แบงก์ชาติโวย เงินนอก บุกถล่มไทย

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

แบงก์ชาติโวย เงินนอก บุกถล่มไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Oct 13, 2009 3:52 pm

แบงก์ชาติโวย เงินนอก บุกถล่มไทย(ไทยรัฐ)

ธปท. ระบุ ต่างชาติยังส่งเงินเข้ามาลงทุนตรงในไทยต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจซบ ไหลเข้าลงทุนในหุ้นกว่า 6 หมื่นล้าน ส่งผลบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ขณะที่ราคาทองที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ค่าบาทช่วงนี้ยิ่งผันผวน

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การเคลื่อนย้ายเงินทุนจากต่างประเทศ เข้ามาประเทศไทยยังคงเป็นการไหลเข้าต่อเนื่อง ขณะนี้ยังเห็นเงินลงทุนโดยตรง (FDI) ยังคงไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในอัตราที่ใกล้เคียงกับปีก่อนไม่ได้ลดลง ไม่ว่าจะจากผลของการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หรือความไม่มั่นใจในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ขณะที่ในส่วนของตลาดหุ้น โดยพบว่าที่ผ่านมามีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยจนถึงขณะนี้ประมาณ 60,000 ล้านบาทเนื่องจากนักลงทุนเห็นว่าเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น ทำให้นักลงทุนมั่นใจที่เข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้นนอกจากนี้ การส่งออกที่ลดลงน้อยกว่าการนำเข้า ส่งผลให้ประเทศไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุให้ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามธปท.ยังไม่จำเป็นต้องออกมาตรการในการดูแลเงินไหลเข้า เพื่อมาควบคุมหรือมาดูแลการไหลเข้าของเงินทุนในขณะนี้ และในส่วนของมาตรการในการปล่อยเงินออก ก็ได้ผ่อนคลายต่อเนื่อง และที่ผ่านมามีเงินในประเทศไหลไปลงทุนนอกในระดับหนึ่ง

"ธปท.ยังคงติดตามและดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนเกินไป หรือแข็งค่าเร็วเกินไป อย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว ที่ผ่านมา ได้มีมาตรการเพื่อช่วยให้เงินทุนไหลออกไปลงทุนในต่าง ประเทศหลายมาตรการ ขณะที่ฝั่งของผู้ออมก็ได้ไปลงทุนในสารหนี้ต่างประเทศมากขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการดูแลเงินไหลเข้าอะไรในขณะนี้ โดยเฉาพอย่างยิ่ง ไม่ต้องใช้มาตรการกันสำรองเงินทุนระยะสั้น 30% (URR) เหมือนที่ผ่านมา เพราะขณะนี้การแข็งค่าของเงินบาท ไม่ได้มีการเก็งกำไร" ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวด้วยว่า เงินบาทที่ผันผวนในช่วงนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศในภูมิภาค ไม่ได้แข็งค่าเพียงค่าบาทประเทศเดียว เนื่องจากเงินบาทผันผวนไปตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่านค่าลง นอกจากนี้ราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงนี้ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินเกิดความผันผวนด้วย เนื่องจากขณะนี้ทองคำถือว่าเป็นสินค้าทางการเงิน พอราคาเกิดการเปลี่ยนแปลงก็ทำให้เกิดความผันผวนด้วย

"ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณว่ามีการเก็งกำไร แต่ผู้ส่งออกและนำเข้าก็ไม่ควรคาดหมายว่าค่าเงินจะไปในทิศทางใด หากค่าเงินไม่เป็นไปตามคาด ก็จะกลายเป็นความเสี่ยง ดังนั้นควรจะมีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินล่วงหน้าไว้ที่ดีที่สุด แต่หากเงินบาทผันผวนจนเกินไปธปท.ก็พร้อมเข้าไปดูแล เพื่อไม่ให้กระทบการทำธุรกิจของผู้ส่งออก และผู้นำเข้า" ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: แบงก์ชาติโวย เงินนอก บุกถล่มไทย

ตั้งหัวข้อ  sunny on Tue Oct 13, 2009 4:00 pm



โฮะๆๆๆ ท่าน MI6 เจ้าขา รู้สึกเราจะได้ข่าวแว่วๆมาว่า จะมีเงินจากทางสิงคโปร์เข้ามาลงทุนสร้าง....(ละไว้ในฐานที่เข้าใจ)

