สุมาอี้

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

สุมาอี้

ตั้งหัวข้อ  สุมาอี้ on Sun Nov 08, 2009 9:27 pm

เรื่อง เจบีซีเตือนอย่าเอาเขตแดนไทย-กัมพูชาไปเล่นการเมือง .. เจบีซีเตือนอย่าเอาเขตแดนไทย-กัมพูชาไปเล่นการเมือง โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ เจบีซีเตือนอย่าเอาเขตแดนไปเล่นการเมือง ด้านผู้เชี่ยวชาญเขตแดนทางทะเล เผยเอกสารสนธิสัญญาระหว่างประเทศ 2 ฉบับ ยันเกาะกูดเป็นของไทย กระทรวงการต่างประเทศ จัดงานเสวนา “รู้ลึกข้อเท็จจริงเขตแดนทางบกและทางทะเล ไทย-กัมพูชา” ซึ่งมีนายวศิน ธีรเวชญาณ ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศและ ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา พลเรือถนอม เจริญลาภ ที่ปรึกษารัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญด้านเขตแดนทะเล พันเอกพิเศษสนอง มิ่งสมร ที่ปรึกษา เขตแดนของกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้บรรยาย เพื่อให้ความรู้และชี้แจงต่อกระแส วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ไทย- กัมพูชา ปี 2543จะทำให้ไทยสูญเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร ...นายวศิน กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ นำเอาบันทึกผลการประชุมเจบีซี 3 ฉบับผ่านการเห็นชอบรัฐสภาให้สำเร็จซึ่งในนั้นมี ข้อตกลงชั่วคราวว่าด้วยปัญหาชายแดนในพื้นที่ปราสาทพระวิหารประกอบด้วย แต่ขออย่ากังวล เนื่องจากบันทึกผลการประชุมดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับ เพียงแต่ยื่นต่อรัฐสภาเพื่อให้รู้ถึงความคืบหน้าของการเจรจาโดยขณะนี้ยังไม่มีข้อผูกพันใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ นายวศิน ยังชี้แจงถึงแผนที่ มาตราส่วน 1 : 200000 ที่ต้องแนบประกอบร่วมกับบันทึกผลการประชุมเจบีซี เนื่องจากเป็นเอกสารประกอบกัน โดยแผนที่ดังกล่าวอ้างสันปันน้ำของกัมพูชาซึ่งภูมิศาสตร์แตกต่างจากที่เราสำรวจ ทั้งนี้ฝ่ายไทยมั่นใจว่า วิธีการลากแผนที่ของกัมพูชาไม่ถูกต้อง และเห็นว่าแผนที่ดังกล่าว หยาบไปการที่ขยายพื้นที่เพิ่ม 4 เท่า ทำให้ไม่รายละเอียดไม่ชัดเจน ทำให้มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000121644 “ม.ล.วัลย์วิภา”อัดเละ“วศิน”พล่อยรับแผนที่พระวิหารหวังแยกราชอาณาจักร “มล.วัลย์วิภา” ปรี๊ด! หลัง “วศิน ธีรเวชญาณ” ประธานJBCไทย ออกมาโต้กรณี แผนที่ฉบับ Annex1 สัดส่วน1ต่อ2แสนของปราสาทพระวิหาร อ้างแผนแม่บท TOR46 บรรจุเข้าไปเพราะศาลโลกตัดสินให้ไทยมีผลผูกพันและยอมรับแผนที่อัปยศฉบับนี้ พล่อยไทยเป็นฝ่ายขอให้ฝรั่งเศสทำแผนที่ให้ โดย “ม.ล.วัลย์วิภา” โต้ทั้งสองประเด็นพร้อมอัดยับคนพูดหวังแยกราชอาณาจักร สมควรถูกพิจารณา วันนี้ (14 ต.ค.) ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นักวิชาการสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ได้สัมภาษณ์กรณีที่เมื่อวันที่ 12 ต.ค.นายวศิน ธีรเวชญาณ ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศด้านกฎหมายและเขตแดน ในฐานะประธานคณะ อนุกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชา (ฝ่ายไทย) ออกมาให้ข่าวด้วยตัวเองหลัง การประชุมที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยอ้างแผนแม่บทที่ทำไว้ เมื่อปี 2546 (TOR46) เรื่องการใช้แผนที่ 1: 200000 หรือที่รู้จักกันในนามของแผนที่ฉบับ Annex1 ซึ่งถูกจัดทำขึ้นโดยฝรั่งเศส โดยก่อนหน้านี้ม.ล.วัลย์วิภาก็ได้ให้ข้อมูลแก่สังคมมาโดยตลอดว่า หากไทยรับเอาแผนที่ฉบับดังกล่าวมาใช้จริง จะต้องเสียแผ่นดินให้แก่เขมร จำนวนมหาศาล ซึ่งนายวศินได้ออกมาโต้สองประเด็นคือ ประเด็นแรกที่นายวศินกล่าวก็คือ ประเด็นแผนแม่บท TOR46 ที่รับแผนที่ ฉบับดังกล่าวเพราะจากคำตัดสินของศาลโลกกรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่งนายวศินอ้างว่าศาลโลกได้ตัดสินให้ไทยมีผลผูกพันกับแผนที่ฉบับนี้ และประเด็นที่สองคือสยามไปขอให้ฝรั่งเศสทำแผนที่ให้ “อันนี้ของจริง เป็นเบื้องหลังจริงๆ เพราะคุณวศินเป็นทั้งประธานJBCไทย และเป็นที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศด้านกฎหมาย แล้วจู่ๆ มาบอกว่าที่รับแผนที่1ต่อ2แสนเพราะศาลโลกตัดสินให้ไทยยอมรับและ ผูกพันกับแผนที่ฉบับนี้ และอ้างว่าเป็นเพราะไทยเป็นฝ่ายขอร้องให้ฝรั่งเศส เป็นผู้ทำแผนที่ให้ โอ้โห...พูดแบบนี้ได้อย่างไร มันผิดหมดเลย” ม.ล.วัลย์วิภากล่าวต่อว่า จากคำตัดสินของศาลโลกปีพ.ศ.2505 ศาลโลกไม่เคยมีคำตัดสินให้ไทยยอมรับหรือใช้แผนที่ฉบับดังกล่าว ส่วนในประเด็นที่ไทยขอให้ฝรั่งเศสทำแผนที่ให้นั้นก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน เนื่องจากแผนที่ฉบับดังกล่าวเกิดจากคณะกรรมการปักปันผสมไทย-ฝรั่งเศส ที่ไม่ได้มีหน้าที่ทำแผนที่ แต่มีหน้าที่ปักปันเขตแดนอย่างเดียว และถูกทำขึ้นหลังจากคณะกรรมการชุดดังกล่าวถูกยุบไปด้วยซ้ำ เพราะคณะกรรมการปักปันผสมถูกยุบในปีค.ศ.1907 แต่แผนที่ถูกทำขึ้น ในปีค.ศ.1908 “การที่เจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นข้าราชการระดับสูงขนาดนี้ออกมาพูดเช่นนี้ เป็นคำพูดที่หวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหวังให้เกิดการแบ่งแยกราชอาณาจักรไทย ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นการกระทำที่สมควรถูกพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง” ม.ล.วัลย์วิภากล่าว

สุมาอี้

จำนวนข้อความ : 75
Registration date : 24/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สุมาอี้

