วันนี้เมื่อ ๒๓๘ปีล่วงมาแล้ว เราลืมไปแล้วหรือเปล่า

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

วันนี้เมื่อ ๒๓๘ปีล่วงมาแล้ว เราลืมไปแล้วหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Nov 13, 2009 3:35 pm



*วันนี้เมื่อ ๒๓๘ปีล่วงมาแล้ว เหล่าบรรพชนของเราต้องอดทน
ฝ่าคลื่นลมแออัดกันอยู่ในเรือสำเภากว่า๕๐๐ลำ จากจันทบูรณ์มุ่งหน้า
สู่กรุงศรีอยุธยาที่ค่ายโพธิ์สามต้นเพื่อเปิดศึกละเลงเลือดพลีชีพสังเวยแผ่นดิน
กับกองทัพอังวะ เพื่อประกาศอิสระภาพแห่งความเป็นไทเหนือแผ่นดินลุ่มน้ำเจ้าพระยา*

mission : เพื่อปลดแอก ประกาศอิสระภาพ ขับไล่พวกอังวะออกไปจากแผ่นดินไทย

target -:กองบัญชาการใหญ่ทหารพม่า ค่ายโพธิ์สามต้น กรุงศรีอยุธยา

target attack -: กองทหารพม่ากว่า๑หมื่นนาย ที่ประจำค่าย และกองลาดตระเวณ
กองทหารขนาดกลางที่ประจำอยู่ ตามหัวเมืองใกล้เคียง ชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี
กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม อุทัยธานี เพชรบุรี นครสวรรค์

commander in chief :พระยาวชิรปราการ(สิน)
commandant : หลวงพรหม หลวงพิชัยอาสา พระอนุชิตราชา พระยาอภัยรณฤทธิ์

thai military data : เรือปืนสำเภาเล็ก ๕๐๐ลำ ทหารแม่นปืนโปรตุเกส ๔๐๐คน
กองทหารราบม้าผสมไทย-จีน ๑๕๐๐๐คน
กองทหารราบผสมไทย-ญวน-มอญ-ญี่ปุ่น-เขมร-อาหรับ ๘๐๐๐ คน (กำลังพลโดยประมาณ)

ungwah military data : กองทหารราบ-ม้า-ปืนใหญ่
๑๕๐๐๐คนประจำค่ายโพธิ์สามต้น กองเรือลาดตระเวณจำนวนพล๑๕๐๐คน
กองทหารประจำด่าน-เมืองรอบนอก ๕๐๐๐-๘๐๐๐ คน

**อีกไม่นานนับจากนี้ กรุงธนบุรี ราชธานีแห่งใหม่ของคนไทยจะถือกำเนิดขึ้น
ด้วยพระปรีชาสามารถของ มหาราชชาตินักรบ ที่ทรงพระนามว่า
สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๔ หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช **

** ตอนนี้วันนี้ กองทัพของพระเจ้าตากกำลังรอนแรมอยู่ในสำเภาริมชายฝั่งทะเลตะวันออก
อีก๔วัน จะเข้าตีพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้น ในย่ำค่ำวันที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๓๑๑
ดังนั้นในวันที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ หรืออีก๔วันถัดไปจากนี้ พวกเราลูกหลานไทย
จงมาร่วมรำลึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของชาติเรา วันซึ่งคนไทยทุกๆศาสนา ทุกๆความเชื่อ
ต่างรวมใจเป็นหนึ่งช่วยกันขับไล่ อริราชศัตรูของชาติ ทวงเอกราชของชาติเราที่พวกอังวะ
ปล้นไปกลับคืน เช้าวันที่๖พฤศจิกายน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ถือศาสนาไหน เมื่อคุณตื่นมา
จงสำรวมจิตใจระลึกถึงดวงพระวิญญาณของสมเด็จพระเจ้าตากสินและดวงวิญญาณ
ของบรรพชนของเราที่ทำการณ์เพื่อเราเมื่อ๒๓๘ปีมาแล้ว

เพราะถ้าไม่มีท่านเหล่านั้นในวันนั้นวันนี้อาจไม่มีประเทศไทยบนแผนที่โลก**

๐๐๑๖


https://khunnamob.globat.com/backup/thaimisc/www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php-user=mscc2&topic=718.htm

วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ชนสามัญ ลูกผสม จีน และ ไทย
เกิดสมัย พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
หากต่อมา คือกษัตริย์ นามอุโฆษ
ทรงคุณประโยชน์ มหาศาล แก่ขวานทอง

รัชสมัย พระเจ้าเอกทัศน์
เกิดวิบัติ เคราะห์ซ้ำ คำรบสอง
ยังโชคดี มีผู้กล้า นักปกครอง
ท่านตริตรอง มองการณ์ไกล ใช้ปัญญา

เสียสละ เด็ดเดี่ยว และ มุ่งมั่น
ผนวกกัน คั้นเป็นใจ ให้แกล้วกล้า
จัดทัพสู้ กู้อธิปไตย “ไท” คืนมา
จากพม่า ที่ว่าใหญ่ ในตองอู

ยี่สิบแปด ธันวาคม น้อมรำลึก
องค์ขุนศึก มหากษัตริย์ ชาตินักสู้
ทรงนำทัพ ขจัดอริ ราชศัตรู

พระผู้กล้า ตากสิน มหาราชา

ด้วยสองมือ แทนมาลา มาแทบบาท
ในโอกาส วันสำคัญ อันทรงค่า
กราบบวงสราง ต่อดวงพระวิญญาณ์
เหล่าประชา ไทยทั่วหล้า ถวายบังคม


NATIONAL GEOGRAPHIC ฉบับภาษาไทย ประจำเดือนธันวาคม 2550
ได้อัญเชิญพระบรมสาทิสลักษณ์ ของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นปก และ
นำเสนอเรื่องราวของพระองค์ในฉบับด้วย

ขออนุญาตคัดบางส่วนมาให้อ่านกันค่ะ

คณะรัฐมนตรี มีมติในวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2524 ถวายพระราชสมัญญานามให้พระเจ้ากรุงธนบุรี ว่า
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และ กำหนดวันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี ให้เป็นวัน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
เพื่อให้ประชาชนชาวไทย ได้น้อมระลึก พระเกียรติคุณ และ พระมหากรุณาธิคุณ อันยิ่งใหญ่ ที่พระองค์
ทรงมีต่อแผ่นดินไทย และ ปวงชนคนไทย

หากถามว่า อะไรคือความยิ่งใหญ่....

กับการที่ขุนศึก คนหนึ่งตัดสินใจเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นที่จะ ไปตายดาบหน้า นำกองกำลังออกจากพระนคร
ในเวลาที่กำลังเสียที่แก่พม่า โดยมีความตั้งมั่นว่า จะไปตั้งหลัก เพื่อกลับมากู้อิสรภาพคืนในเมื่อมีความพร้อม
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าทำไม่สำเร็จ หากการณ์ไม่เป็นตามคาด คือ ไทยไม่เสียแก่พม่า โทษที่ได้รับ
จะถึงแก่ชีวิตเลยทีเดียวหากเป็นคนเห็นแก่ตัวในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป มีความเจริญทางวัตถุ เทคโนโลยี
มีการศึกษามากขึ้น โดยเฉพาะการศึกษาที่เน้นด้านการบริการการจัดการ ที่ดูเหมือนจะสอนคนให้เห็นแก่ตัวมากชึ้น
มองคนเป็นเฉกเช่นทรัพยากรชนิดหนึ่ง (ไม่งั้นจะมีเรื่อง HRM การจัดการทรัพยากรบุคคล) ก็คงไม่มีใครทำเป็นแน่

พระองค์ไม่ได้มีแค่น้ำพระทัยเด็ดเดี่ยว กล้าหาญและมุ่งมั่นเท่านั้น แต่ยังทรงมีพระอัจฉริยภาพทางการศึกสงคราม
ทรงชำนาญการรบทางเรือ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้สามารถกู้อิสรภาพคือจากพม่าได้ในเวลาต่อมา

พระเจ้าตากสินมิได้ทรงทำงานหนัก มิได้กูเอกราชเพื่อให้ตนเองได้ตำแหน่ง สูงสุดในแผ่นดิน หากทรงทำเพื่อ
ตอบแทนคุณมาตุภูมิ แผ่นดินเกิดโดยมิได้นำพาชีวิต ของตนเอง

พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 เพียงเจ็ดเดือน หลังจากเสียกรุงฯ แก่พม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ทรงกู้อิสรภาพคืนมาได้
ในยุคนั้น มิเพียงแผ่นดินที่แตกระแหงเท่านั้น หากคนในชาติก็ยังแตกแยกทางความคิด เป็นก๊กเป็นเหล่า
ซึ่งล้วนแต่เล็งเห็นผลประโยชน์ส่วนตน เป็นหลักแทบทั้งสิ้น

ภารกิจใหญ่หลวง และสาหัส ที่พระองค์ทรงมุ่งมั่นต่อไปก็คือ ศึกภายในคือการกอบกู้แผ่นดิน
ที่ดูเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ให้กลับมารวมกันเป็นปึกแผ่น มีความเป็นไท ได้อีกวาระหนึ่งด้วย

สิ่งนี้ นักการเมืองรุ่นใหม่บางคน บังอาจนำตัวไปเทียบเคียง .... มันน่าสังเวช ใจเสียจริงๆ

มันช่างกล้า....


หลังจากทรงกอบกู้กรุงศรีอยุธยาจากพม่าสำเร็จ แล้ว พระเจ้าตากสิน
ทรงมีพระวินิจฉัยว่า อยุธยาเสียหายมากเกินกำลังที่จะฟื้นฟูบูรณะได้
จึงตัดสินพระทัยสร้างเมืองใหม่ที่กรุงธนบุรี ในเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2310

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายเหตุผลไว้ว่า การที่สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ
ทรงเลือกทำเลกรุงธนบุรี ก็เพราะ มีระยะห่างจากกรุงศรีอยุธยาไม่มากนัก
อาจทำให้ฐานะกรุงไม่ต่างจากกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้
ทำเลที่ตั้งยังอยู่ติดปากน้ำ ป้องกันมิให้หัวเมืองเหนือซื้ออาวุธจากต่างประเทศ
แต่เอื้อกรุงธนบุรีให้ได้เปรียบ และ ส่งเสริมให้ทำการค้าทางทะเลได้
ประกอบกับกรุงธนบุรีมีขนาดพอเหมาะ กับ กำลังที่จะรักษาพระนครไว้ได้
ยุทธศาสตร์ดี แวดล้อมไปด้วยที่ราบซึ่งเป็นโคลน และ ตม ป้องกันข้าศึกศัตรูได้

การที่มีทำเลติดทะเล ยังประโยชน์ให้เป็นทางหนี หากจวนตัว ก็สามารถหนีไปสู่หัวเมืองตะวันออกได้สะดวก

อีกหนึ่งปีต่อมา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์
ในวันอังคาร แรม สี่ค่ำ เดือนอ้าย จุลศักราช 1130 หรือ วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2311 ดังจดหมายเหตุโหรระบุว่า

“ ณ วันอังคาร แรม ๔ ค่ำ เดือน อ้าย เพลาโมงเศษ เสด็จออกขุนนาง ตรัสประภาษเนื้อความ ….
ปรารภตั้งอุเบกขาพรหมวิหาร เพื่อจะทะนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนาและพระอาณาประชาราษฎร์นั้น
อัศจรรย์แผ่นดินไหวเป็นเวลาช้านาน ”

นอกจากวงเวียนใหญ่ในกรุงเทพมหานครแล้ว ยังมีพระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาชาร
กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะเมืองที่ทรงยกทัพผ่านไป อาทิ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ทรงม้าพระที่นั่งออกศึกพร้อม ทหารเอกสี่นาย ซึ่งประดิษฐาน ณ สวนสาธารณะทุ่งนาเชย กลางเมืองจันทบุรี
พระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนื้ถือเป็นอนุสาวรีย์ประเภทหมู่ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ

ปัจจุบันบริเวณเมืองเก่าจันทบุรี เป็นที่ตั้งของค่ายตากสิน หรือ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1
กองพลนาวิกโยธิน ของกองทัพเรือ ภายในประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าตากซึ่งเป็นที่เคารพบูชากันมาก
เล่าลือกันว่า ค่ายตากสินสูญเสียชีวิตทหารในการศึกน้อยที่สุดในสงครามเกือบทุกครั้งที่เข้าร่วม

“ล่าสุดทหารของเราที่ลงไปปฏิบัติราชการที่ภาคใต้ก็ไม่มีใครเสียชีวิตเลยสักคนเดียว ” นี่คือคำบอกเล่าอย่างภาคภูมิใจ
ของนายทหารคนหนึ่งในค่ายนั้นทหารค่ายตากสินใน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งกลับจากปฏิบัติภารกิจทางภาคใต้
จะอัญเชิญพระบรมสาทิสลักษณ์ ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และ ธงแดง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ
นักรบพระเจ้าตากนำขบวน พวกเขาเชื่อกันว่า พวกตนได้รับพรปาฎิหารย์ เพราะทหารทุกนายแคล้วคลาดปลอดภัย
ในการปฎิบัติหน้าที่ครั้งนี้


โดย MI-6 [31 ธ.ค. 2550 , 15:46:51 น.]


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Mon Jun 28, 2010 11:31 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันนี้เมื่อ ๒๓๘ปีล่วงมาแล้ว เราลืมไปแล้วหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Nov 13, 2009 11:09 pm

http://www.kingdom-siam.org/dhonburi.html



พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๑ แห่งราชวงศ์ธนบุรี
พระนาม พระศรีสรรเพชร สมเด็จบรมธรรมิกราชาธิราช รามาธิบดี บรมจักรพรรดิศร บวรราชาบดินทร์ หริหรินทร์ธาดาธิบดี ศรีสุวิบูลย์ คุณรุจิตร
ฤทธิราเมศวร บรมธรรมิกราชเดโชชัย พรหมเทพาดิเทพ ตรีภูวนาธิเบศร์ โลกเชษฏวิสุทธิ์ มกุฏประเทศคตา มหาพุทธังกูร บรมนาถบพิตร
พระพุทธเจ้าอยู่หัว หรือ สมเด็จพระบรมราชาที่ ๔ ( His Majesty King Boromraja V )
หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ( His Majesty King Taksin , the Great )
พระนามเดิม สิน แซ่แต้
นามพระบรมราชชนก สมเด็จพระบรมราชชนก ( ไหฮอง แซ่แต้ )
นามพระบรมราชชนนี สมเด็จพระบรมราชชนนี กรมพระเทพามาตย์ ( เอี้ยง/นกเอี้ยง )
วันพระบรมราชสมภพ ปีพุทธศักราช ๒๒๗๗
นามพระอัครมเหสี สมเด็จพระอัครมเหสี กรมหลวงบาทบริจาริกา ( สอน ( บางแห่งว่า เจ้าสอนหอกลาง ) )
พระราชพิธีปราดาภิเษก วันที่ ๒๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๓๑๐ ขณะพระชนมพรรษา ๓๔ พรรษา
พระราชประวัติราชการ - พระชนมพรรษา ๒๐ พรรษา เจ้าพระยาจักรี สมุหนายก ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ชุบเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม
- พระชนมพรรษา ๒๑ พรรษา รับราชการเป็นมหาดเล็ก มีหลวงศักดิ์นายเวรบังคับบัญชา และอุปสมบทในสำนักพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส
( วัดเชิงท่า ) ๓ พรรษา แล้วลาสิกขา จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์
เป็นหลวงยกกระบัตร เมืองตาก ครั้นพระยาตาก เจ้าเมืองตาก ถึงอนิจกรรม
จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็นพระยาตาก เจ้าเมืองตาก
- ปีพุทธศักราช ๒๓๑๐ ( วันที่ ๓ เมษายน ) ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็นพระยาวชิรปราการ แม่ทัพรับศึกพม่า แต่มิอาจต้านทัพพม่าได้
จึงตีฝ่าวงล้อมของทัพพม่า ไปตั้งทัพที่เมืองจันทบุรี และรวบรวมกำลังทหารประมาณ ๕ , ๐๐๐ นาย กับเรือรบ ๑๐๐ ลำ
แล้วยกมากอบกู้กรุงอโยธยาคืน โดยตีค่ายโพธิ์สามต้นแตก ในวันที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๓๑๐
- ปีพุทธศักราช ๒๓๑๐ ( วันที่ ๕ พฤศจิกายน ) ยกเข้าตีเอาเมืองธนบุรีคืน ได้สำเร็จ
สรุปพระราชกรณียกิจ - ปีพุทธศักราช ๒๓๑๐ มีชัยในศึกพม่าที่บางกุ้ง
- ปีพุทธศักราช ๒๓๑๑ ปราบชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก ( เรือง ) กับพระอินทรอากร
- ปีพุทธศักราช ๒๓๑๑ - ๒๓๑๒ ปราบชุมนุมเจ้าเมืองพิมาย ( กรมหมื่นเทพพิพิธ ) กับชุมนุมเจ้าเมืองนครราชสีมา
- ปีพุทธศักราช ๒๓๑๒ - ๒๓๑๓ ปราบชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช ( หนู ณ นคร )
- ปีพุทธศักราช ๒๓๑๒ ทำศึกกับกรุงกัมพูชา ครั้งที่ ๑
- ปีพุทธศักราช ๒๓๑๓ ปราบชุมนุมพระสังฆราชาเมืองสวางคบุรี ( เรือน ) หรือ เมืองฝาง
- ปีพุทธศักราช ๒๓๑๔ มีชัยในศึกที่นครเชียงใหม่
- ปีพุทธศักราช ๒๓๑๔ ทำศึกกับกรุงกัมพูชา ครั้งที่ ๒
- ปีพุทธศักราช ๒๓๑๖ มีชัยในศึกพม่าที่เมืองพิชัย
- ปีพุทธศักราช ๒๓๑๗ มีชัยในศึกที่นครเชียงใหม่
- ปีพุทธศักราช ๒๓๑๘ มีชัยในศึกพม่าที่บางแก้ว
- ปีพุทธศักราช ๒๓๑๙ มีชัยในศึกนครจำปาศักดิ์
- ปีพุทธศักราช ๒๓๑๙ มีชัยในศึกพม่าที่นครเชียงใหม่
- ปีพุทธศักราช ๒๓๒๑ มีชัยในศึกที่กรุงเวียงจันทน์
- ปีพุทธศักราช ๒๓๒๓ ทำศึกกับกรุงกัมพูชา ครั้งที่ ๓
-
ปีพุทธศักราช ๒๓๒๔ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับเจ้าพระยาสุรสีห์
ยกทัพไปทำศึกกับกรุงกัมพูชา ( ครั้งที่ ๔ ) แต่เกิดมีจลาจลที่กรุงธนบุรี
ด้วยเหตุว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเสียพระสติ พระยาสรรค์จึงก่อกบฏ บังคับให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เสด็จออกผนวช
ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
ฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับเจ้าพระยาสุรสีห์
จึงนำทัพเข้าปราบกบฏพระยาสรรค์ ขุนนางทั้งปวง
เห็นว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเสียพระสติ
จึงเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นปราบดาภิเษก ในวันที่ ๖ เมษายน
พุทธศักราช ๒๓๒๕
วันสวรรคต ปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า วันอาทิตย์ที่ ๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๒๕ ( วันแรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๕ ) พระองค์ครองสิริราชสมบัติ รวม ๑๕ ปี


