Echelon- The Most Secret Spy System

หน้า 4 จาก 4 Previous  1, 2, 3, 4

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: Echelon- The Most Secret Spy System

ตั้งหัวข้อ  narong1 on Sat Jul 18, 2009 12:08 pm


narong1

จำนวนข้อความ : 77
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Echelon- The Most Secret Spy System

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Wed Feb 03, 2010 12:39 pm

http://www.thairath.co.th/content/pol/62716

สื่อนอกวิเคราะห์ ไทยคมไม่รุ่ง เทมาเส็กจ่อทิ้ง



สื่อนอกวิเคราะห์ เทมาเส็ก จ่อทิ้งไทยคม ท่ามกลางการจับตาคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7 หมื่นล้านบาท
ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใน วันที่ 26 ก.พ. นี้...

เว็บไซต์ เอเชีย ไทม์​ ออกบทวิเคราะห์ ถึงสถานการณ์การถือครองหุ้นชินคอร์ป ของ เทมาเส็กโฮลดิ้งส์
ว่า เมื่อครั้งที่ บริษัทเทมาเส็กโฮลดิ้งส์ กองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ซื้อชินคอร์ป
บริษัทกึ่งเอกชนกึ่งรัฐ จาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยและผู้ก่อตั้งบริษัท
ในปี 2006 ด้วยเงิน 73 ล้านบาทนั้น ได้มีเสียงโจมตีจากทุกสารทิศเพียงไม่กี่เดือนก่อนที่รัฐบาล
ทักษิณ จะถูกปฏิวัติ

ปัจจุบันบริษัท ชินแซทเทลไลท์ ได้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากศาลในการพิจารณา
คดียึดทรัพย์สินมูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาทของอดีตนายกรัฐมนตรี โดยข้อกล่าวหามีทั้ง
เรื่องที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ อนุญาตให้ ชินแซทเทลไลท์ มีสิทธิพิเศษในการยกเลิกภาษี
เป็นเวลา 8 ปี สำหรับการดำเนินการในต่างประเทศ ซึ่งอัยการพิจารณาว่าส่งผลให้รัฐเสียรายได้
เป็นมูลค่าสูงถึง 1.6 พันล้านบาท สำหรับการพิจารณาคดีนี้จะมีขึ้นในวันที่ 26 กุมพาพันธ์ปีนี้

การลงทุนของเทมาเส็กกับชินคอร์ปได้ทำกำไรมาอย่างต่อเนื่อง และสืบเนื่องจากการ
ให้บริการ 3G ในประเทศไทย ยิ่งเป็นการรับประกันการเติบโตของธุรกิจมากยิ่งขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตามมีสื่อไทยรายงานว่า เทมาเส็ก อาจจะพยายามเทขายหุ้น 41% ของชินแซทเทลไลท์
ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นไทยคม เพื่อลดภาพลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับ ทักษิณ ในอดีต
โดยนักวิเคราะห์์การตลาดคาดว่า บริษัทสามารถอาจจะสนใจในการซื้อหุ้น

เนื่องจากไทยคม ขาดผลกำไรจากผลประกอบการมาหลายปีแล้ว และทิศทางในอนาคต
ก็ยังคงดูมืดมัวไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่
จากรายงานของธอมสัน รอยเตอร์ส การขายพันธบัตรมูลนิธิไทยคมมูลค่า 7 พันล้านบาท
ในเดือนพฤศจิกายน จะสามารถช่วยให้บริษัทชำระหนี้และจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นได้
ภายในปีนี้ซึ่งจะเป็นการชำระครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2004 และแม้ว่าจะยังไม่มีรายงาน
อย่างเป็นทางการออกมา แต่นัักวิเคราะห์เชื่อว่าไทยคมขาดทุนสุทธิอยู่ราว
349 ล้านบาทในปี 2009

ผู้บริหารของไทยคมยังคงเชื่อมั่นในปี 2010 แม้ว่าดาวเทียมเก่าของบริษัท ทั้ง "ไทยคม1"
และ "ไทยคม2" กำลังจะหมดอายุการใช้งานแล้ว และไม่ทราบว่าทางบริษัทมีแผนรับรอง
กับปัญหานี้ไว้รึเปล่า ในขณะที่ยอดขายสัญญาณถ่ายทอดทั่วเอเชีย จากดาวเทียม iPStar
ยังคงยักแย่ยักยัน โดยมีผู้เช่าสัญญาณแค่ 10-15% เท่านั้น

