คำถามที่ตอบไม่ได้

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

คำถามที่ตอบไม่ได้

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Sat Oct 03, 2009 11:16 am

การเมืองเป็นเรื่องสารพัดศาสตร์ แต่ที่ชัดเจนที่สุดคือไม่ใช่เรื่องเพื่อประเทศชาติแต่ประการใด

การกลับมาของนักการเมืองรุ่นเก่า พร้อมกับ วอลเปเปอร์ที่มาเป็นแผง ทำให้นักวิเคราะห์พากันตีความไปต่างๆ นาๆ

ประการแรก บิ๊กจิ๋ว กลับมาเพื่อเป็นนัยว่า จะปกป้องตัวเองจากเรื่อง คำสั่ง ๗ ตุลาคม ซึ่งอุตส่าห์ ลงวันที่ในจดหมายลาออก เป็น ๗ กันยายนแล้วเชียว ก็ยังไม่มีใครนำพา

ประการต่อมาก็คือ เป็นผลข้างเคียงจากการเทียวไล้เทียวขื่อ ดูไบหลายครั้ง เขาก็เลยบอกว่ากันว่า อาการเปิดตัวประธานพรรคเพื่อไถ เอ๊ย เพื่อไทย ด้วยเนคไทสีแดง เป็นการแสดงปฏิญญาดูไบ ว่า จะมาทำงานเพื่อปลดล็อคให้หน้าเหลี่ยมกลับมาเอี้ยมเฟี้ยมได้ แจ้งเกิดรอบสองในปี ๕๓ ซึ่งหมอดูหลายสำนักต่างปักธง กันว่า จะเป็นปีที่ เหลี่ยมผงาดฟ้า อีกวาระหนึ่ง
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: คำถามที่ตอบไม่ได้

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Sat Oct 03, 2009 4:15 pm

ประการอื่นจะมีหรือไม่ ? คงจะบอกไม่ได้ แต่ที่รู้ก็คือ หนีไม่พ้นผลประโยชน์ กับเรื่องส่วนตัวกันทั้งนั้น

การเป็นข้าราชการ ชื่อบอกตรงตัวว่า คือข้าฯ ผู้ทำงานสนองพระบรมราชโองการพระราชา ซึ่งเป็นคำที่มาแต่โบราณ สมัยที่ยังเป็น ระบอบกษัตริย์อยู่ การแห่งพระราชา ก็คือ การของแผ่นดิน นั่นเอง

ครั้นเมื่อมีการเปลี่ยนชื่อ ข้าราชการ เป็น เจ้าพนักงานของรัฐ ก็กลายเป็น ควรจะเป็นการทำงานสนองรับใช้ชาติ แต่คนอาจเข้าใจผิดว่า รัฐย่อมาจากรัฐบาล ซึ่งเป็นคณะบุคคลที่รวมตัวกันเพื่อการใดการหนึ่ง เป็นหมู่คณะนั่นเอง มิใช่ รัฐ ที่หมายถึงประเทศไทย

ในยามที่ยังอยู่บนอำนาจวาสนา หมายถึงระดับสูง จะมีข้าราชการสักกี่คนที่ไม่มีนอกมีใน ไม่ได้บอกว่าไม่มี เพียงแต่ไม่แน่ใจเท่านั้น แม้จะมีความหวังว่า คนดีในแผ่นดิน ที่เคยมีมาในอดีต ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปริมาณอาจลดน้อยลง โอกาสที่จะทำงานเพื่อชาติ มีน้อยไปกว่า คนที่มีเส้นสาย มีพรรคพวก