เท่าไหร่นะ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะราวๆ 80,000 ล้านบาทใช่ป่ะ

ตายแล้ว!!! ทำไงดี อย่างนี้ค่าเงินในบ้านเรามิปั่นป่วนแย่หนักเลยเหรอคะ

ทำให้ค่าเงินบ้านเราปั่นป่วนไม่พอ แถมสิ่งที่ก่อสร้าง ก็ไม่ได้เอาไว้ให้คนไทยได้ใช้

หนูว่า...ไม่ค่อยจะดีนะเนี่ย


_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น
avatar
sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: แบงก์ชาติโวย เงินนอก บุกถล่มไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Oct 14, 2009 9:39 am

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=372974

จากชวน ถึง..เขยพอกะเทิน.. อภิสิทธิ์


........................................................................
ตอนที่ 1
........................................................................คน
ที่เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนใหญ่พูดน่าฟัง และมั่นใจในคำพูดของตนเอง ไม่ว่านายชวน หลีกภัย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร
นายสมัคร สุนทรเวช และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแต่ก็มีการพูดไม่จริง ที่คนตามไม่ทันและทันอยู่มาก เช่น "ตายคนเดียว"
"ผมเป็นคนทำให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่น ทำให้ประเทศเจริญ" เป็นต้นพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พูดชวนหลับ
สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พูดปากปราศรัย ใจเชือดคอ นักการเมืองบางครั้งก็ไม่ทราบว่าตนเองพูดอะไร เพราะไม่เข้าใจเหตุการณ์
ที่ผ่านมา พูดเพียงให้ประทับใจคนได้ยินเท่านั้น คนพูดอาจจะคิดว่าพูดตนเองพูดประทับใจ แต่คนได้ยินไม่ประทับใจ
นายกชวน หลีกภัย ผู้สื่อข่าวให้ฉายาการพูดของท่านไว้หลายแบบ "เจ้าหลักการ" 'ชวน เชื่องช้า" "ชวน แช่มช้อย"
"ใบมีดโกน อาบน้ำผึ้ง" การบริหารประเทศผิดทิศทางตลอดเวลา ซ้ำเติมปัญหาของประเทศให้เลวร้ายลงตลอดเวลา
ชาร์ต 1 ระยะเวลารัฐบาลบริหารประเทศระหว่างปี 2535 - 2549

ชื่อนายกรัฐมนตรี

ช่วงระยะเวลาเป็นรัฐบาล

อานันท์ ปันยารชุน 2)

10 มิถุนายน 1992 - 22 กันยายน 1992

ชวน หลีกภัย 1)

23 กันยายน 1992 – 12 กรกฎาคม 1995

บรรหาร ศิลปอาชา

13 กรกฎาคม 1995 - 24 พฤศจิกายน 1996

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

25 พฤศจิกายน 1996 – 8 พฤศจิกายน 1997

ชวน หลีกภัย 2)

9 พฤศจิกายน 1997 17 พฤศจิกายน 2000

พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร1)

18 พฤศจิกายน 2000 – 11 มีนาคม 2005

พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร2)

12 มีนาคม 2005 – 19 กันยายน 2006




นายกชวน มีโอกาสเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ 2 สมัย (ตามชาร์ตที่ 1)
ชาร์ต 2 SET Index 2535 -2549 (1992 - 2006)
ต้นเหตุวิกฤติเศรษฐกิจ ประเทศไทยอยู่ในปี 2535 - 2543(1992-2000) ตรงกับรัฐบาลชวน 1 คน
ทั่วไปเข้าใจว่าวิกฤติเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นในปี 2540 (1997) ซึ่งไม่ตรงจริง
จุดเริ่มต้นวิกฤติประเทศไทย เกิดขึ้นในปี 2536 - 2537 (1993 - 1994)
ตรงกับรัฐบาลชวน 1 และมีการแก้ปัญหาแบบผิดทิศทาง และผิดวิธีการ
ทำให้เหตุการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ กระทั่งต้องลอยค่าเงินบาทกลางปี 2540