Euroconsult บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจการสื่อสารโทรคมนาคม วิเคราะห์ว่ารายได้ของไทยคม
ในปี 2009 ค่อนข้างซบเซาหรือไม่ก็ลดลงเล็กน้อย เนื่องมาจาก "ไทยคม1" และ "ไทยคม2"
กำลังจะหมดอายุใช้งาน และบริษัทจะไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ทั้งหมด
แม้ว่าเมื่อปีที่แล้วไทยคมได้เสนอการส่งดาวเทียมดวงใหม่แก่บอร์ดบริหารและผู้ถือหุ้น
แต่โครงการได้ถูกปฏิเสธ ทำให้ไทยคมจำเป็นต้องใช้ดาวเทียมที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
พร้อมทั้งมองหาทางเลือกใหม่ๆไปด้วย

โดยทางบริษัทพยายามหว่านล้อมรัฐบาลเพื่อให้ได้สัมปทานการสั่งซื้อดาวเทียมใหม่ มิเช่นนั้น
ทางไทยคมต้องเช่าดาวเทียมอื่นเป็นเวลา 3-4 ปี และในขณะที่ศาลมุ่งความสนใจไปที่
การพิจารณาคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ การเจรจากับรัฐบาลของ ไทยคม มีแนวโน้มว่า
จะไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่บริษัทต้องการ

ขณะที่ ปีเตอร์ อีแวนส์ นักวิเคราะห์ธุรกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จาก BuddeComm
บริษัทในออสเตรเลีย มองว่า ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายคาดว่าการเทคโอเวอร์กิจการจากทางสิงคโปร์
จะช่วยให้ บริษัทของไทยมีภาพลักษณ์ที่ดูเป็นสากลและเป็นที่ยอมรับในระดับโลกมากขึ้น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไทยคม ยังคงเป็นบริษัทที่มีความเป็นไทยอยู่เยอะมาก โดยที่
เทมาเส็กไม่ได้ช่วยพัฒนาในด้านนี้แต่อย่างใด

นับตั้งแต่การ ปฏิวัติในปี 2006 การพิจารณาทางการเมืองเกี่ยวกับ ไทยคม เป็นที่จับตามอง
เป็นอย่างมากเนื่องจากสิทธิในการยกเลิกภาษี เป็นข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นล่าสุดของ
อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย และมีการคาดการณ์ว่าคดีที่ศาลจะยกมาพิจารณาต่อเนื่อง
จะเป็นเรื่องการที่ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยในการดูแลของรัฐบาล
อนุญาตให้ รัฐบาลพม่ากู้เงินไปซื้อบริการของ ชินแซทเทลไลท์ ได้

อีแวนส์ ยังวิเคราะห์อีกว่า ความซับซ้อนที่จะเกิดขึ้นต่อไปสำหรับ ไทยคม จะเกี่ยวข้องกับ
ธุรกิจโทรศัพท์มือถือและการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมในกัมพูชา ที่ทำให้ความขัดแย้ง
ระหว่างไทยและกัมพูชาคุกรุ่นขึ้นมา อีกทั้งยังส่งผลต่อธุรกิจของไทยในกัมพูชา
ซึ่งรวมไปถึงบริษัทลูกของ ไทยคม อย่าง Cambodia Shinawatra Co ที่ยังคงใช้ชื่อของ
ทักษิณ แม้ว่าจะเป็นของเทมาเส็กแล้วก็ตาม
อย่างไรก็ตามยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า
การที่รัฐบาลกัมพูชาแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาจะช่วยลดปัญหาเหล่านี้หรือไม่

