พระราชทานนามรพ.ลพบุรี เป็น รพ.พระนารายณ์มหาราช

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

พระราชทานนามรพ.ลพบุรี เป็น รพ.พระนารายณ์มหาราช

ตั้งหัวข้อ  att on Mon Nov 16, 2009 10:56 pm

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01lif02161152&sectionid=0132&day=2009-11-16

วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11573 มติชนรายวัน

พระราชทานนามรพ.ลพบุรี เป็น รพ.พระนารายณ์มหาราช

นพ.สุพรรณศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน
ว่ากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานชื่อโรงพยาบาลลพบุรีใหม่ เป็น
"โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช" ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2552 เป็นต้นไป
เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา
ผู้ทรงสร้างเมืองลพบุรีให้เป็นราชธานีแห่งที่ 2

ทรงเป็นผู้นำวิทยาการสมัยใหม่และความเจริญด้านต่างๆ เกือบทุกด้านมาสู่ประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนวดไทย โดยมีการผสมผสานการรักษาด้วยแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนตะวันตก
ปรากฏอยู่ในหลักฐานตำรา "พระโอสถพระนารายณ์" เป็นตำรายา 81 ตำรับ มีตัวยาปรากฏในตำรามากกว่า 300 ชนิด

นพ.สุชัย สุทธิกาศนีย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช กล่าวว่า
โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราชเป็นโรงพยาบาลทั่วไป ตั้งอยู่ใน อ.เมือง จ.ลพบุรี เปิดบริการมาแล้ว 52 ปี
ปัจจุบันมีเตียงรับผู้ป่วย 428 เตียง มีบุคลากรให้บริการ 958 คน โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญครบทุกสาขารวม 42 คน
ทันตแพทย์ 8 คน เภสัชกร 12 คน พยาบาลวิชาชีพ 310 คน ขณะนี้ได้เร่งพัฒนาคุณภาพบริการทุกด้าน
โดยภายในปี 2555 จะพัฒนาให้เป็นโรงพยาบาลศูนย์ชั้นนำในเขตภาคกลาง และเป็นศูนย์แพทย์เชี่ยวชาญ
ด้านมะเร็งในระดับต้นเป็นที่พึ่งพาของประชาชน

นพ.สุชัยกล่าวว่า สำหรับการให้บริการต่อวันมีประชาชนเข้ารับการตรวจรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก
เฉลี่ย 1,363 ราย โรคที่พบมากอันดับ 1 ได้แก่โรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 24 รองลงมาคือเบาหวาน
ร้อยละ 15 มีผู้ป่วยนอนรักษาในโรงพยาบาลวันละ 355 ราย ที่พบมากที่สุดได้แก่โรคท้องร่วงร้อยละ 32
รองลงมาคือโรคหัวใจล้มเหลวร้อยละ 11 ทำผ่าตัดใหญ่วันละ 29 ราย และกำลังดำเนินการก่อสร้างอาคาร
เพื่อขยายเป็นโรงพยาบาลศูนย์ต่อไป


หน้า 10
avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระราชทานนามรพ.ลพบุรี เป็น รพ.พระนารายณ์มหาราช

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Nov 18, 2009 3:26 pm

http://khunnamob.hostignition.com/backup/ben007_us/www.geocities.com/ben007_us/book03/p6.html


สถาบันชาติ พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ คือความมั่นคงของชาติ




ธศาสนาคู่ไทยนับแต่สมัยพุทธกาล


ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันสามารถขุดค้นและพิสูจน์ได้นั้น สามารถยืนยันได้ว่า
ชน “ชาติไทย” มีความเจริญก้าวหน้า มากกว่าชนชาติใด มาตั้งแต่ยุคหินเก่าเป็นต้นมา
(หลักฐาน บ้านคูบัว จ.ราชบุรี)และสืบสานการปกครอง เป็นระบอบกษัตริย์ สืบเนื่องยาวนาน
มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษาพูดภาษาเขียน วิทยาการเป็นของไทย
อย่างเป็นเอกเทศตลอดมา เกินกว่า ๖๗,๐๐๐ปี หรือเก่าแก่เกินกว่านั้น (รายละเอียดในหนังสือ
แผ่นดินข้าชื่อว่าไทย...โดยผู้เขียน) จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทำให้เราสามารถทราบได้ถึง
ความเกี่ยวข้อง ทางด้านลัทธิความเชื่อ และศาสนา ของชนชาติไทยว่า มีวิวัฒนาการมาอย่างไร
ในส่วนของพระพุทธศาสนา กับชนชาติไทยนั้น มีปรากฏในสมัยพุทธกาล
รวมไปถึงในพระไตรปิฎกบาลีเถรวาท อันใช้เป็นหลักในการสั่งสอนพระภิกษุสงฆ์ไทย
ในปัจจุบันเสียด้วย ซึ่งได้กล่าวถึงพระอรหันต์เถรเจ้า ซึ่งได้ อุปสมบทแบบ “เอหิภิกขุ อุปสัมปทา
เป็นคนไทยเมืองปราณบุรี ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า สุนาปรันตกา (อำเภอปราณบุรี จ.ประจวบ ในปัจจุบัน)
พระอรหันต์ท่านนั้นมีนามว่า “พระปุณณมหาเถร” ปรากฏในพระไตรปิฎก “จณฺฑา โข ปุณฺณ สุนาปรนฺตกา
ซึ่งปราณบุรี มีระยะทางห่างจากชมพูทวีป ประมาณ ๔๘๐๐ กิโลเมตร (๓๐๐ โยชน์ หรือ ๑๒๐,๐๐๐เส้น)
ตามประวัติมีดังนี้

