พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

หน้า 2 จาก 4 Previous  1, 2, 3, 4  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

แผนปฏิบัติการขั้นที่ ๒ "เกาะติดซึมลึก"(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Apr 11, 2009 11:48 pm

นายปราโมทย์ สัตยากร สภาความมั่นคงแห่งชาติ เสนอว่า "ในทัศนะของความมั่นคงของชาติ ที่จะจัดหลักสูตรพุทธศาสนา อย่างแท้จริงนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เราจะมาถกเถียงกัน ว่าควรหรือไม่ควร แต่เป็นสิ่งที่ต้องกระทำ เป็นอย่างยิ่ง เพราะว่า นโยบายความมั่นคงของชาติ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ กำหนดไว้ชัดเจนว่า เป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาฯ ที่จะต้องทำ

อนึ่งในปัจจุบัน ได้มีการนำเอาลัทธิศาสนาอื่น เข้ามาปลอมปน แอบอ้าง บังหน้า หาผลประโยชน์"

อธิบดีกรมการศาสนายืนยัน มีการปลอมปนคำของพุทธศาสนา ในหลักสูตรการสอนวิชาศีลธรรม



ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๕ ศ.ดร.ธนู แสวงศักดิ์ อธิบดีกรมการศาสนา ได้ให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับเรื่อง "หลักสูตร พระพุทธศาสนา" ว่า

" ในหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ที่ประกาศใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ (๒๕๒๕) ถ้ากล่าวโดยส่วนรวมแล้ว เรื่องของ พระพุทธศาสนา ไม่ว่าระดับประถม มัธยมตอนต้น ตอนปลาย มีปรากฏให้เรียน เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และถ้าจะใช้ความสังเกต สักเล็กน้อย จะเห็นว่าคำว่า พระพุทธศาสนา ก็ดี คำว่า ศีลธรรมก็ดี ไม่ค่อยจะมีใช้ แต่จะมีคำว่า จริยธรรม คุณธรรม ค่านิยม ลักษณะนิสัย ฯลฯ ไม่ใช่คำในพุทธศาสนา เป็นคำซึ่งแปลมาจาก ภาษาต่างประเทศ มาใช้แทน จึงดูขัดกับหลักการใหญ่ ที่ว่า คนไทยมีพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ แต่หลักสูตร ที่ให้นักเรียนเรียน ไม่มีคำทางพุทธศาสนา เข้าไปใช้ อีกไม่นานเกินรอ เยาวชนไทย จะไม่มีความรู้ ทางพุทธศาสนาเพียงพอ และนั่นหมายถึง ความไม่มั่นคงของ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เพราะพระพุทธศาสนา เป็นสถาบันที่เป็น รากฐานสำคัญของชาติ คือคนไทยทั้งปวง จะอยู่ร่วมกันได้อย่าง ร่มเย็นเป็นสุข แต่ถ้าคนไทย ไม่เห็นความสำคัญ ของพุทธศาสนา ก็เรียกว่า ล้มลงแล้วทั้ง ๒ สถาบัน..."



ดังได้กล่าวไปแล้วว่า นี้เป็นแผน "เกาะติดซึมลึก" ดังนั้นการประชุม เพื่อปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา เพื่อนำเอาพุทธศาสนา กลับเข้ามาให้นักเรียน ได้เรียนนั้น จึงเป็นไปตามแผน ที่ได้วางไว้ พระราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตโต) บุคลากรที่ได้จัดวางตัวไว้แล้วนั้น สามารถแทรกเข้าสู่ที่ประชุม และยิ่งไปกว่านั้น สามารถที่นำเอาหนังสือ "พุทธธรรม" ที่ขบวนการล้มพุทธ ต้องการปลอมปน ในอนาคต มาใช้เป็นคู่มือครูในการสอนพุทธศาสนาได้สำเร็จ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

แผนปฏิบัติการขั้นที่ ๓ "ยาพิษชุบน้ำผึ้ง"

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Apr 15, 2009 12:35 am

แผนปฏิบัติการขั้นที่ ๓ "ยาพิษชุบน้ำผึ้ง"

ในปี ๒๕๒๕ ซึ่งประเทศมหาอำนาจ ประสานงานกับองค์การคริสเตียนฯ เริ่มโครงการ Change Human Mankind Project โดยแยกการทำงาน ออกเป็น ๒ กลุ่ม คือกลุ่มที่ ๑ เรียกว่า "กลุ่ม BOSTON ทำหน้าที่กลืนเศรษฐกิจ การเมือง ส่วนกลุ่มที่ ๒ ทำหน้าที่กลืนด้านศาสนา กลุ่มที่ ๑ จะสนับสนุนกลุ่มที่ ๒ ทางด้านการเมือง ในการออกกฎหมาย เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มที่ ๒ และทั้งนี้กลุ่มที่ ๒ จะต้องมีหน้าที่นำเสนอ แนวทางสร้างความเชื่อ ทั้งนี้ต้องเอื้อประโยชน์ ให้กลุ่มที่ ๑ พร้อมกันไปด้วย โดยทั้งสองกลุ่ม ใช้รหัสร่วมคือ "เสรีภาพ และ สิทธิมนุษยชน" ในการเคลื่อนไหว ในด้านการเงิน บุคลากรและแผนงาน การวิเคราะห์ จะได้รับการสนับสนุนเต็มที่

สถาบันเทววิทยาแห่งประเทศไทย (คริสเตียน) วิทยาลัยพระคริสตธรรม จังหวัดเชียงใหม่ ได้มอบหมายให้ นาย ส.ศิวรักษ์ ไปเป็นวิทยากรสัมมนาในวัน นักบุญซิลแคลร์ ทอมสัน (แหล่งเดียวกันกับ ที่ออกหนังสือแอบอ้าง และปลอมปนพระสัทธรรม ในพุทธศาสนา ชื่อ "คริสตธรรม - พุทธธรรม" ตามที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว ตั้งแต่ต้น) ในหัวข้อ "ศาสนากับการพัฒนา" และจัดตั้ง คณะกรรมการศาสนา เพื่อการพัฒนา (ศพพ.) อันมีจุดมุ่งหมาย ในการปรับปรุงพระธรรมวินัย และองค์กรของ พุทธศาสนาเสียใหม่ ให้รองรับกับสถานการณ์ ในอนาคต ซึ่งโครงการดังกล่าว ได้วางไว้เรียบร้อย สำหรับอนาคตพุทธศาสนา ในประเทศไทย ซึ่ง ศพพ. นี้มีพระภิกษุสงฆ์ ในพุทธศาสนาเข้าไปร่วมกับองค์กร ที่จัดตั้งของคริสเตียนนี้ด้วย เช่น พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พระศรีปริยัติโมลี, พระไพศาล วิสาโล, นายประเวศ วะสี และอีกหลายๆ คน ที่มีอุดมการณ์วิบัติ ที่ทำให้รัฐธรรมนูญ ในประเทศไทยปัจจุบัน ไม่มีพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ และรัฐจะต้องสนับสนุน ศาสนาอื่นด้วย ซึ่งแต่ก่อนมาไม่เคยมี พร้อมกันนั้น จะต้องออกกฎหมาย เปลี่ยนแปลงระบบ การปกครองคณะสงฆ์ไทย (มหาเถรสมาคม) กฎหมายอุปถัมภ์และคุ้มครองฯ มีการสร้างสถานการณ์ ทำลายคณะสงฆ์ และพระราชาคณะ ทุกรูปแบบ อันสร้างความแตกแยก ในพุทธศาสนาอยู่ในเวลานี้ (๒๕๔๒) ซึ่งสิ่งน่าสังเกตุก็คือ ภายหลังมีการจัดตั้ง ศพพ. ขึ้น พุทธศาสนาได้ถูกโจมตีทุกรูปแบบ พระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา ที่ได้รับการยอมรับนับถือศรัทธา จากประชาชน ถูกกล่าวโทษจับสึก หนังสือพิมพ์หลายฉบับ เริ่มโจมตี และลงข่าวบุคลากร ในพุทธศาสนาอย่างจาบจ้วง เสียหาย ตลอดเรื่อยมา และทวีความรุนแรง ขึ้นเรื่อยๆ จึงเจือสมกับการให้สัมภาษณ์ ของนาย ส.ศิวรักษ์ (อ้างไปแล้วแต่ต้น) ว่า มูลนิธิโกมลคีมทอง ได้รับการสนับสนุน จากองค์กรคริสเตียน นี่คือการเปลี่ยนแผนงาน และการเริ่มดำเนินการ ทางด้านพุทธศาสนา อย่างเป็นรูปธรรม สิ่งที่น่าสังเกต เป็นอย่างยิ่งก็คือ ในปีเดียวกันนั้น (๒๕๒๕) เป็นปีที่ประเทศมหาอำนาจ เริ่มใช้แผน Change Human Mankind Project โดยเป็นนโยบายของ สันตปาปา ได้จัดตั้งรางวัล "สันติภาพ" (ปรากฏตาม คำแถลงของ Mr. A. Badran รองผู้อำนวยการใหญ่ Unesco วันที่ ๒๐ ธ.ค.๒๕๓๗) ซึ่งช่วงเวลาปี ๒๕๒๕ นั้น พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ก็ได้รับ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย) ด้วย

ปี ๒๕๒๕ เป็นระยะเดียวกับที่มีการโจมตีพุทธศาสนาโดยกลุ่มศาสนาคริสเตียนนั้น ได้มีการปลอมปน คำสอนของคริสเตียน ลงในหนังสือ "พุทธธรรม" ด้วยการปรับแปลงนั้น ทำให้มีความหนาถึง ๑๑๔๕ หน้า ซึ่งเดิมมีเพียง เนื้อหา ๒๐๖ หน้าเท่านั้น และได้ทำการพิมพ์ ออกสู่สาธารณะ แต่เน้นหนักในด้านสถาบันศึกษา โดยเฉพาะวิทยาลัยครู โดยมีบริวารของ นายบุญสม มาร์ติน อดีต รมว. ศึกษาธิการ ซึ่งเป็นคริสเตียน เป็นผู้ประสานงาน

ที่สำคัญและน่าสนใจ ซึ่งอาจเป็นข้อมูลสำหรับท่านผู้อ่าน สามารถนำไปค้นคว้าหาความจริงได้ ก็คือ พ.ศ.๒๕๒๗ สันตปาปา จอนห์ ปอลล์ ที่ ๒ ประมุขแห่งคริสต์ศาสนาคาทอลิค ได้เดินทางมายังประเทศไทย ผู้ที่ถูกกำหนดโดยเฉพาะเจาะจง ให้เป็น ล่ามฝ่ายสงฆ์ คือ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

แผนปฏิบัติการขั้นที่ ๓ "ยาพิษชุบน้ำผึ้ง"(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Apr 15, 2009 12:45 am

ปีต่อมา ๒๕๒๘ พระอุดรคณาภิรักษ์ (กิตฺติวุฑฺโฒ ภิกขุ) ผู้อำนวยการจิตตภาวันวิทยาลัย จ.ชลบุรี ซึ่งมีความเชี่ยวชาญ ทางด้านอภิธรรม อย่างหาตัวจับได้ยากยิ่ง ในประเทศไทยยุคนั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเกี่ยวกับ การปฏิบัติทางจิต (สมาธิจิต) เป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชน ได้ถูกแจ้งข้อหาว่า ปฏิบัติผิดพระธรรมวินัย มีหนังสือพิมพ์มติชน เป็นแกนนำ ได้เสนอข่าวโจมตี จนเป็นที่เสื่อมเสียในวงการ เป็นการทำลายภาพพจน์ ของพระพุทธศาสนาโดยองค์รวม (โดยเน้นหนักเกี่ยวเนื่องด้วย เรื่องการเงิน หรือกรณี ปรับอาบัติปาราชิก พระภิกษุในพุทธศาสนา ซึ่งใช้กรณีนี้ เป็นเครื่องมือทำลายคณะสงฆ์ไทย ตลอดมา) เป็นข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลก ซึ่งต่อมา ได้มีการทำลายพระภิกษุสงฆ์ ในพุทธศาสนา ซึ่งสั่งสอนการปฏิบัติ ทางสมาธิจิตทุกองค์ ที่เป็นที่ศรัทธา ของประชาชนตลอดมา อย่างต่อเนื่อง นี่คือผลงาน การทำลายพุทธศาสนา เจตนาจะให้มีการ สึกพระราชาคณะ ชั้นผู้ใหญ่ ในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการทำลายชื่อเสียง และภาพพจน์ในพุทธศาสนา แต่ปรากฏว่า ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากมิได้มีความผิดแต่อย่างใด (ตรวจสอบข้อมูลได้ ที่หอสมุดแห่งชาติ) เรื่องก็เงียบหายไป นสพ. ดังกล่าวนั้น ก็มิได้ขอขมาลาโทษ ต่อพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งตนและพรรคพวก นำความเสียหายมาให้ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่เป็นไปตามขั้นตอน และ Time Table ของแผนงาน เป็นการทดสอบปฏิกริยา ของประชาชน ที่เป็นพุทธศาสนิกชน อันเป็นประชาชนส่วนใหญ่ ของประเทศ ทั้งยังเป็นการทดสอบอำนาจพลัง ของสื่อมวลชน ในการยึดครองพื้นที่ทางสมอง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ ในอนาคตอีกด้วย

ใน พ.ศ.๒๕๒๘ สำนักพิมพ์สุขภาพใจ ได้ขอจัดพิมพ์ "พุทธธรรม" โดยระบุว่าเป็นการพิมพ์ครั้งที่ ๒ (เฉพาะครั้งนี้เท่านั้น ที่มีการอ้างอิงถึง ในหนังสือพุทธธรรม พิมพ์ครั้งที่ ๗ พ.ศ.๒๕๔๑)

ในปี ๒๕๒๙ บุคคลร่วมในการดำเนินการพิมพ์ครั้งที่ ๓ (๑๑๔๕ หน้า) ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มสำคัญ เพราะเป็นกลุ่มที่มีบทบาท ในการร่วมจัดทำหนังสือ "พุทธธรรม" และทำความเสื่อมเสียภาพพจน์ ต่อคณะสงฆ์ และพุทธศาสนาทั้งประเทศ ทั้งโดยตรง แเละโดยรวม ซึ่งจะเริ่มจากจุดนี้ เป็นหลัก คือ
๑. นายระวี ภาวิไล
๒. นายวรเดช อมรวรพิพัฒน์ ปัจจุบันคือ อนุกรรมการร่าง พรบ.สงฆ์ฉบับใหม่
๓. นายณรงค์ หอมจันทร์
๔. พ.ต.ทองขาว พ่วงรอดพันธ์ (เริ่มจัดรายการ "ธรรมร่วมสมัย" ๒๕๔๐)
๕. นายทรงวิทย์ แก้วศรี
๖. มูลนิธิพุทธธรรม

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

แผนปฏิบัติการขั้นที่ ๓ "ยาพิษชุบน้ำผึ้ง"(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Apr 15, 2009 12:47 am




มูลนิธิพุทธธรรม มีหน้าที่ดำเนินการสนับสนุน จัดพิมพ์เผยแพร่งานประพันธ์ ของพระศรีวิสุทธิโมลีเท่านั้น เริ่มมีการพิมพ์อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อได้เลื่อนตำแหน่ง พระราชาคณะ เป็น พระเทพเวที และดำเนินการสนับสนุน การดำเนินงาน ทุกรูปแบบ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน และบุคคลที่ทำการแปล หนังสือ "พุทธธรรม" เป็นภาษาอังกฤษ คือ Mr. Bruce Evans กรรมการมูลนิธิ ซึ่งประชาชนทั่วไป ล้วนคิดว่า พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) เขียนเป็นภาษาอังกฤษเอง จึงไม่เป็นความจริง เพราะการรับรางวัล UNESCO Prize for Peace Education เมื่อ ๒๐ ธ.ค.๒๕๓๗ แต่ตามที่ปรากฏเป็นหลักฐานนั้น Mr.Bruce Evans แปลหนังสือในปี ๒๕๓๘ จึงเป็นคำถามว่า แล้วผู้ใดเป็นคนแปล เป็นภาษาอังกฤษ สำหรับส่งไปให้กับกรรมการ Unesco แสดงว่า ต้องมีบุคคลอื่น ดำเนินการร่วมแปลให้ (ข้อมูลตรงนี้ จึงมีคำถามว่า ใครคนนั้น คือผู้แปล...???) เนื่องจากว่า โดยธรรมชาติของการเขียนหนังสือ หรือวิทยานิพนธ์ ผู้มีประสบการณ์ จะทราบดีว่า คนเอเซียนั้น การใช้ภาษาอังกฤษ แม้ว่าจะเก่งกาจสักปานใด ก็เก่งแบบเอเซีย ภาษาที่ใช้นั้น ความลุ่มลึก จะไม่เหมือนกับเจ้าของภาษาเอง ยิ่งเป็นการเขียน โดยคนเอเซียเองด้วยแล้ว โอกาสที่จะให้ฝรั่งอ่านรู้เรื่อง สักเล่มหนึ่ง เป็นเรื่องยากมาก ผู้ที่ทำวิทยานิพนธ์ ปริญญาเอก ในมหาวิทยาลัย ต่างประเทศ (อเมริกา) จะทราบได้เป็นอย่างดีว่า โหดแค่ไหน จึงไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา จึงเป็นจุดสังเกตว่า รางวัลดังกล่าว ต้องมีที่มาที่ไป ไม่ใช่เรื่องปกติ ที่ควรเป็น ที่กล่าวนี้ ไม่ใช่หมายถึงดูถูก ภูมิปัญญาของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) แต่เป็นเรื่องของ ข้อแท้จริง ที่เป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือที่เขียนนั้น เป็นแนวปรัชญาทางศาสนา ภาษาที่ใช้ ยิ่งต้องยากกว่าปกติ เพราะเป็นศัพท์เทคนิคทั้งสิ้น ฉะนั้นโดยประสบการณ์ เรื่องรางวัล UNESCO ต้องมีบางอย่างแอบแฝง อย่างแน่นอนว่า ใครแท้ที่เขียนภาษาอังกฤษ ในเอกสารนั้น (จากการวิคราะห์ ทางด้านภาษาศาสตร์โดยเฉพาะ)