ความทะเยอทะยานที่ไม่เป็นจริง

สิ่งที่ส่งผลมากที่สุดคือการที่ iPStar ของ ไทยคม ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายธุรกิจได้
ผู้บริหารของบริษัทเคยกล่าวก่อนที่จะเปิดตัวว่า นี่จะเป็นการปฏิวัติธุรกิจการส่งสัญญาณ
ผ่านดาวเทียมในภูมิภาค ด้วยการให้บริการเทคโนโลยีการส่งข้อมูลความเร็วสูงราคาถูก
แก่ผู้บริโภคระดับรากหญ้าในเขตชนบท

ดํารงค์ เกษมเศรษฐ์ อดีตประธานของบริษัทเคยบอกว่า "ชินแซทเทลไลท์ อยู่ในตำแหน่ง
ที่พิเศษและเป็นผู้นำของโลกในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีการส่ง ข้อมูลความเร็วสูงผ่านดาวเทียม"

แต่ว่าแท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็นแบบนั้น ก่อนหน้านี้ทางบริษัทประเมินเป้าหมายว่า
ต้องการยอดผู้สมัครราว 250,000 คน หรือไม่ก็ ขายส่วนแบ่ง 15% จาก 45 กิกะบิต
ของ iPStar ให้ได้ เพื่อไม่ให้บริษัทขาดทุน แต่จากตัวเลขของ Euroconsult ผู้สมัคร iPStar
ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีที่แล้วอยู่ที่ 184,000 คน
โดยส่วนใหญ่อยู่ใน ออสเตรเลีย,นิวซีแลนด์และไทย

ในปีที่ผ่านมารายได้ของ iPStar เป็นครึ่งหนึ่งของรายได้จากการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมของไทยคม
อย่างไรก็ตามธุรกิจของ iPStar ไม่ได้ก่อให้เกิดกำไร ซ้ำยังขาดทุนในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2009
เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อกับประตูสัญญาณ(gateway) ที่มีต้นทุนสูง รวมถึงค่าใช้จ่าย
สำหรับผู้ใช้เครื่องปลายทาง ทำให้อีแวนส์มองว่า ขณะที่ผู้บริหารของ ไทยคม ออกมาชมเชย
ความก้าวหน้าของการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมนั้น พวกเขาได้พิจารณาถึงการประสบความสำเร็จ
ในวงกว้างและการยอมรับ iPStar ในตลาดบ้างหรือเปล่า

แม้ว่า ไทยคม ประสบความสำเร็จในการขายบริการให้กับตลาดของประเทศพัฒนาแล้ว เช่น
ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ แต่กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของ iPStar คือจีนและอินเดีย
ซึ่งเติบโตช้ากว่าที่เคยคาดการณ์เอาไว้มาก

Euroconsult ชี้้ว่าการเจาะตลาดใหญ่ใน 2 ประเทศนี้ ถูกทำให้ล่าช้าโดยกฎระเบียบข้อบังคับที่ซับซ้อน
แม้ว่าอุปสรรคนี้จะแก้ไขได้ในไม่ช้า แต่การยอมรับของตลาดที่มีต่อ iPStar ในจีนยังคงมีน้อยมาก
เพราะโครงสร้างพื้นฐานของการสื่อสารโทรคมนาคมของจีนได้พัฒนาขึ้นมามากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

อีแวนส์บอกว่า รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสในปี 2009 พยายามชี้ให้เห็นถึงการขยายตลาด
และการเงินที่เป็นไปในทางบวก เช่น รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากบริการ iPStar อย่างไรก็ตาม
ยังไม่มีอะไรที่ชี้ชัดว่าบริษัทอยู่ในทิศทางของการสร้างกำไรจากธุรกิจ

บรรดานักวิเคราะห์บอกว่าความพยายามที่เห็นได้ชัดเจนของเทมาเส็กในการขายหุ้นไทยคมนั้น
ไม่ใช่สัญญาณชี้ว่าทางสิงคโปร์ไม่พอใจตลาดในภูมิภาค ตรงกันข้ามสิงคโปร์ได้ติดตาม ความเคลื่อนไหว
ของ 2 ยักษ์ใหญ่อย่างจีนและญี่ปุ่นมาตลอด โดยนอกเหนือจากการเป็นเจ้าของไทยคมแล้ว
SingTel ยังเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเทมาเส็ก และประสบความสำเร็จ
จากดาวเทียม Optus ในออสเตรเลีย รวมถึงการร่วมมือกับ Chunghwa Telecom ในไต้หวันอีกด้วย


