ทหาร กับ ศาสนา

หน้า 2 จาก 2 Previous  1, 2

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

การก้าวสู่อำนาจของราชวงศ์สุโขทัยและความเสื่อมของราชวงศ์สุพรรณภูมิ

ตั้งหัวข้อ  att on Mon May 18, 2009 9:41 pm

ขณะเดียวกันพระมหาจักรพรรดิกลับมาเสวยราชย์อีกครั้ง พระมหินทราธิราช ก็กราบทูล
แก่พระราชบิดาว่า พระมหาธรรมราชานี้มิได้สวามิภักดิ์ต่อกรุงศรีอยุธยาแล้ว ไปฝักใฝ่ไมตรี
แก่พระเจ้าหงสาวดีถ่ายเดียว จำจะยกทัพรีบขึ้นไปเชิญเสด็จพระเจ้าพี่นางกับราชนัดดา
ลงมาไว้ ณ พระนครศรีอยุธยา ถึงมาตรพระมหาธรรมราชาคิดประการใดก็จะเป็นห่วงอาลัยอยู่
อันพระมหาธรรมราชาเห็นจะไม่พ้นเงื้อพระหัตถ์ สมเด็จพระราชบิดาก็ทรงเห็นด้วย...

ดังนั้น ทั้งพระมหาจักรพรรดิและพระมหินทราธิราชจึงยกทัพทางเรือเข้าเมืองพิษณุโลก
รับพระวิสุทธิกษัตรีกับพระเอกาทศรถ อันเป็นพระภาคิไนยราชและบรรดาข้าหลวงเดิม
ที่ขึ้นมาเก่าก่อนกลับไปกรุงศรีอยุธยาหมดสิ้น

ผลของการชิงตัวบุตรสาวและหลานชายของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิครั้งนี้
เท่ากับแตกหักกับเมืองเหนือและพระเจ้าหงสาวดี โดยเฉพาะพระเจ้าบุเรงนองเห็นว่า
สยามประเทศเป็นเมืองขึ้น แต่คิดกระด้างกระเดื่อง พระองค์จึงนำกองทัพพม่า ล้านนา
และกองทัพเมืองเหนือซึ่งนำโดยพระมหาธรรมราชาเข้าล้อมกรุง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

การก้าวสู่อำนาจของราชวงศ์สุโขทัยและความเสื่อมของราชวงศ์สุพรรณภูมิ

ตั้งหัวข้อ  att on Mon May 18, 2009 10:01 pm

http://202.143.148.60/myscrapbook/index.php?section=82&page=13

ขณะนั้นพระมหาจักรพรรดิได้เสด็จสวรรคตลง พระมหินทราธิราชขึ้นครองราชบัลลังก์อีกครั้ง
ในช่วงปลายสงคราม พม่าให้พระยาจักรีขุนนางที่เป็นตัวประกันครั้งสงครามช้างผือกทำทีหนี
จากกองทัพพม่ามาได้เข้าไปเป็นไส้ศึกในกรุงศรีอยุธยา เป็นเหตุให้พระเจ้าบุเรงนอง นำทัพเข้า
กรุงศรีอยุธยาได้ ทำให้พระยาจักรีในช่วงรุ่นหลังเรียนรู้ว่า คนผู้นี้คือผู้ทรยศต่อกรุงศรีอยุธยา

แต่เรื่องนี้อาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ได้กล่าวถึงบุคคลอีกผู้หนึ่งที่ทางประวัติศาสตร์
มิได้กล่าวถึงมากนัก แต่มีส่วนสำคัญที่พลิกโฉมหน้าของการเมืองกรุงศรีอยุธยาในขณะนั้น
คือผู้ที่พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเรียกว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฝ่ายใน" ดังความต่อไปนี้

ตามประวัติศาสตร์ช่วงนี้ ผู้ที่เป็นกำลังสำคัญในการป้องกันพระนครศรีอยุธยาคือ "พระยาราม"
หากพม่าได้ตัวพระยารามได้ การต่อต้านของกรุงศรีอยุธยาจะอ่อนกำลังลง พระเจ้าบุเรงนอง
จึงปรึกษากับพระมหาธรรมราชาทำอุบายเอาตัวพระยารามออกมาให้ไว้

พงศาวดารกล่าวว่า พระมหาธรรมราชาเห็นด้วย ก็แต่งนายก้อนทองข้าหลวงเดิมให้ถือหนังสือ
ลอบเข้าไปถึงขุนสนมข้าหลวงของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ไปเอาลงมาแต่เมืองพิษณุโลก
กับด้วยวิสุทธิกษัตรีนั้น ขุนสนมก็ส่งหนังสือเข้าไปถวายแก่พระเจ้าอยู่หัวฝ่ายใน...
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ทหาร กับ ศาสนา

ตั้งหัวข้อ  att on Mon May 18, 2009 10:10 pm

http://movie.sanook.com/drama/drama_06128.php?page=75

กษัตริยา
บทประพันธ์ ทมยันตี

บุเรงนองออกอุบายให้พระยาจักรีเป็นไส้ศึกปล่อยตัวให้ลอบเข้าวังไปพร้อมกับ
พระอิฐิพระราเมศวรสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเห็นพระอัฐิพระราชโอรสก็เสียพระทัยยิ่ง
ถึงแก่ประชวรหนัก เพียง ๒๕ วัน ก็เสด็จสวรรคต


อยุธยาระส่ำระสาย หลงกลศึกเสียทีบุเรงนองเจ้าพระยาจักรีเปิดประตูเมือง
รับศัตรูเข้ามาในพระนคร ในที่สุด เดือน 9 แรม 11 ค่ำ พ.ศ. 2112 กรุงศรีอยุธยา
ก็เสียเมืองให้แก่พม่า

เสียแม่ เสียพ่อ เสียพี่ เสียน้อง เสียทั้งครอบครัวมาบัดนี้ต้องมาเสียเมืองให้แก่อริราชศัตรูอีก
แต่ชะตากรรมของพระวิสุทธิกษัตรีย์จะหมดสิ้นเท่านี้ก็หาไม่

เมื่อบุเรงนองทำพิธีปราบดาภิเษกพระมหาธรรมราชาขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
แทนพระมหินทราธิราชแล้ว ก็ออกพระโอษฐ์ขอตัวพระนเรศโอรสองค์กลาง
ไปเป็นพระราชบุตรบุญธรรมที่หงสาวดีอีกพระหทัยพระวิสุทธิกษัตรีย์แทบสลาย
เมื่อพระมหาธรรมราชาทรงรับปากถวาย ทั้งๆ ที่รู้ว่าพระโอรสถูกนำไปในฐานะตัวจำนำ
ในเมืองศัตรู


http://202.143.148.60/myscrapbook/index.php?section=82&page=13

สงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 พ.ศ. 2112


กองทัพพระเจ้าหงสาวดียกมาคราวนี้ประกอบด้วยทัพกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ คือ
ทัพพระมหาอุปราชา ทัพพระเจ้าแปร ทัพพระเจ้าตองอู ทัพพระเจ้าอังวะ
ทัพล้านนา (เชียงใหม่ เชียงตุง) ทัพพิษณุโลก(ของพระมหาธรรมราชา)
และทัพหลวงของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง รวมทั้งสิ้น 7 ทัพ
พงศาวดารพม่าอ้างว่า มีกำลังรี้พลรวมกันถึง 5 แสน
เมื่อกองทัพพม่าถึงกรุงศรีอยุธยาก็ได้รับการต่อต้านอย่างเหนียว
แน่น ล้อมกรุงอยู่ 5 เดือน ก็ไม่สามารถตีเอาเมืองได้
ทั้งปืนใหญ่ของไทยซึ่งเตรียมไว้อย่างดี
ยังทำความเสียหายล้มตายแก่พม่าอย่างมากถึงขั้นต้องขุดสนามเพลาะให้เดินถึง
กันเพื่อหลบหลีกกระสุนปืนใหญ่ (พงศาวดารใช้คำว่าอุโมงค์)
ก็พอดีสมเด็จพระมหาจักรพรรดิประชวรสวรรคต
สมเด็จพระมหินทราธิราชจึงขึ้นครองราชย์บัญชาการสู้รบต่อไปโดยไม่ลดละ
เมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองถูกตอบโต้อย่างรุนแรง
เห็นว่าจะเอาชนะได้ยากก็ปรึกษาพระมหาธรรมราชาว่าจะทำอย่างไรดี
พระมหาธรรมราชานั้นคงจะยังไม่สิ้นโกรธ จึงกราบทูลว่า ผู้ที่รบเข้มแข็งนั้น
คือ พระยาราม ถ้าได้ตัวพระยารามก็จะตีกรุงได้โดยง่าย
พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองจึงอุบายขอให้ทางกรุงส่งตัวพระยารามไปให้
แล้วจะถอยทัพกลับไป พระมหินทราธิราชหลงเชื่อกลอุบายจึงส่งพระยารามไป
แต่แล้วพระเจ้าหงสาวดีก็ยื่นคำขาดให้กรุงศรีอยุธยายอมจำนนโดยปราศจากเงื่อนไข
บรรดาขุนนางข้าราชการไทยเห็นพม่าตระบัดสัตย์เช่นนั้นก็พากันโกรธแค้น
ต่างขันอาสาขอสู้กับพม่าต่อไปโดยไม่คิดชีวิต
ขณะนั้นฤดูน้ำหลากใกล้เข้ามา หากตีเมืองไม่ได้พม่าก็จะต้องยกกลับ
พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองจึงปรึกษากับพระมหาธรรมราชา ทำอุบายเอาพระยาจักรี
(ตัวจำนำที่เอาไปจากกรุงศรีอยุธยาในสงครามคราวก่อน) เป็นไส้ศึก
แสร้งทำทีเป็นหนีออกจากค่ายพม่า
ฝ่ายพม่าก็ตัดศีรษะผู้คุมเสียบประจานไว้ให้ดูแนบเนียน
ฝ่ายในกรุงจึงไม่สงสัย และคงจะเห็นว่าพระยาจักรีเป็นผู้ชำนาญการศึกมาก่อน
ทั้งยังรู้ตื้นลึกหนาบางของพม่า
สมเด็จพระมหินทราธิราชจึงทรงมอบให้พระยาจักรีเป็นผู้บัญชาการรบป้องกันพระนคร
เข้าตามแผนของบุเรงนอง ฝ่ายพระยาจักรีเมื่อได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยแล้ว
ก็ดำเนินการตามแผน คือ ทำให้การป้องกันพระนครอ่อนแอลง
ผู้ใดต่อสู้ป้องกันเข้มแข็งก็หาอุบายใส่ร้ายกำจัดเสีย
หรือโยกย้ายไปป้องกันในจุดที่ไม่สำคัญ
ถึงเวลาก็ให้สัญญาณทัพพม่ายกเข้าตีพระนครทุกด้าน ทัพพม่าจึงเข้ากรุงได้
หลังจากล้อมอยู่นานถึง 9 เดือน (พงศาวดารพม่าเล่าว่า
กรุงแตกไม่นานน้ำก็ท่วม จึงน่าเสียดายที่เกิดมีผู้ทรยศบ้านเมืองเสียก่อน)
เมื่อได้กรุงแล้วพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองก็ทรงอภิเษกพระมหาธรรมราชา
ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครองอาณาจักรอยุธยาในฐานะเมืองขึ้นของพม่า
แล้วนำตัวสมเด็จพระมหินทราธิราช พระราชวงศ์
และขุนนางข้าราชการอยุธยาบางส่วนไปยังหงสาวดี
(สมเด็จพระมหินทราธิราชสิ้นพระชนม์ระหว่างทาง) ส่วนพระยาจักรีผู้ทรยศนั้น
พระเจ้าหงสาวดีปูนบำเหน็จให้ครองเมืองพิษณุโลกแทนพระมหาธรรมราชา
แต่เจ้าตัวไม่รับ ขอกลับไปรับราชการที่หงสาวดีดังเดิม
ซึ่งภายหลังมีเหตุให้พระเจ้าหงสาวดีประหารชีวิตเสีย
คงจะทรงเห็นว่าไม่ควรเอาไว้ เพราะเป็นผู้ทรยศต่อบ้านเมืองตัวเอง
กรุงศรีอยุธยาตกเป็นประเทศราชของพม่าตั้งแต่ พ.ศ. 2112 เป็นเวลา
15 ปี จึงกลับมาเป็นอิสระ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพใน พ.ศ. 2127
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

