POUR LA PLUS GRANDE GLOIRE DE DIEU : รุกสยามในนามพระเจ้า

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

POUR LA PLUS GRANDE GLOIRE DE DIEU : รุกสยามในนามพระเจ้า

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Fri Jan 02, 2009 10:28 am

avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

คนอยุธยาทุกคน มิได้โง่ ดังที่นักประวัติศาสตร์ สั่งให้เราคิดหรอกนะ

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Fri Jan 02, 2009 10:46 am

บรรพชน คนสมัยอยุธยา
ผิว์จะโง่ อับปัญญา ฤาหาไม่
แม้ฝรั่ง อ้างตัวดี ศิวิไลซ์
ก็คลับคล้าย ให้โดนหลอก ปอกสันดาน

เมื่อเวลาล่วงเลยกว่าสองร้อยปี
เรากลับมี มุมมอง ที่กลับด้าน
ไม่เหลือเค้า ความภูมิใจ ในชาติพันธุ์
มองว่ามัน ช่างไร้ค่า น่าอับอาย

เห็นฝรั่งมังค่า กว่าบิดา
เขาสั่งให้เลี้ยวขวา มิกล้าซ้าย
ลืมบุญคุณ แผ่นดินเกิด ที่คุ้มกาย
แม้กรวดหินดินทราย ยังขายกิน


แก้ไขล่าสุดโดย MI-6 เมื่อ Thu Nov 26, 2009 7:08 am, ทั้งหมด 2 ครั้ง (Reason for editing : แก้ไขบทกลอน เพราะของเก่า ไม่ไพเราะเลย)
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

เหมือนกันยังกับแกะเลย หรือว่าสมัยนั้นก็มีถ่ายสำเนาคนกันแล้ว

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Fri Jan 02, 2009 3:55 pm

" คนที่คิดการใหญ่ คิดจะเป็นนาย ครอบครองเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นคนอาจหาญกล้าเสี่ยง
ทำทีว่าใจกว้าง หยิ่งผยองเจ้าโทสะ ไม่คงเส้นคงวา ไม่อาจไว้ใจเล่าความลับใดให้ฟัง
ชอบเสกสรรปั้นแต่งเรื่องราว แล้วบอกว่าเป็นจริง โดยยกแม่น้ำทั้งหามาสาธยาย นิสัยขี้อิจฉา
เหลวไหลไร้สาระ ชอบให้สัญญา แต่ไม่เคยรักษา ใส่ใจก็แต่ตัวเอง ฉลาดเจ้าเล่ห์ในการจ้องหา
จุดอ่อนของผู้คนแล้วนำมาใช้ประโยชน์ ยโสโอหังจนคนรอบข้างรับไม่ได้ (แต่ต้องทน) ไร้ไมตรี
จนแทบจะไม่มีเพื่อนแท้ ที่ว่าเล่าความลับไม่ได้เพราะยามที่บันดาลโทสะ จะโพล่งออกมา
เป็นคนไม่กลัวอันใดเลย แต่ในยามโกรธหน้ากากผู้ดีหลุด จะกล่าววาจาหยาบกระด้าง ระคายหูเป็นที่สุด..."

คุณว่าใครคะ
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

คอนสแตนติน กีรากิส

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Sat Jan 03, 2009 1:24 pm

สมัยเรียนประวัติศาสตร์ ตอนชั้นมัธยม เราทุกคนมักจะเรียนกันมาว่า กรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นับว่ามีความเจริญเป็นอันมาก คำว่าเจริญที่เราเรียนกันมานั้น คงจะหมายถึง ความเจริญทางวัตถุ ในการที่ประเทศไทยได้เปิดรับ วัฒนธรรมของชาติตะวันตก มากกว่าสมัยก่อนๆ

จะว่าเปิดรับก็คงพูดลำบาก ว่าเป็นการเต็มอกเต็มใจของเราหรือไม่ แต่หากบอกว่าเนื่องจาก ลัทธิล่าอาณานิคมมันกำลังระบาดเข้ามาเอเซีย ก็คงไม่ผิด เมื่อโดนรุก ก็จำใจต้องเปิดรับ

ถ้าเอ่ยถึงอยุธยา สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ฯ น้อยคนที่จะไม่รู้จัก เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ คนกรีกที่มีชื่อเดิมว่า
Constantine Phaulkon (ภาษากรีก... Κωνσταντίνος Γεράκης) หรือ Constantinos Gerakis; คำว่า Gerakis เป็นภาษากรีก แปลว่า เหยี่ยว ภาษาฝรั่งเศส เรียกว่า Monsieur Constance, ภาษาโปรตุเกส เรียกว่า Constantino Falcão

คำว่ารุกสยามในนามของพระเจ้า เป็นชื่อหนังสือ ที่เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ แปลโดย รศ.ดร.กรรณิกา จรรย์แสง อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาฝรั่งเศส คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แปลจากหนังสือ ของ Morgan Sportes ภาษาไทยในหนังสือ เรียกชื่อผู้ประพันธ์ว่า มอร์กาน สปอร์แตช

นักเขียนนิยายฝรั่งเศสคนนี้ เขียนเรื่องราวของฝรั่งเศสในยุคล่าอาณานิคม ที่มาอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ฯ ในมุมมองที่ค่อนข้างตรง พอสมควร เพราะบอกออกมาโต้งๆ ว่า ฝรั่งเศสในสมัยนั้นต้องการอะไร แม้จะมีมุมมองอย่างขบขันเสียดสีสยาม ในสมัยนั้นแฝงมาด้วย แต่มุมมองประเทศฝรั่งเศสโดยเฉพาะพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ ซึ่งหลายๆ คำคงจะเขียนเสียดสีไว้ไม่น้อย ดังที่ผู้แปลใช้คำแปลในภาษาไทยว่า
" หลุยส์ ทศพิษ " บ้าง หรือ " หลุยส์ ทวารพิษ " บ้าง คำหลัง เห็นจะเป็นเนื่องจากที่ตอนนั้นพระเจ้าหลุยส์ฯ มีพระอาการประชวร เป็นฝีที่พระทวาร จนต้องผ่าตัดเยียวยาในยุคนั้น

หนังสือแปลเล่มนี้ ผู้แปลท่านได้เขียนไว้โดยละเอียด และเนื่องจากยังไม่เคยเห็นต้นฉบับภาษาต่างประเทศ จึงขออนุญาตเดาว่า ท่านแปลจากคำเขียนของผู้ประพันธ์ ซึ่งเขียนไว้แบบไม่ตกหล่น ประกอบด้วยภาษานิยายที่ค่อนข้างจะรุ่มรวย ฟุ่มเฟือยมากทีเดียว ก็เลยทำให้ได้หนังสือแปลในภาษาไทย ตั้ง ๗๑๒ หน้า (รวมบรรณานุกรมด้วย)

เป็นสินค้า คุณภาพ ระดับเพชร
ประกอบเสร็จ พร้อมใช้งาน ผลาญสยาม
จากเศษดิน เสกเป็นดาว พราวฟ้าคราม
ผู้เรืองนาม คอนสแตนติน วิชาเยนทร์
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ก๊อกหนึ่ง และ ก๊อกสอง ก็มีมานานแล้ว

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Sat Jan 03, 2009 5:55 pm


ตอนนี้ เวลามีใครโพสต์กระทู้ เกี่ยวกับศาสนา และการกลืนชาติ โดยเริ่มที่วัฒนธรรมก่อน มักจะโดนต่อว่า เพราะคนเดี๋ยวนี้คิดกันแบบนี้
.... เรื่องอาณานิคม มันเชยแล้ว
.... การจะเปลี่ยนคนไทยให้เลิกนับถือพุทธ นับว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่จะไม่ยินยอม ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ จะยินดีเป็นอย่างมาก
.... และ มันเป็นเรื่องตลก ที่ ความขัดแย้งกันของคนในชาติ จากแผนการของต่างชาติ ไม่ว่าใครก็ตามที่จ้องจะฮุบ ประเทศเรา บางคนเขาว่า ไร้สาระ และเหลวไหล

เรื่องนี้พิสูจน์ยากค่ะ แต่หากลองมองย้อนกลับไปอ่านในประวัติศาสตร์ ก็จะเห็นว่า มีอะไรที่ค่อนข้างร่วมสมัย
ยกตัวอย่างจากหนังสือ รุกสยามฯ เล่มนี้ ที่อ่านแล้ว เหมือนกับเหตุการณ์วันนี้มันย้อนยุคไปเสียจริงๆ

เอาแค่เรื่องความพยายามในการเผยแพร่ศาสนา คริสต์ในยุคนั้น ประมาณ ปี พุทธศักราช สองพันสองร้อยกว่า ฝรั่งเศสส่ง นักบวช ทั้งสองกลุ่ม ในหนังสือ เรียกพวก เยซูอิด (นำโดย บาทหลวง ตาชาร์ด ซึ่งเป็นคู่บัดดี้กับ คอนสแตนติน ฟอลคอน) และ พวกมิสซัง

สมัยนั้นเป็นการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้น สิทธิขาดจึงตกอยู่ที่เบื้องบน ความพยายามของต่างประเทศ จึงต้องจับความรู้สึกระดับสูงให้ได้ นั่นคือการเกิดสินค้าระดับเพชร เจ้าพระยาวิชาเยนทร์

จริงหรือเท็จก็ไม่ทราบ แต่ในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งต้องเรียนย้ำว่า เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์
เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เดิมเป็นแกค่กลาสี เป็นคนชั้นต่ำ ชาวกรีก ซึ่งทำงานกับบริษัท อินเดียตะวันออก
เป็นเด็กปั้นของนักบวชเยซูอิด โดยส่งเข้าไปรับราชการอยู่ในวัง ก่อนจะเข้าไปก็จับให้แต่งงานกับเด็กปั้นของนิกายอีกคน เป็นบุตรสาวนักบวชนิกาย เยซุอิด ชื่อ โตมาส์ วัลกาเนรา ชาวเกาะซิซิลี มาดามฟอลคอนมีเชื้อสายญี่ปุ่นด้วย ได้รับการอบรมเลี้ยงดู ให้เข้าโรงเรียนคริสต์

การจัดคนของตัวเข้าไปทำงานในวัง และ อยู่ในสายตาของคนของตัวอีกคน จึงนับว่าเป็นแผนการอันแยบยล
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

การใช้กำลังช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือ

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Sun Jan 04, 2009 1:12 pm

เหตุการณ์ทั้งหมด เน้นรายละเอียด ในมุมมองของคณะทูตพิเศษ จากฝรั่งเศส ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ ซึ่งมิได้มีฐานะเป็นผู้แทนพระองค์อย่างเป็นทางการ เหมือนกับสมัย เดอ โชมองต์ ราชทูตคือ เมอสิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ มี อุปทูต คือ โกล็ด เซเบเรต์ ดูว์ บุยเย คนแรกเป็นข้าราชบริพารใน พระเจ้าหลุยส์ฯ คนที่สองเป็น พ่อค้าหรือนักธุรกิจ หนึ่งในกรรมการบริษัท อินเดียตะวันออก

และจากสายอาชีพที่ต่างกันนี้ คนทั้งคู่จึงรับภาระต่างกันตามความถนัด เดอ ลาลูแบร์ รับผิดชอบด้านการเมือง การศาสนา ส่วน เซเบเรต์ รับผิดชอบในด้านการค้า การทำสนธิสัญญาเชิงพาณิชย์กับสยาม

คณะทูตพิเศษ ชุดนี้ นับเป็นชุดที่สอง ต่อจาก คณะทูตที่เป็นทางการ เดินทางมาพร้อมกันทางเรือ จำนวน ๕ ลำ ถึงน่านน้ำสยาม ในวันที่ ๒๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๒๓๐

เป็นการรุกคืบเข้าเอเซีย โดยคิดว่า ไทยคือประตูไปสู่จีน ครอบงำทางศาสนา วัฒนธรรม การค้า โดยอาศัยเครือข่ายที่วางไว้ในระดับสูง โดยกลยุทธที่แสนจะเหนือชั้น ของ นักบวชนิกายเยซูอิด

กองเรือที่มาประกอบด้วยเรือ ลัวโซ ระวาง หกร้อยตัน ปืนรบประจำเรือ ๔๖ กระบอก ผู้โดยสารประกอบด้วยกะลาสี ทหารชั้นประทวน นายทหาร รวม ๓๑๐ คน ออกจากท่าเมืองแบรสต์ ผ่านแหลมกู๊ดโฮป ปัตตาเวีย(อินโดนีเซีย ? ) มาจนถึงสยาม ใช้เวลารวม เจ็ดเดือน
เรือ เลอกัยยาร์ด เลอโดร์มาแดร์ ลาลัวร์ มีระวางหนัก หกร้อย - ห้าร้อย - ห้าร้อยสิบตันตามลำดับ
สุดท้ายคือเรือ ลา นอร์มองต์ เรือฟรีเกต หนักสามร้อยตัน แต่ไปพลัดหลงกับกลุ่มตรงแหลมกู๊ดโฮป จึงตามมาล่าช้าถึงหนึ่งเดือนครึ่ง

กองเรือทั้งหมดบรรทุกผู้โดย ประมาณ หนึ่งพันหกร้อยสิบคน เป็นทหาร ๖๓๖ คน ซึ่งได้บาดเจ็บล้มตายระหว่างทางถึง ๑๔๔ คน

ทั้งหมดนี้ตั้งเป้าว่าจะมาโน้มน้าวให้กษัตริย์สยามหันมาเข้ารีต เจรจาการค้าให้สำเร็จ หากมิอาจกระทำการได้ให้ใช้กำลังบุกยึดเอาดื้อๆ
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