“ได้ยินว่า สุนารันตรัฐ ณ บ้านพ่อค้าพาณิชยคามแห่งหนึ่ง มีพี่น้องชาย ๒ คน นำเกวียน ๕๐๐
ไปค้าขาย ครั้งได้นำสินค้าไปขายถึงกรุงสาวัตถี ได้พักขบวนเกวียนสินค้าไม่ไกลจากเชตวันวิหาร
อันเป็นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับ ณ ที่นั้น ก็ สมัยนั้น ชาวเมืองสาวัตถี บริโภคอาหารเช้าแล้ว
อธิษฐานองค์อุโบสถศีล มีผ้าห่มขาว มีมือถือของหอม และดอกไม้เป็นต้น เพื่อไปกราบนมัสการ
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเขาเห็นคนเหล่านั้น จึงถามและได้ทราบว่า บัดนี้ได้มีพระบรมศาสดา
สัมมาสัมพุทธเจ้า บังเกิดขึ้นในโลกแล้ว จึงติดตามไปเฝ้าพระพุทธองค์ พี่ชายเมื่อได้ฟังธรรมก็มีศรัทธา
ประสงค์จะบวชในพระพุทธศาสนา จึงมอบสมบัติทั้งสิ้นให้น้องชาย และบรรพชา โดยมี พระอุบาลีมหาเถร
เป็นผู้ให้สรณะ พระอานนท์ เป็นอุปฌายะ โดยกล่าวคำว่า “เอหิภิกขุ อุปสัมปทา” หลังจากได้ปฏิบัติ
จนได้บรรลุอรหันต์แล้ว จึงเดินทางกลับมายังสุนารันตรัฐ (ปราณบุรี) ได้เทศนาสั่งสอน
ให้ผู้คนอุปสมบทและบรรลุอรหันต์ถึง ๕๐๐ รูป และท่านปุณณะได้อาศัยอยู่ ณ ถ้ำราชบุรี
(ปรากฏเป็นหลักฐานในปัจจุบันเรียกว่าถ้ำเขางู) ท่านปุณณะได้เทศนาไว้หลายแห่ง
ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกเกี่ยวกับเทศนาของท่านชื่อว่า นิธิกัณฑสูตร

ในพุทธพัสสา ๒๒ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมายังสุนาปรันตทมพริบพรี(เพชรบุรี)
เพื่อเยี่ยมพระปุณณมหาเถระ และพุทธสาวก ณ ที่นี้ และศาสนาพุทธเป็นที่เคารพสักการะสูงสุด
ของพระมหากษัตริย์ สืบมานับแต่นั้น

ในปี พ.ศ.๒๓๘ พระอรหันต์ ๕ องค์ คือ พระโสณะ พระฌานียะ พระอุตตระ พระมูนียะ
จากชมพูทวีปในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ได้เดินทางมายังราชบุรี เพราะพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรือง
ณ แดนนี้แล้ว ซึ่งขณะนั้นเป็นสมัยของขุนโลกลว้า (ไททวา) ซึ่งเป็นพุทธมามกะ ได้พระราชทานที่ดิน
เป็นวิสุงคามสีมา ให้เป็นที่สร้างพระปฐมเจดีย์ปัจจุบัน ปรากฏเป็นหลักฐานในศิลาจารึกว่า

“โลกกนลว้า ก้านตาเทวี ทั้งสองสู้ส้าง
วัดสีมหาธาตุแดนลว้า คนไททวา
เมืองไทให้อรหัน องโสภณ ฌานีย
ภูริย อุตร มูนิย ปี ๒๓๘ เดือน ๕
ขึ้น ๑๕ ค่ำ เป็นพุทธบูชาเทญ”

ความเป็นพุทธมามกะของพระมหากษัตริย์ไทย สืบเนื่องต่อกันมาจนเป็นพระราชประเพณี
ขนบธรรมเนียม ต่อชาวไทยจวบจนสมัยของ ขุนนาวนำถม เป็นกษัตริย์ปกครองเมืองราชบุรี
(ตามศิลาจารึกสุโขทัยเรียกว่า เมืองราด) จึ่งพากองทัพสหายเจ้าเมืองท่าสองยาง
(อยู่ในเมืองเพชรบุรี ตามศิลาจารึกสุโขทัยเรียกว่า เมืองบางยาง) คือขุนบางกลางท่าว
เดินทัพบนสันเขาตะนาวศรี นำทัพไทยตีขอมที่สุโขทัย แล้วสร้างเมืองสวรรคโลก
ขุนทั้งสองได้ร่วมกันปลูกไม้บริสุทธิ์ศิริมาลา (จำปาขาว) ไว้เป็นที่หมายมิตรนิรันดร์
แต่นั้น ขุนบางกลางท่าว ตั้งวงศ์สยามนับแต่นั้น ขุนนาวนำถมนำทัพกลับเมืองราชบุรี
เขตสองนครติดชิดกันนับแต่นั้น จากจารึกทางประวัติศาสตร์ทำให้เราได้ประจักษ์ว่า
พระพุทธศาสนากับชนชาติไทยได้สืบสาน ต่อเนื่องยาวนานนับแต่ครั้งพุทธกาล
ผู้พันต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด ทั้งแนวการปกครอง ของพระมหากษัตริย์ที่ใช้เมตตา
อันเป็นหลักธรรมในพระพุทธศาสนา มาใช้กับประชาชน จึงเรียกว่า “พ่อขุน
ซึ่งเป็นระบบที่ไม่ได้นำมาจากการปกครองของขอม ที่ใช้ระบบเทวาหรือสมมุติเทพตามลัทธิพราหมณ์
ในยุคสมัยเดียวกัน จึงทำให้ประชาชนไทย และสยามในยุคนั้นมีความรักและผูกพันต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
อันเนื่องมาจากการใช้หลักธรรมในพุทธศาสนาเป็นตัวประสาน ประชาชนในชาติล้วนสามัคคี
เนื่องมาแต่ประเพณีซึ่งมีพระสงฆ์เป็นผู้นำทางสั่งสอนแนวศีลธรรม แก่กุลบุตรธิดา ทั้งสิ้น
จึงจะเห็นได้จากโบราณวัตถุของยุคนี้ อ่อนช้อยนิ่มนวล บ่งบอกถึงความสุข สงบ สุขสมบูรณ์
ของคนในชาติอันมีพระพุทธศาสนาเป็นหลักชัยได้เป็นอย่างดี
กรุงสุโขทัย
ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่เป็นหัวใจของความเป็นชาติไทยอันได้แก่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม
ล้วนมีรากฐานมาจากพระพุทธศาสนา องค์พระมหากษัตริย์ผู้ทรงสถาปนาตั้งชาติไทยมาแต่บรรพกาล
ล้วนแล้วแต่ทรงยึดเอาพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติตลอดมา ด้วยทรงยึดเอาหลักแห่ง
พระธรรมคำสั่งสอนในพุทธศาสนา เป็นหลักแห่งการปกครอง มาตั้งแต่ไทยเริ่มตั้งชาติ
มีปรากฏในศิลาจารึกชัดเจนว่า



“คนในเมืองสุโขทัยนี้
มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน
พ่อขุนรามคำแหง
เจ้าเมืองสุโขทัยนี้
ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า
ท่วยบั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน
ทั้งสิ้นทั้งหลาย
ทั้งผู้ชายทั้งผู้หญิง
ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา
ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน...”