ทุกครั้งที่มีความเคลื่อนไหวของบุคคลในทางการเมือง บุคคลในข่าวมักจะตอบคำให้สัมภาษณ์ อย่างเลี่ยงไปเลี่ยงมา ไม่ตรงประเด็น แต่ยังไม่เคยเห็นใครสักคนที่บอกตรงๆ ชัดๆ ว่า อย่าถามหรือวิเคราะห์ในเรื่องการทำงานใดๆ ของบุคคลเลย ว่ามีวาระซ่อนเร้นแอบแฝงหรือไม่ เพราะการเมืองควรเป็นเรื่องของการทำงานรับใช้ชาติ มิใช่เพื่อกลุ่มก๊วนใด

ในขณะที่ประเทศอื่นเขาให้ความสนใจกันในเรื่องปากท้องชาวบ้าน เศรษฐกิจของประเทศ ส่วนประเทศที่แสนจะอุดมสมบูรณ์ อยู่ในชัยภูมิที่เหมาะสม จะมีปัญหาอยู่เรื่องเดียวก็คือคน ซึ่งมีสองจำพวกใหญ่
ซึ่งเป็นตัวปัญหา พวกแรกคือ คนเห็นแก่ตัวมีมากเหลือเกิน และ พวกที่สอง คือพวกที่ไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น พวกที่สองก็เลยเป็นเหยื่อให้พวกแรกใช้เป็นเครื่องมือ
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: คำถามที่ตอบไม่ได้

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Sat Oct 03, 2009 4:21 pm

ข่าวว่าจะมีการยกทรายที่ภูเก็ต ให้สิงคโปร์ จำนวน 51 ล้านตัน เพื่อขนไปถมที่ของสิงคโปร์ ซึ่งมีปัญหากับอินโดนีเซีย ก็เลยขาดทรายไปถมที่ ดังนั้นเลยมาหาเอาใกล้ๆ ตัว เอาจากที่ที่เป็นแหล่งเงินแหล่งทอง แล้วก็พร้อมจะขายของที่เป็นของแผ่นดิน

เดี๋ยวนี้เขาไม่ขายชาติกันแล้ว หันมาขายทรายก็ไม่ผิด เพราะในรัฐธรรมนูญมิได้ระบุว่า ห้ามขายทราย ซึ่งกรณีนี้ยิ่งไม่เกี่ยว เพราะเขาว่าไม่ได้ขาย แต่ยกให้เขาขนไปทิ้งฟรีๆ กลายเป็นเราติดค้างหนี้น้ำใจเขาเสียอีก


เราจะต้องมีการสูญเสียให้ต่างชาติด้วยน้ำมือคนในชาติเดียวกับเราอีกเท่าไหร่ ทั้งที่เป็นอีแอบและ อีเปิด (คือเปิดเผย) นอมินีซื้อที่ดินแล้วให้ต่างชาติบริหารทำกำไร โดยเซ็นโอนลอยหลังโฉนดไว้ ก็อย่างหนึ่งละ แล้วที่ทำไร่ทำนาอีกล่ะ ขโมยข้าวไทยไปจดลิขสิทธิ์ อีกล่ะ ......

คำถามที่ตอบยากก็คือ เมื่อวันที่เราต้องไปเผชิญหน้ากับวิญญาณปู่ ที่จะร้องว่า ลูกหลานจัญไร เอ็งปล่อยให้ประเทศเป็นอย่างนี้ได้ยังไง ? ....แบ๊ะ...แบ๊ะ.... แปลว่าใบ้กิน

แล้วเมื่อวันที่เราต้องรอที่จะตอบคำถามลูกหลานในวันหน้าว่า ปู่ ปล่อยให้ประเทศเป็นอย่างนั้นได้ยังไงในสมัยปู่ ?..... เอ้อ.....เอ้อ......ติดอ่างขึ้นมาทันที....

