พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 06, 2009 12:56 pm

อาณาจักรศรีสุวรภูมิ

การเรียนรู้ศีกษาในสิ่งใด ๆ ก็ตาม การำระทำที่ถูกต้องที่สุดจะต้องรู้ที่มา แหล่กำเนิดสิ่งนั้น ๆ เสียก่อน เพื่อให้รู้อย่างลึกซึ้ง และเข้าใจอย่างกระจ่าง สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางค้นคว้าให้กว้างขวางได้ในอนาคต

การศึกษาสาขาโหราศาสตร์ก็เช่นเดียวกัน จึงต้องรู้ว่ามีแหล่งกำเนิดจากที่ไหน ชนชาติใดเป็นจ้าของวิชานี้ ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่นักศึกษาทั้งหลายจะได้ทราบที่มาที่ไปของวิชาโหราศาสตร์ อันเป็นวิทยากรที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อันเป็นภูมิปัญญาของบรรพกาลมีการสืบทอดยาวนานมากจนไม่อาจคำนวนได้ และยังเหลืออยู่ให้เรา ได้ศึกษาค้นคว้า และพิศวงมหัศจรรย์ในความก้าวหน้าทางวิทยาการของคนในยุคโบราณที่มีความก้าวหน้าทางวิทยากรได้ล้ำยุคเกินกว่าวิทยาการปัจจุบันจะก้าวไหถึงแม้ในขณะนี้ซึ่งนับเป็นยุคของเทคโนโลยีก็ตาม


“วิชาโหราศาสตร์” ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้นั้น ตามหลักฐานจากจารึกโบราณนั้นระบุไว้อย่างขุดเจนตรงกันว่า “ฤาษีโคตมะ” ซึ่งเป็นกษัตริย์แห่ง “อาณาจักรศรีสุวรภูมิ” อันเป็นต้นราชวงศ์โคตมะ” ซึ่งได้สละราชสมบัติผนวชเป็นฤาษีได้คิดค้นและรจนาขึ้นในครั้งบรรพกาล ดังนั้นเราจึงต้องเริ่มศึกษากันว่า “อาณาจักรศรีสุวรภูมิ” นั้นตั้งอยู่ตรงส่วนไหนของโลก เป็นชนชาติอะไร และชนชาตินั้นยังเหลือเผ่าพันธ์อยู่ในปัจจุบันหรือไม่

การค้นคว้าประวัติศาสตร์โบราณ แหล่งความรู้ประวัติศาสตร์ ที่สมบูรณ์ที่สุดและถูกต้องที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในโลกก็คือ “พระไตรปิฎก คัมภีร์ของพระพุทธศาสนา” ซึ่งจะรายละเอียดทุกชนิดของสังคมยุคโบราณนับเป็นแสนปีปรากฎอยู่ในชาดกต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในพระสุตันปิฎก ซึ่งจะกล่าวถึงอาณาจักรและนครโบราณ ซึ่งบางแห่งก็สูญหายไปจากโลกแล้ว สำหรับ “อาณาจักรศรีสุวรภูมิ” และแคว้นนครมีปรากฎในพระไตรปิฎก เช่น

ในสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิเทส

“เมื่อแสวงหาโภคทรัพย์ ย่อมแล่นไปสูมหาสุมทรด้วยเรือ ….. ไปสุวรรณภูมิ…” (ปรโต สโมหิโต สมนฺนาคโต โภเค ปริเยสนฺโต นาวาย …สุวณฺณภูมึ คจฺฉติ)

และในสุตตันตปิฎก ขุทกนิกาย พุทธวงศ์ ความว่า

“ก็พระนครที่ประสูติของกกุสันธพุทธเจ้านั้นมีชื่อว่า “นครเขมรัฐ” (เชียงตุง) พระบิดามีพระนามว่าอัคคิทัต..”

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 06, 2009 1:00 pm

และในสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย ความว่า

“…..ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้านั้น ดินแดนสุวรภูมิ เป็นที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นที่พระทับของพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ ได้เสด็จมาประทับแล้วในการนี้ พระกัสสปะได้เสด็จประทับแล้วในกาลนี้ พระโคดมพุทธเจ้าก็ได้เสด็จมาประทับอีก ๑”


ดังตัวอย่างดังกล่าวนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า “อาณาจักรศรีสุวรภูมิ” ซึ่งในพระไตรปิฎกเรียกว่า “สุวรภูมิ” และนครต่าง ๆ นั้น “มีอยู่จริง” และมีมานานแล้วก่อนสมัยพุทธกาล หากเทียบตามจำนวนปีของศาสนาของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ก็สามารถจะประมาณได้ถึงความเก่าแก่แห่งอาณาจักรศรีสุวรภูมิได้ ดังนี้

๑. ยุคศาสนาพระกกุสันธะพุทธเจ้ามีอายุ ๕๐๐,๐๐๐ ปี

๒. ยุคศาสนาพระโกนาคมนะพุทธเจ้ามีอายุ ๓๐,๐๐๐ ปี

๓. ยุคศาสนาพระกัสสปพุทธเจ้ามีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี

๔. ยุคศาสนาพระโคตมะพุทธเจ้าถึงปัจจุบัน ๒๕๔๖ ปี


เมื่อนำเอาจำนวนปีของยุคศาสนาหมายเลข ๑ ถึง หมายเลข ๔ (ปีปัจจุบัน) รวมกันจะได้ =๕๒๒,๕๔๖ ปี (ห้าแสนห้าหมื่นสองพันห้าร้อยสี่สิบหกปี) นี่คือความเก่าแก่โดยประมาณของอาณาจักรศรีสุวรภูมิ หรือสุวรภูมิ ซึ่งปรากฎยืนยันอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎก ซึ่งได้รับการตรวจสอบความถูกต้องทุกตัวอักษรโดยการสังคายนา และรับรองโดยพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญาแล้วทั้งสิ้น จึงเชื่อมั่นได้ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับหลักของมานุษยวิทยาปัจจุบันได้แบ่งยุคของมนุษย์ไว้ เป็น ๕ ยุคด้วยกันคือ

ก. สมัยหินเก่า ระหว่าง ๕๐๐,๐๐๐ ถึง ๑๐,๐๐๐ ปี

ข. สมัยกลาง ระหว่าง ๑๐,๐๐๐ ปี ถึง ๘,๓๕๐ ปี

ค. สมัยใหม่ ระหว่าง ๘,๙๐๐ ถึง ๒,๐๐๐ ปี

ง. ยุคโลหะ(ยุคก่อนประวัติศาสตร์) ระหว่างต้น ๒,๕๐๐๐ ปี ถึงปลาย ๒,๑๐๐ ปี

จ. ยุคสมัยประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ ๒,๑๐๐ ปีลงมา


ข้อมูลในพระไตรปิฎกดังกล่าวนั้นเป็นระยะก่อนประวัติศาสตร์มาก จึงจำเป็นต้องค้นหาต่อไปว่า ในยุคที่ใกล้เคียงกันนั้นมีกล่าวถึงหือเกี่ยวข้องเรื่องของสุวรภูมิไว้ที่ใดอีกบ้าง ปรากฎอยู่ในคัมภีร์ปฐมกัปป์ ผูกที่ ๑ มีว่า

“…..กปฺปวินาสเก ขารุทกมหาเมโฆ วุฎฺฐาย โส อาทิโต สุขุมํ วสฺสนฺโต

อนุกฺกเมน ตาลกฺขนฺธาทิปมานาหิ มหาธาราหิ โกฎิสตสหสฺสจกฺกวาฬานิ ปูเรนฺโต วสฺสติ ขารุทเกน ผุฎฺฐา ปถวิรุกฺขปพฺพตา…”

เมื่อสมัยกาลน้ำท่วม โลกนั้นมิได้หมายความว่าได้ท่วมไปทั้งหมดทุกแห่งก็หาไม่ เหลือแคว้นเมืองใหญ่ อยู่เป็นบางแห่ง ภายหลังเมื่อน้ำแห้งจึงเกิดเป็นเขาพระสุเมรุราช (หิมาลัย) โลกก็แบ่งเป็น ๔ ทวีปนับ แต่เบื้องเขาพระสุเมรุราชไปเบื้องตะวันตกคือ อโคยานทวีป เบื้องใต้คือชมพูทวีป เบื้องเหนือคืออุตรกุรุทวีป เบื้องตะวันออก คือบุพพวิเทหทวีป…ชนรักษาศีลปฏิบัติธรรมตามถ้ำ เขาหลวง จึงเหลือรอดชีวิตจากมหาอุทกภัยอยู่ในบุพพวิเทหทวีปนี้พร้อม จัดประชุมกัน เห็นว่ามีเหลืออยู่มากมาย จึงกล่าวว่า เราเหลือรอดชีวิตมากขนาด เราจงเรียกขานเราว่า ลวทยฺย (อ่านว่าละวะไทยยะ แปลว่า มากมาย ) คำว่า “ไทยยะ” แปลว่า รอด อิสระ ซึ่งรวมคำทั้งสองคือ ลวไทยยะ จะได้ความหมายว่า “รอดมากมาย” ในกาลต่อไปเถิด แลชนทั้งหลายที่รอดพ้นจากน้ำท่วมก็พากันสร้างบ้านแหลเมืองอยู่ ณ กึ่งกลางบุพพวิเทหทวีปอันชนสบด้วยทะเลทั้งออกแลตก รุ่งเรืองสืบนามว่า สุวรรณภูมิ..”

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 06, 2009 1:03 pm

เมื่อเปรียบเทียบระยะเวลาทั้ง ๒ ชนิด คือทางพุทธศาสนา กับมานุษยวิทยา จะเห็นได้ว่าตรงกันในสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้า จะครอบคลุมตั้งแต่ยุคหินเก่า มาจนถึงตอนปลายของยุคหินใหม่ จึงมีทางเป็นไปได้เพราะมีมนุษย์เกิดขึ้น และพัฒนาการเป็นขั้นตอนแล้ว จะเห็นว่ายุคศาสนาแต่ละศาสนามีอายุเวลาไม่สม่ำเสมอกัน ปัจจุบันนี้มนุษย์เราอยู่ในยุคที่ ๔ ซึ่งมีอายุ ๕,๐๐๐ ปีขณะนี้ล่วงเลยมาแล้ว ๒๕๔๖ ปี ถ้าคิดรวมเวลาที่พระพุทะเจ้าสมณโคดมมีพระชนม์ชีพอีก ๘๐ ปี จะเป้ฯเวลา ๒,๖๒๖ ปี เหนือขึ้นไปเป็นศาสนาพระกัสสปะพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นยุคที่ ๓ ซึ่งเป็นยุคที่มีเวลา ๓๐,๐๐๐ ปี คิดรวมถึงเวลานี้จะได้ ๓๒,๖๒๖ ปี ซึ่งมนุษย์จะต้องได้รับการพัฒนามาแลเป็นอย่างเป็นขั้นตอนแล้ว และหากคำนวณระยะเวลาช่วงระหว่างสิ้นยุคพระพุทธเจ้ากัสสปะ ถึงเริ่มสมัยพุทธกาลพระโคดมพุทธเจ้าจะได้ระยะเวลา ๔,๐๐๐ ปี

เมื่อเปรียบเทียบระยะเวลาทั้ง ๒ ชนิด คือทางพุทธศาสนา กับมานุษยวิทยา จะเห็นได้ว่าตรงกันในสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้า จะครอบคลุมตั้งแต่ยุคหินเก่า มาจนถึงตอนปลายของยุคหินใหม่ จึงมีทางเป็นไปได้เพราะมีมนุษย์เกิดขึ้น และพัฒนาการเป็นขั้นตอนแล้ว จะเห็นว่ายุคศาสนาแต่ละศาสนามีอายุเวลาไม่สม่ำเสมอกัน ปัจจุบันนี้มนุษย์เราอยู่ในยุคที่ ๔ ซึ่งมีอายุ ๕,๐๐๐ ปีขณะนี้ล่วงเลยมาแล้ว ๒๕๔๖ ปี ถ้าคิดรวมเวลาที่พระพุทะเจ้าสมณโคดมมีพระชนม์ชีพอีก ๘๐ ปี จะเป้ฯเวลา ๒,๖๒๖ ปี เหนือขึ้นไปเป็นศาสนาพระกัสสปะพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นยุคที่ ๓ ซึ่งเป็นยุคที่มีเวลา ๓๐,๐๐๐ ปี คิดรวมถึงเวลานี้จะได้ ๓๒,๖๒๖ ปี ซึ่งมนุษย์จะต้องได้รับการพัฒนามาแลเป็นอย่างเป็นขั้นตอนแล้ว และหากคำนวณระยะเวลาช่วงระหว่างสิ้นยุคพระพุทธเจ้ากัสสปะ ถึงเริ่มสมัยพุทธกาลพระโคดมพุทธเจ้าจะได้ระยะเวลา ๔,๐๐๐ ปี

จากการสำรวจทางภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา พบว่าบริเวณที่เป็นบุพพวิเทหทวีป ในยุคก่อนพุทธกาลหรือประมาณ ๖,๐๐๐ ปีมาแล้ว ทะเลด้านอ่าวไทยนั้นไม่ได้มีอาณาเขตเหมือนกับในปัจจุบัน แต่ท้องทะเลยุคนั้นได้กินเนื้อที่ลึกเข้ามาในผืนแผ่นดินปัจจุบันโดยสรุป ดังนี้ คือ

ทิศเหนือ จดจังหวัดชัยนาท นครสวรรค์ เพชรบูรณ์

ทิศตะวันออก จดจังหวัดนครราชสีมา กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี ชลบุรี

ทิศตะวันตก จดจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี นครปฐม

ทิศใต้ ออกอ่าวไทยที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์


ในยุคสมัยดังกล่าวนี้ส่วนที่เป็นทิศเหนือและทิศตะวันออกนั้น เป็นทะเลที่เกือบจะแยกตัวออกจากอ่าวไทย เพราะจะต้องผ่านเข้าช่องแคบเข้าสู่ทะเลน้อยนั้น ก็ต้องผ่านเกาะใหญ่ที่ขวางทางเข้าสูทะเลน้อยอยู่คล้ายปราการ (คล้ายกับเกาะพระสุทรเจดีย์ ปากน้ำ สมุทรปราการ ปัจจุบัน) ซึ่งเป็นที่ตั้งของอยุทธยาในสมัยต่อมา จากนั้นจึงจะสามารถเดินเรือเข้าสู่ เมืองลวรัฐ (ลโวทยฺย) หรือจังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 06, 2009 1:06 pm

ซึ่งเป็นเมืองใกล้ทะเลเหลือหลักฐานของทะเลเดิมไวคือ ทะเลชุบศรในปัจจุบันทะเลน้อยนี้จะกินพื้นที่เหนือขึ้นจดที่จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นที่รวมของแคว้นทั้ง ๔ คือปิง วัง ยม น่าน จะไหลออกสู่ทะเลที่ปากน้ำโผล่ หรือปากน้ำโพ ในปัจจุบัน ยังคงเหลือบึงบระเพ็ด ไว้เป็นหลักฐานของทะเลเดิมให้ได้เห็นอยู่ทางด้านตะวันออกจัดเป็นช่วงทะเลลึก (ก้นทะเลของทะเลน้อย ทำให้น้ำส่วนนี้เค็มจัด เมื่อผ่านยุคไประยะหนึ่งเมื่อแผ่นดินขยายตัว จึงได้มีมากรทำเหมือนงเกลือกัน อย่างเห็นล่ำเป็นสัน ปรากฎหลักฐานทางโบราณคดีว่าได้มีการทำเหมืองเกลือในพื้นที่ดังกล่าวนั้นตั้งแต่ยุคโบราณ

