พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

หน้า 1 จาก 4 1, 2, 3, 4  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

คำปรารภ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:10 am

มนุษย์ถูกสร้างให้มีตาสองข้าง
เพื่อให้มองในแง่มุมที่แตกต่างกันของตาแต่ละข้าง
มีหูสองหูให้ฟังความแต่ละอย่าง มีมันสมองสองซีกให้ใช้คิดเหตุและผล
มีมือซ้ายและขวา เพื่อให้เขาได้กระทำและแก้ไข
เพื่อความถูกต้องอันเป็นสัจจะ
ซึ่งเป็นความจริงของธรรมชาติแห่งการอยู่ร่วมกันในสังคม

.......แต่นับเนื่องจากพุทธศักราช ๒๕๔๑ ถึง ๒๕๔๒ นั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นดูคล้ายกับว่า
มนุษย์ที่สามารถอาจสื่อรับรู้ความหมายซึ่งกันและกันได้นั้น
ประหนึ่งถูกปิดตาไว้ให้มองในมุมเดียว ที่ใครคนหนึ่งต้องการให้มองมุมนั้น
ถูกอุดหูไว้ข้างหนึ่ง เพื่อรับฟังสิ่งที่เขาคนนั้นยัดเยียดให้รับฟัง
และสมองน้อยก็ถูกยึดครองให้คิดตามนึกตาม
ไม่มีแม้โอกาสที่จะไตร่ตรองเหตุและผล
ทำให้การกระทำที่เกิดขึ้นปรากฏขึ้นในสังคมไทยอันเรียกว่า
"เป็นเมืองพุทธ"
ถึงกับจะต้องถามกันว่าสิ่งที่ประชาชน
หรือผู้ที่กระทำภายใต้สังขารอันเรียกว่า "มนุษย์" นั้น
ยังเรียกว่ายังเป็นมนุษย์ อยู่หรือไม่?
อะไรคือความถูกผิด? ดี หรือ เลว ? ธรรมะหรืออธรรม ?
และจะใช้อะไรมาตัดสิน

และเพื่อความสมบูรณ์ของธรรมชาติ อันอยู่ร่วมกันในฐานะมนุษย์
จึงต้องใช้เหตุและผลซึ่งธรรมชาติได้สรรสร้างให้ คิด พูด ทำ ด้วยเหตุและผล
ดังนั้นการนำเสนอเอกสารทางประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนาเล่มนี้
ก็ด้วยเจตนาที่จะให้ท่านผู้อ่านนำไปพิจารณา ในแง่มุมที่ถูกกักกั้น
ว่าอีกแง่มุมหนึ่งนั้น มีข้อแท้จริงเป็นอย่างไร?

ฉะนั้น จึงมิใช่เป็นการนำเสนอโดยเจตนาเพื่อโจมตีใส่ร้าย
ใส่ความเท็จแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือองค์กรหนึ่งองค์กรใด
อันปรากฏนามในหนังสือเล่มนี้ทั้งสิ้น
แต่เป็นเพียงวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้เป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ฝากไว้แก่ลูกหลาน
ว่าในครั้งหนึ่งบนผืนแผ่นดินอันเรียกว่าประเทศไทย
เคยมีศาสนาหนึ่งที่เคยยิ่งใหญ่ที่ชนชาติไทยเรียกว่า
"พุทธศาสนา" เท่านั้น.....

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

คำนำ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:19 am





ถานการณ์อันเลวร้าย ที่เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา และองค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย ในขณะนี้ (๒๕๔๒) มิใช่เป็นเหตุที่เกิดขึ้น โดยปกติธรรมดา วัดใหญ่ๆ ที่ได้ทำคุณประโยชน์ ให้แก่สังคมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอบรมประชาชน ให้ละเว้นอบายมุข เป็นคนดีของสังคม กลับถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐ เข้าไปดำเนินการ คล้ายกับเป็นชุมโจร การออกข่าวโจมตีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ การก่อตั้งขบวนการ ทำลายภาพลักษณ์พระพุทธศาสนา สื่อมวลชนหลายแขนง เสนอข่าวทำลายคณะสงฆ์อย่างต่อเนื่องทุกวัน และเป็นข่าวที่ลอกเลียนกัน แทบจะทุกคำพูด เหตุการณ์เหล่านี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร?

"เราชาวไทย เคยสังเกตบ้างหรือไม่ว่า ในช่วงนี้ (ปี พ.ศ.๒๕๔๐-๒๕๔๒) เป็น ช่วงรุกทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทย ต้องตกไปอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา ของต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านกฎหมาย หรือด้านอื่นๆ อันเอื้อประโยชน์ให้คนต่างชาติ ต่างศาสนา เข้ามาทำลายผลประโยชน์ ของประเทศชาติ และธุรกิจน้อยใหญ่ แม้แต่ของรัฐ (พูดให้ถูกคือของประชาชน) ตกอยู่ในมือของต่างชาติ (แน่นอน ต่างชาติเหล่านั้น ล้วนนับถือศาสนาอื่นทั้งสิ้น) ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างต่อเนื่อง เพื่อทำลายภาพลักษณ์พระพุทธศาสนา ในประเทศไทย เหล่านี้จึงมิได้เกิดขึ้น เพราะบุคคลในพระพุทธศาสนา กระทำความผิด แต่เป็นการดำเนินการ ตามแผน การที่ได้วางไว้ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทั้งด้านบุคลากร องค์กร และระยะเวลา ซึ่งมีจุดประสงค์ คือ การยึดครอง และ/หรือ เปลี่ยนระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย อันเป็นสถาบันหลัก ทางศาสนาของชาติ จัดเป็นรูปแบบของ ยุทธศาสตร์กลืนชาติ ที่ใช้ได้ผลมาทุกยุค ทุกสมัย ในอดีต เพียงแต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบ และตัวบุคคล รวมทั้งวิธีดำเนินการ จากการรุกด้วยการใช้กำลังอาวุธ เข้ายึดครอง เปลี่ยนมาใช้ศาสนานำหน้า เช่นที่ใช้กับประเทศอื่นๆ ได้ผลมาแล้ว เช่น เกาหลี อินโดนีเซีย เป็นต้น แต่กับประเทศไทยนั้น เนื่องจากมีความละเอียดอ่อนมากกว่า โดยเฉพาะศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ล้วนแล้วแต่ มีรากฐานมาจากพระพุทธศาสนา นับแต่ไทยตั้งชาติกันมาทั้งสิ้น การวางแผนงานต่างๆ จึงต้องมีความแยบยล และมีขั้นตอนที่รอบคอบ รัดกุมอย่างดียิ่ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

คำนำ(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:21 am





ยุทธศาสตร์ของการกลืนชาตินั้น ผิดกับ ยุทธศาสตร์ของการยึดครอง ซึ่งจะมีการต่อต้าน และในที่สุดผู้ยึดครองนั้น จะต้องพ่ายแพ้ในที่สุด แต่การกลืนชาตินั้น จะเป็นการยึดครองแบบถาวร โดยจะต้องมีการทำลายรากฐาน ทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ค่านิยม และความภูมิใจในความเป็นชาติ ให้ได้เสียก่อน โดยเฉพาะศาสนาพุทธ ซึ่งถือว่าเป็นแกนหลัก ในการดำรงอยู่ ของสังคมไทย เป็นหลักการที่สังคม ใช้ในการอยู่ร่วมกัน หลักธรรมคำสั่งสอน ในพระพุทธศาสนา ทำให้คนเกรงกลัวต่อบาป ละอายต่อการทำความชั่ว ซึ่งนับว่าเป็นหลักธรรม ที่ทันสมัยอยู่เสมอ สามารถกำจัดทุจริตคอรัปชั่น ในทุกระดับชั้น ได้โดยปริยาย ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในอดีต การฉ้อโกง เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ เนื่องจากได้รับการปลูกฝังคุณธรรม จากครูบาอาจารย์ และพระสงฆ์ ในวิชาศีลธรรม ซึ่งเป็นหลักสูตรบังคับ ของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ต่อมา นายบุญสม มาร์ติน ซึ่งเป็นคริสเตียน ได้รับตำแหน่งเป็น รมต.ศึกษาธิการ ได้ถอดวิชาศีลธรรม ออกไปจากหลักสูตรการศึกษา ทำให้คำว่า "ศีลธรรม" เปลี่ยนไป กลายเป็นคำว่า "จริยธรรม" ซึ่งเป็นคำของคริสต์โดยแท้

ในการทำลายรากฐานวัฒนธรรมดังกล่าว องค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย นับว่าเป็นเป้าหมายหลัก ที่จะต้องถูกทำลายสภาพ จากเดิมลงไปให้ได้ เพื่อการกลืนชาติ อย่างเบ็ดเสร็จถาวร ไร้การต่อต้าน เพราะเป็น การกลืนศาสนา ให้ไทยทั้งชาติ กลายเป็นคริสต์ และเหนือสิ่งอื่นใด คือผลประโยชน์ ที่คริสต์ศาสนาจะได้รับ นั่นก็คือ เงินที่หักจากรายได้ ของชาวคริสต์ทุกคนจำนวน ๒๐-๓๐% ไปตลอด เท่าที่ชาวคริสต์นั้นทำงาน รวมไปถึงผลประโยชน์รายได้ จากศาสนสถานทั้งหมด และส่งรายได้นั้น ไปถวายสันตปาปา ยังกรุงวาติกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่องค์กรปกครองคณะสงฆ์ และพระพุทธศาสนา ในประเทศไทย โดนโจมตีตลอดมา ก็เพราะเหตุผลดังกล่าวนี้



