เนื่องจากเป็นเฮลิคอปเตอร์ที่มีลำตัวใหญ่มีน้ำหนักมากและไม่มีอยู่ในแผนยุทธการของกองเรือฟริเกต
ของกองทัพเรือจึงไม่สามรถจะปฏิบัติภารกิจร่วมกับเรือได้ ซึ่งจะส่งผลทำให้ไม่มีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอ
ในการปฏิบัติภารกิจปราบเรือดำน้ำ

นายสุระภูมิ กล่าวว่า ตนและพรรคพวกในขณะนั้นจึงได้รวมตัวกันถวายฎีกาเพื่อคัดค้านโครงการนี้
ตั้งแต่ปี 2544 สมัยที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาก็มีมติยับยั้งโครงการดังกล่าว
แต่มาบัดนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับให้ความเห็นชอบ ซึ่งจะทำให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะมีความผิด
เพราะสร้างความเสียหายต่อราชการ ต่อประเทศทำให้ประสิทธิภาพของกองทัพเรือเสื่อมถอยไร้ประสิทธิภาพ
ทั้งนี้จะให้เวลานายกรัฐมนตรีทบทวนเรื่องดังกล่าวเป็นเวลา 15 วันก่อนจะยื่นร้องเรียนต่อหน่วยงานต่างๆ
เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป


สงสัยซื้อมาใช้กับเรือลำเดียว

http://www.navy.mi.th/cvh911/911update16.html

S-70B Sea Hawk เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ
้โดย นายทหารสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ร.ล.จักรีนฤเบศร


เฮลิคอปเตอร์ Sea Hawk หรือ Navy Hawk ตามนามเรียกขานของราชนาวี
เป็นเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำที่ใช้ปฏิบัติการร่วมกับเรือ
เรียกได้ว่าเป็นพระเอกตัวจริง ด้วยสมรรถนะและขีดความสามารถที่หลากหลาย
เพราะไม่เพียงแค่ปราบเรือดำน้ำเท่านั้น ยังมีภารกิจสนับสนุนกำลังทางเรือ
กำลังนาวิกโยธิน ตลอดจนค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเลอีกด้วย Sea
Hawk (S-70) หรือในภาษาราชการเราเรียกว่า เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบที่
1 (ฮ.ปด.1) เป็นอากาศยานประจำเรือ ในสังกัด ฝูงบิน 2 หน่วยบิน
ร.ล.จักรีนฤเบศร ปัจจุบันมีประจำการทั้งหมด 6 ลำ
เฮลิคอปเตอร์แบบ S-70 เป็นเฮลิคอปเตอร์ขนาดกลาง ผลิตโดยบริษัท
Sikorsky เพื่อตอบสนองภารกิจของกองทัพสหรัฐอเมริกา แทนเฮลิคอปเตอร์แบบเดิม
UH-1 Iroquois หรือ Huey เฮลิคอปเตอร์ Bell
ที่เรารู้จักกันเมื่อครั้งสงครามเวียดนาม S-70 ได้รับการพัฒนาจาก YUH-60A
เครื่องต้นแบบ ที่ประจำการในกองทัพสหรัฐ ในชื่อ UH-60A Black Hawk
ตั้งแต่ปี 1979 จากนั้น YUH-60A ถูก upgrade เป็น UH-60L
ในปีต่อมาซึ่งมีกำลังมากกว่า โดยใช้เครื่องยนต์ GE-701C
และเชื่อว่าอีกไม่นานจะนำเอา YUH-60A และ UH-60L มาพัฒนารวมกัน
ให้มีขีดความสามารถมากขึ้นทั้งด้านสมรรถนะ (กำลังยก)
ติดตั้งเครื่องมือ/อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาระบบควบคุมการบิน
รวมไปถึงระบบนำร่องเป็นแน่แท้ สมรรถนะของ S-70
ที่เป็นเลิศจึงถูกกล่าวขวัญกันมากในขณะนั้น
ด้วยความสามารถในการปฏิบัติการทางอากาศ ซึ่งสามารถบรรทุกหมู่ทหารได้มากถึง
11คน พร้อมอุปกรณ์หรือปืน M102 howitzer ขนาด 105mm รวมกระสุน 30 ชุด
และเจ้าหน้าที่อีก 6 คน รวมแล้วบรรทุกน้ำหนักได้ 2,600 ปอนด์ (1,170 กก.)
หรือใช้ sling load ได้ 9,000 ปอนด์ (4,050 กก.)
จึงไม่แปลกเลยที่กองทัพเรือสหรัฐจะมีไว้ประจำการ โดยเป็นรุ่น SH-60/MH-60
Seahawk (หรือ Sea Hawk) หนึ่งในตระกูล S-70 ตั้งแต่ปี 1983 และรุ่น
SH-60F Ocean Hawk ในปี 1988


S-70 Sea Hawk ได้รับการผลิตออกมาหลายต่อหลายรุ่น
ซึ่งเรียกตามเวอร์ชั่นนั้นๆ อาทิ กองทัพสหรัฐ จะได้ชื่อว่า YSH-60(X),
SH-60(X), NSH-60(X) ส่วนกองทัพต่างๆทั่วโลกจัดอยู่ในเวอร์ชั่นผลิตจำหน่าย
โดยผลิตตามสเปคว่าต้องการแบบใด ภารกิจอะไร สนับสนุนอะไร ขนาดเท่าไร
งบประมาณเท่าใดฯ แต่โดยส่วนใหญ่และจะได้ชื่อว่า S-70 Sea Hawk
รวมทั้งราชนาวีไทยด้วย เช่น
S-70B-1 Seahawk ของกองทัพเรือสเปน เป็นเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ประกอบ LAMPS (Light Airborne Multipurpose System)
S-70B-2 Seahawk ของกองทัพเรือออสเตเลีย เป็นเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ซึ่งเหมือนกับ SH-60B Seahawk กองทัพเรือสหรัฐ
S-70B-3 Seahawk หรือ SH-60J ของกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลของญี่ปุ่น เป็นเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ
S-70B-6 Aegean Hawk: เป็นเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพกรีก ซึ่งมีการผสมระหว่างเฮลิคอปเตอร์แบบ SH-60B และ F models.
S-70B-6 Seahawk เป็นเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำของราชนาวีไทย
S-70A (N) Naval Hawk: เป็นเครื่องที่มีการผสมระหว่าง S-70A Black Hawk และ S-70B Seahawk


คุณลักษณะโดยทั่วไปของ S-70B (ฮ.ปด.1)
ประเภท เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ
ภารกิจ ปฏิบัติการร่วมกับเรือ (หลัก) และ ค้นหาและ
ช่วยเหลือผู้ประสบภัย (รอง)
เครื่องยนต์ T700-GE-401C จำนวน 2 เครื่อง
เครื่องละ 1,662 HSP.
ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางวงโรเตอร์หลัก 16.36 เมตร
ความยาวลำตัว 15.26 เมตร (พับหาง 12.48)
สมรรถนะ - สูง 5.18 เมตร
-ความเร็วสูงสุด 180 นอต
-ความเร็วเดินทาง 130 นอต
-ระยะปฏิบัติการไกลสุด 480 ไมล์ทะเล
(เมื่อติด Left Aux. Tank)
-รัศมีปฏิบัติการ 200 ไมล์ทะเล
(เมื่อติด Left Aux. Tank)
-บินนาน 4.3 ชั่วโมง (เมื่อติด Left Aux. Tank)
-เพดานบิน 13,000 ฟุต
-อัตราไต่ 2,000 ฟุต/นาที
-ความจุน้ำมันเชื้อเพลิง 3,953 ปอนด์ และเมื่อติด Left Aux. Tank รวม 4,757 ปอนด์
- น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 21,884 ปอนด์
-Rescue Hoist ยาว 200 ฟุต รับน้ำหนักได้
600 ปอนด์
-Cargo Hook รับน้ำหนักได้ 6,000 ปอนด์


http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=28&PHPSESSID=4da36aa771e31794b4d0808c3a9f2573

http://www.nokkrob.org/index.php?&obj=forum.view(cat_id=nkbd-1,id=63
หลังจากสงครามยาเสพติดและการฆ่าตัดตอนที่คร่าชิวิตชาวไทยไป 2274 คน
เจ้าหน้าที่จาก The US White House Office on National Drug control Policy
ได้กล่าวชมเชยรัฐบาลทักษิณว่า ดําเนินการได้เยี่ยมมาก และสัญญาว่า
จะให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติม

"The US White House Office on National Drug control Policy administrator Mr. Crane in
January
promised Thailand more funds for doing a great job. The killing was started
in February. Once again,
American Trained personel including Task Force 399 of Mae Rim Chiang Mai

." (http://sf.indymedia.org/news/2003/05/1614635.php)

พอถึงปลายปี 2546 ประธานาธิิบดี จอร์จ บุช ของสหรัฐอเมริกา เดินทางมาแสดงความยินดีกับนาย ทักษิณ
ชินวัตร โดยตรง และแต่งตั้งให้ประเทศไทยเป็น
"ชาติพันธมิตรหลัก นอกกลุ่มนาโต" (Major Non-NATO Ally)


แต่ประชาชนชาวไทยจํานวนมากก็ได้เริ่มตั้งคําถามแล้วว่าสิทธิ์ "พิเศษ" นี้ว่าด้วยอะไรบ้าง และ ได้มาด้วยเหตุใด

ข้อมูลที่เด่นชัดที่สุดนั้นไม่ได้มาจากรัฐบาลไทย แต่กลับถูกเปิดเผยโดยเอกสารของสถานทูตสหรัฐเสียเอง

ในวันที่ 29 มิถุนายน 2547 นาย Darryl N. Johnson เอกอัครราชทูตสหรัฐกล่าวขอบคุณรัฐบาลทักษิณ

ที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ ในการอุดหนุนอุตสหกรรมการผลิตอาวุธของสหรัฐ



"For that, I would like to say: thank you."