โดยข้อมูลโบราณจากจดหมายเหตุแผนที่ภูมิศาสตร์ของปาโตเลมี (ptolemy ) ชาวกรีกมีข้อความตรงกันว่าทะเลด้านอ่าวไทยได้กินเนื้อที่ขึ้นมาถึงตอนเหนือดังที่กล่าวแล้วจากหลักฐานทางธรณีวิทยา พบว่า หลายจังหวัดภาคกลางจมอยู่ใต้ทะเล โดยเฉพาะภาคกลางตอนล่าง เช่น กรุงเทพฯ ปทุมธานี นี้จะจมอยู่ใต้ท้องทะเล ดังนั้น เราจะเห็นไว้จากการขุดพบหอยที่จังหวัดปทุมธานี (วัดเจดีย์หอย จ. ปทุมธานี) โดยเฉพาะพื้นที่ตั้งแต่ บ้านสระยายโสม อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เลาะลงมา ทางใต้ถึง อ.กำแพงแสน จ. นครปฐม ซึ่งแต่เดิม มีลักษณะ เป็นชายทะเล แล้วมีมูลดินมูลทรายมาถมทับเกิดเป็นเกาะเป็นดอน และทำให้เกิดลำน้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำกำแพงแสน ปัจจุบันเรียกว่าคลองบางยาง ด้วยกระบอกห้วยโปร่ง ลำน้ำพะเนียงแตกปัจจุบัน เรียกว่า แม่น้ำทัพหลวง ห้วยจระเข้ แม่น้ำบางปลาแก้ว ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยการตรวจสอบข้อมูลของดาวเทียมทางภูมิศาสตร์ โดยสากล

ฉะนั้น จุดกึ่งกลางของบุพพเวเทหิทวีปและระหว่างทะเลทั้งตะวันออกตะวันตก ที่กล่าวว่ามนุษย์ที่รอดจากน้ำท่วมโลกสร้างบ้านแปลงเมืองนั้น จุดกึ่งกลางจะอยู่ระหว่างตำแหน่ง ราดบุรี ลงมาถึงเพชรบุรี

เมื่อจะกำหนดให้ชัดว่า “ชนชาติไทย ตั้งรกรากอยู่ตรงพื้นที่ดินแดนนี้มาตั้งแต่ยุคก่อนสมัยน้ำท่วมโลก “ ก็อาจมีผู้อ้างว่า เป้นความเชื่อทางศาสนาหรือนิทานปรัมปรา จึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องหาหลักฐานจากแหล่งอื่นโดยข้อมูล ที่เป็นสากล และเป็นวิทยาศาสตร์ สามารถยืนยันความมีอยู่ของชนชาติไทย นับว่าโชคดีที่หลักฐานนี้ถูกค้นพบโดย ศจ.นายแพทย์ สุด แสงวิเชียร ซึ่งร่วมทำการขุดค้นมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในจังหวัดกาญจนบุรี กับ Dr.เอช.อาร์. แวน ฮีเกอร์ เรน (Dr.H.R.Van Heekeren) นักโบราณคดีชาวเดนมาร์ค โดยความร่วมมืออย่างเป็นทางการระหว่างประเทศของรัฐบาลเดนมาร์กกับรัฐบาลไทย ในพื้นที่เส้นรุ้งที่ ๑๔ เหนือ และส้นแวงที่ ๙๙ ตะวันออกในหุบเขาแพ่งน้อย หรือแม่น้ำแควน้อย เป็นระยะทาง ๘๖ กม. ได้พบเครื่องมือเครื่องใช้ ในยุคหินเก่า (Palaeolithic tools) จำนวนมาก และ”ขวานมีบ่า” รวมอยู่ด้วย และเครื่องมือที่ทำจากหินภูเขาไฟ (Silicified tulf) ของวัฒนธรรมแอนยาเชียนรุ่นต้น ๆ (Early Anyathaian Culture) รวมทั้งเครื่องมือลับตัด (Chopper Chopping tool Complex) ทั้งยังได้พบโครงกระดูกของมนุษย์สมัยหินกลางซึ่งเป็นโครงของโปรโตมาเลย์ (Proto-Malay) (Jacobfichien etal 1969) พร้อมเครื่องมือเครื่องใช้จำนวนประมาณ ๑,๕๐๐ ชิ้น สำคัญที่สุดก็คือได้พบโครงกระดูกมนุษย์สมัยหินใหม่ จำนวน ๓๙ โครง พร้อมเครื่องมือเครื่องใช้เครื่องปั้นดินเผาเป็นจำนวนมาก จากการพิสูจน์ทางกายวิภาคโดยวิชาการแพทย์เทียบเคียงกับโครงกระดูกของมนุษย์ที่เป็นคนไทย ซึ่งปัจจุบันได้รวบรวมไว้ ณ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยืนยันทางกายวิภาคและมนุษยวิทยาได้ว่าโครงกระดูกที่ค้นพบนั้นเป็นโครงกระดูกของคนไทย และไม่พบโครงกระดูกในประเทศดินแดนใกล้เคียงเก่ากว่านี้อีก

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 06, 2009 1:23 pm

ดร.พรชัย สุจิตต์ แห่งภาควิชามานุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้พบร่องรอยของมนุษย์ไทยที่อยู่อาศัยในจังหวัดกาจนบุรี และในแผ่นดินแหลมทองนี้ปรากฎว่า มีอายุถึง ๒๕,๐๐ ปี ซึ่งเป็นยุคที่แผ่นดินอันเป็นประเทศไทยเชื่อมต่อเป็นแผ่นดินเดียวกับประเทศฟิลิปปินส์ และปรเทศอินโดนิเซียและเป็นสมัยเดียวกันกับที่ทวีปเอเชียและทวีปอเมริกายังต่อเชื่อมเป็นผืนเดียวกันตรงอลาสก้า ซึ่งเรียกว่า “ยุคโพสโตซิน”

หลักฐานพิสูจน์สนับสนุนที่เป็นรูปธรรมซึ่งสร้างความมหัศจรรย์แก่วงการนักประวัติศาสตร์โบราณคดีก็คือ ได้มีการขุค้นทางโบราณคดี ณ บ้านโคกพลับ ต.โพธิหัก อ. บางแพ จ. ราชบุรี ได้พบโครงกระกูดคนไทยโบราณ ซึ่งในส่วนกระโหลกของดครงกระดูกดังกล่าวนั้น ได้ถูกหุ้มด้วยหินปูนจนถึงส่วนหน้าผาก ตามลักษณะทางธรณีวิทยาการที่จะเกิดการสะสมของหินปูนเคลือบทับโครงกระดูกเช่นนี้ได้นั้น จะต้องใช้ระยะเวลายาวนาน ถึง ๔ หมื่นปี แสดงได้เห็นว่า “ชนชาติไทย” ได้อยู่ในพื้นที่แถบนี้มาตั้งแต่ยุคสมัยหินเก่า นอกจากยืนยันส่วนความมีอยู่ของชนชาติไทยแล้วยังยืนยันถึงความถูกต้องของพระไตรปิฎกและจารึกอย่างไร้ขอปฏิเสธ

“ชายลวทยฺย (ลวไทย)” ร่วมสร้างบ้านแปลงเมืองสืบมา ด้วยวิทยาการแต่ครั้งก่อนน้ำท่วมโลกมิได้สูญหาย ได้พัฒนาสั่งสมและสั่งสอนถ่ายทอดต่อเนื่องสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มชนอื่น โดยเฉพาะวิชาการ ทำเครื่องโลหะสำริด ประกอบกับสินทรัพย์อันเป็นแร่ธาตุในพื้นที่ส่วนนี้มีอยู่อย่างมหาศาล จึงสามารถส่ง เป็นสินค้า ออกไปทุกอาณาจักร ด้วยความเชียวชาญในการผสมโลหะ ให้มีสีสรรประดุจทองจึงได้รับขนานนามเรียกขานจากว่า “สุวรภูมิ” ความเจริญมั่งคั่งได้เพิ่มพูนความสุขสมบูรณ์ให้แก่ประชากรในอาณาจักร ส้นค้าของอาณาจักร ล้วนเป็นที่ต้องการของทุกแดนและทุกทวีป จนเป็นที่ประจักษ์ว่า เป็นดินแดนในผันของนักแสวงโชค พื้นที่ซึ่งชาวลวทยฺยได้ตั้งนครนั้นประกอบด้วยดินอันมีสีแดงสดใส ดุจดังสีของพระอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ จึงได้ชื่อเรียกขานว่า “ตัมพนคร” แปลว่า นครแห่งดินสีแดง อีกชื่อหนึ่ง จะได้กล่าวถึงข้างหน้า

เมื่อยุคพระกัสสปพุทธเจ้าผ่านไปได้ ๑๗,๙๐๐ ปี พระราชาแห่งศรีสุวรภูมิผู้ทรงพระปรีชาได้เล็งเห็นว่า ภัยแห่งมหาสมุทรยิ่งใหญ่นัก การค้าพาณิชย์ทางทะเลมีความเสี่ยงต่อความเสียหาย อีกทั้งทวีปได้ทะเลก็ไม่อาจมาซื้อขายได้ทั่วถึงกัน จึงได้ส่งราชโอรส ๓ พระองค์พร้อมข้าราชบริพารไปตั้งเมืองอยู่ในดินแดงของ ๒ ทวีป เพื่อสะดวกในกาค้าขายคือ

ราชโอรสองค์ที่ ๑ นำไพร่พลยังชมพูทวีปซึ่งอยู่ทางทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) ของอาณาจักรศรีสุวรภูมิ โดยมีนักรบขุนศึกและช่างก่อสร้าง ติดตามไปสร้างนครน้อยเพื่อเป็นที่พักสินค้าตามเส้นทางบกจากราชบุรี กาญจนบุรี และสิทิน พะโค ข้ามแม่น้ำสาละวิน ศรีเกษตร ข้ามแม่น้ำอิระวดี สู่แค้วนยะไข่ข้ามพรหมบุตร ทำให้เกิดนครย่อยตลอดเส้นทาง จากอาณาจักรศรีสุวรภูมิ ตลอดจนถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ในสมัยก่อนพุทธกาล กลุ่มอาริยะ (อาริยะ แปลว่า ดวงอาทิตย์) ได้แบ่งออกเป็นสองตระกูลคือกลุ่มที่เดินทางกลางวันส่วนใหญ่เป็นผู้ชายและที่แข็งแรงมีความอดทนต่ออากาศหนาวและความลำบากได้ดี และมีจำนวนได้ข้ามฝั่งแม่น้ำคงคาลึกไปในอุตรประเทศใช้การนับวันโดยระบบการโคจรของดวงอาทิตย์เป็นหลัก กษัตริย์แห่งชนอริยะเหล่านี้เรียกชื่อราชวงศ์ว่า “อาทิตยวงศ์”

ต่อมาภายหลังอริยกะ (ฝ่ายอาทิตยวงศ์) ต้องการขยายอาณาจักร แต่ผู้คนอีกส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วย ต้องการอยู่แบบสงบ ได้พากันแยกตัวออกและย้ายกลับมาเส้นทางเดิม บางพวกก็ตั้งนครกระจายกันอยู่ในเขตลุ่มน้ำอิราวดี เขตลุ่มน้ำสาละวิน ตามเส้นทางบางส่วนกระจายตัวเป็นเล็กแยกเป็นอิสระเข้าสู่ภาคพายัพของไทยในปัจจุบัน ซึ่งถูกเรียกว่า อุมงเสลา ตามชื่อนคร บางทีก็เรียกว่า “พวกกรอม” ในตำนานสิงหนวัติ “ขอมดำ” ซึ่งนักมานุษยวิทยาเรียกว่า “พวกขวานหินมีบ่า”

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 06, 2009 1:28 pm

ราชโอรสองค์ที่ ๒ และองค์สุดท้าย นำไพร่พลขึ้นสู่ทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ ของอาณาจักรศรีสุวรภูมิ โดยมีนักรบขุนศึกและช่างก่อสร้างติดตามไปสร้างนครน้อยเพื่อเป็นที่พักสินค้าตามเส้นทางบกนับแต่ลวรัฐ ตลอดแนวทาง จนถึงจังหวัดเลย ข้ามแม่น้ำโขงที่เชียงคาน เมื่อข้ามฟากแม่น้ำโขงเห็นชัยภูมิแล้วเหมาะแก่การสร้างนครขึ้นชื่อว่า “สุวรรณโคมคำ” พลเมืองตั้งบ้านเรือนกระจายไปทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง ทั้งนี้เพื่อใช้นครนี้เป็นที่พักสินค้า เพราะหนทางสะดวกทั้งทางบก ทางน้ำ โดยให้ราชโอรสองค์สุดท้อง อยู่ดูแลนครนั้น

ราชโอรสผู้พี่พาข้าราชบริวารที่เหลือมุ่งสู่ทิศอุดร(เหนือ) ต่อไป ตามเส้นทางเมืองปากสาย หลวงพระบาง พงสาลี เมืองอูใต้ เมืองอูเหนือ ยูนาน ข้ามแม่น้ำชี ฉางชา และตั้งนครใหม่ที่ดอนฝั่งเหนือของแม่น้ำเหลือง

ข้อมูลนี้ตรงกันกับหลักฐานสนับสนุนทางประวัติศาสตร์ในการขุดค้นทาง
โบราณคดีโดยสาธารณรัฐ ประชาชนจีนในมณฑลเห้อเจียง หมู่บ้านเหอมู่ตู้ อำเภอหยีหยา พบหลักฐานซากบ้านของชนชาติไทยใต้ถุนบ้านสูง อายุกว่า ๖๐๐๐ ปี (๓๔๖๒ ปีก่อนพุทธศักราช จากภาพนี้ทำให้เราได้ข้อพิสูจน์เป็นอย่างดีว่า ชนชาติทยฺยได้เจริญก้าวหน้ามากกว่า ๔๐๐๐ ปี และบ้านสำริดนี้ไม่ใช่บ้านของชนชาติจีนหรือชนชาติอื่นใดนอกจากชนชาติทยฺย ทั้งนี้เพราะว่า


๑. มีชนชาติทยฺยเท่านั้นที่เลี้ยงควายใต้ถุนบ้าน(ดูที่ภาพจะเห็นควายโผล่หน้าชัด) ชนชาติจีนหรือชาติอื่นไม่มีโดยเด็ดขาด
๒. เด็กที่เล่นอยู่ที่ลานบ้าน ไว้ผมจุก ปรากฎว่าเด็กชนชาติจีนไม่ไว้ผมจุก มีชนชาติทยฺยเท่านั้นที่มีประเพณีและพิธีการโกนจุกให้กับเด็กสืบทอดกันมา จนถึงยุคกรุงรัตนโกสิน ชนชาติอื่นก็ไม่มี
๓. บ้านคนจีนปิดมิดชิดไม่มีนอกชาน ยกเว้นชนชาติทยฺย จากภาพบ้านสำริดนี้จะเห็นได้ว่ามีการประชุมสังสรรค์กันที่นอกชานบ้านซึ่งอยู่ด้านหน้าส่วนบนเหนือพื้น (ชาวจีนนิยมปลูกบ้านแบบติดพื้นไม่มีใต้ถุน เนื่องจากเป็นชาติเร่ร่อนนอนกระโจม ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งมั่นคงในยุคนั้น เหล่านี้คือตัวอย่างเล็กน้อยจากสิ่งพิสูจน์จากหลักฐานโบราณคดีที่นำมาแสดงนี้ในหลุมศพเมืองต้อปอหนำ อำเภอเสียงหยุนมลฑลยูนาน ได้พบหุ่นบ้านเรือนไทยจำลองทำด้วยทองสำริด และในเมืองเหมินโขว่ อำเภอเจี้ยนซวนมณฑลยูนานได้พบ โลงไม้หุ้มสำริด ของชนชาติไทย นอกจากนี้ในเมืองชีจ้ายซาน อำเภอเจิ้งซาน อำเภอจิ้งหมิง มลฑลยูนาน ได้พบหุ่นจำลอง บ้านเรือนไทยดินเผา โบราณวัตถุที่พบแสดงให้เห็นถึงความเจริญทางอารยธรรมของชนชาติไทย สามารถยืนยันข้อมูลนี้อย่างมั่นคง โดยจดหมายเหตุของสุมาเอี๋ยน (Su-Ma-Ch’len) ได้ระบุไว้ชัดว่า

“….การทำโลหะสำริด หรือเครื่องสำริด จีนไม่สามารถผลิตได้ ไม่ใช่เป็นของชาวจีน แต่เป็นเอกลักษณ์ของ “ชนชาติไทย” โดยเฉพาะ…..”