การก้าวสู่อำนาจของราชวงศ์สุโขทัยและความเสื่อมของราชวงศ์สุพรรณภูมิ

ตั้งหัวข้อ  att on Mon May 18, 2009 11:01 pm

ข้อความในหนังสือนั้นว่า พระยารามช่วยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิต่อต้านพม่า
บัดนี้สมเด็จพระมหาจักรพรรดิสวรรคตแล้ว พระยารามก็ยังสู้รบต่อไปอีก
ควรจะหยุดได้แล้ว เพื่อมิให้เสียไมตรีกับพม่า ควรส่งพระยารามผู้ต่อต้านพม่าที่เหลือ
เพียงคนเดียวออกไปถวายแก่พระเจ้าบุเรงนองเสีย สงครามก็จะสงบ

พระเจ้าอยู่หัวฝ่ายในจึงเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้สมเด็จพระมหินทราธิราชแล้วปรึกษาข้าราชการ
แล้วตกลงส่งพระยารามออกไปถวายแก่พระเจ้าบุเรงนอง แต่การศึกหาหยุดไม่ ในที่สุด
พระเจ้าบุเรงนองก็เข้าตีกรุงศรีอยุธยาจนได้ใน พ.ศ. ๒๑๑๒

อาจารย์พิเศษยังได้ให้ความเห็นว่า เมื่อพิจารณาความในพงศาวดารที่กล่าวถึงนายทองก้อน
คนของพระมหาธรรมราชากับขุนสนมคนในกรุงศรีอยุธยา จะเห็นว่าทั้งคู่รู้จักกันดีเพราะเป็น
ขุนนางของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิที่ส่งไปอยู่กับพระวิสุทธิกษัตรีครั้งขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก
เมื่อพระมหาจักรพรรดิรับพระวิสุทธิกษัตรีกับพระเอกาทศรถกลับมาไว้ที่พระนครศรีอยุธยา
ขุนสนมก็กลับลงมาด้วย ส่วนนายก้อนทองมิได้ลงมาคงอยู่ที่เมืองพิษณุโลกและมาทัพกับ
พระมหาธรรมราชา

ดังนั้นพระเจ้าอยู่หัวฝ่ายในที่ขุนสนมเอาหนังสือของพระมหาธรรมราชาไปถวายก็คือ
พระวิสุทธิกษัตรีพระมเหสีของพระมหาธรรมราชานั่นเอง!

และการที่พงศาวดารเรียกพระนางว่าพระเจ้าอยู่หัวฝ่ายในนั้นแสดงให้เห็นถึงความยำเกรง
ของสมเด็จพระมหินทราธิราชที่มีต่อพระพี่นางของพระองค์เอง สงครามครั้งนี้คือการต่อสู้
ของราชวงศ์สุโขทัยที่ต้องการโค่นล้มอำนาจสุพรรณภูมิ โดยฝ่ายหนึ่งต้องการต่อสู้กับ
กองทัพพม่าและจงรักภักดีกับพระมหาจักรพรรดิ กับอีกฝ่ายคิดจะเป็นไมตรีกับพม่า
และฝักใฝ่กับพระมหาธรรมราชา

สมเด็จพระมหาธรรมราชาจึงเสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. ๒๑๑๒ เป็นต้นราชวงศ์สุโขทัย
พระองค์แรกที่ครองบัลลังก์กรุงศรีอยุธยาด้วยการสนับสนุน และจัดระเบียบจาก
พระเจ้าบุเรงนองแห่งพม่า
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อยุธยาล่มสิ้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง

ตั้งหัวข้อ  att on Mon May 18, 2009 11:53 pm

http://202.143.148.60/myscrapbook/index.php?section=82&page=31

อยุธยาล่มสิ้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง

ยิ่งศึกษาประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาช่วงหลังที่สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ
ทรงกอบกู้บ้านเมืองแล้ว หลังจากนั้นคือแผ่นดินรัชสมัยพระศรีเสาวภาคย์เป็นต้นมา บ้านเมืองมักเกิด
จลาจล เกิดกบฏ และมีการยึดอำนาจแย่งชิงบัลลังก์กันหลายครั้ง
จนถึงสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
บ้านเมืองส่อเค้าวุ่นวายหนักมากยิ่งขึ้น

จากหนังสือ "กรุงแตก พระเจ้าตากและประวัติศาสตร์ไทย" (ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ)
อาจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า

"ราชวงศ์บ้านพลูหลวงซึ่งขึ้นมามีอำนาจในพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ต้องเผชิญปัญหาการคุกคาม
อำนาจจากขุนนาง แต่โดยการประนีประนอมบ้าง โดยการเสริมสร้างกำลังไพร่พลที่สังกัด
พระราชวงศ์บ้าง ราชวงศ์บ้านพลูหลวงก็สามารถรักษาอำนาจไว้ได้เกือบหนึ่งศตวรรษ
ในด้านอำนาจของขุนนางส่วนภูมิภาคกษัตริย์พระองค์แรกๆ ของราชวงศ์บ้านพลูหลวง
สามารถปราบการกบฏของหัวเมืองลงได้ และจากนั้นเป็นต้นมาก็ได้พยายามขยายอำนาจ
ของรัฐบาลกลางเข้าควบคุมหัวเมืองสำคัญเพิ่มขึ้น พระราชพงศาวดารบันทึกเรื่องราว
ของการเสด็จพระราชดำเนินไปบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ ในหัวเมืองหลายแห่ง
นับตั้งแต่สร้างวัดชะลอพระพุทธไสยาสน์ หรือแม้แต่เสด็จไปนมัสการพุทธเจดีย์ที่สำคัญ
(เช่นดู พระราชพงศาวดารฉบับ พระราชหัตถเลขา เล่ม ๒ โอเดียนสโตร์ ๒๕๐๕ หน้า ๒๑๖
หรือประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๔ : ๒๙๔ เป็นต้น) หรือยังมีการขุดคูคลองเพื่อการคมนาคม
ระหว่างหัวเืมืองและพระนครอีกด้วย ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนบ่งบอกให้เห็นถึงอำนาจโดยเปรียบเทียบ
ของรัฐบาลกลาง ว่ามีสูงกว่าท้องถิ่นหัวเมืองเป็นอันมาก"
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อยุธยาล่มสิ้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง

ตั้งหัวข้อ  att on Tue May 19, 2009 10:18 pm

นอกจากนี้ยังเป็นไปได้ด้วยว่าราชวงศ์บ้านพลูหลวง ได้ส่งขุนนางไปปกครองหัวเมืองบางแห่ง

แต่การส่งคนจากเมืองหลวงไปปกครองหัวเมืองนี้ แม้ว่าดูเหมือนจะเพิ่มพระราชอำนาจ
แต่การปกครองที่แท้จริงจะทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความร่วมมือจากอำนาจท้องถิ่นเท่านั้น
ไม่มีหลักฐานจากปลายอยุธยาที่ทำให้รู้ได้ว่าอำนาจท้องถิ่นได้ถูกผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง
ของระบบราชอาณาจักรอย่างไร แต่หลักฐานเท่าที่มีอยู่ล้วนส่อไปในทางความปั่นป่วนวุ่นวาย
ในหัวเมืองทั้งสิ้น