เราทุกคนล้วนถูกหลอกใช้ด้วยกันหมดทั้งสิ้น

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Sun Jan 04, 2009 6:24 pm





















ฝรั่งเศสมีเป้าหมายจะตั้งมั่นที่ป้อมบางกอก เพื่อเป็นฐานกำลังในการบุกสยาม ในกรณีที่การเจรจาไม่ส่งผล การบุกมาสยามครั้งที่สอง หลังจากทูต เดอ โชมองต์ (ตามภาพ) ในยุคนั้น คือสองปีก่อนหน้าปี พ.ศ. ๒๒๓๐ ราวปี ๒๒๒๘ คอนสแตนติน ฟอลคอน ยังมีศักยภาพในราชสำนัก เป็นที่โปรดปรานของพระมหากษัตริย์ ฟอลคอนกับบาทหลวงตาชาร์ต วางแผนกันว่า การโน้มน้าวให้พระมหากษัตริย์ไทย ทรงเข้ารีตนั้น ใช้วิธีทางอ้อมจะเหมาะกว่า
...ให้ส่งคนฝรั่งเศส ที่มีสติปัญญาดีในสาขาอาชีพต่างๆ เพื่อร่วมภารกิจ เพียงแค่ ๗๐ คน (มิใช่กองกำลัง ๗๐๐ ดังที่ส่งมานี้) หากทางฝรั่งเศสจะส่งนักบวชนิกายเยซูอิดมาด้วยก็ต้องแต่งกายอย่างประชาชนธรรมดา เพื่อปิดบังฐานะ
...ทั้งหมดนี้ ฟอลคอนจะหาทางส่งไปทำงานให้ราชสำนัก ตามหัวเมือง มณฑล เพื่อวางครือข่ายให้เป็นคนของตัว และที่สำคัญ ทำงานโดยไม่ขอรับเงินเดือน (เหมือนกับพวกที่ปรึกษา ของ รัฐบาลบางสมัย หรือว่าทุกสมัยก็ไม่ทราบ)
... ตำแหน่งงานต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ในวังหลวง
... การโน้มน้าว ให้พระมหากษัตริย์ไทย ทรงหันมานับถือคริสต์นั้น จะใช้วิธีการ นำเสนอผ่าน งานวิชาการ พวกวิทยาการสมัยใหม่ เช่น ดาราศาสตร์ เพื่อให้ทรงพระทัย เมื่อมีโอกาสเข้าเฝ้า แล้วค่อยๆ เพ็ดทูลต่อไป

นักบวชศาสนาคริสต์ในสมัยนั้น แบ่งเป็นสองค่าย พวกมิสซัง จะสังกัด สันตประปา แต่พวกเยซูอิดจะสังกัด หลุยส์ที่สิบสี่ หากให้คนสมัยนั้นเลือกข้าง ก็คงจะเลือกค่ายเยซูอิด เพราะว่า มีกองกำลังของหลุยส์สิบสี่เป็นตัวหนุน ในขณะที่สันตประปา อาจมีกำลังไม่เทียบเท่า แต่เมื่อมาถึงปัจจุบัน คำตอบอาจเปลี่ยนไปแล้ว

อ่านหนังสือจนจบ แม้ว่าในตอนท้ายของหนังสือ ยุคนั้นเราจะผ่านพ้นเงื้อมมือการรุกฆาตทางศาสนาของฝรั่งเศสมาได้ เป็นการเปลี่ยนรัชกาล สมเด็จพระนารายณ์ มาเป็น พระเพทราชา ซึ่งทรงอยู่ในราชสมบัติ ๑๗ ปี

แต่มันก็มีเหตุการณ์หลายอย่างที่เริ่มต้นไปแล้ว ที่อาจมิได้มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เช่น ในสมัยนั้น นักบวชนิกายเยซูอิด ได้ส่งบาดหลวงเข้าไปบวชเป็นพระในศาสนาพุทธ เพื่อพยายามทำความเข้าใจกับคำสอนในศาสนาของเรา อ่านและเข้าใจภาษาไทย เพราะนั่นจะเป็นหนทางที่จะแทรกซึมได้ เขาเรียกพวกคนไทยที่นับถือพุทธ ว่า พวกนับถือพระอิฐพระปูน และบอกว่า ที่คนไทยห้ามนักบวชคริสต์ เข้าใกล้พระพุทธรูป เป็นเพราะว่า กลัวว่าจะรู้ว่า พระพุทธรูป นั้นมิได้สร้างด้วยทองคำ อย่างที่คนไทยบอกสืบต่อกันมา.....

ว่าเข้าไปนั่น แต่ที่สำคัญ อาจเป็นเพราะเรากลัวต่างหากว่า เมื่อเขารู้ว่าประเทศเรามีความมั่งคั่งขนาดนี้ ความต้องการจะยึดครองดินแดนไทย เพื่อเป็นประตูไป อินโดจีน จีน ชมพูทวีป จะมีอาการกระเหี้ยนกระหือรือมากยิ่งขึ้นต่างหาก
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

การทูต คือ เรื่องของการชิงไหวชิงพริบ แบบ ยิ้มไป เชือดไป

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Sun Jan 04, 2009 7:19 pm




เดอ โชมองต์ ทูตโอหัง ผู้วางก้าม
ล่องเรือข้าม มหาสมุทร สุดไพศาล
นำราชโองการ สานสัมพันธ์
ระหว่าง France แล สยาม นามประเทือง
เหยียด สยาม ว่าล้าหลัง ทั้งห่างชั้น
จะให้หมอบ คลานเข้าเฝ้า มิเอาเรื่อง
ไม่ยอมหลิ่วตาตาม ยามต่างเมือง
ยืนเฝ้าเบื้องพระบาทฯ ช่างขัดตา
ยื่นถวายพระราชสาส์น ระดับอก
มิยอมยก ขึ้นทูลเกล้า เหนือศิระ
ยกศักดิ์ศรี หลุยส์สิบสี่ ที่ส่งมา
อยู่สูงกว่า พระเจ้าแผ่นดินอยุทธยา
ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระนารายณ์ ฯ
จำต้องโน้มพระวรกาย ไปเบื้องหน้า
ผิดธรรมเนียม ปฏิบัติสืบต่อมา
เสมือนว่า เราเป็นข้าฯ กรุงแวร์ซายส์




แก้ไขล่าสุดโดย MI-6 เมื่อ Thu Nov 26, 2009 7:37 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

สามร้อยปีก่อน ทำไมหน้าตาคนเปลี่ยนขนาดนี้

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Sun Jan 04, 2009 8:01 pm



การที่มีบาดหลวงมาทำตัวเป็นอีแอบในวัดไทย สมัยสามร้อยปีนั้น ไม่เคยมีการเอ่ยถึงอย่างต่อเนื่องในประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนกันมา แม้ว่าในหนังสือจะบอกว่า เมื่อถึงรัชสมัยพระเพทราชา ได้มีการกวาดล้างนิกายมิสซัง (สังกัดสันตประปาในตอนนั้น) แต่มิได้แตะต้องนักบวชนิกายเยซูอิดเท่าไหร่นัก

และปลายสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ เกิดสงครามยุโรป ฝรั่งเศสต้องวุ่นวายกับเรื่องตัวเองจนมิได้มาข้องแวะกับสยามอีกในระยะนั้น

บางคนบอกว่าการที่สยามปราบปรามนักบวชมิสซัง และ คนนับถือนิกายนั้นในระยะนั้นแบบรุนแรงเข้มงวด และการต่อต้านฝรั่งเศส (อยากเขียนว่า เศษ จริงๆ) กลับเป็นผลให้ไทย ต้องเสียกรุงแก่พม่าในเวลาต่อมา ท่านเห็นกันอย่างไร ?

กลับมาเรื่องการแฝงตัวข้ามศาสนาก่อน มันเป็นไปได้อย่างมากทีเดียว ที่การแทรกซึมของลัทธิใดๆ หรือ ศาสนาใดๆ นั้นจะเกิดขึ้นในการแฝงตัวเข้าไปในศาสนาที่มีคนอันเป็นกลุ่มเป้าหมายอยู่ ความพยายามทำความเข้าใจกับคำสอนต่างๆ แล้วก็บิดเบือนให้คนเข้าใจเสียใหม่ ในแนวทางลัทธิของตน มันก็คล้ายกับอาการล้างสมองอย่างหนึ่ง จนในที่สุดคนเริ่มรับถือตัวบุคคลที่แฝงเข้าไป แล้วก็จะเปลี่ยนความเชื่อไปได้ หรือ การแฝงตัวเข้าไปแล้วทำลาย อันนี้ก็เป็นไปได้ เช่น ปลอมเข้าไปเป็นพระ แล้วทำตัวเสื่อมเสียพระวินัย เพื่อให้คนเลิกศรัทธาในศาสนา นั้นๆ จากนั้นจะได้เปลี่ยนมาเข้าลัทธิ หรือ ศาสนาของตัวอย่างยินยอมพร้อมใจ

ศาสนาพุทธมีมาตั้งสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว มีท่านผู้รู้บอกว่า เป็นศาสนาที่สอนคนให้ใช้ปัญญา และเป็นศาสนาที่ต้องมีดีในตัว มิฉะนั้นคงไม่อยู่มาสองพันห้าร้อยกว่าปีหรอก

ขอเขียนเตือนความจำกันอีกสักครั้งว่า พระศาสดาของเรานั้น ท่านเป็นบุคคลในระดับสูงที่สุดในทางโลก จากกษัตริย์ มาสู่สามัญ เป็นนักบวช แล้วก็ เป็นผู้อยู่ระดับสูงในทางธรรม ท่านละทิ้งสิ่งที่คนยุคปัจจุบัน ถวิลหา นั่นคือ ลาภ ยศ สรรเสริญ (เขียนอย่างนี้ครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่ทราบ)

สิ่งหนึ่งที่คนฝรั่งเศสยุคนั้นมองเห็น ในเรื่องศาสนาพุทธ แล้วก็หันไปคิดว่า ทำไมคนสยามยุคนั้น (ซึ่งฉลาดมาก) จึงไม่ยอมเปลี่ยนใจไปนับถือคริสต์ ของพวกเขา ก็คือ เมื่อเขามองเห็นพระพุทธรูป ปางปรินิพพาน คือเป็นพระพุทธรูปนอน พระพักตร์ของพระพุทธรูป ยังมีอาการของผู้สงบ เป็นสุข และเยือกเย็น ไม่ได้ปั้นเป็นหน้าที่อมทุกข์ เลือดอาบเหมือนกับพระที่ตรึงบนไม้กางเขนของเขา (อันนี้มิได้มีเจตนาใดๆ แต่เขียนตามที่อ่านมา) คนฝรั่งเศสในตอนนั้น คือ เดอ ลาลูแบร์ ราชทูตพิเศษ (ที่มิใช่ตัวแทนอย่างเป็นทางการของหลุยส์ สิบสี่) ก็เลยพอจะเข้าใจว่านี่คือสาเหตุหนึ่ง แต่ก็ยังคงเหยีดอยู่ดีว่า พวกคนสยามนับถือพระอิฐพระปูน แล้วก็ยังงมงายในพิธีกรรมต่างๆ ในเรื่องโหราศาสตร์ การดูฤกษ์ยาม ฯลฯ

เมื่อเดอ ลาลูแบร์ เห็นทิศนียภาพ ริมฝั่งน้ำเจ้าพระยา สิ่งที่เห็นก็คือ เจดีย์ต่างๆ วัดวาอาราม ที่มีมากเหลือเกินในสยาม ตอนนั้น เขาคิดว่า หากจะนำคริสต์เข้ามาที่สยาม พวก เจดีย์ และ สิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ คือสิ่งที่ต้องทำลายเสียก่อนเป็นอันดับแรก ตอนนั้นเดอ ลาลูแบร์ อาจแค่คิด แต่ไม่ทันได้ทำ เพราะฝรั่งเศสยังรู้จักสยามน้อยไป และไม่มีเวลาทำความเข้าใจกับวัฒนธรรม ของคนสยามในยุคนั้น

ในเรื่องนี้มีกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกันหลายฝ่ายมาก แต่ละฝ่ายจะมีเหตุผลในการดำเนินการใดๆ สองลักษณะ ซึ่งเป็นเรื่องปกติมากๆ นั่นคือ เหตุผลที่กล่าวอ้าง กับ เหตุผลที่แท้จริง

ดังนั้นเรื่องลับลมคมใน เรื่องการเมืองนั้นมีมานานแล้ว เริ่มจากเมื่อคนรู้จักคำว่าผลประโยชน์ ส่วนตน และ จะยิ่งมีมากขึ้น เมื่อผลประโยชน์นั้นมีปริมาณมากขึ้น และมีความสลับซับซ้อนในการหามาได้ มากยิ่งขึ้น

กลุ่มแรกคือ ราชสำนักฝรั่งเศส
กลุ่มสองคือ นักบวชเยซูอิด
กลุ่มสามคือ นักบวชมิสซัง
กลุ่มสี่คือ ราชสำนักสยาม
กลุ่มห้าคือ มือที่สาม สี่ ห้า และ อื้อเลย

ราชสำนักฝรั่งเศส สมัยพระเจ้าหลุยส์สิบสี่ ที่มีความฟุ่มเฟือยสุดๆ คนฝรั่งเศสที่แต่งเรื่องมองว่าเป็นทศพิษจริงๆ เพราะว่าผลาญเงิน แม้ว่าจะมีการขยายอำนาจไปในทุกทิศทุกทาง แต่ก็มีระบบการเก็บภาษีอากรดุมาก รีดเงินราษฎรเข้าคลัง แล้วใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย กินจนท้องร่วง (อาหาร) และ เป็นฝีที่พระทวาร เดาว่าคือริดสีดวง
เมื่อเริ่มอู้ฟู่ ก็เลยต้องมีขาเชียร์ คนที่เขาเรียกว่า ทรราช (หนังสือใช้คำนี้) จะมีอาการคล้ายๆ กันคือ ชอบคนเชียร์ เมื่อฟังมาก ๆ คล้อยตาม แล้วก็เลย จัดการขยายอาณาเขตมาที่เอเซีย หวังให้เป็นประตูไปสู่ ภูมิภาคใกล้ๆ เคียง

กลุ่มสอง และ สาม ก็เข้ามาสนองพระบรมราชโองการ โดยบอกว่า หนทางที่จะได้ดินแดนเหล่านี้มานั้นไม่ยากเย็นอะไรเลย คนเราสำคัญที่ความเชื่อ และ ศรัทธา ดังนั้น ต้องทำให้พวกป่าเถื่อนนั่น นับถือคริสต์เสียก่อน ดังนั้น หลุยส์สิบสี่ ซึ่ง พระฯ บอกว่า คือ นักบุญ แห่ง นักบุญ จึงเห็นชอบด้วย....