สิ่งที่ต้องพิจารณาถึงเหตุผล ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ตามสามัญสำนึก และข้อแท้จริงก็คือ รางวัล UNESCO Prize for Peace Education ชื่อก็บอกอยู่ชัดๆ ว่าเป็นรางวัล ทางด้านการศึกษาโดยเฉพาะ แต่พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ไม่ได้เป็นอาจารย์สอน ในมหาวิทยาลัย หรือสถานศึกษาใดเลย นับแต่ปี ๒๕๑๙ ไม่เข้าข่ายคุณสมบัติที่ว่า "ต้องเป็นบุคคล ที่ดำเนินกิจกรรม ในการส่งเสริมการศึกษา..." เพราะองค์การ UNESCO เป็นองค์กรเกี่ยวกับ ด้านการศึกษา และเมื่อไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว ก็ไม่อาจส่งชื่อเสนอได้ ดังนั้น หากต้องการให้พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้รับรางวัลนี้ จะต้องสร้างภาพของคุณสมบัติ ขึ้นมาให้ตรงตามที่ UNESCO กำหนดให้ได้ เมืองไทยซะอย่าง ทำอะไรไม่ยาก ลองพิจาณาดูด้วยเหตุผล ว่าเป็นไปได้หรือไม่ คือ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

แผนปฏิบัติการขั้นที่ ๓ "ยาพิษชุบน้ำผึ้ง"(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Apr 15, 2009 12:49 am

ในขณะที่มีการเผยแพร่หนังสือ "พุทธธรรม" ออกไปสู่สาธารณชนนั้น ได้มีการมอบปริญญา ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ได้ปริญญาโดยไม่ต้องเรียน) จากมหาวิทยาลัย อย่างต่อเนื่อง ดังนี้

ปี ๒๕๒๙ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มอบปรัชญาศิลปศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (นายเสรี พงษ์พิศ คริสเตียน ผู้สอนศาสนาปรัชญา เป็นผู้ดำเนินการ)

ปี ๒๕๒๙ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้มอบศึกษาศาสตร ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาหลักสูตรและการสอน)

ปี ๒๕๓๐ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้มอบปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาศึกษาศาสตร์ การสอน)

ปี ๒๕๓๑ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ได้มอบปริญญาอักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

ปี ๒๕๓๑ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มอบปริญญาภาษาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาวิชา ภาษาศาสตร์)

ปี ๒๕๓๓ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒม์ ได้มอบการศึกษาดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ (สาขาปรัชญา การศึกษา)

ปี ๒๕๓๖ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้มอบปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

ปี ๒๕๓๗ มหาวิทยาลัยสงขลา ได้มอบศึกษาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

ประเด็นสำคัญก็คือว่า พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ไม่ได้เป็นอาจารย์สอนหนังสือ ประจำที่ใดเลย ภายหลัง พ.ศ.๒๕๑๙ เป็นต้นมา และตลอดมา เพียงคุณสมบัติที่จะรับปริญญา ด้านการสอน ก็ไม่เข้าข่ายพิจารณาให้ปริญญาแล้ว นี่คือคำถามว่า หากไม่ใช่เป็นการสร้างภาพ เตรียมพร้อมเพื่อเสนอชื่อ รับรางวัล UNESCO แล้วจะให้เหตุผลอย่างไร ??? แสดงให้เห็นถึงความสุขุม รอบคอบ และมั่นคง ในการรอคอยของผู้วางแผนงานนี้ เป็นอย่างยิ่ง ที่มีความปราถนาสูงสุด ที่วางตัวบุคลากร ในพุทธศาสนา เพื่อการกลืนพุทธศาสนา ตามเป้าประสงค์ ในอนาคตต่อไป

สิ่งซึ่งแสดงให้เห็นความผิดปกติอีกอย่างหนึ่งก็คือ การแต่งตั้งเลื่อนสมณศักดิ์ ในระดับพระราชาคณะนั้น มิได้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ การพิจารณาของคณะสงฆ์ไทย ซึ่งมีหลักเกณฑ์ว่า

๑. ต้องเป็นผู้ก่อตั้งสำนักปริยัติธรรม สำหรับภิกษุสามเณรเรียนบาลี ภายในวัดของตน

๒. ภิกษุสามเณรผู้ได้เข้าศึกษานั้น สอบได้เปรียญธรรมมากรูป

๓. ก่อสร้างศาสนวัตถุสำหรับพุทธศาสนา โบสถ์ วิหาร หรือโรงเรียน

แต่ไม่ปรากฏว่านับแต่ปี ๒๕๒๔ ตราบจนปี ๒๕๓๘ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) ไม่เข้าคุณสมบัติข้อใด อันอาจอ้างเป็นกรณี ที่สามารถให้เป็นข้อกำหนด ให้คณะสงฆ์เลื่อนชั้น พระราชาคณะ เป็นชั้นเทพ และชั้นธรรมได้เลย จากสถานการณ์ และพยานแวดล้อม จึงเชื่อได้ว่า เป็นไปได้ที่อาจมีการใช้อำนาจ หรืออิทธิพลบางประการ จากภายนอก บีบคั้นคณะสงฆ์ผู้พิจารณา เสนอเลื่อนสมณศักดิ์ให้ จำเป็นจำใจ ต้องดำเนินการเสนอ เลื่อนชั้นพระราชาคณะ ให้กับพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เพื่อเป็นการสร้างภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะต้องนำไปใช้เป็นเครื่องมือ ใช้เป็นบุคลากร แกนหลักของขบวนการ ด้านศาสนา ในอนาคตนั่นเอง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

แผนปฏิบัติการขั้นที่ ๓ "ยาพิษชุบน้ำผึ้ง"(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Apr 15, 2009 12:52 am

คำถามที่ต้องหาคำตอบ ในกรณีกรมการฝึกหัดครูและกรมวิชาการ



ปี พ.ศ.๒๕๓๗ นายนิเชต สุนทรพิทักษ์ ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ นายบุญสม มาร์ติน และเป็นผู้รับผิดชอบ การปฏิบัติงาน ยกร่างหลักสูตร และสื่อการเรียน ระดับมัธยมศึกษา (คำสั่งที่ วท.๒๘๕/๒๕๒๐ อันต่อเนื่องมาจาก รัฐมนตรีคนเก่า) ความใกล้ชิด ระหว่างบุคคลทั้งสอง เห็นได้จากหนังสือ ๑๐๐ ปี การฝึกหัดครูไทย จัดทำโดยนายนิเชตฯ ได้ยกย่อง นายบุญสม ให้เป็นถึง บิดา ในขณะที่ ม.ล.ปิ่น มาลากุล ผู้มีคุณูปการแก่การศึกษาไทย เป็นอย่างยิ่ง กลับถูกกล่าวถึง เพียงเป็นผู้ส่งเสริม เท่านั้น นายนิเชตฯ เป็นผู้ดำเนินการเสนอชื่อ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ให้ได้รับรางวัล "สันติภาพ" UNESCO (นายบรรหาร ศิลปอาชา แต่งตั้งเป็นวุฒิสมาชิก ในปี ๒๕๓๘ หลังปลดเกษียณราชการ แห่งเดียวกับ นายสมพร เทพสิทธา นายกสมาคมยุวพุทธิกสมาคม แห่งประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทอย่างยิ่ง ในการทำลายภาพลักษณ์ ของพระพุทธศาสนา ในปี ๒๕๔๒ กรณีวัดพระธรรมกาย) และเอกสารที่นำเสนอต่อ UNESCO นั้นก็คือ หนังสือ "พุทธธรรม" ซึ่งเป็นเรื่องแปลกอย่างยิ่ง เมื่อปรากฏข้อมูลทางการว่า "ยังแปลเป็นภาษาอังกฤษ ไม่เสร็จ" (ชีวิตและงาน ผู้ทรงคุณวุฒิ ทางวัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ๒๕๓๘ หน้า ๔๓) จึงเป็นคำถาม ที่เกิดขึ้นว่า เหตุใดจึงได้รับรางวัล? หนังสือพุทธธรรม ที่ส่งไปเพื่อรับรางวัลนั้น เป็นฉบับไหน? และใครแปล? พุทธหรือคริสต์??

ก่อนที่จะกล่าวถึงหนังสือ "พุทธธรรม" ต่อไป เพื่อความกระจ่าง และอาจเป็นกุญแจ ในการไขปัญหาหลายๆ อย่างได้ โดยท่านผู้อ่านเอง จึงขอลงลึกไปในข้อมูล เฉพาะของนายนิเชต ในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับขบวนการนี้ อันปรากฏตามหลักฐานสาธารณะ มีว่า นายนิเชต เป็นกรรมการของ มูลนิธิภูมิปัญญาไทย ซึ่งมี นายประเวศ วะสี เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง เช่นเดียวกับ มูลนิธิโกมลคีมทอง (ซึ่งมีอุดมการณ์ ทำลายสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จนเจ้าหน้าที่ทลายทิ้งไป ในปี ๒๕๑๙ อันมี นาย ส.ศิวลักษณ์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง มูลนิธิโกมลคีมทอง ด้วยเช่นกัน...ดูภาคผนวก) และมูลนิธิภูมิปัญญาไทย ร่วมกับ มูลนิธิโกมลคีมทอง ได้จัดสัมมนา โจมตีมหาเถรสมาคม พระพุทธศาสนา วัฒนธรรมและประเพณีไทย โดยยกกรณีธรรมกาย เป็นข้ออ้างในการสัมมนา ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพฯ เมื่อต้นปี ๒๕๔๒ อีกด้วย นี่คือความเชื่อมโยงกัน ของมูลนิธิทั้งสอง และตัวบุคลากร

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ความบริสุทธิ์ใจ!!???

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Apr 15, 2009 12:54 am


ความบริสุทธิ์ใจ
หรือ...ขบวนการล้มพุทธ ???




รางวัล "สันติภาพ" ของ UNESCO นับเป็นจุดหนึ่ง ที่ทำให้พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นที่ยอมรับ ของสังคมได้ ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ต้นว่า บุคคลที่ถูกคัดสรร ให้ทำงานนี้ต้องเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติ และอุดมการณ์ที่มั่นคง ชนิดไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ชั่วชีวิต ด้วยความเหมาะสมโดยประการทั้งปวง จึงไม่อาจปฏิเสธใดๆ ว่า รางวัลดังกล่าวนี้ มิได้เป็นไปโดยปกติ หากพิจารณากันด้วยเหตุผล และความเป็นไปได้ โดยข้อแท้จริงว่า รางวัลนี้เกี่ยวกับเรื่อง การให้อิสระเสรีภาพ จากอำนาจกดขี่ ในประเทศบอสเนีย (คำแถลงของ Mr.A Badran รองผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO) ดังนั้นรางวัลสันติภาพ คือรางวัลแห่งเสรีภาพ จากการกดขี่

"สันติภาพ" คำนี้มีความหมายสำหรับใคร? คำตอบง่ายที่สุด สั้นที่สุดก็คือ "สำหรับคนที่ไม่มีเสรีภาพ คือประเทศเมืองขึ้น ประเทศที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ เป็นพระประมุข ประเทศที่ไม่เป็น ประชาธิปไตย" ถามต่อไปอีกว่า "ประเทศไทย มีเสรีภาพหรือไม่?" คำตอบก็คือ "ประเทศไทยมีเสรีภาพ มากที่สุดในโลก !!!" ก็ยังมีความสงสัย อีกนั่นแหละว่า "อ้าว...แล้วทำไมถึงต้องรณรงค์ เรื่องเสรีภาพ ถึงขนาดต้องจัดฉาก สร้างภาพกันล่ะ...??" ก็นั่นน่ะซี ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกัน !!! เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็แสดงว่า ต้องมีอะไรนอกเหนือจากนั้น เสรีภาพที่ว่านั้น เป็นเสรีภาพ ของอะไรกันแน่ ??? และใคร ที่ต้องการเสรีภาพนั้น และเพื่ออะไร ?? เพราะประเทศไทย ไม่มีการกดขี่ ดังเช่นในบอสเนีย สมัยปี ๒๕๓๖ แต่อย่างใด

ในคำตอบที่ว่า ประเทศไทยมีเสรีภาพ มากที่สุดในโลก ก็เพราะ

๑. ไม่มีประเทศใดในปัจจุบัน ที่มีพระมหากษัตริย์ อันทรงพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ซึ่งทรงเสียสละ ทรงพระกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ แก่พสกนิกรชาวไทย มาตลอด นับตั้งแต่ทรงครองราชย์ จวบจนปัจจุบัน (๒๕๔๒) ทรงเป็นองค์นำช่วยเหลือ แม้คนยากคนจน ผู้พิการ ผู้ยากไร้ ก่อนที่ชาติต่างๆ ในโลกจะรู้จักคำว่า "สิทธิมนุษยชน" เสียด้วยซ้ำ (ลองซิครับ คนที่พูดว่า สิทธิเสรีภาพหรือสิทธิมนุษยชน ที่ออกมาเคลื่อนไหวนั่นน่ะ ลองไปอเมริกา จะเห็นว่า ขอทานมากยิ่งกว่ายุง พวกคนจรจัดตัวเหม็นหึ่ง เต็มเกลื่อนถนน เดินรีดไถรถยนต์ ที่วิ่งไปมาขวักไขว่ ที่พูดถึงนี้ คือลอสแอนเจลิส เมืองที่ใหญ่ที่สุด ของอเมริกานะครับ นี่คือความจริง ทำไมไม่พูดถึงบ้าง อยู่ประเทศไทย แสนจะร่มเย็น ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ยังไม่รู้ว่าสุขสมบูรณ์แค่ไหน น่าที่จะซื้อตั๋วเครื่องบิน ให้คนพวกนี้เที่ยวเดียว แล้วไม่ต้องกลับมา ให้หนักแผ่นดินนี้อีกด้วยซ้ำ)

๒. ธุรกิจ การค้า ประชาชนต่างด้าว และต่างศาสนา ล้วนมีอิสระ ที่จะใช้ชีวิตหรือประกอบกิจการ ในประเทศไทย ท่านที่ไปอยู่อาศัยต่างประเทศ เป็นเวลานาน ย่อมจะซึ้งในเรื่องนี้ดี ผมเองอยู่อเมริกา เกือบ ๓๐ ปี ที่ว่าประเทศอเมริกา มีเสรีภาพนั้น เป็นเพียงแต่คำพูดเท่านั้น เพราะผู้ที่ไม่ใช่ชาวอเมริกัน จะเป็นพลเมืองชั้นสอง ทุกอย่างมีขีดจำกัด และการเหยียดหยาม ผู้ที่ทำงานเป็นขี้ข้าฝรั่งเลี้ยงชีพ เกินกว่า ๑๐ ปี จะรู้ดี แต่หากเป็นพวกที่ไปอยู่ประเดี๋ยวประด๋าว วิ่งผ่านมหาวิทยาลัยได้ปริญญา กลับมาพูดไม่ชัด ลืมภาษาชาติ ลืมแผ่นดิน พวกนี้เท่านั้น ที่อ้างว่า อเมริกา คือดินแดนเสรีภาพ

๓. ประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศเมืองขึ้น จะเรียกร้อง เสรีภาพ ชนิดไหน ?? หากรณรงค์ว่า ประเทศไทยไม่มีเสรีภาพ ก็เท่ากับเป็นการ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จาบจ้วงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปแล้ว (ประเทศไทย มีเสรีภาพทุกชนิด แม้กระทั่งเสรีภาพในการ ซื้อเสียงเลือกตั้ง ซึ่งประเทศอื่น เขายังมีเสรีภาพ ไม่เท่าเสียด้วยซ้ำ)

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ความบริสุทธิ์ใจ!!???(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Apr 15, 2009 12:58 am

จึงไม่ใช่ประเด็นเลย ที่จะแตกตื่นกับคำว่า "เสรีภาพ" มากขนาดนี้ ฉะนั้น เมื่อพิจารณาในเชิงลึก ก็อาจจะค้นหาความจริงได้ ไม่ยากนัก เพราะรางวัลเสรีภาพ ของ UNESCO เริ่มเมื่อ ปี ๒๕๒๔ (1981) ตรงกับแผนของ Change Human Mankind Project ร่วมกับสภาวาติกัน อันเป็นที่มาของนโยบาย One World Order ที่ประเทศทั่วโลก ถูกล้างสมองด้วยคำว่า โลกาภิวัตน์ (ควรเรียกว่าโลกาพินาศมากว่า) คือมีมหาอำนาจ อยู่ประเทศเดียว คือ อเมริกา โปรดศึกษาย้อนหลัง จะเห็นภาพได้ชัดเจนในเรื่องนี้ ดังได้กล่าวไปแล้วแต่ต้น และด้วยการอ้างเหตุ ของคำว่า เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนนี้เอง ทำให้สมาชิกของขบวนการ มูลนิธิโกมลคีมทอง นำมาใช้ในการรณรงค์ ให้เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ โดยให้บรรจุคำว่า "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (ทำอย่างกับว่า ประเทศไทย เริ่มตั้งชาติมา ไม่ใช่มนุษย์ ยังงั้นแหละ) และไม่บรรจุพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ (ทั้งๆ ที่ประชาชนไทย เกินกว่า ๙๕ % นับถือพุทธศาสนา ยังว่าไม่ใช่ประชามติ...งง ) แต่กลับบรรจุ "รัฐต้องอุปถัมภ์ศาสนา อื่น" ไว้ในมาตรา ๗๓ ก็มาจากนายประเวศ วะสี และบุคคลในขบวนการนี้ ที่เกี่ยวข้องกับพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) โดยตรงทั้งสิ้น จึงเป็นเรื่องน่าพิจารณา อีกประเด็นหนึ่ง ถึงที่มาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร (ประธานร่างฯ เป็นคริสเตียน เสียอีกด้วย?) ก่อนที่จะออกนอกเรื่องไปไกล ขอกลับมา นำเอาเรื่อง "รางวัลเสรีภาพ" ที่ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้รับนั้น มาให้ท่านพิจารณา หาเหตุผลและวิเคราะห์ ด้วยความเป็นกลาง ตามหลักฐานสาธารณะ