นอกจากการกบฏของหัวเมืองใหญ่คือ นครราชสีมาและนครศรีธรรมราช ในระยะแรกๆ
ของราชวงศ์แล้ว แม้ในรัชกาลหลังเช่น รัชกาลพระเจ้าบรมโกศซึ่งเรียกกันว่า "ครั้งบ้านเมืองดี"
ในสมัยหลังนั้นเองก็มีหลักฐานว่า มีพวกไพร่ที่ไม่มีมูลนายหลบหลีกอยู่ทั่วไป

ใน พ.ศ. ๒๒๘๕ โปรดให้สมุหนายกออกไปเกลี้ยกล่อมเฉพาะในแขวงหัวเมืองใกล้กรุงศรีอยุธยา
คือ วิเศษไชยชาญ สุพรรณบุรี นครชัยศรี พรหมบุรี อินทบุรี สิงห์บุรี สวรรคบุรี ชัยนาทบุรี
มโนรมย์ อุทัยธานี นครสวรรค์ ก็ปรากฏว่าได้ไพร่มาเป็นหลายหมื่น (พระราชพงศาวดารฉบับ
พระราชหัตถเลขา เล่ม ๒ : ๒๑๗-๒๑๘) ใน พ.ศ. ๒๒๘๙ หรือ ๒๒๙๐ เมื่อพระเจ้าบรมโกศ
เสด็จประพาสเพียงแค่ลพบุรีก็ปรากฏว่าได้พบ "นักโสม" หรือ "นักโสน" ซ่องสุมผู้คนอยู่ใน
แขวงเมืองลพบุรี ต้องทรงจัดส่งคน ๓๐๐ ไปปราบ (พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาภาษามคธ
และคำแปล : ๖๑๖-๖๑๗ และ ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๔ : ๒๙๖) ยิ่งหลังจากศึกอลองพญาแล้ว
ภาคกลางของประเทศดูเหมือนยิ่งตกอยู่ในภาวะไร้ระเบียบมากขึ้น พวกมอญอพยพจากทวาย
จำนวน ๑,๐๐๐ ก่อการกบฏ ยกกำลังเข้าตีเมืองนครนายก กรุงศรีอยุธยาต้องส่งกำลังไปปราบปราม
แต่พวกมอญก็พากันยกหนีไปทางเมืองหล่มสัก ซึ่งทางกรุงศรีอยุธยา ก็ไม่สามารถติดตามเอาตัว
คืนมาได้ (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพระวันรัตน์ : ๖๔๑-๖๔๒)
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อยุธยาล่มสิ้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง

ตั้งหัวข้อ  att on Tue May 19, 2009 10:41 pm

เมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระบรมโกศ กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาองค์ที่ ๓๑ พระองค์มี
พระโอรสสำคัญ ๓ พระองค์ คือ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ต่อมาได้เป็นกรมขุนเสนพิทักษ์
ตำแหน่งสมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคล อยู่ในที่สมเด็จพระมหาอุปราชที่จะสืบราชสันติ

พระโอรสองค์ที่ ๒ คือ กรมขุนอนุรักษ์มนตรี หรือเจ้าฟ้าเอกทัศน์ องค์ที่ ๓ คือเจ้าฟ้าอุทุมพร
หรือที่ชาวอยุธยาเรียกว่าเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ ได้เป็นกรมขุนพรพินิต

เจ้าฟ้ากุ้งนั้นทรงเป็นกวีของแผ่นดิน ผู้ทรงแต่งกาพย์เห่เรือเป็นอมตะ กาพย์เห่โคลงประพาส
ธาราทองแดง พระองค์เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่ามีพระสติปัญญาหลักแหลม เหมาะที่จะขึ้น
ครองราชย์ในอนาคตต่อไป

แต่แล้วมีกลุ่มอำนาจทางการเมืองฝ่ายตรงข้าม ทำเรื่องกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศว่า
กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จมาทำชู้ด้วยเจ้าฟ้าสังวาลถึงในพระราชวังหลวง
จากพงศาวดารกล่าวว่า...

เจ้าฟ้ากุ้งถูกจับและถูกเฆี่ยน ๒๓๐ ที โดยเฆี่ยนเป็นยกๆ (ยกหนึ่ง ๓๐ ที) พระองค์ถูกเฆี่ยน ๑๘๐ ที
ก็สิ้นพระชนม์ ส่วนเจ้าฟ้าสังวาลถูกเฆี่ยนยกหนึ่งอยู่สามวันก็ถึงพิราลัย จึงได้นำพระศพทั้งสองพระองค์
ไปฝังไว้ ณ วัดไชยวัฒนาราม

ราชบัลลังก์ของชาวราชธานีกรุงศรีอยุธยาตามฐานันดรศักดิ์ย่อมตกสู่กรมขุนอนุรักษ์มนตรี
ราชโอรสองค์ที่สอง แต่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงมีพระราชดำรัสว่า "กรมขุนอนุรักษ์มนตรีนั้น
เป็นวิสัยพระทัยปราศจากความเพียร ถ้าจะให้ดำรงฐานันดรศักดิ์อุปราชสำเร็จราชการ
กึ่งหนึ่งก็จะเกิดวิบัติฉิบหายเสีย...
"

ดังนั้นจึงทรงตั้งกรมขุนพินิตผู้น้อง (เจ้าฟ้าอุทุมพร) เป็นกรมพระราชวังบวรฯ ตำแหน่งมหาอุปราชแทน
ส่วนกรมขุนอนุรักษ์มนตรีทรงผนวชหนีภัยการเมือง
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อยุธยาล่มสิ้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง

ตั้งหัวข้อ  att on Tue May 19, 2009 11:14 pm

ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคต ความส่อเค้าของความแตกสลาย
ของราชวงศ์บ้านพลูหลวง เมื่อเจ้ากรมสามกรม (คาดว่าโอรสต่างพระมารดา) คือ
กรมหมืื่นสุนทรเทพ กรมหมื่นเสพภักดี กรมหมื่นจิตรสุนทร ต่างก็ตั้งตัวเป็นกษัตริย์
ซ่องสุมผู้คนจะชิงราชสมบัติกัน จนพระราชาคณะ ๕ รูป คือ พระธรรมโคดม จากวัดธรรมมิกราช
พระธรรมเจดีย์ จากวัดสวนหลวง สบสวรรค์ พระพุทธโฆษาจารย์ จากวัดพุทธไธสวรรย์
พระเทพมุนี จากวัดกุฏีดาว และพระเทพกระวี จากวัดพระรามาวาส ได้เกลี้ยกล่อมให้เจ้าสามกรม
สมัครสมานสามัคคี และกระทำสัตย์สาบานกันทั้งสามพระองค์ เหตุจึงยุติ

กรมขุนพินิตก็ขึ้นเสวยราชย์ทรงพระนามว่า เจ้าฟ้าอุทุมพร แต่ครองราชย์เพียงไม่ถึงปี
กรมขุนอนุรักษ์มนตรีได้ลาผนวชออกมาวางท่าเขื่องอยู่ในพระราชวังดุจดังพระมหากษัตริย์
จนเจ้าฟ้าอุทุมพรทรงอึดอัด ในที่สุดเลยถวายราชสมบัติให้พระเชษฐากรมขุนอนุรักษ์มนตรี
แล้วทรงเรือพระที่นั่งไปผนวช ณ วัดเดิม แล้วไปจำพรรษาที่วัดประดู่ทรงธรรม

ส่วนกรมขุนอนุรักษ์มนตรีเสด็จราชาภิเษกเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า "สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์"
หรือสมเด็จพระบรมราชาในปี พ.ศ. ๒๓๐๑

ถึง พ.ศ. ๒๓๐๓ พระเจ้าอลองพญากษัตริย์พม่าได้ยกเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าเอกทัศน์
ไม่มีพระสติกำลังที่จะจัดทัพต้านศัตรู จึงไปอ้อนวอนให้พระอนุชาลาผนวชมาจัดการป้องกันข้าศึก
เจ้าฟ้าอุทุมพรเห็นแก่ชาติบ้านเมืองจึงลาผนวชปละกลับขึ้นครองราชย์บัญชาการรบอย่างสามารถ

ขณะเดียวกันพระเจ้าอลองพญาต้องบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากปืนใหญ่แตกถูกพระองค์ต้องล่าทัพกลับไป
เสร็จศึกพม่าแล้วพระเจ้าเอกทัศน์ได้เล่นเกมการเมืองบีบให้พระอนุชาต้องสละราชสมบัติ
พระองค์ก็เลยถวายราชสมบัติออกผนวชใหม่อีกครั้ง จนชาวกรุงศรีอยุธยาเรียกพระองค์ว่า
"ขุนหลวงหาวัด"

พอถึงปี พ.ศ. ๒๓๐๗ ถึง ๒๓๑๐ กองทัพพม่านำทัพโดยพระเจ้ามังระ (พระโอรสพระเจ้าอลองพญา)
ยกทัพเข้าตีหัวเมืองต่างๆ บีบโอบล้อมกรุงศรีอยุธยาทุกทางเหมือนเคย พระเจ้าเอกทัศน์มาอ้อนวอน
พระอนุชาอีกให้ลาผนวชสู้พม่า แต่คราวนี้เจ้าฟ้าอุทุมพรทรงวางเฉย เหตุการณ์คับขันขึ้นเรื่อยๆ
เพราะศึกพม่าประชิดกรุง

แม้ว่าจะมีชาวบ้านถึงกับเขียนหนังสือใส่บาตร ขอให้ลาผนวชมาสู้พม่า พระองค์ก็เฉยเสียอีก
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อยุธยาล่มสิ้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง

ตั้งหัวข้อ  att on Tue May 19, 2009 11:33 pm

ในที่สุดพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ ๑ ปี ๒ เดือน ก็บุกเข้ากรุงศรีอยุธยาได้
(เมื่อวันอังคาร เดือน ๕ ขึ้น ๙ ค่ำ ปีกุน พ.ศ. ๒๓๑๐ หรือตรงกับวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐)
ฝ่ายพระเจ้าเอกทัศน์หนีออกจากพระนครเพียงองค์เดียว ได้รับความทุกข์ลำบากจนถึงพิราลัย
ในที่สุดกรุงศรีอยุธยามหาอาณาจักรที่ใหญ่โตงดงามของคนไทย ที่มีอายุยาวนานถึง ๔๑๗ ปี
ก็ถึงกาลอวสาน!!!


