พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

หน้า 3 จาก 4 Previous  1, 2, 3, 4  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 6:57 am

การวิเคราะห์หนังสือของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)
๓. ยกย่องตัวเองว่าเลิศกว่าพระอรหันต์





ท่านที่อ่านหนังสือ "พุทธธรรม" จะไม่พบข้อความใด อันเป็นการยกย่อง หลักพระธรรมวินัย หรือพระพุทธพจน์ว่า เยี่ยมยอด หรือยกย่องพระอริยบุคคลใดๆ เลย แต่กลับมีข้อความที่ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เขียนออกมา ให้ผู้คนที่อ่านหนังสือนี้ เข้าใจว่า ท่านเอง เก่งกว่าพระอรหันต์เสียอีก ทั้งยังเป็นการเขียน โดยอาศัยข้อความ ของคริสเตียน อย่างแท้จริง และเพื่อจุดประสงค์ ที่จะสร้างความเชื่อใหม่ สลายศรัทธาเดิม ที่พุทธ ศาสนิกชนมีต่อ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยบุคคล ตามกล่าวไว้ ในพระไตรปิฎก จึงยกตนว่า เหนือกว่า พระอริยบุคคลเหล่านั้น ดังข้อความที่ปรากฏ ในหนังสือ "พุทธธรรม" หน้า ๘๕๐ ว่า

"กัลยาณมิตรนั้น ถ้าให้ดีควรได้พระพุทธเจ้า ถ้าไม่ได้ก็หาพระอรหันต์ พระอริยบุคคล ระดับรองลงมา ท่านผู้ได้ฌาน ผู้ทรงพระไตรปิฎก จนถึงท่านที่เป็นพหูสูต ลดหลั่นกันลงมา

ท่านว่า พระปุถุชนที่เป็นพหูสูต บางทีก็สอนได้ดีกว่า พระอรหันต์ ที่ไม่เป็นพหูสูตเสียอีก"

ข้อความดังกล่าวนี้ เป็นข้อความจากคริสเตียน โดยแท้จริง นอกจะเป็นการ เหยียดหยามพระอรหันต์แล้ว ยังเป็นการทำลายภาพ ความสูงส่งของพระอรหันต์ ผู้รู้แจ้งในวัฏฏสงสาร เนื่องจากบทที่ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวถึงนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การทำสมาธิจิต การสอนกรรมฐาน ซึ่งพระอรหันต์ ย่อมชำนาญ ในการทำสมาธิอยู่แล้ว จึงสามารถบรรลุ เป็นพระอรหันต์ได้ ซึ่งข้อความเช่นนี้ ได้ยกมาจาก หนังสือศาสนาคริสต์ บทคัมภีร์ไบเบิล ส่วนพันธสัญญาเดิม หน้า ๑๒๓ เขียนโดย นายเสรี พงษ์พิศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีข้อความดังนี้ว่า

"การรู้จักบทบัญญัติโดยละเอียด ซึ่งถือว่าเป็นปรีชาญาณ คัมภีร์จารย์ มักอ้างตนว่าเป็นผู้มีปรีชาญาณ มากกว่าคนอื่นๆ

ปรีชาญาณ แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ คนฉลาด กับ คนโง่ คนหนุ่มเป็นคนโง่ แต่อาจจะเป็นคนฉลาดได้ หากหมั่นแสวงหาปรีชาญาณ

ปรีชาญาณ คือ ความสามารถเข้าใจ สิ่งที่พระเจ้ากระทำ" (ยรม.๙/๑๑ ฮชย.๑๔/๑๐)

นำพิสูจน์ทราบ


จากข้อความในส่วนนี้ จะชี้ชัดให้เห็นได้ว่า เป็นการลดฐานะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอริยบุคคล ซึ่งเป็นผู้หลุดพ้น จากโลกิยธรรม (กิเลส ตัณหา เรื่องทางโลก) กลายเป็นว่าคนอย่าง พระ ธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ซึ่งถูกขบวนการสร้างภาพให้ว่า เป็นผู้รู้ (ศัพท์ทางศาสนาเรียกว่า "พหูสูต") นั้นมีคุณค่า น่านับถือมากกว่า ซึ่งเป็นการกล่าวของ คริสเตียน ซึ่งเผยแพร่อุดมการณ์ หมิ่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า "เป็นเพียงปกาศกของพระเจ้า" เช่นกัน

ใช้ศัพท์และคำสอนคริสเตียนปลอมปนในพระสัทธรรม



ในพระไตรปิฎกบาลี ซึ่งใช้เป็นหลักของสงฆ์เถรวาท มากว่า ๒๕๔๑ ปี พระสัทธรรม คำสั่งสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังคงทรงไว้ ซึ่งความทันสมัย เป็นอกาลิโก สามารถปรับใช้ ได้กับชนทุกชั้น จึงทำให้พระพุทธศาสนา ยั่งยืนมาตราบเท่าทุกวันนี้ ความเด่นในพระสัทธรรม คำสั่งสอน ของพระบรมศาสดานั้น ทำให้บุคคลในศาสนาต่างๆ พากันนำคำสั่งสอน ของพระบรมศาสดามาดัดแปลง ผสมผสาน เป็นหลักคำสอน ในศาสนาของตน โดยมิได้มีความละอาย ถึงแม้กระนั้น ความบริสุทธิ์ แห่งพระพุทธศาสนา อันปรากฏในพระไตรปิฎก ก็มิได้มีความผิดเพี้ยน แม้จะผ่านการสังคายนา และกาลเวลา ที่เนิ่นนานสักปานใดก็ตาม สมดังพุทธพจน์ ที่พระพุทธองค์ทรงยืนยันไว้ ปรากฏในพระไตรปิฎก (บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๔๒/๑๐๐) ซึ่งตรัสแก่ พระมหาโมคคัลานะ ที่โฆสิตาราม เมืองโกสัมพี ว่า

"....ตถาคตเป็นผู้ที่มี การแสดงธรรมบริสุทธิ์ ดีอยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่า เราเป็นผู้มีการแสดงธรรมบริสุทธิ์ การแสดงธรรมของเรา บริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย สาวกทั้งหลาย จึงไม่ต้องช่วยทำการ ป้องกันให้ตถาคต ในเรื่องการแสดงธรรมเลย.."

แม้จวบจนปัจจุบัน ความพยายามในการปลอมปนพระสัทธรรม คำสั่งสอน ในพระพุทธศาสนา ก็มิได้หมดไปจากศาสนาอื่น ตามที่กล่าวไปแล้วแต่ต้น ได้มีการวางแผน และกำหนดตัวบุคคล โดยมีผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง มีจุดมุ่งหมายที่จะกลืนชาติ ด้วยการทำลายพระพุทธศาสนา อันเป็นหลักชัยของชาติไทย และเป็นรากฐานของ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี โดยใช้บุคลากร ซึ่งเป็นพระภิกษุสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยกลยุทธ์ ให้เป็นที่ยอมรับ แก่สังคม ซึ่งใช้เวลานับเป็นสิบปี กว่าจะมาถึงวันนี้ ( ๙ ก.ย. ๒๕๔๒) ที่สถานการณ์ของพุทธบริษัท ซึ่งหมายรวมไปถึง องค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย และสังฆมณฑล ได้ถูกโจมตี ทั้งจากภาครัฐ และภาคองค์กรต่างศาสนา รวมไปถึงสื่อมวลชน อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน พระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบ ในการตัดสินอธิกรณ์ กลับถูกจาบจ้วง ดูถูกจากขบวนการล้มพุทธ ที่จัดตั้งโดย องค์กรต่างศาสนา แม้ในสังฆมณฑลเอง ก็ยังมีพระภิกษุ ระดับพระราชาคณะบางรูป ที่ทำตนเป็น ผู้ทำลายพระพุทธศาสนาเสียเอง ปรากฏให้เห็น อย่างไม่เกรงกลัวต่อบาป หรือครุกรรม แห่งสังฆเภท การปลอมปนพระสัทธรรม คำสอน ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน โดยผ่านหน่วยงานของรัฐ ที่รับผิดชอบ ทางด้านการศาสนา การพยายามออกกฎหมาย เพื่อใช้บังคับพุทธบริษัท และสังฆมณฑล ล้วนแล้วแต่ เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องเดียวกัน นี่คือสัญญาณ แห่งมหันตภัย ของพระพุทธศาสนา ในแผ่นดิน ที่เรียกว่า "ประเทศไทยเมืองพุทธ" ซึ่งขณะนี้ ก็ยังมองไม่เห็น จุดสรุป ว่าจะลงเอย ในรูปใด จึงควรที่พุทธบริษัท โดยเฉพาะ พระเถระชั้นผู้ใหญ่ รวมไปถึงพระมหาเปรียญธรรม ผู้รู้ และผู้รักศรัทธา ในพระพุทธศาสนา จะต้องทำหน้าที่พิสูจน์ทราบ และป้องกันอย่างเต็มกำลัง ก่อนที่จะไม่มีทางแก้ไขในอนาคต

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 6:58 am



ในส่วนที่นับเป็นโชคดีอย่างหนึ่ง ของพระพุทธศาสนา คือความเด่นจำเพาะตัว ของพระไตรปิฎก ที่ถูกบันทึก ไว้ด้วยภาษาบาลี ฉะนั้นการปลอมปน หรือปลอมแปลง ให้เกลื่อนกลืนเป็นอย่างอื่นนั้น ทำได้ยาก สามารถนำพิสูจน์ ได้โดยง่าย เพราะทุกอรรถ และพยัญชนะ จะต้องแปลกลับไปมาได้ในความหมายเดียวกัน หากมีการผิดเพี้ยน ก็สามารถชี้ชัดไปได้เลยว่า คำหรือความหมายนั้นๆ เป็นสิ่งปลอมปนขึ้นมาใหม่ เรียกว่า สัทธรรมปฏิรูป หนังสือ "พุทธธรรม" ซึ่งได้ทำการเขียนโดย พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) จัดเป็น สัทธรรมปฏิรูป อันจักเป็นมหันตภัย ต่อพระพุทธศาสนา ต่อไปในอนาคต เป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเขียนปลอมปน โดยเปลี่ยนแปลงแนวคำสอน อันเป็นหลักสำคัญ ทางพระพุทธศาสนาใหม่ นอกจากนั้น ยังใช้ภาษาของ คริสต์ศาสนา ซึ่งใช้ในการเผยแพร่ คริสตธรรม เป็นลักษณะของ การกลืนศาสนา ข้อความดังกล่าว ปรากฏอยู่อย่างมากมาย หลายร้อยแห่ง อันปรากฏใน หนังสือ "พุทธธรรม" นี้ ซึ่งสามารถยกมา พอเป็นตัวอย่าง ให้เป็นแนวทางสำหรับ ท่านผู้รู้ทั้งหลาย นำไปพิจารณา เช่น

ในหนังสือ "พุทธธรรม" หน้า ๓๘ และ ๔๐ คำว่า กระบวนการรับรู้บริสุทธิ์ ซึ่งไม่เคยปรากฏ ในพระพุทธศาสนา ผมพยายามแปลออกมาเป็นบาลีตามอักษร ได้ความว่า "ปริสุทฺธสญฺญวิถี" แต่พอไปค้นในพระไตรปิฎก คำนี้ก็ไม่มีอีก อีกคำหนึ่งคือ "กระบวนธรรมแบบเสพเสวยโลก" ก็เช่นเดียวกัน แปลกลับเป็นบาลี ก็ต้องหัวร่องอหาย ได้ความว่า โลกเวทนสทิสธมมวิถี เช่นเดียวกันละครับ เทียบในพระไตรปิฎก ไม่มีเช่นเคย ผมเองก็ไม่แน่ใจ จึงให้พระมหาเปรียญธรรม ๙ ประโยค ท่านลองแปลดูบ้าง ท่านก็บอกว่า มันไม่มีในพระไตรปิฎก จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ไปเอามาจากพระไตรปิฎกฉบับไหน เพราะเทียบใน พระไตรปิฎก ทุกภาษาแล้วไม่มี นี่คือข้อพิสูจน์ ที่สามารถระบุได้ว่า หนังสือ "พุทธธรรม" คือ "สัทธรรมปฏิรูป"

จากหนังสือ "พุทธธรรม" หน้า ๒๕๒ คำว่า "การเคลื่อนไหว ที่เป็นอิสระ ตามทางของปัญญา" เป็นคำที่คริสเตียนใช้ ในการเผยแพร่ศาสนา อยู่เป็นปกติ คำศัพท์ที่ใช้ในศาสนาคริสต์ ถูกนำมาใช้ แทรกให้เกิดความสับสน เพื่อกลืนปลอมปน ไปกับพระธรรมของ พระพุทธศาสนา ซึ่งผู้อ่านที่ไม่ทราบ หรือไม่ได้ศึกษา พุทธศาสนามาก่อน จะไม่อาจแยกแยะได้เลย นักปราชญ์ทางพุทธศาสนา หรือท่านที่เป็นเปรียญธรรม โปรดอนุเคราะห์ แปลกลับเป็นภาษาบาลี แล้วเทียบดู ในพระไตรปิฎกเถรวาท หน่อยเถิดครับว่า มีอยู่ตรงไหน พระสูตรอะไร ???

ลักษณะการใช้คำของคริสเตียน เช่นเดียวกันนี้ ปรากฏในหนังสือ "พุทธธรรม" หน้า ๗๐/๔๔ - ๗๐/๔๖ ซึ่งใช้คำว่า การทำกิจ "นักทำกิจ" เกลื่อนไปหมดทั้งหน้า คำๆ นี้เป็นคำที่ใช้สำหรับชาวคริสเตียน โดยเฉพาะพระเยซู ซึ่งเรียกว่า การทำกิจ ไม่เคยปรากฏใช้คำๆ นี้ในหนังสือ หรือตำรา ทางพระพุทธศาสนาเล่มใด ตั้งแต่มีประเทศไทย บนแผนที่โลก และปรากฏมี เฉพาะในหนังสือ "พุทธธรรม" ฉบับเพิ่มเติมใหม่ ซึ่งพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ได้บัญญัติศัพท์นี้ขึ้น และให้ความหมายไว้ว่า "การทำกิจ คือ ความไม่ประมาท เป็นคุณค่า ในระดับโลกียะ" เนื่องจากภาษา ในทางพระพุทธศาสนานั้น มีความจำเพาะในตัวเอง อย่างหนึ่ง และเป็นการป้องกัน การปลอมปนไปด้วยในตัวก็คือ ทุกคำสามารถ แปลกลับเป็นภาษาบาลีได้เสมอ แต่คำว่า การหลุดพ้นเป็นอิสระ และ การทำกิจ ไม่สามารถแปลเป็นภาษาบาลี เป็นความไม่ประมาท ตามที่ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวอ้าง และพบเห็น แต่ในคำสั่งสอน ในคัมภีร์ของชาวคริสเตียนเท่านั้น ที่ใช้คำเช่นนี้

ก็ยังมีตัวอย่างอีกในหนังสือ "พุทธธรรม" หน้า ๒๕๓ ยังปรากฏให้เห็น คำที่ใช้ในการเผยแพร่คริสต์ศาสนาอีก คือ บำเพ็ญกิจแห่งกรุณา คำนี้ ก็ไม่มีอยู่ในศาสนาพุทธ เช่นเดียวกัน แปลเป็นภาษาบาลีเทียบแล้ว ไม่มีในพระไตรปิฎก... งงครับ ท่านที่มีความสามารถ ทางภาษาบาลี โปรดช่วยแปลทีเถอะครับ

ที่หนักไปกว่านั้นเข้าไปอีก ในหนังสือ "พุทธธรรม" หน้า ๘๓๐ ก็มีคำว่า การบำเพ็ญกิจ เพื่อพหุชน ไม่ต้องอธิบายนะครับ คงกระจ่าง ดังได้กล่าวแล้ว นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ถ้าท่านอ่านหนังสือ "พุทธธรรม" แล้วลองพิจารณา หรือแปลศัพท์ กลับเป็นภาษาบาลีดูซิครับ แล้วจะทราบว่า ทั้งอรรถและพยัญชนะ ไม่ตรงตามความหมาย ของพุทธศาสนา แต่ไปตรงกับ คัมภีร์ไบเบิล ของคริสเตียนหมด ยังงี้จะเขียนมา ให้ศาสนาไหนอ่าน ไม่ทราบได้

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:00 am

การวิเคราะห์หนังสือของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)
๔.บัญญัติความหมายพระสัทธรรมใหม่
ที่ไม่มีในพระไตรปิฎก






พระพุทธศาสนานั้น มีความสำคัญ และแตกต่างกับศาสนาอื่นในโลก ตรงคำว่า ปัญญา และ วิมุตติ (การหลุดพ้น จากกิเลสอาสวะทั้งปวง) ผมจึงมุ่งตรง ไปเปิดดูในส่วนนี้ในหน้า ๒๕๙ ของหนังสือ "พุทธธรรม" และก็จริง ดั่งที่นึกไว้ละครับ ความหมายของคำทั้งสอง ได้ถูกเปลี่ยนแปลง ปลอมปนจริงๆ ด้วย ปรากฏเป็นข้อความนี้แทน

"กรุณา ที่เป็นพลังแผ่ ปรีชาญาณออกไปให้ได้ วิชชา และถึงวิมุตติด้วย"

(คำว่า กรุณา ที่เป็นพลังนี้ ไม่เคยปรากฏในทาง พระพุทธศาสนาพุทธ) และการได้วิชชานั้น ย่อมมาจากการ มีฐานของการได้ ญาณ เมื่อมีความสามารถ เข้าออกฌานได้ชำนาญ ซึ่งเรียกว่า วสี แล้วนั่นแหละ จึงจะได้ ญาณ ปัญญา และต่อไปก็จะถึง วิชชา นี่คือขั้นตอนของ วิชชา ไม่ปรากฏมี พลังกรุณา" ในการปฏิบัติ ถึงขั้นวิมุตติ แต่อย่างใด ในศาสนาพุทธ ซึ่งที่ผมกล่าวนี้ สามารถยืนยัน ได้จากพระไตรปิฎก (บาลี สฬา. สํ . ๑๘/๒๙๘ /๔๔๐) ได้กล่าวถึง วิชชา ไว้ว่า

"ภิกษุทั้งหลาย จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่ไม่เคยฟังมาก่อน "

คงกระจ่างกันนะครับว่า ในพระไตรปิฎกบาลีเถรวาท ไม่มีคำว่า พลังกรุณา เพราะว่าไม่ใช่คำของพุทธ แต่เป็นคำของคริสเตียน มาจากคำว่า พระกรุณา (Charity) และคำว่า ปรีชาญาณ ก็มาจากคำว่า พระพรแห่งปรีชาญาณ" (The Gift Of Wisdom) ซึ่งมีระบุไว้ ในคัมภีร์ไบเบิล ในความหมาย ปรีชาญาณ คือ ความสามารถเข้าใจ สิ่งที่พระเจ้ากระทำ (ยรม.๙/๑๑ ฮชย.๑๔/๑๐) จึงเป็นข้อความ และความหมาย อันมาจากคริสต์ศาสนา ซึ่งปลอมปน เข้ามาในหนังสือ "พุทธธรรม" โดยการเขียนของ พระภิกษุไทย ในศาสนาพุทธ ชั้นราชาคณะ นามว่า พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต)

และที่พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เขียนเช่นนั้น ก็เพราะว่า ความหมายของคำว่า "วิมุตติ" นั้น ท่านได้ปรับเปลี่ยน ปลอมปน พระสัทธรรมใหม่ ปรากฏในหนังสือ ปรีดิธรรม รวมธรรมทัศน์ของ พระมหาเถระ ต่อปรีดี พนมยงค์ พิมพ์เผยแพร่โดย คณะกรรมการดำเนินงานโครงการฉลอง ๑๐๐ ปีชาตกาล ปรีดี พนมยงค์ ๒๕๒๙ โดยนาย ส.ศิวรักษ์ และ นายพิภพ ธงไชย หน้า ๕๙ - ๖๐ ว่า

"ทำงานเพื่ออิสระภาพของสังคม หรือจะเรียกว่า ปลดปล่อยสังคม นำสังคมไปสู่ความอยู่ดี สงบสุข ไร้การเบียดเบียน ปลอดพ้นจากความเบียดเบียน ก็คือ "ความเป็นอิสระภาพ"...จะเรียกว่า "อิสระภาพ" หรือ "วิมุตติ" ก็ได้ ......"

และที่ย้ำชัดไปกว่านั้น ในความหมายคำว่า "อิสระภาพ" ซึ่งท่านผู้อ่าน จะพบอยู่ทั่วไป ในหนังสือ "พุทธธรรม" และถ้าอ่านในหนังสือดังกล่าว ก็จะเข้าใจว่า "อิสรภาพ" อาจหมายถึง "นิพพาน" ตามที่พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ต้องการหรือเขียน ให้เข้าใจยังงั้น แต่เปล่าครับ จากหลักฐานข้อแท้จริงนั้น ปรากฏว่า ไม่ได้หมายถึง นิพพาน แม้แต่น้อย คำอธิบายคำว่า อิสระภาพ อยู่ในหนังสือ "สถานการณ์พุทธศาสนา พลิกหายนะ เป็นพัฒนา" จัดพิมพ์เผยแพร่โดย ฝ่ายเผยแพร่ กองศาสนศึกษา กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ๒๕๓๖ จำนวน ๓๕๐๐๐ เล่ม (งบประมาณรัฐ = ประชาชน) หน้า ๒๐๑ ว่า

"ความไม่เสมอภาคแห่งโอกาส ในการได้รับการศึกษา เป็นปัญหาสำคัญ ที่มีมาในสังคมของเรา เป็นเวลานานแล้ว.... เพราะการศึกษา ทำให้เกิดปัญญา ซึ่งเป็นแกนนำ ในการพัฒนามนุษย์ เป็น "องค์ธรรม" ที่จะนำมนุษย์ไปสู่ "อิสรภาพ" และสันติสุข ....รู้สึกว่า พูดกันมามากแล้ว เรื่องการขยายการศึกษา โดยเฉพาะ การขยายโอกาส ทางการศึกษา แต่มีปัญหาว่า ขยายอย่างไร ถึงจะดี...."

นี่คือความหมายของคำว่า อิสรภาพ ของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เพราะเป็นความหมายของ การเล่าเรียน ระดับธรรมดาทางโลกนี่เอง เน้นความรู้ หรือความฉลาดที่สมองจดจำได้ แต่ในพุทธวจนะนั้น ความหมายของ วิมุตติ คือความหลุดพ้น สิ้นไปจากกิเลสอาสวะ จะทำได้ ก็ด้วยการปฏิบัติ "สมาธิจิต" จนได้ถึงระดับ "ฌาน" อันนำไปสู่ "ญาณ" แล้วจึงจะเข้าถึงระดับ ปัญญา และปัญญาตัวนี้แหละ ที่เรียกว่า "ปัญญาวิมุตติ ไม่ใช่ได้มาจาก การเรียนหนังสือ ท่องตำราเอาเอง อย่างที่กล่าว พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ยังย้ำอีกว่า วิมุตติ คือความเป็น อิสรภาพ และคือ วิสุทธิ ปรากฏในหนังสือ "การศึกษาสากลบนพื้นฐาน แห่งภูมิปัญญาไทย" พระเทพเวที (ป.อ.ปยุตฺโต) คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ พ.ศ.๒๕๓๒ แล้วจะหมายความว่า เป็นเจตนาบิดเบือน ให้พุทธพจน์ เป็นสัทธรรมปฏิรูปหรือไม่?

นำพิสูจน์ทราบ


การบิดเบือน ปลอมปนนี้ พิสูจน์ได้ชัดจากความหมาย และที่มา คำถามจึงมีว่า ทำไม ? จึงมีการบิดเบือน ปลอมปนพระสัทธรรม คำสอน ในพุทธศาสนาเช่นนี้ และเขียน "พุทธธรรม" เพื่อประโยชน์ของศาสนาใด

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:01 am

การวิเคราะห์หนังสือของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)
๕. หักยอดพระพุทธศาสนา
ใช้คำว่า อุดมธรรม ของคริสเตียน
ให้ผู้ศึกษา/อ่าน เข้าใจว่า คือ "นิพพาน"






สิ่งซึ่งไม่น่าให้อภัยเป็นอย่างยิ่ง ก็คือ การเจตนาที่จะแทรกคำสอน ของคริสต์ศาสนา ลงในความหมาย ของพระพุทธศาสนา โดยเจตนา ไม่แปลเสียดื้อๆ เพื่อให้มีความหมาย ตรงกับ คริสต์ศาสนาเสียเลย ปรากฏในหน้า ๒๗๕ มีข้อความว่า

"ผู้บรรลุ อุดมธรรม ไม่ต้องการอะไรในโลกทั้งหมด ย่อมไม่เศร้าโศกเพราะความตาย"

หากมองอย่างผิวเผินแล้ว จะไม่เห็นสิ่งผิดสังเกตแต่อย่างใด แต่เมื่อค้นตามที่ได้อ้างอิงไว้นั้น เป็นภาษาบาลี ปรากฏว่า คำว่า อุดมธรรม กลับกลายเป็นคำทับศัพท์ ซึ่งภาษาบาลีมีว่า อุตฺตมํ ธมฺมํ ซึ่งแปลว่า ธรรมะอันสูงสุด ก็เลยสงสัยว่า เหตุใดจึงไม่แปลให้หมดถ้อยกระทงความ เพราะทุกๆ คำในพระสูตรนี้ ก็แปลออกมา ได้จนหมด ยกเว้นคำๆ นี้คำเดียวเท่านั้น เมื่อค้นคว้าใน หนังสือคริสเตียน จึงทราบว่า เป็นเจตนาของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ที่ไม่แปล เพื่อให้ตรงกัน กับคำว่า อุดมธรรม ของศาสนาคริสเตียน ปรากฏเป็นหลักฐาน ในหนังสือ คริสต์ศาสนา โดย เสรี พงษ์พิศ (ดูเอกสารประกอบ) และที่ยิ่งไปกว่านั้น ได้พบหลักฐาน ยืนยันเจตนาจาก หนังสืออุดมธรรม เขียนโดย พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) พ.ศ.๒๕๓๗ ให้ความหมาย ในการเกื้อกูลศาสนาอื่นไว้อีกด้วย



เหนืออื่นใดก็คือ ในปลายเดือน มิ.ย.๒๕๔๒ ได้มีการรณรงค์ นำเสนอแนวทาง ร่าง พรบ.สงฆ์ฉบับใหม่ โดยพระศรีปริยัติโมลี ซึ่งได้ขึ้นแผนผัง ภาพการปกครองคณะสงฆ์ (ดูภาคผนวก) จะเห็นว่า "อุดมธรรม" ในความหมายของคริสเตียนนั้น กลับอยู่สูงกว่า พระธรรมวินัย ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคำว่า นิพพาน กลายเป็นตัวอักษรเล็กๆ อยู่ในวงเล็บ ที่เป็นคำขยายความ คำว่า "อุดมธรรม" ทั้งๆ ที่ไม่มีศัพท์ โดยอรรถ พยัญชนะ หรือไวพจน์ของคำว่า นิพพาน กับ อุดมธรรม ใช้แทนกัน ณ ที่ใดในพระไตรปิฎก ไม่ว่าเป็น ฉบับภาษาใดในโลก การนำเสนอดังกล่าว ได้กระทำอย่างต่อเนื่อง ไปพร้อมๆ กับการโจมตี องค์กรปกครองคณะสงฆ์ (มหาเถรสมาคม) ตลอดมาจวบจนปัจจุบัน (ก.ย.๔๒) โดยแสดง ออกสู่ สื่อมวลชนทุกแขนง แต่เหตุใด พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ซึ่งประกาศตัวว่า เป็นผู้ปกป้องพระพุทธศาสนา พระธรรมวินัย ไม่ออกมาคัดค้าน ต่อต้าน ทั้งๆ ที่ตนเป็นผู้คัดค้านว่า วัดพระธรรมกายบิดเบือน คำสอน ในพระไตรปิฎก กรณีสอนว่า นิพพานเป็นอัตตา (ซึ่งความจริง มีบ่งชี้ไว้ในพระไตรปิฎก) นี่คือสิ่งที่ไม่สุจริต และไม่อาจปฏิเสธ ได้ทั้งสิ้น

สิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ชัดว่า พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) รู้ดีในความ หมายของคำว่า "อุดมธรรม" ปรากฏในหนังสือ วัฒนธรรมไทย สู่ยุคเป็นผู้นำ และเป็นผู้ให้ จัดพิมพ์เผยแพร่โดย สำนักคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ๑๐,๐๐๐ เล่ม โดยโรงพิมพ์กรมการศาสนา (งบประมาณของรัฐ = ประชาชน) หน้า ๕๒

".... การมีจิตสำนึกในจุดมุ่งหมายสูงสุด ร่วมกันของสังคม คือ สังคมจะต้องมี สิ่งดีงามสูงสุด ที่เป็นจุดรวมใจ ให้ทุกคนฝักใฝ่ หมายมอง มุ่งไปรวม เป็นอันเดียวกัน สิ่งที่เรียกสั้นๆ ว่า "อุดมธรรม" นี้จะทำให้เกิด พลังสร้างสรรค์....เมื่อพลังสร้างสรรค์ ที่มีจุดรวม พุ่งไปข้างหน้า เกิดขึ้นแล้ว พฤติกรรมก่อปัญหาทั้งหลาย ก็ถูกละเลิก ลดน้อย หรือหายไปเอง เหมือนเด็ก ๓๐-๔๐ คน รวมกันอยู่ในห้องเดียวไม่มีอะไรทำ ไม่ช้าก็เกิดปัญหา ...ถ้ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น วัตถุส่องแสง ปรากฏขึ้นในท้องฟ้า มีใครคนหนึ่งชี้บอก ไปที่วัตถุนั้น ทุกคนในห้อง จะหยุด ลืมเลิกพฤติกรรมเหล่านั้น กิจกรรมใหม่ก็จะเกิดขึ้น รวมทั้งความร่วมแรงร่วมใจ..."
นำพิสูจน์ทราบ


