ก่อนจะรู้เขา ต้องรู้เราก่อน

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ก่อนจะรู้เขา ต้องรู้เราก่อน

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Tue Jun 02, 2009 8:10 am

อยากรู้เขา ต้องรู้เรา ให้เข้าจิต
กายน้อยนิด ของเรา เพียงเท่านี้
สามสิบสอง อวัยวะ ซึ่งเรามี
รู้จักดี กันหรือไม่ ลองไตร่ตรอง

เขาว่าร้อยละ ๘๐ ของคนป่วยไม่ได้ป่วยเพราะกินอาหารผิด แต่จากความคิด มากกว่า
คุณคิดอย่างไร ก็เป็นอย่างที่คิด .... คิดว่าตัวเองอ่อนแอ ขี้เกียจ ก็เป็นเช่นนั้น
คุณพูดอย่างไร ก็เป็นอย่างที่พูด.... พูดหยาบประจำ ก็จะกลายเป็นคนหยาบคายไปได้ เพราะมันคุ้นลิ้น
คุณกินอย่างไร ก็เป็นอย่างที่กิน ....กินอาหารแบบไตร่ตรองก็สุขภาพดี กินไม่เลือก ก็อาจไม่มีแผ่นอยู่ เอ๊ย ไม่ใช่ อาจเจ็บป่วยง่าย โดยไม่รู้สาเหตุ แล้วก็หาหมอตะพึด
คุณทำอย่างไร ก็เป็นอย่างที่ทำ.... นั่งผิดท่า นั่งท่าเดิมๆ เอียงซ้ายก็ซ้ายทั้งปี ในที่สุดก็ปวดกระดูกจนได้

นอกจากนี้ยังมีเรื่องในร่างกายของเราอีกมากมาย ที่เราเองไม่เคยสนใจสำรวจและทำความเข้าใจกับเราเองเลย

ป่วยกาย หาหมอ กินยา
ป่วยใจ หาหมอดู ไหว้พระสงฆ์ เพื่อทำบุญสะเดาะเคราะห์

แต่กลับไม่เคยคิดจะค้นหาต้นต่อ และ แก้ไขที่เหตุ เพื่อมิให้เกิดผลที่ไม่พึงประสงค์
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ก่อนจะรู้เขา ต้องรู้เราก่อน

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Tue Jun 02, 2009 8:30 pm



เคยมีอาการเหล่านี้ไหม ง่วงนอนบ่อย ง่วงได้ทั้งวัน ปวดเมื่อยเนื้อตัว ขี้โมโห ท้องอืด อาหารไม่ย่อย นานไปความจำเสื่อม จำได้เรื่องเก่าๆ รับเรื่องใหม่ไม่ได้ พูดจาซ้ำซาก

แบบนี้เขาว่า เลือดเลี้ยงสมองส่วนกลางน้อย

แล้วถ้ามีอาการตรงข้ามคือ นอนไม่ค่อยหลับ ตาพร่ามัวเป็นต้อ จอประสาทตาเริ่มเสื่อม ปัสสาวะบ่อย หน้าเป็นฝ้า หน้าดำ .... นี่ก็ สมองส่วนหน้ามีปัญหาเลือดไปเลี้ยงน้อย อาจก่อให้เกิดหินปูนเกาะสมองส่วนนี้ด้วย

ส่วนถ้าแขนขาไม่ค่อยมีแรง เดินไม่ไหว ยังไม่แก่เท่าไหร่แต่ต้องใช้คนหาม ตืนนอนบางทีเหมือนกับโดนผีอำ แล้วก็พาลคิดว่าทำไมเราต้องโดนคนเดียว ทำไมผีไม่อำคนอื่นบ้าง เป็นความเข้าใจผิด เพราะเกิดจากสมองส่วนหลัง มีเลือดไปเลี้ยงน้อย

แล้วสาเหตุก็มาจากการไม่รักษาตัวของเรา การใช้ชีวิตที่จำเจ อย่างลืมเลือนที่จะดูแลตัวเอง
สาเหตุก็มีหลายอย่างเช่น

๑ กระดูกคอข้อที่หนึ่งเคลื่อนทับเส้นประสาท หรือเส้นเลือดไปเลี้ยงสมอง ข้อนี้อาจแก้ไขยากเพราะมันอยู่ข้างใน แต่เป็นเพราะการวางท่านานๆ เกินไป จ้องที่ใดที่หนึ่งแบบไม่ขยับหรือเปลี่ยนท่า