แก้ไขล่าสุดโดย sunny เมื่อ Fri May 07, 2010 9:49 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

คำนำ(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:21 am

สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดมานี้ ดูจะเจือสมกันกับหลักฐาน ที่ผมมีอยู่ในมือ เป็นอย่างยิ่ง เพราะในช่วงปี พ.ศ.๒๕๒๕ อันเป็นระยะที่ พระพุทธศาสนาในประเทศไทย กำลังถูกโจมตีอย่างหนัก ถึงขนาดมีการออกหนังสือเผยแพร่ ต่อต้านพระพุทธศาสนา บิดเบือนพระธรรมคำสั่งสอน อย่างโจ่งแจ้งเด่นชัด โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และไม่หวั่นเกรง ต่อพุทธศาสนิกชนชาวไทย ที่มีมากกว่า ๙๕% ของประเทศนั้น เป็นระยะที่ผมได้เข้าทำงาน ในหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้อง กับเอกสารลับบางฉบับ ที่บ่งบอกถึง ความไม่ชอบมาพากล ในสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นยุทธศาสตร์ยึดพื้นที่ทางสมอง อันเป็นส่วนหนึ่ง ในสมการกลืนชาติ ในข้อ ที่ ๑ ว่าด้วยการ สร้างความเชื่อใหม่ สลายศรัทธาเดิม (Mental) ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จึงมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเอง ตามวิถีทางปกติ แต่เป็นสิ่งที่ถูกจัดสร้าง และประสานงาน จากมหาอำนาจ และองค์กรนอกศาสนา จึงอยากให้ท่านผู้อ่าน ช่วยพิจารณาหาเหตุผลด้วยว่า เกี่ยวข้องหรือไม่ ซึ่งส่วนหนึ่งมีดังนี้

สิ่งที่กล่าวถึงในไมโครฟิล์มชิ้นนี้ก็คือ "โครงการเปลี่ยนสภาพสังคมมนุษย์ใหม่" อันเป็นที่มาของแผน "ONE WORLD ORDER" นั่นเอง มีรายละเอียดมากมาย ในเอกสารดังกล่าว โดยมีเป้าหมาย ในการยึดพื้นที่ทางสมอง (MENTAL) เป็นหลักมากกว่า การยึดพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ โครงการนี้เน้นหนัก การยึดพื้นที่ทางสมอง ทุกรูปแบบ การทดสอบทดลองใดๆ อันเกี่ยวข้องกับการควบคุม การสั่งการ บัญชาการ สู่สมองมนุษย์ จะถูกจัดเข้าอยู่ในโครงการนี้ทั้งสิ้น

ระบบสื่อสารทุกสื่อ ทั้งทางด้านสิ่งพิมพ์ หรือการเผยแพร่ภาพ รวมไปถึงสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ได้เห็น ได้รู้ จะถูกนำมาวิเคราะห์ อย่างเป็นรูปธรรม ฉะนั้นการควบคุม การสื่อสาร ระหว่างมนุษย์ให้ได้ จึงมีความสำคัญ ต่อยุทธศาสตร์มากกว่าสิ่งอื่น และแน่นอนที่สุด สิ่งที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ในปัจจุบัน (ปี พ.ศ.๒๕๔๒) นี้ คือมนุษย์ส่วนใหญ่ ตกอยู่ในลักษณะ กึ่งทาสของระบบสื่อสารไปเสียแล้ว การดำเนินการดังกล่าว ก็เพื่อการเข้ายึดครอง แบบปราศจากอาวุธ และไร้การต่อต้าน หลายท่านคงสงสัยว่า เหตุใดประเทศมหาอำนาจ จึงต้องการประเทศไทย ผมคิด มากไปเองหรือเปล่า ไม่หรอกครับ ทั้งนี้เนื่องจาก การวิเคราะห์ ของนักเศรษฐศาสตร์ และนักประชากรศาสตร์ พบว่า ปัญหาของโลกต่อไป ก็คือเรื่องของจำนวนประชากร โลกที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะเป็นประเด็นอำนาจหลัก จึงไม่ใช่อยู่ที่อาวุธ แต่อยู่ที่อาหารการเกษตร ซึ่งหากใครครอบครองอาหาร อันเป็นปัจจัยหลัก ของมนุษยชาติได้แล้ว จะเป็นประเทศมหาอำนาจ ที่แท้จริง และบนพื้นผิวของโลกมนุษย์ ที่เราอาศัยอยู่นี้ มีเพียง ๗ % เท่านั้น ที่อุดมสมบูรณ์ สามารถทำการเกษตรได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เนื่องจากว่า ประเทศไทย มีความเหนือกว่าประเทศอื่นๆ ในแถบเอเซียด้วยปัจจัย ๕ ประการคือ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

คำนำ(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:22 am

๑. ทางบก มีพื้นที่เป็นผืนเดียวกับแผ่นดินใหญ่ สามารถขยายเส้นทางคมนาคม ทั้งทางยุทธศาสตร์ และเชิงพาณิชย์ หรือเชื่อมต่อกับประเทศ ทีมีศักยภาพในการผลิต และมีอำนาจการซื้อได้โดยง่าย

๒. ทางน้ำ มีพื้นที่ชายฝั่งทะเล สามารถขยายศักยภาพทางทะเล ทั้งด้านการทหาร และการพาณิชย์ (พาณิชย์นาวี) ได้ครอบคลุมภูมิภาค

๓. ทางอากาศ มีความพร้อม ในการขยายศักยภาพทางอากาศ ทั้งด้านการทหาร และเชิงพาณิชย์ ในพิสัยโดยรอบภูมิภาค

๔. มีทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการเกษตร สามารถขยายฐานผลิต ด้านเกษตรได้โดยง่าย และมีพื้นที่ ติดกับประเทศที่มีฐานทางการเกษตร (เนื่องจากสภาวะเรือนกระจก ทำให้ความต้องการผลิตผลการเกษตรเพิ่ม การบริโภคสูงขึ้น อย่างไร้ขีดจำกัด ในอนาคตของตลาดโลก)

๕. เป็นจุดศูนย์กลางครอบคลุม การสื่อสารทางดาวเทียมของโลก ในย่านทวีปเอเซีย

นี่คือศักยภาพความเด่นทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ที่มีเหนือกว่าประเทศอื่น ในย่านเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเป้าประสงค์ดังกล่าวนั้น ประเทศมหาอำนาจนั้น จึงได้ประสานงานร่วมกัน กับองค์กรนอกศาสนา ซึ่งได้ดำเนินการ อยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว (โดยมอบผลวิจัย และแผนปฏิบัติงาน การยึดพื้นที่ทางสมอง) องค์กรนอกศาสนา จะรับผิดชอบงานทางด้าน การเปลี่ยนแปลงความคิด ค่านิยม การศาสนา วัฒนธรรม การศึกษา ของเยาวชน และประชาชน ในประเทศไทย อันจะเป็นประโยชน์ ขององค์กรนอกศาสนานั่นเอง ส่วนประเทศมหาอำนาจ ก็จะได้ประโยชน์ ในด้านการยึดครองด้านเศรษฐกิจ แบบเบ็ดเสร็จ เพื่อขยายการยึดครอง ในภูมิภาคนี้ต่อไป โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐาน โครงการนี้ ได้กระทำอย่างต่อเนื่อง ตลอดมาจวบจนปัจจุบัน

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

คำนำ(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:23 am

งานหลักของโครงการดังกล่าวนี้คือ ศึกษาวิจัยค้นคว้า ถึงการทำงานของ สมองในระดับต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนที่ สร้างปรากฏการณ์ เหนือธรรมชาติ ซึ่งเรียกว่า สมาธิจิต อย่างจริงจัง เพื่อนำมาเพิ่มศักยภาพ ให้กับบุคคลชั้นบัญชาการ และหน่วยรบพิเศษ ของประเทศมหาอำนาจนี้ รวมไปถึง การยึดครองทางสมอง การต่อต้านอำนาจ การยึดครอง และทำลายหลักการ แนวปฏิบัติ สมาธิจิต ที่ได้ผล ของประเทศที่ต้องการเข้ายึดครองนั้นๆ ให้สิ้นไป เพื่อมิให้เป็นปฏิปักษ์ หรือมีช่องว่างในการยึดครอง

ทั้งนี้เมื่อมองให้ลึกลงไปโดยรวม ถึงการร่วมมือกัน ระหว่างองค์กรต่างประเทศ ที่มีส่วนร่วมในผลประโยชน์ ทางด้านเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์การทหาร ของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งล้วนแล้วแต่ มีส่วนเกี่ยวข้อง กับองค์กรของคริสต์ทั้งสิ้น ในกรณีดังกล่าวนี้ จึงไม่อาจปฏิเสธได้ ทั้งทางนิติกรรม และพฤติกรรมว่า ประมุขของศาสนาคริสต์ (สันตปาปา) ล้วนเข้าไปเกี่ยวข้อง กับเรื่อง การเมืองระดับโลก และมีผลทางด้านจิตวิทยา กับผู้นำประเทศมหาอำนาจ เป็นที่ประจักษ์ทั่วโลก ทั้งนี้ทั้งนั้น นอกจากเจตนา อันต้องการประกาศศาสนาคริสต์ ให้แพร่หลาย ในหมู่ประชากรโลกแล้ว ยังรวมไปถึง ผลประโยชน์ ซึ่งสำนักวาติกันจะได้รับ (ซึ่งได้รับตลอดมา สามารถพิสูจน์ได้จากประวัติศาสตร์ จวบจนปัจจุบัน)