ตั้งหัวข้อ  สุมาอี้ on Sun Nov 08, 2009 9:28 pm

เอกสารประกอบการบรรยายพิเศษ
เรื่อง “มุมมองยุทธศาสตร์โลกผ่านบริบทของ ศบท.ฯ”
ประเด็นตัวอย่าง มุมมองทางยุทธศาสตร์ต่อกรณีปราสาทพระวิหาร
โดย พ.อ.บรรจง ไชยลังกา
วันอังคารที่ ๑๓ ม.ค.๕๒ ณ ห้องประชุม ยก.ทหาร ชั้น B ๑ อาคาร บก.ทท.
๑. Karl Von Klausewitz นักปราชญ์ด้านการทหารของโลก ได้กล่าวถึงว่า “คำถามแรกสุด สำคัญที่สุด และ ตอบได้ยากที่สุด สำหรับผู้นำ ทั้งทางการเมือง และการทหาร คือ ต้องบอกให้ได้ว่า สงครามที่กำลังต่อสู้อยู่นี้ คือ สงครามอะไร โดยต้องไม่พยายามบอกให้มันผิด หรือพยายามเปลี่ยนมันให้เป็นอะไรสักอย่าง ซึ่งไม่ใช่ตามที่มันเป็นจริง นี่แหละ คือ สิ่งแรกสุดของบรรดาคำถามทางยุทธศาสตร์ทั้งหลาย และครอบคลุมเรื่องราวทั้งสิ้นที่ต้องรู้เกี่ยวกับสงคราม”
สงครามที่เรากำลังต่อสู้อยู่นี้ เป็นสงครามทางกฎหมายระหว่างประเทศ ประเด็นทางกฎหมายระหว่างประเทศมีความสำคัญที่สุด รองลงมาคือมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หากเราไม่รู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้อย่างแจ้งชัด จะทำให้เราหลงไปต่อสู้ในสงครามในลักษณะที่เราไม่อาจเอาชนะได้
๒. ลำดับเหตุการณ์
- พ.ศ. ๒๔๔๒ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ค้นพบปราสาทพระวิหาร
- พ.ศ. ๒๔๔๗ ประเทศฝรั่งเศสเข้าครอบครองอินโดจีน ได้ทำสนธิสัญญาปักปันเขตแดน ระบุให้ใช้สันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ซึ่งมีผลให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนไทย
- พ.ศ. ๒๔๕๑ ฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ฝ่ายเดียว ส่งมอบให้ไทย มีแผ่นหนึ่งคือ "แผ่นดงรัก" ที่ครอบคลุมพื้นที่ปราสาทพระวิหาร และไม่ได้ใช้แนวสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ทำให้ปราสาทพระวิหารในแผนที่อยู่ในดินแดนของกัมพูชา โดยที่รัฐบาลไทยในขณะนั้นไม่ได้รับรองหรือทักท้วงความถูกต้อง
- พ.ศ. ๒๔๗๙ ไทยขอปรับปรุงเขตแดน แต่ฝรั่งเศสผัดผ่อน
- พ.ศ. ๒๔๘๒ ไทยขอปรับปรุงเขตแดนกับฝรั่งเศสอีกครั้ง แต่ตกลงกันไม่ได้
- พ.ศ. ๒๔๘๔ อนุสัญญาโตเกียว ทำให้ดินแดนที่เสียไปเมื่อ ร.ศ. ๑๒๓ และ ร.ศ. ๑๒๖ บางส่วน รวมถึงปราสาทพระวิหารกลับมาอยู่ในดินแดนไทย
- พ.ศ. ๒๔๘๙ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้มีการยกเลิกอนุสัญญาโตเกียวโดยสนธิสัญญาประนีประนอม โดยมีสหรัฐอเมริกา, อังกฤษ และเปรูเข้ามาไกล่เกลี่ย
- พ.ศ. ๒๔๙๒ ประเทศไทยเข้าครอบครองปราสาทพระวิหาร โดยใช้หลักสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน
- พ.ศ. ๒๔๙๓ กัมพูชาเป็นเอกราชจากฝรั่งเศส
- พ.ศ. ๒๕๐๑ กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยคืนปราสาทพระวิหาร
- พ.ศ. ๒๕๐๒ กัมพูชาฟ้องร้องต่อศาลโลก
- พ.ศ. ๒๕๐๕ ศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ด้วยเสียง ๙ ต่อ ๓
- พ.ศ. ๒๕๕๐ กัมพูชาเสนอองค์การยูเนสโก ให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
- ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ได้ลงนามยินยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว ร่วมกับ นายอึง เซียน เอกอัครราชทูตกัมพูชา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
- ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ทางการกัมพูชาปิดปราสาทพระวิหารชั่วคราว หวั่นผู้ไม่ประสงค์ดีเข้าไปทำร้ายชาวกัมพูชาในบริเวณใกล้เคียง
- ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นยุติการดำเนินการตามมติ ครม.ที่รับรองการออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาสนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไปจนกว่าคดีจะเป็นที่สิ้นสุด หรือ ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
- ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ องค์การยูเนสโก ประกาศรับปราสาทพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลกเฉพาะแต่เพียงตัวปราสาท
- ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาให้มติคณะรัฐมนตรีขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ วรรค ๒
- ในที่สุด ได้นำมาสู่ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน โดยกัมพูชาได้ขยายข้อขัดแย้งไปสู่การเรียกร้องดินแดนในส่วนอื่น ๆ อีกหลายแห่ง
๓. ข้อเท็จจริง ประเด็นกฎหมายระหว่างประเทศ
๓.๑ บรรทัดฐานจากการพิพากษาของศาลโลก
ศาลโลก ได้วินิจฉัยในประเด็นอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนที่ตั้งของปราสาทพระวิหาร โดยพิจารณาเส้นเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาบริเวณที่ตั้งของปราสาทพระวิหาร ประเทศไทยอ้างว่าตามหลักฐานเอกสารแสดงว่า ต้องกำหนดเขตแดนตามธรรมชาติที่เห็นได้ชัดเจนและไม่ผิดพลาด เช่น แม่น้ำ ภูเขา สันเขา ชะง่อนผา ศาลเห็นว่าเส้นเขตแดนยึดถือเส้นทางชัดเจน เช่น สันปันน้ำ ซึ่งคู่ความได้ตกลงกันใน พ.ศ.๒๔๔๗ ฉะนั้น คู่ความจะตั้งใจถือเอาชะง่อนผาเป็นเส้นเขตแดนเสมอไปไม่ได้ ศาลจึงไม่จำเป็นต้องฟังข้อโต้แย้งอื่นเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี
ศาลได้พิจารณาแผนที่ (มาตราส่วน ๑:๒๐๐,๐๐๐ ที่กัมพูชาใช้อ้างประกอบคดีว่าเป็นแผนที่ของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างไทย-ฝรั่งเศส) ซึ่งยังไม่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการปักปันเขตแดน จึงไม่มีผลผูกพันในขณะที่ทำขึ้น แต่ประเทศไทยก็มิได้คัดค้านภายในเวลาอันควร จึงถือว่าเห็นชอบด้วย คณะกรรมการฝ่ายไทยไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ได้แสดงท่าทีคัดค้านว่าแผนที่นั้นไม่ถูกต้อง เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ยังต้องขอบใจราชทูตฝรั่งเศสเมื่อได้รับแผนที่นั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดก็มิได้ประท้วง ต่อมาเมื่อมีการประชุมคณะกรรมการปักปันเขตแดนที่กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๒ เพื่อทำแผนที่ใหญ่โดยใช้แผนที่ฉบับนี้เป็นหลักก็ไม่มีผู้ใดคัดค้าน แผนที่ที่กรมแผนที่ของประเทศไทยทำขึ้นเองเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๐ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า


กรณีปราสาทพระวิหารเป็นของใคร ศาลจึงตัดสินไปตามคำขอเท่านั้น แต่นัยสำคัญของคำพิพากษาคือ ศาลพิพากษาตามเส้นเขตแดนที่ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายจัดทำตามแผนที่มาตราส่วน ๑:๒๐๐,๐๐๐ ที่กัมพูชาใช้อ้างประกอบคดีว่าเป็นแผนที่ของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่าง ไทย-ฝรั่งเศส ทั้ง ๆ ที่ไทยไม่เคยรับรองความถูกต้องของแผนที่ฉบับนี้มาก่อน
๓.๒ ประเด็นกฎหมายของความตกลงระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา
รัฐบาลทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามใน MOU เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๓ เพื่อให้มีการสำรวจและปักปันเขตแดนร่วมกัน มีประเด็นสำคัญทางกฎหมาย คือ การสำรวจและปักหลักเขตแดนทางบกจะดำเนินการโดยใช้เอกสารหลักฐานที่ผูกพันไทยและกัมพูชาตามกฎหมายระหว่างประเทศ คืออนุสัญญาฉบับลงวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๔๗ สนธิสัญญาฉบับลงวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ.๒๔๕๐ กับพิธีสารแนบท้าย และแผนที่แสดงเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชามาตราส่วน ๑:๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งจัดทำขึ้นตามผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน
สาระของ MOU เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๓ แสดงให้เห็นว่า แผนที่แสดงเส้นเขตแดนที่ฝรั่งเศสได้จัดทำขึ้นและมีผลทำให้ศาลโลกตัดสินให้เราแพ้คดีในปี พ.ศ.๒๕๐๕ นั้น ไทยได้ให้การยอมรับว่าเป็นแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนตาม MOU นี้
ผู้แทนฝ่ายไทยที่ลงนามใน MOU ฉบับนี้ คือ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในสมัยที่มีนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนฝ่ายกัมพูชา ลงนามโดยนายวาร์ คิม ฮง ที่ปรึกษารัฐบาลผู้รับผิดชอบกิจการชายแดนของกัมพูชา
๓.๓ สรุปประเด็นด้านกฎหมายระหว่างประเทศ
๓.๓.๑ กรณีปราสาทพระวิหารนั้น ไทยเสียเปรียบกัมพูชาตามบรรทัดฐานคำพิพากษาของศาลโลก ที่ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา โดยพิจารณาจากการที่กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนที่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ จากหลักฐานเส้นเขตแดนตามแผนที่มาตราส่วน ๑: ๒๐๐,๐๐๐ ที่กัมพูชาใช้อ้างประกอบคดี และกัมพูชาอ้างว่าเป็นแผนที่ของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างไทย-ฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม ไทยอาจยังมีข้อต่อสู้บ้าง จากข้ออ้างว่าไทยอยู่ในสภาวะจำยอมต่ออำนาจบังคับของฝรั่งเศส จึงไม่อาจคัดค้านความไม่ถูกต้องดังกล่าวได้ แต่ไทยก็ไม่เคยรับรองแผนที่ฉบับนั้นเลย
๓.๓.๒ ไทยเสียเปรียบกัมพูชามากขึ้น ตาม MOU ระหว่างไทย-กัมพูชา พ.ศ.๒๕๔๓ ที่รัฐบาลไทยได้ให้การยอมรับต่อแผนที่แสดงเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชามาตราส่วน ๑:๒๐๐,๐๐๐ ที่กัมพูชาอ้างว่าเป็นแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนซึ่งจัดทำขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี พ.ศ.๒๔๔๗ และสนธิสัญญาฉบับปี พ.ศ.๒๔๕๐ ซึ่งแผนที่ฉบับนี้เอง ที่ทำให้ไทยแพ้คดีในศาลโลกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๕ ต้องสูญเสียประสาทพระวิหารให้กับกัมพูชา ทั้ง ๆ ที่ไทยไม่เคยรับรองความถูกต้องของแผนที่มาก่อน แต่ตาม MOU ฉบับนี้ ถือได้ว่าไทยได้ให้การยอมรับแผนที่ฉบับนี้อย่างเป็นทางการ ซึ่งทำให้ไทยไม่อาจกล่าวอ้างการไม่ยอมรับแผนที่ฉบับนี้ได้อีกต่อไป
๓.๓.๓ ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ MOU พ.ศ.๒๕๔๓ ทำให้ไทยเสียเปรียบในการปักปันเส้นเขตแดนไทยกัมพูชาในส่วนอื่น ๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกรณีของปราสาทตาเมือนธม ที่จังหวัดสุรินทร์ หรือปราสาทสต๊กก๊อกธมที่จังหวัดสระแก้ว และอาจจะรวมไปถึงอาณาเขตทางทะเลซึ่งถือเอาเส้นเขตแดนทางบกเป็นแนวลากแบ่งลงไปในทะเล