๒ กินอาหาร ที่ผัดมันมาก นานๆ ทำให้ไขมันเกาะลำไส้ ระบบดูดซึม และ ถุงน้ำดีข้น เลือดเคลื่อนตัวลำบาก มีโอกาสไปเลี้ยงสมองได้น้อย

๓ มีพยาธิลำไส้ หรือ ที่ผิวหนัง มาช่วยกินเลือดในร่างกาย จนไปสมองน้อย

๔ การไม่กินอาหารเช้า

ข้อที่ ๔ เป็นอะไรที่แก้ไขและทำได้ง่ายที่สุด แต่คนมักจะลืมเลือน เพราะต้องติดเวลาเดินทางไปทำงานให้ทัน
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อย่าฆ่ากันด้วยคำพูดเลยนะ

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Thu Jun 04, 2009 8:04 am



กลุ้มใจจนปวดตับ ..... อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล่นๆ หรือ พูดเพื่อฮา เท่านั้น

ตับ เป็นตัวสำคัญตัวหนึ่งในร่างกายเรา เป็นต่อมที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายเรา คนทั่วไปอาจไม่คิดว่าตับคือต่อม เพราะว่าไม่ได้ผลิตฮอร์โมน แต่ตับทำหน้าที่ผลิดน้ำดีให้ถุงน้ำดี ช่วยกรองเลือก ส่งเลือดดีเข้าร่างกาย ดูแลสารพัดเรื่อง ผม ขน เล็บ ขาดก็แต่ ฟัน กับ หนัง จึงครบห้าอย่าง แต่ว่าถ้าตับไม่ดี เลือดไม่ดี ก็ส่ออาการมาที่ใบหน้า ขอบตา ได้เหมือนกัน แบบพวกตาหมีแพนด้า ขอบดาตำโดยไม่ต้องทาตาให้เปลืองเงิน

ตับทำงานหนัก เพราะร่างกายเสพสารพิษ หรือ สารผิดนี่แหละ เข้าไปมาก ไตก็รับบทพระรอง ช่วยตับทำงานอีกต่อหนึ่ง ตับเสีย ไตก็เสื่อม

ตับทำงานหนักอย่างไร ..... เราอาจนึกไม่ออก คิดว่าพวกร่ำสุราเป็นอาจิน จะเสพกินอาหาร จานเล็กใหญ่ ต้องจิบเหล้า ดื่มสุรา และเมรัย เจ็บปางตาย ก็ไม่ว่า ข้าขอเมา.....

แต่ไม่ใช่ปีศาจสุราเท่านั้นที่ตับจะทำงานหนัก พวกสาวออฟฟิศ
นักกินบรรลือโลกทั้งหลาย กินได้กินดีไม่มีเหนื่อย
มื้อใหญ่มื้อเล็กกินฟุ่มเฟือย กินเรื่อยเปื่อย แม้หลับไป ไม่วายกิน

โดยเฉพาะมื้อดึกก่อนนอน จะเป็นตัวให้ตับทำงานหนัก

ร่างกายเรามีเวลาทำการเหมือนกัน ตอนเจ็ดโมงเช้า ถึง เก้าโมงเช้า ตับรอย่อยอาหารอยู่ ดังนั้นหากใครที่คิดว่า จะลดอาหารเช้า เพราะมันเท่ห์ คนรุ่นใหม่ไม่กินข้าวเช้า ตับจะย่อยผิดเวลา

ตอนตีหนึ่งถึงตีสาม ร่างกายต้องการนอนหลับสนิท ใครที่ตื่นตอนไหนก็ตื่นไป แต่ช่วงนี้ ต้องหลับให้สนิท เพราะตับจะทำงานขับสารพิษ จากร่างกาย และ เป็นเวลาที่ไม่ควรกินอาหารอะไรเลย หากจะกินก็ควรเลยตีสามไปแล้ว (ในกรณีที่ต้องการกินจริงๆ )

บางคนอาจมีคำถามว่า ผู้ชายไม่เหมือนผู้หญิงเพราะไม่ได้กินอาหรจุบจิบ เหมือนกับสาวๆ แต่ก็มีผู้ชายจำนวนมากที่ตายด้วยโรคตับ แม้จะไม่ได้กินเหล้าจัด

ให้นึกถึงคำพระที่ท่านสอนเราว่า ให้ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำใจให้ผ่องใส หรือว่า อย่าไปตึดมั่นในลาภ ยศ สรรเสริญ คำนินทาว่าร้าย คำชม คำแช่ง