"We know you will make good use of these UH-1s, as you have the Black Hawks you have purchased
[during] the past several years, and which we hope will be the long-term future of army aviation in Thailand
,"

"Last week, the U.S. Commander of Pacific Forces, Admiral Fargo, and I met with Prime Minister Thaksin.
The prime minister mentioned the difficulty the Royal Thai Army (RTA) faces, in having been trained
and equipped to fight communists in the jungle, or counter an invasion from outside the country
"

"
Now the challenges are different, particularly in countering the unrest in the south,
as well as in countering drug traffickers
," (

http://bangkok.usembassy.gov/news/press/2004/nrot044.htm )

Darryl N. Johnson เอกอัครราชทูตสหรัฐ ยังกล่าวอีกว่าเขาหวังว่าอาวุธที่สั่งซื้อไปนั้น
จะได้นําไปใช้ใน สงครามยาเสพติด และการปราบปรามชาวมุสลิมในภาคใต้

นายเทพ รู้สึกหดหู่ใจ เพราะตนก็เคยรับราชการทหารมาก่อน

แต่ก็ไม่คิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะขายเกียรติยศของทหารไทยเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าเพียงง่ายๆ

"ก็อย่างว่าละครับ ผมเองก็ไม่รู้อะไรมาก เราจะไปว่ารัฐบาลก็คงไม่ได้ ทางรัฐบาลเขาก็ทําดีที่สุดแล้วละครับ"

แต่สิ่งที่ยังทําใจไม่ได้ก็คือเรื่องแฟนสาวของตนกับทหารจีไอ นายเทพยังไม่เข้าใจว่าทําไมจึงมี
ทหารอเมริกันมาประจําการอยู่ที่ขอนแก่นได้ ทั้งๆที่บริเวณนี้เป็นเขตที่รัฐกําลัง จัดให้เป็นฐานทัพของ

ประเทศสิงค์โปร
เท่านั้น


http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=26&PHPSESSID=4da36aa771e31794b4d0808c3a9f2573

http://thestar.com.my/news/story.asp?file=/2004/6/29/latest/17808UShandso&sec=latest
Tuesday, June 29, 2004
US hands over 30 refurbished helicopters to Thai army

BANGKOK, Thailand: The United States on Tuesday handed 30 refurbished
helicopters to the Thai army as part of a US$30 million deal signed
three years ago, a U.S. Embassy statement said. U.S.Ambassador Darryl N. Johnson
formally presented the UH-1 Huey helicopters at a Thai air base in central Lopburi province,
about 115 kilometers (70 miles) north of Bangkok, the statement said. The Thai army agreed
to buy the helicopters from the U.S. government in late 2001. The cost of the aircraft,
spare parts and pilot training programs totaled about US$30 million, the statement said.
The helicopters were used by the U.S. army from 1967 to 1990, most notably in the Vietnam War.
They are generally used for transporting troops and light equipment. Last year,
Thailand slashed an order for U.S.-made Black Hawk helicopters due to budget constraints.
It had planned to obtain 32 Black Hawks by 2012, but scaled back the number to nine.
Each attack helicopter costs an estimated US$12 million. Thailand's military has been
under severe budgetary constraints since the 1997 financial crisis drained the Thai treasury
of much of its reserves. Connecticut-based Sikorsky, which makes the Black Hawk,
has sold the aircraft to the militaries of at least 22 nations. - AP

http://www.scoop.co.nz/stories/HL0406/S00277.htm
US Black Hawks Asist Thai War On Drugs/Militants

Wednesday, 30 June 2004, 9:50 am
Opinion: Richard S. Ehrlich

BANGKOK, Thailand -- Washington has delivered 30 helicopters to Bangkok
to help it crush Muslim militants in the south and guard against illegal drug trafficking
in the north. "We know you will make good use of these UH-1s, as you have the Black Hawks
you have purchased [during] the past several years, and which we hope will be the long-term
future of army aviation in Thailand,"

U.S. Ambassador Darryl N. Johnson told military officers.



"Last week, the U.S. Commander of Pacific Forces, Admiral Fargo, and I met with Prime Minister Thaksin.
The prime minister mentioned the difficulty the Royal Thai Army (RTA) faces, in having been trained
and equipped to fight communists in the jungle, or counter an invasion from outside the country,
" the ambassador said, referring to dangers Thailand and America perceived during the past three decades."
Now the challenges are different, particularly in countering the unrest in the south, as well as in countering
drug traffickers," he said."Mobility is essential, as is the need to be able to deploy forces rapidly.
RTA helicopters can and will play a crucial role in these missions," Ambassador Johnson said.
The envoy announced the delivery of 30 "refurbished" UH-1 helicopters to the Royal Thai Army
at the RTA Aviation Center in Lopburi province, the U.S. Embassy said on Tuesday (June 29).
The helicopters, plus spare parts and training, totaled about 30 million U.S. dollars, the embassy said.
"UH-1s are normally used for day-to-day operations, generally transporting troops and light equipment.
These UH-1s were used by the U.S. Army from 1967 to 1990," the embassy added.In May,
Ambassador Johnson said in a speech: "Whether the security threat is domestic,
as in the case in southern Thailand, or transnational terrorism, as in the case of the September 11 attacks
in the U.S. and the 2002 Bali attack in Indonesia, like-minded countries in the international community
must come together and protect ourselves, our societies, and our citizens from the menace of militants
and terrorists who seek to destroy the fabric of our free societies.

"Thailand's Muslim militants have been blamed for virtually daily attacks against Thai security forces,
Buddhist clergy, businessmen, plantation workers, teachers and civilians in the south.
Bangkok has poured hundreds of extra troops into the area to guard Buddhist temples and schools
and to beef up patrols, but militants have continued their attacks using machetes, assault rifles,
home-made bombs and rocket-propelled grenades.The worst one-day of violence in
Thailand's recent history occurred on April 28 when Thai security forces,

backed by armored personnel carriers and helicopters, killed 38 suspected Islamic militants
inside the Krue Se mosque in the southern city of Pattani,

plus about 70 other Muslim fighters in scattered clashes.Five Thai security forces also died,
bringing the day's total death toll to 112.About 95 percent of Thailand's population are Buddhist,
but Muslims form a majority in the southern provinces of Pattani, Yala, Narathiwat, Satun and Songkhla
-- much of which is currently under martial law.Shortly after the April 28 bloodshed,
the Thai government described the violence as an "internal" problem caused by Thai Muslim "militants"
and not linked to foreign terrorists.International and Thai human rights groups, however,
criticized Bangkok for appearing to use excessive force when hunting down Muslim suspects.
They also criticized Thailand for its "war on drugs" which resulted in more than 2,000 deaths last year.
Most of the deaths were described by officials as smugglers killing each other.
But critics point to a lack of arrests and convictions for the large number of murders.
Thailand's biggest drug problem involves production and consumption of methamphetamines,
which have spread from construction workers and truck drivers to include students
and high society personalities.Bangkok successfully suppressed much of its earlier opium
and heroin production, but still suffers from smugglers who bring those narcotics from
Burma into northern Thailand for domestic use and international syndicates.

*** ####*** Richard S. Ehrlich, a freelance journalist who has reported news from Asia
for the past 25 years, is co-author of the non-fiction book, "HELLO MY BIG BIG HONEY!"
-- Love Letters to Bangkok Bar Girls and Their Revealing Interviews. His web page is
http://www.geocities.com/glossograph/

http://teenoi.freeforums.org/5-t562.html
รู้สึกว่าวันนี้ ครบรอบ 5 ปี เหตุการณ์ ที่กรือเซะครับ อยากรบกวนท่านผู้รู้ ช่วยเล่าเรื่องเบื้องหน้าเบื้องหลัง
เป็นวิทยาทานหน่อยครับเพราะขนาดเหตุการณ์นี้ก็ไม่นับว่านานมาก ผมก็จำได้แค่ทหารโดยการนำของ
พัลลภ ไปบุกยิงพี่น้องขาวมุสลิมที่อยู่ในมัสยิดรู้สึก ว่าส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน ที่มารวมตัวเพราะประท้วงเจ้าหน้าที่รัฐ
ด้วยเรื่องอะไรสักอย่างนี่แหละแล้วถูกกล่าวหาว่ามีอาวุธสงคราม เลยโดนเก็บเรียบและเป็นสาเหตุหนึ่ง
ของการที่ 3 จังหวัดชายแดน ไม่สงบมาถึงทุกวันนี้ แล้วก็อยากรู้ว่า เสธ.ตัวนั้นเกี่ยวข้องด้วยไหมครับ
ขอบคุณครับ
http://www.sae-dang.com/board/ReadTopic.php?no=32019
ปริศนา กรือเซะ ที่พวกเราไม่รู้
ผมเล่าต่อเลยนะครับ ผมได้พูดคุยกับคนขับรถที่ไปส่่งผมไปเบตง ก็คุยกันทุกเรื่อง
และก็คุยกันแบบถูกคอที่เดียว ทุกครั้งที่เขาพูดไม่ว่าเรื่องอะไรผมก็จะแสดงความเห็นอกเห็นใจเขาเสมอ
จนทำให้เขามีความรู้สึกที่จะไว้ใจที่จะพูดกับผมได้ ผมถามว่าทำไมรถของพวกเขาถึงปลอดภัย
เขาตอบว่าเขาต้องเสียค่่าส่่วยทั้งตำรวจ ทหาร และแนวร่วม (เขาใช้คำว่าผู้ก่อการร้ายว่าแนวร่วม)
ทำให้รถของพวกเขา ปลอดภัย ไม่เคยมีปัญหา ย้อนมาเรื่อง กรือเซะก่อนแล้วกัน

การที่ชาวบ้านชาวมุสลิมถูกยิง หรือฆ่าตาย ในมัสยิดในขณะที่ำกำลังประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
หรือที่เราเรียกว่าละหมาดครั้งนี้นั้นมีวัตถุประสงค์เพียงแค่จะ ล้มทักษิณ เท่านั้น และก็ได้ผลซะด้วย
ทำให้พวกประชาชนชาวมุสลิมมีความโกรธแค้นและเกลียดรัฐบาลโดยเฉพาะ นายกทักษิณ
ซึ่งเขาเคยชอบ(เพาะทำให้ราคายางแพง) ชาวมุสิมโกรธมากทำให้มีผู้ที่ต้องเข้าป่าอีกจำนวนมาก
ทำให้เข้าแผนของพวกแนวร่วม และก็เข้าแผนพวกที่ต้องการล้มทักษิณ และทำให้พวกทหาร
ที่ต้องการงบประมาณเพิ่มก็ชอบใจ ที่รัฐบาลจะต้องกลับมาเหลียวแลอีกครั้งหนึ่ง หลังจากถูกตัด
งบประมาณออกไปแทบไม่เหลือ การที่ฆ่าชาวไทยมุสลิมครั้งนี้ เป็นบ่อเกิดแห่งความวุ่นวายมาจนถึงทุกวันนี้

แต่ความจริงก็คือความจริง และเวลาก็คือตัวที่ทำให้ความจริงปรากฏเด่นชัดขึ้นมา วันนี้ชาวมุสลิมภาคใต้
รู้แล้วว่าใครเป็นคนสั่งยิงพี่น้องของเขา และวันนี้คนที่เขาเคยบูชาว่าเป็นคนดี และเป็นศรีของชาวใต้ของพวกเขา
ไม่ต่างไปจากฆาตกรคนหนึ่งที่ฆ่าคนเพื่อที่จะทำลายคนๆเดียวถึงกับต้องฆ่าคนมากมาย วีันนี้ความลับอยู่ในมือของ
พลเอกพัลลพ ปิ่นมณี รอที่นายพัลลพพูดความจริงออกมา แต่ถึงไม่พูดชาวภาคใต้เขาก็รู้แล้วว่า คนที่สั่งฆ่า
ไม่ใช่นายกทักษิณ แต่เป็นพวกทหารที่รับใช้่ไอ้ทรราชย์ ชาวใต้ฉลาดแล้วและก็มีความรู้สึกเห็นใจ
นายกทักษิณมาก นี่คื่อคำบอกเล่าของคนขับรถทีขับรถตู้ให้ผม ไมื่ใช่ผมอุปโลกมาเอง
ส.จ.จันท์
http://yanchang30.board.ob.tc/-View.php?N=434
http://tnews.teenee.com/politic/37475.html
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1254467510&grpid=00&catid=
วันที่ 02 ตุลาคม พ.ศ. 2552 เวลา 14:15:56 น.
มติชนออนไลน์


"บิ๊กจิ๋ว"สลายโซ่ข้อกลาง โดดร่วม"เพื่อไทย" อ้างหนทางสร้างสมานฉันท์ใหม่ เอาตัวเองไปอยู่ในความขัดแย้ง

P { margin: 0px; }

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 2 ตุลาคม ที่พรรคเพื่อไทย ผู้บริหาร คณะกรรมการบริหาร ส.ส. และสมาชิกพรรคเพื่อไทย
กว่า 100 คน นำโดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์
หัวหน้าพรรค นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค พล.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง
นายวีระ มุสิกพงษ์ ประธานกลุ่ม นปช.(แนวนร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ)-แดงทั้งแผ่นดิน
รวมทั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย อดีตสมาชิกพรรคความหวังใหม่จำนวนหนึ่ง และคณะนายทหารที่นำโดย
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี แกนนำพรรคเพื่อไทย รวมตัวกันเพื่อรอต้อนรับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี
และคณะที่จะเดินทางมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยพร้อมกับแถลงข่าวเปิดใจในเวลา 09.00 น.