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 06, 2009 1:31 pm

ที่มาของคำว่าสุวรภูมิ

คำว่า “สุวรภูมิ” เป็นคำเรียกขานอาณาจักรนี้มาแต่ยุดสมัยก่อนครั้งพุทธกาล ปรากฎเป็นหลักฐานในอรรถกถามหาชนกชาดก มโนรถปูรณี ภาค ๑ อันเป็นฉบับเดียวกับที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อุดลยเดชมหาราช ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๙ แห่งราชวงศ์จักรี ทรงพระปรีชานำมานิพนธ์ เรื่อง “พระมหาชนก” นั้น ได้กล่าวถึง “สุวรภูมิ” ในเรื่องพระพาหิยเถระ ต่อจากสมัยพระมหาชนกนั้นมาประมาณ ๔๐๐ ปี สุวรภูมิ ก็ได้ปรากฎในธัมมปทัฎฐกถา เรื่องสูกรโปติกา มีพุทธพจน์องพระพุทธเจ้า บรมศาสดาของพระพุทธศาสนาบันทึกไว้ว่า พระสุมนาเถรีเคยมาเกิด ใน “สุวรภูมิ” เนื้อหาว่า “ดินแดนสุวรภูมิ” เป็นเมืองในฝันของ นักแสวงโชค ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ในสุตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิเทส


“เมื่อแสวงหาโภคทรัพย์ ย่อมแล่นไปสู่มหาสมุทรด้วยเรือ…… ไปสุวรภูมิ….”
(ปเรโต สโมหิโต สมนฺนาคโต โภเค ปริเยสนฺโต นาวาย….สุวณฺณภูมึ คจฺฉติ..”) จากการสำรวจของนักโบราณคดีผู้ขุดค้นนครฮาราฮัปโป และเมืองโมเฮนโจดาโร อันเป็นเมืองโบราณซึ่งมีมาก่อนสมัยพุทธกาล ถึง ๒,๕๐๐ ปี หรือประมาณเกือบ ๖,๐๐๐ ปีมาแล้วอยู่ในประเทศอินเดียปัจจุบันนี้ ได้พบโบราณวัตถุเช่นเครื่องประดับ เครื่องใช้สอยและภาชนะต่าง ๆ เป็นจำนวนมากที่ผู้คนในสมัยเมื่อ ๖,๐๐๐ ปี ใช้กัน ส่วนใหญ่ทำด้วยสำริด (Bronze) ที่มีคุณภาพดี มีสีสรรเหมือนทองคำสุกปลั่ง ได้พบว่ามีการใช้สอย เครื่องประดับและภาชนะดังกล่าว แทบทุกครัว เรือน แต่เป็นที่น่าประหลาดใจของนักโบราณคดีเป็นอย่างยิ่งก็คือ ไม่พบแหล่งผลิตสำริดในเมืองทั้งสองแต่อย่างใด แสดงว่าภาชนะสำริดจำนวนมากเหล่านั้นได้ถูกนำมาจากแหล่าอื่นเป็นแน่แท้ และเมื่อตรวจสอบถึงวัตถุดิบ ในการผลิตสำริดกับประเทศรอบข้างนั้นทั้งหมดพบว่า ไม่ว่าประเทศอินเดีย กรีก อัสซีเรีย ฯลฯ ในแถบนั้นไม่มีแร่ดีบุก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสำริด จึงเป็นที่สงสัยของนักโบราณคดีว่า วัตถุโบราณสำริดดังกล่าวมีแหล่งกำเนิดที่ใด ชนชาติใดในยุคนั้นที่มีความก้าวหน้าเทคโนโลยีสูง สามารถผลิตสำริดชนิดนี้ได้


จากการนำเอาวัตถุโบราณที่ทำด้วยสำริดจากเมืองฮาราฮัปโป และเมืองโมเฮนโจดาโร อันเป็นเมืองโบราณ ซึ่งอยู่ในประเทศอินเดียปัจจุบันนั้น มีมาก่อนสมัยพุทธกาลถึง ๒,๕๐๐ ปี หรือประมาณเกือบ ๖,๐๐๐ ปี มาแล้ว ไปพิสูจน์ทางเคมีพบว่า
๑. เป็นโลหะผสมของทองแดงและดีบุก มีเปอร์เซ็นต์ของแร่ดีบุกสูงประมาณ ๒๐-๒๘ เปอร์เซ็นต์
๒. ใช้วิธีการหล่อโดยใช้ขี้ผึ้งปั้นเป็นแม่พิมพ์ (Lost wax casting)
๓. มีระบบควบคุมความร้อนในการหลอมที่สมบูรณ์ที่สุด
๔. โดยกรรมวิธีดังกล่าวใน ๑-๓ ทำให้ได้สำริด ที่มีคุณภาพมีความบางเหมือนแก้วโดยมีความบางเพียง ๐.๓-๐.๕ มิลลิเมตรเท่านั้น และมีสีสรรและความสุกใสเหมือนทองคำ เมื่อล้างหรือขัดโดยผ้าธรรมดา

๕. กรรมวิธีดังกล่าวไม่สามารถหาสูตรเคมีในปัจจุบันมาทำเลียนแบบให้เหมือนได้จัดว่าเป็นวิทยการความก้าวหน้าทางเคมีที่สูงยิ่งของคนยุคโบราณก่อน ๕,๐๐๐ ปี
๖. ไม่ปรากฎในโลหะชนิดหรือสูตรเดียวกันในการพิสูจน์ จากแหล่งอื่นนอกเหนือจากนี้อีก ซึ่งหลักฐานยืนยันวิทยาการล้ำยุคนี้ปรากฎอยู่ในบันทึกของนายพลเนียร์ (Near Chus) ซึ่งเป็นนายทหารประจำตัวของพระเจ้าอเล็กชานเดอร์มหาราช ครั้งนำกองทัพเข้าไปในภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ของอินเดีย เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๑๗ ได้ระบุไว้ว่า “ชาวอินเดียสมัยนั้นใช้ภาชนะสำริดที่หล่อจากแม่พิมพ์ (Cast Bronze) ไม่ใช่ด้วยการตี (Not hamered) บางเบาดุจแก้ว ใช้ต้องระวังเมื่อตกจะแตกได้” สูตรโลหะ เป็นสูตรเฉพาะคือ “เมื่อขัดเงาแล้วจะมีความสุกปลั่งเหมือนกับทองคำ”

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 06, 2009 1:35 pm

จากการขุดค้นโดยนักโบราณคดีชาวไทย ได้พบหลักฐานแหล่งผลิตเตาเผา เบ้าหลอม และชิ้นส่วนของเครื่องใช้เครื่องประดับสำริด ชนิดเดียวกันกับที่พบในนครโบราณฮาราฮัปโป และโมเฮนโจดาโร ที่โคกพลับ ต.โพธิหัก อ.บางแพ จ. ราชบุรี และบ้านดอนตาเพชร อ.พนมทวน จ. กาญจนบุรี และอีกหลายแห่ง ได้พบเตาเผา เบ้าหลอมสำริด พร้อมกับภาชนะชนิดเดียวกัน มีสูตรผสมทางเคมีแบบเดียวกัน สมัยเดียวกันกับที่ใช้ในเมืองโบราณทั้งสองเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ทราบแหล่งผลิตต้นกำเนิดของภาชนะสำริดที่มีสรรดุจทองคำในเมืองฮาราฮัปโป และเมืองโมแฮนโจดาโร นั้นผลิตและสิ่งเป็นสินค้าออกจากที่นี่ด้วยความสามารถในการผลิตโลหะให้มีสีสันความละม้ายคล้ายทองคำได้นี้เองทำให้ดินแดนนี้ถูกขนานนามว่า “สุวรรณภูมิ” ซึ่งแปลว่า “ดินแดนทอง” โดยข้อมูลนี้จึงสามารถสรุปได้ว่าเหตุใดดินแดนที่ผลิตสำริดที่มีสีสันดุจทองคำนี้จึงได้ชื่อว่า “สุวรรณภูมิ” นั้นเนื่องจากความหมายอันเป็นสากลของเครื่องสำริดดังกล่าว แต่ภาษาทางการนั้น คือ “ศรีสุวรภูมิ” คำว่า “ศรี” แปลว่า “ยิ่งใหญ่,มั่งคั่ง” ปรากฎหลักฐานชื่อดังกล่าวนี้จากดวงตราประทับที่ “จารึกเป็นภาษาไทย อ่านให้ชัดเจน”

แม้ชาวจีนแต่ยุคโบราณซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชนชาติไทยล้วนเรียก “อาณาจักรศรีสุวรภูมิ” ว่า “กิมต๋ง,กิมจิว” ซึ่งแปลว่า “แผ่นดินทอง” ตรงกับความหมายคำว่า “สุวรภูมิ” มาโดยตลอดตามลักษณะของโลหะสำริดสีทองคำ อันเป็นสินค้าออกที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของไทยมากแต่ก่อนพุทธกาล เพิ่งมาเปลี่ยนชื่อเรียกเป็นเสียมล้อ, เสียมหลอ,เสียนหลอ เสียน หลอฮู่ ในสมัยสุโขทัย

ภาษาของชนชาติไทย

โดยหลักฐานประวัติศาสตร์ดังกล่าวนี้ ทำให้เราทราบว่า อาณาจักรศรีสุวรภูมิ ได้ขยายการค้าสู่หลายอาณาจักร จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาษาไทยได้รับการพัฒนาถึงขั้นสูงสุด เพื่อให้สะดวกในการออกเสียงสำเนียงให้ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษของชนชาติที่เข้ามาติดต่อค้าขายด้วยนั้นเอง ทำให้ภาษาไทยมี ๕ เสียง คือเสียงสามัญ เสียง สูง เสียงกลาง เสียงต่ำ และเสียงดนตรี และมีพยัญชนะ สระมากที่สุดในโลกของภาษาที่ใช้ตัวสะกด (แตกต่างจากภาษาจีนซึ่งเป็นภาษาภาพ ไม่ใช่ภาษาตัวสะกด) ซึ่งไม่มีภาษาชองชนชาติใดจะสามารถจะพัฒนาเทียบเท่าได้ ได้ขุดพบอักษรไทยขนิดนี้ที่บ้านคูบัว จ. ราชบุรี เป็นลักษณะเดียวกันกับอักษรในนครฮาราฮัปโป และนครโมแฮน โจดาโร อันเป็นเมืองโบราณซึ่งมีมาก่อนสมัยพุทธกาลและสร้างเมืองต่าง ๆ ตามเส้นทางเริ่มต้นจากเมืองราด ไปยังชมพูทวีป

ได้ปรากฎหลักฐานว่าการใช้ภาษาของชาวสุวรภูมิกับชาวอริยกะหรือศากยะใช้ภาษาเดียวกัน ดังปรากฎในพระบาลีเถรวาท ว่า
“……สมัยหนึ่งชีวกโกมารภัจจ์เเพทย์ประจำพระองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้กราบทูลลาพระพุทธองค์ ไปอยู่ในราชสำนักของกษัตริย์ในอาณาจักรสุวรภูมินานถึง ๑๒ ปี เมื่อกลับไปยังกรุงราชคฤห์ประเทศมคธแล้ว ได้ไปเผ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลสนทนาด้วยภาษาชาวสุวรภูมิ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสด้วยได้อย่างไม่ติดขัด หมอชีวกโกมารภัจจ์หลากใจ จึงทูลถามพระพุทธองค์ทรงตรัสตอบว่า ภาษานี้เป็นภาษากำเนิดของพระองค์เอง เป็นภาษากำเนิดชนอริยกะ ชาวศากยะพูดกันด้วยภาษานี้ หมอชีวกจึงทูลชมว่าเป็นภาษาที่มีสำเนียงไพเราะ สละสลวย ฟังเข้าใจง่าย แต่ละคำมีความหมายตายตัว…..”

เมื่อถึงจุดนี้จะทำให้หลายท่านแทบจะกล่าวหาว่า ข้อมูลที่ยกมานี้นั้นขัดแย้งกับที่ได้รับรู้รับเรียน (ส่วนใหญ่บาทหลวงหลวงฝรั่งนักล่าเมืองขึ้นเป็นผู้อ่านศิลาจารึกแล้วเขียนประวัติศาสตร์ให้คนไทยเรียน) แต่ต้องถามกันเสียก่อนตรงนี้ว่า” มีบันทึกหรือจารึกฉบับไหนที่ระบุว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นชาวภารตะ (อินเดีย) คำตอบคือ ไม่มี ทุกฉบับตรงกันว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นชนชาติอริยกะ คำถามว่า ชนชาติอริยกะ อยู่ในชมพูทวีปมาก่อนหรือ คำตอบคือ ไม่ใช่ แต่เป็นชนชาติที่เจริญแล้วด้วยวัฒนธรรมและวิทยาการ อพยพเข้าสู่ชมพูทวีปทางด้านตะวันออก ในขณะที่ชนชาติภารตะยังไม่มีในชมพูทวีปคงมีพวกมิลักขะ (ด้อยพัฒนา) เท่านั้น

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 06, 2009 1:45 pm

หลายท่านอาจคิดว่า ภาษาจีนนั้นเกิดขึ้นก่อนภาษาไทย แต่ความเป็นจริงนั้นโดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้นภาษาจีนเกิดขึ้นในภายหลัง ในระยะที่ชนชาติไทยตั้งอาณาจักรในแดนเหนือนั้นจีนยงไม่มีดินแดน ไม่มีประเทศยืนยันตามบันทึกของเล่าเซ้งมีว่า
“…..ในสมัย “ซ้องเฉียว” นั้นทั้งแผ่นดินยังไม่มีอาณาจักรจีน เนื่องจากยังเป็นชนกลุ่มน้อย คนทั้งหลายเรียกชนเหล่านี้ว่า พวก “ตงง้วน” แม้กระทั่งก่อนที่จิ๋นซี (จิ๋นซีฮ่องเต้) ผู้รวบรวมแผ่นดินจีนก็ถูกเรียกว่า “ตงจิ๋น” (พ.ศ. ๒๓๕)…”


สำหรับภาษาจีนนั้นเพิ่งคิดขึ้นในยุคหลังโดยในระยะดังกล่าวชนชาติจีนยังมิได้อพยพเข้าสู่พื้นที่อันเป็นประเทศจีนในปัจจุบัน นี้แต่อย่างใด (กฎหมายบังคับให้พูด เขียน ภาษาจีน เพิ่งมีบังคับเมื่อ พ.ศ. ๑๐๑๔ โดยจักพรรดิเวินตี้ (Wen Ti) ให้พูดภาษาของตนเองได้เฉพาะในบ้าน โดย Dr.Wolfam Edberhard ผู้เชียวชาญทางโบราณคดีและมานุษยวิทยา ซึ่งได้ทำการศึกษาค้นคว้าและสอนในมหาวิทยลียกรุงปักกิ่ง ประเทศจีนกว่า ๒๐ ปี ได้ระบุไว้ว่า
“เมื่อประมาณกว่า ๕๐๐ ปี ขึ้นไปก่อนพุทธกาล ได้มีชนชาติอื่นอยู่ในแผ่นดินจีน และตั้งบ้านเมืองอย่าเป็นปึกแผ่นแล้ว ก่อนหน้าที่ชนชาติจีนจะอพพยเข้ามา ก่อนมีการตั้งราชวงศ์เจ้า (โจว) ในยุคก่อนหน้านั้น โดยมี “รัฐช้าง” เป็นศูนย์การปกครองอยู่ที่มณฑลโฮนาน เหนือแม่น้ำเหลือง ….เราเชื่อได้ว่าเป็นพวกวัฒนธรรมของชนชาติไทย มีตัวหนังสือที่ใช้มาก่อนหนังสือจีน….”