จากที่นำมาแสดงนี้ มิใช่ความหมายในเรื่อง เกี่ยวกับ นิพพาน อันเป็น ปรมัตถธรรม อันจะได้มาจาก การปฏิบัติเท่านั้น ซึ่งมิใช่ดังที่ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวอ้าง แต่อย่างใด คำถามจึงอยู่ที่ว่า การนำเอาคำว่า "อุดมธรรม" ของคริสเตียน มาเทียบกับ "นิพพาน" ของพุทธศาสนา ดังปรากฏใน หนังสือ "พุทธธรรม" นี้เพื่ออะไร ? หากมิใช่ลดความสำคัญ ของนิพพาน ให้ต่ำลงมา เท่ากับ อุดมธรรม ของคริสเตียน

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:03 am

การวิเคราะห์หนังสือของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)
ปกปิดความจริงในพระพุทธวจนะชั้นสูงสุดในพระไตรปิฎก






เรื่องของนิพพาน ยังไม่จบเพียงเท่านั้น พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ยังปิดบังพระสัทธรรม คำสั่งสอน ในพระพุทธศาสนา อันเป็นส่วนสำคัญที่สุด นั่นคือเรื่อง เกี่ยวกับ "นิพพาน" ซึ่งจัดเป็นสุดยอด ของศาสนาพุทธ อันไม่มีศาสนา หรือศาสดาใดอาจมี หรือพึงมีที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ ด้านการศาสนา หากจะอ้างว่าเนื่องจาก ในชีวิตของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ไม่เคยประพฤติปฏิบัติ ทางด้านวิปัสสนากรรมฐาน หรือสมถกรรมฐานในสำนักใดๆ มาเลย ก็ลอกพระไตรปิฎก มาใส่เสียเลย ก็คงจะไม่มีใครว่า แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น ข้อความที่เขียนออกมา เผยแพร่แก่ประชาชน ให้ได้รับรู้นั้น เพื่อปรับเปลี่ยน ปิดบัง พระไตรปิฎกบาลี อันใช้เป็นหลักของเถรวาท เสียใหม่ ให้เป็น สัทธรรมปฏิรูป โดยแท้ หากเปรียบพระพุทธศาสนา เป็นพระเจดีย์ นิพพาน ก็คือยอดพระเจดีย์ เมื่อทำลายยอดพระเจดีย์ คือความหมาย ของนิพพาน เสียแล้ว พระพุทธศาสนา จะเหลือคุณค่าตรงไหน ข้อความที่อ้าง ปรากฏใน " พุทธธรรม"หน้า ๓๘๓ ความว่า

"ถ้าไปยึดนิพพานเป็น "อัตตา" ก็จะได้ภาพที่บิดเบือน ของนิพพาน ซึ่งเคลือบด้วยตัณหาของตน ซึ่งไม่ใช่นิพพานตัวจริง คือยังไม่ถึงนิพพานนั่นเอง"..... "สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง สังขตธรรมทั้งปวง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา นิพพานและบัญญัติ เป็นอนัตตา วินิจฉัยมีอยู่ดังนี้"

ยิ่งไปกว่านั้น ยังเจตนาใส่หมายเหตุ ที่มาของข้อความนี้ว่า วินยฺ ๘/๘๒๖/๒๒๔ ตรงนี้เรียกว่า เจตนาให้ผู้อ่าน ที่ไม่รู้พระไตรปิฎก เชื่อและคิดตาม ว่ามีหลักฐานแน่นหนา แต่เปล่าเลย ความจริงพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) เจตนาซ่อนคำว่า ปริวารวัคค์ ซึ่งเป็นคัมภีร์ ที่อยู่ในชั้น ๒ เรียกว่า ชั้นสุตตานุโลม (พวกอรรถกถา) นี่คือความไม่บริสุทธิ์ใจ และเป็นที่มาของข้อพิพาท ในชาวพุทธไทย เรื่อง นิพพานเป็นอัตตา หรือ นิพพานเป็นอนัตตา มาจากข้อความตรงนี้ และนอกจากที่อ้างไว้นี้แล้ว ก็ไม่มีที่อื่นอีกเลย แต่ที่กล่าวว่าถึง อัตตา เป็นพุทธพจน์ชั้นสุตตะ (ชั้นที่๑) นั้นมีอยู่มากมาย หลายพันแห่ง ในพระไตรปิฎก แต่เหตุใด จึงไม่นำมาเขียน เช่น ทรงมีพุทธพจน์กับ ปิโลติกะปริพาชก กับ ชาณุสโสณีพราหมณ์ (บาลี มู.ม.๑๒/๓๓๘/๓๓๐)

"พระสมณโคดมย่อมให้บรรพชาแก่บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น ครั้นบวชแล้ว ในธรรมวินัย เป็นผู้หลีกออกสู่ที่สงัด ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส มีอัตตา ส่งไปในสมาธิภาวนา อยู่เป็นปกติ ไม่นานเลย ก็ทำให้แจ้งได้ ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ (นิพพาน)...ด้วยปัญญายิ่งเอง เข้าถึงสุขแห่งพรหมจรรย์นั้นแลอยู่" (บาลี มหา.ที. ๑๐/๑๑๘ /๙๓) (บาลี มหาวาร สํ. ๑๙/๒๐๕/ ๗๑๒-๓) ว่า

"อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ตามเห็นซึ่ง กายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ... มีสติ.... เป็นผู้ตามเห็นซึ่งธรรมในธรรม ฯลฯ

อานนท์ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า มี อัตตา เป็นเกาะ มี อัตตา เป็นสรณะ (ที่พึ่ง) ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง"

และนี่คือที่มาของพุทธพจน์ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน ทั้งยังทรงมีพุทธพจน์ยืนยัน ความมีสภาพของนิพพานไว้แจ้งชัด ปรากฏในพระไตรปิฎก เถรวาท (บาลี สี.ที. ๙/๒๗๗ - ๒๘๓/๓๔๓) ว่า

" คือ อายตนะ หนึ่ง ซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ ไม่มีที่สิ้นสุด แต่มีทางปฏิบัติเข้ามาถึง ได้โดยรอบ นั้นมีอยู่ "

พร้อมกันนั้น พระพุทธองค์ยังทรงมีพุทธวจนะ ยืนยันถึง วิธีการเข้าถึงนิพพาน ไว้ชัดแจ้ง ปรากฏใน (บาลี มหาสีหนาทสูตร มู.ม. ๑๒/๑๔๙/๑๗๐) ว่า

"......สารีบุตร เราย่อมรู้จักนิพพาน รู้จักทางไปนิพพาน และข้อปฏิบัติ ที่ทำให้บุคคลไปนิพพาน และรู้จักตัวบุคคล ผู้ปฏิบัติดีแล้วอย่างใด จึงทำให้แจ้ง ได้ด้วยปัญญา อันยิ่งเอง ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะความสิ้นไป แห่งอาสวะทั้งหลาย ในธรรมอันตนเห็นแล้ว เข้าถึงแล้วแลอยู่"

พระพุทธองค์ยังทรงแสดงให้พุทธบริษัทได้รับรู้ว่า สภาพของนิพพานเป็นอมตะ สามารถอยู่ได้ ในขณะมีชีวิตอยู่ ดังปรากฏใน (บาลี จูฬโคปาลสูตร มู. ม. ๑๒/๔๒๑/๓๙๑) ว่า

"ทั้งโลกนี้แลโลกอื่น ตถาคตผู้ทราบดีอยู่ ได้ประกาศไว้ชัดแจ้งแล้ว ทั้งที่มารไปถึง และที่มฤตยูไปไม่ถึง ตถาคตผู้รู้ชัดเข้าใจชัด ได้ประกาศไว้ชัดแจ้งแล้ว เพราะความรู้ในโลกทั้งปวง ประตูนครแห่งความไม่ตาย ตถาคตเปิดโล่งไว้แล้ว เพื่อสัตว์ทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงมากด้วยความปราโมทย์ ปรารถนาถึงนิพพานอันเป็นแดนเกษมเถิด.."

และได้ตรัสกับ วัสสการพราหมณ์ ที่เวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ดังปรากฏในพระไตรปิฎก บาลีเถรวาท (บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๔๕/๓๕) ว่า

"...เราแล เป็นผู้ทำให้แจ้งได้ซึ่ง เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะ อันสิ้นแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแล อยู่ในวิหารธรรมนั้น ในภพอันเป็นปัจจุบันนี้ ดังนี้ "

ข้อความที่ผมยกมาเป็นตัวอย่างจากพระไตรปิฎกเหล่านี้ล้วนเป็นพุทธวจนะจัดอยู่ในชั้นที่ ๑ สุตตะ สูงสุดไม่ต้องเคลือบแคลงสงสัยหรือตีความใดๆ ยืนยันอย่างแท้จริงถึงความมี อัตตา อันปรากฏมากกว่าพันแห่ง ในพระไตรปิฎก แต่ท่านผู้อ่านเชื่อหรือไม่ ว่า ท่านจะไม่ได้พบ ข้อความเหล่านี้ ในหนังสือ พุทธธรรม ซึ่งเขียนโดย พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ทั้งสิ้น ไม่เพียงแต่ไม่กล่าวถึง ยังคัดค้าน และโจมตี ปิดบัง จาบจ้วง บิดเบือน พระสัทธรรมคำสั่งสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยตรงอีกด้วย หากไม่เรียกว่า เป็นเจตนา เขียนพระไตรปิฎกขึ้นใหม่ ให้เป็น สัทธรรมปฏิรูป ก็ไม่ทราบว่า จะให้เรียกว่าอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชื่อต่างๆ ในฐานะเป็น อายตนะหนึ่ง มีปรากฏในพระไตรปิฎก (๑๘/๗๒๐-๑๕๑/๔๕๐-๔๕๒) ได้ระบุว่า นิพพานเป็นอายตนะ ถึง ๓๐ แห่ง เช่น

ปารํ = เป็นฝั่ง หมายความว่า เวลานี้สัตว์ทั้งหลาย ยังลอยคอ อยู่ในทะเลทุกข์ แต่เมื่อใด บรรลุถึงนิพพาน เมื่อนั้นก็พ้นทุกข์ ถึงฝั่งอันปลอดภัย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า (๑๒/๑๒๓/๔๖๐)

" ปารํ จ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ ปารคามิญฺจ มคฺคํ ตํ สุณาถ"

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงฝั่ง (ข้างโน้น) แลหนทางไปสู่ฝั่งแก่เธอทั้งหลาย ขอเธอทั้งหลายจงฟังข้อนั้น"

ทีปํ = เป็นเกาะ ธรรมดาเกาะในทะเล เมื่อเรืออัปปาง คนว่ายน้ำเข้าถึงเกาะแล้ว ย่อมปลอดภัย ดุจดังการบรรลุ ถึงนิพพานแล้ว ย่อมปราศจากทุกข์

เลณํ = เป็นถ้ำ คือที่หลบภัยอันมั่นคง

ตาณํ = เป็นเครื่องมือป้องกัน เป็นเขื่อนป้องกันภัยคือทุกข์

อนฺตํ = เป็นที่สุดแห่งทุกข์ทั้งปวง

สรณํ = เป็นที่พึ่ง เมื่อถึงนิพพานแล้ว ก็ถึงที่พึ่งอันปลอดภัยจากทุกข์ทั้งปวง

และในพระไตรปิฎกยังกล่าวถึงว่า นิพพานเป็นอัตตา (อมตํ = เป็น อมตะ ไม่ตาย) คงอยู่ตลอดกาล ปรากฏเป็นไวพจน์ อยู่มากมาย เช่น

สจฺจํ = เป็นความจริง

นิปุณํ = เป็นธรรมชาติอันละเอียด

สุทุทฺทสํ = เห็นได้ยากยิ่ง

ธุวํ = เป็นสภาพยั่งยืน

สนฺตํ = เป็นสภาพสงบ

ปณีตํ = เป็นสภาพประณีต

สิวํ = เป็นความสุขเยือกเย็น

เขมํ = เกษม ปลอดภัย

ตณฺหกฺขยํ = สิ้นความอยาก

อจฺฉริยํ = เป็นธรราชาติน่าอัศจรรย์

วิราคํ = ปราศจากราคะ

สุทธิ = เป็นความบริสุทธิ์

พระธรรมปิฎกได้กล่าวไว้ในหน้า ๒๑๒ ว่า "ถ้ามีอัตตา กรรมก็ไม่มี เพราะอัตตา ไม่เป็นไปตามเหตุปัจจัย" (นิพพาน ก็ไม่เป็นไปตามเหตุปัจจัย เช่นกัน ดังนั้นนิพพาน จึงเป็นอัตตา ในความหมาย ที่พระธรรมปิฎกอ้างนี้)

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:05 am

ถ้าไม่มีโลกุตรภูมิ ก็ไม่มีทางหนีจากโลกิยภูมิ


มีพระพุทธพจน์อีกตอนหนึ่ง ในพระไตรปิฎกคัมภีร์ อุทาน ขุททกนิกาย (๒๕/๑๖๐/๒๐๗) ว่า

"อตฺถิ ภิกฺขเว อชาตํ อภูตํ อกตํ อสงฺขตํ ฯ โน เจ ตํ ภิกฺขเว อภวิสฺส อชาตํ อภูตํ อกตํ อสงฺขตํ ฯ นิยิธ ชาตสฺส ภูตสฺส กตสฺส สงฺขตสฺส นิสฺสรณํ ปญฺญาเยถ ฯ ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว อตฺถิ อชาตํ อภูตํ อกตํ อสงฺขตํ ฯ ตสฺมา ชาตสฺส ภูตสฺส กตสฺส สงฺขตสฺส นิสฺสรณํ ปญฺญายตีติ"

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติที่ไม่มีเกิด ไม่มีกลับกลาย ไม่มีผู้สร้างไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง มีอยู่

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าธรรมชาติที่ไม่เกิด ไม่กลับกลาย ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งนั้น จักไม่มีไซร้ การสลัดออกเสียซึ่งธรรมชาติ ที่มีเกิด มีกลับกลาย มีผู้สร้าง มีปัจจัยปรุงแต่ง ย่อมมีไม่ได้

แต่ภิกษุทั้งหลาย เพราะธรรมชาติที่ ไม่เกิด ไม่กลับกลาย ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง มีอยู่ การสลัดออกเสียซึ่งธรรมชาติ มีเกิด มีกลับกลาย มีผู้สร้าง มีปัจจัยปรุงแต่ง จึงมีได้"

การชี้แนะจากข้อเขียนของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ทำให้เกิดความไขว้เขว ต่อความหมายของ คำว่า นิพพาน ให้เหมือนกับความหมายของ คริสต์ศาสนา ซึ่งได้อธิบายไว้ชัด ในหนังสือ การศึกษาเพื่อสันติภาพ มูลนิธิพุทธธรรม ๒๕๓๘ หน้า ๕ ว่า สันติภาพ ก็คือ สันติ สันติ แปลว่า ความสงบ สันติและความสงบนี้ เป็นชื่อหนึ่งของ "พระนิพพาน" และการขยายความ คำว่า "สันติภาพ" ของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ไปปรากฏในหนังสือ "การศึกษาทางเลือกสู่วิวัฒน์ หรือวิบัติ ในโลกยุคไร้พรหมแดน หน้า๔๔-๔๕ พิมพ์โดยโรงพิมพ์คุรุสภา ๒๕๔๑ ว่า

" การจัดตั้งระบบสังคมที่ดี เป็นการกีดกั้น ไม่ให้มีเหตุปัจจัย ฝ่ายที่จะมากระตุ้น หรือยั่วยุให้เกิดการสูญเสีย หรือทำลายสันติภาพ และพร้อมกันนั้น ก็สร้างปัจจัย เอื้อต่อการเกิดขึ้นของ "สันติภาพ"

ดังนั้นเมื่อระบบและโครงสร้างสังคม ไม่เอื้อต่อจิตใจที่ดี ที่จะโน้มไปในทาง สันติ การสร้าง สันติภาพ ก็เป็นไปได้ยาก...."

หากท่านอ่านอีกครั้งจะเข้าใจว่า เป็นเรื่องของการเมือง เรื่องของสังคมศาสตร์ เสียมากกว่า เรื่องของการปฏิบัติ ทางสมาธิจิต ให้หลุดพ้นจาก วัฏฏสงสาร คือ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย อันมีพระนิพพาน เป็นที่สุด อ่านยังไง ก็ไม่ได้ความอย่างนั้น เป็นเรื่องของทางโลกทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับ "นิพพาน" และเมื่อพิจารณา ส่วนของประโยคที่ว่า "โครงสร้างสังคม ไม่เอื้อต่อจิตใจที่ดี ที่จะโน้มเอียง ไปในทางสันติ นั้น พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ความหมายคำว่า สันติ ว่าคือ นิพพาน นั้น ต้องการจะชี้นำให้ผู้อ่าน หรือผู้ที่ศึกษาในพุทธศาสนาเข้าใจว่า นิพพาน ไม่ได้มาจากการปฏิบัติ อย่างนั้นหรือ? "นิพพาน" ในความหมายของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เน้นย้ำเรื่องสังคม ประเทศ สรุปคือ เรื่องทางโลก (โลกิยะ ภายนอก) ซึ่งตรงข้ามกันกับ หลักพระพุทธศาสนา ซึ่งเน้นภายใน เป็นการตัดกิเลสตัณหา (โลกุตร) ฉะนั้น หากจะหมายความ เชื่อไปตาม พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ก็ต้องถามกันหน่อยละว่า การลงนามสันติภาพ สงบศึก เพื่อให้สังคมสงบสุข เลิกเป็นเมืองขึ้น นั้นหมายถึงการลงนาม ที่เรียกว่า พระนิพพาน ด้วยหรือเปล่า นี่เป็นความพยายาม จะยกย่องรางวัล สันติภาพ ของ UNESCO ที่ตนเองได้รับนั้น เหมือนกับผู้ที่ได้บรรลุนิพพาน พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ทราบหรือไม่ว่า รางวัลสันติภาพ ที่ UNESCO มอบให้นั้น เป็นความหมายเฉพาะ ของชาวคริสเตียน ซึ่งระบุอยู่ในคัมภีร์ไบเบิล อสย.7/14-16 อมส.9/11;มค5/1-5 ยสม.23/1-5 และเขาตั้งตาม พระสันตปาปา จอนด์ปอนด์ที่ ๒ ประมุขแห่งคริสเตียน ซึ่งประธาน ยูเนสโก ก็ประกาศชัดในวันแจกรางวัล ให้กับ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) เองด้วยซ้ำ

นำพิสูจน์ทราบ

นิพพาน เป็น เป้าหมายสูงสุด ของพุทธบริษัทในพุทธศาสนา ซึ่งศาสนาอื่นไม่มี และเมื่อแปรเปลี่ยนความหมาย อันได้บัญญัติได้ ในพระไตรปิฎกแล้ว พระพุทธศาสนาก็ผิดรูปแบบไปจากเดิม ลักษณะของการเขียน ทางวิชาการนั้น จะต้องให้ประโยชน์ ทางความคิดแก่ผู้อ่าน ในเชิงวิเคราะห์ ต้องแสดงข้อมูล ให้กระจ่าง และต้องใช้ข้อมูล ที่แน่นอน ไม่ใช่ไปนำข้อมูล ที่อยู่ในระดับ ที่ต่ำกว่า (ชั้นสุตตานุโลม = ชั้น๔) มาอ้างอิง ในขณะที่ข้อมูล ที่แน่นอนมั่นคง (ชั้นสุตตะ = สูงสุด) มียืนยันอยู่ชัดแจ้ง กลับไม่ยอมกล่าวถึง แม้แต่น้อย จึงเป็นคำถามว่า การปิดบังความจริงเช่นนี้ ศาสนาใดได้ประโยชน์

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:08 am


การวิเคราะห์หนังสือของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)
ทำลายความหมายของคำว่า สมาธิ




ข้อความที่ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กล่าวถึง การปฏิบัติสมาธิ อันเป็นหลักสำคัญ ของพระพุทธศาสนานั้น เป็นลักษณะของการ ไม่ให้ความสำคัญ แต่อย่างใด ทำให้ดูประหนึ่ง เรื่องของสมาธิ เป็นการกระทำ เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ในหลักพระพุทธศาสนานั้น ถือว่า ต้องปฏิบัติอย่างจริงจัง ประกอบด้วยวิริยะอุตสาหะ ซึ่งเราจะพบเห็นได้ ในพระสูตรต่างๆ ที่กล่าวถึง การปฏิบัติทางสมาธิจิต ของพระอริยสาวก ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ในสายตาของ พระธรรมปิฎก กลับไม่ให้ความสำคัญ คล้ายกับเป็นถ้อยคำ ของชาวคริสเตียนอีกด้วย ซึ่งปรากฏถ้อยความ ในหน้า ๘๓๗ ดังนี้

"สมาธิ เป็นเพียงวิธีการ เพื่อเข้าถึงจุดหมาย ไม่ใช่ตัวจุดหมาย ผู้เริ่มปฏิบัติ อาจต้องปลีกตัวออกไป มีความเกี่ยวข้องกับชีวิต สังคม น้อยเป็นพิเศษ เพื่อการปฏิบัติช่วงพิเศษ ระยะเวลาหนึ่ง แล้วจึงออกมา มีบทบาทในสังคม ตามความเหมาะสมต่อไป อีกประการหนึ่ง การเจริญสมาธิ โดยทั่วไป ก็มิใช่จะต้องมา นั่งเจริญอยู่ทั้งวันทั้งคืน และวิธีปฏิบัติก็มีมากมาย เลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม"

ซึ่งข้อความของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ดังกล่าวนี้ เป็นแนวทาง ปฏิบัติของคริสเตียน ปรากฏใน พระไตรปิฎก ฉบับ ชาวคริสต์ โดย บาทหลวงกีรติ บุญเจือ หน้า ๗๐-๗๓ ซึ่งว่าด้วยเรื่อง การเข้าเงียบ ดังนี้

"การเข้าเงียบ ได้แก่การใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๑ วัน เพื่อปลีกตัว ออกไปจากงานประจำ เพื่ออยู่อย่างสงบ กับพระเจ้า ในสถานที่สำหรับการนี้ โดยเฉพาะ สวดมนต์มากขึ้น อ่านหนังสือเร้าใจมากขึ้น.... คริสตชนแต่ละคน มีสิทธิเสรีภาพ ที่จะพอใจกับวิธี ที่มีผู้พบไว้แล้ว.."

จากข้อความที่ได้ขีดเส้นใต้ไว้นั้น จะเห็นได้เป็นอย่างดีว่า เหมือนกันในความหมายทุกประการ ด้วยเหตุว่า นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "วิถีแห่งชาวคริสต์" ที่ต้องยึดถือปฏิบัติ และสั่งสอนอยู่แล้ว จึงเป็นที่น่าแปลก เป็นอย่างยิ่ง ที่พระภิกษุ ในพระพุทธศาสนา ระดับพระราชาคณะ กลับเขียนหนังสือ เพื่อสั่งสอนในแนว แห่งคริสเตียน

ก็เพราะว่า ตนเองมิได้มีความศรัทธา ในพระพุทธศาสนา แม้กระทั่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังถูกนำมาเหยียบย่ำ ดึงลงมาต่ำ เทียบเท่ากับ บุคคลธรรมดา ดังได้กล่าวมาแล้วแต่ต้น ซึ่งนับว่า เป็นการเหยียบย่ำ หยามหยัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งหากเป็นปกติธรรมดา แม้สื่อมวลชน ที่กล่าวถึงบุคคลระดับสูง เขาก็ไม่กระทำ หากมิใช่เป็นเจตนา ในการหมิ่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหตุใด พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ซึ่งเป็นพระภิกษุสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา จึงกล้าทำเช่นนั้น

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:09 am

การวิเคราะห์หนังสือของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)
ให้ความหมายคำว่า ปัญญา ผิดจากความเป็นจริง



หลักใหญ่และหัวใจของพระพุทธศาสนา อยู่ที่เรื่องของ ปัญญา เพราะจะเป็นเครื่องมือ ในการหลุดพ้น จากวัฏฏสงสาร และปัญญาในความหมาย แห่งพระพุทธศาสนา คือ ปัญญา ที่ได้มาจาก การปฏิบัติสมาธิเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากความรู้ หรือการเรียนรู้ทางโลกใดๆ หรือจากตำรับตำรา ที่ได้เล่าเรียนกัน ในมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น ซึ่งในสมัยพุทธกาล พระทัพพมัลลบุตร ได้สำเร็จพระอรหันต์ ในขณะปลงผม บวชเป็นสามเณรวันแรก เมื่ออายุได้ ๗ ขวบ นี่คือสิ่งพิสูจน์ และยืนยันว่า ปัญญา ในพระพุทธศาสนา ต่างจาก ปัญญาทางโลก อันหมายถึง การเรียนรู้ และนำเหตุผล หรือข้อมูลเก่าๆ หรือที่คิดไตร่ตรอง จากพื้นฐานประสบการณ์เดิม มาเป็นตัวตัดสิน อาศัยความฉลาด เป็นเครื่องวัด ซึ่งมิใช่แนวทาง และความหมาย ของคำว่า ปัญญา ที่แท้จริง ในพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด

ฉะนั้น การทำลายหลักสำคัญของพระพุทธศาสนาให้ได้ คือต้องมุ่งเน้น เปลี่ยนความหมาย ของคำว่า ปัญญา ในพระพุทธศาสนาให้ได้ ซึ่งแน่นอน พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) มิได้เว้น ดังปรากฏเป็นหลักฐาน ให้เห็นได้ในหนังสือ "พุทธธรรม" หน้า ๔๒๓ ความว่า

" ปัญญา...ไม่ว่าใครจะมีโลกิยะปัญญา ยักเยื้องแก่กล้า แตกต่างออกไปอย่างใด ซึ่งทำให้เป็นผู้เก่งกล้าสามารถ ในการดำเนินกิจการต่างๆ ในโลก เช่น โดดเด่นในทางการเมือง รุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ เป็นนักประดิษฐ์ เชี่ยวชาญ ประยุกต์วิทยา หรือเป็นนักค้นคว้า และค้นพบทางวิทยาศาสตร์ แต่ความรู้ที่ขาดมิได้ หรือมีความจำเป็น ที่สำหรับทุกคน ในการที่จะแก้ปัญหาชีวิตของตน หรือจะดำเนินชีวิต อยู่ด้วยดี ก็คือ ปัญญาที่เป็นคุณสมบัติ ของอริยสาวก"

ข้อความนี้ กล่าวถึงปัญญาของพระอริยสาวกว่า เป็นเพียงปัญญา ที่ใช้ในการดำเนินชีวิต หรือแก้ปัญหาชีวิต ซึ่งเป็นความหมาย ที่ตรงกันข้ามกับ หลักแห่งพระพุทธศาสนา ที่กล่าวถึง ปัญญาของพระอริยสาวกว่า คือการรู้แจ้ง ในวัฏฏสงสาร ซึ่งปัญญาของพระอริยะ จะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ด้วยสมาธิ และจะต้องได้ญาณก่อน จึงจะถึงขั้นได้ ปัญญา ดังมีพุทธพจน์ ปรากฏในพระไตรปิฎก บาลีเถรวาท (บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๓๐/๑๑๒๐) ว่า

"ภิกษุทั้งหลาย จักขุ ญาณ ปัญญา (รู้แจ้ง) วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรม ที่ไม่เคยฟังมาแต่ก่อนว่า นี้คืออิทธิบาท ฯลฯ"

ในพระพุทธศาสนานั้น ปัญญา ในระดับพระอริยบุคคล มีความหมายว่า ความรู้แจ้งแห่งการพ้นทุกข์ ซึ่งมิได้เป็นเรื่องทางโลกิยะ แต่อย่างใด

จึงเป็นเครื่องบ่งชี้ชัดได้เป็นอย่างดีว่า พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) มีเจตนาบิดเบือนพระสัทธรรม คำสั่งสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในส่วนความหมาย ที่เป็นหัวใจ เพราะปัญญานั้น เป็นหนึ่งในหลักของ ไตรสิกขา อันว่าด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:10 am

การวิเคราะห์หนังสือของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)
อิทธิปาฏิหาริย์ช่วยอะไรไม่ได้



พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า หัวใจของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา คือ "ปาฏิหาริย์" ซึ่งมีอยู่ ๓ ประการ แต่พระธรรมปิฎกก็ยังจงใจ ลบความสำคัญของปาฏิหาริย์ ในพระพุทธศาสนา ดังข้อความว่า

"กรณีที่ขอร้องให้ช่วยเหลือ ด้วยอิทธิปาฏิหารย์ ไม่พบในพระไตรปิฎกเลย แม้แต่แห่งเดียว" (หนังสือพุทธธรรม หน้า ๔๖๕) ซึ่งนับว่า เป็นการบิดเบือนพระพุทธประวัติ โดยตรง เนื่องจากในพระไตรปิฎกได้กล่าวไว้ชัด