(1997)ปี 2540 จึงเป็นปีที่วิกฤติคลี่คลาย ไม่ใช่ปีที่เกิดวิกฤติ การ
ที่วิกฤติเศรษฐกิจคลี่คลายในปี 2540ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยแก้ปัญหาได้ถูกต้อง แล้ววิกฤติคลี่คลาย
แต่เป็นเพียงหมดเงินหน้าตักในการปกป้องค่าเงินบาท ไม่รู้จะทำอย่างไรหรือทำสิ่งใดต่อไม่ได้ ได้ซมซาน
ไปหาความช่วยเหลือ "Stand by loan" จากไอเอ็มเอฟ มาเป็นทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศ
แล้วก็ลอยค่าเงินบาทเดือนที่ลอยค่าเงินบาท ประเทศไทยเหลือทุนสำรองฯเพียง 1,144 ล้านเหรียญสหรัฐ
จากที่ปี 2537 - 2538ประเทศไทยมีทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศ 38,000 ล้านเหรียนสหรัฐ

ประเทศไทยตายยิ่งกว่าเขียด

เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญในรัฐบาลชวน 11) เปิดเสรีทางการเงิน ..และ
2) ตั้งคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) กลต.
นำ Maintenance margin & forced sell มาใช้ในตลาดหุ้น ระบบดังกล่าวคือให้มีการกู้ยืมเงินมาซื้อขายหุ้น
และถ้าหุ้นตกหนัก ให้มีการเรียกหลักประกันนักลงทุนเพิ่มถ้าไม่สามารถนำหลักประกันมาเพิ่มได้ ก็จะถูกบังคับขายหุ้น
การเปิดเสรีทางการเงิน ไม่ใช่ต้นเหตุให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจของชาติตลาดหุ้น เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
ของประเทศมา 2 ครั้งแล้ว
........................................................................
ตอนที่ 2
........................................................................ประเทศไทยมีจุดอ่อนในตลาดทุน และตลาดเงิน หลายด้าน
1) SET Index เบี่ยงเบนสูงเป็นลำดับที่ 7 ของโลก
การมีตลาดหุ้นอยู่ในระบบเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอยู่แล้ว SET Index ที่อ่อนแอสูง จึงอ่อนแอสูง
ง่ายแก่การโจมตี หรือถูกปั่นได้ง่าย(ปัญหาตลาดทุน)

2) มีการนำระบบ Maintenance margin & forced sell
มาใช้ ในต้นเดือนตุลาคม 2536 (1993) เป็นจุดเชื้อเชิญให้ Hedge Fund ตัดสินใจเข้าโจมตีตลาดหุ้นไทย วิธีการโจมตี
คือการไล่ซื้อให้ราคาหุ้นสูงขึ้นเต็มที่ แล้วถล่มทุบขายลงมาภายหลัง(ปัญหาตลาดทุน)

3) กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
ถูกตั้งขึ้นหลังเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจของไทยระหว่างปี 2520 - 2525 ตอนนั้นทำให้ประเทศไทยเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ
เป็นครั้งแรกโดยเชื่อว่างานของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯจะช่วยอัดฉีดสภาพคล่องให้สถาบันการเงินในช่วงที่มีปัญหา
จะทำให้สถาบันการเงินมั่นคง และไม่ล้มลง(ปัญหาตลาดเงิน)