โดยคณะของพล.อ.ชวลิต ประกอบด้วย พล.ท.พิรัชช์ สวามิภักดิ์ นายทหารคนสนิทพล.อ.ชวลิต
พล.อ.วัฒนา สรรพานิช อดีต ส.ว.กาญจนบุรี พ.อ.สมคิด ศรีสังคม อดีต ส.ว.อุดรธานี
พล.อ.อรพันธุ์ วัฒนวิบูลย์ นายทหารคนสนิทของพล.อ.ชวลิต และนายประภัสร์ จงสงวน
อดีตผู้สมัครผู้ว่า กทม. พรรคพลังประชาชน รวมทั้ง นางอัมพาพันธ์ คงสมพงษ์ คนสนิท
พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทบ.ที่เดินทางมาสมทบ


พบแล้วเจ้าของรถคาร์บอมสุไหงโก-ลก
พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผู้บัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร (ผบ.พตท.) เปิดเผยว่า เหตุที่เกิดในพื้นที่อำเภอสุไหง โกลกนั้น
แรกเริ่มได้รับการแจ้งจากชาวบ้านแล้วว่ามีรถต้องสงสัยได้เข้ามาจอดอยู่ เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าไปทำการตรวจสอบชั้นต้น
โดยใช้เครื่องจีที 200 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้อยู่ เครื่องไม่ชี้ ว่าเป็นสารระเบิด แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ไม่ได้นิ่งนอนใจ
ได้ประสานไปยังชุดทำลายวัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง แต่ชุดตรวจสอบวัตถุระเบิดไม่ได้เข้าไป
จึงได้เกิดระเบิดขึ้นก่อน ซึ่งขณะนี้กองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร ตรวจสอบอยู่ว่า
เครื่องตรวจจีที 200 ทำไมไม่ทำงาน โดยเบื้องต้นตั้งข้อสันนิษฐานว่า อาจเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ผู้ใช้
หรือ ของเครื่องมือ ซึ่งขณะนี้กำลังทำการตรวจสอบอยู่

เครื่องจีที 200 ที่นำมาใช้ในพื้นที่เป็นเครื่องที่ทำงานขึ้นอยู่กับไฟฟ้าในตัวคน
ฉะนั้นมีโอกาสที่ว่าบางครั้งคนที่ใช้ร่างกายอ่อนแอ ฉะนั้นไฟฟ้าในร่างกายน้อยลง
ทำให้ประสิทธิภาพในการใช้เครื่องน้อยลงซึ่งได้มีการสั่งการให้ทุกหน่วยจัดเจ้าหน้าที่
อย่างน้อย 2 คนประจำเครื่อง"

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=246636
http://www.indianexpress.com/news/remote-explosive-detection-system-demonstrat/456525/

http://electronick9.com/av_slides/php/gt200-case_event01.php

http://suppliers.jimtrade.com/141/140935/40916.htm

Product category : Detectors

The device is body worn, weighs a mere 450g and is triggered by static
generated by the user`s body, requiring no additional power source.

Furthermore, there is no known way to jam the device.



http://www.krobkruakao.com/kkn/?a=news&s=detail&news_id=9685

16:02 น. วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

นราธิวาส-คาร์บอมบ์พ่นพิษนราฯกลายเป็นเมืองร้าง





เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาหลายอำเภอใน จ.นราธิวาส กลายเป็นเมืองร้าง
ชาวบ้านและผู้ประกอบการผวาปิดกิจการขณะที่นักท่องเที่ยวเมินหาความสำราญ
กองกำลังต้องตรึงพื้นที่ทุกซอกมุมตรวจเข้มหวั่นโจรใต้วางระเบิดซ้ำ


หลังเกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามอาก้ายิงถล่มใส่ร้านอาหาร 3 จุด
และก่อนหลบหนีได้ใช้ระเบิดขว้างใส่ซ้ำ จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชาวบ้าน
และเด็กเสียชีวิต 3 คน ได้รับบาดเจ็บ 13 คนและยังได้เกิดคาร์บอมบ์หน้าร้านขายเครื่องสำอาง
ซึ่งอยู่ตรงข้ามโรงแรมเมอลิน ห่างจาก สภ.สุไหงโก-ลก ประมาณ 100 เมตร
ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวน 26 คน เมื่อเวลา 14 .00 น.วันที่ 6 ต.ค. 52

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Oct 09, 2009 11:37 am

http://www.thaipost.net/news/091009/11987

ท่านขุนน้อย
9 ตุลาคม 2552 - 00:00

เมื่อวันสองวันที่ผ่านมา...หน้าต่างประเทศ ไทยโพสต์ ได้ตีพิมพ์รายงานข่าวชิ้นหนึ่ง
ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งต้องถือว่าเป็นข่าวที่น่าสนใจเอามากๆ
เพราะถ้าหากทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามรายงานข่าวที่ว่านั้นจริงๆ
คงต้องเรียกว่า...ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายระดับโลกเอาเลยทีเดียว...

-----------------------------------

โดยสรุปคร่าวๆ ประมาณว่า...เรื่องราวดังกล่าว มีที่มา-ที่ไป จากผู้สื่อข่าวรายหนึ่งของหนังสือพิมพ์
ดิ อินดิเพนเดนต์ ประเทศอังกฤษ ชื่อว่า นายโรเบิร์ต ฟิสค์ ซึ่งประจำอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
อ้างว่า ตัวเองได้รับข่าวมาจาก แหล่งข่าว ที่ไม่เปิดเผยชื่อ ทั้งในตะวันออกกลาง และธนาคารจีนในฮ่องกง
ระบุว่า...บรรดาชาติผู้ส่งออกน้ำมันในอาหรับอย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอาจจะรวมไปถึง
คูเวต และบาห์เรน กำลังสุมหัวรวมตัวกับผู้ว่าการธนาคารกลาง และรัฐมนตรีคลัง ของประเทศรัสเซีย จีน ญี่ปุ่น
บราซิล และแม้แต่ฝรั่งเศสอย่างลับๆ เพื่อที่จะร่วมมือวางแผนระยะยาว ในช่วงเวลาประมาณ 9 ปีนับจากนี้
หาทางที่จะทำให้การกำหนดราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ต้องผูกติดกับเงินตราสกุล ดอลลาร์ เหมือนแต่ก่อน
แต่ให้หันมาใช้ระบบ ตะกร้าเงิน กันแทนที่ อันประกอบไปด้วยเงินตราหลายสกุล เช่น หยวน เยน ยูโร ทองคำ
รวมไปถึงสกุลเงินใหม่ ที่ประเทศกลุ่มความร่วมมือในอ่าวเปอร์เซีย หรือจีจีซี อย่างซาอุฯ ยูเออี คูเวต
และบาห์เรนกำลังจะจัดตั้งขึ้นมาใหม่...

------------------------------------

ข่าวที่ว่านี้...จะจริงหรือไม่จริงก็ยังไม่รู้?
และแม้นว่ากว่าที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปตามข่าว ก็ต้องใช้เวลากันอีกถึง 9 ปี แต่ถึงกระนั้นก็แล้วแต่...ว่ากันว่า
ข่าวที่ว่านี้มันก็มีฤทธิ์เดชเอาเรื่องพอสมควร หรือมีส่วนที่ทำให้ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งกระฉูดกันในระดับ
อุจจาระแตก อุจจาระแตน จากที่เคยซื้อๆ กันในระดับ 1,016 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พุ่งขึ้นมาพรวดเดียวเป็น
1,039 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรืออาจจะเป็น 1,045 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปแล้วเมื่อวานนี้ คือพุ่งขึ้นมาถึงออนซ์ละกว่า
20 ดอลลาร์ ถือเป็นการทุบสถิติแบบระเบิดเถิดเทิงกันอีกครั้ง อันทำให้ราคาทองคำในบ้านเรา จากที่เคยซื้อๆ
กันในระดับบาทละ 16,008.96 บาท พรวดเดียวเพิ่มขึ้นมาเป็นบาทละ 16,350 บาท หรือ 16,450 บาท
ฟันกำไรกันเหนาะๆ ไปถึง 300-400 บาทเฉยเลย...

----------------------------------------

พูดง่ายๆ ก็คือว่า...อันเนื่องมาจากความหวั่นวิตกต่อความเสื่อมของค่าเงินดอลลาร์ อันเป็นเงินตรา
สกุลที่ไม่ได้นำเอาทองคำสำรองมาค้ำยันมูลค่าเอาไว้เลยแม้แต่นิด แต่อาศัย อุปสงค์-อุปทาน
เป็นตัวกำหนด หรือที่เรียกๆ กันว่า fiat money นั่นเอง
ซึ่งก็เป็นเช่นนี้มานับตั้งแต่ปี ค.ศ.1971 ในช่วงยุครัฐบาล
ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน หรือช่วงหลังจากที่สงครามเวียดนามได้ผลาญเงินดอลลาร์อเมริกันไปไม่ต่ำกว่า
500,000 ล้านดอลลาร์เป็นอย่างน้อย การหันมาใช้ อุปสงค์-อุปทาน เป็นตัวกำหนดค่าเงินดอลลาร์ แทนการค้ำยัน
มูลค่าด้วยทองคำสำรอง โดยการแก้กฎหมายเปลี่ยนระบบเงินตราจากระบบที่เรียกว่าระบบ promisary notes
มาเป็นระบบ fiat money ก็จึงเริ่มเป็นมาตั้งแต่บัดนั้น...

