กินข้าว แบบไม่เปลืองกับข้าว

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

กินข้าว แบบไม่เปลืองกับข้าว

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Wed Apr 22, 2009 5:49 pm

อารมณ์คนเรา กับ การกินอาหาร มันเกี่ยวข้องกันจริงๆ แม้ว่าจะเป็นความรู้เบื้องต้นทางโภชนาการก็ตาม แต่หากใครไม่พบกับตัวเองจะไม่เข้าใจ และ ไม่เชื่อว่า มันเป็นไปได้

ก่อนกินข้าวมื้อใดๆ หากมีเรื่องที่ตื้นตัน โดยต้องเป็นอารมณ์ เศร้าโศก ตื้นตัน เร่งรีบ และ ตื่นเต้น มักจะกินข้าวไม่ลง ยิ่งถ้ามีอาการบ่อน้ำตาตื้นก่อนกิน แทบจะลืมอาหารมื้อนั้นไปได้เลย

แต่ถ้าเป็นอารมณ์ดีๆ เรามักจะเจริญอาหารค่ะ แล้วกินได้กินดี

ในร่างกายคนเรานอกจากจะมีนาฬิกา คอยบอกเวลาให้เรารับรู้ ภาวะต่างๆ เช่น วันนี้วันหยุด ไม่ต้องตื่นเช้า เรามักจะตื่นสายกว่าวันปกติ แต่ก็ต้องยกเว้นเหมือนกัน กรณีที่คนเริ่มปรับเวลาตัวเองค่ะ เช่น จากวัยฉกรรจ์ เข้าสู่วัย ฉะรา... วัยชรา ที่เคยตื่นเที่ยง น่ะ ลืมไปได้เลยค่ะ ตีสองตีสามก็จะตื่นแล้วค่ะ ที่บอกได้อย่างมั่นใจเพราะอิชั้นเป็นแล้ว มาสักปีหนึ่ง ก่อนหน้านี้ก็เป็น ตอนเครียดการเมือง ไปๆ มาๆ มันเลยเป็นเพราะวัย ไม่ใช่แต่เครียดอย่างเดียวค่ะ

แล้วพอกลางวันเราก็อยากนอนกลางวัน

หันมาเรื่องอาหารการกินดีกว่า หลังจากที่ตัวเองมีอาการปวดท้องเวลากินเนื้อสัตว์ เราก็ทดลองงดเนื้อสัตว์ ไปเรื่อยๆ มันจะไม่ค่อยปวดท้อง แต่มีอาหารปวดเหมือนกัน ตอนกินข้าวอิ่มใหม่ๆ ตอนกินเยอะๆ ยังสงสัยว่าจะมีอะไรไปแฝงในกะเพาะหรือเปล่า สันนิษฐานทางวิชาการ มันเป็นไปได้ สมมติเป็นเนื้อส่วนเกิน เรียกแรงๆ บอกมะเร็ง แต่เราก็คิดเสียว่า เรากับเขาคือส่วนของกันและกัน

เขาชอบกินอะไรที่เราชอบ และ อาหารโปรดของเขาคือ เนื้อสัตว์ ของไหม้ๆ อะไรที่จัดๆ หนักๆ เขาชอบที่สุด แต่หากเราไม่ยอมตามใจเขา งดเนื้อสัตว์ กินอาหารผัก ของแปลกๆ สารเคมีต่างๆ ที่ทำในรูปอาหาร เช่น การกินอาหารที่ต้องปรุงรส กินสุกๆ ดิบๆ เราเว้นเสีย เขาก็จะไม่อ้วนพีไปกว่าเรา และอยู่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเราเท่านั้น ที่บรรยายมานี่ ไม่ได้บอกว่าเป็นหรือเปล่า แต่คิดตามหลักการที่ควรเป็น

โรคทุกอย่างของเรา เราจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุด มากกว่าหมอ เพราะว่าหมอเขาแค่ฟังเราพูด ไม่กี่นาที แล้วก็ใช้เครื่องมือมาตรวจร่างกายเรา จากนั้นก็นำผลไปวิเคราะห์ หาความน่าจะเป็นด้วย คนที่มีอาชีพอ่านผลวิเคราะห์ (หากเป็น x ray ) แล้วก็ประมวลผลว่า เราเป็นนั่น เป็นนี่

