ปางมารวิชัย

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ปางมารวิชัย

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Thu Apr 09, 2009 1:55 pm

เป็นเรื่องที่คัดลอกจากหนังสือ เครียดๆ ขำๆ ก็เป็นธรรมะ โดยคุณวีระยุทธ์ สัตยานนท์

พระสุตตันตปิฏก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒

ในตอนที่พระโพธิสัตว์ ได้เล่าเรียนกับท่าน อาฬารดาบส และ อุทกดาบส จนได้สมาบัติ ๘ แล้ว รู้ว่าไม่ใช่หนทาง จึงบำเพ็ญทุกรกิริยา โดยการอดอาหารที่ถ้ำดงคศิริอีกรวมเป็นเวลา ๖ ปี จนซูบผอมเกือบสิ้นพระชนม์ ก็ยังไม่อาจแทงตลอดในญาณได้ จึงกลับมาเสวยอาหารแล้วออกบิณฑบาต มาจนถึง บริเวณพุทธคยา เมื่อประมาณ ๒,๕๐๐ กว่าปีแล้ว เหตุการณ์ที่พระผู้มีพระภาคได้ตรัสรู้ธรรม หลังจากพระองค์บำเพ็ญ บารมีมาสี่อสงไขยแสนกัปป์ เป็นเหตุการณ์ที่ช่างและจิตรกรชาวพุทธ นิยมนำไปวาดเป็นภาพฝาผนัง และสร้างพระพุทธรูปปางหนึ่ง เรียกว่า ปางมารวิชัย เหตุการณ์ที่เกิดก่อนจะทรงตรัสรู้ มีดังนี้ ....

ในวันนั้น วันวิสาขบูรณมี พระมหาบุรุษเสวยข้าวมธุปายาส ถวายโดย นางสุชาดา ผู้เกิดในครอบครัวเสนานีกุฏมพีตำบลอุรุเวลา เสนานิคม ทรงถือถาดทองวางลงสู่กระแสแม่น้ำเนรัญชรา ปลุกพระยากาฬนาคราช ผู้หลับให้ตื่น แล้วทรงพักกลางวัน ณ สาลวัน ประกอบด้วยดอกไม้หอม มีแสงสีเขียว น่ารื่นรมย์ ริมฝั่งแม่น้ำนั้น
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

บรรยากาศก่อนตรัสรู้

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Thu Apr 16, 2009 6:32 pm

เวลาเย็น เสด็จมุ่งตรงไปยังต้นโพธิ์พฤกษ์ ตามทางที่เทวดาทั้งหลายประดับแล้ว เทวดานาคยักษ์สิทธา เป็นต้น พากันบูชาด้วยดอกไม้ ของหอม

คนหาหญ้าชื่อ โสตถิยะ ถือหญ้าเดินทางเข้ามา แล้วถวายหญ้า ๘ กำ พระโพธิสัตว์ทรงรับหญ้า แล้วเสด็จเข้าไปยังโคนโพธิพฤกษ์ ชื่อ ต้นอัสสัตถะ ซึ่งเป็นวิชัยพฤกษ์อันรุ่งโรจน์กว่าหมู่ต้นไม้ทั้งหลาย คล้ายอัญชันคิรีสีเขียวคราม ประหนึ่งช่วยบรรเทาแสงทินกร มีร่มเงาเย็น

ทรงทำประทักษิณ พญาอัสสัตถพฤกษ์ ๓ ครั้ง ประทับยืนทางทิศอีสาน ทรงจับยอดหญ้าเขย่า ทันใดนั่นเองก็มีบัลลังก์ ๑๔ ศอก หญ้าเหล่านั้น ก็เป็นเหมือนจิตกรวาดไว้

พระโพธิสัตว์ประทับนั่งขัดสมาธิเหนือสันถัดหญ้า ๑๔ ศอก ทรงอธิษฐานความเพียร ประกอบด้วยองค์ ๔ ทรงทำลำต้นโพธิ์พฤกษ์ ๕๐ ศอกไว้เบื้องหลัง ดังลำต้นเงินที่เขาวางไว้เหนือตั่งทอง กั้นด้วยกิ่งโพธิพฤกษ์ เหมือนฉัตรมณีไว้เบื้องบน ประทับนั่ง

เมื่อประทับนั่ง ณ โพธิ์บัลลังก์นั้น วสวัตดีมารเทพบุตร จึงคิดว่า สิทธัตถกุมาร ประสงค์จะล่วงวิลัยของเรา บัดนี้เราจักไม่ให้สิทธัตถกุมารนั้นล่วงวิลัย จึงบอกความนั้นแก่กองกำลังของมาร แล้วพากองกำลังของมารออกไป ได้ยินว่าทัพมารนั้น ข้างหน้าของมาร ก็ขนาด ๑๒ โยชน์ ข้างขวาและข้าวซ้ายก็อย่างนั้น แต่ข้างหลัง ตั้งอยู่สุดจักรวาล เบื้องบนสูง ๙ โยชน์ ได้ยินเสียงคำราม ดังเสียงแผ่นดินคำราม ตั้งแต่เก้าพันโยชน์