การประสานผลประโยชน์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ กับองค์กรต่างศาสนา คือการจัดตั้ง "รางวัลสันติภาพ" เพื่อให้เอื้อประโยชน์ เป็นหนึ่งเดียวกัน กับมติที่ประชุมวาติกัน ฉบับที่ ๒ เริ่มในปี พ.ศ.๒๕๒๔ (ค.ศ.1981) มีชื่อเป็นทางการว่า The UNESCO Prize for Peace Education ซึ่งเน้นหนักในเรื่อง สิทธิของมนุษย์ ที่พระเจ้าประทาน หรือที่เรารู้จักกันว่า "สิทธิมนุษยชน" ผลงานเขียนทั้งสิ้นนั้น จะต้องสนับสนุน อ้างอิงแนวศาสนาคริสต์ และผู้ที่จะได้รับรางวัลนี้ จะเป็นบุคคลที่ นับถือคริสต์ศาสนาทั้งสิ้น มีพระภิกษุในพุทธศาสนาคือ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นผู้เดียวในประวัติศาสตร์ ที่ได้รับรางวัลนี้


แก้ไขล่าสุดโดย sunny เมื่อ Fri Apr 10, 2009 10:51 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

คำนำ(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:24 am

อย่าสงสัยอะไรเลยครับ ก็เพราะผลงานเขียน ที่นำเสนอส่งเข้าไปนั้น ได้ปรับเปลี่ยนพระสัทธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา ไปเรียบร้อยแล้ว และที่เหนือไปกว่านั้น ในประเทศไทย มีพระภิกษุสงฆ์ เป็นฐานันดรหนึ่ง ที่ประชาชนให้ความเคารพ ศรัทธา ทั้งนี้เพราะ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ล้วนมีรากฐาน มาจากพระพุทธศาสนา ฉะนั้นการเข้ายึดครอง จึงต้องกลืนพระพุทธศาสนา ให้ได้เสียก่อน โดยการปลอมปนหลักธรรม คำสอนในพระไตรปิฎก และใช้บุคลากร ที่เป็นพระภิกษุสงฆ์ของพุทธเอง จากความช่วยเหลือ ขององค์กรคริสเตียน รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม และศาสนพิธี ทางพระพุทธศาสนา ให้กลายเป็นของคริสเตียนให้ได้ ซึ่งจากพฤติกรรม การกระทำและพยานหลักฐานสาธารณะ บ่งชี้ชัดว่า


พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) และแนวร่วม ที่ต่างออกมาสร้างกระแส ทำลายพระพุทธศาสนา อยู่ในขณะนี้ (ปี พ.ศ. ๒๕๔๒) อาจเป็นบุคคลที่ถูกจัดสรร ให้เข้าทำการ ในส่วนของการทำลาย ขนบธรรมเนียม ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีไทย องค์กรปกครองคณะสงฆ์ ตลอดจน พระธรรมวินัย ของพระพุทธศาสนา โดยใช้ฐานการทำลาย จากกระทรวงศึกษาธิการ อันสามารถขยายผลโดยตรงสู่ การศึกษา (สมองและความคิด) ของประชาชน ซึ่งหมายถึงสังคมประชาชาติ ที่จะต้องถูกเปลี่ยนแปลง ในที่สุด ซึ่งขณะนี้ ท่านผู้อ่าน ก็คงเห็นประจักษ์ โดยไม่ต้องอธิบาย ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กับพระพุทธศาสนา อันเป็นฐานรากของประชาชนไทย และหากชาวพุทธไทย ไม่ดำเนินการ อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างเฉียบพลันทันที แน่นอนที่สุด พระพุทธศาสนา จะต้องถูกทำลายไป อย่างไม่มีทางแก้ไข เหลือเพียงซากโบราณสถาน ไว้เป็นที่ท่องเที่ยว มีพระภิกษุสงฆ์ เป็นเพียงเครื่องประดับ เหมือนในอินเดีย อินโดนีเซีย อัฟกานิสถาน ฯลฯ จึงเป็นคำถามพุทธบริษัท ซึ่งพระพุทธองค์ ทรงมอบหน้าที่ให้พิทักษ์รักษา พระพุทธศาสนานั้น จะปล่อยให้พระพุทธศาสนา ในประเทศไทย ถูกทำลายล้าง หรือจะหาทางป้องกันเสีย ก่อนที่จะสายเกินการณ์ และหมดทางแก้ไข ในขณะนี้ ศาสนาอื่นกำลังใช้อำนาจอิทธิพล ร่วมกับบุคคลในรัฐบาล เตรียมออกกฎหมาย บังคับชาวพุทธ ในประเทศไทย และเมื่อกฎหมายมีผล บังคับใช้เมื่อใด เมื่อนั้นคงไม่ต้องคิดหนทางแก้ไขแล้ว คงได้แต่นึกสภาพว่า ชาวพุทธเราจะอยู่กันอย่างไร?


แก้ไขล่าสุดโดย sunny เมื่อ Fri Apr 10, 2009 10:54 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:24 am

หนังสือเล่มนี้ ผมมุ่งเน้นความเป็นจริง พร้อมด้วยหลักฐานทางราชการ และหลักฐานสาธารณะที่เป็นจริง ที่จะนำพิสูจน์ให้ได้เห็น เฉพาะในส่วนของ การทำลายพระพุทธศาสนา และระบบการศึกษาของชาติ อันเป็นฐานราก แห่งความเป็นชาติ ประกอบเหตุการณ์ ทั้งในอดีต และปัจจุบัน อันมี พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) พร้อมกับเครือข่าย บุคคล องค์กรต่างศาสนา ให้ท่านผู้อ่านพิจารณา ด้วยเหตุและผล ของแต่ละท่านโดยอิสระ ว่าเกี่ยวข้องกันหรือไม่เท่านั้น??? อันจัดเป็นวิถีทางโดยสุจริต ที่จะพิทักษ์รักษา สถาบันพระพุทธศาสนา อันเป็นหนึ่งในสถาบัน แห่งความมั่นคงของชาติ ให้คงอยู่คู่ประเทศไทย ตราบเท่าที่ประเทศไทย ยังใช้พุทธศักราช เป็นปีประจำชาติ ตามหน้าที่ ที่พลเมืองไทยพึงกระทำ อันได้ระบุไว้โดยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย

จึงมิใช่มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความแตกแยก หรือความขัดแย้ง ระหว่าง ศาสนา แต่ประการใด

๒๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๒


แก้ไขล่าสุดโดย sunny เมื่อ Fri Apr 10, 2009 10:55 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:26 am




หนังสือ "พุทธธรรม"
ของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) คือ

"สัทธรรมปฏิรูป"
"ตราบใด สัทธรรมปฏิรูป (ธรรมปลอม) ยังไม่เกิดขึ้นในโลก
พระสัทธรรม (พุทธพจน์) ก็ย่อมเจริญรุ่งเรืองอยู่ได้
เมื่อใดสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลก
เมื่อนั้นพระสัทธรรม ย่อมเสื่อมหายไป
.... ธาตุดิน มิอาจจะทำลายพระสัทธรรมให้เสื่อมลงไปได้
ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็ไม่อาจจะทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไปได้
แต่โมฆบุรุษ (คนชั่ว)
ย่อมทำลายพระสัทธรรมให้เสื่อมสูญไปได้"

(บาลีสังยุตตนิกาย นิทานวรรค ๑๖/๒๖๓)

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

คำสั่งจากวาติกัน กับ "พุทธธรรม"

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:30 am



การทำลายองค์กรพระพุทธศาสนาในประเทศไทยนั้น ได้มีการวางแผนไว้ อย่างเป็นขั้นตอน โดยมีผลสืบเนื่องมาจาก VATICAN COUNCIL การประชุมใหญ่ สำนักวาติกันที่ ๒ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ ๑๑ ต.ค.๒๕๐๕ ถึง ๘ ธ.ค.๒๕๐๘ (๓ ปี) เป็นการจัดประชุม บิชอฟของคาทอลิคทั่วโลก อันถูกคัดสรรว่า เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพสูง ๔,๐๐๐ คน ซึ่งผลของการประชุม ได้มีมติออกมาเป็นคำประกาศ ซึ่งเรียกว่า "Declaration on relations of the church with non - christian religions คำแถลงของสภาประชุม เรื่อง ความสัมพันธ์แห่งศาสนจักรกับศาสนาที่มิใช่คริสต์ศาสนา" ซึ่งมองเป้าหมายทางด้านเอเซียซ ึ่งมีฐานทางด้านการเกษตร อันสามารถอำนวยผลประโยชน์ ให้กับองค์กรคริสตจักรของวาติกัน ได้เป็นอย่างดี แต่มีด่านสำคัญคือ พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งอยู่ในตำแหน่งใกล้เส้นศูนย์สูตร และเส้นแบ่งกึ่งกลางของการสื่อสาร และการคมนาคมของโลก ซึ่งมีพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ มีองค์กรปกครองคณะสงฆ์ ที่เข้มแข็ง และเป็นที่เคารพสักการะ ขององค์พระมหากษัตริย์ รวมไปถึงผู้บริหารของประเทศ ถูกจัดให้เป็นสถาบันหลักของชาติ แห่งความมั่นคงของชาติ ประกอบกับประเทศไทย นับเป็นประเทศ ที่มีทางออกทะเลติดต่อกับ ๒ มหาสมุทรคือ มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิค เป็นจุดศูนย์กลางแห่งพาณิชย์นาวี เพราะฉะนั้นประเทศไทย จึงเป็นจุดสำคัญ ที่จะต้องกลืนให้ได้โดยดุษฎี และไร้การต่อต้าน โดยการทำลายพระพุทธศาสนา นั่นหมายถึงจำนวนประชากรชาวพุทธ ซึ่งมีจำนวนถึง ๙๕% ของ ประเทศที่จะต้อง สยบยอมในที่สุด จึงมีมติเห็นชอบร่วมกัน โดยเป็นคำสั่ง ๒ ประการ ปรากฏเป็นหลักฐาน คือ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