นอกจากนี้ SingTel ยังพัฒนาธุรกิจร่วมกับ Asia Broadcast Satellite (ABS) ในเบอร์มิวดา
ซึ่งให้บริการการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมใน เอเชีย, แอฟริกาและตะวันออกกลาง โดยเมื่อปีที่แล้ว
SingTel จ่ายเงิน 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นค่าเช่าสัญญาณของ ABS-2

แพทริก เฟรนช์ นักวิเคราะห์จาก NSR บริษัทในสิงคโปร์ บอกว่าแม้ว่า iPStar จะมีพัฒนาที่คงตัว
แต่ยังคงไม่สามารถบอกได้ว่าบริษัทประสบความสำเร็จ

"ปี 2010 จะเป็นปีที่สำคัญมากสำหรับ iPStar และมีความเป็นไปได้ที่จะชี้ว่าบริษัทสามารถเดินหน้า
ทำธุรกิจในอินเดียได้แบบเต็มตัวหรือไม่ กฎระเบียบข้อบังคับได้ถูกแก้ไขไปหมดแล้ว
อย่างน้อยที่สุดการให้บริการควรจะเริ่มต้นได้ในไม่ช้า"

โรเจอร์ รุชช์ ประธานของ TelAstra บริษัทในแคลิฟอร์เนียที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจ
การส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม มองว่า iPStar มีความทะเยอทะยานในการทำธุรกิจเสมอมา
แต่ประสบปัญหาในการหาต้นแบบธุรกิจที่ถูกต้อง ขณะที่กลุ่มเป้าหมายคือเขตชนบทในภูมิภาคเอเชีย
ซึ่งยังมีรายได้โดยรวมต่ำอยู่

เมื่อรวมกับสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก รุชช์ เชื่อว่าสถานการณ์ทางการเงินของ ไทยคม
ยังอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า ผู้ให้บริการสัญญานวิทยุทั่วโลกอย่าง WorldSpace และ Protostar
ที่ได้ประกาศล้มละลายไปแล้ว แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น รุชช์ ยังมองว่า iPStar จะประสบกับปัญหา
ไปอีกระยะหนึ่งสำหรับการทำให้ธุรกิจนี้กลับมามีกำไร




  • โดย ไทยรัฐ ออนไลน์
  • 3 กุมภาพันธ์ 2553, 07:10 น.
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Echelon- The Most Secret Spy System

ตั้งหัวข้อ  Unknown on Mon Feb 08, 2010 12:03 pm

http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000017751

มะกันแทคทีมสู้ภัยไซเบอร์

8 กุมภาพันธ์ 2553 09:24 น.




หน่วยงานเอกชนและรัฐบาลอเมริกันควงแขนเตรียมความพร้อมสู้ภัยไซเบอร์อย่างสมานสามัคคี
กูเกิล (Google) ผนึกกำลังอินเทล (Intel) ให้ความร่วมมือหน่วยข่าวกรองรัฐบาล
หวังตั้งคอกป้องกันนักเจาะระบบตัวร้ายในอนาคต

รับกับที่ส.ส.อเมริกันพร้อมใจผ่านร่างกฏหมายให้งบพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีเพื่อรักษา
ความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์อย่างทันใจแสดงถึงความตื่นตัวต่อภัยบนโลกอินเทอร์เน็ต
ในฐานะปัญหาใหญ่ของรัฐบาลและผู้ประกอบการ ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามสู่ประชาชน


กูเกิล อินเทล และหน่วยข่าวกรองต่างประเทศของสหรัฐฯหรือสภาความมั่งคงแห่งชาติสหรัฐอเมริกา
(US National Security Agency : NSA) นั้นไม่ได้ออกมาประกาศรายละเอียดความร่วมมืออย่างเป็นทางการ
แต่ความร่วมมือนี้ถูกเปิดเผยเมื่อองค์กรการกุศลเพื่อรักษาสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลบนโลกออนไลน์
หรือ Electronic Privacy Information Center (EPIC) ออกมาเรียกร้องให้ NSA เปิดเผยรายละเอียด
ความร่วมมือกับกูเกิลเพื่อให้สาธารณชนทราบว่ายักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ตและหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯมี
เงื่อนไขดำเนินการระหว่างกันอย่างไร

