วันสงกรานต์ สำคัญกว่าที่คิด

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

วันสงกรานต์ สำคัญกว่าที่คิด

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Wed Apr 15, 2009 7:43 am

ผู้รู้ท่านสอนสั่งมาว่า วันสงกรานต์ มิใช่แค่วันปีใหม่ไทย เท่านั้น แต่เป็นวันสำคัญมากที่สุดวันหนึ่งของคนไทยในวันนี้ เพราะเป็นวันชาติไทย วันที่ไม่มีในสารบบวันสำคัญของชาติเลย ไม่มีระบุในปฏิทิน ?!?

และในปีนี้ ก็มีเหตุการณ์ ที่ก่อขึ้น คนบงการจะวางแผนทำลายในเชิงสัญลักษณ์ หรือไม่ว่า ต้องการทำลายชาติไทย ในวันชาติไทย ต้องการล้างให้สิ้นเผ่าพันธุ์หรือไง คนไทยเราต้องคิด และอย่าปล่อยให้ใครบังอาจทำลายเราได้ง่ายๆ แบบนี้

สีเหลืองมาพร้อมกับ ความต้องการ ล้มระบบทักษิณ ...นั่นคือนัยที่แกนนำบอก คนสีเหลืองมีมาทั่วสารทิศ ที่มาเองก็มี จัดตั้งมีหรือเปล่าเราไม่รู้ แต่คนที่มาเอง เขามาด้วยเหตุผลประการเดียว แต่เป็นเหตุและปัจจัยที่สอดคล้องกันอย่างยิ่ง เขาไม่ต้องการให้ระบอบทักษิณ คงอยู่ นั่นเพราะเขาคิดว่าหากระบอบนี้คงอยู่ สถาบันสูงสุดจะมีอันตราย จุดนี้เองที่ทำให้ต้องมา

สีแดงมาพร้อมกับความต้องการล้มระบอบที่เขาเรียกว่า อามาตยธิปไตย ซึ่งโบราณไปนิดไหม ตอนนี้ไม่มีอามาตย์สักหน่อย ถ้าบอกว่าล้มระบอบนั้นก็คือล้มรัฐบาลสิ เพราะรัฐบาลคือ ข้าฯ ในพระองค์เหมือนกัน และทำงานบริหารประเทศ คนตั้งศัพท์ คิดให้ดีสักหน่อย ก่อนจะสรรหาคำหรูๆ มาสาดใส่กัน คงไม่ปฏิเสธกันว่า สีแดงมาด้วยกลุ่มที่ต้องการระบอบการบริหารแบบทักษิณ เพราะเขาเชื่อมั่นว่าทักษิณเท่านั้นที่จะสร้างและบันดาลความผาสุกให้เขาได้ เขาไม่ปฏิเสธว่าทักษิณมีเรื่องทวนน้ำ ตามน้ำ เพราะเขาคิดว่านั่นคือเรื่องธรรมดาในการบริหารงาน นักการเมืองก็เป็นเหมือนกัน (ตรงนี้เราเห็นด้วย)

แต่ที่ต้องการล้มอามาตยฯ เพราะคิดว่าระบอบนี้ทำให้ทักษิณมีปัญหา เขาต้องการให้ทักษิณกลับมาบริหารงานต่อ ซึ่งทักษิณจะกลับมาได้จะต้องล้างไพ่ใหม่ ลืมเรื่องเก่าเสีย เหมือนกับกรณี ที่ประกาศยกเลิกการให้ซัลเฟอร์เป็นสารอันตราย เขาต้องการให้นิรโทษทักษิณ เพื่อให้ทักษิณเข้าสู่ระบบการเมืองได้อีก แล้วชนะเลือกตั้ง (ซึ่งเขามั่นใจว่าจะชนะแน่) นั่นคือเหตุผลหลักๆ ในการออกมาชุมนุม หรือใครจะเถียง