สมัยนั้น ท้าวสักกเทวราช ทรงยืนเป่าสังข์ ชื่อ วิชยุตตระ สังข์นั้นยาว สองพันศอก คนธรรพ์เทพบุตรชื่อปัญจสิขะ ถือพิณสีเหลืองดัลผลมะตูม ยาวสามคาวุตบรรเลง ยืนขับร้องเพลงประกอบด้วยมงคล ท้าวสุยามเทวราช ทรงถือทิพยจามร อันมีสิริดังดวงจันทร์ยามฤดูสารท ยาวสามคาวุตยืนถวายงานพัดลมอ่อนๆ ส่วนท้าวสหัมบดีพรหม ยืนกั้นฉัตรดังจันทร์ดวงที่สอง กว้างสามโยชน์ ไว้เบื้องบนพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้แต่มหากาฬนาคราช อันนาคฝ่ายฟ้อนรำแปดหมื่นแวดล้อม ร่ายคาถาสดุดีนับร้อยยืนนมัสการพระโพธิสัตว์ เทวดาในหมื่นจักรวาล บูชาด้วยพวงดอกไม้หอมและจุรณธูป เป็นต้น พากันยืนถวายสาธุการ
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

เจอม็อบมาร แม้เทวา พากันหนี

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Thu Apr 16, 2009 9:42 pm

เทวบุตรมาร ใช้ช้างที่ประดับด้วยรัตนะ ชื่อ ศิริเมขละ งามเหมือนยอดหิมะคิรี ขนาดร้อยห้าสิบโยชน์ เนรมิตแขนพันแขนให้จับอาวุธต่างๆ ด้วยการจับอาวุธที่ยังจับไม่ได้ แม้บริษัทของมารมีกำลังถือดาบ ธนู ศร หอก ยกธนู สาก ผาล เหล็กแหลมหอก หลาว หิน ค้อน กำไลมือ ฉมวก กงจักร เครื่องสวมคอ ของมีคม มีหน้าเหมือนกวาง ราชสีห์ แรด หมู เสือ งู แมว นกฮูก ฯ น่าประหลาด น่าเกลียด มีกายเสมือนมนุษย์ ยักษ์ ปีศาจ ท่วมทับ พระโพธิสัตว์ ผู้ประทับนั่น ณ โคนต้นโพธิ์

เมื่อกองกำลังมาร เข้าไปยังบริเวณ โพธิมัณฑสถาน บรรดาเทพทั้งหลาย แม้แต่องค์เดียวก็มิอาจทานอยู่ได้ พากันหนีไปต่อหน้าๆ เห็นๆ กาฬนาคราชก็ทิ้งนาฏกะไว้ทั้งหมด แล้วดำดินไปภพมัญเชริกนาคพิภพลึก ๕๐๐ โยชน์ นอนเอามือปิดหน้า ไม่มีแม้แต่เทวดาสักองค์หนึ่ง ที่จะอยู่ในที่นั้นได้ ส่วนพระมหาบุรุษ ประทับนั่งอยู่ลำพัง เหมือนมหาพรหมในวิมานว่างเปล่า

เมื่อเวลาการยุทธของพระยามาร และ พระโพธิสัตว์ ดำเนินไป อุกาบาตก็ตกโดยรอบ ทิศทั้งหลายปกคลุมด้วยควัน แผ่นดินแม้นี้ไม่มีใจ ก็เหมือนมีใจ ถึงความพลัดพราก น้ำในมหาสมุทรปั่นป่วน แม่น้ำไหลทวนกระแส ลำต้นไม้ต่างๆ คดงอแตกติดดินแห่งภูผา ลมร้ายพัดกรรโชก โดยรอบ เสียงดังครึกโครม ความมืดที่ปราศจากวงอาทิตย์เข้าครอบงำ (สภาพเป็นหยินแท้ๆ แปลว่า ผี หรือ มาร กลัวความสว่าง สภาพเป็นหยางกระมังคะ)

เขาว่า เวลาปรากฎเรื่องพิลึกพิลั่น นั่นแปลว่ามารมาแล้วนั่นเอง

มารระดมฤทธิ์ทั้ง ๙ ประการ คือ ลม ฝน ก้อนหิน เครื่องประหาร ถ่านไฟ ไฟนรก ทราย โคลน ความมืด

เพื่อให้พระโพธิสัตว์ เสด็จหนีไป แต่เมื่อไม่สำเร็จ พญามาร จึงเริ่มมีใจขึ้งโกรธ บังคับมารลูกน้องว่า พวกเจ้าหยุดอยู่ไย ต้องออกมากันให้มากเข้าไว้ ยิ่งมากยิ่งดี และจะต้องทำการให้สำเร็จอย่ากลับไปมือเปล่าเป็นเด็ดขาด

...จงทำสิทธัตถะ ให้ไม่เป็นสิทธัตถะ จงจับ จงฆ่า จงตัด จงมัด จงอย่าปล่อย จงให้หนีไป ....