----------------------------------------

และปัจจัยสำคัญเอามากๆ ที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง มั่นคงอยู่ได้ยาวนานมาไม่รู้
กี่สิบต่อกี่สิบปี ก็น่าจะเป็นเพราะได้มีการเกลี้ยกล่อม หรือกดดัน บังคับ ก็แล้วแต่ ให้บรรดาประเทศผู้ผลิตน้ำมัน
ระดับยักษ์ๆ ทั้งหลาย ทำการซื้อ-ขายน้ำมันในตลาดโลก ด้วยเงินตราสกุลดอลลาร์เท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกับราคาน้ำมัน ก็จึงผูกติด เกี่ยวข้องกันและกันมาโดยตลอด จนกลายเป็นเงินตราที่ประเทศ
แต่ละประเทศทั้งหลายในโลกนี้ ซึ่งจำเป็นจะต้องบริโภคน้ำมันด้วยกันทั้งสิ้น ถึงกับนำเอาเงินตราสกุลดอลลาร์
ของสหรัฐมาใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศกันอย่างเป็นมาตรฐาน จนกระทั่งเมื่อค่าเงินดอลลาร์ชักจะเป๋
ชักจะแกว่งหนักขึ้นเรื่อยๆ การผูกติดกับเงินดอลลาร์ของสหรัฐก็ค่อยๆ เจือจางลงไป ไม่ว่าใครก็ใครต่างหันมา
กระจายความเสี่ยงด้วยระบบ ตะกร้าเงิน หรือถือครองเงินตราหลายๆ สกุลกันไปเป็นแถบๆ...

------------------------------------------


แต่ถึงกระนั้นก็ตาม...การใช้เงินตราสกุลดอลลาร์เป็นตัวกำหนดราคาน้ำมันในตลาดโลก ก็ยังคงมีความสำคัญ
ในระดับชี้เป็นชี้ตาย ต่อปัจจุบันและอนาคตของเงินดอลลาร์ และอนาคตของประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ
อย่างฉกาจฉกรรจ์เอาเลยทีเดียว พูดง่ายๆ ว่า...ถ้าหากคนเกิดทิ้งเงินดอลลาร์สหรัฐกันเยอะๆ หันมาใช้เงินสกุลอื่นๆ
กันแทนที่ โลกทั้งโลกที่เคยท่วมท้นเจิ่งนองไปด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐมาโดยตลอด อาจต้องวุ่นวายโกลาหลในระดับ
ช็อก กันไปทั้งโลกได้ไม่ยาก เอาง่ายๆ แค่ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอย่าง
รองผู้อำนวยการธนาคารกลางจีน และรองประธานสภาประชาชนจีน ได้ออกมาประสานเสียงกันว่า
เงินดอลลาร์สหรัฐได้สูญเสียสถานะการเป็นเงินตราสกุลโลกไปแล้ว และ เรากำลังพิจารณาที่จะหันไปให้
ความสำคัญกับสกุลเงินตราที่แข็งกว่าแทนสกุลเงินตราที่อ่อนแอกว่า เพียงเท่านั้นก็ทำให้นักธุรกิจการเงินทั่วทั้งโลก
ตาเหลือกตาลานกันไปเป็นแถบๆ เครก อาร์ สมิธ ซีอีโอแห่งบริษัท สวิส อเมริกา เทรดดิ้ง คอเปอร์เรชั่น เคยกล่าวกับ
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว WND ในช่วงนั้น (ค.ศ.2007) เอาไว้ว่า...ถ้าหากเมื่อไหร่ที่จีนและบรรดาประเทศคู่ค้ารายสำคัญของสหรัฐ
ตัดสินใจทิ้งเงินดอลลาร์ไปจริงๆ เกมการซื้อ-ขายต่างๆ ในโลกนี้จะต้องหยุดหมด และเราจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจ
ตกต่ำครั้งใหญ่ ที่จะทำให้วิกฤตการณ์ปี 1929 กลายเป็นของเด็กเล่นไปทันที...

-------------------------------------------

อันที่จริงแล้ว...การผลักดันภายในประเทศผู้ผลิตน้ำมันให้หันมาใช้ระบบเงินสกุลอื่นแทนสกุลดอลลาร์สหรัฐ
ในการซื้อ-ขายน้ำมัน ก็มีความพยายามมานานแล้ว โดยบรรดาประเทศศัตรูคู่แค้นของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นอิหร่าน
เวเนซุเอลา จีน และรัสเซีย แต่ก็ด้วยการยืนหยัดคัดค้านของประเทศพันธมิตรรายสำคัญอย่างซาอุดีอาระเบีย
คูเวต และบาห์เรน เป็นต้น ความพยายามเหล่านี้ก็ไม่ได้ถึงกับมีน้ำหนักอะไรมากมายนัก
ด้วยเหตุนี้...ถ้าหากรายงานข่าวของ ดิ อินดิเพนเดนต์ เกิดเป็นจริงขึ้นมา ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องใหม่และเรื่องใหญ่
ในระดับโลกเอาเลยทีเดียว และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ เนื้อข่าวในช่วงหนึ่งที่ระบุเอาไว้ว่า...อย่างไรก็ดี
อินดิเพนเดนต์บอกว่า วอชิงตันรู้เรื่องนี้ดี เพียงแต่ไม่ทราบรายละเอียด และเป็นที่แน่ชัดว่า...สหรัฐจะต้องขัดขวาง
แผนการดังกล่าวอย่างเต็มที่...นั่นก็หมายถึงว่า...ไม่เพียงแต่แนวโน้มแห่งความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจระลอก
ใหม่อาจปรากฏให้เห็นในอีกไม่นานไม่ช้าเท่านั้น แต่โอกาสที่ความปั่นป่วนเหล่านี้...จะบานปลายกลายไปเป็น
ความปั่นป่วนทางการเมือง หรือการทหารก็ย่อมมีความเป็นไปได้ไม่น้อยเช่นกัน...

-------------------------------------------------

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก ยูยีน วิคเตอร์ เด็บซ์ ผู้นำแรงงานชาวอเมริกัน (อีกครั้ง)...ไม่เร็วก็ช้า...ที่สงครามการค้า
ในทุกๆ ครั้ง จะต้องกลายเป็นสงครามเลือด...


-------------------------------------------------
http://video.yahoo.com/watch/411826/2394165

http://www.geocities.com/rebornempowered/mandrake/mandrake.htm#Anchor-flowchart

HOME - THE FINAL GENERATION



VIEW THE ACCOMPANYING FLOWCHART BELOW BY CLICKING HERE










Each numbered point on the Federal Open Market System
flowchart
, such as , correspond with the numbers in the Narrative below.
The phrase "Mandrake Mechanism" for the deception of the Federal Reserve banking system was coined by
G. Edward Griffin in his landmark book "The Creature From Jekyll Island: A Second Look at the Federal Reserve".
It refers to a comic strip character from the 1940s called Mandrake the Magician, whose specialty was creating things
out of nothing, then making them disappear back into nothing.



  1. The federal government decides it need some money, so it adds ink to a piece of paper and creates designs on the paper.
  2. The federal government calls the paper a Treasury Bond or Treasury
    Note
    . These are IOU's to
    The Federal Reserve ("the Fed").
  3. To convert the IOU's into paper bills, the bond or note is given by the federal government to the Fed where it is classified as a Securities Asset.
  4. To the federal government (in other words, you and me), the Treasury Note is debt. To the Fed, the Treasury Note is an asset because it is assumedthe government will repay its debt. This assumption is based on the government's ability to fleece income tax payers. This Securities Asset can now be used to offset a liability, which the Fed accomplishes by turning on their printing press, putting ink and designs on another piece of paper, and calling it a Federal Reserve Check.

    • There is NO MONEY in ANY ACCOUNT to cover this Federal Reserve Check. The Fed shareholders and governors avoid prison because Congress wants the money and this is the easiest way to create it.
</li>

















  1. The Federal Reserve Check is given by the Fed to the federal government.
  2. The federal government endorses the Federal Reserve Check.
  3. The federal government deposits the Federal Reserve Check into their bank account at one of the 12 Federal Reserve Banks where it becomes a Government Deposit.
  4. The Government Deposit is used to pay federal government expenses.
  5. The federal government expenses are paid to many different recipients,
    such as businesses, entrepreneurs, etc, accomplished by writing Government Checks.

  6. These Government Checks are deposited by the various recipients
    into their individual Commercial Bank accounts.

  7. These deposits are called Commercial Bank Deposits, and are treated
    as assets by the thousands of commercial banks.
  8. The Commercial Bank Deposits are reclassified by the commercial banks as Reserves. These Reserves are liabilities offset by the Commercial Bank Deposits on their accounting books.
  9. Dependent on the "reserve ratio" determined by the Fed (for the flowchart, a 10%
    reserve ratio is used), the
    commercial banks are required to keep only 10% of their Commercial Bank Deposits on hand in case of withdrawal by account holders. The other 90% is considered "available for lending'.
  10. The Reserves that are available for lending are termed Excess Reserves. They generate a myriad of different Loans, which GREATLY EXPAND the money supply.
  11. When the recipients of the loans deposit the loan proceeds into their bank accounts, the deposits are treated like new Commercial Bank Deposits, and the entire process repeats over and over and over again. The total fiat money generated by this mechanism is approximately 10 times the size of the original debt created by the federal government due to the 90% excess reserves. This is what the international bankers and economists call the beauty of their operation, but in reality it what our founding fathers warned would be our downfall.

    Will we ever get a president and representatives
    into our government who will realize this, or will we meet our fate as a nation?
    Only time will tell. . .

http://www.youtube.com/watch?v=K4S5o6F66cw&feature=player_embedded


http://aftermathnews.wordpress.com/2008/01/27/the-elite-plan-for-our-future-tracker-chips-everywhere-and-in-everything-for-total-control/
The elite plan for our future: Tracker chips everywhere and in everything for total control


January 27, 2008 · 13 Comments



Carlyle Group Subsidiary Named “MATRICS” is Brimming with NSA and CIA Operatives
and pushing a Swastika-Shaped Tracker Chip. When you look closer at the website,
you will notice they talk about using RFID for Homeland Security and it’s clear that
they’re selling the RFID as part of Big Brother’s infrastructure. - From Infowars

AP | Jan 26, 2008
By TODD LEWAN
http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&forum=6&No=619&PHPSESSID=b97017d37e2dd463d5937e7d27065ebb&page=110#1650