สรุปว่าคนยุคเรานี่ เป็นอะไรที่หาดีได้บ้างไหมก็ไม่รู้ น่าละอายจริงๆ
avatar
MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: คำถามที่ตอบไม่ได้

ตั้งหัวข้อ  sunny on Mon Oct 19, 2009 8:29 pm


_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: คำถามที่ตอบไม่ได้

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Oct 25, 2009 11:23 am

MI-6 พิมพ์ว่า:ข่าวว่าจะมีการยกทรายที่ภูเก็ต ให้สิงคโปร์ จำนวน 51 ล้านตัน เพื่อขนไปถมที่ของสิงคโปร์ ซึ่งมีปัญหากับอินโดนีเซีย ก็เลยขาดทรายไปถมที่ ดังนั้นเลยมาหาเอาใกล้ๆ ตัว เอาจากที่ที่เป็นแหล่งเงินแหล่งทอง แล้วก็พร้อมจะขายของที่เป็นของแผ่นดิน

เดี๋ยวนี้เขาไม่ขายชาติกันแล้ว หันมาขายทรายก็ไม่ผิด เพราะในรัฐธรรมนูญมิได้ระบุว่า ห้ามขายทราย ซึ่งกรณีนี้ยิ่งไม่เกี่ยว เพราะเขาว่าไม่ได้ขาย แต่ยกให้เขาขนไปทิ้งฟรีๆ กลายเป็นเราติดค้างหนี้น้ำใจเขาเสียอีก


เราจะต้องมีการสูญเสียให้ต่างชาติด้วยน้ำมือคนในชาติเดียวกับเราอีกเท่าไหร่ ทั้งที่เป็นอีแอบและ อีเปิด (คือเปิดเผย) นอมินีซื้อที่ดินแล้วให้ต่างชาติบริหารทำกำไร โดยเซ็นโอนลอยหลังโฉนดไว้ ก็อย่างหนึ่งละ แล้วที่ทำไร่ทำนาอีกล่ะ ขโมยข้าวไทยไปจดลิขสิทธิ์ อีกล่ะ ......

คำถามที่ตอบยากก็คือ เมื่อวันที่เราต้องไปเผชิญหน้ากับวิญญาณปู่ ที่จะร้องว่า ลูกหลานจัญไร เอ็งปล่อยให้ประเทศเป็นอย่างนี้ได้ยังไง ? ....แบ๊ะ...แบ๊ะ.... แปลว่าใบ้กิน

แล้วเมื่อวันที่เราต้องรอที่จะตอบคำถามลูกหลานในวันหน้าว่า ปู่ ปล่อยให้ประเทศเป็นอย่างนั้นได้ยังไงในสมัยปู่ ?..... เอ้อ.....เอ้อ......ติดอ่างขึ้นมาทันที....

สรุปว่าคนยุคเรานี่ เป็นอะไรที่หาดีได้บ้างไหมก็ไม่รู้ น่าละอายจริงๆ

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01way04251052&sectionid=0137&day=2009-10-25
วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11551 มติชนรายวัน

เมื่อทรายไทยจะไปสิงคโปร์
โดย สมชาย เจียมธีรสกุล somchai_jeam@hotmail.com

ผมได้อ่านบทความของ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เรื่องเมื่อทรายไทยจะไปสิงคโปร์
จากมติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน ที่ได้ชี้ให้เห็นถึงเรื่องความเสียหายจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ที่จะตามมาอย่างมหาศาลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ผมเห็นด้วยกับ ดร.ธรณ์อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
แต่ยังมีอีกความเห็นหนึ่งที่จะขอนำเสนอ

อันที่จริงหลังจากข่าวของมติชน ฉบับวันพฤหัสดีที่ 17 กันยายน เรื่องที่ "เอ็นจีโอ"
ขอให้รัฐบาลตรวจสอบเรื่องการขออนุญาตขนทรายตะกั่วป่าออกนอกประเทศ
ผมรู้สึกไม่ถูกต้องขึ้นมาทันที และได้เตรียมที่จะเขียนแสดงความเห็นคัดค้านด้วยเช่นกัน
เพราะผมเห็นว่าเรื่องนี้คนไทยจะเสียรู้สิงคโปร์อีกแล้ว และเป็นการเสียรู้ระดับโลก (จากความเห็นของผม)