พญามารนั้น สมเป็น ซีอีโอฝ่ายมาร เพราะออกคำสั่งอย่างเดียว จะลุยบ้างเป็นบางระยะ ซึ่งยังถือว่าไม่ได้ทำงานด้วยคำพูด นั่งเหนือคอคชสารชื่อ คีรีเมขละ ใช้กรข้างหนึ่งกวัดแกว่างศรไปหาพระโพธิสัตว์ กล่าวว่า ท่านสิทธัตถะ จงลุกขึ้นจากบัลลังก์ ส่วนมารลูกน้อง ก็ร่วมด้วยช่วยกัน สร้างความบีบคั้น กดดัน

เจ้าชายสิทธัตถะก็มิได้ทรงตอบโต้ใดๆ เพียงแต่ตรัสถามว่า ดูกรมาร ท่านบำเพ็ญบารมีเพื่อบัลลังก์มาแต่ครั้งไร (ตรงนี้คิดเองว่า การที่ทรงตรัสถามเพื่อให้มารระลึกว่า การทำความชั่วที่เป็นเรื่องใหญ่ๆ จะส่งผลให้ฌาณที่มารอุตส่าห์ใช้เวลาสั่งสมมา สูญสิ้น ก็เป็นได้)

แล้วก็น้อมพระหัตถ์ขวา สู่แผ่นปฐพี มหาปฐพี ซึ่งหนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์ก็ไหว ๖ ครั้ง สายฟ้าแลบ อสนีบาตหลายพัน ณ เบื้องบน ช้างคิรีเมขละก็คุกเข่าลง มารที่นั่งบนนั้นก็ตกลงมาที่แผ่นดิน มารเล็ก มารใหญ่ พากันกระเจิง

ลำดับนั้น แม้พระมหาบุรุษ ทรงกำจัดกองกำลังของมาร พร้อมด้วย พญามาร ด้วยอานุภาพพระบารมีทั้งหลายของพระองค์ มีขันติ เมตตา วิริยะ และ ปัญญา เป็นต้น ปฐมยามทรงระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยมาก่อน มัชฌิมยามทรงชำระทิพยจักษุ ปัจจุสมัยใกล้รุ่ง ทรงหยั่งญาณลงในปัจจยาการที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงปฎิบัติมา ทรงเจริญวิปัสสนา ทรงยังกิเลสทั้งปวงให้สิ้นไปด้วยมรรคที่ ๔ ซึ่งทรงบรรลุมาตามลำดับมรรค และเปล่งพระวาจาว่า

เราแสวงหานายช่างผู้สร้างเรือนคือตัณหา เมื่อไม่พบก็ต้องท่องเที่ยวไปตลอดชาติสงสารเป็นอันมาก
การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ ดูกร นายช่างผู้สร้างเรือนคือตัณหา เราพบท่านแล้ว
ท่านจักสร้างเรือนแก่เราอีกไม่ได้แล้ว โครงสร้างเรือนของท่าน เราก็หักหมดแล้ว

ยอดเรือนคือ อวิชชา เราก็รื้อเสียแล้ว จิตเราถึง วิสังขาร
ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ เพราะเราบรรลุธรรมที่สิ้นตัณหาแล้ว

ทรงมีพระดำริว่า เราท่องเที่ยวมา ๔ อสงไขยแสนกัปป์ ก็เพราะเหตุแห่งบัลลังก์นี้ บัลลังก์นี้เป็นวิชัยบัลลังก์ มงคลบัลลังก์ของเรา เรานั่งเหนือบัลลังก์นี้ ความดำริยังไม่บริบูรณ์ตราบใด เราก็จักไม่ลุกขึ้นจากบัลลังก์นี้ตราบนั้น ทรงเข้าสมาบัตินับได้หลายแสนโกฎิ ประทับนั่งเหนือบัลลังก์นั้น ๗ วัน
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ความยาวหนึ่งโยชน์ ยาวขนาดไหน

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Fri Apr 17, 2009 7:30 am

เวลาอ่านเรื่องราวโบราณ แล้วเห็นคำว่า โยชน์ ใครเคยนึกไหมว่า ยาวขนาดไหน

ก็เลยนึกถึงการเปรียบเทียบมาตราวัด ไทย กับ สากล

1 เมตร = 2 ศอก

แล้วก็ท่องมาตราวัดไทย
4 ศอก = 1 วา
20 วา = 1 เส้น
400 เส้น = 1 โยชน์

ดังนั้น 1 โยชน์ จึงเท่ากับ 400 x 20 x 4 = 32,000 ศอก
เทียบเป็นเมตร ก็ นำ 2 ไปหาร
1 โยชน์ จึงเท่ากับ 32,000/2 = 16,000 เมตร หรือ = 16 กิโลเมตร นั่นเอง
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