การส่งพระภิกษุสงฆ์ไปศึกษาพระธรรมในประเทศลังกา และนำพระไตรปิฎกมาจารลงในใบลาน
เพื่อใช้เป็นหลักการศึกษา ของพระภิกษุสามเณรในประเทศไทยเรียกว่า “ลังกาวงศ์
จึงแพร่พัฒนาขยายการศึกษาทางพระพุทธศาสนา เจริญก้าวหน้าในดินแดนสยามนับแต่นั้น
ในการพัฒนาทางด้านการปกครอง ได้มีการปริวัฒน์ นำเอาหลักพระสัทธรรมคำสอน
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นหลักในการปกครอง ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมของไทย
ปรากฏให้เห็นอยู่มากมาย ในประวัติศาสตร์ยุคกรุงสุโขทัย เช่นจารึกเรื่อง “นางนพมาศ
และ ประเพณี ๑๒ เดือน
” เป็นต้น ทั้งประเพณีการสร้างวัดวาอาราม และโบสถ์วิหาร อันวิจิตร
สร้างพระพุทธรูปด้วยทองคำบริสุทธิ์เพื่อเป็นพุทธบูชา ดังปรากฏให้เป็นพยานหลักฐาน คือ
หลวงพ่อทองคำสุโขทัยไตรมิตร ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ วัดไตรมิตร ซึ่งทำให้ชนรุ่นหลัง
ได้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรม ของคนไทย ในสมัยสุโขทัย ซึ่งมีความก้าวหน้าล้ำยุคในด้าน
เสรีภาพ และ สิทธิมนุษยชน” มาก่อนฝรั่งจะรู้จักสร้างบ้านเป็นของตนเสียอีก ภูมิปัญญาทางพุทธศาสนา
สมัยสุโขทัย ปรับปรุงที่เห็นได้ชัด คือหลักสูตรการสอนศีลธรรมให้ กับประชาชน ทำให้ความเป็นอยู่ของ
สังคมไทย จากในสมัยนั้น สงบเรียบร้อยเป็นอย่างดี โดยมีพระภิกษุสงฆ์เป็นผู้สั่งสอนพระสัทธรรม
ให้แก่ประชาชนทำ ให้ประชาชนมีศีลธรรม และงดเว้นการกระทำความชั่ว รู้จักเสียสละและการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ซึ่งกันและกัน เป็นยุคที่พระสงฆ์ มีส่วนในการปกครองมากที่สุด และในสมัยสุโขทัยนี้เอง ที่นับเป็นแบบอย่าง
ที่พระมหากษัตริย์ทรงออกผนวช เป็นพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา โดยพ่อขุนบาลเมือง กษัตริย์องค์ที่ ๒
แห่งราชวงศ์สุโขทัย ซึ่งทำให้พระมหากษัตริย์ไทยในยุคต่อมาดำเนินตามหลักนี้เช่นกัน

ด้วยหลักศีลธรรมของพระพุทธศาสนา ทำให้ประชาชนในชาติ มีความหวาดกลัวในการกระทำความชั่ว

โดยการปรับเอาหลักศีลธรรมคำสอน มาบรรจุไว้เป็นหลักแห่งการปกครอง ทำให้ประชาชนชาวสุโขทัย
มีความเป็นอยู่อย่างมีความสุข เพราะประชาชนกลัวต่อบาปกรรม ตามหลักคำสอนใน “ไตรภูมิพระร่วง
ทำให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข “ไพร่ฟ้าหน้าใส” ไม่มีขโมยขโจร ประชาชนอยู่ในศีลในธรรม
เป็นยุคที่พระพุทธศาสนาเจริญที่สุด จะเห็นได้จากการก่อสร้าง และการแต่งคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
อย่างมากมายหลายคัมภีร์ มีการติดต่อนิมนต์พระสงฆ์ ไปศึกษาพระธรรมวินัยจากเกาะลังกา
โดยเฉพาะในยุคนั้น พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ล้วนเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก
จนสามารถแต่งคัมภีร์ทางศาสนาได้ด้วยพระองค์เอง

คกรุงศรีอยุธยา

หลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา เป็นเสาหลักในการสร้างชาติ
นับเป็นศูนย์รวมของจิตใจคนในชาติ ผูกพันเป็นสถาบันความมั่นคงของพระมหากษัตริย์
มาแต่ยุคโบราณ ประดุจดั่งลมหายใจกับชีวิต


ในยุคกรุงศรีอยุธยานี้ นับว่าเป็นยุคที่พระพุทธศาสนา มีความสัมพันธ์กับสถาบันชาติ
และสถาบันพระมหากษัตริย์ มากที่สุด แทบจะตลอดทั้งยุคเลยก็ว่าได้ เริ่มนับแต่สมัยของ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ความผูกพันของพระสงฆ์ กับสถาบันพระมหากษัตริย์ นับแต่
พระมหาเถรคันฉ่อง” ซึ่งเป็นอาจารย์ของพระยาเกียรติ และพระยาราม ซึ่งพม่าส่งพระยาเกียรติ
พระยาราม มาซุ่มดักลอบ ปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรฯ ณ เมืองคัง
พระมหาเถรคันฉ่องจึงกราบบังคมทูล ให้สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงทราบ จึงทำให้พระองค์ประกาศ
ให้สยามเป็นอิสระภาพจากพม่านับแต่นั้น นับว่าพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา มีส่วนสำคัญในการกู้เอกราช
ของไทยเป็นอย่างยิ่ง พระมหาเถรคันฉ่อง ได้รับอัญเชิญจากสมเด็จพระนเรศวรฯ ไปจำพรรษาที่วัดป่ามะม่วง
และท่านเป็นผู้สั่งสอนวิชชาชาตรี ให้กับสมเด็จพระนเรศวร และพระเอกาทศรถพระอนุชา
รวมทั้งอาทมาต (หน่วยกล้าตาย) คู่พระทัย ซึ่งวิชชาชาตรีนี้ ทำให้ทหารไทยมีความหาญกล้ามีกำลังใจ
เนื่องจากคงทนต่อศาสตราวุธ ปืนผาหน้าไม้ทุกชนิดมิได้ระคายผิวจริง