ในพจนานุกรมโบราณฉบับแรกในประวัติศาสตร์จีน ปรากฎมีบันทึกข้อสงสัย ที่นักปราชญ์จีนโบราณไว้ว่า ชาวจีนไม่ทราบความหมายคำว่า จิ้งหรีด, ผีเสื้อ, หนอน, กุ้ง, คืออะไร? ที่เป็นดังนี้เพราะดินแดนที่จีนอยู่ในสมัยโบราณนั้น ด้วยสภาพของอากาศทำให้สัตว์เหล่านี้ไม่มีอยู่ในดินแดนของจีน จึงไม่มีคำศัพท์สำหรับใช้เรียกชื่อสัตว์เหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ภาษาจีน และรากของภาษาคำเหล่านี้นั้นต้องมีมาก่อนภาษาจีน Dr.Edberhard ได้กล่าว ต่อไปว่า “ตั้งแต่แผ่นดินจีนตะวันออก ลงไปจดตอนใต้ในบริเวณเมืองนานกิง ไปจนถึงแถบตังเกี๋ยไปจนถึงยูนาน เป็นที่ตั้งของกลุ่มชนพวกนี้ ซึ่งมีความนิยมใช้ “ขวานมีบ่า” เป็นวัฒนธรรม จะเห็นได้ว่า “ขวานมีบ่า” เจ้าของผู้ที่ใช้จะเป็น “ชนชาติไทย” (ซึ่งขุดพบขวานดังกล่าวในกาญจนบุรี และสุพรรณบุรี) ชนชาติจีนและชนชาติอื่น ไม่ใช้ขวานมีบ่ายในยุคเดียวกัน

ภาษาขอม - ภาษาไทย
สิ่งหนึ่งซี่งเป็นข้อสงสัยและข้องใจกันมานานเกี่ยวกับ “ภาษาขอม” และ “ชนชาติขอม” ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร? ชนชาติไทยเป็นทาสของจริงหรือ ? หากไม่ใช่เหตุใดคนไทยสมัยโบราณจึงต้องเรียนรู้ภาษาของด้วย ? เหล่านี้คือคำถามหลัก ๆ ของคนทั่วไปและผู้สนใจในโบราณคดีที่ต้องการคำตอบ

จะต้องมาศึกษากันอย่างถ่องแท้ ใช้ทั้งหลักฐาน ทางประวัติศาสตร์ ใช้ทั้งหลักวิชาการในการวิเคราะห์ และเรื่องนี้เชื่อว่าจะเป็นสิ่งใหม่ในประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย และเป็นประวัติศาสตร์ใหม่ในด้านพุทธประวัติที่ไม่เคยมีการเปิดที่ไหนมาก่อนอย่างแน่นอน เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่หลายคนมีข้อสงสัยอยู่ในใจแต่หาคำตอบไม่ได้

กระทู้นี้จะเป็นแนวทางในการคิด และการคิดนี้จะเป็นมิติใหม่ของประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย พุทธประวัติ แม้แต่เรื่อง โหราศาสตร์ที่หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องงมงาย เป็นเรื่องที่ต้องห้ามทางพระพุทธศาสนาก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดนานมาแล้ว นับตั้งแต่ที่ไม่มีผู้รู้จริงได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อต้านกลุ่มที่พยายามจะบิดเบือนประวัติศาสตร์ไทย บิดเบือนพุทธประวัติ รวมทั้งพยายามจะแยกโหราศาสตร์ออกจากชีวิตประจำวันของชาวไทยพุทธ ถ้าสามารถแยกสิ่งเหล่านี้และบิดเบือนจนเป็นสิ่งตรงข้ามไปได้อย่างสมบูรณ์แล้ว การทำลายชนเผ่าไท ก็กระทำได้โดยง่าย การทำลายพระพุทธศาสนาก็กระทำได้โดยง่าย การปล่อยกระแสของโหราศาสตร์ไทยว่าเป็นเรื่องงมงาย ขัดกับหลักพระพุทธศาสนา ในที่สุดการนำโหราศาสตร์มาใช้ก็กลายเป็นเรื่องที่ไกลจากหลักของศาสนา ห่างไกลจากหลักวิทยาการสมัยใหม่ที่คนยุคปัจจุบันนี้เชื่อถือกันอยู่ การนำเสนอเรื่องนี้จะนำไปสู่การคิดแบบใหม่ ถ้าคนไทยอุดมด้วยหลักการในพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง ประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยอันนำมาสู่การมีชาตินิยมที่ถูกต้อง และศึกษาหลักการด้านโหราศาสตร์ไทยที่ถูกต้อง ในโลกนี้ไม่อาจที่จะมีใครต่อกรกับคนไทยได้

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 06, 2009 1:48 pm

เมื่อกล่าวถึงคำว่า “ขอม” เราจะนึกถึงภาพปราสาทหิน ที่มีอยู่ทั่วไปในแทบทุกภูมิภาค โดยเฉพาะในดินแดนแถบภาคอีสานของไทยและปราสาทหินที่ขึ้นชื่อในภาคกลางเห็นจะได้แก่ปราสาทหินที่จังหวัดลพบุรี เราจะเริ่มกันที่ตรงนี่เพราะมีอยู่ในพระบาลีเรียกว่า “ลวรัฐ” มาแต่สมัยก่อนพุทธกาล ในศิลาจารึกนั้นเรียกว่า “ลวทยฺยปุรํ” แปลความว่า เมืองไทยละโว้ หรือเมืองละโว้ หรือเมืองละโว้ จ. ลพบุรีในปัจจุบันนี้ ตามสภาพทางภูมิศาสตร์ตั้งอยู่บนตะพัก ยื่นจากทิศตะวันออก มาจดแม่น้ำลพบุรี ข้างเหนือมีธารน้ำเรียกว่าทะเลชุบศร ซึ่งไหลมาจากเทือกเขาสามร้อยยอด ไปลงแม่น้ำลพบุรีที่ท้องพรหมมาต์หน้าป้อมโพธิ์ ซึ่งในสมัยโบราณตรงนี้เป็นท้องทะเล ทางใต้มีทางน้ำ เรียกว่า “ท่าเรือจอด” ซึ่งในสมัยโบราณเป็นท่าเทียบเรือสำเภา ซึ่งเป็นเรือสินค้าอันมาจากต่างแดน ทางน้ำนี้จะเลียบกำแพง เมือง ไปลงแม่น้ำลพบุรีเหมือนกัน นครละโว้นี้ตามจดหมายเหตุจีนเรียกว่า “ล่อฮกก๊ก” หรือ “หลอฮกก๊ก”

ศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ซึ่งจารึกด้วยภาษามคธ ได้ยืนยันไว้ว่า ชาวละโว้เป็นชนชาวไทยปรากฎในโศลกที่ ๑๑๖ และ๑๑๗ ว่า “…..ลโวทยฺย สุวรฺณปุรํ….” แปลว่า “ชาวไทยละโว้เมืองสุวรภูมิ…” แต่เป็นที่น่าเสียดายที่นักประวัติศาสตร์ไทย ไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะฝรั่งต่างชาติผู้แปลนั้นได้ตัดคำแปลของคำว่า “ทยฺย ซึ่งแปลว่า “ไทย” ออกไปเสียดื้อ ๆ ซึ่งอาจเป็นเจตนาเพื่อให้เข้ากันได้กับทฤษฎีล่าอาณานิคมหรือเปล่าไม่มีใคร ทราบได้ แต่ผลก็คือเาได้ทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันสำคัญยิ่งของ”ชนชาติไทย” ที่อนุชนไทยรุ่นหลัง ควรได้เรียนรู้และรับรู้ในเรื่องที่สำคัญของชนชาติไทย ความสำคัญนี้ก็คือเมื่อนำข้อมูลที่กล่าวไว้ในบทที่ ๒ เรื่อง โตทยฺย อันเป็นตำแหน่งทูตการค้าระหว่างประเทศซึ่งปรากฎในพระไตรปิฎก เป็นภาษามคธเดียวกัน (อ้าง แล้วในชั้นต้น) ก็จะทราบได้โดยไม่ต้องอธิบายเมื่อพบคำว่า “ลโทยฺย” กรุงละโว้นี้ปกครองโดย “ชนชาติไทย” ซึงปรากฎเป็นฐานอันน่าภูมิใจ สำหรับชาวไทยรุ่นหลังเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า ในมหาอาณาจักรศรีสุวรภูมินี้ ล้วนแล้วแต่เป็นชนชาติไทย

มักมีความเชื่อว่า พระนางจามเทวี เป็นชนชาติขอม แต่ตามหลักฐานกลับพบว่า พระนางจามเทวีก็คือราชธิดาองค์สุดท้องของพระยาสักดำซึ่งเป็นชนชาติไทย เมื่อพระนางจามเทวีครองลพบุรีได้ระยะหนึ่ง ฤาษีวาสุเทพแห่งหริภุญชัย ได้ส่งพระราชสารพระยาสักดำพระราชบิดา ขอให้ขึ้นไปครองเมืองหริภุญชัย ซึ่งฤาษีวาสุเทพกับฤาษีอีก ๓ ตน ได้ร่วมกันสร้างเมืองขึ้นใหม่ พระนางจามวงศ์เทวีจึงพร้อมด้วยข้าราชบริพารของพระสวามีที่ส่งไปช่วยจากรัมนคร ขึ้นไปพร้อมด้วยกัน ซึ่งขณะพระนางจามเทวี ทรงขึ้นไปครองนครหริภุญชัยนั้น พระนางมีพระราชโอรสองค์น้อย ๒ พระองค์ ส่วนพระราชสวามีของพระนาง ทรงมีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ได้ออกบวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดมหาเถระไหล่ลาย (มหาธาตุ) รัมนคร (บางแห่งเรียกว่า เมืองราม) เป็นเมืองเก่าเมืองที่มีมานับแต่สมัยรามบัณฑิตโพธิสัตว์ ปรากฎตามทศรถชาดก อังคุตรนิกาย ซึ่งต่อมาภายหลังพุทธกาลบุคคลชื่อ “ฮินดูวามิกิ” ได้ปลอมแปลงชาดก

แล้วเขียนขึ้นใหม่ในชื่อว่า “รามเกียรติ์” รามนครนี้ได้ร้างมาตั้งแต่ครั้งพระกัสสปพุทธเจ้า ตั้งอยู่บนเกาะกลางทะเลซึ่งเป็นปากทางเข้าสู่ทะเลน้อย การที่ผู้คนอพยพจากเมืองตามพระนางจามเทวีไปนี้เอง เป็นสาเหตุให้รัมนครต้องไปอีกครั้งหนึ่ง ในกรณีทะเลน้อย ซึ่งเกือบจะแยกต่างหากออกจากทะเลใหญ่นี้นั้น ได้มีหลักฐานอันเป็นหนังสือการเดินเรือสู่อาณาจักรสุวรรณภูมิ โดยได้ระบุรายละเอียดของเมืองต่าง ๆ ของอาณาจักรสุวรรณภูมิว่า “เมืองวัชรบุรีตั้งอยู่ชายทะเลของอาณาจักรทางด้านทิศเหนือมี “ทะเลเล็ก” แยกไป แต่ก็สามารถเดินทางจากเชียงรุ้งได้….”

หลักฐานการมีอยู่ของทะเลน้อยดังกล่าวนี้ได้ปรากฎทั้ง ในเอกสารประวัติโบราณและสมัยรัตนโกสินทร์สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ สมัยที่ทรงขยายความเจริญสู่ชนบทในการสร้างทางรถไฟ สมัยก่อนที่จะสร้างรถไฟสายเหนือนั้น ตำบลทุ่งยั้ง และตำบลท่าอิฐ จังหวัดเชียงราย ในปัจจุบันเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าทางบกและ ทางเรือระหว่างหัวเมืองทางเหนือ ตั้งแต่ยูนานลงมา กับหัวเมืองทางใต้ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม้กระทั่งสมัยพระนางจามเทวี เสด็จขึ้นไปครองเมืองหริภุญชัย เมื่อ พ.ศ. ๑๒๐๔ ยังสามารถเดินเรือทั้งขบวนขึ้นไปตามลำน้ำปิงได้ตลอด ๗ เดือน ส่วนทางลำน้ำยม และลำน้ำน่าน ก็สามารถเดินเรือใหญ่ ๆ ได้ตลอดปีเช่นกัน และจากข้อมูลสนับสนุนหลักฐานโบราณคดีในการขุดค้น โบราณสถาน ได้พบว่าเมืองโบราณในยุคสุวรรณภูมินั้น ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลน้อยนี้ทั้งสิ้นเช่น เมืองจันเสน เมืองศรีเทพ เมืองเสมา และเมืองศรีมหาโพธิ เมืองลโว เมืองสุพรรณ เมืองอู่ทองเก่า เมืองนครปฐม เมืองคูบัว เมืองเพชรบุรี ฯลฯ

ในส่วนของนครหริภุญชัยนั้น ปรากฎที่เห็นได้ชัดก็คือการวางผังเมือง หริภุญชัยนั้นมีลักษณะเดียวกัน กับเมืองคูบัว จ. ราชบุรี เมืองซับจำปา ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายหอยสังข์นั่นเอง และการก่อสร้างอาคารพุทธศาสนา สถาน ล้วนแล้วแต่ใช้แบบก่ออิฐ ไม่สอปูน พร้อมลายรูปปั้นประดับนั้น ล้วนเห็นศิลปของสถาปัตยกรรม เฉพาะขาวไทยอาณาจักรศรีสุวรภูมิเท่านั้น

การที่นำเรื่องของพระนางจามเทวีมาบรรยายให้ทราบก็เพราะว่า “ขอม” ที่ถือกำเนิดในโลกนี้นั้น ล้วนแล้วแต่เนื่องจากพระราชโอรสและสายราชวงศ์ของพระนางทั้งสิ้นการก่อกำเนิดของนั้นมาจากเหตุแห่งศึก ๓ นคร ที่เกิดขึ้นระหว่างเมืองละโว้ (ลโวทยฺย) เมืองหริภุญชัย สิริธรรมนคร(นครศรีธรรมราช) ดังนี้

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 06, 2009 2:16 pm

พุทธศักราช ๑๒๔๖ นั้นกษัตริย์ที่ครองอาณาจักรสิริธรรม (นักประวัติศาสตร์ เรียกว่า ศรีวิชัย) ทรงมีพระนามเรียกขานตามตำนานต่าง ๆ แตกต่างกันไปเช่น พระยาชีวกราช พระยาสุรชิตราช พระยาวรราช นั้นล้วนแล้วแต่เป็นกษัตริยองค์เดียวกัน ซึ่งเป็นราชโอรสของพระนางจามเทวีองค์หนึ่ง เมื่อสามารถชิงเมืองละโว้ (ลโวทยฺย) จากอนุชา (น้องชาย) พระเจ้าอาทิตยราชซึ่งเป็นราชโอรสของพระนางจามเทวี เช่นกันได้แล้ว ได้ทรงจัด พิธีกตเวทิตา บูชาคุณพระมารดา คือ พระนางจามเทวี ซึ่งเป็นพระเพณีไทยเดิมที่สืบเนื่องกันมา คือการบูชาคุณพ่อแม่และบูชาครู (พิธีกรรมดังกล่าวนี้ ได้ติดไปกับชนชาติไทยทั้งปวง ซึ่งจะพบเห็นได้จากประวัติศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดี ที่พบในเมืองเก่า นครชัยศรี (นครปฐม) เมืองเก่า อำเภออู่ทอง (สุพรรณบุรี) แคว้นชวาภาคกลาง (อินโดเนียเซีย พระเจ้าชีวกราช ได้ทรงให้เปลี่ยนชื่อเมืองละโว้เสียใหม่เป็น “บูรพโกศลกัมโพชนคร” แปลว่า “ เมืองกัมโพชตะวันออก” นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าต้องมี “เมืองกัมโพชตะวันตก” ด้วย ในจารึกบางแห่งเรียก “บูรพโกศลกัมโพชนคร” ว่า “กัมโพชนคร” ในจามเทวีวงศ์ ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงค์ราชานุภาพทรงแปล ก็เรียกว่า ชาวละโว้ ว่า ชาวกัมโพช) และแต่งตั้งราชบุตรชื่อ พระยาปะนะโกศลกัมโพชราช ปกครองต่อมา (ที่มาของคำว่า กัมโพชและกัมโพชตะวันตกให้อ่านในบทที่ ๔)