กรณีที่อ้างเรื่องหลายมาตรฐาน เพื่อให้ตอบคำถามไม่ได้ว่า การไม่เอาโทษเอาผิดของกลุ่มเสื้อเหลืองนั้น ไม่เป็นธรรม ในเมื่อเสื้อเหลืองออกมาได้ ทำไมเสื้ออื่นจะมาไม่ได้ แต่เขาหารู้ไม่ว่า การมีหลายมาตรฐานนั้นมันเป็นของคู่โลก ไม่เฉพาะประเทศเรา สมัยทักษิณเองก็มีเรื่องทำนองนี้

จุดประสงค์คนสีเหลืองด้วยใจ ไม่ต้องการทักษิณ เพราะคิดว่าเป็นภัยต่อสถาบัน
จุดประสงค์คนสีแดงด้วยใจ ไม่ต้องการองคมนตรี เพราะคิดว่าคือตัวปัญหาทำให้ทักษิณกลับไม่ได้

สรุปว่าทักษิณคือตัวปัญหาใหญ่ สร้างปัญหาต่อส่วนรวม ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน สมกับลักษณะใบหน้า ศุกร์ บน เสาร์ เสียจริงๆ นอกจากจะเป็นปัญหาของคนอื่นแล้ว ยังสร้างปัญหาให้ตัวเองอีกด้วย

สิ่งที่เขาจะต้องทำต่อไปก็คือ ทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วเปลี่ยนทิศทางดำเนินชีวิตเสียใหม่ หัดมีความจริงใจและรู้จักปล่อยวางสิ่งต่างๆ ลงไป โดยเฉพาะ ความเจ้าคิดเจ้าแค้น และ ปัญหาใหญ่คือ ยอมรับว่าโลกนี้ไม่เที่ยง ซึ่งไม่ได้บอกให้รู้จักหัดรับความพ่ายแพ้ การที่รับความจริง กับ การยอมแพ้ไม่เหมือนกัน เพราะในทุกสงคราม จะไม่มีผู้ชนะ จะมีก็แต่ผู้สูญเสีย มาก กับ น้อย เท่านั้น
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

คุณรู้จัก ชาติไทย แค่ไหน

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Wed Apr 15, 2009 7:54 am

คัดมาจากหนังสือ ร้อยกรอง ชื่อ ประวัติศาสตร์ชาติไทย ของคุณกวีเพชร พิมพ์ครั้งแรก ธันวาคม ๒๕๒๗ (ครั้งเดียว)
โดยสำนักงาน วินันฑา จัดจำหน่ายโดย บจ.สามัคคีสาส์น

ได้จากงานหนังสือแห่งชาติที่ผ่านมา กราบขอบพระคุณ ท่านผู้ประพันธ์ ไว้ ณ ที่นี้ด้วย

จากเทือกเขาอัลไตที่ไกลโพ้น ถิ่นมองโกลเดิมไทยเป็นใหญ่อยู่
ความแห้งแล้มยากเข็ญเป็นศํตรู ไทยทุกผู้อพยพหลบลงมา

ผ่านทะเลทรายโกบีที่เวิ้งว้าง เผ่าไทยต่างลัดเลาะเสาะสืบหา
ภูมิลำเนาตั้งรัฐพัฒนา สร้างพาราแห่งใหม่ไว้พักพิง

ประวัติศาสตร์จารึกบันทึกว่า ปีหนึ่งหก.หกห้าล้ำค่ายิ่ง
ก่อนจะถึงพุทธกาลตำนานอิง ค้นพบสิ่งแปลกใหม่ให้ชนรู้

ชนชาติจีนเรียกว่าเมืองต้ามุง เจริญรุ่งเรืองไกลเกินใครสู้
อาณาจักรแห่งใหม่ไทยเชิดชู ปักหลักอยู่อย่างอุดมสุขสมบูรณ์

แผ่นดินทองแห่งนี้มากมีค่า แบ่งอาณาจักรไปมิให้สูญ
เป็นสามเขตสามส่วนล้วนจำรญ เพิ่มเพาะพูนอำนาจเชื้อชาติไทย

