แม้นปี่เราเป่าไปให้ได้ยิน ก็สุดสิ้นโทโสที่โกรธา

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

แม้นปี่เราเป่าไปให้ได้ยิน ก็สุดสิ้นโทโสที่โกรธา

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Fri Jun 26, 2009 12:18 pm

พระฟังความพราหมณ์น้อยสนองถาม ..... จึงเล่าความจะแจ้งแถลงไข
อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป.....................ย่อมใช้ได้ดังจินดาคาบุรินทร์
ถึงมนุษย์ครุฑาเทวราช.........................จตุบาทกลางป่าพนาสินธุ์
แม้นปีเราเป่าไปให้ได้ยิน.......................ก็สุดสิ้นโทโสที่โกรธา
ให้ใจอ่อนนอนหลับลืมสติ......................อันลัทธิดนตรีดีหนักหนา
ซึ่งสงสัยไม่สิ้นในวิญญาณ์ ....................จงนิทราเถิดจะเป่าให้เจ้าฟัง

แล้วหยิบปี่ที่ท่านอาจารย์ให้ ..................เข้าพิงพฤกษาไทรดังใจหวัง
พระเป่าเปิดนิ้วเอกวิเวกดัง .................... สำเนียงวังเวงแว่วแจ้วจับใจ
ในเพลงปี่ว่าสามพี่พราหมณ์เอ๋ย ............. ยังไม่เคยชมชิดพิสมัย
ถึงร้อยรสบุปผาสุมาลัย ........................จะชื่นใจเหมือนสตรีไม่มีเลย
พระจันทรจรสว่างกลางโพยม ................ไม่เทียบโฉมนางงามเจ้าพราหมณ์เอ๋ย
แม้นได้แก้วแล้วจะค่อยประคองเคย ........ถนอมเชยชมโฉมประโลมลาน
เจ้าพราหมณ์ฟังวังเวงวะแว่วเสียง ............สำเนียงเพียงการเวกกังวาลหวาน
หวาดประหวัดสตรีฤดีดาล .....................ให้ซาบซ่านเสียวสะดับจนหลับไป
ศรีสุวรรณนั้นนั่งอยู่ข้างพี่ ......................ฟังเสียงปี่วาบวับก็หลับไหล
พระแกล้งเป่าแปลงเพลงวังเวงใจ ........... เป็นความบวงสรวงพระไทรที่เนินทรายฯ
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

กลบท

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Fri Jun 26, 2009 1:43 pm

มีการประพันธ์ในอีกประเภทที่เรียกว่ากลบท ดังเช่น.....กลบทบัวบานกลีบขยาย เป็นบทกลอนพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้จารึกไว้ในวัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม) ดังที่รู้จักกันว่าจารึกวัดโพธิ์ ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เป็นบทกลอนสั้นๆ ตามขนบของกลอนกลบท เรียกว่า กลบทบัวบานกลีบขยาย