๓.๓.๔ ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ การลงนามรับรองแผนที่ตาม MOU นั้น ผู้แทนฝ่ายไทยซึ่งเป็นประเทศที่ใหญ่กว่า ต้องใช้ถึงระดับรัฐมนตรี ในขณะที่ประเทศเล็กอย่างกัมพูชากลับใช้เพียงผู้แทนในระดับที่ปรึกษาของรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งมีผลทำให้ไทยเสียเปรียบในด้านกฎหมายระหว่างประเทศมากขึ้นไปอีก
๓.๓.๕ สรุปได้ว่า ด้านกฎหมายระหว่างประเทศนั้น กัมพูชาน่าจะได้เปรียบไทย แต่อย่างไรก็ตาม หากไม่จำเป็นจริง ๆ แล้ว คาดว่ากัมพูชาไม่น่าจะนำข้อพิพาทเข้าสู่ศาลโลก เพราะศาลโลกอาจพิพากษาให้ไทยเป็นฝ่ายชนะคดีก็ได้ รวมทั้งการพิจารณาคดีอาจใช้เวลานานมาก ซึ่งในอดีตได้เคยใช้เวลาในการพิจารณาถึง ๓ ปี (พ.ศ.๒๕๐๒ – พ.ศ.๒๕๐๕) ระยะเวลาอันยาวนานดังกล่าว อาจส่งผลเสียหายต่อกัมพูชาอย่างร้ายแรงในด้านอื่น ๆ ก็ได้ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจซึ่งกัมพูชาต้องพึ่งพาอาศัยไทยเป็นอย่างมาก ดังนั้น ความเคลื่อนไหวในเวทีระหว่างประเทศของกัมพูชาที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นการใช้ความได้เปรียบด้านกฎหมายในการต่อรองผลประโยชน์กับประเทศไทยเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ไทยต้องขัดขวางทุกวิถีทางที่จะไม่ให้กรณีดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของศาลโลก ไม่ควรนำอธิปไตยของชาติเข้าไปเสี่ยงต่อสู้ในสงครามทางกฎหมายที่ไทยเสียเปรียบอย่างยิ่งเช่นนี้
๔. สถานการณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
๔.๑ เวทีระหว่างประเทศ
ข้อสังเกตการประกาศเป็นมรดกโลก
- ขัดต่อหลักการได้รับการรับรองจากคู่กรณีที่ขัดแย้ง (วัตถุประสงค์ของมรดกโลก ต้องมุ่งสู่การเสริมสร้างสันติภาพ) แต่ทำไมจึงได้รับการรับรองจาก UNESCO?
- ขัดต่อหลักความสมบูรณ์ของสิ่งที่ได้รับการประกาศ (ในกรณีนี้ ประกาศเฉพาะตัวปราสาท ไม่รวมถึงส่วนประกอบอื่น ๆ ของปราสาทด้วย) แต่ทำไมจึงได้รับการรับรองจาก UNESCO?
คำตอบคือ กัมพูชาได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา อย่างแข็งขัน ทั้ง ๆ ที่ขัดต่อหลักการข้างต้น การที่สหรัฐฯเป็นผู้ดำเนินการหลักในการให้กัมพูชาได้รับการสนับสนุนเป็นมรดกโลกนั้น เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสหรัฐฯและยุโรปไม่พอใจไทยจากกรณีการทำรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ และผลสืบเนื่องมาจากการทำรัฐประหารดังกล่าวที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงปัญหาความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ทั้งเรื่องเครื่องบินกริพเพนของกองทัพอากาศ และกรณีซีแอลยารักษาโรคเอดส์ของกระทรวงสาธารณสุข สหรัฐฯอาจใช้กรณีดังกล่าวนี้บีบบังคับไทย โดยก่อนที่จะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้น สหรัฐฯ ได้ให้ความช่วยเหลือทางทหารต่อกัมพูชาโดยเมื่อ ๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๑ สหรัฐฯ ได้ส่งมอบ