ก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะเสียแก่พม่านั้นได้เกิดอาเพทเป็นที่ตกอกตกใจแก่ชาวพระนครเป็นอย่างยิ่ง
ดังพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาระบุไว้ว่า...

"ด้วยอายุแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาจะถึงกาลขาด จึงอาเพศเห็นประหลาดเป็นนิมิต
พระประธานวัดพนัญเชิงน้ำพระเนตรไหลลงมาจรดพระนาภี
ในวันนั้นวัดพระศรีสรรเพชญนั้นพระบรมไตรโลกนาถ พระอุระแตก
ดวงพระเนตรตกอยู่ที่ตักเป็นอัศจรรย์ พระเจดีย์วัดราชบูรณะนั้น
กาบินมาเสียบตายอยู่บนปลายยอด รูปพระนเรศวรในโรงพระแสงใน
กระทบพระบาทสั่นไปทั้งสี่ทิศ อากาศก็วิปริตไปต่างๆ บอกเหตุลางจะเสียกรุง...
ครั้น ณ วันอังคาร เดือนห้า ขึ้น ๙ ค่ำ ปีกุน นพศก ศักราช ๑๑๒๙ เวลาบ่าย ๔ โมง
พม่ายิงปืนป้อมสูง วัดท่าการ้อง วัดนางปลื้มระดมเข้ายังพระนคร
แล้วเอาเพลิงจุดเชื้อที่รากกำแพง ครั้นเวลาค่ำกำแพงทรุดลงหน่อยหนึ่ง
พม่าก็เข้ากรุงได้ เอาไฟเผาพระราชวังและวัดพระศรีสรรเพชญ"



avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ทหาร กับ ศาสนา

ตั้งหัวข้อ  att on Wed May 20, 2009 12:02 am

ยังมีจดหมายเหตุของบาทหลวงเซนเยอร์ บริโกต์ ชาวฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ตอนกรุงศรีอยุธยาแตก
เขียนถึงหัวหน้าบาทหลวงที่กรุงปารีส ความว่า...

"เมื่อวันกรุงแตก...ในกำแพงเมืองกรุงศรีอยุธยามีผู้คนหนีพม่ามาอยู่แออัดกันประมาณ ๑๙๐,๐๐๐ คน
ปรากฏว่าถูกพม่าฆ่าตายประมาณครึ่งหนึ่ง ๙๕,๐๐๐ คน หนีรอดไปได้ ประมาณ ๖๐,๐๐๐ คน
ไปหลบซ่อนอยู่ตามป่าเขาด้วยความกลัว ขวัญเสีย ผจญความยากลำบากเสียชีวิตมากต่อมาก
อีกประมาณ ๓ หมื่นคน ถูกพม่าจับเป็นเชลยศึกแล้วถูกกวาดต้อนไปพม่า...
แล้วกวาดเอากษัตริย์ขันติยวงศาและท้าวพระยา เสนาบดีอพยพทั้งปวงไป"


และยังมีบันทึกหลายแห่งตรงกันว่า วันที่พม่าเข้าพระนครได้นั้น ได้เที่ยวปล้นฆ่า เผาวัดวาอาราม
พระราชวังเพื่อเอาทองโดยที่พม่ามิได้หวังเอาเป็นเมืองขึ้น และการเข่นฆ่านั้นก็ไม่เว้น แม้แต่พระเณร

เล่ากันว่ากรุงศรีอยุธยาอันโอ่อ่าจมอยู่ในทะเลเพลิงกว่า ๗ วัน ๗ คืน จากนั้นพม่าได้ยกทัพออกจากพระนคร
เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐

หมายเหตุ : ในปัจจุบันศัตรูหลักของไทยไม่ใช่พม่า แต่เป็นตะวันตกโดยใช้วิธีการกลืนชาติแทน

สถานการณ์เหมือนกันแต่ต่างวิธีการ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจปี ๔๐ คือการปล้น
อยู่เบื้องหลังความแตกแยกของคนไทยคือ การฆ่า(ไทยฆ่าไทยกันเอง)
อยู่เบื้องหลังวัฒนธรรมสะสมของเก่าโดยการขโมยพระพุทธรูปต่างๆ คือ การเผาวัดวาอาราม
อยู่เบื้องหลังการทำลายพระสงฆ์ไทยคือ การฆ่า พระ เณร

อยู่เบื้องหลังการบิดเบือนคำสอนคือ การทำลายพุทธ
ข้อสังเกตทำไมบาทหลวงอยู่ตอนกรุงแตกโดยไม่โดนพม่าฆ่า
และมีชีวิตรอดมาเขียนบรรยายได้อย่างละเอียด
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ทหาร กับ ศาสนา

ตั้งหัวข้อ  att on Wed May 20, 2009 12:07 am

http://202.143.148.60/myscrapbook/index.php?section=82&page=33

สาเหตุการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ประการที่ 1


ความเสื่อมเรื้อรังในสถาบันการเมืองและสังคม
เนื่องจากการแย่งชิงอำนา นับแต่รัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าเอกาทศรถ รัชกาลที่ 21
จนถึงเสียกรุงครั้งที่สองใน พ.ศ. 2310 เป็นเวลาประมาณ 160 ปี
กรุงศรีอยุธยามีการแย่งชิงอำนาจในบรรดาพระราชวงศ์และ ขุนนางผู้ใหญ่ถึง 20 ครั้ง
เฉลี่ย 8 ปี ต่อครั้ง แต่ละครั้งย่อมเกิดการสูญเสียและสร้างความอ่อนแอให้เกิดขึ้น
แก่กำลังไพร่พลสะสมเรื่อยมา เช่น เมื่อสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม รัชกาลที่ 23
เสด็จสวรรคต ใน พ.ศ. 2171 สมเด็จพระเชษฐาธิราช (พระราชโอรสองค์ใหญ่
พระชนมายุ 15 พรรษา) ขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นรัชกาลที่ 24 ก็ถูก พระยากลาโหมสุริยวงศ์
จับสำเร็จโทษ แล้วยกสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ (พระราชโอรสองค์เล็ก พระชนมายุ 9 พรรษา)
ขึ้นครองราชสมบัติแทนเป็นรัชกาลที่ 25 แต่ 28 วันต่อมา พระยากลาโหมสุริยวงศ์
ก็จับสำเร็จโทษอีก แล้วสถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระเจ้าปราสาททอง รัชกาลที่ 26
สร้างความแตกร้าวขึ้นในหมู่ขุนนางข้าราชการ เกิดการชิงดีชิงเด่นประจบสอพลอขึ้นทั่วไป
หรือเมื่อครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช รัชกาลที่ 29 ประชวรหนัก
มิได้ทรงแต่งตั้งรัชทายาท ก็เป็นโอกาสให้พระเพทราชา ขุนนางผู้ใหญ่ยึดอำนาจ
แล้วปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เสียเองเป็นรัชกาลที่ 30 แทนที่จะมอบราชสมบัติ
ให้แก่เจ้าฟ้าอภัยทศซึ่งเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ทำให้เกิดการแตกแยกแบ่งพวกขึ้นในหมู่ขุนนางข้าราชการไทยและเทศในสมัยนั้น

ครั้งสุดท้ายก่อนเสียกรุง สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ รัชกาลที่ 32
ทรงแต่งตั้งเจ้าฟ้าพร พระราชอนุชาเป็นพระมหาอุปราช (วังหน้า)
แต่ครั้งเมื่อพระองค์ประชวรหนักกลับทรงยกราชสมบัติ
ให้แก่เจ้าฟ้าอภัยพระราชโอรส ไม่ทรงยกให้พระราชอนุชาที่ดำรงตำแหน่งอุปราช
สงครามกลางเมืองแย่งชิงราชสมบัติครั้งยิ่งใหญ่จึงบังเกิดขึ้น
มีการสู้รบอย่างหนัก ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก ในที่สุด
เจ้าฟ้าอภัยพระราชโอรสเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ถูกจับสำเร็จโทษพร้อมกับพระราชวงศ์
ข้าราชการ ขุนทหารต่าง ๆ แม่ทัพนายกองที่มีฝีมือซึ่งเหลือจากถูกประหาร
ก็เกิดระส่ำระสาย ไม่แน่ใจว่ายศหรือบรรดาศักดิ์จะถูกปลดไปเมื่อใด
ความเสื่อมในด้านกำลังทหารจึงทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ทหาร กับ ศาสนา