กลุ่มสอง เยซูอิด กับ กลุ่ม สาม มิสซัง เป็นต่างนิกายกัน และก็ต้องการชิงความเป็นผู้นำในศาสนา อยู่แล้ว จึงมีอาการชิงไหวชิงพริบกัน หนักกว่าชิงร้อยชิงล้านเสียอีก แล้วก็เริ่มดำเนินการกันไปตามแนวทางของตน

พวกเยซูอิด ก็ดำเนินการสร้างเด็กปั้นสองคนคือ ฟอลคอน และ มาดาม ตามที่เรียนมาแล้วข้างต้น
พวกมิสซัง ก็ตั้งโรงเรียน ชื่อโรงเรียนสามเณร สอนหนังสือเด็ก โดยที่ต้องนับถือคริสต์ ใช้ศาสนา นำไปสู่วงการศึกษา (เรื่องนี้ก็เห็นกันในปัจจุบัน เคยมีผู้ว่า กทม คนหนึ่ง ของบอกว่าจะใช้ระบบสองภาษาในโรงเรียน กทม โดยไม่ต้องใช้งบประมาณ วิธีการก็คือ เขาจะใช้อาสาสมัครต่างชาติ คล้ายๆ กับพวก โครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนไทย อเมริกัน ซึ่งฟังแล้วก็ห่วงมาก กลัวพี่แกจะได้เป็นผู้ว่ากทมฯ เพราะว่าการที่ได้ภาษามาก็เหมือนกับจะได้บางอย่างไม่พึงประสงค์ด้วย เช่น วัฒนธรรมฝรั่ง กับ ความเชื่อในศาสนา ที่มาด้วยกัน )

จะเห็นว่า ศาสนา กับ การเมือง และ ผลประโยชน์ แยกกันไม่ออก แล้วเขาก็บอกกันว่าศาสนาทุกศาสนาสอนคนให้เป็นคนดี อันที่จริงน่าจะบอกว่าศาสดาทุกศาสดามากกว่าที่อยากให้คนเป็นคนดี แล้วก็อยู่ร่วมกันได้อย่างไม่เบียดเบียนกัน ตามภูมิภาคที่อยู่อาศัย เพราะนั่นเป็นตัวกำหนดความเหมาะสมในการนับถือศาสนาอยู่แล้ว แต่คนที่รับคำสอนต่อๆ กันมานี่สิ นำศาสนามาใช้กันแบบไหน

ศาสนาเกี่ยวกับผลประโยชน์ เพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือเท่านั้น เหมือนกับการเลือกตั้งผู้แทนฯ ที่เป็นเครื่องมือของการปกครองที่คนกล่าวอ้างว่า คือ ประชาธิปไตย นั่นไง
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

พระมหากษัตริย์ไทย ทุกพระองค์ คือ องค์อัครนูปถัมภกแห่งพระพุทธศาสนา

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Sun Jan 04, 2009 8:43 pm


กลุ่มที่สี่ ราชสำนักสยาม ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ อิทธิพลของฮอลันดา แผ่ขยายมาในสยาม การที่ราชสำนักเริ่มมีสัมพันธ์ทางการทูตกับ ฝรั่งเศส เหตุผลหนึ่ง (ที่หนังสือบอกไว้) ก็คือ ต้องการใช้เป็นเครื่องถ่วงดุล กับฮอลันดา

ทั้งกษัตริย์ไทย และ ฝรั่งเศส ต่างก็ทรงอยู่ในภาวะที่อาจไม่เป็นสุขอย่างที่บุคคลภายนอกมอง พระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่มีบาทหลวง เดอ ลาแชต เป็นล่าม ในขณะที่พระนารายณ์ ทรงมี คอนสแตนติน ฟอลคอน เป็นล่าม (เขาพูดสเปน โปรตุเกส อังกฤษ และภาษาเอเซียได้หลายภาษา แต่ภาษาฝรั่งเศสพูดได้เล็กน้อย ในการแปลฝรังเศส จึงต้องให้บาทหลวง เช่น ตาชาร์ด ในเยซูอิด หรือ พระสังฆราช มิสซังประจำสยาม ลาโน เป็นล่ามอีกต่อหนึ่ง ) พระเจ้าหลุยส์บอกว่า โชคร้ายของกษัตริย์ เพราะว่าความภักดีของล่ามเองเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะทำให้ทรงกำหนดนโยบายใดๆ รวมทั้งจะส่งผลดี ผลเสียต่อพระองค์ได้ด้วย

ในตอนที่คณะทูตจาก สยาม และ เชอร์วาริเยร์ เดอ เฟอร์แบงค์ นายทหารตกค้างจากสมัย เดอ โชมองต์ ที่หนีไปอยู่มะริด (หลังจากโดนฟอลคอน วางยาพิษแต่หนีได้) กลับมาถวายรายงานหลังจากที่พระเจ้าหลุยส์สิบสี่ทรงรับสั่งถามความมั่งคั่งของสยามว่า
" สยามไม่ได้มีการผลิต และการบริโภค " แต่พระเจ้าหลุยส์ก็ยังสงสัยว่า แล้ว เครื่องกำนัลต่างๆ ที่ สยามส่งมาถวายพระองค์ นั้น ได้มาอย่างไร ตรงนี้ นายทหารตอบชัดถ้อยชัดคำว่า
" เป็นทรัพย์สมบัติที่ พระยาวิชาเยนทร์ นำเงินที่ได้จากการฉวยจากพระคลังเข้ามาเป็นส่วนตน จัดให้ "
ในหนังสือยังเล่าว่า ฟอลคอน มิเพียงจะนำเงินในพระคลังไปแบบตามน้ำ ทวนน้ำเท่านั้น แต่เขายังเป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาดและล้ำยุคมาก เพราะมีการส่งเงินออกนอกด้วย นำไปลงทุนค้าขายระหว่างประเทศ ในแถบยุโรป หากสงสัยว่าเขาทำได้อย่างไร เพราะในสมัยนั้นมิได้มี พวกนักค้าเงินข้ามชาติ ไม่มีตัวกลาง ไม่มีตลาดหุ้นนิวยอร์คฯ สักหน่อย ง่ายดายมาก เพราะเขาอาศัยบาทหลวง ที่คุ้นเคย ที่เป็นคนร่วมขบวนการผลาญสยามอย่างไรล่ะคะ เช่น ตาชาร์ด เป็นต้น จึงทำให้ทั้งคู่เป็นคู่หูกันที่กลมเกลียวกว่าหูสองข้างของฟอลคอนเสียอีก

เมื่อได้ผลตอบแทน แล้วก็เกิดคำถามตามว่า แล้วจะหอบเงินมาได้ยังไงไม่ให้ใครรู้ วิธ๊การก็ไม่ยากอีกนั่นแหละ ท่านอาจเคยได้ข่าวว่า มีคนซ่อนเพชรในหนังสือ แล้วหอบออกจากประเทศไปใช่ไหม แล้วเราคนอ่านข่าวก็ได้แต่ทึ่ง แกมอิจฉา (เพราะอยากมีเพชรมั่ง) วิธีการสมัยก่อนเขาก็มีเช่นกัน นั่นคือ ได้เงินแล้วเปลี่ยนเป็นเพชร ซ่อนมาในรองเท้าของนักบวช แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว.....They Trust in God !!!!

นอกจากนี้ยังมีเกร็ดเล็กๆน้อย ๆ ในที่พักของออกญาวิชาเยนทร์นั้น มีการจัดงานรื่นเริง ทุกวัน เพื่อเลี้ยงดูปูเสื่อทหารฝรั่งเศส ด้วยไวน์ชั้นดี และในวันใดที่ท่านออกญา ดื่มได้ที่ ก็จะมีการโชว์ลีลา เหวี่ยงแก้วไวน์ด้วย ดังนั้น อะไรที่เคยได้ยินกันเร็วๆ นี้ ก็ช่างเหมือนกับการคัดสำเนามาจากสามร้อยปีก่อนนั่นทีเดียว ทั้งคุณสมบัติตัวบุคคล วิธีการ ฯลฯ เหมือนกันมากๆ

ฟอลคอน สามารถถวายรับใช้จนเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย แต่ก็มาทำเสียจนได้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๒๓๐ ปล่อยให้กองกำลังฝรั่งเศสยกเข้ามาเต็มป้อมบางกอก จึงเกิดข่าวลือในสยามว่า เขาหวังสูงเกินไปเสียแล้ว และสร้างความต่อต้านของคนสยามที่มีต่อฟอลคอน และ ฝรั่งเศส ทุกคนกลัวการรุกเพื่อยึดดินแดนของต่างชาติ กลัวการครอบงำทางศาสนา ...... ความสัมพันธ์ของฟอลคอน กับ ราชสำนัก จึงเริ่มคลอนแคลนนับจากนั้นมา

ในหนังสือบอกว่า ช่วงนั้นเองที่ ขุนนาง ชื่อ เพทราชา เป็นผู้มีบทบาท อย่างเด่นชัด บุรุษผุ้นี้เป็นคนฉลาด ลึกซึ้ง เก็บงำความรู้สึก และ มีรอยยิ้มเป็นอาวุธ

เพทราชา ได้วางกำลัง แปดพันนาย เพื่อเตรียมการรับมือฝรั่งเศสที่จะมาสยาม ตั้งแต่จับตาดูฟอลคอน และกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง ระดมกำลังคนไปซุ่มตามแนวลำน้ำที่ทหารฝรั่งเศสจะผ่านเข้ามา เพื่อเตรียมตัวบุกได้ทุกเวลา ฯลฯ
และรวมทั้งหลอกล่อให้ฟอลคอน สำคัญผิด ไขว้เขวในการตัดสินใจ ร่วม หรือ แยก กับฝรั่งเศส

ฟอลคอนเองก็มีความเจ้าเลห์ไม่น้อยไปกว่าขุนนางสยามผู้นี้ เพราะว่าได้เป็นคนทำลายความแข็งแกร่งของทหารฝรั่งเศสที่ส่งเข้ามาด้วยกันปรนเปรอ ในทางโลกียสุข ทุกวี่ทุกวัน ทหารฝรั่งเศส เป็นการซื้อใจ หากองหนุนนั่นเอง ตามที่เขาวางแผนไว้กับตาชาร์ด ก็คือ จะหนุน ผู้ปกครองสยาม พระองค์ใหม่(ถ้ามี) ที่เป็นคนของตัวเองด้วย รวมทั้งใช้กำลังฝรั่งเศสในการต่อกรกับฮอลันดา เพื่อแสวงประโยชน์ร่วมกัน

คอนตแสนติน ฟอลคอน ทุ่มเทลงไปมากกับการวางแผนเพื่อกลืนสยาม ดังนั้นแม้ในยามที่ดูเหมือนว่าอับจนหนทาง ราชสำนักไม่โปรด เขามิได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ในปีหลังๆ ก็ตาม จนกระทั่ง โดนเพทราชาหลอกไปที่ลพบุรีว่า มีรับสั่งให้เข้าเฝ้า ฟอลคอน ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป โดยวางแผนมอบให้ นายพลฝรั่งเศส (เดย์ ฟาร์ต) ซึ่งเป็นนายพลที่บอกว่า พร้อมจะพลีกายถวายให้หลุยส์ที่สิบสี่ ...แบบมีเงื่อนไข คือ ตัวเองต้องรอดและรวยก่อน จึงจะถวายงานได้เต็มที่ ให้นายพลเดย์ ฟาร์ต ยกกำลังไปช่วยทันทีที่เห็นว่าเขาหายไปนานเกินสมควร
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

พิษสงของข่าวลือ

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Sun Jan 04, 2009 9:07 pm

หากสมัยนี้บอกว่า เป็นยุคสงครามข่าวสาร สมัยอยุธยาก็คงไม่ล้าสมัย ด้วยมีสงครามข่าวลือ
ยุคนั้น การปล่อยข่าวลือควรจะทำได้ทรงประสิทธิภาพมากๆ ตรวจสอบลำบาก เพราะว่า ไม่มีหนังสือพิมพ์ ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีทีวี วิทยุให้ดู การแถลงจากกรมประชาฯ ก็ไม่มี ดังนั้น ประชาชนต้องเลือกฟังจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ อันได้แก่ เจ้านายตัวเอง

ปลายสมัยสมเด็จพระนารายณ์ พระองค์ทรงประชวร และมีข่าวลือว่าเสด็จสวรรคต นายพลเดย์ ฟาร์ต ก็ได้รับทราบข่าวนี้เช่นกัน เมื่อได้ข่าวนี้ ก็ทำให้เขาตัดสินใจไม่เข้าไปยุ่งกับฟอลคอนอีก เพราะประเมินว่า เพทราชา กับราชสำนักสยามน่าจะเป็นผู้ชนะในศึกนี้ เขาเองไม่อยากให้ฝรั่งเศสเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการภายใน อันจะส่งผลเสียหายต่อประเทศในเวลาต่อมา อีกเหตุผลหนึ่ง ก็คือ เขาไม่อยากเสี่ยงตาย แล้วก็มีช่องทางจะได้เงินได้ทองอยู่แล้ว เวลาแห่งการพลีกายถวายหลุยส์ฯ ยังไม่มาถึงสักหน่อย

การตัดสินใจแบบนี้เอง เป็นเหตุหนึ่งให้ฟอลคอน เสียที เพราะหากเดย์ ฟาร์ตตัดสินใจไปช่วยในตอนนั้น ก็ยังไม่รู้ผลว่าจะออกมาเป็นเช่นไร

ข่าวลือ มีส่วนช่วยในการก่อการได้ฉันใด การปิดข่าวก็จะส่วนช่วยได้เช่นกัน

อย่างไร ?

ฟอลคอน ปิดข่าวที่ตัวเองไม่เป็นที่โปรดปรานของราชสำนักอีกไปต่อไป ในสองปีหลัง อย่างเงียบเชียบ ปิดจาก บาทหลวงเยซูอิด และ กองทหารฝรั่งเศส แวร์ซายส์ เขาจะให้ ราชสำนักฝรั่งเศส รู้เรื่องนี้แบบชัดๆ ไม่ได้เป็นเด็ดขาด เนื่องจากว่า หากเป็นเช่นนั้น จะทำให้เขาขาดกองกำลังมาหนุน แผนการที่วางไว้จะต้องสิ้นสุดลงทันที วิธีการก็คือ เขามีการจัดงานเลี้ยงทุกวัน มีการนำขาวเรื่องในราชสำนัก เกี่ยวกับองค์เหนือหัวมาเล่าทุกวัน ประดุจว่าได้เข้าเฝ้ามาโดยตลอด คนภายนอกที่มิทราบข้อเท็จจริง ก็หลงเชื่อ ว่า ข่าวลือที่มีมานั้น เป็นเรื่องกุขึ้น

จุดจบของฟอลคอน คนที่คิดการใหญ่ วางแผนหลอกใช้ทั้งสองราชสำนัก เพื่อผลประโยชน์ตนเอง ก็คือ ต้องโดนตัดคอ หลังจากทรมานแสนสาหัส และนำไปทำแผนประกอบการฉ้อโกง นั่นคือ ชี้ที่ซ่อนสมบัติที่นำไปจากพระคลัง รวมถึง พอร์ตการลงทุน ในต่างประเทศด้วย

มาดามฟอลคอน ผู้โสภา และ แสบสันต์ไม่น้อยกว่าสามี แม้จะพยายามหนีไปอยู่กับ กองกำลังนายพลเดย์ ฟาร์ตที่ป้อมบางกอก (หลังจากติดสินบนนายทหาร และปลุกปลอบว่าควรนึกถึง ว่าฟอลคอน เองก็ได้รับพระราชทานตำแหน่งเป็นข้าฯ ในหลุยส์ที่สิบสี่ด้วย การช่วยหล่อน ก็เหมือนช่วยคนในแวร์ซายส์นั่นเอง) แต่ที่สุดแล้ว ก็ต้องส่งตัวคืนให้ เพทราชา เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นชนวน ให้เกิดการโจมตี ที่ป้องบางกอก ของฝ่ายสยาม

จุดจบของคนไม่ซื่อสัตย์ ที่คิดการใหญ่ อันส่งผลกระทบต่อชาติบ้านเมืองผู้อื่น โดยที่ตัวเองเข้าไปอาศัยในแผ่นดินนั้นๆ อยู่ ย่อมไม่ดีอย่างแน่นอน (เป็นการสร้างกรรมแบบ สาธารณบาป มิใช่ สาธารณกุศล)

หลังจากที่ สมเด็จพระนารายณ์สวรรคต พระเพทราชาก็เสด็จขึ้นครองราช และทรงให้สัตย์สาบานว่าจะรักษาปกป้อง พุทธศาสนาในแผ่นดินสยาม อันเป็นการกระทำตามราชประเพณีที่สืบทอดกันมาทุกพระองค์

กลุ่มที่ห้า...มือที่สาม สี่ ห้า และ อื้อซ่า....