ละนิวรณ์ทั้งห้า..... นั่นท่านไม่ได้จะมุ่งให้คุณบรรลุโสดาบัน หรือ สำเร็จมรรคผล เท่านั้น แต่เหล่านั้นจะส่งเสริมให้คุณมีร่างกายและสังขารที่ไม่เจ็บไข้ ก่อนเวลาอันสมควร ซึ่งสังขารจะร่วงโรยไปเองตามกาลเท่านั้น

แต่เป็นการถนอมร่างกายและอวัยวะภายในของเราด้วย

ตับก็เช่นกัน กลุ้มใจจนปวดตับ เป็นเรื่องจริง เวลาเราโกรธ โมโห อิจฉาที่คนอื่นดีกว่า เครียด มันจะส่งผลให้เซลล์ตับตายไปเป็นจำนวนมาก พวกที่โมโหจนหน้าแดงจัด แล้วก็รู้สึกว่าเลือดขึ้นหน้านั่นแหละ คุณกำลังฆ่าตับของตัวเองวันละนิด (ดิฉันเป็นบ่อย )

หากใครจะพูดจาว่าร้ายเราก็ต้องครวญเพลงแต่ดัดแปลงเนื้อร้องให้ฟัง....Killing me softly with your words...(ทำนองเดียวกับ Killing me softly with his song ).... อย่าฆ่าฉันด้วยคำพูดของคุณเลย ประมาณนั้น
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ปวดเข่า

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Thu Jun 04, 2009 11:57 am



ของรอบตัวที่เราคิดไม่ถึงก็ทำร้ายตับได้เหมือนกัน อุทาหรณ์สอนหญิงที่รักสวยรักงาม แต่บางทีใช่แต่หญิง แต่พวกผู้ฉิง ก็ไม่ยิ่งหย่อน บรรดาสารเคมีปรุงแต่งทั้งหลาย เครื่องสำอางทำหน้า ทาปาก เจ้าปากนี่ตัวร้าย เพราะเป็นของที่เรามีโอกาสจะกลืนกินลงไปด้วย พวกนี้ ซึมเข้าสู่กระแสเลือดไปหาตับได้โดยตรง

บางคนไม่ยอมแก่ บางคนเบื่อสีผมสีดำของเอเชีย ดูแล้วไม่เกาหลี ไม่ญี่ปุ่นเลย ไม่ฝรั่ง คือตัวเล็ก แบบไทยแท้ ๆ งดงามดีๆ ไม่ชอบ มันเข้ากับผมดำ แต่ต้องโกรกผมเป็นสีทอง สีแทน สีน้ำตาลไหม้ บางคนเหมือนสีปักกิ่งเลย สมัยที่เขาฮิตเรื่องสีผมใหม่ๆ ที่ทำงานมีคนไปทำมาด้วย เห็นแล้วอยากจะทักจังว่า หยิบวิกผมหมาที่บ้านมาใส่หรือไง กลัวโดนเขาด่าเอา เลยต้องแอบคิดในใจ

ยาย้อมผม ยาสระผม ยานวด ดัด ยืด ที่มีสารเคมีเข้มๆ ทำลายตับได้ทุกชนิด

กินอาหารมันจัด ผงชูรสมาก ก็เช่นเดียวกัน

มาเรื่องสีผมสักนิดหน่อย เส้นผมของคนไทยในเผ่าพันธุ์เรานั้น เป็นสีดำ การย้อมเปลี่ยนสีอื่น ทำให้หัวใจไม่แข็งแรง เพราะสีดำมันช่วยกรองคลื่นความถี่ที่ทำร้ายหัวใจ ดังนั้น การขยันเปลี่ยนลุค แบบไม่ยั้งคิด จะเป็นผลเสียกับ หัวใจ และ ตับ โดยตรง

คำสอนในพระพุทธศาสนาของเรานั้น ท่านสอนสั่งมา โดยมีหลักเหตุปัจจัยอยู่ทั้งสิ้น เพียงแต่เราผู้โง่เขลา และมัวเมาหลงทางไปแทบทั้งชีวิต มองเป็นเรื่องงมงาย เรื่องที่จะต้องใช้เวลาในตอนแก่ หลังจากว่างจากงานในการศึกษา แต่หารู้ไม่ว่า หากเราทำและปฏิบัติตามคำสอน ในเวลาที่เป็นวัยทำงาน วัยเรียน เราจะได้รับผลดีที่สะสมมาแต่เกิดทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอารมณ์ ที่ส่งผลต่ออวัยวะสำคัญๆ ภายใน ดังที่กล่าวมาแล้ว

เรื่องเหตุปัจจัยก็เหมือนกัน เวลาเรามีโรค เรามักจะคิดแล้วก็แก้ตรงนั้น แต่หารู้ไม่ว่า อาการภายนอกหลายๆ อย่างมันเกิดจากข้างในตัวเราต่างหาก

