อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อ"พระสงฆ์" ถูกจำกัดสิทธิ์ โดยฆราวาส

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อ"พระสงฆ์" ถูกจำกัดสิทธิ์ โดยฆราวาส

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Jan 28, 2009 9:48 pm

วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11281 มติชนรายวัน


พศ.จัดอบรมพระสังฆาธิการทั่วปท.


ปรับ"วิธีคิด-ทำงาน"ของพระสงฆ์



นางจุฬารัตน์ บุณยากร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันความเจริญรุ่งเรืองทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คณะสงฆ์จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิด และวิธีทำงาน จากการคิดแยกส่วนมาเป็นบูรณาการ มุ่งภารกิจร่วมกัน ระดมพลังร่วมกันจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาคระดับตำบล มีเจ้าคณะตำบลเป็นผู้ปกครองวัดในเขตปกครองของตนอยู่ใกล้ชิด เจ้าอาวาสในเขตปกครอง และพี่น้องพุทธศาสนิกชน จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดในการบริหารจัดการกิจการพระศาสนาทั้ง 6 ด้าน คือ ด้านการปกครอง การศาสนศึกษา การเผยแผ่ การสาธารณูปการ การศึกษาสงเคราะห์ และการสาธารณสงเคราะห์ ให้เป็นไปในเชิงรุก โดยมุ่งประสิทธิภาพ และประสิทธิผลเป็นหลัก มหาเถรสมาคม (มส.) และ พศ.เห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากสาเหตุต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการพระศาสนา จึงมอบให้สถาบันพระสังฆาธิการ อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี จัดโครงการถวายความรู้แด่พระสังฆาธิการขึ้น โดยมีพระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะตำบลที่เข้ารับการถวายความรู้ทั้งมหานิกาย และธรรมยุตจากทั่วประเทศ 3 รุ่น รุ่รละ 100 รูป รวม 300 รูป อบรม 10 วัน ตามหลักสูตรของ มส.

พระพรหมเวที กรรมการ มส.และเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม กล่าวว่า พระสงฆ์ที่เป็นเจ้าคณะตำบล ถือเป็นพระที่มีตำแหน่งในการปกครองถึง 3 ตำแหน่ง คือ เจ้าอาวาส พระอุปัชฌาย์ และเจ้าคณะตำบล แต่ละตำแหน่งมีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนา กล่าวคือ ในตำแหน่งเจ้าอาวาส เป็นตำแหน่งที่อยู่ใกล้กับพระภิกษุสามเณรมากที่สุด หากดูแลดีก็จะเกิดความเรียบร้อย ซึ่งพระภิกษุสามเณรในวัดจะดีหรือไม่ก็อยู่ที่การปกครองของเจ้าอาวาส ส่วนงานของพระอุปัชฌาย์ หากเจ้าคณะตำบลรูปใดดำรงตำแหน่งนี้ด้วย ถือได้ว่าได้รับตำแหน่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนา เพราะพระอุปัชฌาย์คือผู้คัดกรองคนที่จะเข้ามาบวช ที่อาจจะส่งผลให้เกิดความเจริญ หรือเสื่อมถอยมายังพระพุทธศาสนาได้ ดังนั้น การเป็นพระอุปัชฌาย์ต้องไม่ใจอ่อน เพราะปัญหาส่วนใหญ่ที่พบกับพระอุปัชฌาย์คือ ความเกรงใจ ทั้งนี้ หากพบว่าผู้ที่ต้องการจะบวชมีคุณสมบัติต้องห้ามในการบวช เช่น ติดยาเสพติด ก็ควระชี้แจงให้ญาติของผู้ที่จะบวชเข้าใจ ไม่เช่นนั้นอาจจะส่งผลทำให้พระอุปัชฌาย์ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ หากให้คนที่มีคุณสมบัติต้องห้ามเข้ามาบวช และทำให้เสื่อมเสียพระพุทธศาสนา