เช่น พวกพ่อค้าที่อยู่ในบริษัท อินเดียตะวันออก เช่น แวเรต์ เป็นพวกที่มาหากินในเมืองไทยนาน จนรู้อะไรๆ ดี รู้ช่องทางหากิน รู้เรื่องการเมืองไทย ราชสำนักฯลฯ รวมทั้งรู้จักสันดานฟอลคอนด้วย พวกนี้มีภรรยาเป็นคนไทย ยิ่งทำให้เข้าใจเรื่องไทยๆ มากยิ่งขึ้น ก็มีช่องทางทำมาหากินในเรื่องนี้กับเขาด้วย

เพราะว่าเมื่อต่างชาติเข้ามา แล้วต้องการข่าววงใน หรือ ความเห็นต่างๆ ที่เป็นเรื่องในภูมิภาค ก็ต้องอาศัยคนพวกนี้ ก็เหมือนกับพวกที่เราเห็นๆ อยู่ในทุกวันนี้แหล่ะค่ะ สมัยนั้นก็มีมาแล้ว

แต่ทุกกลุ่มต่างมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันอย่างที่ว่ามาคือ มีเรื่องส่วนตัว ซุกในเรื่องที่บอกว่าทำเพื่อส่วนรวม

รายละเอียดในหนังสือมีมากมาย และต้องใช้เวลาในการอ่านมากๆ เนื่องจากชื่อบุคคลแสนจะเป็นฝรั่งเศส
ชนิดที่อ่านครั้งแรก จำไม่ได้ค่ะ ต้องท่องซ้ำ อยู่หลายครั้งเหมือนกัน

อ่านประวัติศาสตร์ เพื่อคิดแล้วก็หาทางทำให้ไม่เกิดขึ้นซ้ำรอย ถ้าเป็นการอ่านเรื่องเดียวกันจากมุมมองหลายๆ คน จะยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เพราะว่า เราอาจได้รู้ความจริงมากขึ้น กว่าที่จะอ่านตามตำราที่คนมักจะบอกว่า ตำราประวัติศาสตร์นั้น เขียนโดยคนที่เขาต้องการให้เราเชื่อว่าเป็นแบบนั้น cheers

*****************************************************************

หนังสืออ้างอิง ...รุกสยามในนามของพระเจ้า แปลโดย รศ.ดร.กรรณิกา จรรย์แสง
สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ ๓ .... มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: POUR LA PLUS GRANDE GLOIRE DE DIEU : รุกสยามในนามพระเจ้า

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Thu Nov 26, 2009 8:39 am

สมัยก่อน ก็เหมือนสมัยนี้ นำประสบการณ์มาเขียนหนังสือ นอกจาก เดอ ลาลูแบร์ จะเขียนถึงเมืองอยุธยา ในแบบที่เขาคิดเห็นแล้ว

นายพล เดอ ฟาร์ต (ชื่ออะไรก็ชักลืม) เขียนเหมือนกัน หลายเดือนก่อนเห็นมีข่าวว่ามีแปลเป็นภาษาไทยแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นวางแผง

ในวันนี้ ศาสนาพุทธ กำลังถูกท้าทายอีกครั้ง ด้วยกระแส การทำลายพระศาสนา ในยุครัตนโกสนิทร์ ๒๕๕๒ เพราะมีข่าวพระสงฆ์ ในทำนองประพฤติไม่ถูกหลักพระวินัย อยู่เป็นระยะ

ใครจะคิดแบบข้าพเจ้าบ้างว่า ทำไมสำนักพุทธ จึงให้ผู้หญิง นั่งกำกับ

ทำไมให้ ฆราวาส เป็นผู้บริหารจัดการพระ อันที่จริง สถาบันสงฆ์ เป็นคนละอย่างกับ ฆราวาสเลย
มีสถานะภาพก็สูงกว่าด้วย

แบบนี้เรียกว่าเป็นการหมิ่นพระศาสนา แบบตีแสกหน้าเลยก็ว่าได้
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: POUR LA PLUS GRANDE GLOIRE DE DIEU : รุกสยามในนามพระเจ้า

ตั้งหัวข้อ  ตราชู on Thu Nov 26, 2009 1:50 pm







เพื่อความสมบูรณ์ในเนื้อหา และบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ ให้ลูกหลานไทยในภายภาคหน้าได้รับรู้กันโดยถ้วนทั่ว จึงขอเพิ่มเติมเรื่อง " กำเนิดของ สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ " ไว้ ณ ที่นี้

:::: ชาวพุทธทั้งหลายในประเทศไทย คงจำกันได้ว่าก่อนหน้าที่จะมีสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ นั้น สถาบันพระพุทธศาสนาในประเทศไทย มี พรบ.คณะสงฆ์ ใช้ในการปกครองคณะสงฆ์ไทย โดยมีมหาเถรสมาคมฯ เป็นองกรค์ที่ดำเนินการโดยพระสงฆ์ที่เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ และมีอธิบดีกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ เป็นเลขาธิการโดยตำแหน่ง การขอตำแหน่งพระราชาคณะจะเป็นหน้าที่ของ รมว.ศึกษาฯ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ตาม พรบ.สงฆ์


สิ่งสำคัญที่สุดใน ข้อกฏหมายอันบัญญัติไว้ใน พรบ.สงฆ์ คือ ส่วนว่าด้วย " ที่ธรณีสงฆ์ " ซึ่งกำหนดไว้ชัดเจนว่า "..ผู้ใดที่โกงที่วัด (ธรณีสงฆ์) แม้ได้มาโดยสุจริต ก็ต้องคืนต่อสงฆ์ไป จะยกอายุความขึ้นมาต่อสู้ไม่ได้ (เพราะเป็นพระบรมราชโองการพระมหากษัตริย์) แม้แต่คดีความวัดพระพุทธบาท สระบุรี ซึ่งเป็นความกับ กรมธนรักษ์ กระทรวงการคลัง ซึ่งอ้างว่าได้ซื้อที่ดินตำบลขุนโขลน อ.พระพุทธบาท มาทำสำนักงานฯ โดยสุจริต ก็ต้องแพ้ความไป เมื่อศาลฏีกายกพระบรมราชโองการสมัยพระเจ้าทรงธรรม (ุ600ปีมาแล้ว) ที่พระราชทานที่ดินแก่วัดพระพุทธบาท ดังนั้นกรมธนรักษ์ จะอ้างว่าได้มาโดยสุจริตมิได้ สิ่งที่เราท่านต้องทราบคือ พระบรมราชโองการพระมหากษัตริย์นั้นจะยกเลิกมิได้

หมายเหตุ.....ผืนดินทั้งหมดในประเทศไทย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีพระบรมราชโองการถวายเป็นพุทธบูชาทั้งประเทศ ซึ่งประชาชนในประเทศไทยทั้งหลาย เหมือนผู้อาศัยที่วัดอยู่ พระบรมราชโองการนี้ยังมิได้ยกเลิก.....


:::: พ.ศ.2545 ในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัฒน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีกลุ่มบุคคลในคณะรัฐบาลของตน นำที่วัด(ที่ธรณีสงฆ์) ซึ่งได้แปลงเป็นสนามกอล์ฟชื่อว่า "สนามกอล์ฟอัลไพน์" มาขายให้ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ในราคาถูก

เมื่อฝ่ายค้าน(ปชป) รู้เรื่องก็นำไปฟ้องเป็นคดีความว่า พ.ต.ท.ทักษิณฯ ซื้อขายที่ธรณีสงฆ์ เป็นความผิด ที่ยอมความไม่ได้ พ.ต.ท.ทักษิณ จัดทนายสู้ความ แต่แนวโน้มต้องแพ้ในทางกฏหมาย เพราะไม่ว่าจะได้ที่ธรณีสงฆ์มาโดยวิธีการอย่างไร ก็อ้างไม่ได้ มีทางแพ้คดี นั่นหมายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ฯต้องหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเรื่องคดีสนามกอล์ฟอัลไพน์

:::: รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ฯ ซึ่งขณะนั้นกำลังร่างกฏหมายปฏิรูประบบราชการ ปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม ประกอบไปด้วยคณะที่ปรึกษาจากหลายสาขา ซึ่งก็มีคณะผู้เชี่ยวชาญในการทำลายพระพุทธศาสนารวมอยู่ด้วย จึงเสนอความเห็นว่า การแก้ไขเรื่องคดีความสนามกอล์ฟอัลไฟน์ อยู่ที่เรื่องของข้อกฏหมาย พรบ.สงฆ์ ว่าด้วยเรื่องที่ธรณีสงฆ์ ดังนั้น หากจะเอาชนะคดี ก็ให้ยกเลิก พรบ.สงฆ์ไปเสียเลย แล้วใช้อำนาจนายกคุมพระสงฆ์ทั้งประเทศ โดยให้เอามาอยู่ในอำนาจสำนักนายก โดยตรง ตั้งหน่วยงานเข้าควบคุมพระสงฆ์อีกชั้นไม่ให้ขยับ อาศัยจังหวะการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงกฏหมายเป็นข้ออ้าง ทุกอย่างก็จะผ่านพ้นด้วยดี ไม่เป็นที่ผิดสังเกตุจากชาวพุทธ

:::: วันที่ 2 ตุลาคม 2545 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัฒน์ ได้ประกาศใช้ พรบ. ปฏิรูประบบราชการฯ พ.ศ.2546

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ถูกตั้งขึ้นหลังจากนั้น ข้อกฏหมาย บทบัญญัติว่าด้วยเรื่อง ธรณีสงฆ์ ก็ถูกละลายทิ้งไป คดีสนามกอล์ฟอัลไพน์ ก็สงบเงียบสมดังที่คณะผู้เชี่ยวชาญในการทำลายพระพุทธศาสนา ให้คำแนะนำทุกประการ

แต่ สิ่งหนึ่งซึ่งจนถึงบัดนี้อันประชาชนไทยไม่เคยได้รับรู้มาก่อนคือ
คำว่า "....สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.... ไม่มีในบทบัญญัติใด ๆ ใน พรบ.สงฆ์ "

1. การขอตำแหน่งพระราชาคณะ(เจ้าคุณ พระครู ถึงสมเด็จ) นับตั้งแต่วันที่ 2 ตค.2545 ล้วนเป็นโมฆะ เนื่องจาก พรบ.สงฆ์ ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว สาระสำคัญคือ ผู้เสนอเรื่องทูลเกล้าพระราชทานตำแหน่งพระราชาคณะนับตั้งแต่ 2 ตค.2545 เป็น ผอ.สำนักงานพุทธฯ แต่กลับอ้าง พรบ.สงฆ์ ซึ่งกำหนดให้ รมว.ศึกษาธิการ เป็นผู้ทูลเกล้าฯ นับว่าเป็นการกราบบังคมทูลข้อความอันเป็นเท็จ ต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ....

2. ตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ นับตั้งแต่ สมเด็จพระสังฆราช ไปจนถึงเจ้าคณะหน เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล เจ้าอาวาส ล้วนอาศัยความตามอำนาจ พรบ.สงฆ์
ดังนั้น นับตั้งแต่ วันที่ 2 ตค.2545 ตำแหน่งการปกครองคณะสงฆ์จึงไม่มีตามกฏหมาย (จึงจะเห็นได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณฯ ปลดสมเด็จพระสังฆราชฯ ไม่มีความผิด เพราะ พรบ.สงฆ์ยกเลิก ไปแล้ว ) ทั้งนี้ยังรวมไปถึง ตำแหน่งของมหาเถรสมาคมทั้งหมด ซึ่งตั้งขึ้นโดยอาศัยอำนาจ พรบ.สงฆ์ก็ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย(ทุกวันนี้ไม่มีอำนาจทางกฏหมายโดยสิ้นเชิง)....กรณีดังกล่าวได้เคยสอบถามประธานมหาเถรสมาคม(เจ้าคณะหน) เมื่อ ธค.2545 ว่า เหตุใดไม่ประกาศให้พระสงฆ์ทั้งประเทศได้รับทราบโดยทั่วกันว่า " บัดนี้ ..คณะสงฆ์ไทยไม่มีองค์กรปกครองคณะสงฆ์แล้ว " คำตอบคือ " กลัวพระสงฆ์ทั้งประเทศแตกตื่น.." และปัจจุบันจะเห็นได้ว่า มหาเถรสมาคม จะอ้างกฏสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาิติ แทนที่จะอ้าง พรบ.สงฆ์ เท่ากับเป็นการเปิดโอกาศให้คณะผู้เชี่ยวชาญในการทำลายพระพุทธศาสนา ส่งคนเข้ามาควบคุมพระสงฆ์ทั้งประเทศโดยแท้

3.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไม่เคยประกาศรับผู้จบทางพุทธศาสนบัณฑิตทางสื่อเพื่อปฏิบัติหน้าที่ แต่กลับมีโต๊ะอิหม่าม หรือ ศาสนิกอิสลาม บาดหลวงคาทอลิก ศาสนิกคาทอลิก มาทำงานในสำนักพุทธ เพื่อออกกฏบังคับพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา อันเป็นเรื่องต้องห้ามตามพระพุทธพจน์ปรากฏในพระไตรปิฏกชัดเจน

::: ตามพระวินัย แม้แต่ภิกษุณีที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ยังไม่มีอำนาจปกครองหรือสั่งสอน พระภิกษุผู้บวชเพียงวันเดียวได้....แต่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กลับบังอาจลบหลู่พระธรรมวินัยของพระบรมศาสดา เอาสตรีมาออกกฏปกครองพระสงฆ์ ทั้ง ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงมีพุทธบัญญัติห้ามไว้ ปรากฏเป็นหลักฐานในพระวินัยปิฏก ชัดเจน



>>> ถ้าหากจะให้พระทั้งประเทศปฏิบัติตามคำสั่งที่สำนักพุทธออกกฏมาบังคับพระสงฆ์ แล้วจะเอาพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์ไปไว้ที่ไหน ? ตกลงยุคสมัยปัจจุบัน ศาสดาของศาสนาพุทธ ยังเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่หรือไม่ ? เหตุใดจึงมีการบัญญัติข้อบังคับพระสงฆ์ นอกเหนือไปจากพระธรรรมวินัย อันพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ดีแล้ว ??