ผู้เกี่ยวข้อง ผู้พิจารณา ส่งชื่อผู้แข่งขันรางวัล "เสรีภาพ"


๑. เดือน เมษายน ๒๕๓๗ กองสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แจ้งให้หน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงฯ และสถาบันศึกษา ในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย เสนอ ชื่อบุคคล องค์กร หรือหน่วยงาน เข้าแข่งขัน

๒. กรมการฝึกหัดครู (นายนิเชต สุนทรพิทักษ์ เป็นอธิบดี) เสนอชื่อ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) (เป็นเรื่องน่าแปลก เหตุใดในประเทศไทย หน่วยงานอื่น ขาดคนมีความสามารถหรืออย่างไร จึงไม่มีกล่าวถึง...??? คงต้องให้เป็นหน้าที่ท่านผู้อ่าน ค้นหาความจริงเอง)

๓. อธิบดี รองอธิบดี และผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ได้ประชุมแล้ว สรุปว่า ควรเสนอชื่อพระธรรมปิฎก

๔. ผู้ตรวจสอบความถูกต้องด้านภาษา คือ นายระวี ภาวิไล (ซึ่งมีความสัมพันธ์ส่วนตัว กับพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) และร่วมจัดทำ หนังสือพุทธธรรม ฉบับ ๑,๑๔๕ หน้า พิมพ์ครั้งที่ ๑ ปี ๒๕๒๕ สมัยเป็นผู้อำนวยการ ธรรมสถาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทำงานร่วมกับ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ในการยกร่างหลักสูตร ในส่วนพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๒๗) และ ดร.อาภา จันทรสกุล Mr.Bruce Evans

๕. วันที่ ๑๓ พ.ค.๒๕๓๗ กรมการฝึกหัดครู นำเสนอ กองการสัมพันธ์ต่างประเทศ

๖. วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๓๗ กรมการฝึกหัดครู ได้รับแจ้งว่า พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้รับคัดเลือก ให้ได้รับรางวัล "สันติภาพ"

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ความบริสุทธิ์ใจ!!???(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Apr 15, 2009 1:03 am

นำพิสูจน์ทราบ

สิ่งที่แสดงให้เห็นก็คือ ความสัมพันธ์ของ นายระวี ภาวิไล ร่วมกับ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ทำหนังสือ "พุทธธรรม" ออกจำหน่าย ตั้งแต่ ปี ๒๕๒๕ และเป็นปีเดียวกันกับที่พระธรรมปิฎก ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต ครั้งแรกด้วย ?? สิ่งที่น่าสังเกตคือ นายนิเชต นายระวี พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ทำงานร่วมกันมาก่อน ตามคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ ๖ ม.ค. ๒๕๒๗ ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า ได้มีการมอบปริญญา ดุษฎีบัณฑิต ให้กับพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ในด้านการศึกษาตลอดมา เรียกได้ว่า ปีต่อปี อันเป็นเรื่องผิดปกติธรรมดา ไม่อาจมองได้เป็นอย่างอื่น นอกจากเพื่อสร้างภาพ คุณวุฒิตรงคุณสมบัติ ของบุคคลที่จะมีสิทธิ รับรางวัล "สันติภาพ" เท่านั้น และเมื่อนายนิเชต เป็นอธิบดีกรมการฝึกหัดครู ก็เป็นผู้เสนอชื่อ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ให้ได้รับรางวัล "เสรีภาพ" (ไม่ใช่สันติภาพ) หากมิใช่เช่นนั้น เพราะเหตุใด ?? และทำไม ???


การยึดครองสถานอุดมศึกษา


ในการมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตให้กับ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) นั้น หากพิจารณาจากข้อมูลต่อไปนี้ คงจะทำให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจ โยงใยเครือข่าย บุคลากรที่สานต่องานนี้ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน จะโดยรู้ หรือไม่รู้ก็ตาม แต่ผลที่ตามมาก็คือ การสร้างภาพให้กับ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ใช่หรือไม่ ข้อมูลมีดังนี้ คือ

ในรายงานการประชุมเพื่อก่อตั้งศูนย์ศาสนสัมพันธ์ ของวิทยาลัยแสงธรรม (วิทยาลัยผลิตบาทหลวง ของคาทอลิค) วันที่ ๑๕ พ.ค. ๒๕๒๕ ณ สามพราน นครปฐม ซึ่งระบุว่า ได้รับเงินทุน มาจากวาติกัน ในระเบียบวาระที่ ๒ ข้อ ๑ ระบุไว้ชัด ในวัตถุประสงค์ว่า ศูนย์นี้จะเน้นหนัก ด้านการศึกษาพุทธศาสนา เป็นพิเศษ โดยเฉพาะ เพื่อเป็นศูนย์ศึกษาพุทธศาสนา ทั้งด้านวิชาการ และด้านปฏิบัติ

ข้อ ๒.๑ ตั้งศูนย์รวมเอกสารสำเนาหนังสือหายาก รวมทั้งอุปกรณ์ทันสมัยต่างๆ เช่น COMPUTER หรือ MicroFilm"

เดือน มิ.ย. ๒๕๓๐ นายประเวศ วะสี ซึ่งเป็นสมาชิกของ มูลนิธิโกมลคีมทอง ระดับอาวุโส รุ่นก่อตั้ง เช่นเดียวกันกับ นาย ส.ศิวรักษ์ นายประเวศ วะสี ได้เป็นกรรมการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เสนอโครงการ พระไตรปิฎกคอมพิวเตอร์ โดยมี ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว (ประธานมูลนิธิเด็ก ซึ่งมีนายประเวศ เป็นรองประธาน) และขณะนั้น ศ.นพ.เสม ทำหน้าที่เป็น นายกสภา มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นชอบ (แน่นอนที่สุด) และมอบหมายให้ ศ.นพ.ณัฐ ภมรประวัติ อธิการบดีในสมัยนั้น ดำเนินการ โดยให้สำนักคอมพิวเตอร์ เป็นผู้รับผิดชอบ ในเดือน ต.ค. ๒๕๓๐ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นอาวุโส ของมูลนิธิโกมลคีมทอง ในฐานะองค์ปาฐก จึงถูกนำเข้าร่วมโครงการ พระไตรปิฎก คอมพิวเตอร์ ซึ่งมี รศ.ดร. ศุภชัย ตั้งวงศ์ศานต์ ผู้อำนวยการ ศูนย์คอมพิวเตอร์ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้ ทั้งหมดนี้ อาจผ่านการวางแผน ไว้อย่างเป็นระบบ โดยศูนย์ศาสนสัมพันธ์ วิทยาลัยแสงธรรม ตามวาระการประชุม ที่กล่าวไว้นั้น ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดล อาจไม่รู้ข้อมูลเบื้องลึกนี้ก็ได้

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ความบริสุทธิ์ใจ!!???(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Apr 15, 2009 1:04 am

เจตนาการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับคอมพิวเตอร์นี้ ก็เพื่อวัตถุประสงค์ ในการบิดเบือนพระสัทธรรม คำสั่งสอน ให้กลายเป็น สัทธรรมปฏิรูป (เนื่องจาก ได้พิสูจน์ทราบ เป็นทางการแล้วว่า มีการแก้ไขขึ้นเอง และแทรกความเห็นส่วนตัว ลงไปหลายแห่ง แต่ไม่มีหมายเหตุ การแก้ไขนั้นๆ เรียกว่า เป็นการสังคายนาพระไตรปิฎก ฉบับ สัทธรรมปฏิรูป โดยแท้) และเผยแพร่ไปทั่วโลก ซึ่งในอนาคต หากสถาบันอุดมศึกษา หรือผู้ที่ศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษาไม่เลือกว่า สถาบันใด ต้องการ ความสะดวก จะค้นคว้าหลักธรรมวินัย จากพระไตรปิฎก ก็จะได้ข้อมูลที่ถูกบิดเบือนไปแล้ว โดยเรียบร้อย

นี่คือผลงานของขบวนการนี้ ที่สามารถพิสูจน์ได้ อย่างเป็นรูปธรรม และขณะปัจจุบันนี้ ก็ยังใช้อยู่ ในทุกสถาบันอุดมศึกษา นี่คือการยึดครองสมองส่วนหนึ่ง ของสถาบันอุดมศึกษา ในส่วนหัวใจของพุทธศาสนา คือ พระไตรปิฎก และก็แน่นอนว่า พระไตรปิฎกฉบับที่สร้างขึ้นนี้ ต้องตรงกันกับ ข้อมูลที่สร้างปลอมปน พระธรรมวินัย อันอยู่ภายในหนังสือ "พุทธธรรม" อย่างไม่ต้องสงสัย จะเห็นจากหลักฐาน การแสดงเจตนา ของการบิดเบือนก็คือ ไม่มีการแสดงเชิงอรรถว่า ได้แก้ไขขึ้นใหม่ที่ใดบ้าง ในหมวดใด หรือพระสูตรใด ทำให้ไม่สามารถค้นหา ได้ตรงกันกับพระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ ซึ่งใช้เป็นแม่แบบ

นอกจากนั้น อดีตพระมหาชาย อาภากโร ซึ่งร่วมในขบวนการ โกมลคีมทอง กับพระธรรมปิฎก (สมัยเป็นพระศรีวิสุทธิโมลี) ไปเผยแพร่อุดมการณ์ ที่วัดอุโมงค์ เชียงใหม่ เช่นกัน ได้ลาสิกขา เป็นฆราวาส และได้ศึกษาต่อเป็น ดร.ชาย โพธิสิตา ก็ได้เข้าทำงานประจำ เป็นอาจารย์สอน อยู่ในสถาบันวิจัย ประชากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (คงไม่ต้องอธิบายว่า สามารถบรรจุเข้ามาได้อย่างไร ?)

ในปี ๒๕๓๕ นายธรรมเกียรติ กันอริ สมาชิกของ มูลนิธิโกมลคีมทอง ซึ่งได้ถูกทางราชการ กวาดล้างไปเมื่อ ปี ๒๕๑๙ เพราะเป็นภัย ต่อความมั่นคงของชาติ ได้กลับมาเป็นคอลัมน์นิสต์ อยู่ในหนังสือพิมพ์มติชน ได้เริ่มปลุกกระแสสื่อมวลชน (๒๕๓๕) เพื่อให้พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นที่รู้จักและยอมรับ ของสังคมอีกทางหนึ่ง เป็นการปูพื้นให้ประชาชนรู้จัก ก่อนที่จะส่งเสริม สร้างภาพในการรับรางวัล "เสรีภาพ" ของ UNESCO ต่อไป

ข้อมูลดังกล่าวนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่จะเป็นเหมือน แสงไฟดวงน้อย ในถ้ำมืด อันส่องทาง ให้ท่านผู้อ่าน พอคลำหาข้อแท้จริง ของกลุ่มบุคคล องค์กร และขบวนการเครือข่ายทำลายพุทธ ได้ไม่ยากนัก

แม้งานในการสร้างภาพบุคคล ให้สังคมยอมรับ สำเร็จตามเป้าประสงค์ แล้วก็ตาม แต่ยังขาดอำนาจ การยึดครองพื้นที่ทางสมอง ของประชาชนทั้งประเทศได้ ทั้งนี้เนื่องจาก กรมการฝึกหัดครู กรมวิชาการ ยังมีอำนาจไม่เต็มที่ จึงต้องมีการขยายเครือข่าย และอำนาจสั่งการ โดยบุคคลคนเดียวให้ได้ ซึ่งทั้งนี้ ความต้องการ ของเป้าประสงค์หลัก คือ การมีอำนาจอนุมัติ ความเห็นชอบ ในการปรับปรุง หลักสูตรการสอน ได้โดยเอกเทศ ฉะนั้น ความจำเป็นเร่งด่วนที่สุด คือ ต้องตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่โดยมีกฎหมาย เป็นเครื่องมือรองรับ เพื่อขยายผลการกลืนชาติ โดยการยึดพื้นที่ทางสมอง เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์หลัก คือการล้มพุทธศาสนา โดยการกลืน และปลอมปน พระสัทธรรมคำสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งได้เตรียมการดังกล่าว ไว้ก่อนแล้วนั้น มันเป็นสิ่ง ที่ต้องแข่งกับเวลา เพราะผู้ดำเนินการแกนหลัก ในส่วนงานนี้ ใกล้จะปลดเกษียณ อายุราชการแล้ว ซึ่งจะทำให้ อำนาจการสั่งการน้อยลง หนทางเดียวคือ ต้องสร้าง ฐานอำนาจถาวรให้ได้ ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ว่า นายนิเชต ได้ใช้ความพยายาม ทุกรูปแบบ ทุกวิธีการ ให้รัฐบาล ๒๕๓๘ (ชวน หลีกภัย) ออก พรบ. สถาบันราชภัฏ เพื่อสนองหลักสูตร และหลักการ ในรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งขบวนการของตน ได้วางแผนไว้แล้ว ทั้งยังเป็นการขยายอำนาจ การยึดครอง พื้นที่ทางสมอง ไปทั่วประเทศ โดยใช้หลัก "สัทธรรมปฏิรูป ในหนังสือพุทธธรรม" ของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) เป็นเครื่องมือ เพราะท่านผู้อ่าน ต้องไม่ลืมว่า หลักสูตรการสอนนั้น ต้องมีวิชาพุทธศาสนาอยู่ด้วย ทุกระดับชั้น นั่นเป็นเรื่องที่ ต้องจัดสร้างสถานการณ์ ในอนาคต เพื่อให้ประชาชน เห็นว่า บุคคลที่ตนสร้างขึ้นมา คือ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) มีความสำคัญต่อองค์กรศาสนาของชาติ และพุทธศาสนาอย่างไร และจำเป็นเพียงใด ที่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง การสอนทาง ด้านพุทธศาสนา ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ขบวนการล้มพุทธ จะรับช่วงงานในส่วนนี้ไปทำ ในระยะเวลาที่กำหนดไว้

ในด้านของจิตวิทยา ที่มีต่อผู้มีอาชีพเป็นครู ทุกคนย่อมเห็นดี เห็นงาม ดีใจ และเทิดทูน นายนิเชต โดยสุจริตใจ ในฐานะผู้ก่อตั้งสถาบันราชภัฏ อันเปรียบเสมือนน้ำผึ้ง ที่แสนหวาน ไม่ใช่สิ่งที่ผิด และอาจเป็นไปได้ว่า นายนิเชต เองก็อาจจะถูกใช้ เป็นเครื่องมือของขบวนการนี้ โดยไม่รู้ตัวก็ได้ เพราะผู้วางแผน และผู้ร่วมขบวนการ ได้ถูกคัดสรรและสร้างภาพ ต่อสังคมมาแล้ว เป็นอย่างดี จึงมิได้มีผู้ใดระแวง รู้ถึงสิ่งที่อยู่ภายใต้น้ำผึ้ง ซึ่งก็คือตำแหน่ง และอำนาจ ที่มาพร้อมกับกฎหมาย เป็นการเพิ่มอำนาจ ให้อธิบดี กรมการฝึกหัดครู กลายเป็นเลขาธิการ สภาสถาบันราชภัฏ มีอำนาจควบคุมสถาบันราชภัฏ ถึง ๓๖ แห่งทั่วประเทศ นี่คือการยึดครอง พื้นที่ทางสมอง คนทั้งประเทศ ไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ และถูกต้องตามกฎหมาย การนำยาพิษ ออกแจกจ่ายขยายผล จึงถึงเวลาเริ่มดำเนินการ นับว่าผู้ที่เลือกบุคลากร มาดำเนินงาน และประสานต่อเนื่องนี้ ไม่ใช่บุคคลธรรมดาทั่วไป เป็นการวางแผนอย่างแนบเนียน ระดับโลก และความสุขุมเงียบเชียบ ของขบวนการกลืนชาติ มิได้มีผู้ใดในประเทศไทย รู้สึกสำนึกถึง อันตรายอันใกล้ เนื่องจากประเทศไทย ก่อร่างสร้างชาติ มาด้วยพุทธศาสนา ตามหลักทฤษฎีของคำว่า "ชาติ" ศาสนาเป็นส่วนสำคัญในการปกครอง ขนบ ธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี โดยเฉพาะความสามัคคี และความสงบเรียบร้อย ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา ที่จะต้องปลูกฝังกันมา ตั้งแต่เป็นเยาวชน จึงเป็นสิ่งปกติธรรมดา ที่กรมฝึกหัดครู กระทรวงศึกษาธิการ อันจัดว่า เป็นผู้กำหนด อนาคตของชาติ จึงต้องถูกเปลี่ยนแปลง ด้วยแผนยาพิษชุบน้ำผึ้ง ซึ่งนอกจากจะได้รับการคุ้มครอง โดยกฎหมายแล้ว ยังได้รับงบประมาณมหาศาล อันเป็นภาษีของประชาชน ดำเนินการ ให้บรรลุเป้าหมาย ตามคำสั่ง VATICAN COUNCIL 2 ต่อไป