คำสั่งวาติกัน(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:31 am

(๑๐:๒๔) "ให้วาติกันสนับสนุนหาผู้เชี่ยวชาญ ไปจัดการเปลี่ยนแปลงพระไตรปิฎก คัมภีร์ในพระพุทธศาสนา ให้มาเป็นคริสต์ศาสนา"

(๙:๑๒:๑๕) "ให้แยกแทรกศาสนธรรมที่แท้จริง อันทรงคุณค่าในพระพุทธศาสนาให้ได้ โดยอาศัยพระวจนะเผยของพระเจ้า ในคริสต์ศาสนา เป็นเครื่องส่องทาง ให้ดำเนินการพิจารณาหาหนทาง จัดทำให้เห็นได้ว่า ศาสนธรรมอันทรงคุณค่า ในพระพุทธศาสนานี้ จะสมบูรณ์ได้ด้วยการ อาศัยคำของคริสต์ศาสนา" ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ของสำนักวาติกันขึ้น ในปี พ.ศ.๒๕๐๙ คือ

๑. The Secret Congregation of Propaganda กระทรวงโฆษณาเผยแพร่ศาสนา รับผิดชอบวิธีการเผยแพร่แบบมิชชั่น (การรุกแบบตรงตัวแตกหัก)

๒. Secretariat for non-Christians สำนักงานเลขาธิการเพื่อผู้ไม่นับถือคริสต์ศาสนา รับผิดชอบงานแบบไดอาล็อค เมื่องานของ (๑) ไม่สามารถทำได้ แบบเฉียบพลัน ให้ใช้หน่วยงานนี้ เข้าทำงานในระบบกลืนศาสนา และวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นไปเลย

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

คำสั่งวาติกัน(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:32 am

หน่วยงานทั้งสองนี้เอง ได้ออกเอกสารลับเฉพาะ ซึ่งใช้สำหรับการสั่งการ ระหว่างสำนักงานเลขาธิการฯ กับบาทหลวงชั้นผู้ใหญ่ ตั้งแต่บิชอฟขึ้นไป ซึ่งมีการปฏิบัติภารกิจอยู่ทั่วโลก เรียกว่า Bulletin Confidential Publication เรียกสั้นๆ ว่า Bulletin หรือวารสารแถลงกิจ ซึ่งเป็นคำสั่งที่สำคัญ ทั้งนี้ทั้งนั้น จะต้องยึดหลักการ ๓ ข้อของมติที่ประชุมแห่งวาติกันคือ

(๗:๑๕) "ภารกิจของงานเผยแพร่แบบมิชชั่น ไม่จำกัดอยู่ที่การเปลี่ยนใจ บุคคลทีละคน ให้มานับถือคริสต์ศาสนาต่อไปแล้ว แต่ภารกิจในบัดนี้คือ การเปลี่ยนตัวศาสนาทั้งศาสนา ให้มาเป็นคริสต์ศาสนา"

(๑๐:๗) "ท่านจงไปทำให้ประชาชาติทั้งหมด ให้เป็นสาวกของพระเยซู" ถ้อยคำนี้ควรต้องจารึกด้วยตัวทอง ลงหน้าแท่นบูชา ของวาติกัน ที่ ๒"

(๑๐:๒๕:๒๗) "ในประเทศพระพุทธศาสนา คริสต์ศาสนจักร จะต้องนำเอาองค์ประกอบต่างๆ ของพุทธมาใช้ และเปลี่ยนรูปเสีย ใหม่ด้วยการให้ความหมาย ทางคริสศาสนาลงไป เพื่อที่จะดัดแปลงให้เข้ากัน กับคริสต์ให้ได้"

ได้มีการจัดระบบในการดำเนินการเหล่านี้ จากข้อมูลหลักฐานชี้ชัดว่า การเริ่มอย่างเป็นรูปธรรม ในการทำลายพระพุทธศาสนา ในประเทศไทย คือ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

คำสั่งวาติกัน(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:33 am




ในเดือน มกราคม พ.ศ.๒๕๑๐ ได้มีการออกหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "คริสตธรรม - พุทธธรรม" ปาฐกถาซินแคลร์ ทอมสันอนุสรณ์ ชุดที่๕ โดย โดสุเกะ โดยมหาวิทยาลัยพระคริสตธรรม สภาคริสตจักร ณ ประเทศไทย เชียงใหม่ เป็นผู้ตั้งชื่อ จัดพิมพ์โดย ว.ศ. (นายวิโรจน์ ศิริอัฐ สาเหตุที่ต้องใช้นามแฝงเพราะกลัวถูกต่อต้านจากชาวพุทธ) คณะเผยแพร่ วิธีการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ ๕/๑ ถนนอัษฎางค์ พระนคร (ซึ่งต่อมาได้จดทะเบียนเป็น มูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐ (ผชป.) ปัจจุบันออกหนังสือ เสียงปลุก มีพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ร่วมบริหาร ซึ่งพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ก็เขียนบทความลงในหนังสือนี้เช่นกัน มูลนิธินี้ เป็นตัวร่วมสำคัญของการจัดเสวนา โจมตีมหาเถรสมาคม องค์กรปกครองคณะสงฆ์ เพื่อออกกฎหมาย บังคับพระภิกษุสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา และพุทธศาสนิกชน เรียกว่า พรบ.สงฆ์ฉบับใหม่ พร้อมกับ พรบ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ณ ตึกรัฐสภา) หนังสือดังกล่าวได้ แอบอ้างว่าเป็นถ้อยคำของพระพุทธทาสแห่งสวนโมกข์ฯ ตีพิมพ์เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ เพราะขณะนั้นพระพุทธทาส กำลังโด่งดังเป็นที่รู้จัก โดยอาศัยแจกจ่าย ในพื้นที่ภาคเหนือเป็นหลัก แต่ถูกจับได้ เพราะข้อความในหนังสือนั้น อ้างคัมภีร์ไบเบิลอย่างละเอียด แม้กระทั่งเลขหน้าคัมภีร์ ทุกๆ คำพูด จึงไม่เกิดผล กับชาวพุทธเท่าใดนัก (ในการปลอมปน แอบอ้างพระพุทธทาส ยังปรากฏให้เห็น อย่างเด่นชัด ถึงขนาดปลอมลายมือพระพุทธทาส เสียด้วยซ้ำในหนังสือชื่อ "พุทธ - คริสต์ ในทัศนะท่านพุทธทาส" ซึ่งเป็นการเทศนา เรื่องคริสเตียนล้วนๆ (ดูภาคผนวก)


แก้ไขล่าสุดโดย sunny เมื่อ Fri Apr 10, 2009 10:57 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

คำสั่งวาติกัน(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:34 am

สรุปภารกิจ คำสั่งวาติกัน



"...ไม่ได้ผลเท่าที่ควร กลับได้รับการต่อต้านจากชาวพุทธ ไม่สามารถสร้างความศรัทธา ในตัวศาสนาโดยคำสอนได้ ด้วยวิธีการแทรกข้อความ หรือปลอมปน เนื่องจากยังไม่มีความกระจ่าง ในคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนา และยังไม่มีประสบการณ์..."