การออกกฏข้อบังคับพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาขึ้นมาใหม่ เป็นการดูถูกพระปัญญาวิสุทธิคุณของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช่หรือไม่ ? เพราะ

พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้กับพระอานนท์ ว่า
" โยโว อานันทะ...ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัย คือศาสดาของเธอทั้งหลายเมื่อเราล่วงลับไป..."

>>>> หรือ ว่า สำนักงานพุทธศาสนา คือ ศาสดาองค์ใหม่ ที่ต้องให้พระสงฆ์ในประเทศไทยต้องปฏิบัติตาม ? หากไม่ใช่ ? ทำไมจึง กระทำการลบล้างพระธรรมวินัยของพระบรมศาสดา ออกกฏมาบังคับพระในประเทศไทย ตอบมาหน่อย ???

และสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง สำนักงานพระพุทธศาสนา ไม่มีกฏหมายรองรับอำนาจ นอกจากอ้างคำสั่งนายกรัฐมนตรี (คำสั่งนายกมิได้ถือเป็นกฏหมาย).... คำถามจึงมีว่า หากนายกรัฐมนตรีไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ??

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

:::: นี่คือ สิ่งเป็นจริง และกำลังเป็นอยู่ อันเป็นผลงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัฒน์ เพียงเพื่อให้ตนเองพ้นผิด

กรรมใดใครทำ กรรมนั้นย่อมสนอง ....ผลกรรมที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัฒน์ ได้กระทำต่อสถาบันพระพุทธศาสนา ส่งผลให้ตนเองหาแผ่นดินอยู่ไม่ได้ แม้จะยิ้มก็ยังไม่รู้จะไปยืนยิ้มประเทศไหน เพราะสยามไม่มีที่ให้ยิ้ม

..... กรรมขนาดไหน คิดดูว่า แค่เลือกประเทศยังเลือกประเทศ ดูไบ คือ มีแต่ใบ ไม่มีผล มีแต่้ต้นไม่มีลูก ...

สมบัติพัฒฐานที่สร้างไว้ ก็มีอันต้องพินาศ ครอบครัวแตกแยกไร้ที่นาคาที่อยู่ มีแต่ทุกข์ตลอดไป นี่คือผลกรรมเห็นทันตา ไม่ต้องรอชาติหน้า รับกันเห็น ๆ ในชาตินี้

ตถคตา...มันย่อมเป็นเช่นนั้น (วาทะ..พ.ต.ท.ทักษิณฯ เมื่อครั้งเรืองอำนาจ)


แก้ไขล่าสุดโดย ตราชู เมื่อ Sun Nov 29, 2009 11:48 am, ทั้งหมด 2 ครั้ง
avatar
ตราชู

จำนวนข้อความ : 19
Registration date : 10/11/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: POUR LA PLUS GRANDE GLOIRE DE DIEU : รุกสยามในนามพระเจ้า

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Nov 28, 2009 11:10 am

:::: วันที่ 2 ตุลาคม 2552 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัฒน์ ได้ประกาศใช้ พรบ. ปฏิรูประบบราชการฯ พ.ศ.2546

http://www.fpps.or.th/news.php?detail=n1049015398.news

ตุลาคม 2545 : โปรดเกล้าฯ กม.ปฏิรูประบบราชการ



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธย ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
โดยจะประกาศใช้ในวันที่ 3 ตุลาคมนี้
และโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งปลัดกระทรวงใหม่ จำนวน 6 คน และตั้งอีก 10 ผู้ทรงคุณวุฒิ
เพื่อเป็นกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)
ส่วนคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้คัดเลือกผู้เหมาะสมเป็นตุลาการศาล รธน.
จำนวน 8 คน เพื่อเสนอให้วุฒิสภาเลือกเหลือ 4 และศาลรัฐธรรมนูญรับตีความอำนาจหน้าที่
ของ ป.ป.ช. สภาผ่านร่าง พ.ร.บ.ประกันสุขภาพโดยให้คงมาตรา 45 ไว้ส่วนคณะทำงาน
เพื่อศึกษารูปแบบวิธีการปกครองส่วนท้องถิ่นได้ผลสรุปแล้วนอก จากนี้อัยการได้ยื่นฟ้องยึดทรัพย์
นายรักเกียรติ สุขธนะ อดีต รมว.สาธารณสุข ข้อหาร่ำรวยผิดปกติ ในส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ได้ปรับหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินสนับสนุนพรรคการเมือง คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.)
กระทรวงคมนาคม มีมติไล่ออกและปลดออก 9 ข้าราชการทุจริตเรือขุด นอกจากนี้ศาลชั้นต้น
ยังได้สั่งจำคุก นายเฉลิม พรหมเลิศ อดีตรองประธานวุฒิสภาและสมาชิกวุฒิสภา จ.สุราษฎร์ธานี
เป็นเวลา 16 ปี ฐานละเมิดทางเพศเด็กหญิง

โปรดเกล้าฯ กม.ปฏิรูประบบราชการ และตั้ง ครม.ชุดใหม่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงลงพระปรมาภิไธย ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ให้นำกฎหมายทั้ง 2 ฉบับประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อบังคับใช้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2545
ทั้งนี้ กฎหมายทั้ง 2 ฉบับ เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบราชการไทยในรอบ 110 ปี
นับแต่สมัยรัชกาลที่ 5 นอกจากนี้ ยังได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง
และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จำนวน 35 คน ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 201 และ 217 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
มีดังนี้ คือ

1) พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี
2) นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี
3) นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี
4) นายกร ทัพพะรังสี รองนายกรัฐมนตรี
5) นายแพทย์ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รองนายกรัฐมนตรี
6) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี
7) พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รมว.กระทรวงกลาโหม
Cool นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รมว.กระทรวงการคลัง
9) นายวราเทพ รัตนากร รมช.กระทรวงการคลัง
10) ร้อยเอก สุชาติ เชาว์วิศิษฐ รมช.กระทรวงการคลัง
11) นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รมว.กระทรวงการต่างประเทศ
12) นายสนธยา คุณปลื้ม รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
13) นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
14) นายสรอรรถ กลิ่นประทุม รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
15) นายเนวิน ชิดชอบ รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
16) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.กระทรวงคมนาคม
17) นายพิเชษฐ สถิรชวาล รมช.กระทรวงคมนาคม
18) นายนิกร จำนง รมช.กระทรวงคมนาคม
19) นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
20) นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
21) นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.กระทรวงพลังงาน
22) นายอดิศัย โพธารามิก รมว.กระทรวงพาณิชย์
23) นายวัฒนา เมืองสุข รมช.กระทรวงพาณิชย์
24) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รมว.กระทรวงมหาดไทย
25) นายประชา มาลีนนท์ รมช.กระทรวงมหาดไทย
26) นายประมวล รุจนเสรี รมช.กระทรวงมหาดไทย
27) ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ รมว.กระทรวงยุติธรรม
28) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รมว.กระทรวงแรงงาน
29) นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.กระทรวงวัฒนธรรม
30) นายพินิจ จารุสมบัติ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
31) นายปองพล อดิเรกสาร รมว.กระทรวงศึกษาธิการ
32) นางสิริกร มณีรินทร์ รมช.กระทรวงศึกษาธิการ
33) นางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ รมว.กระทรวงสาธารณสุข
34) พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมช.กระทรวงสาธารณสุข
35) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม

ครม.แต่งตั้ง 6 ปลัดกระทรวง
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติแต่งตั้งปลัดกระทรวงใหม่
จำนวน 6 คน คือ 1) คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ เป็นปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
2) นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ เป็นปลัดกระทรวงพลังงาน
3) นายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
4) ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ เป็นปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
5) นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
และ 6) นายจเด็จ อินสว่าง เป็นปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงทั้ง 6 ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเพื่อรองรับกระทรวงที่ตั้งขึ้นใหม่ หลังจากประกาศใช้
พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา

ครม. แต่งตั้งกรรมการ ก.พ.ร.
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) หลังจากที่คณะกรรมการสรรหาฯ ที่มีนายวิษณุ เครืองาม
รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เสนอให้ ครม.คัดเลือกจาก 16 เหลือ 10 คน โดยผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งคือ
1) นายชัยอนันต์ สมุทวณิช อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2) นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
3) นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อการพัฒนาประเทศ
4) นายปรีชา จรุงกิจอนันต์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
5) นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
6) นางอรพินท์ สพโชคชัย ผอ.สำนักบริหารโครงการปฏิรูประบบราชการ สำนักงาน ก.พ
7) ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
Cool นายสมภพ อมาตยกุล กรรมการ ก.พ. ผู้ทรงคุณวุฒิ
9) นายธรรมรักษ์ การพิศิษฐ์ และ
10) นายสมพล เกียรติไพบูลย์
ก.พ.ร. ชุดดังกล่าว จะทำหน้าที่ในการเสนอแนะ ให้คำปรึกษาคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับการพัฒนา
ระบบราชการทั้งด้านโครงสร้างระบบราชการ งบประมาณ บุคลากร มาตรฐานทางคุณธรรม
จริยธรรม รวมไปถึงการพิจารณาค่าตอบแทน และวิธีปฏิบัติราชการอื่นๆ
โดยกฎหมายกำหนดให้สรุปผลการปฏิรูประบบราชการเสนอต่อรัฐบาลภายใน 2 ปี
ทั้งนี้ ก.พ.ร. เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5)
พ.ศ.2545 มาตรา 71/1 ที่ประกาศเป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่าคณะรัฐมนตรี
จะต้องแต่งตั้งกรรมการ ก.พ.ร. ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.บ.ดังกล่าวบังคับใช้

สรรหาตุลาการศาล รธน.
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มี นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ
ประธานศาลฎีกา เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาฯ ได้ลงมติคัดเลือกผู้สมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
จำนวน 8 จาก 32 คน เพื่อเสนอต่อวุฒิสภาพิจารณาเลือกเหลือ 4 คน แทนตำแหน่งที่ว่างลง
เนื่องจากหมดวาระ 4 ปีครึ่งตามมาตรา 322 ของรัฐธรรมนูญ โดยผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือก
จำนวน 8 คน มาจากสายรัฐศาสตร์ 2 คน คือ
1) พล.ต.อ.สุวรรณ สุวรรณเดโช อดีตที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี
2) นายวิสุทธิ์ โพธิแท่น อดีตกรรมการการการเลือกตั้ง และจากสายนิติศาสตร์ 6 คน คือ
1) นายประสิทธิ์ เอกบุตร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2) นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3) นายสุธี สุทธิสมบูรณ์ อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
4) นายสมพงษ์ วนาภา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
5) นายมานิต วิทยาเต็ม อดีตอธิบดีกรมศุลกากร
6) นายสมบัติ เตียวอิศเรศ อดีตอธิบดีผู้พิพากษา
ศาลอาญาทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาฯจะต้องส่งรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกทั้ง 8 คนให้คณะกรรมการ
ตรวจสอบประวัติทำการตรวจสอบรายละเอียดแล้วจึงเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาคัดเลือก

สภาผ่านร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรลงมติด้วยคะแนน 314 ต่อ 38 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง
ไม่ลงคะแนน 4 เสียง เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ....
ตามที่วุฒิสภาได้แก้ไข โดยให้คงมาตรา 44 และ 45 ที่เกี่ยวกับการให้ประชาชนผู้รับบริการ
ที่ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล สามารถเรียกร้องค่าชดเชยจากผู้ให้บริการ
หรือแพทย์ได้ ซึ่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว จะประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ กลุ่มแพทย์ที่ได้เคยออกมา
เคลื่อนไหวคัดค้านให้มีการตัดมาตรา 45 ออก ได้ยุติการเคลื่อนไหวลง เนื่องจาก นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้รับปากว่าจะออกระเบียบมารองรับ เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาวต่อไป

สรุปผลคณะทำงานฯ ศึกษารูปแบบท้องถิ่น
คณะทำงานเพื่อศึกษารูปแบบวิธีการปกครอง การบริหารและการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ที่มีนายประมวล รุจนเสรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ซึ่งตั้งขึ้นตามคำสั่งของ
คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) เพื่อศึกษารูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่น
ที่มีความเหมาะสมกับประเทศไทย ได้สรุปผลการศึกษาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ให้คงองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ไว้ เนื่องจากเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นที่มีขนาดใหญ่ของจังหวัด
โดยจะมอบภาระหน้าที่หรือพันธกิจให้ดูแลงานสำคัญๆ ซึ่งจะไม่ซ้ำซ้อนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
รูปแบบอื่น คือ เทศบาล กับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)

2. ให้คงเทศบาลไว้ โดยให้มีเทศบาลนครเป็นหลัก จากนั้นก็จะมีเทศบาลชั้น 1 ชั้น 2 และชั้น 3
ซึ่งจะไม่เรียกเทศบาลเมือง เทศบาลตำบลอีก

3. ให้คง อบต. ไว้ แต่หาก อบต.ใดมีขนาดเล็กไม่สามารถดูแลและเลี้ยงดูตัวเองได้ หรือมีประชากรน้อย
จะนำ อบต.เล็กๆ นั้นมายุบรวมกับเทศบาล ทั้งนี้ ผลการศึกษาดังกล่าว ทำให้สมาคม อบต. และสมาชิก อบต.
ทั่วประเทศ ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความไม่พอใจที่จะมีการยุบรวม อบต.เข้ากับเทศบาล เนื่องจากเห็นว่า
รัฐบาลไม่มีความจริงใจในการกระจายอำนาจ ซึ่งคณะทำงานฯ ได้ออกมาชี้แจงว่า ผลการศึกษาดังกล่าว
ยังต้องรอปรับปรุงแก้ไขอีกครั้ง แล้วจึงเสนอต่อวิปรัฐบาลต่อไป