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

สรุปภารกิจ แผนปฏิบัติการขั้นที่ ๓

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Apr 15, 2009 1:06 am

สรุปภารกิจ แผนปฏิบัติการขั้นที่ ๓



จัดเป็นเป็นความสำเร็จที่สมบูรณ์แบบ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และด้านการศาสนา จากการใช้แผน Change Human Mankind Project ร่วมแผน Vatican council 2 ซึ่งจะเห็นได้เป็นอย่างดีว่า ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว การทำลายขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลัทธิบูชาเงิน เป็นพระเจ้า มีอิทธิพลเหนือกว่า ศีลธรรม คนทำความชั่วได้ อย่างไม่ละอาย การคอรัปชั่น ในวงราชการ เกิดขึ้นอย่าง เป็นปกติธรรมดา นี่คือจุดเริ่ม ของการทำลาย และสร้างความเสื่อมศรัทธา แก่พุทธศาสนา ในประเทศไทย

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ยุทธการ "กรอกยาพิษทางสมอง"

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Apr 15, 2009 1:07 am

ยุทธการ "กรอกยาพิษทางสมอง"





แทบจะทันทีทันใด หลังจากที่ได้รับ รางวัล "สันติภาพ" จาก UNESCO ก็เกิดกรณีที่ทำให้พระพุทธศาสนา และวงการคณะสงฆ์ เสื่อมเสียชื่อเสียงทันที ทั้งนี้เนื่องจากว่า การดำเนินการ ทั้งหลายนั้น ได้บรรลุเป้าหมาย ตามขั้นตอน มิได้มีอุปสรรคแต่อย่างใด ฉะนั้น การที่จะให้สังคม โดยเฉพาะ วงการคณะสงฆ์ รวมไปถึงองค์กร ปกครองคณะสงฆ์ ไว้วางใจ ในความสามารถ (ที่ได้สร้างภาพขึ้น) นั้น จะต้องสร้างสถานการณ์ ที่ให้ขบวนการของตน ได้สามารถกลายเป็น ตัวจักรสำคัญ ในการเปลี่ยนแปลง และ/หรือ ยึดครองการปกครองคณะสงฆ์ไทย ได้ในอนาคต ซึ่งแน่นอนที่สุด การวางแผนงานดังกล่าวนั้น จะต้องแนบเนียน และให้ผลแน่นอน เกิดเป็นข่าว ที่สามารถสร้างกระแสสังคม โดยสื่อมวลชนบางส่วน อันเป็นเครื่องมือ ของตนได้ พร้อมทั้งยังสามารถ ทำลายพระภิกษุสงฆ์ ที่พิทักษ์รักษาพุทธศาสนา ให้สิ้นชื่อ ขาดความนับถือ ศรัทธา จากประชาชนด้วย ในเวลาเดียวกัน ตามสมการ ยึดพื้นที่ทางสมอง (M = Mental สร้างความเชื่อใหม่ สลายศรัทธาเดิม)

โดยความเป็นจริงแล้ว พระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา ล้วนแล้วแต่ ถูกอบรม ให้มีความฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบ รู้เท่าทันเหตุการณ์ของโลก และประเทศ พระในระดับชั้นราชาคณะ ได้ทราบถึงขบวนการ และอันตราย อันจะเกิดขึ้น ท่านที่มีบทบาท ในการรณรงค์ต่อต้าน และนำสิ่งไม่ชอบมาพากล ทั้งหลาย มาเปิดเผยต่อสาธารณชน เช่น ท่านเจ้าคุณพระราชธรรมนิเทศ (พระมหาระแบบ ฐิตาโณ) สงฆ์ไทยนิกาย "ธรรมยุติ" ได้ออกหนังสือหลายเล่ม เปิดเผยเบื้องหลัง และชี้ถึงภัย ของพระพุทธศาสนา ตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ ตลอดมา จัดว่า เป็นอุปสรรคสำคัญในการล้มพุทธศาสนา ตามแผน VATICAN COUNCIL 2 และทำให้ขบวนการดังกล่าว ต้องทำงาน ส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง กับคณะสงฆ์แต่อย่างใด

ฉะนั้น แผนงานจึงถูกวางขึ้นใหม่ อย่างแนบเนียนยิ่ง โดยต้องกำจัด ทั้งบุคคล ที่เป็นตัวอุปสรรคต่อต้าน ทำลายศรัทธา ความเชื่อมั่น ในวิธีปฏิบัติในพุทธศาสนา และสร้างความร้าวฉาน ในคณะสงฆ์ไทย ให้หวาดระแวงต่อกัน ทำลายภาพพจน์ องค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย (มหาเถรสมาคม) พร้อมกับออกกฎหมายเพิ่ม เพื่อใช้ลงโทษ พระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา ให้มากขึ้น ซึ่งจะต้องใช้ แผนแบบ "มิชชั่น" (การรุก แบบตรงตัว) และโดยคำอนุมัติ ให้ใช้ระบบ สร้างให้เลว แล้วฆ่าให้หมด (Make Them Bad & Kill Them All) ซึ่งเป็นระบบ ที่ประเทศมหาอำนาจ ชำนาญในการใช้ (จะเห็นตัวอย่าง สมัยสงครามเวียตนาม และปัจจุบัน ก็ใช้อยู่ ในวงการเมืองไทย เช่นกัน) เป็นแผนที่สามารถ บรรลุเป้าประสงค์สมบูรณ์แบบ ในหนึ่งเดียว

จุดเด่นของพุทธศาสนา อันแตกต่างกับศาสนาใดในโลก คือ "การปฏิบัติ สมาธิจิต" เน้นการปฏิบัติ เป็นหลัก ให้ละกิเลสตัณหา หรือเรื่องใดๆ อันข้องเกี่ยวกับทางโลก หรือทางธุรกิจ ซึ่งขัดกัน กับหลักของ คริสต์ศาสนา ซึ่งในทางโลก และยังขัดกัน กับนโยบายกลืนชาติ โดยประเทศมหาอำนาจ ซึ่งเน้นวัตถุนิยม อุตสาหกรรม และเงินเป็นหลัก จึงเป็นประเด็นหลัก ที่พุทธศาสนา โดยเฉพาะสำนัก ที่สั่งสอน การปฏิบัติสมาธิจิต อันได้รับความศรัทธา กลายเป็นเป้าหมาย ที่ต้องถูกทำลาย

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ยุทธการ "กรอกยาพิษทางสมอง"(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Apr 15, 2009 1:10 am




พ.ศ.๒๕๓๘ พระยันตระ (วินัย อมโรภิกขุ) ได้รับความศรัทธา จากพุทธศาสนิกชน ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เป็นอย่างมากที่สุด ในด้านการปฏิบัติ จึงเป็นเป้าหมาย ที่ถูกเลือก เพราะเป็นลูกศิษย์คนสำคัญของ พระราชธรรมนิเทศ (มหาระแบบ) ผู้ต่อต้านขบวนการล้มพุทธ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทั้งสองท่าน เป็นพระภิกษุนิกาย "ธรรมยุติ" แต่บุคคลในขบวนการเป็น "มหานิกาย" จึงเป็นองค์ประกอบ ที่ตรงตามเป้าหมาย ทุกประการ สื่อมวลชน ซึ่งมี นายธรรมเกียรติ กันอริ สมาชิกขบวนการ และ สื่อเครือคริสต์ ทำหน้าที่เสนอข่าวโจมตี มหาเถรสมาคม พระยันตระ และ พระราชธรรมนิเทศ ยกย่องบุคคล ในขบวนการล้มพุทธ ไปพร้อมๆ กัน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ ยึดพื้นที่ทางสมอง ของประชาชน ผู้ที่ได้รับข่าวสาร ให้คล้อยตาม บุคคลที่มีส่วนชี้นำ ความผิดถูก ต่อสังคมในขณะนั้น คือ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), นายประเวศ วะสี, พระพยอม กัลยาโณ, เสถียรพงษ์ วรรณปก, เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, ระวี ภาวิไล โดยใช้ข้อหา อาบัติปาราชิก ให้สึกภายใน ๓ วัน ด้วยเหตุผลว่า มีบุตรขณะยังเป็นพระภิกษุ (ผลตรวจสอบภายหลัง ปรากฏว่าเป็นเท็จ เพราะใบสูติบัตรของเด็ก บิดาไม่ใช่พระยันตระ แต่อย่างใด ดูเอกสารภาคผนวก) จึงไม่สามารถเอาผิดอะไรได้ ในระยะแรก

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะขบวนการล้มพุทธ ต้องการให้สังคม มองภาพขององค์กร ปกครอง คณะสงฆ์ไทย (มหาเถรสมาคม) ในทางลบ เชื่อถือไม่ได้ เมื่อถึงจุดที่เหมาะสม ก็ใช้ความพลิกแพลง ออกเอกสารในการลงโทษ เป็นแถลงการณ์ (เพราะสมเด็จ พระสังฆราชไม่ต้องลงพระนาม) ทั้งหมดนั้น มิใช่มติมหาเถรสมาคม แต่อย่างใด รวมไปถึงหนังสือ สั่งให้พระยันตระ สละสมณเพศ (สึก) ที่อ้างว่า สมเด็จพระสังฆราช ลงพระนามนั้น เมื่อตรวจสอบ ปรากฏว่า เป็นลายเซ็นปลอม (ผู้อ่านสามารถ เปรียบเทียบได้ด้วยตนเอง จากหนังสือ คู่มือพระสังฆาธิการ ว่าด้วย พรบ.กฎ ระเบียบ ฯลฯ แจกจ่ายโดย กองแผนงาน กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ จะเห็นความแตกต่าง ได้ชัดแจ้ง) ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า การพิพากษา ว่าผิดหรือไม่นั้น มิได้ยึดเอาพระธรรมวินัย ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นหลัก แต่กลับยึดหนังสือ "พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์ ของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) นำมาใช้ ในการตีความ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ต่อคณะสงฆ์ ในด้านวิชาการและพระธรรมวินัย และให้สังคมยอมรับ พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตฺโต) ซึ่งถูกจัดฉากขึ้นนั่นเอง และผู้ที่ไปแจ้งความ กล่าวโทษพระยันตระ ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ข้อหาหมิ่นแถลงการณ์ ก็คือ นายเสถียรพงษ์ วรรณปก ดร.ชาย โพธิสิตา (มหาชาย) นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นายสมเกียรติ อ่อนวิมล

ซึ่งในที่สุดกระแสสื่อมวลชนนำโดย มติชน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ นายธรรมเกียรติ กันอริ ก็สามารถทำให้แผนงาน ซึ่งวางไว้นั้น บรรลุเป้าหมาย และที่สุด ก็คือ การออกกฎมหาเถรสมาคม ฉบับใหม่ ซึ่งใช้ลงโทษพระภิกษุสงฆ์ ในพุทธศาสนา ได้ตามต้องการ (สำนักปฏิบัติธรรม ของพระยันตระ ซึ่งเรียกว่า "สำนักลิเจีย" ต่อมาได้ถูกนักการเมือง ซึ่งเป็นอดีต รมช.ศึกษาธิการ ขุดทำลายเตียนโล่ง โดยข้ออ้างว่า "เพื่อค้นหาทองของญี่ปุ่น ในสมัยสงครามโลก ครั้งที่ ๒...???") การปฏิบัติภารกิจนี้ นับว่าใช้เวลาสั้นที่สุด และได้รับผลตอบสนองดีที่สุด บรรลุจุดประสงค์ คือ การทำลายภาพพจน์ ของพระพุทธศาสนา ของไทยโดยองค์รวม จากการประสาน โดยสื่อมวลชน ในการกรอกยาพิษทางสมอง เพื่อให้เกิดความเสื่อมศรัทธา ในพระพุทธศาสนา และบุคคลในขบวนการ สามารถแผ่อิทธิพล มากเพิ่มขึ้น

สิ่งที่ต้องย้ำต่อท่านผู้อ่านก็คือ สมการกลืนชาติ จะกระทำได้ต่อเมื่อ สามารถทำลาย ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี และศาสนาของชาตินั้น ให้ได้เสียก่อน ดังนั้นบุคลากรที่ถูกวางตัวไว้ สำหรับขบวนการนี้ จะมีบทบาทในองค์กร ที่มีอำนาจสั่งการ เกี่ยวข้องกับที่กล่าว ส่วนกลุ่มที่ ๑ ซึ่งดำเนินการ ทางการเมืองโดยกลุ่ม BOSTON ก็ได้ประสบความสำเร็จ ในการทำลาย ฐานเศรษฐกิจ ด้านการธนาคาร และใช้แผน "จริงในเท็จ" โดยสร้างภาพลาออก ด้วยความรับผิด ชอบทางการเมือง ซึ่งแท้จริงแล้วนั้น ก็เพื่อเปิดโอกาสให้ บุคลากรกลุ่มที่ ๑ สร้างกระแสสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายหลัก ของประเทศ ในเรื่องเศรษฐกิจ สร้างระบอบการปกครอง แยกดินแดนเป็นอิสระ ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย คุ้มครองมหาอำนาจ เจ้าของโครงการ ในฐานะต่างชาติ ให้มีสิทธิเหนือคนไทย โดยใช้รหัสดำเนินการ "สิทธิมนุษยชน เสรีภาพ" ในการเคลื่อนไหว ทั้งนี้ เพื่อสร้างโอกาสให้กลุ่มที่ ๑ เข้ามาดำเนินการ ในขั้นสุดท้าย หลังจากสามารถ เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ ได้สำเร็จ อันเป็นเป้าหมายรวม ของ สมการกลืนชาติ ให้ได้สมบูรณ์ ภายในปี ค.ศ.1999 นั่นเอง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ยุทธการ "กรอกยาพิษทางสมอง"(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Apr 15, 2009 1:12 am

หลังจากกลุ่มที่ ๑ ได้ทำการทำลายภาพพจน์ คณะสงฆ์ไทย ในพุทธศาสนา สำเร็จแล้ว งานต่อไปคือ การสร้างภาพพจน์ ให้กับบุคลากร ในขบวนการล้มพุทธ เข้าแทนที่ในทันที โดยประกาศ คณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ ๙ พ.ค.๒๕๓๘ แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ทางวัฒนธรรม จำนวน ๓ คน แต่บุคคล ๒ ใน ๓ กลับเป็นคน ในขบวนการ คือ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) นายประเวศ วะสี ที่น่าสนใจ ไปกว่านั้นก็คือ นายประเวศ วะสี เป็น คณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งมี นายนิเชต สุนทรพิทักษ์ ผู้เสนอชื่อ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) รับรางวัล UNESCO เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ อีกด้วย (ภาคผนวก) นอกจากนั้นพบหลักฐานว่า นายประเวศ วะสี ยังเป็นประธานมูลนิธิ ภูมิปัญญาไทย อันมี นายนิเชต สุนทรพิทักษ์ เป็นกรรมการ

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า เมื่อขบวนการล้มพุทธ สามารถทำลายอุปสรรค และผู้ต่อต้าน พร้อมสร้าง ความหวาดระแวง ให้เกิดขึ้น ในระหว่างสงฆ์ไทย ๒ นิกาย ได้เรียบร้อย ตามแผนงาน (ลักษณะ นิทานลิจฉวี ที่ยุให้เกลียดกัน แล้วเข้ายึดครอง) และสร้างภาพให้กับขบวนการล้มพุทธ แล้วอาศัยช่วงจังหวะ ความสับสนทางสังคม สานงานโดยเร่งด่วน เพื่อขยายอิทธิพล ให้มีศักยภาพ ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อสนองยุทธการ "กรอกยาพิษ"





เมื่อนายนิเชต สุนทรพิทักษ์ สามารถตั้งสถาบันราชภัฏ ซึ่งมีอำนาจ ควบคุมวิทยาลัยครู ทั่วประเทศ โดยนายนิเชต มีอำนาจสั่งการได้ ตามความมุ่งหมายแล้ว ได้ผลักดัน กระทรวงศึกษาฯ ให้ดำเนินการประสานต่อ ตามเป้าประสงค์ ของขบวนการล้มพุทธต่อไป โดยผลักดัน ให้มีการ นำเอาหนังสือ "พุทธธรรม" และอุดมการณ์ของ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) เข้าเป็นหลักสูตรการศึกษา สำหรับเยาวชนต่อไป ปรากฏตามคำสั่ง กระทรวงศึกษาธิการที่ ๖๗๘/๒๕๓๘ ลงวันที่ ๒๐ ก.ค.๒๕๓๘ ได้จัดตั้งกองทุนเพื่อ "สันติภาพ" พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ซึ่งนายนิเชตฯ ได้จัดตั้งขึ้น ก่อนปลดเกษียณ โดยมีวัตถุประสงค์ "เพื่อเผยแพร่ และรณรงค์ ให้มีการ "ประยุกต์ใช้ พุทธธรรม" ในกระบวนการจัดการศึกษา..." และใช้สถานที่ราชการ คือ สำนักงาน เลขานุการกรม สภาสถาบันราชภัฏ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยมีแผนงาน ภายใต้การดำเนินงาน ของสถาบันราชภัฏ ๒๕๓๘ ถึง ๒๕๔๐ ซึ่งนับว่า เป็นการสั่งการล่วงหน้า หรือการสั่งแบบผูกพันข้ามปี ซึ่งจะดำเนินการต่อเนื่องกันไป โดยกรณีอ้างว่า เป็นเงินรางวัลของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ที่ได้มา ๖ แสนกว่าบาท มอบให้เพื่อก่อตั้งกองทุนนั้น ซึ่งแน่นอน ไม่เพียงพอ ในการดำเนินงานอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น การพิมพ์หนังสือ ผลงานพระธรรมปิฎก ๔ เรื่อง จำนวน ๕๐,๐๐๐ เล่ม จัดทำ Homepage บน Internet เงินดังกล่าว ก็ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายแล้ว จึงเป็นคำถามว่า เงินที่ขาดไปนั้น นำมาจากแหล่งใด ใครเป็นผู้บริจาค ในระยะ ๒๕๓๘ (รัฐบาลบรรหารฯ).... ???