อวัยวะที่มีมักมีปัญหากับคน ที่ได้ยินเสมอๆ โดยเฉพาะคนอ้วน คนที่เร่มเป็นผู้หใญ่ ก็คือ เข่า

ปวดเข่า ก็จะไปหายามาทาที่เข่าใช่ไหมคะ หายากินแก้ปวดเข่า

แต่หารู้ไม่ว่า อาการปวดเข่ามีได้สี่ด้าน

หากปวดเข่าด้านหน้า ลงไปถึงหน้าแข้ง นั่นเพราะว่า กระเพาะอาหารมีปัญหา กินอาหารไม่ตรงเวลา ไม่กินอาหารเช้า กินอาหารรสจัด วิตกกังวลบ่อยเกินเหตุ (อันนี้เราเป็น แต่ยังไม่ปวดเข่า) กระเพาะอาจจะยังทนได้ แต่คิดว่าควรเตือนให้เจ้าของสังขารรู้ มันก็ให้เข่าด้านหน้าเป็นตัวฟ้อง

ปวดเข่าด้านหลัง ขาพับ ไม่ได้เพราะเอี้ยวตัวขี่ม้าแบบเจ้าชายอังกฤษในภาพนี้หรอกนะ แต่เพราะว่ากระเพาะเหมือนกัน แต่เป็นกระเพาะปัสสาวะ กลั้นปัสสาวะบ่อย ก็อาจเป็นเพราะต้องขี่ม้านานก็ได้นะ แต่เป็นทางอ้อม (ล้อเล่น) ส่วนใครที่มีปัญหาเรื่องกระเพาะปัสสาวะ ให้สังวรณ์ว่ามันอาจรับคำร้องมาจาก มดลูกรังไข่ ตับฟ้องว่าเบาหวานมาแล้วนะพี่น้อง ไตก็เซ็ง เพราะทำงานหนักจริงๆ วันๆ ไม่รู้กินอะไรบ้าง คว้าได้เป็นเข้าปาก ลำไส้ใหญ่ที่ว่าอึดแล้วยังต้องโวย อะไรแบบนี้เป็นต้น

นอกจากนี้ อารมณ์อีกแล้ว การหวาดกลัวต้องอยู่คนเดียว ขาดคนดูแล กลัวความสูง ความมืด ส่งผลทั้งสิ้น แต่ตำราไม่ได้บอกว่า อาการกลัวไม่ได้เป็นนายก นั้นจะส่งผลที่อวัยวะใด
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

คนเจรจาปวดเข่า แต่ล่ามเมื่อยขา

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Thu Jun 04, 2009 1:02 pm



ส่วนอาการปวดเข่าด้านนอก ร้าวถึงสะโพก คงไม่ใช่เป็นเพราะท่านั่งแบบล่ามสองคน ที่ทำหน้าที่เป็นคนแปลสาร แปลค่ะ หวังว่าคงไม่แปลงสารด้วย ของสองผู้นำ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ปธน กอร์บาชอฟ เข้ารับตำแหน่งแทน ปธน ที่เสียชีวิตไป คอนสแตนติน เชอร์เนนโก คุยลับสุดยอด summit ที่กรุงเจนีวา เพื่อร่วมกันรับหลักการว่า โลกนี้จะต้องปลอดสงคราม ประกาศเขตปลอดสงคราม ให้โลก (แต่แล้วรีบกลับไปสะสมอาวุธเพียบ ตามหลักการ สันติภาพ จะเกิดได้ต้องภายหลังสงคราม)

ปวดเข่าด้านข้าง เพราะถุงน้ำดีมีปัญหา กินน้ำน้อยไป กินของผัดน้ำมันบ่อยมากๆ

และ ด้านสุดท้าย เข่าด้านใน มีปัญหาเพราะม้าม ปัญหาคนป่วยเบาหวาน คนอ้วน กล้ามเนื้อกำลังจะเปลี่ยนเป็นไขมัน หรือคนเริ่มอ้วน ก็ต้องรีบแก้โดยกินขมิ้นชัน ช่วยลดอาการ เปลี่ยนไขมันเป็นกล้ามเนื้อ