คราวเมื่อ กรุงไพศาลี เกิดแห้งแล้ง เกิดทุพภิกขภัย มีโรคระบาด ทำให้ประชากรล้มตายมากมาย จนซากศพเน่าเหม็น อบอวลไปทั่วทิศ ท้องฟ้าคลาคร่ำ ไปด้วยฝูงแร้ง ที่ลงมาจิกกินซากศพ เป็นภักษาหาร เป็นทุรยุคทุกเข็ญ ประชาชนพากันไปเฝ้าพระราชา แห่งกรุงไพศาลี เมื่อพระราชา สดับคำร้องทุกข์ จากชาวเมือง แล้ว ก็ให้สลดพระทัยยิ่งนัก ทรงสำรวจดูความบกพร่อง ของพระองค์ว่า จะมีที่ใดบ้าง ก็ไม่ทรงพบ จึงทรงอนุญาตให้ชาวเมือง ตรวจดูอีกว่า พระองค์ทรงประพฤติ ผิดทศพิธราชธรรมหรือไม่ หากพบ ก็ให้กล่าวโทษขึ้น ก็ไม่มีประชาชนคนใด หาข้อผิดของพระราชา แห่งกรุงไพศาลีได้ เป็นอันว่า สาเหตุที่บ้านเมืองเกิดยุคเข็ญ เพราะพระราชา ทรงประพฤติไม่เป็นธรรมนั้นไม่มี แต่ชาวเมือง ก็ยังคิดจะหาวิธี ระงับมหาภัยอันนี้ให้ได้ จึงระลึกถึง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งขณะนั้น ทรงประทับอยู่ ณ เมืองราชคฤห์ จึงพากันไปอาราธนา มาเมืองไพศาลี เพื่อระงับมหาภัย

สมเด็จพระผู้มีพระภาค ผู้ทรงพระกรุณา อันหาขอบเขตมิได้ มีน้ำพระทัย เปี่ยมไปด้วยความการุณย์ ในหมู่สัตว์ แม้จะมิใช่เป็นทางนำออก จากสังสารวัฏฏ์ เพียงทำให้เขาปลอดจากโรค มีชีวิตอยู่รอดก็ตาม พระองค์ก็ยังทรง พระประสงค์จะช่วยเหลือ ฉะนั้นจึงรับอาราธนา ชาวเมืองไพศาลี แล้วพระองค์ พร้อมด้วยพระสงฆ์ ๕๐๐ ร้อยรูป ก็ออกจากกรุงราชคฤห์ ระหว่างกรุงราชคฤห์ กับเมืองไพศาลีนั้น มีแม่น้ำ ขวางกั้นอาณาเขต สมเด็จพระผู้มีพระภาค กับเหล่าสาวก จึงเสด็จโดยทางเรือข้ามไป สิ้นระยะทางเป็นเวลา ๘ วัน จึงถึงเมืองไพศาลี ในวันที่พระพุทธองค์ ทรงย่างพระบาท เหยียบแผ่นดิน เขตเมืองนั้น ฝนก็ตั้งเค้าหนาทึบ แล้วกระหน่ำ ลงมาอย่างหนัก น้ำท่วมขึ้นมาถึงเข่า ไหลนองไปทั้งแผ่นดิน พัดพาเอาซากศพ ที่เน่าเฟะ ลอยล่องลงแม่น้ำ ไปจนหมดสิ้น ผืนแผ่นดินเมืองไพศาลี จึงสะอาดแล้ว

พระพุทธองค์จึงตรัสเรียกพระอานนท์ พุทธอุปัฏฐากเข้าเฝ้า แล้วตรัสว่า "ดูก่อนอานนท์ เธอจงเรียนเอา รัตนสูตรเถิด เรียนแล้วจงไปสวด ภายในกำแพง ความสวัสดี จักมีแก่ชาวไพศาลีทั้งหลาย (รัตนสูตร คือ บทสวดมนต์ ที่ขึ้นต้นด้วย ยานีธ ภูตานิ สมาคตานิ มีเนื้อความสรรเสริญรัตนคุณ ๓ ประการ คือ พุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ อันทำให้ผู้สวด และผู้ฟัง ประสบความสวัสดี)

พระอานนท์ ได้เรียนเอารัตนสูตรจาก สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงถือเอาบาตรน้ำมนต์ ของพระพุทธองค์ ไปยืนที่ประตูนครไพศาลี แล้วสวดรัตนสูตร พร้อมกับประพรมน้ำพระพุทธมนต์ สาดไปทั่วพระนคร เมื่อน้ำมนต์ไปตกถูกภูตผีปีศาจ ในขณะกล่าวคำว่า ยังกิญจิ ภูตผีปีศาจ ก็หนีไปสิ้น เมื่อกล่าวคำว่า ยานีธ ภูตานิ หยาดน้ำมนต์ ตกไปถูกมนุษย์คนใด ที่กำลังเจ็บป่วย ก็หายในฉับพลัน มีความสุขสบาย ทั่วทุกตัวคน..."

จากที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ชัดแจ้งว่า พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) มิใช่ไม่รู้ในข้อความนี้ เพราะรัตนสูตรนี้ คือต้นกำเนิด ที่มาของ การที่พระภิกษุในพระพุทธศาสนา ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ แม้พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ก็เคยประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ให้แก่ญาติโยมเช่นกัน การกล่าวอย่างนี้ จึงนับว่า เป็นเจตนา บิดเบือนข้อความสำคัญ ในพระพุทธศาสนา อย่างไม่มีสิทธิปฏิเสธ เป็นการปฏิเสธ พระไตรปิฎกเถรวาทโดยแท้

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:13 am

การวิเคราะห์หนังสือของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)
หลบหลีกและปกปิดความจริงในพระไตรปิฎก



ความบิดเบือนในพระไตรปิฎก ที่ต้องพยายาม ทำให้พระพุทธศาสนา ขาดความเป็นสัจจธรรม ซึ่งจะทำให้เกิด ความไขว้เขว แก่ผู้ไฝ่ศึกษา และปฏิบัติธรรมแนวพุทธ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตนั้น ปรากฏชัดในหนังสือ "พุทธธรรม" หน้า ๘๒๗ อ้างพระสูตร องฺ.อฏฺŸก ๒๓/๑๖๐/๓๐๙ ว่า

" ๒. เมื่อใดแล จิตของเธอ เป็นจิตตั้งมั่น ดำรงแน่ว เป็นอย่างดีแล้ว ในภายใน"

และธรรมชั่วร้าย เป็นอกุศล ไม่เกาะกุมจิต ตั้งอยู่ได้....."

และในคำอธิบายถึงข้อ ๒ ที่ว่านี้ก็มีไม่ครบ ว่าคำว่า "ในภายใน" น่ะคืออะไร ไม่กล่าวถึงแม้แต่น้อย และ นี่คือการพยายามบิดเบือน เพื่อหนีคำว่า "อัตตา" หรือหนีคำว่า "กายในกาย" ซึ่งพระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตฺโต) คัดค้านมาตลอด จึงพยายามเลี่ยง การอ้างอิงพระสัทธรรม และทำให้เกิดความสับสน ทั้งๆ ที่มีบัญญัติไว้ชัด ปรากฏในพระไตรปิฎก (บาลี มหา.ที. ๑๐/๑๑๘/๙๓) (บาลี มหาวาร สํ. ๑๙/๒๐๕/ ๗๑๒-๓) ว่า

"อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ตามเห็นซึ่ง กายในกาย ฯลฯ"

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรมศาสดา ท่านได้ทรงมีพุทธพจน์ ยืนยันการเข้าถึงนิพพานว่า ทำได้ทางเดียวเท่านั้น คือการตามเห็น กายในกาย ดังมีปรากฏใน พระไตรปิฎกเถรวาท บาลี มหาวาร. สํ. (๑๙/๒๔๖-๒๔๘/๘๒๐-๘๒๔) ว่า

"...เพื่อบรรลุเญยยธรรม เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง...คือภิกษุ เป็นผู้มีธรรมดา ตามเห็นกายในกาย ...นี้แหละ เป็นเส้นทางสายเอก ดังนี้" แม้แต่ในมหาสติปัฏฐานสูตร ๑๐/๒๗๕ สติปัฏฐานสูตร ๑๒/๘๔ และ พรหมสูตร ๑๙/๒๐๙ ก็มีว่า

" อิธ ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา และโทมนัส ในโลกเสียได้"

เป็นลักษณะของการอ้างให้ผู้ที่ได้อ่าน หรือศึกษา สับสนในพระสัทธรรมคำสั่งสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเจตนา ทั้งๆ ที่พระสูตร ที่ผมยกมาอ้างนี้ อยู่ในชั้นสุตตะสูงสุด ชั้นที่ ๑ คือ เป็นพุทธพจน์ ไม่ต้องตีความ แต่พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กลับนำเอาพระสูตร อันเป็นฏีกา ซึ่งจัดอยู่ใน ชั้นที่ ๔ เรียกว่า อาจริยวาท มาอ้างอิง หากพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นพระธรรมดาไม่มีความรู้ทางบาลี ก็ว่าไปอย่าง นี่ท่านเชี่ยวชาญบาลี ได้เปรียญธรรม ๙ ประโยคสูงสุด และเกียรตินิยม จากมหาจุฬาฯ อันเป็นสถาบันการศึกษาของสงฆ์ จึงน่าจะเป็นสิ่งปกติธรรมดา ที่จะต้องนำเสนอ พระธรรมคำสั่งสอน ในส่วนสำคัญของการปฏิบัติ ของพระพุทธศาสนา ให้พุทธศาสนิกชน สามารถนำไปศึกษา ปฏิบัติได้

จากตัวอย่างเพียงเล็กน้อยในหนังสือ "พุทธธรรม" ซึ่งได้พิมพ์เผยแพร่ สู่สาธารณชน โดยเฉพาะได้ถูกกำหนดให้สถานศึกษา ใช้เป็นคู่มือครูอาจารย์ ใช้ประกอบการสอน โดยคำสั่งของ สภาสถาบันราชภัฏนั้น จัดว่าเป็นการกรอกยาพิษ ให้กับเยาวชนโดยแท้ เพราะหลักธรรม คำสั่งสอน อันเป็นพุทธวจนะ ซึ่งปรากฏในพระไตรปิฎกนั้น ได้ถูกปลอมปน จนเป็นสัทธรรมปฏิรูป เสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในส่วนสำคัญที่สุด คือเรื่อง สมาธิ อันเป็นหนทางปฏิบัติ ให้เข้าสู่โลกุตรธรรม และส่วนที่เกี่ยวกับ นิพพาน และวิมุตติ ซึ่งเป็นเรื่องของการหลุดพ้นจากโลกิยะ (ทางโลก) และ วัฏฏสงสาร (การเวียนว่ายตายเกิด) ถูกปรับเปลี่ยนปลอมปน จนแทบไม่เหลือหลักธรรม ที่แท้จริง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:14 am

การวิเคราะห์หนังสือของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)
อะไรคือ อริยสัจจ์ ๔ หัวใจพุทธศาสนา?



ในทางพุทธศาสนานั้น การเข้าถึงอริยสัจจ์ ๔ ได้นั้น จะเป็นไปด้วยการ ปฏิบัติทางสมาธิจิต ทั้งนี้เนื่องด้วย องค์ธรรมที่ต้องนำมาพิจารณา มีมากมายเหลือคณานับ หากพิจารณา กันด้วยความคิด ความรู้ หรือการเล่าเรียน โดยวิธีปกติธรรมดานั้น ชั่วชีวิตของมนุษย์ ผู้ปฏิบัติคนนั้น จะไม่มีวันบรรลุโลกุตรธรรม ใดๆ เลย ดังที่ตรัสกับ เวชณสปริพาชก กัจจานโคตร ณ เชตวันวิหาร ถึงการบรรลุโลกุตรธรรม ปรากฏในพระไตรปิฎก บาลีเถรวาท เวชณสสูตร ม.ม.๑๓/๓๗๒/๔๐๑ ว่า

"กัจจานะ ...กล่าวคือ บุรุษผู้เป็นวิญญูชนไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา มีสัญชาติแห่งคนตรง จงมาเถิด เราจะพร่ำสอน เราจะแสดงธรรม เมื่อปฏิบัติ ตามที่เราสอนแล้ว จักรู้เอง จักเห็นเอง โดยแท้ ต่อกาลไม่นานทีเดียว ดังที่ได้ยินกันอยู่แล้วว่า มีการพ้นพิเศษโดยชอบ จากเครื่อง ผูกมัดโดยอวิชชา"

จะเห็นได้ว่า การบรรลุโลกิยธรรม และ เห็นแจ้ง ในอริยสัจจ์ ๔ นั้น จะเป็นไปโดยการปฏิบัติ มิใช่การศึกษา จากตำรา หรือจากประสบการณ์ ในชีวิตประจำวัน ตามที่พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตโต)กล่าวอ้างไว้ในหนังสือ "พุทธธรรม" ซึ่งทั้งนี้ พระพุทธองค์ทรงมีพุทธวจนะไว้ชัด ต่อพุทธสาวกทั้งหลาย ณ เชตวันวิหารว่า ทรงบรรลุอริยสัจจ์ ๔ โดยสมาธิจิต ปรากฏในพระไตรปิฎกบาลี มหาวาร.สํ.๑๙/ ๕๒๘ / ๑๖๖๔ ความว่า

"ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นในสิ่งที่ เราไม่เคยได้ยิน ได้ฟัง มาแต่ก่อน เกิดขึ้นแก่เราว่า นี้คือความจริงอันประเสริฐ คือ ความทุกข์ ก็ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์นี้ ......เราตถาคต กำหนดรู้รอบแล้ว (ทุกข์)

ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นในสิ่งที่เรา ไม่เคยได้ยินได้ฟัง มาแต่ก่อน เกิดขึ้นแก่เราว่า นี้คือความจริง อันประเสริฐ คือ แดนเกิดของทุกข์นี้ เป็นสิ่งควรละเสีย เกิดขึ้นแก่เราว่า คือแดนเกิดของความทุกข์นี้....... เราตถาคตละได้แล้ว (เหตุที่เกิดทุกข์ = สมุหทัย)

ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้น เกิดขึ้นในสิ่งที่เรา ไม่เคยได้ยินได้ฟัง มาแต่ก่อน เกิดขึ้นแก่เราว่า นี้คือความจริง อันประเสริฐ คือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ (นิโรธ).......เราตถาคต ได้ทำให้แจ้งแล้ว

ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นในสิ่งที่ ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน เกิดขึ้นแก่เราว่า นี้คือความจริงอันประเสริฐ คือ ข้อปฏิบัติ ที่ทำให้สัตว์ ลุถึงความดับไม่เหลือ ของความทุกข์นี้..... เราตถาคต ทำให้เกิดมีแล้ว"

แต่แนวทางของพระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตฺโต) ในหนังสือพุทธธรรม หน้า ๘๙๗ - ๙๑๑ นั้นเป็นการชี้แนะที่สับสน ไม่ตรงกับจุดมุ่งหมาย ของพุทธศาสนา ซึ่งเน้น "การปฏิบัติ ซึ่งเรียกว่า เอหิปสฺสิโก ผู้ปฏิบัติย่อมเห็นเองรู้เอง" แต่พระธรรมปิฎก กลับกล่าวในหน้า ๙๐๐ ว่า เป็นเนื้อหา ที่ทางฝ่ายวิชาการ ที่จะต้องศึกษา ในเมื่อต้องการเข้าใจอริยสัจจ์ให้ชัดเจน ถึงที่สุด" ซึ่งนับว่า เป็นคนละเรื่อง คนละความหมาย ในพุทธศาสนา ดังได้นำพุทธวจนะ มาเปรียบเทียบให้ดูไว้แล้วนั้น

สิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ในความปรารถนา และการชี้นำ ที่ต้องการให้ใช้ "หนังสือพุทธธรรม" เป็นหลักในการเผยแพร่อุดมการณ์ ของพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ปรากฏตามหนังสือ วัฒนพจน์ของ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทางวัฒนธรรม หน้า ๑๑๘ จัดทำโดย สำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ พิมพ์เผยแพร่ ๒,๐๐๐ เล่มโดย สำนักพิมพ์คุรุสภา (งบประมาณรัฐ = ประชาชน) ว่า

"การศึกษา "พุทธธรรม" เพื่อให้การวินิจฉัยความหมาย และคุณค่าของหลักธรรม ในพุทธศาสนา เป็นไปด้วยความแน่ใจ ให้เกิดความชัดเจน และความถูกต้องสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะว่า การตีความ หรือวินิจฉัย ความหมายต่าง ๆ นั้น หากทำไปไม่ถูกต้อง อาจจะเป็นอันตรายได้มาก ดังจะเห็นได้ในปัจจุบันนี้..."

จะเห็นได้จากการชี้นำว่า หนังสือ"พุทธธรรม" เท่านั้น ที่สามารถอธิบายพุทธศาสนา ได้ถูกต้อง การจัดพิมพ์หนังสือต่างๆ เหล่านั้น ก็ใช้เงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศ เผยแพร่สิ่ง ซึ่งเปรียบเสมือนยาพิษ ให้กับเยาวชน และประชาชน

จากที่กล่าวมาแล้วแต่ต้นนั้น จะเห็นได้ว่า ขบวนการดังกล่าว มุ่งเน้นในเรื่อง เยาวชน และระบบการศึกษาของชาติ อันเป็นเป้าหมายหลัก ในการถ่ายทอด ปลูกฝังอุดมการณ์ ที่จะติดอยู่ภายใต้จิตสำนึก ของเยาวชนในชาติ ไปชั่วชีวิต และต้องยอมรับกันว่า ชีวิตวัยเรียน ของเยาวชนนั้น เวลาช่วงศึกษา จะอยู่กับครูอาจารย์ผู้สอน ที่ป้อนความรู้ และข้อมูลใส่สมอง มากกว่าบิดามารดา ฉะนั้นสถานศึกษา จึงเป็นแหล่งที่ปลูกฝัง และชี้ชะตา ของชาติในอนาคต ว่าจะมีทิศทางไปทางใด และหากต้องการจะกลืนชาติ ให้สำเร็จ ก็ต้องกลืนแหล่งปลูกฝังการศึกษา ของเยาวชนนั่นเอง ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่กระทรวงศึกษาธิการ คือ เป้าหมายที่ถูกยึดครอง อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งบุคคลต่างๆ ที่ได้เข้ามีส่วนร่วม กับขบวนการนี้นั้น อาจจะไม่มีส่วนรู้เห็น หรือเห็นด้วยก็ได้ เพราะผู้วางแผน เป็นมืออาชีพระดับโลก มีวิธีการอันชาญฉลาด ที่จะหลอกใช้ ให้กระทำในสิ่งต่างๆ โดยบุคคลเหล่านั้นไม่มีโอกาสรู้ตัวสักนิด และมีตัวอย่างเช่นนี้มาแล้ว ในประเทศ ที่ถูกยึดครองพื้นที่ทางสมอง เป็นเมืองขึ้น ทางเศรษฐกิจ ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:16 am

เมื่อพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต)
"ปลอมปนพุทธวจนะ"
" กัสสปะ หนทางมีอยู่ ปฏิปทามีอยู่
ซึ่งผู้พ้นตามนั้นแล้ว
จักรู้ได้เองทีเดียวว่า
พระสมณโคดม เป็นผู้มีปกติกล่าวถูกต้องตามกาล
กล่าวถูกต้องตามที่เป็นจริง
กล่าวโดยอรรถ กล่าวโดยธรรม กล่าวโดยวินัย ดังนี้ "
(บาลี มหาสีหนาทสูตร สี.ที.๙/๒๐๙-๒๑๐)
๑. ทำลายระบบ " ไตรสิกขา " หัวใจพระพุทธศาสนา


จุดเด่นของพระพุทธศาสนาที่เหนือกว่าศาสนาใดๆ คือการปฏิบัติ ทางสมาธิจิต ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ และกิเลสอาสวะ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง ซึ่งด้วยหลักการปฏิบัติสมาธิจิตนี้เอง ที่ทำให้ศาสนาพุทธ ยั่งยืนถาวร มาได้ยาวนาน กว่า ๒,๐๐๐ ปีแล้ว ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า "สมาธิ" เป็นแนวทางปฏิบัติ ของพระพุทธศาสนา อันนำทางผู้ปฏิบัตินั้น ให้เข้าถึงซึ่ง "นิพพาน" หลุดพ้นจากกิเลส ตัณหา อาสวะทั้งปวง อันเป็นเป้าหมายสูงสุด แห่งพระพุทธศาสนา ปรากฏเป็นพุทธพจน์ อันจัดเป็นชั้นสุตตะ (สูงสุด เพราะเป็นพุทธพจน์โดยตรง) ยืนยันความสำคัญแห่ง สมาธิ อยู่มากมาย ในพระไตรปิฎกบาลี เช่น ใน (มหาสัจจกสูตร มู. ม. ๑๒/๔๖๐/๔๓๐) ว่า

"...เรานั้นหรือ... ย่อมตั้งไว้ซึ่งจิต ในสมาธินิมิต อันเป็นภายใน โดยแท้ ให้จิตดำรงอยู่ ให้จิตตั้งมั่นอยู่ กระทำให้มีความ เป็นจิตเอก ดังที่คนทั้งหลาย เคยได้ยินว่า เรากระทำอยู่เป็นประจำ ดังนี้" และ (บาลี มหาสัจจกสูตร มู. ม. ๑๒/๔๖๐/๔๓๐) ว่า

"ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย เราเจริญแล้ว ซึ่งสมาธิ อันมีวิตกวิจาร ซึ่งสมาธิ อันไม่มีวิตก แต่มีวิจารพอประมาณ ซึ่งสมาธิ อันมีปิติ ซึ่งสมา ธิอันเป็นไปกับ ด้วยความสุข และสมาธิ อันเป็นไปกับ ด้วยอุเบกขา

ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย กาลใด สมาธิ อันมีวิตกวิจาร เป็นธรรมชาติ อันเราเจริญแล้ว กาลนั้น ญาณเป็นเครื่องรู้ เครื่องเห็น เกิดขึ้นแก่เราว่า วิมุตติของเรา ไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพเป็นที่เกิด ไม่มีอีก (นิพพาน) ดังนี้"

แต่ปัจจุบัน พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) พระภิกษุในพระพุทธศาสนา ได้เปลี่ยนแปลงคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียใหม่ ในส่วนหัวใจ คือ "สมาธิ" อันหมายถึงการปฏิบัติทางจิต ให้พ้นทุกข์ทั้งปวง ว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง และเป็นสิ่ง ถ่วงความเจริญ ผู้ใดปฏิบัติ ผู้นั้นเป็นอันตราย ต่อสังคม การศึกษาไม่เดินหน้า ทั้งชีวิตและสังคม ไม่พัฒนาเพราะมัวหาความสุข จากสิ่งกล่อม หน้า ๓๔-๓๕

"สิ่งที่ทำให้คนอ่อนแออีกอย่างหนึ่งคือ สิ่งกล่อม ..สิ่งกล่อม ทำให้คนเพลิดเพลิน สบาย หลบปัญหา หายทุกข์ต่อมิอะไรชั่วคราว เพราะฉะนั้น ในชีวิตของมนุษย์ จึงอาจกล่อมกันมาก ในทางกาย เช่น นอนไม่หลับ ไม่สบาย มีความทุกข์ เราก็อาจจะต้องอาศัย ยากล่อมประสาท ...เราไม่ควรจะติด ไม่ควรจะเป็นทาสของมัน แต่จะใช้เฉพาะ เมื่อจำเป็น เพื่อแก้ปัญหาชั่วคราว.... " (ชี้นำให้เห็นอันตรายเพื่อเข้าสู่เป้าหมาย)

".......... จะยกตัวอย่างสิ่งกล่อม ระดับร้าย เช่น สุรา สิ่งเสพติด การพนัน พวกนี้เป็นสิ่งกล่อมทั้งนั้น บางคนทุกข์ เดือดร้อน แก้ปัญหาไม่ได้ ก็เอาสุรามากล่อมใจ ก็หมดปัญหาไปได้ชั่วคราว สบาย สิ่งเสพติดทั้งหลาย ก็เหมือนกัน เด็กสมัยนี้ มีทุกข์มาก ใช้ยาเสพย์ติด เป็นสิ่งกล่อม ก็หายทุกข์ สบายไปชั่วคราว ข้างหน้าไม่ต้องคิดถึง อีกพวกหนึ่งคือ การพนัน ซึ่งเป็นสิ่งกล่อมใจ ให้อยู่ด้วยความหวัง แต่ทำให้คน ไม่เพียรพยายาม ทำการด้วยตนเอง แล้วก็จม ติดหลง เป็นทาสของสิ่งเหล่านี้ ก็จะไม่พัฒนา แต่จะอ่อนแอและไม่ก้าวหน้าต่อไป นี้หนึ่งละ คือระดับที่ร้าย"

(เป็นการชักนำ ให้สภาพความเลวร้าย ของสิ่งกล่อม เพื่อให้เกิดความคล้อยตามความคิดเห็น ที่จะเสนอต่อไป.... ผู้วิเคราะห์)

"สิ่งกล่อมระดับกลาง ก็เช่นสิ่งบันเทิง ดนตรี ...ทำให้คนสดชื่น กระชุ่มกระชวย มีแรง แต่อย่าอยู่กับมันตลอด ใครอยู่กับมันตลอดก็จบ ต่อไปยังมีสิ่งกล่อมที่ประณีตมากยิ่งขึ้นไปอีกจนกระทั่งถึง สมาธิ"

(บีบให้คล้อยตามว่า จะไม่มีความก้าวหน้าใดๆ ในคำว่า "ก็จบ" ซึ่งจะหมายถึงความหยุดยั้ง แห่งความเจริญ เพื่อดึงเข้าสู่เป้าประสงค์สุดท้าย ที่ต้องการจริง.... คือ ต้องการชี้ให้เห็นว่า สมาธิเป็นสิ่งชั่วร้าย )

"สมาธิ นั้น คนจำนวนมาก เอามาใช้เป็นสิ่งกล่อม คือ มันช่วยให้สบาย พอเข้าสมาธิได้ ก็เพลินอยู่นั่นแหละ สบาย สงบจิตใจ มีความสุข หายฟุ้งซ่าน ความกลุ้มเครียดก็หายไป ที่ว่านี้ก็ดีเหลือเกิน สบาย แต่เมื่อติดสมาธิ มัวนั่งสมาธิ ไม่เอาแล้ว ปัญหามีไม่แก้ ก็กลายเป็น ติดสิ่งกล่อมเหมือนกัน.....นั้นคือเป็นตัวนำ ไปสู่ความประมาท เพราะฉะนั้นทางพลาด จึงมีได้หลายระดับ"

(จะเห็นได้ชัดว่า เป็นการบิดเบือนจุดมุ่งหมายของสมาธิ โดยหลักธรรม แห่งพระพุทธศาสนา โดยชัดแจ้ง อีกทั้งยังพยายามชี้นำ ให้เห็นว่า การทำสมาธิ เป็นสิ่งอันตราย สำหรับผู้ที่ปฏิบัติอีกด้วย.... ผู้วิเคราะห์)

"วิปัสสนา แบบปลงอนิจจัง (อสุภกรรมฐาน... ผู้วิเคราะห์) บางคนพอเห็นว่า สิ่งทั้งหลายเสื่อมไป เกิดความพลัดพราก ก็ว่าโอ้ ไม่เที่ยงหนอ สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ย่อมต้องดับไป เป็นธรรมดา เจริญแล้ว ก็ต้องมีเสื่อม จะทำอะไรได้ หรือจะไป เอาอะไรกับมัน ก็ต้องปล่อยมันไป ปลงอนิจจังได้ ก็ใจสบาย พอสบาย ก็ไม่เอาแล้ว ปัญหาต่างๆ ไม่แก้ เรื่อยเปื่อยเฉื่อยชา ประมาท นี่ก็เป็น ตัวกล่อมเหมือนกัน"

(จะเห็นได้ว่า ข้อความนี้ เป็นการปฏิเสธหลักคำสอนของ พระพุทธศาสนา โดยแจ้งชัด ไม่ว่าจะโดยอรรถ พยัญชนะ อันปรากฏในพระไตรปิฎก ไม่สามารถจะนำมากล่าวเช่นนี้ได้ จึงเชื่อได้ว่า มิใช่เป็นลักษณะของการเขียน โดยผู้ศรัทธานับถือ ในพระพุทธศาสนา เพราะเป็นการโจมตี หลักการปฏิบัติจิต ของพระพุทธศาสนา ว่าเป็นอันตราย ต่อผู้ปฏิบัติทั้งสิ้น เป็นการกระทำ โดยเจตนา ประสงค์ต่อผล ไม่เพียงแต่เท่านั้น ยังมีการย้ำความหมาย และเจตนาของตน ไว้อีกด้วย... ผู้วิเคราะห์)

"อะไรก็ตาม แม้จะดี ถ้าทำให้เกิดความประมาท ก็ผิด ...สรุปว่า คนจะอ่อนแอไม่พัฒนา เสียผลต่อการศึกษา เนื่องจากการ เห็นแก่ความสะดวกสบาย หลงติดในสิ่งกล่อม"

ข้อความดังกล่าว คัดจากหนังสือชื่อ แง่คิด ข้อสังเกต เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) "โครงการปฏิรูป กระบวนการเรียน การสอน เพื่อพัฒนาคุณภาพ การศึกษา" เอกสารพัฒนา กระบวนการเรียนรู้ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ เอกสารอันดับที่ ๑ พิมพ์ครั้งที่ ๑ พ.ศ.๒๕๔๑ (ก่อนมี พรบ. การศึกษาแห่งชาติ) จำนวนถึง ๕๔,๐๐๐เล่ม แจกจ่ายสถานศึกษา ทั่วประเทศ โดยเฉพาะ ครู อาจารย์ ใช้เป็นคู่มือ ในการสอน โดย นายพยุงศักดิ์ จันทรสุรินทร์ อธิบดี กรมวิชาการ ซึ่งเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ นายนิเชต สุนทรพิทักษ์ (ลูกศิษย์พระธรรมปิฎก) ซึ่งส่งผลให้เยาวชน ซึ่งได้รับแนวการสอนเช่นนี้ จะถูกชี้นำ ให้เห็นว่า ไม่ควรปฏิบัติสมาธิจิต อันจะเป็นการกำจัดการเจริญเติบโต และแนวทางการเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนในแนวทางพระพุทธศาสนา และการเข้าอบรมธรรมปฏิบัติ ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ในช่วงปิดเทอม หรือภาคฤดูร้อน ซึ่งเน้นในเรื่อง การทำสมาธิ แนวพระพุทธศาสนานั้น จะต้องถูกยกเลิก เพราะการชี้นำ จากหนังสือดังกล่าว ที่ระบุว่า มีอันตราย ต่อสถาบันชาติ และทำให้ประชากร ไม่พัฒนาอีกด้วย จึงเป็นที่สงสัย ในพฤติกรรม และจุดมุ่งหมาย ของพระธรรมปิฎก ว่าทำเพื่ออะไร? จุดมุ่งหมายที่แท้จริง คืออะไร ???