แม้เรื่องจะแดงขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครออกมาให้รายละเอียดความร่วมมือครั้งนี้ โดยนักสังเกตการณ์เชื่อว่า
ภาคเอกชนและรัฐบาลของสหรัฐฯ จะแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเพื่อหาทางสืบสวนและค้นหาเบาะแสเพื่อเอาผิด
กรณีระบบไอทีของบริษัทสัญชาติอเมริกันถูกเจาะระบบไปเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
เชื่อว่าจะเป็นบันไดไปสู่การป้องกันภัยโจมตีระบบขั้นอื่นๆ ในอนาคต

ข่าวเรื่องกูเกิลร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับการพร้อมใจกันลงมติผ่านกฏหมาย
เรื่องการตั้งกองทุนเพื่อวิจัยและฝึกสอนความรู้ด้านการป้องกันระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และ
อินเทอร์เน็ตของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา มติเห็นด้วย 422 ต่อ 5เสียง ไฟเขียวให้งบประมาณ
เพื่อเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ให้กับทั้ง ภาครัฐ เอกชน และประชาชน

ที่ผ่านมา เว็บไซต์ของรัฐบาลสหรัฐฯกว่า 49 แห่งถูกพบร่องรอยการเจาะระบบโดยแฮกเกอร์ต่างชาติ
สิ่งเหล่านี้ทำให้สภาผู้แทนฯสหรัฐมองว่าการวิจัยด้านความปลอดภัยเหล่านี้ไม่ควรกระจุกตัวอยู่เฉพาะ
ในภาคการศึกษาหรือภาคธุรกิจรายใดรายหนึ่ง แต่ควรจะเกิดขึ้นบนความร่วมมือระหว่างทุกฝ่ายในชาติ
จึงต้องการจัดสรรกองทุนเพื่อปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัย ทั้งของหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน
และสาธารณชน ด้วยการให้ความรู้ การวิจัย และการพัฒนาระบบ
โดยงบประมาณในการพิจารณาครั้งนี้
มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 400 ล้านสหรัฐ

ญัตตินี้ถือเป็นญัตติเรื่องความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์เรื่องแรกที่สามารถผ่านการพิจารณาในช่วง 1 ปี
ที่บารัค โอบามาก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาว นอกจากการจัดสรรทุน ส.ส.อเมริกันยังต้องการให้มีการจัดตั้ง
หน่วยงานหัวกะทิเรื่องความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ เพื่อให้มีการรายงานความคืบหน้าภัยออนไลน์
แก่ประธานาธิบดีสหรัฐฯโดยตรง

ความตื่นตัวเรื่องภัยไซเบอร์นี้เกิดขึ้นหลังจากบริษัทไอทีสหรัฐหลายสิบแห่งใน"ซิลิกอนวัลเลย์"
เขตอุตสาหกรรมไอทีของสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่าถูกแฮกเกอร์ต่างชาติเจาะระบบและ
ขโมยข้อมูลลับของบริษัทไป ตั้งแต่ปลายปี 2009 หนึ่งในนั้นคือกูเกิลที่ออกมาให้รายละเอียดว่า
พบการเจาะระบบจีเมลที่อนุมานได้ว่าเป็นความพยายามในการปราบปราม
กลุ่มนักเคลื่อนไหวอิสระในประเทศจีนของรัฐบาลมังกร
จนทำให้เกิดความขัดแย้งและการเจรจาอื่นๆตามมา แน่นอนว่า
การเจาะระบบครั้งนั้นยังไม่สามารถตามดมมือใครได้และนี่คือบทเรียนราคาแพงที่ทุกฝ่าย
ในแดนอินทรีย์ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก

Company Related Links :
Google
avatar
Unknown

จำนวนข้อความ : 517
Registration date : 09/09/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

หน้า 4 จาก 4 Previous  1, 2, 3, 4

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