อาจเกิดจากตับ ที่บอกไปแล้ว เครื่องสำอาง เคมี ยาย้อมผม สารเคมีตกค้าง สารฟอกขาว สารกันบูด (ในอาหารสำเร็จรูปสารพัดอย่าง) สารดินประสิว(ใส่ให้เนื้อแดง) น้ำประสานทอง (ช่วยให้ลูกชิ้นเด้ง) หรือพวกที่ใช้ยาหน้าเด้งก็ต้องระวัง หน้าไม่เด้ง แต่ตับจะเสื่อมแทน คนขี้โมโห หงุดหงิดง่ายก็มีสิทธิเป็นด้วย กินอาหารรสจัด

จากไต เพราะเรากินอาหารรสจัดจ้าน มันเกินไป เผ็ดไป เค็มไป เปรี้ยวจี๊ดจ๊าด ฯลฯ

อะไรที่เกิดพอดี มันสร้างปัญหาได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะต่อกาย สังขาร หรือ วิถีชีวิตของเราเองด้วย
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ร่างกายก็เป็นเครื่องปั่นพลังงานอย่างหนึ่ง

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Sat Jun 13, 2009 12:25 pm



นักการเมือง ใช้เสียงประชาชนเป็นตัวปั่นไฟ สร้างแรงขับเคลื่อนบนเวทีการเมือง เมื่อถึงจุดหมายแล้วก็อาจลืมที่มาของตนเอง

หากมองค่าของเสียงสนับสนุนของประชาชนว่ามีสักเท่าไหร่ อาจต้องถามต่อว่า เอาก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง

ก่อนเลือกตั้ง มีค่ามหาศาล ประมาณมิได้ หากหลังจากนั้นมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

จะมีค่าอีกทีก็ตอนที่การเมืองมีปัญหา ขาดความมั่นคงในวิถีทางของมัน ก็คือในสภานั่นเอง ตอนนั้นต้องใช้แรงดันจากฐานรากอีกทีหนึ่ง

ในภาพนี้เป็นแฟนคลับของ คู่แข่งสำคัญที่ชิงตำแหน่ง ปธน กับ นายมามูด อมาดิเนจ๊าด ชื่ออ่านย้าก ยาก เผลออ่านผิด สะกดผิดอีกด้วย ฝ่ายตรงข้ามใช้สีเขียวเป็นสัญลักษณ์ ชื่อ มาลี มูซาวี Male Mousavi

ปธน คนก่อน อาจกำลังป่วนแล้วตับไตก็ทำงานหนัก เพราะว่า แต่ละภาพที่สื่อแพร่ออกมา ดูขมวดคิ้วตลอด หากเป็นแบบนั้น ร่างกายไม่สมดุลแน่ เมื่อขาดสมดุล ก็ต้องมีโรคตามมา

ในร่างกายเรามีแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญๆ ก็ แคลเซียม โปตัสเซียม และโซเดียม อักษรย่อทางเคมีใช้เขียนว่า Ca , K , Na แคลเซียมอยู่ในกระดูก แต่สองตัวหลังมีบทบาทอย่างมากมาย กับการเจ็บไข้ได้ป่วยของเรา โปดัสเซียม เป็นประจุบวก อยู่ภายในเซลส์ ส่วนโซเดียม เป็นประจุบวก อยู่ในของเหลว ในร่างกายของเรา

ในยามที่ร่างกายโดนจู่โจมด้วย เชื้อโรค แล้วเจ็บป่วย เป็นเพราะว่า พวกมันไปทำลายความเป็นบวกของ แร่ธาตุ แล้วเกิดประจุลบ มาแทนที่ เมื่อร่างกายขาดความเป็นกลาง กลายเป็นกรด ก็จะทำให้เจ็บป่วย นอกจากเชื้อโรคพวกนี้จะทำลายประจุบวกแล้ว ยังมีตัวการอื่นๆ ที่เราคิดไม่ถึง การเสพสารเคมีมากเกินไปโดยเราไม่ตั้งใจเช่นที่เคยกล่าวเรื่องตับ เครื่องสำอาง ยาย้อมผม ฯลฯ เพราะต้องการปรุงแต่งเปลือกภายนอกให้ดูดี บางคนบอก ก็อาชีพนั้นต้องใช้สิ่งเหล่านี้ อันนี้ก็น่าเห็นใจอยู่เหมือนกัน คงต้องเลือกใช้พวกที่ผลิตจากสารธรรมชาติให้มากหน่อย ซึ่งทุกวันนี้มีสินค้า พวกผลิตจากสารอินทรีย์ หรือ Organic อยู่มากมาย