จำนวน ๑๐ คันและกองพลน้อยนาวิกที่ ๓๑ จำนวน ๕ คัน
ฝรั่งเศส เป็นพันธมิตรที่ให้การสนับสนุนกัมพูชาอย่างแข็งขันที่สุด ทำให้กัมพูชาชนะในศาลโลกในปี พ.ศ.๒๕๐๕ และให้การสนับสนุนการขึ้นทะเบียนในครั้งนี้อย่างแข็งขัน รวมถึงให้การสนับสนุนกัมพูชาเพื่อนำประเด็นขัดแย้งในปัจจุบันเข้าสู่การพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติด้วย
ยังมีประเทศอื่น ๆ ที่ให้การสนับสนุนกัมพูชามากกว่าไทย เช่น อังกฤษ รัสเซีย เวียดนาม จีน สิงคโปร์ เป็นต้น ซึ่งไทยจำเป็นต้องหาทางแก้ไขประเด็นของเวทีระหว่างประเทศโดยเร่งด่วนให้ได้
๔.๒ กัมพูชา
กัมพูชามีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้นเป็นการเดินหน้าไปตามยุทธศาสตร์ ๔ เหลี่ยมเศรษฐกิจของสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ประกอบไปด้วย ๑.เรื่อง การเติบโตทางเศรษฐกิจ ๒.การสร้างงาน ๓.ความเสมอภาค และ ๔.เสรีภาพ นี่คือเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของกัมพูชา (Cambodia Millennium Development Goal) ภายใต้การสนับสนุน UNDP ตัวอย่างจากนครวัดซึ่งขึ้นทะเบียนไปเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๕ เฉพาะค่าเข้าชมอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทไม่รวมค่าที่พัก ใช้จ่ายของที่ระลึก ร้านอาหาร ฯลฯ ซึ่งเฉลี่ยแล้วนักท่องเที่ยวใช้จ่ายต่อหัวนักท่องเที่ยวคือ ๖๐๐ - ๗๐๐ เหรียญต่อวัน รายได้เหล่านี้มากขึ้นเป็นสองเท่าของรายได้ก่อนได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลก ดังนั้น มรดกโลกคือเขาพระวิหารนั้นคือเครื่องจักรที่จะขับเคลื่อนการเติบทางเศรษฐกิจของกัมพูชา
นอกจากนั้นแล้ว ประเทศกัมพูชาเป็นประเทศเล็กที่อยู่ระหว่างประเทศใหญ่ ๒ ประเทศ คือไทยและเวียดนาม ดังนั้น เศรษฐกิจของกัมพูชาจึงต้องผูกพันกับทั้งสองประเทศเป็นอย่างมาก และจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีไว้ โดยเฉพาะผลประโยชน์จากยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี เจ้าพระยา และแม่โขง หรือ ACMECS ที่ประกอบด้วยไทย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งมีไทยเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายคมนาคมตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ นอกจากนี้ ยังมียุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ The Greater Mekong ซึ่งประกอบไปด้วยไทย กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และจีน โครงการเหล่านี้ จะส่งเสริมเศรษฐกิจกัมพูชาในระยะยาวได้เป็นอย่างมาก ในปีที่ผ่านมา ความร่วมมือเหล่านี้ทำให้การค้าระหว่างไทยกับกัมพูชาเติบโตอย่างมาก มูลค่าการค้าไทย-กัมพูชาประมาณ ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่ไทยได้ดุลการค้าประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์
ผลประโยชน์เฉพาะหน้าของรัฐบาลกัมพูชาก่อนการเลือกตั้งเมื่อ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๑ นั้น ผลงานจากการให้องค์การยูเนสโก ประกาศรับปราสาทพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลก จึงเป็นการหาเสียงที่ได้ผลมาก รัฐบาลกัมพูชาจึงดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว และประสบความสำเร็จเมื่อ ๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนการเลือกตั้ง ๒๐ วัน ต่อมาฝ่ายไทยประท้วงและส่งทหารเข้าไปในเขตพื้นที่ทับซ้อน รัฐบาลกัมพูชาจึงต้องแสดงออกอย่างเต็มที่ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว ทั้งเวทีในระดับภูมิภาคคืออาเซียนและเวทีระดับโลกคือองค์การสหประชาชาติ มีการนำเรื่องการเผชิญหน้าระหว่างกัมพูชาและไทยที่บริเวณปราสาทพระวิหารแจ้งเวียนต่อที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ตามเวลาในนครนิวยอร์ก หรือวันที่ ๑๙ กรกฎาคมตามเวลาในไทย ผู้แทนกัมพูชาประจำยูเอ็นได้แจ้งต่อที่ประชุมว่าไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชาตามแผนที่ในสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสในปี พ.ศ.๒๔๔๗ ที่เก็บไว้ ณ ศาลโลก พร้อมกับระบุว่าการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้ทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นในสังคมไทย ทำให้ทหารไทยบุกขึ้นไปยึดพื้นที่ของกัมพูชาในเวลาต่อมา จากความเคลื่อนไหวเหล่านี้ ทำให้พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาก็ได้รับการเลือกตั้งด้วยเสียงท่วมท้น
ผลประโยชน์ระยะสั้นของรัฐบาลกัมพูชาภายหลังการเลือกตั้ง คือผลงานของรัฐบาล ที่สำคัญที่สุดคือผลงานด้านเศรษฐกิจ ความขัดแย้งกับประเทศไทย จึงไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของกัมพูชา แต่หากไม่มีทางเลือก รัฐบาลกัมพูชาอาจต้องขยายความขัดแย้งในเรื่องดินแดนกับไทยขึ้นไปอีก เพื่อนำกรณีที่เกิดขึ้นเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศและศาลโลก ซึ่งกัมพูชาได้เปรียบไทยเป็นอย่างมาก และเป็นผลประโยชน์ระยะยาวของกัมพูชา
๔.๒.๑ จุดแข็ง
๔.๒.๑.๑ ความได้เปรียบด้านกฎหมายระหว่างประเทศ
เกิดจากบรรทัดฐานจากผลการตัดสินของศาลโลกที่ใช้หลักฐานจากแผนที่มาตราส่วน ๑: ๒๐๐,๐๐๐ ที่ฝรั่งเศสจัดทำขึ้นเป็นหลักฐานชี้ขาด รวมทั้งการยอมรับในแผนที่ดังกล่าวของไทยตาม MOU ปี ๒๕๔๓ อาจทำให้กัมพูชาเรียกร้องดินแดนส่วนอื่น ๆ ตามแผนที่ดังกล่าวอีก สังเกตได้จากการสร้างความขัดแย้งในส่วนอื่น ๆ ขึ้นอีกหลายแห่ง
๔.๒.๑.๒ ความได้เปรียบในเวทีระหว่างประเทศ
ความได้เปรียบด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะฝรั่งเศสสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติและเป็นผู้จัดทำแผนที่ดังกล่าวขึ้น และการได้รับการสนับสนุนในการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ
๔.๒.๒ จุดอ่อนที่สำคัญคือ ความต้องการด้านเศรษฐกิจ
๔.๒.๓ สิ่งที่คาดว่ารัฐบาลกัมพูชาจะกระทำมากที่สุด ได้แก่
๔.๒.๓.๑ อาจใช้ความได้เปรียบที่มีอยู่ต่อรองผลประโยชน์กับไทย
๔.๒.๓.๒ อาจขยายข้อขัดแย้งดินแดนตลอดแนวชายแดน เพื่อนำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของเวทีระหว่างประเทศและศาลโลกต่อไป
๔.๓ ประเทศไทย
๔.๓.๑ จุดอ่อน
๔.๓.๑.๑ ประเทศไทยมีปัญหาในเรื่องอำนาจบริหารงานต่างประเทศ
อำนาจบริหารได้ถูกแทรกแซงจากอำนาจตุลาการอย่างมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการตัดสินคดีของศาลปกครองกลางในซึ่งนักกฎหมายมหาชนออกมาวิจารณ์ ทั้ง ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และอ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กับคณะ ได้ชี้ประเด็นว่า ศาลปกครองไม่น่าจะมีอำนาจพิจารณาคดีนี้ เพราะกิจการต่างๆ ที่เกี่ยวกับด้านระหว่างประเทศ ทางกฎหมายมหาชนถือว่าเป็นการกระทำทางรัฐบาล ไม่ใช่ทางปกครอง ดังนั้นศาลปกครองไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณาจารย์ที่ออกมาแสดงความเห็นชี้ประเด็นว่า ศาลปกครองสูงสุด ได้เคยวินิจฉัยแล้วในสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ไปลงนาม JTEPA และมีผู้ไปฟ้องให้ศาลปกครองออกคำสั่งชั่วคราว ห้ามไม่ให้ไปลงนาม และศาลปกครองก็วินิจฉัยว่า ศาลปกครองไม่มีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่กรณีปราสาทพระวิหาร ศาลปกครองกลับรับพิจารณาและมีคำสั่งคุ้มครอง อาจารย์พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “...ในทางกฎหมาย ในความเห็นของผมเอง นี่ไม่ใช่ลักษณะการแปลความหรือตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่มีลักษณะถึงขั้นแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป หรืออาจเรียกว่า เติมความรัฐธรรมนูญมากกว่า เพราะรัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่า หนังสือสัญญานั้นมีบทเป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ เมื่อกฎหมายเขียนอย่างนี้ แต่ศาลตีความว่า ถ้าหากว่าเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจเกิดมีการเปลี่ยนแปลง ก็ถือว่าขัดแล้ว เท่ากับว่าเป็นการเติมความที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ไม่ได้เป็นการตีความ ... จากคำวินิจฉัยของศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ การดำเนินกิจการในทางต่างประเทศ หรือกิจการต่างประเทศของรัฐบาลคงถูกตรวจสอบโดยอำนาจของศาลอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่แค่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่โดยศาลปกครองด้วย โดยเฉพาะกรณีของศาลปกครอง ผมคิดว่าทำให้ศาลมีอำนาจครอบคลุมที่จะเข้าไปตรวจสอบการกระทำใดๆ ของรัฐบาลก็ได้ทั้งสิ้น...”
ดร.สุรชาติ บำรุงสุขกล่าวว่า “...เป็นมิติที่นักเรียนรัฐศาสตร์ที่เรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องตั้งหลักใหม่ทั้งหมด ถ้าเป็นอย่างนี้ อนาคตประชาธิปไตยไทยไม่ใช่ตรวจสอบและถ่วงดุล แต่ผมคิดว่า เรากำลังเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและเกินดุล คือไม่มีดุลพินิจแล้ว ยกเว้นแต่ในอนาคตเราจะเอากระทรวงต่างประเทศไปไว้อยู่ใต้สถาบันตุลาการ และให้สถาบันตุลาการเป็นคนปกครองแทน...”
แม้จะดำเนินงานด้วยความยากลำบาก แต่ผู้บริหารทุกฝ่ายก็ต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้ รวมทั้งต้องแก้ไขด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง และต้องคำนึงด้วยว่า ศาลโลกนั้น เขาไม่สนใจศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองของไทย
๔.๓.๑.๒ เกิดความแตกแยกภายในประเทศ
มีการปลุกระดมในเรื่องชาตินิยมจากกรณีปราสาทพระวิหารในลักษณะให้มีการเผชิญหน้ากันทางทหารอย่างรุนแรง เรื่องดังกล่าว อาจสุ่มเสี่ยงต่อการนำมหันตภัยอย่างร้ายแรงมาสู่ประเทศได้ ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีการปลุกระดมเรื่องชาตินิยมอย่างบ้าคลั่งมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีส่วนทำให้ประเทศชนะคดีในศาลโลกได้เลยแม้แต่น้อย ในปัจจุบันก็เช่นกัน ศาลโลกเขาไม่สนใจในเรื่องชาตินิยม แผนดาวกระจายของกลุ่มพันธมิตรก็ไม่มีผลต่อการพิจารณาของศาลโลก แต่อาจทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศอันธพาล (Rogue Country) ในเวทีระหว่างประเทศอีกด้วย ดังนั้น ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องใช้สติดำเนินงานด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง
๔.๓.๑.๓ ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
แม้ในปัจจุบันจะกลับมาสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้วก็ตาม แต่ไทยมีรากฐานมาจากการทำรัฐประหาร ยังเป็นระบอบประชาธิปไตยไม่เต็มใบ และยังมีความขัดแย้งกับสหรัฐฯด้านผลประโยชน์ทางการค้า ในเรื่องซีแอลยารักษาโรคเอดส์ของกระทรวงสาธารณสุข และการซื้อเครื่องบินกริพเพนของกองทัพอากาศ
๔.๓.๑.๔ ประเทศไทยไม่มียุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจน
ประเทศไทยไม่มีผู้รับผิดชอบในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ จึงทำให้ไม่มียุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจน ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติจะเป็นกรอบในการกำหนดยุทธศาสตร์ในประเด็นย่อยต่าง ๆ รวมถึงกรณีปราสาทพระวิหารด้วย
๔.๓.๒ จุดแข็ง
๔.๓.๒.๑ รากฐานที่แข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจ
ประเทศไทยมีรากฐานด้านเศรษฐกิจที่ดีกว่ากัมพูชา ควรใช้ประเด็นทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องต่อรองหลักในการสร้างความร่วมมือกับกัมพูชา เช่น ไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการท่องเที่ยวของกัมพูชา หรือความเป็นศูนย์กลางของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจต่าง ๆ ของภูมิภาคที่จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมหภาคของกัมพูชาในระยะยาว
๔.๓.๒.๒ การเป็นประธานอาเซียน
ในขณะนี้ ประเทศไทยกำลังจะได้เป็นประธานอาเซียน ทำให้ได้รับเครดิตทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ควรใช้เวทีระหว่างประเทศสร้างความเข้าใจกับมิตรประเทศเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างความร่วมมือกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
๕. ข้อเสนอแนะ
เพื่อไม่ให้ไทยต้องเสียดินแดน ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใด ๆ และเพื่อเป็นการเสริมสร้างสันติสุขและความเจริญมั่งคั่งให้กับชาติและภูมิภาคนี้ จึงมีข้อเสนอแนะ ดังนี้
๕.๑ การแก้ไขปัญหาในเวทีระหว่างประเทศ
๕.๑.๑ ต้องไม่ยอมให้นำกรณีที่เกิดขึ้น ไม่ว่าบริเวณใด ๆ เข้าสู่การพิจารณาของศาลโลก
๕.๑.๒ อย่านำเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ
๕.๑.๓ ต้องรีบแก้ไขความขัดแย้งกับประเทศสหรัฐอเมริกา (ซีแอลยา, กริพเพน) ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาซีแอลยาแล้วแต่ไม่สำเร็จ โดยนายไชยา สะสมทรัพย์ พยายามเสนอเลิกซีแอลยาและปรับย้ายนายแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ออกจากหน้าที่ แต่ถูกศาลพิพากษาให้ย้ายกลับคืนในตำแหน่งเดิม และนายไชยาฯ ได้ถูกพิพากษาให้พ้นหน้าที่ หากจะแก้ไขประเด็นนี้โดยไม่ให้ได้รับผลกระทบ ควรย้ายนายแพทย์ที่เกี่ยวข้องให้ได้รับตำแหน่งสูงขึ้นและให้พ้นจากหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับซีแอลยา จากนั้นจึงประกาศยกเลิกซีแอลยา แต่รัฐก็ควรให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบ โดยออกค่าใช้จ่ายยาให้ทั้งหมด
๕.๑.๔ สร้างพันธมิตรที่ดีกับประเทศที่เกี่ยวข้อง (มหาอำนาจอื่น ๆ, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์, ฯลฯ) โดยอาศัยความได้เปรียบจากการเป็นประธานอาเซียน
๕.๒ วิธีการแก้ปัญหาแบบทวิภาคี
๕.๒.๑ ยืนยันแนวสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดน (ค้างปัญหาเอาไว้)
๕.๒.๒ เร่งสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ
๕.๓ การแก้ปัญหาภายในประเทศ
๕.๓.๑ ต้องระวังอย่างยิ่งเพื่อไม่ให้ใช้กระแสชาตินิยมรุนแรงต่อกรณีที่เกิดขึ้น
๕.๓.๒ ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้อำนาจบริหารมีอิสระจากอำนาจตุลาการมากกว่านี้ และ สว. ควรมาจากการเลือกตั้ง
๕.๓.๓ สร้างความสามัคคีภายในชาติด้วยกระแสชาตินิยมที่ประกอบด้วยปัญญาและคุณธรรม
๕.๓.๔ ควรมีหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์เฉพาะในแต่ละประเด็น รวมถึงกรณีปราสาทพระวิหาร และพื้นที่อื่น ๆ ด้วย