ศาล รธน. รับตีความคดี “วีรพล”
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 9 ต่อ 5 เสียง รับคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.)
ที่ให้วินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช.ว่ามีมากน้อยเพียงใด โดยอาศัยอำนาจ
ตามมาตรา 266 ของรัฐธรรมนูญ กรณีที่ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนและวินิจฉัยว่า นายวีรพล ดวงสูงเนิน
อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ มีความผิดวินัยร้ายแรงเห็นควรให้ออกจากราชการ ฐานทุจริตการเช่าซื้อ
คอมพิวเตอร์ 12 ล้านบาท โดยถือว่าเป็นอันยุติตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 301 (3)
แต่คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กลับคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ให้นายวีรพล มีความผิด
ไม่ร้ายแรงและเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กลับเข้ารับราชการ ในตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักงาน
ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งครม.ได้อนุมัติแล้วนั้น ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะแจ้งมติให้ ป.ป.ช. และ อ.ก.พ.
ทราบ ซึ่งหากทั้ง 2 ฝ่ายมีความเห็นหรือคำชี้แจงอื่น ให้ส่งมาที่ศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน
จากนั้นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะบรรจุในวาระเพื่อวินิจฉัยต่อไป

อัยการยื่นฟ้องยึดทรัพย์ “รักเกียรติ”
อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ยื่นคำร้องขอให้
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งยึดทรัพย์สิน นายรักเกียรติ สุขธนะ
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 233 ล้านบาท
ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) วินิจฉัยว่า นายรักเกียรติ
ร่ำรวยผิดปกติ ทั้งนี้หากนายรักเกียรติไม่สามารถพิสูจน์ที่มาและการได้มาของทรัพย์สินจะมีความผิดฐาน
เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทรัพย์สินดังกล่าวจะตกเป็นของแผ่นดิน นอกจากนี้ ยังถูกดำเนิน
คดีอาญามีโทษจำคุก เช่นเดียวกับ นายจิรายุ จรัสเสถียร ที่ปรึกษา อดีต รมช.กระทรวงสาธารณสุข
(นายธีระวัฒน์ ศิริวันสาณฑ์) ที่ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 6 ปี โดยไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้


ปรับเกณฑ์แจกเงินพรรคการเมือง
คณะกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ได้ปรับหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินสนับสนุนการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง ในปี 2546
จำนวน 197 ล้านบาท ให้แก่ 30 พรรคการเมือง โดยปรับ 4 หลักเกณฑ์ในการคำนวณใหม่ คือ
1) ร้อยละ 35 ให้พรรคการเมืองตามจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคมีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร
2) ร้อยละ 30 ให้ตามจำนวนคะแนนจากบัญชีรายชื่อ
3) ร้อยละ 20 ให้ตามจำนวนสมาชิกพรรค และ
4) ร้อยละ 15 ให้ตามจำนวนสาขาพรรค
การจัดสรรเงินครั้งนี้เป็นปีแรกที่คณะกรรมการกองทุนฯได้มีมติให้ลบชื่อสมาชิกพรรคการเมือง
ที่สังกัดพรรคมากกว่า 1 ออก ห้ามนำมาคำนวณขอรับการสนับสนุน เนื่องจากพบว่า
ที่ผ่านมามีจำนวนสมาชิกซ้ำซ้อนมากถึง 1.7 ล้านคน นอกจากนี้ หากพรรคใดมี 2 สาขา
ในเขตเลือกตั้งเดียวกันจะถูกนับเป็น 1 สาขาเท่านั้น อนึ่ง พรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุน
จากกองทุนมากที่สุดคือ พรรคไทยรักไทย 87.1 ล้านบาท พรรคประชาธิปัตย์ 47.4 ล้านบาท
พรรคชาติพัฒนา 15.5 ล้านบาท พรรคชาติไทย 13.8 ล้านบาท ส่วนพรรคที่ได้น้อยที่สุดคือ
พรรครักษ์ถิ่นไทย 168,800 บาท

ไล่-ปลดออก 9 ข้าราชการทุจริตเรือขุด
คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงคมนาคม มีมติให้ไล่ออกข้าราชการกรมเจ้าท่า
(กรมขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวีในปัจจุบัน) จำนวน 8 คน และปลดออก 1 คน เนื่องจากกระทำความผิด
ทางอาญาฐานทุจริตต่อหน้าที่และทำผิดวินัยร้ายแรงทำให้ราชการเสียหาย ในโครงการจัดซื้อเรือขุด
จากบริษัท เอลลิคอตต์ แมชชีน คอร์ปอเรชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล ของประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 3 ลำ
มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้ที่ถูกปลดออกจากราชการคือ
นายชาญชัย เชยชื่น เลขานุการกรมเจ้าท่า และผู้ที่ถูกไล่ออก 8 คน คือ

1. นายจงอาชว์ โพธิสุนทร รองปลัดกระทรวงคมนาคม อดีตอธิบดีกรมเจ้าท่า
2. ร.ต.สัญชัย กุลปรีชา รองอธิบดีกรมเจ้าท่า
3. ร.ต.ประเวช รักแผน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการเดินเรือ
4. ร.ต.วิเชฎฐ์ พงษ์ทองเจริญ เจ้าท่าภูมิภาค
5. นายปัญญา ส่งเจริญ อดีตเจ้าพนักงานตรวจเรือ
6. นายดนัย ศรีพิทักษ์ นายช่างขุดลอก
7. นายอิทธิพล กาญจนกิจ เจ้าหน้าที่ภูมิภาค
8. ร.ท.วิทย์ วรคุปต์ อดีตอธิบดีกรมเจ้าท่า

ทั้งนี้ ข้าราชการทั้ง 9 คนสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
เพื่อขอความเป็นธรรมได้ตามขั้นตอนต่อไป นอกจากนี้ ป.ป.ช.จะส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณาไต่สวน
ความผิดทางอาญากับข้าราชการทั้ง 9 อีกทางหนึ่ง หลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
แห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ลงชี้มูลความผิด และส่งเรื่องให้ อ.ก.พ.กระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา
เพื่อให้ดำเนินการลงโทษข้าราชการทั้ง 9 คน ตามข้อกล่าวหา ภายใน 30 วัน แต่ปรากฏว่าการพิจารณา
มีความล่าช้า โดยอ้างว่ายังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอำนาจการลงโทษของ อ.ก.พ.ว่ามีมากน้อยเพียงใด
และสามารถมีความเห็นต่างไปจากมติของ ป.ป.ช.ได้หรือไม่ จึงได้ส่งข้อหารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา
ทำให้ ป.ป.ช. และหลายฝ่ายเห็นว่า อ.ก.พ. ถ่วงเวลาและมีเจตนาปกป้องข้าราชการที่กระทำผิด
ป.ป.ช.จึงทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้ลงโทษ อ.ก.พ. ที่ทำงานล่าช้า ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้
ดำเนินการพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ในที่สุด อ.ก.พ. จึงได้มีมติดังกล่าว อนึ่ง โครงการดังกล่าว เกิดขึ้น
ตั้งแต่เดือนกันยายน 2540 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กรมเจ้าท่าได้อนุมัติว่าจ้างบริษัท เอลลิคอตต์ฯ
ต่อเรือขุดหัวสว่านขนาดท่อส่งดิน 28 นิ้ว จำนวน 3 ลำ วงเงินงบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท ปรากฏว่า
เมื่อสิ้นสุดสัญญาวันที่ 24 มีนาคม 2542 บริษัทต่อเรือไม่เสร็จ และมีการยืดสัญญาให้แต่บริษัทก็ยังไม่สามารถ
ส่งมอบเรือได้จนกระทั่งเดือนมีนาคม 2545 รัฐบาลสั่งยกเลิกสัญญา และให้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย
แต่ปรากฏว่าบริษัท แอลลิคอตต์ฯ ได้ล้มละลายไปแล้ว โดยเจ้าหนี้ฝ่ายสหรัฐประมูลขายเรือทั้งสามลำ
ให้กับบริษัทอื่นของสหรัฐ ทำให้มีการสอบสวนโครงการดังกล่าว จึงพบว่า ผู้บริหารของบริษัทได้ให้สินบน
เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย เพื่อทำหนังสือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสัญญาเพื่อหลอกให้รัฐบาลไทยจ่ายเงินล่วงหน้า
เป็นจำนวน 85% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด ซึ่ง ป.ป.ช. ได้ดำเนินการสอบสวนและพบว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย
มีความผิดจริงจึงมีมติดังกล่าว

ศาลชั้นต้นสั่งจำคุก ส.ว.เฉลิม 16 ปี
ศาลจังหวัดธัญบุรี พิพากษาจำคุก นายเฉลิม พรหมเลิศ อดีตรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)
จ.สุราษฎร์ธานี เป็นเวลา 16 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ทั้งนี้
นายเฉลิม ได้ขอประกันตัว และยื่นอุทธรณ์ต่อศาล อนึ่ง นายเฉลิม ได้ขอลาออกจากการเป็นรองประธานวุฒิสภา
ไปเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2544 และลาออกจากการเป็น ส.ว. ในวันที่ 23 มีนาคม 2544 เนื่องจากหลายฝ่าย
ได้แสดงความเห็นและเรียกร้องให้นายเฉลิมลาออกเพื่อมิให้สถาบันวุฒิสภาเสื่อมเสีย
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ถูกตั้งขึ้นหลังจากนั้น

http://202.28.18.239/buddhism_history.htm




พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยด้วยคนไทยส่วนใหญ่ได้เคารพนับถือพระพุทธศาสนาเป็นสรณะแห่งชีวิต
สืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านานนับแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบันที่ชาติไทยเรามีความมั่นคง ดำรงเอกราชมีอธิปไตย
เป็นอิสระเสร ีอยู่ได้ตราบเท่าทุกวันนี้ ก็ด้วยคนในชาติยึดมั่นอยู่ในสามัคคีตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีอันดีงาม ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมสร้างสามัคคีธรรมระหว่งคนในชาติ ส่วนใหญ่มีพื้นฐาน
มาจากพระพุทธศาสนา ดังนั้น หลักธรรมคำสั่งสอนทางศาสนาจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาและความมั่นคง
ของประเทศชาติ

การบริหารกิจการพระศาสนานั้น เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ตามพุทธบัญญัติ แต่เนื่องจากอาณาจักรและศาสนจักร
ต้องประสานกัน เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ รัฐบาลในฐานะผู้รับสนองพระราชภาระของพระมหากษัตริย์
จึงเข้าไปมีส่วนร่วม ในการดำเนินงานกิจการทางศาสนา ตามประวัติและพัฒนาการโดยลำดับ ดังนี้

- สมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา
มีราชบัณฑิต และ หมื่นราชสังฆการี รับมอบหมายภารกิจด้านการศาสนา

- ต้นกรุงรัตนโกสินทร์
มีหน่วยงานรับผิดชอบ 3 หน่วยงานคือ กรมธรรมการ กรมสังฆการี และกรมราชบัณฑิต


พ.ศ. 2430
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้ง
กรมศึกษาธิการ ขึ้นดูแลโรงเรียนต่าง ๆ ในขณะนั้น

พ.ศ. 2435
รวมกรมธรรมการ กรมสังฆการี กรมพยาบาล กรมพิพิธภัณฑ์สถาน และกรมศึกษาธิการ
เป็นกระทรวงธรรมการ

พ.ศ. 2441
“ ประกาศจัดการเล่าเรียนในหัวเมือง “ ให้ราษฎรมีความรับผิดชอบ
และให้รู้จักการประกอบอาชีพ ในทางสุจริต โดยให้พระภิกษุสงฆ์เป็นผู้สั่งสอนอบรม
(พ.ศ. 2442 กระทรวงมหาดไทย ได้โอนหน้าที่การอุดหนุนการศึกษา ให้กระทรวงธรรมการตามเดิม)


พ.ศ. 2445
ประกาศใช้ “ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ซึ่งมีบัญญัติให้พระสงฆ์ทุกระดับ
มีหน้าที่บำรุงการศึกษาในวัดอีกด้วย

พ.ศ. 2459
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้มีการปรับปรุงตำแหน่งหน้าที่
ในกระทรวงธรรมการ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยมีกองบัญชาการและแบ่งกรมใหญ่มีหัวหน้าเป็นอธิบดี
2 กรม คือ กรมธรรมการ และ กรมศึกษาธิการ และใน 2 กรมดังกล่าว ก็มีกรมเล็ก
ๆ ซึ่งหัวหน้ามีตำแหน่งเป็นเจ้ากรมอยู่ในสังกัด คือ กรมสังฆการี
กรมพระอาราม กองอธิกรณ์ ขึ้นอยู่กับกรมธรรมการ ส่วนกรมราชบัณฑิต
กรมวิสามัญศึกษา กรมสามัญศึกษา ขึ้นกับกรมศึกษาธิการ

พ.ศ. 2462
ได้มีการเปลี่ยนชื่อ กระทรวงธรรมการ เป็น กระทรวงศึกษาธิการ และโปรดให้ย้ายกรมธรรมการ
ไปรวมอยู่ในพระราชสำนักตามประเพณีเดิม

ซึ่งรวมกรมสังฆการีอยู่ด้วยกันไปสังกัดอยู่ในกระทรวงธรรมการ
ทั้งนี้ “โดยที่ทรงพระราชดำริว่า การศึกษาไม่ควรจะแยกจากวัด”

พ.ศ. 2469
เปลี่ยนชื่อเป็น กระทรวงธรรมการ อีกครั้งหนึ่ง และย้ายกรมธรรมการ
ซึ่งรวมกรมสังฆการีอยู่ด้วยกัน ไปสังกัดอยู่ในกระทรวงธรรมการ ทั้งนี้
“โดยที่ทรงพระราชดำริว่า การศึกษาไม่ควรจะแยกจากวัด”

พ.ศ. 2474
มีการเปลี่ยนแปลงราชการในกระทรวงธรรมการและกรมสังฆการีเข้าด้วยเช่นเดิม
กรมธรรมการยังคงสังกัดอยู่ในกระทรวงธรรมการเรื่อยมา แม้ภายหลังสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง


พ.ศ. 2484
ได้มีประกาศพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เปลี่ยนชื่อ
กระทรวงธรรมการ เป็น กระทรวงศึกษาธิการ และเปลี่ยนชื่อ กรมธรรมการ
เป็น กรมการศาสนา

พ.ศ. 2545
ในวันที่ 3 ตุลาคม 2545 ได้มีการแบ่งส่วนราชการกรมการศาสนาเดิม ออกเป็น 2 หน่วยงาน คือ
กรมการศาสนา สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ดังปรากฎอยู่ทุกวันนี้







ดวงตราสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ


อธิบาย

ตรานี้ใช้ธรรมจักรบนฐานดอกบัว เรียกว่า "ไตรรัตนจักร" (กงล้อ คือ พระรัตนตรัย)
เป็นสัญลักษณ์แทนพระรัตนตรัย คือ

(1) ดอกบัวแทนพระพุทธเจ้า ดังพระบาลีในเถรคาถาว่า "พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลก
แต่ไม่ติดในโลกีวิสัย ดุจดอกบัวเกิดในน้ำแต่ไม่เปียกน้ำ (ขุ.เถร. 26/388)