เจ้างามพักตร์ผ่องเพียงบุหลันฉาย

เจ้างามเนตร์ประหนึ่งนัยนาทราย

เจ้างามขนงก่งละม้ายคันศรทรง

เจ้างามนาสายลดังกลขอ

เจ้างามสอเหมือนคอสุวรรณหงส์

เจ้างามกรรณกลกลีบบุษบง

เจ้างามวงวิลาสเรียบระเบียบไร

เจ้างามปรางเปล่งปลั่งเปรมปราโมทย์

เจ้างามโอษฐแย้มยวนจิตร์น่าพิสมัย

เจ้างามทนต์กลนิลช่างเจียรไน

เจ้างามเกษดำประไพเพียงภุมริน

เจ้างามปีกตัดทรงมงกุฎกระษัตริย์

เจ้างามทัดกรรณเจียกผมสมพักตร์สิ้น

เจ้างามไรไม่แข็งคดหมดมลทิน

เจ้างามประทิ่นกลิ่นเกศขจายจร

เจ้างามเบื้องปฤษฎางค์พ่างพิศวง

เจ้างามทรวงสมทรงอนงค์สมร

เจ้างามถันเทียมเทพกินร

เจ้างามกรอ่อนดังงวงเอราวัณ

เจ้างามนิ้วนะขาน่ารักหนอ

เจ้างามลออเอวบางเหมือนนางสวรรค์

เจ้างามเพลากลกัทลีพรรณ

เจ้างามบาทจรจรัลจริตงาม

เจ้างามละม่อมพร้อมพริ้งยิ่งนางมนุษย์

เจ้างามดุจลอยฟ้ามาสู่สนาม

เจ้างามอุดมสมลักขณานาม

เจ้างามยามประจงจัดกรัชกาย

เจ้างามศักดิ์สมบูรณ์ประยูรยศ

เจ้างามหมดประมวญสวาทพี่มาดหมาย

เจ้างามจริงทุกสิ่งสรรพ์ดังบรรยาย

ชื่อบัวบานกลีบขยายหมายนามเอย


เป็นการเล่นอักษร เล่นคำต่างๆ เพื่อให้ได้คำประพันธ์ที่ไพเราะขึ้น ในหลากหลายรูปแบบ เช่นบางลักษณะเป็นการอ่านคำหน้า บนลงล่างได้เป็นใจความที่กินใจ เป็นต้น
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ยากจริงๆ

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Fri Jun 26, 2009 2:25 pm

ยี่สิบหกมิถุนาพารำลึก
ลึกล่วงเลย สองร้อยปีกับยี่สิบสาม
สามแผ่นดิน แห่งกวี ผู้เรืองนาม
นามอุโฆษ ขุนอาลักษณ์ ได้พักพิง

พิงอักษร บันดาลกลอน สอนให้รู้
รู้เรียนมา จากงานครู อยู่หลายสิ่ง

เขียนยากมาก พยายามเขียนกลบท แต่ยังไม่สำเร็จเลย

สรุปว่ายังเขียนมิจบค่ะ
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ไหว้ครู

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Fri Jun 26, 2009 3:53 pm

ยี่สิบหกมิถุนาพารำลึก
ลึกล่วงเลย สองร้อยปีกับยี่สิบสาม
สามแผ่นดิน แห่งกวี ผู้เรืองนาม
นามอุโฆษ ขุนอาลักษณ์ ได้พักพิง

พิงอักษร บันดาลกลอน สอนให้รู้
รู้เรียนมา จากงานครู อยู่หลายสิ่ง
สิ่งเฉพาะ ที่สรรค์สร้าง อย่างเพราะพริ้ง
พริ้งไพเราะ เพาะความหมาย ในบทกลอน

ยากที่สุด แถมเขียนแล้ว ไม่ได้ความหมายเท่าไรเลย

แต่ในเมื่อเป็นวันสุนทรภู่ จึงต้องพยายามเขียนงานเป็นการไหว้ครูกลอนด้วย

กราบน้อมรำลึกค่ะ
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

บรรเลงกลอน สะท้อนใจ

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Fri Jun 26, 2009 5:10 pm

เมื่อกุนซือ ชายสัญจร นามกร แม้ว
ฟังความแล้ว ว่าดนตรี มีคุณค่า
สะกดใจ ในมนุษย์ ทั้งครุฑา
สิ้นสติ ละปัญญา ปฏิภาณ

อาจใจอ่อน ให้เครื่องบิน ลงรันเวย์
นายเลิกเตร่ รอนแรมร้าง ห่างสถาน
แสนคิดถึง คะนึงหา พจมาน
นางเอกบ้านทรายทอง ของชาย(หน้า)กาง


แก้ไขล่าสุดโดย MI-6 เมื่อ Fri Jun 26, 2009 5:13 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง (Reason for editing : แก้คำบางคำค่ะ เพราะเดิมขาดความหมายและสะกดผิดค่ะ)
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อารมณ์กวี

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Sat Jun 27, 2009 1:21 pm

กวีมีอารมณ์ ต้องบ่มด้วยอมฤต
ละเลียดทีละนิด ลายลิขิต บังเกิดมี

ว่ากันว่า นายชิต บุรทัต เจ้าของนามปากกา “แมวคราว” และอื่นๆอีกหลายนามปากกา ผู้แต่ง สามัคคีเภทคำฉันท์ วันไหนถ้าได้ดื่มเมรัยเข้าไปได้ที่ จะว่าฉันท์เป็นกลอนสดแบบสุนทรภู่ไปเลย เล่ากันว่าในงานครั้งหนึ่ง นายชิต บุรทัต ก็ได้ยืนขึ้นแบบมึนๆ และร่ายสด วสันตดิลกฉันท์ ๑๔ ซึ่งจดกันมาดังนี้