อาณาจักรลุงค่อนทางตอนเหนือ เจริญเหลือติดลำแม่น้ำใหญ่
คือต้นน้ำฮวงโหโอ่วิไล มิห่างไกลเมืองลุงเจาปัจจุบัน

อาณาจักรปาหรูอยู่ทางใต้ เป็นหนึ่งไม่มีสองของเขตขัณฑ์
แถมลุ่มน้ำแยงซีเกียงใกล้เคียงกัน บัดนี้นั้นเรืองรุ่งคือจุงกิง

อาณาจักรเงี้ยวงั้นตะวันออก ตำราบอกชี้แจงแจ้งทุกสิ่ง
ใกล้ทะเลติดแม่น้ำชุ่มฉ่ำจริง เหลือซากทิ้งไว้เลือนลางคือจางชา

สามอาณาจักรไทยสมัยนั้น ระบือลั่นเรืองอำนาจวาสนา
เงี้ยวก็รุ่ง ลุงก็เรือง พร้อมเมืองปา สามอาณาก้องไกลไปทั่วแดน

สี่ร้อยปีที่ไทยได้อำนาจ สืบเชื้อชาติเผ่าไทยได้นับแสน
ทั้งข้าวปลานาไร่ไม่ขาดแคลน เป็นปึกแผ่นแน่นหนากว่าชาติใด

ปีหนึ่งสองสามเจ็ดก่อนพุทธกาล จากพยานหลักฐานที่ขานไข
กษัตริย์ราชวงศ์เฮียเสียเมืองไป หลบหนีภัยเข้ามาหาสามิภักดิ์

ต่อมาอาณาจักรไทยได้ขยาย แพร่เชื้อสายเผ่าไทยให้ประจักษ์
แผ่นดินกว้างเกรียงไกรยิ่งใหญ่นัก ยึดเป็นหลักปักแน่นมิแคลนคลาย

อาณาเขตปกคลุมลุ่มพื้นที่ แม่น้ำมีเคียงคู่อยู่สองสาย
ฮวงโหกับแยงซีเกียงไหลเคียงกาย สุขสบายถ้วนทั่วทุกตัวคน

รวมเสฉวน ฮูเป และ อานไว เข้าอยู่ในเขตที่มากมีผล
เป็นแคว้นใหญ่มากมายหลายมณฑล ดูสับสนคับคั้งทั้งอาณา

บ้านเมืองใดสบสุขสนุกสนาน ย่อมมีพาลรานรุกบุกเข้ามา
ชนชาติจีนอพยพหลบเข้ามา แย่งขายค้าหากินบนถิ่นไทย
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อาณาจักรศรีสุวรภูมิ

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Wed Apr 15, 2009 10:06 am

วิชาโหราศาสตร์ ที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น ใครเป็นเจ้าตำรับ ?

ตามหลักฐานจารึกโบราณ ระบุตรงกันว่า ฤาษีโคตมะ กษัตริย์แห่ง อาณาจักรศรีสุวรภูมิ ต้นราชวงศ์ โคตมะ ซึ่งสละราชสมบัติ ผนวชเป็นฤาษี เป็นผู้คิดค้น ในครั้งบรรพกาล

จากพระไตรปิฏก คัมภีร์แห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งถือเป็นแหล่งความรู้ประวัติศาสตร์ ที่สมบูรณ์และถูกต้องที่สุด รวมทั้งยังเก่าแก่ที่สุด มีรายละเอียดย้อนยุคขึ้นไปเป็นแสนปี ปรากฏในชาดกต่างๆ กล่าวถึงอาณาจักรโบราณ ในสุตันตปิฏก ขุทกนิกาย มหานิเทส ว่า
... เมื่อแสวงหาโภคทรัพย์ ย่อมแล่นไปสู่มหาสมุทรด้วยเรือ ...ไป สุวรรณภูมิ
และใน สุตันตปิฏก ขุทกนิกาย พุทธวงศ์ ความว่า
... ก็พระนครที่ประสูติของกกุสันธพุทธเจ้านั้นมีชื่อว่า นครเขมรัฐ (เชียงตุง) พระบิดามีพระนามว่า อัคคิทัต ...
และใน สุตันตปิฏก มัชฌิมนิกาย ความว่า
... ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้านั้น ดินแดนสุวรภูมิ เป็นแดนที่อุดมสมบูรณ์ เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ได้เสด็จมาประทับแล้วในการนี้ พระกัสสปได้เสด็จมาประทับแล้วในกาลนี้ พระโคดมพุทธเจ้าก็ได้เสด็จมาประทับอีก ๑ พระองค์