ต้องยอมรับว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่รู้ไส้รู้พุงประเทศไทยทุกขดอย่างลึกซึ้ง
รู้ว่าปัจจุบันจะใช้ช่องทางใดในการที่จะขโมยเอาทรัพยากรธรรมชาติของไทยไปและซ้ำยังอ้างบุญคุณ
ที่มาขุดลอกให้ฟรี จึงเริ่มใช้ช่องทางองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เนื่องจากทราบดีว่าปัจจุบันประเทศไทย
ได้มีการกระจายอำนาจไปสู่ส่วนท้องถิ่น ให้อนุมัติโครงการต่างๆ ได้
แต่ผมขอพูดความจริงเล็กน้อยในเรื่องการให้อำนาจแก่ท้องถิ่นนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ต้องให้ความรู้เข้าไปด้วย
เนื่องจากผมอยู่ในวงการก่อสร้างจึงทราบว่าการขออนุญาติก่อสร้างถ้ามีการขอผ่าน อบต. เพราะ อบต.
ไม่มีความรู้เพียงพอในเรื่องที่มีการควบคุม แต่ต้องการให้มีการก่อสร้างเพื่อได้ผลประโยชน์ ดังนั้น
การก่อสร้างโรงงานใดถ้าต้องการให้ได้ดั่งใจ ก็ต้องพยายามไปขออนุญาตในเขต อบต. ยังไงก็ได้สร้างแน่นอน

เมื่อสิงคโปร์ทราบวิธีการนี้ จึงไม่แปลกที่เริ่มจากส่วนท้องถิ่น ด้วยการเสนอความเป็นนักบุญ

อันที่จริงปัญหาน้ำท่วมที่ชาวตะกั่วป่ารู้สึกว่ารุนแรงขึ้นนั้น ก็เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม
และในฐานะที่ผมเป็นวิศวกรด้านโยธา และสิ่งแวดล้อม ก็เชื่อว่าถ้าได้มีการศึกษาและวางแผนอย่างถูกต้อง
ก็จะมีทางแก้ปัญหาได้อย่าง ยั่งยืน ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการขุดลอกทรายจำนวนมหาศาลออกไป

ในมุมมองของผมยังมีอีกด้านที่ผมคิดว่ามีค่ามากกว่าการที่จะเอาไปถมทะเล
ผมถึงบอกว่างานนี้อาจจะเป็นการต้มตุ๋น และเสียรู้ระดับโลกของประเทศไทยได้

ขอเริ่มจากประเทศไทยมีกฎหมาย เรื่องการที่ห้ามนำทรายออกนอกราชอาณาจักร
ตามข้อกำหนดของกรมทรัพยากรธรณีว่าจะต้องมีซิลิกาออกไซด์เป็นส่วนประกอบจำนวน
ไม่เกิน 75.00% ของน้ำหนัก ทางสิงคโปร์ก็คงทราบข้อกำหนดนี้อย่างแน่นอน
เพราะตามข่าวบอกว่าบริษัทได้เก็บตะกอนในพื้นที่บางส่วนไปส่งให้ห้องปฏิบัติ
การทางวิทยาศาสตร์ ของกรมทรัพยากรธรณีตรวจสอบ
ผลการตรวจสอบพบว่าตะกอนดังกล่าวมีซิลิกาออกไซด์ เป็นส่วนประกอบจำนวน
73.75% ซึ่งก็มีไม่ถึง 75.00% ลองคิดดู สิงคโปร์เป็นผู้ส่งตัวอย่างไปให้หน่วยงานวิทยาศาสตร์ไทยตรวจสอบ
แล้วผลก็ผ่านตามกฎหมาย แล้วหน่วยงานของประเทศไทยก็จะใช้ข้ออ้างแบบศรีธนญชัยว่า อนุมัติได้ตามกฎหมาย