เชิญดื่มเถอะดื่มสุรมฤตย์
ปิยมิตรสหายเรา
ทุกเมื่อและอย่าเกะกะเพราะเมา
สุขกายสบายมาน
เอ้หมึงบรั่นและวิสกี้
รสดีอร่อยหวาน
ดื่มเพื่อบำรุงมนสราญ
ขณะเหงาและเศร้าใจ
พอเหล้าสิล่วงอุทรหมด
ละก็ปลดเทวษไกล
แสนสุขประดุจพิสมัย
นฤมลก็กลกัน
เชิญดื่มเถอะดื่มปิยสหาย
ผิวะตายก็ช่างมัน
ดื่มให้สนุกสุขนิรันดร์
นิรโศกวิโยคเทอญ

ฉันท์ เป็นลักษณะคำประพันธ์ที่ยากมาก และ ต้องเป็นผู้รู้คำในภาษาระดับเทพทีเดียว

บรรดาบรรพชิต ท่านน่าจะเขียนได้ดีกว่าฆราวาส เนื่องจากท่านเข้าใจบาลี และสันสกฤต
ได้ดีกว่า คนธรรมดา

พยายามจะเขียนฉันท์ อยู่หลายเวลา แต่ก็ยังแค่พยายามอยู่นั่นเองค่ะ
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ที่มาของเหล้า

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Wed Jul 01, 2009 5:29 pm

เหล้าอาจไม่ได้ช่วยให้เขียนกวีได้ดี แต่เหล้าช่วยให้คนดื่มอารมณ์ดี มีสายตาที่ต่างไปจากตอนมีสติครบค่ะ ที่พอจะเข้าใจเพราะ ในเวลาที่จะเขียน กลอน ถ้าทำแบบตั้งใจ จะต้องได้อย่างนั้นอย่างนี้ มันจะคิดไม่ออก และได้งานออกมาไม่ดี (อาจมีคนถามว่า แล้วเคยเขียนงานได้ดีหรือ จริงด้วยค่ะ ) แต่ถ้าว่างๆ แล้วอารมณ์ดี ก็จะเขียนได้ดีกว่า เร็วกว่า

เพราะว่า หลี่ไป๋ กวีสมัยถัง ร่ำสุราเป็นอาจินต์ แล้วก็ต้องตายเพราะเหล้า คือหลงเงาจันทร์ ตกน้ำจะไปคว้าจันทร์ในน้ำ (หวังว่าไม่โดนมือที่สามผลักนะ) ก่อนตายก็อหังการ์เป็นที่สุด ให้หยางกุ้ยเฟย สนมสุดรักของ ถังสวนจง ถือแท่นฝนหมึกให้เขียนกวี แล้วให้ขันทีใหญ่ใส่รองเท้าให้ ที่กล้าปานนั้นอาจร่ำสุราเข้าไปเต็มขนาด ขาดความยับยั้งชั่งใจ ลืมตนชั่วขณะ ไม่คิดผลกระทบที่จะตามมา

ในขณะที่เขาว่าตู้ฝู่ ดื่มน้อยกว่ามาก แค่พอครึ้มๆ กลับมีงานกวีที่ดีกว่า

ดังนั้นจะเขียนดีไหม อยู่ที่สภาพแวดล้อมทางอารมณ์ ถ้าสบายใจก็เขียนได้ดี หากคนไม่ดื่มก็ทำได้โดยไม่ต้องใช้เหล้า เป็นต้น

ประวัติของเหล้า เท่าที่ไปค้นหามา มีฉบับหนึ่งเป็น ตำนานการเกิดเหล้าของล้านช้างและล้านนา เกิดขึ้นเพราะอิทธิพลของพุทธศาสนา ที่พยายามดึงให้เหล้าเป็นศีลข้อที่ ๕ ซึ่งนิทานที่เขียนขึ้นนี้บันทึกไว้ในเอกสารใบลานเรื่อง “มูลละเหล้า” ดังที่ พรรณเพ็ญ เครือไทย เป็นผู้สรุปใจความไว้ในสารานุกรมไทยภาคเหนือ โดยอาศัยใบลานของวัดบ้านโป่ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ดังนี้

สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร พระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดนางวิสาขา โดยกล่าวถึงความเป็นมาของเหล้าว่า ในเมืองพาราณสี มีพรานป่าผู้หนึ่งชื่อสลา ได้เข้าไปหาผลไม้ในป่าหิมพานต์ และพบต้นไม้ซึ่งภายในกลวงมีน้ำขังอยู่ในโพรง เมื่อผลไม้ต่างๆหล่นตกลงไปก็แช่อยู่ในนั้น ครั้นนกและสัตว์มากินก็เมามายไม่ได้สติ นายพรานจึงตักน้ำนั้นมากิน พร้อมกับนำเอาสัตว์ที่สลบอยู่มาย่างกินด้วย ต่อมาพรานป่าได้ไปพบฤษีชื่อวรุณณะ ซึ่งสร้างอาศรมอยู่ในป่าแห่งนั้น จึงนำน้ำเมาและเนื้อย่างไปถวาย ฤษีกินแล้วก็เมามายจนเลิกบำเพ็ญพรตในที่สุด และเรียกน้ำเมานี้ว่าสุราเมรัย