4) มีการผูกค่าเงินบาทไว้คงที่
(ปัญหาตลาดเงิน) เมื่อตลาดหุ้นพังทลายอย่างรุนแรงจากต้นปี 2537 - 2539 (1994 - 1996)
ระบบ Maintenance margin & forced sell ทำให้มีการบังคับขายหุ้นของนักลงทุนอย่างบ้าคลั่ง
ซ้ำเติมให้หุ้นตกหนักลงไปอีก สภาพคล่องทางการเงินเสียหายหนัก
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เข้าไปอัดฉีดสภาพคล่องเต็มที่ ถมเท่าใดก็ไม่เต็ม
ต้องยอมแพ้ ยุติการอัดฉีด แล้วเปลี่ยนไปปิดชั่วคราวและปิดจริงสถาบบันการเงิน แล้วก็ควบกิจการ(ยึด)
เอาสินทรัพย์สถาบันการเงินมาใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯหุ้นหรือสินทรัพย์ที่เป็นของคนไทย
ก็คือทรัพย์สินของชาติ การบังคับขายหุ้นของนักลงทุน ก็คือการบังคับขายทรัพย์สินของชาติ คือการขายชาติ
ส่งผลเศรษฐกิจของชาติซวนเซมาจนถึงทุกวันนี้ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ เมื่อก่อนนี้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
ธนาคารทหารไทย
แต่ทุกวันนี้กองทัพบกมีแค่ 1.44 เปอร์เซนต์ แต่ดันมีชื่อเป็น "ทหารไทย" มัน
ถูกขายให้ต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ และขายไม่ได้ราคาอีกต่างหาก
มีอีกหลายธนาคารที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ
และกระทรวงการคลังไปยึดจากเอกชนมาอยากจะขาย แต่ขายไม่ออก ตลาดหุ้นพังทลาย ทำให้ค่าเงินบาทพังทลาย
แต่การผูกค่าเงินไว้ตายตัว ทำให้ค่าเงินบาทแข็งเกินจริง จึงมีการขายบาทออก หันไปถือเงินสกุลที่แนวโน้มแข็งขึ้นแทน
(เงินไหลออก) ทางการได้เข้าไปทำการปกป้องค่าเงินบาท แต่ขาดความเข้าใจความเป็นไปของค่าเงิน จึงปกป้องไว้ไม่ได้
ต้องลอยค่าเงินบาทในที่สุดกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯนอกจาก

(1)ไม่สามารถฟื้นฟูสถาบันการเงินตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้แล้ว
(2)ยังทำให้สถาบันการเงินล้มทั้งระบบ และ
(3)ก่อหนี้สาธารณะไว้กว่า 1.44 ล้านล้านบาท

คนทั่วไปเข้าใจว่าประเทศไทยพ่ายแพ้ต่อการปกป้อง ค่าเงินบาทอย่างเดียว แท้จริงประเทศไทยพ่ายแพ้ทั้ง 2 ด้าน
"พ่ายแพ้ต่อการปกป้องค่าเงินบาท" และ "พ่ายแพ้ต่อการปกป้องสถาบันการเงิน" สถาบันการเงินและภาคการผลิตจริง
ล้มลงทั้งระบบ อัตราดอกเบี้ยผันผวนหนักเงินเฟ้อสูงเป็นประวัติการณ์ คนตกงานเป็นเบือความเสียหายเกิดขึ้นทุก
ด้าน ตลาดทุนเสียหาย ค่าเงินบาทเสียหายมูลค่าสินทรัพย์ตกต่ำมากเป็นประวัติการณ์ ภาคการผลิตขนาดใหญ่เสียหาย
ผู้ประกอบการรายกลางรายย่อยเสียหายทั่วประเทศ คนฝากเงินก็เสียหายมีรายได้จากเงินฝากลดลง
ประชาชนทั่วประเทศ 63 ล้านคนต้องมารับกรรมในวิสัยทัศน์ปรัชญาที่เบี่ยงเบนของการบริหารประเทศ
รับกรรมที่ค่าเงินเฟ้อสูงขึ้นและต้องมาร่วมชดใช้หนี้สาธารณะที่ผู้บริหารประเทศสร้างไว้กว่า 1.44 ล้านล้านบาท
วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ (ต้นเหตุในรัฐบาลชวน 1) ก่อความเสียหายแก่ระบบประมาณ 9.50 ล้านล้านบาท

(วิกฤติเศรษฐกิจครั้งแรก ต้นเหตุเกิดในรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์) หลังรัฐบาลชวน 1 ก็มาเป็น
รัฐบาลนายบรรหาร รัฐบาลพล.อ.ชวลิต รัฐบาล ชวน 2 และรัฐบาลพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ 1 และ 2 (ชาร์ต 1)
ทั้ง 4-5 รัฐบาลที่ตามมา ต่างมารับกรรม ที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลชวน 1 แล้วซ้ำเติม ด้วยการบริหารประเทศ
ที่ผิดทิศทางเหมือนเคยรัฐบาลบรรหาร มีคนพยายามฆ่าตัวตายที่ตลาดหุ้น รัฐบาลชวลิต รับเคราะห์
พาประเทศเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ และลอยค่าเงินบาท การเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ
แสดงถึงการหมดสภาพทางเศรษฐกิจรัฐบาลชวน 2 ก็ต้องมารับกรรม ที่ตนเองก่อไว้ในรัฐบาลชวน 1
ต้องมาประกาศปิดและเข้าควบกิจการสถาบันการเงิน 54 แห่งโดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา
ระบบสถาบันการเงิน แล้วตั้งปรส.มาขายทรัพย์สินสถาบันที่ไปควบกิจการมา(ยึดมา)ทุกวันนี้
สถาบันการเงินถูกปิดกิจการไปแล้วกว่า 70 แห่ง รัฐบาลทักษิณ 1 ตั้งบสท.เข้ายึดทรัพย์ภาคการผลิตจริง
ที่ล้มลง นำมาขายทอดตลาด