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Mon Jun 28, 2010 11:34 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันนี้เมื่อ ๒๓๘ปีล่วงมาแล้ว เราลืมไปแล้วหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Nov 13, 2009 11:15 pm

เรื่อง พระราชกรณียกิจด้านการรบของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช




เมื่อปี พ.ศ. 2308 พระเจ้ามังระกษัตริย์พม่า ส่งทัพพม่ามากระหนาบกรุงศรีอยุธยา 2 ทาง
ทัพที่มาจากทางเหนือตั้งที่ปากน้ำประสบ ส่วนที่มาจากทางใต้ตั้งที่ทุ่งภูเขาทอง
ในระยะแรกที่พม่าเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยา เสบียงอาหารยังบริบูรณ์แต่พม่าได้วางแผน
ตัดเส้นทางส่งเสบียงจากภายนอก เพื่อให้กรุงศรีอยุธยาอ่อนกำลังจนไม่สามารถ
เป็นที่พึ่งแก่หัวเมืองขึ้นของพม่าได้อีกต่อไป

สมเด็จพระเจ้าตากสิน ซึ่งขณะนั้นได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองตาก เมื่อได้ข่าว
พม่าล้อมกรุงได้นำทัพลงมาสมทบ เสริมกำลังป้องกันกรุงศรีอยุธยา คุมไพร่พล
อยู่ใกล้วัดป่าแก้วหรือวัดใหญ่เพื่อป้องกันไม่ให้พม่ายกทัพเข้าเมือง แต่สถานการณ์
ภายในกองทัพเลวร้ายลงเรื่อยๆ ข้าราชการ ทหาร ทั้งแม่ทัพนายกองและไพร่พล
ต่างพากันละทิ้งหน้าที่หนีเอาตัวรอดกันโกลาหลทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้น

กองทัพพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ประมาณ 2 ปี พระยาตากคาดการณ์ว่ากรุงศรีอยุธยา
คงจะต้องแตกแน่ เพราะกำลังหนุนของพม่านั้น ใหญ่หลวงนัก ประกอบกับทัพพระยาตาก
ขาดแคลนเสบียงอย่างหนัก ถ้าสู้รบต่อไปก็เท่ากับพาทหารไปตายโดยไร้ประโยชน์
จึงได้วางแผนตีฝ่าวงล้อมพม่า เพื่อไปสะสมเสบียงอาหารกำลังคนและอาวุธยุทโธปกรณ์
เพื่อกลับมากอบกู้กรุงศรีอยุธยา

ในวันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น 4 ค่ำ จ.ศ. 1128 ตรงกับวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2310
พระยาตากรวบรวมไพร่พลทั้งไทยจีนได้ประมาณ 500 คน ตีฝ่าวงล้อมพม่ามุ่งไปยัง
หัวเมืองชายทะเลตะวันออก ที่ยังปลอดภัยจากอิทธิพลพม่าและเป็นศูนย์กลางการติดต่อ
กับหัวเมืองสำคัญอื่นๆ ของราชอาณาจักร รวมทั้งเหมาะสมที่จะใช้เป็นฐานยุทธศาสตร์
เพื่อนำกำลังทัพกลับมากอบกู้กรุงศรีอยุธยา




หลังจากที่พระยาตากพาไพร่พลตีฝ่าวงล้อมพม่า มุ่งไปยังหัวเมืองชายทะเลด้านตะวันออก
ประมาณ 3 เดือน พม่าก็เข้ายึดกรุงศรีอยุธยาได้ในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2310 พม่าจุดไฟ
เผาเมืองจนวอดวาย พระเจ้ามังระกษัตริย์พม่ามีพระบรมราชโองการให้ทำลายทุกอย่าง
ให้ย่อยยับ แล้วให้จับพระเจ้าแผ่นดิน พระบรมวงศานุวงศ์ และรวบรวมสมบัติทั้งหมดของ
อยุธยาส่งกลับไปพม่า ข่าวกรุงแตกได้แพร่กระจาย ขณะที่พระยาตากอยู่ที่เมืองระยอง
พระยาตากจึงได้ประกาศตนเป็นผู้นำในการที่จะฟื้นฟูพระพุทธศาสนาและกอบกู้กรุงศรีอยุธยา
ให้กลับรุ่งเรืองดังเดิม บรรดาแม่ทัพนายกองที่สวามิภักดิ์ต่างพร้อมใจกันยกพระยาตากขึ้นเป็น
ผู้นำขบวนการกอบกู้แผ่นดิน และเรียกพระยาตากว่า เจ้าตาก นับตั้งแต่นั้นมาเจ้าตาก
ได้นำไพร่พลทั้งไทยและจีนเดินทางต่อไปยังฝั่งทะเลด้านตะวันออก รอเวลาที่จะกอบกู้แผ่นดิน
จากพม่า ทุกขั้นตอนของแผนกอบกู้เอกราชล้วนแสดงถึงพระอัจฉริยภาพในด้านยุทธวิธีทางทหาร
ทั้งทางบกและทางน้ำของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

เส้นทางเดินทัพของพระยาตาก

พระยาตากพาไพร่พลตีฝ่าวงล้อมของทัพพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยามุ่งตรงไปยังบ้านโพธิ์สังหาญ
หรือ โพธิ์สาวหาญ รุ่งเช้าได้ต่อสู้กับกองทหารพม่า ทหารไทยฆ่าฟันทหารพม่าล้มตายแตกหนีไป
พระยาตาก จึงนำทหารเดินทางต่อและไปตั้งค่ายพักอยู่บ้านพรานนก ให้พวกทหารไปเที่ยวหา
อาหาร มาเลี้ยงกัน ขณะนั้นมีทหารพม่ากองหนึ่ง ซึ่งมีทหารม้าประมาณ 30 คน ทหารเดินเท้า
ประมาณ 200 คน เดินทาง มาจากแขวงเมืองปราจีนบุรี สวนทางมาพบทหารพระยาตากที่เที่ยวหา
เสบียงอาหาร ทหารพม่าก็ไล่จับและติดตามมายังบ้านพรานนก พระยาตากจึงให้ทหารแยกออก
ซุ่มสองทาง ตนเองขึ้นขี่ม้าพร้อมกับทหารอีก 4 คน ควบตรงไปไล่ฟันทหารม้าพม่า
ทหารพม่าไม่ทันรู้ตัวตกใจถอยกลับไปปะทะกับทหารเดินเท้าของตนเองเกิดการอลหม่าน

ทหารไทยที่ซุ่มอยู่สองข้างจึงแยกเป็นปีกกาตีโอบทหารพม่าไว้สองข้าง แล้วไล่ฟันทหารพม่าล้มตาย
และแตกหนีไป พวกราษฎรที่หลบซ่อนพม่าอยู่ ครั้นเห็นพระยาตากรบชนะพม่าก็ดีใจพากันเข้ามา
สมัครเป็นพรรคพวก พระยาตากจึงให้ราษฎรเหล่านั้นไปเกลี้ยกล่อมหัวหน้านายซ่องมาสวามิภักดิ์
นำช้าง ม้าพาหนะและเสบียงอาหารมามอบให้ นายซ่องใหญ่ที่ไม่ยอมอ่อนน้อมก็ถูกปราบปราม
จนราบคาบริบพาหนะ ผู้คน ช้างม้า และศาสตราวุธได้เป็นจำนวนมาก

หลังจากนั้นพระยาตากจึงยกกองทหารไปทาง นาเริง เมืองนครนายก ผ่านด่านกบแจะข้ามลำน้ำ
ปราจีนบุรี ไปตั้งพักอยู่ชายดงศรีมหาโพธิ์ข้างฝั่งตะวันออก พม่าที่ตั้งทัพอยู่ปากน้ำเจ้าโล้ใต้เมือง
ปราจีนบุรียกพลตามมา พระยาตากก็นำทหารไล่ติดตามฆ่าฟันทหารพม่า ล้มตายลงเป็นจำนวนมาก
ที่เหลือก็หนีแตกกระจัดกระจายไป นับแต่นั้นมา พม่าก็มิได้ติดตามกองทัพพระยาตากอีกต่อไป
พระยาตากได้ยกกองทัพผ่านเมืองฉะเชิงเทรา ชลบุรี แล้วจึงเดินทางต่อไปยังบ้านนาเกลือ
แขวงเมืองบางละมุง

เมื่อถึงเมืองระยองเจ้าเมืองระยองซึ่งได้ยินกิติศัพท์ของพระยาตากก็ยอมอ่อนน้อมเชิญให้เข้าเมือง
พระยาตากใช้เวลาไม่ถึงเดือนนับจากตีหักออกจากกรุงศรีอยุธยาก็ยึดเมืองระยองเป็นที่มั่นได้
ความสามารถของพระยาตากในการรวบรวมคนไทยได้เป็นจำนวนมากเช่นนี้
แสดงถึงศักยภาพของพระยาตากที่มีเหนือกลุ่มอื่นๆในการกอบกู้กรุงศรีอยุธยา





พระยาตากเดินทัพจากระยองผ่านแกลงเข้าบางกระจะ มุ่งยึดจันทบุรีซึ่งเป็นเมืองใหญ่ เพื่อใช้เป็น
ฐานกำลังฟื้นฟูขวัญของไพร่พล เจ้าเมืองจันทบุรีไม่ยอมสวามิภักดิ์ พระยาตากจึงต้องใช้จิตวิทยา
ในด้านการรบมาใช้กับแม่ทัพนายกองเพื่อต้องการรบให้ชนะ โดยสั่งให้ทุบหม้อข้าวหม้อแกง
หมายไปกินอาหารมื้อเช้าในเมือง ถ้าตีเมืองไม่ได้ก็ต้องอดตาย

ครั้นถึงเวลาค่ำ พระยาตากจึงได้สั่งให้ทหารไทยจีนลอบเข้าไปอยู่ตามสถานที่ที่ได้วางแผนไว้แล้ว
ให้คอยฟังสัญญาณเข้าตีเมืองพร้อมกัน มิให้ส่งเสียงจนกว่าจะเข้าเมืองได้จึงให้โห่ขึ้นให้พวกอื่นรู้
พอได้ฤกษ์เวลา 3 นาฬิกา เจ้าตากก็ขึ้นคอช้างพังคีรีบัญชร ให้ยิงปืนสัญญาณบอกพวกทหาร
เข้าตีเมืองพร้อมกัน ส่วนพระยาตากก็ไสช้างเข้าพังประตูเมืองชาวเมืองที่ประจำการอยู่ก็ยิงปืนใหญ่
เข้าใส่ นายท้ายช้างเกรงว่าพระยาตากจะถูกยิงจึงเกี่ยวช้างให้ถอยออกมา พระยาตากชักดาบออกมา
จะฟันนายท้ายช้างจึงได้ขอชีวิตไว้ แล้วไสช้างเข้าชนทำให้บานประตูเมืองพังลง
ทหารพระยาตากจึงกรูกันเข้าเมืองได้พวกชาวเมืองต่างพากันละทิ้งหน้าที่หนีไป

ส่วนพระยาจันทบุรีก็พาครอบครัวลงเรือหนีไปยัง เมืองบันทายมาศ พระยาตากตีเมืองจันทบุรีได้
ณ วันอาทิตย์ เดือน 7 แรม 3 ค่ำ จุลศักราช 1129 ปีกุน นพศก เพลา 3 ยามเศษ
ตรงกับวันที่ 15 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2310 หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว 2 เดือน

เมื่อยึดเมืองจันทบุรีได้แล้ว พระยาตากได้เคลื่อนทัพไปยังเมืองตราด พวกกรมการและราษฎร
เกิดความเกรงกลัว ต่างพากันมาอ่อนน้อมโดยดี ที่ปากน้ำเมืองตราดมีเรือสำเภาจีนมาทอดทุ่น
อยู่หลายลำ พระยาตากได้เรียกนายเรือมาพบ แต่พวกจีนนายเรือขัดขืนต่อสู้ พระยาตากจึงลง
เรือรบ คุมกองเรือไปล้อมสำเภาจีนเหล่านั้น ได้ทำการต่อสู้กันอยู่ประมาณครึ่งวัน พระยาตากก็ยึด
สำเภาจีนไว้ได้หมดได้ทรัพย์สินสิ่งของมาเป็นจำนวนมาก

เป็นที่น่าสังเกตว่าเรือรบไทยสมัยนั้นมีขนาดพอๆกับเรือยาวที่ใช้แข่งตามแม่น้ำ เมื่อสามารถเข้าตียึด
เรือสำเภาขนาดใหญ่ที่ใช้เดินทะเลและมีปืนใหญ่ประจำเรือด้วยได้นั้น แสดงว่าแม่ทัพเรือและ
ทหารเรือจะต้องมีความสามารถมาก





หลังจากนั้นพระยาตากได้เดินทางจากตราดกลับมาตั้งมั่นรวบรวมผู้คนอยู่ที่เมืองจันทบุรี
เพื่อวางแผนปฏิบัติการรบ เพื่อยึดกรุงศรีอยุธยาคืนจากข้าศึก พร้อมกับสั่งให้ต่อเรือรบและ
รวบรวมเครื่องศัตราวุธ ยุทธภัณฑ์ ได้ใช้เวลา 3 เดือนในการฝึกไพร่พลให้พร้อมที่จะปฏิบัติการ
เมื่อสิ้นฤดูมรสุมซึ่งเป็นฤดูน้ำหลากที่กรุงศรีอยุธยา ได้เคลื่อนทัพโดยเลือกเส้นทางน้ำ
เนื่องจากการยกกองทัพโดยใช้เส้นทางบกจะล่าช้า ทหาร จะเหนื่อยล้า และพม่าอาจทราบข่าว
การเคลื่อนทัพก่อนที่กองทัพไทยจะถึงอยุธยา ทำให้พม่ารู้ตัวและอาจรวบรวมกำลังต่อสู้
ได้ทันท่วงที อีกประการหนึ่งทหารพม่าชำนาญแต่การรบบนบกและที่สำคัญคือพม่าไม่มีเรือรบ

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2310 พระยาตากได้ยกกองทัพเรือจากจันทบุรีเข้ามาทางปากแม่น้ำเจ้าพระยา
แล้วเข้าโจมตีข้าศึกที่เมืองธนบุรี (เมื่อพม่ายกทัพมาถึงชานกรุงศรีอยุธยาได้ยึดเมืองธนบุรีไว้ก่อน
ที่จะเข้าล้อม กรุงศรีอยุธยา พม่าให้คนไทยชื่อ นายทองอิน รักษาเมืองไว้เป็นเมืองหน้าด่าน)
เมื่อพระยาตากยึดเมือง ธนบุรีและปราบนายทองอินได้แล้ว จึงเคลื่อนทัพต่อไปที่กรุงศรีอยุธยา
เข้ายึดค่ายโพธิ์สามต้น ปราบพม่าจนราบคาบโดยที่พม่าไม่ทันรู้ตัวและไม่ทันวางแผนต่อสู้
จึงสามารถกอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนมา เมื่อวันศุกร์ เดือน 12 ขึ้น 15 ค่ำ จุลศักราช 1129 ปีกุน
นพศก เวลาบ่ายโมงเศษ ซึ่งตรงกับวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 ใช้เวลาเพียง 7 เดือนหลังจาก
เสียกรุงศรีอยุธยา





หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาซึ่งเจริญรุ่งเรืองมากว่า 400 ปี ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ เจ้าเมืองใหญ่ๆ
ต่างพากันตั้งตัวเป็นเจ้า และควบคุมหัวเมืองใกล้เคียงไว้ในอำนาจที่สำคัญได้แก่ เจ้าพระยาพิษณุโลก
เจ้าพิมาย เจ้าพระยานครศรีธรรมราช และเจ้าพระฝาง ในการฟื้นฟูพระราชอาณาจักร
สมเด็จพระเจ้าตากสินจำเป็น ต้องทำการปราบปรามนายชุมนุมเหล่านี้ เพื่อขยายอำนาจ ปกครอง
ให้ไปถึงยังดินแดนที่เคยเป็นของพระราชอาณาจักรมาก่อน เพื่อ "มีพระราชอาณาเขตปกแผ่ไป
เป็นแผ่นดินเดียว"

การทำสงครามเพื่อปราบชุมนุมเหล่านี้เริ่มขึ้นหลังพระราชพิธีปราบดาภิเษก
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2311 จนถึง พ.ศ. 2314






ศึกพม่าที่บางกุ้ง เขตเมืองสมุทรสงคราม ในปี พ.ศ. 2310

นับเป็นการศึกครั้งแรกในสมัยกรุงธนบุรี เนื่องมาจากทางพม่าทราบข่าวว่ามีคนไทยตั้งตัวเป็นใหญ่
จึงสั่งให้เจ้าเมืองทวายเข้าสืบข่าวเพื่อที่จะกำจัดเสีย สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงรู้ข่าว จึงโปรดให้
จัดกองทัพไปขับไล่กองทัพพม่า - มอญ ทหารพม่าเป็นฝ่ายแพ้ต้องถอยทัพกลับทางเมืองทวาย
โดยทหารไทยสามารถยึดเรือรบอาวุธและเสบียงอาหารของพม่าไว้ได้