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=449891

โลโก้พรรคการเมืองใหม่คล้ายเครื่องหมายสวัสติกะของนาซีเยอรมันในยุคจอมเผด็จการฮิตเลอร์รายงาน
พิเศษของ "ASTV ผู้จัดการรายวัน" เช้าวันเดียวกันนี้ที่หน้า 16สัมภาษณ์จิราวุฒิ นิลกำแหง ซีเนียร์กราฟิกดีไซอน์เนอร์
ของ ASTV อธิบายว่า"สวัสติกะเป็นสัญลักษณ์ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เป็นสัญลักษณ์ที่ดีงาม สันติภาพ ภราดรภาพ
พบสัญลักษณ์เช่นนี้ได้ทั่วไปในวัดวาอารามและองค์พระพุทธรูปของประเทศต่าง ๆ เช่นจีน, อินเดีย อย่างที่วัดอ้อน้อย
จ. นครปฐม ของหลวงปู่พุทธอิสระ...และแม้แต่ศาสนาคริสต์ก็มีใช้กัน..."คุณจิรา วุฒิบอกต่อว่า "จริง ๆ แล้ว
สวัสติกะก็มีทั้งเวียนซ้ายและเวียนขวาและไม่ได้มีความหมายในเชิงลบแต่อย่างใด แต่เนื่องจากอดอล์ฟ ฮิตเลอร์
ผูเนเยอรมันได้นำสัญลักษณ์สวัสติกะมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของพรรคนาซีเยอรมัน...ต่อมาฮิตเลอร์เหลิงอำนาจ
สังหารผู้คนด้วยความโหดเหี้ยม...สัญลักษณ์นี้จึงถูกมองว่าเป็นเผด็จการและความชั่วร้ายตามมาด้วย...
"สวัสติกะที่ฮิตเลอร์ใช้นั้นเวียนซ้ายที่เรียกว่าสวัสติกะอุตราวรรต ส่วนโลโก้ของพรรคการเมืองใหม่เวียนขวาที่เรียกว่า
"สวัสติกะทักษิณาวรรต" สาเหตุที่ออกแบบให้มือทั้งสี่เกาะเกี่ยวกันและมีลักษณะโค้งก็เพราะต้องการลดทอน
ความแข็งกร้าวจากโลโก้พันธมิตรฯ...ส่วนที่โค้งในลักษณะคล้ายสวัสติกะก็เพื่อสื่อถึงสันติภาพ ภราดรภาพ...
สวัสติกะเวียนขวาหมายถึงการเคารพธรรมชาติ แต่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา สื่อถึงการเคลื่อนไปข้างหน้า
การพัฒนาเติบโตทางการเมืองของพรรคคุณอ่านคำอธิบายแล้วยังอยาก "หยิก" ใครแรง ๆ หรือไม่?
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000119461



Figure 27:

The structure the Babylonian Brotherhood is
seeking to introduce early in the new Millennium.


http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=108&PHPSESSID=b97017d37e2dd463d5937e7d27065ebb

NATO was a creation of the Brotherhood and is designed to evolve by stealth into a world army
by encompassing more and more countries and by manipulating ‘problems’ which give it the opportunities
to operate outside its designated area. The last five Secretary-generals of NATO alone have all been Bilderbergers,
Joseph Luns, Lord Carrington, Manfred Woener, Willy Claes, and Javier Solana.


The head of the World Bank, the Rothschild partner, James Wolfensohn,
and a stream of his predecessors like Robert Strange Macnamara, are Bilderbergers.

So are the first two heads of the new World Trade Organization, a Brotherhood creation which imposes
heavy fines on countries who seek to protect their people from the merciless global financial and trading system.




The first head of the World Trade Organization was Peter D. Sutherland of Ireland (Bil, TC, Comm 300),
the Director of the General Agreement on Tariff and Trade (GATT), Commissioner of the European Community (Union),
and chairman of Allied Irish Banks and Goldman Sachs. He later became head of British Petroleum (BP).



Sutherland is an Elite clone make no mistake and he was replaced at the WTO by an Italian Bilderberger,
Renato Ruggero. Both the World Bank and the World Trade Organization connect with other global financial
agencies like the International Monetary Fund
and the G-7/G-8 group to impose their will and policies on
developing countries in Africa, South and Central America, and Asia, and to ensure they are controlled by
the transnational corporations which answer to the same overall leadership.


The Multilateral Agreement on Investment (MAI) is another scam designed to dramatically increase
the ability of the transnational corporations to destroy a country’s economic base by imposing their will on
the government and walking away with the profits while avoiding the tax and business laws the other businesses
have to face. The central banking network connects into the Round Table-Bilderberg operation.
A number of heads of the Bank of England including Sir Gordon Richardson have been Bilderbergers
and the same applies to the other central banks like the United States Federal Reserve, the cartel of private banks
controlled from Europe which controls the US economy.


The current head of the ‘Fed’ is Alan Greenspan (CFR, TC, Bil) and he replaced Paul A.Volker (CFR, TC, Bil).
You get the picture. Every few weeks in the United States and Britain, the media speculate on the possible content
of statements by Greenspan and the Governor of the Bank of England or the Bundesbank about the state of
their countries’ economies.
These statements can, and do, send the stock-markets rising and falling on the basis
of what these people say If they put interest rates up or down it can have a spectacular effect on the markets
and people’s lives. Who do you think controls these people and the statements they make? Exactly.


A friend of mine who invests heavily in the US markets began to study the investment patterns of
the major corporations, banks, and insurance companies, in the period immediately before Bilderberger
Greenspan was due to make his financial statements. On every occasion he found that the big players either
massively buy or sell stock or bonds of a specific kind in the three days before Greenspan speaks.


And the statement made by Greenspan has, on each and every occasion, had a fundamental effect
on precisely the stock or bonds the Brotherhood have bought or sold. If you want to know what the stockmarkets
are going to do, watch the buying and selling patterns of the Brotherhood



ฉลอง 20 ปีคิงเพาเวอร์
วันที่ 14 ตุลาคม 2552 00:01
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ จัดใหญ่ครบรอบ 20 ปี The Voyage of Wondrous Power ตลอดเดือนตุลาคมนี้
กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ จัดงานฉลองใหญ่ในโอกาสครบรอบ 20 ปีการก่อตั้งกับงานชื่อ The Voyage of Wondrous Power
พร้อมโชว์อลังการ THE WONDROUS SHOW นำเสนอเทคนิคการจัดวางภาพ 3 มิติบนตึก คิง เพาเวอร์เป็นครั้งแรก
ในประเทศไทยและยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย ช่วงวันที่ 10-31 ตุลาคมนี้ วิชัย รักศรีอักษร ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์
กล่าวว่า นอกจากฉลองวาระครบ 20 ปี ยังมีนิทรรศการท่องเที่ยว King Power Travel Fair, กิจกรรมฉายภาพยนตร์เรื่อง
Coco Avant Chanel, คอนเสิร์ตตำนานแจ๊ซระดับโลก เบนนี โกลด์สัน, กิจกรรม Top to Toe ที่เนรมิตความงามตั้งแต่ศีรษะ
จรดปลายเท้า อีกทั้งงานแสดงการกุศล Journey Though the Dance& Music: Nights of Charity “เดือนแห่งการเฉลิมฉลอง
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของเมืองไทยกับการจัดวางภาพ 3 มิติเสมือนจริงบนตัวอาคารด้วยเทคนิค Interactive Projection
โดยเราได้ทีมงานระดับมืออาชีพจากต่างประเทศมาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน ผู้ชมจะได้สัมผัสเรื่องราวการเดินทางอันแสนอัศจรรย์
ที่เกิดขึ้นตรงหน้าเสมือนร่วมอยู่ในเหตุการณ์จริง” ภายในการเฉลิมฉลองครั้งนี้ มีแขกผู้มีเกียรติร่วมแสดงความยินดีมากมาย
อาทิ ฯพณฯ ท่าน สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และภรรยา ศรีสกุล พร้อมพันธุ์,
ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม,
ดร. วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), บุญคลี ปลั่งศิริ,
พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ความพิเศษของการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี ของ คิง เพาเวอร์
ไม่ได้หมดเพียงแค่ค่ำคืนนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษอีกมากมาย ไม่ว่า "นิทรรศการความเป็นมาของกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์’
ทั้งประวัติ ความเป็นมา ตลอดจนวิวัฒนาการจากวันแรกที่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน รวมถึงเรื่องราวความประทับใจตลอด 20 ปี
ผ่านรูปแบบการตกแต่งที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบม้าหมุนคาร์รูแซล (Carrousel) จัดแสดง ณ บริเวณ
ชั้น 2 คราวน์ เอทรี่ยม เปิดให้ชมฟรี ตลอดเดือนตุลาคมนี้ อีกทั้งการจำลองบรรยากาศเทศกาลงานศิลปะที่เกิดขึ้น
ตามท้องถนน ‘Street Art Festival’ มาไว้ใน ณ บริเวณชั้น 1 อาคารคิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ ในช่วงระหว่างวันที่ 16-18 ตุลาคมนี้
โดยจะได้พบกับความบันเทิงเชิงศิลป์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบรรดานักมายากล นักแสดงละครเงียบแพนโทไมม์
นักแสดงจั๊กกลิ้ง นักดนตรีเปิดหมวก ตัวตลกใจดี และศิลปินนักวาดภาพ

http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9520000121784
‘ล็อกซเล่ย์’ยกเครื่องกลุ่มไอซีที
14 ตุลาคม 2552 10:42 น.
กลุ่มธุรกิจไอซีทีล็อกซเล่ย์เตรียมปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่หลังเกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ
เล็งตั้งหน่วยธุรกิจใหม่หลังนอร์เทลที่ค้าขายกันมากว่า 30 ปี ถูกอวาย่าเทกโอเวอร์


นายวสันต์ จาติกวณิช กรรมการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ล็อกซเล่ย์ กล่าวถึงทิศทางธุรกิจไอซีทีว่า
ที่ผ่านมาการดำเนินธุรกิจดีกว่าปีที่แล้วอาจเป็นเพราะรัฐบาลมีการผลักดันงบประมาณลงตลาด โดยลูกค้าล็อกซเล่ย์
มี 2 กลุ่มคือเอกชนกับรัฐบาล โดยพบว่าธุรกิจเอกชนอย่างธนาคารมีการซื้อน้อยลง แต่ราชการมีกำลังซื้อมากขึ้น
และแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเพราะรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่นโครงการไทยเข้มแข็ง

อีกส่วนหนึ่งที่ส่งผลกับล็อกซเล่ย์อย่างมากคือการเปลี่ยนแปลงระดับ โลกโดยพันธมิตรทางธุรกิจอย่างนอร์เทล
ที่ทำงานร่วมกันมากว่า 30 ปี และมีลูกค้าจำนวนมาก เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะอวาย่าเข้ามาเทกโอเวอร์
ส่วนในฝั่งโทรคมนาคมยังไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงพันธมิตรเดิมยังมีหัวเหว่ย อีริคสัน

"ที่เปลี่ยนแปลงมากคือธุรกิจที่ทำร่วมกับนอร์เทล ซึ่งเราก็ต้องมีการปรับองค์กร ปรับทิศทางธุรกิจรองรับตรงนี้
ซึ่งธุรกิจตรงนี้ค่อนข้างคาบเกี่ยวกับส่วนที่สุรช ล่ำซ่ำดูแลอยู่ ผมอาจจะมีการจัดการใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นบิซิเนส
ยูนิตใหม่ เพราะเวลาเราขายไม่ได้ขายแค่แบรนด์ของนอร์เทลอย่างเดียว แต่เราขายแบรนด์ล็อกซเล่ย์ไปด้วย"

สิ่งที่ผู้บริหารล็อกซเลย์มองและจะให้ความสำคัญทำมากขึ้นคืองานด้านเซอร์วิส
เพราะในอนาคตการให้บริการเป็นสิ่งสำคัญมากยิ่งขึ้นทุกวัน เปรียบเหมือนกับน้ำซึมบ่อทราย
มีรายได้เข้ามาตลอด เช่น งานประมูลอย่างโปรเฟสชั่นนัล คอมพิวเตอร์ (PCC)
ผู้วางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร ก็ได้จากเซอร์วิสด้านโทรคมนาคมก็ไปรับเหมา
ติดตั้งระบบและเซอร์วิสในรูปแบบของการทำเอาต์ซอร์สซิ่ง