เอกชน ประชาชน คือองค์ประกอบของประเทศชาติ เมื่อเอกชน ประชาชนเสียหาย
ก็คือประเทศชาติเสียหาย
นายกชวน เป็นเจ้าของสถิติ "ที่สุดทางเศรษฐกิจ" ที่ยังไม่มีนายกท่านใด
ทำลายลงได้ ที่สุดของ SET Index ค่าเงินบาท อัตราเงินเฟ้อ การล้มละลายของเอกชน และคนตกงาน
ของรัฐบาลชวน
1) SET Index (รัฐบาลชวน 1) สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 1,750 จุด (ชาร์ต 1)

2) SET Index (รัฐบาลชวน 2) ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ 207 จุด รวมแล้วตกลงแรงถึง 88 เปอร์เซนต์ (ชาร์ต 1)

3) ค่าเงิน Baht (รัฐบาลชวน 2) ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ 56 บาทต่อเหรียญสหรัฐ (ชาร์ต 3)

4) ทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศ
เสียหาย เงินทุนไหลออกเกลี้ยง กระทั่งต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ เป็นครั้งที่ 2 เหตุเกิดมาจากรัฐบาลชวน 1
แต่ต้องมาลอยค่าเงินบาทและเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ


5) อัตราเงินเฟ้อ

(รัฐบาลชวน 2) สูงเป็นประวัติการณ์ การพังทลายของค่าเงินบาท เงินบาทมีค่าน้อยลง ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น
กองนโยบายและวางแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังกระทรวงการคลัง
รายงาน "อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 เดือน (มกราคม-ตุลาคม) 2541 อยู่ในระดับร้อยละ 8.9 เมื่อเทียบกับ
ช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยเคลื่อนที่ถอยหลัง 12 เดือน ณ สิ้นเดือนตุลาคม
2541 อยู่ที่ร้อยละ 8.6"


6) สถาบันการเงิน และภาคการผลิตจริง
(รัฐบาลชวน 2) ล้มมากเป็นประวัติการณ์ ล้มลงทั้งประเทศ


7) คนตกงาน
(รัฐบาลชวน 2) จากเหตุการณ์ 6 ข้อที่กล่าว ที่ทำให้คนตกงานมากเป็นประวัติการณ์

มูลค่าหุ้น
(Market capitalization) จากชวน 1 ถึง ชวน 2 มูลค่าตลาดหุ้นเสียหาย 3.27 ล้านล้านบาท

ความเสียหายและความเดือดร้อนของคนในชาติ เกิดจากการบริหาร
และปกครอง..คนระดับบน การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เกิดจากวิสัยทัศน์ปรัชญา
คุณธรรมและจริยธรรม ของของศักดินาเสนาอำมาตย์ (คนระดับบน)ในยุคนั้น อ่อนแอ
มักง่าย เห็นแก่ตัว เห็นแก่พวกพ้องและเอาแต่ประโยชน์ส่วนตน

การเสียกรุงครั้งนั้นเพียง 6 เดือน พระเจ้าตากสินมหาราช ก็สามารถกอบกูเอกราชกลับคืนมาได้

การเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ยังดี ยังรู้ว่าเสียกรุง พระเจ้าตากสินมหาราชใช้เวลา 6 เดือนกอบกู้คืนกลับมาได้
ทุกวันนี้เราเสียประเทศแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าเสียประเทศ
แล้วก็ยังคงพากันชำเราชาติต่อเนื่อง
เดินหน้าขายสินทรัพย์ให้ต่างชาติ
และให้ต่างชาติเช่าชาติระยะยาว


BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์

http://www.thaipost.net/news/141009/12188

ท่านขุนน้อย
14 ตุลาคม 2552 - 00:00
ระวังเสียค่าโง่!!!