ศึกพม่าที่บางแก้ว ในปี พ.ศ. 2317

เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงรู้ข่าวว่าพม่ายกพลตามพวกมอญที่หนีเข้ามาในเขตไทย จึงโปรดเกล้าฯ
ให้ยกทัพมุ่งตรงไปยังราชบุรี โดยทรงบัญชาการทัพด้วยพระองค์เอง ทรงตั้งค่ายล้อมค่ายพม่าและ
ลอบตี ตัดทางลำเลียงเสบียงอาหาร โดยได้กำลังสนับสนุนจากพระยายมราช ในที่สุดพม่าจึงต้อง
ยอมแพ้ ชัยชนะในครั้งนี้ส่งผลให้ผู้คนที่หลบซ่อนตามที่ต่างๆ เข้ามาสวามิภักดิ์เป็นจำนวนมาก
เนื่องจากหมดความกลัว เกรงพม่า นับเป็นสงครามแบบจิตวิทยาโดยแท้

ศึกตีเวียงจันทน์ ในปี พ.ศ. 2321

พระวอ เสนาบดีเมืองเวียงจันทน์ มีเรื่องขัดแย้งกับเจ้าสิริบุญสารซึ่งเป็นเจ้าเมือง จึงเข้ามาพึ่ง
เจ้าเมืองจำปาศักดิ์ ซึ่งขึ้นต่อสมเด็จพระเจ้าตากสิน แต่เมื่อไทยยกทัพกลับไป เจ้าสิริบุญสารได้ให้คน
มาฆ่าพระวอ สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกและพระยาสุรสีห์
ยกกองทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ โดยได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าเมืองหลวงพระบาง ทัพไทย
ล้อมอยู่นาน 4 เดือน พระเจ้ากรุงศรีสันตนาคนหุตจึงหลบหนีไป ทัพกรุงธนบุรีจึงตีได้เวียงจันทน์
หลวงพระบาง และล้านช้าง ทั้งหมด พร้อมกับได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางมาประดิษฐาน
ที่กรุงธนบุรีในคราวนี้ด้วย






การปกป้องแผ่นดินเป็นพระราชกรณียกิจที่สมเด็จพระเจ้าตากสิน ได้กระทำตลอดพระชนม์ชีพ
ซึ่งนอกจากการต่อสู้เพื่อรวมแผ่นดินแล้ว ยังต้องป้องกันหัวเมืองชายแดนอีกด้วย

การป้องกันหัวเมืองชายแดน

ตลอดรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าตากสินต้องทรงทำสงครามกับพม่าถึง 8 ครั้ง แต่ด้วยพระอัจฉริยะภาพ
ทางยุทธวิธี และความเชี่ยวชาญในการรบของทหาร จึงทำให้ทัพไทยรบชนะพม่าทุกครั้ง เช่น

พ.ศ. 2310 ทรงตีค่ายพม่าที่โพธิ์สามต้น สามารถยึดกรุงศรีอยุธยาคืนได้ ทำให้ไทยเป็นเอกราช
ในปีเดียวกันนั้นไทยรบกับพม่าที่บางกุ้ง สมุทรสงคราม พม่าแพ้ต้องถอยทัพกลับมาเมืองทวาย
ไทยยึดเรือรบของพม่า ตลอดจนอาวุธและเสบียงอาหาร ได้เป็นจำนวนมาก

พ.ศ. 2317 สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงยกทัพไปตีพม่าที่เชียงใหม่เป็นครั้งที่ 2 สามารถขจัด
อิทธิพลของพม่า จากแผ่นดินล้านนา ยกเว้นเชียงแสน

การขยายอาณาเขต

พระราชอาณาจักรไทยในสมัยกรุงธนบุรี ขยายออกกว้างขวางกว่าสมัยอยุธยามาก
ทั้งนี้เพราะได้เมืองพุทไธมาศ และกัมพูชาเข้ามาไว้ในราชอาณาเขตด้วย

พ.ศ. 2319 ไทยได้อาณาเขตลาวใต้ มีนครจำปาศักดิ์ สีทันดร ดินแดนเขมรป่าดงแถบเมืองสุรินทร์
เมืองสังขะและเมืองขุขันธ์

พ.ศ. 2321 ทัพไทยตีหัวเมืองรายทางไปจนถึงเวียงจันทน์ ได้เมืองเวียงจันทน์ หลวงพระบาง
ครั้นเสร็จศึกก็ได้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระแก้วมรกตกลับมาไว้ที่
กรุงธนบุรีในปีนั้นด้วย

การศึกสงครามดังกล่าวนี้ ส่งผลให้พระราชอาณาจักรไทยเป็นเอกราชและมีความมั่นคง
สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

อาณาเขตประเทศไทยในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ในสมัยกรุงธนบุรีได้มีการรวบรวมหัวเมืองต่างๆ เข้ามาในพระราชอาณาจักร ได้แก่
ธนบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ ฉะเชิงเทรา นครนายก ชลบุรี ระยอง
จันทบุรี ตราด นครชัยศรี นครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี
กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์

สมเด็จพระเจ้าตากสิน ได้ทรงต่อสู้เพื่อขยายพระราชอาณาจักรเกือบตลอดรัชกาล
อาณาเขตของประเทศไทยในสมัยนั้น มีดังนี้

ทิศเหนือ ตลอดอาณาจักรล้านนา
ทิศใต้ ตลอดเมืองไทรบุรีและตรังกานู
ทิศตะวันออก ตลอดกัมพูชาจดญวนใต้
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดเวียงจันทน์ หัวเมืองพาน และหลวงพระบาง หัวพันห้าทั้งหก
ทิศตะวันออกเฉียงใต ้ ตลอดเมืองพุทไธมาศ จดเมืองมะริด และตะนาวศรี
ทิศตะวันตก จดเมืองมะริด และตะนาวศรี ออกมหาสมุทรอินเดีย


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Tue Jun 29, 2010 12:11 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันนี้เมื่อ ๒๓๘ปีล่วงมาแล้ว เราลืมไปแล้วหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Nov 13, 2009 11:25 pm


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=3239&catid=8

ตอนจบพระเจ้าตาก บ้าจริง หรือ หนีภัย?

โดย วิภา จิรภาไพศาล wipha_chi@yahoo.com


เมื่อครั้งเรียนประวัติศาสตร์เรารู้จัก พระเจ้าตากสิน ว่าเป็น 1 ใน 5 ของกษัตริย์ที่ได้รับ
พระราชสมัญญาต่อท้าย พระนามว่า 'พระเจ้าตากสินมหาราช'
และพระราชสมัญญา
ที่ได้รับนี้เองที่มีการนำมาแต่งเป็นเพลง 'ตากสินมหาราช' ที่ว่า

'ยุทธศาสตร์ยิ่งใหญ่ ความตั้งใจเด็ดเดี่ยว มื้อนี้เราจะเคี้ยวข้าวแล้วทุบหม้อข้าว
ตีแหกฝ่าวงล้อม ลุยพม่าข้าศึก นึกถึงความเป็นไทย ดีกว่าไปเป็นทาส'


เนื้อเพลงหยิบยกเอายุทธวิธีการรบของพระเจ้าตากสิน ในยามที่กองทัพขาดแคลนเสบียง
ด้วยการเลี้ยงกองทัพด้วยเสบียงเท่าที่มีเป็นมื้อสุดท้ายแล้วตั้งเป้าหมายว่าข้าวปลาอาหารมื้อหน้า
จะไปนั่งกินให้อิ่มในเมืองของฝ่ายตรงข้ามเมื่อตียึดเมืองได้
ยังไม่รวมละคร ภาพยนตร์หลายเรื่อง
ที่นำพระราชประวัติของพระองค์ท่านทั้งโดยตรงและโดยอ้อมมาเผยแพร่เป็นระยะ
ทั้งหมดนั้น
ทำให้คนไทยรู้จักพระเจ้าตากสิน วีรบุรุษผู้กู้แผ่นดินคืนจากพม่ามากขึ้น รู้ว่าพระองค์คือลูกครึ่ง
จีน-ไทย ผู้มีถิ่นกำเนิดในกรุงศรีอยุธยา ก่อนจะไปเป็นขุนนางหัวเมืองอย่างกำแพงเพชร, ตาก ฯลฯ
และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งกรุงธนบุรี


หากบางสิ่งที่รับรู้กลับสร้างความฉงนแก่ผู้คนและสังคม นั่นก็คือ การสวรรคตของพระเจ้าตากสิน !!
คำอธิบายอย่างเป็นทางการที่ผู้อ่านหลายท่านเคยได้รับทราบจากวิชาประวัติศาสตร์ตามหลักสูตรที่ว่า

'พระเจ้าตากสินทรงถูกสำเร็จโทษ เนื่องจากทรงมีพระสติฟั่นเฟือน'
ขณะที่พงศาวดารกระซิบ
นอกชั้นเรียนนั้น แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง บ้างว่าพระองค์ท่านทรงไม่ได้เสียพระสติบ้างว่า
พระองค์ทรงหลบหนีมาได้และไปหลบซ่อนอยู่ใน หัวเมืองทางใต้ บ้างว่าพระองค์ 'ทรงฮั้ว'
กับพระสหายเพราะต้องการเบี้ยวหนี้พระเจ้ากรุงจีนที่กู้ยืมมากู้ชาติ ฯลฯ
หรือหากพิจารณาหลักฐาน
ที่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ในพระราชพงศาวดารกรุงกัมพูชา บันทึกพระราชดำรัสสุดท้าย
ของพระเจ้าตากสินไว้ให้ชวนคิดว่า
'กูวิตกแต่ศัตรูมาแต่ประเทศเมืองไกล แต่เดี๋ยวนี้ไซ้ลูกหลาน
ของกูเอง ว่ากูคิดเปนบ้าเปนบอแล้วดังนี้ จะให้พ่อบวชก็ดี ฤาจะใส่ตรวนพ่อก็ดี พ่อจะยอมรับ
ทำตามใจลูกบังคับทั้งสิ้น' (ปรามินทร์ เครือทอง. 'ชำแหละแผนยึดกรุงธนบุรี', ในศิลปวัฒนธรรม
เดือนเมษายน 2550)

นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกันยายนนี้ จึงขอเชิญชวนท่านคิดต่อเนื่องในเรื่องของ
พระเจ้าตากสินอีกครั้ง โดยการค้นคว้าข้อมูลของ ศิริวรรณ ลาภสมบูรนานนท์ ในบทความชื่อ
'ความเปลี่ยนแปลงในการเขียนประวัติศาสตร์ และการให้ความหมายต่อกรณี 'สัญญาวิปลาส'
ของพระเจ้าตากสิน' ด้วยข้อสังเกตที่ว่า
'พระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือ
'พระเจ้าตากสิน' เป็นที่เคลือบแคลงเสมอมาโดยเฉพาะในช่วงปลายรัชกาล ในพระราชพงศาวดาร
ฉบับต่างๆ ทั้งที่เขียนขึ้นร่วมสมัยและฉบับที่ชำระใหม่ภายหลัง ได้กล่าวถึงวาระสุดท้ายของ
พระเจ้าตากสินไว้ว่า
'ทรงถูกสำเร็จโทษอันเนื่องมาจากว่าทรงมีพระสติฟั่นเฟือนจนถึงแก่
'สัญญาวิปลาส' จนเป็นภัยต่อพระพุทธศาสนาและไม่อาจปกครองบ้านเมืองรวมทั้ง
อาณาประชาราษฎร์ ให้เกิดความสงบสุขร่มเย็นได้ คำอธิบายนี้ได้กลายเป็นแม่แบบคำอธิบาย
อย่าง 'เป็นทางการ' ซึ่งได้รับการผลิตซ้ำ (reproduction) อย่างสม่ำเสมอ ทั้งจากการพิมพ์
เผยแพร่พระราชพงศาวดารและจดหมายเหตุต่างๆ...'
และนั่นทำให้เกิดการค้นคว้าเอกสารขั้นที่ใช้
สร้างคำอธิบายอย่างเป็นทางการ ได้แก่ พระราชพงศาวดารสมัยกรุงธนบุรี 4 ฉบับ คือ

1.ฉบับพันจันทนุมาศ(เจิม)
2.ฉบับบริติชมิวเซียม
3.ฉบับหมอบรัดเลย์ และ
4.ฉบับพระราชหัตถเลขา

ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกัน คือ
'พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และฉบับบริติชมิวเซียม
เป็นพระราชพงศาวดารที่ชำระขึ้น ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
จึงยังคงข้อความถวายพระเกียรติ
พระเจ้าตากสินด้วยราชาศัพท์หรือคำยกย่อง ในบุญญาบารมีอยู่มาก...และคงลักษณะยกย่อง
อย่างนั้นจนถึงช่วงปลายรัชกาลที่มีการรวบรัดตัดความ


'ส่วนพระราชพงศาวดารฉบับหมอบรัดเลย์และฉบับพระราชหัตถเลขาซึ่ง
ชำระขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ได้ให้ความยกย่อง
แก่พระเจ้าตากสิน...ยิ่งในช่วงปลายรัชกาล ยิ่งลดทอนพระเกียรติของ
พระเจ้าตากสินในฐานะพระมหากษัตริย์ลงอีก...'

ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พบเอกสารเกี่ยวกับพระราชประวัติ
ของพระเจ้าตากสินอีก 1 เล่ม คือ จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี (พระเจ้าน้องนางเธอ
ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) ซึ่งน่าจะอยู่ร่วมสมัยกับพระเจ้าตากสิน หากผู้เขียน
(ศิริวรรณ ลาภสมบูรนานนท์) อธิบายว่า
'สำนวนการเขียนก็ดูเหมือนจะเป็นสำนวนเก่าและเขียนเพื่อ
เล่าความแต่หนหลังตามที่เกิดขึ้นจริงๆ ความข้อไหนที่ทรงรู้เรื่องดีหรือเป็นที่พอพระทัยก็จะจด
โดยละเอียด แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ทรงทราบอย่างดี เช่น เรื่องการศึก หรือเรื่องที่'ไม่สู้เป็นเกียรติยศ'
ก็จะรวบรัดแต่เพียงย่อ...
'ที่สำคัญจดหมายเหตุฯ ฉบับนี้ ถูก 'เคลือบ' ด้วยความคิดเห็นจาก
พระราชวิจารณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว...'


หลักฐานร่วมสมัยเดียวกันอีกชิ้นคือ Historie de la Mission de Siam หรือประวัติคณะเผยแผ่
ศาสนาคริสตัง ในประเทศสยาม (พ.ศ.2205-2354) ซึ่งเป็นบันทึกของบาทหลวงชาวฝรั่งเศส
ซึ่งยังคงมีข้อควรระวังคือ
'บันทึกของบาทหลวงชาวฝรั่งเศสนี้มักเป็นที่อ้างอิงถึงกันมาก
เนื่องจากมีข้อความ
กล่าวถึงพระราชจริยวัตร 'แปลกๆ' ของพระเจ้าตากสิน
อยู่หลายตอนโดยเฉพาะเรื่องความคิดที่อยากเป็น
พระเจ้า
และการเตรียมการที่จะเหาะ
'
แต่หลักฐานจากบันทึกชาวต่างชาติต้องระมัดระวังในการใช้ เนื่องจากความแตกต่างของภาษา
และวัฒนธรรมของผู้บันทึกกับเหตุการณ์ที่บันทึกอาจเกิดจากการตีความผิดหรือเข้าใจผิด...
'
ความพยายามในการสร้างคำอธิบายอย่างเป็นทางการแม้จะมีข้อสงสัย แต่ก็มิได้ไร้ผลเสียทีเดียว
ในงานกระทรวงพลังงาน มติชน ชวนเที่ยวงานแฟร์ร่วมกันดูแลสังคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
(15-19 ส.ค.2550)

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวบนเวทีเสวนา 'สังคมไทยในจินตนาการสร้างผ่านความเท็จและความจริง :
ประวัติศาสตร์, นิยาย และภาพยนตร์' ไว้อย่างน่าสนใจว่า
'พวกเราทุกคนถูกบังคับให้เรียนประวัติศาสตร์
มาในชั้นประถมและมัธยมแล้วทุกคนก็ลืม ก็แค่นั้นจบ ผู้สอนอาจจะสอนไปปาวๆ แต่มันมีเจตจำนง
บางอย่างที่สอนไปอย่างนั้นในเรื่องเกี่ยวกับอดีตในเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เพราะการสำนึกว่า
อดีตของเราคืออะไร จะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของเราในปัจจุบันนี้ด้วย ประวัติศาสตร์หรือ
อดีตจึงเป็นเรื่องของอำนาจเสมอ...'


ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา คณะผู้บริหารขณะนั้น
ที่พยายามลดทอนอำนาจเก่า โดยสร้างความสำคัญของพระเจ้าตากสิน
รวมถึงการอธิบายการสวรรคตและเรื่องพระสติฟั่นเฟือนของพระเจ้าตากสิน
ในแง่มุมที่แตกต่างจากเอกสารที่กล่าวไปข้างต้น คำถามค้างคาในใจของ
ประชาชนเริ่มปรากฏตัวออกมา


โดยในปี พ.ศ.2492-3 หลวงวิจิตรวาทการแต่งเรื่องสั้นชื่อ 'ใครฆ่าพระเจ้าตาก' ตีพิมพ์ในวารสาร
เพลินจิตต์รายสัปดาห์
ตามด้วยผลงานนวนิยายของ สุภา ศิริมานนท์ ที่เขียนเรื่องราวของพระเจ้าตาก
และตอบโต้หลวงวิจิตรวาทการ ในผลงานที่ชื่อว่า 'ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข'
หรือ บทความชื่อว่า
'ปีสุดท้ายของพระเจ้าตากสินมหาราช' เขียนโดย ปรีดา ศรีชลาลัย ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2484
ในหนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พ.ศ.2529 ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายความการเมืองแบบชุมนุม
ในงานเขียนชื่อ 'การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี' ของ สำนักพิมพ์มติชน
ฯลฯ ระหว่างคำอธิบาย
อย่างเป็นทางการ หรือคำถามในใจที่เริ่มมีเสียงเล็ดลอด สู่สาธารณะข้อมูลเท็จจริงอย่างไร เชิญชิม
ใน 'ศิลปวัฒนธรรม' ฉบับเดือนกันยายนเถิด
และเชื่อว่า ไม่ช้าไม่นาน จะมีข้อค้นคว้าออกมาให้อ่านมากขึ้น


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Tue Jun 29, 2010 12:34 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันนี้เมื่อ ๒๓๘ปีล่วงมาแล้ว เราลืมไปแล้วหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Nov 13, 2009 11:30 pm

การทหารสมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2310-2325)


เป็นระยะเวลาที่ต้องกอบกู้บ้านเมืองจากข้าศึกและปราบปรามบรรดาผู้ที่ตั้งตนเป็นใหญ่ให้ราบคาบ
เพื่อคงความเป็นปึกแผ่นอันหนึ่งอันเดียวกันของราชอาณาจักรไทย
ในการนี้กิจการทหารนับว่า
เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดเป็นเครื่องมือประการเดียวที่จะให้บรรลุผลที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงได้ทรงปรับปรุงกิจการทหารให้เข้มแข็ง ด้วยการวางมาตรการต่าง ๆ คือ

ทรงรวบรวมผู้ที่มีความสามารถในการรบ มาร่วมกันกอบกู้สถานการณ์โดยทรงแต่งตั้งเจ้าพระยาจักรี
เป็นอัครมหาเสนาบดีที่สมุหนายกและเจ้าพระยาสุรสีห์ สองทหารเอก ผู้มีความสามารถสูงส่ง
เป็นแม่ทัพไปปราบปรามอริราชศัตรู ทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร



การจัดการกำลังพล คงยึดถือแบบแผนเดิม คือ ชายฉกรรจ์ไทยทุกคนต้องเป็นทหารและเข้ารับราชการทหาร
ตามระยะเวลาที่กำหนด เนื่องจากระยะนั้นกรุงศรีอยุธยาเพิ่งเสียแก่พม่าในสภาพที่ยับเยิน บ้านแตกสาแหรกขาด
ผู้คนหนีพลัดกระจัดกระจายกันไป การสำรวจกำลังพล จึงต้องใช้มาตรการที่ได้ผลและสะดวกแก่การตรวจสอบ
โดยการสักพวกไพร่และทาสทุกคนที่ข้อมือ เพื่อให้ทราบเมืองที่สังกัด และชื่อผู้ที่เป็นนาย ทำให้ทราบจำนวนไพร่พล
ที่แน่นอน และง่ายต่อการควบคุมบังคับบัญชา


ด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ได้มีการแสวงหาอาวุธที่มีอานุภาพสูงมาใช้ในกองทัพเป็นจำนวนมาก
ได้รับอาวุธปืนชนิดต่าง ๆ จากต่างประเทศ ได้แก่ ปืนคาบศิลา ปืนนกสับและปืนใหญ่ สำหรับปืนใหญ่นอกจาก
ที่ได้รับจากต่างประเทศแล้วยังได้หล่อขึ้นใช้เอง สำหรับป้องกันพระนครอีกด้วย




ด้านยุทธศาสตร์ทหาร มีการกำหนดเขตสงคราม ออกเป็นเขตหน้าและเขตหลังเพื่อประโยชน์
ในการส่งกำลังบำรุง และใช้วิธียกกำลังไปสกัดยับยั้งข้าศึกที่มารุกราน ที่บริเวณชายแดน เพื่อป้องกันดินแดน
ในราชอาณาจักรไม่ให้เสียหายจากภัยสงคราม และไม่เป็นอันตรายต่อราชธานี อันเป็นหัวใจของราชอาณาจักร
มีการใช้ปืนใหญ่เพื่อเพิ่มอำนาจกำลังรบอย่างได้ผลโดยการใช้ปืนใหญ่ช่วยส่วนรวม นอกจากนั้นยังใช้กำลังทางเรือ
ในการยกกองทัพไปตีดินแดนที่อยู่ห่างไกลออกไปมาก เช่น การยกกองทัพทางเรือไปตีเมืองนครศรีธรรมราช
เมื่อปี พ.ศ. 2312 และไปตีเขมรเมื่อปี พ.ศ. 2314 เป็นต้น


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Tue Jun 29, 2010 12:41 am, ทั้งหมด 2 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันนี้เมื่อ ๒๓๘ปีล่วงมาแล้ว เราลืมไปแล้วหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  MI-6 on Sat Nov 14, 2009 8:09 am

บทความของนักบวชฝรั่ง เชื่อไม่ได้ เพราะคนพวกนี้เข้ามาสยามในนามพระเจ้า และไม่คิดดีกับเมืองไทย

บทความนักเขียนนักคิดไทย สุภา กุหลาบ ปรีดี และหลายๆคน ก็เชื่อไม่ได้ เพราะคนพวกน้ได้ความคิดจากฝรั่งเศส มาเป็นส่วนใหญ่

ใครก็ตามที่คิดว่าหวังดีกับประเทศ ย่อมจะไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนโดยรวม

สมเด็จพระเจ้าตากสิน ฯ เคยมีรับสั่งถึงพระราชดำริว่า จะไม่ทรงทำให้ประชาชนเดือดร้อน

ทั้งพระองค์และสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงขยายอาณาเขต ทรงแสดงแสนยานุภาพทางการทหารให้ประเทศล้อมรอบ ทั้งไกลและใกล้เห็น เพื่อให้พวกนั้นมิกล้ากำแหงกับประเทศไทยในเวลาต่อมา มิได้ทรงทำเพื่อ พระเกียรติยศแห่งพระองค์เอง

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปจากประเทศไทย เพราะทรงมีพระราชประสงค์เช่นเดียวกันคือ มิต้องการให้พสกนิกรเดือดร้อน การพระราชทาน รัฐธรรมนูญ ทรงพระราชทานแก่ปวงชน ให้ร่วมกันรักษา ความเป็นอธิปไตย ความมีเสรีภาพในขอบเขตที่ไม่ละเมิดส่วนรวม แก่พวกเรา มิได้พระราชทานแก่กลุ่มคนใดคนหนึ่ง

จะเห็นว่า พระมหากษัตริย์ไทย ทรงมีพระราชดำริ และ ทรงห่วงใย ทุกข์สุขของประชาราษฎร์ มากกว่าพระองค์เองเสียอีก

สิ่งนี้คือสิ่งที่พวกเราจะต้องคิด และ รับใส่เกล้าฯ ไว้ รับรูจากความเป็นจริงที่เราประสบ
โดยไม่ต้องอาศัยบทความ ที่เขียนแบบไม่รู้จริงของนักวิชาการที่ขยันวิเคราะห์จนจะสิ้นชาติ หรือ นักเขียนฝรั่ง ที่เขียนแบบใช้หัวแม่ตีน

MI-6

จำนวนข้อความ : 956
Registration date : 14/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันนี้เมื่อ ๒๓๘ปีล่วงมาแล้ว เราลืมไปแล้วหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 25, 2009 5:23 pm

http://www.pantown.com/board.php?id=14227&name=board1&topic=19&action=view

ความคิดเห็นที่ 18
เหลือเชื่อ การปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ จำเป็นจะต้องประหารชีวิต ซึ่งเป็นธรรมดาอยู่ดี แม้แต่เจ้าพระยาพิชัยดาบหัก
ยังยอมถอดอาคมสละชีวิตพร้อมพระเจ้าตาก การยึดอำนาจในหนนั้นมีขุนนางผู้จงรักภักดี ถูกสังหารราว 30 คน
เจ้าฟ้าเหม็น พระโอรสพระเจ้าตาก มารดาเป็นลูกสาวแท้ๆของ พระพุทธยอดฟ้า เจ้าฟ้าเหม็นซึ่งเป็นหลานแท้ๆ
ก็ยังถูกประหารชีวิตพร้อมๆกับครอบครัว หลังจากพระเจ้ายอดฟ้าสวรรคต ร. 2 ซึ่งมีกีกาวิเศษคาบข่าวมาบอกว่า
ลูกหลานพระเจ้าตากจะทวงคืนสมบัติ จึงทำการประหารชีวิตทั้งหมด เป็นการตัดเสี้ยนหนามสิ้น ( เรื่องนี้อ้างแล้ว
จากหนังสือโหราศาสตร์ของคุณยอดธง ทับทิวไม้ วางขายไปทั่ว ถ้าไม่จริงคงโดนฟ้องแล้วมั้ง!!!! )
พระเจ้ายอดฟ้าเก่งมากด้าน โหราศาสตร์ จึงไม่แปลกใจเลยที่สามารถโค่นบัลลังค์พระเจ้าตากลงสำเร็จ
ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ เป็นเรื่องธรรมดา สมัยก่อนบ้านเมืองใครใหญ่ใครอยู่

.......ประวัติศาสตร์คือนิยายน้ำเน่า
โกหกให้คนทั้งหลายเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง มันเป็นเรื่องที่แปลก พระเจ้าตากวิกลจริต ต้องทุบด้วยท่อนจันทร์ 9 ครั้ง
ถึงสิ้นลม ทุกวันนี้ ตามคำบันทึก บางคนเชื่อ บางคนไม่เชื่อ แต่ที่แน่ๆ และถูกบันทึกไว้ในพงศาวดาน คือ
พระเจ้ายอดฟ้าหรือพระพุทธยอดฟ้า พออายุเยอะขึ้น 60 กว่าๆ ก็เริ่มสติวิปลาส วิกลจริตและสวรรคตทั้งวิกลจริตอย่างนั้น
ทุกวันนี้ วิญญาณพระเจ้ายอดฟ้ายังหวงห่วงราชสมบัติและแผ่นดินอยู่จึงยังวนเวียนและ มิได้ไปไหน
เคยเข้าฝันพระบาทสมเด็จฯ ร. 9 บ่อยๆ (หนังสืองานศพหลวงพ่อพุทธวัดป่าสาละวัน ยังเขียนลงเลย
เหตุเมื่อปี พ.ศ. 2512 ) และทุกวันนี้ วิญญาณก็ยังคงเป็นห่วง อยู่เช่นเดิม
...........
แม่ชีวรมัย อ่านแล้ว เข้าใจว่าท่านอยากสื่ออะไรบางอย่าง อ่านดีๆ อ่านซัก 10 รอบ และค้นคว้าหนังสือโหราศาสตร์ประกอบ
ก็จะประติดประต่ออะไรได้บ้าง ) ..... ทุกวันนี้ใครรู้บ้าง พระยาสรรค์เป็นใครหล่ะ ????
" คำคม เป็นธรรมดา กรรมย่อมหมุนกลับตามกฏของโลก ในทางการเมืองก็เหมือนกัน
การยึดมันง่ายกว่าการสร้างใหม่ " แต่จงระลึกไว้เถิดว่า แม้ยึดได้มา ตนเองมีความสุขที่แท้จริงหรือไม่ ?

"พฤกษาผกาสรอีกกุญชรอันปลดปลง โฑธนเสน่งคงสำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตย์ทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา"


แปลตรงๆ ต้นไม้ วัวควาย ตายแล้ว เขาวัวเขาควาย ยังเอามาใช้ทำประโยชน์
แต่มนุษย์เมื่อตายไปหาประโยชน์อันใดไม่ เหลือไว้อย่างเดียว คือความดีอันเป็นอมตะ

โดย: dedaydede@hotmail [14 พ.ค. 49 12:06] ( IP A:210.203.177.167 X: )

http://www.maemaiplengthai.com/webboard/viewthread.php?action=printable&tid=308

http://www.esnips.com/doc/85e62d8b-8594-4a27-b1c8-04d2ad834129

http://topicstock.pantip.com/chalermkrung/topicstock/2007/03/C5191855/C5191855.html

http://www.ijigg.com/songs/V2AGC47FPA0

เพลง...เกิดมาพึ่งกัน
คำร้อง/ทำนอง ไสล ไกรเลิศ.
สุเทพ วงศ์กำแหง ขับร้อง


เกิด เป็นคนอย่าเห็นแก่ตนแหละดี
ถึงจะมี ร่ำรวย สุข สันต์
จน หรือมีไม่เป็นที่สำคัญ
แม้รักกันพึ่งพาอย่าไปตัดไมตรี

เกิดมาพึ่งกัน ผิวพรรณ ใช่แบ่งศักดิ์ศรี
วันนี้เราอยู่คิดดูให้ดี ถึงจะจนจะมี
อย่าไปสร้างเวรกรรม
ขืนทำชั่วไป อาจต้องใช้กรรมเวร

อย่างมงายโลภหลง
เพราะคงจะเกิดลำเค็ญ
สร้างบุญพระท่านคงเห็น
ร่มเย็นพ้นความกังวล

ถึงวิบัติขัดสน ผลบุญนำให้
ศีลธรรมมั่นใจไม่ต้องไปกังวล
ถึงจะมีจะจนจะเกิดกุศลดลใจ

(พูด) พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา


จากกฤษณาสอนน้องคำฉันท์เป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส จารึกอยู่ที่ผนังด้านในศาลาหน้าพระมหาเจดีย์หลังเหนือ
เรื่องกฤษณาสอนน้องเป็นเรื่องที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา อาศัยชื่อตัวละครจากเรื่องมหาภารตะ
คือ นางเทราปที แต่ในฉบับไทยแปลงเป็นนางกฤษณา นางกฤษณามีสวามี ๕ คน
แต่ได้ปรนนิบัติสวามีทั้ง ๕ ด้วยความจงรักภักดี และมีจริยาวัตรที่งดงามจึงผูกจิตสวามี
ได้โดย ไม่ต้องอาศัยเวทมนตร์ กล่าวสั้นๆ คำสอนของนางกฤษณาก็คือ
แบบฉบับของสตรีไทยที่พึงเป็นคำฉันท์บางบทได้รับการอ้างถึงบ่อยครั้ง


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Sat Dec 26, 2009 9:55 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันนี้เมื่อ ๒๓๘ปีล่วงมาแล้ว เราลืมไปแล้วหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 25, 2009 5:37 pm

http://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=475&forum=6&page=14&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://learners.in.th/blog/ec362-v14-2/108645?class=yuimenuitemlabel

ยุคชาตินิยมสร้างอัตลักษณ์ หัวอี้ ของไทย
ณ สุดห้วงมหานที มีชาวจีนอาศัย
สุดปลายฟ้าชลาลัย ไม่ไกลเกิน…โพ้นทะเล
(Wherever the ocean waves touch, there are the Overseas Chinese)

หัวเฉียว huáqiáo (华侨 / 華僑) หมายถึงชาวจีนโพ้นทะเลที่เกิดในประเทศจีน และอพยพออกจากประเทศ
หอบเสื่อผืนหมอนใบ เสี่ยงตายล่องเรือข้ามน้ำ ไปตั้งรกรากอยู่ตามประเทศต่างๆรวมถึงประเทศไทย หรือที่คนจีนเรียกว่า
เพียวหลิง ฮั้วไห่ เหมาเสี่ยน (เพียว หลิง = เรือใบ, เหมาเสี่ยน = เสี่ยงตาย) ในขณะที่ หัวอี้ huáyì (
/ 華裔)
ใช้เรียกลูกหลานของบรรพยุรุษชาวจีนที่เกิดนอกประเทศจีน ซึ่งในประเทศไทย เราเรียกหัวอี้ ว่า “ชาวไทยเชื้อสายจีน”
โดย ส่วนมากจะมีบรรพบุรุษจาก จังหวัดแต้จิ๋ว ในมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเป็นภาษากลุ่มหมินนาน
และรองลงมาคือมา แคะ ฮกเกี้ยน และ ไหหลำ ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดในไทยด้วยจำนวน 8 ล้านคน
หรือ 14% ของประชากรทั้งประเทศ และยังมีอีกจำนวนมากที่ได้กลมกลืนไปกับคนไทยแล้วด้วยการแต่งงานข้ามเชื่อชาติ
และไม่สามารถนับได้


ความเป็นมาของหัวเฉียว และ หัวอี้

ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ต่อกันเป็นเวลาช้านาน นับตั้งแต่สมัยฟูนันและทวารวดี แม้ในระยะนี้ชาวจีน
จะพึ่งรู้จักการเดินเรือ แต่คงจะมีพ่อค้าชาวจีนเดินทางผ่านเข้ามาค้าขายบ้างแล้ว หรือมิฉะนั้นก็เป็นเส้นทางผ่านของภิกษุจีน
ที่เดินทางไปสืบศาสนา
ต่อมา ในสมัยลพบุรีและสุโขทัย ชาวจีนได้มีการเดินเรือสำเภามาค้าขายในดินแดนสุวรรณภูมิ
โดยหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือ การที่ชาวจีนมาสอนการทำเครื่องถ้วยชาม โดยเฉพาะเครื่องสังคโลก และในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ชาวจีนก็ได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก โดยส่วนมากจะมาจากตอนใต้ของประเทศจีน
เพื่อมาตั้งรกรากและทำการค้า เมื่ออยุธยาเสียแก่พม่าแล้ว พระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นผู้กู้เอกราชคืนมาให้กับชาวไทยได้
ในเวลาอันรวดเร็ว พระเจ้ากรุงธนบุรีหรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ชาวจีนขนามนามว่า แต้อ๊วง ทรงมีเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว
ก็ได้ทรงสับสนุนให้ชาวจีนเดินทางเข้ามาอาศัยในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะสนับสนุนชาวจีนแต้จิ่วเป็นพิเศษ
จนในรัชสมัยของพระองค์ จีนแต้จิ๋วเรียกกันเองว่า”จีนหลวง” (ยุพิน คล้ายมนต์:12 ; Skinner : 19)


ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ ไทยกับจีนก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น จำนวนชาวจีน
ที่อพยพเข้ามาในเมืองไทยนั้น ได้เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ทั้งนี้ก็มีสาเหตุมาจากทั้งปัจจัยในประเทศไทยที่ดึงดูดให้ชาวจีน
เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ได้แก่ โครงสร้างสังคมศักดินา ที่เป็นผลให้ไพร่ไม่เป็นแรงงานอิสระ ดังนั้น
ประเทศไทยจึงต้องการแรงงานอิสระอื่นมาทดแทน,การปฏิรูประบบเศรษฐกิจในประเทศไทย คือ
หลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงค์ ประเทศไทยก็เริ่มมีการส่งออก ซึ่งสินค้าหลักก็คือข้าว
ดังนั้นการที่ประเทศไทยทุ่มเทไปกับการผลิตข้าวเพิ่มมากขึ้น การประกอบการอื่นๆ เช่น การค้าย่อย
จึงตกอยู่กับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวจีน ,ระบบ ภาษีนายอากร และระบบเหมาเมือง
ซึ่งชาวจีนก็ได้เป็นกลไลที่สำคัญในการจัดเก็บภาษีให้แก่รัฐ โดยการทำหน้าที่เป็นเจ้าภาษี นายอากร
ระบบดังกล่าวนี้ก็มีส่วนชักจูงให้ชาวจีนอพยพเข้ามาในไทยมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลไทยยังให้อภิสิทธิ์กับชาวจีน
ในด้านต่างๆ เช่นการเก็บอัตราค่าผูกปี้ในอัตราต่ำ นอกจากนี้ความยุ่งยากภายในเมืองจีนโดยเฉพาะ
การปฏิวัติคอมมิวนิสต์ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ส่งผลมีการอพยพเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น ได้แก่ ความอดอยาก
ภาวะสงคราม และการคมนาคมที่สะดวกสบายมากขึ้น เป็นต้น ( ยุพิน คล้ายมนต์ : 29)


ความเป็นจีนในไทย

จะเห็นได้ว่าความเป็นจีนในประเทศไทยหากมองแต่ละยุคสมัยได้แปรผันไปตามกาลเวลา
นับแต่การเป็นพ่อค้าแม่ค้าในช่วงแรกๆ และปรับเปลี่ยนมาเป็นแรงงานให้แก่ไทยช่วงปฏิวัติการเกษตรเพื่อการส่งออก
จนถึงการเป็นผู้ลี้ภัยคอมมิวนิสต์จากจีนแผ่นดินใหญ่สู่ไทย ซึ่งในแต่ช่วงยุคสมัยได้ถ่ายทอดความเป็นจีนให้แก่คนไทย
ไม่ว่าจะเป็นทางวัฒนธรรม ทางการค้าหรือทางการเมือง แต่กระนั้นเองคนจีนที่ได้อพยพ ลี้ภัย หรือค้าขายในไทย
ก็ได้เผชิญกับความเป็นไทยเช่นกัน โดยผลสุดท้ายเกิด ความเป็นจีนในไทย ซึ่งมีทั้งไทยและจีนอยู่ร่วมกัน
และในที่นี้จะหยิบยกการหลอมวัฒนธรรมในช่วงที่ชาวจีนมีบทบาทเป็น ผู้ลี้ภัยคอมมิวนิสต์เข้าสู่ไทย
ซึ่งในช่วงนี้ความเป็นจีนคือเหล่าความเป็นคอมมิวนิสต์ซึ่งอาจบั่นทอนความ มั่นคงของประเทศด้วยลัทธิการเมืองของตน
และความเป็นไทยคือลัทธิชาตินิยมต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ นำโดย จอมพล ป
. พิบูลสงครามและ จอมพล สฤษดิ์ ธนรัชต์


กิจกรรมของชาวจีนผู้ลี้ภัยชัดเจนขึ้น ตั้งแต่การเริ่มปฏิวัติของ เหมา เจ๋อ ตุง และการเริ่ม “The Long March”
ได้เริ่มมีผู้ลี้ภัยคอมมิวนิสต์สู่ไทยเรื่อยๆ นับแต่ช่วงปี 1927 ขี้นไป (เซี่ยกวง: 48) (ช่วงการเริ่มสงครามกลางเมืองระหว่าง
กลุ่มชาตินิยมและคอมมิวนิสต์ในจีน) รวมไปถึงการตั้งพรรคการเมือง ก๊กมิ่นตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเล
ในไทย โดยเฉพาะกิจกรรมของชาวจีนกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยกิจกรรมหลักคือคอยดูแลกละจัดแจงหาที่อยู่อาศัย
ทำมาหาเลี้ยงชีพแก่พวก สมาชิกพรรคและนักปฏิวัติที่หนีความตายจากประเทศจีนมาอยู่บนผืนแผ่นดินไทย
ขณะเดียวกันก็ทำการขยายสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และองค์กรก้าวหน้าต่างๆด้วย และต่อมาคนจีนกับชาวคอมมิวนิสต์
ที่เป็นคนเวียดนามในประเทศไทยร่วมกันจัดตั้ง เป็น พรรคคอมมิวนิสต์สยาม และดำเนินการเคลื่อนไหวในนามของพรรค
ดังกล่าว (เซี่ยกวง: 50) นอกจากนั้นแล้วชาวจีนที่อพยพมาด้วยเหตุผลการลี้ภัยทางการเมืองเป็นกลุ่มคนที่ “ตื่นตัว”
ทางการเมืองอยู่แล้วทำให้มีกิจกรรมอื่นๆอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น การมีส่วนร่วมในการก่อตั้งสหภาพกรรมกรโรงเลื่อย
การนำกิจกรรมปฏิวัติในหมู่กรรมกรอย่างแข็งขัน การจัดตั้งสันติบาตต่อต้านจักรวรรดินิยม การรับผิดชองกลุ่มเยาวขน
คอมมิวนิสต์ และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย (เซี่ยกวง: 53) ซึ่งกิจกรรมต่างๆของชาวจีนผู้ลี้ภัยการเมืองในช่วงนี้ได้ดำเนินไป
อย่างต่อเนื่อง จนถึงสงครามเย็นและแปรความหมายของความเป็นจีนจากพ่อค้าแม่ค้าหรือแรงงานชั้นต่ำมาเป็น
ผู้เล่นทางการเมืองที่มีบทบาทสูงและในที่สุดเป็น “ภัย” ต่อความมั่นคงของไทย


ในขณะเดียวกัน ความเป็นไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองภายใต้การปกครองของ
จอมพล ป. พิบูลสงความคือการเดินตามลัทธิชาตินิยมของ จอมพล ป. ที่เน้นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติไทย
และการยึดอยู่กับฝ่ายโลกเสรีในการต่อสู้ระหว่างลัทธิประชาธิปไตยกับลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งรากฐานของลัทธิชาตินิยม
เกิดขึ้นเพราะ จอมพล ป. เน้นการครองอำนาจโดยได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการทหาร
หรือทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องดำเนินนโยบายตามความต้องการของค่ายเสรีนิยม ซึ่งรวมไปถึงการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์
(คณะกรรมการกลุ่มปรับปรุงชุดวิชาประวัติศาสตร์ไทย: 248)


ปัญหาที่ตามมาคือ จอมพล ป. เอง ก็มิได้ขึ้นสู่อำนาจโดยขั้นตอนประชาธิปไตย จึงจำเป็นต้องใช้
ความชอบธรรมอื่นนอกเหนือหลักการประชาธิปไตยและในขณะเดียวกันต้องไม่เป็น ลัทธิคอมมิวนิสต์
ซึ่งทางเลือกสุดท้ายคือลัทธิการเมืองแบบชาตินิยม โดยเน้นความมั่นคงของชาติและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ของประชาชนท้ามกลาง “ภัยพิบัติ” ที่เกิดขึ้น และ “ภัยพิบัติ” นั้น คือลัทธิคอมมิวนิสต์ และผู้เล่นของลัทธิคอมมิวนิสต์ในไทย
คือชาวจีนผู้ลี้ภัยมาจากจีนแผ่นดินใหญ่นั้นเอง ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้สะท้อนความกลัวภัยคอมมิวนิสต์ของบรรดาผู้นำ
ดดยเฉพาะ ผู้นำทางทหารของไทยในช่วงนั้น และรัฐบาลไทยได้ปราบปรามผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็ฯคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง
และกว้างขวาง (คณะกรรมการกลุ่มปรับปรุงชุดวิชาประวัติศาสตร์ไทย: 242


เหตุที่เกิดขึ้นคือชาวจีนไม่ว่าจะเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์หรือไม่กลายเป็นเป้าหมายทางการเมืองของรัฐบาลไทย
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ตัวอย่างเช่น การปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์ไทยเมืองไทยอย่างหนักในช่วงสงครามเย็น
รวมไปถึงนโยบายของ จอมพล ป. ให้สั่งปิดโรงเรียนจีนมากกว่า 300 โรงเรียน จนกระทังมีคำกล่าวติดหูว่า
“เรียบร้อยโรงเรียนจีน” และประกาศกำหนดจำนวนโรงเรียนจีนไว้ในปี ค.ศ. 1948 จนแม้แต่ชาวจีนในจีนแผ่นดินใหญ่เอง
ก็รับไม่ได้เห็นได้จากการกล่าวโดย Peking Radio ในช่วงปลายปี 1952 ดังนี้


The Phibun Songgram Government has been consistently undermining the interests of Chinese
residing in Thailand. Instead of bring an end to such measures, it has further enlarged and intensify them.
The increase (จาก 20 บาทเป็น 400 บาท) made in the free for alien registration certificates in February of this year
is an example of the intensified measures it has taken to undermine the interests of several million Chinese residing
in Thailand. The wanton and unreasonable closure of Chuan-min-pao and Nan-chen-pao is an act which deprives
our Overseas Chinese of their legitimate rights and, as such, is intolerable to the Chinese residing in Thailand. (Coughlin: 185)


นอกจากการกดขี่ของรัฐบาลแล้ว ชาวจีนทั้งหลายยังต้องเผชิญหน้ากับความหวาดระแวงจากคนไทยท้องถิ่น
ในการดำรงชีวิตอยู่และการประกอบอาชีพ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการป้ายสีโดยรัฐบาล โดยตัวอย่างคือ
คนส่วนใหญ่ (
60%) คิดว่าจีนมีส่วนสบันสนุนคอมมิวนิสต์ในไทย และถ้าจีนจะมาตั้งธนาคารในไทย
จะมีประชาชนไทยไม่เห็นดวยในอัตราสูงๆ (40%) ทั้งๆ ที่ธนาคารต่างประเทศก็มาตั้งอยู่ในไทยเป็นอันมาก
แสดงว่าความแตกต่างกันในดานลัทธิการเมือยังเป็นอุปสรรคสำคัญมากในการพัฒนาสัมพันธภาพทางเศรษฐกิจต่อกัน
(ธีระวิทย์: 46)การกดขี่ของรัฐบาลไทยบีบบังคับให้ชาวจีนไม่สามารถเป็นสามัญชนธรรมดาได้เพราะแค่เป็นคนเชื้อสายจีน
ในเวลานั้นก็เป็นเป้าหมายของการต่อต้านคอมมิวนิสต์ และจากสภาพการณ์ดังกล่าว ผู้มีเชื้อสายจีนหรือ หัวอี้จำนวนมาก
จึงละเว้นที่จะศึกษาจดจำรากเหง้าแห่งความเป็นมาของบรรพบุรุษตนเอง นับตั้งแต่ภาษาพูด ภาษาเขียน และแม้กระทั่ง
“แซ่” ตัวเองยังเขียนเป็นภาษาจีนไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่พบเห็นได้โดยทั่วไป
ส่วนผลกระทบทางด้านจิตใจที่ถูกกระทำโดยนโยบายชาตินิยมของรัฐไทยนั้น เกษียร เตชะพีระ กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า
“บรรดาลูกจีนในเมืองไทยต้องตกอยู่ในสภาพแคระแกร็นทางวัฒนธรรม อันส่งผลเสียสืบเนื่องไปบั่นทอนความรู้สึก
- มั่นใจ - ภาคภูมิใจในรากเหง้า เอกลักษณ์ และบุคลิกภาพทางวัฒนธรรมของตน” ( เกษียร,แลลอดลายมังกร : 44)


ในขณะเดียวกันชาวจีนก็ไม่สามารถมาเล่นการเมืองเพื่อเรียกร้องสิทธิของตนได้ เนื่องจากเป็นชนกลุ่มน้อย
ที่ไม่สามารถหาเสียงหรือเรียกร้องความสนใจได้เพียงพอ ทำให้เหลืออยู่ทางเลือกเดียวคือการกลับมาทำการค้าขาย
สร้างฐานะให้แก่ตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นเป้าหมายลัทธิชาตินิยม โดยการเป็นผู้มีฐานะจะสามารถซื้อเสียงของตน
ในระดับผู้ปกครองเพื่อมิให้ถูกรุกรานได้ โดยที่ตนเองไม่จำเป็นและไม่สามารถที่จะไปเล่นการเมืองเอง หลักฐานคือ
ผลงานวิจัยยุคหลังได้เผยให้เห็ฯประจักษ์ว่ารัฐวิสาหกิจที่อ้างว่าตั้งขึ้นเพื่อสนองนโยบาย”ชาตินิยม”ส่วนใหญ่สมัยนั้น
ได้กลายเป็นแหล่งทำมาหากิน สร้างผลประโยชน์ส่วนตัวของกลุ่มการเมืองฝ่ายต่างๆและผู้หลักผู้ใหญ่ฝ่ายการเมือง
และราชการที่เป็น”นักชาตินิยมไทย” หลายท่ายก็ถือหุ้นเคียงข้างนั่งคู่อยู่กับนักธุรกิจจีนในคณะกรรมการบริหารของ
รัฐวิสาหกิจ ธนาคารหรือบริษัทร่วมทุนภายใต้อุปถัมภ์โดยมีนักธุรกิจจีนเป็นเจ้าของหรือผู้บริหารให้นั่นเอง
(เกษียรมจินตนาการที่ไม่เป็นชุมชน : 21)


ซึ่งในที่สุดการปะทะกันระหว่างความเป็นจีนกับความเป็นไทยของช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและ
ช่วงสงครามเย็นพลักดันให้เกิดความเป็นจีนในไทยนั้นคือเป็นส่วนสำคัญของผู้นำทางเศรษฐกิจของไทย
มีกำลังมีอำนาจเพิ่มทวีขึ้นในฐานะผู้ประกอบการ และผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ที่สุดในตลาดเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระดับชาติ
ที่นับวันยิ่งผนึกเป็นปึกแผ่นเดียวกันมากขึ้น( เกษียร,จินตนาการที่ไม่เป็นชุมชน : 33)


ความเป็นจีนกับบทบาททางเศรษฐกิจและ การเมืองในสังคมไทยกลุ่มทุนใหญ่ใน ไทยมหาเศรษฐีชาวจีน
และกลุ่มทุนของผู้มีเชื้อสายจีนนั้นมีบทบาททางธุรกิจไม่น้อยไปกว่าบทบาทของภาครัฐบาลของประเทศนั้น ๆ
ในทัศนะของภูวดล ทรงประเสริฐ กลุ่มทุนเชื้อสายจีนขนาดใหญ่นั้นมีบทบาทครอบงำการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
และได้กลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ


ตาราง กลุ่มทุนเชื้อสายจีนขนาดใหญ่ในไทย ค.ศ.1997

กลุ่มธนาคารกรุงเทพ

ธุรกิจการเงิน ธนาคาร หลักทรัพย์ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การสื่อสารโทรคมนาคมโรงงานอุตสาหกรรมและประกันภัย

ตระกูลโสภณพนิช

กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์

ธุรกิจการเกษตร พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การสื่อสารโทรคมนาคม โรงงานอุตสาหกรรม และประกันภัย

ตระกูลเจียรวนนท์

กลุ่มชินวัตร

ธุรกิจการเงิน ธนาคาร หลักทรัพย์ การสื่อสารโทรคมนาคม คอมพิวเตอร์ สถานีโทรทัศน์ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม โรงพยาบาล และธุรกิจการโฆษณา

ตระกูลชินวัตร

กลุ่มธนาคารกสิกรไทย

ธุรกิจการเงิน ธนาคาร หลักทรัพย์ ธุรกิจการเกษตร การผลิตไฟฟ้า การสื่อสารโทรคมนาคม การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โรงพยาบาล โรงงานอุตสาหกรรมและประกันภัย

ตระกูลล่ำซำ
ที่มา : ปรับปรุงจากตารางกลุ่มทุนเชื้อสายจีนขนาดใหญ่ (ภูวดล ทรงประเสริฐ,2547: 617-626)

นอกจากกลุ่มทุนใหญ่ที่มีบทบาทในระดับประเทศแล้ว ในระดับท้องถิ่นตามเมืองต่าง ๆ นั้น
จะเห็นได้ว่าชาวจีนจำนวนมากก็เป็นผู้ประกอบการร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม ตลอดจนอาชีพช่างฝีมือต่าง ๆ
ในสังคมไทย จะสังเกตุได้ว่าชาวจีนตามกลุ่มภาษาพูดก็สะท้อนความสามารถในการประกอบอาชีพเช่นกัน เช่น
ชาวจีนแต้จิ๋วมีทักษะในการทำการค้า ชาวจีนแคะส่วนใหญ่เป็นช่างฝีมือ และชาวจีนไหหลำมีทักษะในด้านการทำอาหาร
ตัวอย่าง เช่น ข้าวมันไก่ เป็นต้น


บรรดามหาเศรษฐีที่เป็นชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทยนั้นเคยใช้วิธีเสนอหุ้นลมให้กับผู้มีอำนาจในรัฐบาล
กระทั่งในปัจจุบันนี้กลุ่มทุนใหญ่บางกลุ่มยังใช้วิธีการให้เงินสนับสนุน พรรคการเมืองแทนที่จะลงรับสมัครเลือกตั้งเอง
ยังมีบทบาททางการเมืองในรูปแบบของการอุปถัมภ์-จ้างวาน กระทั่งกล่าวได้ว่า การเมืองแบบอุปถัมภ์หรือการเสนอ
สิทธิประโยชน์ต่างๆ (สินบน) แก่ผู้มีอำนาจทางการเมืองนั้นเป็นรูปแบบที่กลุ่มทุนจีนโพ้นทะเลในภูมิภาคมีร่วมกัน
ในการสร้างฐานทางธุรกิจของตน สะท้อนถึงภาพการเมืองแบบอุปถัมภ์ที่ปรากฎให้เห็นอยู่ทั่วไป