ซึ่งทำให้สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงให้จัดทำตำรับพิชัยสงคราม ซึ่งบรรจุยุทธวิธีการรบ การทำสมาธิจิต
และเครื่องอานพิธีการสำหรับการรบด้วย และผู้ที่จะรับตำแหน่งเป็นแม่ทัพนายกองหรือขุนพลได้นั้น
จะต้องผ่านการศึกษาและชำนาญครบถ้วน ในตำหรับพิชัยสงครามนี้ด้วย ขุนพลนักรบผู้กล้าเหล่านี้
เมื่อเสร็จศึกจึงบวชเป็นพระภิกษุ ในพระพุทธศาสนา สร้างวัตถุมงคล ให้กับนักรบของชาติ
ซึ่งเป็นต้นแบบอย่างให้กับพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนา ทำเครื่องราง รวมทั้งพระเครื่อง ตระกรุด พิศมร
ออกแจกจ่ายนักรบไทย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจการกู้ชาติรักษาแผ่นดินไทยให้เป็นเอกราช ความผูกพันใน
พุทธานุภาพ ธรรมานุภาพและ สังฆานุภาพ จึงฝังแน่นในจิตใจ วิญญาณของบรรพบุรุษไทย นับแต่นั้น

จากประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชให้ความกระจ่างถึงความสำคัญในตำหรับพิชัยสงคราม
ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกำหนดเป็นคุณสมบัติ ที่แม่ทัพนายกองจะต้องเจนจบ นั้นหมายถึง
จะต้องเชี่ยวชาญในด้านสมาธิจิต ซึ่งได้รับการถ่ายทอดโดยอาจารย์ ผู้เป็นพระภิกษุสงฆ์
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ในสมัยโบราณจึงนิยมส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในวัด ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
นอกจากจะได้รับการอบรม ทางด้านศีลธรรม อันเป็นหลักในการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแล้ว
ยังได้ศึกษาสมาธิจิต และตำหรับพิชัยสงคราม จากพระอาจารย์ ซึ่งเป็นนักรบขุนศึกมาก่อนบรรพชา
สิ่งพิสูจน์ประจักษ์ในความมหัศจรรย์ของทหารกล้า ผู้เชี่ยวชาญพิชัยสงคราม
ปรากฏในประวัติศาสตร์ไทยมากมาย และที่เด่นชัดในต่างประเทศ ก็คือ
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งได้ส่งเจ้าพระยาโกศาปาน ไปทำสัมพันธ์ไมตรีกับ
พระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔ ซึ่งได้มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า


“...........เมื่อเรือสำเภาอันจะเข้าสู่กรุงฝรั่งเศสนั้น จะต้องผ่านวังน้ำอันวนเชี่ยวใหญ่
เรือสินค้ามากมายถูกดูดลงสู่วังน้ำวน จมลงนับร้อย เรือสำเภาอันเจ้าพระยาโกศาปานราชทูต
โดยสารมานั้น จะถูกดูดเข้าวังวน ปะขาวอาจารย์ของเจ้าพระยาโกศาปาน ได้ตั้งพิธีขึ้น
ระลึกถึงพุทธานุภาพ ทำอาโปกสิณ บัดหนึ่งก็เกิดลมสลาตันยกเรือสำเภาของพระยาโกศาปาน
ข้ามผ่านวังน้ำวนนั้นไปเป็นที่อัศจรรย์ ...........ในเวลาเที่ยง พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔
ได้ทรงให้ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์แม่นปืนสองหมู่ หมู่หนึ่งชุดแต่งกายแดงร้อยคน
หมู่หนึ่งชุดแต่งกายดำร้อยคน ตั้งกองอยู่ตรงข้ามกัน ห่างกันสักสี่สิบห้าสิบวา
ฝ่ายทหารชุดแต่งกายแดงทั้งร้อยคน ยิงปืนไปยังหน่วยทหารแต่งกายดำ

ลูกปืนเข้าสู่ลำกล้องของทหารแต่งกายดำทั้งร้อยกระบอก พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงตรัสว่า
พระเจ้าแผ่นดินสยาม มีทหารแม่นปืนเช่นนี้หรือไม่ ? เจ้าพระยาโกศาปานตอบว่า
ในเมืองสยามไม่มีทหารแม่นปืน เหมือนเช่นในฝรั่งเศส เพราะอาวุธปืน ไม่อาจทำอันตรายทหารสยามได้
จึงไม่มีความจำเป็น ในการตั้งกองทหารปืน พระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔ จึงตรัสว่า มีเหตุเช่นนั้นจริงหรือ ?

เจ้าพระยาโกศาปานจึงกราบทูลตอบว่า
“ข้าพระพุทธเจ้า จะขอแสดงให้ทอดพระเนตรในวันพรุ่ง โดยขอให้หน่วยทหารทั้งชุดแดงและชุดดำ
เป็นผู้ยิงปืน” ในวันรุ่งขึ้น ปะขาวได้ตั้งศาลเพียงตา แลวางสายสิญจน์รอบปักธงธวัชแล้ว
ให้กลาสีเรือชายสยามทั้งร้อย เข้าไปอยู่ภายในวงรอบสายสิญจน์ มลฑลพิธีภายนอกห่างไปสักยี่สิบวา
ทหารชุดแต่งกายแดง และทหารชุดแต่งกายดำ พร้อมปืนยืนรออยู่ เมื่อปะขาวผู้ทรงศีลให้สัญญาณ
เจ้าพระยาโกศาปาน จึงกราบทูลให้พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ รับสั่งให้ทหารปืนทั้งหมด
เล็งยิงไปยังกลาสีเรือชายสยามทั้ง ๑๐๐ คนนั้น เสียงปืน ๒๐๐ กระบอก ดังสนั่นหน้าพระที่นั่ง
ควันปืนอบอวลคลุ้งกระจาย ลูกกระสุนปืนทั้ง ๒๐๐ นัด มิได้ระคาย แม้ชายเสื้อทหารสยามทั้งหลาย
เป็นที่อัศจรรย์ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ จึงทรงตรัสถามเจ้าพระยาโกษาปานว่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
มียอดทหารเช่นนี้อีกเท่าใด? เจ้าพระยาโกษาปานกราบทูลตอบว่า “ชายสยามเหล่านี้ เป็นเพียงประชาชน
ชาวบ้านธรรมดาทั่วๆ ไป ที่เกณฑ์มาเป็นกลาสีเรือเท่านั้น ส่วนทหารของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเจ้านั้น
เยี่ยมยอดกว่านี้มากมาย (ความจริงแล้ว กลาสีเรือทั้ง ๑๐๐ คนนี้ คือหน่วยอาทมาต ที่ได้ศึกษาวิชชาชาตรี
เจนจบในตำหรับพิชัยสงครามมาเป็นอย่างดีแล้ว)
พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ตรัสสรรเสริญ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ว่ามีบารมี ที่มีทหารหาญ ที่แกร่งกล้า
และคงทนแก่ศาสตราวุธ จึงสามารถรักษาประเทศสยาม ให้เป็นเอกราชไว้ได้.....”