(2) ดอกบัวแทนพระอริยสงฆ์ ดังพุทธวจนะในธรรมบทว่า "ดอกบัวเกิดที่กองขยะที่เขาทิ้งไว้ข้างทางใหญ่
มีกลิ่นหอมรื่นรมย์ใจฉันใด ท่ามกลางมหาชนผู้โง่เขลา เป็นดุจสิ่งปฏิกูล พระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ย่อมรุ่งโรจน์ด้วยปัญญาฉันนั้น" (ขุ.ธ. 25-59)

(3) ดอกบัวมี 7 กลีบ เป็นสัญลักษณ์แทนดอกบัว 7 ดอก ที่เกิดขึ้นรองรับพระบาทของเจ้าชายสิทธัตถะ
เมื่อคราวประสูติ หรือสัญลักษณ์แทนโพชฌงค์ 7

(4) ธรรมจักร เป็นสัญลักษณ์แทนพระธรรม คือ อริยสัจสี่ อันเป็นแก่นของพระพุทธศาสนา
ที่ทรงแสดงในวันเพ็ญเดือน 8 วันที่พระรัตนตรัยครบสมบูรณ์

(5) ซี่ธรรมจักร 12 ซี่ เป็นสัญลักษณ์แทนการรู้แจ้งอริยสัจแต่ละข้อด้วยญาณ ทั้ง 3
(สัจจญาณ, กิจจญาณ, และกตญาณ) (3x4 = 12)

(6) พระบาลีในธัมมจักรกัปปวัตตนสูตรว่า

ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ อปฺปฏิวตฺติยํ = กงล้อคือพระธรรม

อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงหมุนไปแล้ว ไม่มีใครหมุนกลับได้



ศ. พิเศษเสฐียพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต
29 ตุลาคม 2545
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: POUR LA PLUS GRANDE GLOIRE DE DIEU : รุกสยามในนามพระเจ้า

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Nov 29, 2009 10:39 am

http://ronakorn.wordpress.com/2009/09/03/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B6%E0%B8%94-%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%99/

ronakorn 10:22 am on กันยายน 3, 2009


สั่งยึด สนามกอล์ฟอัลไพน์ คืนเป็นธรณีสงฆ์-จับตา ‘วิชัย’ เกียร์ว่าง


สนามกอล์ฟอัลไพน์

นายกฯ สั่งยึดสนามกอล์ฟอัลไพน์ อสังหาริมทรัพย์ฺในเครือข่าย “นช.แม้ว” คืนให้เป็นธรณีสงฆ์
ตามคำวินิจฉัยของกฤษฎีกา ขณะลิ่วล้อสุเทพ”ปลัดมหาดไทย”เข้าเกียร์ว่าง ส่อละเว้นปฏิบัติหน้าที่
โดยมิชอบ ผิด ม.157
เผยกรมที่ดินเคยทำหนังสือทวงแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังนิ่งเฉย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือสั่งการไปถึงนายชวรัตน์ ชาญวีรกุล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่กำกับดูแลกรมที่ดิน เพื่อให้ดำเนินการเพิกถอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน
หมู่บ้าน และสนามกอล์ฟอัลไพน์ ให้กลับมาเป็นที่ดินธรณีสงฆ์ ตามที่กฤษฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่า ที่ดิน หมู่บ้าน
สนามกอล์ฟดังกล่าว เป็นที่ธรณีสงฆ์ และให้เพิกถอนกรรมสิทธิ์ ให้กลับมาเป็นสาธารณะประโยชน์
ตามกฎหมายคณะสงฆ์ พ.ศ.2505
สำหรับเรื่องดังกล่าว หลังจากที่มีคำวินิจฉัยกฤษฎีกา
กรมที่ดินได้ทำหนังสือไปถึงนายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย แล้วถึง 2 ครั้ง เพื่อให้ดำเนินการเพิกถอน
คือ หนังสือลงวันที่ 15 มิถุนายน 2552 และ 9 กรกฎาคม 2552 ครั้งล่าสุดคือ วันที่ 1 กันยายนนี้ แต่นายวิชัย
ไม่ได้เร่งดำเนินการ ทั้งๆ ที่ ในคำวินิจฉัย กฤษฎีากระบุชัดเจนว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยไม่ต้องดำเนินการ
ตามคำเห็นของปลัดฯ คนก่อน คือ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่เคยนั่งเป็น
ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้เพียง 1 เดือน ที่ทำการยื่นอุทธรณ์คำสั่งของกรมที่ดินที่ให้เพิกถอน
ซึ่งจะเป็นเหตุทำให้นายวิชัย ถูกฟ้องร้องเป็นคดีความ ในฐานะการเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือ
ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ประเด็นดังกล่าว มีที่มาจาก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จำนวน 22 คน นำโดยนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
ได้เคลื่อนไหวและทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้สั่งการเพิกถอนกรรมสิทธิ์ในสนามกอล์ฟอัลไพน์
จนในที่สุดนายกฯ ได้ทำหนังสือถึง รมว.มหาดไทยแล้ว
ทั้งนี้ การที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ร้องเรียน
เรื่องดังกล่าว เนื่องจากที่ดินดังกล่าวมีการถือครองโดยมิชอบเพราะมีนักการเมืองเข้าไปมีส่วนเกี่ยงข้อง
แต่หลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกา เคยมีมติ 55 ต่อ 3 เสียง เมื่อต้นปี 2545 ว่าที่ดินบนสนากอลฟ์อัลไพน์
เป็นธรณีสงฆ์ ต้องคืนให้แก่วัด
แต่หลังจากนั้นได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ไปอีกหลายทอดจนถึง พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันหลบหนีคดีทุจริตไปอยู่ต่างประเทศ เท่ากับเชื่อได้ว่ามีการใช้ตำแหน่ง
หน้าที่นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นให้ได้มา ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยมีการซื้อขายในราคาที่ต่ำเกินจริง

สำหรับที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ มีเนื้อที่ประมาณ 770 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณคลอง 5 จ.ปทุมธานีนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา
เจ้าของที่ดินเดิมได้เขียนพินัยกรรมยกให้เป็นที่ดินธรณีสงฆ์ แต่ภายหลังกลับมีการทำผิด พ.ร.บ.คณะสงฆ์ด้วยการ
นำที่ดินไปขายให้กับกลุ่มนายเสนาะ เทียนทอง ทำเป็นสนามกอล์ฟ และต่อมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ได้ซื้อสนามกอล์ฟแห่งนี้ต่อจากนายเสนาะ
กรณีดังกล่าวมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์
รมว.มหาดไทย สังกัดพรรคไทยรักไทย เมื่อปี 2545 รวมทั้งมีการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ในปีเดียวกัน
แต่เรื่องกลับเงียบหายไป จนกระทั่งเมื่อวันที่ 28 พ.ค.2552 นายสมเกียรติ และ 22 ส.ส.ได้ยื่นหนังสือถึง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการเพื่อนำที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์กลับมาเป็น
ที่ดินธรณีสงฆ์ต่อไป

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน

http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t620.htm

http://tnews.teenee.com/politic/4598.html

อำนาจหมด ตอผุด ขุดคุ้ย สนามกอล์ฟอัลไพล์


<table width="95%" border="0" cellpadding="2" cellspacing="2"><tr><td class="A14" valign="top">มีชัย ทวงถามใครเอ่ย ? ต้องรับผิดกรณี สนามกอล์ฟอัลไพน์ "เพื่อให้ความยุติธรรมเดินหน้าต่อไปได้"

จากประชาชาติธุรกิจ

สัปดาห์ที่ผ่านมาคนที่รับใช้ระบอบทักษิณถูกเช็กบิลไม่เว้นแต่ละวัน
วันพฤหัสฯ (28 ก.ย.) พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
ชิงยื่นใบลาออกกับนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง
ในฐานะประธานคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ไปเรียบร้อยแล้ว
โดยอ้างว่าจะไปทำงานส่วนตัว

</td></tr></table>
<table width="95%" border="0" cellpadding="2" cellspacing="2"><tr><td class="A14" valign="top">ล่าสุด "พิบูลรัฐ รักยุติธรรม" ได้ตั้งกระทู้ถาม นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เจ้าของเว็บไซต์ meechaithailand.com และประธานร่างรัฐธรรมนูญการปกครองว่า

ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาฯเคยให้แนวทางในเรื่องที่ดินที่เป็นมรดกของวัด
ที่มีการนำมาจัดสรรส่วนหนึ่งและเป็นสนามกอฟล์อัลไพน์ส่วนหนึ่งนั้น
ทำไมไม่มีการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายเสียที


เรื่องนี้มีคำพิพากษาฎีกาเป็นบรรทัดฐานไว้หลายฎีกา และไม่มีอายุความน่าจะทำให้ถูกต้อง
ไม่ควรปล่อยให้ผิดกฎหมายต่อไปอย่างไม่รู้จบ เป็นหน้าที่ของผู้ใด หน่วยงานใด
ที่จะต้องดำเนินการให้ถูกต้อง หรือว่าทักษิณอยู่เหนือกฎหมาย ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
เรื่องนี้นักกฎหมายเข้าใจดีทุกคน (ครับ)

</td></tr></table>
<table width="95%" border="0" cellpadding="2" cellspacing="2"><tr><td class="A14" valign="top">นายมีชัยตอบคำถามแบบสั้นๆ แต่ตรงประเด็นว่า
ว่างๆ ก็น่าจะลองไปกล่าวโทษอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นคนทำเรื่องนี้ดู
ความยุติธรรมจะได้เดินหน้าต่อไปได้

มื่อย้อนกลับไปดูปลัดกระทรวงมหาดไทยในช่วงเกิดเหตุมีเพียงคนเดียวคือ
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ คนนี้นี่เอง


</td></tr></table>
<table width="95%" border="0" cellpadding="2" cellspacing="2"><tr><td class="A14" valign="top">จริงๆ แล้วกรณีสนามกอล์ฟปรากฏอยู่ในสำนวนคดีซุกหุ้น โดยตอนหนึ่ง
พ.ต.ท.ทักษิณได้ให้สัมภาษณ์นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง (22 เมษายน 2542) ว่า

"สนามกอล์ฟนี้นะครับ ราคาที่ผมจ่ายไป 500 ล้าน มีที่อยู่ประมาณเกือบ 500 ไร่
และมีคลับเฮาส์หลังเบ้อเร่อ สร้างด้วยเงินร้อยกว่าล้าน worth ไหมครับ
และเป็นสนามกอล์ฟที่ใช้แข่งเอเชียนเกมส์ เพราะฉะนั้นไม่เป็นการช่วยเหลือหรอกครับ
เป็นการซื้อกันทางธุรกิจในฐานะคนรู้จักกันมาเจรจาค้าขายกันและมองว่าเป็น
สิ่งที่ worth ที่จะซื้อกัน ผมก็เลยซื้อก็เท่านั้น

คงไม่เป็นเรื่องบุญคุณ ผมไม่ได้มีบุญคุณอะไรกับคุณเสนาะ (เทียนทอง)
เป็นเรื่องของผม เพราะคุณเสนาะมาเสนอขาย ราคามันสมเหตุสมผล ผมก็เลยซื้อ
บังเอิญเป็นคนรู้จักกันเท่านั้นเอง"</td></tr></table>

<table width="95%" border="0" cellpadding="2" cellspacing="2"><tr><td class="A14" valign="top">นี่คือปฐมบทที่ทักษิณ หรือเอสซี แอสเสทไปซื้อสนามกอล์ฟอัลไพน์ซึ่งเดิมเป็นที่ดิน
ของวัดธรรมิการามวรวิหาร มรดกนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา

"ประชาชาติธุรกิจ" ตามค้นคว้ากลับไปดูคำวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขที่ 73/2544
พบว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาที่มีนายชัยวัฒน์ วงศ์วัฒนศานต์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
ในยุคนั้น ฟันธงไว้แบบชัดๆ โต้งๆ แบบดิ้นออกทางอื่นไม่ได้ หากไม่มีเจตนาซ่อนเร้น

</td></tr></table>
<table width="95%" border="0" cellpadding="2" cellspacing="2"><tr><td class="A14" valign="top">ครั้งนั้นนายชัยวัฒน์สรุปแบบฟันธงว่า กรณีของที่ดินมรดกสองแปลงของนางเนื่อม
ที่เป็นปัญหานี้

นางเนื่อมได้สั่งไว้ในพินัยกรรมว่า ยกให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหาร
ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมจึงชอบแต่จะจัดการจำหน่าย จ่าย โอน ที่ดินมรดกให้แก่วัด
ผู้รับมรดกตามพินัยกรรมเท่านั้น จะโอนให้แก่บุคคลอื่นที่พินัยกรรมมิได้ระบุให้เป็นผู้รับพินัยกรรมไม่ได้

</td></tr></table>
<table width="95%" border="0" cellpadding="2" cellspacing="2"><tr><td class="A14" valign="top">สำหรับพินัยกรรมที่ระบุให้เจ้าอาวาสวัดจัดการมอบอสังหาริมทรัพย์และจำนวนเงิน
ซึ่งได้แก่วัด รวมทั้งสิ้นแก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยช่วยจัดทำผลประโยชน์
เพื่อใช้บำรุงวัดนั้น

ย่อมมีเจตนาเป็นเพียงการมอบหมายให้มูลนิธิดำเนินการจัดหาผลประโยชน์จาก
ที่ดินมรดกแทนวัด ไม่ใช่ให้มูลนิธิเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวต่อจากวัดแต่อย่างใด

ดังนั้นการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินมรดกที่ตกได้แก่วัดตามพินัยกรรมให้แก่มูลนิธิ ตามความในข้อ 4
ของพินัยกรรม จึงย่อมเป็นอันตกไป

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น มูลนิธิ ในฐานะ ผู้จัดการมรดกของนางเนื่อม จึงต้องโอนที่ดิน
มรดกตามพินัยกรรมที่ระบุให้ตกแก่วัด ให้แก่วัดได้เท่านั้น จะโอนให้แก่บุคคลอื่นนอกเหนือจากวัด
ไม่ได้การโอนที่ดินมรดกให้แก่บุคคลอื่นนอกเหนือจากบุคคลที่ระบุให้เป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรม
จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของเจ้ามรดกซึ่งไม่ผูกพันทายาทและจะต้องรับผิดต่อทายาทตามมาตรา 1720 (21) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ชั่วโมงนี้เมื่อน้ำลด ตอย่อมผุดเป็นธรรมดา เรื่องแบบนี้กรรมใดใครก่อ (โยม)


</td></tr></table>
โดย :พราวฟอง
โพสเมื่อ [ วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม 2549 เวลา 06:14 น.]


http://www.naewna.com/news.asp?ID=137352
บุคคลแนวหน้า ประจำวันที่ 8 ธันวาคม 2551

<li type="square">ถืออยู่ในมือท่านฉบับนี้ คือ หนังสือพิมพ์แนวหน้า ทุกบรรทัดตรงไปตรงมา..