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันนี้เมื่อ ๒๓๘ปีล่วงมาแล้ว เราลืมไปแล้วหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 25, 2009 5:39 pm








แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Tue Jun 29, 2010 12:48 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันนี้เมื่อ ๒๓๘ปีล่วงมาแล้ว เราลืมไปแล้วหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 25, 2009 5:41 pm







แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Tue Jun 29, 2010 12:50 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันนี้เมื่อ ๒๓๘ปีล่วงมาแล้ว เราลืมไปแล้วหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Dec 25, 2009 5:42 pm







แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Tue Jun 29, 2010 12:55 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันนี้เมื่อ ๒๓๘ปีล่วงมาแล้ว เราลืมไปแล้วหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Dec 26, 2009 10:45 am

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=independent-infantry&group=8

*กรุงศรีอยุธยา พ.ศ.๒๓๐๙ - กรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ.๒๕๔๙*

*สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นพระมหากษัตริย์นักรบอีกพระองค์หนึ่งของชาติไทย
ที่มีอัจฉริยะภาพทางการทหารอย่างหาผู้ใดเทียมมิได้ สิบห้าปีตลอดรัชกาลทรงตรากตรำทำศึกไม่เว้นแต่ละปี
หัวเมืองใหญ่น้อยและอาณาจักรใกล้เคียงต่างครั่นคร้ามในพระบรมเดชานุภาพ กองทหารม้าอันเกรียงไกร
ของพระองค์นั้น เป็นต้นแบบในการรุกรบยุคต่อมา เป็นตัวอย่างอันดีของทหารในยุคปัจจุบันคือ ทหารต้องรู้จักคิด
รู้จักพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพด้วยตนเอง ต้องเอาบ้านเมืองเป็นหลักเป็นที่ตั้ง ต่อให้มียศเป็นพระยานาหมื่น
หากไม่มีบ้านเมืองเป็นหลักชัยแล้ว ยศศักดิ์นั้นไหนเลยจะมีค่า การศึกในหลายๆครั้งกับพม่านั้น
พระองค์ก็อยู่ในสภาวะที่มิต่างอะไรจากสมเด็จพระนเรศวรฯ คือมีกำลังน้อยกว่าแทบจะทุกครั้ง
แต่พระองค์ก็สามารถเอาชัยได้จากพระวิริยะอุตสาหะ และพระปรีชาสามารถทางการทหาร ทรงกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงง
ในสิ่งที่ล้าหลังที่ศัตรูรู้ ที่ใครๆก็รู้ ทรงกล้าที่จะปฎิวัติความเชื่อใหม่ๆที่ทหารควรจะใช้เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ที่คับขัน
การคุมพลยกแหกวงล้อมพม่าจากค่ายวัดพิชัยนั้น ถือได้ว่าเป็นทหารหนีทัพที่คิดกบฎเป็นทุรยศต่อแผ่นดิน
แต่พระองค์ก็มิได้ลังเลที่จะทรงกระทำเพื่อบ้านเมืองในวันข้างหน้า หากพระองค์ไม่คิดเอาบ้านเมืองเป็นหลักชัยแล้ว
ไหนเลยจะย้อนกลับมาเพื่อกู้กรุงในอีกแปดเดือนถัดมา ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ยศศักดิ์ต่างๆที่พระองค์มีในตำแหน่ง
พระยาวชิรปราการ ผู้รั้งเมืองกำแพงเพชรนั้น หาได้มีความสำคัญต่อพระองค์ไม่แม้แต่น้อย ทรงรู้ดีว่า เมื่อสิ้นชาติ
ยศศักดิ์ใดๆก็ไม่มีความหมาย และในพระนครนั้นก็ไม่มีขุนทหารผู้ใหญ่คนใดที่จะมีน้ำใจและกล้าหาญที่พอจะ
รักษาชาติไว้ได้ พระองค์จึงกระทำการอันที่ยากที่ทหารคนใดผู้ใดจะกล้าทำ*

**ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกนั้น หัวเมืองใหญ่น้อยทั้งหลายที่อยู่ในอำนาจของอยุธยานั้น ต่างมิได้ทำการช่วยอยุธยา
รบพม่าแต่อย่างใด ต่างคนต่างตั้งตัวเป็นอิสระ นิ่งเฉยดูดายต่อชะตากรรมของพระนคร มีเพียงชาวบ้านบางระจันเท่านั้น
ที่ช่วยอยุธยาต่อสู้กับพม่าในเส้นทางเดินทัพของเนเมียวสีหบดี แม่ทัพพม่าทัพที่สอง ทัพที่หนึ่งของพม่านั้นมี
มังมหานรธาเป็นแม่ทัพ ทำหน้าทียกไปล้อมอยุธยาทางทิศใต้ของพระนคร ตลอดหัวเมืองรายทางของทั้งสองทัพของพม่านั้น
ต่างอ่อนน้อมต่อพม่าไม่ทำการต่อสู้ ขณะนั้นกษัตริย์พม่าคือ พระเจ้ามังระ ซึ่งเพิ่งขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ เห็นอยุธยาอ่อนแอ
และมั่งคั่งยิ่งนัก จึงคิดจะปราบอยุธยาเพื่อให้อาณาจักรอื่นกลัวเกรงในอำนาจ จึงให้สองแม่ทัพยกพลไปตีอยุธยา
เหตุที่พระเจ้ามังระทรงไม่คุมทัพมาเองเพราะรู้ดีว่าอยุธยาอ่อนแอและแตกแยก ทรงรู้ได้จากข่าวสารของไส้ศึก
ที่ส่งเข้าไปบ่อนทำลายและแทรกซึมในทุกวงการทุกชนชั้นของอยุธยา จึงให้เพียงแม่ทัพผู้ใหญ่ทั้งสองยกไปเองเท่านั้น
ดูเอาเถิดเหตุการณ์เหมือนกรุงเทพ พ.ศ.๒๕๔๙มั้ย**

***พระเจ้าตากสินฯ ทรงเป็นกษัตริย์นักรบที่เริ่มทุกอย่างจากศูนย์ จากที่มีทหารเพียงแค่ห้าร้อยคน
ทรงกระทำการจากเล็กๆเรื่อยไปจนถึงการใหญ่ซึ่งนั่นคือการ สถาปนากรุงธนบุรีราชธานีใหม่ที่มีกองทัพกว่าสองแสนคน
ไว้เป็นที่สร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับคนไทย การเมืองการปกครองในกรุงธนบุรีในยุคเริ่มแรกนั้นร่มเย็นเป็นสุข
เพราะกรุงธนบุรีมักจะเป็นฝ่ายรุกในเรื่องของการทหาร ไพร่ฟ้าประชาชนในเมืองจะปลอดภัยจากข้าศึก
เพราะกองทัพของพระเจ้าตากสินฯจะยกพลไปรบในดินแดนข้าศึกเป็นส่วนใหญ่ พระเจ้าตากสินฯทรงมีนโยบาย
ทางการทหารเป็นแนวเชิงรุก อาณาจักรใกล้เคียงต่างยอมอยู่ใต้เศวตฉัตร เพราะกรุงธนบุรีมีกองทัพที่เข้มแข็ง
และยุทธวิธีในการรบก็ไม่เหมือนใครเป็น แบบใหม่ที่ไม่อาจมีใครแก้ทางศึกได้ พระราชอาณาจักรจึงกว้างขวาง
ยิ่งกว่าในสมัยราชธานีเดิม แม้แต่กษัตริย์มังระของพม่าก็ยังครั่นคร้ามในพระบรมเดชานุภาพ ถึงกับย้ายที่ตั้งมั่น
จากเมืองตองอูสลับกลับเมืองแปร เมื่อใดที่ได้ข่าวกองทัพกรุงธนบุรียกมาใกล้ ก็จะย้ายไปอยู่เมืองแปร
ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปอีกในดินแดนพม่า หากเหตุการณ์ปกติก็จะประทับอยู่ที่เมืองตองอู เพราะกษัตริย์มังระของพม่าพระองค์นี้
เป็นเชื้อสายราชวงศ์ตองอู จาการที่พระเจ้ามังระของพม่านั้นเป็นนักการทหารที่มีฝีมือองค์หนึ่งของพม่ามาก่อนนั้น
พระองค์ทรงรู้ดีถึงแสนยานุภาพในทางการทหารของกรุงธนบุรีว่ากองทัพพม่าของ พระองค์นั้นไม่สามารถรับมือได้
เพราะกองทัพพม่าใช้ช้างเป็นหลัก การวางกำลังตามแบบเบญจเสนา5ทัพของพระนเรศวรนั้นยิ่งทวีประสิทธิภาพมาก
เป็นทวีคูณเมื่อพระเจ้าตากสินฯทรงใช้กองทัพทหารม้าเป็นหลัก สนับสนุนด้วยปืนใหญ่ และกองทหารปืนนกสับ
การเคลื่อนกำลังพล การบำรุงรี้พลการใช้กองหนุนและหน่วยรบพิเศษบนหลังม้า เหล่านี้ล้วนแต่เป็นศาสตร์ทางทหาร
แบบใหม่ ที่พระเจ้าตากสินฯทรงต่อยอดความรู้ มาจากตำราพิชัยสงครามเบญจเสนาห้าทัพของพระนเรศวรฯทั้งสิ้น
แม้แต่เวียดนามอาณาจักรที่อยู่ห่างไกลกรุงธนบุรียิ่งนัก พระองค์ก็เสด็จยกทัพบกทัพเรือไปตีมาแล้ว แคว้นมลายู ปัตตานี
ลานช้าง ลานนา เชียงตุง เชียงรุ้ง กองทัพกรุงธนบุรียาตราไปตีไปยึดมาแล้วทั้งสิ้น นี่คือตัวอย่างของอาณาจักร
ที่มีกองทัพเข้มแข็งเกรียงไกร ยาตราทัพไปทิศใดไพรีก็พินาศ***

****กรุงธนบุรีและพระเจ้าตากสินฯ เริ่มมีปัญหาในทางการปกครองจากการที่รับเอาขุนนางเก่าของอยุธยา
มารับราชการ ขุนนางพวกนี้รังเกียจพระองค์เรื่องสายเลือดและเชื้อชาติอยู่แล้วในใจ นานวันไปขุนนางพวกนี้
มาเติบใหญ่ในทุกวงราชการ ทั้งทหารและพลเรือน เมื่อเริ่มมีอำนาจก็เข้าอีหรอบเดิมเหมือนเมื่อครั้งอยู่กรุงเก่า
เริ่มแบ่งพรรคแย่งพวก เริ่มตั้งข้อเปิดประเด็นเรื่องคนจีนและขุนนางที่มีเชื้อสายจีน ทั้งๆที่คนเชื้อสายจีนอย่าง
พระองค์นี่แหล่ะที่ปลดแอกพม่าให้คนไทย ระบบศักดินาเก่าแบบอยุธยาเริ่มกลับมามีบทบาทแทนพ่อปกครองลูก
แบบสุโขทัย ที่พระเจ้าตากสินฯทรงนำมาใช้ ไม่นานความแตกแยกทางความคิดเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น และเริ่มลามเข้าสู่
ในกองทัพ ทหารเชื้อสายจีนในกองทัพเริ่มไม่พอใจ ขุนนางทหารเริ่มแตกแยกกันเอง เริ่มหาผู้นำที่มีบารมีและ
ยกให้เป็นหัวหน้ากลุ่ม ลางร้ายเริ่มปรากฎ กองทัพกรุงธนบุรีปราชัยเป็นครั้งแรกที่เมืองเขมร เพราะทหารแต่ละทัพ
ระแวงกันเอง ไม่เร่งเดินทัพเพื่อสมทบทัพหลวงที่พระเจ้าตากสินฯทรงให้พระราชโอรสเป็นจอมทัพ ทัพต่างๆไม่บรรจบกัน
ตามพิชัยสงคราม ดังที่เคยปฎิบัติสุดท้ายเกิดกบฎที่เมืองหลวง นำโดยพระยาสรรค์ ขุนนางอยุธยาเก่าเชื้อสายไทยแท้ๆที่พระเจ้าตากสินทรงนำมาชุบเลี้ยง จนเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกต้องยกทัพกลับจากเขมรมาปราบปราม
และปราบดาภิเศกเป็นปฐมราชวงศ์จักรี หมดสิ้นยุคกรุงธนบุรี ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา****

*****เห็นความสำคัญของกองทัพหรือยัง ท่านผู้อ่าน เห็นความสำคัญของความสามัคคีหรือยัง
เห็นโทษของการแตกแยกแล้วหรือยัง สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่และเป็นปัญหาหลักๆของคนไทยมาทุกยุคทุกสมัย
เมื่อใดที่เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นในบ้านเมืองพร้อมๆกัน หากผู้มีอำนาจไม่รีบแก้ไข เราคงไม่แคล้วเสียเมืองเหมือนครั้งอดีตแน่นอน
สมัยโบราณเรายังมีที่ให้ถอยร่นให้หนีไปตั้งเมืองใหม่ สมัยนี้เล่า เราคนไทยจะหนีไปไหน เราติดทะเลแล้ว
นี่เป็นแผ่นดินผืนสุดท้ายของบรรพมหากษัตริยาธิราชของเราที่ทรงรักษาไว้ให้ ลูกหลานได้เกิดได้หายใจ
เราควรหันหน้าเข้าหากันแล้วร่วมกันรักษาชาติไว้ตามรอยบรรพชนได้แล้ว ไม่งั้นเราคงได้เป็นเหมือนดังประเทศ
เจ้าของธงข้างล่างนี้แน่ๆ*****



http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%98%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B2

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=phonlawat&group=2

มองมุมใหม่ : แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ต้นเหตุวิกฤตอาร์เจนตินาจริงหรือ?

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในการเคลื่อนไหวคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ กลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์ และนักฉวยโอกาสทางการเมืองของไทย
ชูกรณีวิกฤตอาร์เจนตินาปี 2544 เป็นตัวอย่างว่า เกิดจากนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลอาร์เจนตินา
นำมาซึ่งการล่มสลายทางเศรษฐกิจ อย่างทั่วด้าน ข่มขู่ให้คนไทยหวาดกลัวว่า หากประเทศไทยเดินตาม
แนวทางแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ก็จะต้องมีชะตากรรมเช่นเดียวกับอาร์เจนตินา แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการบิดเบือนความจริง
เพื่อปลุกปั่นความกลัวในหมู่ประชาชนอันเป็นวิธีที่พวกเขาถนัดอย่างยิ่ง

อาร์เจนตินาเคยเป็นประเทศร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ด้วย เศรษฐกิจส่งออกสินค้าเกษตร
ไปป้อนตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกา แต่จุดหักมุมเกิดขึ้นในช่วงปี 2489-2495 เมื่อผู้นำเผด็จการฮวน เปรอง
ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ปลุกอารมณ์ชาตินิยม ต่อต้านสหรัฐอเมริกา และทุนต่างชาติ ทั้งดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ
ที่กลายเป็นมรดกอันเลวร้ายมาถึงปัจจุบันคือ การแพร่ขยายรัฐวิสาหกิจและนโยบายประชานิยม

รัฐบาลเปรอง เข้ายึดทรัพย์ธุรกิจของต่างชาติ แปรเป็นรัฐวิสาหกิจ แล้วปกป้องคุ้มครองด้วย การขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าสูงลิบ
กีดกันการค้าต่างประเทศ ห้ามการแข่งขันทั้งใน และต่างประเทศ รวมทั้งดำเนินนโยบาย "ประชานิยม" แจกจ่ายเม็ดเงิน
และผลประโยชน์ให้กับกลุ่ม พลังต่างๆ ทั้งสหภาพแรงงาน เกษตรกร กลุ่มธุรกิจ และทหาร

เศรษฐกิจอาร์เจนตินาเกิดวิกฤตชะงักงัน เงินเฟ้อพุ่งเพราะรัฐบาลใช้จ่ายเงินมหาศาลเพื่ออุ้มรัฐวิสาหกิจ
และนโยบายประชานิยม กระทั่งเปรองถูกคณะทหารยึดอำนาจในปี 2498 แต่อนิจจา ระบอบรัฐวิสาหกิจ
และประชานิยมกลับยืนยงต่อมา


การเมืองอาร์เจนตินาผ่านการเมืองแบบเลือกตั้งสลับกับเผด็จการทหารขณะที่เศรษฐกิจ เผชิญเงินเฟ้อพุ่งสลับกับ
ภาวะตกต่ำตลอดสี่สิบปี รัฐบาลทุกยุคสมัยต้องพิมพ์ธนบัตรและกู้หนี้ต่างประเทศเพื่ออุ้มรัฐวิสาหกิจทั้งระบบ
ที่ขาดทุนอย่างหนัก และใช้จ่ายในโครงการประชานิยมต่างๆ ทำให้เงินเฟ้อพุ่งไม่หยุด บางครั้งสูงถึง 4,000% ต่อปี
กระทั่งปี 2525-2526 อำนาจคณะทหารก็ล่มสลายจากการพ่ายแพ้ในสงครามหมู่เกาะโฟล์คแลนด์
มีการฟื้นประชาธิปไตยและประธานาธิบดีพลเรือนจากการเลือกตั้ง

ถึงปี 2534 เศรษฐกิจอาร์เจนตินาถึงวิกฤติสุดขีด เงินเฟ้อสูงถึง 20,000% ต่อปี หนี้ต่างประเทศที่เกิดจากการอุ้มรัฐวิสาหกิจ
ที่ขาดทุนมีสูงถึง 64,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 38.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
เงินทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบเป็นศูนย์ รัฐบาลจำต้องปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อความอยู่รอด
เริ่มจากการลดอัตราภาษีศุลกากร ลดการคุ้มครองธุรกิจในประเทศ ให้สินค้านำเข้ามาแข่งขันได้
และแก้ไขกฎระเบียบส่งเสริมการส่งออก

รัฐบาลยังประกาศใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ผูกติดปริมาณเงินเปโซไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐที่ไหลเข้าออกประเทศ
ทำให้รัฐบาลไม่สามารถพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้จ่ายได้ตามใจชอบอีกต่อไป