ตั้งหัวข้อ  att on Wed May 20, 2009 12:10 am

สาเหตุการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ประการที่ 2



2. ความเสื่อมจากการมีผู้นำที่ไม่เข้มแข็งเด็ดขาด

เมื่อพระมหาอุปราช (เจ้าฟ้าพร) พระอนุชาของสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ
ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (รัชกาลที่ 33)
ทรงมอบราชสมบัติให้แก่พระราชโอรสองค์ที่สอง คือ กรมขุนพรพินิต
แทนที่จะมอบให้กับพระราชโอรสองค์ใหญ่ คือกรมขุนอนุรักษ์มนตรี
(เจ้าฟ้าเอกทัศ) เนื่องจากทรงเห็นว่า เจ้าฟ้าเอกทัศอ่อนแอ ปราศจากความเพียร
เกรงว่าจะรักษาราชสมบัติไว้ไม่ได้ กรมขุนพรพินิตขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า
สมเด็จพระเจ้าฟ้าอุทุมพร รัชกาลที่ 34 แม้ว่าจะทรงมีพระปรีชาสามารถในกิจการบ้านเมือง
แต่ทรงมีพระทัยไม่เข้มแข็ง ไม่กล้าตัดสินพระทัย เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว

พระเชษฐา คือ เจ้าฟ้าเอกทัศจึงทรงดื้อแพ่ง เสด็จไปประทับพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์
เพื่อแสดงพระองค์เป็นกษัตริย์ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรก็ทรงมิรู้จะทำประการใด
ครองราชย์อยู่ 2 เดือน จึงมอบราชสมบัติให้เจ้าฟ้าเอกทัศเป็นกษัตริย์แทน
ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ รัชกาลที่ 35 (สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ )
แล้วสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรก็ออกผนวชเป็นพระภิกษุเพื่อหาความสงบ
สมเด็จพระเจ้าเอกทัศทรงมีลักษณะอ่อนแอ ไม่ทรงทราบวิธีที่จะบริหารบ้านเมือง
ดังนั้นเมื่อพระเจ้าอลองพญายกทัพพม่ามาชิมลางตีกรุงศรีอยุธยา ใน พ.ศ. 2303
ขุนนางและอาณาประชาราษฎร์จึงต้องอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าอุทมพร
ให้ลาผนวชมาช่วยรบพม่า สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรก็มิได้ทรงขัดข้อง
ทรงลาผนวชมาช่วยรักษาพระนคร บังเอิญโชคดีที่พระเจ้าอลองพญาประสบอุบัติเหตุ
ขณะที่พระองค์ทรงบัญชาการรบปืนใหญ่แตกต้องพระวรกาย
จึงยกทัพกลับและสิ้นพระชนม์ระหว่างทางที่บริเวณชายแดนเขตเมืองตาก
เมื่อเสร็จศึกแล้วแทนที่สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรจะทรงใช้ความเด็ดขาด
ขึ้นครองราชสมบัติจัดการบ้านเมืองให้เข้มแข็งต่อไป กลับทรงผนวช
เป็นพระภิกษุอีกดังเดิมปล่อยให้กรุงศรีอยุธยามีพระเจ้าแผ่นดินที่หย่อน
พระปรีชาสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินพระองค์เดิม
คือ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ เมื่อพระเจ้ามังระ (ราชบุตรของพระเจ้าอลองพญา)
ยกทัพใหญ่มาล้อมกรุง สมเด็จพระเจ้า เอกทัศก็มิได้ทรงเป็นผู้นำทัพ
บรรดาทหารหาญทั้งปวงจึงขาดขวัญและกำลังใจออกจากกำแพงไป
รบครั้งใดก็เสียทีพม่าแตกพ่ายกลับมาทุกครั้งจนเสียกรุงในที่สุด
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ทหาร กับ ศาสนา

ตั้งหัวข้อ  att on Wed May 20, 2009 12:15 am

http://202.143.148.60/myscrapbook/index.php?section=82&page=35

สาเหตุการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ประการที่ 3


3.ไพร่พลขาดความพร้อมรบ เนื่องจากว่างเว้นศึกสงครามมานาน
สงครามกับต่างประเทศครั้งสุดท้ายก่อนรบพม่า คือ สงครามกับเขมร
เมื่อพ.ศ. 2270 ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ รัชกาลที่ 32
บรรดาไพร่พลแม่ทัพนายกองจึงขาดประสบการณ์ในการทำสงครามใหญ่
นอกจากนั้นสันติภาพที่มีมานานคงจะมีส่วนช่วยให้เกิดความประมาท
ขาดการฝึกปรือกำลังไพร่พลและปล่อยปละละเลยไม่ศึกษาตำราพิชัยสงคราม
ปรับปรุงยุทธวิธีให้ทันสมัยทันเหตุการณ์


เมื่อมีศึกใหญ่มาประชิดพระนครจึงไม่สามารถสู้รบให้มีประสิทธิภาพได้
ถึงกับต้องยอมให้กองอาสาต่าง ๆ เช่น กองอาสาฝรั่ง แขก และจีน
รวมทั้งกองโจรชาวบ้านออกไปช่วยรบ
ซึ่งแทนที่จะเป็นผลดีกลับเป็นผลร้าย
เพราะกองอาสาเหล่านั้นขาดยุทธวิธีในการรบ
เมื่อออกไปโจมตีพม่าจึงพ่ายแพ้กลับมา ทำให้ไพร่พลเสียกำลังใจหนักขึ้น
สาเหตุการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ประการที่ 4


4. พม่าเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่และหันมาใช้วิธีตัดกำลังของหัวเมืองต่าง ๆ

สงครามเสียกรุงคราวนี้ พม่าใช้แผนยุทธศาสตร์ผิดไปจากเดิม
แต่เดิมนั้นพม่ามักจะมุ่ง เข้าตีกรุงศรีอยุธยาในระยะเวลาสั้น ๆ
แม้จะล้อมกรุงไว้แต่เมื่อถึงฤดูน้ำหลากก็เลิกทัพกลับไป
คราวนี้พม่ามุ่งทำสงครามระยะยาวอาศัยที่พระเจ้ามังระเคยร่วมทัพ
โจมตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อคราวที่พระเจ้าอลองพญาพระราชบิดายกทัพ
มาล้อมกรุง เมื่อ พ.ศ. 2303 ทรงทราบดีว่า
กรุงศรีอยุธยาเป็นยุทธภูมิที่แข็งแกร่ง มีแม่น้ำล้อมรอบ
ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ยากแก่การที่จะตีเอาได้โดยง่าย
จึงทรงวางแผนยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบ โดยจัดทัพใหญ่เป็น 2 ทัพ
มุ่งสู่กรุงศรีอยุธยาทั้งทางเหนือ และทางใต้ ทางเหนือมี เนเมียวสีหบดี เป็นแม่ทัพ
ยกทัพจากเชียงใหม่ตีหัวเมืองต่าง ๆ ทางเหนือมุ่งลงสู่กรุงศรีอยุธยา
ทางใต้มี มังมหานรทา เป็นแม่ทัพยกทัพตีเมืองทะวาย มะริด ตะนาวศรี
มุ่งขึ้นไปสมทบกับ เนเมียวสีหบดีที่กรุงศรีอยุธยา
แม้กองทัพทั้งสองจะสามารถยกมาล้อมกรุงได้ตามแผน
แต่ก็ถูกต่อต้านจากหัวเมืองต่าง ๆ บ้าง โดยเฉพาะจากกลุ่มชาวบ้าน
ซึ่งไปรวมตัวกันที่บ้านระจัน (บางระจัน) เกิดวีรกรรมบ้านบางระจันขึ้น
ชาวบ้านเหล่านี้แม้จะมีจำนวนน้อยนิด แต่ก็สู้รบกับกองทัพขนาดใหญ่ของพม่า
ได้อย่างทรหด กล้าหาญ เอาชนะพม่าได้ถึง 7 ครั้ง สร้างความเข็ดขยาด
ให้แก่ทหารพม่าอย่างยิ่ง ทั้ง ๆ ที่ขาดแคลนทั้งอาวุธและผู้คน
ปราศจากการเหลียวแลจากในกรุง ก็สามารถรบอยู่นานถึงกว่า 5 เดือน
พม่าระดมกำลังเข้าตีเป็นครั้งที่ 8 จึงยึดค่ายบางระจันได้

การปิดล้อมกรุงคราวนี้พม่าดำเนินการอย่างไม่ลดละถึงกลับให้ไพร่พล
ทำนาปลูกข้าวเป็นเสบียงอาหารพอถึงฤดูน้ำหลากก็ไม่เลิกทัพไปอย่างเคย
แต่กลับต่อเรือต่อแพเข้ารบพุ่งโจมตีทั้งทางน้ำทางบก
แม้มังมหานรทาจะป่วยตายไป เนเมียวสีหบดีก็ไม่ยอมเลิกทัพกลับ
แต่ตั้งตนเป็นแม่ทัพใหญ่ แต่ผู้เดียวแล้วโหมโจมตีกรุงศรีอยุธยาหนักยิ่งขึ้น
การที่กองทัพพม่าโจมตีหัวเมืองทั้งทางเหนือและทางใต้
เป็นการทำลายกำลังของเมืองต่าง ๆ มิให้สามารถยกทัพมาช่วยได้
กรุงศรีอยุธยาจึงตกอยู่ในสภาพอ่อนเปลี้ย เกิดความขาดแคลนขึ้นภายในกรุง
ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ยุทธปัจจัย และกำลังผู้คน การขัดสนเสบียงอาหาร
ทำให้เกิดการลักขโมย แย่งชิงปล้นสะดมขึ้นทั่วไปบ้านเมืองระส่ำระสายไร้ระเบียบ
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ทหาร กับ ศาสนา