……………………………………






หมายเหตุ ปัญหาพิพาทเขตแดน เขมร-ไทย กลายเป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬาร เมื่อรัฐบาลกัมพูชาของนายกฯฮุน เซน ยื่นเรื่องร้องเรียนไปถึงยูเอ็นว่าถูกประเทศไทยบุกรุกคุกคามอธิปไตย ล่าสุด คณะมนตรีความมั่นคงซึ่งมี 5 ชาติพี่เบิ้ม อเมริกา รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน เป็นหัวขบวน ก็เตรียมประชุมฉุกเฉินเพื่อสอบสวนเรื่องนี้โดยเร็ว!! นี่คือลีลาการทูตของกัมพูชาที่ต้องการ ดึงองค์กรระหว่างประเทศให้เข้ามาช่วยกดดันประเทศไทย สร้างภาพให้กัมพูชาเป็นฝ่ายถูกข่มเหงรังแก ป้ายขี้ให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้ร้ายในเวทีโลก
แค่นี้ยังไม่พอ ยังเตรียมยื่นฟ้องศาล โลกให้ตัดสินปัญหาเขตพื้นที่ทับซ้อนรอบปราสาทพระวิหาร 4.6 ตร.กม. ว่าอยู่ในเขต แดนกัมพูชา? หรือเป็นดินแดนของไทย? โดยใช้คำพิพากษาศาลโลกเมื่อปี 2505 ที่ตัดสินให้เขมรชนะคดีปราสาทพระวิหารเป็นหลักฐานสำคัญ ถามว่า ไทยมีหลักฐานอะไรที่จะพิสูจน์ ต่อศาลโลกว่าพื้นที่รอบเขาพระวิหาร 4.6 ตร.กม.อยู่ในเขตแดนของไทย?? หลักฐานสำคัญก็คือ แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาที่ “นพดล ปัทมะ” อดีต รมว. ต่างประเทศ ไปลงนามที่ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 5 แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้มีข้อความระบุชัดเจนว่า กัมพูชาจะขึ้นทะเบียนมรดกโลก “เฉพาะตัวปราสาทอย่างเดียว” โดยไม่ ล่วงล้ำดินแดนไทย และไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทับซ้อนที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้จัดทำหลักเขตแดนอย่างเป็นทางการ นี่คือหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ไม่ได้เป็นของเขมรแน่นอน!! เพราะถ้าพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. อยู่ใน เขตกัมพูชาจริง กัมพูชาคงไม่ขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะแค่ตัวปราสาทอย่างเดียว แต่ต้องรวมพื้นที่รอบตัวปราสาททั้งกระบิขึ้นเป็นมรดกโลกพร้อมกัน!! น่าเสียดาย ที่แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับนี้ ต้องเป็น “โมฆะ” ไม่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ก็เท่ากับไทยสูญเสียหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะใช้สู้คดี และถ้าหากประวัติศาสตร์ซํ้ารอย ไทยต้องเสียดินแดนแถมให้เขมรอีก 4.6 ตร.กม.ฟรีๆ
ความจริงปัญหาเขาพระวิหารอาจไม่ บานปลาย ถ้าไม่ถูกเอาไปขยายผลเป็นประเด็นการเมือง แต่เมื่อประเด็นปราสาทพระวิหารกลาย เป็นปัญหาระดับอินเตอร์ ไทยกับกัมพูชาในฐานะคู่กรณีก็ต้องสู้กันยิบตา ล่าสุด กัมพูชาพลิกลิ้นไม่ยอมรับว่าบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร4.6 ตร.กม.เป็นพื้นที่ทับซ้อนของไทย แต่กล่าวว่าพื้นที่ตรงนี้ เป็นของเขมรฝ่ายเดียว!! เป็นห่วงว่าเมื่อต้องสู้กันเรื่องเขตแดนทีไร ไทยมักเสียเหลี่ยมเขมรทุกที เพราะเขมรอ้างแผนที่ฝรั่งเศส-สยาม แต่ไทยอ้างแผนที่แอล 7017 ของ อเมริกา ในบันทึกข้อตกลงปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา ฉบับล่าสุด พ.ศ. 2543 ซึ่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รมช.ต่างประเทศ เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย ได้ระบุว่าการจัดทำหลักเขตแดนให้ยึดตามแผนที่ฝรั่งเศส-สยาม (คศ.1904) เป็นแนวทาง แต่ไม่ได้ระบุแผนที่แอล 7017 ของอเมริกาที่ไทยใช้อ้างอิง ก็เท่ากับเราไปยอมรับแผนที่ฝรั่งเศสของเขมรฝ่ายเดียวถ้าเป็นอย่างนี้ ไทยก็เสียเปรียบเขมรตามเคย.

สุมาอี้

จำนวนข้อความ : 75
Registration date : 24/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สุมาอี้

ตั้งหัวข้อ  สุมาอี้ on Sun Nov 08, 2009 9:33 pm

เรื่อง ปูดคนในยูเนสโก-คกก.มรดกโลก มีผลประโยชน์ในกัมพูชา ..

ข้อมูลจาก nonlaw.com

http://special.bangkokbiznews.com/detail.php?id=7595&username=phavihan


ปูดคนในยูเนสโก-คกก.มรดกโลก มีผลประโยชน์ในกัมพูชาจะเข้าข่าย"ทฤษฎีสมคบคิด"
หรือไม่ เมื่อนางฟรองซัวร์กับพวกในคกก.มรดกโลก-อิโคโมสชาติอินเดีย-ญี่ปุ่น-อเมริกา เร่งรัดผลักดันให้กัมพูชาได้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว

*สรุปสาระจากเวทีสัมมนาเรื่อง "คณะกรรมการมรดกโลกชนวนความขัดแย้งระหว่าง
ไทย - กัมพูชา" ที่รัฐสภา 20 ตุลาคม 2552 และมีถ่ายทอดวิทยุรัฐสภาตลอดรายการด้วย
นายเทพมนตรี ลิมปพะยอม นักวิชาการอิสระ คลังสมองคนหนึ่งของภาคพลเมืองคัดค้าน
กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ได้ฉีกแผนที่ 1 ต่อ 200000 ของกัมพูชาที่แนบท้ายแถลงการณ์ยื่นต่อคณะกรรมการมรดกโลก เป็นการตอบโต้ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ก้าวร้าวข่มขู่หลายครั้งว่าจะฉีกแผนที่ของฝ่ายไทยต่อหน้าถ้าหยิบยกขึ้นมาเจรจา

"และใครนำแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน มาอ้าง ถือว่าทรยศชาติ จากนี้ไป
แผนที่นี้จะมีค่าแค่ในพรมเช็ดเท้า" เทพมนตรี กล่าว

เขาได้ย้อนไปเมื่อ 20 มิ.ย.2505 หลังการตัดสิน หม่อมเจ้าวงษ์มหิป ชยางกูร
เอกอัครราชทูตไทย ประจำเนเธอแลนด์ ได้เข้าพบศาสตราจารย์อังรี โรแลงด์ หนึ่งในทนายของฝ่ายไทยได้ให้ข้อคิดเห็นว่าการที่ศาลโลกไม่พิจารณาแผนที่ 1 :200000 จะเป็นคุณแก่ฝ่ายไทยเพราะแผนที่นี้ใช้ไม่ได้ ไม่เห็นเส้นเขตแดนชัดเจน จึงทำให้นายถนัด คอมันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ได้ทำหนังสือสงวนคำค้านไว้ยื่นต่อนายอู่ ถันเลขาธิการองค์การสหประชาชาติถ้ามีหลักฐานใหม่ ไทยจะยื่นคำร้องขอจัดทำเส้นเขตแดนใหม่จะให้ศาลได้ชี้เส้นเขตแดนว่าอยู่ตรงไหน ทั้งนี้จนถึงปัจจุบันต้องถือว่าตัวปราสาทพระวิหาร
ก็ยังเป็นของไทย และยังไม่ได้ถอดออกจากบัญชี โบราณสถานของไทยด้วย

ต่อมานับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2551 ฝ่ายกัมพูชามาพูดถึง แผนที่ เอ็น 1
กระทรวงการต่างประเทศ ของไทยก็ไม่เคยยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อปกป้องเลย

เมื่อเอ่ยถึงตัวแทนกระทรวงบัวแก้ว ได้ระบุถึงนายวศิน ธีรเวชญาณ ประธาน
คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(ฝ่ายไทย) ชอบอ้างว่าเอกสารคำพิพากษาศาล
ระหว่างประเทศระบุเป็นของกัมพูชาถึง 21 แห่ง และนายวศิน มาให้ข้อมูลต่อ คณะกรรมาธิการ
ของรัฐสภาชุดต่าง ๆ ก็ยืนยันว่าจะต้องตั้งคณะกรรมการปักปันเขตแดนขึ้นมาก่อน
แล้วค่อยไปเจรจาเรื่องข้อพิพาทบุกรุกพื้นที่ชายแดน คือแยกสองเรื่องไม่ให้เกี่ยวข้องกัน
ซึ่งไม่ถูกต้อง และในเวบไซต์กระทรวงการต่างประเทศ มีแต่ข้อมูลบิดเบือนตลอด

"ผมท้าให้ฟ้องผมได้เลย เพราะยิ่งกว่านั้นเวบไซต์ของยูเนสโกยังระบุถึงขั้นว่า
มีเนื้อที่ประมาณ 2462.5 เฮกตาร์ คูณ 6.1 ไร่ เป็นจำนวน 15,021.25 ไร่ เพราะฉะนั้น
ไม่ใช่ 4.6 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,800 ไร่"

ยังกร้าวว่า เราจะต้องถลกหนังยูเนสโก กับ คณะกรรมการมรดกโลก ที่ดูเหมือนแยกกัน
ทำหน้าที่ แต่ท้ายทีสุด ยูเนสโกต้องลงนามรับรองอยู่ดี พล.ท.นิพัธ ทองเล็ก
เจ้ากรมกิจการชายแดน เองก็ยอมรับดินแดนที่ทหารเคยเข้าไปรักษาการณ์ได้
แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ขึ้นไปอีกแล้ว เมื่อก่อนอำเภอกันทรลักษณ์เคยเก็บเงินค่าขึ้นชมปราสาทพระวิหารก็ทำไม่ได้แล้ว และทูตกษิต ภิรมย์ วันที่ไปเจรจากับทหารกัมพูชา (ก่อน 19 ก.ย.52) ก็ขึ้นไปไม่ถึงตีนบันไดเขาพระวิหารเลย