เห็นข่าวคราวว่าด้วยการงัดเอากฎหมายความมั่นคงออกมาบังคับใช้
เพื่อตระเตรียมการรักษาความสงบเรียบร้อยในการจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน
ครั้งที่ 15 ที่ชะอำ-หัวหิน จังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์
ภายใต้ แผนยุทธการชะอำ-หัวหิน 521-3
ที่จัดให้มีการสนธิกำลังทั้งบก-เรือ-อากาศ เอาไว้อย่างรัดกุมเต็มที่
ก็ก่อให้เกิดความอบอุ่นใจ ในระดับอบอ้าวกันไปไม่น้อย...

--------------------------------------------------


เจอเข้ากับกองกำลังระดับยกกันมาเป็นเหล่าทัพ...ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินขับ
ไล่สกัดกั้น ทั้งที่ฐานบินโคราช ตาคลี และสุราษฎร์ธานี
เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงพล กองเรือตรวจการณ์ขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก นับเป็นสิบๆ
ลำ แถมกำลังตำรวจ ทหาร อีกนับเป็นพันๆ หมื่นๆ นาย...ฯลฯ
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสือน้ำเงิน เสื้อดำ หรือเสื้อสีอะไรก็แล้วแต่
คิดจะไปฮึดฮัดกับระบบการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรไทยระดับนี้
รับรองว่าย่อมมีแต่ต้อง เดี้ยง ไปด้วยกันทั้งนั้น...

-----------------------------------------------


แต่ในขณะที่ระบบการรักษาความมั่นคงของประเทศไทยเป็นไปอย่างคึกคักเข้มแข็ง
เช่นนี้...ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนคราวนี้ ก็ได้มีการโจษจันกันถึงเรื่องบางเรื่อง
ที่อาจนำมาซึ่ง ความไม่มั่นคง ให้กับประเทศไทย ในชนิดที่ไม่ว่าเหล่าทัพใดๆ
ก็มิอาจปกป้องคุ้มกันได้เลยแม้แต่น้อย


นั่นก็คือ...เรื่องของการทำข้อตกลง เปิดลงทุนเสรีอาเซียน 3 สาขา
อันจะมีผลบังคับใช้ภายในปี พ.ศ.2553 หรือในอีกไม่กี่เดือนที่จะถึงนี้

และอาจมีการสรุปรวบรัดในระหว่างการประชุมอาเซียนซัมมิตที่ชะอำ-หัวหิน
คราวนี้นั่นเอง...

---------------------------------------------------

หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ที่ทำสกู๊ปเกาะติดถึงเรื่องราวเหล่านี้มาตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน
จนกระทั่งวันอังคารที่ผ่านมา ได้รายงานเอาไว้คร่าวๆ ว่า

การเปิดเสรีการลงทุนอาเซียน 3 สาขา อันประกอบไปด้วย
1.สาขาประมง ว่าด้วยการลงทุนเสรีด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
2.สาขาป่าไม้ ว่าด้วยการลงทุนเสรีในการทำป่าไม้จากป่าปลูก และ
3.สาขาเกษตร ว่าด้วยการลงทุนเสรีในการเพาะขยายปรับปรุงพันธุ์พืช

เริ่มต้นมาจากการผลักดันของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทย หรือ
บีโอไอ ซึ่งจะไปหลอก หรือไปเกลี้ยกล่อม โน้มน้าว คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.)
ที่มีรองนายกฯ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เป็นประธาน อีท่าไหนก็ไม่อาจรับรู้ได้ จนทำให้ถึงกับมีมติให้ถอดการสงวน
การลงทุนในกิจการทั้ง 3 สาขา เพื่อที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศให้มากๆ เข้าไว้...