ตั้งหัวข้อ  att on Wed May 20, 2009 12:26 am

http://202.143.148.60/myscrapbook/index.php?section=82&page=37

สาเหตุการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ประการที่ 5


5. เกิดไส้ศึกภายใน

ปรากฏตามคำให้การชาวกรุงเก่าว่า ขณะที่พม่าล้อมเมืองและโหมโจมตีอยู่นั้น
มีขุนนาง ผู้ใหญ่ชื่อ พระยาพลเทพเป็นผู้ทรยศต่อชาติ ลักลอบส่งเสบียงอาหารและอาวุธให้แก่พม่า
สุดท้ายยังบอกทิศทางที่จะเข้าประตูเมืองแก่พม่า จนพม่าสามารถเข้าเมืองได้
แม้พระราชพงศาวดารจะไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้
แต่ก็มีจดหมายเหตุของหมอสอนศาสนาชาวฝรั่งเศสบันทึกว่าทัพพม่าเข้าเมืองได้
เพราะได้รับความช่วยเหลือจากชาวพม่าหลายร้อยคนที่อยู่ในกำแพงเมือง

ชาวพม่าที่กล่าวถึงนี้ถ้ามีจริงก็คงเป็นชาวพม่าที่ถูกจับเป็นเชลยจากสงคราม
คราวก่อน ๆ แต่จะมีชาวพม่าจริงหรือไม่ก็ตาม ที่ ยืนยันตรงกันก็คือ
มีผู้ให้ความช่วยเหลือแก่กองทัพพม่าจนพม่าสามารถเข้าเมืองได้
เรื่องไส้ศึกภายในจึงนับเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้กรุงศรีอยุธยาต้องสูญสิ้นลง

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
เพลง อนุสติไทย
(ข้อมูล)
เป็นเพลงปลุกใจ จังหวะสโลว์-มาร์ช ประพันธ์คำร้องโดย แสงสุวรรณ ทำนองโดย เวส สุนทรจามร
บรรเลงและขับร้องโดยวง
สุนทราภรณ์ มีวรนุช อารีย์ เป็นผู้ร้องนำ ออกวางจำหน่ายเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕

คำร้อง: แสงสุวรรณ
ทำนอง: เวส สุนทรจามร


(หญิง)
อยุธยา แตกไปเพราะ ไทยระย่อ
ไม่คิดต่อ-ต้านศัตรู มุดรูหนี
ยิงปืนเปรี้ยง ไทยกลัวเสียง แทนไพรี
นายทัพดี กลับหู่หด หมดแรงใจ
บัดนี้ภัย มาคุกคาม ทั่วไทยประเทศ
ผู้ลืมเจ็บ ลืมอาย ลืมคนหยัน
คิดแต่ตัว คิดแต่พวก รอดแต่วัน
ชาติพังพลัน มันผู้ใด ใครอยู่ดี

(หมู่)
กูจะสู้แม้รู้ว่าพวกกูน้อย
สู้ไม่ถอยแม้รู้ว่าจะดับสลาย
แผ่นดินนี้พ่อกูอยู่ปู่กูตาย
กูสุดอายหากเสียทีไพรีครอง
(ซ้ำ)
(หมู่ชาย)
ใครบ้างเหวยจะร่วมสู้กับกูบ้าง

(หมู่หญิง)
ใครบ้างเหวยจะอยู่ข้างไทยใจหาญ

(หมู่ชาย)
ใครบ้างเหวยจะละสุขสนุกสำราญ

(หมู่หญิง)
ใครบ้างเหวยยอมวายปราณเพื่อไทยคง

(ซ้ำ)(หมู่)
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ตอนที่ 1 จาก บันทึกกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์

ตั้งหัวข้อ  att on Wed May 20, 2009 11:42 am

http://www.sg2527.com/aboutthailand/thailand_history_1.htm

สรุปความเป็นมาของประเทศไทย

ตอนที่ 1 จาก บันทึกกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์

๕ เสียกรุงครั้งแรก .....“ ปีพศ. ๒๑๑๒ ในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พม่าผู้รุกรานยังพยายามจะ ตีไทยให้ได้ จากพงศาวดารได้กล่าวไว้ว่า ถึงแม้บุเรงนองจะเก่งในการศึกแต่ไม่ เคยรบชนะไทยด้วยการนำทหารเข้าประจันบานเลย แต่จะใช้เล่ห์เหลี่ยมและอุบาย ต่างๆเข้าช่วยเสมอ จึงใช้วิธีทำให้ไทยแตกแยกเป็น ๒ ฝ่าย โดยพม่ายกพระมหา ธรรมราชาให้เป็นใหญ่ทางเหนือ หลังจากพระมหาจักรพรรดิทรงเสด็จออกผนวช พระมหินทราธิราชขึ้นครองราชย์และทรงคิดกำจัดพระมหาธรรมราชา จึงส่งสาสน์ ไปถึงพระไชยเชษฐาผู้ครองกรุงศรีสัตนาคนหุตให้ยกทัพมาตีพิษณุโลก ทางพระ มหาธรรมราชาจึงขอทหารจากเมืองหงสาวดีและกรุงศรีฯขึ้นมาช่วยป้องกันเมือง พระมหินทร์ฯทรงแกล้งส่งพระยาสีหราชเดโชยกทัพไปช่วย แท้จริงแล้วให้ร่วมกับ ทัพพระไชยเชษฐาตีพิษณุโลก แต่ว่าพระยาสีหราชเดโชแปรพักไปเข้ากับพระมหา ธรรมราชาแล้วทูลความจริงให้ทราบ พระมหาธรรมราชาจึงรับสั่งป้องกันเมืองไว้ ประจวบเหมาะกองทัพหงสาวดียกมาช่วยทัน กองทัพพระไชยเชษฐาจึงถอยกลับ เวียงจันทร์ เมื่อเหตุการณ์เริ่มบานปลายพระมหาจักรพรรดิทรงลาผนวช แล้วเสด็จขึ้นครอง ราชย์อีกครั้ง ทรงยกทัพขึ้นมาเมืองพิษณุโลก รับพระวิสุทธิกษัตรีพร้อมด้วยโอรส ธิดาของพระมหาธรรมราชา(ขณะนั้นอยู่กรุงหงสาวดี) ลงมาเป็นองค์ประกันอยู่ที่ กรุงศรีอยุธยา

ทางพระมหาธรรมราชาเมื่อทราบว่าพระอัครชายาและโอรสธิดาถูกจับเป็นองค์ ประกันก็ทรงวิตกยิ่งนัก แล้วรีบส่งสาสน์ไปยังพระเจ้าหงสาวดีให้ยกทัพมาตีกรุง ศรีอยุธยารวมทั้งหมด ๗ ทัพ มีกำลังพลร่วม ๕ แสนคน ยกทัพมาทางด่านแม่ ละเมาเข้าเมืองกำแพงเพชร ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาเมื่อทราบว่าหัวเมืองทางเหนือเป็นของพม่าแล้ว จึงเตรียมรบ อยู่ที่พระนคร นำปืนนารายณ์สังหารยิงไปยังกองทัพพระเจ้าหงสาวดีที่ตั้งอยู่บริ เวณทุ่งลุมพลี ถูกทหาร ช้าง ม้าล้มตายจำนวนมาก พม่าจึงถอยทัพมาตั้งที่บ้าน พราหมณ์ให้พ้นทางปืน แล้วพระเจ้าหงสาวดีจึงเรียกประชุมการศึก พระมหา อุปราชเห็นสมควรให้ยกทัพเข้าตีไทยทุกด้านเพราะมีกำลังมากกว่า แต่พระเจ้า หงสาวดีไม่เห็นด้วยเพราะกรุงศรีอยุธยามีทำเลดีมีน้ำล้อมรอบ จึงสั่งให้ตีเฉพาะ ด้านตะวันออกเพราะคูเมืองแคบที่สุด พม่าพยายามจะทำสะพานข้ามคูเมืองแต่ ถูกทหารไทยยิงตายเป็นจำนวนมาก ( ศพแล้วศพเล่าที่นำดินมาถมสะพาน )
ระหว่างการสงคราม สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงประชวรและสวรรคตในเวลา ต่อมา พระเจ้าหงสาวดีได้โอกาสจึงสั่งให้ทหารเข้ามาตีพระนครด้านตะวันออก พร้อมๆกัน ฝ่ายไทยมีพระมหาเทพนายกองรักษาด่านอย่างเต็มสามารถ ทำให้ พม่าล้มตายจำนวนมากจึงถอยข้ามคูกลับไป ไม่ได้ด้วยฝีมือต้องใช้เล่ห์กล พระเจ้าหงสาวดีจึงถามพระมหาธรรมราชาว่าจะ ทำอย่างไรให้ชนะศึกโดยเร็ว พระมหาธรรมราชาทรงแนะว่าพระยารามเป็นแม่ทัพ สำคัญให้ได้ตัวมาการยึดพระนครจักสำเร็จ จึงมีสาสน์มาถึงพระอัครชายาว่า