ในปี พ.ศ.๒๕๑๔ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ และ นายประเวศ วะสี กับพวก ได้ร่วมกันจดทะเบียน มูลนิธิโกมลคีมทอง (ดูภาคผนวก เอกสาร จ.๒) จากการเปิดเผยของนาย ส.ศิวรักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิ นี้ว่า "มูลนิธิโกมลคีมทอง ได้เงินสนับสนุน จาก องค์กรคริสเตียน และองค์กรต่างชาติ โดยร่วมกับ สภาคริสตจักร แห่งประเทศไทย และจัดตั้งกลุ่มประสานงานศาสนา เพื่อสังคม (กศส.) ซึ่งเป็นตัวทำงานของคริสต์ ในกลุ่มพุทธ ซึ่งกลุ่ม กศส. นี้ จัดเป็นแกนหลัก ในการปฏิบัติภารกิจสำคัญ ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมทั้งให้ทุนจัดตั้ง มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ๕ มูลนิธิอีกด้วย"

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

แนวความคิดสังคมนิยม

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:37 am

แนวความคิดสังคมนิยม
ของ
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)






พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) จัดเป็นบุคคลที่มีสมองระดับอัจฉริยะเยี่ยมยอดผู้หนึ่ง ซึ่งหากได้รับการชี้นำที่ถูกต้อง ในแนวทางสร้างสรรค์ คงเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างยิ่ง แต่เนื่องจากว่า การรับข้อมูลทางด้านจิตสำนึกนั้น ได้ถูกแทรกด้วยอุดมการณ์ อันตรงข้ามกับการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ เป็นองค์พระประมุข มาแต่แรกเริ่ม จึงนับว่า เป็นก้าวแรก ของความผิดพลาด ในความเป็นอัจฉริยะ และแนวทางอันจะสร้างประโยชน์ ให้แก่สถาบันชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์ ของท่านจึงแปรเปลี่ยนไป

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เริ่มมีความสนใจในอุดมการณ์ทางการเมือง ตั้งแต่สมัย เมื่อยังเป็นสามเณร ( ๑๙ มิ.ย. ๒๕๐๑) อันเป็นแรงดลใจ จากการอ่านหนังสือของ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) เรื่อง "ความเป็นอนิจจังของสังคม" เนื้อหาสาระในหนังสือนั้น ได้กลายเป็นอุดมการณ์ ที่ฝังแน่นอยู่ภายในจิตสำนึก โดยท่านได้เปิดเผย ในเวลาต่อมา ขณะมีสมณศักดิ์เป็น พระราชวรมุนี ว่า


แก้ไขล่าสุดโดย sunny เมื่อ Fri Apr 10, 2009 10:50 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

แนวคิดสังคมนิยม(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:38 am

"แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสังคม โดยเปรียบเทียบแนวคิดของ วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ กับแนวคิดในคัมภีร์ พระพุทธศาสนา กล่าววิถีวิวัฒน์ของสังคม จากสังคมที่เรียกว่า สังคมปฐมสหการ หรือบางคนเรียกว่าสังคมบุพกาล ถัดมาเป็นสังคมทาส ต่อมาเป็นสังคมศักดินา ต่อมาเป็นสังคมธนานุภาพ หรืออย่างเดี๋ยวนี้ เรียกว่า สังคมทุนนิยม แล้วลงท้ายด้วยสังคมกิจ ซึ่งสุดท้ายก็คือ บรรลุถึงสังคมอุดมคติ เป็นสังคมพระศรีอาริย์ มีพระศรีอาริยเมตไตยมาโปรด มีความเสมอภาค (สังคมนิยมคอมมูนิสต์) ก็เป็นอันว่า แนวความคิดเกี่ยวกับ วิวัฒนาการทางสังคมนั้น ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ในทางวิทยาศาสตร์ สังคมสมัยใหม่ก็ดี ก็รวมเป็นอันเดียวกัน คือดำเนินไปสู่สังคมอุดมคติ ดังกล่าวนั้น....." (จากหนังสือปรีดิธรรม พิมพ์โดย คณะกรรมการดำเนินงานฉลอง ๑๐๐ ปี ชาตกาล นายปรีดีพนมยงค์ โดย นาย ส.ศิวลักษ์ ประธาน และ นายพิภพ ธงไชย กรรมการ และเลขานุการ)

นี่คือที่มาของแนวความคิดทางลัทธิสังคมนิยมของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ที่ถูกฝังรากลึกในจิตใจ มาช้านาน โดยเริ่มจากความประทับใจ ในหนังสือดังกล่าว ตามหลักของจิตวิทยาแล้ว สภาพจิตที่เกิดจากความประทับใจนั้น จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นอุดมการณ์ และจะแสดงออก ด้วยการกระทำทางสรีระ ในรูปแบบต่างๆ กันอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่การแสวงหา แนวร่วมทางความคิด ที่คล้ายคลึงกัน (ลัทธิสังคมนิยม จัดเป็นอุดมการณ์ที่เป็นภัย และต่อต้าน สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สมัยนั้นเรียกว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์) ในที่สุดพระธรรมปิฎก จึงได้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง กับมูลนิธิโกมลคีมทอง อันเป็นศูนย์รวม ของผู้มีอุดมการณ์ สังคมนิยม เช่นเดียวกัน

ลัทธิสังคมนิยมนี้ จะตรงกันข้ามกับ ลัทธิชาตินิยม เพราะลัทธิชาตินิยม จะปลุกสำนึกให้คนในชาติ มีความรักชาติ มีความภูมิใจ ในความเป็นชาติ และองค์ประมุข (พระมหากษัตริย์) ที่สร้างชาติ สร้างแผ่นดิน สร้างประเทศ มาตราบเท่าทุกวันนี้ สำหรับประเทศไทย คนไทยทุกคน ย่อมมีความรักชาติ โดยสายเลือด ความรักชาติรักแผ่นดิน ของคนไทย ที่สืบเนื่องกันมา ทุกยุคทุกสมัยนี้เอง ที่ทำให้ประเทศไทย เป็นเอกราชสืบมา

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

แนวคิดสังคมนิยม(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:38 am

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้แสดงการต่อต้านความเป็นสถาบันชาตินิยม โดยเผยแพร่ต่อสาธารณชน ให้เกิดความเข้าใจผิดว่า "ชาตินิยม" ขัดกับหลักพระพุทธศาสนา โดยยกข้อธรรมขึ้นมาเป็นตัวอ้าง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ข้อความ ที่ส่อแสดงถึงความมุ่งหมาย ที่แท้จริง ซึ่งผิดต่อกฎหมายว่า ด้วยการเผยแพร่อุดมการณ์ อันเป็นภัยต่อสถาบันชาติ ปรากฏเป็นหลักฐาน ว่า

"เราไม่ต้องการจะมามัวแข่งกับเขา หรือเพื่อให้เราเหนือเขา หรืออะไรอย่างนั้น ซึ่งไม่ใช่สิ่งพึงประสงค์ อย่าง "ลัทธิชาตินิยม" ก็ใช้มานะปลุกเร้าทั้งสิ้น แต่ก้าวจากมานะเพื่อตัวขึ้นไป สู่ขั้นมานะเพื่อชาติ ทำให้ทำการทุกอย่างได้สำเร็จ เพื่อให้ชาติของตนยิ่งใหญ่

อย่างไรก็ตาม มานะแบบชาตินิยมนี้ แม้จะทำให้สร้างความสำเร็จได้ดี แต่ในที่สุดก็เป็นไปเพื่อการข่มเหงเบียดเบียนผู้อื่น เอาแต่ประโยชน์ของพวกตน ใครจะเป็นอย่างไรก็ช่าง..."

ความจริงในฐานะที่ท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ซึ่งสอนให้ละวางทางโลก ก็ไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องอย่างนี้อยู่แล้วโดยสถานภาพ แต่กลับปรากฏว่า เอกสารดังกล่าว ได้ถูกจัดพิมพ์โดย กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ โดยใช้เงินงบประมาณ ของประชาชน แจกจ่ายเผยแพร่อุดมการณ์นี้ เป็นจำนวนถึง ๓๕,๐๐๐ เล่ม (ในส่วนกระทรวงศึกษาฯ จะกล่าวถึงในโอกาสต่อไป) เพื่อให้เยาวชนและประชาชน ได้ซึมซับอุดมการณ์เช่นนี้ อนาคตของชาติ จะเป็นเช่นไร และไม่เคยปรากฏเป็นหลักฐาน ณ ที่ใดในการปาฐกถาของท่านว่า ได้มีการส่งเสริม หรือสนับสนุน หรือสร้างความภูมิใจใดๆ ต่อสถาบันชาติ หรือกล่าวถึงวีรกรรมของ มหาราชไทย วีรบุรุษไทยในประวัติศาสตร์ของชาติ และไม่เคยปรากฏในทุกข้อความ ข้อเขียน หรือเทศนาใดๆ ที่จะส่งเสริมเยาวชน ให้มีความรักชาติ อันเป็นรากฐาน ของความเป็นชาติ นี่คือสิ่งที่บ่งชี้ให้เห็นถึงจิตสำนึก (ทั้งนี้ท่านผู้อ่าน ต้องเข้าใจ แยกแยะให้ถูกต้องก่อนนะครับว่า จิตสำนึกกับความฉลาดนั้น เป็นคนละเรื่องกัน เพราะจิตสำนึก เป็นเรื่องของ คุณธรรม แต่ ความฉลาด เป็นเรื่องของ ความรู้ความสามารถ)

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

แนวคิดสังคมนิยม(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:39 am

ดังที่กล่าวว่า ลัทธิสังคมนิยม จะต้องไม่มี สถาบันศาสนา (เพราะถือว่าศาสนาคือยาเสพย์ติด) และ สถาบันพระมหากษัตริย์ และแน่นอนที่สุด ผู้ที่เลื่อมใสในลัทธินี้ จะต้องแสดงออก หรือเผยแพร่อุดมการณ์นี้ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นแรงกระตุ้น จากจิตใต้สำนึก ของผู้ที่ฝักใฝ่ในลัทธินี้ ซึ่งจะมีการแสดงออก ในเชิงปรปักษ์ กับสถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าผู้นั้น จะสามารถข่มไว้ ภายใต้จิตสำนึกของตน ได้นานสักเพียงใดเท่านั้น ด้วยลักษณะทางจิตวิทยา ดังกล่าวแล้วนั้น ทำให้ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เผยแพร่อุดมการณ์ สู่สาธารณะ ในลักษณะทำลายสถาบัน ทั้งสองนั้นไว้ว่า

"คณะสงฆ์จะโดยรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง ก็ไปยกย่องยกยอ พระมหากษัตริย์ แม้แต่ในเรื่องบุญญาธิการ พระก็อาจไปเทศน์ ทำให้เห็น พระมหากษัตริย์ นี่ได้สร้างสมบุญบารมีมามาก มีงานทีก็พูดสรรเสริญกัน ก็ทำให้ความรู้สึกเช่นนี้ ถูกเน้นชัดขึ้นมา กลายเป็นว่า พระนี่คอยยกย่องกษัตริย์ กษัตริย์ก็พอใจ ในการสรรเสริญเยินยอ มันก็เสริมซึ่งกันและกัน..."