ความสำคัญแห่งพระพุทธศาสนาผูกพันไปถึงระบบการปกครองเพื่อ ให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข
แก่ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ แห่งสยามประเทศ ซึ่งจะเห็นได้จากหลัก “ทศพิธราชธรรม” หรือ
หลักธรรม ๑๐ ประการ” ซึ่ง พระมหากษัตริย์ไทย ทรงใช้เป็นหลักการปกครองแผ่นดิน
นับตราบเท่าปัจจุบัน(พ.ศ.๒๕๔๒) ซึ่งนำมาจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนา อันมีว่า

๑. ทาน
๓. บริจาค
๔. อาชวะ
๕. มัทวะ
๖. ตบะ
๗. อโกทะ
๘. อวิหิงสา
๙. ขันติ
๑๐. อวิโรธนะ

พร้อมกันนั้น พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ก็จะเป็นสถาบันที่ให้ความรู้ ทั้งทางด้านการรบ
การเรียนและศีลธรรม พร้อมกันไปในเวลาเดียวกัน เนื่องจากผู้ที่ได้เข้ามาบวช เป็นพระภิกษุ
ในพุทธศาสนายุคนั้น ล้วนแล้วแต่เป็น ขุนพล นักรบ ที่ร่วมก่อร่างสร้างชาติ
จึงได้ปลูกฝังความรักชาติ และวิชาการในการป้องกันชาติ ให้แก่เยาวชนที่เป็นศิษย์
ซึ่งเป็นอุดมการณ์ปลูกฝัง ดังจะเห็น ได้ว่าขุนศึกผู้กล้า แม้กระทั่งวีรกษัตริย์มหาราชทั้งปวง
ที่กอบกู้ชาติกู้แผ่นดิน ให้ลูกหลานไทย ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์วัด ในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น
นี่คือความผูกพันใกล้ชิด และความสำคัญของสถาบันชาติ สถาบันพระพุทธศาสนา
และสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งมีความหมาย รวมถึงความมั่นคงแห่งเอกราช
และอธิปไตยของชาติไทยตลอดมา ที่ศาสนาอื่นมิอาจเอ่ยอ้าง

ความเหนียวแน่นแห่งศรัทธาในพระพุทธศาสนาดังกล่าวนั้น ทำให้ประเทศไทยสามารถอยู่รอดปลอดภัย
จากการล่าอาณานิคม ของต่างชาติมาได้โดยตลอด เช่นในยุคพระนารายณ์มหาราช ประเทศฝรั่งเศส
โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ได้เพียรพยายามที่จะเอาประเทศไทย เป็นเมืองขึ้น โดยอ้างเอาศาสนาเป็นตัวนำ
มีพระราชสารให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เข้ารีตเป็นคริสเตียน แต่ด้วยพระปรีชาญาณของ
พระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งทรงตระหนักในความสำคัญของพระพุทธศาสนาจึงมีพระราชสาร
ตอบพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ อันมีความตอนหนึ่งว่า

พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ จะให้เราเข้ารีตดังนั้นหรือ เรื่อง นี้เป็นเรื่องใหญ่มาก
เพราะในราชวงศ์ของเรา ก็ได้นับถือพระพุทธศาสนามาช้านานแล้ว

จะให้เราเปลี่ยนศาสนาอย่างนี้ เป็นการยากอยู่ และถ้าพระผู้เป็นเจ้าของท่าน
ผู้สร้างฟ้า สร้างดิน จะต้องการให้คนทั่วไป นับถือศาสนาคริสต์เช่นเดียวกัน
พระเจ้าของท่าน มิจัดการให้เป็นเช่นนั้นเสียแล้วหรือ ใยจึงต้องให้เราตัดสินใจ


เมื่อสันตะปาปาไม่สามารถใช้พระราชสารของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ บังคับพระทัย
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้

จึงหันมาสนับสนุนทางด้านการเงิน แก่คอนสแตนตินฟอลคอน หรือเจ้าพระยาวิชชาเยน
ซึ่งเป็นฝรั่งต่างชาติ ที่ได้แฝงตัวเข้ามา ทำลายเศรษฐกิจของชาติ โดยใช้เงินซื้อตำแหน่ง
จากขุนนางขายชาติกลุ่มหนึ่ง ในยุคปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ในขณะที่พระองค์ ทรงพระประชวร และสร้างอิทธิพลอำนาจ
ออกกฎหมายทำลายวัดวาอาราม พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ให้สิ้นสูญไปจากแผ่นดินสยาม
เพื่อนำเอาศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคเข้าแทนที่
ตามบันทึกของบาทหลวงชาวฝรั่งเศส
ระบุว่า พระภิกษุสงฆ์ยุคนั้น ถูกฆ่าวันละ ๕๐๐ รูป พระคัมภีร์ใบลาน อันบรรจุพระธรรมคำสั่งสอน
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันล้ำค่า ซึ่งได้บันทึกไว้ในยุคกรุงสุโขทัย ถูกใส่เกวียนนำไปเผาทิ้งทุกวัน
แต่ก็ได้พระมหากษัตริย์ไทย และทหารหาญ สามารถกู้ชาติ และพระพุทธศาสนากลับมาได้ทันเวลา