ระบบรัฐวิสาหกิจหยั่งรากลึกในเศรษฐกิจอาร์เจนตินา มีกิจการทุกประเภท ตั้งแต่สาธาร--ณูปโภค เชื้อเพลิง ขนส่ง
ไปถึงห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ บาร์ ไนท์คลับ คณะละครสัตว์ และโบสถ์คริสต์ เกือบทั้งหมดขาดทุนอย่างหนัก
เป็นภาระที่รัฐบาลต้องหาเงินมาหล่อเลี้ยงจำนวนมหาศาลทุกปี และเป็นรากเหง้าของปัญหาเงินเฟ้อ
รัฐบาลจึงเร่งแปรรูปรัฐวิสาหกิจ มีทั้งยุบเลิกและแปลงสภาพเป็นบริษัทขายให้เอกชนไปดำเนินการ แล้วนำเงิน
ไปใช้หนี้ต่างประเทศ


ผลก็คือ เงินเฟ้อลดต่ำกว่า 10% ขณะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวเติบโตในอัตรา 7.9% ต่อปีในช่วง 2536-37 แต่ปัญหาใหญ่
กลับยังไม่ได้รับการแก้ไขคือ หนี้ต่างประเทศลดลงไม่มาก รวมทั้งการใช้จ่ายเกินตัวทั้งของรัฐบาลกลางและท้องถิ่น

เมื่อเกิดวิกฤตเม็กซิโกปี 2537-2538 เจ้าหนี้ต่างชาติแตกตื่น เงินทุนไหลออก เศรษฐกิจ ถดถอย คนว่างงานพุ่ง ตั้งแต่ปี 2539
รัฐบาลกลับมาใช้จ่ายเกินตัวอีก แต่ไม่สามารถพิมพ์ธนบัตรได้ จึงหันไปกู้หนี้ด้วยการออกพันธบัตร
ขายในประเทศและต่างประเทศเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย งบประมาณรายจ่ายเพิ่มไปถึง 21% ของจีดีพี
ขณะที่หนี้ต่างประเทศ พุ่งขึ้นเป็น 172,200 ล้านดอลลาร์หรือ 64.1% ของจีดีพีในปี 2544


แล้ววันแห่งชะตากรรมก็มาถึงในปี 2542 เมื่อเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ทำให้เงินเปโซแข็งตามไปด้วย ซ้ำเติมด้วยบราซิล
ประเทศคู่ค้ารายใหญ่ประกาศลดค่าเงินเรียลถึง 40% ทำให้การส่งออกของอาร์เจนตินาตกต่ำ การนำเข้าพุ่ง
ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เศรษฐกิจถดถอยต่อเนื่องหลายปี ผู้คนตกงานถึง 21% ท้ายสุดปี 2544 รัฐบาลไม่สามารถ
ลดการใช้จ่ายได้ตามแผน เจ้าหนี้ต่างชาติแตกตื่นปฏิเสธให้เงินกู้เพิ่ม รายจ่ายรัฐบาลสะดุด
ค่าเงินเปโซในตลาดมืดตกฮวบ ผู้คนแห่กันไปถอนเงินดอลลาร์จากธนาคาร เกิดจลาจลทั่วประเทศ
ธุรกิจชะงัก และรัฐบาลประกาศพักชำระหนี้
ตามมาด้วยการลอยค่าเงินเปโซในปี 2546 และการตัดลด
งบประมาณรายจ่ายของรัฐจำนวนมหาศาล เศรษฐกิจจึงค่อยๆ ฟื้นและขยายตัวดีในอัตราเฉลี่ย 8% ช่วง 2546-2548

เห็นได้ว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจไม่ใช่สาเหตุให้เศรษฐกิจอาร์เจนตินาล่มสลายดังที่กลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์
และนักฉวยโอกาสทางการเมืองได้บิดเบือนมาตลอด แต่เป็นตรงข้ามคือ ระบบรัฐวิสาหกิจที่ทุจริต
ไร้ประสิทธิภาพและขาดทุนต่างหากที่เป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งหมด
ก่อเป็นหนี้สินของรัฐบาลสั่งสมมา
หลายสิบปีเป็นจำนวนนับแสนล้านดอลลาร์ถึงปัจจุบัน

ซ้ำเติมด้วยการขาดวินัยทางการคลังของรัฐบาลกลางและท้องถิ่นที่ใช้จ่ายโดยไม่สัมพันธ์กับการจัดเก็บภาษี
แล้วหาทางออกง่ายๆ ด้วยการกู้หนี้สาธารณะเพิ่ม


บทเรียนสำคัญจากอาร์เจนตินาคือ "ต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจ" กำกับดูแลไม่ให้มีการผูกขาด ส่งเสริมการแข่งขัน
เพิ่มประสิทธิภาพ ยกภาระหนี้สินและการลงทุนของรัฐวิสาหกิจออกไปจากการค้ำประกันและงบประมาณของรัฐบาล
ในขณะที่รัฐบาลก็ต้องรักษาวินัยทางการคลังอย่างเข้มงวด ใช้จ่ายให้สัมพันธ์กับรายรับภาษี
และระวังให้หนี้สาธารณะ อยู่ในระดับต่ำและมีเสถียรภาพ


Create Date : 13 กันยายน 2549
Last Update : 19 กันยายน 2549 11:30:53 น.
http://writer.dek-d.com/nutnakub/story/view.php?id=343503


Create Date : 21 มีนาคม 2549
Last Update : 16 ธันวาคม 2552 15:52:39 น.


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Tue Dec 29, 2009 10:09 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันนี้เมื่อ ๒๓๘ปีล่วงมาแล้ว เราลืมไปแล้วหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  att on Tue Dec 29, 2009 9:52 am

http://www.thaipost.net/news/291209/15684

๒๘ ธันวา วันกระตุกต่อมรัฐบาล-กองทัพ

เปลว สีเงิน

29 ธันวาคม 2552 - 00:00

เมื่อวาน-๒๘ ธันวาคม เป็น "วันพระเจ้าตากสินมหาราช" ถ้าไม่มีพระองค์ ก็จะไม่มีประเทศไทย และคนไทยในวันนี้
แต่ดูเหมือนว่าพระองค์จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่อาภัพ พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ยิ่งใหญ่ขนาดไหน
คนไทยก็ดูคล้ายลืมกันไปขนาดนั้น ขนาดพระราชประวัติ ใครต้องการศึกษาให้ลึกซึ้ง ต้องพึ่งหนังสือฝรั่ง
รวบรวมมากกว่าจะหาได้จากการขวนขวายนำเสนอของคนไทยกันเอง

ไม่เชื่อก็ลองทดสอบดูก็ได้นี่ครับว่า คนไทยมีความรู้-ความเข้าใจเกี่ยวกับ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตากสินมหาราช"
มากน้อยแค่ไหน...เอ้า..ลองตอบซิว่า "วันที่ ๒๘ ธันวาคม ที่เป็นวันพระเจ้าตากสินมหาราช นั้น มีความหมายถึงวันอะไร?"

เป็นวันพระราชสมภพ, เป็นวันเสด็จสวรรคต, เป็นวันชนะศึก, เป็นวันสถาปนากรุงธนบุรีพร้อมเสด็จขึ้นครองราชย์
หรือเป็นวันกู้ชาติสำเร็จ?

อึกอักๆ กันใช่มั้ยล่ะ วันที่ ๒๘ ธันวาคม คือ หลังจากขับไล่พม่าพ้นไปจากแผ่นดินไทยแล้ว ทรงปราบดาภิเษก
ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๓๑๐ ก็ช่วยกันจำให้แม่นต่อจากนี้ไปนะครับ

ส่วนวันพระราชสมภพ คือ ปีขาล วันอาทิตย์ที่ ๗ เมษายน พ.ศ.๒๒๗๗ ถ้านับถึงปีหน้า-ปีขาล ๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตากสินมหาราช ก็ทรงมีชาตกาลยาวนานครบ ๒๗๖ ปี!

บ้านเมืองช่วงนี้ มีแต่ปฏิบัติการหมาหอน หมาเห่า และหมากัดกัน ไม่มีคุณค่า และไม่มีสาระอะไรที่จะหยิบมาคุยกัน
ให้เกิดสนิมอารมณ์ ฉะนั้น วันนี้เรามาเรียนประวัติศาสตร์ไทยในอีกแง่มุมหนึ่งเกี่ยวกับ
"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตากสินมหาราช" กันดีไหม? ผมไม่ได้รวบรวมมาเองหรอก
หากแต่คัดลอกของ "คุณอมรรัตน์ เทพกำปนาท" กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
กระทรวงวัฒนธรรม ที่เผยแพร่อยู่ในเว็บสนุกดอตคอม เขามาให้ท่านอ่าน ดังนี้

เนื่องในโอกาส วันที่ ๒๘ ธันวาคม ของทุกปี เป็น "วันพระเจ้าตากสินมหาราช" วีรกษัตริย์ผู้กอบกู้เอกราชให้แก่แผ่นดินไทย
ดังนั้น เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และพระปรีชาสามารถ ตลอดจนการเสียสละอย่างใหญ่หลวงของพระองค์
จึงขอน้อมนำเรื่องปัญหาเศรษฐกิจและแนวทางการแก้ไขในยุคกรุงธนบุรี มานำเสนอเพื่อให้พวกเราปัจจุบันได้ทราบว่า
ในสมัยนั้น มีวิธีการแก้ไขปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้อย่างไร เพราะไม่ว่ายุคใดสมัยไหน ปัญหาเศรษฐกิจอันเป็นเรื่องเกี่ยวกับ
ปากท้องชาวบ้านนับเป็นเรื่องใหญ่ และสำคัญของบ้านเมืองเสมอ

ตลอดระยะเวลา ๑๕ ปี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นับตั้งแต่ปราบดาภิเษกขึ้นเป็น
พระมหากษัตริย์แห่งกรุงธนบุรี ในปี พ.ศ.๒๓๑๐ จนถึงปี พ.ศ.๒๓๒๕ ที่เสด็จสวรรคต พระองค์ต้องทรงตรากตรำ
กรำศึกมาโดยตลอด นอกจากต้องรบกับพม่าเพื่อกอบกู้เอกราชในครั้งแรก รวมถึงการทำศึกกับก๊กต่างๆ
ที่ตั้งตัวเป็นใหญ่แล้ว ยังต้องทำการรบกับพม่าที่ยกมาโจมตีอีกถึง ๙ ครั้งใหญ่

ในขณะเดียวกันก็ยังได้ทำสงครามขยายอาณาเขตอีกหลายครั้ง เป็นผลให้ไทยมีประเทศราชหลายแห่งกลับคืนมา
เหมือนสมัยอยุธยา ซึ่งในช่วงแรกหลังจากการเสียกรุงครั้งที่ ๒ กล่าวได้ว่าเศรษฐกิจของบ้านเมืองอยู่ในภาวะตกต่ำเป็นอย่างยิ่ง
การทำไร่นาและการค้าขายกับต่างประเทศหยุดชะงักลงเกือบจะสิ้นเชิง และแม้หลังการกอบกู้ชาติได้แล้ว
ความอดอยากและการขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคก็เกิดขึ้นอยู่แทบจะตลอดรัชกาล เนื่องจากมีปัจจัยและสิ่งแวดล้อม
ที่ต้องทำให้สิ้นเปลืองและกระทบกับสภาพเศรษฐกิจโดยส่วนรวมหลายอย่าง อาทิ

๐ในช่วงก่อนกรุงแตก พม่าได้ยกทัพมาปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่นาน ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถทำไร่ทำนา
หรือค้าขายได้ตามปกติ ความขาดแคลนจึงเกิดขึ้นไปทั่ว

๐เมื่อครั้งทำศึกกับก๊กต่างๆ รวมทั้งศึกพม่าและชาติอื่นๆ ที่มีอีกหลายครั้ง ทำให้ต้องใช้กำลังพลในการตระเตรียม
อาวุธยุทโธปกรณ์ เช่น การต่อเรือ การระดมพลเพื่อฝึกปรือ ฯลฯ ซึ่งมีผลกระทบต่อกำลังการผลิตเป็นอย่างมาก

๐ในระยะแรกที่มีการสร้างเมืองหลวงใหม่ การสถาปนาเจ้านายต่างๆ รวมไปถึงการปูนบำเหน็จความดีความชอบ
แก่ข้าราชการขุนนาง ต้องใช้กำลังทรัพย์ไม่น้อย ทำให้มีรายจ่ายมากขึ้น

๐ในรัชสมัยของพระองค์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งรีบฟื้นฟูและทำนุบำรุงพระศาสนา ตลอดจนชำระสะสาง
คณะสงฆ์ให้ตั้งมั่นอยู่ในธรรมวินัย เพราะได้ทรุดโทรมลงมากในช่วงบ้านเมืองเกิดจลาจล
จึงจำเป็นต้องใช้พระราชทรัพย์เป็นอันมากเพื่อการดังกล่าว

จากเหตุข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าสภาพเศรษฐกิจบ้านเมืองเวลานั้น ถ้าพูดแบบสมัยนี้ก็ต้องว่า ตกอยู่ภาวะวิกฤติอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงได้วางนโยบายที่จะผ่อนปรน
ความเดือดร้อนของราษฎร หรือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญ ดังนี้

ประการแรก ทรงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องความอดอยากและขาดแคลน ด้วยการพระราชทานข้าวสาร
ให้แก่บรรดาข้าราชการ ทหาร และพลเรือนทั้งไทย/จีน คนละ ๑ ถังต่อ ๒๐ วัน นอกจากนี้
ยังทรงแจกจ่ายอาหารเลี้ยงดูพลเรือนที่อดโซด้วย

ประการที่สอง ในช่วงแรกที่ทรงครองราชย์ และเพิ่งผ่านพ้นจากการจลาจลสงคราม จึงยังไม่มีผู้ทำไร่ทำนา
เพื่อเพิ่มผลผลิตให้พอเลี้ยงดูผู้คน ทรงแก้ปัญหาด้วยการซื้อข้าวสารจากพ่อค้าสำเภาจีน โดยยอมซื้อในราคาแพง
เพื่อแจกจ่ายคนทั้งปวง ซึ่งเมื่อข้าวขายได้ในราคาแพง บรรดาพ่อค้าจีนจากที่ต่างๆ ก็นำข้าวมาขายเพิ่มขึ้น
เกิดการแข่งการขาย ข้าวจึงมีราคาถูกลงตามหลักดีมานด์-ซัพพลาย ราษฎรก็ได้รับประโยชน์

ประการที่สาม โปรดให้ข้าราชการผู้ใหญ่และผู้น้อยทำนาปีละ ๒ ครั้งในปี พ.ศ.๒๓๑๑
เป็นการแก้ปัญหาความขาดแคลน เพราะช่วงนั้นข้าวสารราคาสูงมาก ทำให้ราษฎรเดือดร้อน

ประการที่สี่ ปรากฏว่าในปี พ.ศ.๒๓๑๑ นั้นเอง ข้าวในยุ้งฉางและทรัพย์สินต่างๆ เสียหายเป็นอันมาก
เนื่องจากมีกองทัพหนูมากัดกินเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงมีรับสั่งให้ข้าราชการและพลเรือนทั้งหลาย
จับหนูมาส่งกรมพระนครบาลทุกวัน หนูจึงสงบหายไป

ประการที่ห้า ทรงให้มีการส่งเสริมการค้าขายกับต่างประเทศ ซึ่งพ่อค้าที่มีบทบาทสำคัญในช่วงนั้นคงจะเป็นพ่อค้าจีน
ซึ่งการค้ากับต่างประเทศนี้ก็ได้ช่วยบรรเทาความขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคภายในบ้านเมืองได้ในระดับหนึ่ง

ประการที่หก การที่ทรงสามารถปราบปรามหัวเมืองต่างๆ รวมทั้งประเทศราช ทำให้มีฐานอำนาจทางการเมืองมั่นคง
ซึ่งมีผลต่อการเก็บภาษีอากร ส่วย และเครื่องราชบรรณาการมาเป็นรายได้ ได้อีกส่วนหนึ่ง

ประการที่เจ็ด ในช่วงพม่ายกมาล้อมกรุงศรีอยุธยานั้น ปรากฏว่าราษฎรได้ฝังทรัพย์สินไว้ตามบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก
เมื่อเสร็จสงครามก็มีเจ้าของไปขุดบ้าง ผู้อื่นไปขุดหาทรัพย์ที่เจ้าของตายแล้วบ้าง ดังนั้น ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี
จึงได้จัดเก็บภาษีแก่ผู้ที่ไปขุดหาทรัพย์เหล่านี้ โดยมีเจ้าหน้าที่ไปประจำอยู่ที่กรุงเก่า และห้ามมิให้ผู้ใดขุดทรัพย์โดยพลการ
ซึ่งการเก็บภาษีผูกขาดเช่นนี้ เป็นการเพิ่มพูนรายได้แก่แผ่นดินไม่น้อย

ประการที่แปด ทรงเอาผิดและลงโทษผู้ที่บ่อนทำลายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและเฉียบขาด เช่น
ลงโทษประหารชีวิตผู้ที่ลักลอบทำเงินพด หรือผู้ที่เบิกข้าวหลวงแล้วแทนที่จะไปแจกราษฎรกลับเอาไปให้ภรรยา
ก็ได้ลงอาญาเฆี่ยนตี ๑๐๐ ที และปรับข้าวเป็น ๑๐ เท่า ลดตำแหน่งลง และเอาลูกเมียไปจองจำ
ต่อเมื่อมีศึกจึงค่อยไปทำราชการแก้ตัว อย่างนี้เป็นต้น การดำเนินการอย่างเฉียบขาดเช่นนี้
ทำให้คนกลัวและช่วยพยุงฐานะเศรษฐกิจได้บ้างส่วนหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาประเทศในแนวแปลกใหม่สำหรับสมัยนั้นด้วย คือ ทรงให้มีการตัดถนนในฤดูหนาวคราวว่างศึก
เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปมาของพ่อค้าประชาชน ซึ่งตามธรรมดาเส้นทางคมนาคมสมัยเมื่อ ๒๐๐ ปีมาแล้ว
มักจะเป็นทางน้ำทั้งสิ้น นับว่าพระองค์ทรงมีแนวคิดพัฒนาประเทศทันสมัยทีเดียว

อย่างไรก็ดี แม้จะดำเนินการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างที่กล่าวมาแล้วก็ตาม สภาพเศรษฐกิจในสมัยพระองค์
ก็มิได้มีความเจริญเติบโตสมบูรณ์อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ คงเป็นเพราะการศึกสงครามที่ยังมีอยู่แทบตลอดรัชกาลนั่นเอง
ซึ่งปัญหาความอดอยากนี้นับว่าเป็นปัญหาหนักทีเดียว จนพระองค์ถึงกับทรงเคยเอ่ยพระโอษฐ์ด้วยความทุกข์พระราชหฤทัยว่า

"...บุคคลผู้ใด เป็นอาทิ คือ เทวดา บุคคลผู้มีฤทธิ์มาประสิทธิ์ มากระทำ ให้ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ขึ้น ให้สัตว์โลกเป็นสุขได้
แม้ผู้นั้นจะปรารถนาพระพาหาแห่งเราข้างหนึ่ง ก็อาจตัดบริจาคให้แก่ผู้นั้นได้ ความกรุณาเป็นสัตย์ฉะนี้..."