จะเห็นว่า อาณาจักรศรีสุวรภูมิ ซึ่งในพระไตรปิฏกเรียกว่า สุวรภูมิ และนครต่างๆ นั้น มีอยู่จริง และมีมานานแล้วก่อนสมัยพุทธกาล

ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับสุวรภูมิใน คัมภีร์ปฐมกัปป์ ผูกที่ ๑ มีว่า
" เมื่อสมัยกาลน้ำท่วมโลกนั้นมิได้หมายความว่า ได้ท่วมไปทั้งหมดทุกแห่งก็หาไม่ เหลือแคว้นเมืองใหญ่อยู่เป็นบางแห่ง ภายหลังเมื่อน้ำแห้งแล้วจึงเกิดเป็นเขาพระสุเมรุราช (หิมาลัย) โลกก็แบ่งเป็น ๔ ทวีป นับแต่เบื้องเขาพระสุเมรุราชไปเบื้องตะวันตกคือ อโคยานทวีป เบื้องใต้คือ ชมพูทวีป เบื้องเหนือคืออุตรกุรุทวีป และ เบื้องตะวันออกคือ บุพพวิเทหทวีป

ชนรักษาศิลปฎิบัติธรรมตามถ้ำ เขาหลวง จึ่งเหลือรอดชีวิตจากมหาอุทกภัยอยู่ในบุพพวิเทหทวีปนี้ พร้อมจัดประชุมกัน หันว่ามีเหลือรอดอยู่มากมาย จึงกล่าวว่า เราเหลือรอดชีวิตมากขนาด เราจงขานเราว่า ลวทยย (อ่านว่า ละวะไทยยะ คำว่า ละวะ แปลว่ามากมาย คำว่าไทยยะ แปลว่า รอด อิสระ ซึ่งรวมความ ลวไทยยะ จะได้ความหมายว่า รอดมากมาย) ในกาลต่อไปเถิด แลชนทั้งหลายที่รอดพ้นจากน้ำท่วมก็พากันสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ ณ กึ่งกลางบุพพวิเทหทวีป อันขนาดด้วยทะเลทั้งออกแลตกรุ่งเรืองสืบมานามว่า สุวรรณภูมิ
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ภาษาของชาชาติไทย

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Wed Apr 15, 2009 10:20 am

อาณาจักรศรีสุวรภูมิได้ขยายการค้าสู่หลายอาณาจักร จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาษาไทยได้รับการพัฒนาขั้นสูงสุด เพื่อให้สะดวกในการออกเสียงสำเนียงให้ใกล้กับภาษาของชาชาติที่เข้ามาติดต่อค้าขายด้วยนั่นเอง ทำให้ภาษาไทยมี ๕ เสียง คือ เสียงสามัญ เสียงสูง เสียงกลาง เสียงต่ำ และ เสียงนดนตรี มีพยัญชนะ สระ มากที่สุดในโลก ของภาษาที่ใช้ตัวสะกด (ต่างจากภาษาจีน ซึ่งเป็นภาษาภาพ มิใช่ภาษาตัวสะกด) ไม่มีภาษาชาติใดจะพัฒนาเท่าอีกแล้ว ขุดพบอักษรไทยชนิดนี้ที่บ้านคูบัว จ.ราชบุรี เป็นลักษณะเดียวกันกับอักษรใน นครฮาราฮัปโป และ นครโมเฮน โจดาโร เมืองโบราณ ซึ่งมีมาก่อนสมัยพุทธกาล และ สร้างเมืองต่างๆ ตามเส้นทางจากเมืองราด ไปยังชมพูทวีป