แต่ตัวเราอยู่กับตัวเองตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ถ้าเราไม่รู้ตัวเอง แล้วใครจะรู้ละคะ

MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ขนาดตื่นตีสาม ยังมาทำงานสายได้เลย

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Wed Apr 22, 2009 6:06 pm

หลังจากที่งดกินเนื้อสัตว์นานๆ หมายถึงพวก หมู เป็ด(กินไม่ได้มานานแล้วเพราะเหม็นสาบ) ไก่ ก็เลยกลายเป็นความเคยชินของร่างกาย และ จิตใจ ร่างกายนั้นพอเรากลับไปกินอีก มันจะปวดท้อง แม้แต่ปลาก็ไม่ได้ จะมีก็กุ้งแห้งนิดหน่อย ที่ติดมาในส้มตำ หรือ ปู ในข้าวผัดที่ติดมาบ้าง กรณีที่เขาไม่มีข้าวผัดมังฯ ให้เรากิน

ส่วนจิตใจนั้นก็เกิดจากการที่เคยอ่านวิธีการฆ่าสัตว์ ในอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ ซึ่งแต่ละฟาร์มจะไม่ได้มีมาตรฐานในการจัดการ เท่าๆ กัน ดิฉันไม่ทราบว่า ปกติ ทางการเขามีกฎเกณฎ์ควบคุมอุตฯ นี่หรือเปล่า

เพราะว่า การเลี้ยงสัตว์แบบให้เขากินตามมีตามเกิด พวกมันอัดเม็ด ซึ่งจะต้องใช้น้ำมันกรดเป็นตัวพ่น ในการให้มันเกาะตัวกัน ตอนส่งออกต่างประเทศ (ไม่งั้นฟุ้งกระจาย) อาหารสัตว์ที่มักทำจากวัตถุดิบซึ่งมิใช่ตัวหลัก หมายถึงมักจะนำพวก by products มาเป็นตัวปรุง เติมไขมัน โปรตีนให้ได้ตามสัดส่วนที่ควรเป็น เพื่อให้สัตว์โต ได้น้ำหนัก มีขนาด ซึ่งจะได้ราคาตามต้องการได้เท่านั้น

การทำความสะอาด ทำยังไง ก็อาจมีฉีดน้ำ อาบน้ำหมู่ หรือ ไม่ฉีดก็ได้ ตามแต่ความสะดวก ความพร้อม สัตว์พวกนี้อาจจะกินแม้แต่อึของเขาเองก็ได้ ใครจะรู้

ในการฆ่าสัตว์ เป็นอะไรที่โหดมาก การฆ่าแบบรวดเร็ว ไม่ให้รู้ตัวถือเป็นสิ่งที่ควรทำที่สุด แม้ว่าการฆ่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ควรเลยก็ตาม (งงไหมคะ) ที่ว่าควรทำก็เพราะ เหตุผล สำคัญประการแรก สัตว์จะไม่ทรมาน ทั้งความเจ็บปวด เพราะมันสิ้นใจก่อน ไม่ทรมานใจ หากรู้ตัวว่ามันกำลังจะโดนฆ่า ความรู้สึกเหล่านี้เจ้าพวกนี้มีและรับรู้ได้เต็มๆ บางคนมีการฆ่าไม่ได้มาตรฐาน แทนที่จะเร็ว กลับช้าเพราะเครื่องมือไม่ดี มีดไม่คม ทำให้ทรมานมากนักกว่าจะสิ้นลม

ประการที่สอง มีเรื่องเกี่ยวกับ ป้องกันการเหนียว แข็งตัวของเนื้อ หากสัตว์รู้ตัว จะทำให้เนื้อของมันเหนียว ข้อนี้เป็นผลต่ออุตสาหกรรม และ ผู้บริโภค แต่ไม่เกี่ยวกับมนุษยธรรม เหมือนข้อแรก