“งานด้านบริการเป็นสิ่งที่ล็อกซเล่ย์จะให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้นเพราะมองเห็นว่าเป็นงานที่มีการวางแผนในอนาคต
ได้มีการทำสัญญากัน 1-3 ปีได้ขณะที่งานประมูลต้องใช้เวลา ”

นาย วสันต์ กล่าวถึงรายได้กลุ่มไอซีทีว่า คิดเป็น 1 ใน 4 ของกลุ่มล็อกซเล่ย์ หรือมีมูลค่าประมาณ 2 พันล้านบาท
แต่ที่ทำกำไรมากสุดคือการอิมพลิเมนต์ ยกตัวอย่างเช่น ขายอุปกรณ์ไอทีให้ทหาร ยอดขายไม่ได้มาก
แต่มีกำไรสูงเพราะซื้อขายกันโดยตรง และล็อกซ์เล่ย์เป็นผู้ติดตั้งระบบให้
ส่วนเป้ารายได้ปีนี้คงใกล้เคียง
กับปีที่ผ่านมาแต่เป้าหมายระยะยาวยังคาดการณ์ไม่ได้ อันเนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างเป็นองค์ประกอบ

Company Related Links :
Loxley

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01way01270952&sectionid=0137&day=2009-09-27
วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่
11523 มติชนรายวัน
เมื่อมังกรเลื้อยรัดพญานาค

โดย ธรา จามีกร ทีมงานสนามข่าวสีแดงบ่อนการพนันแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
โครงการ Kings Romans of Laos Asian & Tourism Development Zone
ซึ่งอ้างว่าเป็นการพัฒนาเขตเศรษฐกิจครบวงจรริมฝั่งแม่น้ำโขง
โดยทางการลาวได้ให้สัมปทานแก่กลุ่มบริษัท ดอกงิ้วคำ จำกัด ซึ่งเป็นนักธุรกิจชาวจีน
ที่ทำมาหากินอยู่ในประเทศลาว โดยก่อนหน้านี้นักธุรกิจกลุ่มนี้ได้ทำการเปิดบ่อนในเมืองอื่นๆ
ตามริมแม่น้ำโขงนับตั้งแต่แขวงจำปาสักที่อยู่ทางตอนใต้สุดของลาวเรื่อยมา
เพียงแต่ที่นี่ดูยิ่งใหญ่และกล้าหาญยิ่ง เพราะอัครบ่อนแห่งนี้ตั้งประจันหน้ากับพระพุทธรูป 4
แผ่นดินองค์ใหญ่ที่สถิตเหลืองทองอร่ามริมน้ำโขงฝั่งไทย


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Oct 15, 2009 11:49 am, ทั้งหมด 5 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Oct 10, 2009 9:51 pm

http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=32&PHPSESSID=7a33771f5a19c1b46e488b16c9986482



ตรงจากใต้ เรื่องจริงที่ชาวไทยต้องรู้ 02
ตรงจากใต้ เรื่องจริงที่ชาวไทยต้องรู้ 03
ตรงจากใต้ เรื่องจริงที่ชาวไทยต้องรู้ 04
ตรงจากใต้ เรื่องจริงที่ชาวไทยต้องรู้ 05
ตรงจากใต้ เรื่องจริงที่ชาวไทยต้องรู้ 06
ตรงจากใต้ เรื่องจริงที่ชาวไทยต้องรู้ 07
ตรงจากใต้ เรื่องจริงที่ชาวไทยต้องรู้ 08
- พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีเช่นกัน
นอกเหนือจากจะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ
CIA ของสหรัฐฯ
แล้วที่ปรึกษาคนสำคัญของ พล.อ.ชวลิต ฯ คือ
น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในห้วงปี ๒๕๒๓ - ๒๕๓๑
ในสมัยรัฐบาลของ
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
มีรายงานว่าน.ต.ประสงค์ ฯ เป็นบุคคลสำคัญ
คนหนึ่งใน
ทีม B (ต่อต้านสหภาพโซเวียต) ของ CIA


Is it True...??? Just hit this interesting article...

(ต้องบอก ให้ทราบก่อนว่า จอร์จ บูช รู้จักทักษิณ ผ่านทางเจ้าหน้าทึ่ CIA ชื่อ จิม ทอมสัน
ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตรมาแต่ต้น เมื่อได้ทักษิณมาแทน จิม ก็ถูกเรียกไปสังหารทิ้งที่ภูลมโล
และทักษิณก็แจ้งเกิดนับแต่นั้นมา โดยมีนายจอร์จ โซรอส ควบคุมอยู่ข้างหลัง การลงทุนและหุ้นทั้งหมดเป็นเงินของ
จอร์จ โซรอสทั้งสิ้น)
หน้าที่ของทักษิณ คือก้าวขึ้นสู่อำนาจการบริหารประเทศให้ได้ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบาย
ปิดกั้นจีน ไม่ให้ออกมาทางด้านใต้ คือด้านมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิค นั่นคือต้องปิดกั้นภาคใต้ทั้งหมด
ซึ่งเดิมทีผู้รับงานนี้คือ
บิ๊กจิ๋ว แต่ทำไม่สำเร็จเพราะไปหลงคารมจีนเป็งหัวหน้า จคม. ต่อมาจีนเป็ง ได้หักหลังจิ๋ว
โดยเลิกขบวนการหอบเงิน CIAไปตั้งบริษัทที่ใต้หวันชื่อ บริษัท I-Lin ดังนั้นหน้าที่นี้จึงถูกเปลี่ยนเป็นทักษิณ


ภาย หลังจากการสร้างสถานการณ์ 911 ทาง USA ได้ให้ทักษิณออกกฏหมายฉบับหนึ่งเป็น กฏหมายต่อต้านผู้ก่อการร้าย
แต่ได้รับการคัดค้านจากสภาผู้แทน และวุฒิสภา ทำให้ พรบ.ดังกล่าวไม่อาจออกมาบังคับใช้ได้ ดังนั้นจึงมีการสร้างสถานการณ์
ภาคใต้ขึ้นนับแต่นั้น พล.ต.ท.สมควร ผู้บัญชาการลูกเสือชาวบ้าน ได้จัดประชุมหัวหน้าลูกเสือชาวบ้านภาคใต้
พร้อมกับได้แจก CD ข้อมูลที่กล่าวข้างต้นนี้ให้ อีกทั้งได้มอบให้กับ ผบ.เหล่าทัพเกือบทุกท่านได้รับรู้
แต่ไม่นานท่านก็ถูกสังหารเงียบ
(เพิ่งพระราชทานเพลิงไปเมื่อปีที่แล้ว) ทำให้ปัจจุบันลูกเสือชาวบ้านซึ่งเป็นขบวนการชาตินิยมหลัก
ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ทั้งสิ้น
กฎหมายต่อต้าน ผู้ก่อการร้ายนี้ จะมีผลที่จะทำให้กองกำลังต่างชาติ
หรือกองกำลังสัมพันธมิตรสามารถเคลื่อนกำลังเข้าสู่ประเทศไทยได้โดยอาศัย สถานการณ์ที่เป็นภัยต่อภูมิภาค
อันเป็นข้อกำหนดของ UN
แผนดังกล่าวได้ทำไว้ล่วงหน้าเป็นภาษาอังกฤษ รวมทั้งการอนุมัติงบประมาณตัดแบ่งประเทศ
หลายร้อยล้านซึ่งอนุมัติเมื่อวันที่ 11มีนาคม ก่อนเหตุการกรือเซะ ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 27 เมษายน ก็อาศัยเงินดังกล่าว
การประชุมอนุมัติงบนี้ ทักษิณเป็นประธานการประชุม (ขอวาระการประชุม ครม.มาศึกษาได้)
และจากนั้นก็ มีการสำรวจ
และศึกษาเส้นแนวตัดแบ่งภาคใต้ให้เป็นอีกประเทศหนึ่ง โดยทำกันเป็นทีมสำเร็จเสร็จสิ้นและได้รับฉันทามติจาก
สภาสูงไทย (สว.) ให้แบ่งภาคใต้ของประเทศไทยได้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2548




ดร.วัน กาแดร์ หัวหน้าขบวนการเบอร์ซาตู= แผนปลุกผีของCIA !!!
::::: ข่าวใหญ่หน้าหนึ่ง เมื่อสองวันผ่านมาสถานีโทรทัศต่างประเทศในตะวันออกกลาง
ได้เผยแพร่ข่าวไปทั่วโลกโดยอ้างว่า ผู้ที่ได้รับเชิญให้มาสัมภาษณ์ คือ"หัวหน้ากลุ่มก่อการร้าย
แบ่งแยกดินแดน 3 จว.ใต้ของไทย ชื่อว่า ดร.วัน กาแดร์ เจ๊มัน
" เนื้อหาในการให้การสัมภาษณ์นั้น
เป็นการโต้คำพูดของ ดาโต๊ะพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ของไทยที่ได้กล่าวขอโทษชาวใต้

..........ข่าวนี้ได้ถูกนำมาสร้างเป็นกระแส "ซิบ" และแพร่หลายกระจายไปทั้งใน SMS และ E-Mail รวมทั้งในเวปบอร์ดดัง ๆ นับพัน
รวมทั้งบอร์ดยอดนิยม "นกนอกกรง" ที่ยำนายกฯ และรัฐบาลซะเละเทะ
ในทางตรงข้ามกลับเป็นการเสริมความน่าเชื่อถือ
ให้กับการมีตัวตนอยู่จริงของขบวนการก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน 3 จว.ใต้ ซึ่งมีทีท่าว่าจะสร้างให้กระแสยึดโยง
กับองค์การก่อการร้ายสากลอย่างอัลไคด้า
ผลร้ายที่จะเกิดขึ้นตามมาต่อประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราก็คือ
สถานการณ์ภาคใต้ซึ่งปัจจุบันเป็นเรื่องปัญหาภายในประเทศ จะถูกยกขึ้นเป็นปัญหาระดับภูมิภาคและระดับโลก


....ดร. วันกาเดร์ เจ๊ะมัน เป็นใคร ?
........
ตามข้อมูลเชิงลึกได้พบว่า ดร. วันกาเดร์ เจ๊ะมัน ได้ถูกRecuitเข้าร่วมเป็นCIA ตั้งแต่ยังหนุ่ม โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือ
เงินทุนในการศึกษาและค่ายังชีพตลอดชีวิต โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานCIA ในสิงคโปรซึ่งไม่ได้เป็นชาวมุสลิม
และเข้ามาเคลื่อนไหวแทรกซึมฝังตัวอยู่ในขบวนการบีอาร์เอ็นคอร์ดีเนท โดยเป็นผู้หาเงินทุนให้กับBRN