จากพระราชปรารภข้างต้น คงจะทำให้เราได้เห็นน้ำพระราชหฤทัยของพระเจ้ากรุงธนบุรีอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
ว่าทรงตั้งใจเสียสละเพื่อราษฎรเพียงใด ตลอดรัชกาล พระองค์ต้องทรงพระราชดำริทั้งเรื่องการรบข้าศึกศัตรู
เรื่องการฟื้นฟูและทำนุบำรุงบ้านเมือง คิดถึงการแก้ปัญหาปากท้องราษฎร แต่ละเรื่องนับเป็นภาระที่หนักยิ่ง
หากมิใช่เพราะพระปรีชาสามารถ น้ำพระราชหฤทัยที่ห้าวหาญ และความเสียสละของพระองค์ท่านแล้ว
คงยากที่เราจะมีวันนี้ได้

...................................................

ครับ...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตากสินมหาราช "ทรงกอบกู้ชาติไทยไว้ให้เมื่อ ๒๔๒ ปีล่วงแล้ว"
แต่เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๖ ธันวาคม มีสามานย์มนุษย์บังอาจใช้คำว่า THAKSIN ปลุกปั่นผู้คนทำลายชาติไทย
ประกาศตั้ง "จังหวัดอุดรธานี" เป็นเมืองหลวง กำหนดวันกรีธาทัพ "ล้มระบบอำมาตย์" เพื่อสถาปนาอำนาจใหม่

แล้วอำนาจปัจจุบัน "รัฐบาลไทย-กองทัพไทย" แกะห่อของขวัญปีใหม่เสร็จเมื่อไหร่ สนใจบ้านเมืองกันหน่อยนะจ๊ะ
ไม่งั้นจะให้พัลลภมาเป็นนายกฯ แล้วให้เสธฯ แดงมาเป็น ผบ.แทน จะได้หายทุเรศทุรังลูกตาเสียที!?

att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันนี้เมื่อ ๒๓๘ปีล่วงมาแล้ว เราลืมไปแล้วหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Mon Jun 28, 2010 11:08 pm

Taksin The Great King of Thailand / สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช / 达信大帝













แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Tue Jun 29, 2010 1:13 am, ทั้งหมด 5 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันนี้เมื่อ ๒๓๘ปีล่วงมาแล้ว เราลืมไปแล้วหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed Jun 30, 2010 10:42 am

ไทยยังสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อจีนอยู่อีกหรือ

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน 2553

คมชัดลึก :แต่ไหนแต่ไรไท่กั๋วมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อจีนมาโดยตลอด
และเป็นประโยชน์สุดขีดต่อรัฐบาลปักกิ่งในยุคที่จีนกำลังจะเทคออฟจากการเป็น
ประเทศคอมมิวนิสต์หลังเขากลายเป็นมหาอำนาจอันดับสองของโลกในเวลานี้

ด้วยการการที่ไทยเป็นประตูเปิดสู่อาเซียน รวมทั้งเป็นหนึ่งในสะพานที่แข็งแกร่ง
ทอดรับจูงจีนกุมมือเข้าสอดประสานผลประโยชน์กับชาติตะวันตกในภูมิภาคนี้

แต่ในวันนี้ที่ไทยยังดำรงสายสัมพันธ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐ
และเอื้อประโยชน์ให้จีนน้อยกว่าชาติเพื่อนบ้าน ขณะที่ความจำเป็นที่จีน
ต้องอาศัยไทยนั้นน้อยลงไป
จึงเกิดคำถามว่าไทยจะกลายเป็นหนึ่งในประเทศดาดๆ
ในสายตาจีนหรือไม่ ในด้านสังคมวัฒนธรรม จีนยังให้ความสำคัญต่อไทยอยู่เสมอมา
เช่น การที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นผู้ที่ชาวจีนนับถืออย่างสูง

ความสัมพันธ์ระหว่างชาวจีนโพ้นทะเลในไทยกับแผ่นดินใหญ่อยู่ในภาวะแนบแน่น ที่ตั้งศาลาไทย
ในงานเวิลด์เอ็กซ์โปเซี่ยงไฮ้เป็นตัวอย่างล่าสุดที่จีนให้เกียรติไทยอย่างสูง กรณีเหล่านี้เป็นตัวอย่าง
ที่ชาติอื่นอิจฉาก็จริงอยู่ แต่ในส่วนของประโยชน์ใช้สอยที่ไทยจะได้จากจีนอันเกิดจากความสำคัญ
ทางยุทธศาสตร์นั้นยังไม่ชัดเจน ส่วนหนึ่งอาจเพราะไทยคิดถึงบุญเก่ายุคเปิดสัมพันธ์กับจีนแดง
เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์และเวียดนามเมื่อสามสิบปีก่อนมากเกินไป โดยไม่สร้างตนเองให้มีคุณค่า
ชนิดที่จีนขาดไม่ได้ ขณะเดียวกันจีนก็มีทางเลือกที่มากขึ้นและไม่จำเป็นต้องรอไทย

ไทยถูกบังคับโดยภูมิรัฐศาสตร์ให้เล่นบทถ่วงดุลกับมหาอำนาจทั้งตะวันตกและตะวันออก
แต่ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของไทยกับสหรัฐตั้งแต่ยุคสงครามเย็นทำให้ไทยต้องอิงกับ
มหาอำนาจชาตินี้ตลอด ยิ่งภัยคุกคามสมัยนี้ซับซ้อนหนักขึ้นก็ยิ่งต้องพึ่งพาอเมริกัน
ในหลายอย่าง ไม่น้อยกว่าสมัยภัยคุกคามตามแบบ เมื่อเป็นเช่นนี้ถึงไทยจะเอื้อประโยชน์ให้จีน
ได้หลายอย่าง แต่ก็ไม่อาจเอื้อได้สุดๆ เพราะยังยึดหลักถ่วงดุลอำนาจนี้อยู่ ช่องว่างนี้ถูกพม่า
หรือกัมพูชาชิงเข้าถม สอดคล้องประสานได้ดีกับฝั่งจีนที่เมื่อไม่ได้ไทย ก็ต้องใช้ชาติเหล่านี้
ในทางสร้างประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของตน โดยเฉพาะด้านการส่งกำลังบำรุงเข้าสู่ทางด้านใต้

ดังจะสังเกตได้ว่าการตัดถนน ลำเลียงพลังงาน หรือเช่าฐานทัพ ในประเทศเหล่านั้นสร้างประโยชน์
ให้แก่จีนอย่างมหาศาล ทุกวันนี้จีนสามารถบายพาสไทยในเรื่องเหล่านี้ได้เลย และก็เพราะไทย
มีความสำคัญน้อยลงกระมัง จีนจึงเอื้อประโยชน์ทางทหารให้ชาติเพื่อนบ้านของไทยเป็นการตอบแทน

โดยที่ไทยได้แต่ชายตามองอย่างวิตกในอาวุธลอตใหม่ๆ ที่เข้าสู่เขมรและความลึกลับ
บางเรื่องของพม่า อย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่ต้องการให้ไทยเอื้อประโยชน์แก่จีนมากจนเกินงาม
แต่อยากให้มีการคิดหาทางออกใหม่ๆ ในการรังสรรค์ตนเองให้กลายเป็นสิ่งจำเป็น
ทางยุทธศาสตร์ของทุกมหาอำนาจที่เราต้องเกาะเกี่ยวด้วย


http://www.marinerthai.com/forum/index.php?topic=1717.0


เรือเอ็สเส็กซ์ (USS Essex) เพิ่งจะเข้าเทียบท่าในสีหนุวิลล์เมื่อวันจันทร์ (26 พ.ย.) เป็นเรือรบลำที่ 2
ที่ไปแวะเยือนกัมพูชาปีนี้ ซึ่งสถานทูตในกรุงพนมเปญกล่าวว่าแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์
ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น (ภาพ: AFP)


สหรัฐฯระงับส่งรถบรรทุกให้เขมร หลังเนรเทศอุยกูร์กลับ
วันที่ 2 เมษายน 2553 08:27

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000046441

'เมกาหน้าแตก เขมรไม่สนรถบรรทุกทหารสับปะรังเค
3 เมษายน 2553 22:54 น.


ภาพแฟ้มรอยเตอร์วันที่ 2 มิ.ย.2551 รถบรรทุก M35A2 GMC ที่ใช้แล้วของกองทัพสหรัฐฯ
ที่รอส่งมอบ ซึ่งครั้งนั้นกล่าวว่ามีการบริจาคให้กองทัพกัมพูชาจำนวน 60 คัน
แต่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวในสัปดาห์นี้ว่า จำนวนรถมีทั้งหมด 200 คัน
แต่ได้ตัดสินใจหยุดส่งให้เป็นการตอบโต้การที่กัมพูชาส่งผู้ลี้ภัยชาวอุ้ยเกอร์ให้แก่ทางการจีน
ปลายปีที่แล้ว โฆษกกัมพูชากล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "จะให้หรือไม่ให้ก็เป็นเรื่องของสหรัฐ"


http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000060657
จีนเกทับเมกา ให้รถบรรทุกทหารกัมพูชา 250 คัน
3 พฤษภาคม 2553 10:05 น.



ภาพแฟ้มรอยเตอร์วันที่ 2 มิ.ย.2551 ทหารกัมพูชากำลังตรวจดูรถบรรทุก M35A2 GMC ที่ใช้แล้วของ
กองทัพสหรัฐฯ ที่ส่งมอบให้ลอตแรกจำนวน 60 คัน จากทั้งหมด 200 คัน แต่สหรัฐฯ ได้ระงับ
ความช่วยเหลือนี้ไปเมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อประท้วงต่อรัฐบาลกัมพูชา ที่ส่งตัวชาวอุ้ยเกอร์
หลบหนีเข้าประเทศ 20 คนให้แก่ทางการจีน

http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000089691

เขมรไฟเขียว "วันแห่งความโกรธแค้น" ต้าน “ไทยรุกราน”
30 มิถุนายน 2553 03:02 น.



รัวกลองออกศึก-- -ภาพแฟ้มรอยเตอร์วันที่ 7 ก.ค.2552 คณะแสดงจากกรุงพนมเปญกำลังรัวกลอง
บนปราสาทพระวิหาร เป็นหนึ่งในพิธีและกิจกรรม ที่จัดเฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 1 การขึ้นทะเบียน
เป็นมรดกโลกปีนี้ยังเงียบๆ ขณะที่วันครบรอบเหลืออีก 1 สัปดาห์ข้างหน้า แต่การจัดงาน
"วันแห่งความเกลียดชัง" กำหนดขึ้นในช่วงกลางเดือน

ASTVผู้จัดการออนไลน์-- องค์กรพัฒนาภาคเอกชนหรือ เอ็นจีโอ ในกรุงพนมเปญ
ได้รับไฟเขียวจากรัฐบาลฮุนเซน ให้จัดรณรงค์ใหญ่ "วันแห่งความโกรธแค้น"
(Day of Anger) เพื่อประท้วงและต่อต้านสิ่งที่พวกเขากล่าวหาว่า "การรุกรานของไทย"
ที่ชายแดนด้านปราสาทพระวิหาร


การรณรงค์ที่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด มีกำหนดขึ้นในวันที่ 15 ก.ค.นี้ โดยได้รับอนุมัติ
จากรัฐบาล แต่ในขณะเดียวกันหน่วยงานของทางการได้เตือนผู้จัดว่า
จะต้องไม่ฉวยใช้โอกาสนี้ ให้เป็นประโยชน์ต่อพรรคฝ่ายค้านสม รังสี


เว็บไซต์ข่าวสารและข้อมูล Everyday.com.kh รายงานเรื่องนี้ในวันอังคาร โดยอ้างการเปิดเผยของ
นายรงชุน (Rong Chhun) ประธานสหภาพแรงงานสมาคมครูอิสระแห่งกัมพูชา และผู้แทนกัมพูชา
ประจำคณะกรรมการ Cambodia Watchdog Council ซึ่งจะเป็นผู้จัดการรณรงค์ครั้งนี้

นายชุนกล่าวว่า การชุมนุมใหญ่จะจัดขึ้นที่บริเวณสวนหย่อมด้านหน้าอาคารรัฐสภาหลังเก่าซึ่งปัจจุบัน
เป็นที่ตั้งของสำนักงานศาลฎีกา โดยจะเริ่มเตรียมงานกับทางการกรุงพนมเปญตั้งแต่ต้นเดือนเป็นต้นไป

วันที่ 7 ก.ค.กำลังจะเป็นวันครบรอบปีที่ 2 การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
แต่ยังไม่มีการประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมใดๆ ในปีนี้

วันที่ 7 ก.ค.ปีที่แล้วทางการกัมพูชาจัดพิธีเฉลิมฉลอง ทั้งในกรุงพนมเปญและบนปราสาทพระวิหาร
โดยท่านผู้หญิงบุนรานีฮุนเซน เป็นประธานพิธี

การจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ได้ทำให้สถานะของปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา
ด้านนั้นเปลี่ยนไปจากเดิมและฝ่ายไทยเห็นว่าการขึ้นทะเบียนแต่ฝ่ายเดียว จะส่งผลต่อฐานะของ
พื้นที่ 4.5 ตารางกิโลเมตรรอบๆ ปราสาท ซึ่งไทยถือเป็นพื้นที่ทับซ้อน ที่จะต้องไม่รวมเข้า
ในเขตมรดกโลก

ประมาณ 1 สัปดาห์หลังจากนั้นคือ ในวันที่ 15 ก.ค.2551 ในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ทหารไทย
ได้เคลื่อนกำลังเข้าไปในเขตวัดแก้วสิขาคีรีสวรักษ์ เพื่อรักษาพื้นที่อันเป็นเขตสันปันน้ำของไทย
ซึ่งอยู่นอกเขตปราสาทพระวิหาร

ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้างว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของตน ตามแผนที่ที่ฝรั่งเศสจัดทำขึ้น
เมื่อกว่า 100 ปีก่อน

ภายใต้กฎหมายกัมพูชา การจัดชุมนุมหรือเดินขบวนที่มีผู้เข้าร่วมตั้งแต่ 200 คน ขึ้นไปจะต้อง
ได้รับอนุญาตจากทางการ และจะต้องจัดกิจกรรมตามที่ได้รับอนุญาต และ จัดภายในพื้นที่
ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

นายรงชุนได้พยายามจัดชุมนุมเดินขบวนต่อต้านประเทศไทยมาหลายโอกาสก่อนหน้านี้
แต่ส่วนใหญ่ทางการไม่อนุญาต.



ภาพแฟ้มรอยเตอร์วันที่ 1 ก.ค.2552 ก่อนหน้านี้ประมาณ 1 ปี "ทหารชุดดำ" ของไทยเคลื่อนเข้าสู่
พื้นที่ทับซ้อนจากนั้นทหารของสองฝ่ายได้ใช้ชีวิตประจำวันร่วมกันอยู่บนนั้น เพื่อให้รัฐบาล
สองประเทศแก้ไขปัญหาพิพาทดินแดนและชายแดน ที่ผ่านมาไม่เคยมีการปะทะกันที่นั่น
การปะทะทั้ง 2 ครั้งเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนด้านภูมะเขือ ห่างออกไปทางทิศตะวันตกราว 2 กม.

ตกลง NGO มันเป็นเครื่องมือของใคร
ปากก็บอกต้องการสันติภาพ
แต่ก็ชอบเสือก หาเรื่องทำสงคราม

ถ้าจีนจะหวังความซื่อสัตย์
รู้คุณ จากเขมรคงยากหน่อย


แก้ไขล่าสุดโดย hacksecret เมื่อ Wed Jun 30, 2010 10:53 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันนี้เมื่อ ๒๓๘ปีล่วงมาแล้ว เราลืมไปแล้วหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  sunny on Wed Jun 30, 2010 10:46 am

NGO เป็นเครื่องมือใครไม่สน แต่คนไทยอ่านว่า "โง่" อ่ะ

มีไรป่ะ

_________________
ท้องทะเลและมหาสมุทร ไม่เคยปราศจากคลื่นฉันใด
มนุษย์อยู่ร่วมในสังคมเดียวกัน โดยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ย่อมสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ฉันนั้น

sunny

จำนวนข้อความ : 3511
Registration date : 28/06/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: วันนี้เมื่อ ๒๓๘ปีล่วงมาแล้ว เราลืมไปแล้วหรือเปล่า

ตั้งหัวข้อ  hacksecret on Wed Jun 30, 2010 11:00 am

sunny พิมพ์ว่า:NGO เป็นเครื่องมือใครไม่สน แต่คนไทยอ่านว่า "โง่" อ่ะ

มีไรป่ะ

อืมมม เพิ่งสังเกต แฮะจริงของเธอ
NG = ง , O = สระโอ กับ ไม้เอก

hacksecret

จำนวนข้อความ : 1111
Registration date : 02/03/2010

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