ผมลองจินตนาการอีกด้านหนึ่งดังนี้ สิงคโปร์ได้เข้ามาแอบเก็บตัวอย่างตะกอนดังกล่าว และพบว่า
ค่าซิลิกาออกไซด์ บริเวณดังกล่าวสูงมากคุ้มค่าแก่การลงทุน อาจมากกว่า 80.00% ด้วยซ้ำ
และได้ศึกษากฎหมายไทยอย่างละเอียด และพบช่องโหว่ 75.00% ดังนั้น จึงพยายามเลือกเก็บตัวอย่าง
ในบริเวณที่มีค่าเปอร์เซ็นต์น้อยกว่า 75.00% และทั้งที่พยายามอย่างมากให้มีเปอร์เซ็นต์น้อยแล้ว ก็ยังได้ค่าถึง 73.75%
อย่างที่ผมบอก ผมเป็นวิศวกร ดังนั้น ค่าตัวเลขดังกล่าวถึงว่าไม่มีนัยยะแตกต่างทางสถิติแม้แต่น้อย
ค่าเบี่ยงเบนต่ำมาก ค่าตัวเลขบอกให้ทราบว่า มีซิลิกาออกไซด์สูงมาก ไม่ใช่แค่บอกว่าน้อยกว่ากฎหมายกำหนด
แล้วลองคิดดูสิงคโปร์ฉลาดหรือไทยโง่กันแน่

ผมได้คัดความรู้มาจาก http://gotoknow.org/blog/builchumphon/22209 ซึ่งเป็นการสรุปความสำคัญของซิลิกาดังนี้

จากพัฒนาการของคอมพิวเตอร์จนถึงกลางทศวรรษ 1960 ถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญยิ่งอันเนื่องมาจากการค้นพบ
และพัฒนาเทคโนโลยี Semi-Conductor จากพื้นฐานความรู้เรื่องตัวนำไฟฟ้า (Conductor) และฉนวน (Insulator)
นักอิเล็กทรอนิกส์นำมาต่อยอดผลิตเป็นชิ้นงานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากกมาย จนกระทั่งมีนักวิทยาศาสตร์พบว่า
แร่ธาตุบางอย่างมีคุณสมบัติทางไฟฟ้าอยู่ตรงกลางระหว่างตัวนำและฉนวน เรียกเป็นภาษาวิชาการว่า "สารกึ่งตัวนำ"
(Semi-Conductor) และแร่ธาตุประเภท Semi-Conductor
ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมากในการนำมาแปรรูป
เพื่อใช้ประโยชน์ในการนี้ก็คือ ธาตุซิลิคอน (Silicon) ซึ่งทำมาจากแร่ Silica ที่หาได้มากในเม็ดทรายด้อยค่านี้เอง
ในยุคต่อมา Silicon จึงกลายเป็นส่วนประกอบหลักของการผลิตชิ้นส่วนสำคัญทางอิเล็กทรอนิกส์
ในเขตอุสาหกรรมทางด้าน IT ของสหรัฐอเมริกาถึงกับเรียกตัวเองว่า "Silicon Valley" ทำให้หลายคนเข้าใจว่า
คงจะเต็มไปด้วยการทำเหมืองแร่ซิลิคอน แท้ที่จริงแล้วเป็นกลุ่มบริษัททางด้าน IT ทั้งสิ้น
ซิลิคอนเมื่อนำมาหลอมเหลวให้บริสุทธิ์ ผ่านแม่พิมพ์ออกมาเป็นแท่งทรงกระบอกจะเข้าสู่กระบวนการ "เฉือน"
ให้เป็นแผ่นบางๆ เรียกว่า "Chip"
ซึ่งหมายถึง แผ่นกลมๆ บางๆ ความหมายเดียวกับ แผ่นมันฝรั่งทอด (Potato Chip)
ซิลิคอนชิป ซึ่งเป็นสารกึ่งตัวนำสามารถเพิ่มคุณสมบัติให้เป็นตัวนำไฟฟ้าที่สูงขึ้นได้ โดยการเจือสารเติมแต่ง
ที่มีคุณสมบัติทางไฟฟ้า เช่น ฟอสฟอรัส ซึ่งมีประจุ - หรืออิเล็คตรอนมากกว่าซิลิคอน 1 ตัว เรียกว่า เป็นการ "เพิ่มหลัง"