ในด้านของจิตวิทยา ว่าด้วยจิตใต้สำนึกของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ผมจะไม่ขอวิจารณ์ แต่จะยกคำพูด ที่ถูกนำมาเผยแพร่ แก่สาธารณชน เพื่อให้ท่านผู้อ่านพิจารณาเอง ด้วยเหตุและผลทางวิชาการ ดังนี้

"อาตมาเคยสังเกตตัวเอง เช่น เวลามีโอกาสขึ้นไปที่สูงๆ ไปในที่ๆ เป็นหน้าผา อาตมาจะก้าวไป ให้หมิ่นเหม่ที่สุด เท่าที่จะทำได้ นี่เป็นลักษณะอย่างหนึ่ง ของจิตใจ คือทดลองก้าวไปให้ถึงจุด ที่จะไปต่อไม่ได้ จึงจะหยุด"

และในการประชุม "จิตสำนึกของชาวพุทธเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ในฐานะศาสนาประจำชาติ" เมื่อวันที่ ๑ ก.ย.๒๕๓๗ ซึ่ง พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ซึ่งได้รับเชิญเป็นวิทยากรได้กล่าวว่า

"อาตมา ได้รับนิมนต์ให้มาพูดเรื่องพระพุทธศาสนา ในฐานะเป็นศาสนาประจำชาติไทย... อาตมาจะต้องทำความเข้าใจ กับที่ประชุมก่อนว่า ตัวอาตมานั้น ไม่ได้มาเพื่อที่จะร่วมรณรงค์ ในครั้งนี้ และว่าที่จริง อาตมาก็ไม่ได้สนใจ เรื่องการบัญญัติพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ เหตุผลในการที่จะบัญญัติ พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ ไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็ไม่เห็นด้วย"

ที่กล่าวมาทั้งหมดในส่วนนี้ เป็นเพียงการชี้ถึงปูมหลัง หรือแรงดลใจจิตใต้สำนึก ตั้งแต่สมัยเด็ก ส่งผลให้เกิดการกระทำ อย่างต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งแม้จะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการ ไปในแนวต่างๆ แต่อุดมการณ์ยังคงเดิม

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

กำเนิดคัมภีร์ล้างพุทธ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:41 am




นายธรรมเกียรติ กันอริ สมาชิกมูลนิธิโกมลคีมทอง เปิดเผยว่า ได้เป็นผู้ชักนำพระภิกษุ ในพระพุทธศาสนา เป็นพระราชาคณะชื่อ พระศรีวิสุทธิโมลี (ป.อ. ปยุตฺโต) และ พระมหาชาย อาภากโร เข้าร่วมกิจกรรมกับมูลนิธินี้ ในฐานะองค์ปาฐกผู้เผยแพร่ นับตั้งแต่เริ่มแรก (ปี พ.ศ.๒๕๑๔) โดยมีฐานปฏิบัติการ ในภาคเหนือเป็นหลัก อาศัย วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ (ปัจจุบันเป็นที่อยู่ของ พระมหาจรรยา ผู้ออกมาโจมตีธรรมกาย) เป็นสถานที่จัดสัมมนา ผู้ที่เข้ารับการสัมมนา เป็นนักศึกษารุ่นหนุ่มสาว ที่ถูกคัดสรรมาแล้วโดยเฉพาะ (สาเหตุที่ไม่จัดในมหาวิทยาลัย เพราะเสี่ยงต่อกฎหมายบ้านเมือง ในขณะนั้น เนื่องจาก กอ.ปค. ได้ส่งเจ้าหน้าที่ จับตาแกนนำนักศึกษา ในมหาวิทยาลัย) จึงต้องใช้วัด เป็นที่เผยแพร่แนวคิด อุดมการณ์พุทธศาสตร์แนวใหม่ สำหรับคนหนุ่มสาว ซึ่งมักใช้หัวข้อว่า "อุดมคติ ของคนหนุ่มสาว" โดยมีพระศรีวิสุทธิโมลี (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นผู้บรรยาย และในการบรรยายครั้งหนึ่ง พระศรีวิสุทธิโมลี และกลุ่มหนุ่มสาว ที่มีอุดมคติเดียวกัน ถูกตำรวจล้อมจับ ณ วัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่ แต่รอดพ้นมาได้ เพราะมี พระเทพกวี ช่วยเหลือเจรจา กับเจ้าพนักงานที่จับกุม ในที่สุดเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชน เห็นแก่ผ้ากาสาวพัสตร์ จึงได้ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมทั้งหมด

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

กำเนิดคัมภีร์ล้างพุทธ(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:42 am




ส่วนนาย ส.ศิวรักษ์ (ผู้รับมอบหมายจาก สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย) ได้มอบหมายให้ พระศรีวิสุทธิโมลี (ป.อ.ปยุตฺโต) เขียนหนังสือโดยใช้ชื่อว่า "พุทธธรรม" ตามหนังสือ คริสตธรรม - พุทธธรรม ซึ่งทางสภา คริสตจักรฯ ได้เคยจัดพิมพ์ขึ้นแล้วนั้น เพื่อจะใช้เป็นเครื่องมือในการปลอมปนได้สะดวกยิ่งขึ้น และเพื่อให้หนังสือ มีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น จึงต้องอาศัยอ้างอิงเบื้องสูง โดยวางแผนให้แสดง ธรรมกถา เนื่องในวันประสูติ ครบรอบ ๘๐ พรรษา ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ และนำหนังสือ "พุทธธรรม" เข้าบรรจุอยู่ใน "ชุมนุมนิพนธ์ เพื่อถวายพระเกียรติ" ชื่อหนังสือว่า "วรรณไวทยากร"

จากการที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมของมูลนิธิฯ ดังกล่าว พระธรรมปิฎก จึงได้รับการสนับสนุน ให้ไปร่วมการสัมมนา ในต่างประเทศ ในปีถัดมา (๒๕๑๕) และตลอดมา แต่เนื่องจากมูลนิธิฯ ขณะนั้นเน้นหนัก ทางการเคลื่อนไหว ทางด้านการเมืองเป็นหลัก หนังสือ "พุทธธรรม" ในขณะนั้น จึงยังไม่ได้ถูกแก้ไข ปลอมปน พระสัทธรรมคำสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๙ จากการปฏิบัติการทางการเมือง ของมูลนิธิโกมลคีมทอง ซึ่งร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศ มีการกระทำ อันละเมิดกฎหมายบ้านเมือง เป็นอันตรายต่อความสงบเรียบร้อย และการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ เป็นองค์พระประมุขอย่างชัดแจ้ง โดยไม่เกรงกลัว ต่อกฎหมายบ้านเมือง ดังนั้นเจ้าหน้าที่ ด้านความมั่นคงฝ่ายทหาร พร้อมกับตำรวจสันติบาล ซึ่งได้รวบรวมพยานหลักฐาน ชี้ชัดว่า มูลนิธิโกมลคีมทองนี้ มีพฤติกรรมและเผยแพร่ อุดมการณ์ อันเป็นภัยต่อชาติโดยได้รับทุนสนับสนุน จากองค์กรต่างชาติ ให้การสนับสนุน มีเครือข่าย และสมาชิกทั่วประเทศ เพื่อเป็นการป้องกัน ภาวะอันตราย อันอาจเกิดขึ้นได้ อย่างแน่นอน หากปล่อยไว้ต่อไป จึงได้นำกำลัง พร้อมรถถัง ๒ คันไปทำการปิดล้อม ที่ทำการมูลนิธิฯ และทำการตรวจค้นจับกุม ได้อาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดจนเอกสารแผ่นปลิวโฆษณาชวนเชื่อมากมาย หนังสือเผยแพร่อุดมการณ์ ทำลายชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์ หลายแสนเล่มจริง เจ้าหน้าที่ต้องใช้รถบรรทุกสิบล้อ ขนถึงสองเที่ยว เพื่อนำไปเผาทำลาย มิให้เผยแพร่ เป็นอันตรายต่อประเทศชาติ ต่อไปภายหน้า ส่วนตัวหัวหน้า และผู้ร่วมเป็นสมาชิก ได้หลบหนีออกนอกประเทศ


แก้ไขล่าสุดโดย sunny เมื่อ Fri Apr 10, 2009 10:53 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Fri Apr 10, 2009 10:43 am

พระราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตฺโต) (เลื่อนสมณศักดิ์จากพระศรีวิสุทธิโมลี) ซึ่งเป็นสมาชิกในมูลนิธินี้ ได้หลบหนีออกนอกประเทศ โดยความช่วยเหลือของ สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย ไปอยู่ในรัฐเพ็นซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เช่นกัน (ข้อมูลรายละเอียดมีมาก ขอได้จาก กองอำนวยการ รักษาความมั่นคงภายใน สภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยอาศัย พรบ.ข่าวสารฯ)