เสื้อผ้าก็เป็นตัวทำลายประจุลบ ใครจะรู้ว่า การแต่งกายด้วยผ้าไหมจะสร้างกั้นประจุลบได้ ตรงนี้ขออนุญาตเดาว่า เป็นเพราะตัวมันสร้างไฟฟ้าสถิต กันประจุลบเข้ามาสัมผัสผิวหนัง หรือ มีความเป็นฉนวน ทำให้ประจุไม่อาจทะลุเข้ามาได้ แต่งผ้าไหม นอกจากดูงดงามแล้วยังรักษาสุขภาพได้อีก

ผมดำช่วยสะท้อนประจุลบ คนไทยมีเครื่องช่วยอยู่แล้ว แต่หากไม่อยากได้ ไปเปลี่ยนสีผม โดยที่ยังไม่ได้เป็นผมขาวสักหน่อย ก็คงจะช่วยไม่ได้ เพราะเลือกเอง

ความคิดดีก็สร้างประจุบวก ความคิดอกุศลสร้างประจุลบ

ดังนั้นการที่เราบอกว่า กรรมตามทัน เป็นเรื่องที่อธิบายได้ ไม่ใช่งมงายเลย แล้วไม่ใช่ใครที่ลงโทษคนผู้นั้น หากเขาแพ้ภัยตัวเอง

ก็ในเมื่อร้ายนัก ใครจักบังอาจแตะต้อง
ยิ่งใหญ่บนกองเงินทอง ต้องตักษัย วายด้วยมือตน
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

พลังชีวิต

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Thu Jun 25, 2009 7:11 am

เวลาที่เราตื่นเต้น ตกใจ กับ ขึ้ง เครียดกับเรื่องใดๆ ก็มักจะมีคำปลอบว่า ให้เราสูดหายใจให้เต็มปอด แล้วก็ค่อยๆ คิด จะต้องผ่านมันไปได้ ก็เห็นจะจริง การสูดหายใจให้เต็มปอด ทำให้เราได้มีเวลาในการปลดปล่อยใจจากเรื่องร้าย สักแว้บหนึ่ง สติมา สมาธิปัญญาก็ตามมาด้วย

ปอดของเรามีความจุอากาศเต็มที่ ๖ ลิตร หากคิดไม่ออกว่าแค่ไหน ก็ นึกถึงขวดน้ำดื่มขนาด ๑ ลิตร หกใบ นั่นแหละคือความจุของปอด มันไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ เวลาหมอให้เราสูดหายใจลึกๆ เป็นการวัดปริมาณอากาศที่เราจะปล่อยออกมาได้ เขาเรียกว่า Vital Capacity พลังชีวิต

ทุกครั้งที่เราสูดอากาศเข้าไป ปริมาณเข้ากับออกจะเท่ากัน แล้วเมื่อเราผ่อนลมหายใจออกมา ปอดจะว่างเปล่าหรือ คำตอบคือ ไม่ใช่ค่ะ ปอดจะมีอากาศคงเหลือไว้ คล้ายๆ กับเป็น buffer stock อยู่ตลอดเวลา ๑.๕ ลิตร เรียกว่าลมหายใจตกค้าง ดังนั้น ปริมาณอากาศหมุนเวียน จึงมี ๔.๕ ลิตรโดยเฉลี่ย แต่เด็กๆ จะมีน้อยกว่าผู้ใหญ่ ลมหายใจหมุนเวียน กับ ตกค้างจะผสมปนเปกันให้ ออกซิเจนใหม่ได้เข้าไปฟอกโลหิตที่ปอดอยู่ ได้ทั่วถึง

ดังนั้นการสูดลมหายใจลึกๆ ก็น่าจะทำให้เลือดของเราผ่านการฟอกได้อย่างมีคุณภาพขึ้น แต่ก็น่าเสียดายว่า อากาศในเมืองทุกวันนี้ ค่อนข้างจะไม่สะอาดและมีอากาศเสียอยู่มากเกินไป
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

พลังบุญ

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Thu Jun 25, 2009 7:30 am



ในรูปเป็นวัตถุดิบของ อาหารชื่อผัดโป๊ยเซียน ประกอบด้วย แครอทขูด กะหล่ำปลี ต้นหอม เห็ดหูหนูดำ (อันนี้ที่ทำงานเขาบอกว่า ไม่แนะนำให้กิน เพราะสมัยนี้ใช้สารเคมีในการผลิตมากเกินไปไม่เหมือนยุคโบราณ) อาจแทนด้วยเห็ดสด วุ้นเส้นแช่น้ำ หมู หอมหัวใหญ่ ดอกไม้จีน

ภาพและข้อมูลจากเว็บไซด์ครัวไกลบ้าน ...