ในช่วงปี ๒๕๓๘ นายประเวศ วะสี ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ ๒ ทำการรณรงค์ เพื่อให้มีการบัญญัติรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นเงื่อนไข กดดันให้ รัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อเอื้อประโยชน์ ให้กับแผนงาน ที่ได้วางไว้ ตามสมการกลืนชาติ การสร้างกระแสเรียกร้อง ประสานโดย สื่อมวลชนในสังกัด เป็นไปอย่างได้ผล โดยอิทธิพลของสื่อ ซึ่งจริงๆ แล้ว ผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวนั้น ก็ไม่ได้รู้ถึงภยันตราย ที่แฝงไว้ ภายใต้การรณรงค์นั้นเลยว่า จะทำให้เกิดการแตกแยก สำหรับประชาชน ในชาติอย่างไร?

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ยุทธการ "กรอกยาพิษทางสมอง"(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Apr 15, 2009 1:14 am



นาย อานันท์ ปันยารชุน ฉายา นายกนินจา (เข้ามาเป็นนายก อย่างไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง อ้างตนเองว่า เป็นนายกพระราชทานแต่งตั้ง ซึ่งที่จริงนายกรัฐมนตรีทุกท่าน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงมี พระบรมราชโองการ แต่งตั้งทั้งสิ้น) เข้ามาเป็นแกนนำ ร่วมในการรณรงค์อีกด้วย โดยได้รับตำแหน่ง เป็นประธาน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้ ไม่มีการบรรจุพุทธ ศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติไทย สำหรับเบื้องหลังในเรื่องนี้ ได้รับการเปิดเผยจาก นายสนิท สีสำแดง ปรากฏเป็นหลักฐานใน กฎหมาย ที่พระภิกษุควรทราบ หนังสือพิมพ์มหามิตร ปีที่ ๒ ฉบับที่๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๒ หน้า ๑๘ โรงพิมพ์สยามรัฐ โทร. ๔๓๓-๐๐๓๖ ว่า


ตอนนั้นกระแสของชาวพุทธ ซึ่งเปรียญธรรมสมาคม มี อาจารย์สังเวียน ภู่ระหงษ์ เป็นผู้นำ กำลังไหลแรง มีชาวพุทธ มาร่วมลงชื่อ ขอให้ สสร.บัญญัติลงไปว่า ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ ผู้ลงชื่อเรียกร้อง เป็นจำนวน ล้านกว่าคน รายชื่อทั้งหมด ถูกนำเสนอต่อประธาน สภาร่างรัฐธรรมนูญ นายอุทัย พิมพ์ใจชน นายกเปรียญธรรมสมาคม ได้จัดสัมมนา แสดงประชามติ ณ หอประชุม พุทธมลฑล ....คุณอุทัยได้แสดงความคิดเห็น หลบเลี่ยงต่อการ ที่จะบัญญัติว่า ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติ

ผลออกมา ไม่ปรากฏมาตรานี้ ในรัฐธรรมนูญ

เบื้องลึก พวกเราได้สืบทราบว่า กรรมาธิการยกร่าง ซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ไม่เห็นด้วย พวกเขาว่า ตายเป็นตาย ยอมไม่ได้ ที่จะบัญญัติว่า ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ........

ท่านผู้อ่านลองหลับตานึกดูซิว่า นายอานันท์ ปันยารชุน ทำไมจึงประกาศ ต่อที่ประชุม ไม่ยอมรับพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ เพราะนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นคริสเตียน ใช่หรือไม่?? แต่กลับไปบัญญัติ ให้รัฐสนับสนุนศาสนาอื่น ในมาตรา ๗๓

ขณะเดียวกัน ที่รัฐบาลได้เปลี่ยนไปเป็น พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ กลุ่ม BOSTON ซึ่งควบคุมทางด้านการเงิน การธนาคาร ไว้เรียบร้อยแล้วนั้น ก็สร้างกระแส บีบให้รับร่างรัฐธรรมนูญ อันไม่บัญญัติ ให้มีพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ ทั้งๆ ที่ประเทศไทย ใช้พุทธศักราช และประชาชนในชาติ ๙๕% นับถือพุทธศาสนา ยังรวมไปถึง การให้ประโยชน์แก่ต่างชาติ ในการค้าอย่างเสรี และการแบ่งแยกดินแดน แบ่งอำนาจการปกครอง เป็นอิสระได้อีกด้วย การทำลาย ด้านเศรษฐกิจของชาติ เป็นไปอย่างสุดโหด เพื่อให้เข้าสู่ แผนการกลืนชาติในที่สุด

กลุ่มที่ ๒ ก็พากันสร้างกระแสว่า "หากไม่รับรัฐธรรมนูญ ต้องนองเลือดบ้าง หากรับรัฐธรรมนูญแล้ว เศรษฐกิจของชาติ จะดีขึ้นบ้าง" เป็นต้น กลุ่มสร้างกระแสนี้ ใช้สัญญลักษณ์สีเขียว และคำขวัญว่า "เสรีภาพ และ สิทธิมนุษยชน" (ท่านทราบไหมว่า ไม่มีโรงงานทอผ้าที่ใดได้รับ ORDER ผ้าสีเขียวเลย แผ่นพับ ป้ายโฆษณา ฯลฯ นั้นเอามาจากที่ใด และใครเป็นผู้ให้เงิน หรือ ลงทุน ในสิ่งเหล่านั้น เขาต้องการอะไร ....???? นี่คือคำถาม)

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ยุทธการ "กรอกยาพิษทางสมอง"(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Apr 15, 2009 1:15 am

นำพิสูจน์ทราบ



หลายกรณีที่ละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ประกาศใช้ มีมากมายเหลือคณานับ ปรากฏเป็นข่าว ทางสื่อมวลชน ทุกแขนง ทั้งทางการเมือง และทางศาสนา อันมีผลกระทบต่อความสงบสุข และศีลธรรมอันดี ของชาติ เช่น กรณีกรรมาธิการศาสนาฯ อ้างอำนาจกฎหมาย อันไม่มีในตนเอง (เพราะหน้าที่กรรมมาธิการ คือ "ทำรายงานเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น" ไม่มีหน้าที่อื่น นอกเหนือจากนี้) ออกคำสั่ง ห้ามพระภิกษุสงฆ์ ในพุทธศาสนา ประกอบศาสนกิจ (รับผ้าป่า ซึ่งผู้มีจิตศรัทธาจัดถวาย) กรณีการจัดตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การขายรัฐวิสาหกิจ อันเป็นสมบัติของชาติ ของประชาชน ขบวนการดังกล่าว ไม่มีผู้ใดออกมาคัดค้าน เพราะเป้าประสงค์ ที่แท้จริง ที่ต้องการเปลี่ยน รัฐธรรมนูญใหม่ ก็คือ การกลืนชาติ ให้กับประเทศมหาอำนาจ และการกลืนศาสนา ให้กับศาสนาอื่น เท่านั้น จากพยานหลักฐาน ยืนยันว่า "สำนักงานเลขาธิการ สภาคาทอลิค แห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา (สคทพ.) ทำงาน และรับนโยบาย ที่สัมพันธ์กับ IMF "(รายงานกิจกรรม ในรอบ ๖ เดือน CCTD ม.ค. - มิ.ย.๒๕๔๒ หน้า ๔ ข้อ ๔) จะให้เข้าใจว่า คืออะไร ??? ในเมื่อ สคทพ.เป็นองค์กร ทางศาสนา แต่ IMF เป็นองค์กรทางการเมือง และเป็นตัวแทน ประเทศมหาอำนาจ เจ้าของโครงการ Change Human Mankind Project ด้วย

ในเดือนมกราคม ๒๕๔๐ ขบวนการล้มพุทธ ได้เข้าสู่ สถาบันอุดมศึกษา จัดตั้ง "ศูนย์ศาสนศึกษา" เพื่อนำเอาบุคคล ที่จบจากวิทยาลัย คริสเตียนแสงธรรม ระดับปริญญาตรี มาเรียนต่อในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ในด้านศาสนศึกษา โดยมี พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) นายประเวศ วะสี นายเสถียรพงษ์ วรรณปก ฯลฯ เป็นอาจารย์สอน ซึ่งมีอุดมการณ์หลัก คือ "สิ่งใดๆ ที่พิสูจน์ไม่ได้ ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่ไม่อาจเชื่อถือ" (คำสัมภาษณ์ของ นาย ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ อาจารย์ประจำ คณะสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เนื่องในวันครบรอบ ๖๐ ปี พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) และความสัมพันธ์ในส่วนตัว ของบุคคลทั้งหมด ได้กล่าวไว้แล้ว ในเบื้องต้น พร้อมกันนั้นก็มีการโฆษณา ประวัติ คุณสมบัติ ของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ให้สังคมยอมรับ ทางโทรทัศน์ทุกช่องๆ ละ ๒๐ นาทีทุกๆ วัน วันละ ๓ เวลา ตลอดถึงปัจจุบัน (๒๕๔๒) ซึ่งเมื่อคำนวณแล้ว จะต้องใช้เงิน เป็นจำนวนมากถึง ๔๓๘ ล้านบาท ในขณะที่ประเทศ อยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ขนาดนี้ (๑ เหรียญสหรัฐ เท่ากับ ๔๐บาท) ถามว่า เงินจำนวนนี้ มาจากที่ใด คงไม่ใช่จาก กองทุนสันติภาพ พระธรรมปิฎก ซึ่งนายนิเชต เป็นผู้จัดตั้งไว้ อย่างแน่นอน จึงเป็นคำถาม ที่ต้องมีคนตอบให้ได้ว่า เงินนั้น มีแหล่งที่มาอย่างใด และเพื่อจุดประสงค์อะไร ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่จัดทำวิดีทัศน์ กลับกลายเป็น มูลนิธิเด็ก ซึ่งสนับสนุนโดย สภาคริสตจักร แห่งประเทศไทย ดังได้กล่าวไปแล้ว

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ยุทธการ "กรอกยาพิษทางสมอง"(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Apr 15, 2009 1:17 am



ความก้าวหน้าด้านการขยายอิทธิพล ในส่วนการศึกษา ในสถาบันราชภัฏ และกระทรวงศึกษาธิการ นั้น ไม่อาจดำเนินการ ได้อย่างคล่องตัว เนื่องจาก ติดขัดในอำนาจรัฐบาล ซึ่งกลุ่ม BOSTON กลายเป็นฝ่ายค้าน จะไม่สามารถออกกฎหมาย ให้ขบวนการล้มพุทธ มีอำนาจดำเนินการ บรรลุวัตถุประสงค์ได้ เช่น การสร้างหลักสูตรใหม่ ในสถานศึกษาชื่อว่า "หลักสูตรสันติศึกษา" อันเป็นหลักสูตร ระดับปริญญาตรี ซึ่งสำนักงาน สภาสถาบันราชภัฏ โดย นายนิเชต มีนโยบาย ในวันที่ ๘-๙ เม.ย. ๒๕๔๐ ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น ประการหนึ่ง เพราะไม่สามาถ จัดประชุมสัมมนาได้ (รัฐบาลขณะนั้น ห้ามข้าราชการ จัดสัมมนา) ทำให้การดำเนิน ตามยุทธการ "กรอกยาพิษทางสมอง" ไม่อาจก้าวหน้าตามเวลาที่กำหนดไว้

ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องเปลี่ยนรัฐบาล เพื่อให้สามารถดำเนินการ ได้อย่างเต็มที่ กลุ่ม BOSTON จึงจัดชุมนุม ประสานกับ กลุ่มที่๒ โจมตีรัฐบาล เรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งก็ได้ผล ในที่สุด กลุ่ม BOSTON ก็สามารถเข้าไป เป็นรัฐบาล ได้สำเร็จ ตาม TIME TABLE ที่วางไว้ อย่างสมบูรณ์

ในระยะเดียวกันนั้น ทางด้านของ นายนิเชต โดยคำสั่ง จากที่ใดที่หนึ่ง จากหน่วยเหนือ ให้ดำเนินงาน ภายใต้แผนขยายเครือข่าย ยึดครองพื้นที่ทางสมอง ของเยาวชนในชาติ โดยการออกคำสั่ง สำนักงาน สภาสถาบันราชภัฏ ที่ ๙๓๕/๒๕๔๐ ลงวันที่ ๒ ธ.ค. ๒๕๔๐ เรื่องแต่งตั้ง คณะกรรมการ ประชุมทางวิชาการ ของกองทุนการศึกษา เพื่อ "สันติภาพ" ทั้งนี้เพื่อเป็นการ ตรวจสอบความพร้อม กระแสสังคม และความร่วมมือ ของบุคคลที่เคยอยู่ ภายใต้บังคับบัญชา ของตนด้วย แน่นอน ผู้ที่ถูกแต่งตั้งนั้น ขาดไม่ได้ ต้องมีบุคคลในมูลนิธิ โกมลคีมทอง ร่วมเสมอ คือ นายธรรมเกียรติ กันอริ เป็นต้น

จากการประเมินผลความพร้อมดังกล่าว จึงเหมาะสม ที่จะดำเนินการ ตามยุทธการ "กรอกยาพิษทางสมอง" ต่อไป โดยการบรรจุหลักสูตร พุทธศาสตร์แนวคริสต์ ซึ่งจะต้องใช้เอกสารประกอบการศึกษา ของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) โดยรวมประกอบการศึกษา ซึ่งทั้งนี้ ได้กำหนดไว้ เป็นหลักสูตรบังคับ ในหมวดวิชาพื้นฐานทั่วไป (General Education) โดยเปลี่ยนมาจาก หลักสูตรเดิม คือ หลักสูตรพื้นฐานทั่วไป และใช้ชื่อว่า วิชา "มนุษย์กับสันติภาพ (Human and Peace)" เป็นวิชาบังคับเรียน ซึ่งมีผลถึง ๓ หน่วยกิต แทรกไว้ใน กลุ่มวิชามนุษยศาสตร์ ซึ่งบังคับเรียน ๖ หน่วยกิต (ที่มา สรุปสาระสำคัญ การประชุม คณะกรรมการดำเนินการ ปรับร่างรายวิชาพื้นฐานทั่วไป ๒๖ ก.พ.๒๕๔๑ ห้องประชุมช่อแก้ว สถาบันราชภัฏ สวนสุนันทา) นี่คือแผนต่อเนื่อง จากการจัดหลักสูตร "สันติศึกษา" ซึ่งได้กล่าวไปแล้วนั้นเอง

ในขณะที่ศีลธรรม อันเป็นพุทธวจนะของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรมศาสดา แห่งพระพุทธศาสนา ถูกแปรเปลี่ยน ปลอมปน เป็นสัทธรรมปฏิรูป โดยพระภิกษุ ในพุทธศาสนา คำว่า "ศีลธรรม" จะไม่มีอยู่ในหัวใจ และจิตสำนึกของเยาวชน อันเป็นอนาคตของชาติ อีกต่อไป ความละอายต่อบาป หรือความชั่ว ก็จะไม่ต้องกลัวเกรง เพราะทำแล้ว ก็ล้างบาปได้ "นิพพาน" ก็กลายเป็น "อุดมธรรม" ของคริสต์ ไปเสียแล้ว สังคมประชาชาติ ความ สงบเรียบร้อย ความมั่นคงของชาติ จะมีรูปร่างเป็นอย่างไร ก็สุดจะเดา เมื่อ "ศีลธรรม" ถูกทำลาย ตัวบทกฎหมาย ที่ระบุไว้ว่า "ขัดต่อความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดี" จะมีความหมาย และใช้บังคับ ได้อย่างไร สถาบันตุลาการ จะเอาอะไรมาเป็นหลัก ในการตัดสินกฎหมายข้อนี้ เพราะไม่มีคำว่า "ศีลธรรม" ในการศึกษา ตั้งแต่ระดับ พื้นฐานของชาติ และนี่แหละ คือชะตากรรมของชาติ ที่สามารถมองเห็น ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการกระทำของขบวนการล้มพุทธเหล่านี้

แม้จะสามารถเข้ายึดครองกระทรวงศึกษาธิการ ได้อย่างเบ็ดเสร็จ แล้วก็ตาม เพื่อมิให้ เกิดความผิดพลาดในอนาคต หรือมีการแก้ไข หลักสูตรการศึกษา ที่ขบวนการดังกล่าว ได้วางแผนไว้นั้น ได้อีกต่อไป กลุ่มขบวนการล้มพุทธ จึงประสานกัน กับกลุ่ม BOSTON ให้ผลักดัน "พรบ.การศึกษาแห่งชาติ" ให้เอื้อหนุน เป็นไปตาม PROPOSITION 19 จากสมัชชาสังฆราช เพื่อเอเซีย "เรื่องการศึกษา" (เอกสารการสัมมนา ประจำปี ๒๕๔๑ ยอด พิมพิสาร ประธานสภา สังฆราช คาทอลิค แห่งประเทศไทย) ซึ่งปรากฏ เป็นความมุ่งหมายตรงกัน และสอดรับมาตรา อันบัญญัติไว้ใน พรบ.การศึกษาแห่งชาติ อีกด้วย ดังการตั้งกระทรวงขึ้นใหม่ เพื่อรองรับบุคลากร ที่ขบวนการล้มพุทธ ได้จัดเตรียมไว้ ดังตัวอย่างเช่น

มาตรา ๔ "กระทรวง" หมายความว่า กระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ซึ่งก็จะหนีไม่พ้น นายประเวศ วะสี และบุคคล ที่สร้างภาพเตรียมรอไว้แล้วนั่นเอง)