ได้ปรากฎหลักฐานว่าการใช้ภาษา ของชาวสุวรภูมิ กับ ชาวอริยกะ หรือ ศากยะ(วงศ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจาองค์ปัจจุบัน) ใช้ภาษาเดียวกัน ดังปรากฏในพระบาลีเถรวาท ว่า

สมัยหนึ่งชีวกโกมารภัจจ์ แพทย์ประจำพระองค์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้กราบทูลลาพระพุทธองค์ ไปอยู่ในราชสำนักของกษัตริย์ในสุวรภูมิ นาน ๑๒ ปี เมื่อกลับไปยังกรุงราชคฤห์ประเทศมคธ แล้ว ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลสนทนาด้วยภาษาชาวสุวรภูมิ ซึ่งพระผู้มีพระภาคก็ตรัสด้วยได้อย่างไม่ติดขัด หมอชีวกโกมารภัจจ์หลากใจ จึงทูลถาม พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบว่า ภาษานี้เป็นภาษากำเนิดของพระองค์เอง เป็นภาษากำเนิดชนอาริยกะ ชาวศากยะพูดกันด้วยภาษานี้ หมอชีวกจึงทูลชมว่าเป็นภาษาที่มีสำเนียงไพเราะ สละสลวย ฟังเข้าใจง่าย แต่ละคำมีความหมายตายตัว

เมื่อถึงจุดนี้ อาจทำให้ผู้ที่เคยรู้มาก่อน เพราะเขาเขียนให้เราเชื่อว่า อ้าวพระพุทธองค์ มิใช่เป็นคนอินเดียหรือ ... ก็ขอถามกลับว่า แล้วบันทึกฉบับไหนล่ะ ที่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นชนภารตะ ไม่มี ทุกฉบับบอกตรงกันว่า ทรงเป็นชนชาติอริยกะ ซึ่งไม่ได้อยู่ในชมพูทวีปมาก่อน แต่เป็นชนชาติที่เจริญแล้วด้วยวัฒนธรรม และ วิทยาการ อพยพเข้าสู่ชมพูทวีป ทางด้านตะวันออก ในขณะที่ชนชาติภารตะยังไม่มีในชมพูทวีป มีก็แต่เพียง พวกมิลักขะ (ด้อยพัฒนา)เท่านั้น

บางคนอาจคิดว่า ภาษาจีนเกิดก่อนภาษาไทย แต่ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภาษาจีนเกิดภายหลัง ในระยะที่ชนชาติไทยตั้งอาณาจักร ในดินแดนเหนือนั้น จีนยังเป็นวุ้น ....ไม่มีดินแดน ไม่มีประเทศ เป็นตัวเป็นตนในแผนที่โลก

ตามบันทึกของเล่าเซ้งว่า
" สมัยซ้องเฉียว ทั้งแผ่นดินยังไม่มีอาณาจักรจีน เนื่องจากยังเป็นชนกลุ่มน้อย คนทั้งหลายเรียกชนชาติพวกนี้ว่า ตงง้วน และ ก่อนที่จิ๋นซีจะรวมประเทศได้ ก็เรียกว่า ตงจิ๋น "
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ไทยไม่ใช่ทาสขอม แล้วขอมก็ไม่ใช่ชนชั้นที่พัฒนามากกว่าไทย

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Wed Apr 15, 2009 10:46 am

ก่อนจะคัดลอกต่อไป ต้องเรียนว่า ตั้งแต่เรื่อง อาณาจักรศรีสุวรภูมิ จนต่อไปเรื่อยๆ นี้ ได้คัดลอกจากตำรามา โดยที่จะต้องไปเรียนถามท่านผู้เขียนก่อนว่า จะมาลงเป็นอ้างอิงต่อไปหรือไม่ แต่สรุปว่า ลอกมาเป็นบางส่วน แต่มิได้เขียนเพิ่มเติม (ยกเว้นการแซวเล็กน้อยๆ )