กลับมาเรื่องตื่นสีสามแต่ยังไปสาย

เมื่อไม่ได้กินเนื้อสัตว์ ก็ชักหาของกินยาก เนื่องจากตามร้านค้าทั่วไป มักจะปรุงอาหารรสจัด ใช้สารหลายอย่าง น้ำตาล ผงชูรส น้ำมันมาก ในการผัด ทอด ก็เลยกินไม่ได้ ต้องทำไปเองจากบ้าน

เวลาปรุงอาหารนั้นไม่นานเท่าไหร่ แต่เวลาล้างอุปกรณ์นานมาก จนทำให้เกือบสายก็บ่อยไป

บางทีเตรียมอาหารไปทำถวายพระ ตอนเช้า กะว่าจะไปให้เร็ว กลับช้าไปเป็น ชม. ก็มาก แล้วยังได้อาหารไม่ค่อยจะ
ประทับใจเสียอีก

แล้วจะเล่าเมนูเด็ดว่า ทำอย่างไรกินข้าว ไม่เปลืองกับข้าวค่ะ

MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ทำอาหารต้องใส่ความจริงใจไปด้วย

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Wed Apr 22, 2009 7:05 pm

มีเพลงอยู่เพลงหนึ่ง ชื่อไข่เจียว ของวงเฉลียง เป็นเรื่องราวของคนขายไข่เจียว ก็ขยายกิจการได้ใหญ่โต ขอแค่ใส่ความจริงใจลงไปในไข่

เป็นการเปรียบเปรย ว่าแม้แต่เรื่องง่าย ของง่ายๆ หากเราตั้งใจทำอย่างจริงใจ อาจเป็นงานสร้างได้

แม่ครัวที่เก่ง จะต้องปรุงอาหารได้อร่อยแม้แต่ในยามที่เครื่องเคราไม่ครบ

เรื่องจริงเลย

เพราะตอนไปทำบุญที่หนึ่ง ปรากฎว่า วัตถุดิบเพียบพร้อม แต่แม่ครัวแกทำได้ออกมาแบบไม่เกรงใจคนจ่ายตลาดเลย เรายังแอบนินทาว่า แม่ครัวคนนี้รักษามาตรฐานดีมาก แกมีมาตรฐานเดียว คือต่อให้ใช้เครื่องปรุงอาหารเหลา ก็ทำได้เหมือนเดิมทุกประการ คงเส้นคงวาจริงๆ

ข้าวที่กินแล้วไม่เปลืองกับก็คือ ไม่ได้เป็นข้าวเปล่าๆ แต่หุงกับธัญพืช หรือ ข้าวต้มกับเมล็ดถั่ว เพื่อทำให้อร่อย มีคุณค่า และ ไปกินกับผักผัดที่น้ำมันมากๆ ได้อย่างไม่เจ็บคอ เพราะน้ำมันมันจะละลายอยู่ในน้ำ ไม่ได้กินเข้าไปด้วย

ข้าวต้มที่หุงก็จะเป็นการผสมผสาน ระหว่างข้าว ๕ ชนิด (ข้าวโพด ลุกเดือย ถั่วเหลืองฯลฯ) แต่เพิ่มถั่วลิสง ถั่วเขียว ซึ่งจะต้องต้มถั่วลิสงก่อน ประมาณ หนึ่ง ชม. ค่อยเติมถั่วเขียว และ สักครึ่งชั่วโมง เติมข้าวลงไป ทุกอย่างจะต้องแช่ค้างไว้ ยกเว้นข้าวที่แช่ก่อนจะหุงประมาณ ครึ่งชม ถ้าจะให้ดีแช่ในน้ำอุ่น จะทำให้นิ่มง่ายขึ้น

แต่มีข้อสังเกต กับลูกเดือย ที่แช่ในน้ำอุ่น รู้สึกว่าจะทำให้เนื้อของมันเปลี่ยนไป เหนียวมากขึ้น ไม่นิ่มเหมือนที่เคยกินค่ะ

ตอนนี้จะเปลี่ยนสูตรเป็นใช้ถั่วแดงแทนถั่วลิสง เพื่อดูว่าแบบไหนอร่อยที่สุด

ลองไปต้มดูค่ะ สามารถกินได้ โดยไม่ต้องใช้กับข้าวก็ได้ หากจืดเกินไปก็เติมซีอิ๊ว ก็ทำให้อร่อยขึ้น

MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