ความพยายามในการยึดครองประเทศไทยจากประเทศมหาอำนาจ โดยความร่วมมือของคริสตจักร
มีมาโดยตลอดและรุนแรง ถึงขนาดซ่องสุมผู้คน ก่อการกบฏ ปลอมแปลงพระสัทธรรมคำสอนของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นใหม่ ในยุคพระเจ้าขุนหลวงท้ายสระ ซึ่งทำให้พระองค์ ทรงสั่งเนรเทศบาทหลวง
ผู้ทำการกบฏ และให้สลักศิลาจารึก พระบรมราชโองการ เป็นราชอาญา ให้นำไปปักไว้
ณ หน้าโบสถ์เซ็นต์โยเซฟ ของโรมันคาทอลิค มีความว่า

“........ ๑. ห้ามมิให้ใช้ตัวหนังสือ เขมร มอญ และหนังสือสยาม
สำหรับไปเขียนหนังสือ ซึ่งสอนศาสนาคริสต์


๒. ห้ามมิให้พวกมิชชันนารีเผยแพร่ศาสนาเป็นภาษาสยาม

๓. ห้ามมิให้สยาม มอญ ลาว ซึ่งถือพุทธศาสนาอันประเสริฐของสยาม
แม้จะยากจนอย่างไร ไปยืมข้าวของเงินทอง จากพวกมิชชันนารี และห้ามมิให้สยาม มอญ ลาว เข้ารีต
ห้ามมิให้สยาม มอญ ลาว เชื่อและนับถือศาสนาคริสต์ ห้ามมิให้สยาม มอญ ลาว ไปคบค้าสมาคมกับพวก
เข้ารีต และห้ามมิให้มิชชันนารีรับคนสยาม มอญ ลาว เข้ารีตเป็นอันขาด


๔. ห้ามมิให้มิชชันนารีแต่งหนังสือ ซึ่งติเตียนศาสนาพุทธแห่งสยาม ให้บรรดามิชชันนารีทั้งหลาย
อย่าได้กระทำผิดต่อข้อห้ามสี่ข้อนี้ แม้แต่ข้อใดข้อหนึ่งเป็นอันขาด


ถ้าหากว่าพวกมิชชันนารีที่เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาได้เห็นและได้ทราบข้อความตามประกาศพระราชโองการ
ซึ่งจารึกไว้ในแผ่นศิลานี้ไม่ปฏิบัติตาม แต่ขืนทำความผิดในข้อห้ามสี่ข้อนี้ แม้แต่ข้อหนึ่งข้อใด
เมื่อได้ไต่สวนพิจาณาได้ความจริงแล้ว ก็จะต้องลงโทษหัวหน้าของพวกมิชชันนารี ถึงประหารชีวิต
และพวกมิชชันนารีอื่นๆ นั้น ได้รับพระราชอาญาเฆี่ยนแล้ว จะต้องถูกไล่ออกไปให้พ้น
ราชอาณาเขตสยามทั้งหมด


อีกประการหนึ่ง พวกสยาม มอญ และลาว ซึ่งได้ไปเข้ารีตในครั้งสังฆราชดอมยากซ์
จะต้องลงอาญาเฆี่ยนอย่าง หนัก และจะต้องประหารชีวิตด้วย ถ้าแม้นต่อไป สยามก็ดี มอญก็ดี
ลาวก็ดี ซึ่งเป็นผู้ถือศาสนาพุทธแห่งสยาม เมื่อได้ทราบประกาศพระราชโองการ ซึ่งจารึกในแผ่นศิลานี้
กระทำการขัดขืน ประกาศพระราชโองการ โดยละศาสนาพุทธอันประเสริฐของสยาม
กลับไปเข้าด้วยคริสต์ศาสนาแล้ว ก็จะต้องได้รับพระราชอาญาอย่างหนัก คือจะต้องถูกตัดหัวแล้ว
จะได้เอาหัวไปเสียบไว้หน้าบ้าน บาทหลวงที่บางปลาเหต ส่วนบิดามารดา บุตรภรรยาและพี่น้อง
จะได้รับพระราชอาญาอย่างหนัก จะต้องถูกริบทรัพย์สมบัติให้สิ้นเชิงด้วย


ประกาศพระราชโองการนี้ ได้จารึกลงในแผ่นศิลาเมื่อวันพุธขึ้น ๙ ค่ำ ปีจอ โทศก”

จากพระบรมราชโองการดังกล่าวนี้ทำให้ นักล่าเมืองขึ้น ที่อาศัยคริสต์ศาสนาเป็นตัวนำ
ไม่สามารถแอบอ้าง ซ่องสุมกำลัง เพื่อยึดครองประเทศสยามได้ตลอดมา
นี่คือพระปรีชาของพระมหากษัตริย์ไทย แต่โบราณที่ทรงเล็งเห็นมหาภัยที่จะเกิดขึ้น
จากกลุ่มต่างศาสนา อันจะเกิดขึ้นโดยการชวนเชื่อ เพื่อให้เกิดการบ่อนทำลายความมั่นคง
ของสถาบันหลักทั้ง ๓ ของประเทศ


ยุคกรุงธนบุ



ความอาฆาตแค้นของนักล่าอาณานิคมชาวคริสต์ มิได้ลืมเลือน และทิ้งความพยายามที่ต้องการล้างแค้น
ซึ่งปรากฏใน บันทึกประวัติศาสตร์ยุคสุดท้าย ของกรุงศรีอยุธยา เมื่อพม่าล้อมกรุง
แต่ก็ไม่สามารถเข้ายึดกรุงได้นั้น พวกมิชชันนารี ที่อยู่ภายในกำแพงพระนคร ก็ได้ติดต่อกับพ่อค้า
ที่เป็นชาวโปตุเกสคริสเตียน ส่งอาวุธปืนใหญ่อันทันสมัย และกระสุนดินดำ ให้กับพม่า
เพื่อใช้ในการยิงถล่มกรุงศรีอยุธยา และเข้าเผาเมืองได้ในที่สุด ซึ่งหากปราศจากอาวุธปืนใหญ่
อันคริสเตียน สนับสนุนพม่านั้นเสียแล้ว ทัพพม่า ก็ไม่อาจตีหักเข้ายึดกรุงศรีอยุธยาได้
เพราะอีกเพียงชั่วเดือนเดียว หลังจากนั้น ก็จะเข้าฤดูน้ำหลาก พม่าก็จะต้องถอนทัพกลับไป
และไทยก็จะไม่เสียแผ่นดิน นี่คือการล้างแค้นของชาวคริสเตียน ต่อสยามอย่างสุดโหดเหี้ยม
ยังความเจ็บปวดให้กับประชาชนชาวสยาม รวมทั้งพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งเป็นลูกศิษย์วัดมหาโลก
เมื่อทรงนำผู้กล้ากอบกู้อิสระภาพ ให้กับไทยได้สำเร็จ ก็ทรงให้ทหาร ไปนำเอาหลักศิลาจารึก
พระราชโองการของพระเจ้าขุนหลวงท้ายสระ ที่กรุงศรีอยุธยา เพื่อจะนำมาปักไว้ ณ โบสถ์คริสเตียนคาทอลิคอีกครั้ง
แต่ปรากฏว่า “พวกคริสเตียนได้ทำลายศิลาอันจารึกพระราชโองการนั้นเสียแล้ว