"ส่วนงานในตำแหน่งของเจ้าคณะตำบล คือต้องดูแลวัดในตำบล พร้อมทั้งประสานงานเจ้าอาวาสอยู่ตลอดด้วย ส่วนการเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้น อยากให้เจ้าคณะตำบลทำความเข้าใจกับพระสงฆ์แต่ละตำบลใหม่ ว่าไม่จำเป็นที่ต้องรอให้คนเข้ามาฟังเทศน์เท่านั้น พระสงฆ์เองควรที่จะเข้าหาประชาชนด้วย เช่น หากบ้านใดมีงานศพ พระสงฆ์ก็ควรเข้าไปให้คำสั่งสอน ให้ความรู้ตามหลักธรรมะ เพื่อเป็นการให้กำลังใจ เพราะการเผยแผ่พระพุทธศาสนาควรหวังผลที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนมากกว่าจำนวนคน ไม่ใช่มัวรอแต่จะขึ้นธรรมาสน์ เพื่อหวังเทศน์ให้คนจำนวนมากฟังเท่านั้น" พระพรหมเวทีกล่าว


หน้า 23

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ต่างก็เป็นพุทธบริษัท

ตั้งหัวข้อ  tang may on Thu Jan 29, 2009 8:04 am

อันที่จริง ทั้ง พระสงฆ์ และ ฆราวาส ต่างก็เป็นหุ้นส่วนกันนะ เพราะทั้งหมดคือพุทธบริษัท เป็นองค์กรที่มิได้จำกัดจำนวนคน และ ไม่ต้องใช้ทุนจดทะเบียน ระเบียบข้อบังคับตามกฎหมายก็ไม่มี มีแต่กฏเกณฑ์ที่เป็นสัจธรรม รวบรวมไว้ให้ปฏิบัติ

ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และ อุบาสิกา คือ พุทธบริษัท ที่อยู่ร่วมกันภายใต้ร่มพระพุทธศาสนา ดังนั้นทุกฝ่าย ต่างมีหน้าที่จรรโลง พระพุทธศาสนา ให้ดำรงอยู่สืบไป แบบถูกทางด้วย จึงจะต้องตามวัตถุประสงค์แห่งศาสนา ทางแห่งการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ทางแห่งการพ้นทุกข์

ตัวเองจัดเป็นคนที่ค่อนข้างอ่อนในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่องการบำเพ็ญภาวนา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญยิ่งกว่าการประพฤติ ในด้านอื่นๆ เช่น การให้ทาน การทำบุญ เหมือนกับพวกมีบาป คือรู้สึกหวาด แล้วก็ ไม่อยากเข้าไปปฏิบัติ บอกไม่ถูก รู้สึกว่ายาก แล้วก็ตัวเองจะทำไม่ได้

หากถามว่า พระสงฆ์ ในทุกวันนี้เป็นอย่างไร ก็ต้องตอบว่า โดยรวมแล้วน่าเห็นใจมาก เนื่องจากว่า คนส่วนใหญ่ ไม่ได้มองท่านเป็น สาวกของพระพุทธองค์ ไม่ได้มองท่านเป็นผู้สอนธรรมให้เราปฏิบัติ และยึดถือ กลับมองท่านเป็นเพียงสื่อในการทำบุญ เช่น การใส่บาตร การนิมนต์พระมาสวดเพื่อเป็นสิริมงคลในบ้าน ในกิจการค้า แล้วก็ถวายปัจจัย ปัจจัย คือตัวแสบ ที่ทำให้เขว คนจะเข้าใจว่า การที่ตนถวายปัจจัยมาก จะส่งผลให้มีอิทธิพล ในการควบคุม กำหนดให้พระท่านปฏิบัติได้ดังที่ต้องการ เช่น เมื่อถวายปัจจัย แล้วจะให้พระท่านทำนั่นทำนี่ให้ ดูดวงให้ ดูฤกษ์ผานาทีให้ เป็นต้น ที่สำคัญคือ ขาดความเคารพในพระสงฆ์ ปฏิบัติต่อท่านอย่างไม่ค่อยสมควรนัก