--------------------------------------------------

แม้นว่าในบรรดาประเทศอาเซียนรายอื่นๆ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
นอกจากจะไม่ยอมถอดการสงวนการลงทุนในสาขาที่ว่านี้แล้ว มิหนำซ้ำยังทำท่าว่า
คิดจะขยายการสงวนการลงทุนเสรีในสาขาอื่นๆ อีกต่อไป

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ข้าราชการในคณะกรรมการบีโอไอ เกิดความตระหนักสำนึก ในการผลักดัน
แนวคิดเหล่านี้ เพียงเพื่อจะหาทางดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเอาเลยแม้แต่น้อย
การเดินหน้าหาทางประกาศการเปิดลงทุนเสรีในกิจการ 3 สาขา โดยมีสิงคโปร์ประเทศที่มี
พื้นที่แค่แมวดิ้นตายเท่านั้น เป็นพันธมิตรในการร่วมด้วยช่วยดัน
จึงปรากฏเป็นรูปเป็นร่าง
และไม่ได้คิดที่จะนำเอาเรื่องราวเหล่านี้เข้าผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
ตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 มาตรา 190 กันเลยก็ว่าได้...


----------------------------------------------------


แน่นอนว่า...ถ้าหากอะไรต่อมิอะไรถูกสรุปรวบรัดในที่ประชุมอาเซียนซัมมิตคราวนี้ขึ้นมาจริงๆ
นั่นย่อมหมายความว่า นับตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป การลงทุนเสรีในสาขาประมงว่าด้วยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
ก็อาจทำให้บริษัทลงทุนต่างชาติไม่ว่าจะเป็นฝรั่ง เป็นแขก เป็นเจ๊ก ก็แล้วแต่ ที่อาศัยประเทศสิงคโปร์
หรือประเทศอาเซียนใดๆ ก็ได้เป็นฐาน หรือเป็นที่ สวมตอ ย่อมสามารถเข้ามาบุกเบิกพื้นที่ป่าชายเลน
เพื่อทำนากุ้ง ฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดต่างๆ ด้วยการถือครองหุ้นกันในระดับ 51 เปอร์เซ็นต์ ถึง 100 เปอร์เซ็นต์
ได้โดยเสรี ไม่ต่างไปจากบริษัทต่างชาติ ที่กำลังกว้านซื้อที่ดินในประเทศไทยนับเป็นพันๆ หมื่นๆ ไร่
และกระทรวงพาณิชย์ที่มัวแต่เอาเวลาไปคิดค้นกฎหมายเอาผิดผู้ซื้อสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์กันเป็นหลัก
จนยังจับมือใครดมไม่ได้อยู่จนถึงบัดนี้ บรรดาบริษัทเหล่านี้นี่แหละ ก็จะสามารถครอบครองพื้นที่
การเกษตรเหล่านั้นได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ หรือปลูกข้าวหอมมะลิ ฯลฯ
ได้ตามข้อตกลงการเปิดเสรีสาขาป่าไม้ และสาขาเกษตรนั่นเอง...

---------------------------------------------------------

ด้วยเหตุนี้...ถึงแม้นรัฐบาลจะมีการงัดกฎหมายความมั่นคงมาเล่นงานพวกเสื้อสีต่างๆ เอาไว้ล่วงหน้า
แต่ถ้าหากดันไม่ได้ให้ความสนใจกับกฎหมายการลงทุน ไม่ได้ตรวจสอบกันให้รอบคอบ ถ้วนถี่ แล้วล่ะก็...
งานนี้ต้องเรียกว่าประเทศไทยทั้งประเทศ มีโอกาสเสร็จพวก เสื้อสูท หรือพวก แขกโพกผ้า สูงเอามากๆ
แม้นว่าผู้หลัก-ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง อย่างประธานมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน
อาจารย์ ระพี สาคริก จะเคยพยายามออกมาเตือนแล้วเตือนเล่าตลอดไปจนถึงกับตั้งคำถามเอาไว้ว่า
"ในหลวงทรงอยู่กับแผ่นดินมาโดยตลอด ทรงห่วงแผ่นดิน ต้องการให้ชาวนารักษาผืนดินไว้
ไหนว่าจะตามรอยพระองค์ท่าน ได้ทำกันแล้วหรือเปล่า???" แต่เมื่อมาถึงขณะนี้...
ก็ไม่รู้ว่าคำเตือน หรือคำถามที่ว่า มันเข้าหูซ้ายแล้วทะลุออกไปทางหูขวากันไปหมดหรือไม่
ถึงทำให้เกิดการดิ้นรนเปิดเสรีการลงทุนในแบบหน้ามืด ตามัว ได้ถึงขั้นนี้...