เวลาพูดถึงขอม ทุกคนมักนึกถึง อะไรที่เจริ้ญ เจริญ แล้วก็ ต้องรีบประเคนให้ เขมรทันที ว่าเป็นต้นตำรับ
ทั้งๆ ที่มันมิใช่

ในภาคอีสานของไทย จะมีปราสาทหินไปทั่ว ส่วนในภาคกลางจะเห็นก็ที่ลพบุรี ในบาลีเรียก ลวรัฐ มาแต่สมัยก่อนพุทธกาล ในศิลาจารึกนั้นเรียกว่า ลโวทยยปุร แปลความว่า เมืองไทยลโว้ หรือ เมื่องละโว้ ลพบุรีในปัจจุบัน

ตามสภาพภูมิศาสตร์ ตั้งอยู่บนตะพัก ยื่นจากทิศตะวันออก มาจดแม่น้ำลพบุรี ข้างเหนือมีธารน้ำเรียกว่าทะเลชุบศร ไหลมาจากเทือกเขาสามร้อยยอด ไปลงแม่น้ำลพบุรี ที่ท้องพรหมมาตร์หน้าป้อมโพธิ์ ซึ่งในสมัยโบราณตรงนี้เป็นท้องทะเล ทางใต้มีทางน้ำ เรียกว่า ท่าเรือจอด ซึ่งในสมัยโบราณเป็นท่าเทียบเรือสำเภา ซึ่งเป็นเรือสินค้าอันมาจากต่างแดน ทางน้ำนี้จะเลียบกำแพงเมือง ไปลงแม่น้ำลพบุรีเหมือนกัน นครละโว้นี้ตามจดหมายเหตุจีน เรียกว่า ล่อฮกก๊ก หรือ หลอฮกก๊ก

ศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ จารึกด้วยภาษามคธ ยืนยันว่า ชาวลโว้เป็นชนชาติไทย ปรากฎในโศลกที่ ๑๑๖ และ ๑๑๗ ว่า " ลโวทยย สุวรณปุร .." แปลว่า " ชาวไทยละโว้ เมืองสุวรรณภูมิ " แต่เป็นที่น่าเสียดายที่นักประวัติศาสตร์ไทย ไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะฝรั่งผู้แปลตัดคำว่า ทยย = ไทย ออกไป ไม่ว่าจะทำเพื่อสนองลัทธิล่าอาณานิคมหรือไม่ ก็ได้ทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันสำคัญสำหรับ ชนชาติไทย ที่อนุชนคนรุ่นหลัง ควรรับรู้ และ มีความภาคภูมิใจ (จะได้ไม่ต้องรีบส่งของของตัวให้คนอื่นเขา โดยหลงเชื่อว่ามันเป็นเจ้าของ เพราะคิดว่าประเทศตัวไม่มีปัญหาจะสร้างได้ เนื่องจากเอามาตรฐานทางปัญญาของตัวเองมากดหัวตัวเองโดยแท้)

ในมหาอาณาจักรศรีสุวรรณภุมินี้ ล้วนแต่เป็นชนชาติไทย ทั้งสิ้น

มีความเชื่อผิดๆ ว่า พระนางจามเทวี เป็นชนชาติขอม แต่ตามหลักฐานพบว่า พระนางคือราชธิดา องค์สุดท้องของพระยาสักรดำ ซึ่งเป็นชนชาติไทย เมื่อพระนางครองลพบุรี ได้ระยะหนึ่ง ฤาษีวาสุเทพ แห่งหริภุญชัย ได้ส่งพระราชสารถึงพระยาสักรดำ พระราชบิดา ขอให้ขึ้นไปครองเมืองหริภุญชัย ซึ่งฤาษีวาสุเทพ กับ ฤาษีอีก ๓ ตน ได้ร่วมกันสร้างเมืองขึ้นใหม่ พระนางจึงพร้อมด้วยข้าราชบริพาร ของพระสวามีที่ส่งไปช่วยจากรัมนคร ขึ้นไปพร้อมกัน