.... การศึกเกิดจากพระยารามที่ยุยงให้พี่น้องต้องทะเลอะกัน ถ้าส่งตัวพระยารามมา ให้พระเจ้าหงสาวดีจะยอมเป็นไมตรี ทางสมเด็จพระมหินทร์ฯ ทรงอ่านสาสน์แล้ว ปรึกษากับข้าราชการต่างๆจึงเห็นสมควรสงบศึกเพราะผู้คนล้มตายกันมากแล้ว สมเด็จพระมหินทร์ฯทรงรับสั่งให้ส่งพระสังฆราชออกไปเจรจาและส่งตัวพระยาราม ให้พระเจ้าหงสาวดี(บุเรงนอง)เพื่อเป็นไมตรี แต่พระเจ้าหงสาวดีตบัตสัตย์ไร้สัจจะวาจาไม่ยอมเป็นไมตรี แต่กลับบอกว่าจะต้องยอมแพ้และเป็นเชลย ทำให้สมเด็จพระมหินทร์ฯทรงพิโรธโกรธแค้นในการกลับกลอกของบุเรงนองอย่างมาก ทรงรับ สั่งให้ขุนศึกทั้งหลายรักษาพระนครอย่างเข้มแข็ง ทางฝ่ายพม่าก็เห็นว่างานนี้ก็ยัง ตีกรุงศรีอยุธยาไม่ได้ จึงส่งพระมหาธรรมราชามาเกลี้ยกล่อมให้ยอมแพ้ แต่ถูก ทหารไทยเอาปืนไล่ยิงจนต้องหนีกลับไป ด้วยความเจ้าเล่ห์ของพระเจ้าหงสาวดีจึงคิดอุบายจะใช้เจ้าพระยาจักรีที่จับตัวได้ ตอนสงครามช้างเผือกเป็นใส้ศึก อนิจา..พระยาจักรียอมเนรคุณแผ่นดินไทยยอม เป็นใส้ศึกให้พม่า โดยวางแผนจำคุกพระยาจักรีในค่ายด้านตะวันออก แล้วแกล้ง ปล่อยให้หนีในตอนกลางคืน(มีเครื่องพันธนาการโซ่ล่ามมาด้วย) รุ่งเช้าพม่าทำที เป็นตามหาแต่ไม่พบเลยจับตัวผู้คุมมาตัดหัวเสียบไว้ริมแม่น้ำเพื่อให้ไทยหลงกล สมเด็จพระมหินทร์ฯทรงดีพระทัยที่พระยาจักรีหนีมาได้ จึงทรงแต่งตั้งให้เป็น ผู้บังคับบัญชาการรบแทนที่พระยาราม แผนชั่วร้ายจึงเริ่มขึ้นพระยาจักรีได้ใส่ ร้ายให้พระศรีสาวราชว่าเป็นกบฏจึงถูกสำเร็จโทษ นอกจากนี้พระยาจักรียังได้ ย้ายแม่ทัพที่รบเก่งๆเอาไปไว้ในตำแหน่งที่ไม่สำคัญทำให้การป้องกันพระนคร เริ่มอ่อนแอ แผนชั่วร้ายได้ดำเนินมา ๒ เดือนเมื่อเห็นว่าได้เวลาอันควรพระยา จักรีจึงให้สัญญาณแก่พม่าเข้าตีกรุงศรีอยุธยาทุกด้าน ในที่สุดไทยจึงเสียกรุงแก่พม่าเพราะมีใส้ศึกคนขายชาติ (มิได้เสียกรุงเพราะ ความสามารถทางการรบ ) รวมเวลาที่พม่าล้อมกรุงศรีฯเอาไว้ ๙ เดือน

คนทรยศต่อแผ่นดินยังมี พระยาพลเทพอีกหนึ่งคน ตามคำบอกกล่าวของ ชาวกรุงเก่าว่า “เมื่อพระเจ้ากรุงศรีฯเห็นว่าทัพเริ่มแตกจึงรับสั่งให้ทหารปิด ประตูเมืองและรักษาหน้าที่เชิงเทินเอาไว้ให้มั่น แต่ทางพระยาพลเทพผู้ทรยศ ได้แอบส่งอาวุธ เสบียงอาหารให้พม่า พร้อมทั้งรับปากว่าจะเปิดประตูเมือง ทางด้านตะวันออกให้เมื่อพม่าบุกเข้าตี”
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ทหาร กับ ศาสนา

ตั้งหัวข้อ  att on Wed May 20, 2009 12:31 pm

http://www.reurnthai.com/index.php?topic=2663.10;wap2

CrazyHOrse:
เหตุการณ์ตอนต่อจากนี้ต่อเนื่องกันยาว และมีความสับสนเรื่องวันเวลาอยู่มาก สมัยนั้นเราขึ้นปีใหม่ตอนเดือน ๕ คนรุ่นใหม่ที่ไม่คุ้นเคยจะงง ครั้นจะเปลี่ยนมาเป็นแบบปัจจุบัน นอกจากจะ"ผิด"แล้ว คนรุ่นเก่าจะพลอยสับสนไปด้วย ดังนั้น ผมจะกำกับเป็นปีฝรั่ง ค.ศ.แทน ขอปักหลักเวลาไว้เป็นที่สังเกตดังนี้นะครับ
สงครามอลองพญาเสร็จสิ้น พ.ศ. ๒๓๐๓ ก็ ค.ศ.๑๗๖๐
กรุงแตกขึ้น ๙ ค่ำเดือน ๕ พ.ศ.๒๓๑๐ ตรงกับวันที่ ๗ เมษายน ค.ศ.๑๗๖๗

ค.ศ. ๑๗๖๐
หลัง จากศึกอลองพญา พระเจ้ามังลอกขึ้นครองราชย์ พม่ามีปัญหาทันที นอกจากสงครามชิงราชสมบัติแล้ว หัวเมืองที่ตีได้ในรัชกาลพระเจ้าอลองพญาพากันตั้งแข็งเมือง โดยเฉพาะพวกมอญ ตั้งแต่หงสาวดีลงมาจนถึงมณฑลตะนาวศรี (ทวาย มะริด ตะนาวศรี)

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๗๖๑
จดหมาย ของบริโกต์(บาทหลวงฝรั่งเศส) บอกว่าพม่ายกมาตีทวาย (ซึ่งคงจะตั้งแข็งเมืองเมื่อครั้งพระเจ้ามังลอกขึ้นครองราชย์ ในขณะที่พงศาวดารไทยระบุผิดพลาดว่าแข็งเมืองเมื่อคราวพระเจ้ามังระขึ้นครอง ราชย์ในอีก ๓ ปีต่อมา) เจ้าเมืองทวาย (ไทยว่าชื่อหุยตองจา) ขอความช่วยเหลือจากอยุธยา พระเจ้าเอกทัศให้มองตัตเจ้าเมืองตะนาวศรีส่งทัพไปช่วย แต่ไปยังไม่ทันถึงทวายสามารถเอาชนะกองทัพพม่าได้ก่อน เจ้าเมืองทวายกลัวพม่าจะมาอีก จึงถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทองเข้ามาที่อยุธยา

ก่อนเดือนพฤษภาคม ค.ศ.๑๗๖๑
บริ โกต์บอกว่า อยุธยาได้ข่าวว่าพม่ามาทำดินปืนที่เมืองเหนือ จึงได้มีรับสั่งให้เจ้าพนักงานเกณฑ์ผู้คนเพิ่มเติมขึ้นอีกและให้ถมชานกำแพง พระนครให้ใหญ่ออกไปอีก มีข่าวจากเชลยที่จับได้ว่าพม่าเตรียมการจะตีอยุธยาอีก

ก่อนเดือนธันวาคม ค.ศ.๑๗๖๒
บริโกต์ บอกว่ากรมหมื่นเทพพิพิธที่ถูกเนรเทศไปลังกากลับมาที่มะริด จะขอกลับมาที่อยุธยา พระเจ้าเอกทัศทรงคิดจะสำเร็จโทษ ขุนนางต่างสนับสนุน เว้นแต่พระยาเพชรบุรีที่รวบรวมคน ๕๐๐ เดินทางไปมะริดเพื่อสนับสนุนกรมหมื่นเทพพิพิธให้ก่อกบฏ พระยาเพชรบุรีถูกจับได้ระหว่างทางและถูกนำกลับมาลงอาญาที่ในกรุง ข้างพงศาวดารไทยลงปีผิด (ช้าไปหนึ่งปี) ไม่เอ่ยถึงพระยาเพชรบุรี แต่บอกว่าให้กรมหมื่นเทพพิพิธไปอยู่ที่ตะนาวศรี และส่งข้าหลวงไปกำกับ

๒๙ พฤศจิกายน ค.ศ.๑๗๖๓
พงศาวดาร พม่าระบุว่าพระเจ้ามังลอกเสด็จสวรรคต พระเจ้ามังระพระอนุชาขึ้นครองราชย์ (พงศาวดารไทยลงปีผิด ช้าไปปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง) พม่ายกไปตีเชียงใหม่ (พงศาวดารไทยลงปีผิด เร็วไปสองปี) พงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศระบุว่าทางเชียงใหม่ขอความช่วยเหลือมายังอยุธยา พระเจ้าเอกทัศให้พระยาพิษณุโลกยกพล ๕๐๐๐ ไปช่วย แต่ไปถึงระแหง (ตาก) ได้ข่าวว่าเชียงใหม่แตกแล้ว จึงส่งคนมาแจ้งข่าวที่อยุธยา พระเจ้าเอกทัศให้เลิกทัพกลับได้ ปีนั้พม่าค้างฤดูน้ำอยู่ที่เชียงใหม่

พฤศจิกายน-ธันวาคม ค.ศ. ๑๗๖๔ (เดือนอ้าย พ.ศ. ๒๓๐๗)
พงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศว่า พระเจ้าเอกทัศ "ให้พระวิสูตรโยธามาตย์ ฟั่นเชือกน้ำมันทำรอกไว้ให้มาก ถ้ามีการศึกมาจะเอาไม้ตั้งขาหย่างบนป้อมและเชิงเทินแล้วจะเอารอกติดเอาปืน กระสุน ๓-๔ นิ้วชักขึ้นไปให้สูง แล้วจะล่ามชะนวนยิงมิให้ข้าศึกเข้ามาใกล้" ทางอยุธยาคงเห็นว่าพม่าจะมาแน่แล้ว จึงเตรียมการรับศึก

๒ มกราคม ค.ศ.๑๗๖๕
บันทึกบาทหลวงฝรั่งเศสอาลารี ที่อยู่ที่เมืองมะริด ระบุว่าเจ้าเมืองทวาย(หุยตองจา) หนีมาที่มะริดเพราะพม่ามาจะตีเมืองทวาย

๑๑-๑๒ มกราคม ค.ศ.๑๗๖๕
อา ลารีบันทึกว่า มะริดแตก อาลารีถูกจับ พม่าต่อยกไปตะนาวศรี ขังอาลารีไว้ ๑๕ วันจึงกลับมา แล้วส่งตัวอาลารีลงเรือไปย่างกุ้ง อาลารีเขียนบันทึกนี้ระหว่างอยู่ในเรือ