คำว่า “กัมโพช” นี้เองที่ทำให้มีการบิดเบือนประวัติศาสตร์ไทย โดยเขียนขึ้นมาใหม่ว่า “ขอมปกครองกรุงละโว้ (ลโวทยฺย) เพราะคำว่า กรุงกัมโพช ทำให้ฝรั่งคิดเอาว่าคือ กรุงกัมพูชา ซึ่งเป็นของของจึงไม่ตรงตามหลักฐาน ข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์ ศิลาจารึกและตำนานยังระบุเรื่องราวต่อไปว่า กัมโพชนคร (ลโวทยฺย) ได้ปกครองต่อเนื่องกันมา จนถึงสมัยของพระเจ้าอาทิตยราช ซึ่งเป็นโอรสของกษัตริย์กัมโพชนครขึ้นไปครองกรุงหริภูญชัยเมื่อ พ.ศ.๑๕๕๖ ในปี พ.ศ. ๑๕๘๖ พระเจ้าจันทรโชติได้ขึ้นปกครองกัมโพชนคร มีพระนางปฏิมาสุดาดวงจันทร์เป็นพระมเหสี มีพระราชโอรสเพียงพระองค์เดียว พระนามว่า พระนารายณ์ (ตรงนี้แหละที่นายอร์ช เซเดส์ โมเมเอาเองว่าคนลพบุรีถือศาสนาฮินดู ก็เพราะเชื่อพระนารายณ์ คำว่า นารายณ์ เป็นภาษาโบราณ มาจากคำว่า นาร แปลว่า น้ำ ภายหลังพุทธกาล ๑ พันกว่าปี ศังการจารย์ได้แยกพราหมณ์ออกมาตั้งเป็นฮินดู จึงเอาเป็น”นาร” เป็นเชื่อเทวดา ชื่อว่า พระนารายณ์ แสดงให้เห็นชัดว่าคน ๆ นี้ ไม่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์ศาสนาจริง

ต่อมาในปี พ.ศ. ๑๖๐๑ กรุงพุกาม (พม่า) มีความเข็มแข็งได้รวมกองทัพนำโดยพระเจ้าอโนรธามังช่อ หรือพระาเจ้าอนุรุธ (ที่ฝรั่งเขียนเอาเองว่าทรงเป็นผู้ตั้งจุลศักราช ซึ่งจะเห็นว่าระยะเวลาแตกต่างกันเกือบ ๕๐๐ ปี เพราะตั้งจุลศักราชปี พ.ศ. ๑๑๘๒ ) ได้ยกกองทัพมาล้อมกรุงกัมโพช (สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงลิขิตเรื่องนี้ไว้เช่นกัน) เมื่อปีจอ กองทัพของพระเจ้าอโนรธามังช่อ ได้ยกเข้าล้อมกรุงกัมโพช พระเจ้าจันทรโชติ จึงทำพระราชไมตรีกับพระเจ้าอโนรธามังช่อ โดยยกพระพี่นางซึ่งมีพระนามว่าแก้วประกาฬ ให้เป็นมเหสีของพระเจ้าอโนรธามังช่อเป็นสุวรรณปฐวีเดียวกัน (คือเปลี่ยนให้พระเจ้าอโนรธามังช่อจากศัตรูมาเป็นน้องเขย) ทำให้กรุงกัมโพชปลอดภัยศึกนับแต่ครั้งนั้น

จากหลักฐานทางโบราณคดียืนยันได้ว่า ใน พ.ศ. ๑๒๔๖ ได้มีการเปลี่ยนชื่อจากเดิมว่า ลโวทยฺย (ลพบุรี) เป็น “กัมโพชนคร” โดยพระราชบุตรของพระนางจามเทวี ก่อนที่จะมีชนชาติขอม ปรากฎหลักฐานระบุไว้ว่า หลานของพระเจ้าชีวกราช ได้ไปตั้งนครใหม่ ทางทิศตะวันออกของลโวทยฺย ที่เมืองพลั่วริมน้ำโขม เรียกว่า “ขอม” ซึ่งจัดว่าเป็นชนชาติไทยชั้นเหลนของพระนางจามเทวี มีการติดต่อของประชาชนสองอาณาจักรมาโดยตลอด โดยถือว่าเป็นแผ่นดินเดียวกันเพราะไม่ได้ตั้งชื่อเมืองประชาชนทั้ง ๒ นครจึงเป็นประชาชนในอาณาจักรเดียวกัน โดย เรียกว่า “ชาวกัมโพช” เหมือนกัน พร้อมกับนำชื่อของ กรุงกัมโพชน์ (ลโวทยฺย) ไปตั้งเป็นชื่ออาณาจักรกัมโพชน์บนดินแดนเก่าของแคว้นอินทปัฐด้วยความเคารพต่อบรรพกษัตริย์ ต้นตระกูลของตนตามหลักประเพณีนิยมของชนชาติไทย

อักษรขอม

“ขอม” แปลเป็นคำสมัยปัจจุบันว่า “ขอบ, คลุม,โพก” เมื่อนำมาใช้กับบุคคลจะมีความหมายเท่ากับคำกริยา เช่น การเอาผ้าโพกหัว เรียกว่า ขอมหัว คลุมโปงทั้งตัว เรียกว่า ขอมตัว และเมื่อนำมาใช้กับพื้นที่ วัตถุ หรือบริเวณ ก็จะมีความหมายว่า ขอบ เช่น ขอมบ้าน เรียกว่าขอบรั้ว หรือเป็นชายแดน ก็เรียกว่า ขอมเมือง และด้วยลักษณะอาการคลุม, โพกดังกล่าวนี้เอง ได้ถูกนำมาเรียกตัวอักษร ไทยที่ถูกแปลงเป็นภาษาใหม่ ที่เรียกว่า ภาษาของ เพราะอักษรทั้งหมดนั้นคือภาษาไทยแต่เขียนโดยมีการคลุมหรือโพกพยัญชนะเสมอ ซึ่งเรียกว่า หนามเตย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ลายเกียรติของ สิ่งที่เห็นได้ชัดว่า เป็นภาษาไทยที่ถูกนำไปดัดแปลงใหม่ เช่น
ตัว “ฒ” ขอมนำเอาตัว “ฒ” ของไทยไปแปลงใหม่เป็น………………..
ตัว “พ” พาน ของนำเอา “พ”พานของไทยไปคว่ำลงเป็น………………
ตัว “ภ” สำเภาขอม นำเอาตัว “ภ” ของไทยคลุมหัวเป็น ………………

อักษรขอมทุกตัวอักษรนั้นจะต่างจากภาษาไทยตรงที่มีการคลุมหัว หรือคลุมทั้งตัว (ใส่ตีน) ทุกตัว ส่วนล่างที่เรียกว่า “ใส่ตีน” นั้นจะใช้สำหรับตัวสะกด เช่น …………… (ลัม) ไม่ต้องใช้พยัญชนะทั้งตัวอักษร แต่ในภาษาไทยเท่านั้น สะกดโดยใช้ตัวพยัญชนะทั้งตัวอักษร และสำคัญที่สุดก็คือขอมไม่มีไม้ม้วน “ใ” นี่คือการพัฒนาทางภาษจากไทยเป็น “ภาษาขอม” จึงพิสูจน์ได้ว่า “ขอม” เองไม่มีภาษามาแต่เดิม และเมื่อได้นับถือพุทธศาสนาก็ใช้ภาษามคธ ซึ่งเป็นภาษาทางศาสนาเข้ามาผสมกับอักษรไทยที่มีใช้อยู่แต่เดิมในตอนแรกยุคอาณาจักรจำเริญ (ฝรั่งเศสเรียก “เจนละ” ซึ่งจะเห็นว่าไม่มีหนามเตย (คลุม) หรือเพิ่มในตื้นเข้าไปในยุคหลัง จึงมีการใส่ตีนพร้อมทั้งเพิ่มการคลุมอักษรขึ้นอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามกยังใช้รากภาษา (Root) ของไทย อยู่เพื่อแสดงให้เห็นว่าราชวงศ์ของขอมได้สืบเชื้อสายไปจากพระนางจามเทวี อันเป็นชนชาติไทย จากหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าราชวงศ์ของขอมได้สืบเชื้อสายไปจากพระนางจามเทวี อันเป็นชนชาติไทย จากหลักฐานที่แสดงมาแต่ต้นนั้น ย่อมเป็นหลักฐานอย่างปราศจากข้อสงสัย และยืนยันกำเนิดของชนชาติขอม นั้นคือ ชนชาติไทย เป็นหนึ่งเดียวกับอาณาจักรศรีสุวรภูมิ พระมหากษัตริย์ราชวงศ์ของนั้นสืบราชวงศ์ไปจากสายของพระนางจามเทวี นางพญากษัตริย์ไทยอันเป็นพุทธมามกะ สร้างนครหริภุญชัยขึ้นในตอนเหนือนั่นเอง ดังนั้นการที่ชนชาติไทยเรียน เขียน อ่าน ภาษาขอม ก็คือการเรียนภาษาไทยโบราณนั่นเอง ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือเป็นเมืองขึ้นของดั่งฝรั่งว่าไว้ทั้งสิ้น

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 06, 2009 2:22 pm

โดยหลักฐานทางนิรุกติศาสตร์ สามารถสรุปกำเนิดแห่งภาษขอมอินเดียในปัจจุบันได้เป็นอย่างสากลตรงกันว่า ภาษาทั้งหมดของอินเดียนั้นมีรากภาษา (Root) มาจากภาษาปรากิต” ซึ่งนำเข้ามาใช้โดยชนชาวอาริยกะ และภาษาปรากิต เป็นต้นกำเนิดของภาษาบาลี (มคธ) ซึ่งใช้สำหรับการศึกษาในสำนักตักสิลา ภาษาบาลีได้พัฒนาเป็น สันสกฤต และได้พัฒนาเป็นภาษาพรหมี ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชและได้พัฒนาเป็นภาษาเทวนาคลี ซี่งใช้อยู่ในปัจจุบัน สำหรับตอนใต้คือเกาะสิงหฬได้พัฒนาภาษาพรหมีกับภาษาสัปปาลวะ เป็นภาษาเฉพาะตนเรียกว่า “ภาษาสิงหฬ” สำหรับภาษาของชนชาติทยฺย จะสังเกตุได้จากการใส่ ไม้มลายและไม้ม้วนเป็นเอกลักษณ์ที่ภาษาเหล่านี้ไม่ได้นำไปใช้

แคว้นทั้ง ๗ ของศรีสุวรภูมิ
การปกครองของอาณาจักศรีสุวรภูมิดำเนินตาม “คัมภีร์มหาจักรพรรดิราช” คือมีศรีสุวรภูมิเป็นศูนย์กลางเปรียบดั่งดวงอาทิตย์ และมีแคว้นทั้ง ๗ ซึ่งเปรียบดั่งดวงดาวบริวารของดวงอาทิตย์นั้นเอง ซึ่งแคว้นทั้ง ๗ ภายในอาณาจักรศรีสุวภูมิมีดังนี้ คือ
๑.แถนหลวง ๒.กุรุน (เทพนคร, ศรีเทพ) ๓. สุวรรณโคมคำ
๔. อินทปัฐ ๕. สัปปาลวะ (สาเขต) ๖. ศรีโคตมะ
๗.มโนหาร
ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะแคว้นสุวรรณโคมคำ เนื่องจากมีความสำคัญต่อเนื่องกับคัมภีร์โหราศาสตร์ที่จะต้องศึกษา


แคว้นสุวรรณโคมคำเป็นแคว้นหนึ่งใน ๗ ของอาณาจักรศรีสุวรภูมิ (การตั้งนครได้กล่าวไว้ในบทที่ ๑ แล้ว) ตามคัมภีร์มหาจักรพรรดิราชจารึกไว้ว่า อาณาจักรของแคว้นเป็นดังนี้
“…ประเทศหนบูรพานี้ล่องใต้มีห้วงน้ำใหญ่ห้วงหนึ่ง มีห้วงน้ำใหญ่อีกห้วงหนึ่ง มีปริมณฑลกว้างได้ ๕ โยชน์ แลฯ
ถัดลงมาแต่นั้น ระยะทางคนเดิน ๒ เดือนครึ่ง มีห้วงน้ำใหญ่อีกห้วงหนึ่ง กว้างกึ่งโยชน์ยาวได้ ๓ โยชน์แลฯ


มีนาค ๒ ตัวชื่อ “ศรีสัตตนาค” ตัวหนึ่งด้วยเหตุมีบริวาร ๗ โกฎิ และฯ อีกตัวหนึ่งมีนามว่า “นหัตตะนาค” เหตุเป็นใหญ่ในหนองกระแส ฯ นาคทั้ง ๒ เป็นสหายแก่กัน ได้พากันขุดควักช่องมาแต่ปัญจมหานทีที่ ๔ ชื่อแม่น้ำมหิ แล ฯ ให้น้ำไหลถั่งเปน กระแสมาลงห้วงน้ำใหญ่ที่ ๑ จึ่งได้ชื่อว่า “หนองกระแสหลวง” แลฯ อีกอื่นไหลลงห้วงน้ำที่ ๒ มีชื่อว่า “หนองกระแสน้อย” แลฯ

น้ำในหนองกระแสหลวงนั้น แตกเป็นแม่น้ำใหญ่ ไหลไปหนอาคเนย์ ไปต่อมหาสมุทรหลวงแลฯ น้ำอันนี้ชื่อว่า “น้ำแม่ตกหลวง” แลฯ
ส่วนน้ำในหนองกระแสน้อยนั้น ก็ไหลไปต่อน้ำแม่แตกหลวง จึงได้ชื่อว่า “น้ำแม่แตกน้อย” ฯ ภายหลังจึ่งได้ตั้งเปนนครเขตขึ้นเมื่อแรกขานว่า “จุฬนีนคร” ถวายนิมิตรถ้วยโคมอันล้วนถ้วยสุวรรณจึ่งขานนามว่า “สุวรรณโคมคำ” ดังว่านั้น แลฯ
เขตต์ปลายตีน เถิงปากหนองกระแสหลวงฯ
เขตต์หัวนอน เถิงฝ่ายนาค
เขตต์บูรพา ถึงน้ำแตก
เขตต์ปัจฉิม เถิงน้ำตู

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 06, 2009 2:29 pm

“จุฬานีนคร” อันเป็นเมืองหลวงแห่งแคว้นสุวรรณโคมคำ ได้ล่มลงสู่ลำน้ำโขงเมื่อครั้งพระยาโค ตระบอง อันหลบหนีจากนครไตรตรึงษ์ข้ามน้ำโขงไปยึดจุฬนีนครด้วยฤทธิ์ เสาะจะเอาคำภีร์มหาจักรพรรดิราช ทว่าครูบานักปราชญ์ผู้ทรงศีลได้นำหนีไปซ่อนเสียด้วยรู้เท่า พระยาโค ตระบองพิโรธหนัก จึงสังหารผู้ทรงศีลเสียสิ้น พวกที่อยู่ทางฟากตะวันตกก็พากันหลบหนีไปอาศัยนครไทยเทศบ้าง นครราชคฤห์บ้าง นครอุมงคเสลาบ้าง ไม่มีผู้ใดหาญต่อกรด้วยได้ต่างก็พ่ายแพ้ทั้งสิ้น ด้วยว่าพระยาโค ตระบองนั้นสำเร็จฤทธิ์ด้วยกินแก่ไม้ “งิ้วดำ” จึงได้อยู่ยงคงประพันธ์อาวุธ ไม่มีใครในปฐวีจักฆ่าให้ตายเลย
ครั้งนั้น “ศรีสัตตนาค” ทนเห็นพระยาโค ตระบองก่อกรรมต่อไปมิได้ จึงพาบริวารขุดทำลาย ”จุฬนีนคร” เอาธรณีฝังพระยาโค ตระบองเสียแต่ในครั้งนั้น “จุฬนีนคร” จึงล่มลงโขงแคว้น สุวรรณโคมคำจึงละลายโขงไปแต่บัดนั้นมา