มิชชันนารีคริสเตียน เห็นว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพิ่งจะกู้อิสระภาพได้ใหม่ๆ
คงไม่เข้มแข็งนัก เหมาะเป็นอย่างยิ่ง ที่จะยุยงให้ผู้ที่นับถือคริสต์โรมันคาทอลิคก่อการกบฏ โดยอ้างว่า
เป็นบัญชาของพระเจ้าไม่ให้ไปร่วมทำ “พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาสาบานตน กับพระเจ้าตากสินมหาราช
ปรากฏเป็นหลักฐานในประวัติศาสตร์ดังนี้

“........ใน พ.ศ. ๒๓๑๘ ได้มีพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ศาสนิกในศาสนาอื่นเข้าร่วมทุกศาสนา
แต่พวกบาทหลวงศาสนาคริสต์ ไม่ยอมเข้าร่วม และไม่ยอมให้คนสยามนับถือคริสต์เข้าร่วม
ทางราชการจึงได้จับบาทหลวงกูเต และ บาทหลวงการ์โนลด์ ไปเผ้าพระเจ้าตากสินมหาราช
รับสั่งให้จองจำด้วยการขังคุก คนละ ๑ ปี และให้สมุหนายกทำทัณฑ์บนไว้ ให้ถือปฏิบัติตามกฎหมาย
ประเพณีของไทย แต่บาทหลวงไม่ยอมรับทัณฑ์บน จึงต้องขังต่อไปอีกระยะหนึ่ง ที่ร้ายคือ
ห้ามมิให้ชาวสยามที่นับถือคริสต์ เข้าร่วมพิธีที่เป็นราชพิธีของไทย โดยให้เหตุผลว่า

๑. คนทำกิจของพระเจ้าจึงมีหน้าที่ห้ามมิให้คริสต์ชนปฏิบัติผิดประเพณีของศาสนาคริสต์

๒. การปฏิบัติพิธีกรรมและประเพณีไทย ถือว่าเป็นการอ่อนข้อให้กับศาสนพิธีของพวกมิจฉาทิฏฐิ”

พร้อมกันนั้นบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิค ได้จดหมายไปขอกำลังทหารจากฝรั่งเศสมาช่วย

และให้ชาวไทยที่เข้ารีตนับถือคริสต์ ก่อการแข็งข้อขึ้น โดยจะนำเอากองทัพเรือและอาวุธจากทางใต้
ของไทยมาช่วยเหลือ แต่ความทราบถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ เสียก่อน
ดังความปรากฏในประวัติศาสตร์กรุงธนบุรีว่า

“..........ในปี พ.ศ.๒๓๒๑ พระเจ้าตากสินมหาราช รับสั่งให้มีพระราชพิธีทางชลมาตร
ให้ประชาชนที่อยู่ในเมืองหลวงทุกชาติ ทุกศาสนาเข้าร่วมพิธี

แต่พวกคริสเตียนโรมันคาทอลิคไม่ยอมร่วมมือ เพราะบาทหลวงคอยขัดขวางไว้ไม่ยอมให้เข้าร่วม
โดยออกประกาศท้าทายอำนาจ ของพระมหากษัตริย์สยามว่า ทางราชการไทยจะทำอย่างใดก็ได้
แต่ชาวคริสเตียนจะไม่ยอมก้มหัวให้ จนในที่สุด พระเจ้าตากสินมหาราช เห็นว่า
บาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิคจะเป็นภัยต่อบ้านเมือง จะประหารเสียก็ใช่ที่ รังแต่จะเกิดบาปกรรม
พระองค์จึงทรงให้เนรเทศ บาทหลวงออกจากอาณาเขตเมืองสยาม โดยฝากไปกับสำเภาจีน
แต่ใต้ก๋งสำเภาจีน ก็ไม่ยอมรับบาทหลวงคริสเตียนเหล่านั้น เพราะกษัตริย์รัฐบาลจีน มีคำสั่งเด็ดขาด
ห้ามเรือสำเภาที่มีพวกบาทหลวงคริสเตียน เข้าเทียบท่าแผ่นดินจีน.....”

.............ถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๒๒ พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงรับสั่งให้เจ้าพระยาพระคลัง
ขับบาทหลวง โรมันคาทอลิค ออกนอกประเทศอีก แต่บาทหลวงทั้งนั้น ก็ดื้อดึงไม่ยอมออกไป
ในที่สุดทรงชี้ความผิดของพวกบาทหลวงว่า


๑. บาทหลวงชอบรังแกชาวสยามที่เข้ารีต โดยห้ามพวกเข้ารีต เข้าร่วมพระราชพิธีต่างๆ
ที่เกี่ยวด้วยพระพุทธศาสนา


๒. ถ้าพวกสยามเข้ารีตคนใดขืนมาช่วยงานของชาวสยาม พวกบาทหลวงก็คอยรังแกข่มเหงอยู่เสมอ

พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงมีพระกรุณาต่อบาทหลวงโรมันคาทอลิค โดยภาคทัณฑ์ว่า
ต่อไปพวกบาทหลวงจะให้สัญญาว่า จะไม่รังแกชาวสยามที่เข้ารีตอีก จึงจะให้อยู่ในแผ่นดินสยามต่อไป
พวกบาทหลวงเหล่านี้ ก็ไม่ยินยอม ดังนั้นพระองค์จึงทรงขับพวกบาทหลวงคริสเตียนโรมันคาทอลิค
ออกจากเมืองสยามไป ทั้งบาทหลวงเลอบอง และคนอื่นๆ...