แต่การดำเนินงานของสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย ก็มิได้หยุดยั้ง ได้มีการขอตั้งสถานศึกษาคริสเตียน เป็นวิทยาลัยเอกชน ชื่อ วิทยาลัยแสงธรรม ในสมัยที่ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ ๑๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๑๙ จึงนับเป็นก้าวย่างที่มั่นคง ของศาสนาคริสต์ ในประเทศไทย ที่สำคัญมาก เพราะขณะนั้น มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยสงฆ์ ในพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติ) ยังไม่ได้ตั้งตามกฎหมาย

สรุปภารกิจการจัดตั้งขบวนการ และบุคลากร

เนื่องจากทางราชการโดย กอ.ปค. (กองอำนวยการปราบปรามคอมมิวนิสต์) และฝ่ายรักษาความมั่นคง ดำเนินการต่อต้าน และปราบปรามอย่างเด็ดขาด เข้มงวด แม้ว่าจะได้ปลูกฝังอุดมการณ์ ให้กับบุคคลที่มีคุณภาพสูง แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการ อย่างเปิดเผยได้อย่างเต็มที่

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

การแผ่อิทธิพลสร้างเครือข่าย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Apr 11, 2009 11:29 pm

การแผ่อิทธิพลสร้างเครือข่าย
ยึดพื้นที่ทางสมองประชาชน



การกลืนศาสนา ไม่ใช่เรื่องที่กระทำได้ง่ายๆ ต้องใช้ความอดทน และใช้เวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกสรรตัวบุคคล ต้องรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากประชาชนไทยส่วนใหญ่ ขณะนั้นเกือบ ๑๐๐% นับถือพุทธศาสนา และยังมีกฎหมายคอมมิวนิสต์ ไว้สำหรับลงโทษ ผู้ที่ทำลายพุทธศาสนาอีกด้วย ดังนั้นการทำงาน จึงต้องรอบคอบ เป็นพันเท่า ดังนั้นเป้าหมายหลัก ในชั้นแรกคือ กระทรวงศึกษาธิการ อันมีกรมวิชาการ และกรมการฝึกหัดครู ซึ่งจะเป็นตัวจักรสำคัญ ในการเผยแพร่พุทธศาสนา แนวคริสเตียน ได้อย่างครอบคลุมทั่วประเทศ ในอนาคต

การวางแผนงานกลืนศาสนา ได้ถูกแบ่งออกเป็น ๓ ขั้นตอน คือ

๑. จริงในเท็จ คือ การถอดถอนหลักสูตร ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาในกระทรวง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับการศึกษาออกไป เพื่อให้เกิดการปรับปรุง หลักสูตรการศึกษา ในภายหน้า เพราะได้วิเคราะห์ไว้แล้วว่า จะต้องได้รับการต่อต้าน จากชาวพุทธที่ไม่เห็นด้วย

แต่เป้าหมายที่แท้จริง คือ การขยายเครือข่าย อำนาจบารมี ในกระทรวงศึกษาธิการ โดยการวางตัวบุคคล ที่จะสานต่อแผนงานไว้ ในตำแหน่งสำคัญ เพื่อประสานงาน ในอนาคตต่อไป

๒. เกาะติดซึมลึก เมื่อเป็นไปตาม ๑. ให้ส่งบุคลากรที่ได้จัดวางไว้พร้อมแล้วนั้น เข้าศึกษาโครงสร้าง การศึกษาทุกระดับ เพื่อร่างแผนการศึกษา ให้เอื้อประโยชน์ตามแผนการ

๓. ยาพิษชุบน้ำผึ้ง ใช้บุคลากรที่ได้สร้างไว้นั้น ควบคุมการดำเนินการ สนับสนุน สร้างภาพและสถานการณ์ เพื่อนำคำสอนของพระพุทธศาสนา แนวคริสเตียน (สัทธรรมปฏิรูป) ใช้เป็นหลักสูตร บังคับเผยแพร่ ในสถานศึกษา ทั้งประเทศ ให้บรรลุตามเป้าประสงค์ ยึดครองพื้นที่ทางสมอง ตามที่ระบุไว้ ในคำสั่งวาติกัน ๒ นั่นเอง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

แผนปฏิบัติการขั้นที่ ๑ "จริงในเท็จ"

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Apr 11, 2009 11:33 pm



ในปี พ.ศ.๒๕๒๐ สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย ได้ใช้ระบบการเมืองระหว่างประเทศ (ความลับทางทหาร กรณีการว่าจ้างคนไทย ไปรบในลาว ไทยการ์ด) โดยให้ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมนันท์ แต่งตั้ง นายบุญสม มาร์ติน ซึ่งเป็นคริสเตียน เป็นรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษา ด้านศาสนาใหม่ โดยถอดวิชาศีลธรรม ออกจากหลักสูตร บังคับทุกระดับชั้น ยกเลิกการบังคับ การสวดมนต์เช้า ก่อนเรียน (ดูโครงสร้างการศึกษา ภาคผนวก) เพื่อกำจัดการเจริญเติบโต ของพระพุทธศาสนา กลืนขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมอันดี ของประเทศชาติ พร้อมทั้งกัดเซาะ ทำลายคุณธรรมพื้นฐาน ของสังคมไทย เป็น ผลให้เยาวชนไทย ไม่ได้รับการศึกษาวิชาศีลธรรม และพระพุทธศาสนา มาตราบเท่าทุกวันนี้ และเยาวชนในขณะนั้น ปัจจุบันกลายเป็นผู้ใหญ่ ที่ต้องรับผิดชอบบ้านเมือง (ปัจจุบันประเทศชาติ จึงมีบุคคลประเภทไร้ศีลธรรม ขาดความละอายต่อบาป เป็นจำนวนมากมาย) ทุกขั้นตอนล้วนแล้ว แต่เป็นการวางแผน อย่างแยบยลที่สุด พร้อมกันนั้น ยังมีการปูพื้นฐานบุคลากร ในกระทรวงศึกษาฯ ไว้รองรับชุดทำงานต่อเนื่อง ตามนโยบายของวาติกัน ได้อย่างมากมาย จวบจนปัจจุบัน (๒๕๔๒) ซึ่งขณะนี้ บุคลากรเหล่านั้น ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในตำแหน่ง บริหารระดับสูง ของทุกกรมกอง ในกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งสิ้น


วันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๓ รัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ออกประกาศอภัยโทษ เรียกว่า ประกาศ ๖๖/๒๓ ให้ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เข้ามาเป็น ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย โดยไม่มีความผิด ทำให้สมาชิกของ มูลนิธิโกมลคีมทอง สามารถกลับเข้าสู่ ประเทศไทยได้ ทั้งนี้รวมถึง พระราชวรมุนี (ป.อ. ปยุตโต) ก็กลับสู่ประเทศไทย ด้วยเช่นกัน

ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า คริสต์ศาสนา ในประเทศไทย เปิดฉากโจมตีบุคลากร ในองค์กรปกครอง คณะสงฆ์ไทย รวมไปถึงการปลอมปนคำสอน ดูหมิ่น เหยียดหยาม พระธรรมคำสั่งสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างเป็นรูปธรรม เป็นลักษณะ "มิชชั่น" แต่ก็ถูกต่อต้านและตอบโต้ อย่างรุนแรง จากพุทธศาสนิกชน จึงเปลี่ยนแผนใหม่ โดยเลือกเอา พระราชวรมุนี (ป.อ. ปยุตโต) ซึ่งเป็นสมาชิกอาวุโส ของมูลนิธิโกมลคีมทอง ออกมาเป็น ผู้ดำเนินการ โดยใช้หนังสือ "พุทธธรรม" เป็นเครื่องมือ พร้อมกับสมาชิกมูลนิธิฯ ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ในหนังสือ "พุทธธรรม" ร่วมกับบุคลากร ในกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้วางตัวไว้แล้วนั้น ร่วมกันผลักดัน ดำเนินการเผยแพร่ และส่งเสริม พระราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตโต) ให้เป็นที่ยอมรับ แก่นักวิชาการ โดยกลุ่ม BOSTON จะให้การสนับสนุน ทางด้านการเมือง อย่างใกล้ชิด ภายใต้การควบคุม ของ สภาคริสตจักรฯ โดยมีเป้าหมาย ทำลายรากฐาน พระพุทธศาสนา อันเป็นหลักแห่งสังคมประชาชาติให้ได้


สรุปภารกิจ แผนขั้นที่ ๑


ได้ผลตามเป้าประสงค์ และเป็นบททดสอบว่า สามารถใช้การเมืองเป็นแกนนำ ในการปฏิบัติภารกิจ ได้ผลอย่างดีมาก ทำให้สามารถ ถอดหลักสูตรศีลธรรม ออกไปได้ พร้อมกับสามารถวางระเบิดเวลา สร้างปมปัญหา ให้เกิดการเรียกร้อง จากพุทธศาสนิกชน เพื่อแก้ไข หรือปรับปรุงหลักสูตร การศึกษาพุทธศาสนาใหม่ อันจะเป็นการเปิดทาง ให้บุคลากรที่เตรียมไว้ สามารถแทรกตัว เข้าในองค์กรการศึกษา ได้อย่างง่ายดาย ไร้ข้อพิรุธ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

แผนปฏิบัติการขั้นที่ ๒ "เกาะติดซึมลึก"

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Apr 11, 2009 11:38 pm

แผนปฏิบัติการขั้นที่ ๒ "เกาะติดซึมลึก"

แผนงาน "จริงในเท็จ" สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ตามที่ได้วางไว้ มีการต่อต้าน คัดค้าน ทั้งทางคณะสงฆ์ไทย และครูบาอาจารย์ ผู้สอนวิชาศีลธรรมเอง ปรากฏในเอกสารรายงาน "การพัฒนาหลักสูตรสังคมศึกษา ในส่วนที่ว่าด้วยพุทธศาสนา" ศูนย์พัฒนาหลักสูตร กรมวิชาการ ๒๕๒๔ หน้า ๑๐

"หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช ๒๕๒๑ ได้นำไปใช้ครบ ๑ รอบ ปรากฏว่า มีผู้ห่วงใยต่อประเทศชาติ ศาสนา ทั้งในรูปขององค์กร และบุคลากรต่างๆ ให้ข้อสังเกตุว่า หลักสูตรใหม่ เน้นเรื่องศีลธรรม และจริยศึกษาน้อยเกินไป จนถึงกับกล่าวว่า ไม่สอนพุทธศาสนาแล้วหรืออย่างไร?

ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงได้มอบหมายให้กรมการศาสนา เชิญผู้แทนของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มาประชุมหารือ เพื่อพิจารณาหาแนวทางแก้ไข"


ดร.ธนู แสวงศักดิ์ อธิบดีกรมการศาสนา จึงจัดประชุมขึ้นเรียกว่า "การประชุมหารือ เกี่ยวกับหลักสูตร พระพุทธศาสนา ครั้งที่ ๑/๒๕๒๔" โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ๒๖ คน มีผู้น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ พระราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตฺโต)

ผลการประชุมได้ให้ ดร.ธนู แสวงศักดิ์ อธิบดีกรมการศาสนา นายสิริ เพชรไชย ผู้อำนวยการกองศาสนศึกษา จัดพิมพ์หนังสือ ส่งเสริมเผยแพร่พุทธจริยธรรม (โปรดสังเกตุคำว่า "พุทธจริยธรรม") เพื่อเป็นคู่มือในการพัฒนาจริยศึกษา ในโรงเรียนทั่วประเทศ มีจำนวน ๔ เล่ม คือ

๑. คำอธิบายหลักจริยธรรมสำหรับชั้นมัธยมศึกษา
๒. พุทธธรรม
๓. การจัดจริยศึกษาในโรงเรียน
๔. ตอบปัญหาทางพุทธศาสนา
๕. หลักการปลูกฝังศีลธรรมและจริยธรรมแก่นักเรียน


หนังสือ "พุทธธรรม" นี้ กรมการศาสนาได้มอบให้ พระราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นผู้เรียบ เรียง โดยได้มีการตรวจสอบ ความถูกต้องของข้อความ ในต้นฉบับ เปรียบเทียบกับ พระไตรปิฎกเถรวาท โดยท่านอธิบดีกรมการศาสนา และผู้กล่าวนามข้างต้น ซึ่งนับว่า เป็นฉบับที่ถูกต้อง ตามหลักพุทธศาสนา มีทั้งหมด ๒๐๖ หน้า โดยหนังสือ "พุทธธรรม" จะใช้เป็น คู่มือครูสอนจริยธรรม ในโรงเรียน และหน่วยเผยแพร่ศีลธรรม และเป็นหนังสืออ่านประกอบ การศึกษาด้านศีลธรรม ของนักเรียนนักศึกษา และประชาชน ผู้สนใจทั่วประเทศ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

แผนปฏิบัติการขั้นที่ ๒ "เกาะติดซึมลึก"(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Apr 11, 2009 11:43 pm



ด้วยความถูกต้องของ "พุทธธรรม" ฉบับพิมพ์โดยกรมการศาสนานี้เอง ทำให้ฉบับนี้ ไม่มีการอ้างอิง ถึงในการพิมพ์ครั้งต่อๆ มาทั้งสิ้น เพราะไม่มีการปลอมปน อาจเป็นเพราะ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กลัวว่า หากมีผู้นำฉบับนี้มาเทียบเคียง กับฉบับใหม่ จะมีข้อความที่ขัดแย้งกันเอง ไม่เพียงไม่อ้างอิงนั้นเท่านั้น พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ยังเผยแพร่ข้อความว่า "...หนังสือพุทธธรรม ที่กรมการศาสนาจัดพิมพ์นี้ มีข้อความไม่ถูกต้อง และเป็นการถือวิสาสะจัดพิมพ์เองโดยไม่บอกกล่าว ต่อเจ้าของลิขสิทธิ์" ??? (ปรากฏตามคำนำ การพิมพ์หนังสือ พุทธธรรม ครั้งที่ ๕ (๒๐๖ หน้า) ลงนามโดย พระราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตฺโต) ๒๒ ก.ค.๒๖) จึงนับเป็นเรื่องแปลกประหลาด เรื่องหนึ่ง และไม่ปรากฏว่า มีการอ้างอิงหนังสือ "พุทธธรรม" ๒๐๖ หน้า ซึ่งจัดพิมพ์ในปี ๒๕๒๖ ณ ที่ใดอีกเลย (ยิ่งไปกว่านั้น ในการพิมพ์ ๒๐๖ หน้า ซึ่งไม่มีการปลอมปนนั้น มีการพิมพ์เกินกว่า ๑๐ ครั้ง เช่นที่นำมาแสดงนี้ ก็ไม่มีการอ้างถึง ในฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๗ โดยมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ มูลนิธิพุทธธรรม พิมพ์ พ.ศ.๒๕๔๑ จึงไม่ปรากฏข้อความอ้างอิง ในการพิมพ์ทั้ง ๖ ครั้งที่ผ่านมาข้างต้นนั้น ทั้งนี้เนื่องจาก ได้มีการเพิ่มเติมข้อความ อันมิใช่เป็นหลัก แห่งพระพุทธศาสนา เข้าไปอย่างมากมาย คือจากเดิม ๒๐๖ หน้า กลายเป็น ๑๑๔๕ หน้า ซึ่งมิได้มีการตรวจทาน ความถูกต้อง โดยผู้รู้ทางพุทธศาสนา หรือหน่วยงานทางราชการ แต่อย่างใด และสิ่งที่มีพิรุธอย่างยิ่ง ก็คือ ได้ระบุเพียงว่า การพิมพ์ฉบับเดิมที่มีเพียง ๒๐๖ หน้านั้น มีเพียง ๒ ครั้งเท่านั้น คือ พิมพ์ครั้งที่ ๑ พ.ศ.๒๕๑๔ และ พิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๒๘ นี่คือสิ่งที่พึงสังเกตไว้ ก่อนที่จะเข้าสู่รายละเอียด การปลอมปนพระพุทธศาสนา ให้เป็นสัทธรรมปฏิรูป อันเป็นเหตุให้ไม่มีการอ้างถึง การพิมพ์ฉบับที่ถูกต้อง ตามพระธรรมวินัย ของพุทธศาสนาไว้เลย

ในการประชุมวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๒๔ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ ห้องประชุมกรมการศาสนา (ชั้น ๒) เรื่อง "รายงานการปรึกษาหารือ เกี่ยวกับหลักสูตร พระพุทธศาสนา ครั้งที่ ๑/๒๕๒๔ " ที่น่าสนใจคือ นายธนู แสวงศักดิ์ อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานการประชุม พระราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตฺโต) ที่ปรึกษา นายพงษ์เชษฐ์ จิระชุณห์ สภาความมั่นคงแห่งชาติ นายปรีชา วรรณขจร แทนอธิบดี กรมประมวลข่าวกลาง สิ่งที่น่าจะสังวรณ์ สำหรับในคำกล่าวเตือน ของที่ประชุม คือ

นายพงษ์เชษฐ์ จิระชุณห์ สภาความมั่นคงแห่งชาติ เสนอว่า "ผมขออนุญาต แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับพุทธศาสนา ที่จะมีผลกระทบ ต่อความมั่นคงของชาติ ในด้านสังคมจิตวิทยา คือการที่ประชาชน ไม่รู้ไม่เข้าใจ เกี่ยวกับพุทธศาสนา เป็นช่องทาง ให้เกิดการแทรกแซง โดยอาศัยลัทธิศาสนาอื่น อย่างเช่นการแอบอ้าง เข้าไปเผยแพร่ลัทธิศาสนา แล้วยุยงพวกชาวเขา.... อีกอย่างหนึ่ง การที่ประชาชนในสังคม มีการศึกษาสูงอย่างเดียวนั้น ไม่เป็นการเพียงพอ ถ้าขาดศีลธรรม ก็จะเป็นอันตราย คือมีแต่ความรู้ แต่ไม่มีความยับยั้งชั่งใจ ก็จะก่อให้เกิดความวุ่นวาย ทางสังคมได้ การที่เรามีการส่งเสริม ให้มีการจัดหลักสูตรทางพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ แก่คนในชาติ จะช่วยให้รักษา ความมั่นคงของชาติอยู่ได้ ดังนั้นในแง่ของความมั่นคงแล้ว ผมคิดว่า การจัดให้มีหลักสูตร ทางด้านศาสนาพุทธ เพื่อให้เยาวชนของชาติ ได้ศึกษา เป็นสิ่งที่ควรแก่การกระทำ เป็นอย่างยิ่ง อันจะก่อให้เกิดความมั่นคง แก่ประเทศชาติสืบไป"

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 1 จาก 4 1, 2, 3, 4  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