</li><li type="square">..เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ถนนการเมืองฝุ่นตลบไปค่อนประเทศ เพราะมีการเดินเกม</li><li type="square">ชิงจัดตั้งรัฐบาลและสังคมไทยโล่งอกโล่งใจไปได้หน่อยหนึ่งหลัง สุเทพ เทือกสุบรรณ</li><li type="square"> เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รวม สส.จากอดีต พรรคชาติไทย,อดีตพรรคมัชฌิมาธิปไตย,</li><li type="square">พรรคเพื่อแผ่นดิน,พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และกลุ่มเพื่อนเนวิน(อดีตพลังประชาชน)..

</li><li type="square">..รวมได้ 260 เสียง สามารถส่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์</li><li type="square"> ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้เลย..

</li><li type="square">..เงื่อนไขนี้ ภาคเศรษฐกิจ อย่าง ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย</li><li type="square"> บอกว่า รับได้ เป็นไปตามข้อเรียกร้องของเอกชน..

</li><li type="square">..สมภพ มานะรังสรรค์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬา ก็บอกว่า เห็นทางสว่างแล้ว
</li><li type="square">เพราะเป็นการปลดล็อกทางการเมือง..

</li><li type="square">..สมชัย จิตสุชน จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ก็เชื่อว่า สลับขั้วการเมืองใหม่
ลดความขัดแย้งได้ และไม่มีเหตุผลที่"เสื้อแดง" จะออกมาก่อความวุ่นวายเพราะทุกอย่าง</li><li type="square">เป็นไปตามครรลองระบบประชาธิปไตย..

</li><li type="square">.. "มือปราบ"ก็อยากเห็นบ้านเมืองสงบเรียบร้อย อยากเห็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี..

</li><li type="square">..ขอชื่นชม ทุกกลุ่มที่ร่วมกันสร้างการเมืองใหม่ตามที่สังคมต้องการ โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนเนวิน</li><li type="square"> คาวบอยอีสานในคราบผู้ร้ายที่กลายเป็น ริงโก้ จังโก้ พระเอกของประชาชน ..

</li><li type="square">..กลุ่มเพื่อนเนวิน มาร่วมสร้างการเมืองใหม่ ชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาก็ต้องมาด้วย</li><li type="square"> งานนี้เรียกว่ายอมเจ็บเพื่อชาติ..

</li><li type="square">..บรรทัดนี้ทุกฝ่ายต้องหยุดเรื่อง ส.ป.ก.4-01, คดีบีบีซี การโชว์จับกระจง เอาไว้ก่อนและ</li><li type="square">ปล่อยให้เป็นตำราการเมืองของคนรุ่นหลัง(ฮา!) เพราะจะได้มีเวลาทำงานกันซะที..00..</li><li type="square">น่าเสียดาย ป๋าเหนาะ-เสนาะ เทียนทอง เจ้าพ่อวังน้ำเย็น สถานการณ์แบบนี้เหมือนเปิด</li><li type="square">ถ้วยแทงไฮโล ยังแทงผิดอีก..

</li><li type="square">..แต่เชื่อว่าสุดท้าย ป๋าเหนาะ ก็ต้องมาร่วมการเมืองใหม่..

</li><li type="square">..เราคงเห็นรัฐบาลการเมืองใหม่ในเร็วๆ นี้ แต่ช้าก่อน!!!"แห้ว"เป็นของแสลงใจที่ไม่เข้าใครออกใคร
</li><li type="square">กลุ่มอำนาจเก่าที่หลงเหลืออยู่ คือ พรรคเพื่อไทย(อดีตพลังประชาชน),พรรคประชาราช
และพวกลูกผีลูกคนอีกจำนวนหนึ่ง ก็ประกาศจัดตั้งรัฐบาลด้วย โดยอ้างว่า รวบรวมสส.ได้ 228 เสียง</li><li type="square"> แต่ยังไม่รู้จะให้ใครเป็นนายกฯ เพราะยังมีเวลาเหลือเฟือ ที่จะดูด สส.เข้าพรรค..

</li><li type="square">..แต่ก่อนหน้านี้ คนในพรรคเพื่อไทย มีข่าวเป็นนายกรัฐมนตรีบนหน้าหนังสือพิมพ์หลายคน</li><li type="square"> ทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ถึงวันนี้ก็อาจจะต้องรอไปก่อน..

</li><li type="square">..จะว่าไปแล้ว ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เป็นเรื่องอาถรรพ์ คนอยากเป็นก็ไม่ได้เป็น</li><li type="square"> คนที่ไม่อยากเป็นก็ได้เป็น..

</li><li type="square">..ประชุมพรรคเพื่อไทย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้บรรลัยทางการเมือง มาร่วมด้วย</li><li type="square"> โดยไม่ต้องหนีม็อบมือตบ..

</li><li type="square">..บรรยากาศเหงาสุดท้าย ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย..

</li><li type="square">..ยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นคนสุราษฎร์ธานี เป็นน้องชายของ ดร.ธวัช วิชัยดิษฐ</li><li type="square"> อดีต สส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ที่ตกเครื่องบินเสียชีวิต เมื่อ 11 ธันวาคม 2541 ..

</li><li type="square">..ยงยุทธ ผู้นี้ เคยเป็นปลัดเทศบาลนครหาดใหญ่ ผวจ.ตรัง พุ่งพรวดพราดถึงเก้าอี้</li><li type="square"> รักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย ..

</li><li type="square">..มีผลงานฉาว คือ การแก้ปัญหา กรณี คุณยายเนื่อม ชำนาญชาติศักดา บริจาคที่ดินย่านปทุมธานี</li><li type="square">เป็นธรณีสงฆ์ แต่ถูกโจรอุบาทว์ขโมยไป ทำสนามกอล์ฟ บ้านจัดสรร ในยุค เสนาะ เทียนทอง</li><li type="square"> เป็น มท.2..

</li><li type="square">..มีการอภิปรายในสภาทั้งชวน หลีกภัย และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ท้าทายจริยธรรมนักการเมือง</li><li type="square">ในขณะนั้นเป็นอย่างมาก..

</li><li type="square">..สุดท้าย ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ในฐานะรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ ใช้หลักทางรัฐศาสตร์</li><li type="square"> ทางการปกครอง ยุติความวุ่นวาย สับสนในกรณีดังกล่าว ส่งผลให้ การขโมยธรณีสงฆ์
เป็นสิ่งชอบธรรมไม่มีใครเสียหาย..


</li><li type="square">...จะว่าไปแล้ว วิทยายุทธ ของ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ยังต่ำชั้น กว่า นพดล ปัทมะ หลายช่วงตัว..

</li><li type="square">..เพราะ นพดล สามารถเสก พื้นที่พิพาทปราสาทพระวิหาร ให้เป็นของกัมพูชาได้สบายๆ ..

</li><li type="square">..ทว่า2 ผลงานดังกล่าว จึงถูกบันทึกไว้ในบัญชีหนังหมา และติดหน้าผาก ทั้ง ยงยุทธ-นพดล ตลอด 24 ชั่วโมง..

</li><li type="square">..สวัสดีครับ

มือปราบ </li>

วันที่ 8/12/2008


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Sun Nov 29, 2009 10:26 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: POUR LA PLUS GRANDE GLOIRE DE DIEU : รุกสยามในนามพระเจ้า

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Nov 29, 2009 10:59 am

http://www.naewna.com/news.asp?ID=177771

จากสนามกอล์ฟอัลไพน์ถึงเขาพระวิหาร (1) (ตาโป๋เป่าปี่)


รัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังเผชิญอยู่กับปัญหาที่ดิน 2 แห่ง ที่จะต้องแก้ไข
แห่งแรกเป็นที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามกอล์ฟอัลไพน์ขณะนี้
และแห่งที่สองเป็นที่ดินซึ่งอยู่รอบปราสาทพระวิหาร
ที่ดินทั้งสองแห่งดังกล่าวมีความแตกต่างกันที่เรื่องสิทธิครอบครองซึ่งมี
สถานะไม่เหมือนกัน เพราะแห่งแรกผู้เข้าครอบครองเป็นคนในชาติเดียวกัน
แต่แห่งที่สองผู้เข้าครอบครองเป็นคนต่างชาติ


ไม่ว่าจะครอบครองโดยคนชาติเดียวกันหรือโดยคนต่างชาติ
ที่ดินดังกล่าวทั้งสองแห่งนี้
เป็นปัญหาด้านกฎหมายที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จะไม่แยแสใส่ใจในการแก้ไขไม่ได้
มิฉะนั้นจะเป็นการปฏิบัติมิชอบในการบริหารงานอันจะนำไปสู่การฟ้องร้อง
หรือการถูกขับไล่จากประชาชน

มาว่ากันที่เรื่องสนามกอล์ฟอัลไพน์ก่อน


สนามกอล์ฟอัลไพน์ตั้งอยู่บนที่ดินแถว อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมด 924 ไร่ เดิมทีที่ดินแห่งนี้เป็นของคุณยายเนื่อม
ชำนาญชาติศักดา ที่ยกให้วัดธรรมิการามวรวิหาร จ.ประจวบคีรีขันธ์
โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นผลประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา
ตามพินัยกรรมของคุณยายเนื่อม เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2512

วันที่ 22 พฤษภาคม 2514 คุณยายถึงแก่กรรม


วันที่ 22 พฤศจิกายน 2514 ทางวัดธรรมิการามวรวิหารได้ตั้งนายพจน์
สุนทราชุน นายหงส์ สุวรรณหิรัญ และ นพ.วิรัตน์ มรรคดวงแก้ว
เป็นตัวแทนวัดเพื่อดำเนินการตามพินัยกรรม
และกรรมการศาสนาได้ขึ้นทะเบียนที่ดินดังกล่าวเป็นที่ธรณีสงฆ์


ที่ธรณีสงฆ์หมายถึงที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์นั้น
การโอนให้กับใครจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อออกเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น
และห้ามบุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดหรือกรมการศาสนา


ปี พ.ศ.2531 นายเสนาะ เทียนทอง
ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ
และเป็นผู้กำกับดูแลกรมที่ดิน ได้ทำหนังสือลงวันที่ 19 กันยายน 2531
ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อ้างมติที่ประชุมสงฆ์และกรรมการวัดว่า
ไม่ควรรับโอนที่ดินมาเป็นของวัด เพราะที่ดินตั้งอยู่ที่ จ.ปทุมธานี
แต่วัดตั้งอยู่ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์
จึงเป็นการไม่สะดวกที่จะใช้สอยและดูแล
ทางวัดต้องการขายที่ดินดังกล่าวเพื่อนำเงินมาบำรุงวัด
และตั้งเป็นมูลนิธิเก็บดอกผลเป็นค่าใช้จ่ายของวัด


วันที่ 21 กรกฎาคม 2532 เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามวรวิหาร
ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย
ขอให้มูลนิธิติดต่อผู้จัดการมรดก โอนที่ดินให้กับมูลนิธิ
เพื่อมูลนิธิจะได้ดำเนินการหาผลประโยชน์มาบำรุงวัดธรรมิการามฯต่อไป


วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2533 เจ้าอาวาสวัดธรรมิการามฯ จ.ประจวบคีรีขันธ์
ทำหนังสือถึงมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย
ขอเปลี่ยนตัวผู้จัดการผลประโยชน์ของวัด จาก วารุณี สมานวรวงศ์ มาเป็น
นายวิทยา เทียนทอง น้องชายนายเสนาะ เทียนทอง
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยขณะนั้น
ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีคือนายเสนาะ


เรื่องยืดเยื้อต่อมาอีกระยะหนึ่ง นายเสนาะ เทียนทอง
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
ทำการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ออกคำสั่งตามนัย มาตรา 84
แห่งประมวลกฎหมายที่ดินว่า


"ไม่อนุญาตให้วัดธรรมิการามฯได้มาซึ่งที่ดินมรดกดังกล่าว
ให้เจ้าอาวาสดำเนินการมอบอสังหาริมทรัพย์ให้แก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย
ตามข้อ 4 แห่งพินัยกรรม "

ผู้จัดการมรดกถูกกดดันให้โอนที่ดินแก่มูลนิธิ


วันที่ 11 สิงหาคม 2533
ศาลแพ่งมีคำสั่งอนุญาตให้มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย
เป็นผู้จัดการมรดกคุณยายเนื่อม ชำนาญชาติศักดา
ตามคำยื่นคำร้องของเจ้าอาวาสวัดธรรมิการามฯ และมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย


วันที่ 21 สิงหาคม 2533 ผู้จัดการมรดกคือมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย
ได้โอนที่ดินมรดกให้แก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย
แล้วขายที่ดินดังกล่าวในวันเดียวกันทันที ให้กับบริษัทอัลไพน์ เรียลเอสเตท
และบริษัทอัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์สปอร์ตคลับที่มี นายเสนาะและนายวิทยา
เทียนทอง ถือหุ้นใหญ่ในราคา 130 ล้านบาท


ปี พ.ศ.2540 นายเสนาะ เทียนทอง ได้ขายสนามกอล์ฟอัลไพน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ในราคาประมาณ 500 ล้านบาท

นี่คือที่มาที่ไปของสนามกอล์ฟอัลไพน์


คุณยายเนื่อม ชำนาญชาติศักดา บริจาคให้วัดด้วยเจตนาบริสุทธิ์
หวังก่อให้เกิดผลบุญแก่ผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา
แต่เจตนาอันดีงามดังกล่าวได้ถูกทำลายลงสิ้นเชิงอย่างไม่รู้จักกลัวเกรงบาป
บุญคุณโทษ


ใครทำอะไรไว้ และจะรับผลอย่างไรต่อไปในวันข้างหน้า
ไม่นานเกินรอคงรู้โดยไม่จำเป็นต้องรอถึงชาติหน้า เพราะขณะนี้ได้มี
สส.กลุ่มหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นเรื่องความพิสดารแห่งความเป็นมาของ
สนามกอล์ฟแห่งนี้ ให้รัฐบาลพิจารณาแล้ว
ได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวออกมาบ้างแล้วจากผู้เกี่ยวข้องของการได้มาซึ่งที่ดิน
แห่งนี้ในลักษณะของความไม่พอใจต่อการรื้อฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่งของสนาม
กอล์ฟอัลไพน์

(อ่านต่อวันศุกร์)

ตาโป๋เป่าปี่








วันที่ 8/9/2009
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