แต่ภายหลังจากการที่ ดร.วันกาแดร์ ให้สำภาษณ์ว่า ปอเนาะเป็นสถานที่เพาะการก่อการร้าย เป็นต้นเหตุให้ขบวนการ
บีอาร์เอ็นคอร์ดีเนท เลิกร่วมมือทำงานกับ ดร.วันกาเดร์ ทันที

.........ประวัติส่วนตัวของ ดร.วันกาเดร์ เกิดที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี มีศักดิ์เป็นหลานของนายอิซซุดดิน ประธาน
ขบวนการแบ่งแยกรัฐปัตตานี (ฺBIPP) จบการศึกษาระดับประถมที่ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี จบมัธยมปลาย
(หลักสูตรมัธยม ที่โรงเรียนเบญจมราชทิศ จังหวัดปัตตานี หลังจากนั้นเดินทางไปเมกกะประเทศซาอุดิอารเบีย
แล้วเดินทางไปประเทศอิยิปต์

.......แต่ ดร.วันกาเดร์ ไม่นิยมการศึกษาแนวภาษาอาหรับและศาสนาอิสลาม จึงเดินทางต่อไปยังประเทศ สหรัฐอเมริกา
และใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกา เขาได้รับการRecurit ให้เข้าทำงานกับ CIA ซึ่งได้ส่งให้เขาเข้าศึกษาในโรงเรียนนายสิบ
และทำงานจนได้รับ ยศสิบโท ศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยจนจบปริญญาตรีสาขารัฐศาสตร์ (B.A. Political Science)
โดยหน่วยงานCIA สิงคโปร์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายผ่านให้ทั้งหมด


........หลังจากที่อาศัยอยู่ในอเมริกามากกว่า 10 ปี เขาเข้ามายังประเทศไทย เข้ารับราชการที่สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท
(รพช.) กระทรวงมหาดไทย

..........ในช่วงสงครามเย็นปี 2515 – 2516 ได้รับหน้าที่หาข่าวจาก บก. 333 จังหวัดอุดร เพื่อส่งให้กับศูนย์CIA สกลนคร

.........ในปี 2518 CIA ปรับแผนเอเซียครั้งใหญ่ หลังแพ้ในเวียตนาม แต่ยังต้องการคงอิทธิพลในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
จึงต้องการยึดพื้นที่ภาคใต้ไทยไว้เป็นฐาน ดังนั้นจึงสร้างหน่วยงานใหม่ขึ้นที่เรียกว่า จคม. โดยให้จีนเป็ง เป็นหัวหน้า
เคลื่อนไหวก่อการร้าย
พร้อมนั้นมีคำสั่งให้ ดร.วันกาเดร์ ลาออกจากราชการ เพื่อเตรียมปฏิบัติหน้าที่ในกลุ่มมุสลิมภาคใต้
ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ต่อไป โดยส่งให้ ดร.วันกาเดร์ ไปศึกษาต่อที่ปีนังมาเลเซีย ในปี 2518 โดยเรียนปริญญาโทสาขารัฐศาสตร์
ที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ปีนัง มาเลเซีย

.........หลังจากนั้นได้ส่งเข้าทำงานเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยดังกล่าวและให้ทุนไปเรียนปริญญาเอกต่อที่ออสเตรเลีย
จบปริญญาเอกสาขารัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยในประเทศออสเตรเลีย แล้ว ได้เข้าทำงานเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยบรูไน
และเพื่อเข้าแทรกซึมอิสลามในเชิงลึก CIAจึงจัดให้เข้าทำงานเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ทีมหาวิทยาลัยอิสลามระหว่างประเทศ
ในกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย

.........นอกจากต้องฝังตัวอยู่ในBRN แล้วดร.วันกาเดร์ รับหน้าที่จากCIA ทำลายอิสลามแบบซะละฟี ซึ่งในประเทศไทย
มีมุสลิมสายซะละฟีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน อาจจะเกินกว่าครึ่ง

..........ดร.วันกาแดร์ ได้ถูกCIA สร้างข่าวให้กับสื่อทั่วโลกว่า มีตำแหน่งเป็นผู้นำไทยมุสลิมภาคใต้ของไทยดังนั้น
การแถลงข่าวต่าง ๆ ต่อสื่อมวลชนต่างประเทศ จึงระบุฐานะของ ดร.วันกาแดร์ ว่าเป็น ผู้นำของชาวไทยมุสลิม
ของประเทศไทย



http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20090626/55150/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B2-BRN%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B9%8A%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B9%8B%E0%B8%A7-%E0%B8%9C%E0%B8%9A.%E0%B8%97%E0%B8%A3.%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87.html
วันที่ 26 มิถุนายน 2552 17:43

นายตำรวจมุสลิมกังขา BRNต่อบิ๊กจิ๋ว-ผบ.ทร.ยันถูกทาง


ปธ.วัฒนธรรมอิสลามฯ กังขา"บีอาร์เอ็น"ส่งจ.ม.ถึง"ชวลิต"ถามคืบหน้าดับไฟใต้ เชื่อไร้ผลรัฐเมินเจรจา
ด้าน ผบ.ทร.ขอไม่แสดงความเห็น เชื่อเดินถูกทาง


พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดมประธานมูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ และอดีตรอง ผบ.ตชด.ภ.4
เปิดเผยว่า กรณีพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี อ่านจดหมายในจดหมายตอนหนึ่งอ้างว่า
เป็นของขบวนการบีอาร์เอ็น ที่ทวงถามถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ภายหลังเยือนประเทศมาเลเซีย
อย่างเป็นทางการ(8มิ.ย.) ทวงถามถึงการแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้


"รู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดขบวนการบีอาร์เอ็นต้องการสอบถามการแก้ไขปัญหาภาคใต้ของรัฐบาลไทย
และทวงถามคำตอบจากนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน แต่ทำไมต้องส่งหนังสือผ่านไปยังอดีตนายกรัฐมนตรีแทน
แม้จะไม่ปฏิเสธว่าพลเอกชวลิต ถือเป็นผู้หนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดน
ภาคใต้ก็ตาม แต่หากเป็นจดหมายจากขบวนการบีอาร์เอ็นจริงทำไม จึงให้น้ำหนักและความสำคัญไปที่อดีตนายก
รัฐมนตรีมากกว่าทวงถามความคืบหน้าใน การแก้ปัญหาจากนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน
"


http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=30&PHPSESSID=ee80f0c19b29be49f69b2c0cafd1b6c2

ประกาศสงบศึก

แกนนำก่อความไม่สงบภาคใต้ ประกาศยุติความรุนแรงใน3จว.



"
บิ๊กฉิ่ง"ชี้ประกาศยุติความรุนแรงมีพิรุธยกระดับโจรใต้


"บิ๊กฉิ่ง"สงสัย"กลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย" แถลงยุติความรุนแรงช่วงสถานการณ์ทางการเมืองของไทยไม่นิ่ง
ชี้ ทบ.ควรเป็นแม่งาน แต่กลับผ่านตัวกลางนักการเมือง ชี้พิรุธคำประกาศหลายจุด ย้ำแพร่ภาพช่อง 5 ผ่านระบบ
โกลบอลเน็ตเวิร์ค ยกระดับกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทยรู้จักทั่วโลก


สหรัฐอเมริกา กับช่องแคบมะละกา
สงครามประชาชาติ ฟิลิปปินส์-อินโดนีเซียสองประเทศดังกล่าวประกอบขึ้นจากหมู่เกาะนับหมื่นเกาะ
ภาษาถิ่นนับร้อยภาษา ตั้งอยู่บนรอยต่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิก กับ มหาสมุทรอินเดีย และยังเป็นเส้นทางเดินเรือ
ที่เชื่อมต่อไปยัง มหาสมุทรแอตแลนติกได้ จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญทางยุทธนาวีดังกล่าว จึงเป็นจุดที่น่าจับตามอง
มากที่สุดแห่งหนึ่ง

.
หากสหรัฐอเมริกา ต้องการควบคุมเส้นทางการเดินเรือของโลก โดยเข้าแทรกแซงสร้างเงื่อนไข
ความขัดแย้งทางประชาชาติ ในประเทศทั้งสอง และอาจหมายรวมถึง ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยด้วย
ซึ่งมีความหลากหลายทางประชาชาติและเป็นบ่วงโซ่ที่อ่อนเปาะที่สุด ต่อการสร้างสถานการณ์ความขัดแย้ง
ให้พัฒนาถึงขั้นการเกิดสงครามประชาชาติ การรบราฆ่าฟันกลียุคในประเทศทั้งสอง


แล้วบีบให้องค์การสหประชาชาติ ออกมากล่าวอ้าง ขอให้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพ เข้าไปเพื่อยุติ
การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฟิลิปปินส์-อินโดนีเซีย กองกำลังรักษาสันติภาพผูกขาดอย่าง สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย
ที่มีสัญชาติจิตวิญญาณแห่งความเป็นนักล่าอาณานิคม ก็จะใช้เป็นข้ออ้างอันชอบธรรม ในการเคลื่อนแสนยานุภาพทางทะเล
เข้าประจำการในสองประเทศดังกล่าว เท่ากับเป็นการเข้าควบคุม “ช่องแคบมะละกา” จุดยุทธศาสตร์โลกทางทะเล
โดยชอบธรรม

.
ปัจจุบันสองประเทศดังกล่าวถูกสหรัฐอเมริกา กล่าวหาว่าเป็นแหล่งอาศัย ของกลุ่มขบวนการก่อการร้ายสากล ต่างๆ
เช่น กบฏอาบูเซยาฟ
ขบวนการอัลกออิดะห์ กลุ่มเจมาห์ อิสลามิยะห์ กลุ่มแบ่งแยกดินแดนอาเจห์ ฯลฯ


กรณีไฟใต้ สถานการณ์ความสับสนในภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๔๖
มากระทั่งถึงปัจจุบัน ดูเหมือนการปราบปรามของรัฐบาล ยิ่งระดมกำลังเข้าปราบปราม สถานการณ์ ยิ่งสับสนรุนแรงขึ้น


ข้อน่าสังเกตก็คือ หากเป็นขบวนการแบ่งแยกดินจริง การเคลื่อนไหว น่าจะเลือกเดินแนวทางเคลื่อนไหวทางด้าน
การเมือง และวัฒนธรรมมากกว่าการกระทำอันโหดเหี้ยมป่าเถื่อนที่เสี่ยงต่อการยอมรับของมวลชนจากภายในและทางสากล
การจงใจที่จะสร้างความยั่วยุให้สถานการณ์ขยายตัว ไปสู่ความขัดแย้งทางศาสนา ระหว่างชาวพุทธ กับมุสลิม

และจงใจให้ เกิดการล้อมปราบจลาจลจากรัฐบาลกลาง เช่นกรณี การล้อมปราบที่
มัสยิดกรือเซะ ฯลฯ
(หลังเหตุการณ์ สหรัฐ เสนอให้การช่วยเหลือทางการทหารแก่ไทย พร้อมๆกับสิงค์โปร์เรียกร้องให้
สหรัฐอเมริกา เคลื่อนกองทัพเรือเข้าประจำการในแหลมมาลายู เพื่อป้องกันการก่อการร้าย ในช่องแคบมะละกา
แต่ถูกตอบโต้จากมาเลเซีย และการปฏิเสธความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทย
)