กรณี นายเตช บุนนาค ก่อนนั้นเคยเป็นอนุกรรมการวางแผนร่วมเขาพระวิหาร
ช่วงนั้นมีบริษัทรับเหมาของไทยจะสอดแทรกขอเข้าไปบูรณะโบราณสถานในกัมพูชา
แต่ทางฮุนเซนไม่ให้ บอกว่ามาตรฐานบูรณะของไทยไม่เหมาะกับกัมพูชา
อีกทั้งนายเตชมีส่วนร่วมวางแผนพัฒนาผาตาเฒ่าและเขาพระวิหาร ไปกินข้าวกับ ฮอร์ นัม ฮง
ว่าแล้วแถลงข่าวว่า ผลของแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร
เป็นมรดกโลกฝ่ายเดียวสิ้นสุดแล้ว แต่กลับมา ฮอร์บอกสื่อ มันก็ยังมีความหมายเป็นอย่าง
ที่มันเป็นอยู่ ที่นายเตชทำเช่นนั้นก็เพื่อช่วยปกป้องข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ
ที่ตกกะไดพลอยโจนไปกับนายนพดล ปัทมะ ที่ลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา
(Joint Communique)

นายเตช ไปกินข้าวเจรจากับ นายก็ก สุเมธ รองประธาน องค์การอัปสรา ออธอริตี้
(APSARA AUTHORITY) มีโครงสร้างง่ายๆ ภายใต้การบริหารของฮุนเซน และมีเวียดนาม
เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ในปี 1992 ยูเนสโกเห็นว่า นครวัดกำลังแย่ จึงจัดให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกและจัดสรรเงินให้บูรณะ และปัจจุบันองค์การอัปสราฯ ได้แปลงเป็นองค์การเอ็นเอพีวี
( National Authority for the Protection and Development natural of the Sacred Site of the Preah Vihear) มีนายฮี ตี ยาว(HE TY Yao) เป็นประธาน "ถามว่าทำไมผมรู้ในองค์กรอัปสรา ทำอะไรก็เพราะผมมีสายอยู่ในนั้น มีการพูดว่า กัมพูชา มี ไอซีซี อังกอร์ 1992 นพดลเลยเสนอให้มี ไอซีซี 7 ชาติ เข้ามาเกี่ยวข้องปราสาทเขาพระวิหารด้วย"

ปูดคนในคกก.มรดกโลก วิ่งเต้นหาผลประโยชน์ในเขมร
นายเทพมนตรี เรื่องนี้ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ของไทยเอง ไปลากยูเนสโก
เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เลยมั่วกันใหญ่ ระบุด้วยว่า นางฟร็องซ็วส ชาวฝรั่งเศส ที่เป็นพยานการลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ มีบ้านพักอยู่ในกัมพูชา เป็นคนประสานงานให้นายนพดล และนายซกอานไปลงนามที่องค์การยูเนสโก ที่ตั้งใกล้หอไอเฟล กรุงปารีส นายตีโอวานนี บอคคาร์ดี หัวหน้าฝ่ายเอเชีย-แปซิฟิคมรดกโลก องค์การยูเนสโก คนสนิทของนางฟรองซัสว์ ก็เข้าร่วมเป็นพยานด้วยเมื่อ 22 พ.ค.2551 ถ่ายรูปร่วมกับนายนพดล ความพยายามของกัมพูชาที่ต้องการจะได้ดินแดนปราสาทเขาพระวิหาร ตั้งแต่สมัยสมเด็จเจ้านโรดมสีหนุ โดยในปี 2502
ได้ประกาศพระราชกฤษฎีกา ตามแผนที่ 1:200000 กินมาถึงปราสาทตาเมือนธม และมายื่นขอเป็นมรดกโลกเมื่อมกราคม 2548 ถูกให้นำมาปรับปรุงกำหนดเขตกันชน (buffer zone)
กับเขตเพื่อพัฒนา (Development zone) ช่วงนั้น อีโคมอสเดินทางไปสำรวจ และอ้างเองว่า
เป็นดินแดนกัมพูชา ต่อมา เขมรยื่นอีกในมกราคม 2549 คราวนี้ บอคคาร์ดี้
เดินทางมากัมพูชาเพื่อเตรียมความพร้อมให้กัมพูชา ทั้งๆ ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการมรดกโลกเพื่อให้กำหนด 2 เขตที่กล่าว โดยรอบปราสาทเขาพระวิหาร และกัมพูชาก็ได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาคุ้มครองปราสาทเขาพระวิหาร นี่เองเริ่มเห็นความไม่ซื่อของยูเนสโก

และที่ผ่านมาเวบไซต์อุทยานเขาพระวิหาร ก็ระบุแนวเขตได้แค่ตีนบันไดปราสาท
เจ้าหน้าที่อุทยานไล่ชาวบ้านคนไทยออกจากบริเวณนั้น แต่ไม่ไล่ชาวกัมพูชาที่เข้ามาปลูกสร้างชุมชนสมัย พล.ท.แดน มีชูอรรถ เจ้ากรมแผนที่ทหาร ซึ่งป่วยมะเร็งเสียชีวิตไปแล้ว ได้ให้เอกสารต้นร่างที่ต่อมาจะเป็นเอกสาร แอล 7017 เมื่อ 22 ก.ค.2551 และบอกกับนายเทพมนตรีว่า“ผมเองเป็นคนไปกันพื้นที่ให้มัน คือใช้คำว่ามันเลย ตั้ง 50 ไร่ เพราะเข้าใจผิด”

นายมนัสภาส ชูโต ไปหารือกับนายซก อาน รองนายกฯ และรมต.สำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา
เรื่องการอบรมไอซีซีเปรียะ วิเฮียร์ และกัมพูชาตอบรับให้มี ไอซีซี 7 ชาติตั้งปี 2550 หรือ
คณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองและพัฒนาปราสาทพระวิหาร
(International Coordinating Committee - ICC) เรื่องนี้คนไทยรู้หลังตลอด กระทรวงการต่างประเทศไม่เคยบอกประชาชน 22 พ.ค.2551 นายนพดล บินไปพบ นางฟรองซ็วส ริวิแยร์ ซึ่งเป็นคนไปผลักดันจัดตั้งองค์การ เอ็นเอพีวี เพื่อรองรับไอซีซี 7 ชาติจะเข้ามาในอนาคต(นางจบม.ฝรั่งเศสเป็นอาจารย์พิเศษ ม.เยล อเมริกา)

กัมพูชาเร่งรัดมัดมือชก-หรือ"กษิต"ตั้งใจลงนามเอกสาร
ก่อน 7 ก.ค.2551 นายซก อาน ประธานคณะกรรมการมรดกโลกกัมพูชา เคยกล่าว
หมิ่นประมาทศาลปกครองของไทย ที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการอ้างใช้แถลงการณ์ร่วม
ยิ่งกว่านั้นกัมพูชายังกล่าวหาทหารไทยใช้ปืนยิงปราสาทพระวิหารถูกบันไดนาคเสียหาย
นางฟร็องซ็วส ได้มอบเงิน 3 หมื่นยูโรให้ไปจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่โดยรอบปราสาท
และปัจจุบันแผนดังกล่าวเสร็จแล้ว เชื่อว่าอยู่ในมือนางฟร็องซ็วส รอแต่ทางไทยต้องเข้ารัฐสภาพิจารณาอนุมัติเห็นชอบ ตามมติยูเนสโกที่เมืองควิเบค การประชุมครั้งที่ 32 ซึ่งยูเนสโก
ขอให้กัมพูชา 2 ข้อ คือ แถลงการณ์ร่วมสนับสนุน โดยไม่ต้องมีคำว่าไทยสนับสนุนอย่างแข็งขัน

สำหรับการดำเนินการฝ่ายไทยในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แทนที่จะดำเนินการ
ตามที่อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งควรจะเปิดเผยถ้อยคำอภิปรายของ
นายอภิสิทธิ์ในโอกาสต่อไป กลับเป็นว่า รัฐบาลนี้ได้ลงนามเอาทหารออกทั้งหมด
ทั้งที่ควรเป็นแค่ปรับลดกำลังเท่านั้น ขณะที่ กัมพูชามีทั้งทหารและชาวบ้านอยู่บริเวณดินแดน
กำลังพิพาทกันอยู่เต็มไปหมด

ยิ่งกว่านั้น ในวันหยุดจักรี 6 เมษายน 2552 หน่วยงานรัฐไทยอยู่งาน แต่กัมพูชาไม่หยุด
เชิญนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ(ของไทย)
ไปร่วมลงนามในร่างข้อตกลงว่าด้วยปัญหาชายแดนในพื้นที่ปราสาทพระวิหารที่กัมพูชาจัดทำขึ้น
** มีนายวาร์ คิม ฮง รัฐมนตรีอาวุโส ที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาด้านกิจการชายแดน
ประธานเจบีซีฝ่ายกัมพูชา

"ที่ผมเชื่อว่าฝ่ายไทยไม่ได้จัดทำร่างข้อตกลงนี้ขึ้นมา เพราะในหนังสือลงนามระบุให้
นายกษิต มีตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ซึ่งช่วงนั้นเมืองไทยกำลังมีข่าวจะปรับคณะรัฐมนตรี จะโยกนายกษิตไปนั่งรองนายกฯ”
นายเทพมนตรี กล่าวอีกว่า ยิ่งกว่านั้นมีเรื่องที่จะเป็นปัญหาตีความทางการปกครองด้วย
เพราะเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2551 นายกฤช ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ลงนามแทนปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และส่งเรื่องดังกล่าวไปยังสำนักพระราชวัง
อีกทั้งสมุดปกขาวคำชี้แจงของรัฐบาลเองก็ปิดบังข้อเท็จจริงสำคัญ