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:17 am

นอกจากตัวอย่างที่นำมากล่าวแล้วนี้ ยังปรากฏอีก ในหนังสือหลายเล่ม ที่แต่งโดย พระธรรมปิฎก เช่น ในหนังสือ "กรณีธรรมกาย" ตั้งแต่หน้า ๑๔๐ (ฉบับสมบูรณ์) ไปจนถึงหน้า ๑๔๒ เป็นลักษณะของ การเจตนาทำลาย พระพุทธศาสนา อย่างรุนแรง โจมตีวิธีการทำสมาธิจิต ว่าทำให้ตก อยู่ในความประมาท? ข้อความว่า

"การดิ้นรนหาทางออกจากปัญหาจิตใจ ด้วยวิธีการทางจิตนี้ เป็นสุดโต่ง อีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นการ แก้ปัญหาด้านหนึ่ง แต่กลับก่อให้เกิดปัญหาใหม่ ฯลฯ โทษที่ทางพระพุทธศาสนา ถือว่า ร้ายแรงมาก ก็คือ ทำให้ตกอยู่ในความประมาท"

"ผู้ที่ใช้วิธีทางจิต ฯลฯ ความสุขที่เราได้นี้ มากับความดื่มด่ำ แบบลุ่มหลง ที่ ไม่ต่างมากนัก กับความสุขของคนเสพยาหรือไม่ ?"

"กรณีธรรมกาย" ฉบับ เม.ย.๔๒ ความว่า



"แม้ได้ สมาธิ ประณีตเท่าไรๆ ไปได้ไกลที่สุด ก็คือ ฌานสมาบัติ และโลกิยปัญญา... พอได้บรรลุแล้ว ก็ดื่มด่ำสุขสันต์ อยู่กับการเล่นฌานกีฬา....กลายเป็นปิดโอกาสตนเอง ที่จะบรรลุอิสรภาพ แห่งปัญญา.....

สมาธิดับทุกข์จริงไม่ได้.... คนมักประทับใจ กับภาวนา ด้านจิต ติดอยู่กับอิทธิปาฏิหาริย์ หรือไม่ก็ความสุข อย่างลึกซึ้ง อย่างแรกเป็นจุดล่อ ให้ไขว้เขว อย่างหลังก็ชวนให้ติดจม สุขจากภาวนาด้านจิต จะเป็นไปในทาง ดูดดื่มดื่มด่ำ ซู่ซ่าซาบซ่าน หรือสงบซึ้ง เป็นครั้งคราว... แต่ชีวิตก็ต้องการ เป็นครั้งคราว... ทำให้ติดเพลิน จมอยู่ ไม่ก้าวหน้าต่อไป และตกอยู่ในความประมาท"

จุดประสงค์ในการต้องการทำลาย หลักไตรสิกขา ของพุทธศาสนา ปรากฏ ให้เห็น อยู่ในหนังสือ "เราจะกู้แผ่นดิน กันอย่างไร พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) หน้า ๒๙-๓๐ บริษัทโรงพิมพ์สหธรรมมิก จำกัด โทร.๘๖๔๐๔๓๔ ว่า

"...ยากล่อม ก็คือ อะไรก็ตามที่มาช่วยกล่อมใจ ได้เพลินๆ สบายไปได้ ในเวลานั้น แล้ว ก็เลยลืมทุกข์ ลืมปัญหา และนอนใจ ลืมดูความเป็นจริง




แม้แต่ที่เรียกว่าการปฏิบัติธรรมขั้นสูง อย่าง "สมาธิ" และ "วิปัสสนา" ..ก็อาจจะ กลายเป็นยากล่อมได้หมด อย่าไปนึกภูมิใจว่า เราปฏิบัติธรรม แล้วจะถูก โดยเฉพาะ "สมาธิ" สมัยนี้ใช้เป็นยากล่อมกันมาก คือว่า พอทำ "สมาธิ" ได้ ก็ใจสบาย หายทุกข์หายร้อน ทีนี้พอมีความทุกข์มา ก็นั่งสมาธิ แล้วก็สบาย

แม้แต่สมาธิที่ว่าดี เมื่อปุถุชน ได้ ก็มักเอามาใช้เป็นยากล่อม"

การโจมตีเรื่องการปฏิบัติ "สมาธิจิต" ให้ผู้อ่านเกิดความโน้มเอียงว่า เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ เหมือนยาเสพย์ติด หรือสิ่งที่เป็นอันตราย ต่อสังคมนั้น มีปรากฏให้เห็น แทบจะทุกเล่ม หนังสือที่เขียนโดย พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ซึ่งเปรียบไปถึงว่า "สมาธิจิต" ไม่ผิดอะไรกับ ยาอี ยาบ้า ปรากฏในหนังสือ "ธรรมกับไทย ในสถานการณ์ปัจจุบัน" พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) หน้า ๓๗ กองทุนเพื่อสันติภาพ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ธ.ค.๒๕๔๑ จำนวน ๕๑๐๐๐ เล่ม (งบประมาณรัฐ = ประชาชน) ว่า

"ถ้าไม่หันไปพึ่ง ยาอียาบ้า หรือหาเครื่องกล่อมใจ ในผับในบาร์ ก็เลยไปหาความสุขทางจิต โดยการนั่งสมาธิ แบบหนีโลก กลายเป็นฤาษีสมัยใหม่ หรือโยคีธุรกิจ เวลานี้มีการใช้สมาธิ อย่างไม่ถูกต้อง คือ ใช้สมาธิ แบบเป็นยากล่อมกันมาก.."

โดยความเป็นจริงตามข้อมูลหลักฐานแล้ว พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ไม่เคยเข้ารับการศึกษา ทางด้านการปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐาน ในสำนักใดเลย แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ การทำสมาธิ ไม่ว่าจะโดยวิธีใดๆ ก็จะเป็นการช่วยสภาพทางจิต ให้สงบระงับ อันเป็นทางมา แห่งปัญญาอยู่แล้ว โดยหลักแห่งพุทธศาสนา นับว่า เป็นปฏิบัติบูชา ซึ่งเป็นการบูชาอันสูงสุด ยิ่งกว่าอื่นใด เหตุใด พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) จึงเผยแพร่อุดมการณ์ อันขัดต่อ หลักพระพุทธศาสนา เช่นนี้ จึงเป็นเรื่องไม่ธรรมดา ที่ควรเป็น อย่างน้อย ในฐานะพระภิกษุสงฆ์ ที่อยู่ในพุทธศาสนาด้วย

(สรุป จะเห็นได้ว่า จากตัวอย่างข้อความ ของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) นั้น ขัดต่อพระพุทธวจนะ อันปรากฏใน พระไตรปิฎกบาลี อย่างขาวเป็นดำ โดยเฉพาะผู้เขียน เป็นพระภิกษุ ในพระพุทธศาสนา มีสมณศักดิ์เป็น พระราชาคณะ ซึ่งถูกสร้างภาพให้สังคมยอมรับ และเขียนหนังสือดังกล่าวขึ้น เพื่อใช้เป็นหลักสูตร คู่มือการศึกษา ของประชาชน และเยาวชนในชาติ จึงพอจะมองเห็นเจตนา ของผู้เขียนได้ ซึ่งหากเราพิจารณา จากข้อมูลด้านต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์การทหาร เขาจะให้ความสำคัญต่อเรื่อง สมาธิจิต เป็นอย่างมาก จึงขอนำข้อมูล ทางวิชาการ ของประเทศมหาอำนาจ เกี่ยวกับด้านสมาธิจิต มาเป็นเครื่องยืนยัน พฤติกรรมของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ว่าเป็นความจริง ถูกต้องเพียงใด และจะพิสูจน์ได้ ถึงจุดมุ่งหมาย และวัตถุประสงค์ ที่ต้องทำลาย โจมตี สมาธิจิต ว่าเป็น สิ่งถ่วงความเจริญ เป็นยากล่อม หรือ เป็นอันตราย ซึ่งขัดต่อแนวทาง พระพุทธศาสนานั้นว่า จริงหรือไม่ ประการใด

การเผยแพร่คำว่า สมาธิจิต เป็นเรื่องถ่วงความเจริญ เป็นยาเสพย์ติด ทำให้ประมาท แก้ปัญหาไม่ได้ เพื่อให้ประชาชนของชาติ ยึดถือเอามา เป็นแนวทาง และใช้การเผยแพร่อุดมการณ์ ยึดพื้นที่ทางสมอง ของชนในชาติ ให้เชื่อและกระทำตามนั้น เป็นส่วนหนึ่งของ ยุทธศาสตร์กลืนชาติ ซึ่งแม้ว่าต่างชาติ ต่างศาสนา จะต้องใช้เวลา นับสิบๆ ปี แต่ก็คุ้ม เพราะเป็นการยึดครอง แบบถาวร แต่คำถาม คงอยู่ที่ว่า ไอ้โม่งตัวจริง ที่บงการให้ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) บิดเบือน พุทธพจน์ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งๆ ที่ตนเอง ก็เป็นพระภิกษุ ในพุทธศาสนานั้น เป็นใคร อย่างไรก็ตาม ผลของการกระทำของ ขบวนการดังกล่าวนี้ ส่งผลให้ในขณะนี้ (๒๕๔๒) ประชาชนไทย จำนวนไม่น้อย ได้ถูกยึดครองพื้นที่ทางสมอง ไปเรียบร้อยแล้ว จนถึงขนาด แสดงออกมาเป็น พฤติกรรมต่อต้าน ทำลายพระมหาเถระ แห่งองค์กรปกครอง คณะสงฆ์ไทย ลามไปจนถึง องค์สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นองค์ประมุขสงฆ์ ซึ่งมิใช่เหตุการณ์ ที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ นับแต่ครั้ง ไทยตั้งอาณาจักรสุโขทัย ฉะนั้นจึง มิใช่เรื่องปกติธรรมดา ซึ่งจากข้อมูลทางวิชาการ ที่นำมาเสนอนี้ จะเห็นว่า พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) มิได้ยืนอยู่บน ข้อแท้จริง ทั้งทางวิทยาศาสตร์ และหลักการ แห่งพระธรรมวินัย อันปรากฏใน พระไตรปิฎก ซึ่งให้พระภิกษุสงฆ์ ในพุทธศาสนา ยึดถือปฏิบัติ สืบต่อกันมา ตลอดเกือบ ๓,๐๐๐ ปี หากไม่ให้คิดว่า เป็นการรับจ้าง ทำลายพุทธศาสนา จะให้คิดว่าอย่างไร ????

ในปี พ.ศ.๒๕๒๕ ผมได้รับหน้าที่ ในหน่วยวิเคราะห์ และติดตามผล ปฏิบัติการทดสอบ ในส่วนหนึ่ง ของโครงการ STAR WAR ซึ่งโครงการนี้ ได้ถูกแยกแขนง การทดสอบ ทดลอง อย่างมากมาย และรายงานตรงต่อผม และเสนาธิการ ทหารยุทธศาสตร์ การรบนอกแบบ ไมโครฟิล์มข้อมูลลับสุดยอด อันเป็นคำสั่ง ที่ต้องรับทราบโดยตรง

สิ่งที่กล่าวถึงในไมโครฟิล์มลับสุดยอดนี้ คือ โครงการ เปลี่ยนสภาพสังคมมนุษย์ใหม่ ซึ่งเป็นที่มาของแผน ONE WORLD ORDER หรือที่ภาษาไทยเรา เห่อเรียกกันว่า โลกาภิวัฒน์ "โลกไร้พรมแดน" นั่นเอง โดยรายละเอียดมากมาย ในเอกสารดังกล่าว และมีเป้าหมาย ในการยึดพื้นที่ทางสมอง (MENTAL) เป็นหลักมากกว่า การยึดพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ โครงการนี้ เน้นหนักในการ ยึดพื้นที่ทางสมอง ทุกรูปแบบ การทดสอบทดลองใดๆ อันเกี่ยวข้อง กับการควบคุม การสั่งการ บัญชาการ สู่สมองมนุษย์ จะถูกจัดเข้าอยู่ในโครงการนี้ทั้งสิ้น

ดังนั้นระบบสื่อสารทุกสื่อ ทั้งทางด้านสิ่งพิมพ์ หรือการเผยแพร่ภาพ รวมไปถึงสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ได้เห็น ได้รู้ จะถูกนำมาวิเคราะห์ อย่างเป็นรูปธรรม ฉะนั้นการควบคุม การสื่อสาร ระหว่างมนุษย์ให้ได้ จึงมีความสำคัญ ต่อยุทธศาสตร์ มากกว่าสิ่งอื่น และแน่นอนที่สุด สิ่งที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ ในปัจจุบัน (๒๕๔๒) นี้ คือ มนุษย์ส่วนใหญ่ ตกอยู่ในลักษณะกึ่งทาส ของระบบสื่อสารไปเสียแล้ว

โครงการดังกล่าวนี้ ทำหน้าที่ศึกษา วิจัยค้นคว้า การทำงานของสมอง ที่มีปฏิกริยา ต่อย่านความถี่ ในระดับต่างๆ โดยเฉพาะในส่วน ที่สร้างปรากฏการณ์ เหนือธรรมชาติ ซึ่งเรียกว่า สมาธิจิต อย่างจริงจัง เพื่อนำมาใช้กับ กองทัพของประเทศ เพิ่มศักยภาพ ให้กับบุคคล ชั้นบัญชาการ และหน่วยรบพิเศษ ของประเทศมหาอำนาจนี้ รวมไปถึงการยึดครองทางสมอง ซึ่งเรียกว่า ยึดพื้นที่ทางสมอง และการต่อต้าน การล้างสมอง ในองค์การจารกรรม

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:18 am

ดังนั้น ข้อมูลดังกล่าวที่ปรากฏกับท่าน คือข้อแท้จริง ที่เกิดขึ้นจริง กำลังดำเนินอยู่ และกำลังเป็นไป ในส่วนของข้อแท้จริง เฉพาะเรื่องของ สมาธิจิต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุด จัดว่าเป็นโครงการหัวใจ ของประเทศมหาอำนาจนี้ ซึ่งท่านผู้อ่าน จะได้ทราบถึงศักยภาพ ระบบการทำงานต่างๆ ที่ท่านอาจจะไม่น่าเชื่อว่า นักวิทยาศาสตร์ ของประเทศมหาอำนาจ ได้รับทุนจากรัฐบาล ปีละหลายพันล้าน ดอลล่าห์สหรัฐ เพื่อทำการค้นคว้า และปฏิบัติอย่างจริงจัง ซึ่งผลการทดลองบางส่วนนั้น ได้พบว่า การทำ สมาธิจิต นั้น สามารถป้องกันภยันตราย หรือคลื่นความถี่ในย่านต่าง ๆ อันมีปฏิกริยาทางลบ ต่อสมองส่วนความจำ หรือสมองส่วนใต้สำนึกได้ เพราะคลื่นสมอง ของผู้ปฏิบัติสมาธิจิตนั้น จะเรียบกว่า บุคคลธรรมดาที่ไม่ได้ปฏิบัติ เมื่อทำการทดลอง ส่งกระแสย่านความถี่ สู่โยคีชาวเนปาล ปรากฏผลว่า เครื่องส่งความถี่นั้น เสียหาย เพราะทำงานเกินกำลัง แต่โยคีนั้นกลับไม่เป็นอะไร แม้แต่น้อย แต่เมื่อนำระดับคลื่นดังกล่าว ทดสอบกับนักโทษ ที่ไม่ได้ปฏิบัติสมาธิจิต ผลปรากฏว่า มีอาการเซื่องซึม ลืมโลก ไม่เป็นตัวของตัวเอง คล้ายกับติดยาเสพย์ติด สั่งให้ทำอะไรก็ได้ทั้งสิ้น นี่คือความสำคัญ ของคำว่า สมาธิจิต ซึ่งเป็นสิ่งที่วิเศษสุด ของพระพุทธศาสนา ซึ่งศาสนาอื่นไม่มี และเป็นคำตอบได้ว่า เหตุใด การแสดงออก หรือหนังสือที่ถูกเขียนขึ้น โดย พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) จึงต้องสร้างกระแส เปลี่ยนแปลงความเชื่อจากเดิม (สร้างความเชื่อใหม่ สลายศรัทธาเดิม) ทั้งๆ ที่ขัดต่อพุทธพจน์ ออกเผยแพร่โจมตีว่า สมาธิจิต เป็นเครื่องถ่วงความเจริญ เป็นยาเสพย์ติด ทำให้ประมาท แก้ปัญหาไม่ได้ หลายสิ่งในข้อเขียน ของผมคงจะให้คำตอบ หรือคำอธิบาย สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ว่ามีสาเหตุ มีจุดมุ่งหมาย หรือเป้าประสงค์อย่างใด ต่อนักวิชาการทหาร ปัญญาชน รวมไปถึงประชาชาติ ในอนาคต ที่จะได้ศึกษาค้นคว้า จากสิ่งที่เป็นจริง ใช้ชีวิตอย่างไม่มืดบอด ต่อสถานการณ์ พร้อมกับแสวงหาแนวทางป้องกัน และต่อต้าน กระแสความเป็นทาส จากการยึดครองทางสมอง ให้ได้ต่อไปในอนาคต

แม้แต่ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน คราวมาเยือนประเทศไทย วันที่ ๓ ก.ย. ๒๕๔๒ ยังกล่าวเตือน ด้วยความห่วงใยว่า "ขณะนี้ชาติเอเซีย กำลังถูกคุกคาม ด้วยภัยการล่าอาณานิคม ในรูปแบบใหม่" นั่นก็คือ การยึดพื้นที่ทางสมอง ให้สยบยอมไร้การต่อต้าน เป็นทาสทางความคิด กระทำตามกระแส และแรงชี้นำของสื่อ ซึ่งมุ่งตรง สู่สมองของผู้รับโดยเฉพาะ ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า ประเทศมหาอำนาจ จะทำธุรกิจผูกขาด ทางด้านระบบสื่อสารทุกชนิด ที่มีผลสั่งตรงสู่สมองทั้งสิ้น โดยเฉพาะ INTERNET ซึ่งก็เป็นวิธีเดียวคล้ายกันกับที่ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ดำเนินการโดยเผยแพร่ และยัดเยียดความคิด ผ่านสถาบันศึกษา และสื่อทุกแขนง ให้เข้าสู่สมองประชาชน ในประเทศ เพื่อให้เกิดกระแส และความเชื่อ ให้กระทำตามตนนั่นเอง ผิดกันแต่ว่า เครื่องไม้เครื่องมือในสมัยก่อน ยังไม่พัฒนามากนัก จึงต้องใช้เวลามากเป็นธรรมดา

๒. การปลอมปนเปลี่ยนแปลงความหมาย "ปัญญา"

ปัญญา เป็นส่วนสุดยอดของหลักไตรสิกขา ของพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความหมาย ต่างไปจากปัญญาทางโลก โดยสิ้นเชิง เพราะปัญญา ในความหมายของ พระพุทธศาสนา จะเกิดจากผล ของการปฏิบัติสมาธิ จนพ้นระดับญาณ อันเป็นจุดใกล้ที่สุด ที่จะถึงพระนิพพาน ซึ่งปัญญาในระดับนี้ เรียกว่า ปัญญาของพระอริยะ จะไม่มีการเกี่ยวข้องใดๆ กับทางโลก (โลกิยปัญญา) แต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะเป็นปัญญาแห่งการรู้แจ้งในวัฏฏสงสาร (การเวียนว่ายตายเกิด) แต่พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กลับให้ความ หมายคำว่า ปัญญาของพระอริยะ ผิดไปจากความหมายของพุทธพจน์ ปรากฏในหนังสือ "พุทธธรรม" ดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ "หนังสือพุทธธรรม คือสัทธรรมปฏิรูป"

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:20 am

"แปลงความหมายพระรัตนตรัย"
ยุทธวิธีทำลายหัวใจพระพุทธศาสนา ทำให้พระสงฆ์แตกกัน (สังฆเภท)

การทำลาย "พระรัตนตรัย" หัวใจพระพุทธศาสนา


พุทธบริษัททั่วโลกย่อมเข้าใจและซาบซึ้งในคำว่า พระรัตนตรัย อันหมายถึง พระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์ ซึ่งในความหมาย แห่งพระพุทธศาสนา นั้นมีว่า

อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ภควา พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้โดยชอบ ด้วยพระองค์เอง

สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมเป็นธรรม ที่พระผู้มีพระภาค ตรัสไว้ดีแล้ว

สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว

นี่คือความหมายอันชาวพุทธยอมรับนับถือตลอดมา กว่า ๒,๐๐๐ ปี นับแต่ครั้งพุทธกาล แต่ในปัจจุบัน พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้แก้ไขเปลี่ยน แปลงความหมายของพระรัตนตรัย ในพระพุทธศาสนาเสียใหม่ เป็นดังนี้ว่า

"พุทธะ คือ การทำให้มนุษย์ประจักษ์ (รู้ถึง)ในศักยภาพของตน

ธรรมะ คือ สาระที่แท้จริงของธรรมชาติ ซึ่งมนุษย์จะต้องรู้จัก เข้าใจ และปฏิบัติต่อมัน ให้ถูกต้อง การพัฒนาศักยภาพ จึงจะดำเนินไปได้

สังฆะ หรือ สงฆ์ คือชุมชนของคนที่มีการศึกษา หรือพัฒนาตนแล้ว

ข้อความนี้คัดจาก การศึกษาสากลบนพื้นฐานแห่งภูมิปัญญาไทย พระเทพเวที (ป.อ.ปยุตฺโต) หน้า ๑๕๖-๑๕๗ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ.๒๕๓๒

ความหมายดังกล่าวข้างต้นนี้ สามารถเทียบเคียง กับคำสอนของคริสเตียน ได้อย่างกลมกลืน และเมื่อนำไปเชื่อมต่อ กับเรื่องของ การปฏิบัติสมาธิจิต อันเป็นอันตรายต่อการพัฒนา ตามที่พระธรรมปิฎกได้เขียน จึงทำให้เห็นได้ว่า สงฆ์ ในความหมาย ของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) นั้น ต่างไปจากที่ได้บัญญัติไว้ในพระพุทธศาสนา อย่างสิ้นเชิง โดยจะต้อง ไม่มีการปฏิบัติทางสมาธิ ซึ่งพระธรรมปิฎก ได้เผยแพร่ความคิด แก่สาธารณชนว่า สมาธิเป็นตัวถ่วง การพัฒนามนุษย์ ซึ่งเข้าตามหลัก ต่อต้านการปฏิบัติ ทางสมาธิอยู่แล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จุดเด่นของพระพุทธศาสนา ที่เหนือกว่าศาสนาอื่น อยู่ที่การปฏิบัติสมาธิจิต เพื่อให้หลุดพ้น จากกิเลสอาสวะ พ้นจากโลกวิสัย ละทิ้งความห่วงใยทางโลก มีจุดมุ่งหมายในการพ้นทุกข์คือเป้าหมายสูงสุด และนี่คือการเปลี่ยนแปลง ความหมายของพระรัตนตรัย ตามความหมาย แห่งพระพุทธศาสนา เพื่อให้กลมกลืน กับคำสอนของคริสเตียน ซึ่งเน้นทางโลกิยะเป็นหลัก.... ผู้วิเคราะห์)

ต้นเหตุแห่งการทำลาย องค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย

การบิดเบือนพระไตรปิฎก กล่าวตู่พระพุทธวจนะ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรากฏในหนังสือ "กรณีธรรมกาย" เขียนโดย พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ต้นเหตุแห่งการทำลาย องค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย




พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ผู้เขียน "กรณีธรรมกาย" อ้าง "สังขารทั้งปวง อันปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นิพพานและบัญญัติ เป็นอนัตตา วินิจฉัยมีดังนี้ และท่านก็ใส่ที่มา ของข้อความนี้ว่า "วินยฺ ๘/๘๒๖ /๒๒๕" ตรงนี้เรียกว่า เจตนาให้คิดว่า หลักฐานแน่น แต่เปล่าเลย ความจริงท่านซ่อนคำว่า ปริวารวัคค์ ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่อยู่ในชั้น ๒ เรียกว่า ชั้นสุตตานุโลม (พวกอรรถกถา) นี่คือความไม่บริสุทธิ์ใจ ของผู้เขียน "กรณีธรรมกาย" และเป็นที่มาของ ข้อพิพาทในชาวพุทธ เรื่อง นิพพานเป็นอัตตา หรือ นิพพานเป็นอนัตตา มาจากข้อความ ตรงนี้นี่เอง นำไปขยายผล ทำให้เกิดคดีความ และสร้างความเสื่อมเสีย แก่พระพุทธศาสนา พระเถรานุเถระ มหาเถรสมาคม และองค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย ทั้งๆ ที่โดยข้อแท้จริง มีพุทธพจน์ ปรากฏว่า นิพพาน เป็นสิ่งเที่ยงแท้ ปรากฏใน พระไตรปิฎกเถรวาท (บาลี ขุ. จูฬ. ๓๐/๖๕๙/๓๑๕) ว่า

"ยสฺส อุปฺปาโท ปญฺายติ วโย นตฺถิ ตสฺส ยญฺญทตฺถุ ปญฺายติ นิพฺพานํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ อสํหิรํ อสงฺกุปปํ ฯ.."

"ความเกิดแห่งนิพพานใด ย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งนิพพานนั้นมิได้มี ย่อมปรากฏอยู่โดยแท้ นิพพานเป็นคุณชาติเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มิได้มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันอะไรๆ นำไปมิได้ ไม่กำเริบ"

นี่เป็นเพียงตัวอย่าง ที่ผมจะได้นำพิสูจน์ทราบ ความจริงอันปรากฏ ในพระไตรปิฎกบาลีเถรวาท ให้พุทธบริษัทได้รับทราบ ตามความเป็นจริง เพื่อจะได้ตอบปัญหา ที่เกิดขึ้นนี้ได้ว่า เป็นการสร้างสถานการณ์ ใช่หรือไม่...???

เรามาดูกันที่หนังสือ "กรณีธรรมกาย" (ฉบับคัดตัวอย่าง หน้า ๑) ข้อ ๒ ที่ว่า วัดพระธรรมกายสอนผิด เพราะ

"สอนเรื่องธรรมกาย อย่างเป็นภาพนิมิต และให้มีธรรมกาย ที่เป็นตัวตน เป็นอัตตาของพระพุทธเจ้า มากมาย หลายพระองค์ ไปรวมกันอยู่ใน อายตนะนิพพาน"

แต่โดยพุทธพจน์ในพระไตรปิฎกเถรวาทนั้น ปรากฏพบว่า นิพพาน เป็นที่อาศัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งหลายในอดีต นับไม่ถ้วน ในเรื่องนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสยืนยันไว้ ต่อภิกษุสงฆ์ ณ เชตวันวิหาร ปรากฏในพระไตรปิฎก (บาลี จตุกฺก. อํ.๒๑/๒๕/๒๑) ว่า

"ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราอยู่ ณ ตำบลอุรุเวลา ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา ที่ต้นไทร เป็นที่พักร้อนของเด็กเลี้ยงแพะ คราวเมื่อตรัสรู้ใหม่ๆ

ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราเร้นอยู่ ณ ที่สงัด เกิดปริวิตกในใจว่า ผู้อยู่ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่พึ่งพำนัก ย่อมเป็นทุกข์ เราจะพึงสักการะ เคารพสมณะ หรือ พราหมณ์คนใดหนอ แลอาศัยอยู่ ณ ที่นั้น

ภิกษุทั้งหลาย ความรู้สึกอันนี้ได้เกิดแก่เราว่า เรามองไม่เห็น สมณะ พราหมณ์ อื่นใดในโลกนี้ และเทวโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อม ทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์ ซึ่งสมบูรณ์ด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ด้วยวิมุตติ ยิ่งกว่าเรา ซึ่งเราควรสักการะเคารพ แล้วเข้าไปอาศัยอยู่

ภิกษุทั้งหลาย ความคิดอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้าไฉน ธรรมอันใด ที่เราได้ตรัสรู้แล้ว เราพึงสักการะ เคารพธรรมนั้น เข้าไปอาศัยแล้วอยู่เถิด vภิกษุทั้งหลาย สหัมบดีพรหม...น้อมอัญชลีเข้ามา แล้วกล่าวกับเราว่า "ใช่แล้ว พระผู้มีพระภาค อย่างนั้นแหละ พระสุคต ข้าแต่พระองค์ แม้แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ล่วงไปแล้วในอดีต ก็ได้สักการะพระธรรมนั่นเอง แลเข้าไปอาศัยอยู่ แม้จักมาตรัสรู้ข้างหน้า ก็จักสักการะ เคารพธรรมนั่นเอง แลเข้าไปอาศัยอยู่

ข้าแต่พระองค์ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในบัดนี้ ก็ขอจงสักการะ เคารพธรรมนั่นแหละ แลเข้าไปอาศัยอยู่เถิด"

โดยพระสูตรนี้แสดงให้เห็นชัดว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ล้วนไปชุมนุมกันอยู่ ณ ที่เดียวกันนี้ โดยมิอาจปฏิเสธได้ โดยพระไตรปิฎก (หากเรายังยึดถือ พระไตรปิฎกบาลีเถรวาทว่าถูกต้อง) ใช่หรือไม่ ?