ขอม ถือกำเนิดขึ้นมาจาก พระราชโอรส และ สายราชวงศของพระนางจามเทวีทั้งสิ้น คือ เป็นเมืองที่เกิดเมื่อ หลานของพระเจ้าชีวกราช (โอรสของพระนางจามเทวี) ไปตั้งนครใหม่ ทางทิศตะวันออกของ ลโวทยย ที่เมืองพลั่ว ริมแม่น้ำโขง เป็นชนชาติชั้นเหลนของพระนามจามเทวี

คำว่าขอมแปลว่า ขอบ คลุม โพก ขอมบ้านหมายถึงขอบรั้ว ชายแดน เรียกขอมเมือง ลักษณะคลุม โพก นี้เองจึงนำมาเรียกอักษรไทยที่ถูกแปลงเป็นภาษาใหม่ เรียกว่าภาษาขอม เพราะนั่นคืออักษรไทยที่เขียนโดยมีการคลุม หรือ โพกพยัญชนะ เป็นภาษาขอม นั่นเอง (ทำให้ตัวหยึกยือมากขึ้นกว่าภาษาไทย บางคนเลยมองเป็นขลังไปก็มี ตรงนี้ดิฉันเขียนเอง)

การที่คนไทยเรียน หรือ ศึกษาภาษาขอม ก็หมายถึงว่า ศึกษาภาษาไทยในสมัยโบราณ อย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้บอกว่า ไทยเป็นเมืองขึ้นขอม เป็นทาสขอม แบบที่ฝรั่งนำไปเขียน

อ่านมาถึงตรงนี้ จะรู้จักภูมิใจกับรักชาติตัวเองมากเท่ารักฝรั่งไหมเนี่ย
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ที่มาของวันชาติไทย

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Wed Apr 15, 2009 11:08 am

วันสงกรานต์ วันชาติไทย มีที่มาว่า

พระยากาวัณดิศราช หรือ อนุรุธรรมิกราช เป็นราชโอรสของ พระเจ้าสักรดำ ชอบทำตนเป็นสามัญ คบหาเพื่อนฝูง และ เสด็จเยี่ยมพระประยูรญาติผู้ใหญ่ทั้งหลายทั้งอาณาจักรศรีสุวรภูมิภาคเหนือทั้งสิ้น จนรู้จักกันทั่วทุกเมือง มีฝีมือต่อสู้เหี้ยมหาญ เสด็จครองอริมัทนบุรี (นครชัยศรี) ในปี พ.ศ. ๑๑๙๒ จึงทรงมีพระบรมเดชานุภาพ และ มีพระปรีชาสามารถ มากขนาดว่า ในปีแรกที่ครองราช ราชาผู้ครองนครทั้งหมดในอาณาจักรศรีสุวรภูมิ ได้ขอให้พระองค์ทรงเป็นผู้นำมอบดินแดนของตนให้เพื่อรวมเป็นหนึ่งเดียว ด้วยนิมิตรหมายอันเป็นมงคล อันหมายถึงความสามัคคีของชนชาติไทย ทรงหใถอเอาวาระ อันเป็นมหามงคลนี้ เป็นวัน และ ปี ของการรวมเป็นหนึ่งเดียว ของ "ชนชาติไทย " ที่มั่นคงดุจสายน้ำโขง ปราศจากศาสตรวุธใดๆ จะตัดขาด

ดังนั้นพระองค์จึงได้ทรงเปลี่ยนนับศักราชของชนชาติไทยใหม่ เพื่อให้ปรากฎแก่ลูกหลานไทย และ ประกาศแก่เทพยดาว่านี่คือ วันชาติไทย พร้อมสร้างนครเวียงเหรัญนครเงินยางเชียงแสนไว้เป็นสักขี จึงเริ่มนับจุลศักราช ที่พระเจ้าสักรดำพระราชบิดาได้ตั้งไว้เมื่อปี พ.ศ. ๑๑๘๐ นั้น มีพระราชาทั่วทุกนครในอาณาจักรศรีสุวรภูมิ มาประชุมสาบานรวมใจโดยพร้อมเพรียงกัน มีปรากฏเป็นหลักบานในตำนานสิงหนวัติกุมาร จารึกไว้