โดยลืมไปว่า ท่านคือ หนึ่งในพระรัตนตรัย

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

สละชีวิต รักษาธรรม

ตั้งหัวข้อ  tang may on Thu Jan 29, 2009 8:16 am

ฆราวาสทั้งหลาย ที่หลงผิดว่า ปัจจัย คือ ตัวมีอิทธิพลต่อคนในสังคม ยังลามปามไปยังท่านผู้ดำรงตนใน สมณเพศด้วย โดยเฉพาะในสถานที่เน้นเรื่องวัตถุนิยม เต็มไปด้วยแสงสีเสียง ในเมืองใหญ่ๆ วัฒนธรรมที่ปฏิบัติต่อพระสงฆ์ จะแตกต่างไปจากตามต่างจังหวัด ไม่ว่าประเทศพม่าจะดูโหดในสายตาคนภายนอกขนาดไหน แต่มีสิ่งที่น่ายกย่องก็คือ ชาวบ้านที่นั่น ค่อนข้างให้ความสำคัญกับพระพุทธศาสนา นับถือและเทิดทูนพระสงฆ์ ค่อนข้างมาก

แต่ส่วนหนึ่งที่จะทำให้พระสงฆ์ ดำรงสถานภาพที่เป็นที่เคารพบูชาได้ อย่างสูงสุด ก็เห็นจะต้องเป็นการเคร่งในระเบียบวินัยของตัวท่านเองด้วย และ ต้องลดความเกรงใจอุบาสก อุบาสิกาทั้งหลายลงไปบ้าง การเคารพในระเบียบวินัย หมายถึงการปฏิบัติชอบในเรื่องราวต่างๆ นอกจากพระวินัยของท่านเอง จึงจะส่งผลให้ชาวบ้านเกรงใจ และ ไม่กล้าปฏิบัติ อย่างก้าวล่วงเกินไป

สมณศักดิ์ มิใช่สิ่งสำคัญที่สุด สำหรับ การเป็นพระสงฆ์ มิใช่สิ่งที่จะเป็นเครื่องประกันคุณภาพ การรักษาธรรมะ ของท่าน หากแต่เป็นสิ่งที่คนในสังคม พยายามกำหนด ให้ท่านเป็น เหมือนกับเป็นกับดัก ที่มารพยายามยัดเยียดให้ท่านเสียความบริสุทธิ์ในศีล ในธรรม ต่างหาก (ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ)

หากถามว่า การมีสมณศักดิ์ จำเป็นและสำคัญไหม ก็เห็นจะต้องตอบว่า ตัวเองมองความสำคัญออกแต่ประการเดียว คือ เป็นเครื่องมือ ชนิดหนึ่ง เพื่อที่พระ ฯ ที่ท่านได้รับศักดิ์นั้น ในการรักษา ธำรงซึ่งพระพุทธศาสนา เป็นหนึ่งในอุบาย ที่จะจรรโลงพระพุทธศาสนา เท่านั้นเองค่ะ

กราบขออภัยที่มาเขียนในกิจของพระสงฆ์ค่ะ

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

บ้าหอบฟาง

ตั้งหัวข้อ  tang may on Thu Jan 29, 2009 8:35 am

เคยมีเพลงของอัสนี วสันต์ ชื่อ บ้าหอบฟาง เขาตีความว่าเงินเปรียบแค่กองฟาง คนบ้าเท่านั้นที่ชอบหอบฟาง แต่คนดีจึงชอบหอบวาสนา

ถามว่าเห็นด้วยไหม ? เห็นด้วยแต่ไม่ทั้งหมด เพราะ เงินจำนวนที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ยังคงต้องมีอยู่ เพื่อให้มีอาหารกิน มีเครื่องนุ่งห่ม และยามเจ็บป่วย ก็มีเงินหาหมอ มีที่พักพิงให้อาศัย กันร้อน กันฝน กันหนาว ไม่มีเงินเสียเลย จะลำบากในการจะทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่มีประโยชน์

แต่หากมีระดับหอบ เกินจำเป็น มีแล้วไม่คิดจะใช้สร้างประโยชน์ให้ส่วนรวม ดูเหมือนจะเสียของไปสักหน่อย ค่าของเงินจะมีก็ต่อเมื่อทำประโยชน์ให้สาธารณะ แต่การจะทำเช่นนั้นได้ ต้องอยู่ที่เจ้าของเงิน ต้องรู้ว่า ไม่ทำเกินกำลัง จนตัวเองต้องเดือดร้อน เป็นทุกข์