สิ่งนี้จึงต้องกราบระลึกถึงบรรพบุรุษชาวสยาม ที่ได้ถวายข้าวพระพุทธ มาเป็นประเพณี และวัตรปฏิบัติ ของชาวพุทธตลอดมา ท่านที่เป็นพุทธศาสนิกชน คงเคยอาราธนา "ถวายข้าวพระพุทธ" ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า บรรพบุรุษของเรานั้น ท่านได้ศึกษาพระพุทธศาสนา ทั้งด้านคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ อย่างกระจ่างแจ้ง แม้แต่พระมหากษัตริย์ ในยุคสุโขทัย ผู้รจนาไตรภูมิพระร่วง (ซึ่งพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ก็กล่าวคัดค้าน เรื่องความเชื่อใน นรก - สวรรค์) ก็ยังได้ระบุถึงพุทธภูมิ ไว้อย่างละเอียด อีกทั้งได้สืบทอด การถวายข้าวพระพุทธ อันหมายถึง พระพุทธเจ้า มีแม้กระทั่งคำถวายข้าวพระพุทธในหนังสือสวดมนต์ ทั้งฉบับหลวงด้วยซ้ำไป และเป็นประเพณีหนึ่งในพิธีการทำบุญ ของชาวสยาม ตราบเท่าปัจจุบัน แม้กระทั่งพระธรรมปิฎก ก็ทราบดีถึงประเพณี และระเบียบปฏิบัติ ของชาวพุทธนี้ นี่เป็นลักษณะ ของการสร้างความเชื่อใหม่ สลายศรัทธาเดิม ทำลายขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมประเพณีของชาติ หากมิใช่เช่นนั้นคือเช่นไร ???

จากที่ได้อธิบายมาแล้วนั้น ก็คงมีคนสงสัยอีกแหละว่า ที่ว่าธรรม ตามที่กล่าวในพระไตรปิฎกนั้น พระพุทธเจ้า จะเข้าไปอาศัยได้อย่างไร ในชีวิตนี้ หรือภพปัจจุบันนี้ ? สิ่งนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสกับ วัสสการพราหมณ์ ที่เวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ดังปรากฏในพระไตรปิฎก บาลีเถรวาท (บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๔๕/๓๕) ว่า

"...เราแล เป็นผู้ทำให้แจ้งได้ซึ่ง เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะอันสิ้นแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้ว และอยู่ในวิหารธรรมนั้น ในภพอันเป็นปัจจุบันนี้ ดังนี้ "




นอกจากนั้น ยังสามารถยืนยันได้ว่า นิพพาน เป็น ภพ และอยู่ได้ อีกทั้งยังสามารถเห็นได้ ในชีวิตปัจจุบัน ตามที่พุทธองค์ ตรัสแก่นิโครธปริพาชก ณ อุทุมพริกาปริพพาชการาม กรุงราชคฤห์ ปรากฏในพระไตรปิฎก บาลีเถรวาท (บาลี อุทุมพริกสูตร ปา. ที.๑๑/๕๘/๓๑) ว่า

"นิโครธะ เรากล่าวอยู่อย่างนี้ว่า จงมาเถิด บุรุษผู้เป็นวิญญูชน ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา มี สัญชาติแห่งคนตรง เราพร่ำสอนอยู่ แสดง ธรรมอยู่ เธอปฏิบัติอยู่อย่างที่เราสอน ก็จักทำให้แจ้ง ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ (บรรลุอรหัตผล) อันไม่มีอะไร ยิ่งไปกว่า อันเป็นสิ่งที่ กุลบุตรทั้งหลาย ผู้ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง ด้วยเรือนโดยชอบ ปรารถนาอยู่ ได้อยู่ในภพ อันตนเห็นแล้วนี้ ด้วยปัญญาอันยิ่ง ของตนเอง เข้าถึงแล้วและอยู่ได้ ในชั่วเวลา ๗ วัน"

อาจจะมีผู้คัดค้านอีกนั่นแหละว่า นิพพาน ไม่มีสภาพ เป็นความว่าง จะเป็นภพได้อย่างไร เพราะภพนั้น เป็นสภาพ หรือเป็นสภาวะ ผมพูดอย่างนี้ ขัดต่อหลักพุทธศาสนา จาบจ้วงพระธรรมวินัย ทำให้ศาสนาวิปริต ไปอีกแล้วกระมัง พุทธศาสนิกชน อย่าลืมว่า สภาวธรรมทั้งหลาย อันได้กล่าวถึง ในพุทธศาสนานั้น ล้วนเป็น อนิจจัง คือ วัฏฏสงสาร คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่เที่ยง ทางปฏิบัติตามพุทธศาสนานั้น พระพุทธองค์ท่านสั่งสอนให้ปฏิบัติ เพื่อให้พ้นจาก วัฏฏสงสาร ไม่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ไหลไปตามกระแสสภาวธรรมนั้นๆ ดังนั้น นิพพาน จึงไม่ใช่สภาวธรรมแห่งวัฏฏะ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป พ้นไปจากสภาวะนี้ โดยสิ้นเชิง นี่คือแนวทางของพุทธศาสนา

ฉะนั้นนิพพาน เป็นที่ทวนกระแสแห่งการไม่มีการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และ นิพพานเป็นความว่าง คำว่า ว่างในที่นี้คือว่าง หรือปราศจาก อาสวะทั้งปวง (ไม่ใช่หมายถึง ว่างเปล่า เหมือนขวดเปล่า) ดังได้กล่าวไปแล้วว่า นิพพาน เป็น ภพ (ตามพระไตรปิฎก)

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:23 am

อายตนะนิพพาน มีในพระไตรปิฎกหรือไม่?

พระพุทธองค์ได้ทรงบรรยายถึงสภาพของ นิพพาน ว่า เป็นอายตนะชนิดหนึ่ง ปรากฏอยู่ใน พระไตรปิฎกบาลีเถรวาท หลายแห่ง เช่น ปาฏลิคามวัคค์ อุทาน. ขุ.๒๕/๒๐๖/๑๕๘ แต่ที่จะสามารถเข้าใจ ได้อย่างละเอียด สำหรับผู้สงสัยใน สภาพ หรือ ภพ ของ นิพพาน ที่ท่านได้ขยายความถึง สภาพ ลักษณะ ของ นิพพาน ว่าเป็น อายตนะ ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสแก่ เกวัฏฏคหบดีบุตร ณ ปาวาริกัมพวัน เมืองนาลันทา ปรากฏเป็นหลักฐานใน พระไตรปิฎกเถรวาท (บาลี สี.ที. ๙/๒๗๗ - ๒๘๓/๓๔๓ -๓๕๐) ว่า


"คือ อายตนะ หนึ่ง ซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ ไม่มีที่สิ้นสุด แต่มีทางปฏิบัติ เข้ามาถึงได้โดยรอบ นั้นมีอยู่ใน อายตนะ นั้นแหละ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่อาจหยั่งลงได้

ใน อายตนะ นั้นแหละ ความยาว ความสั้น ความเล็ก ความใหญ่ ความงาม ความไม่งาม ไม่อาจหยั่งลงได้

ใน อายตนะ นั้นแหละ นามรูปย่อมดับสนิท ไม่มีเศษเหลือ นามรูปดับสนิทใน อายตนะ นี้ เพราะความดับสนิทของวิญญาณ ดังนี้"

จากพุทธวจนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คงไม่ต้องถกเถียง กันต่อไปว่า อายตนะนิพพาน นั้นมีอยู่จริง แม้พระพุทธองค์ ก็ยังไม่สามารถ จะบรรยายลักษณะ ของนิพพาน โดยเปรียบเทียบ กับสิ่งที่เป็น สภาวธรรม (สังขตธรรม) ได้ เพราะนิพพานไม่ใช่สภาวธรรม (อสังขตธรรม) แต่พุทธองค์ ก็ทรงยืนยันว่า มีอยู่จริง สิ่งนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน ถึงคำว่า อายตนะนิพพาน

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ผู้ที่เขียน "กรณีธรรมกาย" มีเจตนาเช่นใดกันแน่ที่จงใจ ไม่กล่าวถึงพระพุทธวจนะอันปรากฏในพระไตรปิฎกเถรวาทเช่นนี้ ท่านผู้อ่านสามารถตอบได้หรือไม่ ???

พระพุทธศาสนามีธรรมคำสั่งสอนที่ลึกซึ้ง และเป็นของปัญญาชน ที่ต้องพินิจพิจารณา จะเห็นถึงความมหัศจรรย์ ในธรรมของ พระผู้มีพระภาคเจ้า บรมศาสดา ที่ไม่ปล่อยให้พุทธบริษัท ต้องมีความสงสัย ในพระธรรมของพระองค์ เมื่อท่านได้แสดงพุทธพจน์ว่า นิพพาน มิใช่สภาวธรรม เป็นสิ่งตรงกันข้าม เพราะสภาวธรรม ย่อมมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่ นิพพาน เป็นอายตนะ หนึ่ง ซึ่งอยู่นอกเหนือ จากสภาวธรรมทั้งปวง ด้วยความเป็นอายตนะนิพพาน นั้นเอง จึงอาจทำให้ผู้ปฏิบัติถึง นิพพาน จะเกิดความเพลิดเพลินลุ่มหลง ในนิพพานขึ้นได้ พระพุทธองค์จึงได้ตรัสเตือน พระเถระทั้งหลาย ณ โคนต้นสาละ ในป่าสุภวัน ใกล้เมืองอุกกัฏฐะปรากฏในพระไตรปิฎก (บาลี มูลปริยายสูตร มู.ม. ๑๒/๑๐/๙) ว่า

"...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง ก็รู้ชัดซึ่งนิพพาน ตามความเป็นนิพพาน ครั้นรู้นิพพาน ตามความเป็นนิพพานแล้ว ก็ไม่ทำความมั่นหมายซึ่ง นิพพาน ไม่ทำความมั่นหมาย ในนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมาย โดยความเป็นนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายว่า นิพพานเป็นของเรา ไม่เพลิดเพลินลุ่มหลง ในนิพพาน ข้อนี้เพราะเหตุไรเล่า? เรากล่าวว่า เพราะรู้ว่าความเพลิด เพลินเป็นมูลแห่งทุกข์ และเพราะมีภพจึงมีชาติ เมื่อเกิดเป็นสัตว์แล้ว จึงต้องมีแก่ และตาย เพราะเหตุดังนี้ ตถาคต จึงตรัสรู้ อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ฯลฯ"

ดังพระไตรปิฎกได้กล่าวว่า นิพพานเป็นอายตนะหนึ่ง ดังนั้นในนิพพานมีแต่ความสุข เมื่อมีความสุข จึงทำให้เกิดความเพลิดเพลิน ลุ่มหลงได้ (นี่เป็นที่มาของพุทธภาษิตที่ว่า "นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ" แปลว่า พระนิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง ) เจือสมกับที่ปรากฏในพระไตรปิฎกว่า นิพพานสัมผัสได้ เป็นอายตนะ (ตามพระไตรปิฎก...อ้างแล้ว) อายตนะ ก็คือลักษณะของ อัตตา ฉะนั้นองค์พระทศพล จึงทรงมีพุทธาธิบายไว้ ปรากฏในพระไตรปิฎกบาลีเถรวาท เป็นหลักฐานสืบมา

สิ่งที่เราทราบดีว่า พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ตามประวัติว่า เป็นนักค้นคว้า ดังนั้นคงมีความ เชี่ยวชาญพระไตรปิฎก ส่วนนี้ต้องทราบดีอยู่แล้ว เหตุใดจึงเขียนข้อความ ที่บิดเบือน ส่วนที่สำคัญที่สุด ของพุทธศาสนาเช่นนี้ ท่านผู้อ่าน สามารถคาดเดาถึงวัตถุประสงค์ ที่แท้จริงได้หรือไม่...???

ข้อความของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ขัดกับพุทธวจนะ ของพระพุทธองค์ ที่ทรงขยายความ ในส่วนของอมตะนิพพาน ไว้หลายแห่ง ทั้งนี้เพื่อทรงยืนยันว่า นิพพานคือสภาพ อันพ้นจากสภาวธรรม พ้นจากวัฏฏสงสาร ไม่มีภพชาติ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด เป็นอมตะ ปรากฏเป็นหลักฐาน ในพระไตรปิฎก ฉบับบาลีเถรวาท ที่ มัชฌิมปัณสาสก์ มัชฌิมนิกาย (บาลี ม.ม.๑๓/๔๖๓/๕๑๑) ว่า

"....นิพพานอันเป็นอมตะ เราเปิดไว้แล้ว แก่สัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดมีโสตประสาท สัตว์เหล่านั้น จงปลงศรัทธา ลงไปเถิด

ดูก่อน พรหม เรารู้สึกว่ายาก จึงไม่กล่าวธรรมอันประณีต ที่เราแคล่วคล่องชำนาญ ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ดังนี้...."

นอกจากนี้หนังสือ "กรณีธรรมกาย" (ฉบับคัดตัวอย่าง หน้า ๗ ถึง ๑๔) สรุปว่า " การนำพระไตรปิฎก ของประเทศอื่น นิกายอื่น มาเปรียบเทียบกับ พระไตรปิฎกฉบับเถรวาท เป็นการกระทำที่ทำลายพุทธศาสนา"

เมื่อตรวจสอบแล้ว ปรากฏในพระไตรปิฎกบาลีเถรวาทว่า พระพุทธเจ้าทรงให้สาวก เทียบเคียงคำสั่งสอน ใน (มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. ๑๐/๑๐๔/๑๑๒)

"ภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุในธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า ฟังมาแล้ว ได้รับมาแล้ว เฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาค ว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ดังนี้

เธออย่าเพ่อรับรอง อย่าเพ่อคัดค้าน เธอกำหนดเนื้อความนั้นให้ดี แล้วนำไปสอบสวนในพระสูตร นำไปเทียบเคียงในวินัย ถ้าลงกันไม่ได้ พึงแน่ใจว่า นั้นไม่ใช่คำสั่งสอน ของพระผู้มีพระภาคแน่นอน ฯลฯ"

ดังนั้น การที่นำเอาพระสูตรจากพระไตรปิฎกอื่น ไม่ว่าจะเป็นของ ฝรั่ง จีน ไทย แขก มาสอบสวน ว่าตรงกันหรือไม่ จึงเป็นการปฏิบัติ ตามบัญญัติของพระไตรปิฎก ฉบับบาลีเถรวาท โดยเคร่งครัด ซึ่งควรแก่การยกย่องเสียด้วยซ้ำ โดยฐานะของนักค้นคว้า หรือนักวิชาการ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:24 am

นำพิสูจน์ทราบ


กรณีนี้เห็นได้ชัดว่า พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) มีเจตนาอย่างแจ้งชัด ในการกล่าวร้าย วัดพระธรรมกาย เพราะในการสอนของท่านที่ ศูนย์ศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ท่านก็ใช้พระไตรปิฎกประเทศอื่น มาเทียบเคียง ในการสอนเช่นกัน ซึ่งเป็นหลักการ ในการสอนของศูนย์ศาสนศึกษา ที่ให้พิสูจน์ด้วยเหตุและผลอยู่แล้ว จึงพิสูจน์ได้ไม่ยากในกรณีนี้



สิ่งที่แสดงถึงเจตนาบิดเบือนความเป็นจริง อันเกิดขึ้นจริง และเป็นการแสดงให้เห็นถึง การเลือกกระทำ ซึ่งมิใช่เจตนาบริสุทธิ์ ของพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) ปรากฏในหนังสือ "กรณีธรรมกาย" ( ฉบับคัดตัวอย่าง หน้า ๗ ถึง ๑๔) สรุปว่า "วัดพระธรรมกายนำพระไตรปิฎกมหายานมาสั่งสอน เป็นการทำลายพุทธศาสนา"

ความเป็นจริง พระภิกษุสงฆ์ไทยฝ่ายเถรวาท ได้มีการนำพระสูตรของพระไตรปิฎก ฉบับมหายาน มาสั่งสอนให้กับพุทธศาสนิกชน ในประเทศไทย อย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรมมาเกินกว่า ๔๐ ปีแล้ว และก็ได้รับความนิยมมากที่สุด สำหรับปัญญาชน โดยเฉพาะในช่วงระยะ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมา พระเถระผู้ใหญ่ ท่านที่นำมาเผยแผ่ ก็เป็นที่รู้จักเคารพกันทั่วแผ่นดิน ก็เพราะว่า ท่านได้เป็นผู้นำเอา พระสูตรในพระไตรปิฎกมหายาน มาสั่งสอนอย่างเปิดเผย พิมพ์เผยแพร่ และยังขายดีอีกด้วยในปัจจุบัน พระสูตรนั้นมีชื่อว่า "คัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตร" เป็นคำสอนของ นิกายมหายานแท้ ว่าด้วยความว่าง คือทุกสรรพสิ่งในโลก ล้วนเป็นอนิจจัง เป็นความไม่เที่ยง เป็น สุญญตา (ต้นกำเนิดของ นิกายเซ็น ซึ่ง พระธรรมรักษ์ เป็นผู้นำมาเผยแผ่ ในประเทศจีน ซึ่งรู้จักกันในนาม สูตรของเว่ยหล่าง) พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนพระสูตรนี้ แก่สาวกก็เพราะ เนื่องจาก สาวกผู้ได้อิทธิบาท และอภิญญา บางองค์ใช้ฤทธิ์ไปในทางที่ผิด เช่น พระเทวทัต เนื่องจากว่า การปฏิบัติตามวิถีแห่งอภิญญา ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร อยู่ในวรรณะใด หากปฏิบัติตามอภิญญาวิถี ก็ย่อมได้ฤทธิ์ทั้งสิ้น พระพุทธองค์จึงทรงสั่งสอนคัมภีร์นี้ เพื่อลดความยึดติดในฤทธิ์ อภิญญา และญาณเสียให้สิ้น ชี้ให้เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลาย ล้วนเป็นความว่าง ทรงสั่งสอนโดย คัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตร นี้อยู่ ๑๔ ปี

พระพุทธทาสภิกขุ แห่งวัดสวนโมกข์ อ.ไชยา จ.นครศรีธรรมราช ได้นำมาเผยแพร่ สั่งสอน ตีพิมพ์ และใช้เป็นหลักปฏิบัติ ของพระภิกษุในวัด และสานุศิษย์ เรียกว่า ความว่าง ได้รับความนิยมไปทั่วประเทศ หนังสือ ข้อเขียน "แนวมหายาน" ของท่านนั้น เป็นที่ยอมรับของนักปราชญ์ ราชบัณฑิตทั่วไป เพราะตามความเป็นจริงแล้ว ในศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ไม่มีพระสูตรนี้ หลักการปฏิบัติของท่านพุทธทาสก็คือ หลักของนิกายเซ็น แท้ๆ อีกด้วย แม้กระทั่งโรงละครแห่งวิญญาณ เป็นเครื่องพิสูจน์ ได้เป็นอย่างดี สำหรับการสั่งสอน โดยหลักมหายาน ในสงฆ์เถรวาทประเทศไทย

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เองก็อ้างคำพูด หลักธรรม ของพระพุทธทาส อยู่เป็นประจำ จึงเป็นไปไม่ได้ ที่ท่านจะไม่ทราบว่า "สุญญตา หรือ ความว่าง" เป็นหลักของมหายาน และเป็นนิกายเซ็น (ธยาน) โดยตรง จึงเป็นคำถามว่า การเขียนหนังสือ "กรณีธรรมกาย" ขึ้นนั้น ด้วยจุดประสงค์อะไรกันแน่...??

โดยเฉพาะการเขียนข้อความ โจมตีวิธีปฏิบัติ ของวัดพระธรรมกายนั้น ทั้งๆ ที่พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) มีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส ย่อมทราบดีว่า ล้วนถูกต้องตามประกาศองค์การศึกษา เรื่องระเบียบการศึกษาวิปัสสนาธุระข้อ ๗ ซึ่งพระสังฆาธิการจำเป็นจะต้องรับรู้ ซึ่งระบุว่า" ข้อความอันใด ซึ่งเป็นวิธีของวิปัสสนาธุระ ที่มิได้กล่าวไว้ในที่นี้ ให้ถือเอาโดยนัย ที่มีใน คัมภีร์วิสุทธิมรรค" (ปรากฏตามเอกสารประกอบ) ทั้งยังเป็นไปตาม คัมภีร์วิสุทธิมรรค อันรจนาโดย พระพุทธโฆษาจารย์ แห่งลังกา ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติของเถรวาททั้งปวง ในฐานะที่พระธรรมปิฎก เป็นอาจารย์สอนอยู่ใน มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่านย่อมรู้จัก คัมภีร์ วิสุทธิมรรค ว่าเป็นของเถรวาท และที่ยิ่งไปกว่านั้น ในเอกสารวิธีการปฏิบัติ ของวัดพระธรรมกายทุกฉบับ ได้ระบุไว้ชัดแจ้ง ว่า วิชชาธรรมกาย อาศัยการกำหนด อาโลกกสิณ คือ กสิณความสว่าง กสิณ เป็นวิชชาหนึ่งที่ระบุแนวทางปฏิบัติไว้ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ของเถรวาท ไม่ใช่มหายาน ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสแก่พระเถระ ๓ รูป คือ พระอนุรุทธะ พระนันทิยะ พระกิมพิละ ปรากฏในพระไตรปิฎก บาลีเถรวาท (บาลี อุปักกิเลสสูตร สุญญตวรรค (อุปริ. ม. ๑๔/๓๐๒ /๔๕๒) โดยทรงอาลปนะว่า

"อนุรุทธะทั้งหลาย นิมิตนั้นแหละ เธอพึงแทงตลอดเถิด แม้เราเมื่อครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ ยังมิได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ก็จำแสงสว่าง และการเห็นรูปทั้งหลายได้ ฯลฯ

ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย กาลใดสมาธิอันมีวิตกวิจาร เป็นธรรมชาติ อันเราเจริญแล้ว กาลนั้น ญาณเป็นเครื่องรู้ เครื่องเห็น เกิดขึ้นแก่เราว่า วิมุตติของเรา ไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพเป็นที่เกิดไม่มีอีก (นิพพาน) ดังนี้"

ในพระไตรปิฎกส่วนนี้เห็นได้ว่า การใช้อาโลกกสิณ หรือกสิณแสงสว่าง นับเป็นวิถีทางปฏิบัติ ให้พระสิทธัตถะเข้าถึงนิพพาน เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระมงคลเทพมุนี นำมาเป็นหลัก ในการปฏิบัติของสาธุชน ในบวรพระพุทธศาสนา จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่พุทธบุตรพึงปฏิบัติ

หนังสือ "กรณีธรรมกาย" (ฉบับคัดตัวอย่าง หน้า ๓๒ ) ว่า "การเห็นธรรมกายนั้น ต้องเห็นด้วยตาปัญญา ไม่ใช่เห็นด้วยสมาธิ ไม่มีวิธีปฏิบัติวิชชาธรรมกาย บัญญัติอยู่ในพระไตรปิฎก ฉบับบาลีเถรวาท"



"ความเป็นจริง" โดยประวัติ พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) ท่านได้พบวิธีปฏิบัติ จากพระไตรปิฎกเถรวาท ซึ่งมีพุทธพจน์อธิบายว่า ในคืนที่เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ปฏิบัติอย่างไร ท่านก็นำออกมาปฏิบัติ ตามที่กล่าวไว้ ในพระไตรปิฎกนั้น จากประสบการณ์ ในการปฏิบัติจริง มาถ่ายทอดเป็นภาษามนุษย์ ให้ชาวพุทธได้เข้าใจ ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงสอนไว้ ถึงการกำหนดสมาธินิมิต ให้พิจารณาจดจำแสงสว่าง อันทำให้ท่านถึงซึ่งนิพพาน และนำมาใช้สั่งสอนศิษย์ โดยเริ่มที่วัดปากน้ำ เป็นแห่งแรก ซึ่งพระมงคลเทพมุนี เรียกชื่อแสงสว่างนั้นว่า ดวงปฐมมรรค ซึ่งหมายถึง ดวงต้นทาง อันเป็นจุดเริ่มต้น ของการปฏิบัติ (ปรากฏในหนังสือ "เห็นธรรม") ตามที่พระพุทธองค์ตรัสแก่พระเถระ ๓ รูปคือ พระอนุรทธะ พระนันทิยะ พระกิมพิละ ปรากฏใน พระไตรปิฎกบาลีเถรวาท (บาลี อุปักกิเลสสูตร สุญญตวรรค (อุปริ. ม. ๑๔/๓๐๒ /๔๕๒) โดยทรงอาลปนะว่า

"อนุรุทธะทั้งหลาย นิมิตนั้นแหละ เธอพึงแทงตลอดเถิด แม้เราเมื่อครั้ง ก่อนแต่การตรัสรู้ ยังมิได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ก็จำแสงสว่าง และการเห็นรูปทั้งหลายได้ ต่อมาไม่นาน แสงสว่าง และการเห็นรูป ของเรานั้นๆ ก็หายไป เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่าง และการเห็นรูป นั้นหายไป อนุรุทธะ ทั้งหลาย เมื่อคิดอยู่ ก็เกิดความรู้ว่า วิจิกิจฉา แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว (ย้ายฐานแล้ว) ก็เพราะมีวิจิกิจฉาเป็นต้นเหตุ ครั้นสมาธิของเราเคลื่อนแล้ว (ย้ายฐานแล้ว) แสงสว่าง และการเห็นรูป ย่อมหายไป เราจักกระทำโดยประการที่ วิจิกิจฉาจะ ไม่บังเกิดแก่เราได้อีก....ฯลฯ

ดูก่อน อนุรุทธะ ทั้งหลาย เรานั้นเมื่อไม่ประมาท มีความเพียร มีอัตตาส่งไปอยู่ ย่อมจำแสงสว่างได้ดี แต่ไม่เห็นรูป ย่อมเห็นรูป แต่จำแสงสว่างไม่ได้ เป็นดังนี้ทั้งคืนบ้าง ทั้งวันบ้าง ทั้งคืนแลทั้งวันบ้าง ความสงสัยเกิดแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่เราจำแสงสว่างได้ แต่ไม่เห็นรูป เห็นรูป แต่จำแสงสว่างไม่ได้ ทั้งคืนบ้าง ทั้งวันบ้าง ทั้งคืนแลทั้งวันบ้าง

ดูก่อน อนุรุทธะทั้งหลาย ความรู้ได้เกิดแก่เราว่า สมัยใดเราไม่ทำรูปนิมิต ไว้ในใจ แต่ทำโอภาสนิมิต ไว้ในใจ สมัยนั้น เราย่อมเห็นรูป แต่จำแสงสว่างไม่ได้ ตลอดทั้งคืนบ้าง ตลอดทั้งวันบ้าง ตลอดทั้งคืนแลทั้งวันบ้าง

ดูก่อน อนุรุทธะทั้งหลาย เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีอัตตาส่งไปอยู่ ย่อมจำแสงสว่าง ได้เพียงน้อย เห็นรูปเพียงน้อย จำแสงสว่างมาก ไม่มีประมาณ เห็นรูป ไม่มีประมาณบ้าง เป็นดังนี้ทั้งคืนบ้าง ทั้งวันบ้าง ทั้งคืนแลทั้งวันบ้าง ความสงสัยเกิดแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่เราจำแสงสว่าง ได้เพียงน้อย เห็นรูปเพียงน้อย จำแสงสว่างได้มาก ไม่มีประมาณ เห็นรูปได้มาก ไม่มีประมาณ ตลอดทั้งคืนบ้าง ตลอดทั้งวันบ้าง ตลอดทั้งคืนแลทั้งวันบ้าง

ดูก่อน อนุรุทธะทั้งหลาย ความรู้ได้เกิดแก่เราว่า สมัยใด สมาธิของเราน้อย สมัยนั้น จักขุก็มีน้อย ด้วยจักขุอันมีน้อย เราจึงจำแสงสว่างได้น้อย เห็นรูปน้อย สมัยใดสมาธิของเรามาก ไม่มีประมาณ สมัยนั้น จักขุของเรา ก็มากไม่มีประมาณ ด้วยจักขุอันมาก ไม่มีประมาณนั้น เราจึงจำแสงสว่างได้มาก ไม่มีประมาณ เห็นรูปได้มาก ไม่มีประมาณ ตลอดคืนบ้าง ตลอดวันบ้าง ตลอดทั้งคืนทั้งวันบ้าง

ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย ในการที่เรารู้แจ้งว่า วิจิกิจฉา เป็นอุปกิเลสแห่งจิตแล้ว และละมันเสียได้แล้ว กาลนั้นย่อมเกิดความรู้สึก แก่เราว่า อุปกิเลสแห่งจิต ของเราเหล่าใด อุปกิเลสนั้นๆ เราละได้แล้ว เดี๋ยวนี้ เราเจริญแล้วซึ่ง สมาธิโดยวิธีสามอย่าง

ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย เราเจริญแล้ว ซึ่งสมาธิ อันมีวิตกวิจาร ซึ่งสมาธิ อันไม่มีวิตก แต่มีวิจารพอประมาณ ซึ่งสมาธิ อันมีปิติ ซึ่งสมาธิ อันเป็นไปกับ ด้วยความยินดี และสมาธิ อันเป็นไปกับ ด้วยอุเบกขา

ดูก่อนอนุรุทธะ ทั้งหลาย กาลใดสมาธิอันมีวิตกวิจาร เป็นธรรมชาติ อันเราเจริญแล้ว กาลนั้น ญาณเป็นเครื่องรู้ เครื่องเห็น เกิดขึ้นแก่เราว่า วิมุตติของเรา ไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพเป็นที่เกิด ไม่มีอีก (นิพพาน) ดังนี้ "

(หมายเหตุ พระอนุรุทธะ พระพุทธองค์ทรงยกย่อง ให้เป็นเลิศทางญาณ และเป็นพระเถระ ซึ่งเข้าฌานสมาบัติ ติดตามพระพุทธเจ้า ถึงนิพพานภูมิ ในขณะที่พระพุทธองค์ เสด็จดับขันธปรินิพพาน ปรากฏอยู่ใน พระไตรปิฎกบาลีเถรวาท เช่นกัน..... ผู้เขียน )

ตามพระไตรปิฎกฯ ที่กล่าวถึงนี้ จะเห็นว่าวิธีการปฏิบัติของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้ถึงพระนิพพานนั้น ใช้หลักนิมิต รูป และแสงสว่าง ในการทำสมาธิ เป็นวิถีนำไปสู่การสิ้นชาติภพ พ้นจากสภาวธรรมทั้งปวง อันเป็นวิธีการอันถูกต้อง ซึ่ง เจ้าคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) ได้นำมาจากพระไตรปิฎกบาลี ที่ใช้เป็นหลักของเถรวาทนั้นเอง มิใช่เป็นวิชชา ที่ท่านคิดค้นขึ้น ตามที่มีบุคคลกล่าวอ้าง ว่าไม่มีปรากฏในพระไตรปิฎก เพราะโดยความเป็นจริง ในพระไตรปิฎกบาลีเถรวาท (บาลี สฬา. สํ . ๑๘/๒๙๘ /๔๔๐) ได้กล่าวถึง วิชชา ว่า

"ภิกษุทั้งหลาย จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่ไม่เคยฟังมาก่อน"

การกล่าวว่า การปฏิบัติในวิชชานี้ เป็นเพียงพื้นฐานขั้นต้นเท่านั้น จึงมิใช่การกล่าวที่ถูกต้อง เพราะแนวทางที่ วัดพระธรรมกาย นำมาปฏิบัตินี้ เป็นวิธีการที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้ปฏิบัติ ในคืนขณะตรัสรู้ อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นวิชชา และวิธีปฏิบัติสูงสุด ของพุทธศาสนา ดังปรากฏในพระไตรปิฎก ที่อ้างไว้ มิใช่ขั้นต้น ดังเช่นบางบุคคลกล่าวอ้างแต่อย่างใด เพราะเป็นวิธีเดียวกัน กับพระไตรปิฎกทุกประการ

จึงเป็นที่ยืนยันแก่พุทธศาสนิกชน ถึงวิธีการปฏิบัติ เพื่อให้เข้าถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือ นิพพาน นั้น มีวิธีการปฏิบัติ โดยการใช้ โอภาสนิมิต หรือ นิมิตแสงสว่าง เป็นอย่างเดียวกันกับที่ พระมงคลเทพมุนี นำมาสั่งสอน ให้กับสานุศิษย์ โดยมิได้ผิดเพี้ยน นับว่าเป็นคุณแก่ชาวพุทธ ในประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง ที่โชคดี ที่ได้มีพระสุปฏิปันโน ผู้รู้วิธีปฏิบัติ ถึงพระนิพพานได้จริง นำมาเผยแพร่ให้แก่ชาวพุทธ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ โดยถูกต้อง ตามพระไตรปิฎก เพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนา และเป็นความจริง ที่ไม่อาจปฏิเสธใดๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งทางบาลี หรือทางภาษาไทย ย่อมแปลได้โดยอรรถ และโดยธรรม เช่นเดียวกัน

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ซึ่งสอบได้เกียรตินิยมอันดับ ๑ ของมหาจุฬาฯ และยังได้เปรียญธรรมสูงสุด อรรถกถาและบาลีปกรณ์ทั้งหลาย ล้วนผ่านสายตา มาแล้วทั้งสิ้น ฉะนั้นในพระไตรปิฎกส่วนนี้ ย่อมต้องได้อ่านมาแล้ว หากมิใช่เจตนา บิดเบือนพระสัทธรรม อันปรากฏในพระไตรปิฎก เหตุใดจึงเขียนเช่นนี้???

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:29 am

จากหนังสือ "กรณีธรรมกาย" จงใจให้สับสน


จากหนังสือ "กรณีธรรมกาย" (ฉบับคัดตัวอย่าง หน้า ๓๙ ข้อ ๒) ข้อความว่า

"๒. กล่าวว่า ฯลฯ...ไม่มี พระไตรปิฎกฉบับใด จะต้องแสดงวิธีเข้าถึง "ธรรมกาย" เพราะคำว่า "ธรรมกาย" เป็นคำพูดรวมๆ หมายถึงธรรมต่างๆ ที่ประสงค์จะกล่าวทั้งชุด หรือทั้งหมวด หรือทั้งมวล เช่นโลกุตรธรรมทั้ง ๙..."

ข้อความของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ดังกล่าวนั้น บิดเบือนไปจากพุทธวจนะ อันปรากฏใน พระไตรปิฎกบาลีเถรวาท (บาลี มหา. ที. ๑๐/๑๑๘/๙๓) (บาลี มหาวาร สํ. ๑๙ /๒๐๕ /๗๑๒-๓) ว่า

"อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ตามเห็นซึ่ง กายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ.... เป็นผู้ตามเห็นซึ่งธรรมในธรรม ฯลฯ"

การที่จะเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งได้ปรินิพพานไปเกือบ ๓,๐๐๐ ปี นั้นจะทำได้เพียงสถานเดียว คือ โดยการทำสมาธิจิต เพื่อให้ "เห็นธรรม" เท่านั้น ตามที่พระองค์ตรัสชี้หนทางไว้ ปรากฏใน พระไตรปิฎกบาลีเถรวาท (อิติวุ. ขุ. ๒๕/๓๐๐/๒๗๒) ว่า

"ภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุนั้น จะอยู่ห่าง (จากตถาคต) ตั้งร้อยโยชน์ แต่ถ้าเธอนั้นไม่มากไปด้วยอภิชฌา ไม่มีกามราคะกล้า ไม่มีจิตพยาบาท ไม่มีความดำริแห่งใจ ไปในทางประทุษร้าย มีสติตั้งมั่น เป็นสมาธิจิต ถึงความเป็นเอกัคคตา สำรวมอินทรีย์แล้วไซร้ ภิกษุนั้น ชื่อว่าอยู่ใกล้กับเรา แม้เราก็อยู่ใกล้กับภิกษุนั้น โดยแท้

ภิกษุทั้งหลาย ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ภิกษุนั้นเห็นธรรม เมื่อเห็นธรรม ก็ชื่อว่า เห็นเราแล"

สิ่งที่ต้องพิจารณาอยู่ตรงคำว่า "เห็นธรรม" ซึ่งพระพุทธองค์ ไม่ได้ทรงใช้คำว่า "รู้แจ้ง" ในธรรม เพราะคำว่า เห็น คืออาการ เห็นนิมิตรูปในสมาธิ (ดังได้กล่าวไปแล้วแต่ต้น) ส่วนคำว่า รู้แจ้ง คือ ความเข้าใจ ดังนั้นความหมายของคำสองคำนี้ จึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เราจึงพบคำว่า ดวงตา (จักขุ) เห็นธรรม กับ รู้แจ้งด้วยปัญญา จึงมีความหมายตามศัพท์ดังนี้ ซึ่งสาธุชนพึงเข้าใจให้ถูกต้อง แม้แต่พุทธองค์ ก็ทรงย้ำถึงความแตกต่างของการเห็น (จักขุ) และการรู้แจ้ง (ปัญญา) ไว้อย่างชัดเจน ปรากฏในพระไตรปิฎกบาลีเถรวาท (บาลี มหาวาร. สํ.๑๙/ ๓๓๐ / ๑๑๑๘) ว่า

"ภิกษุทั้งหลาย เห็น (จักขุ) ญาณ รู้แจ้ง (ปัญญา) วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่ไม่เคยฟังมาแต่ก่อนว่า นี้คือ อิทธิบาท ฯลฯ"

และที่จะเห็นได้ชัดถึงความหมายคำว่า รู้แจ้ง ซึ่งปรากฏอยู่หลายแห่ง เช่น พระพุทธองค์ทรงเทศนา ณ สวนอัมพลัฏฐิกา ปรากฏใน พระไตรปิฎกบาลีเถรวาท (บาลี สี.ที.๙/๑๖/๒๖) ว่า

"ภิกษุทั้งหลาย มีธรรมลึก ฯลฯ ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้รู้แจ้ง ด้วยปัญญาอันยิ่ง ฯลฯ

ภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตรู้ชัดด้วยวัตถุ ๖๒ อย่างนี้ชัดเจนว่า ล้วนเป็นที่ตั้งของทิฏฐิ ซึ่งเมื่อใครจับไว้ ถือไว้อย่างนั้นๆ แล้ว ย่อมมีคติ มีภพเบื้องหน้า เป็นอย่างนั้นๆ"

ดังได้กล่าวมาจะเห็นว่า หลักการและวิธีปฏิบัตินั้น เป็นพุทธวจนะ อันปรากฏเป็นหลักฐาน ในพระไตรปิฎกเถรวาท ตลอดมากว่า ๒,๕๐๐ ปี

แต่เหตุใด หรือ ทำไมพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) กลับกล่าวไว้ใน หนังสือ "กรณีธรรมกาย" (ฉบับคัดตัวอย่าง หน้า ๑ ) ว่า

"คำสอนเหล่านี้ ทางสำนักวัดพระธรรมกายคิดขึ้นใหม่ เป็นของนอกธรรม นอกวินัยของพระพุทธเจ้า ... ทางวัดพระธรรมกาย พยายามนำเอา คำสอนใหม่ของตน เข้าใส่แทนที่หลักคำสอนเดิม ที่แท้ของพุทธศาสนา"

คงไม่ต้องอธิบายขยายความ เพราะคำของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ขัดกับพระพุทธวจนะ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำถามก็คือ ท่านกระทำเช่นนี้ เพื่อวัตถุประสงค์ใด ? และเพื่อผลประโยชน์ของศาสนาใด ?

ในหนังสือ "กรณีธรรมกาย" ตั้งแต่หน้า ๑๔๐ (ฉบับสมบูรณ์) ไปจนถึงหน้า ๑๔๒ เป็นลักษณะของการแสดงข้อความ โจมตีวิธีการทำสมาธิจิต ว่าทำให้ตกอยู่ในความประมาท ? ข้อความว่า

"การดิ้นรนหาทางออกจากปัญหาจิตใจ ด้วยวิธีการทางจิตนี้ เป็นสุดโต่ง อีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาด้านหนึ่ง แต่กลับก่อให้เกิดปัญหาใหม่ ฯลฯ โทษที่ทางพระพุทธศาสนา ถือว่าร้ายแรงมาก ก็คือ ทำให้ตกอยู่ในความประมาท"

พุทธศาสนิกชน ย่อมจะรู้ขั้นตอนของพุทธศาสนา คือ ไตรสิกขา ว่าได้แก่

ศีล คือ สำรวมกาย วาจา ใจ เมื่อมีศีล ก็จะเกิดความสงบระงับ จึงเกิดสมาธิ

สมาธิ คือ ความเป็นหนึ่งเดียวของจิต เมื่อจิตไม่ฟุ้งซ่าน ก็จึงเกิดปัญญา

ปัญญา อันเป็นแนวทางไปสู่ความเข้าใจ ในวัฏฏสงสารทั้งปวง

สิ่งซึ่งน่าจะวิเคราะห์ คือ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) นำข้อมูลในพระไตรปิฎก หรือตำราทางพุทธศาสนาเล่มใด มาอ้างอิง โดยเฉพาะคำว่า "ข้อสำคัญคือ (การทำสมาธิจิต) ไม่เป็นวิธีการ ที่จะแก้ปัญหาได้จริง นอกจากจะทำให้เกิดการพึ่งพา และเป็นการกล่อมใจแล้ว โทษที่ทางพุทธศาสนา ถือว่าร้ายแรงมาก ก็คือ ทำให้ตกอยู่ในความประมาท"

นั่นก็เพราะว่า เป็นที่ยอมรับกันไปทั่วโลก ว่าการทำสมาธิจิตนั้น เป็นแนวทางแก้ปัญหา หรือความสิ้นทุกข์ เป็นต้นทางของ การเข้าสู่วิปัสสนาธรรม นำเข้าถึงปัญญา และโลกุตรธรรม อันเป็นที่สุด แห่งความสิ้นทุกข์ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงใช้สมาธิจิต เป็นทางนำสู่การตรัสรู้ อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ และทรงสั่งสอนให้พุทธบริษัท ในพุทธศาสนา กระทำสมาธิจิต เพื่อเข้าสู่หนทางแห่งความดับทุกข์ เช่นกัน แล้วเหตุไฉนหนังสือ "กรณีธรรมกาย" กลับกล่าวว่า การทำสมาธิ ทำให้ประมาท พุทธศาสนาห้าม ถือว่ามีโทษร้ายแรง ข้อความนี้ แม้ผู้ที่เป็นชาวพุทธ ยังไม่ได้บวชเรียน ก็รับรองว่า จะไม่พูดเช่นนี้เด็ดขาด เพราะทุกคนรู้จักสมาธิดี ไม่มากก็น้อย ฉะนั้นด้วยแรงจูงใจเช่นใด จึงทำให้ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เขียนข้อความเช่นนี้ ให้ปรากฏแก่สาธารณชน ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้ว ไม่น่าจะมาจาก ผู้ที่ได้อาศัยร่มกาสาวพัสตร์ มาตลอดชีวิต และนี่คือคำพูดของ ผู้ทำลายศาสนาพุทธโดยแท้ หรือว่า ชาวพุทธคนไหนจะเถียงว่า พระพุทธเจ้าห้ามไว้ว่า ทำสมาธิ ทำให้ประมาท ใครทำถือว่ามีโทษ ? ไม่เคยมีปรากฏ อยู่ในพระไตรปิฎกฉบับใดในโลก ที่ห้ามพุทธบริษัททำสมาธิ เมื่ออ่านหนังสือ "กรณีธรรมกาย" โดยใช้วิจารณญาณขั้นพื้นฐาน และหลักฐานทางพุทธศาสนา อันได้แก่ พระไตรปิฎก และหลักพระสัทธรรมแล้ว จะเห็นว่า คำอธิบายของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) คลาดเคลื่อน บิดเบือนจาก พระสัทธรรมคำสั่งสอน อันปรากฏในพระไตรปิฎกทั้งสิ้น อะไรทำให้นักปราชญ์ทางศาสนา ผิดเพี้ยนไปไกลขนาดนี้ และนี่คือคำถามที่ว่า อะไรทำให้พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) เขียนหนังสือ "กรณีธรรมกาย" ?? คล้ายกับสำนวนการเขียน ของนักบวชคริสเตียน ที่เขียนโจมตีพระพุทธศาสนา ในประเทศไทยมาแล้วในอดีต

หลักปฏิบัติวิชชา "ธรรมกาย" มีในพระไตรปิฎกเถรวาท เป็นพุทธวจนะชั้นสูงสุด (สุตตะ)
คำถามที่อาจจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ในอนาคตก็คือ วิชชา "ธรรมกาย" มีในพระไตรปิฎกหรือไม่ .... ?? นี่คือสิ่งซึ่งนักพุทธศาสตร์ และผู้สนใจทางด้านจิตศาสตร์ ต้องค้นคว้าให้ได้ ในฐานะนักวิชาการ เพราะบางสิ่งที่บันทึกไว้ ในพระไตรปิฎก เป็นเรื่องที่แทบไม่อาจเป็นไปได้ หากเป็นคนยุคใหม่ จะเรียกได้ว่า ไม่อาจเชื่อได้เอาเลยทีเดียว เช่น ในพระไตรปิฎก กล่าวถึง พระทัพพมัลบุตร ซึ่งสำเร็จอรหันต์ เมื่ออายุ ๗ ขวบ ขณะปลงผมบวชวันแรก พระจูฬปันถก ท่านท่องสวดมนต์ยังไม่ได้แค่ นะ กับ โม จะไปโดดเขาตาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงธรรมชั่วอึดใจ ก็สำเร็จอรหันต์ เป็นจริงแค่ไหน ?? จึงต้องค้นคว้าในพระไตรปิฎกเถรวาทดู และหากจะให้แน่นอน ก็ต้องลงมือปฏิบัติเองเลย จะได้รู้เรื่องรู้ราว ตามความเป็นจริง

การบรรลุโลกุตรธรรม อันมีพระนิพพานเป็นที่สุดนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า การบรรลุธรรมนั้น เป็นไปด้วย "การปฏิบัติเท่านั้น" ไม่ใช่การท่องจำ พร่ำเพ้อ บ้าวิชา ท่องตำรา หรืออ่านเชี่ยวชาญพระไตรปิฎก แล้วเก็บมาคิดเอาเองว่า ควรเป็นยังงั้นยังงี้ พวกนี้เรียกว่า "วิปัสสนึก" แต่การบรรลุโลกุตรธรรม นอกเหนือจาก ผู้ที่ได้สะสมบุญบารมีมาในอดีตชาติมาก พร้อมบรรลุแล้ว เพียงฟังพระธรรมคำสั่งสอน ของพุทธองค์คำเดียว ก็บรรลุธรรม (ดวงตาเห็นธรรม) ฉะนั้นโดยทั่วไป การปฏิบัติ ต้องเป็นไปตามมรรควิถี ที่พระองค์ทรงสอนเท่านั้น จึงจะบรรลุโลกุตรธรรมได้ ดังปรากฏอยู่ใน พระไตรปิฎกเถรวาท (บาลี เวชณสสูตร มู. ม. ๑๓/๓๗๒/๔๐๑) ว่า

" ...บุรุษผู้เป็นวิญญูชน ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา มีสัญชาติแห่งความตรง จงมาเถิด เราจะพร่ำสอน เราจะแสดงธรรม เมื่อปฏิบัติอยู่ตามที่เราสอนแล้ว จักรู้เอง จักเห็นโดยแท้ ต่อกาลไม่นานทีเดียว.."

หากใช้ความคิดตามหนังสือ "กรณีธรรมกาย" ที่พยายามชี้นำ จะเห็นว่า ๗ วันไม่มีทางบรรลุโลกุตรธรรมแน่นอน ในกรณีนี้มีพุทธพจน์ปรากฏ ในพระไตรปิฎกเถรวาท (บาลี อุทุมพริกสูตร ปา. ที.๑๑/๕๘/๓๑) ว่า

"นิโครธะ เรากล่าวอยู่อย่างนี้ว่า จงมาเถิด บุรุษผู้เป็นวิญญูชน ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา มีสัญชาติแห่งคนตรง เราพร่ำสอนอยู่ แสดงธรรมอยู่ เธอปฏิบัติอยู่อย่างที่เราสอน ก็จักทำให้แจ้ง ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ (บรรลุอรหัตผล) อันไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า อันเป็นสิ่งที่กุลบุตรทั้งหลาย ผู้ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง ด้วยเรือนโดยชอบ ปรารถนาอยู่ ได้อยู่ในภพ อันตนเห็นแล้วนี้ ด้วยปัญญาอันยิ่ง ของตนเอง เข้าถึงแล้วและอยู่ได้ ในชั่วเวลา ๗ วัน"

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:31 am

ปฏิบัติอย่างไร ให้ถูกพุทธวิธีสู่โลกุตรธรรม


พระพุทธองค์ทรงเทศนาถึง วิถีการปฏิบัติ เพื่อเข้าสู่โลกุตรธรรม อันมีพระนิพพานเป็นที่สุด โดยวิธีสมาธิ ใช้นิมิตแสงสว่าง (โอภาส อาโลกกสิณ) เป็นตัวกำหนด ดังปรากฏในพระไตรปิฎก (บาลี ปฐมสูตร อโยคุฬวรรค มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๖๒/๑๒๐๕) ว่า

"ภิกษุทั้งหลาย ความรู้นี้เกิดขึ้นแก่เราว่า ภิกษุนั้น ๆ ย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบด้วย ธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิ อาศัยฉันทะ เป็นปทานกิจ ว่าด้วยอาการอย่างนี้ ฉันทะของเรา ย่อมมีในลักษณะที่ไม่ย่อหย่อน..... เธอย่อมอบรมจิต อันมีแสงสว่าง ด้วยทั้งจิตอันเปิดแล้ว ไม่มีอะไรพัวพัน ให้เจริญอยู่ด้วยอาการอย่างนี้"

และทรงขยายความการหยุดจิตไว้ในนิมิตแสงสว่าง ของพระองค์ไว้ ปรากฏ ในพระไตรปิฎกเถรวาท (บาลี มหาสัจจกสูตร มู. ม. ๑๒/๔๖๐/๔๓๐) ว่า

"...เรานั้นหรือ...ย่อมตั้งไว้ซึ่งจิตในสมาธินิมิต อันเป็นภายในโดยแท้ ให้จิตดำรงอยู่ ให้จิตตั้งมั่นอยู่ กระทำให้มีความเป็นจิตเอก ดังที่คนทั้งหลาย เคยได้ยินว่า เรากระทำอยู่เป็นประจำ ดังนี้"

เมื่อทรงใช้ นิมิตแสงสว่าง ยังทรงใช้ รูป ประกอบในการทำสมาธินั้นด้วย ทรงแสดงพุทธพจน์ แก่พระอนุรุทธอรหันตเถระ (ผู้เป็นเอตทัคคะ เยี่ยมยอดทางฌานสมาบัติ เทียบเท่าพระพุทธเจ้า) ดังปรากฏในพระไตรปิฎกเถรวาท (บาลี อุปักกิเลสสูตร สุญญตวรรค (อุปริ ม. ๑๔/๓๐๒ /๔๕๒) ว่า

"ดูก่อน อนุรุทธะทั้งหลาย ความรู้ได้เกิดแก่เราว่า สมัยใด สมาธิของเราน้อย สมัยนั้น จักขุก็มีน้อย ด้วยจักขุอันมีน้อย เราจึงจำแสงสว่างได้น้อย เห็นรูปน้อย สมัยใดสมาธิของเรามาก ไม่มีประมาณ สมัยนั้นจักขุของเรา ก็มาก ไม่มีประมาณ ด้วยจักขุอันมาก ไม่มีประมาณนั้น เราจึงจำแสงสว่างได้มาก ไม่มีประมาณ เห็นรูปได้มาก ไม่มีประมาณ ตลอดคืนบ้าง ตลอดวันบ้าง ตลอดทั้งคืนทั้งวันบ้าง

ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย เราเจริญแล้ว ซึ่งสมาธิ อันมีวิตกวิจาร ซึ่งสมาธิ อันไม่มีวิตก แต่มีวิจารพอประมาณ ซึ่งสมาธิอันมีปิติ ซึ่งสมาธิ อันเป็นไปกับด้วยความสุข และสมาธิ อันเป็นไปกับด้วยอุเบกขา

ดูก่อนอนุรุทธะ ทั้งหลาย กาลใดสมาธิอันมีวิตกวิจาร เป็นธรรมชาติ อันเราเจริญแล้ว กาลนั้นญาณเป็นเครื่องรู้ เครื่องเห็น เกิดขึ้นแก่เราว่า วิมุตติของเราไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพเป็นที่เกิดไม่มีอีก (นิพพาน) ดังนี้"

พระพุทธองค์ทรงเป็นโลกวิทู ทรงรู้แจ้งว่า ในอนาคต พุทธบริษัทย่อมจักเกิดความสงสัย ในพระสัทธรรม อันพระองค์ทรงสั่งสอน จึงมีพุทธาธิบาย ถึงลักษณะแห่งแสงสว่าง อันจักปรากฏขึ้น แก่ผู้ปฏิบัติสมาธิ ตามมรรควิถีนี้ มีในพระไตรปิฎกเถรวาท (บาลี สตฺตมสูตร ภยวรรค จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗๗/๑๒๗) ว่า

"ภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ อันแสงสว่างแห่งดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ อันมีฤทธิ์อานุภาพอย่างนี้ ส่องไปไม่ถึงนั้น แม้ในที่นั้น แสงสว่างอันโอฬาร หาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพ ของเทวดาทั้งหลาย จะบันดาลได้ ก็ปรากฏขึ้น ฯลฯ"

นอกจาก แสงสว่าง แล้ว ยังทรงขยายความในคำว่า "รูป" ที่พระองค์ทรงใช้ในสมาธิคืนตรัสรู้นั้น เป็นรูปอะไร? จึงทรงขยายความไว้ แก่พระอานนท์ ว่ารูปที่เห็นคือ รูปกาย ที่อยู่ภายในกาย ของผู้ปฏิบัตินั่นเอง ดังที่ปรากฏใน พระไตรปิฎกเถรวาท (บาลี มหา.ที. ๑๐/๑๑๘/๙๓) (บาลี มหาวาร สํ. ๑๙/๒๐๕/๗๑๒-๓) ว่า

"อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ตามเห็นซึ่ง กายในกาย ฯลฯ"

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรมศาสดา ท่านได้ทรงมีพุทธพจน์ ยืนยันการเข้าถึงนิพพาน ทำได้ทางเดียวเท่านั้น คือการตามเห็น กายในกาย ปรากฏใน พระไตรปิฎกเถรวาท บาลี มหาวาร. สํ. (๑๙/๒๔๖-๒๔๘/๘๒๐-๘๒๔) ว่า

"...เพื่อบรรลุเญยยธรรม เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง... คือภิกษุเป็นผู้มีธรรมดา ตามเห็นกายในกาย ...นี้แหละทางเดียว ดังนี้"

การเดินทางสู่สถานที่ใด ๆ อันบุคคลไม่เคยพบ ไม่เคยไป ย่อมต้องมีการอธิบายลักษณะพื้นที่ไว้ เพื่อมิให้ผิดพลาด องค์พระศาสดาท่าน จึงได้มีพุทธพจน์ ถึงลักษณะแห่งนิพพานไว้ ว่าเป็นอายตนะ (ท่านพุทธทาส เรียกว่า นิโรธธาตุ และ สุญญตธาตุ) ปรากฏใน พระไตรปิฎกเถรวาท (บาลี ฑีฆนิกาย สีลักขันธวัคค ๙/๒๒๗ - ๒๘๓/๓๔๓ - ๓๕๐) ว่า

"คือ อายตนะหนึ่ง ซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นสิ่งไม่มีปรากฏการณ์ ไม่มีที่สิ้นสุด ฯลฯ"

และทรงอรรถาธิบายถึงคุณลักษณะ ความพิเศษของนิพพาน ว่าเป็นสิ่งเที่ยงแท้ ปรากฏอยู่ใน พระไตรปิฎกเถรวาท (บาลี ขุ. จูฬ. ๓๐/๖๕๙/๓๑๕) ว่า

"ยสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย นตฺถิ ตสฺส ยญฺญทตฺถุ ปญฺญายติ นิพฺพานํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ อสํหิรํ อสงฺกุปปํ ฯ.."