และพร้อมนั้น ได้ทรงออกพระบรมราชโองการ เพื่อป้องกันภัยและความมั่นคงของชาติในอนาคต
มีความว่า

..........ด้วยพวกเข้ารีต เป็นคนที่อยู่นอกพระพุทธศาสนาเป็นคนไม่มีกฎหมายและไม่ประพฤติตาม
พระพุทธวจนะ ถ้าพวกสยามไม่ประพฤติตามพระพุทธศาสนา ถึงกับลืมชาติ กำเนิดของตัว
ถ้าสยามไปประพฤติปฏิบัติลัทธิของพวกเข้ารีต

ก็ตกอยู่ในฐานะความผิดร้ายกาจ......ถ้าจะปล่อยให้คนพวกนี้ ทำตามชอบใจ ถ้าไม่ห้ามไว้แล้ว
พวกนี้ก็จะทำวุ่นวายขึ้นทีละน้อย โดยไม่รู้ตัว จนในที่สุดพระพุทธศาสนา ก็จะต้องเสื่อมทรามลงไป


เพราะเหตุฉะนี้ จึงห้ามขาดมิให้สยาม มอญ ไม่ว่าผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก หรือผู้ใหญ่ ไปเข้าพิธีของพวกเข้ารีต
ถ้าผู้ใดมีใจดื้อแข็ง เจตนาไม่ดี มืดมัวไปด้วยกิเลสต่างๆ จะฝ่าฝืนไปเข้าพิธีของพวกเข้ารีตใดๆ ก็ตาม
ก็ให้พนักงานจับกุมสังฆราช หรือบาทหลวงมิชชันนารี หรือบุคคลที่เข้ารีตนั้นๆ ไว้ และลงโทษประหารชีวิต
ให้เจ้าพนักงานจับกุมคนสยาม หรือมอญ ซึ่งได้ไปร่วมพิธีของพวกเข้ารีตนั้น วางโทษประหารเหมือนกัน......


ประกาศมา ณ วันอาทิตย์ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะเมีย ฉศก

avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: พระราชทานนามรพ.ลพบุรี เป็น รพ.พระนารายณ์มหาราช

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Nov 18, 2009 3:31 pm







จากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยพระปรีชาพระองค์จึงทรงเห็นภัย อันจะเกิดแก่ชาติและพระพุทธศาสนาในอนาคต
โดยคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิค จึงทรง “ยกแผ่นดินสยามทั้งประเทศให้เป็นพุทธศาสนสมบัติ
เพื่อให้ทหารหาญ และประชาชนสยามทั้งแผ่นดิน พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา ให้คงสถาพรคู่ชาติสยาม
โดยจารึกไว้ ณ วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) ความว่า

อันตัวพ่อ ชื่อว่า พระยาตาก
ทนทุกข์ยาก กู้ชาติ พระศาสนา


ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา
แด่พระศาสดา สมณะ พุทธโคดม


ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี
สมณพราหมณ์ชี ปฏิบัติ ให้พอสม


เจริญสมถะ วิปัสสนา พ่อชื่นชม
ถวายบังคม รอยบาท พระศาสดา


คิดถึงพ่อ พ่ออยู่ คู่กับเจ้า
ชาติของเรา คงอยู่ คู่พระศาสนา


พระพุทธศาสนา คงอยู่ คู่กษัตรา
พระศาสดา ฝากไว้ ให้คู่กัน


ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่นำมาแสดงนี้ ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า การดำเนินการของคริสต์ศาสนา
เป็นไปในทางก่อการกบฏ สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้น ทำลายความมั่นคงของชาติ
มีเป้าหมายในการยึดครองประเทศ ให้เป็นเมืองขึ้น ของประเทศมหาอำนาจตลอดมา
ฉะนั้นพระมหากษัตริย์ไทย ทรงมีพระปรีชา ตระหนักในมหาภัยอันจะเกิดขึ้นกับประชาชน
และประเทศชาติ ในอนาคต จากแนวทางและคำสอนของคริสต์ศาสนา
ซึ่งสอนไม่ให้บุตรธิดา มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ เพราะเด็กเหล่านั้น เป็นผู้ที่พระเจ้าสร้างมา
ไม่ต้องกตัญญูรู้คุณครูอาจารย์ หรือผู้มีพระคุณนอกจากบาทหลวง หรือสันตะปาปาเท่านั้น
ซึ่งตรงกันข้าม กับหลักพระสัทธรรมคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นรากฐานของ
วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของไทย และศาสนพิธี อันเกี่ยวเนื่องแนบแน่น ต่อสังคมครอบครัว
ชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ประดุจดั่งลมหายใจกับชีวิต ซึ่งหากปล่อยให้มีการขยายแพร่เชื้อ
ไวรัสศาสนา เปลี่ยนแปลงหลักพระธรรมวินัย คำสอนของพระพุทธองค์ นั่นหมายถึงความสิ้นชาติ
สิ้นแผ่นดิน พระมหากษัตริย์ไทย จึงได้ทรงสืบต่อพระปณิธานและปฏิญาณ ที่จะรักษาทำนุบำรุง
พระพุทธศาสนา “โดยถวายแผ่นดิน ให้เป็นพุทธศาสนสมบัติ” เพื่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ
ท่านจึงใช้พระปรีชา ชีวิตและเลือดเนื้อเข้ารักษาพระพุทธศาสนา ทหารหาญของชาติ
ต่างปฏิญาณสาบานตนต่อธงชัยเฉลิมพล ซึ่งประดิษฐานด้วยพระพุทธปฏิมาไว้
ณ ยอดธงนั้น ว่าต้องมีหน้าที่ พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา ดังนั้นองค์กรคริสต์ศาสนาย่อมทราบว่า
ถ้าต้องการยึดครองประเทศไทย ต้องมีอำนาจ เหนือสถาบันพระมหากษัตริย์ และทำลายแนวป้องกัน
คือทหารหาญของชาติ และยึดครององค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย อย่างเบ็ดเสร็จให้ได้ เท่านั้น

การโจมตีด้วยหลักยุทธศาสตร์


ซุนวู กล่าวว่า
“.....หนทางที่ดีที่สุดในการทำสงครามคือ การเอาชนะด้วยการโจมตียุทธศาสตร์ของข้าศึก

avatar
att

จำนวนข้อความ : 1075
Registration date : 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน

- Similar topics

 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