หากเมื่อเปรียบกันว่า การจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ที่อาจต้องประกอบด้วยสองส่วน คือ มีสถานที่อันเป็นที่สงบสงัด เพื่อจัดกิจกรรม สอนธรรม รวมทั้งให้พุทธบริษัท ได้ฝึกฝนตนเองได้ กับ ต้องมีผู้สอน ดิฉันก็ยังมองว่า การจัดหาปัจจัยเพื่อจัดสร้างสถานที่แม้อาจจะยากลำบาก แต่ว่าการหาผู้สอน รวมทั้ง ผู้ที่ต้องฝึกปฎิบัติ บำเพ็ญเพียรมาเป็นเวลานานๆ นั้น ยากยิ่งกว่า

มองว่าปัจจัย ยังเป็นรอง ผู้ปฏิบัติค่ะ เพราะว่าการเข้าถึงพระธรรม พระธรรมขั้นสูงนั้น ไม่อาจใช้เงินเป็นสะพานทอดไปถึงได้ค่ะ

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

บุญเท่านั้นจะอุปถัมภ์เราได้มากกว่า พ่อแม่เสียอีก

ตั้งหัวข้อ  tang may on Thu Jan 29, 2009 9:01 am

เพื่อนเล่าให้ฟังว่า คุณย่าของเขา(ท่านเสียชีวิตไปแล้ว) เคยสอนมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า ให้หมั่นทำบุญกุศล เพราะบุญเท่านั้นที่จะอุปถัมภ์ เราได้ยิ่งกว่าพ่อแม่เสียอีก เพราะในยามที่ทุกคนล่วงลับไปแล้ว จะไม่มีใครตามไปช่วยใครได้ ตอนนั้นเป็นการพบกันตัวต่อตัวระหว่างเราเองกับ บัญชีบุญกรรมของเรา ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น

ลืมเขียนความคิดเห็นหนึ่งไปว่า การที่พระบางรูป ท่านเกรงใจ คนทำบุญที่นำปัจจัยมาถวายวัด มิใช่เพราะท่านเห็นความสำคัญของเงินพวกนั้น แต่สิ่งหนึ่ง ท่านเป็นกังวลกับการที่ขาดผู้อุปถัมถ์ กิจการในวัดต่างหาก หากวัดอยู่ไม่รอด เพราะปัญหาเชิงเศรษฐกิจ (ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าอะไรต่างๆ) ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มิใช่เกิดจากกิจของสงฆ์ ทั้งหมด แต่ส่วนหนึ่งต้องอย่าลืมว่า วัดคือสถานที่ เป็นที่พึ่งในยามยามของคนและสัตว์ ที่อับจนหนทาง ต่างมาอาศัยวัดได้ทั้งนั้น เป็นสถานสงเคราะห์ ที่อยู่ทั่วไป แต่คนกลับมองข้ามจุดสำคัญเหล่านี้ ดิฉันไม่ทราบว่า ศาสนาอื่น เขามีการเกื้อกูลในลักษณะนี้หรือไม่ ถ้าท่านไม่มีทุนทรัพย์ในการบำรุงสถานที่ของเขา ท่านจะได้รับประโยชน์ใด ในที่นั้นหรือเปล่า

ดังนั้น สิ่งที่จะต้องคิดกันใหม่ก็คือ อย่ามองเห็นวัด และ พระ เป็นแค่ที่พึ่งในยามที่ท่านเป็นทุกข์ใจ ไม่รู้จะหันหน้าไปทางใดแต่อย่างเดียว แต่ต้องมองว่าที่นั่นคือสถานที่สำหรับการอบรมสั่งสอนให้เราคิดเป็น ตามหลักธรรมะ เพื่อจะลดสิ่งที่จะเป็นทุกข์ ซึ่งเรามีแล้วจึงหันหน้าไปหาวัด กับ พระ เป็นที่ซึ่งเราต้องให้ความเคารพ ให้ความสำคัญ และช่วยกันรักษาให้คงอยู่ อย่าเข้าไปเพื่อเอารัดเอาเปรียบ นำหมาแมว นกแก้ว ของเก่าที่ไม่รู้จะทิ้งที่ไหน ขายก็ไม่ได้ ฯลฯ ไปทิ้งที่วัด จะต้องเริ่มมองย้อนกลับ ดับที่เหตุก่อน เพื่อระงับผลที่จะเกิดตามมา ไม่ใช่วิ่งย้อนศรเหมือนมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ที่ตั้งหน้าตั้งตาจะสวนทางชาวบ้านเขาแต่ประการเดียว

tang may
ผู้มาเยือน


ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