-----------------------------------------------------------

พูดง่ายๆ ว่า...ไปๆ-มาๆ แล้ว พวก เสื้อแดง ยังไม่น่ากลัวเท่ากับพวก เสื้อสูท
โดยเฉพาะพวกที่ใส่สูทนั่งจิบกาแฟอยู่ในคณะกรรมการบีโอไอ ซึ่งกระเหี้ยนกระหือรือเหลือเกิน
ที่จะไปลากเอาฝรั่งใส่สูท หรือแขกโพกผ้าเข้ามาปล้นทรัพยากรแต่ละชนิด แต่ละประเภท ของประเทศ
ในนามของ การค้าและการลงทุนโดยเสรี หรืออาจเรียกว่าอันตรายไม่น้อยไปกว่า เสื้อแดงตัวพ่อ นั่นแหละ
รายนั้นแม้นว่าจะเคยพยายามลากเอาแขกดูไบ แขกซาอุฯ เข้ามาลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์
เข้ามาดูวัวดูควายถึงจังหวัดสุพรรณบุรี แต่ก็ออกไปในทาง สว่างจิต พอจับได้ไล่ทันกันได้ไม่ยาก
แต่เมื่อต้องมาเจอกับข้าราชการประเภท แอบจิต ที่สามารถใช้ความเขี้ยวหันซ้าย-หันขวานักการเมืองโง่ๆ
ได้เสมอๆ...อันนี้ต้องเรียกว่าทั้งลื่น ทั้งไหล กว่าจะรู้ตัวก็ เสียค่าโง่ กันไปทั้งประเทศชนิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า...

--------------------------------------------------------

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก
เอส.จอห์นสัน..."คำแนะนำมักไม่เป็นที่สบอารมณ์ของคน...ด้วยเหตุนี้
ผู้ที่ควรได้รับการแนะนำมากที่สุด มักจะชอบคำแนะนำน้อยที่สุด...".

--------------------------------------------------------
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: แบงก์ชาติโวย เงินนอก บุกถล่มไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Oct 14, 2009 10:00 am

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1255486921&grpid=03&catid=

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552 เวลา 09:21:50 น.
มติชนออนไลน์

"เวเนซุเอลา"ฮุบแหลกกิจการโรงแรม-โรงไฟฟ้า-เหล็ก-น้ำมัน-แบงก์
หนังสือพิมพ์กาเซตต์ ของทางการเวเนซุเอลา รายงานว่า โรงแรมมาร์การิตา ฮิลตัน
แอนด์ สวีทส์ โฮเทล คอมเพล็กซ์ บนเกาะมาร์การิตา ในรัฐนวยวาเอสปาร์ตา
ถูกยึดเป็นสมบัติของรัฐบาลหลังเพิ่งจะถูกใช้เป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำแอฟริกา-อเมริกาใต้
ได้ไม่ถึงเดือน การยึดครั้งนี้เป็นการใช้กำลังเข้าครอบครองตัวโรงแรม เฟอร์นิเจอร์ และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ยังมีการยึดโรงแรมมารินาที่อยู่ใกล้กัน

สำหรับสถานตากอากาศครบวงจรที่ถูกเวเนซุเอลายึดครั้งนี้ประกอบไปด้วย
ห้องพัก 280 ห้อง ห้องสวีท 210 ห้อง กาสิโน 1 แห่ง ร้านค้า ภัตตาคาร สำนักงาน และพื้นที่จัดการประชุม
ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของกระทรวงการท่องเที่ยว อันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเร่งด่วนในการกระตุ้น
การพัฒนาสังคมในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และโรงแรม

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเวเนซุเอลา เคยยึดโรงแรมฮิลตันในกรุงการากัส นครหลวง
แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นโรงแรม อัลบา ซึ่งในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เวเนซุเอลาได้ยึดกิจการต่าง ๆ
ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ให้ตกเป็นของชาติ อาทิ บริษัทไฟฟ้า ซีเมนต์ เหล็ก น้ำมัน และธนาคาร เป็นต้น


เลียนแบบบ้างก็น่าจะดี
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