กำเนิดศักราชและยุค

ในสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้า ก่อนพระพุทธศักราช ๖,๒๓๔ ปี พระเจ้าโค ตมะกษัตริย์ต้นตระกูล “โค ตมะโค ตร” แห่งอาณาจักรศรีสุวรภูมิ พร้อมด้วยพระสหายอีก ๖ ท่าน ซึ่งต่างก็เป็นกษัตริย์ในแคว้นทั้ง ๗ ของศรีสุวรภูมิ ได้ทรงพร้อมใจกันมอบราชสมบัติให้โอรส และออกผนวชเป็นฤาษีทั้ง ๗ องค์ ปรากฎในพระบาลีเรียกว่า “สปฺตรฺษี” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ปชาบดี ในคัมภีร์อภิธานปฺปทีปิกา ได้ระบุนามไว้ดังนี้ คือ
โค ตมฤาษี ภรัทวาชฤาษี วิสวามิสฤาษี ชมทัคนีฤาษี วิสิษฐฤาษี กัศยปฤาษี อัตริฤาษี
(หมายเหตุ ภายหลังพุทธกาลได้ปรากฎอยู่ในคัมาภีร์มหาภารตะ คัมภีร์ศตปฐพรามณ รจนา โดย “ศังการพราหม์” ผู้ปลอมเข้าไปบชในพระพุทธศาสนาเพื่อคัดลอกหลักพระธรรมคำสั่งสอนทั้งหมดแล้วได้หลบหนีไปยังแคว้นกลิงครัฐ (อาระกัน หรือ ยะไข่) ก่อตั้งศาสนาขึ้นใหม่ เรียกว่า “ฮินดู” แปลว่า “ผู้มาแต่สินธู” ได้เปลี่ยนนามของฤาษีทั้ง ๗ ให้แตกต่างออกไปจากคัมภีร์ในพระพุทธศาสนา กลายเป็นชื่อใหม่ ดังนี้

มรีจิฤาษี อตริฤาษี อังคีรสฤาษี ปุลหะฤาษี ภรตุฤาษี ปุลัสยะฤาษี วิสิษฐฤาษี
พร้อมกันนั้นก็ได้ต่อเติมชื่อฤาษีเข้าไปใหม่อีก ๒ ตน คือฤาษีภฤคุ ปละทักษะฤาษี และประกาศให้ชนทั่วไปเข้าผิดไปว่า “วิชชาโหราศาสตร์นั้นเป็นของฮินดู” ซึ่งต่อมาในยุครัตนโกสินทร์ ๒๑๐ ปีได้มีกลุ่มเดียรถีย์ต่าง ๆ ที่พยายามทำลายพระพุทธศาสนาในประเทศไทยทุกวิถีทาง จึงตั้งบัญญัติขึ้นมาเองนอกพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าโดยอ้างว่า “เป็นเดียรัจฉานวิชาห้ามมิให้พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทะศาสนาศึกษา” ทั้งนี้อาจเป็นเพราะไม่มีวุฒิปัญญาขั้นพื้นฐานในประวัติศาสตร์แห่งโหราศาสตร์นั้นเอง)

ฤาษีโค ตมะเป็นผู้เชียวชาญทางโหราศาสตร์และดาราศาสตร์ ท่านได้กำหนดจำนวนวัน เดือน ปี ขึ้นไว้สำหรับใช้นับ “กาล” หรือ “เวลา” สำหรับชนทั่วไป เรียกว่า “สักราช” (อันมาจากคำว่า ปีแห่ง สักราชวงศ์ ภายหลังเปลี่ยนใช้ “ศ” เมื่อมีภาษาสันสกฤตจึงเป็น “ศักราช” ดังปัจจุบัน) โดยที่กำหนดนับเวลา หรือ “สักราช” นี้กำหนดขึ้นโดยฤาษีทั้ง ๗ ดังกล่าวแล้วนั้น ประชาชนทั่วไปจึงพร้อมใจกันขนานนามว่า “สัปตศักราช” อันแปลความว่า “ปีของฤาษีทั้ง ๗ แห่งศักราชวงศ์” นับแต่นั้นมา
วิธีนับ “เวลา” ของสัปตศักราช ใช้การกำหนดนับตามระยะที่ดวงดาวทั้ง ๗ (ซึ่งเป็นบริวารของดวงอาทิตย์ และสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากโลก) โคจรไปตรงกับตำแหน่งของกลุ่มดาวฤกษ์ ๒๗ กลุ่ม การค้นพบกลุ่มดาวฤกษ์และนำมาใช้คำนวณเวลาทางดาราศาสตร์นั้น ได้มีมานับหมื่นปี ตามหักฐานอันปรากฎนี้ มิใช่กาลิเลโอ หรือนักดาราศาสตร์ฝรั่งคิดค้นพบขึ้นได้เองตามที่เราท่านได้ถูกหลอกใช้เชื่อกันมาโดยตลอดนั้น

“ฤกษ” เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า “หมี” เดิมนั้นใช้เรียกลุ่มดาวหมีใหญ่อันมีทั้งหมด ๗ ดวงซึ่งเป็นเครื่องหมายของ ฤาษีทั้ง ๗ ตน ดังได้อธิบายมาแล้วนั้น ดาวหมีใหญ่นี้ทางไทยเราเรียกว่า “กลุ่มดาวจระเข้” ในทางดาราศาสตร์เรียกว่า Ursas Major ในทางภาษาลาตินเรียกว่า Great Bear แปลตรงกันว่า “หมีใหญ่” ซึ่งมีดวงดาวในกลุ่มนี้จำนวน ๗ ดวง เท่ากับจำนวนฤาษีทั้ง ๗ กลุ่มดาวหมีใหญ่ หรือดาวจระเข้ จะพาดผ่านตั้งแต่ ราศีเมษไปสิ้นสุดที่ราศีมิถุน อันถือว่าเป็น “จุดเริ่มต้นของฤกษ์ที่ ๑ และจุดสิ้นสุดของฤกษ์สุดท้ายคือฤกษ์สุดท้ายคือฤกษ์ที่ ๒๗” ดังนั้นดาวหมีใหญ่ หรือดาวจรเข้าจึงได้ถูกเรียกว่าเป็นสากลทั่วไปว่า “ฤกษ์” แปลตามตัวนั้นแปลว่า “หมี” ด้วยประการฉะนี้

ดาวหมีใหญ่นี้ใช้เป็นเครื่องหมายกำหนดทิศทาง ของนักเดินเรือ และนักค้าขายในเส้นทางสายไหมมาแต่ในสมัยโบราณ ทั้งเป็นที่สังเกตการเคลื่อนโคจรของดาวต่าง ๆ โดยกำหนดที่จุดเริ่มต้นของดาวหมีใหญ่ หรือ “ฤกษ์” เป็นตัวแสดงในพระไตรปิฎกบาลีเรียกว่า คำว่า “ฤกษ์” ว่า “นักษัตร”

นักษัตร วิเคราะห์รูปศัพท์ไว้ว่า “น กษรนติ สุวสฺถานานาตฺ จฺจุตานิ น ภวนฺตีติ นกษตฺราณิ” ดาวนักษัตรนั้น ไม่เคลื่อนที่ไปจากที่ตน คือ ประจำที่ต่างกับดาวพระเคราะห์ ซึ่งโคจรรอบดวงอาทิตย์

น กษียนฺเต อิติ นกฺษตฺรา แสงรัศมีไม่รู้สิ้นไป คือมีแสงรัศมีคงที่นี้ก็ต่างจากดาวพระเคราะห์ เพราะดาวพระเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ จึงมีแสงรัศมีไม่คงที่ขมุกขมัวบ้าง แจ่มสว่างบ้าง ตามระยะดาวนักษัตรนี้จำกัดว่ามี ๒๗ ดวง ซึ่งพระจันทร์ เมื่อหมุนรอบพิภพนี้ ย่อมผ่านคาวนักษัตรทั้งหลายนี้ด้วย

“ฤกษ์ เป็นนิมิตรบอกเหตุแห่งลัคนาจันทร์ เมื่อสถิตย์หรือเสวยยังฤกษ์ใด ย่อมบ่งบอกถึงผลวิบากแห่งสัตว์โลกนั้นจักสำแดงให้ประจักด้วยอาการอย่านั้น ๆ แตกต่างกันไป แม้แต่ดาวเคราะห์ทั้งหลายอันเป็นนิมิตรหมายแห่งวิบากอื่นก็ดี ย่อมเปรียบประดุจเดียวกันกับลัคนา และจันทร์นั้นแลฯ

หมายถึงว่า ไม่ว่าลัคนาหรือจันทร์หรือดาวดวงใดก็ตามที่โคจรไปตรงตำแหน่งของกลุ่มดาวนักษัตร หรือที่เรียกว่า “ฤกษ์” ใดฤกษ์หนึ่งใน ๒๗ ฤกษ์ แสดงถึงนิมิตรหมายให้รู้ถึงพฤติกรรม อาการสภาพของการแสดงผลแห่งวิบากกรรม ทั้งกุศลและอกุศลที่สัตว์โบกนั้น ๆ จะได้รับผลกรรมอันเป็นวิบากของตน ซึ่งได้กระทำมาแล้วในกาลก่อน อันเรียกว่า “ปุพเพกตปุญญตา” นั่นเอง ฉะนั้น เมื่อต้องการรู้ถึงว่าวิบากกรรมใดจะแสงผลเมื่อใด ก็สามารถทีจะพิจารณได้จากตำแหน่งแห่งกลุ่มดาวฤกษ์ทั้ง ๒ กลุ่มนี้ ว่าดวงดาวฤาจันทร์ ลัคนา ทำปฏิกริยาเช่นไร พึงพิจารณาไปตามลักษณะความหมายอันกำหนดนั้น “ฤกษ์” เป็นนิมิตรแทนลักษณะของ “มหัคคตจิต” คือการแสดงอาการของจิตมี ๒๗ คือ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 06, 2009 2:34 pm

อัศวิณีฤกษ์ที่ ๑ ภรณีฤกษ์ที่ ๓ กฤติกาฤกษ์ที่ ๓ โรหิณีฤกษ์ที่ ๔ มิคสิระฤกษ์ที่ ๕ อารทราฤกษ์ที่ ๖ ปุนัพสุกฤษที่ ๗ ปุษยะฤกษ์ที่ ๘ อสิเลสะฤกษ์ที่ ๙ มฆาฤกษ์ที่ ๑๐ ปุรพผลคุณีฤกษ์ที่ ๑๑ อุตรผลคุณีฤกษ์ที่ ๑๒ หัสสะฤกษ์ที่ ๑๓ จิตตราฤกษ์ที่ ๑๔ สวาตีฤกษ์ที่ ๑๕ วิสาขะฤกษ์ที่ ๑๖ อนุราธฤกษ์ที่ ๑๗ เหษฐฤกษ์ที่ ๑๘ มูละฤกษ์ที่ ๑๙ ปุรพษาตฤกษ์ที่ ๒๐ อุตราษาฒฤกษ์ที่ ๒๑ ศรวณะฤกษ์ที่ ๒๒ ธนิษฐฤกษ์ที่ ๒๓ ศตภิษัชฤกษ์ที่ ๒๔ ปุรภัทรฤกษ์ที่ ๒๕ อุตรภัทรบทฤกษ์ ๒๖ เรวตีฤกษ์ที่ ๒๗

การนับจำนวนเวลาเป็นศักราชหนึ่ง ๆนั้นจะใช้การโคจรของดาวจันทร์ที่โคจรเข้าไปตรงกันกับกลุ่มดาวฤกษ์ทั้ง ๒๗ กลุ่ม โคจรตั้งเวลากลุ่มละ ๑๐๐ ปี เนื่องจากคนสมัยนั้นอายุยืนยาวมาก” เริ่มต้นจากลุ่มดาวอัศวิณีฤกษ์ (ดาวม้า) และสิ้นสุดที่กลุ่มดาวเรวดีฤกษ์ (ดาวปลาตะเพียน) เมื่อโคจรครบทั้ง ๒๗ กลุ่ม รวมระยะเวลา ๒๗๐๐ ปี วงโคจรนี้ใช้นับเวลาของโลก จึงเรียกว่า “โลกกาล” หรือ “สัปตศักราช” ใช้ จำนวน ๒๗๐๐ ปี เป็นหนึ่งศักราช (ซึ่งคนมักสับสนกับคำว่า “ศตวรรษ ซึ่งเป็นระยะเวลาเพียง ๑๐๐ ปี

"สัปตศักราช" นี้ใช้ระบบของการนับตามการโคจรของดวงจันทร์เป็นหลักเรียกระบบนี้ว่า “จันทรคติ” นับตามขึ้นแรม โดยสภาพของดวงจันทร์ที่มีวงโคจรในระบบสุริยะ “สัปตศักราช” ตั้งขึ้นเมื่อโลกมีอายุกัลปได้ ๔,๐๓๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ปี หรือก่อนพระพุทธศักราช ๖๒๓๔ ปี หากจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็ได้ว่า การนับ “เวลา” หรือ “กาล” ของมนุษย์โลกโดย “ระบบจันทรคติ” มีก่อนพระพุทธศักราช ๖๒๓๔ ปี โดยฤาษีโคตมะแห่งอาณาจักรศรีสุวรภูมิเป็นผู้บัญญัติขึ้น

การค้นพบดังกล่าวนั้น จึงทำให้สำนักตักศิลาแห่งนครคันธาระ คิดระบบการกำหนดนับ “เวลา หรือ “กาล” และจัด “ยุค” ขึ้นใหม่ โดยใช้ระยะเริ่มการนับ ณ เวลาสงกรานต์ ซึ่งดวงอาทิตย์จะเล็งองศาตรงกัลองศาโลกอันทำให้ “เวลากลางวัน และเวลากลางคืนเท่ากัน” ซึ่งเหมาะสมกับสภาวะชีวิตมนุษย์อันดำรงอยู่และเป็นไปในอนาคต นักดาราศาสตร์แห่งตักศิลาได้ปรับปรุงสมภาร เพื่อแก้ไขความคลาดเคลื่อนในระยะ ๗๒๐๐ ปี ต่อองศานั้น โดยการแบ่งองศาท้องฟ้า (พื้นที่ของท้องฟ้าในภาคดาราศาสตร์) ขึ้นใหม่องศา (พื้นที่ของท้องฟ้าในภาคดาราศาสตร์) ที่ถูกแบ่งคือ องศาที่ ๙๐ ถึงองศาที่ ๓๖๐ เนื้อที่จำนวน ๒๗๐ นี้ได้ถูกแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน แต่ละส่วนนี้เรียกว่า “ยุค” ซึ่งเป็นการแบ่งสมัยของมนุษยชาติไปพร้อมนั้นยุคละ ๕๐๐๐ ปี (การคิดพุทธศาสนายุกาลใช้การคิดจากวิธีนี้) รวม ๔ ยุค รวมเรียกว่า “มหายุค” ดังนี้