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ยุทธการ "กรอกยาพิษทางสมอง"(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Apr 15, 2009 1:18 am

มาตรา ๖ "....พัฒนาคนไทยให้เป็น "มนุษย์ที่สมบูรณ์" (แสดงว่า ตลอดตั้งแต่ประเทศไทยตั้งชาติมานี้ คงไม่ใช่มนุษย์ คงเป็นประเภท ครึ่งคนครึ่งสัตว์ กระมัง...?? นี่เป็นคำที่ใช้ ในการเผยแพร่ศาสนาคริสเตียน โดยแท้)....มี "คุณธรรม" มี "จริยธรรม" (จะเห็นได้ว่าไม่มีคำว่า "ศีลธรรม" ทั้งสิ้น ดังได้กล่าว แต่ต้นว่า คุณธรรม จริยธรรม เหล่านี้ ไม่ใช่คำในพุทธศาสนาเลย) และที่บัญญัติมาเช่นนี้ ก็เพื่อให้เป็นไปตาม มติการประชุมของ "สหสภาสังฆราช แห่งเอเซียหรือ FABC ประจำปี ๒๕๔๑" ว่าด้วย ความเป็นหนึ่งเดียว ของกลุ่มชน หรือทางใหม่ ที่จะเป็นพระศาสนจักร ในเอเซีย (รายงานของ ยอดพิมพิสาร อ้างแล้ว)

มาตรา ๗ ".....ส่งเสริมสิทธิ "เสรีภาพ" ความเสมอภาค "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" ....รวมทั้ง "ภูมิปัญญาไทย....." (จะเห็นว่า คำพูดที่ได้บัญญัติลงไป ใน พรบ.นี้ ใช้คำจากคัมภีร์คริสเตียนทั้งสิ้น โดยเฉพาะประเทศไทย มีความเป็นมนุษย์ และพูดภาษามนุษย์ มาเป็นพันปี หมื่นปี ก็ไม่ทราบว่า ก่อนจะบัญญัติเช่นนี้ออกมา ผู้บัญญัติ มิได้พูดภาษามนุษย์ กันหรืออย่างไร... ที่ยิ่งไปกว่านั้น จะเห็นได้ชัดว่า คำว่า ภูมิปัญญาไทยนั้น ดีมากจริง แต่ลึกลงไปกว่านั้น ก็คือ ขบวนการล้มพุทธ ได้จัดตั้ง "มูลนิธิภูมิปัญญาไทย" ดักหน้าไว้ ก่อนมี พรบ.นี้แล้ว...อ้างแล้ว)

มาตรา ๓๑ "ให้กระทรวงมีองค์กรหลัก ที่เป็นบุคคลในรูปสภา หรือในรูปคณะกรรมการ จำนวน ๔ องค์กร คือ องค์กร การศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมแห่งชาติ คณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการ อุดมศึกษา และคณะกรรมการศาสนา และวัฒนธรรม "เพื่อพิจารณาให้ ให้ความเห็น หรือให้คำแนะนำ แก่รัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่อื่น ตามกฎหมายกำหนด" (จากข้อมูลที่นำเสนอ มาแต่ต้น จะเห็นได้ว่า เป็นการบัญญัติ ให้บุคคลในขบวนการ มีอำนาจครอบคลุม ด้านการศึกษา ทั้งประเทศ)

มาตรา ๓๒ วรรค ๒ ให้กรรมการสภาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม แห่งชาติประกอบด้วย รัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ โดยตำแหน่ง จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง "ผู้แทนองค์กรเอกชน" (ถามว่า หากคุณ ไม่ใช่พุทธศาสนิกชน คุณจะตั้งผู้แทนองค์กร จากศาสนาไหน ...??? คงไม่ต้องขยายความ)

มาตรา ๖๒ ให้รัฐต้องจัดสรรคลื่นความถี่ สื่อตัวนำ และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ที่จำเป็นต่อการ ส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม และการสื่อสารในรูปอื่น เพื่อใช้ประโยชน์ สำหรับ... "การศึกษานอกระบบ"...... "(ในส่วนตรงนี้ ชี้ชัดได้เลยว่า เป็นการบัญญัติ จากผลของ การประชุมสมัชชา สังฆราชคาทอลิค แห่งเอเซีย เรื่องการศึกษา ๒๕๔๑ ซึ่งมีข้อความ ส่วนหนึ่งว่า "โทรทัศน์ช่อง คริสต์ศาสนา (ACT) ซึ่งนับเป็นงานสื่อมวลชนที่สำคัญ ของพระศาสนจักรไทย เพื่อพระศาสนจักรไทย และประเทศเพื่อนบ้าน ในเอเซีย ควรเป็นจุดเริ่มต้น ในการฟื้นฟู พระศาสนจักรไทย ในอันที่จะทำให้ พระศาสนจักรไทย เป็น "เครื่องมืออันแท้จริงแห่งพันธกิจ แห่งความรัก และการรับใช้ ของพระเจ้า" ในประเทศไทย... โดยเฉพาะเราควรสนใจใน "การศึกษานอกระบบ" ให้มากขึ้น คุณค่าที่คาดหวัง และอิทธิพลในสังคม"

ที่สุดของที่สุดก็คือ การใช้อิทธิพลทางการเมือง โดยกลุ่ม BOSTON ผนวกกับช่องว่างทางกฎหมาย ซึ่งบุคลากรในขบวนการ เป็นประธานร่างขึ้นนั้น บีบวุฒิสภา ให้พิจารณาผ่าน "พรบ.การศึกษาแห่งชาติ" ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน โดยอ้างว่าเป็นพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน...??? (ภาคผนวก เอกสาร จ.๔ จ.๔)

ท่านผู้อ่านมีความเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ ว่าเหตุใด จึงมีกระทรวงพิศดาร เกิดขึ้น และกระทรวงศึกษาธิการ หายไปไหน อีกทั้งคำว่า "ศีลธรรม" ของพระพุทธศาสนา ได้ถูกบัญญัติ ให้ละลายหายสาปสูญ ไปจากประวัติศาสตร์ การศึกษาของไทย อย่างถาวร ด้วยอำนาจแห่งกฎหมายนี้ ถามว่า เป็นประโยชน์กับชนหมู่ใด....???

ในช่วงกลางปี ๒๕๔๑ ถึงปี ๒๕๔๒ นับเป็นช่วงของการ โจมตีภาพพจน์ ของพระพุทธศาสนา เป็นการดำเนินการแบบ มิชชั่น ทั้งได้รับการสนับสนุน อย่างเต็มที่จากกลุ่ม BOSTON ซึ่งเป็นรัฐบาล จุดที่มุ่งทำลายก็คือ วัดในพุทธศาสนา ที่มีการสั่งสอน สมาธิจิต ประสบผลสำเร็จ มากที่สุดในประเทศไทย และก็เช่นเดิม สื่อมวลชนชื่อ มติชน ก็ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ เหนียวแน่น (หากท่านนำเอา นสพ.มติชน ฉบับเก่า ปี ๒๕๓๘ มาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ ในช่วง ๒๕๔๑ - ๒๕๔๒ จะเห็นว่า เป็นการดำเนินการ ตามแผนเดิม แบบเดิม แม้กระทั่งเนื้อข่าว ก็แทบจะลอกของเดิมมา ชนิดวันต่อวัน เป็นเรื่องเหลือเชื่อ ตัวบุคลากร ที่ดำเนินการสร้างกระแส ล้วนมาจาก องค์การเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน มีการแจ้งความดำเนินคดี ในรูปแบบเดียวกัน โดยคนๆ เดียวกัน (นายเสถียรพงษ์ วรรณปก ผู้ร่วมขบวนการ) ผู้จุดประเด็นให้เกิดขึ้น โดยการเขียนหนังสือ ก็คือ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) พระพยอม กัลยาโณ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นายจรวย หนูคง นายวรเดช ฯลฯ นี่คือเหตุการณ์ปกติที่ต้องเกิดขึ้น เพราะจุดประสงค์ ของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งร่วมกับ องค์กรต่างศาสนา ก็คือทำลายแหล่งปฏิบัติ "สมาธิจิต" ในพุทธศาสนา ให้หมดไปจากแผ่นดิน การโจมตีพระพุทธศาสนา และพระเถรานุเถระ มหาเถรสมาคม องค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย โดยไม่มีการยกเว้น อย่างเปิดเผย และท้าทาย ต่อกฎหมายบ้านเมือง และรัฐธรรมนูญ ถึงขนาด ตัดศีรษะพระ เสียบไม้แห่ประจาน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังได้แต่มองตาปริบๆ ไม่กล้าจับกุม ดำเนินคดี นี่คือสิ่ง ที่แสดงให้เห็นถึง การเข้ายึดครอง แบบเบ็ดเสร็จ ในทางการเมือง ของกลุ่ม BOSTON

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ยุทธการ "กรอกยาพิษทางสมอง"(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Apr 15, 2009 1:18 am

ในปี ๒๕๔๒ เป็นช่วงที่ขบวนการดังกล่าว ใช้อิทธิพลทุกด้าน ผลักดันให้มีการออกกฎหมาย เพื่อควบคุมพุทธศาสนา และพุทธศาสนิกชน ในประเทศไทย รวมไปถึงพุทธศาสนสมบัติทั้งสิ้น บนแผ่นดินนี้ ให้อยู่ภายใต้อำนาจของตน ทั้งยังมีอำนาจ ในการแต่งตั้งกรรมการปกครอง คณะสงฆ์ไทย และพระราชาคณะ ทุกระดับชั้น (ขณะที่เขียนอยู่นี้ เดือน ก.ย. ปี ๒๕๔๒ ยังไม่ทราบผล ว่าจะออกมาอย่างไร) อันเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา อันเป็นสถาบัน ความมั่นคงของชาติ โดยตรง แต่ขบวนการนี้ หาได้มีความหวั่นเกรงอย่างใดไม่ กลุ่ม BOSTON ได้ใช้ความสามารถ ยกเลิก พรบ.ปราบปราม การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นกฎหมาย ฉบับเดียวของชาติ ที่บัญญัติไว้ ใช้สำหรับพิทักษ์ รักษาสถาบันชาติ พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้อย่างเต็มอำนาจ เมื่อยกเลิกแล้วเช่นนี้ ทำให้ขบวนการกลืนชาติ สามารถกระทำการใดๆ ทำลายสถาบันทั้ง ๓ ได้ตามต้องการ โดยไม่มีความผิด นับว่าเป็นความเฉียบคม และสุขุม ของผู้วางแผนการกลืนชาตินี้ เป็นอย่างยิ่ง

หลักการสอน "สมาธิจิต" ที่ถูกต้องตามพุทธพจน์ ของพระพุทธศาสนา ในพระไตรปิฎกเถรวาท ซึ่งถูกเขียนขึ้น มากว่า ๒๐ ปี ใช้เป็นหลัก ในการสอนในโรงเรียน เช่น หนังสือ "มงคลชีวิต" และหนังสือแนวปฏิบัติ สำหรับพระภิกษุ ผู้บวชใหม่ "พระแท้" ถูกสั่งให้เก็บมาเผาทิ้ง เพราะขัดกับข้อความ ในหนังสือ "พุทธธรรม" อันเป็นสัทธรรมปฏิรูป (ปลอมปนบิดเบือน) ที่เขียนโดยพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขบวนการกลืนพุทธ ต้องใช้หนังสือ "พุทธธรรม" เป็นหลักสูตร "มนุษย์กับสันติภาพ" สำหรับ การสอน ในสถาบันราชภัฏ ตามแผนที่วางไว้ ดังนั้น การทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง อันเป็นแนว ที่ถูกต้อง ตามพระธรรมวินัย แห่งพระพุทธศาสนา และคณะสงฆ์ไทย จึงเกิดขึ้น อย่างรุนแรงและเผ็ดร้อน เพื่อให้ทันปี ค.ศ.2000 อันเป็นช่วงกำหนด ของการกลืนชาตินั่นเอง

ข้อมูลที่ท่านจะต้องรับทราบไว้ ซึ่งขัดกับจุดมุ่งหมาย หรือคำประกาศ ในการตั้ง "กองทุนเพื่อสันติภาพ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ของ นายนิเชต สุนทรพิทักษ์ ก็คือ ในวันที่ ๙- ๑๑ ม.ค.๒๕๔๒ ได้มีรายงานการประชุม "การศึกษาพุทธศาสนา เพื่อสันติภาพ" ซึ่งระบุว่า "ได้นำเงินรายได้ทั้งหมด" หลังหักรายจ่าย (ระบุว่ารายจ่าย หนึ่งแสนกว่าบาท) "เข้ากองทุนพระธรรมปิฎก เพื่อเชิดชูธรรม วัดญาณเวสกวัน" ซึ่งพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นเจ้าอาวาส ....นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่ข้อมูลรั่วไหลออกมา นอกจากนั้นยังไม่มีใครทราบแน่ชัด และโดยเฉพาะ เงินที่ใช้ในการดำเนินการ ก็ใช้จากงบประมาณของรัฐ (เงินภาษีประชาชน) โดยผ่านทาง สภาสถาบันราชภัฏ นั่นเอง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หนังสือพุทธธรรม

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Apr 21, 2009 3:23 am

ส่วนที่ ๒
หนังสือ "พุทธธรรม" คือ "สัทธรรมปฏิรูป"

ก่อนที่เราจะวิเคราะห์หนังสือ "พุทธธรรม" สมควรที่เราจะต้องทำความรู้จัก หรือทบทวนความจำ กันเสียก่อนว่า พระไตรปิฎก คืออะไร? พระไตรปิฎก ตามอรรถ แปลว่า ตระกร้าใส่พระพุทธพจน์ พระธรรมวินัย สามใบ

เนื่องจากสิ่งที่ต้องวิเคราะห์กันต่อไปนั้น เป็นกรณีที่เกี่ยวข้อง ด้วยเรื่องของ "พระไตรปิฎก" ฉะนั้น บางท่านแม้จะเป็นชาวพุทธ หรือ ไม่ใช่พุทธ ก็จะได้ทราบ เพื่อเป็นการทวนความทรงจำว่า "พระไตรปิฎก" คือที่รวบรวมพระธรรมวินัย ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรมศาสดา แห่งศาสนาพุทธ ที่ทรงเทศนาสั่งสอนพุทธสาวก รวมไปถึง คำอธิบายขยายความพระธรรมวินัย ให้กระจ่าง โดยพระอรหันตสาวก ซึ่งเรียกว่า อรรถกถา หรือ ฎีกา พระไตรปิฎก เมื่อแปลตามศัพท์ จะมีความหมายดังนี้ คำว่า ไตร แปลว่า สาม คำว่าปิฎก แปลว่า ตระกร้า รวมแล้วคือ ตะกร้า ๓ ใบ ซึ่งบรรจุพระธรรมวินัย ไว้แยกจากกัน เป็นส่วน ๆ ๓ ส่วนคือ

ตะกร้าใบที่หนึ่ง เรียกว่า พระสุตตันตปิฎก บรรจุพระสูตร คำเทศนาต่างๆ

ตะกร้าใบที่สอง เรียกว่า พระวินัยปิฎก บรรจุระเบียบปฏิบัติของพระสงฆ์

ตะกร้าใบที่สาม เรียกว่า พระอภิธรรมปิฎก บรรจุวิธีฝึกจิต และการพิจารณาสภาวธรรม

ทั้ง ๓ ตระกร้า เมื่อรวมกันแล้วจึงมีชื่อเรียกว่า "พระไตรปิฎก"

จุดเด่นของพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนามีความทันสมัยในตัวเอง เรียกว่า สัจธรรม สามารถปรับใช้ได้ทุกสภาวะ ทุกยุค และกาล เป็นศาสนาเดียว ที่ไม่มีชั้นวรรณะ (ไม่มีชนชั้น) ทุกคนไม่ว่าผู้ใด โง่ หรือฉลาด เมื่อปฏิบัติตามวิธี ที่ทรงเทศนาปรากฏไว้ ในพระไตรปิฎก มีสิทธิ์บรรลุโลกุตรธรรม เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการปริวัติ การปฏิบัติทางจิต ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติอันปรากฏใน พระอภิธรรมปิฎก เป็นวิธีการที่ให้ผล และเห็นผล อย่างเฉียบพลัน ทันทีทันใด จะปรากฏกับผู้ปฏิบัติ และท้าทายการพิสูจน์ ในกาลทุกเมื่อ สำหรับผู้ชอบทดลอง

ด้วยจุดเด่นของพระพุทธศาสนา ในด้านพระธรรม คำสั่งสอนนี้เอง ทำให้มีการเผยแพร่ และมีอิทธิพล ให้เกิดศาสนาต่างๆ แก่ชาวตะวันตกนั้น เริ่มต้นจาก พุทธศักราช ๕๐ โสเครติส ได้เดินทางมาศึกษา ยังตักศิลา ในชมพูทวีป (อินเดีย) และได้ปวารณาตน เป็นอุบาสกในพุทธศาสนา ปฏิบัติทางสมาธิจิต จากพระอรหันต์ จากนั้นได้เดินทาง กลับไปยังประเทศกรีก (สมัยโบราณ เรียกว่า ชาว Jonia) เข้ารับราชการ เป็นราชปุโรหิต มีตำแหน่งเป็นอาจารย์ สอนวิชาการให้กับ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ (Alexzander The Great) ด้วยความฉลาดของ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ทำให้โสเครติส ไม่สามารถถวาย วิชาพุทธศาสตร์ ภาคจิตปฏิบัติได้หมด จึงฝังอยู่ในพระทัยตลอดว่า จะต้องมายังชมพูทวีป เพื่อศึกษากับพระอริยบุคคล ตามที่ได้รับรู้ จากโสเครติส พระองค์ได้ยกทัพ เข้าสู่ทางภาคเหนือ ของชมพูทวีป อันได้แก่ ประเทศอาฟกานิสถาน ปัจจุบัน ซึ่งในขณะนั้น กำลังรุ่งเรืองด้วย พุทธศาสนา แต่ไม่ทันได้ศึกษา ได้มากนัก ก็ถูกทหารคนสนิท วางยาพิษ ถึงแก่พิราลัย แม่ทัพนายกองที่ครองนครต่างๆ ในชมพูทวีป นั้น ก็ต่างปวารณาตัว เป็นอุบาสก นับถือพุทธศาสนา บ้างก็ออกบวช เป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา ศึกษาในนาลันทา แล้วนำพุทธศาสนา กลับไปเผยแผ่ ในประเทศของตน จนมีวัดพุทธศาสนา เกิดขึ้นมากมาย ในแคว้นต่างๆ อันขึ้นตรงกับ กรีก การเผยแผ่พุทธศาสนา เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ระหว่างชมพูทวีป กับตะวันออกกลาง