เราอาจคิดว่า บุญ กรรม กุศล อกุศล ที่เกิดในใจ หรือ การกระทำของคนเรา เป็นแค่นามธรรม แต่ส่งผลในรูปธรรมไม่ได้ ไปอ่านพบว่า เราอาจเข้าใจกันผิด เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น อาจแบ่งเป็นสองลักษณะ คือ สิ่งที่มีตัวตน จับต้องได้ ก็คือวัตถุต่างๆ กับสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่มิใช่ไม่มีจริง อย่างเช่นลม เรามองไม่เห็นลม แต่ว่ายอมรับว่ามีลมจริงๆ บุญ กรรม ก็แปรสภาพเป็นพลังงานได้เช่นกัน การเกิดพลังงานจะเกิดได้ก็ต้องมีแหล่งพลังงาน ลม ความร้อน แสงแดด ฯลฯ

บุญ กรรม ก็เกิดจากคน ความคิดและการกระทำของเรา แบบที่เป็นเรื่องเล่ากันว่า โป๊ยเซียน ซึ่งเป็นพืชที่ตั้งชื่อเลียนแบบแปดเซียน ปกติมี ๔ ดอก แต่หากคนมีบุญบารมีมากๆ จำนวนดอกก็จะมากขึ้น เช่น ๘ ๑๖ หรือ ๓๒

พ.ต.ท. ชลอ อุทกภาชน์ ได้กล่าวไว้ในเรื่อง "โชคดีและลางร้ายตามหลักพุทธปรัชญา" ตอนหนึ่งว่า
"...
ผู้ที่โชคดีหรือกรรมดีกำลังส่งผลนั้น กายหัตถรังสีจะสุกใสรุ่งเรือง (กายหัตถรังสี ภาษาจีนเรียกว่า "เอี้ยงกวง") จะมีกระแส (vibration) ออกมารอบ ๆ กาย เมื่อกระแสรังสีของผู้กำลังมีโชควาสนา ออกมากระทบกับเซลล์ต้นโป๊ยเซียนหลาย ๆ ครั้งเข้า เซลล์ของต้นโป๊ยเซียนก็จะเร่งผลิตดอกและใบเป็นการใหญ่ ดอกจึงมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่าปรกติหลายเท่า ในช่อหนึ่ง ๆ หากผู้นั้นมีโชคดีเป็นระยะยาว ต้นโป๊ยเซียนก็จะออกดอกตั้งแต่แปดดอกขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าผู้นั้นมีโชคดีระยะหนึ่ง ดอกก็จะออกแปดดอกขึ้นไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ทั้งนี้เพราะต้นโป๊ยเซียนเป็นต้นไม้ที่ไวต่อการสัมผัสกระแสรังสีของกายมนุษย์มาก ไม่เหมือนต้นไม้อย่างอื่น"


จะเห็นได้ว่า การสร้างกุศลกรรมนั้น มีแต่เรื่องดีงามจริงๆ อย่างน้อยก็ทำให้เราสบายใจมากกว่าจะมุ่งแต่คิเรื่องร้ายๆ


แก้ไขล่าสุดโดย MI-6 เมื่อ Sat Jun 27, 2009 9:40 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง (Reason for editing : ลบส่วนที่ซ้ำค่ะ)
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ก่อนจะรู้เขา ต้องรู้เราก่อน

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Sat Jun 27, 2009 11:09 am

คงเคยได้ยินกันมากว่า ดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นรหัสพันธูกรรม และ ชะตาของคน ซึ่งเป็นเหมือนรหัสกรรม ของแต่ละคนนั้น เป็นสิ่งเฉพาะตัวจริงๆ คิดแล้วมหัศจรรย์มาก ที่ จะมีสิ่งไม่ซ้ำกันเลยบนโลกใบนี้ จำนวนที่ไม่ซ้ำกันก็เท่ากับจำนวนคนบนโลกใบนี้ ยังไม่รวมสัตว์ และ สิ่งอื่นอีกด้วย

ไม่ต้องอื่นไกล เรื่องใกล้ตัวที่สุดก็คือ ตัวเราเองนี่แหละ เอาเรื่องง่ายๆ แค่การไปหาหมอรักษาสิว ของคนแต่ละคน กับหมอที่คนโดยมากบอกว่า รักษาเก่งมากที่สุด หายทุกราย แต่ครั้นพอเราไปรักษาบ้าง กลับไม่หายอย่างที่เขาว่า แปลว่าหมอไม่เก่งหรือเปล่า

จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ใช่เสียทีเดียว การรักษา การวินิจฉัยโรค เกิดจากการกำหนดเป็นทฤษฎีขึ้นมา ซึ่งเป็นผลจากการทดลอง และ ก่อนหน้านั้นมันจะขั้นตอน ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ Scientific method ซึ่งเป็นหลักการขั้นพื้นฐานที่นักเรียนวิทยาศาสตร์ทุกคนจะต้องรู้จักมันเป็นอย่างดี

ในการทดลองก็ต้องใช้ตัวอย่าง คำว่าตัวอย่างก็คือ คัดเลือกสุ่มมาจากจำนวนประชากรทั้งหมด เพราะเราคงไม่อาจทดลองได้ทุกประชากร ดังนั้นผลที่ได้จึงเป็นแค่สัดส่วนที่ควรจะเป็นมากที่สุดนั่นเอง

กรณีที่เราไปหาหมอรักษาสิวแล้วไม่หาย อาจเป้นว่าเราอยู่ในส่วนที่นอกตัวอย่าง ไม่อาจหายได้ด้วยตัวยาที่เขารักษาคนส่วนใหญ่ให้หายได้ ยาไม่ถูกกับเรานั่นเอง หรือยังมีองค์ประกอบอื่นอีกเช่น โครงสร้างร่างกายของเราแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน

เหมือนกับจะบอกว่า ไม่ถูกกับจริตของเราก็ไม่ผิด

ใกล้กว่านั้น อาหารการกินนี่แหละ อย่างตัวเอง บางทีก็ดูงมงายในการอ่านข้อมูลเชิงวิชาการมากไป พออ่านข้อมูลแล้วก็ นำมาปฏิบัติทันที ซึ่งโดยมากจะเป็นเรื่องการกินอาหารตามธรรมชาติ ไม่นิยมกินอาหารเสริมทุกชนิ เพราะรู้สึกว่า มันคือสารเคมี ไม่ใช่อาหาร

ครั้งหนึ่งอ่านพบว่า ใบโหระพามีคุณสมบัติที่ช่วยรักษาร่างกายดีมาก กินวันละเจ็ดยอดทุกวันจะช่วยให้สุขภาพเป็นเยี่ยม

ก็เลยลงมือทำอาหาร มันคือ ขนมพื้นๆ ขนมผักกาดแค่นั้นเอง แล้วก็เน้นใส่ใบโหระพา มากเป็นพิเศษ ส่วนคนผัดเขาก็ดีมาก คือ ผัดแบบตามสูตร ผักจะไม่ผัดให้สุก ดังนั้นเมื่อกินเข้าไปแล้ว จะมีกลิ่นกับรสของโหระพาเข้มมากๆ

คนอื่นเขากินแล้วก็ปกติ แต่ตัวคนที่เป็นต้นตำรับคือเราเอง กินแล้วมีอาการเหมือนกับป่วยหนัก ร้อนในอย่างรุนแรง ปากมีรสเผ็ด กินอะไรก็ขมไปสองสามวัน เหมือนกับมีอาการคออักเสบ จนต้องกินยาแก้ไขเลยทีเดียว

จากนั้นก็เลยเข็ดขยาดว่า จะไม่กินเจ้าใบที่ว่านี้อีก

เนื่องจากเป็นคนที่กินอาหารจำกัด โดยไม่ได้คิดจะจำกัด มันเป็นไปเองตามวัย ก็เลยทำให้ตัวเองรู้สึกว่า
กลายเป็นคนมีคุณสมบัติอย่างหนึ่ง อาหารที่มีการแต่งเติมสารเคมีมากไป อาหารที่ใครกินแล้วจะมีปัญหา หากให้ดิฉันลองกิน จะเป็นตัวบอกได้ เพราะจะมีอาการทันทีค่ะ

การรู้มากของตัวเอง แต่บางทีไม่ระวัง แล้วก็ลืมคิดไป บางทีก็ส่งผลน่ากลัวมาก กับตัวเองยังไม่เท่าไหร่แต่บางครั้งส่งผลเสียให้ผู้อื่น เพราะเราเป็นผู้นำอาหารนั้นมอบให้แก่ผู้รับ ซึ่งท่านเองก็ไม่ได้คิดว่าเราจะนำของที่มีปัญหาไปให้ จึงต้องระมัดระวังมากขึ้นเหมือนกัน เนื่องจากของแต่ละอย่างมีที่ใช้ต่างกันไป

ทางที่ดีและรอบคอบที่สุดก็คือ เราจะต้องทบทวนคุณสมบัติของมันให้ดี ก่อนมอบ และ ควรจะเปิดประเด็นข้อสังเกตของเราให้ผู้รับท่านทราบด้วย จึงดีที่สุด เป็นการทำโดยไม่ประมาทนั่นเอง
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