จากนั้นด้วยความที่ ทรงเชี่ยวชาญในด้านวิชาดาราศาสตร์ และ โหราศาสตร์ จึงทรงตัดศักราช เพื่อปรับเวลาทางสุริยคติ และ จันทรคติให้ตรงกัน เริ่มเป็นจุลศักราชใหม่ (ตติยศักราช) และถือวันนั้นเป็นสมโภชน์วันชาติไทยสืบมา กลายเป็นประเพณีไทย เรียกกันว่า ประเพณีวันสงกรานต์ นับแต่นั้นเป็นต้นมา
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

และจะถอยต่อไปไม่ได้แน่

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Wed Apr 15, 2009 1:57 pm

ปิดท้ายด้วยกลอน ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ชาติไทย โดย คุณกวีเพชร

ไทยเคยฟันเคยฝ่ามามากแล้ว
เสียเขตแนวหลายผืนจึงยืนหยัด
ถมชีวิตกองพะเนินเกินจักวัด
จึงสลัดพ้นศัตรูผู้หมายครอง

และจะถอยต่อไปไม่ได้แน่
แผ่นดินถิ่นพ่อแม่จะเศร้าหมอง
ศัตรูจ้องขยับเข้าจับจอง
แผ่นดินทองถูกยื้อยุดอาจหลุดลอย

กลิ่นควาเลือดหลั่งล้นท่วมท้นร่าง
โศกไม่สร้างซบเซาต้องเศร้าสร้อย
พังพินาศหวาดผวาน้ำตาปรอย
คือผลพลอยจากสงครามยามพบพาล

ความละโมบโลภมากอยากเป็นใหญ่
ความพอใจเห้นมนุษย์ทรุดดิ้นพล่าน
การขายชาติศาสนาบ้ารุกราน
อาจเผาผลาญชาติให้ร้อนสะท้อนภัย

อีสานเหนือถูกแทรกชำแรกแล้ว
ยังมิแคล้วออกลางลงทางใต้
ช่วยกันปิดกันป้องเถิดผองไทย
ขืนช้าไปอาจป่นจนวายปราณ

ยามคับขันกันทุกด้านรอบบ้านร้อน
อย่ายอกย้อนเดินขบวนชวนต่อต้าน
เพื่อไทยจักเป็นไทไปชั่วกาล
มั่นสมานสามัคคีดีกว่าเอย

...กลอนบทนี้ควรจะแต่งในราวปี ๒๕๒๗ ซึ่งเป็นปีที่พิมพ์หนังสือ

หรือว่า นิสัยพวกเราไม่ค่อยจะเปลี่ยนแปลงไปเลย เป็นอกาลิโกจริงๆ
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

วันชาติไทยมีอยู่แล้ว ไม่ต้องให้ใครมาตามหาหรอก

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Tue Jun 23, 2009 7:10 pm

ก็ไม่รู้ว่าพวกที่เขาตามหาวันชาติ จะจัดเป็นวันใกล้ๆ กับวันที่ ๔ กรกฎาคมหรือเปล่า
แล้วมาปลุกกระแสวันชาติเอาตอนนี้ มันดูแปลกๆ พิกล
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันสงกรานต์ สำคัญกว่าที่คิด

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Thu Jun 25, 2009 7:32 am

อ่านแล้วคิดว่ามีประโยชน์ ก็กรุณานำไปเล่าสู่กันฟังด้วย

ชาติไทยของเรา พวกเราต้องภูมิใจ ช่วยกันรักษา และ สร้างความคิดกับค่านิยมของคนไทยเรา
อย่าให้อายบรรพชน และ กลายพันธุ์ไปเป็นอะไรก็ไม่รู้ อย่างน่าเสียดายที่สุด
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