จัตยายุค ๑ ไตรดายุค ๑ ทวาปยุค ๑ กาลียุค ๑
คณาจารย์แห่งตักศิลา ได้สมการหาระยะเวลาของ “ยุคทั้ง ๔ “ ไว้ดังนี้
“ให้ตั้ง ๗๒๐๐ ปี ลง เอา ๖๐ คูณ ผลลัพธ์ เป็นอายุกาลียุค”
จะหาอายุแห่งจัตยายุค เอา ๔ คูณ อายุกาลียุค เป็น อายุจัตยายุค
จะหาอายุแห่งไตรดายุค เอา ๓ คูณอายุกาลียุค เป็นอายุไตรดายุค
จะหาอายุแห่งทวาปยุค เอา ๒ คูณอายุกาลียุค เป็นอายุทวาปรายุค”
การกำหนดระยะเวลาขึ้นใหม่นี้เรียกว่า “ศักราชกาลียุค” เริ่มใช้เมื่อก่อนพุทธศักราช ๒๕๕๙ ปี และแพร่หลายเข้าไปยังอียิปต์ แอสซิเรีย บาบิโลเนีย ผ่านทางนักศึกษาของสำนักตักศิลาชาตินั้น ๆ อันเป็นหลักในการคำนวนทางดาราศาสตร์ และการจัดทำปฏิทินซึ่งใช้การอยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน


“สัปตศักราช” ใช้สืบต่อเนื่องในราชสำนักของศากยวงศ์ และจันทรวงศ์ ปรากฎหลักฐานในจารึกราชตุรังคินี (พงศาวดารคันธาระ) กล่าวถึงการศึกษาดาราศาสตร์ของนึกศึกษามนสำนักตักสิลา โดยใช้การคำนวนด้วยระบบจันทรคติ ทั้งพลหลักฐานในจารึกของเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างแม่น้ำเชนาป กับแม่น้ำยมุนาฝั่งตะวันออก

กำเนิดยุค

หลังจากท่านฤาษีโคตมะตั้ง “สัปตศักราช” ไปแล้ว ๓๖๗๕ ปี อายุของมนุษย์ในสมัยนั้นเริ่มสั้นลงและการค้นคว้าทางด้านดาราศาสตร์ของสำนักตักศิลาได้ก้าวหน้าขึ้นและค้นพบว่าเกิดขึ้นจากจากผลของ “วงโคจรของโลกที่ได้เคลื่อนเข้าไปหาดวงอาทิตย์ ๑๒๐ ปี ต่อ ๑ ลิบดา และอีกใน ๗๒๐๐ ปีต่อ ๑ องศา” ทำให้ความร้อนทวีความรุนแรงมากขึ้น และส่งผลให้สิ่งมีชีวิตมีอายุสั้นลงไปเรื่อย ๆ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 06, 2009 2:39 pm

การค้นพบดังกล่าวนั้น จึงทำให้สำนักตักศิลาแห่งนครคันธาระ คิดระบบการกำหนดนับ “เวลา หรือ “กาล” และจัด “ยุค” ขึ้นใหม่ โดยใช้ระยะเริ่มการนับ ณ เวลาสงกรานต์ ซึ่งดวงอาทิตย์จะเล็งองศาตรงกัลองศาโลกอันทำให้ “เวลากลางวัน และเวลากลางคืนเท่ากัน” ซึ่งเหมาะสมกับสภาวะชีวิตมนุษย์อันดำรงอยู่และเป็นไปในอนาคต นักดาราศาสตร์แห่งตักศิลาได้ปรับปรุงสมภาร เพื่อแก้ไขความคลาดเคลื่อนในระยะ ๗๒๐๐ ปี ต่อองศานั้น โดยการแบ่งองศาท้องฟ้า (พื้นที่ของท้องฟ้าในภาคดาราศาสตร์) ขึ้นใหม่องศา (พื้นที่ของท้องฟ้าในภาคดาราศาสตร์) ที่ถูกแบ่งคือ องศาที่ ๙๐ ถึงองศาที่ ๓๖๐ เนื้อที่จำนวน ๒๗๐ นี้ได้ถูกแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน แต่ละส่วนนี้เรียกว่า “ยุค” ซึ่งเป็นการแบ่งสมัยของมนุษยชาติไปพร้อมนั้นยุคละ ๕๐๐๐ ปี (การคิดพุทธศาสนายุกาลใช้การคิดจากวิธีนี้) รวม ๔ ยุค รวมเรียกว่า “มหายุค” ดังนี้

จัตยายุค ๑ ไตรดายุค ๑ ทวาปยุค ๑ กาลียุค ๑
คณาจารย์แห่งตักศิลา ได้สมการหาระยะเวลาของ “ยุคทั้ง ๔ “ ไว้ดังนี้
“ให้ตั้ง ๗๒๐๐ ปี ลง เอา ๖๐ คูณ ผลลัพธ์ เป็นอายุกาลียุค”
จะหาอายุแห่งจัตยายุค เอา ๔ คูณ อายุกาลียุค เป็น อายุจัตยายุค
จะหาอายุแห่งไตรดายุค เอา ๓ คูณอายุกาลียุค เป็นอายุไตรดายุค
จะหาอายุแห่งทวาปยุค เอา ๒ คูณอายุกาลียุค เป็นอายุทวาปรายุค”
การกำหนดระยะเวลาขึ้นใหม่นี้เรียกว่า “ศักราชกาลียุค” เริ่มใช้เมื่อก่อนพุทธศักราช ๒๕๕๙ ปี และแพร่หลายเข้าไปยังอียิปต์ แอสซิเรีย บาบิโลเนีย ผ่านทางนักศึกษาของสำนักตักศิลาชาตินั้น ๆ อันเป็นหลักในการคำนวนทางดาราศาสตร์ และการจัดทำปฏิทินซึ่งใช้การอยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน


เนื่องจากการคำวนของระบบนี้ ยึดหลักการโคจรของ “โลกกับดวงอาทิตย์เป็นหลัก” จึมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ระบบสุริยาตร์” หรือระบบสุริยคติ” (เป็นการปรับปรุงระบบสุริยคติของเดิมซึ่งมีอยู่แล้ว แต่ใช้เฉพาะทางดาราศาสตร์เท่านั้น มาเป็นตัวกำหนดนับเวลาวัน เดือน ปี แทนระบบวันเดือนปี “ ระบบจันทรคติ” ที่ใช้ขึ้นแรม

อัญชัญศักราช

เมื่อใช้ศักราชใหม่หรือ “กาลีศักราช” ได้ ๒๔๑๑ ปี กษัตริย์กรุงกบิลพัสดุ์ คือ พระเจ้าสีหตราช ซึ่งเป็นปู่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเจ้าอัญชันซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระนางประชาบดีโคตมี หรือเป็นตาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (ภายหลังออกบวชเป็นฤาษีชื่อ อสิตดาบส และได้เข้ามาทำนายพุทธลักษณะเจ้าชายสิทธัตถะหลังประสูติได้ ๕ วัน ) ซึ่งกษัตริย์ทั้งสองสำเร็จจากสำนักตักศิลามีความเชียวชาญทางด้านโหราศาสตร์ จึงได้ทำการบลบศักราชกาลียุคเสียด้วยชื่อไม่เป็นมงคล และตั้งศักราชขึ้นใหม่ชื่อว่า “อัญชันศักราช” ได้ใช้เรื่อยมาจนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 06, 2009 2:41 pm

สิ่งที่น่าสังเกตและควรทราบก็คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ (ยังไม่ได้ออกผนวช) ได้ทรงศึกษา “คัมภีร์มหาจักรพรรดิราช” จากพระเจ้าอัญชันผู้เป็นตาอย่างเชียวชาญ ในพุทธศาสนาจึงปรากฎเรื่องราวเกี่ยวกับโหราศาสตร์อยู่อย่างมากมาย เช่น การโคจรของดวงอาทิตย์ ระบบสุริยจักวาล ดวงดาวและฤกษ์ อันปรากฎอยู่ในพระบาลี คัมภีร์อัคคัญญสูตร ปละปฐมกัลป (ต่อมาหลังพุทธกาลสำนักตักศิลาได้นำไปทำเป็นหลักสูตรดาราศาสตร์ชื่อว่า “ โชติกยศาสตร์” แม้กระทั่งการใช้ตำแหน่งของดวงจันทร์เป็นตัวกำหนดให้เป็นวันธรรมสวนะ หรือวันอุโบสถ (ถือศีลนั้น ก็ต้องใช้วันที่จันทร์เพ็ญและจันทร์ดับ การกำหนดภิกขุปาฏิโมกข์ และแม้กระทั่งการใช้ฤกษ์เป็นตัดกำหนดนับเวลาระยะวันเข้าพรรษาและปวารณา อันถือว่าเป็นพุทธบัญญัติที่พระภิกษุต้องปฏิบัติ เรียก “อภิสมาจาริกาสิกขา” อยู่ในพระบาลีวินัยปิฎก หมวดขันธกะ ว่าด้วยสังฆกรรม อุปสมบท และส่วนมหาวรรค อาทิ อุโบสถขันธกะ ว่าด้วยอุโบสถ วัสสูปนายิกขันธกะ ว่าด้วยวันเข้าพรรษา ปวารณาขันธกะ ว่าด้วยการปวารณา เป็นต้น

และหากพิจารณาข้อความในปฐมเทศนา ซึ่งทรงแสดงแก่อัญญาโกญทัญญะ จะพบการใช้ภาษาเฉพาะของโหราศาสตร์” เป็นไปได้ว่าเพราะอัญญาโกญฑัญญะมีความเชียวชาญในวิชาโหราศาสตร์ยิ่ง
“……เตน ขเณน มุหุตฺเตน ยาว พรฺหมโลกา สทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉิ” เสียงระบือเซ็งแซ่ขึ้นไป่จนถึงพรหมโลก โดยเวลาเพียง ๒๔ นาที (ขเณน = ขณะ =กษณะ =มหานาที)นั้น โดยระยะเวลาเพียงหนึ่งวัน (มุหุตฺเตน=มุหุรตะ=๑ โหราตตระ = ๑ วัน) ก็รู้ไปโดยถ้วนทั่ว …”


ถ้วยพระปฐมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ทำให้โกญทัญญะ พราหมณ์ได้ดวงตาเห็นธรรมอันพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้นั้น ส่งผลให้พระพุทธองค์ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (สอนให้ผู้อื่นบรรลุตามได้) จึงทำให้พระพุทธองค์ทรงปีติที่พระองค์ทรงสั่งสอนให้โกญฑัญญะพราหมณ์เห็นสัจจธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นั้น จึงมีอุทานว่า “อญฺญาสิ วตฺตพฺโพ โกญฺทญฺโญ โกญฑัญญะรู้แล้วหนอ” และด้วยพุทธอุทานนี้ โกญทัญญะพราหมณ์จึงได้ชื่อว่า “อัญญาโกญฑัญญะ” นับแต่เวลานั้น
โกญฑัญญะพราหมณ์จึงได้ขออุปสมบทเป้ฯพุทะสาวกองค์แรก จึงทำให้เกิดมี “พระรัตนตรัย” อย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลกคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ พระธรรม ๑ พระสงฆ์ ๑


หมายเหตุ ความแตกต่างของพระปัจเจกพุทธเจ้า กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ
พระปัจเจกพุทธเจ้า ตรัสรู้ธรรมอันยิ่งได้เพียงเฉพาะตนไม่สามารถสอนให้ผู้อื่นตรัสรู้ตามได้ ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้ธรรมอันยิ่งแล้ว สามารถสอนให้ผู้อื่นตรัสรู้ตามเช่นเดียวกับพระองค์ได้ด้วย
ดังนั้น จึงพบในพระสูตรทั้งหลายว่า พระพุทธเจัามีมากมายยิ่งกว่าเมล็ดทรายในมหาสุทร แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในภัทรกัปนี้มีเพียง ๕ พระองค์เท่านั้น ซึ่งเรามักเรียกกันผิดเสมอ


เราต้องไม่ลืมว่าที่โกญฑัญญพราหมณ์ออกบวชมากรับใช้เจ้าชายสิทธัตถะนั้น เพราะมีความเชื่อมั่นในวิชาโหราศาสตร์ที่ตนได้ร่ำเรียนมาว่า “เจ้าชายสิทธัตถะจะต้องออกบวชและสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแน่นอนไม่เป็นอื่นไปได้” ด้วยโกญฑัญญะพราหมณ์ได้เข้าไปพยากรณ์ พุทธลักษณะพร้อมกับพราหมณ์ทั้งหลายรวมทั้งอสิตดาบส ดังได้กล่าวข้างต้นแล้ว ซึ่งคำพยากรณ์สมจริงทุกประการ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 06, 2009 2:44 pm

พุทธศักราช

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประสูติเมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีอัญชันศักราชที่ ๖๘ วันที่พระองค์ทรงประสูตินั้นภายหลังที่ได้ทรงประกาศเผยแผ่พระธรรมแล้ว พุทธบริษัทจึงได้ถือเอาวันทีทรงประสูตินั้นเป็นวันแห่งพระบรมศาสดา “พุทธ” ชื่อวันว่า “วันพุทธ” จึงกำเนิดขึ้นในโลกแต่ครั้งนั้น (เดิมสมัยก่อนพุทธกาลได้นับวันขึ้น -แรม ไม่ใช่นับวันจันทร์ อังคารเช่นปัจจุบัน) ทรงเผยแพร่สัจจธรรมเป็นเวลา ๔๕ พรรษา เสด็จปรินิพพาน ณ กรุงกุสินารา เมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีอัญชัญศักราชที่ ๑๔๘

ในปีเดียวกันกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานนั้น พระเจ้าอชุตราช ซึ่งเป็นราชนัดดา (หลาน) ของพระเจ้าสิงหนวัติ ขึ้นครองราชในอาณาจักรโยนก สิงหนวัตินาคนคร ทรงเป้นพระญาติของพระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์แคว้นมคธ ราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร โดยพระเจ้าสิงหนวัติผู้ตั้งอาณาจักรโยกนกปู่ของพระเจ้าอชุตราชเป็นน้องชายของพระเจ้าพิมพิสาร (อ่านเพิ่มเติมในบทที่ ๘ ) ครองราชย์เมื่อเดือนยี่ (ก่อนพุทธปรินิพพาน ๔ เดือน) ทรงเป็นพุทธมามกะ เมื่อได้ทราบข่าวพุทธปรินิพพาน จึงเดินทางไปเมืองกุสินารา เพื่อถวายสักการะพุทธสรีระ ของพระบรมศาสดา ในกาลนั้นเหล่ากษัตริย์ทั้งหลายในโค ตมะโค ตร จึงปรึกษากันจักกำหนดให้ตั้งศักราชขึ้นใหม่ โดยหมายเอานิมิตรแห่งการเสด็จปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันเป็นกษัตริย์แห่งวงศ์โคตมะนั้น ราชวงศ์ทั้งหลายจึ่งมองหมายให้พระเจ้าอชุตราชอันเป็นผู้เชียวชาญคัมภีร์สุวรรณโคมคำส่วนโหราศาสตร์ และพระเจ้าอชาตเชียวชาญคัมภีร์สุวรรณโคมคำส่วนปราบไตรภพ วางศิลาฤกษ์ยามคำนวนตั้งศักราชขึ้น ณ เมืองกุสินารา นั้นจึงได้ทำพิธีลบอัญชันศักราชเสีย และใช้ศักราชใหม่เรียกว่า “พุทธศักราช” ประกาศต่อท้าวพระยาสามลราชอันมาประชุมรับแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้ทราบแลให้ทุกแคว้นทุกนครในชมพูทวีปใช้ “พุทธศักราช” เป็นเครื่องหมายนับเวลา นับตั้งแต่ปีอัญชัญศักราชที่ ๑๔๘ เป็นต้นไป การเริ่มต้นแห่ง “พุทธศักราชที่ ๑” จึงมีขึ้นแต่บัดนี้มา