อย่างไรก็ตาม นายเทพมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยยังพอมีทางแก้ไขได้
ถ้าไม่มีการลงนามอะไรอีก และทางภาคประชาชนได้ดำเนินการล่ารายชื่อพลเมืองไทย
เพื่อยื่นผ่านคณะ กรรมาธิการฯ วุฒิสภา ไปยังคณะกรรมการมรดกโลก องค์การยูเนสโก อิโคมอสและยูเอ็น เพื่อให้พิจารณาทบทวนใหม่ทั้งหมด กับเสนอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนนางฟรองซ็วส ริวิแยร์ว่าได้เสียมารยาทเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบริษัท โทเทล ออยส์ ที่ได้สัมปทานขุดเจาะแหล่งพลังงานในกัมพูชาหรือไม่ มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่
"ว่ากันว่า นางฟรองซ็วสมีอิทธิพลอย่างสูงในบริษัทต่างๆ ของฝรั่งเศสที่จะเข้าไปได้งานในกัมพูชา"นายเทพมนตรี ระบุ

ขบวนการปลุกผีแผนที่ 1:200000
นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา จับประเด็นแผนที่ 1:200000 หรือแอนเน็กซ์ วัน(ANNEX 1)ของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งพอสรุปได้ว่า มีขบวนการปลุกผีแผนที่ 1: 200000 มาเป็นระยะ 4 ครั้ง
เพื่อให้กัมพูชาได้ดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งแผนที่ดังกล่าว เกิดแต่พิธีสาร
ระหว่างอินโดจีน - สยาม ค.ศ.1904(พ.ศ.2447) และมาเป็นแผนที่ในค.ศ.1907
โดยการเดินสำรวจของฝรั่งเศสฝ่ายเดียว คือ พันเอกแบร์นาร์ด ชาวฝรั่งเศส
มีผู้ช่วยชาวเขมรคือ ร้อยเอกอุก ซึ่งเมื่อสมเด็จเจ้าสีหนุฟ้องขึ้นสู่ศาลระหว่างประเทศ
โชคดีศาลให้ตัดแผนที่ออกไป

จนกระทั่งเกิดขบวนการปลุกผีแผนที่ 1:200000 อย่างน้อย 4 ครั้ง ๆ แรก
เมื่อมีการลงนามบันทึกช่วยจำหรือเอ็มโอยู ปี 2543 ในบทที่ 1

(ค) [Article(c)] ลงนามโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร)รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ คือไปยอมรับยกระดับความสำคัญของแผนที่เขมรทำ

ปลุกผีครั้งที่ 2 ในแผนแม่บท และทีโออาร์ ปี 2546 สาระสำคัญเกี่ยวเนื่องกับแผนที่
แอนเน็กซ์ วัน อยู่ในรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และเมื่อวันที่ 13 เม.ย.2549 รัฐบาลกัมพูชา
ตราพระราชกฤษฎีกา ระบุขอบเขตแดนตามแผนที่แอนเน็กซ์ วัน

ปลุกผีครั้งที่ 3 คือนายนพดล ปัทมะ ลงนามรับรองในแถลงการณ์ร่วมฯ ปี 22 พ.ค.2551

ปลุกผีครั้งที่ 4 วันที่ 28 ตุลาคม 2551 ที่กรุงเทพ และส่งแฟกซ์ ให้นายซก อาน ลงนาม
และส่งให้นางฟรองซ็วส ลงนามรับรอง

และกำลังมีการปลุกผีครั้งที่ 5** โดยรัฐบาลเสนอขอตกลงในร่างบันทึกข้อตกลงของ
คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(JBC) 3 ครั้ง เสนอต่อประธานรัฐสภา เพื่อบรรจุวาระพิจารณาตามมาตรา 190 คือร่างข้อตกลงเจบีซี 2 ฉบับ กับเรื่องบันทึกตกลงทางทหาร 1 ฉบับประเด็นสำคัญที่ต้องระวังคือเอาพื้นที่โดยรอบประสาทพระวิหารให้เขมรไปก่อน
เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลก และจะมาทำเขตแดนตามหลัง

นายคำนูณ เชื่อว่าเรื่องนี้กระทรวงบัวแก้วรู้ดีว่า ถ้าให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร
เป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว จะเกิดปัญหาดินแดนแน่ๆ และในปี 2550 การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่เมืองไครสเชิร์ช นิวซีแลนด์ ได้แต่งตั้งนายมนัสภาส ชูโต(อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีต่างประเทศสมัย นายนิตย์ พิบูลสงคราม) หัวหน้าทีมกระทรวงการต่างประเทศไปเจรจา แต่ได้แค่ชะลอการขึ้นทะเบียนดังกล่าวไว้ก่อน อีกทั้งยังระบุว่าปีถัดไปจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ แสดงว่าไทยไม่เคยยืนหยัดคัดค้านแผนที่กัมพูชาจัดทำขึ้นใหม่เลย ทั้งๆ ที่ศาลโลกก็ไม่ยอมตัดสินให้ ดังนั้น ถ้าเรื่องขึ้นสู่ศาลโลกอีกไทยอาจจะเสียค่า"โคตรโง่" อีกก็ได้ ตามหลักกฎหมายปิดปาก

"เพราะระบบคิดของกระทรวงบัวแก้ว เป็นแบบเพื่อแพ้มาแต่ต้น คือยอมรับเกือบเหมือน
กัมพูชาคิด ต่างแค่นิดเดียว ยังไม่ยอมรับแผนที่แอนเน็กซ์วัน พรรคเพื่อไทยเองก็คิดแบบกัมพูชาทำตัวว่านอนสอนง่าย เป็นคนดีในสายตานานาชาติ แล้วกลัวจะถูกนำไปสู่ศาลโลกอีกครั้ง กลัวทำไมแล้วเราไม่กลับไปได้มั้ย แค่ทวิภาคีได้ได้ เพราะพหุนี้มันยาก"

อีกตอนหนึ่งที่ ส.ว.คำนูณ ฝากแง่คิดเหน็บได้แสบสันต์คือ "ผมเองกลับชื่นชมเขาที่ยืนหยัด
ยืนยันอย่างเด็ดเดี่ยวจะเอาดินแดนให้ได้ เพราะเขารักชาติของเขา ผิดกับผู้นำของประเทศไทยไม่เจาะจง นับแต่ปี 2543 ถึง ปัจจุบันไม่มีลักษณะแบบผู้นำเขมร"

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงเจบีซี 3 ฉบับที่เข้าสู่สภาคาดว่าจะถ่วงไว้ด้วยการเสนอตั้งกรรมาธิการ
ร่วมพิจารณาก่อน

องค์กรระหว่างประเทศ ไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป
ยูเนสโก หรือองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ มีอุดมการณ์
เป็นกฎบัตรขององค์การฯ เขียนไว้ชัดเจนว่า
"เนื่องจากสงครามเริ่มในจิตใจของมนุษย์ เราต้องสร้างแนวป้องกันต่าง ๆ เพื่อธำรงไว้
ซึ่งสันติภาพในจิตใจของมนุษย์" ฉะนั้น กิจกรรมต่างๆ ของยูเนสโกที่ผ่านมา
และที่จะดำเนินต่อไป ก็เพื่อจะสร้างสันติภาพในระหว่างชนชาติทั้งหลายในโลก....แต่ปัจจุบัน
เป็นที่น่าสงสัย

นายวสุ โปษยะนันท์ สถาปนิก ชำนาญการพิเศษ กลุ่มวิชาการอนุรักษ์โบราณสถาน
สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร และเป็นผู้แทนประเทศไทยในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถานประเภทหินและการทำแผนบริหารจัดการพื้นที่โบราณสถานในเขตประเทศไทยในการเสนอปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ของกัมพูชาซึ่งต่อมา นายวสุ ประกาศแยกตัวจากกลุ่มนักวิชาการนานาชาติในที่ประชุมเมืองเสียมราฐเนื่องจากเห็นความไม่ถูกต้องของข้อมูลทางวิชาการ และการจัดการที่ไม่อาจยอมรับได้ อีกทั้งยังมีส่วนร่วมจัดทำรายงานข้อโต้แย้งการประเมินของอิโคโมสสากล ต่อกรณีปราสาทพระวิหาร

"ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติพูดไปต่างๆ เพราะเขาไม่รู้จริง มีเจ้าหน้าที่อิโคโมสชาวอินเดีย
(ดีเว กุปตะ Divay Gupta) เป็นคนประเมินปราสาทพระวิหาร แต่ปรากฏว่ากลับไปช่วยกัมพูชา
ทำแผนเสียเอง นอกจากนี้ คนของฟรัองซัวส์ มีอะไรก็ไปรายงานโดยตรงต่อ ซก อาน
แต่ไม่ยอมบอกทางไทย ผมเองถอนตัวจากอีโคโมส นายวีระชัย พลาดิศัย
ก็ไปพบฟรองซ็วส บอกให้จัดส่งเอกสารค้านและไทยทำเสร็จตามหลักวิชาการแล้วก็ส่งให้
ยูเนสโก อิโคโมสสากลและชาติสมาชิก ตามกำหนดก่อนการประชุมที่เมืองควิเบก"

นายวสุ ได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า การอนุมัติปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว
ของกัมพูชา ที่เมืองควิเบค เป็นการอนุมัติมรดกโลกข้ามพรมแดนในขณะที่ 2 ประเทศยังมีปัญหาขณะที่พิจารณาประเมินตามข้อ 3 คือ เกี่ยวกับภูมิทัศน์องค์ประกอบโดยรอบ แต่กลับไปอนุมัติในข้อ 1 คือ อ้างยกเป็นผลงานชิ้นเอก ศิลปะเขมรแท้ๆ (ซึ่งยังถกเถียงโต้แย้งได้ลึกซึ้ง) กับยังมีมติให้ตั้งคณะกรรมการ ไอซีซี 7 ชาติเข้ามาผสมโรง ดังนั้น อาจารย์วสุ จึงสรุปว่า วงการนี้ไม่บริสุทธิ์ซื่อตรงอีกต่อไป

----------------------------------
*การสัมมนาเรื่อง "คณะกรรมการมรดกโลก ชนวนความขัดแย้งระหว่างไทย - กัมพูชา”
โดยคณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการดำเนินการของรัฐในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภา

**รัฐบาลเสนอพร้อมกันรวม 3 ฉบับต่อประธานรัฐสภา ได้แก่

1) บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ เมืองเสียมราฐวันที่ 10 - 12 พ.ย.2551 2) ประชุมสามัญครั้งที่ 4 ณ กรุงเทพฯ วันที่ 3 - 4 ก.พ.2552 และ 3)ประชุมสมัยวิสามัญ ณ กรุงพนมเปญ วันที่ 6 - 7 เม.ย.2552 เพื่อบรรจุเข้าวาระการประชุม
เพื่อพิจารณาเห็นชอบตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 2 ก.ค.2552

-ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดได้ที่ http://www.praviharn.net

สุมาอี้

จำนวนข้อความ : 75
Registration date : 24/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สุมาอี้

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Nov 08, 2009 10:01 pm

อยากฟังความเห็นท่าน สุมาอี้ ว่า กองทัพไทยตอนนี้ คิดอะไรอยู่
บอกเท่าที่บอกได้ละกัน

สงครามที่เรากำลังต่อสู้อยู่นี้ เป็นสงครามทางกฎหมายระหว่างประเทศ
ประเด็นทางกฎหมายระหว่างประเทศ
มีความสำคัญที่สุด
รองลงมาคือมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
หากเราไม่รู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้อย่างแจ้งชัด
จะทำให้เราหลงไปต่อสู้ในสงครามในลักษณะที่เราไม่อาจเอาชนะได้

ตรงนี้แหละที่เราเสียเปรียบ
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สุมาอี้

ตั้งหัวข้อ  สุมาอี้ on Mon Nov 09, 2009 11:21 pm

ทำไมจะแก้ไขบันทึกความเข้าใจว่าพื้นที่ไหลทวีปไทย- กัมพูชา ปี 2544 เพียงอย่างเดียว ทำไมไม่แก้ไขบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ไทย- กัมพูชา ปี 2543 ด้วยทั้งที่เป็นต้นตอของปัญหาที่สำคัญมากกว่า และสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดนทั้งแถบพรมแดน เพราะแผนที่สองแสนที่ยอมรับจะถูกใช้เป็นกรอบในการปักปันเขตแดนทั้งพื้นที่ทางบกและทางทะเล

สุมาอี้

จำนวนข้อความ : 75
Registration date : 24/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สุมาอี้

ตั้งหัวข้อ  สุมาอี้ on Mon Nov 09, 2009 11:23 pm

บอกแล้วว่านักการเมืองทั้งสองขั้วแยกกันเดินร่วมกันตีสถาบันหลัก
การออกกฎหมายหรือทำข้อตกลงระหว่างประเทศประเทศไทยจึงเสียเปรียบตลอด
แบบว่าคนเซ็นได้ประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนไทยเสียประโยชน์

หากเกิดสงครามต้องมีองค์กรระหว่างประเทศมาตัดสินตามหลักฐาน
ผลคือเราต้องยอมรับการใช้แผนที่สองแสนปักปันเขตแดน
สุดท้ายสูญเสียทั้งพื้นที่บนบกในทะเล ผลประโยชน์ในทะเลทั้งน้ำมัน ก๊าซ
ต่างชาติได้สัมปทานสามารถขุดมาใช้ได้เลยหลังจากเสี่ยมให้เกิดสงคราม
ไม่ต้องรออีกนานจนไทยเขมรตกลงเขตแดนกันเสร็จคงหลายสิบปี

สงครามจึงเป็นหนทางที่มือที่สามต้องเสี่ยมให้เกิด เพื่อเข้ามาควบคุมมูลค่าความขัดแย้งในครั้งนี้ นักการเมืองทั้งที่เคยเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน ทั้งอดีตและปัจจุบันจึงรับออเดอร์มาออกกฏหมาย ทำข้อตกลงเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่มีอำนาจเหนือรัฐมหาอำนาจ
สังเกตุดีดี การขึ้นทะเบียนมรดกโลกผ่านองค์กรระหว่างประเทศที่มหาอำนาจคุมได้ ผ่านกฏเกณฑฺแค่ข้อเดียวสามารถขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียวได้ หากกเดสงครามไทยกัมพูชา
ใครจะอยู่ข้างฝ่ายไทย ในเมื่อฮุนเซน คุมเขมรเบ็ดเสร็จ ให้สัมปทานมหาอำนาจขุดใช้ได้เลย ไทยต้องผ่านขั้นตอนอีกมาก ดังนั้นสงครามไทยเขมรจึงต้องถูกสร้างขึ้น เพื่อให้กลุ่มผลประโยชน์สามารถเข้ามาควบคุมมูลค่าความขัดแย้งที่สร้างขึ้น

นักการเมืองทั้งฝ่ายค้านรัฐบาลจึงเป็นเพียงตัวแสดงที่เล่นไปตามบทบาทที่กลุ่มทุนที่มีอำนาจเหนือรัฐมหาอำนาจสั่งการเท่านั้น

ชาตินิยมได้แต่อย่าคลั่งชาติ เพราะเราจะเพียงพร้ำในสงครามกฏหมายระหว่างประเทศ

สุมาอี้

จำนวนข้อความ : 75
Registration date : 24/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สุมาอี้

ตั้งหัวข้อ  สุมาอี้ on Mon Nov 09, 2009 11:24 pm

ศาลฎีกาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง "

ถ้าเป็นความผิดในเรื่องการเมือง ไม่ใช่อาชญากรรมหรือการทุจริต (เหมือนกรณีราเกส)
ประเทศเขมรจะตั้งเป็นที่ปรึกษาก็เป็นสิทธิของเขา และจริงๆ แล้วเขมรไม่จำเป็นต้องส่งทักกี้เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับไทย

จะเห็นว่าศาลฎีกาชื่อตอนท้ายก็บอกว่าทางการเมือง

นักการเมืองพวกนี้เป็นพวกเดียวกันต่างทำหน้าที่แยกกันเดินร่วมกันตีอำนาจอธิปไตย นิติบัญัติ บริหาร โดยเฉพาะอำนาจตุลาการ รวมถึงสถาบันหลักของไทย เพื่อเปลี่ยนสู่ระบอบ
ที่นักการเมืองเป็นใหญ่

ควรระวังกลุ่มทุนที่มีอำนาจเหนือรัฐมหาอำนาจใช้กลยุทธหนี เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างทางอำนาจของไทยไปสู่ระบบที่นักการเมืองมีอำนาจสูงสุด ซึ่งง่ายในการควบคุมนักการเมืองที่แสวงหาเพียงผลประโยชน์ พร้อมสร้างความขัดแย้งในกลุ่มอาเซียน ทำให้ส่งผลให้เอเชียอ่อนแอ ไสมารถสร้างกลุ่มความร่วมมือเหมือนอียู สร้างเงินสกุลเอเชียมาคานอำนาจเงินยูโร และดอลลาร์ได้ (พร้อมทั้งทำลายยุทธศาตร์อยู่อย่างสันติห้าประการของจีน ทำให้การสร้างการรวมตัวกันของเอเชียโดยมีจีนนำยากจะเกิดขึ้นได้)

จุดสังเกตุเหตุการณ์ในอดีต เหมาเคยใช้กลยุทธหนี โดยที่เหมาหนีการล้อมปราบของเจียงในช่วงแรก เป็นการหนีพร้อมๆ ไปกับการสร้างมวลชนไว้ แต่พอในช่วงหลังเหมากลับกลายเป็นฝ่ายล้อมปราบเจียงจนต้องหนีไปอยู่เกาะไต้หวัน

งานนี้ทักกี้ถูกใช้เป็นเป้าล่อ แล้วสร้างข่าวลือทำให้สังคมเข้าใจว่าสถาบันต้องการเอาชนะสงครามต่อทักกี้(ชนะสงครามในระดับยุทธการ) แล้วสร้างเหตุการณ์ไม่ถูกต้องกับทักกี้ในอนาคตสังคมโลกรวมทั้งสังคมไทยก็จะหันกลับมาสนับสนุนทักกี้ (ชนะสงครามในระดับยุทธศาสตร์) จนสามารถสร้างสถานการณ์เปลี่ยนแปลงระบบการปกครองเช่นเดียวกับเนปาล

สุมาอี้

จำนวนข้อความ : 75
Registration date : 24/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สุมาอี้

ตั้งหัวข้อ  สุมาอี้ on Mon Nov 09, 2009 11:44 pm

ประเด็นขัดแย้งนี้เมื่อมีการขยายประเด็นออกไปในสังคมโลก เพราะกรณีทักกี้เป็นความผิดทางการเมืองขึ้นศาลอาญาทางการเมือง ไม่เหมือนราเกสต้องส่งกลับเพราะเป็นคดีอาญา ยิ่งเรียกร้องเขมรส่งตัวกลับ เขมรตอบกลับมาไทยจะเสียหน้า เพราะกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยที่มีปัญหาเรื่องสองมาตรฐาน
ซึ่งเป็นจุดอ่อนของไทย เมื่อเรื่องนี้แพร่หลายสู่สากล กระบวนการยุติธรรมของไทยจะขาดความน่าเชื่อถือในสังคมโลก

ส่วนใหญ่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เอาตัวรอด เราไม่มียุทธศาสตร์ชาติ มั่นคง ป้องกันประเทศ ยุทธศาสตร์ทหาร และยุทธศาสตร์เฉพาะกรณีปราสาทพระวิหาร ภาคใต้ ความขัดแย้งทางการเมือง ที่เป็นไปตามหลักวิชาการ มีผลบังคับใช้ภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่มีก็ทำแบบให้เสร็จๆ ไป ไม่เช่นนั้นปัญหาต่างๆ จะต้องแก้ไขได้นานแล้ว

สุมาอี้

จำนวนข้อความ : 75
Registration date : 24/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: สุมาอี้

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Nov 09, 2009 11:45 pm

ขอบคุณท่าน สุมาอี้
ความเห็นท่านทำให้เห็นภาพชัดเจน
ดูเหมือนสถานการณ์ของไทยตอนนี้
ยังหาทางออกไม่เจอเลยจริงๆ
ปัญหาใหญ่ อยู่ที่ไส้ศึกภายใน มากกว่าภายนอก
ทุกสถาบันเราถูกรุกฆาตจริงๆ
คือ การใช้ ม้าเดินกินฟรี แล้วรุกขุน
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