มกราคม-กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๗๖๕ (เดือนอ้าย พ.ศ.๒๓๐๗)
พงศาวดาร ไทยว่า มังมหานรทาตีทวาย มะริด ตะนาวศรี แตก หุยตองจาหนีเข้ามาทางชุมพร พม่าตามมาเผาเมืองชุมพร หุยตองจาไปอยู่ชลบุรี กรมหมื่นเทพพิพิธไปอยู่จันทบุรี พระเจ้าเอกทัศให้พระพิเรนทรเทพไปตั้งรับศึกพม่าที่กาญจนบุรี

เห็นได้ ว่า หลังจากศึกอลองพญา พม่าวุ่นวายกับการปราบปรามศึกใน และหัวเมืองที่เกิดกบฏ กรุงศรีอยุธยาทำตัวเป็นพี่ใหญ่ ให้ความอนุเคราะห์กับรัฐเล็ก(ในเวลานั้น) อย่างเชียงใหม่และทวาย ถึงจะให้ความช่วยเหลือได้ไม่ทันการณ์ แต่ก็ยินดีให้ที่พักพิงแก่ตัวเจ้าเมืองอย่างหุยตองจา สถานการณ์อย่างนี้เท่ากับเป็นใจให้กับกลุ่มที่สร้างความวุ่นวายต่อพม่า พงศาวดารฉบับราชหัตถเลขากล่าวถึงเรื่องที่ว่าพระเจ้ามังลอกมีความคิดจะตี อยุธยามาตั้งแต่ก่อนปราบกบฏที่หงสาวดี ซึ่งก็รับกันดีกับเรื่องที่อยุธยาให้ความช่วยเหลือกับทวาย (และอาจจะยังมีอื่นๆที่ไม่ได้มีบันทึกไว้อีกก็เป็นได้)

ในขณะที่ฝ่าย ไทยเองก็ไม่ได้ประมาทพม่า ยังมีการเตรียมรับศึกอยู่บ้าง แต่เห็นจะไม่ดีถึงระดับที่ฝรั่งอย่างบริโกต์ที่มาจากประเทศที่มีกองทหาร อาชีพ หรือยอดนักรบที่กรำศึกมาเกือบตลอดชีวิตอย่างกรมพระราชวังบวรฯคาดหวังไว้ครับ
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ทหาร กับ ศาสนา

ตั้งหัวข้อ  att on Wed May 20, 2009 12:35 pm

http://www.trf.or.th/News/Content.asp?Art_ID=874

ความพิเศษของกิจกรรมยังมีการเปิดตัว หนังสือชุด "มรดกความทรงจำแห่งพระนครศรีอยุธยา" เล่ม 1 เรื่อง "พรรนณาภูมิสถานพระนครศรีอยุธยาเอกสารจากหอหลวง(ฉบับความสมบูรณ์) โดย ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร ถือเป็นเอกสารสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สังคมเมืองพระนครศรีอยุธยา ซึ่งผู้เขียนได้ตรวจสอบชำระและเรียบเรียงความขึ้นใหม่จากต้นฉบับ 3 ฉบับ ซึ่งมีผู้คัดลอกจากเอกสารเดิมในหอหลวง และเผยแพร่ในโอกาสต่างกัน เหตุที่ฉบับคัดลอกมีเนื้อความขาดตกบกพร่อง อีกทั้งปัจจุบันก็หาอ่านและนำมาใช้ศึกษาได้ยากขึ้น เพราะเผยแพร่อยู่ในวงที่จำกัด โครงกายวิจัยฯ จึงได้จัดทำฉบับสมบูรณ์เล่มนี้ขึ้นมา เพื่อรักษามรดกความทรงจำอันยิ่งใหญ่ของนักจดหมายเหตุไทยครั้งอดีต

"แม้ประวัติศาสตร์อาจไม่ให้บทเรียนแก่ใครแต่ให้ข้อคิดข้อเตือนใจผู้คนได้เสมอ" เป็นบางถ้อยคำจากการกล่าวเปิดงานของ ดร.ชุมพล ศิลปอาชา นายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากร ประธานในวันนั้นและตอกย้ำอย่างเผ็ดร้อนอีกครั้งจากการเสวนาเรื่อง "อนุสติกรุงแตก:ข้อคิดสำหรับสังคมไทยปัจจุบัน"

ดร.วินัย เมธีวิจัยอาวุโส สกว. เปิดประเด็นเกี่ยวกับกรุงแตกหรือเสียกรุงว่า เรื่องหลักฐานไทยเองมีทั้งทางการกับไม่เป็นทางการ ซึ่งอธิบายเหตุของการเสียกรุงต่างกันไป ทางการระบุว่า ผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือพระเจ้าเอกทัศน์ ด้วยพระอุปนิสัยขาดความพากเพียร ขณะที่เอกสารชาวบ้านไม่มีคำกล่าวถึงพระนามพระเจ้าเอกทัศน์เลย นอกจากนี้มีข้อกังขาว่าเขียนโดยใส่ความคิดเห็นเพื่อให้เหตุผลต่อการขึ้นครองราชย์ของพระอนุชาหรือไม่ ส่วนจดหมายเหตุต่างประเทศของฟรองซัวต์ ตูรูแปง เป็นหนังสือวิจารณ์ประวัติศาสตร์การเมืองอยุธยาที่ทันสมัย พูดถึงการเสียกรุงโดยยกตัวอย่างการปกครองอยุธยาที่แย่ขนาดชาวบ้านเห็นกองทัพพม่าก็ยินดีต้อนรับ เพราะคิดว่ากษัตริย์พม่าจะมาปลดปล่อยสังคมไทยจากความทุกข์ทรมาน แต่เมื่อพม่าเข้ามาจริงตูรูแปงชี้ว่าเลขทรามต่ำช้ากว่าไทยเสียอีก เป็นการเลือกผิดตัว

เมธีวิจัยอาวุโสกล่าวว่า ในสังคมประชาธิปไตยการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยควรจะสะท้อนความรู้สึกประชาธิปไตยด้วย ข้อบกพร่องที่ผ่านมาเป็นการอ่านจากสิ่งที่เขาต้องการให้เชื่อ ไม่เคยอ่านเอกสารร่วมสมัยเลย อย่างน้อยนักเรียนชั้นมัธยมปลายได้อ่านจะได้คิดกลับมาย้อนพินิจ ไม่ใช่สอนเพื่อให้รักชาติโดยปราศจากเหตุผล เห็นว่าคำอธิบายและการศึกษาสำหรับคนรุ่นหลัง ต้องตรงไปตรงมาปราศจากอคติ สิ่งที่ควรรำลึกเสมอคือ รู้อย่างไทยจะให้เข้าใจต้องคิดอย่างฝรั่งบ้าง

สำหรับข้อคิดของสังคมไทยร่วมสมัย ดร.วินัยกล่าวว่า ความเสื่อมของพระนครศรีอยุธยามาจากหลายปัจจัย ทั้งการทหารที่ขากประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง จดหมายเหตุต่างประเทศบันทึกว่าใช้ทหารถึง 8 พันคนไปปราบกบฏมอญ 600 คน รวมทั้งทหารไทยไม่ไว้ใจกันเอง แล้วยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายฉบับพูดตรงกันในการรบทัพจับศึกช่วงสุดท้ายว่าไม่มีใครอยากไปรบ แต่อาศัยชุมชนชาวต่างชาติในอยุธยาไปรบแทน ทั้งชาวจาม จีน สวนพลู นักบวชเข้ารีต ทหารกองสุดท้ายเป็นจีนอาสา 6 พันคน ด้านการเมืองการปกครอง คำวิจารณ์ของตูรูแปงมีเรื่องคนสยามขี้คุย เรื่องหลักการปกครองและกฎหมายเป็นเยี่ยมกว่าคนอื่น สมัยนั้นมีคำพูดว่าฝรั่งเศสเก่งรบ อังกฤษเก่งเดินเรือ ฮอลันดาเก่งค้าขาย ไทยเก่งเรื่องการปกครองบางทีก็อธิบายความเสื่อมว่ามาจากอาเพศทางการเมือง อาเพศในสังคม ปัจจุบันก็มีเพี้ยนสารพัด ตัดอัณฑะ เอาราหูมาไว้โฆษณาหน้าวัด ความนิยมจตุคามรามเทพ อื่นๆ อีกมากมาย

"ความเสื่อมมาจากระบบการปกครองที่ล้มเหลวล้างบาง ฉ้อฉลในนิสัย โกหกพกลม ผู้หญิงมีศักดิ์เข้ามาแทรกแซง โดยเฉพาะการพิพากษาคดีความต่างๆ เป็นเรื่องที่กล่าวไว้ชัดเจนในเอกสารหลักฐาน แล้วยังมีการซื้อตำแหน่งราชการเป็นเรื่องใหญ่สมัยอยุธยา ถีบหัวเรือทิ้งนี่ก็เก่ง พอพม่าล้อม 20 ทัพรอบกรุง คนในเมืองออกไปสวามิภักดิ์คล้ายกรณีพระยาจักรีและพระยาพลเทพถึงเวลาจวนตัวเอาตัวรอดอย่างเดียว" ดร.วินัยกล่าว พร้อมชี้การถีบหัวเรือทิ้งสอดคล้องกับกรณีพรรคไทยรักไทยล้มเพราะหลายคนถีบหัวเรือส่ง เมื่อตั้งพรรคการเมืองใหญ่ขึ้นมา มีการรับซื้อของโจร หวังว่าข้อคิดกรุงแตกจะกระตุ้นให้คนได้คิด
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 2 จาก 2 Previous  1, 2

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