ต่อมาพรานป่ากับฤษีได้นำน้ำเมานี้ไปเผยแพร่ในเมืองพาราณสี พระเจ้าพรหมทัตได้ลิ้มรสก็ติดใจ รวมทั้งชาวเมืองทั้งหลายซึ่งเรียกน้ำชนิดนี้ว่าเหล้า แต่ชาวเมืองเมื่อกินแล้วก็ขาดสติยั้งคิด ทำให้เกิดเรื่องร้ายต่างๆตามมา นายพรานสลากับฤษีวรุณณะกลัวความผิดจึงหนีไปยังเมืองสาเกต พระยาเจ้าเมืองทราบข่าวจึงขอให้คนทั้งสองต้มเหล้าขาย ชาวเมืองได้กินแล้วก็เมามาย สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว ทั้งสองคนจึงพากันหนีไปยังเมืองสาวัตถี พระเจ้าสัพพมิตต์ผู้เป็นกษัตริย์จึงโปรดให้เข้าเฝ้า และสั่งให้หมักเหล้า ๕๐๐ ไห ทั้งสองเกรงว่าหนูจะมากินเหล้า จึงจับเอาแมวมัดติดไหเหล้าตัวละไห บังเอิญน้ำเหล้ารั่ว เมื่อแมวได้กินแล้วก็เมาสลบอยู่ คนรับใช้มาพบเข้าคิดว่าแมวตาย จึงกลับไปกราบทูลให้พระยาเจ้าเมืองทรงทราบว่าในไหเหล้านั้นมียาพิษ พระเจ้าสัพพมิตต์จึงสั่งประหารชีวิตพรานป่าสลาและฤษีวรุณณะ

ครั้นเมื่อแมวฟื้นจากอาการหายเมาแล้ว คนรับใช้มาพบเข้าจึงไปกราบทูลให้พระยาเจ้าเมืองทรงทราบพระเจ้าสัพพมิตต์สงสัยในรสชาติของเหล้า จึงลองกินดูพร้อมกับเสนาอำมาตย์ ในขณะนั้นพระโพธิสัตว์ซึ่งเสวยชาติเป็นพระอินทร์ เล็งเห็นมนุษย์กระทำการอันเป็นบาป จึงแปลงเป็นพราหมณ์มาปรากฏกายต่อหน้า พระเจ้าสัพพมิตต์ได้เห็นรัศมีแผ่ออกมาจากร่างกาย ก็ถามพราหมณ์ว่าเป็นพระอินทร์จริงๆหรือ พระอินทร์จึงกล่าวโทษของเหล้าว่า ถ้ากินอยู่ในเมืองมนุษย์ก็ทำให้คนขาดสติ สามารถกระทำความชั่วต่างๆได้ง่าย หากกินในเมืองสวรรค์ก็ทำให้เกิดความเดือดร้อนได้เช่นเดียวกัน

หลังจากได้รับคำชี้แจงสั่งสอนจากพระอินทร์แล้ว พระเจ้าสัพพมิตต์จึงสั่งให้ทำลายเหล้าทั้ง ๕๐๐ ไหนั้น และเลิกกินเหล้าหันมาถือศีลบำเพ็ญทาน เมื่อตายไปแล้วก็ได้ไปเกิดบนสวรรค์ ส่วนคนทั้งหลายยังเกิดความเสียดาย จึงเก็บเชื้อเหล้าไว้ ทำให้มีเหล้าแพร่หลายสืบมา ตราบจนกระทั่งปัจจุบัน


ส่วน ภาษีสรรพสามิต ที่เก็บเหล้า จะได้จากชื่อ พระเจ้าสัพพมิตต์ หรือเปล่า ไม่ยืนยัน
(แต่มีเค้า) ภาษีนี้ทำให้คนรวยมหาศาลเลย รวยทั้งที่แจ้ง และ ที่ลับเสียด้วย

ภาษี = เงินของแผ่นดิน นะ ทำอะไรกันก็ยั้งคิดกันบ้าง
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