จนกระทั่งประมาณพุทธศักราช ๓๐๐ ปี พระเจ้าอโศกมหาราช ก็ทรงส่งพระสมณทูต ไปประกาศศาสนา ณ อาณาจักรของ พระเจ้าแอนโตนิโอคอส ที่ ๒ (Antiochos II) อันได้แก่ ประเทศซีเรียปัจจุบัน และอาณาจักรของ แอนติโคนอส โคนาตอส (Antigonos Gonatos) ในประเทศมาซิโดเนีย ประเทศกรีก และด้วยการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในครั้งนั้น ทำให้มีชาวกรีก มาบวชเป็นพระภิกษุ ในพุทธศาสนา จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ อันมีนาม ที่เรารู้จักกันดีว่า พระโยนธรรมรักขิตะ ซึ่งเชี่ยวชาญในด้าน ภาษาสันสกฤต ภาษามคธ ภาษาคฤณ และภาษากรีก และท่านผู้นี้ ได้แปลพระสูตรมากมาย ออกมาเป็นภาษากรีก ทำให้พุทธศาสนา กระจายออกไปทั่ว ตะวันออกกลาง เป็นต้นแบบของ ศาสนาแอสเซเนส (Essenes) นิกายกำเนิดของศาสนายูดาย ซึ่งนิกายนี้ จะแยกตัวออกไปอยู่ตามป่า หรือที่วิเวก เพื่อประพฤติพรหมจรรย์ และฝึกสมาธิจิต ตามหลักในพระไตรปิฎก แม้ในหนังสือรายงานคริสเตียน ของสหประชาชาติ กล่าวว่า พระเยซู ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ ได้เข้าไปศึกษาในนิกายนี้ ตั้งแต่เด็กจนได้สมาธิ และได้ศึกษาพระธรรม จนอายุได้ ๓๒ ปีจึงกลับไปปาเลสไตน์ เพื่อประกาศศาสนา

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

พุทธธรรม(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Apr 21, 2009 3:26 am

ด้วยความละเอียดสุขุม น่าศึกษา สงบ และ ท้าทาย ทำให้ พระเจ้าบาสิเลอุส โสเตโรส เมมานโดส (มิลินทร์) เป็นกษัตริย์กรีกได้ ซึ่งศึกษาพุทธศาสนามาแต่เด็ก มีความสนใจเป็นอย่างมาก จึงกรีฑาทัพเข้าสู่ชมพูทวีป เพื่อศึกษาพระธรรม และได้เรียนรู้ ศึกษาพระธรรม จากพระนาคเสน และในที่สุด ทรงออกบรรพชา เป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา จนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

นี่คือความยิ่งใหญ่และจุดเด่น ของพระสัทธรรมคำสั่งสอน ของพระพุทธศาสนา

ฉะนั้น ในส่วนของพระธรรม อันเป็นสิ่งละเอียดอ่อนที่สุด ในการวิเคราะห์ เกินกำลังปัญญา ของมนุษย์ปุถุชนอย่างเราๆ ซึ่งยังไม่บรรลุอรหันต์ จะสามารถตัดสินได้ เราจึงต้องอาศัย หลักในการวิเคราะห์ความจริงแท้ หรือความเท็จใดๆ โดยหลักการ อันได้บัญญัติไว้ในพระไตรปิฎก เท่านั้น ไม่อนุญาตให้กล่าวอ้าง หรือคิดขึ้นเอง ซึ่งหลักในการวิเคราะห์พระธรรมวินัย เรียกว่า มหาปเทส ๔ ซึ่งมีอยู่ ๓ ชุด ด้วยกัน

สำหรับในการตัดสินระดับของพระสัทธรรม ในหนังสือนี้นั้น เพื่อให้ความยุติธรรมกับ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ผมก็จะใช้การตัดสิน ระบบเดียวกับ ที่ท่านได้อ้างไว้ในหนังสือ "กรณีธรรมกาย" คือ ชุดที่ ๓ อันได้แก่

๑. สุตตะ คือ พระไตรปิฎก ส่วนที่เป็นพุทธวจนะเท่านั้น อันถือเป็นระดับธรรมสูงสุดไม่สามารถคัดค้านได้

๒. สุตตานุโลม คือ พุทธสาวกเทศนาอ้างได้ฟังจากพระพุทธเจ้า (ขึ้นต้นด้วย เอวเม สุตฺตํ เอกํ สมยํ ภควา)

๓. อาจริยวาท คือ อรรถกถา (พ่วงฏีกา อนุฏีกา) คือ อธิบายจากที่ได้ศึกษา และปฏิบัติตามพระสัทธรรม

๔. อัตโนมติ คือ มติ ทัศนะ ความเห็นส่วนตัวของท่านผู้รู้ ไม่มีในพระไตรปิฎก

ข้อ ๑ ตัดสินข้อ ๒ - ๓ - ๔ เพราะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงเอง

ข้อ ๒ ตัดสินข้อ ๓ - ๔

ข้อ ๓ ตัดสินข้อ ๔

ทัศนะความเห็น คำอธิบายของพระเถระ และพระมหาเถระทั้งหลาย เป็นต้น จัดเป็นอัตโนมติ

สำหรับ พระไตรปิฎก ที่ผมจะนำมาใช้อ้างอิงในหนังสือนี้ เพื่อเทียบเคียงความถูกผิด กับหนังสือ "พุทธธรรม" และหลักธรรมที่ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) นำไปอ้างในสถานที่ต่าง ๆ ก็คือ พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับสยามรัฐ อนุสรณ์ ร.๗ (ฉบับพิมพ์ครั้งแรก) ซึ่งถือว่า เป็นฉบับที่ถูกต้องที่สุด และใช้เป็นหลักในการ แปลภาษาบาลีทั้งปวง แม้กระทั่ง ใช้เป็นแม่แบบของฉบับ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อีกด้วย จึงสามารถยืนยันในความถูกต้อง ที่ใช้อ้างอิงได้ ในทางวิชาการ ข้อความซึ่งในส่วนที่อ้างนั้น จะใช้ส่วนที่เป็น พระพุทธวจนะ ที่ตรัสโดยตรงทั้งสิ้น หากเทียบชั้นความเชื่อถือ จะจัดอยู่ในระดับสูงสุด คือ ระดับสุตตะ ไม่มีข้อธรรมใด มาลบล้างได้ ด้วยประการทั้งปวง ไม่ว่าในอดีต ปัจจุบัน หรือ ในอนาคต ก็ตาม


สิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจร่วมกันกับท่านผู้อ่าน ให้ทราบถึงกฎเกณฑ์ของนักเขียนหรือนักวิจารณ์ โดยเขียนออกมา เป็นหนังสือเพื่อเผยแพร่นั้น จะมีหลักอยู่ ๓ ประการ คือ

๑. "เขียนเพื่ออะไร" คือเขียนสร้างสรร เขียนทำลาย หรือรับจ้างเขียน เอาเพียงค่าน้ำหมึก หรืออยากดัง

๒. "เขียนเรื่องอะไร" ต้องรู้ว่าเนื้อหาที่ตนเองเขียนในหัวข้อนั้นๆ เรื่องอะไร ต้องอยู่ในกรอบนั้น

๓. "ต้องการอะไร" ชี้นำให้ผู้อ่านเข้าใจว่า ผู้เขียนต้องการให้ผลเป็นยังไง ถูกต้องด้วยความเป็นจริงไหม

ดังนั้นการวิเคราะห์หนังสือต่างๆ หากแสดงทั้ง ๓ ข้อชัดแจ้ง ไม่เคลือบแคลงสงสัย ในด้านเหตุผล หากมีการอ้างอิง ตรงไหมกับที่อ้างมา หากตรงก็ใช้ได้ หากผิดเพี้ยน ก็ใช้ไม่ได้ นี่คือหลักการพิจารณา การอ่าน หรือการวิเคราะห์ หนังสือหรือบทความ โดยทั่วไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ แก่นักค้นคว้า และนักวิชาการ ได้เป็นอย่างดี และในบางกรณี อาจะพบว่าความหมาย ของคำเดียวกัน ของผู้เขียนคนเดียวกัน แต่ต่างกลับไม่เหมือนกัน อย่างนี้ก็ใช้ไม่ได้ เรียกว่า ผิดหลักการ ไม่ควรจัดว่า เป็นนักวิชาการ ที่ควรอ้างอิง หรือใช้ตำรานั้นศึกษา เพราะขาดความหนักแน่น แน่นอน ในด้านเหตุผล ข้อแท้จริงที่สามารถยึดถือ เป็นบรรทัดฐานได้ "เกลืออยู่ที่ใด ต้องเค็ม" จึงพึงเข้าใจตรงนี้

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

วิเคราะห์ "พุทธธรรม"ของ พระธรรมปิฎก

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Apr 21, 2009 3:30 am


การวิเคราะห์หนังสือของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)
หนังสือ "พุทธธรรม"
เหยียดหยามจาบจ้วง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า





ข้อความอันปรากฏอยู่ในหนังสือ "พุทธธรรม" หน้า ๔๒๕ ซึ่งกล่าวถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าด้วยเรื่อง "ตถาคตโพธิสัทธา" ความเชื่อในธรรม อันตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ต้องกล่าวกันก่อนนะครับว่า คำว่า ตรัสรู้ นั้นหมายถึง การรู้แจ้งแทงตลอด ด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งเป็นปัญญา อันได้มาจากฌาน คือต้องบรรลุฌาน แล้วจึงจะได้ปัญญา แตกต่างจากคำว่า ปัญญา ในความหมายของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) คือ การเรียนรู้ธรรมดา ในทางโลก หรือเรียนรู้ทาง มหาวิทยาลัย นี่คือความแตกต่าง และการตรัสรู้ของพระพุทธองค์นั้น จะรู้ถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต รวมถึงธรรมทั้งปวง ซึ่งมนุษย์ธรรมดาไม่อาจปฏิบัติ ได้โดยง่าย จึงเป็นสิ่งที่ ควรเคารพยกย่อง ของพุทธบริษัท เป็นอย่างยิ่ง ข้อความอันเป็นการ เหยียดหยาม จาบจ้วงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในหนังสือ พุทธธรรม ปรากฏดังนี้

"ตถาคตโพธิสัทธา ก็คือความเชื่อ ในปัญญาที่หยั่งรู้ สัจจธรรมของมนุษย์... หรือความมั่นใจในตนเองของมนุษย์ ในฐานะเป็นมนุษย์คนหนึ่ง... ความเชื่อในมนุษย์ อย่างเป็นกลางๆ..."

และยังให้หมายเหตุไว้เสียอีก กลัวจะเหยียบย่ำพระพุทธองค์ไม่พอ โดยยกเอาความหมายของคำว่า ตถาคต มาอ้างว่า แปลว่า สัตว์ ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว อยู่ในคนละความหมายกันกับที่ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) กำลังเขียน หรือกำลังกล่าวถึงอยู่ เพราะข้อความ หรือวรรคตอน ในขณะที่กล่าวถึงอยู่นี้ เป็นเรื่องของ ตถาคตโพธิสัทธา ซึ่งว่าด้วย ความเชื่อ ในการตรัสรู้อนุตตร สัมมาสัมโพธิญาณ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระสูตรต่างๆ ที่นำมากล่าวอ้างนั้น ก็ไม่เกี่ยวกับการตรัสรู้ และโดยเฉพาะ การตรัสรู้ เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า ที่เป็นมนุษย์เท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องอะไร กับเรื่องของ สัตว์ประเภทอื่น ซึ่งไม่สามารถตรัสรู้ได้ ที่กล่าวอ้างคำเช่นนั้น ก็เพื่อต้องการให้เห็นว่า ตถาคตโพธิสัทธา ไม่ได้มีความวิเศษ มหัศจรรย์ แต่อย่างไรเลย เป็นความสามารถของ "สัตว์" และคำว่า "ตถาคต ก็มิใช่คำที่เรียก พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อการยกย่องอะไร เพราะเจตนาจะให้ผู้อ่าน เข้าใจว่า เป็นคำที่หมายถึง สัตว์ เท่านั้น เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้เรียกพระองค์เอง ในทุกครั้ง ที่แสดงพระธรรมเทศนาว่า ตถาคต และพระสาวกของพระองค์ ก็เรียกพระศาสดาว่า "พระตถาคต" หากจะให้ผู้อ่าน เข้าใจความหมาย ตามที่พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ก็จะต้องให้ผู้อ่าน แปลความหมายในทุกครั้ง ที่ได้เห็นคำว่า ตถาคต ว่า สัตว์ และผู้ที่บวชในพระพุทธศาสนา สมัยพุทธกาล ซึ่งพระบรมศาสดา เรียกว่า บุตรตถาคต ก็ต้องการให้หมายความว่า ลูกสัตว์ อย่างนั้นใช่หรือไม่ ที่กล่าวเช่นนี้ มิใช่มีเจตนาจะหาเรื่อง ให้ท่านผู้อ่านเกิดความรังเกียจ ในตัวของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) อย่างใดเลย แต่เนื่องจากพฤติกรรม และเจตนา มันฟ้องครับว่า พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) มีเจตนาดูหมิ่นจาบจ้วง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยไม่มีสิทธิปฏิเสธ ด้วยเหตุที่ว่า ในพระไตรปิฎก ได้ให้ความกระจ่างที่มาและคำจำกัดความ ของคำว่า "ตถาคต" ดังปรากฏเป็นพุทธพจน์ ในบาลี ปาสาทิกสูตร ปา.ที.๑๑/๑๔๘/๑๑๔ เมื่อตรัสกับ จุนทณุทเทส ณ อัมพวันปราสาท ของเจ้าศากยะ พวกเวธัญญา ความว่า

"จุนทะ แม้เป็นเรื่องในอดีต ถ้าไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคต ย่อมไม่พยากรณ์เรื่องนั้น ฯลฯ

จุนทะ แม้เป็นเรื่องในอดีต ถ้าเป็นเรื่องจริง เรื่องแท้ เรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคต ย่อมเป็นผู้รู้กาลอันสมควร ในเรื่องนั้น ย่อมพยากรณ์ปัญหานั้น

จุนทะ แม้เป็นเรื่องในอนาคต ถ้าไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคต ย่อมไม่พยากรณ์ ซึ่งเรื่องนั้น ฯลฯ

จุนทะ แม้เป็นเรื่องอนาคต ถ้าเป็นเรื่องจริง เรื่องแท้ เรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคต ย่อมเป็นผู้รู้กาลอันสมควร ในเรื่องนั้น ย่อมพยากรณ์ปัญหานั้น

จุนทะ แม้เป็นเรื่องในปัจจุบัน ถ้าไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคต ย่อมไม่พยากรณ์เรื่องนั้น ฯลฯ

จุนทะ ด้วยเหตุดังนี้แล ตถาคต จึงเป็น กาลวาที ภูตวาที อัตวาที ธัมมวาที วินยวาที ในธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เพราะเหตุนั้น จึงได้นามว่า "ตถาคต"

ก็สิ่งที่นำมากล่าวนี้เป็นพระสูตรระดับสูงสุด เรียกว่า ชั้นสุตตะ ซึ่งได้กล่าวถึงที่มาของคำว่า ตถาคต ไว้อย่างชัดแจ้ง เหตุใดหาก พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) มีความศรัทธาเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในฐานะพระบรมศาสดา แห่งพระพุทธศาสนา มิใช่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แล้วละก็ เหตุใดจึงไม่อ้าง พระไตรปิฎกส่วนนี้ เหตุใดจึงไม่นำมากล่าว แต่กลับไปขุดเอาคำแปล หรือความหมาย อันไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับการตรัสรู้ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เพียงเล็กน้อย เพื่อประสงค์อะไร ช่วยบอกหน่อยเถอะครับว่า ผลดีที่เกิดขึ้นในทางบวก มีมากหรือน้อยกว่าทางลบ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

นำพิสูจน์ทราบ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Apr 21, 2009 3:35 am

นำพิสูจน์ทราบ
ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า เนื้อหาสาระในส่วนที่ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวถึงนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการตรัสรู้ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เกี่ยวกับเรื่องสัตว์โลก หรือกล่าวถึงเวไนยสัตว์ แต่อย่างใด ดังนั้นการนำเชิงอรรถ มากล่าวว่า ตถาคต แปลว่า สัตว์ จึงเป็นคนละเรื่อง ที่จะนำมาอธิบาย เพราะมิได้มีเจตนา ขยายความว่า ที่มาของคำว่า "ตถาคต" นั้น หมายความว่าอย่างไร เกี่ยวข้องอย่างไร กับการตรัสรู้เลยทั้งสิ้น หากอ่านอย่างพิจารณาจะเห็นเจตนา ของพระธรรมปิฎก ต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจว่า การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นการตรัสรู้ของสัตว์เท่านั้น หากไม่ใช่ เหตุใดจึงใส่เชิงอรรถเช่นนั้น

องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังถูกพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ถูกดึงลงมาจากฐานะอันควรยกย่อง ข้อความที่เหยียดหยามพุทธองค์ ปรากฏในหนังสือ "พุทธธรรม" เขียนโดย พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) หน้า ๘๓๘-๘๓๙ ความว่า

"ผู้ใดปฏิบัติเพื่อจุดหมายทางปัญญา ผ่านวิธีทางสมาธิ และได้ปาฏิหาริย์ด้วย ก็ถือเป็นความสามารถพิเศษไป พระพุทธองค์เอง ก็ทรงมีคุณสมบัติอย่างหนึ่ง คือ ฌายี และ ฌานสีลี หมายความว่า ทรงนิยมฌาน ทรงพอพระทัย ประทับในฌาน แทนการพักผ่อนอย่างธรรมดา ในโอกาสว่าง เช่นเดียวกับ พระสาวกเป็นอันมาก อย่างที่เรียกว่า ทิฏฐธรรมสุขวิหาร คือเพื่อการอยู่เป็นสุข ในปัจจุบัน ที่ปรากฏว่า ทรงปลีกพระองค์ ไปอยู่ในที่สงัด เป็นเวลานานๆ ถึง ๓ เดือน เพื่อเจริญสมาธิก็เคยมี และการนิยมหาความสุข จากฌานนี้.... เป็นเหตุความละเลย ความรับผิดชอบ ต่อส่วนรวม ย่อมถูกถือเป็นเหตุตำหนิได้"

ข้อความในส่วนนี้นับว่า เป็นการเหยียบย่ำ จาบจ้วงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจตนาแสดงให้เห็นว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ที่ไม่มีความรับผิดชอบ ต่อส่วนรวม และแสวงหาความสุขส่วนตัว โดยใช้ณาน ด้วยความกลัวว่า ผู้อ่านจะไม่คล้อยตาม หรือไม่มีความคิดอย่างเดียวกัน จึงยกเอาพวกฤาษีชีไพร มาอ้างว่า เป็นฌานกีฬา ซึ่งความจริง พวกฤาษีชีไพรเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่อยู่ในขั้น โลกิยฌานทั้งสิ้น ไม่สามารถนำมาเปรียบได้กับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงอยู่ในระดับโลกุตร แม้ในพุทธพจน์ ก็ปรากฏอยู่ถึง วิหารธรรม ว่าปราศจากกิเลส ตัณหา อาสวะทั้งปวง (บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๔๕/๓๕) ว่า

"...เราแล เป็นผู้ทำให้แจ้ง ได้ซึ่ง เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะสิ้นแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วอยู่ในวิหารธรรมนั้น ในภพอันเป็นปัจจุบันนี้ ดังนี้ "

ดังนั้นการที่ พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตฺโต) ใช้คำกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ทรงมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งคือ ฌายี และ ฌานสีลี พร้อมกับมีคำอธิบาย หมายเหตุว่า เป็นการนิยมเอาฌานเป็นกีฬา หมายความว่า ฌานอันเป็นเครื่องเล่นสนุก หรือสิ่งสำหรับ หาความเพลิดเพลินยามว่าง ของพวกนักพรต นำมาเปรียบเทียบ กับพระพุทธองค์ นับว่าเป็นเจตนาจาบจ้วง ทำลายความเป็นจริง ในพระไตรปิฎก และเหยียบย่ำ องค์บรมศาสดา ว่ามิได้วิเศษไปกว่าพวกฤาษีชีไพร แต่ประการใดโดยแท้ เป็นการดูหมิ่น และไม่ให้ความสำคัญต่อ "ฌาน" ซึ่งเป็นทางสู่พระนิพพาน อันเป็นโลกุตรธรรม เป็นแนวการเขียน ตามแบบของคริสเตียน ปรากฏอยู่ในเอกสาร พระไตรปิฎก ฉบับชาวคริสต์ โดยกีรติ บุญเจือ บาทหลวงคาทอลิค หน้า ๖๘ ความว่า




"ความสามารถเข้าฌาน ถือว่าไม่จำเป็น สำหรับชีวิตที่สมบูรณ์ ของชาวคริสต์ แต่เป็นพรสวรรค์ส่วนเกิน ในสหชีวมรรค ชาวคริสต์ที่ปรารถนา จะบรรลุถึงชีวิต ที่สมบูรณ์ ไม่ใฝ่ฝันถึงการเข้าฌาน หากสามารถเข้าฌานได้เอง ก็ให้ถือว่า เป็นพรสวรรค์ส่วนเกิน ซึ่งพระเจ้าประทานให้ เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ยิ่งกว่าเพื่อประโยชน์ตนเอง ผู้สามารถเข้าฌาน หรือนักเข้าฌาน (Mystic) ถือว่า อยู่ในฌานมรรค (Mysticel Way)"


ท่านผู้อ่านอาจจะเข้าใจว่า ผมเขียนใส่ความ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กระมัง เพื่อยืนยันเจตนา การปลอมปนพระสัทธรรม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการกระทำของพระภิกษุรูปนี้ จึงขอยกข้อความ ในหน้า ๘๓๘ ซึ่งระบุไว้ชัดแจ้ง ถึงความต้องการในพุทธธรรม ว่า

"ประโยชน์ของสมาธิและฌานที่ต้องการใน พุทธธรรม ก็คือภาวะจิต ที่เรียกว่า "นุ่มนวล ควรแก่การงาน" ...ส่วนการใช้สมาธิและฌาน เพื่อประโยชน์อื่นจากนี้ ถือเป็นผลได้พิเศษ"

..................................................................

ท่านผู้อ่านโปรดอ่านข้อความในส่วนนี้ ซ้ำอีกครั้ง และเทียบเคียง กับข้อความส่วนบน ที่มาจากหนังสือ พระไตรปิฎก ฉบับชาวคริสต์ ด้วยใจเป็นธรรม วิเคราะห์แล้ว ท่านจะเห็นว่า ความหมายของ ข้อความทั้งสองนี้ เหมือนกัน ไม่มีอะไรที่ผิดเพี้ยน หากมิใช่เป็นคำเผยแพร่ศาสนา ของคริสเตียน ที่แทรกเข้าไปในพุทธศาสนา แล้วอธิบายอย่างไร ....??

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

วิเคราะห์ "พุทธธรรม"ของ พระธรรมปิฎก(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Apr 21, 2009 3:38 am

การวิเคราะห์หนังสือของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)
๒. ดูหมิ่นพระพุทธโฆษาจารย์
ปราชญ์แห่งพุทธศาสนา





การเหยียบย่ำพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ และพระอริยบุคคล ในพระพุทธศาสนานั้น โดยความเป็นจริงแล้ว จะไม่ใช่เป็นการกระทำ ของพุทธศาสนิกชน มักเกิดจากการกระทำ ของคนต่างศาสนา จึงเป็นที่น่าพิจารณา และน่าสงสัย ในพฤติกรรมของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ซึ่งถูกระบุว่า เป็นผู้เขียน "พุทธธรรม" จนได้รับรางวัล UNESCO สาเหตุสำคัญคือ เป็นพระภิกษุ ในพระพุทธศาสนา ครองผ้ากาสาวพัสตร์ ของพระพุทธศาสนา แต่เหตุใดจึงเผยแพร่ข้อความ ที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงได้ ข้อความเหยียดหยามพระอริยะ ผู้ป็นเอตทัคคะ ทางด้านพระพุทธศาสนา อันเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก คือ พระพุทธโฆษาจารย์ ผู้รจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรค อันเป็นแนวทางหลัก แห่งการปฏิบัติทางสมาธิจิต ตามหลักอภิธรรมปิฎก ของสงฆ์เถรวาท ก็ถูกเหยียดหยาม เช่นเดียวกัน ทั้งๆ ที่ท่านเป็นปราชญ์ ทางพระพุทธศาสนา ในหนังสือ "พุทธธรรม"หน้า ๑๔๐-๑๔๒ เป็นลักษณะของการดูหมิ่นว่า พระพุทธโฆษาจารย์ ไม่มีความรู้จริง เชื่อถือไม่ได้ อย่างที่กล่าวอ้างไว้ในประวัติศาสตร์ แห่งการเผยแพร่พุทธศาสนา ซึ่งชาวพุทธได้รับรู้ สืบต่อกันมา เป็นการสร้างความสับสน และเสื่อมศรัทธา ดังปรากฏข้อความว่า

"คำอธิบายปฏิจจสมุปบาท แบบข้ามภพข้ามชาติ ที่ยึดถือเป็นหลักกันอยู่ ในวงการศึกษา พระพุทธศาสนานั้น มาจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งเป็นนิพนธ์ของ พระพุทธโฆษาจารย์ เมื่อ พ.ศ.๙๐๐... แปลเพียงว่า วิสุทธิมรรค ท่านแต่งเป็นอิสระ อย่างเป็นผลงานท่านเอง ส่วนสัมโมหวิโนทนี เป็นอรรถกถา อธิบายความใน พระอภิธรรมปิฎก และพระพุทธโฆษาจารย์ ได้กล่าวไว้ ในอารัมภกถาว่า "ข้าพเจ้าสะสางนัยอรรถกถาเก่าๆ เรียบเรียงขึ้น"... "การอธิบายความ แห่งปฏิจจสมุปบาททำได้ยาก... อาจเป็นเพราะ พระอรรถกถาจารย์ คือ พุทธโฆษาจารย์ ไม่มีอะไรจะพูดมากนัก ในเรื่องนั้น..."

เนื่องจากในจุดสำคัญ ในการปฏิบัติทางจิตนั้น นักปฏิบัติย่อมทราบดีว่า ปฏิจจสมุปบาท จัดเป็นหนึ่งในหัวใจของ พระอภิธรรมปิฎก เป็นหลักในการปฏิบัติ พิจารณาเพื่อหลุดพ้นจาก กิเลสอาสวะ ดังนั้นจึงเป็นที่สงสัยว่า เหตุใด พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) จึงต้องเผยแพร่ข้อความ ในเชิงดูหมิ่น ในทำนองว่า "แม้พระพุทธโฆษาจารย์เอง ก็ยังไม่รู้ แล้วจะเชื่อได้ยังไง" ซึ่งจะเป็นการ สร้างความสับสน ในหมู่ชาวพุทธที่จะศึกษา หรือปฏิบัติในพระพุทธศาสนาต่อไป เนื่องจากว่า ในพระไตรปิฎกนั้น ก็บัญญัติไว้เช่นนั้น แต่เมื่อมีหนังสือ "พุทธธรรม" ชี้นำสร้างความสงสัย โดยทำลายความน่าเชื่อถือ ของพระพุทธโฆษาจารย์ และชี้นำให้เห็นว่า พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตฺโต) เก่งชำนาญ ในด้านพระพุทธศาสนา ยิ่งกว่าพระพุทธโฆษาจารย์ ปราชญ์แห่งพระพุทธศาสนา อย่างนั้นใช่หรือไม่ เพราะจริงๆ แล้ว พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตฺโต) ก็ไม่มีการชี้แจง หรือให้คำอธิบายใดๆ ในเรื่องของปฏิจจสมุปบาท ให้กระจ่างแต่อย่างใด เพียงทิ้งไว้ให้ผู้อ่าน หรือผู้ศึกษา คิดเอาเอง

ฉะนั้นหากไม่ได้เข้าใจว่า เป็นการเจตนาจาบจ้วง ดูหมิ่น หรือเหยียดหยาม พระพุทธโฆษาจารย์ แล้วจะให้คิดว่าอย่างไร หรือมีคำตอบใด ที่สามารถอธิบาย ให้กระจ่างดีไปกว่านั้น

แม้แต่การให้คำจำกัดความ ในเรื่องของการบรรลุธรรม ของพระอริยะบุคคลนั้น ก็สร้างความสับสน ให้กับผู้ค้นคว้าพุทธศาสนา หนังสือ "พุทธธรรม" หน้า ๙๑๒ ในเรื่องโสดาบัน เป็นอย่างยิ่ง สรุปความว่า

"ผู้ที่ศรัทธายึดมั่นในพระรัตนตรัย (ดูความหมาย ของพระรัตนตรัย ของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ในภาคต่อไป) และปฏิบัติตามมรรค คือ "ผู้เป็นโสดาบัน" ซึ่งจัดว่า เป็นเสขะ บุคคลที่ยังต้องศึกษาต่อไป"

และเมื่อนำเอาความหมายดังกล่าวนี้ ไปเปรียบเทียบ ในหนังสืออื่นๆ ซึ่งเขียนโดยพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ในคำจำกัดความเดียวกัน ปรากฏในหนังสือ แง่คิด ข้อสังเกต เกี่ยวกับ การปฏิรูปการศึกษา พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) หน้า ๔๐ โดยโครงการ ปฏิรูปกระบวนการศึกษา การสอน เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เอกสารพัฒนา กระบวนการเรียนรู้ อันดับ ๑ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ พิมพ์เผยแพร่ ๕๔,๐๐๐ โรงพิมพ์คุรุสภา (งบประมาณรัฐ = ประชาชน) ว่า

" ชุมชนต้องเอาจริงเอาจังในการศึกษา ...เมื่อศึกษาไปได้บรรลุผลสำเร็จ ในการเรียนรู้ ในการพัฒนาตนเอง ก็จะมีชื่อเรียกว่า เป็นพระโสดาบัน ???

เสขะ แปลว่า ผู้ยังต้องศึกษา เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี อนาคามี ที่เรียกว่า อริยบุคคลนั้น เป็นผู้กำลังศึกษา พอจบการศึกษา ก็เป็นพระอรหันต์ ???"

การแสดงข้อความดังกล่าวนี้ เป็นการแสดงปาฐกถา ในวันสถาปนา กรมวิชาการ ณ ห้องประชุมชั้น ๒ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องนำมาอ้าง ก็เพราะว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย กับเรื่องของ พระอริยบุคคล อันเป็นเรื่องของการปฏิบัติ นี่คือลักษณะ ที่ชี้ให้เห็นถึงการแทรก ปลอมปน โดยเจตนาให้สับสน กับผู้ไม่เข้าใจลึกซึ้ง หรือมิได้ปฏิบัติ ในหลักของพุทธศาสนา โดยแท้จริง

ซึ่งข้อความของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ที่นำมาอ้างนี้ ขัดแย้งอย่างเห็นได้ชัดกับพุทธพจน์ ที่ทรงชี้ถึงลักษณะ และคุณสมบัติที่แท้จริงของ "โสดาบัน" ดังที่ปรากฏใน พระไตรปิฎกบาลี เอก.อํ ๒๐/๓๐/๑๔๔ ว่า

"ภิกษุทั้งหลาย ความปรากฏแห่งบุคคลเอก ย่อมเป็นความปรากฏ แห่งจักษุอันใหญ่หลวง เป็นความปรากฏ แห่งแสงสว่างอันใหญ่หลวง เป็นความปรากฏ แห่งความสุกใส อันใหญ่หลวง เป็นความปรากฏ แห่งอนุตตริยธรรม ๖ เป็นการทำให้แจ้ง ซึ่งปฏิสัมภิทา๔ เป็นการแทงตลอด อเนกธาตุ เป็นการแทงตลอด นานาธาตุ เป็นการทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมมีวิชชา และวิมุตติเป็นผล เป็นการทำให้แจ้ง ซึ่งโสดาปัตติผล....."

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

วิเคราะห์ "พุทธธรรม"ของ พระธรรมปิฎก(ต่อ)

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Apr 21, 2009 3:39 am

นี่แหละครับ จะเห็นได้ว่า โสดาบันนั้น เป็นไปได้โดยการ ปฏิบัติทางจิต จึงจะรู้แจ้งแทงตลอด ในเอนกธาตุ และนานาธาตุ ฯลฯ ไม่ใช่เข้าโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย เรียนหนังสือ เรียนยังไม่จบ ก็เรียกว่า "โสดาบัน" เรียนจบไปแล้ว ก็เรียกว่า พระอรหันต์ พอรับปริญญาเป็น "บัณฑิต" ก็เรียกว่าสำเร็จเป็นพุทธะ เหมือนดังที่พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวไว้ใน ศิลปศาสตร์แนวพุทธ หน้า ๘๓ พิมพ์โดย มหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย ๒๕๓๔ ว่า

"บัณฑิตนี้เราเรียกอีกอย่างหนึ่ง ในขั้นที่สูงว่าเป็น "พุทธะ" ในพระพุทธศาสนา คำว่า "บัณฑิต" นั้น บางครั้งเป็นศัพท์ ใช้แทนกันได้ กับคำว่า "พุทธะ"....คำว่า พุทธะ ไม่ใช้เฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น"

นี่คือคำถามว่า เจตนาของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ที่กล่าวเช่นนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อจะให้เกิดผลอย่างไร ต่อผู้ฟัง ผู้อ่านและศึกษาพระพุทธศาสนาเหล่านี้ ในอนาคต หนังสือที่เผยแพร่ ข้อความอันปลอมปน ขัดต่อหลักธรรม คำสั่งสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างชนิดขาวเป็นดำ จัดพิมพ์โดย เงินงบประมาณ อันเป็นภาษีของประชาชน แต่ผลที่ได้ คือ ความล่มสลาย ของพุทธศาสนา ในอนาคต นั่นคือการทำลายความมั่นคงของชาติ โดยทำให้ขาดหลักศีลธรรม อันเป็นตัวยึดเหนี่ยวจิตใจ ของสังคมประชาชาติ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 2 จาก 4 Previous  1, 2, 3, 4  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