มหาศักราช

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งสัจจธรรม ยึดถือหลัก “กฎแห่งกรรม” คือ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ปฏิเสธเรื่อง “เทพเจ้า” จัดเป็นศาสนาแบบ “อเทวนิยม” ซึ่งเป้ฯทางตรงกันข้ามกับลัทธิพราหมณ์ที่อาศัยการหลอกลวงประชาชน โดยอ้าง เทพเจ้าเป็นผู้บันดาล แม้จะทำชั่วอย่างไรก็ตาม หากขอเทพเจ้า แล้วก็จะไม่ต้องรับกรรม โดยจะมีมนุษย์ลวงโลกกลุ่มหนึ่ง ตั้งตัวเป็นบุรุษไปรษณีย์ รับส่งข้อมูลระหว่างเทพเจ้ากับมนุษย์ พวกนี้เรียกตัวเองว่า “พราหมณ์” เป็นผู้ทำวิธีส่งข้อมูลนั้น ทำให้บุคคลเหล่านี้ร่ำรวย และมีฐานะสูงทางสังคม เพราะคนทั้งหลายเชื่อว่า เขาคือตัวแทนของเทพเจ้าเป็นศาสนาแบบเทวนิยม

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลก ได้ทรงเปิดเผยความจริงให้โลกได้รู้ถึงกลโกงของพราหมณ์เหล่านี้ ทำให้พวกพราหมณ์ขาดรายได้ บ้างก็ถูกขับออกไปจากเมืองกลายเป้ฯขอทาน ข้างก็ถูกประหารเพราะหลอกลวงประชาชน ด้วยเหตุดังนี้ “พราหมณ์ อันยังชีพอยู่ได้ด้วยการลวงโลก จึงประกาศตนเป็นศัตรูของพระพุทธศาสนา และหาวิธีการทำลายล้างทุกรูปแบบ โดยเฉพาะได้เขียนเป็นคัมภีร์สั่งสอนผู้คนว่า “เทพเจ้าให้การกำจัดพระพุทธศาสนาเสียให้สิ้น”

พวกพราหมณ์เป็นผู้พิทักษ์ศาสนาแห่งการแบ่งชนชั้นวรรณะ ความประพฤติทางชาติตระกูลของพวกเขาได้ถูกท้าทายด้วยหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่ว่า “คนจะประเสริฐได้เพราะการกระทำ หาใช่เพราะชาติตระกูลไม่” และมีหลักคำสอนอื่น ๆ ทางพระพุทธศาสนาอีกมากที่คัดค้านคำสอนของพวกพราหมณ์ ด้วยเหตุนี้เอง พวกพราหมณ์จึงไม่พอใจชาวพุทธ และมองพระภิกษุในพระพุทธศาสนาด้วยความเหยียดหยาม เช่น ยาชญาวัลกยะ ซึ่งเป็นนักปราชญ์คนสำคัญคนหนึ่งของพราหมณ์ในยุคอุปนิษัท ได้ประกาศออกมาว่า
“การเห็นพระในพระพุทธศาสนาทุกครั้งแม้แต่ในฝัน จัดเป็นอัปมงคลและควารหลีกเลี่ยงเสีย…”

คัมภีร์พราหมณาราทิยะ อุราณะ ได้วางกฎไว้ว่า “จะเป็นบาปหนักสำหรับพวกพราหมณ์ที่จะเข้าไปในบานของชาวพุทธ ไม่ว่าในเวลาที่จนจะตายก็ตาม”
คัมภีร์อัคนิ ราณะ ได้ประกาศเหยียดหยามพระพุทะองค์ไว้ว่า “โอรสพระเจ้าสุทโธทนะได้ใช้มายากลหลอกลวง พวกทยฺย (Taiyas) เพื่อให้เป็นชาวพุทธ” จะเห็นว่าชนชาติไทยมีมาแต่พุทธกาล)

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 06, 2009 2:47 pm

ผู้แต่งคัมภีร์พราหมณ์ วายุปุราณะ ได้ประกาศว่า “เพียงด้วยมีฟันขาว สำรวมตา มีหัวโล้น และมีเครื่องนุ่งห่มสีแดง พวกศูทรจะทำหน้าที่ทางพระพุทธศาสนาได้ “ ข้อความเช่นนี้หมายถึงวรรณะศูทรที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา อันเป็นการดูหมิ่นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา

คัมภีร์วิษณุ ปุราณะ อันเป็นคัมภีร์ของฮินดูได้กล่าวหาพระพุทธเจ้าว่า เป็นนักหลอกลวงผู้ยิ่งใหญ่และเหยียดหยามกล่าวหาพระพุทธองค์ว่าเป็น “มหาโมหะ นักลวงคนให้หลงด้วยมายากล ผู้ซึ่งอุบัติมาในโลกก็เพื่อลงให้พวกมารให้หลง ได้สอนหลักอหิงสา และหลักพระนิพพานและชักนำประชาชนให้ละเว้นจากการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาของฝ่ายพระเวท (ของพราหมณ์) พวกสาวกทั้งหลายของมหาโมหะนั้นในที่สุดจะต้องถูกเทพเจ้าทั้งหลายทำลาย

แม้แต่นักปรัชญาคนสำคัญ ๆ ที่สนับสนุนคำสอนของพราหมณ์ ก็ดูเหมือนว่าจะไม่พ้นจากการริษยาในเรื่องลัทธิศาสนาตัวอย่างเช่น การได้ตอบขัดแย้งคำสอนทางพระพุทธศาสนาของนักปรัชญาชื่ออุทโตกระ ไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยเรื่องที่ ให้คนหลงเห็นจริงจัง และเป็นคำพูดที่ไร้สาระเท่านั้น แต่ยังได้กล่าวโจมตีด้วยแรงริษยาอันปวดร้าวอีกด้วย เขาได้เขียนผลงานชิ้นสำคัญของเขาด้วยทัศนะที่คัดค้านหลักความคิดทางตรรกวิทยาของพระพุทธศาสนาทุกสิ่งทุกอย่าง

การโจมตีพระพุทธศาสนาของกุมาริล นับว่าเก่งฉกรรจ์มาก ซึ่งเป็นการวิพากษ์วิจารณ์พระพุทธศาสนาอย่างเผ็ดร้อนที่สุด กุมาริลตั้งตนเป็นผู้รู้ของพราหมณ์แต่จริงแล้วเขาเป็นเพียงสกุลที่มีปากร้ายแต่พูดถูกใจพวกพราหมณ์ที่ทำอะไรก็ได้เพื่อให้พระพุทธศาสนาสูญหายสิ้นไปเลย เขาได้แสดงการต่อต้านพระพุทธศาสนาอย่างหนัก ถ้าเราได้อ่านประวัติของกุมาริลและผลงานของขบวนการของเขาแล้ว เพราะจะได้ทราบว่าบุคคลผู้นี้ได้ทำร้ายทำลายพระพุทธศาสนาให้ย่อยยับมากเพียงใด เขาได้กล่าวโจมตีพระพุทธศาสนาว่า “คำสอนพระพุทธเจ้าได้ประโยชน์ต่อคนทั้งหลาย ไม่ผิดอะไรกับน้ำนมที่หกราดบนหลังหมา” เป็นข้อความที่แสดงให้เห็นความแค้นจากก้นบึ้งของสันดานอย่างเห็นได้ชัด

คัมภีร์โศกวารติค ของกุมาริล ได้แสดงให้เห็นว่าเขาได้วิพากษ์วิจารณ์มุ่งร้ายต่อพระพุทธศาสนาและได้ปฏิญาณที่จะเป็นศัตรูต่อรพระพุทธศาสนา ประกาศจองล้างพระพุทธศาสนาตลอดชีวิต และด้วยชีวิต และเขาก็ได้ทำลายพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังตลอดชีวิตของเขา ปรากฎหลักฐานทั้งฝ่ายอินเดียและฝ่ายธิเบตตรงกันว่า “กุมาริลได้ก่อตั้งขบวนการทำลายล้างพระพุทธศาสนา” เขาเป็นผู้ที่ยุยงส่งเสริมพระเจ้าสุทธธันวันแห่งอุชเชนีให้สังหารพระภิกษุสงฆ์จำนวนนับหมื่น อุบาสกอุบาสิกานับไม่ถ้วน ท่านสมณะเฮี้ยนจังได้บันทึกไว้ว่าพระเจ้าสุทธธันวันเป็นคนในวรรณะพราหมณ์ มีความชำนาญในการโต้คารมและไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา ขณะที่พระเจ้าสุทธธันวันครองราชอยู่ท่านสมณะเฮี้ยนจังได้เดินทางไปยังกรุงอุชเชนีด้วย

ในคัมภีร์มฤจฉกฐิกะ ของพราหมณ์ทำให้เราได้ทราบว่า น้องเขยของพระเจ้าสุทธธันวันได้ทำลายวัดและฆ่าพระภิกษุสงฆ์ โดยเฉพาะพระอรหันต์ชื่อ พระสัมวาหะ อันเป็นที่นับถือของชาวพุทธในอุชเชนีเพื่อถวายแก่พระกฤษณะ เทพเจ้าของพราหมณ์ โดยเผาบูชายันต์ต่อหน้าปวงชน โดยก่อนที่เขาจะเผานั้นเขาได้ยืนประกาศต่อหน้าประชาชนว่า “อย่าปล่อยให้พวกสมณะเหล่านี้หลอกลวงพวกเจ้าเหมือนวัว เหมือนควาย ที่เขาจะสนตะพายเข้าที่จะจมูกแล้วเทียมแอกใช้ลากเกวียน

จากหลักฐานถึง ๓ แห่ง ที่มีแหล่งที่มาต่าง ๆกัน คือจากคัมภีร์สังการทีกวิชัย คัมภีรมฤจกฐิกะ ของพราหมณ์ และจัดหมายเหตุสมณะเฮี้ยนจัง ได้อ้างถึงการเข่นฆ่ากวาดล้างชาวพุทธ และเผาพุทธสถานในแคว้นอุชเชนี ที่เกิดขึ้นอย่างโหดเหียมตรงกัน

จึงไม่มีเหตุในอันควรที่จะเหลือเป็นข้อสงสัย ในความจริงที่ว่า กุมาริลเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำลายล้างพระพุทธศาสนา เป็นหัวหอกในการยุยงให้เกิดการเข่นฆ่าและทำลายชาวพุทธที่เกิดขึ้นโดยพราหมณ์ นักประวัติศาสตร์ของธิเบต ได้บรรยายถึงความโหดร้ายที่ขบวนการของกุมาริลไว้ อ่านรายละเอียดในเอกสารสำคัญชื่อ คัมภีร์เกราลาอุตปัตติ ซึ่งรจนาโดยพระภิกษุชาวธิเบต ซึ่งได้เดินทางมาศึกษาพระพุทธศาสนาอยู่ในแคว้นเกราล่าของอินเดีย ในคัมภีร์นี้ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ขณะที่กุมาริลได้ทำลายล้างชาวพุทธโดยการเผาทั้งเป็น เอาไม้เสียบทวารปิ้งประดุจดั่งปลา เอาหินถ่วงน้ำ การข่มขืนภิกษุณีถวายแก่เจ้าแม่กาลีเทพเจ้าฮินดู การจับทารกไร้เดียงสาบุตรธิดาชาวพุทธโยนเข้ากองไฟเผาทั้งเป็น ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นในแคว้นเกราลา ทำให้พระภิกษุชาวธิเบตต้องหลบซ่อนตัวหนีกลับไปยังประเทศของท่านและรจนาคัมภีร์นี้เพื่อเล่าเหตุการณ์ทั้งหลาย ตามความเห็นของนักประวัติศาสตร์สากลได้สรุปจากหลักฐานทั้งหมดแล้วตรงกันว่า “กุมาริลจัดว่าเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญมากในการก่อให้เกิดการทำลายล้างพระพุทธศาสนาในอินเดีย”

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระพุทธเจ้า ...โหราศาสตร์...และ คนไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed May 06, 2009 2:51 pm

พราหมณ์ไม่ละอายแม้การที่ตนจะสร้างเทพเจ้าของตนขึ้นมาเฉพาะกิจเพื่อแข่งขันกับพระพุทธศาสนา เช่น พระพุทธศาสนามีพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พราหมณ์ก็สร้างเ ทพเจ้าขึ้น ๓ ตน ขึ้นมาบ้างเรียกว่า “ตรีมูรติ” คือ พระพรหม พระศิวะ และพระนารายณ์ เมื่อมีผู้ศรัทธาสร้างพุทธอารามตามนครน้อยใหญ่และชนบท เพื่อเป็นที่ให้พระสงฆ์จำพรรษาและสั่งสอนสัจจะธรรมแก่ประชาชน พราหมณ์ก็สร้างวัดเลียนแบบให้เหมือนกับสังฆาราม เหมือนกับพวกโรมันคาทอลิกทำอยู่ในปัจจุบันนี้ (พ.ศ. ๒๕๔๖) เมื่อพุทธบริษัทมีการแสวงบุญไปนมัสการ ตามพุทธสังเวชนียสถาน ฝ่ายพราหมณ์ก็จัดให้มีการจาริกแสวงบุญตามเทวาลัยขึ้นมาบ้าง สรุปว่า พราหมณ์ปฏิบัติการ “บ่อนทำลายพุทธศาสนาทุกรูปแบบทุกวิธีการ โดยถือว่าเป็นภาระศักสิทธิ์ เป็นคำสั่งของพระเจ้าก่อนจะตายต้องทำลายพุทธให้ได้

สถานการณ์ทำลายพระพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นนี้ทำให้พระอรหันต์นามว่า “นาคารชุน” ซึ่งสำเร็จอภิญญาสมาบัติ ได้ค้นคิดวิธีที่จะต่อต้านกระแสการทำลายพระพุทธศาสนาให้สิ้นไป ท่านจึงปฏิรูปวิธีการเผยแพร่หลักธรรมคำสอนที่ยืดหยุ่นง่ายในการปฏิบัติ เพื่อต้านกระแสการทำลายล้าง พระพุทธศาสนาของพราหมณ์ และรักษาสถาบันพระพุทธศาสนาไว้ให้อยู่รอด ขึ้น ๒ แนวทาง คือ
แนวทางที่ ๑ ปฏิรูปตามแนวบุคลาธิษฐาน โดยเพ่งเล็งถึงการปลูกศรัทธาปสาทะของสามัญชนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ โดยอนุโลมความต้องการของสามัญชนทั่วไป
แนวทางที่ ๒ ปฏิรูปตามแนวธรรมาธิษฐาน เมื่อบัญญัติลัทธิทางบุคลาธิษฐาน ก็ต้องให้มีปัญญากับหรือเลื่อนภูมิสู่ขั้นปัญญา


เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ “พระนาครชุน” (บางแห่งเรียกว่า “คุรุนาคารขุน” ) พระสูตรได้รับการแก้ไขดัดแปลงหรือขยายความเป็นอรรถคาถา แต่ยังคงรักษาหลักธรรมที่สำคัญ ๆ ไว้ เช่น พระอภิธรรม คือให้มีความหมายคงเดิมเปลี่ยนเฉพาะตัวอักษรที่จำเป็นสำหรับการเผยแพร่ให้สามัญชนทั่วไปเข้าใจง่าย โดยปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้เกิดคณะสงฆ์ใหม่ขึ้นเรียกว่า “มหายาน” นับแต่นั้นมา

พระนาคารชุน” หรือ “คุรุนาคารชุน” ได้เผยแพร่แนวปฏิรูปใหม่หรือ มหายาน เริ่มขึ้นที่ “แคว้นอาฬวี” หรือ “เชียงรุ้ง” (จีนเรียกว่า “ซิงหลิน”) ซึ่งเป็นที่อยู่ของชนชาติไทย และรวมทั้งเขตตะวันตกของแคว้นอาฬวีอันติดกับคันธาระได้แก่ “เมืองปา” เมืองหลวงของแค้วนกุษาน ซึ่งเป็นที่อยู่ของชนชาติไทยเช่นกัน การเผยแพร่ของพระนาคารชุน ได้รับความสำเร็จอย่างดียิ่ง

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