กรณีไฟใต้ หากรัฐบาลหลงทิศหลงทาง สถานการณ์อาจถูกชักนำไปสู่ การขยายตัวเป็นสงครามประชาชน
ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้
เมื่อถูกผูกเชื่อมโยงเข้ากับสถานการณ์ในอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

ก็อาจจะเป็นข้ออ้างของสหรัฐอเมริกา ในการที่จะเคลื่อนกำลังนาวิกโยธินเข้าประจำการช่องแคบมะละกา
ก็เป็นได้





http://video.mthai.com/player.php?id=17M1253601992M0

ความน่ากลัวของพายุ กิสนา ที่ประเทศ ฟิลิปินส์
ความน่ากลัวของพายุ กิสนา ที่ประเทศ ฟิลิปินส์ 2
Clip และ ภาพแผ่นดินไหว ที่ "ปาดัง จัมเบอร์ (Padang Jumbar) หมู่เกาะสุมาตรา อินโดนิเซีย" ตายกว่า 400 แล้ว !!!
http://www.youtube.com/watch?v=YpVdxukB_Dk&feature=player_embedded


อยู่อย่าง สันติ หรือ หายนะ ลองเลือกกันดู

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=410343
เพลิงปริศนาไหม้กุฎิเจ้าอาวาสวัดช่างเคี่ยน เชียงใหม่
11 ตค. 2552 21:55 น.
ช่วงเย็นที่ผ่านมา ชาวบ้านในชุมชนกว่า 200 คน มาร่วมประชุมที่ศาลาภายในวัดช่างเคี่ยน ม.1 บ้านช่างเคี่ยน
ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อลงมติหลังมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งไม่พอใจและต้องการขับไล่
พระครูปลัดพอใจ ฉันทะโก เจ้าอาวาสวัดช่างเคี่ยนออกจากวัด โดยมีนายอานนท์ ยานะ เป็นประธานในการประชุม
และได้เชิญคณะกรรมการวัดมาร่วมประชุมเพื่อรับฟังข้อมูลจากฝ่ายชาวบ้านและพระครูปลัดพอใจ
แต่กลุ่มชาวบ้านที่ต้องการขับไล่พระครูมาร่วมประชุมจำนวนหนึ่งเท่านั้น...
ชาวบ้านรายหนึ่งที่เข้าร่วมประชุมกล่าวว่า
เหตุผลที่ชาวบ้านบางกลุ่มต้องการขับไล่เจ้าอาวาส เนื่องจากมีการเมือง
อยู่เบื้องหลังเพราะก่อนหน้านี้มีนักการเมืองรายหนึ่งมานิมนต์เจ้าอาวาสไป
ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่เจ้าอาวาสปฎิเสธ ระบุว่าไม่ต้องการยุ่งกับ
ปัญหาการเมือง ทำให้นักการเมืองรายนั้นไม่พอใจจนนำมาสู่การขับไล่
เจ้าอาวาสออกนอกพื้นที่ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นว่าเจ้าอาวาสไม่ได้มีความผิด
จึงลงมติให้ท่านจำวัดต่อไป

อืมมม..ไม่มีมุกเล่นกันแล้วหรือ!!! เลยเผาวัดซะงั้น
ระวังกรรมจะตามสนองนา เดี๋ยวจะว่าไม่บอก


http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=11&PHPSESSID=7a33771f5a19c1b46e488b16c9986482




เมืองอาควีลาเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีอาคารสร้างตามแบบในยุคเรอเนสซองซ์

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000038906

ยอดตายแผ่นดินไหวในอิตาลีพุ่งเป็น 90-บ้านเรือนนับหมื่นพังยับ

เอเอฟพี – เกิดเหตุแผ่นดินไหวความรุนแรงระดับ 6.3 ริกเตอร์
ที่เมืองลาควิลา ในแคว้นอาบรุซโซ บริเวณตอนกลางของอิตาลี
ในตอนเช้ามืดวันนี้ (6) ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปอย่างน้อย 90 คน
นายกรัฐมนตรี ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน
และระงับการเดินทางเยือนรัสเซีย เพื่อไปตรวจเยี่ยมพื้นที่เกิดเหตุ
ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่ในยุคกลาง และอยู่ห่างจากกรุงโรม
ไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือราว 100 กิโลเมตร


http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000120455
“ป้าหม่า” พิโรธ.. มหาอึด พุ่งหัวถล่มเวียดนาม!!
11 ตุลาคม 2552 17:59 น.

ASTVผู้จัดการออนไลน์ -- แม้จะอ่อนกำลังลงมากแล้ว
ก็ยังไม่ลดละความพยายาม และดูราวกับมีชีวิต มีความนึกคิด
มีความอาฆาตพยาบาท
ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่คาดกันเอาไว้
พายุโซนร้อนป่าหม่าปักหัวเข้าถล่มเวียดนาม


จินตนาการเป็นเลิศ แต่จะว่าไปก็มีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20091012/81380/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%95%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87.html
วันที่ 12 ตุลาคม 2552 18:03
เจบีซีเตือนอย่าเอาเขตแดนไทย-กัมพูชาไปเล่นการเมือง

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
เจบีซีเตือนอย่าเอาเขตแดนไปเล่นการเมือง ด้านผู้เชี่ยวชาญเขตแดนทางทะเล เผยเอกสารสนธิสัญญาระหว่างประเทศ 2 ฉบับ ยันเกาะกูดเป็นของไทย
กระทรวงการต่างประเทศ จัดงานเสวนา “รู้ลึกข้อเท็จจริงเขตแดนทางบกและทางทะเล
ไทย-กัมพูชา” ซึ่งมีนายวศิน ธีรเวชญาณ ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศและ
ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC)
ไทย-กัมพูชา พลเรือถนอม เจริญลาภ
ที่ปรึกษารัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญด้านเขตแดนทะเล พันเอกพิเศษสนอง มิ่งสมร ที่ปรึกษา
เขตแดนของกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้บรรยาย เพื่อให้ความรู้และชี้แจงต่อกระแส
วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก
ไทย- กัมพูชา ปี 2543จะทำให้ไทยสูญเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร

...นายวศิน กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ

นำเอาบันทึกผลการประชุมเจบีซี 3 ฉบับผ่านการเห็นชอบรัฐสภาให้สำเร็จซึ่งในนั้นมี
ข้อตกลงชั่วคราวว่าด้วยปัญหาชายแดนในพื้นที่ปราสาทพระวิหารประกอบด้วย
แต่ขออย่ากังวล เนื่องจากบันทึกผลการประชุมดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับ

เพียงแต่ยื่นต่อรัฐสภาเพื่อให้รู้ถึงความคืบหน้าของการเจรจาโดยขณะนี้ยังไม่มีข้อผูกพันใดๆ
ทั้งสิ้น นอกจากนี้ นายวศิน ยังชี้แจงถึงแผนที่ มาตราส่วน 1 : 200000 ที่ต้องแนบประกอบร่วมกับบันทึกผลการประชุมเจบีซี เนื่องจากเป็นเอกสารประกอบกัน
โดยแผนที่ดังกล่าวอ้างสันปันน้ำของกัมพูชาซึ่งภูมิศาสตร์แตกต่างจากที่เราสำรวจ
ทั้งนี้ฝ่ายไทยมั่นใจว่า วิธีการลากแผนที่ของกัมพูชาไม่ถูกต้อง และเห็นว่าแผนที่ดังกล่าว
หยาบไปการที่ขยายพื้นที่เพิ่ม 4 เท่า ทำให้ไม่รายละเอียดไม่ชัดเจน ทำให้มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000121644
“ม.ล.วัลย์วิภา”อัดเละ“วศิน”พล่อยรับแผนที่พระวิหารหวังแยกราชอาณาจักร
<table border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"><tr><td class="body" valign="baseline" align="left">
</td><td class="date" valign="baseline" align="left">
</td></tr></table>


วันนี้ (14 ต.ค.) ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นักวิชาการสถาบันไทยคดีศึกษา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ได้สัมภาษณ์กรณีที่เมื่อวันที่ 12 ต.ค.นายวศิน ธีรเวชญาณ
ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศด้านกฎหมายและเขตแดน ในฐานะประธานคณะ
อนุกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชา (ฝ่ายไทย) ออกมาให้ข่าวด้วยตัวเองหลัง
การประชุมที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยอ้างแผนแม่บทที่ทำไว้ เมื่อปี 2546 (TOR46)
เรื่องการใช้แผนที่ 1: 200000 หรือที่รู้จักกันในนามของแผนที่ฉบับ Annex1
ซึ่งถูกจัดทำขึ้นโดยฝรั่งเศส


โดยก่อนหน้านี้ม.ล.วัลย์วิภาก็ได้ให้ข้อมูลแก่สังคมมาโดยตลอดว่า
หากไทยรับเอาแผนที่ฉบับดังกล่าวมาใช้จริง จะต้องเสียแผ่นดินให้แก่เขมร
จำนวนมหาศาล ซึ่งนายวศินได้ออกมาโต้สองประเด็นคือ

ประเด็นแรกที่นายวศินกล่าวก็คือ ประเด็นแผนแม่บท TOR46 ที่รับแผนที่
ฉบับดังกล่าวเพราะจากคำตัดสินของศาลโลกกรณีปราสาทพระวิหาร
ซึ่งนายวศินอ้างว่าศาลโลกได้ตัดสินให้ไทยมีผลผูกพันกับแผนที่ฉบับนี้
และประเด็นที่สองคือสยามไปขอให้ฝรั่งเศสทำแผนที่ให้

“อันนี้ของจริง เป็นเบื้องหลังจริงๆ เพราะคุณวศินเป็นทั้งประธานJBCไทย
และเป็นที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศด้านกฎหมาย แล้วจู่ๆ
มาบอกว่าที่รับแผนที่1ต่อ2แสนเพราะศาลโลกตัดสินให้ไทยยอมรับและ
ผูกพันกับแผนที่ฉบับนี้
และอ้างว่าเป็นเพราะไทยเป็นฝ่ายขอร้องให้ฝรั่งเศส
เป็นผู้ทำแผนที่ให้ โอ้โห...พูดแบบนี้ได้อย่างไร มันผิดหมดเลย”

ม.ล.วัลย์วิภากล่าวต่อว่า จากคำตัดสินของศาลโลกปีพ.ศ.2505
ศาลโลกไม่เคยมีคำตัดสินให้ไทยยอมรับหรือใช้แผนที่ฉบับดังกล่าว

ส่วนในประเด็นที่ไทยขอให้ฝรั่งเศสทำแผนที่ให้นั้นก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน

เนื่องจากแผนที่ฉบับดังกล่าวเกิดจากคณะกรรมการปักปันผสมไทย-ฝรั่งเศส
ที่ไม่ได้มีหน้าที่ทำแผนที่ แต่มีหน้าที่ปักปันเขต