ขอบคุณบทความที่ผมขอนำมาอ้างอิงครับ และขอให้ดูรูปจาก pcplus.techrada.com เรื่อง How Silicon Chips are made
จากรูปคือการ convetiong sand to silicom ของ Intel ซึ่งเป็นกระบวนการขั้นแรกสุด คือการนำทรายจำนวนมหาศาล
มาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของการผลิต "Chip" คอมพิวเตอร์
ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อเป็นผลผลิตสุดท้ายแล้ว
มูลค่ามหาศาลเพียงใด

ผมได้ลองหาราคาของ Silica จาก internet และพบว่าราคาของ SILICA, 5-15u, 60A, 1kg ($91.35) เป็น silica
ที่สกัดแล้ว และถ้าทำให้บริสุทธิ์จนได้เป็น silica gel for chromatographywith evaporate pressure สำหรับทำ chip
ราคาจะเป็น SILICA, 5u, 60A, 100g ($388.50) คือจากราคา กก.ละ 91.35 เป็น 3,885.00 ดอลลาร์ หรือประมาณ
132,000 บาท/กก. ลองคำนวณดูน้ำหนักของตะกอนทราย 21 ล้าน ลบ.ม. (ทราย 1 ลบ.ม. จะหนักประมาณ 1,600 กก.)
เป็น นน.ทั้งสิ้น 33,600 ล้านกิโลกรัม ถ้าประมาณว่าสกัดจนบริสุทธิ์ ได้เพียง 1.00% ก็เท่ากับได้ silica เท่ากับ
336 ล้านกิโลกรัม เป็นเงินอย่างประมาณเกือบ 45 ล้านล้านบาท นี่แหละผมถึงคิดว่าอาจเป็นอภิมหาโครงการ
ต้มตุ๋นระดับโลก สำหรับการทำเหมือง silica และใกล้จะสำเร็จแล้วถ้าไม่เป็นข่าวขึ้นมาก่อน

ทำไมต้องที่ตะกั่วป่าเพราะในอดีตบริเวณทะเลอันดามันเป็นแหล่งทำแร่ดีบุกขนาดใหญ่ของประเทศ
ดังนั้นทรัพยากรสินแร่จำพวก silica ก็ย่อมมีมหาศาลเช่นกัน ซึ่งสิงคโปร์ย่อมรู้ดีกว่าคนไทยเสียอีก
ดังนั้นผมอยากเสนอแนะให้คนไทย โดยเฉพาะข้าราชการไทยรู้จักรักประเทศไทยอย่างแท้จริงไม่ใช่รักแบบ
ศรีธนญชัย ได้ทำถูกต้องตามกฎหมายแล้วทุกอย่างก็จบ โลกยุคปัจจุบันคงไม่ใช่มองแค่ได้ของฟรี
เพราะของฟรีไม่มีในโลก ถ้าสิงคโปร์อยากมาบริการคนไทยและประเทศไทย ก็ขอให้ลองเสนอ
โครงการขนขยะจาก กทม. ซึ่งมีวันละเป็นหมื่นตันไปใช้ก่อนดีไหม เป็นค่าเช่าสนามบินที่เอาเครื่องบินรบ
มาฝากในไทย ไม่ใช่จะมาขนสินแร่ที่มีค่าที่สุดในโลกปัจจุบันและอ้างบุญคุณกับคนไทย

นี่เป็นมุมมองอีกด้านเพื่อเสริม ดร.ธรณ์ ครับ


หน้า 9
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