"ความเกิดแห่งนิพพานใดย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งนิพพานนั้น มิได้มี ย่อมปรากฏอยู่โดยแท้ นิพพานเป็นคุณชาติเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มิได้มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อันอะไรๆ นำไปมิได้ ไม่กำเริบ"

ทรงมีพุทธพจน์ยืนยันแก่พุทธบริษัท ถึงลักษณะของนิพพาน ที่สามารถเข้าถึง และอยู่ได้ ในภพชาติปัจจุบันนี้ (ไม่ต้องตายก่อน) ปรากฏในพระไตรปิฎก (บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๔๕/๓๕) ว่า

"...เราแล เป็นผู้ทำให้แจ้งได้ซึ่ง เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะอันสิ้นแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้ว และอยู่ในวิหารธรรมนั้น ในภพอันเป็นปัจจุบันนี้ ดังนี้ "

ด้วยความเป็นอมตะแห่งนิพพานนี้เอง พระอรหันต์และพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ในอดีตที่ตรัสรู้ไปแล้ว จึงไปรวมอยู่ ณ แดนนิพพานดังกล่าว อันปรากฏเป็นพุทธพจน์ ในพระไตรปิฎก (บาลี จตุกฺก. อํ.๒๑/๒๕/๒๑)

"พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ล่วงไปแล้วในอดีต ก็ได้สักการะพระธรรมนั่นเอง แลเข้าไป อาศัยอยู่ แม้จักมาตรัสรู้ข้างหน้า ก็จักสักการะเคารพธรรมนั่นเอง แลเข้าไปอาศัยอยู่

ข้าแต่พระองค์ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในบัดนี้ ก็ขอจงสักการะเคารพธรรมนั่นแหละ แลเข้าไปอาศัยอยู่เถิด"

ที่มาของคำว่า ธรรมกาย คือ กายในกาย+ธรรมในธรรม = " ธรรมกาย "
ดังได้กล่าวไปแล้วแต่ต้นว่า การจะเข้าถึงพระนิพพานได้นั้น มีทางเดียวเท่านั้น คือ การทำสมาธิจิต ให้เห็นกายในกาย ตามมรรควิถีของพระองค์ เพื่อเมื่อเข้าถึงกายในกาย ก็จะเข้าถึง ธรรมในธรรม ซึ่งล้วนแล้วแต่ เป็นวิถีทางที่จะพบ เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ตามที่ตรัสชี้หนทางไว้ ปรากฏในพระไตรปิฎกเถรวาท (บาลี อิติวุ. ขุ. ๒๕/๓๐๐/๒๗๒) ว่า

"ภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุนั้น จะอยู่ห่าง (จากตถาคต) ตั้งร้อยโยชน์ แต่ถ้าเธอนั้นไม่มากไปด้วยอภิชฌา ไม่มีกามราคะกล้า ไม่มีจิตพยาบาท ไม่มีความดำริแห่งใจ ไปในทางประทุษร้าย มีสติตั้งมั่น เป็นสมาธิจิต ถึงความเป็นเอกัคคตา สำรวมอินทรีย์แล้วไซร้ ภิกษุนั้น ชื่อว่าอยู่ใกล้กับเรา แม้เราก็อยู่ใกล้กับภิกษุนั้นโดยแท้

ภิกษุทั้งหลาย ข้อนั้น เพราะเหตุว่า ภิกษุนั้นเห็นธรรม เมื่อเห็นธรรม ก็ชื่อว่าเห็นเราแล"

การใช้คำเรียกขานในอรรถบาลีนั้น มีการใช้คำสองคำ นำมารวมกัน ซึ่งเราจะพบกันอยู่เสมอ เช่นคำว่า พระธรรมวินัย ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วคำว่า ธรรม กับ วินัย เป็นคนละคำ คนละความหมาย คือ ธรรมหมายถึง คำสั่งสอน และ วินัย หมายถึง ข้อวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ ซึ่งเราเรียกว่า สิกขาบท ซึ่งอยู่ในส่วนพระวินัยปิฎก ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้ว อยู่คนละส่วน แต่ใช้คำร่วมกัน เป็นที่ยอมรับ มีพุทธพจน์ที่ชี้ชัดว่า เป็นคนละส่วนกัน ยกมาเป็นตัวอย่างเช่น ตรัสแก่ อเจลกกัสสปะ ณ กัณณกถลมิคทายวัน ใกล้เมืองอุชุญญา (บาลี มหาสีหนาทสูตร สี.ที.๙/๒๐๙/๒๖๕) ว่า

"กัสสปะ หนทางมีอยู่ ปฏิปทามีอยู่ ซึ่งผู้พ้นตามนั้นแล้ว จักรู้ได้เองทีเดียว ว่าพระสมณโคดม เป็นผู้มีปกติกล่าวถูกต้อง ตามกาล กล่าวถูกต้อง ตามที่เป็นจริง กล่าวโดยอรรถ กล่าวโดยธรรม กล่าวโดยวินัย ดังนี้"

ดังนั้นเราจะพบในพระไตรปิฎกที่ใช้คำสองคำนี้รวมกันเป็นคำเดียว โดยยอมรับ และรับรู้ทั่วกัน ในความหมายคำว่า "พระธรรมวินัย" ในภาษาบาลี มักใช้คำว่า "ธมฺมวินเย" เป็นต้น

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:34 am

อาศัย อัตตา จึงจะถึงพระนิพพาน ???



ตามพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ทรงกำหนดวิธีการทำสมาธิ ไว้ชัดแจ้ง เมื่อได้สมาธิแล้ว ท่านให้ใช้อัตตาในสมาธิ ส่งไปในสมาธิ อัตตาในที่นี้ จะเป็นลักษณะของตัวตน ร่างกาย เพื่อให้เห็นถึงสภาพ เกิด แก่ เจ็บ ตาย สภาวธรรม และการแปรเปลี่ยนของวัฏฏะ ได้อย่างรวดเร็ว เฉียบพลัน โดยท่านได้ตรัสกับ ปิโลติกะปริพาชก กับ ชาณุสโสณีพราหมณ์ (บาลี มู.ม.๑๒/๓๓๖/๓๒๙) ว่า

"พระสมณโคดมย่อมให้บรรพชา แก่บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น ครั้นบวชแล้วในธรรมวินัย เป็นผู้หลีกออกสู่ที่สงัด ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส มีอัตตา ส่งไปในสมาธิภาวนา อยู่เป็นปกติ ไม่นานเลย ก็ทำให้แจ้งได้ ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ (นิพพาน)... ได้ด้วยปัญญายิ่งเอง เข้าถึงสุขแห่งพรหมจรรย์นั้นแลอยู่"

และด้วยอัตตาอันได้จากสมาธิภาวนานั้นเอง จึงปรากฏเป็นพุทธพจน์ที่ว่า "อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ แปลว่า ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน" (๒๕/๒๒/๓๕)

คำว่า ที่พึ่ง ภาษาบาลี คือ สรณะ ดังนั้น ตนจะเป็นที่พึ่งแห่งตนได้ ต้องมีตนเป็นสรณะ คำว่า ตน คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า เป็นร่างกายที่มีเลือดเนื้อ มีชีวิตหายใจได้ขณะนี้ แล้วก็พึ่งตัวเองทำงาน ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ อตฺตา หรือ ตน หรือ กาย ในที่นี้ อันจะเป็นสรณะได้คือ กายในกาย จะมีได้โดยการ ปฏิบัติสมาธิจิต เพื่อให้ เห็นกายในกาย และกายในกายเท่านั้น ที่จะเป็นที่พึ่งได้ การส่งกายในกาย เข้าไปในสมาธิ ก็คือการติดตามเห็นกายในกาย นั่นเอง ดังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพุทธวจนะ ตรัสไว้แก่พระอานนท์ ในพระไตรปิฎกบาลีเถรวาท (บาลี มหา.ที. ๑๐/๑๑๘ /๙๓) (บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๐๕/ ๗๑๒-๓) ว่า

"อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ตามเห็นซึ่ง กายในกาย มีความเพียร มี สัมปชัญญะ... มีสติ.. เป็นผู้ตามเห็น ซึ่งธรรมในธรรม ฯลฯ

อานนท์ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า มีอัตตา (ตน) เป็นเกาะ มีอัตตา (ตน) เป็นสรณะ (ที่พึ่ง) ไม่มีอื่นเป็นสรณะฯลฯ"

จากที่ยกมาส่วนนี้ จะเห็นได้ว่า สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเทศนานั้น มิได้ปฏิเสธความมีตัวตน แต่ทรงให้ยึดตนเป็นสรณะ และตนหรือกายนั้น จะต้องหาให้พบ ซึ่งเรียกว่า ให้ตามเห็นกายในกาย คือ กายธรรม ไม่ใช่กายเนื้อ (กายอันเกิดจาก สมาธินิมิต) และพุทธพจน์เช่นนี้ จะมีอยู่ทั่วไป ในพระไตรปิฎก เป็นคำสองคำ เช่นเดียวกับคำว่า พระธรรมวินัย (ธมฺมวินเย) ฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงคำว่า กายในกาย กับ ธรรมในธรรม จึงใช้คำว่า ธรรมกาย ก็คือการรวมกันระหว่าง คำว่า ธรรมกับกาย จึงจะเห็นในภาษาบาลีใช้ว่า ธมฺมกาโย, ธมฺมกายา, ธมฺมกายญจ ซึ่งเป็นคำเรียก หมายรวมมรรควิถี อันให้ปฏิบัติเข้าถึงพระนิพพาน ทางเดียวเท่านั้น ดังได้กล่าวมาแต่ต้น พุทธบริษัทที่ใฝ่ใจในการศึกษา และสัมมาปฏิบัติ พึงค้นคว้า และเข้าใจในพุทธพจน์ให้ถ่องแท้ ถึงที่มาแห่งศัพท์นั้นๆ เพื่อความกระจ่าง และภาคภูมิใจ ในการที่ได้เรียนรู้ พระสัทธรรม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันทรงสั่งสอน วิชชาธรรมกายนี้ แก่อรหันตสาวก โดยให้สร้างสมาธิ มีนิมิตรูปกายของพระพุทธเจ้า เป็นที่ตั้ง ปรากฏยืนยันใน พระไตรปิฎกเถรวาท (บาลี ขุทนิกาย อปาน ๓๓/๑๕๗/๒๘๔) ว่า

"สํวทฺธิโตยํ สุคต รูปกาโย มยา ตว อานนฺทิโย ธมฺกาโย มม สํวทฺธิโต มยาฯ"

"...ข้าแต่พระสุคตเจ้า รูปกายของพระองค์ อันหม่อมฉัน ทำให้เจริญมากมาย ธรรมกายอันน่าเพลิดเพลิน ของหม่อมฉัน อันพระองค์ ทำให้เจริญแล้ว.."

นี่คือคำตอบและที่มาว่า เหตุใดจึงต้องมีรูปนิมิตองค์พระ (พระพุทธรูป) เป็นที่พิจารณา สิ่งที่ควรพิจารณา ในพระไตรปิฎกส่วนนี้ คือคำว่า ธรรมกาย อันน่าเพลิดเพลิน อะไรที่ทำให้เพลิดเพลินได้ นี่เป็นข้อที่น่าสงสัย ในความคิดมนุษย์ยุคนี้ คำตอบมีอยู่แล้ว อย่างชัดแจ้งว่า ความยิ่งใหญ่ และแปรเปลี่ยนของธรรมกาย มากมายหลายกาย ปรากฏการณ์ดังกล่าว จึงทำให้เกิดการเพลิดเพลิน ซึ่งพระไตรปิฎก ก็อธิบายไว้ชัดใน (บาลี ปัจเจกพุทธาปทาน ขุททกนิกาย อปทาน ๓๒/๒/๒๐)

"มหนฺตธมฺมา พหุธมฺมกายา จิตฺตติสฺสรา.."

"มีธรรมอันยิ่งใหญ่ มีธรรมกายมากมาย มีจิตเป็นอิสระ"

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๒ และ ๓๓ นี้เป็นเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนวิชชาธรรมกาย ให้กับพุทธสาวก จึงปรากฏคำอธิบายส่วนผล หรือเรียกว่าประสบการณ์ของ พระอรหันตเจ้าทั้งหลาย ที่ได้ปฏิบัติตามมรรควิธี ของพระพุทธองค์แล้วนำมากล่าวว่า มีอาการ และได้พบเห็นอะไรบ้าง เพื่อผู้ที่ใฝ่ปฏิบัติในภายหลัง ได้รับรู้ว่าเป็นเช่นไร ปฏิบัติในวิถีเดียวกัน คือ ทำสมาธิ ใช้นิมิตแสงสว่าง (โอภาส) กำหนดเห็นพระพุทธรูปภายในกาย และกายทั้งหลายนั้น จะซ้อนกันอยู่หลายชั้น เป็นลักษณะของ กายในกาย และยังอธิบายถึง วิธีหยุดจิตไว้ ณ ที่ใดอีกด้วย โดยท่านได้กล่าวไว้ว่า ให้หยุดอยู่ภายใน ของภายใน คือ หยุดจิต ณ ภายใน ของกายที่อยู่ภายในกาย ซึ่งพระพุทธองค์ตรัส ณ เชตวันวิหาร ปรากฏในพระไตรปิฎก (บาลี เทฺวธาวิตกฺกสูตร สีหนาทวรรค มู. ม. ๑๒/๒๓๒/๒๕๒)

"ภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ เราจึงได้ดำรงจิตให้ "หยุดอยู่" ภายใน ของ ภายใน กระทำให้มีอารมณ์เดียว (สมาธิ) ตั้งมั่นไว้..."

ที่กล่าวมาโดยย่อนี้ เราพอสรุปจากพระไตรปิฎกได้ว่า การปฏิบัตินั้น ต้องยึดหลักใหญ่ คือ สมาธิ นิมิต แสงสว่าง และจำ รูปกาย และทำจิตให้หยุดอยู่ภายใน ของกายในกาย และนั่นคือหนทางเดียวเท่านั้น ที่จะถึงโลกุตรธรรม คือพระนิพพานตาม พระพุทธวจนะ ดังปรากฏใน บาลี มหาวาร.สํ (๑๙/๒๔๖-๒๔๘/๘๒๐-๘๒๔) ว่า

"...เพื่อบรรลุเญยยธรรม เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง... คือภิกษุเป็นผู้มีธรรมดา ตามเห็นกายในกาย ...นี้แหละทางเดียว ดังนี้"

นี่คือสิ่งที่ท้าทายสำหรับนักทดสอบทดลอง และนักปฏิบัติ และเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า มนุษย์ไม่ว่ายุคใดๆ ไม่จำกัดภูมิปัญญา สามารถใช้ วิชชาธรรมกาย ในพระไตรปิฎก เป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้ถึงโลกุตรธรรมได้ จริงหรือไม่ อยู่ที่การปฏิบัติ นี่คือสิ่งที่ท้าทายความจริงจากพระไตรปิฎก และควรที่นักปฏิบัติ ทางสมาธิจิต และนักค้นคว้า ควรที่จะช่วยกันจรรโลง ค้นหาความจริงให้ได้ จากการปฏิบัติ มิใช่เพียงแค่อ่านตำรา แล้วกลายเป็นวิวาทะกัน และนั่นแหละจึงจะเรียกว่า "ปราชญ์" ที่แท้จริง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:34 am

ความแตกต่างของสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เป็น


ข้อมูลประกอบหลักฐานที่นำเสนอต่อท่านผู้อ่านนั้น ล้วนแล้วแต่ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เป็นจริง แม้พระไตรปิฎกบาลี ที่ยกมากล่าวอ้างนั้น ก็เป็นพุทธพจน์ อยู่ในระดับสุตตะ คือ ขั้นสูงสุดทั้งสิ้น นี่คือสิ่งที่เป็น แต่เมื่อเทียบเคียง กับข้อความของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) แล้วทำให้ทราบว่า ไม่ตรงกับข้อความ ที่พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) นำเสนอต่อสาธารณชน นี่คือสิ่งที่เห็น ขัดแย้งต่อพระธรรมวินัย ด้วยประการทั้งปวง จัดอยู่ในลักษณะ สัทธรรมปฏิรูป ก็จัดได้ว่า พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้กระทำการอันขัดต่อ พ.ร.บ.กำหนดวิทยฐานะ ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นสูง ของการศึกษาปริยัติธรรม ของคณะสงฆ์ (ปธ.๙) และการศึกษา ด้านหลักสูตร ปริญญาศาสนศาสตร์บัณฑิต (ศบ.) ของสภาการศึกษา มหามกุฏราชวิทยาลัย และ ปริญญาพุทธศาสตร์บัณฑิต (พธ.บ.) ของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยฯ ให้เทียบเท่ากับ คุณวุฒิการศึกษา ของมหาวิทยาลัยฝ่ายราชอาณาจักร โดยยึดหลักสำคัญ ๓ ประการคือ

๑. การศึกษาของสงฆ์ หรือการศึกษาพระพุทธศาสนา ของพระภิกษุสามเณร ควรอยู่ในความควบคุม หรือการดำเนินการ ของคณะสงฆ์ ซึ่งมีมหาเถรสมาคม อันเป็นองค์ปกครองคณะสงฆ์สูงสุด ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

๒. การจัดให้เป็นการศึกษาพระธรรมวินัย หรือพระปริยัติธรรมเป็นหลัก โดยให้วิชาอื่นๆ เป็นส่วนประกอบ คณะวิชชาอื่นๆ นี้จะต้องไม่ขัดกับพระธรรมวินัย

๓. ต้องป้องกันไม่ให้เกิดสัทธรรมปฏิรูป คือ เปลี่ยนแปลงพระธรรม ให้ผิดไปจากพระพุทธวจนะ หรือพระบาลี อันเป็นพระไตรปิฎก จากพระพุทธวจนะ ที่พระเถราจารย์ได้สังคายนาไว้ ตั้งแต่ครั้งปฐมสังคายนา (มติชน ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๒๒๑๗ วันพุธที่ ๒๘ มี.ค. ๒๕๒๗)

ดังที่กล่าวมานี้จะเห็นว่า พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ขาดคุณสมบัติ ในข้อ ๓ ตามพระราชบัญญัติ การกำหนดวิทยฐานะ ข้อ ๓ อย่างชัดแจ้ง คือการจัดทำให้เกิด และ/หรือ เผยแพร่สัทธรรมปฏิรูป ต่อสาธารณชน จึงควรที่ ทางมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จะต้องถอดถอนปริญญา พุทธศาสตรบัณฑิต และพุทธศาสตรดุษฎี บัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) จึงจะเป็นการถูกต้อง และถ้าหากทางมหาจุฬาฯ ไม่ถอดถอนปริญญา ทั้งสองนั้น ก็ต้องมีคำตอบ ให้กระจ่างต่อสาธารณชนว่า เพราะอะไร และทำไม นี่คือสิ่งที่เห็น และสิ่งที่เป็น อันได้เกิดขึ้นแล้ว และยังคงเป็นอยู่ในขณะนี้

มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นสถาบันการศึกษา สำหรับพระภิกษุสงฆ์สามเณร ในพระพุทธศาสนา เป็นแหล่งผลิต นักปราชญ์ราชบัณฑิต ให้กับประเทศ ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน การศาสนามากมาย ที่มีความรักและความหวงแหน แน่นเหนียว ด้วยศรัทธาที่แท้จริง ในพุทธศาสนา และสมาคมเปรียญธรรม ก็มากไปด้วย ผู้รู้ระดับอัจฉริยะ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ยากเกินไป ที่จะพิสูจน์ทราบ จากเอกสาร หนังสือ บทความ และเอกสารของ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เพื่อดำเนินการใดๆ อันเป็นการพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจ ของชนในชาติ เพราะสิ่งที่เห็น กับสิ่งที่เป็น ย่อมแตกต่างกันเสมอ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:35 am

ปัจฉิมลิขิต



ณ แผ่นดินแห่งนี้เรียกว่า ประเทศไทย มีพระพุทธศาสนา เป็นหลักชัย ให้ประชาชนในชาติ อยู่รวมกันในสังคม อย่างร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา นับแต่สร้างชาติ ความสงบสันติ แห่งประชาชาติ ล้วนแล้วแต่ เนื่องมาจากหลักศีลธรรม ในพระพุทธศาสนา นับเนื่องกันมาแต่โบราณกาล ความสงบร่มเย็นแห่งแดนดินถิ่นนี้ เป็นที่กล่าวขาน ถึงความเมตตาปราณี ให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แก่ชนทุกชาติ ทุกศาสนา มีโอกาสเข้ามาอยู่อาศัย ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร แห่งพระมหากษัตริย์ชาติไทย ประเทศไทยนี้ เป็นดินแดนแห่ง "เสรีภาพ" มากที่สุดในโลก มิได้เป็นเมืองขึ้นของใคร เราจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเรียกร้องหา "เสรีภาพ" จนถึงขนาด ต้องมีการสร้างหลักสูตร ขึ้นในสถาบันการศึกษา และหากจะมีผู้กล่าวว่า มีดินแดนประเทศอื่น ที่มี "เสรีภาพ" มากกว่าประเทศไทย ก็โปรดได้บอกมาด้วยว่า ประเทศไหน นี่คือความเป็นจริง ที่เป็นอยู่ในพุทธศักราช ๒๕๔๒ นี้

เมื่อเราพิจารณากันด้วยเหตุและผล ด้วยความเป็นจริง ก็จะพบคำตอบ ได้เป็นอย่างดีว่า วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ของไทยได้ถูกทำลายอย่างเป็นรูปธรรม อย่างเป็นขบวนการ นับเนื่องแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๕ เป็นต้นมา ทั้งทางด้านภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาประจำชาติ ก็มีความพยายาม สร้างค่านิยมผิดๆ ให้ออกเสียงไม่ชัด แล้วจัดว่าเป็นความโก้เก๋ ทั้งๆ ที่ภาษา คือ สัญลักษณ์สิ่งแรก ที่จะบอกว่า เขาคนนั้น เป็นคนชาติใด เป็นสิ่งที่สร้างความภูมิใจ ให้กับผู้ใช้ภาษา ว่าเขายังมีชาติ ซึ่งเหลืออยู่ในโลก ไม่กี่ประเทศที่มีภาษาเขียน ภาษาพูด เป็นของตนเอง ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ มีให้เห็นอย่างเป็นปกติ และเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สภาพที่เกิดขึ้นนี้ ท่านผู้อ่านคิดว่า เกิดโดยธรรมชาติ หรือเป็นการรุกทางวัฒนธรรม ที่ได้วางแผนไว้ อย่างเป็นขั้นตอน

ในด้านเศรษฐกิจของประเทศ ก็เริ่มเปลี่ยนแปลง จากระบบเกษตรกรรม อันเป็นฐานหลักของประเทศ มาเป็นแบบอุตสาหกรรม ทั้งๆ ที่ในประเทศ ไม่มีวัตถุดิบใดๆ วัตถุดิบ สำหรับอุตสาหกรรมทั้งหมด ล้วนต้องสั่งซื้อมา จากต่างประเทศทั้งสิ้น ทำให้ประเทศ ไม่สามารถอยู่ในสถานะ ที่จะพึ่งตัวเองได้ แม้การลงทุน ต้องกู้มาจากต่างประเทศทั้งสิ้น ในสมัยก่อน ค่านิยมของคนไทยจะมองว่า คนเป็นหนี้ เป็นบุคคลที่ไม่ควรคบหาสมาคม แต่เมื่อถึงยุคปัจจุบัน กลับมีการสร้างความเชื่อใหม่ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยว่า ยิ่งเป็นหนี้ได้มากเท่าไร คนนั้น คือคนที่น่าเคารพ มีเครดิตดี สิ่งเหล่านี้ ทำให้ประเทศไทย ต้องตกอยู่ในภาวะหนี้สินเอกชน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะคนแข่งกันเป็นหนี้ ซึ่งในที่สุด ทำให้ประเทศ ต้องเข้าสู่สภาพ หายนะทางเศรษฐกิจ อย่างที่เป็น และเห็นอยู่ และเข้าสู่ IMF ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับพหุภาคี ที่ประสานงานกับสภาคริสตจักร แห่งประเทศไทย ท่านผู้อ่านคิดว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเอง หรือมีการวางแผน และจัดบุคลากร ไว้ล่วงหน้าอย่างพร้อมสรรพ

ในด้านของพุทธศาสนา ได้ถูกโจมตีจากศาสนาอื่น อยู่ตลอดมา ถึงขนาดปลอมลายมือ พระเถระผู้ใหญ่ (พระพุทธทาส) เพื่อให้เกิดความเชื่อถือ ไว้ในเอกสารของคริสต์ศาสนา (ดูภาคผนวก) แต่ที่ชัดแจ้งอย่างเป็นรูปธรรม ก็จะเห็นได้ว่า อยู่ในระยะปี ๒๕๒๕ เป็นต้นมา การทำลายพุทธศาสนา ได้ปรากฏให้เห็น อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีจุดเป้าประสงค์ มุ่งตรงไปยังกระทรวงศึกษาธิการ อันเป็นหัวใจ แห่งการศึกษาของเยาวชน ในชาติ บุคลากรในขบวนการ ได้ถูกจัดสรร ให้ทำหน้าที่ใดๆ ที่สามารถนำเอา สัทธรรมปฏิรูป (ธรรมะปลอม หรือ พุทธศาสตร์แนวคริสต์) เข้าไปเป็นหลักสูตร บังคับสำหรับใช้เรียน จนถึงระดับปริญญาตรี และมีความพยายาม ที่จะเข้าควบคุม พุทธศาสนสมบัติ และผลประโยชน์ รายได้ทั้งหมด ที่เกิดขึ้นในพุทธศาสนา โดยสร้างสถานการณ์ เพื่ออาศัยเป็นข้ออ้าง ในการออกกฎหมายนั้นให้ได้ ที่รุนแรงที่สุด ก็คือ ในช่วงของปี ๒๕๔๒ วัดที่ประสบความสำเร็จ ในการสั่งสอนสมาธิจิต แก่พุทธศาสนิกชน มีผู้คนศรัทธาทั่วโลก ถูกโจมตีทำลายล้างทุกวิถีทาง อย่างเปิดเผย เฉียบคม และแยบยล ทั้งเป็นการกระทำเหนือกฎหมาย อันแสดงให้เห็นถึง อิทธิพล และเครือข่าย ของขบวนการที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อทำลายล้างพระพุทธศาสนา ในประเทศไทย ใช่หรือไม่

โดยความเป็นจริง ข้อแท้จริง อันนำเสนอ มาเป็นข้อมูลประวัติศาสตร์นี้ มีวัตถุประสงค์ ให้พุทธศาสนิกชน ได้ศึกษา พิจารณา ด้วยเหตุผล ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งเมื่อได้รับทราบเอกสารนี้ และรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง ที่เกิดขึ้นนั้น ว่ามีที่มาอย่างไร แล้ว จะได้ไม่มีข้อสงสัย สำหรับอนุชนรุ่นหลังที่เกิดมา แล้วมีคำถามว่า ด้วยสาเหตุใด พระสัทธรรมที่แท้ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรมศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา จึงสูญสลายหายไปจากหลายๆ ประเทศ บางทีบุคคลหลายๆ คน ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการ อาจจะไม่มีส่วนรู้เห็น ในสิ่งที่เขากระทำนั้นเลยก็ได้ แต่ทุกอย่าง ได้ถูกกำหนดให้เกิดขึ้น และเป็นไป จนวันหนึ่งอาจถึงจุดแห่งความสิ้นสุด ของพุทธศาสนา ในดินแดนที่เรียกว่า "ประเทศไทย" ซึ่งในวันนั้น อาจจะไม่เหลือชื่อให้เห็น บนแผนที่โลกแล้วก็ได้

ความสงบสุขของสังคม และความมั่นคงของชาติ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของไทย ล้วนแล้วแต่มีรากฐาน มาจากพระพุทธศาสนา ด้วยหลักแห่งศีลธรรม อันเป็นตัวจรรโลง ขัดเกลา ให้คนในชาติอยู่ร่วมกัน ด้วยสันติสุข มีความสงบ ร่มเย็นตลอดมา แล้วท่านผู้อ่าน คิดว่า เมื่อประเทศไทยไร้พุทธศาสนา จะมีภาพเป็นเช่นไร

คริสเตียนบีบพระสงฆ์ในพุทธศาสนาเผาตัวตาย
อดีตเกิดขึ้นในเวียดนามใต้ อนาคตจะเกิดขึ้นในประเทศอะไร???

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:38 am

อุดมธรรม-นิพพาน กับขบวนการล้มพุทธ


สิ่งที่ชาวพุทธจำนวนมากรับทราบจากข่าวสาร ในกรณีวัดพระธรรมกาย เกิดจากการเสนอข่าว สร้างกระแสว่า บิดเบือนคำสอน ว่า นิพพาน เป็น อัตตา ซึ่งก็ได้รับผล ประชาชนพากันรุมโจมตี โหมกระหน่ำตลอดมา จวบจนปัจจุบัน จึงขอเรียนให้ทราบว่า จากพยานเอกหลักฐาน ที่ได้รับแจกจากการประชุมเสวนา ณ อาคารรัฐสภาวันที่ 30 ก.ค. 2542 ซึ่งจัดโดย คณะกรรมมาธิการศาสนาฯ นั้น สามารถยืนยันได้ว่า การใช้คำว่า "นิพพาน" เป็นตัวนำ ในการโจมตีนั้น มีวัตถุประสงค์ ให้ชาวพุทธไขว้เขว ในพระสัทธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่แน่ใจว่า เป็นอย่างใดแน่ และเมื่อเกิดความสับสน ก็สามารถบิดเบือน สร้างคำจำกัดความใหม่ ของคำว่า "นิพพาน" ของตนเข้าไป โดยใช้คำว่า "อุดมธรรม" (ซึ่งมิใช่คำในพระพุทธศาสนา) แทน โดยระบุว่า คือสิ่งเดียวกันกับ "นิพพาน" ปรากฏเป็นหลักฐานแจ้งชัด และยกย่อง ถือเป็นสิ่งสูงสุด เท่ากับพระนิพพาน อันเป็นธรรมขั้นโลกุตร ที่พระอรหันต์ ผู้หมดกิเลสแล้วเท่านั้น จึงจะบรรลุได้ ปรากฏแจ้งชัด ในผังการปกครองสังฆมลฑล ที่นำเสนอโดย พระศรีปริยัติโมลี (ดูเอกสารประกอบ)

ผมเองก็สงสัยมาตลอดในคำว่า "อุดมธรรม" คืออะไรกันแน่ และเหตุผลไฉนจึงนำไปไว้สูงสุด และให้ ความหมายว่า คือ "นิพพาน" ซึ่งเป็นโลกุตรธรรมขั้นสูงสุด ของพระพุทธศาสนา ผมพยายามค้นหา ในพระไตรปิฎกทุกฉบับ ที่มีอยู่ในโลก ผลคือไม่มีครับ แต่มีอยู่ที่เดียวในโลกคือ หนังสือ "อุดมธรรม" ซึ่งแจกที่รัฐสภาฯ นั่นแหละ ท่านทราบหรือไม่ว่า ใครบัญญัติและให้ความหมายคำว่า "อุดมธรรม" ท่าน ผู้นั้นคือ พระธรรมปิฎก นั่นเอง ซึ่งให้ความหมายคำๆ นี้โดยรวมว่า "อุดมธรรม คือ การเอื้อเฟื้อเกื้อกูลศาสนาอื่น" (ในขณะที่ "นิพพาน"ในความหมายของพระไตรปิฎก คือ การดับกิเลสอาสวะทั้งปวง หลุดพ้นจากโลกียธรรมทั้งสิ้น) เป็นการบิดเบือนพระสัทธรรม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยชัดแจ้ง กรณีวัดพระธรรมกายซึ่งโดนกล่าวหาว่าสอนผิดพระไตรปิฎก แล้วกรณี ประกาศให้โลกยอมรับว่า เป็น "อุดมธรรม" คือ "นิพพาน" จะดำเนินการอย่างไร?? หรือว่า เพราะเป็นคนของ คณะกรรมาธิการศาสนาฯ จึงทำได้ไม่ผิด

คำถามที่อยากจะถามไปยังผู้ที่มีความรู้ทางพระพุทธศาสนาว่า ในเมื่อพระพุทธ องค์ได้ทรงบัญญัติไว้แจ้งชัด ในพระไตรปิฎก เรื่องนิพพาน ซึ่งมิได้เกี่ยวข้อง หรือมีข้อความใดๆ อันกล่าวถึง การสนับสนุนศาสนาอื่นเช่นนี้ จัดว่าผู้ที่กล่าว หรือประกาศเช่นนั้นได้ทำตัวเป็น ศาสดาองค์ใหม่ แทนพระพุทธเจ้าได้หรือไม่??

เอกสารดังกล่าวนี้ ได้รับอนุญาตจากนายอำนวย ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการศาสนาฯ ให้แจกจ่ายกับผู้ร่วมประชุมได้ จึงพอพิสูจน์เจตนา อำนาจ และ อิทธิพลของขบวนการ และองค์กรนอกศาสนานี้ ได้เป็นอย่างดี

ผมมีข้อความซึ่งคัดจากเอกสารที่อนุญาตให้แจกที่รัฐสภาฯ มาให้ท่านผู้อ่านพิจารณา ข้อความมีดังนี้

"ตัวธรรมชาติทั้งหลายเป็นกายของพระเจ้า กฎของธรรมชาติ เป็นจิตของพระเจ้า หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ นั้นคือพระประสงค์ และข้อเรียกร้องของพระเจ้า ส่วนผลตามหน้าที่นั้น คือผลที่พระเจ้าประทานให้" ผมอยากจะถามท่านผู้อ่าน ท่านเชื่อหรือ ไม่ว่า เป็นคำเทศนาของพระพุทธทาส ซึ่งเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ท่านที่เป็นลูกศิษย์ลูกหา ช่วยตอบด้วยนะครับ หรือใครมีเทปหลักฐานยืนยัน การเทศนานี้ โปรดส่งมาให้จะเป็นพระคุณยิ่ง แต่สำหรับผมเองนั้น ไม่เชื่อครับ ว่าพระสงฆ์ในพุทธศาสนาจะเทศนาสั่งสอนคริสต์ศาสนา โดยเฉพาะท่านพุทธทาส ซึ่งเป็นพระที่เคร่งในการปฏิบัติ ผมเข้าใจว่า เป็นการทำให้เสื่อมเสีย โดยท่านไม่มีสิทธิแก้ตัว เพราะท่านมรณภาพไปแล้ว เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือว่า พระพุทธทาส สนับสนุนคริสเตียน เพื่อให้เจือสมกับคำว่า "อุดมธรรม" ของพระธรรมปิฎก นั่นเอง

และนับแต่วันจันทร์ (๒ ส.ค. ๔๒) ที่ผ่านมา ผมได้รับคำถาม จากหน่วยราชการ และร้านจำหน่ายหนังสือ และประชาชนตลอดจนพระสงฆ์ จำนวนมาก เกี่ยวกับหนังสือ "เปิดโปงขบวนการล้มพุทธ" มีความสงสัย อยากทราบข้อกฎหมายบางประการ ที่เกี่ยวข้อง ก็ขอเรียนตอบให้ทราบว่า

หนังสือดังกล่าวนั้น เป็นการแสดงความต่อเนื่องเชื่อมโยง และพฤติกรรมของกลุ่มบุคคล ที่ร่วมกันกระทำการ อันมิใช่เจตนารมย์ ของรัฐธรรมนูญ สร้างสถานการณ์ "กรณีธรรมกาย" เพื่อเป็นสาเหตุ สร้างกระแสประชาชน นำไปเป็นข้ออ้าง ในการออกกฎหมาย ยึดอำนาจคณะสงฆ์ไทย และใช้บังคับพุทธศาสนิกชน ทั่วประเทศ อันเป็นอันตราย ต่อความมั่นคงของชาติ เป็นอย่างยิ่ง "การแสดงข้อมูลแท้จริง ที่เกิดขึ้นจริง มีหลักฐานทางราชการ และหลักฐานสาธารณะ สามารถพิสูจน์ได้ มิใช่เป็นความเท็จ เป็นการติชม ด้วยความเป็นธรรม นำมาเปิดเผยต่อสาธารณชน ให้รับทราบ รับรู้ เพื่อป้องกัน เหตุอันจะเป็นภัย ต่อความสงบสุข และศีลธรรมอันดี ของประเทศชาติ อันเป็นวิสัยของประชาชนชาวไทย พึงกระทำ (จึงไม่ขัดต่อ ป.อาญา มาตรา 329)" อีกทั้งเป็นการกระทำที่ถูกต้อง ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ ตัวบทกฎหมาย และหน้าที่ของพลเมืองไทย ส่วนผู้ที่ห้ามจำหน่ายจ่ายแจก หนังสือดังกล่าว ซึ่งมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน ดังกล่าวนั้น อาจจัดเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 (ฐานตัวการร่วม) คือ ร่วมกระทำความผิด กับกลุ่มบุคคล ที่ดำเนินการใดๆ ซึ่งเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา อันเป็นสถาบัน แห่งความมั่นคงของชาติ อยู่ในขณะนี้ สำหรับผู้จำหน่ายจ่ายแจก คือ ผู้ที่ทำหน้าที่พลเมืองดีของไทย ในการเผยแพร่ ข้อมูล ป้องกันประเทศ และช่วยรักษาความมั่นคงของชาติ ในส่วนสถาบันศาสนาอีกด้วย

พุทธศาสนาคือศาสนาประจำชาติ
คำนี้มิใช่คำกล่าวอ้างขึ้นลอยๆ โดยการแอบอ้าง จากชาวพุทธไทย แต่อย่างใด ปรากฏหลักฐาน โดยมีพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำรัส ณ พระที่นั่ง จักรีมหาปราสาท เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2527 มีความจำเพาะตอนหนึ่งว่า

"คนไทยเป็นศาสนิกที่ดีทั่วกัน ส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนา ประจำชาติ" จากพระราชดำรัสนี้ เป็นสิ่งยืนยันสถานะของ พระพุทธศาสนา เฉกเช่นบรรพกษัตริย์ไทย แต่โบราณกาล (การที่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือขบวนการ ได้กล่าวอ้างว่า ไม่เคยปรากฏหลักฐาน ณ ที่ใด ในประเทศไทยว่า ศาสนาพุทธ คือศาสนาประจำชาติ ซึ่งคำกล่าวข้างต้นนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด) และยิ่งไปกว่านั้น คือ ทรงมีพระราชดำรัสต่อหน้า สันตปาปา จอห์น ปอล ที่ ๒ ประมุขแห่งศาสนจักร โรมันคาทอลิค เมื่อมีพระกรุณา โปรดเกล้า โปรดกระหม่อม ให้เข้าเฝ้า ซึ่งชาวพุทธไทย จงโปรดระลึกไว้

ฉะนั้นการที่ผมและชาวพุทธไทย อีกหลายล้านท่าน ที่ได้ออกมากล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า "พุทธศาสนา คือ ศาสนาประจำชาติ" ย่อมมีที่มา มีหลักฐาน เป็นการสนอง เบื้องพระยุคลบาท เทิดทูนพระราชปณิธาน พระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดของชาติ ซึ่งผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้

จากการประชุมที่เกิดขึ้นในวันที่ ๑ ก.ย. ๓๗ "จิตสำนึกของชาวพุทธ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ในฐานะเป็นศาสนาประจำชาติ" วิทยากรท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา ได้กล่าวต่อหน้าที่ประชุมว่า

"อาตมาได้รับนิมนต์ให้มาพูดเรื่อง พุทธศาสนา ในฐานะเป็นศาสนาประจำชาติไทย... อาตมาจะต้องของทำความเข้าใจ กับที่ประชุมก่อนว่า ตัวอาตมานั้น ไม่ได้มาเพื่อที่จะร่วมรณรงค์ในเรื่องนี้ และว่าที่จริง อาตมาก็ไม่ได้สนใจ เรื่องการบัญญัติพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ เหตุผลในการที่จะบัญญัติพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ ไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็ไม่เห็นด้วย"

ท่านทราบไหมครับ ว่าวิทยากรที่กล่าวถึงนี้ คือใคร ท่านคือ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ผู้สร้างสถานการณ์ "กรณีธรรมกาย" ให้เป็นเรื่องแตกแยกในพระพุทธศาสนา อยู่ในขณะนี้ เมื่อนำเอาข้อมูลนี้ ไปรวมกับคำสารภาพของ นายประเทือง เครือหงส์ ซึ่งรับสารภาพว่า เป็นผู้ยกร่าง พรบ.ทั้ง ๒ ฉบับ จึงทราบได้ทันทีว่า พระธรรมปิฎก เป็นผู้กำกับเหตุการณ์ ให้เหมาะสมต่อการนำ พรบ.ใหม่ มาดำเนินการได้สำเร็จตามแผนงานที่วางไว้

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:39 am

ใครคือผู้กำกับบทที่อยู่หลังฉาก ???

ขณะนี้กระแสของการต่อต้านกฎหมาย ฆราวาสปกครองสงฆ์ และกฎหมายปลดอำนาจ สมเด็จพระสังฆราช ประมุขสงฆ์ไทย กำลังแรงขึ้นทุกขณะ แต่ขบวนการล้มพุทธก็พยายามใช้สื่อสารมวลชน ในอาณัติของตน พยายามสร้างข่าวพระธัมมชโย จะต้องไปให้การกลบเกลื่อน โดยพยายามสร้างภาพ ให้เห็นไปเหมือนว่า พระคืออาชญากรยังไงยังงั้น ผมอยากจะถามเจ้าหน้าที่ตำรวจจังว่า คดีวูล์ฟกัง ราชายาเสพติดน่ะ ไม่เห็นได้วางกำลังขนาดนี้ น่าสลดใจ จากภาพที่ออกมาทางโทรทัศน์ ในความคิดเห็นส่วนตัวผมว่า ทำให้ข้าราชการตำรวจส่วนใหญ่ เสียชื่อ เพราะมันเป็นการ สนองตัณหาของผู้ใหญ่ ไม่กี่คนเท่านั้น

กรณีที่ดินนี้ หากว่าถึงเรื่อง การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งสำนวน อัยการก็ไม่ฟ้องแล้ว เพราะอะไร เพราะว่า ผู้แจ้งความกล่าวโทษนั้น ได้กล่าวโทษในข้อหาเกี่ยวกับเรื่อง เจ้าพนักงานทำผิดต่อหน้าที่ ประเด็นที่จะต้องสอบสวนก็คือ เป็นเจ้าพนักงานหรือเปล่า มีหน้าที่หรือเปล่า หากเป็นเจ้าพนักงาน ไม่มีหน้าที่ ก็ไม่มีความผิดแล้ว นี่ว่ากันตามตัวบท ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 147 หรือ 157 ก็ตาม แต่ที่พนักงานสอบสวน กำลังทำอยู่ขณะนี้ ภาษากฎหมาย เขาเรียกว่า หลงประเด็น แต่จะบอกความลับ ให้ท่านผู้อ่านทราบเอาไว้สักนิดว่า ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องสอบสวนเรื่องสิทธิ์ บนที่ดินนั้น ก็เพราะนายอาคม เอ่งฉ้วน และกรรมการศาสนา ถูกฟ้องคดีแพ่ง ซึ่งศาลประทับรับคำฟ้อง และนัดไต่สวนมูลฟ้อง ปลายเดือนนี้ ดังนั้นการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงมุ่งประเด็นสิทธิ์บนที่ดิน ว่าได้มาชอบหรือไม่ เพื่อจะนำไปใช้ในการต่อสู้คดี ในศาลแพ่ง ของนักการเมืองที่ถูกฟ้องนั้น หากพนักงานสอบสวน ว่าผมพูดไม่จริง เมื่อมีการเบิกพยานในการไต่สวนมูลฟ้อง ที่ศาลแพ่ง อย่าอ้างข้อมูลใดๆ หรือเอาสำนวนสอบสวนเรื่องสิทธิ์ที่ดินนี้ ไปอ้างไหมล่ะ แล้วที่ผมบอกว่า สำนวนดังกล่าวที่สอบสวนนี้ แม้จะส่งอัยการก็ไม่ส่งฟ้อง เพราะขัดต่อกฎหมายที่พนักงานสอบสวนเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องลับ โดยเฉพาะ ละเมิดรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยสิทธิของบุคคล ในการตรวจบัญชีส่วนตัวในธนาคาร เป็นการได้พยานเอกสารมาโดยทุจริต (ขัดต่อ พรบ.ธนาคารพาณิชย์ ห้ามเปิดเผยข้อมูลของลูกค้า) เจ้าพนักงานสอบสวนก็อาจมีความผิด ฐานเปิดเผยความลับทางราชการ (ไม่เชื่อลองเปิดกฎหมายดูเถอะครับ แล้วจะต้องตกใจว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจอาศัยอำนาจกฎหมายข้อไหน ออกหมายเรียกหมายจับ หมายค้น ทั้งๆ ที่ตนไม่มีกฎหมายรองรับสักนิดเดียว แม้แต่คำว่าพนักงานสอบสวน ตาม ป.วิ.อาญามาตรา 2 (6) ก็นำมาใช้อ้างไม่ได้ เพราะไม่ใช่กรมตำรวจแล้วครับ) นี่เป็นเรื่องง่ายๆ เห็นได้ชัดว่า อะไรเป็นอะไร ใครเป็นใคร และทำไมจึงเกิดขึ้น

แน่นอนที่สุด การทำลายพระพุทธศาสนา ให้สิ้นไปจากแผ่นดินไทย โดยใช้ผลประโยชน์ อำนาจ และอิทธิพลเป็นเครื่องล่อใจ ให้ใครต่อใคร กระทำลงไปโดยไม่กลัวบาปกรรมที่จะตามมาถึงตัวโดยเร็ววันนั้น ย่อมมีตัวการ มีผู้ร่วมขบวนการ หากท่านอ่านข่าวสารจากสื่อมวลชนขณะนี้ จะเห็นว่า มีการออกมาปฏิเสธ จากพระธรรมปิฎก ว่าไม่เคยรู้เห็น เกี่ยวกับการร่างพระราชบัญญัติ ทั้งสองฉบับแต่อย่างใด แต่จากเอกสาร บันทึกการประชุมวันที่ 10 มิ.ย. 42 เรื่องการปรับปรุงกฎหมายปกครองคณะสงฆ์ ที่กรมการศาสนา หน้า 21 ปรากฏข้อความดังนี้

นายวรเดช อมรวรพิพัฒน์ นักวิชาการประจำกรรมมาธิการศาสนาและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เสนอสรุปได้ว่า

1.เจ้าคุณพระธรรมปิฎก อาพาธ จะมีหนังสือขอลาออก จากการเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการชุดนี้ อย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง แต่ปรารภว่า ยินดีที่จะให้คำปรึกษา หรือวิจารณ์เป็นลายลักษณ์อักษร มาเป็นเรื่องๆ ไป

ผมก็อยากจะฝากให้ท่านผู้อ่าน พิจารณากันเองก็แล้วกันว่า เกี่ยวข้องหรือไม่ แล้วที่สำคัญก็คือว่า นายวรเดชฯ เกี่ยวข้อง หรือได้รับมอบอำนาจ หรือเกี่ยวข้องสถานใด กับพระธรรมปิฎก จึงมีสิทธิ มาแจ้งต่อที่ประชุมแทนได้ ช่วยตอบให้ทราบด้วยนะครับ

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาเดียวในโลกที่มีความ เป็นอมตะ เป็นอกาลิโก มีความทันสมัยต่อทุกยุค ธรรมะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันได้ปรากฏในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นพระพุทธวัจนะ แม้พระอรหันต์ ผู้เป็นพระสุปฏิปันโน ซึ่งเป็นพระอริยสงฆ์เคารพ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด มิอาจบิดเบือน ด้วยพระพุทธวัจนะ ได้บัญญัติแจ่มชัดว่า

"ดูก่อนอานนท์ ธรรมวินัย อันเราบัญญัติไว้ดีแล้ว จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย แทนตถาคตสืบไป" อันธรรมวินัยของพุทธศาสนา ยอดยิ่งกว่าศาสนาใด เนื่องจาก มีวิถีทางปฏิบัติ ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง สิ้นจากกิเลสตัณหา อาสวะ ได้โดยการปฏิบัติให้ถึง "นิพพาน" ซึ่งมีบัญญัติไว้ ในพระไตรปิฎกว่า ต้องใช้การบำเพ็ญเพียรหลายภพหลายชาติ สะสมบุญบารมี จึงจะบรรลุอรหันต์ มีพระนิพพานเป็นที่สุด นั่นคือ ความหมายและหลักธรรม ในพระพุทธศาสนา และความหมายของคำว่า "นิพพาน" อันธรรมสูงสุด

แต่บัดนี้พระสัทธรรมพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ถูกเหยียบย่ำ ลดคุณค่า ของพระ "นิพพาน" ให้หมดความหมาย กลายเป็นอักษรตัวเล็กๆ ที่อธิบายความ หมายของ "อุดมธรรม" ดังได้กล่าวไปแล้ว ซึ่งขบวนการล้มพุทธ ได้จัดให้เป็นสิ่งสูงสุด ในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระสงฆ์ในพุทธศาสนา ต้องปฏิบัติตาม จึงอยากจะถามว่า นับตั้งแต่กฎหมายนี้ ประกาศใช้ พระสงฆ์และชาวพุทธทั่วไป จะต้องเคารพนับถือกราบไหว้ผู้ที่บัญญัติ คำว่า "อุดมธรรม" ในฐานะเป็นศาสดา แทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช่หรือไม่?

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธศาสนา ชะตาของชาติ

ตั้งหัวข้อ  sunny on Sat Nov 28, 2009 7:43 am

"อุดมธรรม"
สู่นิคหกรรมพระธรรมปิฎก


สิกขาบท หรือ วินัยสงฆ์อันบัญญัติไว้ในพระไตรปิฎก ก็มิได้ยกเว้นการลงโทษ แม้ว่าพระภิกษุรูปนั้น จะเป็นใครก็ตาม ก็ถูกลงทัณฑ์ทั้งสิ้น (ยกเว้นผู้เป็นต้นบัญญัติสิกขาบท) นี่คือความเสมอภาค และความศักดิ์สิทธิ์ ของพระวินัยบัญญัติ แห่งพระพุทธศาสนา ทำให้พุทธศาสนา ยืนยงตลอดมา เกือบ 3,000 ปี

เป็นที่ประจักษ์ทั่วไปว่า คณะกรรมาธิการศาสนา นำโดย นายอำนวย สุวรรณคีรี เป็นประธานที่ปรึกษา ผู้เป็นตัวตั้งตัวตี ในการเสนอต่อสภาผู้แทนฯ ว่า การสอนของ "พระราชภาวนาวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย" ผิดเพี้ยนไปจากพระไตรปิฎก โดยสอนว่า "นิพพานเป็นอัตตา" และฟ้องร้องทางสงฆ์ โดยการอาศัยข้อมูลจาก หนังสือกรณีธรรมกาย ของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นหลักในการกล่าวหา ก่อให้เกิดกระแส การต่อต้านพระพุทธศาสนา อย่างรุนแรง ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน ในประเทศไทย ยังความเสื่อมเสีย และเศร้าสลดใจ ต่อพุทธศาสนิกชน ไปทั่วประเทศ ทั้งๆ ที่ปรากฏเป็นหลักฐานแน่ชัด ในพระไตรปิฎก กล่าวไว้ว่า นิพพานเป็นอัตตา มีอยู่จริง แต่คณะกรรมาธิการศาสนาฯ ก็มิได้ใช้วิจารญาณใดๆ หรือหาข้อมูลจากแหล่งอื่นใด จากบุคลากรผู้ทรงภูมิรู้ ทั้งปริยัติ และปฏิบัติ ทางพุทธศาสนา ซึ่งมีอยู่มากมาย นับไม่ถ้วน จากพฤติกรรมดังกล่าวนั้น จึงเป็นลักษณะของ การจุดกระแส สร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้น กับขบวนการของตน และผู้ร่วมรับผลประโยชน์ ซึ่งมิได้เป็นไปตามข้อมูล และความเป็นจริง ในข้อเท็จจริงอันมีอยู่จริง บัดนี้เป็นที่พิสูจน์ได้ว่า ได้มีการวางแผนการ สร้างสถานการณ์ ปลอมพระลิขิตพระสังฆราช นำมาใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อทำลาย และ/หรือล้มล้าง เปลี่ยนแปลงระบบ การปกครองคณะสงฆ์ไทยใหม่ และเอื้ออำนวยโอกาสให้องค์กรต่างศาสนา สามารถเข้ามา มีอำนาจควบคุม องค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย โดยการสร้างสถานการณ์ "กรณีธรรมกาย" ขึ้น โดยมีพฤติกรรมดังนี้

การเปลี่ยนความหมาย "นิพพาน" ในพระพุทธศาสนา คือการตั้งศาสนาใหม่





สิ่งที่เกิดขึ้นและพิสูจน์ได้ชัดก็คือ การนำเสนอ คำว่า อุดมธรรม ขึ้นมาเป็นความหมายว่า คือ นิพพาน และเมื่อ ไปเปิดดูในพระไตรปิฎก แม้กระทั่งใน ฉบับบาลีสยามรัฐอันเป็นแม่แบบ ก็ไม่พบความหมาย ของคำว่า อุดมธรรม คือ นิพพาน แม้กระทั่งในไวพจน์ ของความ หมายนิพพาน ก็ไม่ได้ใช้คำว่า อุดมธรรม เรียกแทนแต่อย่างใด และมิได้มีความละม้าย ไม่ว่าโดยอรรถ หรือพยัญชนะก็ตาม ซึ่งแม้แต่เณรน้อย ที่เพิ่งเริ่มศึกษาเปรียญธรรม ก็ย่อมทราบได้ดี จึงมิใช่ความพลั้ง เผลอ หรือผิดพลาดใดๆ โดยเฉพาะผู้นำเสนอคือ พระศรีปริยัติโมลี รองอธิการบดีมหาจุฬาฯ มหาวิทยาลัยสงฆ์ ย่อมมีความรู้รอบคอบ แต่การนำเสนอให้คำว่า อุดมธรรม สูงกว่าพระธรรมวินัย ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา และเมื่อตามไปค้นคว้าดูจึงพบว่า ผู้ให้คำจำกัดความคำว่า อุดมธรรม คือ พระธรรมปิฎก ผู้เขียน "กรณีธรรมกาย" ซึ่งเป็นผู้ชี้ประเด็นว่า วัดพระธรรมกาย สอนบิดเบือนพระไตรปิฎกว่า นิพพานเป็นอัตตา นั่นแหละ และนี่คือการตั้งศาสนาขึ้นมาใหม่ โดยมีพระธรรมปิฎก เป็นศาสดา องค์แทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช่หรือไม่ จะเห็นว่า คำว่า อุดมธรรม ถูกจัดให้อยู่ในตำแหน่ง เหนือกว่าพระธรรมวินัย อันเป็นหลักชัย ของพระพุทธศาสนา เมื่อความหมายนิพพาน ของพุทธศาสนา ของเดิมถูกเปลี่ยนไป ก็แสดงว่า มิใช่เป็นศาสนาพุทธแล้ว (ศาสดาธรรมปิฎก ยุคโลกาภิวัตน์?)

สิ่งที่เป็นครุกรรมของภิกษุคือ "การบิดเบือนพระไตรปิฎก"
ในพุทธศาสนานั้น การเพียรปฏิบัติด้วยสมาธิจิต เพื่อให้กิเลส ตัณหา อาสวะสิ้นไป คือ นิพพาน แต่ในความหมายของพระธรรมปิฎกนั้น นิพพาน คือ อุดมธรรม หรือการอุปถัมภ์ช่วยเหลือศาสนาอื่น ซึ่งมิใช่ความหมายในพระไตรปิฎก เป็นการบิดเบือนพระสัทธรรมคำสอน ของพระบรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า

การจะเขียนคำจำกัดความในพระบาลี อันปรากฏในพระไตรปิฎกใหม่นั้น มิอาจจะกระทำได้โดยพลการ สามารถทำได้ทางเดียวเท่านั้น คือต้องมีการจัดประชุมสังคายนาคณะสงฆ์ ผู้รอบรู้ในทางภาษาบาลี ให้ความเห็นชอบร่วมกัน ในความหมายที่จะแปลออกมา ให้ปรากฏเป็นหลัก แก่พุทธศาสนิกชน ได้ศึกษาอย่างถูกต้อง

หากจะถามว่า พระธรรมปิฎกตั้งใจกระทำหรือไม่ มีหลักฐานหรือไม่ ต้องตอบ เป็นความตั้งใจกระทำโดยแท้แน่นอน สามารถพิสูจน์ได้จากหนังสือ "พุทธธรรม" หน้า 275 บรรทัดที่ 8 ซึ่งใช้คำว่า "อุดมธรรม" เพื่อให้มีความหมาย คล้ายกันกับ วิถีชีวิตของชาวคริสต์ ว่าด้วย อุดมภาวะ คือการขึ้นสวรรค์ และมีชีวิตในอันตวาระ (Aschatology) และตามบทบัญญัติ ของคริสเตียน (โรมา 12.4-10)

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ จากเอกสารของวาติกัน เดือนมีนาคม 2511 มีเอกสารคำสั่งของสันตะปาปา มีข้อความตอนหนึ่งว่า "ภารกิจของงานเผยแพร่ แบบมิชชั่น ไม่จำกัดอยู่เพียงการเปลี่ยนในปัจเจกบุคคล ให้มานับถือคริสต์ศาสนา" และจากฐานข้อมูลการข่าว ทำให้ทราบที่มาของหนังสือ "พุทธธรรม" ว่า เขียนขึ้นในปี พ.ศ.2514 โดย บุคคลต้นคิด ในการเขียนหนังสือพุทธธรรมนั้น คือ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ (ส. ศิวรักษ์) ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิโกมลคีมทอง โดยได้รับทุนจาก องค์กรคริสเตียน สมัยเมื่อพระธรรมปิฎก ดำรงตำแหน่งเป็น พระเทพวิสุทธิโมลี โดยทำหน้าที่เป็นวิทยากร เผยแพร่อุดมการณ์ และ "พุทธศาสตร์แนวใหม่" ที่วัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่ โดยเข้าร่วมกิจกรรมมูลนิธินี้ จากการชักนำของ นายธรรมเกียรติ กันอริ ซึ่งในปี พ.ศ.2519 มูลนิธิโกมลคีมทอง ได้ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เข้าตรวจค้นจับกุม พบเอกสารหลักฐาน โฆษณาเผยแพร่ลัทธิ อันเป็นมหันตภัยต่อชาติ พระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ หลายแสนเล่ม ทำให้สมาชิก ต้องหลบหนีออกนอกประเทศ และพระราชวรมุนี (ปยุตฺโต) จึงเดินทางไปสหรัฐอเมริกา และพำนักอยู่ใน รัฐเพ็นซิลวาเนีย (พ.ศ.2519) จึงได้เขียนหนังสือ "ธรรมนูญชีวิต" โดยเฉพาะที่ หน้า 14 บรรทัดสุดท้าย จะเห็นได้ชัดว่า เป็นการปลอมปนพุทธศาสนา ให้เป็นสัทธรรมปฏิรูป โดยตั้งใจเขียน ให้เข้ากับบทบัญญัติของคริสเตียน (โรมา 12.4-18)

การที่พระศรีปริยัติโมลีนำเสนอออกมานั้น ได้ผ่านออกสู่สื่อมวลชนทุกแขนง แต่ไม่มีผู้ใดออกมาต่อต้าน หรือแสดงความคิดเห็นว่า อุดมธรรม กับ นิพพาน เป็นคนละเรื่องคนละความหมาย เป็นการบิดเบือนพระสัทธรรม อันเป็นพระพุทธวัจนะ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้แต่พระธรรมปิฎก ที่ขบวนการล้มพุทธ ยกย่องว่า เชี่ยวชาญ ด้านศาสนา เหตุไฉนจึงเงียบกริบ กรรมาธิการศาสนาฯ ที่เจ้ากี้เจ้าการ ฟ้องเอาเป็นเอาตาย กับวัดพระธรรมกาย ไอคิวตกกันแล้วหรือยังไง นี่แหละเขาเรียกว่า อาชญากร ย่อมทิ้งร่องรอย มหาบุญถึง ท่านพยอม นายเจิมศักดิ์ และทิดเถียน พระไพศาลฯ อยู่ที่ไหนล่ะ มาช่วยกันไล่หน่อยเป็นไง ไหง...เงียบไปล่ะ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 3 จาก 4 Previous  1, 2, 3, 4  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